ตอนที่ 31 หยกเขียว
ไก่ตัวผู้ขันรับดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้า ถือเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่
ครอบครัวฟู่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ในตอนเช้าโม่เฉินต้องไปขึ้นรถไฟ ฟู่ซินและฟู่เซินไปส่งเขา พวกเขาตั้งใจจะแวะไปที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์และหมู่บ้านเสี่ยวโจวเพื่อแจ้งให้อาสามและอาหญิงของพวกเขามาทานอาหารเย็นด้วยกันในวันพรุ่งนี้
ทางฝั่งบ้านยาย หวังซู่เหมยได้พาฟู่เหมี่ยวไปแจ้งให้ทราบ เหลือเพียงฟู่เยี่ยนและพ่อของเธอเท่านั้นที่อยู่บ้าน
ฟู่ต้าหย่งไปบ้านฟู่เฉิงแต่เช้า เพราะเสี่ยวฮั่ว ทั้งสองครอบครัวจึงใกล้ชิดกันมากขึ้น ดังนั้นจะร่วมทานอาหารเย็นกันก็ต้องเชิญครอบครัวของเขาด้วย
ฟู่เฉิงยังคงนึกถึงยันต์แคล้วคลาด ทว่าเมื่อได้ยินฟู่ต้าหย่งบอกว่าจะจัดงานเลี้ยง สาวน้อยจึงช่วยเตรียมโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่งด้วยความยินดี
ของเหล่านี้ยืมมาจากสำนักงานของหมู่บ้าน แค่เช็ดทำงานความสะอาดให้ดีก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ดังนั้นในตอนเช้า ฟู่เยี่ยนจึงนำกระดาษออกมาจากเริ่มวาดยันต์ เธอเพิ่งเรียนรู้ ตอนนี้จึงกำลังร้อนวิชาอยู่
ฟู่ต้าหย่งที่อยู่ข้างๆคอยฝนหมึก เตรียมกระดาษและช่วยลูกสาวเล็กๆน้อยๆ ตามที่ตนเองพอจะทำได้
“รอบนี้ไม่เลวเลย!” ฟู่ต้าหย่งเห็นฟู่เยี่ยนเริ่มวาดยันต์ได้ชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อดดีใจไม่ได้
ลูกสาวของเขาเก่งจริงๆ!
“พี่เฉิงของลูกอยากได้ยันต์แคล้วคลาดสักสองสามแผ่น ลูกจะขายให้เขาอย่างไรหรือ?” เรื่องแบบนี้ ฟู่ต้าหย่งยังต้องถามความเห็นของฟู่เยี่ยนก่อน
ฟู่เยี่ยนคิดแล้วจึงพูดว่า “หนูไม่เก็บเงิน มอบให้พี่เฉิงแล้วกัน เพราะคุณป้ามักจะเอาของกินมาให้หนูเป็นประจำ คิดเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจกัน”
“อืม ลูกวาดเสร็จแล้ว ตอนบ่ายพ่อจะเอาไปให้เขา”
ฟู่ต้าหย่งได้ยินฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ เขารู้สึกดีใจมาก เพราะตั้งแต่ลูกสาวของเขาประสบอุบัติเหตุหัวกระแทกพื้น และเปิดเนตรสวรรค์แล้ว เธอยังนำพาความมั่งคั่งมาสู่ครอบครัว และตอนนี้ครอบครัวของพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงจากการขายเหล้าองุ่นแล้ว
แต่เขาก็ยังไม่อยากให้ลูกสาวเห็นแค่เงินเท่านั้น
“พ่อ พรุ่งนี้ไปในเมืองกันเถอะ ได้เวลาไปส่งเหล้าองุ่นแล้ว หลังจากที่เราเก็บเงินค่าเหล้าได้ครบ เราจะให้พี่ใหญ่นำติดตัวไปด้วย แม้เราจะยากจน แต่เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดี!”
“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พวกเราสองคนไปกันเถอะ เอาเหล้าองุ่นไว้ในมิติของลูก ส่วนพ่อจะถือไปสองถังก็ได้แล้ว” ฟู่ต้าหย่งวางแผนเสร็จสรรพ แบบนี้ถือเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่มิติอย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยครอบครัวเก็บงำความลับได้อีกด้วย
“จริงสิ เสี่ยวฮั่ว ลูกมากับพ่อหน่อย” เมื่อเห็นว่าลูกสาววาดยันต์เสร็จ ฟู่ต้าหย่งจึงพาเธอไปที่ลานด้านหลัง
ตัวห้องในลานด้านหลังมีเนื้อตากแห้งแขวนเอาไว้ นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บข้าวสารและธัญพืชที่เป็นเสบียงของครอบครัวฟู่ มันเป็นเหมือนโกดังขนาดเล็ก
ฟู่ต้าหย่งเดินเข้าไปด้านในสุด เขาเปิดฝาอ่างใส่ผักดองแล้วหยิบเอาก้อนหินก้อนหนึ่งออกมา ก่อนจะวางลงบนพื้นให้ฟู่เยี่ยนดู
“เสี่ยวฮั่ว ดูสิว่ามีอะไรอยู่ในหินก้อนนี้หรือเปล่า!”
ฟู่เยี่ยนเหลือบมองก้อนหินบนพื้นแล้วมองเข้าไปข้างใน
หินก้อนนี้มีลักษณะเป็นสีดำเรียบสนิท เนื่องจากมันถูกใช้กดผักดองนานเกินไป ทำให้มุมขอบของมันเริ่มหลุดออกไปบ้างแล้ว เมื่อลองเพ่งดูก้อนหินขนาดเท่าลูกฟุตบอลนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นจะพบว่ามีบางสิ่งที่มีขนาดเท่าไข่ไก่อยู่ด้านในนั้น พร้อมกับเปล่งแสงสีเขียวจางๆออกมา
ฟู่เยี่ยนตั้งสมาธิแล้วเพ่งมองดู โอ้ ข้างในส่องสว่างมาก เป็นสีเขียวเข้มมาก!
เหลือเชื่อมาก! นี่มันคือหยกเขียวน้ำงามเชียวนะ!!!!
ชาติที่แล้ว ฟู่เยี่ยนเคยเห็นดาราสาวในทีวีใส่ออกงาน มันสง่างามมาก เธอจึงไปหาข้อมูลของหยกเขียวด้วยความสงสัยและรู้ว่ามันมีมูลค่ามหาศาล!
“พ่อ หากหนูดูไม่ผิด ด้านในน่าจะเป็นหยกเขียวจักรพรรดินะคะ เหมือนกับที่มันบันทึกไว้ในหนังสือเลยค่ะ ที่ว่าเป็นสีเขียวเข้ม ไม่มีตำหนิ มีมูลค่ามหาศาล!” ฟู่เยี่ยนกลืนน้ำลายลงคอด้วยความโลภ
ฟู่ต้าหย่งตกใจมาก เขามองซ้ายแลขวาก็ยังมองไม่ออก จึงทำได้เพียงลูบมันอย่างหวงแหนเท่านั้น
“พ่อ พ่อไปได้มันมาจากไหนหรอคะ?”
ฟู่ต้าหย่งถอนหายใจแล้วเล่าให้ฟู่เยี่ยนฟังถึงที่มาของหินก้อนนี้
“ย่าของลูกย้ายสิ่งนี้มาจากบ้านพ่อแม่ของเธอ ในตอนนั้นเมื่อทุกคนในครอบครัวขึ้นเรือไป ย่าเขาเห็นสิ่งนี้ที่ลานหน้าบ้านของทวดลูก ว่ากันว่าปู่ของย่าใส่มันไว้ในอ่างบัวเผื่อน ดังนั้นย่าของลูกจึงย้ายมันกลับมาเพื่อไว้ระลึกเป็นความทรงจำ
ชิ้นใหญ่มีทั้งหมด4ชิ้น ชิ้นเล็กน่าจะมีประมาณสิบกว่าชิ้น ที่เหลือพ่อวางมันไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในบ้านของเรา ชิ้นนี้มันเหมาะมือ พ่อเลยนำมาไว้ทับผักดองในอ่าง”
ยอดไปเลย! มีก้อนหินมากมายขนาดนี้ หากทุกก้อนมีหยกเหมือนกันหมด……ฟู่เยี่ยนหยุดจินตนาการแล้วรีบค้นหาอย่างไว
“พ่อ เราไปดูที่เหลือกันเถอะ!”
ดังนั้น พ่อและลูกสาวจึงไปที่ลานบ้านเพื่อมองหาก้อนหิน
“พ่อ ที่บ้านของปู่มีก้อนหินพวกนี้ด้วยไหม?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าถ้ามี เธอจะต้องแอบไปเอากลับมา เพราะเธอไม่อยากให้หนิวชุ่ยฮวามาได้ประโยชน์ไป!
ฮึ่ม!
“พอปู่ของลูกได้ยินว่าเป็นของที่นำมาจากบ้านพ่อแม่ของย่า ตอนนั้นเขาก็อยากจะโยนมันทิ้งแล้ว แต่ย่าของลูกไม่ยอม ดังนั้นมันจึงอยู่ในลานบ้านมาโดยตลอด กระทั่งต่อมาได้แยกบ้านกัน ย่าของลูกก็แยกกันอยู่กับปู่ด้วย และย่าก็ได้ย้ายก้อนหินพวกนั้นมาไว้ที่บ้านของเราหมดแล้ว”
ฟู่เยี่ยนถึงกับอดคิดไม่ได้ว่าตาเฒ่าไม่มีโชคลาภกับเขาเอาเสียเลย! ดีที่ของเหล่านี้อยู่ในบ้านของเธอทั้งหมด!
ตลอดทั้งช่วงสาย ฟู่เยี่ยนเอาแต่ใช้พลังของตนเองเพ่งมองก้อนหินจนกระทั่งเลือกมาได้ทั้งหมด6ก้อน
ชิ้นที่น่าประหลาดใจที่สุดคือภายนอกดูหมอง แต่ด้านในดูเป็นสีม่วงบริสุทธิ์ หยกด้านในมีขนาดประมาณฝ่ามือ เป็นหยกสีม่วงคุณภาพสูง!
นอกจากนี้ยังมีก้อนหินก้อนใหญ่ใต้ต้นไม้ที่ปกติจะถูกใช้เป็นที่นั่งของฟู่เยี่ยนและพวกพี่น้องของเธออยู่เป็นประจำ ด้านในกลับเป็นหยกเขียวบริสุทธิ์ที่มีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล! ซึ่งเป็นชิ้นที่ใหญ่ที่สุดแล้ว
นอกจากหยกเขียวจักรพรรดิก้อนแรกที่เจอแล้ว ยังมีก้อนเล็กๆอีก3ก้อน แม้จะไม่โปร่งใสมากนัก แต่สีก็พอใช้ได้ มีหยกก้อนหนึ่งเป็นสีแดง และมี2ก้อนที่เป็นสีเขียวเหมือนแอปเปิ้ล
ฟู่เยี่ยนบอกผลลัพธ์สุดท้ายให้ฟู่ต้าหย่งฟัง ฟู่ต้าหย่งแทบไม่อยากจะเชื่อว่าก้อนหินที่แม่ของเขานำกลับมาแบบส่งเดชนั้นจะเป็นหยกทั้งหมด!
สองพ่อลูกยังคงสงสัยว่าหินหยกเหล่านี้มาจากไหน แต่ตอนนี้มันยังคงเป็นปริศนาที่พวกเขาไม่อาจไขได้
ตอนนี้พวกเขาไม่มีเครื่องมือ จึงไม่อาจกะเทาะเอาหยกด้านในออกมาได้ ฟู่ต้าหย่งจึงมอบหยกให้ฟู่เยี่ยนเก็บไว้ ให้เธอเก็บมันไว้ในมิติ จะได้ไม่หายไปไหน! สองพ่อลูกจึงทำข้อตกลงว่าจะเก็บความมั่งคั่งนี้ไว้เป็นความลับด้วยกัน!
ตอนบ่าย หวังซู่เหมยจะไปตักผักดองมาทำอาหาร แต่เธอก็ไม่เห็นหินก้อนนั้นแล้ว
“เอ๊ะ? หินที่เคยทับผักดองไว้หายไปไหนล่ะ?” เธอยกผักดองออกมาด้วยความสงสัย และเมื่อมองไปยังหินก้อนใหญ่ที่เคยใช้เป็นที่นั่งใต้ต้นไม้เป็นประจำ เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันไม่มีแล้ว?
แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอเดินไปที่ห้องครัว และก็เห็นว่าประตูห้องครัวปิดไว้อยู่ แต่หินที่เคยใช้ขัดประตูหายไปแล้ว?
วันนี้ทำไมมีแต่ก้อนหินหายไป!
