magic ep306-310

 ตอนที่ 306: หินยักษ์

 

คุณชายรองตระกูลซ่งได้โปรโมตสินค้าในโกดังตามที่ต้องการ ทำให้ทุกคนที่เห็นต่างตื่นเต้นและรีบไปเลือกหินดิบกันหมด เขาหันไปถามฟู่เยี่ยนว่าเธอจะเปิดหินที่เหลืออีกไหม?

 

“ยังไม่เปิดดีกว่า วันนี้ฉันโชคดีขนาดนี้ ต้องไปช่วยเลือกหินให้พี่ชายของฉันก่อน หินที่เหลือเก็บไว้ที่คุณก่อนนะ ฉันจำหน้าตาของหินได้ทุกก้อน!” ฟู่เยี่ยนกำชับเรียบร้อยแล้วก็ไปดูหินดิบก้อนใหญ่กับไป๋โม่เฉิน

 

เธอมาถึงกองหินดิบที่ขายคิดราคาตามกิโลกรัม ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์มองดูก็เห็นแสงสีสันสวยงามมากมายพุ่งขึ้นมา

 

นี่สินะที่เขาว่ากันว่า เงินมากย่อมได้ของดี! หินดิบเหล่านี้มีโอกาสเจอหยกสูงมาก ฟู่เยี่ยนเลือกดูหินดิบทีละกองอย่างละเอียด คราวนี้เธอไม่แกล้งทำแล้ว หินกองไหนไม่มีคนสนใจก็จะใช้นิ้วชี้เลือกทันที

 

เธอไม่เลือกชนิด คุณภาพเนื้อหยกหรือสีของหยกอีกแล้ว จะคุณภาพไหนก็เอาหมด เพราะเธอวางแผนจะเปิดร้านในอนาคต ร้านต้องมีสินค้าหลากหลาย เธอจะปล่อยให้ลูกค้าเข้าร้านมาแล้วกลับไปมือเปล่าไม่ได้ ดังนั้นหยกเขียว หยกน้ำฟ้า หยกน้ำเงิน หยกเหลือง เธอก็ซื้อหมด!

 

ไป๋โม่เฉินเป็นคนขนของที่ดีที่สุด ฟู่เยี่ยนชี้หินก้อนไหน เขาก็เดินเข้าไปขนหินก้อนนั้น ทั้งสองทำงานประสานกันดีเยี่ยม ฟู่เยี่ยนเลือกหินดิบไปสิบกว่าก้อนที่เธอมั่นใจว่าจะเจอหยก

 

ตรงหน้าของพวกเขาในตอนนี้มีแต่หินก้อนเล็ก ยังไม่ถึงคิวของหินก้อนใหญ่ เมิ่งอ้ายชวนพินิจดูหินก้อนใหญ่มหึมา เขาใช้เวลานานมากในการศึกษามัน เขาอยากจะให้ฟู่เยี่ยนมาช่วยดูให้ว่าหินก้อนใหญ่ขนาดสูงกว่าตัวเขาก้อนนี้คุ้มค่าต่อการซื้อไหม

 

ตอนนี้มีหลายคนเริ่มมามุงรอบหินก้อนมหึมาก้อนนี้ ทุกคนต่างสนใจและเริ่มโชว์ฝีมือเซียนหยกในการพิจารณาว่าหินก้อนนี้คุ้มค่าหรือไม่

 

เมิ่งอ้ายชวนเห็นคนเยอะขึ้นเรื่อยๆก็ใจร้อน เขาศึกษามันอยู่นานและคิดว่าก้อนหินก้อนนี้น่าสนใจมาก ขณะนี้มีคนให้ความสนใจหินก้อนนี้มากมาย อีกเดี๋ยวตระกูลซ่งคงจะจัดการประมูลในภายหลัง ถึงตอนนั้นเขาก็อาจจะประมูลชนะมันมาได้

 

เขามองไปในระยะไกลและเห็นฟู่เยี่ยนยังคงเลือกก้อนหินทีละก้อน ตอนนี้เธอเลือกไว้จนจะเต็มรถเข็นคันเล็กแล้ว แต่เฉินจื่อก็ยังคงยกก้อนหินที่ฟู่เยี่ยนเลือกขึ้นรถเข็นต่อ! สองคนนี้ดูไม่รีบร้อนเลยนะ!

 

ฟู่เยี่ยนเห็นสายตาใจร้อนของเมิ่งอ้ายชวนแล้ว แต่เธอไม่รีบ เพราะเธอเห็นว่ามีหินก้อนหนึ่งตรงที่เมิ่งอ้ายชวนยืนอยู่มีสีสันสดใสเปล่งประกายออกมา และเมื่อเธอใช้เนตรสวรรค์ดู เธอก็มั่นใจได้ทันทีว่าหินที่อยู่ใกล้ๆ เมิ่งอ้ายชวนมีหยกสีสันสดใสอยู่แน่นอน

 

ขณะนี้ยังไม่มีใครให้ความสนใจมัน ดังนั้นเธอจึงไม่กังวล ยิ่งหินก้อนใหญ่มหึมานั้นดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากเท่าใด หินดิบก้อนที่เปล่งแสงสีสันสดใสก้อนนั้นก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

 

เธอและไป๋โม่เฉินจึงค่อยๆเข็นรถเข็นไปชั่งน้ำหนักหินก่อน

 

“เถ้าแก่ คิดเงินหินพวกนี้ก่อน” ฟู่เยี่ยนคิดเงินคร่าวๆ แล้วรู้ว่ามันเป็นเงินจำนวนมาก

 

คุณชายรองตระกูลซ่งคำนวณราคาและให้ส่วนลดแก่เธอ ฟู่เยี่ยนเห็นราคาแล้วก็ตกลงทันทีโดยไม่แม้แต่จะลังเลเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้พวกเขายังไม่รับเงินสดก้อนใหญ่ ดังนั้นจึงเขียนใบเสร็จไว้ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาจ่ายเงินทีเดียว

 

หลังจากจัดการจ่ายเงินค่าหินพวกนี้เสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ไปนั่งดื่มชาตรงคุณชายรองซ่ง แล้วถึงเดินเข้าไปด้านในสุดอย่างไม่รีบร้อน

 

เมิ่งอ้ายชวนร้อนใจมาก คนมุงรอบหินก้อนใหญ่เยอะขนาดนี้ เขาไม่กล้าไปไหน เพราะกลัวคนอื่นจะเสนอราคาตัดหน้าไปก่อน ลุงหลิวก็อยู่ข้างนอก ดูเหมือนคนกว่าสองในสามของลูกค้าที่มาที่นี่จะอยู่ตรงนี้กันหมดแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนมาถึงและเห็นสถานการณ์แต่ไกล หินก้อนขนาดยักษ์นี้มีรอยแตกลึกด้านหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่จนไม่มีใครกล้าตัดสินใจซื้อง่ายๆ เพราะถ้าเดาพลาดขึ้นมาคงจะสูญเงินไปไม่น้อย

 

ในรอยร้าวมีสีเขียวเล็ดลอดออกมา แสดงว่ามีโอกาสเจอหยกสูงมาก อาจสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้! แต่ที่ไม่มีใครเสนอราคาก็เพราะข้างๆ สีเขียวมีสีดำแทรกออกมาด้วย

 

ฟู่เยี่ยนดูหินก้อนนี้แล้วได้แต่ส่ายหน้าอยู่ในใจ ถ้ามีการประมูลจริง ใครประมูลซื้อหินก้อนนี้ไปก็มีแต่จะขาดทุน เพราะสีดำไม่ใช่อยู่แค่ขอบหิน

 

หยกที่อยู่ด้านในหินก้อนนี้เป็นหยกน้ำแข็งสีเขียวสดสวย แต่น่าเสียดายที่มันมีตำหนิคือมีจุดดำกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งเนื้อหยก ต่อให้เจอหยกก็เจียรออกมาทำอะไรได้ไม่มากนัก คงได้แค่เนื้อเศษหยกเท่านั้น

 

ต่อให้เป็นหยกเนื้อน้ำแข็งสีเขียวสว่าง แต่ก็ยังไร้ค่าอยู่ดี!

