magic ep296-300

 ตอนที่ 296: งานเลี้ยงพิธีหมั้น

 

งานหมั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น และทั้งสองครอบครัวต่างก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก

 

ศาสตราจารย์ฉู่สวมของล้ำค่าของตนเองให้กับฟู่เหมี่ยว มันคือสร้อยข้อมือหยกที่ได้มาจากแม่สามีของเธอ แม้มันจะไม่ได้ล้ำค่าเหมือนหยกเขียวจักรพรรดิ แต่มันก็มีสีใกล้เคียงกับสีแอปเปิ้ลใส นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงินและสินสอดอีกมากมาย

 

และแขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็มีของขวัญที่ดูมีราคามาด้วยเช่นกัน โดยผู้เฒ่าจูได้มอบสร้อยข้อมือให้กับฟู่เหมี่ยว มันทำมาจากทองคำและประดับด้วยโอปอล ซึ่งแต่ละชิ้นนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับเล็บมือเลยทีเดียว และต้องใช้โอปอลถึงเก้าชิ้นสำหรับสร้อยข้อมือหนึ่งเส้นนี้ ส่วนผู้เฒ่าหลิวและอาจารย์เก๋อเองก็ได้นำเครื่องประดับมาเป็นของขวัญด้วยเช่นกกัน

 

ทางด้านแม่เฒ่าไป๋ก็ได้เขียนพู่กันด้วยลายมือของตัวเอง เธอรู้ว่าลายมือของเธอไม่ได้มีค่าอะไร แต่ก็หาอักษรพู่กันแบบโบราณนี้ได้ยากมาก! และยังมีป้ายอักษรของผู้อาวุโสจินอยู่ด้วย

 

เมื่อนำมารวมกับอักษรพู่กันจีนโบราณ มันก็เข้ากันได้อย่างลงตัว และป้ายอักษรนั้นก็ถูกเขียนด้วยทองคำอีกด้วย โดยเป็นข้อความแสดงความยินดี ซึ่งวังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวนั้นรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก หยูจื้อเหวินลุงของวังจื่อหยวนที่เห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปในทันที เขาเป็นครูโรงเรียนมัธยมและชื่นชอบการเขียนอักษรพู่กันในเวลาว่างอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นสมาชิกของสมาคมการเขียนอักษรจีนโบราณอีกด้วย

 

การจารึกชื่อด้วยทองสัมฤทธิ์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการประดิษฐ์ตัวอักษร และชื่อภรรยาของเขาเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงด้วยเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นผลงานชิ้นแรกของคู่รักผู้ที่มีคุณธรรม เชื่อว่าถ้านำมันไปขาย จะต้องได้รับความนิยมอย่างมากแน่นอน

 

เดิมทีเขาได้ยินมาว่าคนรักของวังจื่อหยวนนั้นไม่ใช่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาตั้งแต่แรก แต่เป็นหญิงสาวที่มาจากหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง แม้จะรู้ว่าฟู่เหมี่ยวสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ได้ก็ตาม แต่เขาก็ยังคงแอบดูถูกเธออยู่ในใจ

 

หยูจื้อเหวินรู้สึกว่าวังจื่อหยวนสามารถผ่านการสอบเพื่อเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ และได้พบรักกับภรรยาที่มาจากชนบท มันยังดูเร็วเกินไปที่จะหมั้นหมาย ทั้งยังเลือกที่จะปฏิเสธหลานสาวของเขาอย่างหยูเชี่ยนเชี่ยนอีกด้วย

 

แต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ บ้านของเด็กสาวคนนั้นไม่เพียงแค่มีลานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่แขกที่มาร่วมแสดงความยินดีกับเธอนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียง หยูจื้อเหวินจึงได้เปลี่ยนทัศนคติของเขาในทันที เขาควรจะผูกมิตรกับตระกูลฟู่เอาไว้จะดีกว่า

 

ซึ่งแม่ของเขาเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน แม่เฒ่าสวีได้แต่งงานกับผู้เฒ่าวัง และครอบครัวของเธอก็เป็นเพียงครอบครัวธรรมดา เธอเป็นคนที่มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง และหลังจากที่ติดตามผู้เฒ่าวังมานานหลายปี เธอก็ได้เห็นโลกมามากพอสมควร

 

ดังนั้น งานหมั้นในวันนี้ เธอจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นหญิงแก่คนหนึ่งที่หลงเข้ามาในงานเลี้ยงของชนชั้นสูงอย่างไรอย่างนั้น เดิมทีผู้เฒ่าวังได้บอกให้เธอเตรียมของขวัญดีๆ ที่จะใช้เป็นของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรก แต่เธอกลับรู้สึกว่าคนในชนบทคงไม่เคยเห็นโลกภายนอกมากนัก เธอจึงเตรียมแค่สร้อยข้อมือเงินเก่าๆมาให้เท่านั้น

 

โดยไม่คาดคิด เธอเห็นแม่ของวังจื่อหยวนถึงกับเตรียมสมบัติที่มีค่าที่สุดออกมา และเดินทางมาที่นี่ในทันที ซึ่งเธอก็ได้เห็นอีกว่าแขกของเด็กสาวคนนั้นได้ให้ของขวัญที่มีราคาพอกันกับของขวัญที่ลูกสะใภ้ของเธอเตรียมมา เธอมองไปที่ภรรยาของหลานชายด้วยความละอายใจ เมื่อเห็นแขกแต่ละคนต่างก็มอบเครื่องประดับและอัญมณีเป็นของขวัญทั้งหมด ตอนนี้แม่เฒ่าสวีจึงรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก!

 

นอกจากนี้ พ่อตาของหลานชายของเธอยังดูสง่าผ่าเผยมากอีกด้วย พวกเขามีบ้านหลังใหญ่มาก อีกทั้งฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ไม่ได้ดูเหมือนคนที่เคยอยู่ในชนบทหรือมาจากชนบทเลยแม้แต่น้อย!

 

“แม่คะ ผู้ชายในชุดทหารที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อกี้นี้ หนูคิดว่าตำแหน่งของเขาน่าจะสูงอยู่นะ ดูเหมือนเขาจะเป็นพ่อว่าที่น้องเขยของจื่อหยวนนะคะ ตระกูลฟู่ดูเป็นตระกูลที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่เหมือนแบบที่พี่ใหญ่พูดเลย หากหนูรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ หนูคงจะเตรียมของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรกให้ดีกว่านี้แล้ว” หวังหมิงจูกระซิบกับแม่ของเธอและบ่นเกี่ยวกับผู้เฒ่าวัง

 

“แม่เห็นไม่ค่อยชัดเลย ครอบครัวของเราไม่มีใครทำงานในกองทัพเลย จื้อเหวินก็เป็นครู ในอนาคตเราควรจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลฟู่เอาไว้ พ่อของลูกก็นะ ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตระกูลฟู่ให้ชัดเจน และตระกูลฟู่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พี่ชายคนโตของลูกพูดอีกด้วย!”

 

ผู้เฒ่าวังเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ตอนนี้เขาได้เกษียณแล้ว เขาจึงได้เชิญผู้อาวุโสจินมานั่งร่วมโต๊ะกับเขาด้วย นอกจากนี้ผู้เฒ่าวังยังได้มอบทองคำแท่งให้กับหลานชายเป็นการส่วนตัวแล้ว จึงทำให้ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป และกำลังพูดคุยพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข

 

“พ่อเขาจะไปรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ตอนที่เข้ามาเขาก็ยังดูแปลกใจอยู่เลยนี่นา ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่เองก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพ่อด้วยเหมือนกัน” วังหมิงจูและผู้เฒ่าวังนั้นมีความขัดแย้งต่อกันมานานมากแล้ว แม้ว่าอายุของทั้งสองจะต่างกันมากก็ตาม ทั้งสองไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้!

 

ในตอนนั้นเอง ฟู่เซินก็บังเอิญเดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาระหว่างสองคนเข้าพอดี ซึ่งหลังจากที่ได้ฟัง เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าตระกูลวังจะมีผู้หญิงที่รับมือยากอยู่ด้วยสินะ เขาต้องเตือนฟู่เหมี่ยวว่าหลังจากที่แต่งงานแล้ว อย่าให้เงินใครโดยที่ไม่คิด ก่อนจะทำทีหันมองไปทางอื่นและเดินจากไป!

 

หลังจากที่งานเลี้ยงจบลง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ยืนส่งแขกที่หน้าบ้านทีละคน ซึ่งผู้อาวุโสจินและแม่เฒ่าไป๋เป็นแขกคนสุดท้ายที่กลับบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ขอให้ฟู่เยี่ยนไปที่บ้านกลับพวกเขา เพื่อตรวจสอบดูว่าเธอเข้าใจสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในสมุดบันทึกมากน้อยแค่ไหน

 

ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้นั่งดื่มชากับแม่เฒ่าไป๋ข้างๆ และฟังการสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ยิ่งผู้อาวุโสจินถามมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น ความเข้าใจของฟู่เยี่ยนนั้นทำให้ชายชรามีแนวคิดใหม่ๆขึ้นมามากมายเลยทีเดียว

 

การสนทนานี้ได้กินเวลาไปกว่าสองชั่วโมง เมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้ง ก็ถึงเวลากินข้าวแล้ว ดังนั้นแม่เฒ่าไป๋จึงลุกขึ้นและเดินไปในครัว โดนมีไป๋โม่เฉินติดตามไปด้วย

 

ทั้งสองคนช่วยกันทำโจ๊กหนึ่งหม้อ เพื่อที่จะกินคู่กับไข่เค็มที่แม่เฒ่าไป๋ทำขึ้นมาเอง และผัดผักไม่กี่อย่าง เท่านี้มื้อเย็นก็พร้อมแล้ว

 

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้น การกินมื้อเย็นที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์มากเกินไปมักจะทำให้รู้สึกไม่สบายท้องในตอนกลางคืน ซึ่งมันทำให้เราสองคนต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมากเลยล่ะ!”

