ตอนที่ 301: ดูวันมงคล
หลังจากที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่นานเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของวงการอภิปรัชญา ฟู่เยี่ยนถึงได้เผยความตั้งใจที่มา
“ปู่มู่ หนูกับไป๋โม่เฉินมาวันนี้เพื่อขอให้ปู่ช่วยดูวันมงคลให้ค่ะ”
“โอ้? พวกเธอจะหมั้นกันแล้วหรือ? ดีๆๆ ฉันก็จะได้ยินดีกับพวกเธอด้วย เผื่อโชคดีลูกหลานฉันจะได้มีคู่ไวๆกับเขาบ้าง พวกเธอสองคนตามฉันมาสิ” ปู่มู่ดีใจมาก เขาพาฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไปที่ห้องทำงานของเขา
ขณะที่เดินผ่านลานบ้าน มู่อี้อันยังคงผ่าฟืน ตอนนี้เหลือชุดสุดท้ายแล้ว
ปู่มู่หยิบกระดาษและปากกาออกมา แล้วถามวันเดือนปีเกิดของทั้งสองคน ไป๋โม่เฉินได้เตรียมข้อมูลไว้แล้วจึงส่งกระดาษให้ชายชรา
ปู่มู่ขีดเขียนและคำนวณบนกระดาษ ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็หาวันมงคลได้หลายวัน ได้แก่ วันที่9 เดือนกันยายน, วันที่16 เดือนพฤศจิกายน และวันที่18 เดือนธันวาคม ปู่มู่เขียนวันที่เหล่านี้ลงบนกระดาษและบอกกับฟู่เยี่ยนว่า
“ฤกษ์ที่ดีที่สุดคือวันที่16 เดือนพฤศจิกายน อีกสองวันก็เป็นวันฤกษ์ดีเช่นกัน แต่ดูจากวันเดือนปีเกิดของพวกเธอแล้ว วันที่16 พฤศจิกายนเหมาะสมที่สุดแล้ว เป็นวันที่ฟ้าดินอำนวย คนเคียงคู่สามัคคี!”
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินพยักหน้าและจดจำคำพูดของปู่มู่ไว้ พวกเขาตั้งใจจะกลับไปบอกหวังซู่เหมยให้เธอตัดสินใจ เรื่องนี้ทางบ้านของไป๋โม่เฉินก็ต้องฟังความเห็นของครอบครัวฟู่เช่นกัน
“ขอบคุณปู่มู่มากค่ะ หนูจะกลับไปบอกแม่ ให้แม่ตัดสินใจอีกที” ฟู่เยี่ยนรับกระดาษนั้นมาเก็บไว้
“เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว พวกเธอก็บอกแม่ไปตามที่ฉันบอก เดี๋ยวแม่เขาก็จะรู้เองว่าควรตัดสินใจอย่างไร” ปู่มู่พูดแล้วก็เก็บกระดาษและปากกา
“คุณปู่มู่ งั้นเราสองคนขอตัวก่อนนะคะ วันไหนที่เรากำหนดวันที่แน่นอนแล้ว หนูจะมาเชิญคุณปู่อีกครั้ง!” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องเชิญ ฉันก็จะไปเอง ฟู่เยี่ยนนั่งลงก่อนสิ ฉันมีเรื่องจะถามเธอนิดหน่อย” ปู่มู่หยุดฟู่เยี่ยนที่กำลังลุกขึ้น แล้วทำมือให้เธอนั่งลง
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินนั่งลง รอฟังคำถามของปู่มู่
“ฉันอยากถามเรื่องเสี่ยวหลิวกับอาหญิงของเธอน่ะ”
ฟู่เยี่ยนเงียบคิดไป เธอได้ยินแม่พูดว่าอาหญิงไม่อยากรีบร้อนเรื่องการแต่งงานอีก อาหญิงอยากใช้เวลาศึกษาดูใจกับลุงหลิวอีกสักพัก เพราะไม่อยากตัดสินใจเร็วเกินไปเหมือนกับตอนที่แต่งงานกับเก๋อหงจวิน
อาหญิงของฟู่เยี่ยนต้องการความรอบคอบในการตัดสินใจเรื่องนี้ เพราะตอนนี้พวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน การเร่งรีบแต่งงานอาจเป็นการไม่ให้เกียรติลุงหลิว ไหนจะยังมีน้องสาวอีกสองคนของเธออีก
ฟู่เยี่ยนคิดอยู่สักพักแล้วตัดสินใจบอกความจริงทุกอย่างให้ปู่มู่ฟัง ปู่มู่ไม่ได้โกรธ แต่กลับรู้สึกยินดีด้วยซ้ำไป
“ดีแล้วที่เป็นแบบนี้ ที่ฉันถามเธอเพราะอยากรู้ว่าพวกเขาไปถึงขั้นไหนแล้ว พูดตามจริงแม้เสี่ยวหลิวจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่เขาเป็นคนที่เรียบง่าย เขาอยู่แต่ในตระกูลมู่มาตั้งแต่เด็ก ไม่ค่อยมีโอกาสพบปะผู้คนมากนัก”
“ในช่วงสิบปีที่ฉันเก็บตัว เสี่ยวหลิวเขาก็อยู่กับฉันมาโดยตลอด เขาไม่ออกไปพบใครเลย ส่วนใหญ่ที่เขาคุยด้วยก็มีแต่ฉันคนเดียว”
“หากเขาได้ลงเอยกับต้านี ฉันก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ครั้งก่อนที่เธอแนะนำให้ฉันส่งเสี่ยวหลิวออกไปพบกับโลกภายนอก ฉันก็พิจารณาอย่างรอบคอบอยู่หลายครั้ง และอยากทดสอบเขาด้วย เพื่อให้เขาได้ปรับตัวสักระยะ เมื่อพวกเขารู้จักกันมากขึ้นแล้ว เราค่อยคุยเรื่องงานแต่งงานของพวกเขา”
“เราในฐานะครอบครัวของพวกเขา ทั้งไม่ควรเร่งเร้าและกดดันพวกเขามากเกินไป”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเข้าใจ อาหญิงของเธอเคยผ่านการแต่งงานมาก่อนแล้ว เรื่องนี้จึงต้องคิดอย่างรอบคอบ รอให้ลุงหลิวยุ่งกับงานของเขาแล้ว เวลาก็จะดูผ่านไปเร็ว ตอนนี้อาหญิงของเธอรู้แก่ใจดีแล้ว พวกเธอก็ทำได้แค่รอดูเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนและปู่มู่ต่างเห็นพ้องว่าการให้เวลาพวกเขาค่อยๆทำความรู้จักกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ขอตัวกลับ มู่อี้อันที่ผ่าฟืนเสร็จแล้วก็ถูกคุณปู่ใช้ให้ไปซื้อของ
สองคนเดินออกไปบนถนน ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายสามโมง แดดยังเปรี้ยงอยู่ ไป๋โม่เฉินเดินอยู่ข้างขวาของฟู่เยี่ยนคอยบังแสงแดดให้เธอ ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นแล้วก็ยิ้ม ก่อนจะดึงมือเขามาจับ
“พี่ไม่ต้องบังแดดให้ฉันหรอก ฉันไม่ได้คล้ำง่ายขนาดนั้น เรามาเดินเคียงข้างกันดีกว่า”
“ได้สิ แล้วเราจะกลับบ้านเลยไหม?” ไป๋โม่เฉินมองดูฟู่เยี่ยน อืม เธอไม่ได้คล้ำแดดจริงด้วย ผิวของเธอยังขาวนวลเหมือนเดิม จนเขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบจมูกของเธอเล่น
“เราไปหาปู่จูกันดีไหม กำไลที่ย่าให้มาอยู่กับฉัน ! ฉันอยากให้ปู่จูดูให้หน่อย จะได้ถือโอกาสไปบอกเขาด้วยว่าฉันจะหมั้นแล้ว!”