 

เมิ่งอ้ายชวนใช้สายตาบอกให้ฟู่เยี่ยนดูหินก้อนนี้ว่าควรซื้อดีไหม

 

“น้องสาว มาดูหน่อยว่าโชคของพี่ชายเป็นอย่างไรบ้าง พี่ต้องพึ่งเธอแล้ว!” เมิ่งอ้ายชวนและฟู่เยี่ยนต้องเล่นบทนี้ให้สมบูรณ์

 

“พี่ชายไม่ต้องกังวล ที่ผ่านมาฉันโชคดีมาโดยตลอด! คุณย่ากับคุณยายต่างบอกว่าฉันเป็นดาวนำโชค! ฉันจะดูให้พี่อย่างดีแน่นอน” ฟู่เยี่ยนตบแขนของเมิ่งอ้ายชวน แต่เมื่อดึงมือกลับมา เธอก็เขียนข้อความอย่างรวดเร็วว่า: ‘ไม่!’

 

เมิ่งอ้ายชวนใจหายทันที! มัน……ไม่ได้งั้นหรือ? ! ! !

 

เขายังอยากเสี่ยงต่อ เพราะหินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเจอหยกสักครึ่งหนึ่งก็ยังคุ้ม

 

ฟู่เยี่ยนปล่อยมือและทำท่าเดินไปดูก้อนหิน เธอใช้มือลูบหินเหมือนไม่รู้อะไร แต่ที่จริงแล้วเธอกำลังมองข้างในให้ละเอียดต่างหาก

 

เธอเดินวนรอบหินก้อนนี้ไปรอบหนึ่ง มันไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงซื้อมาเลยจริงๆ เพราะถ้าใครซื้อ คนนั้นคงเป็นคนที่โง่และโชคร้ายมาก เพราะมีตำหนิเป็นจุดดำทั่วหินขนาดนั้น

 

ฟู่เยี่ยนได้แต่แอบเสียดายอยู่ในใจ เพราะหินก้อนนี้มีขนาดใหญ่มาก หากไม่มีตำหนิก็คงดี

 

หลังจากที่เธอดูเสร็จแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็รอคอยอย่างคาดหวัง

 

ทุกคนต่างสนใจฟู่เยี่ยน เพราะเธอเป็นคนเดียวที่เจอหยก ทุกคนจึงเกิดความเชื่อคล้ายๆกันคืออยากโชคดีตามเธอ

 

“น้องสาว หินก้อนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” เมิ่งอ้ายชวนรู้ผลอยู่แล้ว แต่ยังต้องเล่นตามบท

 

“ก็ดีนะ ฉันว่าไม่เลว เราซื้อเถอะ ฉันจะไปหาเถ้าแก่ซ่ง!” ฟู่เยี่ยนทำท่าจะเดินไป แต่คนข้างๆขวางไว้

 

“หนูน้อย พวกเราก็อยากได้หินก้อนนี้ เธอต้องให้โอกาสพวกเราด้วยนะ!”

 

“ใช่แล้ว สาวน้อยคนนี้ไม่รู้อะไรเลย! เถ้าแก่เมิ่ง ฉันดูหินก้อนนี้ก่อน คุณต้องรู้ว่าใครมาก่อนมาหลังสิ!”

 

เจ้าของร้านมีอายุหลายคนไม่สนใจหน้าตาของตัวเองแล้ว!

 

“ชิ พวกคุณมีเงินเยอะขนาดนั้นเลยหรือไง?” ฟู่เยี่ยนเหลือบมองพวกเขาอย่างเย่อหยิ่ง ราวกับว่าไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา

 

คราวนี้จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นมา เพราะเจ้าของร้านหลายคนเริ่มโต้เถียงกับฟู่เยี่ยนแล้ว

 

เสียงเอะอะโวยวายทางด้านนี้ดึงดูดความสนใจของคุณชายรองซ่งได้ในทันที เขาจึงรีบเดินมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ทุกคนกำลังถกเถียงกัน และในที่สุดคุณชายรองซ่งก็เข้าใจว่านี่คือการต่อสู้เพื่อแย่งหิน

 

เขากวาดสายตามองดู มีคนนำเงินมาให้ตนเองแบบนี้ เขาจะไม่ยอมรับได้อย่างไร?



ตอนที่ 307: การประมูลลับ

 

คุณชายรองซ่งไม่ใช่คนใจบุญอะไรนัก หากขายได้ราคาแพงขึ้นก็จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติของตระกูลในตอนนี้ได้ ในเมื่อมีโอกาสใช้ประโยชน์จากหินก้อนใหญ่ก้อนนี้ได้มากที่สุด ทำไมเขาถึงจะไม่ทำล่ะ?

 

สมองของเขาคิดอย่างรวดเร็ว และคิดออกได้ในไม่กี่วินาที

 

“ทุกคนเงียบหน่อย ฟังฉันนะ ตอนนี้ทุกคนต่างก็ต้องการหินก้อนนี้ใช่ไหม? ในฐานะผู้ขาย ฉันขายให้ใครก็ได้ แต่เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน เราจะเปลี่ยนเป็นการประมูลลับ”

 

“ประมูลลับ? หมายความว่าอย่างไร? อธิบายให้ละเอียดหน่อยสิเถ้าแก่” มีคนเริ่มทนไม่ไหวจึงถามขึ้นมา

 

“เดี๋ยวฉันจะตั้งราคาพื้นฐานให้ จากนั้นใครให้ราคาสูงที่สุดก็ได้ไป เราไม่ใช้วิธีประมูลปกติ แต่ฉันจะเตรียมกล่องไว้ ใครต้องการเสนอราคาก็เขียนราคาลงบนกระดาษแล้วใส่ลงในกล่อง เมื่อเสร็จแล้วเราจะเปิดประกาศราคา ใครให้ราคาสูงสุดก็ได้ไป เป็นไงบ้าง?”

 

หลังจากที่คุณชายรองซ่งพูดจบ เขาก็สังเกตปฏิกิริยาของทุกคน วิธีนี้น่าจะได้ผล หากยังคงแย่งกันต่อไป เชื่อว่าคงไม่มีทางได้ข้อสรุปแน่นอน

 

แน่นอนว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ยกมือเห็นด้วย รวมถึงเมิ่งอ้ายชวนด้วย

 

เพราะเขาเรียกร้องดังขนาดนี้ หากไม่เข้าร่วมประมูลจะถูกสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติ ส่วนคนอื่นจะโดนหลอกหรือเปล่านั้นเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ธุรกิจย่อมมีได้มีเสีย

 

เมื่อกำหนดกฎเกณฑ์เรียบร้อย คุณชายรองซ่งก็พอใจ

 

“ทุกท่านต้องการจริงๆใช่ไหม? ถ้าประมูลแล้วไม่เอาไม่ได้นะ ผู้เข้าร่วมประมูลหินก้อนนี้ต้องพิจารณากำลังทรัพย์ตัวเองด้วย เข้าใจใช่ไหม?”

 

ไม่นาน คุณชายรองซ่งก็ประกาศราคาตั้งต้นที่ ห้าหมื่นหยวน!

