magic ep316-320

 ตอนที่ 316: หยกแดง

 

เมื่อฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องการรับลูกศิษย์ ปู่จูก็ระลึกถึงเรื่องที่เขากับเสี่ยวเก๋อพูดคุยกันในวันนั้น

 

“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันก็พอมีตัวเลือกอยู่บ้าง สาวน้อย ฟังที่ฉันพูดหน่อยนะ พักนี้ฉันเห็นว่าโจวเคอค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว วันนั้นฉันบอกกับเสี่ยวเก๋อไปแล้ว ให้เขารับลูกศิษย์ ซึ่งตั้งใจว่าจะสอนในเวลาว่าง เพราะเด็กคนนั้นยังต้องเรียนหนังสืออยู่”

 

“โจวเคอ? เขามีความสามารถดีเหรอ?" เมิ่งอ้ายชวนคิดถึงลูกของโจวจื่อผิง เขาคิดว่าหากเด็กคนนั้นมีพรสวรรค์ เรื่องนี้ถือว่าใช้ได้เลย

 

“พรสวรรค์เขาไม่เลว ที่สำคัญคือเด็กคนนี้มีความตั้งใจและมีความสนใจ ฉันเห็นว่าเขาใช้ได้ เสี่ยวเก๋อเองก็ยินดีที่จะรับเขาเป็นศิษย์ เพียงแต่ยังไม่ได้ถามโจวจื่อผิง ฉันกลัวว่าเขาอาจจะไม่อยากให้ลูกเข้าไปในวงการนี้หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อนนั้น”

 

ปู่จูรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่หากโจวจื่อผิงไม่ยินดี เขาก็ไม่สามารถบังคับได้

 

“เอาแบบนี้ไหมคะปู่จู้ ให้พี่ชวนจื่อลองไปถามดู อาจจะเป็นไปได้ว่าโจวเคอเองก็อยากเป็นลูกศิษย์ของพวกคุณเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนจัดการมอบหมายเรื่องนี้ให้เมิ่งอ้ายชวน

 

“ได้ งั้นฉันจะลองไปถามให้ ฉันว่าหากเป็นในเวลาว่าง เขาก็น่าจะยินดี” เมิ่งอ้ายชวนวิเคราะห์ ถ้าเป็นตัวเองก็คงอยากเข้าร่วม

 

“งั้นดีเลย! ฉันจะบอกเสี่ยวเก๋อ ให้เขารอรับศิษย์ใหม่ได้เลย!”

 

“เขียวแล้ว! ไม่สิ เหมือนจะเป็นสีแดงมากกว่า! เสี่ยวฮั่ว มาดูเร็ว!” ฟู่เซินตะโกนดังขึ้น เสียงของเขาทำให้ชายชราหลิวที่หลับอยู่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา

 

“อะไรนะ? สีแดง? มันคือหยกแดงแน่นอน!” ลุงหลิวลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วตบต้นขา รีบเดินไปที่นั่นทันที!

 

เมิ่งอ้ายชวนรีบตามไปดู โอ้โห คราวนี้เฉินจื่อโชคดีจริงๆ!

 

ฟู่เยี่ยนช่วยประคองปู่จูเดินช้าๆไปที่นั่น เมื่อถึงจุดนั้น อาจารย์เก่อก็ได้เข้ามาเช็คดูแล้ว เขาเอาเลเยอร์หินออกอีกชั้นหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นหยกแดง อีกทั้งยังเป็นหยกที่เนื้อบริสุทธิ์มาก

 

ปู่จูมองดูครู่หนึ่งแล้วให้คำแนะนำ อาจารย์เก่อเริ่มสอนให้ไป๋โม่เฉินเอาหยกออกมาให้ครบ เนื้อวัสดุนี้มีความสมบูรณ์ ขนาดประมาณครึ่งลูกบาสเก็ตบอลได้

 

โดยทั่วไปจะพบหยกแดงบนพื้นผิวของวัตถุดิบหยก สีแดงในหยกสีแดงจะแทรกซึมเข้าไปในหยกทีละน้อยตามผลึกหรือรอยแตกของหยก ดังนั้นจึงไม่ใช่สีของหยกเอง ผู้เชี่ยวชาญรุ่นหลังเรียกเนื้อหยกแดงว่า ‘สีรอง’ ดังนั้นหยกแดงชิ้นใหญ่เช่นนี้จึงหายากจริงๆ!