หวังซู่เหมยวางผักดองไว้ในครัวแล้วเดินไปที่เล้าไก่ ฟู่ต้าหย่งกำลังตรวจสอบดูถังหมักเหล้าอยู่ว่ามีรูรั่วหรือไม่
“คุณ หินที่เราใช้กดผักดองหายไปไหนแล้ว?”
ฟู่ต้าหย่งไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะสังเกตเห็นได้เร็วขนาดนี้
“ให้เสี่ยวฮั่วเก็บไปแล้ว”
“อะไรนะ? แล้วฉันจะใช้อะไร? ของแบบนั้นมันควรค่าให้เก็บด้วยหรือไง? จริงสิ เสี่ยวฮั่วล่ะ?” หวังซู่เหมยไม่เห็นลูกสาวของเธอเลยตั้งแต่กลับมาจากบ้านแม่
“ฟู่เฉิงจะซื้อยันต์แคล้วคลาดจากลูก เสี่ยวฮั่วบอกว่าจะมอบให้เขา ผมจึงให้ลูกนำมันไปมอบให้พี่สะใภ้เอง”
“ผมจะบอกอะไรคุณให้ ก้อนหินก้อนนั้นมีหยกอยู่ ผมให้เสี่ยวฮั่วใช้พลังของเธอดูมัน คุณอย่าไปบอกใครเชียว!” ฟู่ต้าหย่งกระซิบบอกหวังซู่เหมย
หวังซู่เหมยกำลังจะอุทานทันทีที่ได้ยิน แต่ฟู่ต้าหย่งก็ปิดปากไว้
“อย่าเพิ่งพูดสิคุณ เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก!” เขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องพูด
“พ่อ ด้านในนั้นมีหยกเขียวจริงหรือ? หยกเขียวคืออะไร?”
“มันก็คือหยกนั่นแหละ คุณไปทำอาหารเถอะ เสี่ยวฮั่วกลับมาคงหิวพอดี!”
หวังซู่เหมยดีใจมาก เธอจึงไปทำอาหารเพิ่มอีกสองจาน
ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้านพร้อมกับฟู่ซินและฟู่เซิน เธอถือปลาสองตัวที่ป้าเหอยืนกรานจะให้กลับมาที่บ้านด้วย ในขณะที่ฟู่ซินและฟู่เซินกลับบ้านมาด้วยความโกรธ
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่เป็นอะไรไป? ทำไมถึงมีท่าทีโมโหแบบนี้ล่ะ”
ฟู่เหมี่ยวไปเที่ยวหาเพื่อนสนิทของเธอ และเพิ่งกลับมาเช่นกัน เธอรับปลามาจากมือของเสี่ยวฮั่วแล้ววางลงในถังข้างๆ พรุ่งนี้สามารถนำมาทำอาหารได้
“เลิกพูดถึงเถอะ เธอยังไม่เห็นแม่ย่าของอาหญิงเรา เกือบทำพวกพี่สองคนโมโหเกือบตายแล้ว!” ฟู่เซินเป็นคนปากไวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“จริงสิ แล้วลูกได้พบอาหญิงของลูกไหม?” ฟู่ต้าหย่งถาม
หวังซู่เหมยยกอาหารมาวางบนโต๊ะครบแล้ว ทุกคนจึงมานั่งล้อมวงกินข้าวกัน
“แม่ ผมล่ะไม่อยากพูด…” ฟู่เซินกำลังจะอ้าปาก
“อืม งั้นลูกหุบปาก เสี่ยวจิน ลูกเป็นคนพูดเถอะ” หวังซู่เหมยเรียกให้ฟู่ซินเป็นคนเล่าเอง
“พอพวกเราไปถึงบ้านอาหญิง อาหญิงกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ ดูแล้วเหมือนจะเป็นเสื้อผ้าของทั้งครอบครัว ส่วนลี่ลี่กับเฟินเฟินกำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ
พวกเราสองคนยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงของหญิงชรากำลังด่าคน เธอด่าว่าอาหญิงของเราให้กำเนิดลูกชายไม่ได้ แถมยังว่าลี่ลี่และเฟินเฟินเกิดมาเป็นภาระ ล้างผลาญครอบครัว!” ฟู่ซินเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
“ผมกับพี่ใหญ่ได้ยินแบบนั้นก็โมโหมาก จึงผลักประตูเข้าไป หญิงชรายังไม่เห็นว่าพวกเราเข้าไปแล้ว เธอยังคงก่นด่าเหมือนเดิม เป็นเพราะลี่ลี่กับเฟินเฟินกินขนมไปหนึ่งชิ้นแล้วไม่ได้แบ่งให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอกิน ไอ้เด็กคนนั้นก็เลยไปฟ้องหญิงชรา ทำให้หญิงชรามาบ่นอาของผม!” ฟู่เซินโมโหมาก เขาเกือบจะพุ่งเข้าใส่หญิงชราแล้ว แต่ดีที่อาของเขามาห้ามไว้!
ฟู่ต้าหย่งขมวดคิ้วขึ้นแล้วหันมาถามลูกชาย “อาเขยของลูกไม่อยู่บ้านหรอ?”
ฟู่ซินว่ายหน้า “ไม่อยู่ครับ พวกเราสองคนอยู่ที่นั่นพักใหญ่ ก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะกลับมา”
“แล้วอาของลูกได้บอกไหมว่าพรุ่งนี้จะมากินข้าวเย็นด้วยกันหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเวลาที่น้องสาวสามีของเธอกลับมาบ้าน เธอมักจะช่วยเย็บผ้าและดูแลลูกๆให้เธออยู่บ่อยๆ
“อย่าพูดถึงเลย พวกเราเพิ่งเอ่ยชวนอาหญิงว่าให้มากินข้าวที่บ้าน หญิงชราคนนั้นก็พูดจาอ้อมๆประมาณว่างานบ้านเยอะ หากปล่อยให้เธอทำคนเดียวคงเหนื่อยตาย อาหญิงอยากมามาก ยิ่งพอเธอรู้ข่าวว่าพี่ใหญ่ได้เข้ากรม เธอก็ดีใจมากๆเลยล่ะ”
ฟู่เซินได้เริ่มพูดแล้วก็ไม่มีใครขวางเขาได้
“กินข้าวกันก่อนเถอะ ไว้พรุ่งนี้พ่อจะไปถามอาเขยให้ ดูว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไร” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจแล้ว ในใจคิดว่าน้องสาวของเขาคงไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เฮ้อ!
ฟู่ซินคุยเรื่องซื้อตั๋วรถไฟ พวกเขาไปส่งไป๋โม่เฉินขึ้นรถไฟมา ไป๋โม่เฉินนำของติดตัวมาเยอะเกินไป สุดท้ายฟู่ซินก็เอากระสอบใหญ่ให้เขาใส่ของ เขาถึงแบกของไปได้หมด
ตอนเห็นไป๋โม่เฉินแบกกระสอบใบใหญ่ ฟู่เซินยังหลุดขำออกมา
“พ่อ รถไฟไปฉางอันจะมีเที่ยวละทุกๆห้าวัน หากผมต้องการไปให้ทัน ผมจะต้องออกเดินทางในอีกหกวันนี้แล้ว” ฟู่ซินพูด ในใจของเขารู้สึกเศร้าหมองเล็กน้อยที่ต้องจากบ้านไปไกล
“วันนี้ผมได้เจอกับเพื่อนมัธยมปลายของผมคนหนึ่ง เขาอยู่กองเดียวกับผม พวกเรานัดกันไว้แล้วว่าจะออกเดินทางพร้อมกัน”
“แบบนั้นก็ดีเลย ตอนแรกแม่ยังคิดว่าลูกไม่เคยเดินทางไปไหนไกลคนเดียว ตั้งใจจะให้พ่อเขานั่งรถไปส่ง แล้วค่อยกลับมาทีหลังอยู่แล้วเชียว” หวังซู่เหมยยิ้มพร้อมลูบมือ
“เสี่ยวจินโชคดีมาก! ครอบครัวเพื่อนร่วมชั้นลูกเขาทำงานอะไรล่ะ? ทำไมเขาถึงได้ไปอยู่กองเดียวกับลูก?” หวังซู่เหมยเริ่มถามไถ่ครอบครัวของฝั่งนั้น
“เขาชื่อหลี่เทียนซื่อ ครอบครัวเขาดูเหมือนจะมีฐานะ ตอนที่ผมเรียน ผมไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่ ผมแค่รู้จักเขาเฉยๆ ดูเหมือนพ่อของเขาจะเป็นข้าราชการในเทศมณฑล”
“ไม่เป็นไร ถ้าเพื่อนร่วมชั้นของลูกเป็นคนนิสัยดีก็สนิทกันไว้ ถ้าเขาเป็นคนไม่ดีก็อยู่ห่างจากเขา เวลาอยู่ข้างนอกต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร” ฟู่ต้าหย่งถือโอกาสสอนฟู่ซิน
“พ่อ ผมรู้แล้ว”
หลังกินข้าวเสร็จ ทุกคนได้ไปช่วยหวังซู่เหมยเตรียมวัตถุดิบทำอาหารพรุ่งนี้ พวกเขางานยุ่งกันจนดึกดื่นถึงแยกย้ายกันไปเข้านอน
เพียงแต่คิดไม่ถึงเลยว่า วันต่อมาเพื่อนสมัยเรียนที่ชื่อหลี่เทียนซื่อจะนำของขวัญมาเยี่ยมเยือนถึงบ้านแล้ว
ตอนที่ 32 งานเลี้ยง
“คุณลุง คุณป้า ไม่คิดเลยว่าผมจะมีวาสนากับฟู่ซิน ตอนแรกผมนึกว่าต้องนั่งรถไฟไปรายงานตัวที่ฉางอันคนเดียวแล้ว แบบนั้นคงนั่งรถจนเบื่อตายพอดี!”
“โชคดีที่วันนั้นผมไปสถานีรถไฟก่อนเพื่อดูเรื่องตั๋ว ผมถึงได้เจอเขา!”
“ตอนสมัยเรียนผมเองก็อยากสนิทกับฟู่ซินเช่นกัน แต่ตอนนั้นผลการเรียนของผมธรรมดา และฟู่ซินก็ไม่ชอบคุย เขาเรียนดีขนาดนั้น ผมจึงไม่กล้าไปทำความรู้จักเขาเท่าไหร่”
“คิดไม่ถึงเลยว่าเราสองคนจะได้เข้ากรมที่เดียวกัน! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“วันนี้ผมเอาตั๋วรถไฟมาให้ เพื่อนของพ่อผมที่ทำงานสถานีรถไฟซื้อตั๋วรถนอนไว้ให้สองใบ ผมเลยตั้งใจจะเอามาให้ฟู่ซิน จะได้ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋ว!”
“วันนั้นเราสองคนค่อยใช้ทางเดินพนักงานเข้าไปในสถานีรถไฟ” หลี่เทียนซื่อเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี สูงพอกันกับฟู่ซิน เขาชอบพูดชอบหัวเราะ
คนตระกูลฟู่มองเขาด้วยความขบขัน ส่วนฟู่ต้าหย่งควักเงินออกมาจ่ายเป็นค่าตั๋วรถไฟให้เขา
หวังซู่เหมยชอบเด็กนิสัยแบบนี้ที่สุด เธอจึงรบเร้าให้เขาอยู่ทานข้าวด้วยกัน
หลี่เทียนซื่อไม่เกรงใจเช่นกัน เขาได้พูดคุยกับฟู่ซินถึงรายละเอียดข้อห้ามและสิ่งของที่ต้องนำไปด้วย
“พ่อของฉันบอกว่าในกองทัพมีของทุกอย่างเตรียมให้หมดแล้ว พวกเสื้อผ้าและของอื่นๆให้นำไปน้อยหน่อย แต่ควรเตรียมพวกของกินไปให้เยอะๆ แม้จะบอกว่าอาหารการกินในกองทัพนั้นไม่เลว แต่อย่างน้อยก็ควรนำติดไปกินแก้เบื่อบ้าง!”
“นำเงินไปให้เยอะหน่อยก็ดี! แต่ถึงอย่างไรเราก็มีเบี้ยเลี้ยง ฉันได้ยินพ่อบอกว่าทหารอย่างพวกเราไม่ต้องทำงานหนักอะไร เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็เรียนจบมัธยมปลายมา!” หลี่เทียนซื่อพูดเก่งมาก เรียกได้ว่าเป็นรองจากฟู่เซินเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้เขายังเป็นคนช่างสังเกตและอ่านสีหน้าคนได้เก่งอีกด้วย พอเข้าบ้านมาเห็นความเป็นอยู่ของครอบครัวฟู่ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าครอบครัวนี้ไม่ได้มีชีวิตยากลำบาก แม้จะไม่ถึงขั้นร่ำรวยอู้ฟู่ แต่ก็นับว่าไม่ขาดแคลนอาหาร
ระหว่างทานข้าว ไก่ตากแห้งกับเนื้อแพะผัดผงกะหรี่บนโต๊ะแทบจะทำให้เขาหยุดไม่อยู่ มันอร่อยมาก!