 

เมื่อเขาพูดจบ หลายคนก็คิดพิจารณาว่าจะเข้าร่วมดีไหม พวกเขาต้องพิจารณาถึงทุนทรัพย์ของตนเองให้ดี แต่ก็มีบางคนที่เข้าร่วมแบบไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะเงินห้าหมื่นหยวนไม่ใช่เงินน้อยๆในยุคนี้คนงานได้เงินเดือนเท่าไหร่กันเชียว

 

ฟู่เยี่ยนเห็นหลายคนรวมกลุ่มกันเพื่อเตรียมเสนอราคา โดยพวกเขาตกลงกันว่าจะตัดหินออกเป็นสี่ส่วนแล้วแบ่งตามต้นทุนของแต่ละคน

 

เธอและเมิ่งอ้ายชวนจึงมายืนอยู่ด้วยกัน โดยยืนอยู่ก็หินก้อนที่เธอหมายตาไว้

 

หินดิบก้อนนั้นมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของหินก้อนใหญ่ แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยหยกสีสันสวยงาม ฟู่เยี่ยนมองใกล้ๆ และรู้สึกทึ่งไม่หาย

 

หยกก้อนนี้เป็นหยกที่มีทุกสีในก้อนเดียว แต่ละสีผสมผสานกันอย่างลงตัวเหมือนไข่สีรุ้งใบใหญ่

 

ฟู่เยี่ยนต้องพยายามไม่ให้ดูสนใจหินก้อนนี้มากเกินไป เธอต้องได้หินก้อนนี้มา แต่ไม่ใช่จากการประมูล เพราะเธอจะซื้อเป็นกิโลกรัมตามวิธีเดิม

 

เธอตัดสินใจจะเก็บเงียบไว้ก่อน โดยเธอตั้งใจว่าจะนำกลับไปเก็บไว้สักสองสามปี รอให้ทุกคนลืมเรื่องราวพวกนี้ไปแล้วค่อยนำมันออกมา

 

“ฟู่เยี่ยน เราจะเขียนราคาลงไปเท่าไหร่ดี?” เมิ่งอ้ายชวนกังวล เขากลัวเขียนมากไปแล้วต้องซื้อจริง แต่หากเขียนราคาต่ำไปก็จะเป็นการไม่รักษาหน้าตัวเอง

 

“เดี๋ยวฉันไปเขียนเอง พี่ไปเอากระดาษมาให้ฉันก่อน แล้วฉันจะดูสถานการณ์” ฟู่เยี่ยนมีเนตรสวรรค์ที่มองเห็นราคาข้างในกล่อง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เธอจะเขียนราคาต่ำกว่าราคาสูงสุดในนั้น

 

เมิ่งอ้ายชวนไปเอากระดาษ แต่กลับมาพร้อมกับกระดาษแค่ 2แผ่น เพราะคุณชายรองซ่งกลัวคนแอบเข้ามาหาผลประโยชน์ จึงแจกตามจำนวนคนที่ร่วมประมูล

 

ในตอนที่เมิ่งอ้ายชวนไปเอากระดาษนั้น ฟู่เยี่ยนได้สังเกตคนไม่กี่คนที่แอบเข้ามาอย่างระมัดระวัง เธอค้นพบว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อหิน แต่มาเพื่อสังเกตภูมิประเทศ

 

ดูเหมือนตระกูลซ่งจะปิดบังที่แห่งนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว และเมื่อรวมเข้ากับโหงวเฮ้งของคุณชายรองซ่งที่บ่งบอกว่าเขากำลังจะเจอกับหายนะนองเลือด เธอจึงคาดเดาได้ว่าคนพวกนี้คงจะลงมือในไม่ช้า

 

ฟู่เยี่ยนลังเลว่าควรช่วยดีหรือไม่

 

ในตอนที่เธอกำลังลังเลอยู่นั้น เมิ่งอ้ายชวนก็กลับมาพร้อมกับกระดาษ ทุกคนต่างกำลังพิจารณาว่าจะเขียนราคาลงไปเท่าไหร่ หลายคนมองมาที่เขาเพราะชื่อเสียงที่เลื่องลือ กลัวเขาจะก่อปัญหา

 

หลายคนอยากรู้ราคาที่เขาเขียนลงไป แต่ไม่กล้าถามตามตรง

 

ร้านสี่ร้านที่รวมเงินกันประมูลได้ส่งคนมาชวนเมิ่งอ้ายชวนเข้าร่วม จะได้แบ่งกันตามเงินที่ลงทุน แต่เมิ่งอ้ายชวนปฏิเสธอย่างสุภาพ

 

“ผมมาที่นี่เพื่อมาซื้อของเข้าร้านเป็นจำนวนมาก คงร่วมประมูลกับพวกคุณไม่ได้ ต้องขออภัยด้วย”

 

และคนพวกนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะในเมื่อวัวไม่ยอมกินน้ำ พวกเขาจะบังคับมันให้ก้มหัวก็ไม่ได้!

 

แต่เถ้าแก่หูก็เข้ามาถามไถ่เช่นกัน เขาอยากดูว่าเมิ่งอ้ายชวนมีความมุ่งมั่นเพียงใด เขาเป็นชาวพุทธ ไม่ได้มีใจทะเยอทะยานจะชนะขนาดนั้น แต่เนื่องจากเถ้าแก่ร้านอื่นรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับเมิ่งอ้ายชวน จึงขอร้องให้เขามาถาม

 

เมิ่งอ้ายชวนยังคงปฏิเสธอย่างสุภาพ เขาบอกว่าทุกคนมีโอกาสและการแข่งนี้ก็ยุติธรรมมากแล้ว

 

เถ้าแก่หูไม่ว่าอะไร เขาชอบซื้อของสะสม ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ร้านของเขาขายอัญมณีหลากหลายชนิด ราคาไม่สูง เน้นขายปริมาณ

 

ดังนั้นเขาจึงกลับไปบอกทุกคน แต่ทุกคนก็ยังคงคิดว่าพูดหรือไม่พูดก็ไม่เห็นจะต่างกัน

 

ไม่นาน คุณชายรองซ่งก็เรียกทุกคนมาประมูล ตอนนี้เป็นเวลาตีสามแล้ว

 

ผู้ประมูลไม่รอช้า รีบเขียนราคาและใส่ลงกล่อง เพราะพวกเขาอยากได้หิน แต่ต้องดูด้วยว่ารับไหวไหม ทุกคนจึงเขียนราคาที่รับได้

 

มีแค่กลุ่มเถ้าแก่จากสี่ร้านที่กล้าเขียนราคาสูงสุด ฟู่เยี่ยนเขียนราคาต่ำกว่าพวกเขา ตอนนี้ในมือของเธอมีกระดาษยู่สองแผ่น

 

แต่พอคิดดูแล้ว เธอก็เขียนกระดาษอีกแผ่นแล้วใส่ลงกล่อง

 

เพราะเธอเป็นคนสุดท้าย ทุกคนจึงมองมาที่เธอเป็นตาเดียว

 

หลังจากเขียนเสร็จ คุณชายรองซ่งก็ถามย้ำอีกครั้งว่าใครยังไม่ได้ใส่ราคา

 

“ทุกคนเขียนราคาใส่ลงกล่องแล้วใช่ไหม? ถ้าไม่มีใครแล้ว ฉันจะเปิดกล่อง” หลังจากเขาพูดจบก็ไม่มีใครเขียนราคาเพิ่มจริงๆ

 

“งั้นเรามาเปิดกล่องกัน คนที่ไม่ร่วมประมูลมาช่วยตรวจสอบสักสองคนดีไหม?”

 

ดังนั้นจึงมีคนสองคนอาสามาช่วยเปิดกล่อง ส่วนอีกคนก็ทำหน้าที่จดบันทึก คุณชายรองซ่งจึงอ่านราคาและชื่อผู้ประมูลเสียงดัง

 

“หูลี่เหริน 58,800”

 

“ฉางเซิ่งชุน 61,800”

 

“ร้านสี่ร้านของตระกูลเถียน หวัง อู๋ ซุน 99,999!”