 

“ใช่แล้วล่ะครับอาจารย์หญิง ผมเองก็รู้สึกว่าอาหารที่กินไปเมื่อตอนกลางวันยังไม่ย่อยเลยเหมือนกัน” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้ไปเคาะประตูห้องหนังสือเพื่อเรียกอาจารย์และศิษย์ให้มากินมื้อเย็น

 

ผู้เฒ่าจินจึงต้องยุติการสนทนาอย่างไม่เต็มใจ ศิษย์ของเขาคนนี้ทำได้ดีมากจริงๆ ตอนนี้ความคิดที่ไม่ค่อยชัดเจนในหลายอย่างของเขาได้ถูกคลี่คลายลงไปแล้ว

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอกลับไปอ่านมันเพิ่มเติมอีกครั้งเถอะ เธอลองวิเคราะห์ความคิดเหล่านี้ แล้วเราค่อยมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันใหม่ก็แล้วกัน”

 

“อาจารย์คะ ความคิดบางอย่างของฉันมันดูเรียบง่ายมาก ดังนั้นหนูคิดว่าตัวเองยังต้องการคำแนะนำจากอาจารย์อีกเยอะเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้น หนูจะรายงานให้อาจารย์ทราบทุกๆครึ่งเดือนนะคะ” ฟู่เยี่ยนยังคงถ่อมตัวมาก และตัวเธอเองก็รู้สึกว่าได้รับประโยชน์มากมายด้วยเช่นกัน

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอก็แล้วกัน! เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ หากไม่รีบออกไป ภรรยาของฉันจะต้องโกรธแน่!”

 

จากนั้น ทั้งคนหนุ่มสาวและผู้เฒ่าทั้งสองก็ได้กินมื้อเย็นที่แสนเรียบง่ายด้วยกัน ซึ่งเป็นมื้อที่สบายท้องและดูอบอุ่นมาก

 

หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้อยู่พูดคุยกับผู้เฒ่าทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวและออกมาจากบ้านของผู้อาวุโสจิน

 

“ฉันเห็นคุณลุงออกไปตั้งแต่อาหารยังไม่ได้เสิร์ฟแล้ว เขารีบไปไหนเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก ในกองทัพมีแม่ครัวอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจะไม่หิวอย่างแน่นอน และเขาน่าจะไม่กลับจนกว่าจะเช้าของวันพรุ่งนี้”

 

ทั้งสองพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกพูดและเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ ไม่ไกลจากบ้านของผู้เฒ่าจินมากนัก มีถนนที่ดูคึกคักอยู่ เมื่อธุรกิจนี้ได้รับอนุญาต ที่นี่จึงมีการจัดตลาดเล็กๆในตอนกลางคืนขึ้นมา

 

ในตลาดกลางคืนนั้นมีของขายมากมายเลยทีเดียว อาทิเช่น ถุงเท้า ผ้าคาดผม ของว่าง การเล่นโยนห่วง... และของต่างๆอีกมากมายจนดูตระการตาไปหมด โดยร้านที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดคือร้านขายไส้กรอก และมันก็ได้ส่งกลิ่นหอมที่เย้ายวนมาก!

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่หิวหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองไป๋โม่เฉินด้วยสายตาที่โหยหา

 

“ฉันกินข้าวไปนิดเดียวเอง เราไปหาอะไรกินกันดีไหม?” ไป๋โม่เฉินจะไม่เข้าใจสายตาของคนรักของเขาได้อย่างไร! แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่หิวก็ตาม แต่เขาก็ต้องบอกว่าหิวอยู่แล้ว

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นเราไปหาของอร่อยกินกันเถอะ!”

 

ทั้งสองเดินไปด้วยกัน โดยคนหนึ่งทำหน้าที่ซื้อของ ส่วนอีกคนก็ทำหน้าที่ถือ ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ซื้อของมาเต็มไม้เต็มมือไปหมด ระหว่างที่เดินเที่ยวนั้น พวกเขาก็กินของว่างไปด้วย จนเดินมาเจอร้านขายขนมน้ำตาลปั้นร้านหนึ่งเข้า ซึ่งนี่เป็นขนมเก่าแก่ของเมืองหลวง ทันใดนั้นเอง ดวงตาของฟู่เยี่ยนก็เปล่งประกายขึ้นมา เธอตกหลุมรักน้ำตาลปั้นรูปซุนหงอคงเข้าให้แล้ว

 

ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปที่เธอ ก่อนจะเดินไปที่แผงขายของเพื่อถามราคา และในที่สุดเขาก็ได้ซื้อน้ำตาลปั้นรูปซุนหงอคง, ฉางเอ๋อ, ตือโป๊ยก่าย... และอื่นๆอีกมากมาย โดยเขาตั้งใจจะซื้อมันไปฝากทุกคนที่บ้านด้วย

 

ฟู่เยี่ยนหอบถุงที่มีขนมน้ำตาลปั้นอยู่เต็มไปหมดอย่างมีความสุข มันสวยทุกตัวเลยจริงๆ!



ตอนที่ 297: เรียนรู้การรับมือกับผู้คน

 

หลังจากงานหมั้นเสร็จสิ้นลง ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่ก็กำลังเตรียมตัวกลับ การมาเมืองหลวงในครั้งนี้ของพวกเขาได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านเยอะแยะเลยทีเดียว

 

ฟู่ต้าอันพูดคุยกับฟู่เซิน ฟู่เหมี่ยว และวังจื่อหยวนอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ได้เกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาไม่น้อยเลย ตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่เขาจะออกจากงานแล้วเริ่มต้นใหม่ เขาจะไม่มีทางอดตายเพราะการลาออกอย่างแน่นอน บางทีการทำแบบนี้อาจช่วยให้เขาประสบความสำเร็จก็ได้!

 

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะลาออกจากงานก่อน แล้วค่อยหาวิถีทางของตัวเอง คนหนุ่มสาวในปัจจุบันนี้มีความคิดที่ชาญฉลาดมากๆ และเด็กเหล่านี้ในครอบครัวของเขาก็ล้วนเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม

 

ตอนที่ฟู่ต้าอันมาที่นี่ เขาได้ติดรถของจางเหว่ยมา ดังนั้นตอนที่เขาจะกลับ ฟู่ซินจึงอาสาไปต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วรถไฟให้กับเขา

 

และพวกเขาทั้งสองก็ได้เก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมที่จะไปขึ้นรถไฟแล้ว ซึ่งทุกคนในตระกูลฟู่ก็ส่งพวกเขาที่ชานชาลา หลังจากที่เห็นทั้งสองหาที่นั่งของตัวเองได้แล้ว ก็ได้บอกลาทุกคนจากทางหน้าต่าง ฉากนี้ทำให้ฟู่ต้าอันรู้สึกเศร้าไปเล็กน้อย ครั้งหน้าที่เขามาเยี่ยมทุกคนอีกครั้ง เขาจะต้องทำสิ่งดีๆเพื่อทุกคนให้ดีกว่าครั้งนี้อย่างแน่นอน!

 

หลังจากที่ส่งฟู่ต้าอันขึ้นรถไฟเสร็จ วันหยุดฤดูร้อนของหลายคนก็ใกล้จะหมดลงแล้ว นั่นก็แปลว่าอีกไม่นานมหาวิทยาลัยก็จะเปิดเทอมแล้วนั่นเอง ซึ่งก่อนเปิดเทอม คุณปู่และคุณย่าของไป๋โม่เฉินก็ได้ว่างแผนที่จะมาเยี่ยมบ้านตระกูลฟู่ด้วย

 

ก่อนถึงวันที่จะไปเยี่ยมบ้านตระกูลฟู่ ไป๋ซ่งก็ได้ยืนมองตัวเองอยู่ที่หน้ากระจก เขาดูผมของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มยาวแล้ว จึงได้เรียกให้ช่างตัดผมมาตัดผมให้ หลังจากที่ตัดผมเสร็จ เขาก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว หากสวมชุดทหารไปคงจะไม่เหมาะ ดังนั้นเขาก็เลยควานหาชุดในตู้เสื้อผ้า จนได้พบกับชุดโปรดของเขาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

 

ไป๋ซ่งหยิบมันมาสวมดูอีกครั้งพลางหันซ้ายหันขวาและมองตัวเองผ่านกระจกเงาอยู่นาน ซึ่งได้ทำให้ภรรยาของเขาที่อยู่ด้านหลังรู้สึกรำคาญขึ้นมาเล็กน้อย!

 

“นี่ตาเฒ่า คุณกำลังทำอะไรอยู่? ถ้าฉันไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ฉันคงคิดว่าคุณกำลังจะไปนัดดูตัวแล้วแน่ๆ! เพราะตอนที่คุณไปนัดดูตัวกับฉัน คุณไม่แม้แต่จะโกนเคราเลยด้วยซ้ำ! ทั้งยังใส่เสื้อผ้าเก่าๆอีกด้วย!”

 

“คุณไม่กลัวว่าครอบครัวของฟู่เยี่ยนจะหัวเราะเยาะผมที่ทำตัวไม่สุภาพอย่างนั้นเหรอ? แบบนั้นก็เท่ากับว่าผมทำให้คุณต้องอับอายไปด้วยไม่ใช่หรือไง!” ไป๋ซ่งยังคงไม่พอใจกับชุดที่เขาเลือกมา และคิดว่าเขาควรจะสวมชุดทหารเหมือนเดิม!