………………………………………..
วันต่อมา หลี่เทียนซื่อมาถึงบ้านครอบครัวฟู่ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า บ้านครอบครัวหวังค่อนข้างไกล แต่พวกเขาก็ยังคงมาถึงในตอนเก้าโมงเช้า คนที่มาถึงแต่เช้ายังมีครอบครัวของฟู่เฉิงและป้ากุ้ยหลานที่มาช่วยงาน
ที่บ้านมีผู้หญิงหลายคน ทำให้ทุกอย่างที่ต้องจัดเตรียมถูกเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แม้แต่โต๊ะอาหารก็ยังถูกจัดวางพร้อมแล้วเช่นกัน
ในตอนที่ฟู่ต้าอันมาถึงก็เป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้ว เขายืมจักรยานของช่างใหญ่ปั่นกลับมา เขารู้สึกดีใจมากเมื่อรู้ว่าฟู่ซินจะไปเข้ากรม
“อาสาม อาเพิ่งมาหรอ? เมื่อวานผมเพิ่งบอกให้อามาเร็วๆหน่อยไม่ใช่หรือ!” ปีนี้ฟู่ต้าอันอายุ22ปี แก่กว่าฟู่ซิน4ปี ตั้งแต่เด็กเขามักจะเล่นกับหลานชายทั้งสองคนเสมอ และทั้งฟู่ซินกับฟู่เซินก็สนิทกับอาของพวกเขามาก ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
หวังซู่เหมยตบหัวเขา “ทำไมถึงพูดกับอาสามแบบนั้น!”
“พี่สะใภ้ ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว เจ้าเด็กคนนี้ เมื่อวานอาบอกให้นายอยู่ต่อ นายก็ไม่ฟัง วันนี้ทำมาเป็นบ่นอา เมื่อเช้าอาต้องไปบ้านของช่างใหญ่เพื่อขอยืมจักรยานเขาปั่นมา บังเอิญผนังบ้านของเขาพัง ฉันเลยช่วยซ่อมให้แล้วถึงมาได้ทันเวลานี่แหละ”
ขณะที่ฟู่ต้าอันกำลังพูดอยู่ เขาก็ปัดฝุ่นบนร่างกายออก แล้วไปคุยกับฟู่ซินและคนอื่น
ส่วนฟู่ต้านีนั้น เธอเพิ่งพาเก่อลี่และเก่อเฟินลูกสาวทั้งสองคนของเธอมาถึง เก่อหงจวินไม่ได้มาด้วย เขาบอกว่างานในทุ่งนามีเยอะ เฮอะ!
ปีนี้เก่อลี่อายุ10ปี แก่กว่าเก่อเฟิน3ปี แต่ดูจากส่วนสูงของเธอแล้ว เธอเหมือนเด็กอายุ7-8ปีมากกว่า อีกทั้งเธอยังมีร่างกายผอมซูบ เก่อเฟินเองก็ไม่ได้ต่างกันเลย
หวังซู่เหมยเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนก็รีบเข้าไปกอดพวกเธอทันที เพราะนานทีเหลือเกินที่เธอจะได้พบหลานสาวทั้งสองแบบนี้
“ลี่ลี่ เฟินเฟิน ป้ามีขนม เดี๋ยวพวกหนูเอาไปกินและไปเล่นกับพวกพี่ๆเขานะ” เธอให้เด็กน้อยทั้งสองคนไปหาฟู่เยี่ยนแล้ว หวังซู่เหมยจึงหันไปมองน้องสาวของสามี
สมัยตอนอยู่บ้าน แม้ว่าฟู่ต้านีจะไม่ใช่คนมีรูปร่างอวบ แต่เธอก็มีผิวพรรณดี หน้าตาสะสวย เรียกได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่พอเธอแต่งงานออกไปไม่กี่ปี เธอก็ต้องทำงานหนักทุกวัน ตอนนี้เธอดูเหมือนหญิงวัยสี่สิบ ทั้งที่เธอเพิ่งอายุเพียง32ปีเท่านั้น!
“พี่สะใภ้ ยังมีงานอะไรให้ฉันช่วยทำอีกไหม” ฟู่ต้านีเป็นคนที่ขยันขันแข็งอยู่เสมอ
“เธอไม่ต้องทำอะไรแล้ว พวกเราแค่รอให้เธอมาถึงเท่านั้น วันนี้ก็ผ่อนคลายหน่อยเถอะนะ อย่าเอาแต่คิดเรื่องทำงานเลย แล้วหลังจากทานข้าวเสร็จก็อย่าเพิ่งกลับ พี่ชายของเธอมีเรื่องจะคุยด้วย”
หวังซู่เหมยลูบมือน้องสาวสามีด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แขนของน้องสาวสามีดูซีดเซียว ใบหน้าดูดี แต่ดูเหมือนมีแป้งปกปิดอยู่หลายชั้น
ฟู่ต้านีพยักหน้ารับ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไปช่วยหวังซู่เหมยยกอาหารมาขึ้นโต๊ะ สุดท้ายเป็นหวังซู่เหมยที่ไล่ให้เธอไปนั่งพูดคุยกับคนอื่นก่อน
วันนี้เปรียบเสมือนฉากเพื่อการเยินยอความสามารถของฟู่เยี่ยน เป็นเพราะมีป้าเหอและป้าสะใภ้หลี่เซียงหยุนอยู่ด้วย ทั้งสองจึงพากันพูดเกินจริงไปอย่างใหญ่โต
“ตอนนั้นที่เสี่ยวฮั่วบอกกับฉันว่าเสี่ยวจวินจะมีอันตราย ฟู่เฉิงลูกชายของฉันยังไม่เชื่อเลย แต่วันนั้นเขาเห็นเด็กคนนั้นตกลงไปในแม่น้ำ ถ้าคนที่ตกน้ำเป็นเสี่ยวจวินล่ะก็ เขาคงจะเอาชีวิตไม่รอดแน่นอน!”
ป้าเหอกำลังพูดจนน้ำลายแตกฟอง ขณะจับมือขวาของฟู่เยี่ยนแล้วลูบไปลูบมาด้วย
“ใช่ไง! เสี่ยวฮั่วบอกว่าฉันจะมีเคราะห์ถึงขั้นเลือดตกยางออก ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่สุดท้าย ……เธอทำนายได้แม่นมาก!” หลี่เซียงหยุนไม่ยอมแพ้เช่นกัน เธอกำลังพูดสรรเสริญฟู่เยี่ยนราวกับกำลังเยินยอเทพเซียนลงมาจุติอย่างไรอย่างนั้น!
ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงปั้นหน้าแย้มยิ้มบางๆ เหมือนตัวมาสคอตโอลิมปิกไปทุกที
เมื่อได้ยินคำชมจากแฟนคลับตัวยงทั้งสองคนนี้ คนอื่นก็เกิดความสงสัยว่ามันจะจริงแท้เพียงใด พวกเขาต่างก็อยากให้ฟู่เยี่ยนดูดวงให้ แต่ก็ยังลังเลอยู่
แต่คนเรามักแพ้ให้กับใจตัวเอง เพราะสุดท้ายผู้ที่เอาชนะความลังเลของตนเองได้เป็นคนแรกก็คือหลี่เทียนซื่อ
“น้องสาว ดูดวงให้พี่เทียนก่อน ส่วนนี่คือค่าครู!” ขณะที่พูด เขาก็หยิบเงิน1หยวนออกจากกระเป๋าแล้วตบลงบนโต๊ะ
ในฐานะที่หลี่เทียนซื่อเป็นเด็กที่เข้าวัดเข้าวา หมั่นไปทำบุญกับย่าของตัวเองเป็นประจำ เขาจึงเข้าใจธรรมเนียมนี้เป็นอย่างดี
ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันเอ่ยปากก็มีเงินมาวางตรงหน้า1หยวนแล้ว เมื่อเห็นเงินย่อมมองเห็นถึงโชคชะตาของอีกฝ่าย ทว่าฟู่เยี่ยนกลับปฏิเสธที่จะดูดวงให้
“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่เป็นคนมีบุญ พี่จะได้อยู่อย่างเป็นสุข” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็หยิบเอายันต์แคล้วคลาดที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“แต่ในเมื่อพี่เทียนจ่ายเงินมาแล้ว พวกเราเองก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน ฉันไม่ได้ทำนายดวงให้พี่ ฉะนั้นพี่เอายันต์แคล้วคลาดนี้ไป มันจะช่วยปัดเป่าภันอันตรายออกไปให้พ้นตัวพี่”
พูดแล้วเธอก็ยื่นยันต์แคล้วคลาดให้กับหลี่เทียนซื่อ หลี่เทียนซื่อรับมันมาอย่างมีความสุข เขาตั้งใจว่าจะเอาไปอวดย่าของตัวเองเสียหน่อย
ฟู่เยี่ยนหันไปมองทุกคน ดูเหมือนอาสาม อาหญิงและป้ากุ้ยหลานต่างก็อยากดูดวงกันทั้งนั้น แต่วันนี้เธอไม่สามารถดูดวงให้ทุกคนได้ ฟู่เยี่ยนจึงมองไปยังอาสาม และเลือกดูดวงให้เขา เพราะเธอมองเห็นถึงเรื่องเร่งด่วนของเขา!
“วันนี้หนูดูดวงให้ได้แค่คนเดียว จึงทำได้เพียงดูดวงให้กับคนที่มีวาสนาเท่านั้น หนูเห็นว่าวันนี้อาสามมีวาสนากับหนูที่สุดแล้ว หลังจากทานอาหารเสร็จ หนูจะดูดวงให้อาสามแล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่ต้านีและป้ากุ้ยหลานก็ดูมีสีหน้าผิดหวังขึ้นมาทันที
“งั้นอาจะรอนะ!” ฟู่ต้าอันดีใจมาก หลานสาวของเขาเหมือนเป็นเทพเซียนลงมาจุติเลย ไม่รู้ว่าเรื่องราวของเขากับโม่ลี่จะได้ลงเอยกันหรือไม่! ฟู่ต้าอันถูมือด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ!
“อาหญิง อากับป้ากุ้ยหลานต่อคิวไว้ก่อน แล้วหนูจะดูดวงให้ในภายหลัง” หลังจากพูดจบ หวังซู่เหมยก็เรียกทุกคนไปทานข้าว
“มากินข้าวกันได้แล้ว!” หวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะ ฟู่ต้าหย่งจึงหยิบเอาเหล้าบลูเบอร์รี่และเหล้าองุ่นที่ฟู่เยี่ยนหมักไว้ในวันนั้นออกมาดื่มฉลอง
“มา วันนี้เป็นวันดี ทุกคนมาลองชิมเหล้าหมักผลไม้ที่ซู่เหมยทำกันเถอะ! มาชนแก้วกัน!”
ทุกคนต่างยกแก้วขึ้นเพื่อดื่มฉลองให้กับฟู่ซิน!
หวังซู่เหมยน้ำตาคลอเบ้า ลูกชายของตนเองได้เข้ากรมกับเขาเสียที ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างทยอยกันมาวนฟู่ซินดื่มฉลอง จนตอนนี้เขาดื่มจนใกล้เมาเต็มทีแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาของเขายังคงเป็นประกาย! แขกและเจ้าภาพกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้แขกทุกคนที่มาจะเป็นคนธรรมดา แต่พวกเขาต่างก็มีของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย
แต่ฟู่ต้าหย่งรับรู้ถึงความลำบากของแต่ละครอบครัวดี เขาจึงตัดสินใจไม่รับของขวัญ ทว่ามีของขวัญอยู่ชิ้นหนึ่งที่ฟู่ต้าหย่งชอบมาก
เพราะฟู่ต้าอันนำตั๋วซื้อรถจักรยานมาให้เขา1ใบ!
