ตอนที่ 311: พี่ใหญ่เสียอาการ
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ฟู่เหมี่ยวหัวเราะขึ้นมา เพราะที่จริงแล้วคนพวกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเธอเลย ยิ่งไปกว่านั้นแม่สามีในอนาคตก็รับมือให้เรียบร้อยแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องลงมือเอง
“เสี่ยวฮั่ว เมื่อคืนนี้เธอไม่ได้กลับบ้าน เธอไปไหนมา?” ฟู่เหมี่ยวถาม
“อ้อ ฉันไปซื้อหินดิบมาน่ะ”
“หินดิบ? หินที่สามารถแปรรูปเป็นหยกได้นั่นหรือ?” พอฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เหมี่ยวก็ตื่นเต้นขึ้นมา ฟู่เซินเองก็สนใจด้วยเช่นกัน
“ใช่แล้ว ฉันดูหินดิบทั้งคืนเลย เพิ่งกลับมาตอนเช้าแล้วก็นอนยาวทั้งวัน” ฟู่เยี่ยนตอบ
“เสี่ยวฮั่ว ตอนเธอเปิดหินครั้งต่อไปพาพี่ไปดูด้วยนะ พี่อยากเห็น” ฟู่เหมี่ยวพูดอย่างกระตือรือร้น
“ฉันด้วย ฉันด้วย!” ฟู่เซินพูดเสริม
“พรุ่งนี้ฉันจะไปอีก พวกพี่ไปดูกับฉันก็ได้ แล้วเดี๋ยวไปถามพี่ใหญ่ด้วยว่าอยากไปไหม อ้อ แล้วพี่ใหญ่ไปไหนล่ะ?” ฟู่เยี่ยนเพิ่งนึกได้ว่าไม่เห็นพี่ชายคนโตที่บ้านเลย!
พอเธอถามขึ้นมา ฟู่เซินกับฟู่เหมี่ยวก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย คล้ายกับว่าพวกเขากำลังกลั้นหัวเราะ แม้แต่ไป๋โม่เฉินก็ยังอดหัวเราะไม่ได้
“พวกพี่เป็นอะไรกัน? พี่ไป๋โม่เฉิน พี่หัวเราะอะไร? พี่ก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนแปลกใจ เขาตื่นก่อนเธอแค่นิดเดียวเอง แต่ทำไมถึงรู้เรื่องนี้ได้ ?
“ฉันได้ยินคุณป้าบ่นน่ะ เช้านี้มีเพื่อนเก่าของพี่ใหญ่แวะมาหาเขา แล้วพวกเขาก็ออกไปข้างนอกกัน” ไป๋โม่เฉินตอบอย่างเรียบง่าย
“แล้วมีอะไรแปลกเหรอ? แค่นี้ทำไมพวกพี่ถึงต้องขำกันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงงง
“เสี่ยวฮั่ว นี่เธอไม่เฉลียวใจเลยเหรอ? คนที่มาหาพี่ใหญ่น่ะเป็นเพื่อนผู้หญิงนะ” ฟู่เหมี่ยวทนไม่ไหวจนต้องพูดออกมา
“เพื่อนผู้หญิง? พวกพี่เห็นแล้วเหรอ? หน้าตาเป็นอย่างไร? เป็นเพื่อนผู้หญิงที่เรียนอยู่ที่เดียวกันหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถามเป็นชุด
“เราก็ไม่รู้หรอก ต้องรอให้พี่ใหญ่กลับมาก่อนถึงจะรู้” ฟู่เซินพูด เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าพี่ใหญ่มีท่าทีไม่สงบ
“แล้วพวกพี่ขำอะไรกันเนี่ย? บางทีพี่ใหญ่อาจจะไม่ได้ชอบเธอก็ได้นะ!” ฟู่เยี่ยนไม่คาดหวังอะไรมากนักกับเรื่องนี้
“เธอไม่เห็นท่าทางของพี่ใหญ่ตอนนั้นหรอก เขาหน้าแดงจนแทบจะหยดเป็นน้ำได้แล้ว มือไม้ก็ไม่รู้จะวางตรงไหน” ฟู่เหมี่ยวหัวเราะไม่หยุด
“อะไรนะ? พี่ใหญ่มีท่าทางแบบนั้นด้วยเหรอ? ปกติต่อให้ดีใจหรือเสียใจขนาดไหน เขาก็ยังนิ่งเหมือนเดิมนี่นา” ฟู่เยี่ยนเริ่มสงสัยในคำพูดของพวกเขา
“จริงๆนะ พ่อแม่ของเรายังเห็นเลย! ถ้าไม่เชื่อเธอลองไปถามดูสิ อาหญิงก็เห็นด้วย” ฟู่เซินยืนยัน
ฟู่เยี่ยนเริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พี่ชายของเธอมีเรื่องแบบนี้จริงเหรอ? ถ้าเขากลับมา เธอต้องดูโหงวเฮ้งเขาดีๆ ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า
“เสี่ยวฮั่ว อยากกินทับทิมไหม? เข้ามากินสิ พวกลูกทั้งสองกลับมาแล้วเหรอ ? เข้ามาสิ” หวังซู่เหมยตะโกนเรียกจากหน้าประตู
“มาแล้วแม่! ไป เข้าไปกินทับทิมกัน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมดึงฟู่เหยา น้องชายที่กำลังเล่นมดอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นและพาเข้าไปในบ้าน
ทับทิมนี้เพื่อนบ้านเป็นคนให้มา เป็นพวกที่ชอบไปตกปลากับฟู่ต้าหย่งตั้งแต่เขาย้ายมาที่เมืองหลวง หลังจากที่เริ่มคุ้นเคยกันแล้ว พวกเขาก็จะส่งของกินมาให้บ่อยๆ
“พ่อ ทับทิมนี้หวานดีนะ พรุ่งนี้ปลูกสักต้นในสวนของเรากันเถอะ!” ฟู่เหมี่ยวชอบทับทิมมาก ฟู่เยี่ยนกับฟู่เซินก็เช่นกัน พวกเขาชอบอะไรคล้ายๆกัน
“ไม่มีปัญหา บ้านลุงเหอมีสองต้นที่บังหน้าต่างอยู่ พอถึงฤดูใบไม้ร่วง พ่อจะไปขุดมาให้ ทับทิมต้นนั้นหวานมาก” ฟู่ต้าหย่งก็ชอบทับทิม เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง
ถึงเวลานั้น เขาจะปลูกในสวนของฟู่เยี่ยน!
ขณะที่ทุกคนกำลังกินทับทิมกันอยู่ ฟู่ซินก็กลับมาจากข้างนอก ใบหน้าของเขายังมีแววเขินอายเล็กน้อย
“เสี่ยวจิน กลับมาแล้วเหรอ? วันนี้ไปไหนมาล่ะ?” หวังซู่เหมยอยากถาม แต่ก็ไม่กล้าถามตามตรง จึงถามอ้อมๆ
“พวกเราไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่ แล้วก็แวะไปซื้อหนังสือไม่กี่เล่ม ตอนเย็นไปกินหม้อไฟ” ฟู่ซินพูดด้วยความเขินอาย
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไร แต่เธอก็แอบคิดในใจว่าพี่ชายของเธอกำลังจะมีความรักแล้ว เมื่อมองอย่างละเอียด เธอก็เห็นว่ามันมีสัญญาณของความรักจริงๆ แต่ยังไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นความรักที่แท้จริงหรือเปล่า
ฟู่เหมี่ยวเห็นฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าเธอกำลังมองโหงวเฮ้งของพี่ใหญ่อยู่
“เสี่ยวฮั่ว เป็นอย่างไรบ้าง?”