 

หยกสีแดงที่พบได้ทั่วไปมักมีสีแดงน้ำตาลหรือแดงอมดำ ดูหนาแน่น แต่ไม่โปร่งใส อีกทั้งเนื้อของวัสดุยังหยาบและมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่เล็กน้อย ทำให้เนื้อของมันดูไม่ละเอียด

 

เมื่อตัววัตถุดิบหยกถูกนำออกมา ทุกคนก็ถูกดึงดูดทันที ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หยกแดงคือหยกหายาก หยกเขียวคือหยกทั่วไป’ ไม่มีใครเคยเห็นหยกสีแดงชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาก่อน

 

“หยกชิ้นนี้หาได้ยากมาก นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ฉันได้เห็นมัน ครั้งแรกที่เห็นหยกชนิดนี้เป็นตอนที่ฉันอายุสามสิบสี่สิบปี หยกชิ้นนั้นยังมีขนาดเล็กกว่าชิ้นนี้อีก”

 

หยกสีแดงชิ้นนี้มีเนื้อละเอียดและน้ำดี มีสีใกล้เคียงกับสีแดงหงอนไก่ สีของมันดูสดใสและเนื้อสัมผัสละเอียดอ่อนมาก นับว่าเป็นหยกแดงเนื้อดีที่สุดในบรรดาหยกสีแดงทั้งหมดแล้ว!

 

“พวกคุณทุกคนดูไว้ให้ดี ชีวิตนี้คงมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นที่เราจะได้เห็นมัน! ไป๋โม่เฉินโชคดีมากจริงๆ!”

 

เมื่อปู่จูดูเสร็จแล้วก็มีแผนในใจว่าจะออกแบบอย่างไร หงเฟยขนาดใหญ่เช่นนี้ ถ้าแกะสลักเป็นของประดับคงจะเป็นสมบัติล้ำค่า แต่เพราะเป็นหยกของไป๋โม่เฉิน จึงต้องถามเขาว่าจะนำมันไปทำอะไร

 

“เฉินจื่อ นายโชคดีที่ได้คบหากับฟู่เยี่ยน ความสามารถในการมองหยกและโชคของนายดีขึ้นมาก ขายให้ร้านฉันดีไหม? ฉันจะให้ราคานายไม่ขาดแม้แต่หยวนเดียวแน่นอน!”

 

เมิ่งอ้ายชวนพยายามโน้มน้าว เพราะขนาดตอนนี้เป็นเพียงแค่หยกธรรมดา ไม่ได้แกะสลัก แต่แค่วางไว้อย่างเดียวก็ยังดูน่าตกตะลึงแล้ว!

 

“ฉันไม่ขาย” พูดแล้ว ไป๋โม่เฉินก็หันไปคุยกับชายชราจู “ปู่จู ช่วยออกแบบชุดเครื่องประดับให้ผมที ผมจะเอาไว้ให้ฟู่เยี่ยนใส่ตอนแต่งงาน!” พอไป๋โม่เฉินพูดจบ สายตาของฟู่เหมี่ยวและเหมี่ยวชานชานก็เต็มไปด้วยความอิจฉา

 

“พ่อหนุ่มไป๋ เธอคิดดีแน่แล้วนะ หากเราตัดมันทำเป็นเครื่องประดับ มันก็จะกลับคืนเป็นชิ้นแบบนี้ไม่ได้แล้ว หากนำไปแกะสลักเป็นเครื่องประดับ มูลค่าของมันจะต้องมหาศาลอย่างแน่นออน!”

 

“ปู่จู ผมตัดสินใจแล้ว! วัตถุชิ้นนี้มาถูกเวลาพอดี!” ไป๋โม่เฉินตอบกลับอย่างหนักแน่น

 

“ลองคิดดูสิ กำไลคู่หนึ่ง แหวนสองคู่ ต่างหู สร้อยคอ นี่ก็ใช้ไม่ถึงครึ่งของตัวหยก ถ้าอย่างนั้นฉันจะนำที่เหลือมาทำเครื่องประดับให้นายอีกสักชิ้นดีไหม?” ปู่จูเพิ่งพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ตอบตกลง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

“ปู่จู งั้นพอจะนำไปทำเครื่องประดับให้เราอีกสักชุดได้ไหม? พอถึงตอนนั้นค่อยนำไปวางไว้ที่ร้าน! พี่โม่เฉิน พี่คิดอย่างไร?” ฟู่เยี่ยนหันมาถามความคิดเห็นจากไป๋โม่เฉิน

 

“ตกลง ก็ดีเหมือนกัน แต่ต้องออกแบบให้แตกต่างกันนะ” ไป๋โม่เฉินคิด ฟู่เยี่ยนควรได้เครื่องประดับที่ไม่เหมือนใคร

 

“ที่เหลือให้ฉันออกแบบเอง รับรองว่าแตกต่างจากของของเหล่าจูแน่นอน ว่าไง?” ชายชราหลิวก็ขอรับงานนี้ไปบ้าง