“เธอไปบอกเขาก่อน ไม่กลัวอาจารย์จินจะงอนเหรอ?” ไป๋โม่เฉินหัวเราะ ชายชราสองคนนี้มีอายุรวมแล้วเกือบ 170ปี แต่พวกเขาก็ยังคงทำตัวเหมือนเด็กๆไม่มีเปลี่ยน
“อืม งั้นเราก็อย่าให้อาจารย์รู้สิว่าปู่จูรู้!” คนเราต้องมีแผนรับมืออยู่เสมอ!
ไป๋โม่เฉินได้ยินแบบนั้นก็ดีดหน้าผากเธอเบาๆ เด็กคนนี้ขี้แกล้งจริง!
แต่เมื่อไปถึงบ้านคุณลุงจู้ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน แถมประตูบ้านยังล็อกสนิท ทั้งสองจึงเดินไปที่ร้านหงเป่าไจที่ย่านหลิวหลี่
“อั้ยหยา สองคนนี้ไปไหนกันมา? ฉันไปหาที่บ้าน แต่คุณลุงกับคุณป้าบอกว่าพวกเธอไปบ้านตระกูลมู่ พอฉันไปที่บ้านตระกูลมู่ พวกเขาก็บอกว่าพวกเธอเพิ่งออกไป! ลุงหลิวก็ไปหาพวกเธอที่บ้านเช่นกัน นี่เป็นวันวุ่นวายมากจริงๆ!” เมิ่งอ้ายชวนหาพวกเขาไม่เจอ จึงกลับมาที่ร้าน
สองคนมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเมิ่งอ้ายชวนเร่งรีบอะไร เมิ่งอ้ายชวนทนไม่ไหวจริงๆ
“แม่เจ้า นี่เธอลืมไปหรือเปล่าว่าเราต้องไปดูหยกดิบด้วยกัน?” เมิ่งอ้ายชวนเร่งรีบจนผมของเขาแทบจะตั้งขึ้น
“ไม่ใช่ตอนเที่ยงคืนหรือ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างงงงวย เพราะวันนั้นพวกเขานัดกันว่าจะไปดูหยกดิบตอนเที่ยงคืน
“พวกเขาเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้น บอกว่ากลางดึกอาจเสียงดังเกินไป อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอะไร เลยเลื่อนมาเป็นสองทุ่ม”
“ตอนนี้ก็เพิ่งสี่โมงกว่าเอง?” ไป๋โม่เฉินดูนาฬิกา ยังไม่เย็นเลย
“อย่าพูดถึงเลย สถานที่ที่เราจะไปอยู่ไกลจากชานเมือง เราต้องไปเร็วหน่อย รอลุงหลิวก่อนแล้วไปด้วยกัน” เมิ่งอ้ายชวนดูนาฬิกา
“งั้นเราไปที่บ้านฉันก่อน ระหว่างทางอาจสวนกันได้ ฉันมีเรื่องจะบอกแม่ จะได้ถือโอกาสไปเตรียมของบางอย่างไว้ด้วย” ฟู่เยี่ยนนึกถึงกระดาษที่อยู่ในกระเป๋า และอาวุธที่ต้องเอาไปด้วย ถึงแม้เธอจะมีดินแดนต่างมิติ แต่ก็ไม่สามารถนำของออกมาอย่างเปิดเผยได้
“งั้นดี เราไปกันเถอะ แวะซื้อเนื้อเค็มและผักดองที่ร้านหลิวเปี้ยนด้วยนะ ไว้เผื่อไปเป็นเสบียง ส่วนฟู่เยี่ยนก็อย่าลืมกลับบ้านไปเตรียมของแห้งตุนไปด้วย” เมิ่งอ้ายชวนยังไม่ลืมจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคน
พวกเขาออกเดินทางไปที่บ้านฟู่เยี่ยน ระหว่างทางเจอกับลุงหลิวที่กำลังตามหาพวกเขาอยู่เช่นกัน
เมื่อมาถึงบ้านฟู่เยี่ยน พวกเขาไปซื้อของ ส่วนฟู่เยี่ยนกลับไปบอกแม่ และเตรียมอาวุธกับยันต์ใส่ไว้เต็มกระเป๋า
“แม่ นี่คือวันมงคลที่ปู่มู่คำนวณให้ เขาบอกว่าวันที่16 พฤศจิกายนเป็นวันที่ฤกษ์ดีที่สุด ส่วนอีกสองวันเป็นวันสำรอง แม่กับพ่อลองคุยกันดูนะคะ”
แม่ของฟู่เยี่ยนยังไม่ทันถามความคิดเห็นของลูกสาว ฟู่เยี่ยนก็รีบออกจากบ้านไปแล้ว ก่อนไปเธอได้ทิ้งคำพูดไว้ว่า
“แม่คะ หนูจะออกไปทำธุระคืนนี้ ไม่ต้องรอหนูนะ กลับมาแล้วเดี๋ยวหนูเปิดประตูเข้าบ้านเอง”
“เสี่ยวฮั่ว ไปกับไป๋โม่เฉินมาใช่ไหม?”
แม่ของฟู่เยี่ยนวิ่งตามไป แต่เห็นแค่เงาของลูกสาวที่วิ่งออกจากบ้านไปแล้ว
“เด็กดื้อ ไม่ยอมบอกให้ชัดเจน” แม่ของฟู่เยี่ยนถือกระดาษเตรียมไว้คุยกับฟู่ต้าหย่งในคืนนี้
ตอนที่ 302: หินหยก
ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไป๋โม่เฉินและพวกอีกหลายคนกลับมาพร้อมของที่ซื้อมาเรียบร้อยแล้ว
ตลาดใกล้บ้านของครอบครัวฟู่ก่อตัวขึ้นเอง มีของขายมากมาย โดยเฉพาะในช่วงบ่าย
ไป๋โม่เฉินและพวกซื้ออาหารสำเร็จรูปมาหลายอย่าง ยังมีหมั่นโถวและขนมแป้งทอดอีกด้วย
“เธอบอกคุณป้าแล้วหรือ?” เมิ่งอ้ายชวนถาม
“บอกแล้ว ไปกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนตอบแล้วขึ้นรถ ไป๋โม่เฉินก็ขับออกไปทันที
“ชวนจื่อ คนพวกนั้นเป็นใครกัน? ทำไมต้องไปดูหยกดิบไกลขนาดนั้น? แล้วนายเตรียมเงินหรือยัง?”