 

“อับอายอะไรกัน ทุกคนเขาต่างก็รู้อยู่แล้วว่าคุณเป็นคนแบบไหน แค่ทำตัวให้เรียบร้อยและมีระเบียบก็พอแล้วล่ะ!” ภรรยาของเขาบ่นออกมาอย่างไม่ถนอมน้ำใจ

 

“คุณจะมัวมาบ่นผมอยู่ทำไมกัน? คิดออกหรือยังว่าตัวเองจะสวมชุดไหน?” ไป๋ซ่งหันกลับไปถามภรรยาของเขา

 

“ตอนที่ฉันป่วยอยู่ ฉันได้ขอให้ย่าของชวนจื่อช่วยเตรียมชุดกี่เพ้าเผื่อเอาไว้ให้กับฉันชุดหนึ่งแล้ว เพราะในช่วงต้นเดือนหน้า ครอบครัวของเธอก็จะไปเยี่ยมญาติๆ คนรักของชวนจื่อด้วยเช่นกัน” แม่เฒ่าเฉินพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจมาก แม้ว่าเธอจะป่วย แต่ก็ได้เตรียมการทุกอย่างเอาไว้แล้ว

 

“อะไรนะ? ทำไมคุณถึงไม่บอกผมเลยว่าคุณตัดชุดใหม่? ผมก็อยากได้ชุดใหม่เหมือนกันนะ! คุณนี่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย คุณทำให้ผมกลายเป็นตัวตลกเพียงคนเดียวแบบนี้ได้อย่างไรกัน!” ไป๋ซ่งพูดออกมาด้วยความโกรธ

 

“ฉันแค่ตัดชุดกี่เพ้าเองนะ คุณอยากจะสวมมันด้วยหรือเปล่าล่ะ?”

 

“ชุดกี่เพ้ามันเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิง! ตัดชุดประจำชาติจีนให้ผมก็ได้นี่!”

 

“คุณนี่มันซื่อบื้อจริงๆ ฤดูร้อนใครเขาจะสวมชุดประจำชาติกัน! สวมชุดทหารของคุณไปเถอะ มีคนมากมายที่อยากจะสวมเครื่องแบบของทหารแต่ก็ไม่สามารถสวมได้ไม่ใช่เหรอ!” สิ่งที่แม่เฒ่าเฉินพูดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลไม่น้อย และอารมณ์โกรธของไป๋ซ่งก็ได้คลายลงไปบ้างแล้ว

 

เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้เห็นภาพของคุณปู่ที่กำลังโกรธ และคุณย่าที่มีสีหน้าสบายๆ

 

“คุณย่าครับ คุณปู่เป็นอะไรเหรอครับ?”

 

“ไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่อารมณ์เสียนิดหน่อยเท่านั้นเอง! เรามาลองดูเครื่องประดับของย่าที่จะใช้เป็นสินสอดกันเถอะ หลานว่าชิ้นไหนเหมาะกับการให้เสี่ยวฮั่วเป็นของขวัญงานหมั้น” แม่เฒ่าเฉินกำลังดูเครื่องประดับของเธออยู่ ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้เปิดดูมันมาหลายปีแล้ว ดูจากฝุ่นที่เกาะอยู่ก็พอจะรู้ว่าเธอไม่ได้เปิดกล่องใบนี้มานานแค่ไหน

 

“คุณย่าก็เคยพบกับเธอมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ? แล้วทำไมคุณย่าถึงยังเลือกของขวัญที่เหมาะสมกับเธอไม่ได้อีกล่ะ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับช่วยเช็ดฝุ่น ก่อนจะเปิดกล่องเครื่องประดับออก

 

“ย่าจะเลือกมันได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ย่าไม่มีเวลาว่างเลย ลองดูมันก่อนสิ โอ้ เครื่องเงินพวกนี้ดำหมดแล้ว” แม่เฒ่าเฉินเปิดกล่องเครื่องประดับออก ก่อนจะพบกับเครื่องประดับที่ทำจากเงิน เช่น ต่างหูเงิน เครื่องเงินต่างๆ และปิ่นปักผมเงิน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มันก็ได้เกิดการออกซิไดซ์จนกลายเป็นสีดำ

 

“ไม่เป็นไรครับคุณย่า ผมจะจัดการเอง มันจะต้องกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้งแน่นอน ผมเรียนวิชาเคมีมาแล้วครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ค่อยจัดการมันทีหลังเถอะ ตอนนี้ย่ามองไม่ออกแล้วว่ามันคืออะไร!”

 

สองย่าหลานพูดคุยกันโดยที่ไม่มีใครสนใจไป๋ซ่งเลย จนเขาต้องเป็นฝ่ายที่เดินเข้ามาดูด้วยตัวเอง

 

“เฮ้ ของชิ้นนั้นดูดีมาก มันเรียกว่าอะไรเหรอ?” ไป๋ซ่งถามพร้อมกับชี้ไปยังสร้อยข้อมือที่อยู่ในกล่องเครื่องสำอางค์

 

“แม้ว่าคุณจะแก่แล้ว แต่ก็ยังถือว่ามีรสนิยมที่ดีใช้ได้เลยนี่นา มันเป็นสร้อยข้อมือล้ำค่าที่ฉันได้รับสืบทอดมาจากแม่ของฉันเอง ลองมองดูดีๆสิ ด้านบนฝังด้วยทับทิม ส่วนนี่คือเทอร์ควอยซ์ นี่คือโอปอล และนี่คือพลอยขี้ผึ้ง”

 

“ชิ้นนี้ดูเหมาะมากจริงๆ แต่ยังต้องทำความสะอาดมันอีกหน่อย เสี่ยวเฉิน รีบเอามันไปทำความสะอาดเร็วเข้า”

 

“คุณย่าครับ สร้อยข้อมือเส้นนี้มีอัญมณีอยู่หลายชนิดมาก ผมไม่กล้าทำความสะอาดมันหรอกครับ ผมจะเอามันไปให้ผู้เฒ่าจูดูก่อน แล้วถามเขาว่าเขาพอจะจัดการกับมันได้หรือเปล่า” ไป๋โม่เฉินไม่กล้าทำความสะอาดเครื่องประดับเส้นนี้ มันไม่เหมือนกับการทำความสะอาดเครื่องเงินทั่วไป เพราะมีอัญมณีหลายชนิดอยู่ด้วยนั่นเอง

 

“ไม่เป็นไร ทำไมเราไม่ให้เสี่ยวฮั่วจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลยล่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเอานะ!”

 

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ เรามาเลือกกันต่อเถอะ” ไป๋ซ่งเริ่มเลือกเครื่องประดับในกล่องอีกครั้ง

 

จนท้ายที่สุดนั้น พวกเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะมอบสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีมากมายเส้นนี้พร้อมกับสร้อยข้อมือเงินอีกหนึ่งเส้นที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของแม่เฒ่าเฉินนั่นเอง

 

ขณะที่ตระกูลไป๋กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายนั้น ทางด้านตระกูลฟู่เองก็วุ่นวายไม่ต่างกัน

 

ก่อนหน้านี้ หวังซู่เหมยได้แบ่งหน้าที่ให้ทุกคนทำความสะอาดไปแล้ว ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงต้องการตกแต่งสวนต่อ

 

ดังนั้น ทั้งวันฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวจึงไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากถือกระถางดอกไม้เดินวนไปวนมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเพื่อนบ้านที่แบ่งให้

 

“แม่คะ หนูคิดว่าแม่กำลังเข้าใจผิดนะคะ ดอกไม้มากมายพวกนี้อาจจะดึงดูดยุงได้นะคะ! แล้วแม่จะเอาพวกมันไปวางไว้ที่ไหนในช่วงฤดูหนาว?” ฟู่เยี่ยนเดินออกมาจากสวนของเธอ ก็พบว่าตอนนี้ในสวนเต็มไปด้วยดอกไม้ ทั้งยังมีดอกไม้อีกหลายกระถางเลยที่วางอยู่ในสวน

 

“เมื่อถึงฤดูหนาว เราก็แค่วางมันไว้ในห้อง พวกมันไม่ได้ต้องการแสงเยอะ ทั้งยังมีไส้เดือนช่วยพรวนดินให้! ดอกไม้เหล่านี้ดูแลง่าย หากไม่มีใครดูแลมันจริงๆ แม่จะรดน้ำให้พวกมันเอง” หวังซู่เหมยวางดอกไม้ลง พร้อมกับคอยดูว่าดอกไม้เหล่านี้เหมาะสมหรือไม่

 

ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงมองไปยังพี่ชายและพี่สาวของเธอด้วยสีหน้าที่จนปัญญา

 

ส่วนฟู่ต้าหย่งได้พาฟู่ซินไปทำความสะอาดสวนหลังบ้าน โดยสองพ่อลูกได้ช่วยกันทำความสะอาดแทบจะทุกซอกทุกมุม

 

ทางด้านฟู่ต้านีได้รับมอบหมายจากหวังซู่เหมยให้เป็นคนจัดเตรียมสูตรอาหาร เนื่องจากผู้สูงวัยมักชอบอาหารอ่อนๆที่สามารถย่อยง่าย ดังนั้นจึงต้องหาสูตรอาหารที่อร่อยและผู้สูงอายุสามารถทานได้ไปพร้อมกัน พวกเขาต้องมอบความประทับใจให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาเยือนอย่างดีที่สุด!