 

ตอนนี้ดีเลย พวกเขาทุกคนมีงานทำแล้ว เมื่อได้วัสดุมาแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้เปิดหินอีก ทั้งสี่คนช่วยกันย้ายหินไปที่คลังสินค้า ฟู่เยี่ยนปิดท้ายด้วยการแปะยันต์ลงไป

 

รับประกันว่าไม่มีโจรคนไหนหาหยกพวกนี้พบแน่นอน เพราะฟู่เยี่ยนได้จัดการวางค่ายกลในบ้านหลังนี้ไว้ตั้งนานแล้ว ถ้ามีคนเข้ามาใกล้ห้องของอาจารย์เก่อก็จะมีเสียงเตือนทันที

 

ดังนั้นการแปะยันต์เพิ่มอีกไม่กี่ใบจะสามารถรับประกันได้ว่าปลอดภัย ไม่มีปัญหา ในเมืองหลวงนี้ไม่มีใครที่สามารถทำลายค่ายกลของฟู่เยี่ยนได้ ฟู่เยี่ยนมีความมั่นใจในจุดนี้

 

เพราะวันมะรืนเป็นวันรายงานตัว ฟู่เยี่ยนอยากเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นของพี่ชาย จึงเตือนให้ฟู่ซินอย่าลืมโทรหาเขา

 

จากนั้นพวกเขาก็กลับบ้านกัน ก่อนเปิดเรียนจะต้องกลับบ้านไปเตรียมตัว อย่างนั้นก็ต้องแวะไปที่ร้านหนังสือบ้าง

 

เหมี่ยวชานชานยังคงไปเดทกับเมิ่งอ้ายชวน ฟู่ซินไปโทรศัพท์ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือ ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนไปดูความคืบหน้าการตกแต่งบ้านห้าทางเข้า

 

ทุกคนต่างก็โบกมือลากันไป ปู่จูและอีกสองคนกลับห้องไปนานแล้ว แม้กระทั่งอาหารก็ทานกันในห้องของตน ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนและคนอื่นปิดประตูบ้าน พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับ

 

ฟู่ซินรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เมื่อวานกวงหยุนให้เบอร์โทรเขาไว้ วันนี้ถ้าโทรอีกครั้งจะดูเร่งรีบเกินไปหรือเปล่า? แต่แม้จะคิดแบบนี้ เขาก็ยังคงเดินอย่างรวดเร็วไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ ในสมัยนี้หากต้องการใช้โทรศัพท์ก็มักจะต้องไปยังที่ทำการไปรษณีย์

 

มีคนต่อคิวรอโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก ฟู่ซินต้องต่อแถวประมาณสิบนาทีกว่าจะถึงคิวของเขา เมื่อคิดถึงหมายเลขที่ท่องจำจนขึ้นใจ ฟู่ซินก็ยื่นมือหมุนเบอร์ออกไป

 

“กริ๊ง กริ๊ง~~”

 

“สวัสดีค่ะ คุณต้องการพูดสายกับใครคะ? พี่สาว... มีคนโทรมาหาค่ะ!”

 

กวงหยุนกำลังอ่านหนังสือในห้อง เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกก็ออกมาจากห้อง เมื่อเธอมา น้องสาวของเธอก็ทำปากบอกว่า “เป็นผู้ชาย!”

 

กวงหยุนเข้าใจว่าอาจเป็นฟู่ซิน เธอรับโทรศัพท์และพูดคุยกับอีกฝั่งไม่กี่ประโยค ก่อนจะวางสายไป

 

“พี่สาว พี่สาว พรุ่งนี้พี่จะออกไปข้างนอกใช่ไหม?” หวังเจียเจียมองกวงหยุนด้วยดวงตาใสแจ๋ว

 

“ใช่แล้ว เธอก็ได้ยินแล้วนี่ไง?” กวงหยุนบีบจมูกน้องสาวเบาๆ

 

“งั้นถ้าพี่ชายกลับมา ฉันจะบอกเขา ถ้าเขาไม่รีบหาคู่ พี่สาวก็จะชิงแต่งงานออกไปแล้ว!”

 

“ถ้าเธอพูดแบบนั้น พี่เขาคงร้องไห้แน่นอน! ฮ่าฮ่า” กวงหยุนเห็นว่าหวังเจียเจียกำลังเล่นอยู่ จึงไปที่ห้องหนังสือเพื่ออ่านหนังสือต่อ



ตอนที่ 317: กวงหยุน

 

ฟู่ซินวางสายโทรศัพท์ด้วยมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

เธอตกลงแล้ว!