“เป็นของตระกูลซ่ง พวกเขาเคยเปิดร้านที่ย่านโรงงานหลิวหลี่ เป็พวกร้านให้พนันหยก พวกเขาปิดร้านไปเพราะเหตุการณ์บางอย่าง”
“คราวนี้พวกเขาต้องการเคลียร์ของเก่าที่ค้างอยู่ในโกดัง ได้ยินมาว่ามีของเก็บเป็นสิบห้อง ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่พวกเขาไม่เรียกเงินก่อน วันนี้เราแค่ไปตกลงเรื่องราคา ถ้าเราพอใจก็นำกลับไป แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยจ่ายเงิน”
“พวกเขาใจใหญ่ขนาดนั้นเชียว? แบบนี้ไม่กลัวคนซื้อหยกจะหนีหายหรือ?” ลุงหลิวถามอย่างตกใจ
“ลุงยังไม่รู้อะไร นี่แหละจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนรับรองหนึ่งคนถึงพาคนมาได้แค่สี่คน เพราะหากคนที่พามาไม่มีเงินจ่าย พวกเขาก็จะไปเอาเงินจากคนรับรองที่พามานั่นแหละ”
“อีกอย่าง ใครจะกล้าเป็นหนี้ตระกูลซ่งบ้างล่ะ! ผมเป็นคนรับรองให้พวกลุง เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกันจริงๆ ผมก็จะไม่พามาแน่นอน”
เมิ่งอ้ายชวนอธิบายกฎเกณฑ์นี้ให้ฟังอย่างละเอียด ทั้งสามคนฟังแล้วก็เข้าใจทันที
“แล้วอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึง? นายรู้ทางหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินขับตามทางที่เมิ่งอ้ายชวนบอก ทว่ายิ่งขับก็ยิ่งออกไปนอกชานเมือง”
“โหวซานบอกว่าใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง แต่เราขับรถมา น่าจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง”
“เราขับไปสักพักค่อยหาที่กินอะไรสักหน่อยก่อน”
ไป๋โม่เฉินไม่ว่าอะไร เพียงแค่รู้ทางก็พอแล้ว
หลังจากขับรถต่อไปเกือบชั่วโมง เมิ่งอ้ายชวนมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ทุ่งนา
“ข้างหน้านั้นมีก้อนหินใหญ่ เราหยุดรถที่นั่นแล้วพักกินอะไรหน่อยเถอะ”
ไป๋โม่เฉินจอดรถ แล้วนำเนื้อวัวและผักดองที่ซื้อออกมา ทางร้านใส่ใจลูกค้ามาก มีการหั่นเป็นชิ้นพอดีคำมาให้พวกเขาด้วย
“เสี่ยวฮั่ว พอเข้าไปข้างในแล้วเธอก็ไปดูหยกนะ เราสามคนจะคอยปกป้องเธอ อย่าทำตัวเป็นผู้รู้มาก ฉันจะบอกว่าเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน อยากขอตามมาดูด้วย”
“คนพวกนั้นมีสายตาแหลมคม ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอเข้าใจเรื่องหยก ราคาจะพุ่งขึ้นทันที”
เมิ่งอ้ายชวนไม่ลืมที่จะกำชับ เพราะกลัวว่าฟู่เยี่ยนจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
“อืม ฉันรู้แล้ว ว่าแต่เราเอาหยกออกไปได้เลยไหม? ยิ่งดึกเท่าไหร่ อุปสรรคยิ่งเยอะนะ”
ฟู่เยี่ยนก็คิดเช่นนั้น ถ้าไม่ทำตามกฎของพวกเขาก็อาจเกิดปัญหาได้ โชคดีที่วันนี้พวกเธอขับรถมาเอง
“เขาว่าทำได้ เราก็ดูตามสถานการณ์เอาแล้วกัน”
“หรือเราจะไม่ซื้ออะไรเลยก็ได้ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน” ลุงหลิวคิดว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้กล้าหาญเกินไป ฟังแล้วรู้สึกว่าสถานที่นี้ไม่ง่าย
ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ หากสู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็หนี
พอพวกเขากินเสร็จแล้วก็ขึ้นรถ หลังจากขับรถต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงก็เห็นคนถือป้ายอยู่
“ชวนจื่อ มีคนถือป้ายเปล่าๆ ไม่มีตัวหนังสืออะไรเลย นั่นใช่คนที่มารับเราหรือเปล่า?”
"ใช่ป้ายสีเขียวหรือเปล่า?" เมิ่งอ้ายชวนสายตาสั้น เขาจึงมองเห็นไม่ชัด
“ใช่ เป็นป้ายสีเขียว”
“งั้นก็ใช่แล้ว ขับรถไปหาเขาเลย” เมิ่งอ้ายชวนลดกระจกลง เมื่อรถขับไปจอดตรงหน้าชายคนนั้น เขาก็โผล่หัวออกไป
“คุณเป็นคนของตระกูลซ่งใช่ไหม?” เมิ่งอ้ายชวนถาม
ซ่งหยวนเฟิงกำลังเบื่อหน่าย เขามารอรับคน แต่กลัวว่าจะไม่มีใครเห็น เลยตั้งใจถือป้ายสีเขียวโดยเฉพาะ
หลังจากรอมาครึ่งวัน ในที่สุดก็มีรถคันหนึ่งมาถึงเสียที
“ใช่ คุณมีบัตรเชิญไหม?”
“บัตรเชิญ?”
“ใช่ ก็กระดาษที่ให้คุณไปไง กระดาษสีแดงน่ะ!”
“อ๋อ ขอผมหาก่อนนะ!” เมิ่งอ้ายชวนค้นซ้ายทีขวาที แต่ก็ไม่เจอ คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาจะวางลืมไว้บนโต๊ะที่ร้าน
“พี่ชาย ผมมาจากร้านหรงเป่าไจ ชื่อเมิ่งอ้ายชวน ผมลืมเอาบัตรมา คุณเข้าไปถามด้านในหน่อยได้ไหมว่าสามารถเข้าไปได้หรือเปล่า?”
ซ่งหยวนเฟิงเห็นว่าพวกเขาขับรถส่วนตัวมา ปกติลูกค้าคนอื่นมักจะโดยสารรถเมล์หรือไม่ก็ปั่นจักรยานมา
คนแบบนี้หากไม่ใช่คนมีเงิน ก็อาจอยู่ในตระกูลที่มีอำนาจ ไม่ควรทำให้ขุ่นเคือง ฉะนั้นซ่งหยวนเฟิงจึงรีบไปถามด้านใน
เขาเข้าไปในบ้านที่เหมือนกับบ้านกลางสวนผลไม้ เพียงแต่ดูหลังใหญ่กว่าบ้านสวนทั่วไป
ไม่นาน ก็มีสองคนเดินออกมา คนหนึ่งคือซ่งหยวนเฟิงที่เดินเข้าไปก่อนหน้านี้ ส่วนอีกคนคือลูกพี่ลูกน้องของเขา–ซ่งหยวนฉือ
ซ่งหยวนฉือมาถึงก็ยิ้มแย้มทักทาย ยื่นมือมาจับมือกับเมิ่งอ้ายชวนทันที
“อัยหยา เถ้าแก่เมิ่งนี่เอง ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับ! น้องชายฉันไม่รู้จักเถ้าแก่ อย่าถือสาเขาเลยนะ!”
“เฮ้ เถ้ากงเถ้าแก่อะไรกันล่ะครับ! เถ้าแก่ซ่งต่างหากที่สมควรถูกเรียกว่าเถ้าแก่ตัวจริง เห็นว่างานนี้ใหญ่โตมาก”
เมิ่งอ้ายชวนไม่รู้จักเขาจริงๆ แต่รู้สึกว่าเคยเห็นหน้าเขามาก่อน จึงเริ่มทักทายไปแบบนั้น
ฟู่เยี่ยนเหล่ตามองไปที่คนตรงหน้าเขา มีบางอย่างแปลกๆเกี่ยวกับบุคคลนี้ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไร
“มันก็เป็นแค่การค้าขายเล็กๆน้อยๆ เชิญเข้ามาในบ้านก่อน ขับรถเข้ามาจอดได้เลย พื้นที่ด้านในกว้างขวาง”
ซ่งหยวนฉือเชิญพวกเขาเข้ามา เมื่อพวกฟู่เยี่ยนลงจากรถ เขาก็นำทางพวกเธอเข้าไป
ฟู่เยี่ยนคิดว่าเมื่อเข้าไปแล้วจะได้ดูหยกทันที แต่กลับกลายเป็นว่าเขาพาพวกเธอมาที่ห้องรับแขก มีคนมาถึงก่อนหลายคนแล้ว ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้จักพวกเขา เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าของร้านที่ย่านโรงงานหลิวหลี่ทั้งนั้น
ทุกคนนั่งลง ซ่งหยวนฉือบอกให้ทุกคนรอสักครู่ ก่อนที่เขาจะออกไปต้อนรับคนอื่นก่อน
เมิ่งอ้ายชวนไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนอื่น แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมเลย
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ได้มีหลายคนเข้ามารอในห้องรับแขกนี้ ฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาก็เห็นว่าเวลาใกล้สองทุ่มแล้ว
จากนั้น ซ่งหยวนฉือก็เชิญทุกคนไปทานอาหารแบบบุฟเฟ่ต์
ฟู่เยี่ยนลองกวาดตาดูรอบๆ ก็ไม่พบปัญหาอะไร ทุกคนจึงถือจานไปหยิบอาหารที่ชอบ
ฟู่เยี่ยนถือจานไปนั่งกินกับพวกเขา แล้วกระซิบบอกสิ่งที่เธอรู้มา
“พี่ชวนจื่อ ฉันคิดว่าโกดังไม่ได้อยู่ที่นี่ อีกเดี๋ยวเราต้องเดินทางไปต่อ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น บ้านนี้ไม่มีห้องอื่นแล้ว ด้านหลังก็เป็นสวนผลไม้” ไป๋โม่เฉินมองไปรอบๆ
“แล้วทำไมพวกเขาต้องทำให้มันยุ่งยากด้วย? หรือว่าในมือพวกเขาจะมีของดี?”