ฟู่เยี่ยนไม่ตอบ เพราะเธอไม่สามารถบอกเรื่องนี้ได้ ถ้าพูดออกไปอาจทำให้พี่ชายหมดกำลังใจ
“ดีมาก พี่ใหญ่เริ่มสนใจแล้ว” ฟู่เยี่ยนยิ้ม เธอยังไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร สายสัมพันธ์ด้านการแต่งงานของพี่ใหญ่ดูเหมือนจะเริ่มขึ้น แต่ยังค่อนข้างเลือนลาง
“เสี่ยวจิน เพื่อนของลูกเป็นคนที่ไหนล่ะ? ก่อนหน้านี้เธอก็เป็นทหารหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยเริ่มถามอย่างกระตือรือร้น
คำถามของหวังซู่เหมยทำให้ทุกคนหันมามอง พวกเขาสนใจเรื่องของเพื่อนผู้หญิงของฟู่ซิน
“อ่า กวงหยุนไม่ได้อยู่สาขาเดียวกับผม เธออยู่ในคณะแพทยศาสตร์ บ้านของเธออยู่ที่ซานตง เธอเคยอยู่ในเขตทหารของกองทัพจี้หนาน ก่อนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย” ฟู่ซินตอบพร้อมกับรู้สึกเขินเล็กน้อย
“โอ้! เพื่อนผู้หญิงคนนั้นชื่อกวงหยุนนี่เอง!” ทุกคนพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
“สาวจากซานตงดีนะ! ซื่อสัตย์! แถมยังสวยอีก!” ฟู่ต้านีกล่าวชื่นชม
ฟู่ซินเริ่มหน้าแดงอีกครั้ง ฟู่เซินจึงใช้ข้อศอกกระทุ้งเขาเบาๆ
“พี่ใหญ่ พี่รู้จักกับเธอได้อย่างไร? พวกพี่ไม่ได้อยู่สาขาเดียวกัน เวลาที่จะได้เจอกันบ่อยๆ ก็ไม่น่าจะมีมากนะ?”
“ก็รู้จักกันตอนฝึกทหารน่ะ ตอนนั้นต้องมีนักเรียนชายสามคนกับนักเรียนหญิงสามคนเดินขบวนด้วยกัน เราก็เลยได้รู้จักกัน” ฟู่ซินเล่า เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเลยว่ากวงหยุนจะชอบเขา ทั้งที่เธอเป็นคนสวยและมีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบมากมาย
“อ้อ!”
ฟู่เยี่ยนมองพี่ชาย เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มมีใจให้เธอคนนั้นแล้ว นั่นหมายความว่าความเลือนลางในเส้นแต่งงานนั้นไม่ใช่เพราะพี่ชายของเธอไม่แน่ใจ แต่มันหมายความว่าหนทางความรักของพวกเขายังมีเรื่องที่ต้องผ่านไปอีกยาวไกล
“พี่ใหญ่ มีเวลาว่างก็ชวนเธอออกมากินข้าวบ้างสิ เธอไม่กลับบ้านช่วงปิดเทอมนี้เหรอ?” ฟู่เยี่ยนอยากเจอเพื่อนผู้หญิงของพี่ชายเอง เผื่อจะดูออกว่าเป็นอย่างไรบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเส้นการแต่งงานที่เลือนลางและไม่แน่นอนแบบนี้
“ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของเธอจะเสียไปแล้ว เธอพักอยู่กับลุงน่ะ” ฟู่ซินพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจ กวงหยุนไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ แต่เขาเห็นในเอกสารของเธอระหว่างที่ช่วยผู้ฝึกสอนจัดระเบียบข้อมูล
“อ่า? งั้นยิ่งต้องชวนเธอออกมากินข้าวด้วยกันเลย! เดี๋ยวฉันจัดการให้ พี่ก็แค่บอกเธอว่าน้องสาวชวนเพื่อนๆมากินข้าว พี่ก็เลยอยากชวนเธอมาด้วย มีหลายคนจะได้สนุกกัน เลือกวันซะเลย! เอาเป็นวันก่อนเปิดเทอมวันแรกของเราก็แล้วกัน!”
“พี่ใหญ่ วันหยุดของเธอเหลือกี่วัน?”
ฟู่ซินคิดตามคำพูดของน้องสาว ซึ่งเขาเองก็คิดว่ามันน่าสนใจเช่นกัน “พวกเราเปิดเทอมช้ากว่าพวกเธอสามวัน ฉันจะโทรไปถามเธอดูก็ได้”
“ดีมาก พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ฉันจะไปโรงงานเพื่อเปิดหินดิบ พี่รองกับพี่สามก็ไปด้วย พี่อยากไปดูไหม?” ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าอยากให้พี่ใหญ่ไปด้วย เพื่อจะได้สังเกตเพิ่มเติม
“ได้สิ ฉันก็อยากไปดูเหมือนกัน” ฟู่ซินตอบรับอย่างเต็มใจ
พวกเขาคุยกันอีกสักพัก ฟ้าก็เริ่มมืด หนูน้อยฟู่เหยาเริ่มขยี้ตาเพราะง่วงนอนแล้ว
“แม่ แม่พาน้องเข้านอนเถอะ พวกเราจะกลับไปนอนที่บ้านของตัวเองแล้ว!”
“งั้นให้พี่ใหญ่ไปนอนที่บ้านของลูก แล้วไป๋โม่เฉินไปนอนที่ห้องของพี่ใหญ่แล้วกัน!” หวังซู่เหมยสั่งอย่างเป็นห่วง
คำพูดนี้ทำให้ฟู่เซินหัวเราะออกมา เพราะไป๋โม่เฉินกับวังจื่อหยวนมักจะถูกแม่ของพวกเขาจับตามองเหมือนขโมยทุกครั้งที่ถึงเวลากลางคืน!
ตอนที่ 312: ผู้อาวุโสเยี่ยน
และค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ อากาศกลางคืนช่างเย็นสบาย ทำให้รู้ว่าฤดูใบไม้ร่วงได้ย่างกรายเข้ามาแล้ว ฟู่เยี่ยนปิดหน้าต่างในห้องของตัวเองและใส่กลอนประตูให้เรียบร้อย วันนี้เธอมีแผนที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อดูไข่มังกร
ถึงแม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล แต่อุณหภูมิภายในดินแดนต่างมิติกลับคงที่ ฟู่เยี่ยนเข้ามาในดินแดนต่างมิติและตรงไปดูไข่มังกรทันที ครั้งล่าสุดที่เธอเห็น มันมีรอยร้าวเล็กๆบนเปลือกไข่ แต่ตอนนี้เมื่อมองดูอีกครั้ง รอยร้าวนั้นกลับหายไป ฟู่เยี่ยนงุนงง นี่มันอยากจะฟักออกมาจากไข่หรือไม่อยากกันแน่? เธอค่อยๆลูบเปลือกไข่และรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ข้างใต้
ฟู่เยี่ยนยกมือขึ้นด้วยความตกใจ นี่มันอะไร?
เธอลองวางมือกลับลงไปอีกครั้ง ความรู้สึกสัมผัสนั้นชัดเจนขึ้น เธอลูบเปลือกไข่อย่างอ่อนโยน และรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างขยับอยู่ข้างใน
ดูเหมือนว่าลูกมังกรตัวนี้ใกล้จะฟักออกมาแล้ว ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ หากมันฟักออกมาแล้ว เธอไม่แน่ใจว่าดินแดนต่างมิตินี้จะใหญ่พอที่จะรองรับมันหรือไม่
แต่การกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดินแดนต่างมิติจะไม่ขยายใหญ่ขึ้นตามใจนึก รถมาถึงภูเขาก็ย่อมมีทางไปเสมอ ฟู่เยี่ยนคิดว่าคงต้องทำไปทีละก้าวแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น!