 

ความตื่นเต้นนี้ทำให้เขาเดินกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น แต่เดินไปได้สักพัก เขาก็เปลี่ยนใจและหันกลับไปที่ร้านหนังสือ เพราะกวงหยุนชอบอ่านหนังสือ เขาก็ต้องอ่านให้มากขึ้นเหมือนกัน

 

ขณะเดียวกัน กวงหยุนที่อยู่บ้านกลับจมอยู่ในความคิดลึกๆ ตอนนี้ท่าทีของฟู่ซินชัดเจนมาก และที่จริงแล้วตัวเธอเองเป็นฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีชื่นชอบเขาก่อน การนัดวันนี้ก็ถือเป็นสัญญาณบางอย่าง ฟู่ซินเป็นคนเก็บตัว การที่เขากล้าโทรมาแบบนี้ย่อมหมายความว่าเขาอาจเริ่มมีใจให้เธอแล้ว

 

ชาติก่อน ตอนที่เธอเจอฟู่ซิน ตอนนั้นคือช่วงที่จิตใจของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล ส่วนเขาก็เพราะเหตุผลทั้งจากครอบครัวและสุขภาพ จนอายุ 38ปีแล้วก็ยังไม่เคยแต่งงาน

 

ตอนนั้นเขาเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพ แต่ไม่เคยเข้าโรงเรียนทหาร เขาสร้างทุกอย่างด้วยตัวของเอง บาดแผลใหญ่เล็กซ้อนกันเต็มตัว ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ใช้ชีวิตร่วมกับเขา เขามักจะมีทั้งบาดแผลและป่วยไข้ แต่นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุดในชีวิต

 

สิ่งที่เสียใจที่สุดระหว่างเธอและเขาก็คือ ตัวเธอเองเคยได้รับบาดเจ็บตอนเด็กจนไม่สามารถมีลูกได้ ส่วนฟู่ซินก็เคยโดนกระสุนลูกหลงในสนามรบ ทำให้เขาเองก็ไม่สามารถมีลูกได้เช่นกัน ทำให้ในตอนนั้นเธอกับฟู่ซินจึงไม่มีลูกเลย

 

หลังจากที่เขาจากไป ไม่กี่ปีผ่านไปเธอก็ล้มหายตายจากติดตามเขาไป ใครจะรู้ว่าพอเธอลืมตาขึ้นมาอีกที เธอก็ได้ย้อนเวลากลับไปตอนอายุสิบขวบ เป็นตอนที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในสนามรบ และน้าชายของเธอจะมารับเธอไปอยู่ด้วย ตอนลืมตาขึ้นมา น้าชายของเธอก็กำลังโต้เถียงกับย่าเพื่อแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูเธอ

 

ย้อนกลับไปตอนนั้น ย่าของเธอต้องการยึดเงินบำนาญของพ่อกับแม่ จึงเป่าหูเธอว่าน้าสะใภ้จะรังแกเธอเอาได้ ให้เธอไปอยู่กับย่าดีกว่า จะได้ไม่ถูกรังแก

 

ชาติก่อนเธอเชื่อคำโกหกนั้น สุดท้ายต้องมาทำงานเป็นวัวและม้าในบ้านลุงถึงหกปี จนกระทั่งเธออายุได้ 16ปี เธอถึงได้กลับมาอยู่บ้านน้าชายอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่เธอตระหนักว่าสิ่งที่ย่าของเธอพูดล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น น้าสะใภ้เข้ากับเธอได้ง่ายมากและเลี้ยงดูเธอเสมือนเป็นลูกสาวของตัวเอง ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ใจดีกับเธอมาก และไม่ปฏิบัติต่อเธออย่างเย็นชา

 

ครอบครัวของน้าชายไม่เพียงแต่ยอมให้เธอไปเป็นทหารเท่านั้น แต่ยังช่วยหาครอบครัวของสามีให้อีกด้วย ในเวลานั้นเธอได้แต่งงานกับตระกูลไป๋ที่ทุกคนต่างพากันอิจฉา แม้ว่าสุดท้ายจะหย่าร้างกันไปเพราะเธอไม่มีลูก แต่ก็ไม่เคยโกรธเคืองต่อกันมาก่อน

 

นอกจากช่วงเวลาที่ได้อยู่กับฟู่ซินแล้ว ช่วงเวลาที่เธออยู่บ้านน้าชายก็เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดเช่นกัน

 

ดังนั้นในวินาทีแรกที่ต้องเลือก เธอจึงเลือกที่จะตามน้าชายกลับบ้าน ส่วนเงินบำนาญของพ่อแม่เธอทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกมอบให้กับย่าของเธอเช่นกัน เธอนำมันกลับมาด้วย อีกทั้งน้าสะใภ้ยังจัดแจงซื้อบ้านให้เธอ โดยบอกว่านี่จะทำให้เธอมีความมั่นใจในการแต่งงานในอนาคต