เมิ่งอ้ายชวนสงสัย
“มีของดีไม่กลัว แต่กลัวไม่มีมากกว่า พวกเขาอาจใช้ชื่อหินหยกมาหลอกพวกเราก็ได้”
ฟู่เยี่ยนหัวเราะเยาะในใจ ดูเหมือนพวกเขาจะมีจุดประสงค์อื่น แต่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร เธอได้แต่หวังว่าพวกเขาจะทำเพื่อเก็บเป็นความลับ
“เขาจะกล้าหรือ?!” เมิ่งอ้ายชวนและลุงหลิวต่างสงสัย
“คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน เราดูตามสถานการณ์ไปก่อน อย่าแยกกันถ้าไม่จำเป็น ฉันเองก็หวังว่าจะคิดผิดไป”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะระวังตัว” เมิ่งอ้ายชวนพยักหน้า
“ลุงหลิว ระวังตัวด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนเตือน
“ไม่ต้องห่วง ถ้าเห็นสถานการณ์ไม่ดี เราจะไปทันที”
หลังจากทานอาหารเสร็จ ซ่งหยวนฉือก็มาพาทุกคนขึ้นรถไปที่โกดังหยก
ตอนที่ 303: ขึ้นเขา
ฟู่เยี่ยนและพวกไม่ยอมขึ้นรถบัสของตระกูลซ่ง แม้ว่าจะถูกเชิญชวนอย่างหนักก็ตาม
เมิ่งอ้ายชวนยังคงขับรถตามไปเรื่อยๆ รถขับเข้าไปในที่เปลี่ยวมากขึ้น ถนนหนทางก็เริ่มแย่และขรุขระมากขึ้นเรื่อยๆ จนรถเริ่มสั่นโคลงเคลงไปมา
“ทางนี้แย่มาก ตระกูลซ่งเอาโกดังมาไว้ที่นี่ทำไม?” ลุงหลิวกล่าวด้วยความไม่เข้าใจ
“ลุงหลิวไม่รู้เรื่องราวของตระกูลซ่ง ในสมัยที่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ตอนนั้นตระกูลซ่งจะถูกยึดทรัพย์ แต่ทางการก็ไม่พบสิ่งของมีค่าใด ทำให้ไม่สามารถตั้งข้อหาหนักได้ ว่ากันว่าผู้เฒ่าซ่งที่เสียชีวิตไปแล้วได้วางแผนล่วงหน้าและโยกย้ายทรัพย์สินไว้ก่อนแล้ว”
“ผมเดาว่าที่นี่น่าจะเป็นที่ซ่อนทรัพย์สิน”
“บางทีขับไปสักระยะอาจจะดีขึ้น พี่ชวนจื่อขับรถระวังหน่อย” ฟู่เยี่ยนมองไปยังไร่นารอบๆ เธอยังไม่พบอะไรผิดปกติ เพียงแค่ทางไม่ดีเท่านั้น
“ชวนจื่อ ระวังด้วย ทางมันไม่ดี ระวังรถคว่ำ!" ไป๋โม่เฉินเตือนเช่นกัน ลุงหลิวเฝ้าดูหน้าต่างด้วยความระมัดระวัง เขาก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติเช่นกัน
พวกเขาขับตามรถบัสต่อไป ทางเริ่มราบเรียบมากขึ้น เหมือนเข้ามาในหุบเขา หลังจากขับไปตามทางได้ไม่นาน พวกเขาก็เห็นว่ารถบัสข้างหน้าจอดแล้ว เมิ่งอ้ายชวนจึงขับไปจอดด้านข้าง
ก่อนลงจากรถ ฟู่เยี่ยนเป็นคนสุดท้าย เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วติดยันต์บันทึกภาพไว้ที่ประตูรถ ถ้ามีใครเข้ามาใกล้และทำอะไรกับรถ ยันต์จะทำสำเนารูปร่างของคนๆนั้นและส่งมาที่ยันต์ในมือของเธอ
ไป๋โม่เฉินเห็นการกระทำของฟู่เยี่ยน แต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็ถามเธอเบาๆ และฟู่เยี่ยนก็บอกเขาเงียบๆ
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ หรือนี่จะเป็นที่ตั้งโกดัง? เพราะรอบๆไม่เห็นมีสิ่งก่อสร้างอะไรเลย
ทุกคนถูกพามารวมตัวที่ลานว่าง ส่วนใหญ่เป็นคนในวงการค้าของเก่าที่เมืองหลวง จึงไม่แปลกที่หลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี และเป็นคนที่เมิ่งอ้ายชวนรู้จักดี
“โอ้! เถ้าแก่เมิ่งก็มาเหรอ? พวกนี้เป็นเพื่อนคุณเองหรือ?” เถ้าแก่หูจากร้านชางเหวินเก๋อเดินเข้ามาทักทาย ขณะที่สายตาก็สำรวจไปที่พวกไป๋โม่เฉิน
“เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนกัน นี่ไป๋โม่เฉิน นี่ฟู่เยี่ยน และนี่ลุงของฉันเอง” เมิ่งอ้ายชวนแนะนำแต่ละคน และพูดคุยกับเถ้าแก่หูอยู่พักใหญ่
ฟู่เยี่ยนสังเกตเถ้าแก่หู ดูเหมือนเขาคนนี้จะเป็นคนดีและซื่อตรง ดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร ถือว่าเมิ่งอ้ายชวนมองคนได้ดี
ไม่นาน ทั้งสองก็แยกย้ายกัน เถ้าแก่หูเดินเข้าไปหาและทักทายกับคนอื่นต่อ
“เถ้าแก่หูถามฉันว่ารู้หรือไม่ว่าตระกูลซ่งมีแผนอะไร? เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมตระกูลซ่งถึงได้พาพวกเรามาสถานที่เปลี่ยวแบบนี้ นี่ก็ดึกมากแล้วด้วย แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าจะพาเราไปไหน”
“ฉันดูอยู่นานแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งก่อสร้างอะไร แต่บนภูเขากลับมีบ้านอยู่หลายหลัง ไม่รู้ว่าใช่ที่นั่นไหม” ฟู่เยี่ยนชี้ไปยังเขา ขณะที่ดูไม่ค่อยชัดเจนในความมืด แต่เธอก็พยายามมองจนเห็น
“มีบ้านอยู่ด้านบนจริงๆ มีคนลงมาจากเขาแล้ว” ลุงหลิวเห็นแสงของไฟฉายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
ทุกคนหันไปมองเขา มีทางเล็กๆที่ไฟฉายเคลื่อนที่ มีคนอย่างน้อยประมาณเจ็ดแปดคนกำลังเดินมา
เมื่อคนพวกนั้นเดินเข้ามาใกล้ ก็พบว่าเป็นชายชราคนหนึ่งอายุเกือบหกสิบปีเดินนำมา และตามมาด้วยคนหนุ่มสาวประมาณสิบคน
“นี่คือลูกชายคนที่สองของผู้เฒ่าซ่ง ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุสี่สิบกว่าปีเท่านั้น แต่หน้าตาเขาดูเหมือนคนอายุหกสิบปีไปแล้ว!” เมิ่งอ้ายชวนกระซิบอธิบายให้ฟู่เยี่ยนฟัง
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน พวกเราขึ้นเขากันเถอะ สินค้าทั้งหมดอยู่บนภูเขา ขอเชิญทุกท่านตามเราขึ้นมา” ชายชรายกมือคำนับทักทายทุกคน และเชิญให้ขึ้นเขาไป
“คุณชายรอง ตระกูลซ่งของพวกคุณทำอะไรกัน? เราซื้อขายกันตามปกติก็ได้นี่นา ทำไมถึงต้องทำเหมือนซื้อขายของผิดกฎหมายด้วย”
“ใช่แล้ว ทำไมต้องพาพวกเราเข้ามาในป่าลึกดึกดื่นแบบนี้ แถมยังทำอย่างลับๆล่อๆอีก นี่พวกคุณจะทำอะไรกัน?”