 

เมื่อลุงหลิวมาถึง เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นทุกคนในตระกูลฟู่กำลังยุ่ง เขาจึงกำลังจะเข้าไปถาม แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เขาก็นึกถึงเรื่องที่ครอบครัวของไป๋โม่เฉินกำลังมาที่นี่ขึ้นมาได้

 

เขามาที่นี่เพื่อมาพบฟู่เยี่ยน ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการหลี่ได้ไปที่บ้านของเขา และผู้เฒ่ามู่ก็ยังแนะนำเขากับผู้อำนวยการหลี่ไปแล้ว ซึ่งในวันนี้เอง ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้เขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ โดยบอกว่าผู้อำนวยการหลี่นั้นพร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอแนะของนายท่าน และให้เขาเป็นรองผู้อำนวยการของสาขาอภิปรัชญา ซึ่งเขาจะมีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านอภิปรัชญาบางส่วน

 

เขาไม่เคยรับราชการมาก่อน และไม่รู้เลยว่าจะต้องทำตัวอย่างไร อันที่จริง นายท่านก็ได้บอกเรื่องนี้กับเขามาบ้างแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยเข้าใจเลย จึงทำให้นายท่านโกรธมากและไล่ให้เขาออกมา โดยบอกให้เขามาถามฟู่เยี่ยนด้วยตัวเอง

 

เขากลัวว่าในอนาคตจะมีเวลาอยู่กับต้านีน้อยลง เพราะไม่ง่ายเลยกว่าที่เธอจะยอมเปิดใจให้เขา

 

“ผมมีเรื่องบางอย่างที่ต้องคุยกับฟู่เยี่ยน ต้านี คุณทำงานไปก่อนเถอะ หลังจากที่ผมคุยกับฟู่เยี่ยนเสร็จ เราค่อยไปรับเด็กๆด้วยกัน”

 

“อืม เข้าใจแล้ว เสี่ยวฮั่วอยู่ในสวนหลังบ้าน! คุณเข้าไปหาเธอสิ”

 

ลุงหลิวจึงเดินเข้าไปทันที และตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็กำลังช่วยฟู่ต้าหย่งทำความสะอาดอยู่ ซึ่งฟู่ต้าหย่งได้ขอให้เธอช่วยกำจัดวัชพืชจำนวนมากที่ขึ้นจนรก

 

ฟู่เยี่ยนกำลังถอนวัชพืชอยู่นั้น เธอก็เห็นลุงหลิวกำลังเดินเข้ามา “ลุงหลิว ลุงมีอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

ลุงหลิวมีท่าทีที่ดูเขินเล็กน้อย เขาเกาศีรษะของตัวเอง ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับเธอฟัง

 

“นายท่านขอให้ฉันรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการของสาขาอภิปรัชญา แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร เลยมาถามเธอ”

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาพร้อมกับเอียงศีรษะเล็กน้อย ใช่แล้ว เธอมองข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ความสำคัญของรองผู้อำนวยการนั้นคือการรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วย753 และผู้คนในลัทธิเต๋า

 

ซึ่งงานประเภทนี้ค่อนข้างยากสำหรับลุงหลิวจริงๆ เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะรับมือกับเรื่องนี้ เรียกได้ว่ามันไม่ได้ต่างไปจากการจับเป็ดมาวางบนชั้นวางเลย เธอรู้ถึงความสามารถของลุงหลิวดี แต่ในแง่ของการสื่อสารกับคนอื่นนั้น เขายังทำได้ไม่ดีเท่ากับมู่อี้อันเลยด้วยซ้ำ

 

ฟู่เยี่ยนจึงอธิบายอย่างระมัดระวัง จนในที่สุดลุงหลิวก็เข้าใจ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างไร้เดียงสา แต่ก็ไม่ใช่คนโง่

 

“เรามาฝึกเรื่องนี้กันเถอะค่ะ ลุงหลิว หนูจะหาอาจารย์ให้กับลุง และจะคอยดูแลความสะดวกต่างๆเอง ลุงเตรียมตัวรอไว้ได้เลยค่ะ เร็วๆนี้ลุงอาจจะต้องกลายเป็นลูกศิษย์ของใครบางคนก็ได้!” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา และนึกขึ้นมาได้ว่าลุงหลิวนั้นต้องการการเรียนรู้ด้านความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งครูที่จะสอนเขาได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเมิ่งอ้ายชวนนั่นเอง!



ตอนที่ 298: คุยเรื่องแต่งงาน

 

ฟู่เยี่ยนทำตามที่เธอคิดเอาไว้ โดยพาลุงหลิวไปที่ร้านหร่งเป่าไจในทันที ลุงหลิวจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากบอกกับฟู่ต้านีไปว่าเขาคงไม่ได้ไปรับเด็กๆแล้ว

 

“อะไรนะ? แล้วเธอจะให้ฉันสอนอะไรกับลุงหลิวบ้างล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนกำลังดื่มชาอยู่ในร้าน และเมื่อได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แทบจะทำถ้วยชาหล่นจากมือ

 

“ฉันก็แค่อยากจะให้ลุงหลิวมาที่ร้านของพี่สักระยะหนึ่ง เพื่อฝึกว่าจะรับมือกับคนแปลกหน้าได้อย่างไรเท่านั้นเอง มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก” ฟู่เยี่ยนพูด ก่อนจะจิบชาเพื่อดับกระหาย

 

“ทำแบบนั้นมันดูไม่เหมาะเลยนะ! ถึงอย่างไรลุงหลิวก็เป็นผู้อาวุโสสำหรับฉันอยู่ดี!” เมิ่งอ้ายชวนโบกมือครั้งแล้วครั้งเล่า

 

“ชวนจื่อ ฉันไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับคนแปลกหน้ามาหลายปีแล้ว ให้ฉันอยู่เรียนรู้ที่นี่สักสองสามวันเถอะ หากไม่เข้าใจอะไร ฉันจะได้ถามนายด้วย” เมื่อลุงหลิวพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ถ่อมตัว เมิ่งอ้ายชวนจึงทำอะไรไม่ได้

 

“แล้วลุงจะมาอยู่ที่นี่กี่วันล่ะครับ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดพลางมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่แน่ใจ


“ให้เขาอยู่ที่นี่สักสองสามวันเถอะ จะได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเข้าใจ ลุงหลิว หากไม่มีอะไรทำก็ไปเดินเล่นแถวนี้ได้เลยนะคะ หนูต้องขอตัวก่อนแล้ว หนูยังต้องกลับไปช่วยพ่อของหนูทำความสะอาดสวนต่ออีก!”

 

“เฮ้ ฟู่เยี่ยน ทำไมเธอถึงได้รีบขนาดนั้นกันล่ะ? ฉันยังมีเรื่องที่อยากจะพูดกับเธออยู่ด้วยนะ!” เมิ่งอ้ายชวนรีบหยุดเธอเอาไว้ทันที

 

“มีอะไรอีกเหรอ? ฉันรู้เกี่ยวเรื่องงานหมั้นของพี่กับชานชานแล้ว เอาไว้ฉันจะไปร่วมงานเมื่อถึงเวลานะ”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น เมื่อวันก่อนมีคนมาหาโหวซานโดยบอกว่าอยากจะขายหินหยกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นหินที่ได้มาจากเหมืองเก่าในเมียนมาร์ทั้งหมด โหวซานเลยมาถามฉันก่อนว่าอยากลองไปดูหรือเปล่า”

 

“ดูเหมือนว่าฉันจะรู้จักกับชายคนนั้นด้วยนะ เมื่อก่อนครอบครัวของฉันเองก็เคยขุดหินหยกมาเยอะเหมือนกัน และฉันก็คิดว่าจะไปหาเธอที่บ้านในช่วงบ่ายนี้ เพื่อถามดูว่าเธออยากไปด้วยหรือเปล่า! แต่เธอก็มาที่นี่เสียก่อน”

 

เดิมทีฟู่เยี่ยนกังวลว่าจะไปหาหินหยกเหล่านั้นได้ที่ไหน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ในเมียนมาร์ได้เกิดความไม่สงบภายในขึ้นเป็นวงกว้าง จึงทำให้ไม่สะดวกที่จะไปที่นั่น เป็นเรื่องดีที่มีคนมาเสนอขายมันให้ถึงที่แบบนี้

 

“แล้วเขาเชื่อถือได้หรือเปล่า?”

 

“เชื่อถือได้ แต่เราคงต้องไปที่นั่นช่วงกลางดึก” เมิ่งอ้ายชวนพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

“พี่โทรหาพี่ไป๋โม่เฉินด้วยก็แล้วกัน พวกเราสามคนไปที่นั่นด้วยกัน” ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนรู้สึกกลัว แต่การที่มีคนไปด้วยจำนวนมากนั้นดูจะปลอดภัยมากกว่า และไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้อื่นเอาเปรียบอีกด้วย

 

“เอาล่ะ เราพาคนไปที่นั่นสักสามสี่คนก็ได้ แต่ห้ามพาลุงโจวไปด้วยเด็ดขาด เพราะถ้าเขาไป ราคาของหินพวกนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอย่างแน่นอน” เมิ่งอ้ายชวนเองก็คิดว่าคนเหล่านั้นประมาทไม่ได้เช่นกัน

 

“ชวนจื่อ ให้ฉันไปที่นั่นด้วยดีกว่า” จู่ๆ ลุงหลิวก็ได้พูดแทรกขึ้นมา

 

ฟู่เยี่ยนและเมิ่งอ้ายชวนจึงหันมามองหน้ากันครู่หนึ่ง ลองดูก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยนี่นา!

 

“เอาล่ะครับ ลุงหลิว ลุงเองก็ไปกับพวกเราเถอะครับ”

 

“แล้วพี่จะไปเมื่อไหร่ล่ะคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

“คืนพรุ่งนี้ เวลาเที่ยงคืน”

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ได้เลย คืนวันพรุ่งนี้หลังจากที่ผู้เฒ่าไป๋กลับไปแล้ว เธอก็ออกไปที่นั่นต่อได้ในทันที

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ตระกูลไป๋ทั้งสามคนก็ได้มารอที่หน้าประตูแล้ว ไม่ว่าผู้เฒ่าไป๋จะเดินทางไปที่ไหน มักจะมีคนหลายคนติดตามไปด้วยเสมอ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระจายตามจุดต่างๆเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีการตรวจความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกของบ้านตระกูลฟู่อย่างละเอียดอีกด้วย

 

แม้ว่าตระกูลฟู่จะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วก็ตาม แต่พวกเขาทั้งหมดก็ยังคงรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย ไม่แปลกใจเลยที่ไป๋ซ่งบอกว่าเขาไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ! นั่นเป็นเพราะการที่เขาจะออกไปไหนนั้นมักจะเกิดความวุ่นวายขึ้นนั่นเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการระดมพลย่อมๆเลยก็ว่าได้

 

หลังจากที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบดูแล้ว และไม่พบปัญหาใด เขาจึงได้ไปยืนอยู่ที่หน้าประตู

 

ฟู่ต้าหย่งออกไปต้อนรับไป๋ซ่ง ส่วนหวังซู่เหมยเองก็ได้เข้าไปประคองแม่เฒ่าเฉินเช่นกัน จากนั้นพวกเขาก็ได้พาผู้เฒ่าทั้งสองไปนั่งที่โซฟา

 

ซึ่งไป๋ซ่งไม่ได้เป็นคนที่เข้มงวดอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้เลย ทั้งยังทำตัวเหมือนกับเด็กอีกด้วย จึงทำให้พวกเขาสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อรู้ว่าฟู่ซินเองก็เข้ารับราชการทหารเหมือนกัน ไป๋ซ่งจึงกล่าวชื่นชมฟู่ซินในทันที

 

“เจ้าหนู ฉันต้องขอบคุณที่นายเสียสละตัวเองทำงานที่หนักแบบนี้ด้วย! จากนี้เป็นต้นไป นายจะเป็นเสาหลักของประเทศ! หากมีปัญหาใดก็ตาม นายจะต้องพูดมันออกมา และเราจะปลูกฝังความสามารถให้กับทุกคนโดยทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ เพราะความสามารถพิเศษนั้นล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด!”