 

เธอสมัครเข้ากองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย และทำงานอย่างหนักเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนทหาร เมื่อเธอกลับมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย จู่ๆ ฟู่ซินที่เธอคิดถึงมานานหลายปีก็ปรากฏตัวต่อหน้าเธอเช่นนั้น

 

ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่เพียงแค่ตัวเธอเองเท่านั้น ฟู่ซินก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ชาตินี้เขาสอบเข้าโรงเรียนทหารได้ เมื่อรู้จักกันมากขึ้น เธอก็ได้รู้ว่าเขาสอบเข้ามาจากกองทัพเขตตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ใช่กองทัพเขตตะวันตกเฉียงใต้เหมือนชาติที่แล้ว

 

และเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ ฟู่ซินบอกว่าทั้งครอบครัวเขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว ชาติที่แล้วเธออาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่สามีมาโดยตลอด และวันนั้นที่เธอไปหาเขาก็เพื่อจะไปดูว่าครอบครัวของฟู่ซินใช่คนที่เธอจำได้หรือเปล่า

 

แต่พอได้เห็นแล้ว ถึงกับรู้สึกว่านี่เราเข้าใจผิดหรือเปล่า? เธอถึงขั้นคิดกับตัวเองว่าฟู่ซินไม่ใช่คนที่ตัวเองเคยรู้จัก เพราะตอนนี้เขาดูอ่อนวัย ดวงตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น และมีความมั่นใจในอนาคตของตัวเอง

 

แต่พอเขาโทรมาในวันนี้ ฟังจากน้ำเสียงที่เริ่มต้นเหมือนชาติก่อนที่ชวนเธอออกไปเที่ยว ตัวเธอเองก็มั่นใจแล้วว่าความสงสัยทั้งหมดนั้นผิดพลาดไป เขาคือฟู่ซินคนเดิมคนที่เธอใช้ชีวิตร่วมกันกับเขามามากว่าครึ่งชีวิต

 

เขาแค่ไม่ใช่ฟู่ซินคนที่คอยแต่ช่วยเหลือพี่น้องและครอบครัวจนตัวเองไม่มีอิสรภาพ เธอจึงสืบดูหลายเรื่องผ่านเขา ฟู่ซินบอกว่าครอบครัวเขาอยู่กันอย่างสงบสุข อาศัยอยู่ด้วยกัน แม้แต่อาหญิงของเขาก็อยู่ด้วย

 

กวงหยุนรู้สึกสงสัยเรื่องน้องสาวคนที่สองที่ฟู่ซินพูดถึงจริงๆ ชาติก่อนเขามีแค่ฟู่เหมี่ยวเป็นน้องสาวคนเดียว แล้วน้องสาวอีกคนก็เสียชีวิตไปตอนอายุสิบกว่าปี ทว่าในชาตินี้เธอยังมีชีวิตอยู่ หรือเธอจะเป็นเหมือนกับเรา?

 

ไหนจะอาหญิงของเขาที่ควรจะเสียชีวิตไปเหมือนชาติที่แล้ว ทำไมชาตินี้ทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปหมด? กวงหยุนอดใจรอเวลาไม่ไหว เธออยากให้เวลาผ่านไปไวๆ เผื่อพรุ่งนี้จะมาถึงในพริบตา

 

อีกด้านหนึ่ง

 

ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินกำลังตรวจสอบความคืบหน้าในการปรับปรุงบ้านเรือนสี่ประสานของพวกเขา ใครจะรู้ว่าพอเดินเข้ามาในลานบ้าน ทั้งสองก็ได้เจอใครคนหนึ่งออกมาจากข้างในแล้ว

 

“ไป๋โม่เฉิน?” เหม่ยเจ๋อจ้องมองหลานชายอย่างสงสัย

 

วันนี้เขาตั้งใจมาดูบ้านของตัวเอง ครั้งก่อนเพราะต้องการเงินไปซื้อที่ดิน เขาจึงต้องขายบ้านหลังนี้ไป ตอนนี้เขารู้สึกเสียดายแล้ว

 

ใครจะรู้ว่าเขายังไม่ทันได้ซื้อที่ดินผืนใหม่ บ้านของเขาก็ถูกขายออกไปแล้ว พอเขาอยากใช้เงินซื้อบ้านหลังใหม่ เขาก็หาสถานที่ที่เหมาะสมไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเขารีบขายไป ทำให้ได้ราคาไม่ดี

 