 

ตอนนี้ทีมของสี่ร้านที่รวมกลุ่มกันเสนอราคาสูงที่สุด  พวกเขาทั้งหมดต่างมองดูกระดาษอีกสองสามใบสุดท้ายอย่างประหม่า เพราะถึงอย่างไรกระดาษของฟู่เยี่ยนและเมิ่งอ้ายชวนก็ยังไม่ถูกเปิด แม้สองคนนี้จะร่วมกัน แต่ทุกคนต่างก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนใส่กระดาษลงไปสองใบ

 

ซึ่งเธอใส่กระดาษลงไปสองใบจริง แต่แผ่นของฟู่เยี่ยนเขียนราคาต่ำกว่าของเมิ่งอ้ายชวน

 

คุณชายรองซ่งอ่านราคา ทีมของสี่ร้านใจเต้นรัว กลัวเมิ่งอ้ายชวนชนะ

 

“หรงเป่าไจ 99,900!” หลังจากคุณชายรองซ่งอ่านจบ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ต้องสงสัยเลย เพราะเมิ่งอ้ายชวนไม่ชนะการประมูล ดังนั้นเขาจึงอ่านราคาที่ฟู่เยี่ยนเสนอต่อ

 

แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนเชียนราคาไปที่เก้าหมื่นหยวน ดังนั้นทีมของสี่ร้านที่รวมกลุ่มกันจึงได้สิทธิ์ครอบครองหินก้อนใหญ่นี้ไป



ตอนที่ 308: สมปรารถนา

 

เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกโล่งใจ นี่มันช่างเสี่ยงมาก ถ้าเขาเขียนเยอะกว่านี้อีกนิดเดียวก็คงจบเห่แล้ว แต่เขายังต้องแสดงสีหน้าเหมือนกับเสียดายอยู่ดี

 

“หืม? ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ? แค่ขาดอีกนิดเดียวเอง?” แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนจะต้องทำตัวเอาแต่ใจให้ถึงที่สุด

 

“เราไม่มีทางเลือกแล้ว น้องสาว เราคงต้องดูก้อนอื่นแล้วล่ะ” เมิ่งอ้ายชวนยักไหล่

 

“ไม่เอา ฉันจะซื้อก้อนใหญ่ๆเหมือนก้อนนั้น” ฟู่เยี่ยนหันหลังเดินไปทางแถวกองหินดิบก้อนใหญ่ ที่นั่นนอกจากก้อนใหญ่ที่เพิ่งถูกประมูลเสร็จ ก็มีแต่หินดิบก้อนใหญ่ที่มีแสงสีสันหลากหลายเปล่งออกมาก้อนนั้น

 

ฟู่เยี่ยนวิ่งไปอย่างรวดเร็ว คิดในใจว่าต้องไม่ให้ใครมาชิงหินดิบก้อนนี้ไปได้ หรือต่อให้มีใครเข้ามาแย่ง เธอก็จะยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้ได้มันมา

 

โชคดีที่ไม่มีใครสนใจมันเลย เพราะหินก้อนนี้ดูจากภายนอกไม่มีวี่แววของสายแร่หยกเลยสักนิด

 

ฟู่เยี่ยนทำเป็นดูหินไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆเดินไปข้างหินดิบก้อนนั้น ทำท่าทีเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นมัน ก่อนจะหันไปเรียกเมิ่งอ้ายชวนด้วยความดีใจ

 

“พี่ หินดิบก้อนนี้ใหญ่มาก ฉันเอาก้อนนี้!” คำพูดของเธอทำให้ทุกคนหันมาสนใจทันที เมิ่งอ้ายชวนเห็นท่าทางของเธอแล้วรีบหันไปถามคุณซ่งที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

“คุณซ่ง ก้อนหินนี้ขายอย่างไร?”

 

“เถ้าแก่เมิ่งไม่ดูหน่อยเหรอ ? ปล่อยให้น้องสาวตัดสินใจง่ายๆแบบนี้เลยหรือ?” คุณซ่งแปลกใจเล็กน้อย

 

“เฮ้อ คุณซ่งยังไม่รู้อะไร ถ้าผมไม่ปล่อยให้เธอเลือก กลับไปผมแย่แน่นอน ดูเธอมีโชคอยู่บ้าง ผมเชื่อเธอสักครั้งก็ได้ ยังไงก้อนที่ดีที่สุดก็ไม่ได้อยู่ในมือของเราแล้ว ต้องซื้อติดตัวกลับไปสักก้อน” เมิ่งอ้ายชวนทำท่าเหมือนไม่มีทางเลือก

 

“งั้นฉันจะนำมาชั่งให้ รับรองว่าให้ราคาถูกใจคุณแน่นอน” คุณซ่งรู้ดีว่าหินก้อนนี้เป็นแค่ของไร้ค่า แต่มันมีขนาดใหญ่ จึงต้องย้ายขึ้นรถเข็นมา

 

ฟู่เยี่ยนยืนรออยู่ ไม่มีใครมาดูหินก้อนนี้อีก จนกระทั่งมีคนมายกไป

 

สุดท้ายคุณซ่งก็ให้ราคามิตรภาพ ฟู่เยี่ยนกับเมิ่งอ้ายชวนพอใจและตกลงซื้อขายกับเขาทันที

 

“น้องสาว ยังดูอีกไหม? วันนี้พอใจหรือยัง?” เมิ่งอ้ายชวนไม่รู้ว่าหินของเธอเป็นยังไง แต่หินดิบก้อนที่เขาเลือกก็ซื้อมาโดยไม่ลังเล ฟู่เยี่ยนไม่ว่าอะไร เพราะก้อนที่เขาซื้อมีวี่แววว่าจะทำเงินได้ดี

 

สิ่งที่ทำให้ฟู่เยี่ยนประหลาดใจที่สุดคือก้อนที่ลุงหลิวเลือก ไม่รู้ว่าเขาเลือกยังไง แต่รู้สึกถูกชะตาก็เลยซื้อมาในราคาถูก อย่างน้อยก็เอามาเล่นได้

 

แต่ข้างในนั้นกลับเป็นหยกน้ำมันน้ำแข็ง สีของมันไม่ได้หายาก แต่ที่หายากคือหยกทั้งหมดสามารถทำเป็นกำไลได้ มันเป็นก้อนหยกที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีเศษเลย

 

“ลุงหลิว สุดยอดไปเลยค่ะ! ก้อนนี้ดูดีจริงๆ” ฟู่เยี่ยนยกนิ้วโป้งให้

 

คนจากบ้านตระกูลซ่งเดินผ่านมาก็หัวเราะรู้สึกขบขัน คิดว่าฟู่เยี่ยนทำตัวเหมือนผู้เชี่ยวชาญ

 

“จริงเหรอ? หินก้อนนี้มันใหญ่เกินไป ตอนนี้ยังมีเวลาอยู่ ฉันไปเปิดออกดูดีไหม?” ลุงหลิวได้ยินฟู่เยี่ยนยืนยัน จึงอยากลองเปิดดู

 

ตระกูลซ่งบอกว่าจะกลับเมืองในตอนหกโมงเช้า และตามไปเก็บเงินจากบ้านต่างๆ ตอนนี้เพิ่งตีสี่กว่าๆ เวลายังมีเหลือเฟือ

 

“ได้สิ ลุงรอแบกหยกกลับบ้านได้เลย แบบนั้นมันน่าตื่นเต้นมาก!” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ

 

“ถ้ามีหยกจริงๆ ฉันจะทำชุดเครื่องประดับให้อาหญิงของเธอ” ลุงหลิวหัวเราะเบาๆ

 

และก็เป็นอย่างที่ฟู่เยี่ยนพูดไว้ไม่มีผิด ทันทีที่เริ่มตัดหินดิบออกจากเครื่องไม่ถึงสี่เซนติเมตรก็เห็นเนื้อหยกแล้ว เหล่าชีก็ค่อยๆตัดหินออกอย่างชำนาญ จนหินก้อนนี้กลายเป็นเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมสมบูรณ์แบบแล้ว

 

คุณซ่งมองดูและบอกว่า “คุณผู้ชายท่านนี้โชคดีมาก นี่เป็นหยกน้ำมันน้ำแข็ง เนื้อหยกสมบูรณ์มาก ผมว่าทำกำไลได้ห้าหกสิบวงเลย!”