เธอกลับมาในบ้านไม้ไผ่ ช่วงนี้เธอใช้เวลาอ่านหนังสือและศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากเวลาภายในดินแดนต่างมิตินี้เคลื่อนที่ช้ากว่าข้างนอก ทำให้เธอมีเวลาศึกษานานขึ้น
บันทึกที่อาจารย์ให้มา เธออ่านจนเกือบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว แต่เธอยังต้องใส่ความคิดของตัวเองเพื่อเติมเต็มเนื้อหานั้น
ช่วงนี้เธอกำลังจัดบันทึกของอาจารย์ใหม่ เพราะบันทึกเล่มเก่าเริ่มจะหลุดเป็นชิ้นๆแล้ว เธอตั้งใจว่าจะจัดเรียงใหม่และมอบเป็นของขวัญให้กับอาจารย์
วันเกิดของอาจารย์คือช่วงฤดูหนาว เธอคิดว่าคงจะเสร็จทันเวลา บันทึกของอาจารย์มีข้อมูลมากมาย คงใช้เวลาจัดเรียงอีกสักพัก
เวลาผ่านไปช้าๆ ฟู่เยี่ยนจัดบันทึกจนฟ้าสว่าง เธอคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเช้าแล้ว
เมื่อออกจากดินแดนต่างมิติและมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา 6โมงเช้า แม้จะไม่ได้หลับทั้งคืน แต่เธอก็ยังรู้สึกสดชื่นและมีพลังเต็มเปี่ยม ติดอยู่แค่เธอหิว อยากกินข้าว
เมื่อเดินไปที่ลานหน้า ทุกคนในบ้านก็ลุกขึ้นมาแล้ว ครอบครัวฟู่เป็นคนที่ตื่นเช้าอยู่เสมอ เพราะเคยชินกับการทำงานในไร่ ฟู่ซินยิ่งตื่นเช้ากว่าใคร บางวันตี5 ยังถือว่าช้า เขาเคยตื่นเช้ากว่านี้ตอนอยู่ในกองทัพ
“เสี่ยวฮั่ว เมื่อไหร่จะไปเปิดหินล่ะ?” ฟู่เซินเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“กินข้าวเสร็จแล้วไปกันเลย แต่ฉันต้องแวะไปบ้านของผู้อาวุโสเยี่ยนก่อน เมื่อวานเยี่ยนโหลวมาหาฉัน ไม่รู้มีเรื่องอะไร” ฟู่เยี่ยนคิดอยู่สักพักก่อนตอบ
“งั้นให้พวกพี่ไปก่อนไหม?” ฟู่เหมี่ยวถาม เธอชอบไปพูดคุยกับผู้อาวุโสเหล่านั้น เพราะพวกเขามักมีคำพูดที่เฉียบแหลมอยู่เสมอ พวกผู้อาวุโสจูมักจะมีความคิดดีๆให้เธอ หรือบางทีเขาก็ชอบเล่าประสบการณ์ชีวิตให้เธอฟัง เธอจึงคิดว่าพวกเขาเก่งกว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของเธอเสียอีก
“พวกพี่ไปก่อนได้เลย ไปนั่งดื่มชากับช่างจู ฉันจัดการธุระเสร็จแล้วจะตามไป” ฟู่เยี่ยนตอบ ก่อนจะหันมามองไปที่ไป๋โม่เฉิน เขายังไม่กลับบ้านอีกหรือ?
“พี่จะไปด้วยไหม? หรือจะกลับบ้าน?”
“ฉันยังไม่กลับ ฉันก็อยากไปเปิดหินของฉันเหมือนกัน” ไป๋โม่เฉินมีความกังวลใจเกี่ยวกับหินที่เขาเลือกมาเมื่อวานนี้ หากในนั้นมีวัตถุดิบดีๆ ก็สามารถนำไปทำเป็นเครื่องประดับให้ฟู่เยี่ยนได้
“อ้อ ใช่สิ แต่ต้องรอให้ฉันไปก่อนนะ? โดยเฉพาะหินก้อนเล็กของฉัน อย่าลืมบอกช่างเก๋อว่าห้ามรีบร้อนไปเปิดมันก่อน” ฟู่เยี่ยนกำชับ หินก้อนนั้นไม่ต้องใช้เครื่องจักรเลย เพียงแค่ขัดด้วยเครื่องขัดก็จะเห็นหยกที่อยู่ด้านในทันที
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้แล้ว กินข้าวเสร็จแล้วไปกันเลยไหม?” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างกระตือรือร้น
“ดี พี่ควรจะตัดจากตรงกลางประมาณ 3เซนติเมตร แล้วจะเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใน" ฟู่เยี่ยนยังเตือนด้วยความมั่นใจ เธอเห็นอาการของไป๋โม่เฉิน คิดว่าเขาคงจะใจร้อนเต็มทนแล้ว
“อืม เข้าใจแล้ว!” ไป๋โม่เฉินฟังแล้วมั่นใจว่าข้างในต้องมีหยกอย่างแน่นอน เพราะฟู่เยี่ยนมั่นใจขนาดนั้น
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็ออกเดินทางไปพร้อมกัน หลังจากเดินทางสักพักจึงแยกทางกัน
บ้านตระกูลเยี่ยนห่างจากบ้านตระกูลมู่ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ฟู่เยี่ยนเดินมาถึงและดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา 08.15 น. พอดี
เธอกดกริ่งหน้าบ้าน ไม่ช้าก็มีคนมาเปิดประตู
“พี่ฟู่! คุณปู่กำลังพูดถึงพี่อยู่พอดี! ผมกำลังจะไปตามพี่เลย!” คนที่มาเปิดประตูคือเยี่ยนโหลว เด็กหนุ่มพูดด้วยความตื่นเต้นและแนะนำถึงความงามของบ้านตนเองให้ฟู่เยี่ยนฟัง
บ้านตระกูลเยี่ยนเมื่อเทียบกับบ้านตระกูลมู่แล้ว ที่นี่มีกลิ่นอายของนักปราชญ์มากกว่า ของตกแต่งและบรรยากาศภายในบ้านบ่งบอกถึงพื้นฐานทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่ของหรูหรา บางทีอาจเป็นเพียงต้นบอนไซหรือดอกไม้ที่เสียบอยู่ในแจกันอย่างเป็นธรรมชาติ
เยี่ยนโหลวพาฟู่เยี่ยนมาถึงห้องทำงานของผู้อาวุโสเยี่ยน
“คุณปู่ พี่ฟู่มาถึงแล้วครับ ผมเปิดประตูเข้าไปเลยนะ?” เยี่ยนโหลวผลักประตูเข้าไปทันที
“เข้ามาได้เลย!” ผู้อาวุโสเยี่ยนกำลังเขียนหนังสืออยู่ นี่เป็นกิจวัตรที่เขาทำมาตลอดหลายสิบปีในตอนเช้า
“ผู้อาวุโสเยี่ยน เมื่อวานคุณเรียกหาฉันมีเรื่องอะไรหรือคะ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าผู้อาวุโสเยี่ยนจะให้เธอเรียกเขาว่า ‘ปู่’ เพื่อให้รู้สึกไม่ห่างเหิน แต่ในความเป็นจริงเธอยังไม่คุ้นเคยกับตระกูลเยี่ยนสักเท่าไหร่
“ใช่แล้ว เสี่ยวฟู่มานั่งนี่สิ เยี่ยนโหลว ไปชงชาให้ที เอาชาที่อาของเธอเอามาให้เมื่อวาน” ผู้อาวุโสเยี่ยนเชิญฟู่เยี่ยนนั่งลงอย่างอบอุ่น และเปิดฉากการสนทนา
“เสี่ยวฟู่ ฉันเรียกหนูมาเพื่อขอบคุณ หนูได้เตือนสติตระกูลซ่ง ทำให้หลานชายของฉันรอดพ้นจากอันตราย หนูได้ช่วยชีวิตตระกูลซ่งไว้จริงๆ!”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าตระกูลซ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสเยี่ยน แต่เมื่อมองดีๆ ใบหน้าของคุณซ่งก็ละม้ายคล้ายกับผู้อาวุโสเยี่ยนอยู่บ้าง
“ผู้อาวุโสเยี่ยน มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยค่ะ เมื่อหนูมองเห็นแล้วก็ไม่สามารถเมินเฉยได้ แต่ผู้อาวุโสเยี่ยนรู้ได้อย่างไรว่าหนูเป็นคนบอก?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างสุภาพ
“เสี่ยวฟู่ พอหลานชายฉันบอกว่าเถ้าแก่เมิ่งเป็นคนเตือน ฉันก็นึกถึงหนูทันที วันนี้เขารู้ว่าหนูจะมา เขาก็กำลังมาหาหนูเช่นกัน”
“ฉันยังมีเรื่องต้องขอร้องหนูอีกด้วย!” ผู้อาวุโสเยี่ยนพูดอย่างสุภาพ น้ำเสียงเจือไปด้วยการขอร้อง
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าเขาอาจต้องการให้เธอทำนายโชคชะตา เพราะเขาไม่ถนัดด้านนี้ ซึ่งผู้อาวุโสมู่ได้บอกเธอล่วงหน้าแล้ว
“คุณมีอะไรให้หนูช่วยก็บอกมาได้เลยค่ะ อย่าพูดถึงการขอร้องอะไรเลย! ถ้าหนูช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่!”