 

ด้วยบรรยากาศที่ดูคล้ายกับการระดมพลของกองทัพ ดังนั้นฟู่ซินจึงยืนขึ้นพร้อมกับทำความเคารพตามการทักทายของทหารในทันที

 

“นี่คุณ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่บ้านนะ ไม่ได้อยู่ในกองทัพ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เรามาพูดเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีหากคุณไม่ชวนเสี่ยวจินพูดนอกเรื่อง!”

 

ไป๋ซ่งเขินเล็กน้อยเมื่อแม่เฒ่าไม่ไว้หน้าเขา แต่เขาก็ยังคงทำตามคำแนะนำของภรรยาอย่างเชื่อฟัง

 

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ก็มักจะพูดจาเรื่อยเปื่อยแบบนี้แหละ เสี่ยวจิน อย่าโกรธไปเลยนะ! ฉันเองก็อายุมากแล้ว เอาไว้ฉันจะเล่าเรื่องราวในอดีตของฉันให้กับนายฟังแทนก็แล้วกัน”

 

เมื่อไป๋ซ่งกลับมามีท่าทีที่ดูจริงจัง จึงทำให้เขาดูช่างน่าเกรงขามขึ้นมาในทันที ซึ่งฟู่ซินเองก็นั่งตัวตรงเพื่อรอฟังผู้เฒ่าไป๋เล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ในสมัยก่อน แม้ว่าฟู่ซินจะเคยได้ยินมันในชั้นเรียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อได้ยินจากคนที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาจริงๆ มันจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

 

หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน ทุกคนต่างก็ได้รับการปลูกฝังเรื่องความรักชาติที่บริสุทธิ์จากชายชราผู้นี้อย่างเต็มเปี่ยม

 

“จากเรื่องราวที่คุณเล่ามา มันดีกว่าการเรียนรู้ในชั้นเรียนมาเป็นสิบๆปีเลยทีเดียวครับ! การเป็นทหารนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ!” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา

 

“ใช่แล้วล่ะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ พวกเราเหล่าทหารจะสู้เพื่อทุกคนแม้ต้องเสียเลือดเสียเหงื่อมากมายขนาดไหนก็ตาม” คำพูดของไป๋ซ่งได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในทันที

 

“คุณปู่ไป๋ครับ คำพูดของคุณปู่มีประโยชน์กับผมมาก ทั้งยังมีประโยชน์มากกว่าที่ผมเคยได้เรียนในชั้นเรียนเป็นร้อยเท่าเลยก็ว่าได้ครับ!” สิ่งที่ฟู่ซินพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลย ทั้งยังไม่มีคำพูดโกหกปะปนอยู่แม้แต่น้อยอีกด้วย

 

“อืม หากมันช่วยนายได้ฉันก็ยินดี ต่อไปนี้ในช่วงวันหยุดถ้านายไม่มีอะไรทำก็ไปที่บ้านของฉันสิ ฉันจะได้เล่าเรื่องอื่นๆให้นายฟังอีก!” ไป๋ซ่งเองก็ชื่นชมในพรสวรรค์ของฟู่ซินเช่นกัน น่าเสียดายจริงๆที่หลายชายของเขาได้รับบาดเจ็บจนต้องเกษียณจากกองทัพเสียก่อน

 

ฟู่ซินพยักหน้ารับอย่างมีความสุข ก่อนที่ไป๋ซ่งจะขอออกไปดูลานบ้าน ทุกคนจึงได้พาชายชราออกไปยังสวนหลังบ้านอีกครั้ง

 

ส่วนแม่เฒ่าเฉินยังคงมีร่างกายที่อ่อนแออยู่ หลังจากที่เดินไปยังสวนหลังบ้าน เธอก็ดูมีท่าทีที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยิบเสื่อออกมาสองสามผืน ก่อนจะปล่อยให้เธอนั่ง

 

“เสี่ยวฮั่ว สวนของเธอสวยมากจริงๆ ดอกบัวเริ่มบานแล้วนี่! มีฝักบัวบ้างหรือเปล่า?”

 

“ใช่แล้วค่ะ พี่รอง พี่ช่วยเก็บฝักบัวมาให้ฉันหน่อยสิ!” ฟู่เยี่ยนตะโกนเรียกฟู่เซินทันที ส่วนฟู่ต้าหย่งและไป๋ซ่งก็ได้ตั้งเบ็ดตกปลากันแล้ว! ฉากนี้ช่างดูคล้ายกับครอบครัวใหญ่มารวมตัวกันอย่างไรอย่างนั้น

 

การตกปลาเป็นกิจกรรมที่สามารถทำให้คนทุกวัยเพลิดเพลินได้ โดยเฉพาะผู้ชาย พวกเขามักจะชอบกิจกรรมแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นที่มาที่นี่ก็ไม่มีใครไม่ชอบเช่นกัน

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เซินเก็บบัวจำนวนมากมาอย่างรวดเร็ว ส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้พาแม่เฒ่าเฉินไปปอกเมล็ดบัว พร้อมกันนั้นก็มีเสียงเฮดังสนั่นขึ้นมา เพราะตอนนี้ไป๋ซ่งจับปลาตัวใหญ่ได้นั่นเอง!

 

“คุณปู่ครับ สุดยอดไปเลย! ผมยังไม่เคยจับปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ได้มาก่อนเลย!” ใช่แล้ว ไป๋โม่เฉินไม่เคยจับปลาตัวใหญ่ได้เลยจริงๆ

 

“นั่นแสดงว่านายโชคไม่ดีเองต่างหากล่ะ ฮ่าๆ! มาอีกแล้ว มาอีกแล้ว!” วันนี้เป็นวันที่ไป๋ซ่งมีความสุขมากจริงๆ! แต่ครั้งนี้โชคไม่ดีนักเพราะปลาที่กินเบ็ดของเขานั้นดันหลุดไปเสียก่อน

 

“ไม่เป็นไรครับ มันจะต้องกินเบ็ดเราอีกครั้งอย่างแน่นอน”

 

หลังจากที่ตกปลาอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋ซ่งก็ได้ถือปลาสองตัวไปให้แม่เฒ่าเฉินดูทันที ก่อนที่เขาจะหยิบเมล็ดบัวมากินหนึ่งกำมือ!

 

“ตาเฒ่า ฉันแกะมันให้กับสองสาวต่างหากล่ะ! คุณอยากกินก็ไปทำเองสิ!”

 

“ผมจะกินมัน! เด็กทั้งสองต้องยอมแบ่งให้ผมกินอยู่แล้วล่ะ!” ไป๋ซ่งพูดขึ้นมา ทำให้แม่เฒ่าเฉินเลิกแกะผักบัว ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินออกไป

 

“คุณย่าคะ คุณย่าจะไปไหนอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรีบรีบลุกขึ้นและตามไปในทันที

 

“ฉันจะไปแกะมันในบ้าน เรารีบไปกันเถอะ และจากนี้ไปก็อยู่ให้ห่างๆ จากคนขี้โกงอย่างเขาด้วย” แม่เฒ่าเฉินพูดโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง

 

เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าทั้งสองทะเลาะกันเหมือนกับเด็ก ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา ส่วนไป๋ซ่งก็ทำได้เพียงแค่มองภรรยาของเขาที่เดินจากไป ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับคนอื่นๆ

 

หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน โดยมีฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวตามไปช่วยด้วย เพื่อให้ทุกคนสามารถกินมื้อเที่ยงได้เร็วขึ้นนั่นเอง

 

ในขณะที่กินมื้อเที่ยงนั้น ไป๋ซ่งรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนี้มาก เพราะบนโต๊ะมีหมูตุ๋นที่ภรรยาของเขามักจะไม่ยอมให้กิน ทั้งยังมีปลาตุ๋นที่เขาชอบ รวมไปถึงไก่ทอดรสเผ็ดที่ฟู่เยี่ยนเป็นคนทำ! ซึ่งมันมีรสชาติดีมาก!

 

ไป๋ซ่งรู้สึกประทับใจทุกคนในตระกูลฟู่มากๆ ที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับเขาในวันนี้ และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ลืมธุระของเขาแต่อย่างใด ที่เขามาในวันนี้ก็เพื่อขอลูกสาวตระกูลฟู่ให้มาแต่งงานกับหลานชายของเขานั่นเอง!