ดังนั้นเขาจึงอยากมาดูว่าเจ้าของใหม่จะขายคืนให้เขาหรือไม่ ต่อให้เขาต้องเพิ่มเงินอีกหน่อย เขาก็อยากจะซื้อคืน

 

แต่ใครจะรู้ว่าเขาเดินวนรอบลานบ้านอยู่พักใหญ่ เขาเห็นว่าข้างในมีคนเยอะก็เลยกล้าเดินเข้าไป และพอเห็นว่าภายในกำลังมีการปรับปรุง คนงานก็พยายามไล่เขาออกไป แต่พอพูดจาดีๆ คนงานก็ยอมให้ดูบ้าน

 

พอดูเสร็จ เขาก็รู้สึกเสียดายมาก บ้านเก่าที่เคยมีสภาพย่ำแย่กลับกลายเป็นบ้านที่ดูหรูหรามาก เขาเห็นว่ามีการปรับปรุงทั้งระบบทำความร้อนและผนังไฟฟ้า รวมถึงห้องน้ำและระบบท่อน้ำทิ้ง

 

พอเห็นเช่นนั้น ความไม่ชอบที่เคยมีก็เลือนหายไปหมด แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าของใหม่ปรับปรุงไปเกือบครึ่งแล้ว ดูท่าไม่มีทางที่เขาจะได้คืน เหม่ยเจ๋อจึงเดินคอตกออกมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนที่กำลังเดินสวนเข้ามา

 

เหม่ยเจ๋อมองบ้านแล้วมองไป๋โม่เฉิน ดูเหมือนเขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างในใจ คลื่นความคิดนี้ทำให้เขาตื่นตกใจมาก

 

“นายซื้อบ้านหลังนี้เหรอ? นายซื้อบ้านของฉันใช่ไหม?”

 

บ้านนี้เป็นบ้านเก่าแก่ของตระกูลเหม่ยจริงๆ ในตอนนั้นถูกชายชราเหม่ยยกเป็นสมบัติให้กับเหม่ยเจ๋อ เหม่ยเจ๋อไม่ชอบที่มันเป็นบ้านเก่า ไม่สะดวกสบาย ดังนั้นเขาจึงไม่เคยมาอาศัยอยู่ที่นี่เลย และชายชราเหม่ยก็เอาแต่พักอยู่ในโรงเรียนมาโดยตลอด ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงถูกปิดไว้

 

“หากคุณเหม่ยไม่มีธุระอะไรก็รบกวนช่วยหลีกทางด้วย พวกเราจะเข้าไป” ไป๋โม่เฉินไม่อยากคุยกับเขา เพราะไม่อยากเปลือกน้ำลาย

 

“ฉันถามว่านายเป็นคนซื้อบ้านหลังนี้ใช่ไหม! นายพูดกับผู้อาวุโสแบบนี้เหรอ?” เหม่ยเจ๋อโมโหเขามาก

 

“ผู้อาวุโส?” ไป๋โม่เฉินพึมพำออกมาอย่างท้าทาย และทันใดนั้นเขาก็ยิ้ม เขาหันไปมองเหม่ยเจ๋อแล้วพูดบางอย่างออกมาพร้อมกับดวงตาอันเฉียบคมของเขาจ้องไปที่เหม่ยเจ๋อโดยตรง

 

“คิดว่าตัวเองคู่ควรแล้วเหรอ?”

 

เหม่ยเจ๋อผละถอยหลัง สายตาของไป๋โม่เฉินน่ากลัวมากจนเขาไม่สามารถยืนนิ่งได้ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันไม่กี่ปี หลานชายที่อายุยืนของฉันก็ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอย่างเมื่อก่อนอีกต่อไป

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูด ตอนนี้เธอสมควรที่จะนิ่งเงียบและปล่อยให้ไป๋โม่เฉินแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่เธอยังคงแอบเอายันต์แห่งความโชคร้ายแปะไปที่เหม่ยเจ๋ออย่างเงียบๆอีกด้วย

 

เหม่ยเจ๋อควรรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นตัวทดลองปรมาจารย์ฟู่! โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาทุกปี!



ตอนที่ 318: ไล่ตามในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ไป๋โม่เฉินไม่แม้แต่จะมองเหม่ยเจ๋ออีก เขาดึงมือฟู่เหยียนเดินเข้าไปข้างใน ทิ้งให้เหม่ยเจ๋อยืนมองตามอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินจากไปด้วยความโกรธ

 

ยิ่งเหม่ยเจ๋อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาก็ยิ่งโกรธขึ้นเรื่อยๆ ทว่าจู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เขาขายบ้านนั้น เป็นฝีมือลูกชายอกตัญญูของเขาที่จัดการเรื่องทั้งหมด !