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ผู้อาวุโสเยี่ยนดีใจ ไม่มีใครที่ไม่ชอบคำพูดดีๆ โดยเฉพาะเมื่อมาจากคนรุ่นหลังที่มีความสามารถ
“เสี่ยวฟู่ ฉันยอมแพ้แล้ว ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าหนูเป็นเด็กเงียบๆ แต่ไม่คิดว่าจะพูดเก่งแบบนี้!”
“ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็เรื่องที่ตระกูลซ่งนั่นแหละ ฉันอยากรบกวนให้หนูทำนายโชคชะตาว่าสถานการณ์จะจบลงด้วยดีหรือไม่ หนูไม่ต้องห่วง ค่าทำนาย ฉันจะจ่ายให้แน่นอน!”
“ผู้อาวุโสเยี่ยน การทำนายโชคชะตาจะต้องเก็บค่าทำนายอยู่แล้วค่ะ ตระกูลซ่งก็ต้องจ่ายให้หนูอยู่แล้ว ส่วนของคุณก็ต้องเก็บเช่นกันค่ะ”
“โอ้? หนูอยากได้อะไรล่ะ? บอกมาได้เลย ฉันจะไม่ปฏิเสธ”
“หนูชอบบอนไซหน้าประตูบ้านของคุณ คุณพอจะยกมันให้หนูได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดติดเล่น ทำให้ผู้อาวุโสเยี่ยนหัวเราะออกมา ความสนุกสนานในคำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ชายชราชื่นชอบในตัวเธอมากขึ้น
“คุณปู่! ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากนอกบ้านเลย ! มีอะไรตลกขนาดนั้นเหรอครับ?” เยี่ยนโหลวเดินยิ้มถือถาดชามาเสิร์ฟ
“เสี่ยวฟู่ มาชิมชานี้กัน พวกเราดื่มไปพลางรอหลานชายของฉันกันเถอะ”
ทั้งสามนั่งดื่มชารอคุณซ่งด้วยกัน
ตอนที่ 313: เรื่องราวเก่าๆของตระกูลซ่ง
คุณซ่งตั้งใจจะมาแต่เช้า เพราะอาของเขาบอกว่าฟู่เยี่ยนจะมาแต่เช้าเช่นกัน แต่ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เขากำลังจะออกจากบ้าน อดีตพี่สะใภ้ใหญ่จะกลับมาที่บ้านพอดี
ซ่งจื่อเซินเคยหย่าร้างมาแล้วครั้งหนึ่ง อดีตพี่สะใภ้เฉียนหงอิงเป็นรักแรกของพี่ชายเขา ซึ่งเหตุผลของการหย่าร้างนั้นให้พูดไปก็น่าโมโห! หลังจากที่พี่ชายของเขากับเฉียนหงอิงแต่งงานกันไปหกปี พี่ชายคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ไม่สามารถมีลูกได้ ดังนั้นเขาจึงไปพบหมอและหายามากินอย่างต่อเนื่อง เขาต้องดื่มยาต้มขมๆไปมากแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้
พี่ชายกลัวว่าเป็นเพราะร่างกายของเขา จะทำให้เธอและเขาไม่สามารถมีลูกได้อีก เขาจึงเอาใจใส่ดูแลเธอเป็นอย่างดี กลัวว่าเธอจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่สุดท้ายความจริงก็ถูกเปิดเผยโดยบังเอิญ เมื่ออาของเขามาตรวจชีพจรให้เขาครั้งหนึ่ง
ตลอดหกปีที่ผ่านมา เนื่องจากการกีดกันของเฉียนหงอิง น้าชายของเขาไม่เคยได้ตรวจชีพจรให้พี่ชายเลย ซึ่งสาเหตุมันก็ฟังดูน่าหัวเราะเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่ไปบ้านน้าชาย เธอก็มักจะอ้างว่ารู้สึกไม่สบายและขอให้พี่ชายพาเธอกลับบ้านก่อนเสมอ
และทุกครั้งที่น้ามาหาพวกเขาที่บ้าน เธอก็จะหาข้ออ้างให้พี่ชายออกไปข้างนอกกับเธออยู่เป็นประจำ
พี่ชายของเขาที่ปกติก็ยุ่งอยู่แล้ว ไหนจะเรื่องงานในร้าน ไหนจะเรื่องในตระกูล ทำให้เขามักจะไม่ค่อยได้อยู่บ้านก็เลยถูกเธอปิดบังเอาไว้ตลอดหกปี
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ตอนแรกพี่ชายของเขาก็ยังไม่อยากเชื่อ สุดท้ายต้องเค้นถามว่าที่วินิจฉัยโดยแพทย์ตะวันตกในตอนแรกนั้น แท้จริงแล้วผลมันเป็นอย่างไรกันแน่ ในที่สุดเฉียนหงอิงก็ยอมพูดความจริง
ตอนที่ผลการวินิจฉัยออกมา เธอเป็นคนเดียวที่ไปฟังผล และเนื่องจากหมอเจ้าของไข้เป็นพี่เขยของเธอ เขาและเธอจึงเปลี่ยนผลการตรวจว่าพี่ชายไม่สามารถมีลูกได้
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งสองก็หย่ากัน แต่เดิมทั้งสองฝ่ายควรจะต่างคนต่างไป แต่ใครจะรู้ว่าทางตระกูลเฉียนกลับไม่ยอม พวกเขาบอกว่าพี่ชายทำร้ายความรู้สึกของเธอมาตลอดหลายปี ทั้งยังไม่ยอมรับความผิดใดๆ และร้านของตระกูลเฉียนยังคอยขัดขวางธุรกิจของตระกูลซ่งอีกด้วย
พี่ชายของเขาพยายามประณีประนอมหลายครั้ง แต่ตระกูลเฉียนกลับบีบบังคับมากขึ้นโดยไม่คิดถึงความสัมพันธ์เก่าเลย ทั้งยังประกาศว่าจะกลืนกินตระกูลซ่งอีกด้วย
ในตอนนั้น พ่อของเขายังเป็นหัวหน้าตระกูลอยู่ พ่อโกรธมากจึงขับไล่ตระกูลเฉียนออกจากเมืองหลวง ตระกูลเฉียนทั้งหมดกลับไปบ้านเกิดที่กวางตุ้ง เหลือเพียงคฤหาสน์ใหญ่ที่มีคนเฝ้าอยู่
หลังจากนั้น พี่ชายของเขาก็แต่งงานใหม่และมีลูกหลานจนทุกวันนี้ และเรื่องของตระกูลเฉียนและเฉียนหงอิงก็ไม่เคยถูกพูดถึงอีกเลย
“น้องรอง ไม่เจอกันนานนะ นายยังดูดีเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย!” เฉียนหงอิงพูดด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมาย ตอนนี้เธอดูไม่เหมือนคนที่ตกต่ำเลย ทั้งยังดูสดใสเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน
“คุณไม่สมควรมาเรียกผมว่าน้องรองหรอกครับ คุณมาหาผมแต่เช้า มีธุระอะไรหรือเปล่า?” คุณซ่งไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆเช่นกัน เรื่องในอดีตเกิดขึ้นตอนเขาอายุสิบหกปี และเขาก็เห็นว่าตระกูลเฉียนเคยเหิมเกริมแค่ไหน
“ฉันมาทวงหนี้ นายเคยเห็นใบนี้ไหม?” เฉียนหงอิงยื่นใบสัญญาเงินกู้ให้เขา
“คุณจะมาทวงหนี้จากตระกูลซ่งของผมเนี่ยนะ? ผมคิดว่ามีแต่ตระกูลซ่งที่ต้องทวงหนี้จากคุณมากกว่า” เขารับมาโดยไม่ได้ดู
“หนี้เก่าระหว่างเรามันไม่สำคัญแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันพูดถึงหนี้ใหม่” เฉียนหงอิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่โกรธเคืองเลย
เขาเปิดดูใบสัญญาเงินกู้ เห็นวันที่และจำนวนเงินที่ลงชื่อโดยหลานชายของเขาเอง ตัวเลขตรงกันกับที่หลานชายเคยบอกที่บ้านเป๊ะ
“หนี้ในใบนี้เป็นของหลานชายผม คำโบราณกล่าวไว้ว่าหนี้ของลูก พ่อก็ต้องใช้ แต่ไม่เคยได้ยินว่าหนี้ของหลาน อาจะต้องจ่ายแทน” คุณซ่งวางใบสัญญาเงินกู้ลงบนโต๊ะ เขาไม่ยอมรับหนี้นั้น
“ฉันรู้อยู่แล้วว่านายจะไม่ยอมรับ แต่นายไม่ต้องรับก็ได้นะ ฉันไม่สนใจหรอก แต่หลานชายของนายจะกลับมาครบสามสิบสองประการหรือเปล่านั้น ฉันไม่รับประกันนะ”
เฉียนหงอิงไม่รีบร้อน เธอกลับเริ่มเล่นเล็บสีแดงของเธอ คุณซ่งรู้สึกขนลุกกับท่าทางของเธอ แม้จะอายุมากแล้ว แต่ความดุดันของเธอยังไม่ลดลงเลย มันทำให้เขารู้สึกขยะแขยงอย่างมาก!