 

สิ้นเสียงคำพูดของเขา ทุกคนที่ยังไม่ได้อะไรกลับไปในคืนนี้เข้ามาดูและต่างพากันเข้าหาลุงหลิว พวกเขาอยากซื้อหยกก้อนนี้

 

สุดท้ายเมิ่งอ้ายชวนก็ซื้อตัดหน้าไปในราคาสูงที่สุด ลุงหลิวบอกว่าเขาต้องการทำเครื่องประดับชุดหนึ่ง ส่วนที่เหลือยกให้เมิ่งอ้ายชวน แต่เมิ่งอ้ายชวนไม่รับ บอกให้คิดราคาในภายหลัง

 

เมื่อทำสิ่งที่ต้องการเสร็จแล้ว ทุกคนก็นั่งดื่มชาที่ประตู ตอนนี้ฟ้ากำลังจะสว่าง อากาศยามเช้าเย็นเล็กน้อย ทำให้คนที่สวมใส่เสื้อผ้าหน้าร้อนรู้สึกเย็น

 

ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้น เห็นไป๋โม่เฉินเดินออกมาจากพื้นที่ด้านใน ตั้งแต่เมื่อครู่นี้ เขาก็เดินวนเวียนอยู่ในนั้น เขาจับตาดูคนกลุ่มนั้นมาโดยตลอด

 

ตอนนี้เขาออกมาแล้ว คงได้ข่าวอะไรบ้าง ฟู่เยี่ยนไม่ได้หยิบยันต์ออกมา เพราะที่นี่คนเยอะเกินไป เธอไม่อยากเปิดเผยตัวตน

 

ไป๋โม่เฉินนั่งลงและเริ่มบอกสิ่งที่เขาพบ

 

“คนสามคนนั้นมากับคนแซ่เจิ้งและแซ่หวัง แต่พวกเขาไม่รู้จักกัน น่าจะถูกจ้างมา”

 

“เป็นไปได้ มีหลายคนที่ไม่ได้รับเชิญจากบ้านตระกูลซ่งเพื่อพยายามหาทางเข้ามาเหมือนกัน อย่างลุงหูก็พาเพื่อนสองคนมาด้วย” เมิ่งอ้ายชวนรู้เรื่องนี้ดี

 

“พวกเขาดูเหมือนกำลังสังเกตภูมิประเทศของโกดังนี้ แล้วก็จดอะไรบางอย่าง คิดว่าตระกูลซ่งคงไปเตะตาใครเข้าแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดเบาๆ

 

“ฉันก็เห็นเหมือนกัน พวกเขาสังเกตพื้นที่และยังดูจำนวนหินดิบด้วย” ลุงหลิวพูดเสริม

 

“ดูเหมือนที่นี่จะเจอปัญหาใหญ่แล้ว น่าเสียดาย ฟู่เยี่ยน เราช่วยพวกเขาดีไหม?” เมิ่งอ้ายชวนถาม

 

ฟู่เยี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินออกไป ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เธอมองไปที่ภูเขาข้างกันและสำรวจอย่างละเอียด ภูเขาลูกนี้อยู่ในเขตครอบครองของหมู่บ้านตระกูลซ่ง ถ้าเธออยากเช่าหรือซื้อกรรมสิทธิ์รับช่วงต่อก็ต้องขออนุญาตจากตระกูลซ่ง

 

อย่าดูถูกพลังของกลุ่มชน บางครั้งมันมีประโยชน์มากกว่ากฎหมายเสียอีก

 

เธอตัดสินใจแล้ว ในเมื่อพวกเขามีสิ่งที่เธอต้องการ เธอก็จะทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก ไม่สำคัญว่าตระกูลซ่งจะคบค้าสมาคมได้หรือไม่ แต่เธอมองออกว่าคุณซ่งเป็นคนที่ดี

 

ฟู่เยี่ยนเดินกลับเข้าไปในบ้าน ไป๋โม่เฉินยืนอยู่ข้างหลัง ทั้งคู่มองตากัน ฟู่เยี่ยนพยักหน้าและทั้งคู่ก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะ

 

เมิ่งอ้ายชวนมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย ว่าพวกเขาออกไปดูอะไรนานขนาดนั้น

 

“พี่ชวนจื่อ เรื่องนี้สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ชื่อพี่ ไว้หลังจากนี้เขารู้แล้วเราค่อยบอกเขา แต่ตอนนี้ห้ามเปิดเผยเรื่องราวของฉันเด็ดขาด” ฟู่เยี่ยนไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากตั้งแต่แรก เธอจึงจะใช้ชื่อเมิ่งอ้ายชวน

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“เชื่อฉันเถอะ กลับไปแล้วฉันค่อยอธิบายให้พี่ฟัง ตอนนี้พี่ไปเตือนคุณซ่งหน่อย บอกเขาว่า…...”

 

ฟู่เยี่ยนบอกวิธีพูดอย่างละเอียด ส่วนเมิ่งอ้ายชวนก็ฟังอย่างตั้งใจ



ตอนที่ 309: ช่วยเหลือ

 

เมิ่งอ้ายชวนพยักหน้าเห็นด้วยหลังฟังจบ “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะเตือนเขาให้”

 

“ไม่ได้ ต้องรอให้เราลงจากภูเขาและขึ้นรถก่อนถึงจะพูดได้ ตอนนี้ยังพูดไม่ได้” ฟู่เยี่ยนกำชับ

 

“แล้ว...” เมิ่งอ้ายชวนกำลังจะถามว่าทำไม แต่ฟู่เยี่ยนก็ห้ามไว้เพราะคุณซ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาแล้ว

 

“เถ้าแก่เมิ่ง ไม่ไปดูอีกเหรอ? วันนี้เราต้อนรับไม่ดีเท่าไร ขอนัดอีกครั้งเป็นมื้อกลางวันมะรืนนี้นะ แล้วก็คุณหนูท่านนี้ด้วย คุณเก่งมาก ! ไม่แพ้พวกผู้ชายเลย!”

 

คุณซ่งยกนิ้วโป้งให้ฟู่เยี่ยน

 

“คุณซ่ง คุณชมเกินไปแล้ว ฉันก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่คุ้มค่ากับคำชมของคุณหรอก คราวนี้คุณซ่งนำของดีๆออกมาขายเยอะเลย ทำไมล่ะ? หรือว่าพวกคุณจะเลิกทำธุรกิจนี้แล้ว?”

 

เมิ่งอ้ายชวนสงสัยเลยถามออกไป

 

“เฮ้อ เรื่องนี้...ตรงนี้ก็ไม่มีคนนอกอะไร ก็ถือเป็นเรื่องในครอบครัวแล้วกัน! คุณก็รู้ว่าหลานชายฉันไม่เอาถ่าน ครึ่งเดือนก่อนเขาถูกหลอกให้ไปเล่นพนันในสถานที่แห่งหนึ่ง”

 

“คืนนั้นเขาเสียไปหลายหมื่นหยวน เฮ้อ พี่ชายของฉันรู้เรื่องก็ล้มป่วยทันที ฉันจึงต้องเปิดคลัง ขายของที่มีอยู่ เรื่องของตระกูลซ่งต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรยังไม่รู้เลยครับ!”