 

เหม่ยเจ๋อคิดได้ดังนั้นจึงตรงไปที่บ้านของเหม่ยตง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าลูกชายคนนี้ที่หักหลังพ่อไปเข้ากับคนอื่นนั้นสุดท้ายแล้วเป็นเพราะได้ประโยชน์อะไร!

 

เขาเดินไปด้วยความโกรธ บ้านของเหม่ยตงอยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่านาที เป็นบ้านเล็กๆที่มีทางเข้าสองทาง หลังจากที่แม่ของเหม่ยตงเสียชีวิต เขาก็อยู่คนเดียวที่นั่น

 

ที่ผ่านมาเหม่ยตงใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีงานการที่มั่นคง จนเมื่อครึ่งปีที่แล้ว เหม่ยเจ๋อได้ยินมาว่าเขาไปทำงานที่โรงงานทอผ้า ไปเรียนขับรถ ตอนนั้นเหม่ยเจ๋อยังคิดว่าลูกคนนี้อาจจะกลับตัวกลับใจได้

 

แต่ตอนนี้เหม่ยเจ๋อรู้แล้วว่าทั้งหมดเป็นแผนของไป๋โม่เฉิน เพื่อทำให้ลูกชายของเขามาต่อต้านเขาเอง!

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ เขารีบเร่งฝีเท้าจนถึงบ้านของเหม่ยตง แต่พอไปถึง กลับพบว่าบ้านหลังนี้ถูกขายไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว และตอนนี้คนที่มาอยู่ก็เป็นครอบครัวใหม่ที่มีลูกเล็กวัยห้าขวบ

 

เหม่ยเจ๋อไม่คาดคิดมาก่อนว่าลูกชายแท้ๆ ที่เขาเพิ่งพบไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะมาทำแบบนี้กับเขา! บ้านที่เขาซื้อให้ ไอ้ลูกอกตัญญูคนนั้นก็ขายไปแบบนั้นแล้ว

 

เหม่ยเจ๋อยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เขาพาลโกรธไปถึงแม่ของเหม่ยตงที่เขาคิดว่าเป็นคนไม่ดีเหมือนกัน! คนที่เป็นนักแสดงจะคลอกลูกดีๆออกมาได้อย่างไร!

 

เหม่ยเจ๋อคิดว่าถ้าลูกชายขายบ้านไปแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหนได้อีก จึงตัดสินใจไปหาเหม่ยตงที่โรงงานทอผ้า เพราะวันนี้เขาจะต้องรู้ความจริงให้ได้!

 

เวลานี้เป็นช่วงบ่ายสามถึงสี่โมง ซึ่งเป็นเวลาที่คนงานเปลี่ยนกะและเลิกงาน เหม่ยเจ๋อมองหาลูกชายในฝูงชน แต่ก็ไม่พบ จึงตัดสินใจเข้าไปถามในห้องยาม

 

“พี่ชาย ฉันขอถามหน่อย พวกคนขับรถของโรงงานมีใครชื่อเหม่ยตงไหม?”

 

ยามถอดแว่นมองเขา แล้วตอบว่า “ไม่มีหรอก ผมรู้จักคนในแผนกขับรถทุกคน ไม่มีใครชื่อเหม่ยตง” จากนั้นยามก็หันไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ

 

เหม่ยเจ๋อผิดหวัง เขาคิดในใจว่าหรือว่าลูกชายของเขาจะหายตัวไปแล้ว? แต่แล้วก็มีชายหนุ่มสองสามคนเดินออกมาจากโรงงาน และหนึ่งในนั้นคือเหม่ยตงนี่?

 

“ไห่โป หม้อไฟเนื้อแกะร้านนั้นอร่อยมากเลยนะ ลุงเขยเองก็รับปากฉันแล้วด้วย คราวนี้พ่อของฉันหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจแล้ว! ต้องขอบคุณนายมากเลยนะ! ไปกันเถอะ ฉันจะเลี้ยงข้าวที่โรงอาหารเอง”

 

“กังจื่อ ช่างมันเถอะ ฉันแค่ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ แต่หากนายเลี้ยง ฉันก็จะกินให้เยอะๆเลย”

 

‘ไห่โป’ ตอนนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเหยียนไห่โปแล้ว และพอเงยหน้าขึ้นมองเห็นเหม่ยเจ๋อ เขาก็ยิ้มเยาะในใจ เขารู้ดีว่าพ่อมาหาเขาเพราะโกรธเคืองเรื่องอะไร แต่ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรอีกแล้ว!