“พี่ใหญ่ ฉันเองก็ไม่มีอะไรจะให้เป็นของขวัญแก่เสี่ยวจินเช่นกัน บังเอิญที่โรงงานของฉันมีการแข่งขันทักษะไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันชนะอันดับที่1มาและรางวัลก็คือตั๋วใบนี้” ฟู่ต้าอันนำตั๋วรถจักรยานของตนเองยื่นให้ฟู่เยี่ยน
“ในเมื่อวันนี้หลานสาวและฉันมีวาสนาต่อกัน ฉันก็จะคิดเสียว่าตั๋วใบนี้คือค่าดูดวงด้วย ใช้ของชิ้นเดียวแทนน้ำใจให้กับคนสองคน พี่ว่าฉันฉลาดไหมล่ะ?” พูดแล้วเขายังยักคิ้วให้ ทุกคนที่เห็นแบบนั้นต่างพากันขบขันกับท่าทีของเขา
ในตอนแรกฟู่ต้าหย่งไม่อยากรับมา เพราะเขาคิดว่าหากต้าอันใช้สิ่งนี้เป็นของหมั้นหมายตอนที่เขาแต่งงาน มันคงมีหน้ามีตาไม่น้อย
แต่ฟู่ต้าอันพูดมาขนาดนี้แล้ว ฟู่ต้าหย่งจึงรับมันไว้ อย่างมากในอนาคตเขาก็จะมอบมันเป็นของหมั้นเพิ่มไปให้กับน้องชาย คิดเสียว่าเป็นของขวัญจากพี่ใหญ่ ต้องบอกเลยว่าตอนนี้ฟู่ต้าหย่งได้ลืมฟู่เหล่าชวนไปแล้ว
วันนี้เขาไม่ได้เชิญฟู่เหล่าชวนมา ไม่ว่าจะเป็นฟู่ต้าอันหรือฟู่ต้านีต่างก็ไม่มีใครพูดถึงพ่อของตนเองเลย
ฟู่เยี่ยนมองพ่อของตัวเองเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่มีของที่อยากได้ คราวที่แล้วตอนไปร้านค้าสหกรณ์ พ่อของเธอมองจักรยานอยู่นาน ในใจของเธอคิดว่าเธอจะต้องเพิ่มลู่ทางหาเงินเพิ่ม จะได้ทำเงินได้มากขึ้น
หลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว ทุกคนก็นั่งพักผ่อน ฟู่ต้าอันนั่งมองหลานสาวของเขาราวกับกำลังคาดหวังว่า: เมื่อไหร่เธอจะดูดวงให้อาเสียที!
ฟู่เยี่ยนเห็นอาสามจ้องเธอจนตาแทบจะบอดอยู่แล้ว ผู้ชายที่มีความรักช่างน่ากลัวเสียจริง!
ดังนั้น ทั้งครอบครัวจึงช่วยกันเก็บโต๊ะอาหาร ฟู่เยี่ยนนำเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญที่เธอเคยใช้ดูดวงให้ไป๋โม่เฉินออกมา
เธอกำลังจะดูดวงด้วยการเสี่ยงทายเหรียญ เพราะดูเหมือนว่างานแต่งงานของอาสามได้ถูกกำหนดไว้แล้ว!
ตอนที่ 33 หนอนกู่
ป้าเหอและหลี่เซียงหยุนลุกมานั่งรอบโต๊ะด้วยเช่นกัน ปรมาจารย์ฟู่กำลังจะทำนายดวงชะตา มันช่างมหัศจรรย์มาก! พวกเธอตื่นเต้นถึงขั้นมองอย่างไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ
ฟู่เยี่ยนใช้มือเขย่าเหรียญห้าจักรพรรดิไปมา สาเหตุหลักนั้นเป็นเพราะเธอไม่มีกระดองเต่า ไม่อย่างนั้นมันจะดูมีพิธีการมากกว่านี้เสียอีก!
จากนั้น เธอก็โรยมันลงบนโต๊ะ เหรียญห้าจักรพรรดิจึงได้กระจัดกระจายออกเป็นรูปร่างหนึ่ง
รูปร่างของมันแสดงถึงความโชคดี ฟู่เยี่ยนเริ่มจับทางการกระจายของเหรียญได้แล้ว นับตั้งแต่ที่เธอดูดวงให้กับไป๋โม่เฉินในครั้งที่แล้วจนเหงื่อท่วมตัว ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ว่าดวงตาและสัมผัสที่หกของเธอเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
ดูเหมือนต้องใช้เยอะๆแล้ว! ไม่งั้นมันอาจเสื่อมเอาได้
“ตั้งแต่อาสามเดินเข้าประตูมา หนูก็เห็นว่ามีแสงสีแดงปรากฏตรงจุดวังบนใบหน้าของอาสาม คิดว่าอาสามคงมีเกณฑ์ที่จะได้แต่งงานในเร็ววัน พอมาลองคำนวณดวงชะตาดูแล้ว ดูเหมือนเรื่องมงคลของอาสามกำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้แล้ว!”
ฟู่ต้าอันดีใจมาก เขากับโม่ลี่รู้จักกันมาครึ่งปีแล้ว นอกจากคนในครอบครัวของเธอที่ยังไม่รู้นั้น เขาและเธอต่างก็มีใจตรงกันและมีความรักที่ลึกซึ้ง
“หลานรัก แล้วงานแต่งงานของอาจะราบรื่นดีไหม?” ฟู่ต้าอันถามด้วยความกังวล
ฟู่เยี่ยนมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าของอาสามอีกครั้ง เมื่อคำนึงถึงรูปปากว้าที่แสดงออกมา จะเห็นได้ว่าอนาคตอาสะใภ้คนนี้จะมีปัญหาที่บ้านอยู่บ้าง แต่สำหรับอาจารย์ฟู่ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่และสามารถแก้ไขได้ง่าย
“อาสามกับว่าที่อาสะใภ้เป็นเนื้อคู่กัน เพียงแต่ครอบครัวของว่าที่อาสะใภ้คนนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องมีราวอยู่บ้าง”
ฟู่ต้าอันเริ่มประหม่าเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วและคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดูเหมือนท่าทีล่าสุดของโม่ลี่จะค่อนข้างแปลกไปจริงๆ ดูเหมือนว่าเธอมีเรื่องที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้ ทั้งยังมีความรู้สึกเศร้าหมองปรากฎให้เห็นผ่านทางใบหน้าอีกด้วย
“อาไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวของเธอมากนัก อารู้แค่ว่าพ่อของเธอเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมต้น และเธอมีพี่ชายที่แต่งงานแล้ว” ฟู่ต้าอันเล่าทุกอย่างที่รู้มาให้ฟู่เยี่ยนฟัง
ฟู่เยี่ยนทำนายออกมาได้ว่า “เกรงว่าเรื่องนี้จะมาจากพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอ”
ฟู่เยี่ยนจึงยื่นหน้าไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูอาสามของเธอ ฟู่ต้าอันได้ฟังก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
นี่ก็เย็นมากแล้ว พวกเธอออกมาแต่เช้าตรู่ ขากลับก็ยังต้องเดินข้ามเขาไปอีกลูก แม่เฒ่าหลี่จึงต้องบอกลาลูกสาวของตนเอง ก่อนหลับยังไม่วายดึงมือฟู่ซินมาจับไว้ แล้วบอกให้หลานชายดูแลตัวเองให้ดี
ฟู่ซินตั้งใจฟัง เขาพยักหน้ารับไม่หยุด เพราะยายรักและเอ็นดูเขามาเสมอ ขนาดจะกลับบ้านตนเองที่อีกหมู่บ้านก็ยังไม่วายคอยหันมากำชับให้เขาดูแลตัวเองให้ดี เขาเองก็ขอให้แม่เฒ่าหลี่และหวังเหล่าซานดูแลตัวเองให้ดี ทำงานหนักให้น้อยลง
ครอบครัวหวังเพิ่งกลับไป ครอบครัวของฟู่เฉิงและกุ้ยหลานก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนเช่นกัน
ที่บ้านจึงเหลือเพียงฟู่ต้านีและฟู่ต้าอัน
ทั้งครอบครัวเข้าไปในห้อง เพราะฟู่ต้าหย่งมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา
ดังนั้น เขาจึงหยิบจดหมายของฟู่ต้าจวงและกล่องเครื่องสำอางค์ของแม่ออกมาแสดงให้พวกเขาดู โดยอธิบายว่าทำไมเขาถึงไม่บอกทั้งสองจนถึงตอนนี้
“ก่อนแม่จะจากไป แม่คงรู้ว่าเวลาของแม่ใกล้จะหมดแล้ว ถึงได้ฝากฝังสิ่งนี้ให้กับฉัน”
“คำสั่งเสียของแม่ก็คือ ใครก็ตามที่มีความสามารถนำมันกลับมาได้ มันก็จะตกเป็นของคนนั้น เป็นพี่เองที่ตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้ให้กลับพวกนายฟัง พี่บอกเพียงแค่ต้าจวง เพราะถึงอย่างไร้เจ้าสิ่งนี้มันก็ใหญ่เกินไป พี่เกรงว่าพวกนายจะถูกครอบงำได้ง่าย”
“สิ่งเหล่านี้ดูดี แต่ถ้าเราควบคุมมันไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นหายนะ พวกนายสองคนควรเข้าใจเรื่องนี้”
“หากพ่อไม่เขียนจดหมายถึงต้าจวง ฉันก็ยังไม่คิดจะบอกพวกนายตอนนี้ เพราะชีวิตของพวกเราในตอนนี้มันดีมากอยู่แล้ว ทำไมเราถึงต้องคาดหวังสิ่งเหล่านี้ด้วย”
“หากวันหนึ่งเราสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็จะแบ่งสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเราทั้งสี่คนอย่างเท่าเทียมกัน”
ฟู่ต้าหย่งพูดจบก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฟู่ต้านีคิดถึงแม่ก็ทำได้แค่แอบร้องไห้ แต่พอรวมกับสถานการณ์ตอนนี้ ทำให้เธอยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีก
ฟู่ต้าอันไม่คิดว่าครอบครัวของเขาจะเป็นคนตระกูลใหญ่ แต่เขาก็เข้าใจสัจธรรมชีวิตที่ว่า ‘สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ’
“พี่ ฉันโตมากับพี่ พี่สะใภ้ก็ใจดีกับฉันมาก เธอมักจะทำเสื้อผ้าและรองเท้าให้ฉันอยู่เสมอ ก่อนที่ฉันจะไปทำงานในโรงงาน พี่สะใภ้ยังซักผ้าทั้งหมดให้ฉัน พี่และพี่สะใภ้เปรียบเสมือนพ่อแม่อีกคนของฉัน”
“ต่อให้พี่ไม่บอกฉัน ฉันก็ไม่คัดค้านอะไร” ฟู่ต้าอันกล่าวอย่างหนักแน่น
“อีกอย่าง ตอนนี้เสี่ยวฮั่วมีความสามารถขนาดนี้ ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเราอาจนำมันกลับคืนมาได้ พอถึงตอนนั้นฉันจะยกให้เป็นสินสอดส่วนตัวของเสี่ยวฮั่ว แม่ของเราบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าใครมีความสามารถนำกลับคืนมาได้ก็ยกให้คนนั้นไป” นึกถึงความคิดของหลานสาว ฟู่ต้าอันก็ยิ่งภูมิใจมากยิ่งขึ้น!
“นายเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว หากเธอยินยอมแต่งงานด้วย นายก็พาเธอกลับมาบ้าน แล้วพี่จะเป็นคนจัดการเรื่องงานแต่งงานให้นายเอง!”
หวังซู่เหมยบอกออกมาตามตรง เพราะเธอได้หารือเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งดีแล้ว และพ่อสามีของเธอไม่ใช่คนที่เชื่อถือได้
“อ่า! ทำให้พี่สะใภ้ต้องลำบากแล้ว!” พูดแล้ว ฟู่ต้าอันก็โค้งขอบคุณหวังซู่เหมย ทำเอาหวังซู่เหมยถึงกับหัวเราะออกมา
ฟู่ต้านีเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรมาโดยตลอด ลี่ลี่และเฟินเฟินเห็นว่าแม่ของตนเองกำลังร้องไห้ เด็กน้อยทั้งสองก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ แต่พวกเธอไม่กล้าร้องไห้แบบส่งเสียง จึงทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
ฟู่ต้าหย่งเห็นสภาพของน้องสาวตัวเอง ในใจก็เกิดความโมโหขึ้นมา ถึงแม้จะบอกว่าน้องสาวของเขาเป็นคนที่อ่อนไหวอยู่บ้าง แต่เธอก็มักจะหัวเราะและพูดคุยเสมอทุกครั้งที่อยู่บ้าน ทว่านับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับเก่อหงจวิน เธอก็ถูกทำร้ายจิตใจจนมีสภาพเช่นนี้!
เมื่อครู่นี้ฟู่ต้าอันไม่ได้สนใจพี่สาวของตนเองมากนัก เขาเห็นแค่ท่าทีโศกเศร้าของหลานสาวก็ลุกพรวดขึ้นมา ดูเหมือนว่าครอบครัวเก่อจะสร้างเงาร้ายในจิตใจไว้ให้เด็กๆไม่น้อย ถึงได้ทำเด็กๆมีนิสัยหวาดกลัวขนาดนี้!