ผู้จัดการร้านหลายคนที่มีอายุหน่อยก็ถามย้อนกลับไป ซึ่งชายชราคนที่เดินนำคนหนุ่มสาวมานั้นคือคุณชายรองตระกูลซ่ง เขาจึงต้องอธิบายรายละเอียดให้ทุกคนฟัง และกล่าวขอโทษทุกคนอีกครั้ง
“ต้องขอโทษทุกท่านจริงๆ ของพวกนี้ถูกนำขึ้นเขาไปทีละนิดตั้งแต่ในปีนั้น ตอนนี้ขนย้ายลงไปได้ยาก จึงต้องขอเชิญทุกท่านขึ้นไป ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วย หลังการซื้อขายจบลง เราจะจัดเลี้ยงทุกท่านอย่างดีเพื่อเป็นการขอโทษ”
“แน่นอนว่าของเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าเกินราคา ทุกคนก็รู้ดีว่าพวกเราตระกูลซ่งมีชื่อเสียงแค่ไหน! อีกทั้งสินค้าพวกนี้ล้วนเป็นของเก่าแก่ทั้งนั้น แต่เนื่องจากเราเจอปัญหาบางอย่างเลยต้องขายพวกมัน”
คำพูดของคุณชายรองทำให้ทุกคนพอใจ ไม่มีใครถามอะไรอีก ก่อนที่ทุกคนจะตกลงตามพวกเขาไปบนภูเขา
“เกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลซ่งงั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินถามเมิ่งอ้ายชวนเสียงเบา
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยได้ยินว่าจะมีปัญหาอะไรนะ อีกเดี๋ยวฉันจะลองถามดู” เมิ่งอ้ายชวนเองก็ไม่รู้ว่าตระกูลซ่งกำลังประสบปัญหาอะไร
ระหว่างเดินทาง ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นบางคนแอบอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อ คนพวกนั้นคอยสังเกตและจดจำเส้นทาง เธอระมัดระวังโดยกลัวว่าตระกูลซ่งไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่นและจะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนที่มีเจตนาแอบแฝง
เธอกระซิบคำพูดสองสามคำกับไป๋โม่เฉินอย่างเงียบๆ เพื่อขอให้เขาจับตาดูชายวัยกลางคนในชุดเอี๊ยมคนงานสีน้ำเงินตรงหน้าเขา รวมไปถึงชายหนุ่มผมยาวที่อยู่ด้านหลังเขา
ไป๋โม่เฉินพยักหน้าและบอกลุงหลิว ลุงหลิวก็จับสังเกตได้เช่นกัน
การเดินขึ้นเขาภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดช่างดูน่ากลัวไม่น้อย เสียงนกฮูกกลางคืน และเสียงแมลงร้องระงมทำให้ที่แห่งนี้ดูเงียบสงัดเป็นพิเศษ ทุกคนต่างพากันวิจารณ์ว่าที่นี่น่ากลัว
ฟู่เยี่ยนกลับคิดว่าที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียว แม้ในความมืด แต่สายตาเธอยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ภูมิประเทศบริเวณไหล่เขาทั้งหมดมีความราบเรียบ ในขณะที่เนินเขาที่อยู่ติดกันค่อนข้างเย็น
เธอมองเห็นเขาข้างเคียง ดูรกร้างและไม่มีคนอยู่ ไม่รู้ว่าที่นี่อยู่ในความดูแลของใคร เธอตั้งใจว่าหลังจากเรื่องนี้ไป เธอจะลองสอบถามดู เพราะเธอรู้สึกถูกชะตากับที่นี่มาก
สถานที่แห่งนี้ตรงตามความต้องการของเธอจริงๆ เธอค้นหามานาน แต่ก็ยังหาสถานที่เหมาะสมไม่ได้ หากเจ้าของให้เธอเช่าหรือซื้อ เธอก็ยินดี และถ้ามีโอกาส เธอก็อยากจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ในความดูแลของใคร
ใช้เวลาเดินไปสิบนาทีก็ถึงยอดเขา เมื่อเข้าใกล้ตัวยอด พวกเขาก็เห็นอาคารสูงใหญ่หลายแห่งอยู่ระหว่างต้นไม้ หากมองจากด้านล่างจะมองไม่เห็น
ตระกูลซ่งเลือกสถานที่ได้ยอดเยี่ยมมาก ถ้าไม่มีคนขึ้นมาก็คงไม่มีใครรู้ว่าหินหยกล้ำค่าจำนวนมากได้ถูกซ่อนเอาไว้ที่นี่!
“คุณชายรอง ที่นี่ยอดเยี่ยมมาก เพราะไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านล่าง อีกทั้งวิวก็ท่าจะดี นี่คือโกดังใช่ไหม?” เถ้าแก่หูเป็นคนฉลาด และเขาก็เห็นกลอุบายทันที
“เถ้าแก่หูชมเกินไปแล้ว ที่นี่เป็นมรดกของครอบครัวเรา ผู้คนที่ตีนเขาล้วนเป็นสมาชิกของตระกูลซ่งเราทั้งนั้น ดังนั้นมันจึงค่อนข้างซ่อนเร้น โชคดีที่มีสถานที่เช่นนี้ ถ้าไม่มี รากฐานของตระกูลซ่งเราคงถูกทำลายแล้ว!” คุณชายรองพูดอย่างเศร้าใจ
“คุณชายรอง แล้วเขาลูกนั้นเป็นของหมู่บ้านคุณไหม?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมา
“โอ้ คุณหมายถึงเขาลูกนั้นหรือ? นั่นเป็นเขารกร้าง ไม่มีคนขึ้นไปนานแล้ว มันอยู่ในความดูแลของหมู่บ้านซ่งนั่นแหละ แต่เนื่องจากอยู่ไกลจากหมู่บ้าน ทำให้รกร้างไปหน่อย” คุณชายรองตอบเธออย่างอดทน
คุณชายรองมองไปที่ฟู่เยี่ยน ในใจสงสัยว่าเธอคงจะเป็นสาวน้อยจากตระกูลใหญ่สักตระกูล เขาจึงอธิบายให้เธอฟังอย่างอดทน
ตอนที่ 304: เปิดหิน
“ทุกคนตามผมมาเถอะ หินดิบอยู่ที่นี่”
คนกลุ่มหนึ่งเปิดประตูใหญ่ พื้นที่ภายในห้องกว้างขวางมาก ด้านในถูกแบ่งเป็นโซนต่างๆ มีหินดิบกองเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ดูเหมือนว่าตระกูลซ่งได้ทำการตรวจสอบหินดิบเหล่านี้ล่วงหน้าแล้ว ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์สำรวจดู พบว่ามีของดีอยู่ไม่น้อย ทำให้เธอตื่นเต้นอย่างมาก
“คุณชายรอง บอกหน่อยสิว่าพวกคุณขายอย่างไรบ้าง?”