“ถ้าคุณกล้าทำอะไรเขาก็ลองดูสิ ตระกูลซ่งของผมไม่เคยมีคนขี้ขลาด คุณก็คิดให้ดีแล้วกัน!” เขาลุกขึ้นทันที เขาไม่อยากทนกับผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว
“ในเมื่อนายแข็งกร้าวแบบนี้ งั้นก็ลองดูสิว่าตระกูลเฉียนหรือว่าตระกูลซ่งจะแน่กว่ากัน!”
พูดจบ เฉียนหงอิงก็หันหลังเดินออกไป เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา แต่เขาก็ต้องคุมสติไว้ ต้องจับตาดูหลานชายไว้ให้ดี ห้ามให้เขาออกไปข้างนอกได้
เหอะ หลานชายคนนี้เอาแต่ก่อปัญหาทั้งวันเลยจริงๆ!
หลังจากสั่งให้คนจับตาดูหลานชายแล้ว เขาก็ไปบอกพี่สะใภ้ให้ดูแลพี่ชายของเขาให้ดี และจับตาดูลูกชายด้วย หลังจากกำชับทุกอย่างแล้ว คุณซ่งก็ออกไปข้างนอก
เขาเดินตรงไปยังบ้านของตระกูลเยี่ยน ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงแล้ว เขามาสายแล้ว!
ฟู่เยี่ยนและผู้อาวุโสเยี่ยนต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ฟู่เยี่ยนแค่บอกว่าอยากได้บอนไซสักต้น ก็ทำให้ผู้อาวุโสเยี่ยนเริ่มเล่าเรื่องมากมาย ปรากฏว่าผู้อาวุโสเยี่ยนเป็นคนปลูกบอนไซในสวนทั้งหมดเอง ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ต้นสนไปจนถึงการเลือกหิน การปลูกมอสบนหินเป็นต้น
ผู้อาวุโสเยี่ยนพูดอย่างเพลิดเพลิน และไม่น่าเบื่อเลย ฟู่เยี่ยนฟังแล้วก็สนใจ ผู้อาวุโสเยี่ยนบอกว่าจะทำบอนไซให้ฟู่เยี่ยนสักต้น แล้วค่อยให้เธอมารับในอีกไม่กี่วัน
“ได้เลยค่ะปู่เยี่ยน เราสัญญากันแล้วนะคะ!”
ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน คุณซ่งก็เข้ามาพอดี
“อาจารย์ฟู่ ขอโทษด้วย ฉันมาสายแล้ว!” คุณซ่งสังเกตเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้ามีมาดที่ต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง หากบอกว่าเป็นคนละคน เขาก็เชื่อ
“คุณซ่ง สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะคะ ฉันคือฟู่เยี่ยน” ฟู่เยี่ยนมองคุณซ่งด้วยความประหลาดใจ พลางรู้สึกว่าเมื่อวานนี้ตัวเองคงแสดงดีเกินไป
“อาจารย์ฟู่ สวัสดี เป็นฉันที่ไม่รู้จักคุณตั้งแต่แรกเอง!” ท่าทีของคุณซ่งเปลี่ยนไปเป็นนอบน้อมในพริบตา
“คุณซ่ง อย่าพูดแบบนั้นเลย ฉันต่างหากที่ทำให้คุณขำ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“พอเถอะ พอเถอะ มานั่งกันเถอะ หลานเองก็มานั่งด้วยสิ ฟู่เยี่ยนไม่ใช่คนนอก มีอะไรก็พูดมาเถอะ!” ผู้อาวุโสเยี่ยนพูดตัดบท ทำให้ทั้งสองหยุดความรู้สึกอึดอัดนั้น
“น้าครับ ที่ผมมาสายก็มีเหตุผลครับ เฉียนหงอิงไปบ้านเรา เธอเอาใบสัญญาเงินกู้มาจะทวงหนี้เรา” คุณลซ่งพูดด้วยความจนปัญญา
“อ้อ? เธอไปด้วยตัวเองเลยเหรอ? แล้วหลานได้ตรวจสอบหรือยังว่าทำไมตระกูลเฉียนถึงกลับมาที่เมืองหลวง? พวกเขาไม่ได้ย้ายกลับไปกวางตุ้งหรอกเหรอ?” ผู้อาวุโสเยี่ยนถามด้วยความสงสัย หลังจากหายไปยี่สิบกว่าปี จู่ๆ คนพวกนั้นก็กลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้ง
“ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเลยครับ พวกเขากลับมาอย่างเงียบๆ พี่ชายทั้งสี่ของเฉียนหงอิงมีลูกชายคนละสิบกว่าคน การตรวจสอบทีละคนต้องใช้เวลา ผมได้สั่งการให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบแล้วครับ!” คุณซ่งไม่คิดว่ารุ่นที่สามของตระกูลเฉียนจะมีคนจำนวนมากขนาดนี้!
“เสี่ยวฟู่ ลองดูหน่อยไหมว่าจะทำนายได้หรือเปล่า? ช่วยชี้ทางให้เขาหน่อยสิ?” ผู้อาวุโสเยี่ยนถาม
“ได้ค่ะ แต่ปู่เยี่ยน ตอนฉันมา ฉันไม่คิดว่าจะต้องมาทำนาย ขอใช้เครื่องมือของคุณหน่อยได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้เอากระเป๋ามา และจะให้หยิบออกมาจากดินแดนต่างมิติก็ไม่ได้
“ไม่มีปัญหา เครื่องมือของฉันไม่ได้ใช้มานานจนฝุ่นเกาะแล้ว!” ผู้อาวุโสเยี่ยนลุกไปหยิบกล่องไม้ในห้องหนังสือ
ฟู่เยี่ยนเปิดกล่องดูและพบว่าเป็นเหรียญห้าจักรพรรดิสามเหรียญ แต่เป็นเหรียญขนาดเล็ก
“เสี่ยวฟู่ พอจะใช้ได้ไหม?”
“ได้ค่ะ คุณซ่ง ช่วยมานั่งตรงหน้าฉันหน่อยค่ะ แล้วบอกวันเดือนปีเกิดของคุณได้ไหม?”
ไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็ทำนายเสร็จ พร้อมกับใช้เนตรสวรรค์เข้ามาช่วย เธอจึงได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 314: ชี้ทางสว่าง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนดูคำทำนายเสร็จ เธอมีสีหน้าและท่าทีที่ไม่ค่อยดีนัก หากต้องการเปลี่ยนโชคชะตา ตระกูลซ่งอาจต้องเสียสละบางอย่าง ฟู่เยี่ยนมองคุณซ่งครู่หนึ่งและคิดในใจว่าในเมื่อเธอเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เธอก็จะไม่ทิ้งเขาไว้กลางทาง อีกทั้งเธอยังติดหนี้น้ำใจจากตระกูลเยี่ยนอยู่ด้วย
“คุณซ่ง คุณคงมีความแค้นเก่ากับตระกูลเฉียนสินะ? ฉันเห็นว่าครั้งนี้พวกเขาคงไม่มาอย่างปรานี ตอนนี้โหงวเฮ้งบนใบหน้าของคุณดูมืดมน มีแววว่าจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โชคดีที่คุณสะสมบุญกุศลไว้มาก ทำให้ความหายนะเบาลงไป หากไม่เช่นนั้น ครั้งนี้อาจถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการไปตลอดชีวิต!”