“พี่ วันนี้วันดีนะ พี่จะร้องไห้ทำไม” ฟู่ต้าอันดึงเด็กน้อยทั้งสองคนมา แล้วหยิบขนมบนโต๊ะยื่นให้ทั้งคู่ เขาพูดปลอบใจหลานสาวอยู่ครู่หนึ่ง ถึงทำให้เด็กน้อยหยุดน้ำตาไหล แต่ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ยังคงไม่กล้าพูดคุย
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวจึงหยิบผลไม้มาให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนกิน ช่วยปลอบประโลมให้ลี่ลี่และเฟินเฟินมีรอยยิ้มอยู่บ้าง
ทางด้านนี้ หวังซู่เหมยถามฟู่ต้านีออกไปตามตรงว่าได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร ให้เธอพูดออกมาเพื่อที่พี่ใหญ่และพี่สะใภ้จะได้ช่วยเหลือ
แต่ฟู่ต้านีกลับปิดปากเงียบและได้แต่น้ำตาไหลออกมา! เธอไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ
คราวนี้ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก เป็นอะไรทำไมถึงไม่พูดมันออกมา!
เฟินเฟินมีนิสัยกล้าหาญกว่าลี่ลี่เล็กน้อย “ย่าบอกว่าแม่มีลูกชายให้ไม่ได้ ย่าจะหาเมียใหม่มาคลอดลูกชายให้พ่อ แล้วให้แม่เป็นคนเลี้ยง! นอกจากนี้ย่ายังบอกว่าหนูและพี่สาวเป็นตัวล้างผลาญเงิน เธอจะขายเราให้ไปเป็นเจ้าสาวเด็กของคนอื่น แล้วนำเงินมาให้พ่อเลี้ยงน้องชาย!”
ประโยคนี้ทำให้ทั้งครอบครัวถึงกับตกตะลึง
นี่มันครอบครัวอะไรกัน! นังแก่คนนั้นมันจะบ้าดีเดือดเกินไปแล้ว!
พูดถึงเรื่องการแต่งงานของบรรดาพี่น้องทั้งหมด มีแค่การแต่งงานของฟู่ต้านีเท่านั้นที่ฟู่เหล่าชวนเป็นคนกำหนดเอง
นั่นเป็นเพราะเก่อซื่อปิง พ่อของเก่อหงจวินทำงานในเหมืองเช่นเดียวกับฟู่เหล่าชวน และทั้งสองก็มักจะไปดื่มด้วยกันอยู่เป็นประจำ
พ่อของเก่อหงจวินพูดแซวทีเล่นทีจริงว่าอยากหมั้นหมายลูกสาวของฟู่เหล่าชวนให้กับลูกชายของเขา ฟู่เหล่าชวนที่ดื่มหนักไม่มีสติจึงได้ตอบรับไป และจัดการตัดสินใจเรื่องยกลูกสาวให้แต่งงานกับอีกฝ่ายอย่างเสร็จสรรพ
เพราะเขากลับมาคุยที่บ้าน เสิ่นซู่จือคัดค้านอย่างสุดกำลัง แต่ฟู่เหล่าชวนได้รับของหมั้นของอีกฝ่ายมาแล้ว
ต่อมา เก่อหงจวินมักจะแวะเวียนมาที่บ้านเป็นประจำ ดูเหมือนเขาเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถ แม้ว่าเขาจะอารมณ์อ่อนไหวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เพียงแต่แม่ของเก่อหงจวินเป็นคนเห็นแก่ตัวและมีนิสัยหยาบช้า นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เสิ่นซู่จือต่อต้าน
แต่ในที่สุดทั้งสองก็ตกหลุมรักกัน เสิ่นซู่จือจึงไม่อยากพรากคนทั้งคู่ออกจากกัน
ทำให้เสิ่นซู่จือต้องอดกลั้นความไม่เต็มใจของตัวเองไว้ แล้วปล่อยให้ฟู่ต้านีแต่งงานกับเก่อหงจวิน
หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่ปี ทั้งคู่ดูจะมีชีวิตที่ดีเช่นกัน แต่เป็นเพราะฟู่ต้านีให้กำเนิดลูกสาวสองคนติดกัน หลังจากนั้นเก่อเสี่ยวจวิน น้องชายคนรองของเก่อหงจวินแต่งงาน และน้องสะใภ้คนนั้นก็เป็นหลานสาวของแม่เฒ่าเอง
ทำให้วันเวลาที่เหลืออยู่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมวันนี้เก่อหงจวินถึงไม่มา!?” ฟู่ต้าหย่งจ้องฟู่ต้านี
ตอนนี้ฟู่ต้านีไม่มีน้ำตาให้ไหลอีกแล้ว อารมณ์ของเธอสงบขึ้นมาก
“แม่เขาไม่ยอมให้มา บอกว่าที่บ้านมีงานให้ทำเยอะ” ฟู่ต้านีตอบพร้อมกับก้มหน้าลง
“แล้วเก่อหงจวินพูดว่าอะไร!?”
“เขาบอกว่าเรายังต้องอยู่บ้านแม่ จะขัดแม่ไม่ได้ จึงไม่ได้มา”
“พี่ได้ยินเสี่ยวจินบอกว่าเธอต้องซักผ้าของคนทั้งบ้าน อีกทั้งลี่ลี่และเฟินเฟินก็ยังถูกย่าของพวกเธอดุด่าอยู่เป็นประจำ มันเกิดอะไรขึ้น?”
หวังซู่เหมยมองน้องสามีของตนเอง เมื่อก่อนน้องสามีคนนี้มีใบหน้าแจ่มใส แต่ตอนนี้ดูเหมือนคนที่อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา
“แม่สามีบอกว่าน้องสะใภ้ต้องเลี้ยงลูก ไม่สะดวกซักเสื้อผ้าเอง จึงให้ฉันซักเสื้อผ้าทั้งหมด เดิมทีฉันอยากจะปฏิเสธ แต่หงจวินบอกให้ฉันอดทนรอจนกว่าเราจะแยกบ้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า!”
ฟู่ต้านีพูดด้วยสีหน้าอ่อนหวานราวกับกำลังเพ้อฝัน
เมื่อได้ยินแบบนี้ ฟู่ต้าอันก็กร่นด่าเก่อหงจวินในใจว่าไอ้สารเลว! ทำไมเขาไม่อดทนเองล่ะ! และที่สำคัญนี่คือพี่สาวของเขา เห็นพี่สาวตกอยู่ในสภาพนี้ เขาล่ะอยากฆ่าไอ้สารเลวหงจวินนั่นเหลือเกิน
หวังซู่เหมยเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันจริงอยู่ที่น้องสามีของเธอตกหลุมรักเก่อหงจวิน แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นนี้ ทำไมตอนนี้ถึงดูราวกับเปลี่ยนไปคนละคน! เปลี่ยนแม้กระทั่งนิสัยด้วย
ฟู่เยี่ยนมองสีหน้าของอาหญิงที่ดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ก็รู้สึกเหมือนตัวเองมองข้ามอะไรบางอย่างไป เธอมองไปรอบๆแต่ก็มองไม่ออก
เธอเดินไปหาฟู่ต้านีอย่างเงียบๆแล้วแกล้งรินน้ำยื่นให้ ตอนยื่นน้ำ ก็สังเกตมือทั้งสองข้างของอาหญิงอย่างระมัดระวัง
คราวนี้เธอเห็นปัญหาแล้ว เพราะมันมีเส้นสีแดงที่นิ้วกลางมือขวาและมือซ้ายของฟู่ต้านี
ฟู่เยี่ยนลงมืออย่างกะทันหัน เธอยกขากางเกงของฟู่ต้านีขึ้น ถอดรองเท้าออก ทำให้เห็นว่ามีเส้นสีแดงที่นิ้วเท้ากลางทั้งสองข้างลามไปจนถึงหัวเข่าด้วย
ฟู่เยี่ยนมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที มันคือหนอนกู่เผ่าเหมียว! การกระทำของฟู่เยี่ยนทำให้ทั้งครอบครัววิตกกังวลมาก ฟู่ต้าหย่งมองเสี่ยวฮั่วด้วยสีหน้าประหม่า หรือว่าฟู่ต้านีจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงอะไร?
แต่พอมาคิดดูแล้ว เสี่ยวฮั่วไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้นี่นา!
ฟู่เยี่ยนเรียกฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันออกมา แล้วให้หวังซู่เหมยอยู่เป็นเพื่อนฟู่ต้านีในบ้าน
“อาหญิงถูกคนวางพิษหนอนกู่ หนอนกู่นี้จัดการได้ยากมาก หนูทำได้แค่ลองดูครั้งเดียวเท่านั้น ทางที่ดีเราต้องหาตัวคนวางพิษหนอนกู่ให้เจอ นี่คือหนอนกู่ของเผ่าเหมียว ในครอบครัวอาเขยมีใครที่มาจากเผ่าเหมียวไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดมาแบบนี้ ทำให้ทั้งสองตกตะลึงในทันที
“เสี่ยวฮั่ว หนอนกู่คืออะไร?” ฟู่ต้าอันถามแทนคำถามคาใจของฟู่ต้าหย่งไปแล้ว
“เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่เจาะเข้าไปในร่างกายคนและสามารถควบคุมจิตใจคนได้ หนอนกู่ในร่างกายของอาหญิงคือตัวที่ทำให้เธอยอมเชื่อฟัง ถ้าเส้นสีแดงสองเส้นที่มือและเท้าของเธอวิ่งไปถึงหัวใจพร้อมๆกัน ต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ไม่สามารถช่วยเธอได้!”
ฟู่ต้าหย่งล้มพรวดลงจากเก้าอี้ทันที หากเสี่ยวฮั่วไม่ได้สืบทอดความสามารถของตระกูลเสิ่นมา แบบนี้ก็เท่ากับว่าหายนะจะมาเยือนน้องสาวของเขาน่ะสิ พวกเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้านีจะต้องตายอย่างไร! ไอ้ตระกูลเก่อสารเลว!
ฟู่ต้าอันและฟู่ต้าหย่งพยายามระงับอารมณ์ของตนเองอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้พวกเขาจะหุนหันพลันแล่นไม่ได้ ต้องสงบสติอารมณ์!
ตอนที่ 34 แยกทาง
“แบบนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของไอ้สารเลวเก่อหงจวินนั่น ไม่อย่างนั้นพี่เขาจะเชื่อฟังไอ้หมอนั่นขนาดนี้ได้อย่างไร?”