ตอนที่ 299: สร้อยข้อมือ

 

หลังจากที่กินมื้อเที่ยงเสร็จ ทั้งสองครอบครัวก็ได้มานั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน

 

ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเสนอว่าควรจะหมั้นหมายกันเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องแต่งงานก็ให้ขึ้นอยู่กับเด็กทั้งสองจะตกลงกันอีกที ซึ่งนี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องการอยู่แล้ว และไป๋โม่เฉินเองก็มีความคิดแบบนั้นเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วหากพวกเขาทั้งสองจำเป็นต้องอยู่ห่างกัน ก็มักจะมีคนที่อื่นเข้ามาวุ่นวายโดยที่ไม่สนใจว่าทั้งสองกำลังคบกันอยู่หรือเปล่า

 

แต่หลังจากที่หมั้นหมายกันแล้ว ก็จะทำให้ทั้งสองรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ทั้งยังสามารถปฏิบัติต่อกันเหมือนกับคู่สามีภรรยาได้

 

ตามที่ไป๋ซ่งบอก เด็กทั้งสองควรหมั้นหมายกันเอาไว้ก่อน แล้วค่อยแต่งงานหลังจากที่เรียนจบ ดังนั้นเขาจึงรีบดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งทั้งฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินยังไม่ได้พูดอะไร แต่หวังซู่เหมยกลับมองออกว่าผู้เฒ่าไป๋ดูจะรีบร้อนเป็นพิเศษ

 

“ลุงไป๋ ลองฟังเด็กทั้งสองคนพูดถึงเรื่องนี้ก่อนเถอะค่ะ! ในเมื่อพวกเขายอมทำตามความปรารถนาของเราเรื่องการหมั้นหมายแล้ว เราก็ควรปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเรื่องงานแต่งด้วยตัวเองดีกว่า บางทีพวกเขาอาจจะอยากแต่งงานก่อนเรียนจบก็ได้”

 

เมื่อไป๋ซ่งเห็นว่าแม่ยายของหลานชายเขาเป็นคนพูดด้วยตัวเอง เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้อีก ก่อนจะหยุดคิดเรื่องนี้แล้วค่อยไปพูดกับหลานชายของเขาเป็นการส่วนตัวแทน

 

ส่วนแม่เฒ่าเฉินเองก็ต้องการให้ไป๋โม่เฉินสร้างครอบครัวโดยเร็วที่สุดเช่นกัน แต่เธอก็เข้าใจว่าเด็กๆต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง นอกจากนี้การสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นเรื่องการแต่งงานก็ให้พวกเขาตัดสินใจเอง พวกเขาควรจะรีบหาอาชีพการงานที่ดีก่อนถึงจะถูก เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอก็ได้จับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้

 

“เสี่ยวฮั่ว อย่าไปฟังที่ปู่ไป๋พูดเลย หนูสามารถแต่งงานได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพราะถึงอย่างไรตอนนี้หนูก็เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องสร้างครอบครัวและมีลูกตอนนี้เลยดีกว่า ตอนนี้เรื่องเรียนสำคัญที่สุด เสี่ยวเฉินเองก็ต้องเรียนเช่นกัน เมื่อทั้งสองเรียนจบ ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สายเกินไปที่จะมาพูดคุยเรื่องการแต่งงานและตัดสินใจเลือกทิศทางชีวิตในอนาคตของพวกหนู”

 

“ขอบคุณค่ะคุณย่า พี่ไป๋โม่เฉินกับหนูเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ” ฟู่เยี่ยนลองคำนวณเวลาของเธอแล้ว  ซึ่งหากยังเรียนไม่จบ เธอก็ไม่มีเวลาแต่งงานจริงๆ

 

ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ หากแต่งงานตอนนี้ ภรรยาของเขาก็ยังคงต้องทำงานอย่างหนักอยู่ดี ฉะนั้นทำไมไม่ใช้ชีวิตแบบคู่รักทั่วไปเหมือนกับตอนแรกที่เดทกันล่ะ! เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงไม่รีบร้อนแต่งงาน และอยากใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มากกว่านี้

 

“ใช่แล้วครับ คุณลุง คุณป้า เสี่ยวฮั่วกับผมมีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน รอให้พวกเราเรียนจบก่อนดีกว่าครับ อีกอย่างทางมหาวิทยาลัยก็มีกฎเกณฑ์อยู่ และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎของมหาวิทยาลัยด้วยครับ” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปตามตรง เพราะเรื่องนี้ก็ผิดกฎของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน

 

“ใช่แล้ว เสี่ยวไป๋พูดถูก ตอนนี้ทุกคนไปมหาวิทยาลัยเพื่อเรียน ไม่ได้ไปหาคนรักที่จะมาสร้างครอบครัว ดังนั้นก็ควรจะสนใจเรื่องการเรียนให้มากที่สุด ว่าแต่ทั้งสองคนอยากจะเก็บเรื่องการหมั้นเอาไว้เป็นความลับด้วยหรือเปล่า?”

 

หวังซู่เหมยยังไม่อยากให้ฟู่เยี่ยนแต่งงาน เพราะเธอยังเด็ก ซึ่งการหมั้นหมายนั้นไม่มีระบุเอาไว้ในข้อเสียห้าประการและข้อบกพร่องสามประการ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา แต่ก็ยังกลัวว่าตระกูลไป๋อยากจะเร่งเร้าให้จัดงานแต่งงานขึ้น เพราะไป๋โม่เฉินมีอายุมากกว่าฟู่เยี่ยนประมาณ 2-3ปี ดังนั้นกว่าเขาจะเรียนจบก็คงมีอายุมากขึ้นแล้ว

 

“การหมั้นหมายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วค่ะ แต่เรายังไม่สามารถมีลูกตอนนี้ได้” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง

 

“การหมั้นหมายเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย แต่เรื่องบางอย่างนั้นเราจำเป็นต้องรอจนกว่าทั้งสองจะแต่งงานกันก่อน!” หวังซู่เหมยพูดถึงหลักความเป็นจริง

 

ไม่เพียงแต่ฟู่เยี่ยนเท่านั้น ตอนนี้ใบหน้าของฟู่เหมี่ยวเองก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อด้วยเช่นกัน หลังจากที่ได้ยินแม่ของพวกเธอพูดออกไปแบบนั้น ทั้งสองหันมามองหน้ากันและแทบอยากจะมุดดินหนีไปจากที่นี่ ทำไมถึงพูดแบบนั้นต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้กันล่ะ!

 

เดิมทีไป๋โม่เฉินยังคงไม่แสดงท่าทีใดและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เมื่อเห็นท่าทางของฟู่เยี่ยน เขาก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

 

ไป๋ซ่งหยิบใบรายการออกมา ด้านบนนั้นมีรายชื่อสินสอดและของแต่งงานที่ไป๋โม่เฉินเตรียมไว้

 

ซึ่งฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนัก และเห็นด้วยหลังจากที่มองเพียงแค่แวบเดียว พวกเขาถูกใจเด็กหนุ่มสองคนนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ทั้งสองก็เป็นคนที่มีฐานะอีกด้วย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มันก็เป็นแค่เงินเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

 

“คุณลุงครับ เราปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของเวลาดีกว่า อย่าไปสนใจมันมากนักเลยครับ ถึงอย่างไรเด็กทั้งสองก็เป็นคนดีอยู่แล้ว!” ฟู่ต้าหย่งแสดงจุดยืนของเขาออกไปโดยตรง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ซ่งก็แอบพยักหน้าในใจ เขารู้ว่าตระกูลฟู่หมายถึงอะไร

 

อันที่จริง ชีวิตของทั้งสองสามีภรรยาไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก พวกเขามีแค่เงินเดือนและสินสอดของแม่เฒ่าเฉินเท่านั้น เมื่อก่อนเธอเคยเป็นลูกสาวของตระกูลที่ร่ำรวย แต่หลังจากที่เข้าร่วมกองทัพและได้พบกับไป๋ซ่ง ทั้งสองก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว เนื่องด้วยสถานะของพวกเขา พวกเขาจึงได้บริจาคสิ่งต่างๆให้กับประเทศจำนวนมาก โดยเลือกที่จะเก็บทรัพย์สินเล็กๆน้อยๆเอาไว้กับตัวเท่านั้น

 

และเธอก็ได้วางแผนที่จะแบ่งมันให้กับหลานทั้งสามคนของเธอ ซึ่งไป๋โม่เฉินเป็นหลานที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นเธอต้องยกมรดกให้กับเขามากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เธอเองก็ได้เตรียมของขวัญแต่งงานให้กับไป๋โม่อันและไป๋โม่ฉิงแล้วด้วยเหมือนกัน

 

แม้ว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะไม่มีแม่แล้วก็ตาม แต่ผู้เป็นย่าก็ยังทนไม่ได้ที่จะไม่จัดงานแต่งงานให้กับหลานทั้งสอง

 

เสิ่นหยูยังคงถูกคุมตัวเอาไว้ เพราะเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน เช่นเดียวกับตระกูลเสิ่นที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน ดังนั้นหลานทั้งสองจึงไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวฝั่งแม่ของพวกเขาได้เลย

 

“เสี่ยวฮั่ว มาหาฉันหน่อยสิ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสินสอดติดตัวของฉัน ที่จริงฉันอยากมอบมันให้กับหนูก่อนหน้านี้แล้วล่ะ แต่ฉันดันป่วยเสียก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมานานมากแล้ว ถ้าหนูไม่ชอบตรงไหน ก็สามารถเปลี่ยนมันได้ตามใจชอบเลย”

 

หลังจากที่พูดจบ เธอก็ได้หยิบเครื่องประดับทั้งสองชิ้นออกมาแล้วมอบให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รับเอาไว้โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธ พร้อมกับกล่าวขอบคุณแม่เฒ่าเฉินด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม

 

“คุณย่าคะ สร้อยข้อมือที่ประดับด้วยอัญมณีหลายชนิดนี้เป็นสมบัติที่เก่าแก่มากจริงๆ!” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเนื้อของเครื่องเงินเปลี่ยนเป็นสีดำเล็กน้อยจาปฏิกิริยาออกซิไดซ์ แต่ก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้กลับมาสวยเหมือนใหม่ได้อยู่แล้ว

 

“ใช่แล้ว แม่ของฉันได้มอบมันให้กับฉันเป็นสินสอดตอนที่แต่งงานกับคุณปู่ของหนู ดังนั้นมันจึงมีอายุนับร้อยปีแล้ว หากหนูไม่ชอบอัญมณีชิ้นไหนบนสร้อยข้อมือเส้นนี้ก็เปลี่ยนมันได้เลยนะ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่จะไม่ชอบของเก่าแบบนี้!”