เมื่อฟู่เยี่ยนพูดจบ ผู้อาวุโสเยี่ยนและคุณซ่งก็ตกใจมาก
“อาจารย์ฟู่ มีวิธีแก้ไขไหม?” คุณซ่งถามด้วยความร้อนรน ผู้อาวุโสเยี่ยนก็ดูเป็นกังวลมากเช่นกัน
“จากคำทำนาย เหตุร้ายนี้มีต้นตอมาจากพี่ชายของคุณ เรียกว่าเป็นความแค้นเก่าก็คงไม่ผิด แต่พูดให้ถูกคงเป็นผลกรรมจากความสัมพันธ์เก่า เรื่องระหว่างพี่ชายของคุณกับตระกูลเฉียน ส่วนใหญ่เกิดจากหนี้รัก”
คุณซ่งได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกท้อใจเล็กน้อย เขาจึงเล่าเรื่องของพี่ชายและหลานชายให้ฟู่เยี่ยนฟังจนหมดเปลือก หลังจากนั้นทุกคนในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่อยู่เฉยๆ และใช้ชีวิตของตัวเองไป ทำไมถึงอยากกลับมาแก้แค้นกันขนาดนั้น? เกรงว่าคงเป็นเพราะความโลภในทรัพย์สินสินะ
เธอมองไปที่คุณซ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าเขายังไม่เข้าใจเหตุผลแท้จริง ยังคงคิดว่าเป็นเพียงความแค้นเก่าเท่านั้น
“อาจารย์ฟู่ มีวิธีใดที่สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้บ้าง? เรื่องของพี่ชายฉันมันผ่านมานานมากแล้ว!” คุณซ่งถามด้วยความทุกข์ใจ
“คุณซ่ง นี่อาจไม่ใช่เพียงแค่หนี้รัก ตระกูลเฉียนอาจมีผู้สนับสนุนอยู่ และพวกเขาคงหมายตาทรัพย์สินของพวกคุณ”
ยังไม่ทันที่ฟู่เยี่ยนจะพูดจบ คุณซ่งก็ตัวแข็งทื่อไปทันที: ใช่แล้ว! มันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน! เขาช่างโง่เง่าเสียจริง!
“อาจารย์ฟู่ คุณพอจะบอกได้ไหมว่าผู้สนับสนุนของตระกูลเฉียนเป็นใคร? ตอนที่พ่อของฉันขับไล่ตระกูลเฉียนออกจากเมืองหลวง ทรัพย์สินของพวกเขาถูกขายทิ้งไปทั้งหมด แม้จะดูโหดร้ายไปบ้าง แต่ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็อาจเป็นตระกูลซ่งเองที่ต้องจากไป”
“ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าพ่อของฉันไม่เคยทำสิ่งใดที่ผิดศีลธรรม ส่วนเรื่องของพี่ชายฉัน หรือมันจะไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติของคนที่ถูกหลอก?”
“เธอกล้าพูดว่าจะทำให้หลานชายของฉันพิการ นี่มันเกินไปแล้ว!”
ฟู่เยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันที เธอเดาถูกด้วย ตระกูลเฉียนมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังจริงๆ
“ต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากความโลภ คำทำนายบอกว่าตระกูลเฉียนอาจมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับใครบางคน ลองตรวจสอบดูเรื่องของผู้หญิงในตระกูลที่แต่งงานออกไป เฉียนหงอิงเองก็คงมีเบื้องหลังที่ไม่ใสสะอาด ลองตรวจสอบประวัติของเธอในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่าเธอคงไม่ได้ครองโสดมาตลอดหลายปีขนาดนั้น การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเธอจะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้”
“เธอมีหลานสาวหลายคน ฉันกลับมองข้ามจุดนี้ไป ฉันจะกลับไปตรวจสอบดู”
“คุณซ่ง ขออภัยที่ต้องพูดตามตรง ฉันคิดว่าตอนนี้คุณอาจกำลังประหม่า ความจริงเรื่องนี้มันง่ายมาก คุณแค่แจ้งความให้เจ้าหน้าที่จัดการดีกว่า ไม่ต้องไปหาวิธีซับซ้อน แน่นอนว่าคุณต้องเตรียมหลักฐาน เรื่องของตระกูลเฉียนที่คุณสามารถแจ้งความได้มีเพียงเรื่องการพนัน ส่วนเรื่องของโกดัง พวกเขายังไม่ได้ลงมือ เรื่องนี้จึงยังไม่ต้องรีบร้อน ตระกูลซ่งของคุณมีธุรกิจใหญ่โต เรื่องเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทั้งหมดได้!”
“หลานชาย ฟู่เยี่ยนพูดถูกนะ การแบ่งสาขาของตระกูลถือเป็นเรื่องที่จำเป็น เราไม่สามารถปล่อยให้ทุกอย่างหลุดจากมือได้อีกแล้ว!” ผู้อาวุโสเยี่ยนก็เคยเตือนซ่งจื่อเซินในเรื่องนี้ไปเมื่อวาน และวันนี้เขาก็ยังต้องเตือนหลานชายคนเล็กอีกครั้ง
คำพูดของฟู่เยี่ยนและผู้อาวุโสเยี่ยนได้ชี้ทางสว่างให้คุณซ่งมองเห็นเรื่องราวได้ชัดเจนขึ้น ตระกูลเฉียนกล้าที่จะทำผิดในช่วงเวลาที่อ่อนไหวเช่นนี้ ย่อมต้องมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และผู้สนับสนุนนั้นคงไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่แท้จริง อาจจะเป็นเพียงแค่การเล่นเกมการเมืองหรือใช้ตำแหน่งในทางที่ผิด การแบ่งแยกสาขาตระกูลก็เป็นทางออกที่สามารถปกป้องทรัพย์สินและอำนาจที่เหลืออยู่ได้
เมื่อใจคนไม่อาจสมัครสมานสามัคคีกัน ย่อมไม่อาจรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ทั้งยังถูกคนอื่นโค่นล้มเอาได้ง่ายๆด้วย ตอนนี้ถึงเวลาที่เขาและพี่ใหญ่ต้องจัดการเรื่องของตัวเองแล้ว!