 

คุณซ่งพูดความจริง มีคำสอนที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่โบราณคือ หนี้สองอย่างที่ห้ามติดคือหนี้พนันกับหนี้ในสถานเริงรมย์ หนี้พวกนี้ติดแล้วเสียศักดิ์ศรีโดยตรง

 

ตระกูลซ่งจึงไม่มีทางเลือก พวกเขาต้องจ่ายหนี้ แต่หลังจากจ่ายหนี้แล้ว ตระกูลซ่งก็คงไม่หยุดทำธุรกิจเพราะพวกเขาเป็นอุตสาหกรรมใหญ่

 

ฟู่เยี่ยนคำนวณด้วยนิ้วมือใต้โต๊ะ ที่แท้เรื่องนี้เป็นแผนซับซ้อน ไม่รู้ว่าใครวางแผนไว้เพื่อรอให้ตระกูลซ่งเปิดคลังสินค้า

 

ฟู่เยี่ยนคิดในใจว่าต้องไม่อยู่เฉย ต้องบอกตระกูลซ่งให้รู้เรื่อง

 

“คุณซ่งไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ต้องมีทางแก้ ฉันเห็นว่าคุณเป็นคนดี มีโหงวเฮ้งของคนมั่งคั่ง ฉะนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไป” ฟู่เยี่ยนกล่าวปลอบ

 

“งั้นก็ขอขอบคุณสำหรับคำมงคลนี้ด้วย พวกคุณนั่งรอสักครู่ ฉันจะไปตรวจนับสินค้าและจัดคนขนลงไป ของชิ้นเล็กๆ พวกคุณช่วยขนเองนะ”

 

คุณซ่งไปจัดสินค้าเตรียมขนย้าย ฟู่เยี่ยนจึงเล่าเรื่องราวอีกครั้ง เรื่องนี้จำเป็นต้องให้เธอเข้าไปแทรกแซง ไว้รอให้ถึงตีนเขาแล้วค่อยพูดคุยเรื่องนี้กันอีกที

 

ตอนขึ้นเขามาเป็นตอนกลางคืน แต่ขาลงจากภูเขาฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ฟู่เยี่ยนมองไปยังภูเขาข้างๆ ยิ่งมองเธอยิ่งชอบ

 

เธอรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่เสียเปล่า เพราะนอกจากจะได้หินหยกของดีมาหลายก้อนแล้ว เธอยังได้รู้ข่าวดีนี้อีกด้วย

 

เมื่อถึงที่จอดรถ ฟู่เยี่ยนตรวจสอบกระดาษยันต์ที่ตนเคยแปะไว้ เธอพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดจึงฉีกทิ้งหลังจากที่พวกเธอขึ้นรถแล้ว หินดิบก็ถูกขนย้ายลงมาแล้วเช่นกัน

 

ส่วนหินดิบก้อนที่ใหญ่ที่สุดนั้นถูกยัดไว้ที่เบาะหลัง เมิ่งอ้ายชวนและลุงหลิวไปขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ไปพร้อมกับหินดิบ ส่วนไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนพาหินดิบไปด้วย

 

ก่อนขึ้นรถ เมิ่งอ้ายชวนกระซิบกระซาบคุยกับคุณซ่งอยู่สิบกว่านาที จากนั้นเขาก็ขึ้นไปบนรถบรรทุก คุณซ่งหันไปกำชับคนขับรถและคนในตระกูลไม่กี่ประโยคแล้วก็ตามขึ้นรถไปเช่นกัน

 

คนที่แฝงตัวมาดูลาดเลาไม่มีใครซื้อหินดิบเลยสักคน คนในตระกูลซ่งจึงไม่ได้ส่งคนติดตามพวกเขาไป ดังนั้นเมื่อเมิ่งอ้ายชวนเตือนแล้ว คุณซ่งจึงส่งคนแอบตามไปหลายคน

 

เรื่องนี้ตระกูลซ่งต้องจัดการเอง ส่วนฟู่เยี่ยนแค่ช่วยให้คำแนะนำ ส่วนจะทำได้แค่ไหน ไม่ใช่เรื่องของฟู่เยี่ยนแล้ว

 

ตระกูลซ่งทำธุรกิจใหญ่ มีช่องทางและความสามารถของตนเอง ไม่ต้องให้ใครมากังวลแทน

 

“เสี่ยวฮั่ว เรากลับบ้านเลยไหม ? ” ไป๋โม่เฉินถามขณะขับรถ

 

“ไปบ้านช่างจูก่อน เอาหินดิบไปเก็บที่นั่นแล้วกลับบ้านนอน พอตื่นแล้วค่อยว่ากัน” หลังตื่นเต้นมาทั้งคืน ฟู่เยี่ยนก็เริ่มรู้สึกง่วงแล้ว

 

“เธอนอนก่อนก็ได้ ถึงแล้วฉันจะปลุก”

 

“ไม่ต้องหรอก ฉันจะคุยกับพี่เอง พี่จะได้ไม่หลับใน” ฟู่เยี่ยนกลัวว่าไป๋โม่เฉินจะง่วง

 

“เรื่องแค่นี้เอง ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้นอนก็ยังสู้ได้ ไม่ต้องห่วง!” ไป๋โม่เฉินรู้สึกซาบซึ้งใจ แค่ฟู่เยี่ยนพึ่งพาเขามากขึ้นก็ดีแล้ว

 

เขาเป็นคนพูดอะไรตามที่คิด ฟู่เยี่ยนตกใจเล็กน้อยที่เขาพูดมาแบบนี้ แต่ไม่นานเธอก็กลับมาได้สติอย่างรวดเร็ว “โอเค ฉันจะลองดู”

 

ฟู่เยี่ยนหลับไปอย่างรวดเร็ว หลังจากตื่นเต้นมาทั้งคืน ในที่สุดเธอก็ได้ผ่อนคลายเสียที

 

ไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนหลับก็เริ่มง่วง เขาพยายามบีบนวดขมับตัวเองเพื่อรวบรวมสติแล้วขับรถต่อ

 

เมิ่งอ้ายชวนตามรถบัสกลับหรงเป่าไจ เขารู้ว่าฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินต้องไปบ้านช่างจูก่อน จึงรีบตามไปด้วย ลุงหลิวก็ไปด้วยเพราะอยากดูหินดิบ เขาอยากขอให้ช่างจูทำเครื่องประดับให้ต้านีสักชุด

 

ช่างจูและคนอื่นเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเขากำลังดื่มชาอยู่ ในตอนนี้เองที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็เข้ามาพร้อมหินดิบหลายก้อน

 

ช่างเก๋อเห็นฟู่เยี่ยนก็ทำตาเป็นประกาย หยกสีใสก้อนนั้นใกล้จะทำเสร็จแล้ว เขากำลังมองหาหินดีๆมาทำต่อพอดี ซึ่งฟู่เยี่ยนก็นำมาให้เขา

 

“เด็กน้อย มาถึงแต่เช้าเลย หินดิบพวกนี้ได้มาจากไหน?” ช่างจูถาม เพราะเขารู้จักดีว่าใครในเมืองหลวงที่ขายหินดิบ และช่วงนี้เขาก็ไม่ได้ยินข่าวว่าตระกูลไหนนำหินดิบออกมาขายเลย?

 

“ช่างจูดูหินดิบก้อนนี้สิ เป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนหยิบก้อนหนึ่งจากในกระเป๋าออกมาให้ช่างจูดู

 

ช่างจูถึงแม้จะสายตาไม่ดี แต่พอสัมผัสหินก็รู้ได้ถึงลวดลายบนหิน

 

“เด็กน้อย นี่เป็นของจากเหมืองเก่า เสี่ยวเก๋อ เอาแว่นตามาให้ฉันที” ช่างจูใส่แว่นตาและดูหินนั้นอย่างละเอียด

 

“ดีๆ หินนี้ดี แต่ต้องดูภายในด้วย”

 

“งั้นก็ค่อยๆดูไปก็ได้ค่ะ หนูจะกลับบ้านไปนอนแล้ว หนูง่วง” ฟู่เยี่ยนพูดจบ เมิ่งอ้ายชวนและลุงหลิวก็เข้ามาพอดี

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันพูดตามที่เธอบอกแล้ว คุณซ่งไปตรวจสอบทันที ดูเหมือนว่าเขาจะประหลาดใจมาก คาดว่าคนพวกนั้นคงแทงใจดำคนตระกูลซ่งเข้าแล้ว! กล้าคิดไม่ดีต่อหินดิบของตระกูลซ่ง ดูท่าว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ”

 

เมิ่งอ้ายชวนพูดรวดเดียวจบ ช่างจูและคนอื่นงง กำลังจะถาม แต่เมิ่งอ้ายชวนก็ลุกพรวดขึ้น

 

“ช่างจู ผมง่วงมาก ขอยืมห้องนอนหน่อย ผมอยากนอนพัก พอตื่นแล้วจะเล่าให้ฟัง”