 

“คุณย่า หนูชอบมันมากเลยค่ะ หนูจะซ่อมแซมมันให้กลับมาสวยเหมือนเดิม แล้วจะเอากลับไปให้คุณย่าดูนะคะ” ฟู่เยี่ยนชอบสร้อยข้อมือเส้นนี้ตั้งแต่แรกเห็น เธอไม่ได้พูดโกหกเลย และตอนนี้ก็ไม่มีใครสามารถสร้างงานฝีมือแบบนี้ได้อีกแล้ว เธอจึงคิดที่จะเอามันไปให้ผู้เฒ่าจูและคนอื่นดูในวันหลัง

 

“ได้เลย ฉันจะรอดูนะ!” ยิ่งแม่เฒ่าเฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยนมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกชอบเด็กสาวคนนี้มากขึ้นเท่านั้น เด็กสาวคนนี้เป็นคนมีเหตุผลและใจกว้างมาก เธอรู้จักใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ และยังมีความสามารถอีกด้วย แม่เฒ่าเฉินแอบถอนหายใจในใจเงียบๆ ถ้าเสี่ยวฉิงได้สักครึ่งหนึ่งของเสี่ยวฮั่วก็คงจะดี ไม่สิ แค่หนึ่งในสามก็ได้!

 

“ซู่เหมย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ฉันชื่นชมเธอจริงๆ ที่สามารถสอนเด็กๆได้ดีขนาดนี้ ดูพวกเขาแต่ละคนสิ พวกเขาดูมีแนวโน้มได้ดีทุกคนเลยนะ! ในอนาคตเธอจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน!”

 

แม่เฒ่าเฉินหันไปหาหวังซู่เหมย ก่อนจะกล่าวชมเชยเด็กๆอย่างจริงใจ

 

“คุณป้าคะ แค่เด็กๆทุกคนโตขึ้นไปเป็นคนดีและประสบความสำเร็จได้ ในฐานะพ่อแม่ แค่นี้เราก็มีความสุขมากแล้ว! ฉันไม่ได้รู้วิธีสอนพวกเขาหรอกค่ะ ด้วยความที่พวกเราเป็นคนยากจน ฉันเลยสอนให้ลูกๆทุกคนดูแลและรักกัน อย่าคิดว่าตัวเองเป็นพี่แล้วจะไปรังแกน้องได้ ตอนที่เสี่ยวฮั่วอายุสามสี่ขวบ พี่สาวของเธอก็รับหน้าที่ดูแลเธอมาโดยตลอด”

 

“ส่วนเสี่ยวจินเองก็ดูแลน้องชายของเขามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เพราะเสี่ยวมู่และเสี่ยวฉุ่ยเป็นฝาแฝด ดังนั้นหลังจากที่ฉันคลอดพวกเขา เสี่ยวจินก็คือพี่เลี้ยงที่คอยช่วยฉันดูแลเด็กทั้งสอง ตอนนั้นพ่อของพวกเขาต้องไปทำงานในทุ่งนา และตอนนี้ลูกๆทั้งสี่คนได้เป็นคนดูแลบ้านแทนฉันโดยที่ฉันไม่ต้องทำอะไรเลย”

 

ฟู่เหยายังไม่ได้ยินผู้เป็นแม่พูดถึงเขาเลย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และยังคิดว่าแม่จะชมเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงยืดหน้าอกเล็กๆขึ้นโดยไม่รู้ตัว! อืม พี่สาวของเขามักจะบอกอยู่เสมอว่า ‘เสี่ยวถู่เก่งที่สุด!

 

ซึ่งท่าทางของเขานั้นได้ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา!

 

“รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความสำเร็จของลูก! ถ้าอย่างนั้นพวกเธอทุกคนคงต้องพยายามให้มากแล้วล่ะ อย่าปล่อยให้แม่ของพวกเธอผิดหวังล่ะ!” ไป๋ซ่งพูดเตือนสติของเด็กๆอีกครั้ง

 

แม่เฒ่าเฉินกลอกตามองไปที่เขา เธอไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการพูดของเขาได้เลยจริงๆ และนี่ก็คือปัญหาใหญ่ของชายชราอย่างแท้จริง!

 

“นี่คุณ คุณคงจะคุ้นเคยกับการกล่าวสุนทรพจน์มากเกินไปสินะ! ถึงได้เอาแต่พูดเกี่ยวกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบนี้!” แม่เฒ่าเฉินพูดพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ

 

เดิมทีไป๋ซ่งอยากจะเถียง แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่กลืนคำพูดเหล่านั้นลงไป



ตอนที่ 300: การเปลี่ยนแปลงของตระกูลมู่

 

เมื่อตกลงเรื่องงานหมั้นหมายของฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้แล้ว ทุกคนในครอบครัวต่างก็รบเร้าให้ฟู่เยี่ยนกำหนดวันหมั้นของเธอ ฟู่เยี่ยนจึงจะให้ผู้เฒ่ามู่คำนวณฤกษ์ดีให้ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่สามารถคำนวณดวงชะตาให้ตัวเองได้อยู่แล้ว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็ได้เตรียมของขวัญสองสามชิ้น ก่อนจะไปที่บ้านตระกูลมู่กับไป๋โม่เฉิน

 

ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้าไป ทั้งสองก็ได้พบกับมู่อี้อันที่กำลังผ่าฟืนอยู่ในลานบ้าน เขาได้ผ่าไม้ออกเป็นท่อนเล็กๆ ส่วนผู้เฒ่ามู่นอนเอนกายอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับใช้พัดพัดให้กับตัวเองเพื่อคลายร้อน

 

“นี่คือการฝึกอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังได้รับการฝึกจากผู้เฒ่ามู่อยู่!

 

“ฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉิน!” เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา ดวงตาของมู่อี้อันก็เป็นประกายทันที ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้มีแขกมาที่บ้านของเขาในตอนนี้! ในที่สุดเขาก็จะได้พักสักที! หลังจากที่คิดแบบนั้น เขาก็ได้หันไปมองปู่ของเขา

 

“ฟู่เยี่ยน เอาล่ะ พวกเธอสองคนเข้าไปดื่มชากับฉันข้างในกันดีกว่า ฉันเพิ่งได้ชาชั้นเยี่ยมในฤดูใบไม้ผลิมาพอดีเลย!” ผู้เฒ่ามู่เมินเฉยต่อสายตาของหลานชายอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะพาฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินเดินเข้าไปในบ้าน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ในใจของมู่อี้อันจึงเต็มไปด้วยความสับสน เขามองไปยังกองไม้บนพื้น ก่อนจะสลับมองไปที่ฟู่เยี่ยน ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้ยักไหล่ทั้งสองข้างของเธอขึ้นราวกับจะบอกว่าเธอเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับชะตากรรมและผ่าฟืนต่อไปเท่านั้น

 

“คุณปู่มู่ คุณปู่กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่มู่อี้อันผ่านทางหน้าต่าง ซึ่งเขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้คุณปู่มู่ได้ผลักดันให้ลุงหลิวออกไปพบเจอกับอาหญิงของเธอบ่อยๆแล้ว ดังนั้นชายชราจึงมีเวลาฝึกให้หลานชายอย่างเต็มที่

 

“สาวน้อย อย่าขอความเมตตาแทนเขาเลย! เขาโตแล้ว ฉะนั้นต้องให้เขาได้ลำบากบ้าง โดยเฉพาะกับร่างกายของเขา หากฉันไม่ให้เขาทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม เขาก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเด็กคนหนึ่งเท่านั้น!” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับมองไปยังหลานชายของเขาที่กำลังทำงานอยู่ ก่อนจะลูบเคราของตัวเองด้วยความพึงพอใจ

 

ตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะฝึกทักษะกังฟูจากคนอื่นได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่ต้องทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเสียก่อน จากนี้ต่อไปในอนาคต ครอบครัวตระกูลมู่ต้องพึ่งพาเขา ดังนั้นจึงต้องฝึกเขา!

 

“ดีแล้วค่ะ ให้เขาทำงานน่ะดีที่สุดแล้ว พี่ใหญ่กับพี่รองของหนูก็ทำงานที่บ้านมาตั้งแต่เด็กแล้วเหมือนกัน จนตอนนี้ร่างกายของพวกเขาแข็งแรงมากเลย! นอกจากนี้มันยังเป็นผลดีกับเราเองอีกด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม สุขภาพที่ดีคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ” ฟู่เยี่ยนจะไม่ช่วยขอความเมตตาให้กับเขาอย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งที่มู่อี้อันทำในตอนนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง

 

“มาเถอะ เสี่ยวเฉิน มาลองชานี่ดูก่อนสิ!” ผู้เฒ่ามู่ยังคงเป็นคนที่มีความคิดตามแบบฉบับคนโบราณอยู่ เขาคิดว่าควรจะกินหรือดื่มอะไรก็ตามที่เย็นให้น้อยลง เพราะหากกินของแบบนั้นเข้าไปมากเข้าก็อาจจะทำให้ป่วยได้

 

การดื่มชาร้อนและเครื่องดื่มร้อนๆ สามารถรักษาสุขภาพและป้องกันไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายเสียสมดุลได้

 

ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้หยิบถ้วยชาขึ้นมา ก่อนจะจิบเพื่อชิมรสชาติของมัน

 

“คุณปู่มู่ครับ นี่คือชาปี้หลอชุนแท้ ทั้งยังถูกเก็บในช่วงที่ใบชาสมบูรณ์มากอีกด้วยครับ” ขณะที่พูดนั้น เขาก็ได้ก้มลงไปมองดูใบชาที่อยู่ในกา

 

“พูดได้ดีนี่! นี่คือชาที่เพื่อนเก่าของฉันนำมาให้เป็นของฝาก! ฟู่เยี่ยน เพื่อนเก่าของฉันจะมาถึงยังเมืองหลวงในเร็วๆนี้ เอาไว้ฉันจะแนะนำเธอให้รู้จักกับเขาก็แล้วกัน”

 

“เพื่อนเก่าเหรอคะ? คุณปู่มู่ ช่วยบอกหนูหน่อยได้ไหมว่าเขาคือใคร?” ฟู่เยี่ยนชอบฟังคนเฒ่าคนแก่เล่าเรื่องอยู่แล้ว!