“ด้านบนมีราคาบอกชัดเจน ถ้าเลือกแล้วก็หยิบมา ทางซ้ายเป็นราคาตามน้ำหนัก ทางขวาเป็นราคาตามก้อน” คุณชายรองตระกูลซ่งอธิบายพร้อมกับพาทุกคนดู
ฟู่เยี่ยนมองเห็นแล้วว่าพวกเขาคิดราคาค่อนข้างยุติธรรม หินดิบที่ขายตามน้ำหนักเป็นหินดิบที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าดี ส่วนหินดิบที่ขายราคาตามก้อนจะเป็นราคาตายตัว ซึ่งดูธรรมดาหน่อย บางทีอาจเป็นเพียงก้อนหินหรือเศษหินที่ตัดออกมา
ทุกคนแยกย้ายกันดู ฟู่เยี่ยนไปกับไป๋โม่เฉิน ส่วนเมิ่งอ้ายชวนไปกับลุงหลิวลุง ต่างคนต่างไปดูหินในโซนต่างๆ
ฟู่เยี่ยนไม่ได้เดินไปไกล เธอพบว่าใน ‘กองเศษหิน’ มีหิบดิบหลายก้อนที่เป็นของดีอยู่ เธอจึงดูอย่างละเอียดอยู่ข้างๆ
“เสี่ยวฮั่ว เธอจะซื้อหินดิบตรงกองนี้เหรอ? ดูเหมือนตรงนี้จะไม่ดีเท่าข้างในนะ!” ไป๋โม่เฉินถามเสียงเบา
“มาแล้วก็ต้องลองซื้อเล่นสักสองสามก้อนสิ! พี่ก็ไปดูเถอะ อย่ายืนขวางทางฉัน” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยใจจริง เพราะเธอสังเกตเห็นคุณชายรองตระกูลซ่งกำลังมองเธออยู่ คำพูดนี้เป็นคำพูดที่เธอจงใจพูดให้เขาฟังกลายๆ
ตอนแรกเขามีความสงสัยอยู่เหมือนกันว่าสาวน้อยคนนี้จะรู้จริงหรือเปล่า แต่เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน เขาก็หันไปมองคนอื่นแทน
ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาหินดิบก้อนขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล แต่เป็นรูปสี่เหลี่ยมชัดเจน มองดูก็รู้ว่านี่คือเศษหินแน่นอน เพราะรอบๆยังเห็นรอยตัดของเครื่องจักรได้อย่างชัดเจน
แต่หินก้อนนี้ ถ้าตัดลึกเข้าไปอีกสักสองเซนติเมตรจะพบหยก ซึ่งเป็นหยกสามสี ฟู่เยี่ยนเห็นหินดิบก้อนนี้ก็คิดว่าเหมาะสำหรับทำเป็นชิ้นงานวางโชว์ที่ร้านในอนาคตได้ และหากช่างจูเป็นคนลงมือแกะสลักด้วยตัวเอง รับรองเลยว่ามันจะต้องงดงามประดุจของสืบทอดในตระกูลอย่างแน่นอน
เธอวางหินก้อนนี้ไว้ข้างๆ แล้วมองเห็นหินดิบก้อนใหญ่ที่อยู่ถัดไป มันมีขนาดเท่าครึ่งแผ่นหน้าต่าง ด้านบนไม่มีรอยร้าวใดๆ เหมือนเป็นเศษหินก้อนหนึ่ง
แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือหินดิบก้อนนี้มีเนื้อหยกน้อยมาก ไม่สมกับรูปร่างภายนอกเลย ที่ด้านล่างสุดมีเนื้อหยกขนาดเท่ากำปั้นเป็นหยกแก้วสีเขียวสว่าง
ฟู่เยี่ยนกำลังคิดว่าถ้าเธอซื้อหลายก้อน เธอจะขอให้เขาเอาก้อนนี้เป็นของแถมให้เธอ ซึ่งคุณชายรองตระกูลซ่ง น่าจะยอมรับได้
เธอรวบรวมก้อนหินดีๆได้สี่ก้อน จากนั้นก็มองเห็นไป๋โม่เฉินกำลังยืนอยู่ข้างกองหินดิบราคาสูง
และข้างเท้าของเขามีหินดิบก้อนหนึ่งที่มีเนื้อหยกสีแดงบริสุทธิ์อยู่ข้างใน เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกแค่ไม่สมกับของที่อยู่ภายในเท่านั้น ฟู่หยานกำลังคิดว่าเธอจะเตือนไป๋โม่เฉินให้เก็บหินดิบข้างเท้าของเขาอย่างไรดี? เธอเห็นไป๋โม่เฉินมองดูมันเป็นเวลานาน ราวกับว่าเขายังไม่รู้จะเลือกก้อนไหน
แต่เมื่อเขาถอยหลังไป เขาก็สะดุดกับหินก้อนนั้นเข้าพอดี ไป๋โม่เฉินก้มลงไปมอง ในเมื่อเขามองไม่ออกและไม่รู้ว่าจะเลือกก้อนไหน งั้นก็เอาก้อนนี้แล้วกัน เขาตัดสินใจว่าจะซื้อแล้วมอบมันให้ฟู่เยี่ยน หากมีโชคก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ไป๋โม่เฉินคิดแล้วก็หยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาแล้วเดินไปหาฟู่เยี่ยน
“พี่เลือกตั้งนานได้มาแค่ก้อนนี้เหรอ!” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความรังเกียจ เธอรู้ว่าคุณชายรองตระกูลซ่งกำลังมองมาที่พวกเธออยู่ จึงพูดไปแบบนั้น
“ฉันแค่เสี่ยงดวงน่ะ! ถึงอย่างไรก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว” ไป๋โม่เฉินรู้สึกถึงสายตาของเขาเช่นกัน
“ดูฉันสิ ฉันเลือกได้ตั้งเยอะ!” ฟู่เยี่ยนยืดอกพูดด้วยความภูมิใจ เธอเลือกหินดิบอีกสองสามก้อนที่ด้านในไม่มีอะไร ตั้งใจว่าจะเอาไว้เปิดดูอีกสักพัก
“งั้นเราไปจ่ายเงินกันก่อนเถอะ แล้วไปหาชวนจื่อที่ข้างในอีกที” ทั้งคู่เรียกคนจากตระกูลซ่งให้มาช่วยย้ายหินไป ฟู่เยี่ยนเลือกหินมาทั้งหมดเก้าก้อน รวมกับของไป๋โม่เฉินเป็นสิบก้อน
“หินดิบทั้งหมดนี้คิดราคาเป็นก้อน ของคุณผู้หญิงทั้งหมดราคา 900หยวน ส่วนของคุณผู้ชายราคา 300หยวน เนื่องจากคุณผู้หญิงเป็นคนจ่ายเงินคนแรก งั้นฉันจะให้คุณเลือกหินดิบจากกองนี้ฟรีหนึ่งก้อน” คุณชายรองตระกูลซ่งคิดราคาอย่างรวดเร็วและให้ของแถม
“ให้ฟรีเหรอ? งั้นดีเลย ฉันจะเอาก้อนใหญ่ที่สุดนั่นแหละ!” ฟู่เยี่ยนทำท่าทางเลือกแบบสุ่ม เธอชี้ไปที่หินดิบก้อนใหญ่สุด
คุณชายรองตระกูลซ่งไม่ลังเลเลยสักนิด เขาสั่งให้คนไปย้ายมันมา
“คุณลุงคะ ที่นี่มีเครื่องตัดหินไหม? ฉันอยากลองเปิดหินดูค่ะ” ฟู่เยี่ยนทำท่าทางไม่รู้เรื่อง เหมือนมือใหม่ที่อยากลองเสี่ยงดวงเปิดหินดู
“มีสิ ตรงมุมโน้นเป็นเครื่องตัดหิน ค่าตัดครั้งละ 30หยวน ฉันให้คุณตัดฟรีครั้งแรก ครั้งต่อไปต้องจ่ายนะ”
“อ้าว? ต้องจ่ายด้วยเหรอ? งั้นลองตัดก้อนนี้ก่อน” ฟู่เยี่ยนใช้เท้าเตะก้อนหินดิบก้อนหนึ่งในกองเศษหิน ก้อนนี้ต่อให้ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กก็ไม่มีอะไรอยู่ด้านใน
ไม่นาน เครื่องตัดหินก็ทำงานเสียงดัง ดึงดูดคนที่อยู่ในห้องให้ออกมาดู
“ทางด้านโน้นมีคนตัดหิน เราไปดูกันเถอะ!”
เมิ่งอ้ายชวนกับลุงหลิวถูกดึงดูดมาด้วยเช่นกัน ฟู่เยี่ยนจะตัดหินแล้วเหรอ? แต่ทั้งคู่ไม่ได้ห้าม เพราะรู้ว่าฟู่เยี่ยนมีแผนในใจ
เครื่องตัดหินยังคงทำงานต่อไป ฟู่เยี่ยนทำท่าตื่นเต้นเหมือนเธอเพิ่งตัดหินลุ้นหยกเป็นครั้งแรก
คนในห้องส่วนใหญ่มารอดูผลว่าหินก้อนนี้จะตัดออกมาเป็นอย่างไร เพราะหากในกองเศษหินยังมีหยกอยู่ เช่นนั้นหินที่เหลือจะมีของดีแค่ไหน?