 

อืม เจ้าเด็กคนนี้……

 

“ช่างจู ผมจะอธิบายเอง ให้พวกเขาสามคนไปนอนก่อน ผมยังมีเรื่องจะคุยกับคุณด้วย” ลุงหลิวดูสดชื่นมาก

 

“งั้นเรากลับบ้านไปนอนก่อน ช่างจู พรุ่งนี้ไม่ก็ช่วงบ่ายจะมาใหม่ รอให้หนูมาก่อนค่อยเปิดหินนะคะ!” ฟู่เยี่ยนโบกมือลา แล้วลากไป๋โม่เฉินออกไป

 

ทั้งสองกลับบ้านครอบครัวฟู่ ระหว่างทางพวกเขาได้หาอะไรกินรองท้องไปนิดหน่อย เมื่อกลับถึงบ้านก็ส่งสัญญาณให้หวังซู่เหมยรู้ว่าตนเหนื่อย

 

หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีเห็นทั้งสองเหนื่อย จึงให้ไปนอน

 

ตื่นมาอีกทีตอนหกโมงเย็น ฟู่เยี่ยนลืมตาเห็นว่าฟ้ามืดอีกแล้ว สองวันมานี้เธอเหนื่อยมาก ไม่รู้ว่าตระกูลซ่งสืบอะไรได้บ้างไหม



ตอนที่ 310: ตระกูลซ่ง

 

ตอนนี้ภายในครอบครัวซ่งวุ่นวายมาก ซ่งจื่อเซิน พี่ชายของคุณซ่งได้ยินคำพูดของน้องชายแล้ว เขาพยายามฝืนร่างกายอันอ่อนแอเพื่อมอบกุญแจที่เป็นสัญลักษณ์ของหัวหน้าตระกูลให้น้องชาย จากนั้นก็หมดสติลงทันที

 

ร่างกายของซ่งจื่อเซินอ่อนแอลงมากตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นที่ลูกชายของเขาก่อไว้ ทำให้คนในครอบครัวและตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เขาอาเจียนเป็นเลือดและสุขภาพก็ย่ำแย่ลงตั้งแต่นั้นมา

 

คราวนี้เมื่อได้ยินซ่งจื่อเหมิง น้องชายบอกว่าปัญหาของลูกชายเขายังไม่จบ และมีคนกำลังวางแผนร้ายต่อตระกูล เมื่อน้องชายบอกว่ากำลังสงสัยครอบครัวทางฝั่งภรรยาของเขา ซ่งจื่อเซินก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้าและอาเจียนเป็นเลือดอีกครั้ง

 

ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ซ่งจื่อเหมิงยังคงคุมสถานการณ์ไว้ได้ เขาให้คนในตระกูลซ่งไปเชิญชายชราเยี่ยนจากตระกูลเยี่ยนมา ชายชราเยี่ยนคือน้องชายของแม่พวกเขา มีศักดิ์เป็นน้าของซ่งจื่อเซินและซ่งจื่อเหมิง

 

เมื่อชายชราเยี่ยนตรวจชีพจรเสร็จก็ไม่พูดอะไร เขารู้ได้อย่างชัดเจนว่าหลานชายคนโตบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถรับภาระหนักได้อีกแล้ว เขาส่งสายตาให้หลานชายคนเล็กออกไปคุยกันข้างนอก แต่ซ่งจื่อเซินที่นอนอยู่บนเตียงก็เอ่ยปากห้ามไว้

 

“น้า มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ! ผมยังทนไหวอยู่!”

 

“เสี่ยวเซิน น้ารู้เรื่องของเสี่ยวปิงแล้ว เดี๋ยวน้าจะให้เยี่ยนโหลวไปตรวจสอบเอง ทำไมไม่บอกน้าตั้งแต่แรก? เห็นน้าเป็นคนอื่นหรือไง?”

 

“ส่วนเรื่องสุขภาพของหลาน หลานต้องพักฟื้นให้ดี อย่าคิดมาก ไม่มีอะไรต้องกังวล แค่ต้องรักษาร่างกาย อย่าทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนอีก ถึงเวลาที่ตระกูลซ่งของพวกหลานต้องแยกกันแล้ว”

 

“หลานฟังคำของน้าเถอะ อย่าฝืนไปเลย มันไม่ดีต่อตัวหลานเอง”

 

ซ่งจื่อเซินยิ้มอย่างขมขื่นหลังจากฟังคำของผู้เป็นน้า เขาเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ก่อนที่พ่อของเขาจะจากไป พ่อได้กำชับไว้เสมอว่าต้องรักษาความสามัคคีของตระกูลเอาไว้ ห้ามแยกตระกูลกัน

 

หากทรัพย์สินของตระกูลถูกแยกออกจากกัน ครอบครัวซ่งจะไม่มีที่ยืนในเมืองหลวงอีกต่อไป

 

ชายชราเยี่ยนก็รู้เรื่องนี้ดี เขาเคยนึกตำหนิพี่เขยที่โง่เขลาอยู่หลายครั้งที่ทำให้ลูกทั้งสองของเขาต้องแบกรับภาระหนักและพันธะที่รัดคอ

 

“สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทุกวันนี้สังคมถูกปกครองด้วยกฎหมายและความยุติธรรม ไม่ใช่สังคมที่ครอบครัวใหญ่จะทำตามอำเภอใจได้!”

 

เมื่อเห็นว่าหลานชายคนโตไม่ตอบอะไร ชายชราเยี่ยนก็โมโห

 

จริงอยู่ที่ความสามารถในการทำงานของซ่งจื่อเหมิงไม่เท่าพี่ชายของเขา แต่ถ้าพูดถึงทักษะการอ่านสถานการณ์ ซ่งจื่อเหมิงเก่งกว่าพี่ชายของเขาตั้งเยอะ หลานชายคนโตคนนี้เหมือนพ่อของเขาไม่มีผิด เขาช่างดื้อรั้นเสียจริง!

 

ซ่งจื่อเซินก็เคยคิดถึงคำพูดของชายชราเยี่ยนเช่นกัน แต่เขากลัวว่าคำพูดของพ่อจะเป็นจริง และครอบครัวซ่งจะไม่เป็นที่รู้จักในเมืองหลวงอีก

 

“พี่ครับ ตอนนี้เราต้องยอมสละบางอย่างเพื่อความอยู่รอด แม้ว่าจะแยกทรัพย์สินกัน แต่เรายังคงเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ พี่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้สุขภาพของพี่สำคัญที่สุด ถ้าพี่ยังอยู่ เสี่ยวปิงเขาจะไม่กล้าทำอะไรอีก และความรุ่งเรืองของตระกูลซ่งก็จะกลับมาไม่ช้าก็เร็ว”

 

“พี่ครับ เราเป็นหัวหน้าตระกูลมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องปล่อยมือแล้ว ตอนนี้เป็นสังคมที่ใช้กฎหมาย เหมือนที่น้าพูด”

 

หลังจากที่ทั้งสามคุยกันเสร็จ ซ่งจื่อเซินก็ตกลงกับข้อเสนอนั้น เขาและน้องชายตัดสินใจว่าคืนนี้จะเริ่มดำเนินการทันที พวกเขาอยากได้โกดังนักไม่ใช่หรือ? ฉะนั้นก็แบ่งแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวซ่งออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยไปเลย และจากนี้ไปแต่ละคนก็รับผิดชอบธุรกิจของตนเองก็พอ

 

แบบนี้เขาและน้องชายก็สามารถมุ่งเน้นการจัดการธุรกิจของตนเองได้เต็มที่ ตอนนี้ร่างกายเขาไม่แข็งแรง ต้องพึ่งพาน้องชายในการจัดการ

 

คุณซ่งพาชายชราเยี่ยนไปส่งถึงหน้าประตู แล้วพูดถึงเรื่องที่ครอบครัวรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้ก็เพราะความช่วยเหลือจากเจ้าของร้านหรงเป่าไจที่ชื่อเมิ่งอ้ายชวน