“อาจารย์ฟู่ ตอนนี้ฉันยังไม่กล้าแจ้งความ กลัวว่าจะตกเป็นเป้าหมายของพวกเขา” คุณซ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดถึงความกังวลของตนเองออกมา
ฟู่เยี่ยนคิดครู่หนึ่ง บางทีหน่วย753 อาจช่วยเขาได้ เพราะหน่วย753 มีหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังความผิดปกติของสถานการณ์ต่างๆในบ้านเมือง ฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้เพราะมันเขียนไว้ชัดเจนในระเบียบข้อบังคับของหน่วย
“ปู่เยี่ยน ที่นี่มีโทรศัพท์ไหมคะ? หนูจะโทรหาผู้อำนวยการหลี่ค่ะ”
“หน่วย753 จัดการเรื่องนี้ด้วยหรือ?” ผู้อาวุโสเยี่ยนถามด้วยความสงสัย
“น่าจะเป็นเรื่องในเขตอำนาจของพวกเขา เราไม่มีหลักฐานเพียงพอ จึงสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้พวกเขาตรวจสอบได้”
“ถ้าเช่นนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันจะโทรให้เอง” พูดจบ ผู้อาวุโสเยี่ยนก็ลุกไปโทรศัพท์
“คุณซ่ง นี่คือยันต์สำหรับป้องกันภัยค่ะ มันจะช่วยป้องกันภัยให้คุณได้” ฟู่เยี่ยนยื่นยันต์ให้ คุณซ่งรับไปอย่างไม่ลังเล ฟู่เยี่ยนควักเอายันต์แคล้วคลาดออกมาหนึ่งแผ่น ตอนนี้กระดาษยันต์นี้สามารถต้านทานการโจมตีได้เก้าครั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งตราบใดที่คุณซ่งฉลาดพอ ยันต์นี้ก็จะสามารถคุ้มกันภัยให้เขาได้
“รับไว้เถอะ ยันต์ของฟู่เยี่ยนไม่ได้มอบให้ใครง่ายๆนะ” ผู้อาวุโสเยี่ยนที่เพิ่งโทรเสร็จเห็นฉากนี้และบอกให้หลานชายรับมันไว้
“ขอบคุณอาจารย์ฟู่มาก!” คุณซ่งกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
“คุณซ่ง เราได้พบกันก็นับว่าเป็นโชคชะตา ฉันไม่เคยคิดเลยว่าคุณจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกับปู่เยี่ยน” ฟู่เยี่ยนกล่าว ถ้ารู้ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ทำตัวเย็นชาแบบนี้ ตอนนี้เธอยังรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“อย่าเลยอาจารย์ฟู่ ฉันคงไม่กล้ารับคำว่า ‘คุณซ่ง’ จากคุณ เรียกฉันว่าเหล่าซ่งก็พอแล้ว” คุณซ่งที่เมื่อครู่ยังไม่ทันได้ยินฟู่เยี่ยนเรียกเขาว่าคุณซ่ง ตอนนี้ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“งั้นหนูจะเรียกคุณว่าอาซ่งแล้วกันค่ะ!” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม
หลังจากลาผู้อาวุโสเยี่ยนและคุณซ่งแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เดินทางไปบ้านช่างจู ขณะที่คุณซ่งและผู้อาวุโสเยี่ยนมองตามเธอจนกระทั่งหายลับไปจากสายตา
“อนาคตของเด็กคนนี้นับว่าไร้ขีดจำกัด” ผู้อาวุโสเยี่ยนกล่าวด้วยความประทับใจ
“น้าหมายถึงฟู่เยี่ยนหรือครับ?” คุณซ่งถาม
“ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร? อายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถมากมาย ทั้งความคิดและสติปัญญาของเธอไม่ธรรมดา แม้แต่พวกเราที่เป็นคนรุ่นเก่าก็ยังเทียบไม่ติด!”
ผู้อาวุโสเยี่ยนกล่าวจบก็เดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้คุณซ่งยืนมองยันต์ในมือ คิดในใจว่ามันอาจมีพลังมหาศาล เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ขออีกหนึ่งใบไว้ให้ลูกชายของเขา!
ที่บ้านช่างจู ขณะนี้ไป๋โม่เฉินยังไม่ได้แกะหินที่ได้มา เนื่องจากช่างจูขอให้รอจนกว่าฟู่เยี่ยนจะมาถึง
ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงนั่งดื่มชารอ โดยมีช่างจูนั่งเล่าเรื่องราวในอดีตของเขา
ช่างจูเล่าถึงเรื่องราวในวัยหนุ่มที่เขาเคยเรียนรู้ศิลปะ และในเรื่องราวนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น ช่างจูบอกว่าหากหญิงสาวคนนั้นไม่หายไป ตอนนี้เขาอาจจะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองไปแล้ว!
ฟู่เหมี่ยว, ฟู่ซิน, ฟู่เซิน, ไป๋โม่เฉิน, เมิ่งอ้ายชวน รวมทั้งเหมียวชานชานต่างก็ฟังเรื่องราวของช่างจูด้วยความสนใจ พวกเขายังส่งเสียงเชียร์ในช่วงที่น่าสนใจ ทำให้ช่างจูยิ่งเล่าอย่างออกรสออกชาติ
ตอนที่ 315: ช่างจู
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาในห้อง เธอเห็นทุกคนกำลังปรบมือกันอยู่ ปู่จูนั่งอยู่ตรงกลาง ยิ้มแย้มเหมือนพระสังกัจจายน์อย่างมีความสุข ชายชรายิ้มกว้างจนไม่เห็นฟัน!
ช่างหลิวนั่งอยู่บนเก้าอี้นอนข้างๆ กำลังกินเมล็ดแตงโมและจิบชาไปด้วย แถมยังมีคนเล่าเรื่องฟรีให้ฟัง ทำให้เขารู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง ส่วนช่างเก๋อกำลังยุ่งอยู่กับงานในมือ เขากำลังเล่นกับวัตถุหยกที่ดูเหมือนจะเป็นของโบราณ
“ปู่จูคะ พวกคุณคุยเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงดูมีความสุขขนาดนี้?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างสงสัย
“เสี่ยวฮั่ว มานี่เร็ว ปู่จูกำลังเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของเขาอยู่!” เหมี่ยวชานชานพูดอย่างตื่นเต้น วันนี้เธอมาที่นี่เพื่อนัดพบกับเมิ่งอ้ายชวน แต่เมื่อรู้ว่าฟู่เยี่ยนจะมาเปิดหยกในวันนี้ เธอก็ต้องมาดูให้ได้
“ชานชาน ช่วงปิดเทอมนี้ไปไหนมาบ้าง ทำไมถึงดูผิวคล้ำขึ้นล่ะ? แต่ก็ดูสวยขึ้นนะ!" ฟู่เยี่ยนหัวเราะอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นเหมี่ยวชานชานที่ดูผิวคล้ำขึ้นกว่าเดิม
“ถ้าพูดอีก ฉันจะตีเธอแล้วนะ! ฉันถูกคุณปู่ลากไปฝึกที่ค่ายทหารมาครึ่งเดือน โดนแดดเผาจนผิวคล้ำ แต่เมิ่งอ้ายชวนบอกว่าฉันดูสวยขึ้นใช่ไหม?” เหมี่ยวชานชานถามด้วยสายตาคาดหวัง
“แน่นอนเลย คล้ำขึ้นแล้วดูสุขภาพดีขึ้นนะ ตอนก่อนหน้านี้เธอขาวจนดูซีดไปหน่อย อย่างในตอนนี้ดูดีกว่ามาก!” เมิ่งอ้ายชวนตอบอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้เหมี่ยวชานชานผิวขาวจนซีดจากเหตุการณ์ในอดีต ทำให้สุขภาพไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้เธอดูมีสุขภาพดีขึ้น
“เห็นไหม! เมิ่งอ้ายชวนบอกว่าสวย ฉะนั้นพวกเธอจะพูดอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว!” เหมี่ยวชานชานเงยหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ
“ฉันก็พูดแล้วนี่ไงว่าดูสวยขึ้นจริงๆ อีกเดี๋ยวฉันจะตรวจชีพจรให้เธอเอง ปู่จูคะ มาเถอะ ยื่นมือมาหน่อย” ฟู่เยี่ยนจะมาตรวจชีพจรให้ช่างจูทุกเดือน และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องตรวจแล้ว
“เด็กคนนี้ พอมาแล้วก็แย่งความสนใจไปหมดเลย! เมื่อกี้พวกเขายังสนใจฉันอยู่เลย!” ช่างจูบ่นอย่างไม่พอใจ
“ตอนนี้ก็ยังสนใจคุณปู่นั่นแหละ มาเถอะ ยื่นมือมาให้หนูดูหน่อย” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม คนแก่ก็มักจะเป็นเหมือนเด็กเล็ก บางครั้งก็ต้องพูดตามใจบ้าง
ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรให้ช่างจู พบว่าชีพจรของเขาค่อนข้างปกติ แต่ตาของเขาดูแดงเล็กน้อย แสดงว่ามีอาการร้อนใน
“ปู่จู ช่วงนี้ลดอาหารทอดและขนมหวานลงหน่อยนะคะ โดยเฉพาะขนมทอด น้ำตาล และขนมราดน้ำตาล ไม่ควรกินเยอะ ตอนนี้กระเพาะอาหารของคุณเริ่มอ่อนแอแล้วค่ะ ขอฉันดูลิ้นหน่อย อ้าปากค่ะ..."
ช่างจูยื่นลิ้นออกมาอย่างเชื่อฟัง ฟู่เยี่ยนเห็นว่าลิ้นของเขามีรอยชัดเจนว่าเกิดจากการกินของทอดมากเกินไป
“ในสัปดาห์ต่อไปนี้ คุณต้องทานอาหารที่ไม่มัน ไม่เค็ม และไม่หวานนะคะ ช่างเก๋อ ฝากคุณดูแลหน่อยนะคะ”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดเสร็จ ช่างจูก็ทำหน้าบูดทันที ความสุขเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตเขาคือการกินของหวานและของทอด แต่ตอนนี้โดนห้ามหมดแล้ว!