คุณชายรองตระกูลซ่งรู้ดีว่าหินกองนี้ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องตัดหินให้ลูกค้าดู เพราะถ้าไม่ได้อะไรอยู่ในนั้น เขาก็สามารถโยนความผิดให้กับเศษหินพวกนี้ได้ เพราะถึงอย่างไรขนาด ‘เทพเจ้าก็ยังยากที่จะแยกหยกออกจากหิน’ ตัวเขาเองก็รับประกันไม่ได้เหมือนกันว่าจะมีหยกอยู่ในก้อนหินทุกก้อน
เครื่องตัดทำงานเสียงดัง ใช้เวลาไม่นานก็เห็นว่าหินดิบก้อนแรกเป็นเพียงหินธรรมดาเท่านั้น
“ตัดตรงกลางเลย ฉันมีเงินพอจ่าย” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความอวดดี แล้วชี้บอกช่างตัดหินสองคนนั้น
ช่างตัดหินมองหน้าคุณชายรองตระกูลซ่ง เขาพยักหน้า เพราะหินก้อนนี้ดูอย่างไรก็เป็นเศษหินที่ตัดออกมา ขนาดพวกเซียนหยกยังไม่อยากจะชายตามองด้วยซ้ำ
ไม่นาน หินก้อนนั้นก็ถูกตัดตรงกลางและพบว่าเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา คุณชายรองตระกูลซ่งเห็นหน้าฟู่เยี่ยนดูไม่ดี ไม่เหมือนตอนแรกที่พูดว่ามีเงินพอจ่าย
“คุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณแซ่อะไร? นี่มันคือการเสี่ยงโชคเปิดหิน มันไม่ได้มีหยกทุกก้อนหรอกนะ! เถ้าแก่เมิ่ง คุณคิดเห็นอย่างไร?”
เขาจึงต้องหันไปหาคุณเมิ่งอ้ายชวน เพื่อไม่ให้ฟู่เยี่ยนทำตัวเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เกินไป เพราะหากเกิดปัญหาจะเสียเวลาเขาเปล่าๆ
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไร น้องสาว พี่ชายจะรับผิดชอบเอง เธออยากตัดก้อนไหนก็ตัดไปเลย ถ้าตัดออกมาแล้วเสียพี่จ่ายให้ ถ้าได้ของดีก็ยกให้เป็นของเธอ!” เมิ่งอ้ายชวนทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี
“พี่พูดแล้วนะ? ถ้าได้ของดีก็เป็นของฉันจริงๆนะ? ห้ามมาเอาคืนเด็ดขาด!” ฟู่เยี่ยนแสดงท่าทางเป็นคุณหนูเอาแต่ใจได้อย่างดี
“จริง พี่ไม่โกหกเธอหรอก” เมิ่งอ้ายชวนแสดงสมบทบาทเช่นกัน จนฟู่เยี่ยนอยากจะแนะนำให้เขาสอบเข้าเอกการแสดงเหลือเกิน
ตอนที่ 305: เปลี่ยนเศษหินให้เป็นสมบัติ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตัดให้ฉันดูหน่อย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะตัดไม่ได้หยกสักก้อน!” ฟู่เยี่ยนใช้เท้าเตะหินก้อนที่สองอีกครั้งและเงยหน้าขึ้น บอกให้ไป๋โม่เฉินยกมันขึ้นมา
ไป๋โม่เฉินดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก แต่ที่จริงแล้วเขาแทบอยากจะหลุดหัวเราะออกมา เขารีบยกหินก้อนนั้นขึ้นเครื่องตัดหินทันที
คุณชายซ่งไม่กล้าพูดว่าไม่ตัด เพราะเห็นได้ชัดว่าคุณหนูคนนี้ไม่ขาดแคลนเงินทอง และเธอยังเรียกเมิ่งอ้ายชวนว่าเป็น ‘พี่ชาย’ อีกด้วย ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าเมิ่งอ้ายชวนมีชื่อเสียงในย่านโรงงานหลิวหลี่เป็นอย่างดี
ด้วยสายตาเดียว ช่างที่ตัดหินก็เริ่มลงมืออีกครั้ง พวกเขาเริ่มจากการขัดหิน แต่มันก็ไม่พบร่องรอยสายแร่อะไรเลย ฟู่เยี่ยนจึงสั่งให้พวกเขาตัดจากตรงกลางอีกครั้ง
ช่างก็เข้าใจและตัดจากตรงกลางทันที ฟู่เยี่ยนเป็นคนแรกที่รีบไปดูหินที่ถูกตัดออกเป็นสองชิ้น แต่มันก็ไม่มีอะไรเลย
“พี่ชายบอกว่าจะจ่ายให้ฉัน งั้นก็ตัดให้ฉันเถอะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าถ้าตัดครบเก้าก้อนแล้วจะไม่ได้สักก้อน!” ฟู่เยี่ยนโยนหินที่ไม่มีค่าในมือทิ้งไป และบอกให้ไป๋โม่เฉินยกหินก้อนต่อไปขึ้นมา
เมิ่งอ้ายชวนเดินดูหินดิบต่อ ส่วนลุงหลิวไม่เคยดูการตัดหินดิบมาก่อน เขาจึงมาดูด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวกันก็คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของคนสองคนนั้นด้วย
ฟู่เยี่ยนตัดหินไปสี่ก้อนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้อะไร เธอไม่ยอมแพ้และยังคงต้องการตัดต่อ คนที่ดูอยู่ก็เริ่มเบื่อหน่ายและหันไปดูหินดิบที่พวกเขาสนใจแทน
“คุณหนู ยังจะตัดต่อไหม?” คุณชายซ่งถามด้วยความหวังว่าเธออาจจะเหนื่อยลุ้นและหยุดไปเอง
“ตัดสิ ทำไมจะไม่ตัด ฉันยังไม่ได้หยกสักก้อนเลยนะ! ถ้าพวกคุณเหนื่อยก็ให้คู่หมั้นของฉันทำแทนก็ได้ ถ้าแค่นี้เหนื่อยก็อย่ามาทำงานนี้เลย!” ฟู่เยี่ยนทำทีเป็นพูดด้วยความหงุดหงิด
“พวกเราบริการคุณอย่างแน่นอน แค่นี้ไม่เหนื่อยเลย คุณจะตัดต่อใช่ไหม? งั้นคราวนี้คุณหนูจะตัดก้อนไหน?” คุณชายซ่งชินแล้ว คิดเสียว่าเอาใจเด็กน้อยแล้วกัน!
“งั้นตัดก้อนที่ใหญ่ที่สุด ตัดเป็นสี่เหลี่ยม ฉันจะขีดเส้นเอง ดูเหมือนช่างตัดหินท่านนี้จะมีความเชี่ยวชาญ ฉันอยากจะลองดู” ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งไปขีดเส้นที่หิน เธอหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนจุดที่เป็นหยกสีใส แล้วขีดเส้นลงไปที่ด้านล่าง
เธอไม่สามารถเปิดหินก้อนนี้ที่นี่ได้ เธออยากเพลิดเพลินกับความมั่งคั่งของตัวเองอย่างเงียบๆเท่านั้น
หินก้อนนี้ใหญ่มาก คุณชายซ่งเรียกคนมาช่วยห้าหกคน รวมทั้งไป๋โม่เฉินมาช่วยยกขึ้นเครื่องตัดหิน
ช่างตัดหินสองคนนี้ต่างชินแล้ว พวกเขาลงมือตัดจากด้านล่างก่อน เพื่อเลี่ยงส่วนที่ฟู่เยี่ยนต้องการ
ฟู่เยี่ยนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ หากหินก้อนนี้ตกพื้นขึ้นมา มันจะอันตรายมากเลยนะ!