 

“เรารู้จักกันมาประมาณสี่สิบถึงห้าสิบปีได้แล้วล่ะ เราเคยเข้าร่วมสงครามต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกัน และเขากับฉันคือผู้รอดชีวิตกลับมา เธอเคยได้ยินเรื่องราวของตระกูลถานที่อาศัยอยู่ในหางโจวหรือเปล่า?”

 

“แต่ตระกูลถานเป็นตระกูลที่ชำนาญเรื่องการทำนายดวงชะตาและการดูโหงวเฮ้งไม่ใช่เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเคยได้ยินผู้อำนวยการหลี่พูดว่าตอนนี้ตระกูลถานกำลังถดถอย เพราะครอบครัวเขาไม่มีลูกหลานคอยดูแลเลย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถมาร่วมการประชุมอภิปรัชญาได้ ผู้เฒ่าถานเป็นผู้สืบทอดทักษะนี้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งในเวลานั้น ว่ากันว่าเขาสามารถรับรู้ถึงชีวิตและความตายได้แค่ชั่วพริบตา ทั้งยังสามารถล่วงรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้ได้ด้วยการดูแค่สัญลักษณ์หกเหลี่ยมอีกด้วย

 

“ใช่แล้ว คือเขาเอง หลังจากที่กลับบ้าน เขาก็ได้รับและฝึกฝนลูกศิษย์ที่โดดเด่นมากมายในรอบกว่าสิบปี เขาสามารถฝึกฝนลูกศิษย์ที่โดดเด่นได้มากมายเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือลูกศิษย์เหล่านั้นของเขากลับทรยศเขาได้ อีกทั้งลูกชายคนโตของเขาก็ยังมาเสียชีวิตในระหว่างการฝึก ส่วนลูกชายคนเล็กก็เป็นอัมพาตจนต้องนอนติดเตียง จึงเหลือเพียงหลานชายตัวน้อยที่เพิ่งจะอายุได้หนึ่งขวบเท่านั้น”

 

“ถ้าเขาไม่มีประสบการณ์ในการต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น เขาคงจะได้รับผลกระทบและอาจแบกรับไม่ไหว นี่ก็อยู่เฉยๆกันมานับสิบปีแล้ว ดังนั้นเขาจึงอยากจะมาที่เมืองหลวง”

 

ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ ต้องบอกเลยว่าการดูโหงวเฮ้งของตระกูลถานนั้นแข็งแกร่งยากที่จะหาใครเทียบ แม้ว่าวิธีการดูโหงวเฮ้งของเธอที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจเทียบการดูโหงวเฮ้งที่ว่า ‘มองแวบเดียวเห็นถึงความมั่งคั่ง มองสองแวบเห็นถึงความเป็นความตาย’

 

ความลึกลับของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องและความสมบูรณ์แบบของการทำนายดวงชะตานั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้ แม้บางคนจะใช้เวลาทั้งชีวิต ก็อาจจะยังไม่เข้าใจมันเลยด้วยซ้ำ

 

“ผู้เฒ่าถานกำลังจะเข้าแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งที่เหลืออยู่ในสาขาอภิปรัชญาใช่หรือเปล่าคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการหลี่ได้ประกาศออกไปแล้วว่าสามที่นั่งสุดท้ายในสาขาอภิปรัชญาจะมีการแข่งขันเพื่อคัดเลือก ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความสามารถและมีทักษะทางด้านอภิปรัชญาที่แข็งแกร่งกว่าก็จะได้รับตำแหน่งนั้นไปครอง

 

“ฉันไม่สามารถปิดบังอะไรจากเธอได้เลยจริงๆ เรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ แต่เป็นเขาเองที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน ไม่ใช่หลานชายของเขาหรอกนะ” ผู้เฒ่ามู่พูดออกมาช้าๆ

 

“ผู้เฒ่าถานอย่างนั้นเหรอ? แล้วหลานชายของเขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ? พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือ?”

 

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฝึกหลานชายหรอก เมื่อหลานชายของเขาอายุได้หกขวบ เด็กคนนั้นก็ได้ติดตามแม่ไปอาศัยอยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับคุณตาเสียก่อน หากจำไม่ผิด ตอนนี้คงจะอาศัยอยู่ที่มาเลเซีย ดังนั้นเขาจึงทำอะไรไม่ได้ และฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเขาอย่างไรเหมือนกัน ผู้เฒ่าถานไม่ได้เจอกับหลานชายมานานกว่าสิบปีแล้วล่ะ”

 

“จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ในครั้งนี้ ประการแรกก็เพื่อจะบอกกับผู้คนว่าเขายังคงมีความสามารถ ประการที่สองเพื่อหาศิษย์ที่สนใจในทักษะของเขา และประการที่สามก็เพื่อต้องการจะแก้แค้นศิษย์ที่ทรยศเขาในก่อนหน้านี้ ตอนนี้คนพวกนั้นอยู่ที่เกาะฮ่องกง ทั้งยังเป็นปรมาจารย์ชื่อดังอีกด้วย! เฮ้อ!”

 

หลังจากที่พูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็ได้ถอนหายใจออกมา ในฐานะเพื่อนเก่า เขาถือว่ามรดกที่สืบทอดมานั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เฒ่าถาน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรับศิษย์คนสนิทได้ เพราะหากต้องการหาผู้สืบทอดก็จำเป็นต้องแก้แค้นเสียก่อน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเพื่อนของเขา!

 

“ศิษย์คนสนิทอย่างนั้นเหรอคะ?” ดวงตาของฟู่เยี่ยนสว่างวาบขึ้นมาทันที ด้วยทักษะในการทำนายดวงชะตาอันน่าทึ่งของเขา หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป หลายคนคงจะต้องรีบมาเสนอตัวขอเป็นศิษย์ของเขาอย่างแน่นอน!

 

เธอชำเลืองมองไปยังผู้เฒ่ามู่ พลางสงสัยว่าที่ชายชรามาพูดแบบนี้ก็เพื่อสร้างความประทับใจให้กับเธอ หรือเพื่อช่วยเพื่อนของเขากันแน่? แต่เมื่อมองไปยังมู่อี้อันที่กำลังผ่าฟืนอยู่ที่ลานบ้าน เธอรู้สึกว่าจะต้องเป็นอย่างหลังมากกว่า

 

“คุณปู่มู่ อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูจะช่วยแนะนำมู่อี้อันให้เป็นศิษย์ของเขาเอง” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ซึ่งคำพูดนี้ได้ทำให้ผู้เฒ่ามู่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

 

“สาวน้อย เธอมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่าเสี่ยวอันมาก ฉันคิดว่าเธอควรจะลองดูนะ!” ความประหลาดใจบนใบหน้าของผู้เฒ่ามู่นั้นได้ทำให้ฟู่เยี่ยนแอบสาปแช่งจิ้งจอกเฒ่าอยู่ในใจเงียบๆ เขาเองก็รู้ดีว่าเธอมีอาจารย์อยู่แล้ว ยังจะมาพูดแบบนี้อีกอย่างนั้นหรือ!

 

“คุณปู่มู่ แม้ว่าอาจารย์ของหนูจะไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ก็ตาม แต่หนูก็ไม่สามารถรับใครก็ตามมาเป็นอาจารย์ของหนูได้อีกแล้ว อีกอย่าง มู่อี้อันเองก็มีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดี ทั้งยังไม่ได้เป็นศิษย์ของใครอีกด้วย เขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ หากเขาสามารถเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าถานได้ หนูจะช่วยทุกอย่างตามที่ผู้เฒ่าถานขอ”

 

ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหากต้นไม้ต้นเดียวไม่สามารถสร้างป่าได้ฉันใด เธอเองก็ไม่สามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตัวเองฉันนั้น ซึ่งความคิดในใจของเธอนั้นต้องการพันธมิตรที่มีความคิดในทางเดียวกัน และมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

 

ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันของอภิปรัชญาจีนนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน หากมู่อี้อันได้รับโอกาสนี้ บวกกับทักษะของตระกูลมู่ การที่จะพลิกสถานการณ์โดยรวมนั้นก็คงจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

 

หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ผู้เฒ่ามู่ก็รู้สึกชื่นชมฟู่เยี่ยนอย่างลึกซึ้ง เด็กสาวคนนี้ช่างใจกว้างมากจริงๆ

 

“สาวน้อย ฉันคงต้องขอดื่มเพื่อขอบคุณเธอสักหน่อยแล้ว ฉันจะเปลี่ยนเป็นชาแทนเหล้าให้กับเธอก็แล้วกัน!” ผู้เฒ่ามู่หยิบถ้วยชาขึ้นมา พร้อมกับโบกมือให้กับฟู่เยี่ยน

 

“คุณปู่มู่คะ คุณปู่ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหนูเลย มู่อี้อันกับหนูเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และหนูก็ดีใจมากที่เขาจะแข็งแกร่งขึ้น! คุณปู่เองก็รู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของสาขาอภิปรัชญาประเทศจีนดี ซึ่งการมีคนมีฝีมือเพิ่มมาอีกหนึ่งคนก็หมายความว่าความแข็งแกร่งของเราได้เพิ่มมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน ผู้อำนวยการหลี่มาพบคุณปู่แล้วใช่ไหมคะ? แล้วเขาได้บอกคุณปู่เกี่ยวกับเรื่องงานเลี้ยงที่เกาะฮ่องกงด้วยหรือเปล่า?”

 

“เขาได้บอกเรื่องนี้กับฉันแล้ว และฉันก็ได้บอกกับเขาไปแล้วเหมือนกันว่าปรมาจารย์บนเกาะฮ่องกงนั้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนของเราทั้งนั้น แต่พวกเขาหลงผิด และสรรเสริญพวกคนรวยเพียงไม่กี่คน จึงได้กลายเป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ยที่นั่น ฮึ่ม!”

 

“แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพแวดล้อมของที่นั่นดูผ่อนคลายมากๆ แค่คนที่มีความสามารถเพียงไม่กี่คนก็สามารถทำให้ที่นั่นดูดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลย”

 

“ใช่แล้วล่ะ และนั่นก็คือสถานการณ์ปัจจุบัน!”




จบตอน

Comments