ฟู่เยี่ยนยังได้ตรวจชีพจรให้กับช่างหลิวด้วย ซึ่งผลออกมาค่อนข้างดี แต่ก็มีอาการร้อนในเล็กน้อย ดูเหมือนว่าช่วงนี้ชีวิตของพวกเขาจะสนุกสนานมากทีเดียว!
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนอาหารการกินทันที ช่างหลิวยังโอเค แต่ช่างเก๋อไม่ได้สนใจอะไร มีเพียงช่างจูที่รู้สึกไม่พอใจ ฟู่เยี่ยนจึงต้องใช้คำพูดกระตุ้นเล็กน้อย
“ปู่จูคะ คุณอยากจะกินของทอดไปอีกหลายสิบปี หรือจะกินแค่ไม่กี่ปีแล้วอดกินไปตลอดกาลคะ?”
“ยัยเด็กจอมดื้อ ฉันกินทุกวันก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ไปอีกหลายสิบปีหรอก! อย่ามาหลอกฉัน ฉันจะไม่กินก็ได้ ช่วงนี้ฉันก็อยากกินข้าวต้มอยู่แล้ว!” ช่างจูบ่นพลางกลอกตา
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็หัวเราะออกมา คนแก่ก็เหมือนเด็กเล็กจริงๆ!
“พวกเราจะเริ่มเปิดหยกเมื่อไหร่ดี? ตอนนี้เลยดีไหม?” ไป๋โม่เฉินถามอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนมา เพราะเขายังไม่ได้เปิดหินที่ได้มาเลย
“ใช่เลย ฟู่เยี่ยน เริ่มจากหินที่เธอให้ฉันเมื่อวานนี้ก่อน ฉันคิดว่ามันน่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น เสี่ยวเก๋อ ไปหยิบมาเร็วๆ เอามาขัดก่อน” ช่างจูพูดอย่างกระตือรือร้น
“ได้ครับ” ช่างเก๋อตอบสั้นๆ แล้วลุกไปหยิบหินมา
ฟู่เยี่ยนตีมือของไป๋โม่เฉินเบาๆ เพื่อบอกให้เขาใจเย็น หินก้อนนั้นมีเปลือกบาง ขัดเพียงเล็กน้อยก็จะเห็นเนื้อในแล้ว
และจริงตามคาด ช่างเก๋อขัดเพียงไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรก็เห็นเนื้อหยกด้านใน ทุกคนต่างเข้ามาดูอย่างตื่นเต้น ฟู่ซินและฟู่เซินที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ตื่นเต้นเช่นกัน พวกเขาเริ่มรู้สึกอยากลองด้วยตนเองบ้าง
แต่พวกเขารู้ดีว่าสิ่งนี้มีมูลค่ามหาศาล จึงยังไม่กล้าลงมือเอง จนเมื่อไป๋โม่เฉินยกหินที่เขาซื้อมาเมื่อวานขึ้นเครื่อง ฟู่ซินและฟู่เซินก็แทบจะอดใจไม่ไหว
“เสี่ยวไป๋ ฉันขอลองบ้างได้ไหม?” ฟู่เซินชิงพูดขึ้นก่อนฟู่ซิน
“เอ่อ ฉันก็อยากลองเหมือนกัน” ฟู่ซินพูดตามหลังมา
“ได้สิ ฟู่เยี่ยน ตัดในระยะไหนดี?” ไป๋โม่เฉินหันมาถาม
“ถ้าพี่ใหญ่กับพี่รองอยากลอง ขัดไปสักหนึ่งเซนติเมตรก่อน แล้วให้ช่างเก๋อแนะนำเรื่องการขัดในจุดสำคัญให้ด้วยนะคะ”
ทุกคนต่างมารวมตัวกันรอบโต๊ะที่วางหินไว้ มีเพียงเมิ่งอ้ายชวนที่นั่งอยู่คนเดียว ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มเล่าเรื่องของตระกูลซ่งให้เขาฟัง
“อะไรนะ? เยี่ยนเหล่าเป็นน้าของเขาเหรอ? ว้าว แบบนี้คงจะลำบากใจน่าดู ฉันเห็นใจเธอจริงๆ!” เมิ่งอ้ายชวนพูดเหมือนเห็นใจ แต่สีหน้ากลับดูสนุกสนาน
“ใช่เลย มันค่อนข้างน่าอึดอัดนะ โชคดีที่ฉันมีจิตใจที่แข็งแกร่ง” ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างเขินๆ
“เรื่องของตระกูลซ่งก็ซับซ้อนจริงๆ ใครจะคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะความแค้นเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จะต้องทำให้ครอบครัวคนอื่นพังทลายไป” เมิ่งอ้ายชวนพูดด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
“ใช่ ชีวิตคนเราไม่แน่นอนเลย หลังจากนี้เวลาพวกเราเปิดร้าน ต้องระมัดระวังมากขึ้น อย่าไปสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น และก็อย่ายอมใครง่ายๆด้วย ถ้าตีงูแล้วไม่ตาย อาจโดนแว้งกลับมาทำร้ายตัวเองได้” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความห่วงใย
“ใช่เลย ว่าแต่ร้านขายหยกของพวกเราใกล้จะเสร็จแล้วนะ ลองหาเวลาว่างไปดูกันหน่อยดีไหม ให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วย ช่วงนี้เหว่ยจื่อคอยดูแลทุกอย่าง ส่วนร้านน้ำชาเริ่มก่อสร้างแล้ว น่าจะเสร็จก่อนวันปีใหม่”
“ส่วนร้านขายของโบราณคงต้องรอถึงปีหน้าเลย ช่วงนี้พวกเราต้องเตรียมสินค้าไว้ล่วงหน้า หยกที่มีตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนน้ำหมึกและอุปกรณ์เครื่องเขียนอื่นๆ ช่องทางการจัดหาก็เตรียมไว้หมดแล้ว แต่หมวดของสะสมอื่นยังต้องไปหาจากชนบทอีกสักรอบ”
“โหวซานเตรียมพร้อมแล้ว เขาบอกว่าสามารถไปได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของเธอเลย”
เมิ่งอ้ายชวนพูดรวดเดียวจบ ฟู่เยี่ยนได้แต่ทำหน้าลำบากใจ ตอนนี้เธองานเยอะมากจริงๆ เธอจะต้องไปเกาะฮ่องกงในเดือนกันยายนนี้ ก่อนหน้านั้นก็ต้องไปชนบทสักรอบ และต้องไปด้วยตนเอง จากนั้นจึงจะฝากให้โหวซานกับโจวจื่อผิงดูแลต่อไป
การสะสมสินค้าเรื่อยๆ จะช่วยให้ในวันที่ร้านเปิด พวกเธอจะไม่ต้องเจอกับปัญหาสินค้าขาดมือ หยกที่มีอยู่ตอนนี้เพียงพอแล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือยังไม่มีลูกศิษย์ฝึกหัด ถ้าให้พึ่งพาแค่สามคนที่มีอยู่ เกรงว่าจะทำให้ขาดแคลนสินค้าราคากลางถึงต่ำ
ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าจะไปหาคนฝึกหัดจากที่ไหน แถมเขาคนนั้นยังต้องเป็นคนที่อยากเรียนรู้จากใจจริงด้วย
“ได้เลย ฉันจะพยายามจัดสรรเวลาให้นะ พี่เองก็ต้องดูแลร้านให้มากขึ้นด้วย ส่วนที่มหาวิทยาลัย ฉันก็ยังมีงานต้องดูแลอีกเพียบ นี่ก็จะเปิดเทอมอีกแล้ว ภาคเรียนนี้ทั้งฉันและไป๋โม่เฉินมีตารางเรียนที่แน่นมาก”
“และเรื่องลูกศิษย์ของปู่จู เราก็ต้องรีบหาคนมาฝึกแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องให้พวกเขาทำงานหนักกันตลอดไป เมื่อเราสร้างชื่อเสียงของร้านได้แล้ว เราต้องค่อยๆลดการผลิตของพวกปู่จูลง เพราะของหายากย่อมมีมูลค่ามากกว่า!”
จบตอน
Comments
Post a Comment