แต่หลังจากหินก้อนใหญ่ถูกตัดไปหกครั้งและตัดแนวตั้งอีกสิบครั้ง ใช้เวลารวมกว่าสี่สิบนาที แต่ก็ไม่มีอะไรเลย
คนดูเริ่มเบื่อและเดินออกไป ส่วนใหญ่ไม่อยากดูคุณหนูเอาแต่ใจเล่นเกมนี้แล้ว
ฟู่เยี่ยนดูเหมือนเสียดาย เธอหยิบก้อนหินดิบที่ตัดเสร็จจนเหลือขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของลูกฟุตบอล เธอมองดูแล้วเห็นว่ามันใกล้กับเนื้อหยกมากแล้ว หากนำกลับบ้านไปขัดก็จะได้หยกที่สมบูรณ์แบบ
“เฮ้า ยังไม่มีอีกเหรอ? หรือว่าฉันไม่มีดวง? แต่คุณย่าของฉันบอกว่าฉันโชคดีมากเลยนะ! เอาล่ะ เก็บไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า” พูดแล้วเธอก็ยัดก้อนหินใส่ลงในกระเป๋า ซึ่งมันดูตลกมาก
ไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนทำเช่นนั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นต่อเธอว่าหินก้อนนั้นมันจะต้องมีอะไรแน่นอน!
“ตัดต่อเถอะ ตัดก้อนนี้ เริ่มจากตรงกลาง” ฟู่เยี่ยนขีดเส้นอย่างไร้เรี่ยวแรง คราวนี้เธอลงมือย้ายหินดิบขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลขึ้นเครื่องตัดหินเอง
“คุณหนู หินก้อนนี้มีโอกาส แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นของจากเหมืองเก่า ฉันขอแนะนำให้เริ่มจากการขัดผิวของหินก่อน เราควรรับประกันไว้ เพราะเกิดมีหยกขึ้นมาล่ะ?” คุณชายซ่งแนะนำอย่างจริงใจ
ฟู่เยี่ยนเหลือบมองคุณชายซ่ง เธอเห็นว่าเขามีโหงวเฮ้งของคนซื่อตรง สุจริต ทั้งยังมีแสงสีทองเปล่งออกมาจากร่างกายของเขา ดูก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ชอบสะสมความดีอยู่เป็นนิจ
แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีมีคุณธรรมขนาดไหน เขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัตินองเลือดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้ โชคยังดีที่เขาสะสมบุญมามากมาย ดังนั้นภัยพิบัติแห่งความตายจึงกลายเป็นหายนะนองเลือดแทน
“ขอบคุณที่เถ้าแก่แนะนำ แต่ฉันเป็นคนความอดทนต่ำ ตัดมันจากตรงกลางนี่แหละ เพราะหากจะนำไปทำเครื่องประดับก็ต้องตัดอยู่ดี! ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีความรู้เรื่องนี้เสียหน่อย!” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นรำคาญ ราวกับว่าเธอกำลังนั่งสั่งการช่างฝีมือของตัวเอง
“งั้นก็ได้ ตามที่คุณหนูบอกเลย เราจะตัดจากที่คุณขีดไว้” คุณชายซ่งไม่มีทางเลือก คุณหนูคนนี้ช่างเอาแต่ใจเสียเหลือเกิน!
ช่างตัดหินเริ่มลงเครื่องตัดจากตรงกลางทันที แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะหลังจากที่พวกเขาตัดเสร็จแล้ว ช่างอาวุโสคนหนึ่งก็หันไปเรียกคุณชายซ่ง
“คุณชาย ดูเหมือนจะมีเส้นใยอยู่ในหิน ตัดต่อไหมครับ?”
คุณชายซ่งรีบไปดู เขาพบว่ามันมีเส้นใยจริง แสดงว่าหินก้อนนี้มีโอกาสมีหยกอยู่ข้างใน แต่ไม่รู้ว่าคุณภาพของหยกภายในนั้นจะดีหรือไม่
“เส้นใยอะไร?” ฟู่เยี่ยนทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ
“คุณหนู ฟังฉันเถอะ ในหินก้อนนี้อาจจะมีหยกจริงๆ เราลองขัดเนื้อหินดูก่อน” คุณชายซ่งแนะนำด้วยใจจริง
“จริงเหรอเถ้าแก่ ? งั้นก็ลองขัดดู แต่อย่าทำให้หยกเสียหายนะ!” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างดีใจ คนที่อยู่ด้านในก็พากันออกมามุงดูอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วง ช่างของเราฝีมือดี ไม่ผิดพลาดแน่นอน! เหล่าชี เริ่มขัดลงไปสักหนึ่งเซนติเมตรก่อน” คุณชายซ่งสั่ง
“ครับ!”
ในเมื่อมันมีโอกาสเป็นหยกอยู่ด้านใน ไม่ว่าจะเป็นใครก็มีความสุขทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของตัวเองก็ตาม แต่หากพวกเขาสามารถเปิดหินหยกได้ย่อมดีเข้าไปใหญ่!
เหล่าชีมือนิ่งมาก แผลที่เกิดจากหินก้อนนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทำให้สามารถขัดออกได้ภายใน 15นาที
จีนมุงที่เฝ้าดูต่างก็จ้องมองอย่างใกล้ชิดขณะที่ล้อเจียรในมือของเหล่าชีหมุนอย่างรวดเร็ว และไม่นาน รูปลักษณ์ที่แท้จริงของหยกก็ค่อยๆถูกเปิดเผย
“คุณชาย เหมือนจะเป็นหยกสีฟ้านะครับ มันคือหยกน้ำแข็ง” เหล่าชีตะโกนอย่างตื่นเต้น
ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งไปหยิบมันขึ้นมาดู อันที่จริงเธอรู้แต่แรกแล้วว่ามันคือหยกน้ำแข็ง เธอแค่ใช้หินก้อนนี้ปูทาง เพราะถ้าเธอจะซื้อหินดิบจำนวนมากในภายหลัง มันจะได้ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย
“สีฟ้าเหรอ? มันเป็นสีฟ้าจริงๆด้วย พี่ชวนจื่อ! พี่มาดูสิ ของฉันเปิดเจอหยกแล้ว!” ฟู่เยี่ยนตะโกนเสียงดัง เมิ่งอ้ายชวนและลุงหลิวมองหน้ากันและยิ้มอย่างเข้าใจ จากนั้นพวกเขาก็วิ่งมาหาเธออย่างรวดเร็วด้วยท่าทีที่ดูกระตือรือร้น
ฟู่เยี่ยนคนนี้แสดงสมบทบาทมาก ทำเอาทุกคนดูไม่ออกเลย!
“จริงเหรอ!? ว้าว น้องสาวของฉันโชคดีมาก!” เมิ่งอ้ายชวนให้การสนับสนุนอย่างมาก
“พี่ชาย เดี๋ยวฉันจะเอาหยกก้อนนี้ไปทำกำไลให้พี่ แล้วห้ามมาคิดเงินฉันอีกนะ!” ฟู่เยี่ยนตกลงเรื่องบัญชีกับเมิ่งอ้ายชวน
“ตกลง ตกลง คุณชายรอง คืนเงินที่น้องสาวของฉันจ่ายไปเถอะ คิดบัญชีที่ฉันแทน!” เมิ่งอ้ายชวนควักเงินออกมาอย่างใจกว้าง
คุณชายรองตระกูลซ่งได้แต่คิดว่าโชคดีเหลือเกินที่เปิดเจอหยก แถมยังได้หยกดีด้วย เพราะหากคุณหนูคนนี้เปิดไม่เจอหยกเลยสักก้อน แล้วมาคาดโทษกับเขาขึ้นมา ดูท่าว่าจะไม่คุ้มกัน!
“ไม่มีปัญหา คราวนี้ทุกท่านคงเห็นแล้วว่าคุณหนูท่านนี้ตัดหินดิบเพียงห้าก้อนก็เจอหยกแล้ว”
จบตอน
Comments
Post a Comment