“ไม่แน่เสมอไป เพราะอาหญิงเป็นภรรยาของอาเขย เธอต้องเชื่อฟังเขาอยู่แล้ว อีกอย่างคนที่วางพิษหนอนกู่จะต้องเป็นผู้หญิงแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วและคิดว่าจะลองนำน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์มาให้อาหญิงดื่ม เพื่อดูว่าจะกำจัดหนอนกู่ออกไปได้หรือไม่
“พ่อ พ่อกับอาเล็กรั้งให้อาหญิงอยู่ที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งให้เธอกลับบ้านเด็ดขาด หนูจะไปคิดดูว่าจะช่วยอย่างไรได้บ้าง แล้วค่อยแอบถามที่มาที่ไปของครอบครัวอาเขยด้วย”
พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องของตนเองแล้วปิดประตูแน่นหนา จากนั้นเธอก็แวบหายตัวเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอ
มีบันทึกโดยละเอียดเกี่ยวกับพิษหนอนกู่อยู่ในหนังสือของบรรพบุรุษ แต่เดิมเธอยังไม่สามารถสรุปได้ เกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป พิษหนอนกู่ชนิดที่ไม่รู้จักจะปรากฏขึ้นมาอีก
ฟู่เยี่ยนทบทวนวิธีกำจัดพิษหนอนกู่อีกครั้ง เมื่อมั่นใจแล้ว เธอจึงตักน้ำออกจากบ่อศักดิ์สิทธิ์แล้วออกไป
เวลาด้านนอกเพิ่งจะผ่านไปชั่วโมงเดียวเอง แต่ฟู่เยี่ยนอยู่ในดินแดนต่างมิติมาเกือบหกเจ็ดชั่วโมงแล้ว
ในตอนที่ฟู่เยี่ยนออกมา ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยได้ตะล่อมถามไปไม่น้อย แต่ก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่าสมาชิกครอบครัวเก่อคนไหนที่มาจากเผ่าเหมียว ทว่าเรื่องของเก่อหงจวินกลับหลอกถามออกมาได้ไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าใกล้จะเย็นแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงยื่นถ้วยน้ำให้อาหญิงของเธอโดยตรงเพื่อดูว่าหนอนกู่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ฟู่ต้านีเชื่อฟังและดื่มน้ำตามที่หลานสาวยื่นให้ ไม่ถึง15นาที เส้นสีแดงที่เท้าและมือดูเหมือนมีอะไรบางอย่างว่ายไปมา แต่สักพักก็กลับมาเงียบอีกครั้ง หมายความว่ามันไม่มีผล
ดูเหมือนว่าต้องหาตัวคนที่วางพิษหนอนกู่นี้ให้เจอเสียแล้ว ถึงจะได้ทำความเข้าใจหนอนกู่ชนิดนี้
หลังจากฟู่เยี่ยนหารือกับฟู่ต้าหย่งแล้ว สองพ่อลูกก็ได้คิดวิธีดีๆออก ฟู่ต้าหย่งจึงได้พาฟู่ต้าอัน ฟู่ซินและฟู่เซินไปที่หมู่บ้านเสี่ยวโจวเพื่อคิดบัญชีกับครอบครัวเก่อ
ฟู่ต้านีไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เธอจึงถูกหวังซู่เหมยรั้งไว้โดยอ้างว่าจะให้อยู่ช่วยตัดเสื้อผ้าให้ฟู่ซิน แม้แต่ลี่ลี่และเฟินเฟินก็ไม่ได้กลับไปเช่นกัน ฟู่เหมี่ยวรับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสองคนนี้เอง
ส่วนฟู่เยี่ยนย่อมต้องตามพ่อของเธอไปด้วย เพราะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะมองออกว่าใครเป็นคนวางพิษหนอนกู่ เพราะการจะวางพิษหนอนกู่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หมู่บ้านเสี่ยวโจวตั้งอยู่ทางตะวันออกติดกับหมู่บ้านอันผิง สองหมู่บ้านนี้อยู่ไม่ไกลกัน อีกทั้งพวกฟู่ต้าหย่งกำลังเดือดดาล จึงทำให้พวกเขาก้าวเดินเร็ว ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวโจว
บ้านของครอบครัวเก่อตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เมื่อพวกฟู่ต้าหย่งเข้ามาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ก็ถูกเก่อหงอิง ลูกพี่ลูกน้องของเก่อหงจวินเห็นเข้าแล้ว
เขาสนิทกับเก่อหงจวินมาโดยตลอด และพอรู้เรื่องราวภายในของครอบครัวนี้อยู่บ้าง ปกติภรรยาของลุงใหญ่มักจะทนดูไม่ได้ และโน้มน้าวให้แม่ของเก่อหงจวินดีต่อฟู่ต้านีบ้าง แต่แม่ของเก่อหงจวินก็แค่รับปากส่งๆ เธอยังคงปฏิบัติต่อฟู่ต้านีเช่นเดิม เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ภรรยาของลุงใหญ่ก็เลิกโน้มน้าวแล้ว
เก่อหงอิงรีบกลับบ้านไปบอกป้าของเก่อหงจวิน นางถงเป็นคนมีเหตุมีผล อีกทั้งในตอนนั้นเธอยังเป็นแม่สื่อให้เก่อหงจวินและฟู่ต้านีด้วย
“เฮอะ ดูอาสะใภ้รองของลูกทำสิ เธอทำให้ครอบครัวของต้านีมีปัญหากับหงจวินแล้ว สงสัยเธอคิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะสบายใจ!” นางถงเก็บกวาดบ้านไปด้วยพลางพูดไปด้วย
“แม่ เราควรไปช่วยพูดดีไหม?”
“ไม่ ใครทำอะไรไว้ต้องรับผลเอง! ครอบครัวของต้านีมีพี่ชายน้องชายถึงสามคน อีกทั้งยังได้ยินมาว่าลูกชายคนโตของพี่ใหญ่เธอจะไปเข้ากรมเป็นทหารแล้ว นับว่ามีหน้ามีตาไม่น้อย”
“เธอทำเรื่องชั่วช้าหน้าระรื่นขนาดนั้น สมควรแล้วที่จะถูกสั่งสอนเสียบ้าง จะได้สมกับเรื่องชั่วๆที่เธอทำ! กำจัดวิญญาณความชั่วร้ายในตัวเธอไปด้วยก็ดี! หงจวินก็อีกคน ทำไมถึงไม่รู้จักคืนความยุติธรรมให้เมียของตัวเองบ้าง ไปเชื่อฟังแม่ตัวเองอะไรนักหนา!” พูดจบ เธอก็ไปเก็บกวาดบ้านต่อ
แม้ว่าแม่ของเขาจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่เก่อหงอิงก็ยังไม่วางใจ เพราะเขากลัวว่าหากเรื่องราวมันใหญ่โตขึ้นมา มันจะไม่ดีต่อหน้าตาของครอบครัวเก่อ
ดังนั้น เขาจึงให้ภรรยาของตัวเองไปดูสถานการณ์ หากมีอะไรให้เธอมาบอกเขา
ในตอนที่พวกฟู่ต้าหย่งมาที่บ้านของครอบครัวเก่อ เก่อหงจวินไม่อยู่ที่บ้าน มีเพียงนางต่งแม่ของเก่อหงจวินและไป๋หยู ลูกสะใภ้คนเล็กของนางต่งเท่านั้นที่อยู่บ้าน
“ครอบครัวพี่ใหญ่ของต้านีมาหรือ ได้ยินมาว่าเป็นวันดีของเสี่ยวจิน หากไม่ใช่เพราะหงจวินมีงานให้ทำอยู่บ้าน เขาคงไปร่วมดื่มฉลองด้วยแล้ว”
แม้นางต่งจะทำตัวเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายใส่ลูกสะใภ้ใหญ่ แต่เวลาพูดคุยกับคนภายนอก เธอยังคงปั้นสีหน้าได้เก่งเสมอ
“เก่อหงจวินล่ะ เรียกเขาออกมาที ฉันมีเรื่องจะคุยกับเขาหน่อย” ฟู่ต้าหย่งเห็นหญิงชราใจยักษ์คนนี้ เขาไม่อยากจะไว้หน้าเธอเลยสักนิด
นางต่งไม่ใช่คนโง่เช่นกัน คงเป็นเพราะลูกสะใภ้กลับไปเล่าความยากลำบากให้ครอบครัวฟัง เลยตั้งใจจะมาหาเรื่องให้ลูกชายของเธอโดนตบตีสินะ ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายของเธอกำลังทำเรื่องสำคัญ ไม่สามารถไปรบกวนเขาได้
“หงจวินไปบ้านอาของเขาแล้ว วันนี้ไม่กลับบ้าน พี่ของต้านีมาหาเขามีธุระอะไรหรือเปล่า? คุยกับฉันก็ได้” นางต่งพูดด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
ฟู่เยี่ยนเข้ารั้วบ้านมาก็มองสำรวจนางต่งและสะใภ้เล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว เธอเหลือบไปเห็นชาวบ้านที่มามุงดู ในใจก็คิดว่ามันต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ ดังนั้นเธอจึงได้กระซิบบอกบางอย่างแก่พี่รองของเธอ
“ในเมื่อเก่อหงจวินไม่อยู่ วันนี้ฉันจะอยู่รอที่นี่ไปเลย รอให้เก่อหงจวินกลับมา” ในเมื่ออยากเล่นแง่ ฟู่ต้าหย่งก็จะเล่นเป็นเพื่อน
ภรรยาของเก่อหงอิงยื่นอยู่หน้าประตูได้ยินถึงตรงนี้ เธอจึงกลับบ้านมาบอกเก่อหงอิง เก่อหงอิงได้ยินก็ขมวดคิ้วได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้ว
“หงจวินไม่อยู่บ้านแล้วจะไปที่ไหนได้? เราต้องรีบตามตัวเขากลับมา ถึงจะพูดคุยกับทุกคนให้เข้าใจได้”
ภรรยาของเก่อหงอิงเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ลังเล เก่อหงอิงที่เห็นภรรยาของตัวเองเป็นแบบนี้จึงถามออกมาอย่างหัวเสีย
“เธอรู้หรือ ? รู้อะไรก็พูดมาสิ!”
“เป็นคุณที่อยากให้ฉันพูดเองนะ ฉันได้ยินมาว่าระยะนี้หงจวินมักจะไปที่บ้านแม่หม้ายหวังที่อยู่ในซอยด้านหลังอยู่บ่อยๆ!”
เก่อหงอิงยอมใจกับคนครอบครัวนี้เลย ไม่มีใครทำตัวได้เรื่องเลยสักคน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจลบแซ่ ‘เก่อ’ ออกจากชื่อแซ่ของตนเองได้!
ดังนั้น เขากับภรรยาจึงตั้งใจว่าจะไปบอกเรื่องนี้ให้เก่อหงจวินรู้
ทั้งสองรีบเดินไปทางถนนด้านหลัง เก่อหงอิงกำลังลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ ทว่าเก่อหงจวินได้บังเอิญเปิดประตูออกมาจากในบ้านพอดี โดยมีแม่หม้ายหวังตามออกมาด้วย ทั้งสองแต่งตัวไม่เรียบร้อย ขนาดกระดุมเสื้อยังติดผิดติดถูก
“หงจวิน! นี่นาย! ไอ้หยา รีบกลับบ้านเร็วเข้า พี่ชายของน้องสะใภ้มาแล้ว!” เก่อหงอิงยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินพรวดมาจากทางด้านหลัง จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเก่อหงจวิน เก่อหงจวินถูกชกเข้าที่หน้าอย่างแรง ทั้งยังถูกเตะถูกต่อย ทำให้เก่อหงจวินล้มทั้งยืน
เก่อหงอิงยังตกตะลึง นี่มันน้องชายของน้องสะใภ้ไม่ใช่หรือ!
ไม่ผิด นี่คือฟู่ต้าอันที่ยังอยู่ที่บ้านครอบครัวเก่อเมื่อครู่นี้
เมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนเพิ่งเห็นร่องรอยของมูลเหตุและผลเหตุจากตัวเก่อหงอิง เนตรสวรรค์ของเธอมองเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เธอจึงแอบกระซิบบอกพี่รองให้เขาและอาเล็กแอบมาตามภรรยาของเก่อหงอิงไปอย่างลับๆ
คิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่ต้องเปลืองแรงถึงเพียงนี้
“พอได้แล้ว ขืนยังทำร้ายกันอีกคงได้ถึงชีวิตคนแน่!”
ฟู่เซินเห็นว่าอีกฝ่ายมีสภาพเละเทะแล้ว เขาจึงรีบไปห้ามอาเล็ก
สองอาหลานไม่สนใจเก่อหงจวินและแม่หม้ายหวังที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ด้านหลัง ทั้งสองคว้าแขนเก่อหงจวินคนละข้าง แล้วลากตัวกลับไปที่บ้านของครอบครัวเก่อ
ทางด้านนี้ ฟู่เยี่ยนได้มองนางต่งและสะใภ้เล็กได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
นางต่งไม่กล้าพูดอะไร อีกฝ่ายเป็นชายร่างใหญ่ หากเขาทุบตีเธอขึ้นมาคงทำอะไรไม่ได้ และเธอเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวถึงสิ่งที่ทำลงไปกับสะใภ้ของตน
ฟู่ต้าหย่ง ฟู่เยี่ยน และฟู่ซินยังคงนั่งดื่มชาอย่างสบายๆอยู่ในห้องโถง ฟู่เยี่ยนเป็นใครกัน เธอมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ากล่องชาอยู่ในชั้นวางตัวไหน
ในตอนที่อีกฝ่ายไปหยิบใบชา ฟู่ต้าหย่งมองสำรวจตู้เก็บของในห้องนี้ นี่มันสินสอดที่เขามอบให้ต้านีเป็นการส่วนตัวไม่ใช่หรือ!
แต่ยัยแก่คนนี้กลับเอามาเก็บไว้ในห้องตัวเองเนี่ยนะ!
ฟู่ต้าหย่งลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้องสาว แต่ยังไม่ทันได้เข้าไป นางต่งก็หยุดเขาไว้
“หลานชาย นี่เธอคงไม่เข้าห้องน้องสะใภ้ใช่ไหม นี่มันคือห้องของเสี่ยวหยูนะ!”
“แล้วน้องสาวของฉันนอนห้องไหน?” ฟู่ต้าหย่งพยายามระงับความโกรธแค้นขณะถาม
นางต่งชี้ไปที่ห้องด้านนอกอย่างกล้าๆกลัวๆ
ฟู่เยี่ยนเหลือบมองใบหน้าของนางต่ง: ยอดเลย เคราะห์กรรมของหญิงชราคนนี้กำลังจะมาถึงแล้ว โหงวเฮ้งนี้ไม่รอดแน่
ฟู่ต้าหย่งผลักเปิดประตูที่สั่นโงนเงน เมื่อเห็นห้องด้านใน หัวใจของเขาก็สั่นไหว นี่คนพวกนี้กล้าดียังไง!