 

“หลานพูดว่าใครนะ?” ชายชราเยี่ยนรู้สึกคุ้นชื่อนี้

 

“เจ้าของร้านหรงเป่าไจ เขาชื่อเมิ่งอ้ายชวน เป็นคนใจกว้าง และเป็นที่รู้จักในย่านโรงงานหลิวหลี่ว่าเป็นคนหนุ่มที่ใช้จ่ายเงินไม่เลือกหน้า” คุณซ่งพูดถึงฉายาของเขา

 

“อย่าบอกนะว่ามักจะมีเด็กสาวคนหนึ่งมากับเขาด้วย?” ชายชราเยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าคนที่มักจะอยู่กับฟู่เยี่ยนก็ชื่อนี้แหละ

 

“ใช่ครับ เด็กสาวคนนั้นแซ่ฟู่ เห็นบอกว่าเป็นญาติของเขา”

 

“หลานเอ๋ย หลานเจอเทพตัวจริงเข้าแล้ว ตามน้ากลับบ้านสิ น้าจะเล่าให้หลานฟังอย่างละเอียดเลย” ชายชราเยี่ยนพาคุณซ่งกลับบ้าน แล้วรีบส่งคนไปที่ตระกูลฟู่เพื่อเชิญฟู่เยี่ยนมาที่บ้าน แต่ปรากฏว่าฟู่เยี่ยนยังนอนอยู่ จึงต้องเลื่อนเป็นวันถัดไป

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตื่นขึ้น เธอหิวมากจึงเดินไปที่ลานหน้า ตอนนี้ไป๋โม่เฉินตื่นแล้ว ทุกคนกินข้าวเสร็จกันหมดแล้วและกำลังนั่งคุยกัน ส่วนไป๋โม่เฉินกำลังเล่นต่อจิ๊กซอกับฟู่เหยาอยู่

 

“ทุกคนกินข้าวกันหมดแล้วเหรอ? ไป๋โม่เฉิน พี่ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

“ตื่นตอนที่คุณอาทำอาหารเย็นเสร็จพอดี เธอหลับสบายดีไหม?” ไป๋โม่เฉินยิ้มตอบ เขาไปดูฟู่เยี่ยนมาแล้วและเห็นว่าเธอกำลังหลับสบายจึงไม่ปลุก แล้วเดินออกมาที่ลานหน้าเงียบๆ

 

“เสี่ยวฮั่ว ลูกหิวไหม? แม่จะไปทำเกี๊ยวให้ ลูกยังไม่ได้กินอะไรเลย พวกเรากินกันไปหมดแล้ว” หวังซู่เหมยลุกขึ้นเดินไปที่ครัว

 

“ขอบคุณค่ะแม่ ตอนนี้หนูหิวแล้วค่ะ”

 

หวังซู่เหมยจึงทำเกี๊ยวมาให้ลูกสาวเต็มชาม ฟู่เยี่ยนกินเกลี้ยงในไม่กี่คำ หลังจากกินเสร็จแล้วก็พอใจนั่งพิงเตียงลูบท้องอย่างสบายอารมณ์

 

“เสี่ยวฮั่ว เมื่อตอนบ่ายคนจากตระกูลเยี่ยนมาหา บอกว่าผู้อาวูโสเยี่ยนมีเรื่องจะคุยกับลูก แต่พ่อบอกว่าลูกยังนอนอยู่ เขาก็เลยกลับไป แล้วบอกว่าจะมาใหม่ในวันพรุ่งนี้” ฟู่ต้าหย่งบอกฟู่เยี่ยนถึงเรื่องที่คนจากตระกูลเยี่ยนมาหาเธอ

 

“โอ้? แล้วเขาไม่บอกเหรอคะว่าเรื่องอะไร?” ฟู่เยี่ยนสงสัย ชายชราเยี่ยนอยากพบเธอไปทำไม?

 

“เขาไม่ได้บอก ดูเหมือนว่าจะรีบมาก พอพูดจบก็กลับเลย” ฟู่ต้าหย่งตอบ

 

“อ้อ งั้นไม่เป็นไรค่ะ ไว้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ เสี่ยวถู่ นายท่องสูตรคูณได้หรือยัง? ไป เราไปที่ลานบ้านกัน พี่อยากฟังนายท่อง”

 

ฟู่เยี่ยนจูงมือน้องชายออกไปเพื่อตรวจดูว่าเขาได้ทบทวนตามที่เธอสอนไหม ไป๋โม่เฉินก็ตามไปด้วย

 

ขณะที่พวกเขากำลังทดสอบเด็กน้อย ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็กลับมาจากข้างนอก

 

“พี่รอง พี่สาม พวกพี่ไปไหนมา?” ฟู่เยี่ยนสงสัย ทำไมพี่สาวของเธอถึงไม่พักผ่อนที่บ้าน ทั้งที่งานหมั้นมันเหนื่อยขนาดนั้น?

 

“ไม่ได้ไปไหน เธออย่าพูดถึงมันเลย ก็อาเล็กของวังจื่อหยวนดื้อจะชวนพี่ไปกินข้าวด้วย พี่ก็เลยลากพี่รองของเธอไปด้วย ซึ่งมันน่าอึดอัดสุดๆเลย อาเขยเล็กของเขาน่ะไม่พูดอะไรก็จริง แต่อาเล็กของเขายืนกรานจะสร้างปัญหาให้ฉันให้ได้!” ฟู่เหมี่ยวบ่นอย่างโกรธเคือง

 

“เกิดอะไรขึ้น?” ฟู่เยี่ยนสงสัย

 

“เหอะ ก็อาเขยของเขาอยากขอเป็นลูกศิษย์ผู้อาวุโสจิน เพราะอยากให้เขาสอนเขียนพู่กันจีนน่ะ” ฟู่เซินบอก

 

“อะไรนะ? อยากขอเป็นศิษย์? อาจารย์เขาแค่เขียนเล่นๆตอนว่าง เขาไม่รับลูกศิษย์หรอก” ฟู่เยี่ยนตกใจมาก อาเขยของวังจื่อหยวนถึงกับกล้าขอแบบนี้เลยเหรอ?

 

“ใครจะไปรู้ว่าเขากล้าคิดออกมาได้อย่างไร แต่อาเล็กของจื่อหยวนทำท่าทางเหมือนจะบังคับให้ฉันจัดการให้ได้ ถ้าไม่จัดการก็เท่ากับดูถูกพวกเขา ทำให้พ่อของจื่อหยวนโกรธมาก” ฟู่เหมี่ยวโกรธจนควันออกหู คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงต้องบังคับให้คนอื่นทำตามน่ะ?

 

“แต่ถ้าพี่ตกลงก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะอย่างไรอาจารย์ก็ไม่รับเขาเป็นศิษย์อยู่แล้ว!”

 

“ฉันจะไปตามใจนิสัยแย่ๆของเขาทำไม! ถ้าไม่ใช่เพราะปู่ของวังจื่อหยวนอยู่ที่นั่น ฉันจะปัดโต๊ะแล้วเดินออกมาเลย! น่ารำคาญจริงๆ” ฟู่เหมี่ยวเป็นคนใจร้อน ทำให้ฟู่เยี่ยนนึกไว้อาลัยให้กับอนาคตของวังจื่อหยวน

 

“แล้วสุดท้ายเรื่องเป็นอย่างไร?” คราวนี้ฟู่เยี่ยนสงสัยมาก

 

“ป้าฉู่ช่วยเคลียร์สถานการณ์ให้ โดยบอกว่าเธอก็รู้จักกับผู้อาวุโสจิน จะลองไปถามดู แต่พี่คิดว่าคุณป้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

 

“แน่นอนว่าเธอรู้ ป้าฉู่สนิทกับอาจารย์มาก เธอคงรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เลยเลี่ยงไปแบบนั้น ส่วนเรื่องอาของวังจื่อหยวนก็ปล่อยไปซะเถอะ”



จบตอน

Comments