ด้านในห้องมีเตียงเดียว มีเก้าอี้ที่ขาพังๆหนึ่งตัว ตอนนั้นที่น้องสาวของเขาแต่งงาน เธอมีสินสอดติดตัวเป็นเตียง ตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของ โต๊ะเครื่องแป้ง แต่ตอนนี้ไม่เหลือเลยสักชิ้น
บนเตียงปูด้วยเสื่อฟางบางๆ และมีเสื้อผ้าวางอยู่บนหัวเตียงเพียงไม่กี่ตัว เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกซักจนกลายเป็นสีซีดขาว ไม่มีของใช้ผู้ชายอยู่ในห้องเลยสักชิ้น มีเพียงแค่ของใช้สามคนแม่ลูกเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนและฟู่ซินตามเข้ามาในห้องก็พูดไม่ออกอยู่นาน ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าดูเหมือนเธอจะใจดีกับคนพวกนี้เกินไป! นิสัยใจดีมีเมตตาแบบนี้ต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว!
ฟู่ต้าหย่งหันหลังกลับไปที่ห้องหลักและเตะประตูให้เปิดออก ตามที่คาดไว้ไม่มีผิด เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสินสอดติดตัวของน้องสาวเขาอยู่ในห้องนี้ทั้งหมด
นางต่งและไป๋หยูอยู่ในห้องนี้ เมื่อฟู่ต้าหย่งเตะประตูเข้ามา พวกเธอก็สะดุ้งจนกรูไปนั่งรวมกันด้วยความตกใจ
“ไอ้หยา! คุณพระคุณเจ้า! นี่อยากให้ยายแก่อย่างฉันตกใจตายหรือ!” นางต่งอุทาน
ฟู่เยี่ยนก้าวเข้าไปในห้องแล้วเดินตรงไปด้านหน้าไป๋หยู
ไป๋หยูตัวสั่นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองฟู่เยี่ยน แต่ความดุร้ายในดวงตาของเธอกลับไม่ตรงกับสิ่งที่แสดงออกมาภายนอก
ฟู่เยี่ยนไม่มัวเสียเวลาเปลืองน้ำลายกับเธอ โดยทั่วไปแม่หนอนกู่จะอยู่ไม่ไกลจากคนที่วางพิษหนอนกู่ บางทีอาจอยู่ในตัวของคนเลี้ยง เธอสังเกตผู้หญิงคนนี้มาเป็นเวลานานและเห็นว่าผู้หญิงคนนี้มักจะลูบท้องอยู่บ่อยครั้งทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
ฟู่เยี่ยนจึงมั่นใจว่าแม่หนอนกู่จะต้องอยู่ในตัวผู้หญิงคนนี้แน่นอน แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องทำขนาดนี้ด้วย
ไป๋หยูเห็นว่าฟู่เยี่ยนมองเธอด้วยดวงตาที่เหมือนเปลวไฟ ราวกับมองเธอได้ทะลุปรุโปร่ง ในใจก็ยิ่งตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น
แม้จะมีความกล้าทำร้ายคนอื่น แต่ทักษะการวางพิษหนอนกู่กลับไม่ชำนาญ เธอเลี้ยงหนอนกู่เพื่อวางพิษใส่ฟู่ต้านีมาครึ่งปี แต่กลับไม่มีของคุ้มกันชีวิตของตนเองติดตัวเลยสักชิ้น
ฟู่เยี่ยนกำลังมองเธอ เพื่อดูว่าเธอจะอดกลั้นต่อไปไม่ไหวตอนไหน ถึงอย่างไรอาเขยก็ยังไม่กลับมา เธอไม่รีบร้อน
ไป๋หยูเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ มีเหงื่อเย็นไหลออกมาบนใบหน้า แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มือของเธอก็ไม่เคยละไปจากท้องเลย
เมื่อหาตำแหน่งแม่หนอนกู่เจอแล้ว ฟู่เยี่ยนตั้งสมาธิเพ่งมอง เธอเห็นว่าท้องของไป๋หยูพันผ้าก็อซไว้หลายชั้น มีขวดแก้วเล็กๆอยู่ภายในท้อง ด้านในขวดแก้วมีสิ่งมีชีวิตอยู่ตัวหนึ่ง คิดแล้วน่าจะเป็นแม่หนอนกู่
ฟู่เยี่ยนหันไปขยิบตาให้พี่ใหญ่
“ป้าสะใภ้ หนูเห็นว่าป้าไม่สบาย หนูนวดเก่ง เดี๋ยวหนูนวดให้นะ!” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วหยิบกรรไกรจากกล่องเย็บผ้าข้างๆเธอขึ้นมา
ฟู่ซินเข้าไปจับตัวไป๋หยูอย่างรู้กัร ฟู่เยี่ยนใช้กรรไกรตัดเปิดผ้าก็อซที่หน้าท้องไป๋หยูได้อย่างแม่นยำ แล้วเอาแม่หนอนกู่ออกมา
ไป๋หยูเจ็บที่ถูกเอาหนอนกู่ออกมา เธอกระโจนเข้าหาฟู่เยี่ยน โชคดีที่ฟู่ซินหัวไว เขาดึงน้องสาวออกมา ทำให้ไป๋หยูกระแทกเข้าใส่นางต่งเต็มแรง
ฟู่เยี่ยนเก็บหนอนกู่เข้าขวดและไม่สนใจเสียงร้องของทั้งสองคน
คราวนี้มีเสียงดังเอะอะมาจากด้านนอก ฟู่ต้าอันและฟู่เซินลากคอเก่อหงจวินกลับมาแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเสี่ยวโจวก็ตามมาเช่นกัน เขาคืออาของเก่อหงจวิน และรู้จักกับฟู่ต้าหย่งเช่นกัน
“หลานชาย นี่มันหมายความว่าอะไร? หงจวินผิดอะไร เราปิดประตูพูดคุยกันในบ้านให้เข้าใจกันก็ได้แล้ว ไม่เห็นต้องทำร้ายร่างกายกันเลย”
ฟู่ต้าหย่งเห็นสภาพเก่อหงจวินที่ดูน่าสมเพช ในขณะที่หม้ายหวังปาดน้ำตาโผเข้าหาอ้อมอกของเขาโดยไม่สนสถานการณ์ ปากก็ถามไม่หยุดว่าเขาเจ็บตรงไหนไหม
ตอนนี้ได้แม่หนอนกู่มาแล้ว ต้านีไม่จำเป็นต้องทนกับผู้ชายอย่างเก่อหงจวินอีกต่อไป
ผู้ใหญ่บ้านที่เห็นสถานการณ์แบบนี้แทบอยากจะเอามือตบปากตัวเอง
ตอนที่ 35 จบปัญหา
ทางด้านนางต่งเองยังอดสงสารลูกชายตัวเองไม่ได้ เธอโผเข้าไปดูอาการของลูกชาย แล้วสบถด่าพวกฟู่ต้าหย่งอย่างสาดเสียเทเสีย
“เก่อหงจวิน ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าฟู่ต้านีจะหย่ากับนาย!” ฟู่ต้าหย่งเหลือบมองเก่อหงจวินอย่างรังเกียจ ราวกับเจอแมลงตัวเหม็นน่าสะอิดสะเอียน
“ลี่ลี่และเฟินเฟินจะอยู่กับแม่ของพวกเธอด้วย นายเตรียมค่าเลี้ยงดูและค่าชดเชยไว้ให้พร้อม แล้วพรุ่งนี้ไปทำเรื่องขอหย่าที่สำนักงานได้เลย” ฟู่ต้าหย่งไม่อยากปล่อยเขาไปง่ายๆแบบนี้
“พวกแกฝันไปเถอะ นังคนเสียเงินเปล่าแบบนั้น กล้าดีอย่างไรมาให้ลูกชายของฉันออกเงินชดใช้ ฝันไปเถอะ!!” นางต่งได้ยินว่าอีกฝ่ายจะให้ชดใช้เงิน เธอก็เริ่มเผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา
“ได้! งั้นต่อไปนี้ลี่ลี่และเฟินเฟินจะใช้แซ่ฟู่ ไปเขียนจดหมายตัดความสัมพันธ์กันเสีย แล้วฉันจะไม่เอาเงินสักหยวนเดียว แถมยังจะจ่ายคืนให้บางส่วนด้วย!”
ตอนนี้เก่อหงจวินกำลังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า ทำไมชีวิตดีๆของเขาถึงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันแบบนี้ ตอนนี้หมัดหนักจากฟู่ต้าอันทำให้ในหัวของเขามีแต่เสียงอื้ออึง
“เก่อหงจวิน ถ้านายยังเป็นผู้ชายอยู่ นายต้องตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง” ฟู่ต้าหย่งผิดหวังในตัวน้องเขยคนนี้มากเสียจนไม่อยากเปลืองน้ำลายกับเขาอีกแล้ว
“พี่……พี่ใหญ่ ผมไม่อยากหย่า” เก่อหงจวินย่อมไม่ยอมหย่า เพราะถึงอย่างไรเขาก็คุยตกลงเรื่องราคาไว้แล้ว โดยหม้ายหวังจะคลอดลูกชายให้เขา พอถึงตอนนั้นต้องให้ภรรยาของเขาเลี้ยงดูเด็กที่จะเกิดมา ครอบครัวจะได้รักใคร่กลมเกลียวและอยู่กันอย่างมีความสุข
เขาคิดแบบนี้จึงพูดออกไปตามตรง ทำให้พวกฟู่ต้าอันรู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจเขาเข้าไปใหญ่
“ดี ในเมื่อไม่ยอมหย่า งั้นพวกเราก็มาคุยเรื่องผู้หญิงคนนี้กัน!” ฟู่ต้าอันรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะชกเขาแรงๆอีก!
เก่อหงจวินหดหัวด้วยความกลัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอม
“ในเมื่อไม่ยอมหย่า งั้นนายก็มีความผิดฐานลักลอบคบชู้ เราไปคุยกันที่โรงพักเถอะ” ฟู่ต้าหย่งกำลังจะเดินออกไปทันที ดูท่ามีแล้วเหมือนว่าเขาจะไปแจ้งตำรวจจริง
นางต่งรีบดึงชายเสื้อของลูกชาย เก่อหงจวินถึงได้ยอมพูด
“ผมยอมหย่าแล้ว แต่เด็กสองคนนั้นต้องอยู่กับผม” นางต่งและเก่อหงจวินไม่ใช่คนโง่ เด็กผู้หญิงสามารถทำงานบ้านได้ ไม่แน่ว่าผ่านไปอีกปีสองปีอาจขายให้พวกที่ต้องการเจ้าสาวเด็กได้
“พี่ใหญ่ จะมัวเปลืองน้ำลายกับมันทำไม พวกเราไปให้สำนักงานชุมชนตัดสินเรื่องนี้กันเถอะ!” ฟู่ต้าอันเดินโผงผางเข้ามาเตรียมซัดหน้าเก่อหงจวิน
“ตกลง ตกลง หย่าก็หย่า เด็กสองคนนั้นเป็นตัวสิ้นเปลืองเงินอยู่แล้ว พวกฉันไม่ต้องการหรอก” ครอบครัวเก่อยอมจำนนแล้ว
ฟู่เยี่ยนได้ถือโอกาสนี้เขียนข้อตกลงเสร็จแล้ว และผู้ใหญ่บ้านบังเอิญอยู่ที่นี่พอดี เขาจะได้เป็นพยานให้ได้
เมื่อทำสัญญาหย่าเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็เดินไปหาไป๋หยู เธอย่อตัวลง แล้วหัวเราะเบาๆ
“ทายาทชาวเหมียวก็แค่นี้ ทำอะไรไว้ก็รับผลกรรมนี้ด้วยตัวเองเถอะนะ”
ถ้าความแค้นสามารถปัันเป็นก้อนได้ ความแค้นและความชิงชังของไป๋หยูคงปั้นได้เป็นก้อนใหญ่แล้ว!
ทำไมกัน! ทั้งที่เกือบจะสำเร็จแล้วแท้ๆ!! แต่ฟู่เยี่ยนดันมองเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แบบนี้ก็น่าเบื่อแย่สิ
ในตอนที่ฟู่เยี่ยนนำแม่หนอนกู่ออกมา ด้านในยังมีหนอนกู่ตัวเล็กอีกสองสามตัว เธอจึงโปรยมันใส่ไปในร่างกายของไป๋หยู แม้เธอจะไม่รู้ความรุนแรงของมัน แต่ก็น่าจะทำให้อีกฝ่ายทรมานได้ไม่น้อย
เฮอะ จงเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ตัวเองก่อไว้เสียเถอะ!
ทางด้านเก่อหงจวิน โหงวเฮ้งของเขามีเกณฑ์จะได้เป็นศพในต่างแดน อีกทั้งชะตายังลิขิตให้ไม่มีลูกชายสืบสกุล แต่อาหญิงของฟู่เยี่ยนจะโชคดีและมีความสุขในภายหลัง
ฟู่ต้าหย่งที่หาเกวียนมาได้แล้วเรียกน้องชายและลูกชายของตนเองให้ไปช่วยกันขนสินสอดติดตัวของฟู่ต้านีกลับไป เมื่อเห็นว่าฟู่ต้าหย่งลากของกลับมาเต็มเกวียน หวังซู่เหม่ยที่รออยู่ที่บ้านถึงกับตกตะลึง
“พวกคุณไปตามหาตัวคนที่ทำร้ายต้านี แต่ทำไมถึงได้ขนสินสอดกลับมาแบบนี้ล่ะ?”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นเลย ให้เสี่ยวฮั่วเอาหนอนที่ว่านั่นออกจากตัวของต้านีก่อน” ฟู่ต้าหย่งไม่สนใจสิ่งอื่นใดแล้ว ตอนนี้หนอนพิษในร่างกายของฟู่ต้านีเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด
“แม่ นำหม้อทั้งหมดของเรามา เตรียมไม้ขีด เมื่อหนูบอกให้แม่จุดไฟเผามัน แม่ก็รีบจุดให้เร็วนะ!”
หลังจากตระเตรียมกับคนในครอบครัวแล้ว ฟู่เยี่ยนถือขวดแก้วที่ใส่แม่หนอนกู่ไว้ เมื่อเธอเข้าไปใกล้อาหญิงของเธอ แม่หนอนกู่ก็ยิ่งวิ่งพล่าน ราวกับว่ามีแรงดึงดูดทางธรรมชาติอย่างหนึ่งระหว่างมันกับอาหญิง
และเมื่อเธอเข้าไปใกล้ฟู่ต้านี เธอก็มองเห็นว่าหนอนกู่กำลังปั่นป่วนอยู่ในเส้นเลือด ฉากแบบนั้นมันทำให้เธอลืมไม่ลงจริงๆ
ฟู่เยี่ยนถือมีดแกะสลักอันเล็กที่ฟู่ต้าหย่งให้เธอไว้ แน่นอนว่ามันผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
ตอนนี้ฟู่ต้านียังสับสนอยู่ ไม่รู้ว่าหลานสาวนำมีดมาทำอะไร ฟู่เยี่ยนที่เห็นจังหวะประจวบเหมาะรีบให้อาเล็กทำให้ฟู่ต้านีสลบ
ฟู่เยี่ยนให้มีดบาดปลายนิ้วของฟู่ต้านี ทำให้มีเลือดสีดำไหลออกมา จากนั้นเส้นสีแดงเส้นนั้นถึงได้ค่อยๆไหลมาทางบาดแผลที่ปลายนิ้วอย่างช้าๆ ฟู่เยี่ยนรวบรวมสมาธิเพ่งมองไปยังเส้นเลือดของฟู่ต้านี ถึงได้เห็นหนอนกู่จำนวนนับไม่ถ้วนไหลลงมาที่ปลายนิ้ว
เส้นเลือดของฟู่ต้านีคล้ายกับจะฉีกขาดให้ได้ ฟู่เยี่ยนจึงต้องใช้มีดบาดปลายนิ้วของฟู่ต้านีที่เหลืออีก9นิ้ว
ในไม่ช้า หม้อที่หวังซู่เหม่ยนำมาก็เต็มไปด้วยแมลงตัวเล็กๆ ดูน่าขยะแขยง ครอบครัวฟู่เห็นแบบนั้นต่างก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา ฟู่เซินที่ทนไม่ไหวอาเจียนออกมาทันที ภาพเหตุการณ์นี้คงทำให้เขาเข็ดขยาดกับพวกแมลงไปอีกนาน
“ตอนนี้แหละ! จุดไฟเผามันได้เลย!” ฟู่เยี่ยนเพิ่งจะพูดจบ ฟู่ซินก็หยิบฟืนมาจุดไฟในบ้านทันที กลิ่นคาวกระจายไปทั่วในตัวบ้าน แม่หนอนกู่ที่อยู่ในขวดแก้วส่งเสียงกรีดร้องลั่นชวนขนหัวลุก!
หนอนกู่ที่อยู่บนมือถูกกำจัดไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ที่เท้า คราวนี้ก็ง่ายขึ้นเยอะแล้ว ฟู่เยี่ยนใช้มีดบาดปลายนิ้วเท้าทั้ง10นิ้วอย่างรวดเร็ว
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ฟู่เยี่ยนรวบรวมสมาธิตรวจดูร่องรอยของหนอนกู่ในร่างของอาหญิงอีกครั้ง หากเธอไม่ทำลายมันอย่างถอนรากถอนโคน มันก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมายนับไม่ถ้วน
หลังจากตรวจดูเป็นเวลานานกว่า1ชั่วโมง พิษหนอนกู่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ฟู่เยี่ยนเหนื่อยจนใบหน้าเริ่มซีดเซียว เธอรู้ว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไป เนตรสวรรค์ของเธอจะก้าวหน้าไปอีกขั้น
ฟู่ซินนำฟืนมาจุดไฟอย่างรวดเร็ว ฟู่เยี่ยนจึงนำแม่หนอนกู่โยนลงไป
ทันใดนั้น แมลงที่น่าขยะแขยงเหล่านั้นก็กลายเป็นกองขี้เถ้าสีดำ
ใบหน้าของฟู่ต้านีเริ่มกลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนจึงนำน้ำจากในดินแดนต่างมิติออกมาให้เธอดื่ม
ไม่นานหลังจากนั้น ฟู่ต้านีก็ได้สติขึ้นมา เมื่อครอบครัวฟู่เห็นว่าเธอตื่นแล้ว พวกเขาต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก วันนี้ช่างเป็นวันที่เหนื่อยเหลือเกิน!
“พี่? ทำไมพี่ถึงอยู่ล่ะ ฉันอยู่บ้านหรือ?” ดูเหมือนว่าฟู่ต้านีจะจำไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่
หลังจากซักถามไปครู่ใหญ่ เธอรู้สึกราวกับความทรงจำของเธอหยุดค้างไว้เมื่อครึ่งปีที่แล้ว ตอนนี้เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย!
ในตอนนี้เอง ฟู่ต้าหย่งถึงได้ตัดสินใจบอกเธอว่าเขาต้องการให้เธอหย่ากับเก่อหงจวิน นอกจากนี้ เขายังเล่าให้เธอฟังถึงการกระทำที่น่าขยะแขยงทั้งหมดของครอบครัวเก่อด้วย
“พี่ ฉันรู้เรื่องนี้ เมื่อวานย่าของลี่ลี่คุยกับเก่อหงจวินว่าจะให้เขาหย่ากับฉันแล้วไปหาเมียใหม่
เก่อหงจวินไม่ยอม แม่เขาจึงบอกว่าก็แค่ไปหาคนคลอดลูกให้ หากได้ลูกชายก็อุ้มกลับมาบ้านให้ฉันเลี้ยง เก่อหงจวินไม่ได้พูดอะไร แต่ผ่านไปสักพัก เขาก็บอกว่าถูกใจแม่หม้ายหวัง ให้แม่ของเขาช่วยเป็นแม่สื่อให้
ตอนนั้นฉันวู่วามจึงโผงผางเข้าไปถามพวกเขาทั้งสองให้รู้เรื่อง แต่วันต่อมาฉันก็ตกอยู่ในสภาพมึนงงจนถึงตอนนี้
คิดว่าเก่อหงจวินและแม่หม้ายหวังคงได้เสียกันแล้ว” ฟู่ต้านียากจะปกปิดความเสียใจนี้ได้ เพราะถึงอย่างไรเธอและเขาก็เคยรักกัน
ครอบครัวฟู่มองหน้ากัน ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ดูเหมือนพวกเขาคงคิดว่าในเมื่อมันเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ฉะนั้นก็ทำให้เรื่องราวมันไปให้ถึงที่สุด
“ต้านี เธอรู้ที่มาที่ไปของไป๋หยูไหม?” ระหว่างทาง ฟู่เยี่ยนได้เล่าให้พวกเขาฟังถึงเรื่องที่ไป๋หยูเป็นคนวางพิษหนอนกู่
“เธอเป็นลูกสาวป้าเล็กของเก่อหงจวิน เมื่อก่อนเธอแต่งงานไปอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ต่อมาเธอหย่ากับสามีและพาลูกชายลูกสาวกลับมา หลังจากป้าของเขาตายไป ป้ามีแค่เธอที่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เธอจึงถูกยกให้แต่งงานกับเก่อหงปิง” ฟู่ต้านีเสียเลือดมากเกินไป ตอนนี้เธอพยายามควบคุมสติไม่ให้สลบไปอีกครั้ง
“ไป๋หยูน่าจะเป็นผู้สืบทอดหนอนกู่จากเผ่าเหมียว แต่เธอไม่ชำนาญในวิชา ในตอนที่หนูนำหนอนกู่ออกมาจากร่างกายของเธอ เธอไม่มีแม้แต่ของขลังคุ้มกันร่างกาย หากเธอไม่ตายก็คงมีชีวิตไม่ต่างจากตายทั้งเป็น!” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้วางพิษหนอนกู่ใส่ในร่างกายของเก่อหงจวินและแม่ของเขา พวกเขาจะได้รู้รสชาติความเจ็บปวดของมันบ้าง!
ฟู่ต้านีมองไปยังหลานสาวของตนเอง เธอไม่เจอเสี่ยวฮั่วนานแล้ว หลานสาวของเธอเก่งขนาดนี้เชียวหรือ!
“พี่ แล้วลี่ลี่กับเฟินเฟินล่ะ?”
“เสี่ยวฉุ่ยพาพวกเธอสองคนไปนอนแล้ว รอให้ตื่นก่อนค่อยว่ากัน” หวังซู่เหม่ยเห็นว่าใบหน้าของน้องสาวสามีดูไม่สู้ดี เธอจึงเริ่มด่าทอสาปแช่งครอบครัวเก่ออยู่ในใจอีกครั้ง
“พี่สะใภ้ ฉันมาทำให้พวกพี่ต้องลำบากแล้ว”
“อย่าพูดเรื่องนี้เลย ครอบครัวเก่อมันสารเลว เธออยู่ที่นี่เถอะ เดี๋ยวพี่จะไปเก็บกวาดห้องฝั่งตะวันตกให้
พี่ของเธอบอกแล้วว่าหลังจากนี้ ลี่ลี่และเฟินเฟินจะเปลี่ยนมาใช้แซ่ของเธอ พวกเธอจะกลายเป็นลูกๆของคนครอบครัวฟู่ ไม่เกี่ยวข้องกับเก่อหงจวินอีก
ดูแลสุขภาพให้ดีแล้วค่อยคุยกันเรื่องอื่น พรุ่งนี้ไปทำเรื่องหย่าเรียบร้อยแล้ว ค่อยให้หมอหม่าจัดยาจีนให้กินบำรุงร่างกาย”
“ต้านี นี่คือหนังสือหย่า เธออ่านดูสิ” ฟู่เยี่ยนมอบกระดาษแผ่นนั้นให้พ่อของเธอนานแล้ว
ฟู่ต้านีอ่านหนังสือหย่าพลางรู้สึกเศร้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมีสติดีครบถ้วน
“พี่ พี่สามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจ เมื่อผมแต่งงาน พี่ค่อยมาอยู่กับผมก็ได้”
“ไร้สาระ ภรรยาของนายอยู่ไหนล่ะ?” ฟู่ต้านีรู้ดีว่าน้องชายกำลังช่วยให้เธอหันเหความสนใจ
ไม่น่าเชื่อที่หนอนกู่สามารถเปลี่ยนบุคลิกคนได้ ตอนนี้ฟู่ต้านีกลายเป็นปกติมากขึ้นแล้ว
ไม่นาน ลี่ลี่และเฟินเฟินก็ตื่นนอน พอตื่นมาก็รีบออกมาหาแม่ของตนเอง เมื่อสองพี่น้องได้ยินว่าไม่ต้องกลับไปบ้านหลังนั้นอีกแล้ว สองพี่สองก็ดีใจมาก
“พ่อไม่เคยรักหนูกับน้องสาวเลย แถมยังทำไม่ดีกับแม่ด้วย ต่อไปนี้พวกเราไม่ต้องกลับไปบ้านหลังนั้นแล้วใช่ไหม? ยอดเยี่ยมไปเลย!” ลี่ลี่เพิ่ง10ขวบ กำลังเป็นวัยน่ารักสดใส พอเธอมาอยู่ที่บ้านครอบครัวฟู่ เธอก็สดใสขึ้นมาก
ฟู่ต้านีกอดลูกสาวทั้งสองราวกับสมบัติที่หายไปและหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
ครอบครัวฟู่ออกจากห้องไปเช่นกัน เพื่อให้สองแม่ลูกได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน
เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเย็นกัน อีกทั้งเวลานี้ก็คงทำได้แค่ก๋วยเตี๋ยวสักหม้อ ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงทำบะหมี่กินกัน
ระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนมีความสุขมากที่จบปัญหาคาใจได้เสียที
จบตอน
Comments
Post a Comment