 

ชื่อของเขาเปลี่ยนไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาขายบ้านหลังเก่าและซื้อบ้านหลังใหม่ที่มีทางเข้าสามทางเรียบร้อย ตอนนี้เขามีงานที่มั่นคง และเพื่อนบ้านยังช่วยแนะนำผู้หญิงดีๆให้เขาอีกด้วย ชีวิตใหม่ของเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่เขาเปลี่ยนชื่อ เขาคือเหยียนไห่โป ไม่ใช่เหม่ยตงอีกต่อไป

 

“กังจื่อ วันนี้ฉันมีธุระ เดี๋ยวค่อยเลี้ยงข้าวฉันวันหลังเถอะ” เหยียนไห่โปบอกลาเพื่อน แล้วเดินตรงไปหาเหม่ยเจ๋อ

 

“ลุงอู๋ งานยุ่งเลยเหรอครับ! สูบบุหรี่สักมวนไหมครับ?” เหยียนไห่โปยื่นบุหรี่ให้ลุงยามอย่างคุ้นเคยกัน หลังจากทักทายกันพอประมาณแล้ว เขาก็มองไปยังเหม่ยเจ๋อ

 

ในใจของเหม่ยเจ๋อเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกชายของเขาจะเปลี่ยนชื่อจริงๆ

 

“มีธุระก็ไปคุยกันข้างนอก ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่จะมาคุยกัน” เหยียนไห่โปพูด แล้วเดินออกจากโรงงานไปกับเหม่ยเจ๋อ

 

ความโกรธเริ่มแรกของเหม่ยเจ๋อเลือนหายไปเพราะคำพูดที่เหินห่างจากลูกชาย กลายเป็นว่าตอนนี้เขารู้สึกประหม่าแล้ว!

 

ทั้งสองเดินไปจนถึงสวนเล็ ๆด้านหลังโรงงาน

 

“ถึงกับเปลี่ยนชื่อเลยหรือ ? นี่หมายความว่าไม่อยากรับรู้ว่าฉันเป็นพ่อแล้วใช่ไหม?” เหม่ยเจ๋อถามด้วยความคับข้องใจ เขาเลี้ยงลูกชายมายี่สิบปี แต่ไม่คิดเลยว่าพอโตมาจะปีกกล้าขาแข็งขนาดเปลี่ยนไปใช้แซ่เหยียนแล้ว!

 

เหยียนไห่โปตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ใช่ ผมคือเหยียนไห่โป ไม่ใช่เหม่ยตง ผมเป็นลูกของแม่ ไม่ใช่ลูกของคุณ!”

 

“แต่แกก็เป็นลูกของฉัน!” เหม่ยเจ๋อตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

 

“งั้นเหรอ? คุณเคยยอมรับผมเป็นลูกตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณเคยบอกใครไหมว่าผมเป็นลูกของคุณ? แล้วเหยียนฟาง แม่ของผมล่ะ? คุณเคยเห็นเธอเป็นภรรยาของคุณหรือเปล่า? คุณกล้าบอกคนทั้งโลกไหมว่าผมคือลูกของคุณ?”

 

เหยียนไห่โปก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว และเหม่ยเจ๋อก็ค้นพบความจริงบางอย่างที่ว่าเด็กน้อยในตอนนั้นโตขึ้นมากจนสูงกว่าตัวเขาไปหนึ่งศีรษะแล้ว

 

 เหม่ยเจ๋อไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เหม่ยเจ๋อจึงเปลี่ยนหัวข้อ "ฉันสู้ชีวิตมาขนาดนี้ก็เพื่อตัวแก! แต่ทำไมแกถึงต้องช่วยไป๋โม่เฉินทำร้ายฉันล่ะ?”

 

เหม่ยเจ๋อพูดไม่ออก เขาไม่สามารถพูดได้ เรื่องนี้อย่าว่าแต่เขาที่ไม่อาจยอมรับได้เลย เกรงว่าในลำดับวงศ์ตระกูลเหม่ยก็อาจจะลบชื่อเขาออกด้วยเช่นกัน เพราะตระกูลเหม่ยซื่อตรงและใสสะอาดมาหลายชั่วอายุคน คงไม่สามารถทนต่อคราบสกปรกดังกล่าวได้

 

“ต่อให้ฉันไม่ยอมรับ แต่ที่ฉันสู้ชีวิตมาขนาดนี้ก็เพื่อตัวแกทั้งนั้น! แต่ทำไมแกถึงต้องช่วยไป๋โม่เฉินทำร้ายฉันล่ะ?”

 

เหยียนไห่โปตอบอย่างเย็นชาว่า “เขาช่วยฉันทำให้แม่ของผมได้รับเกียรติ เป็นศพมีที่ฝัง ช่วยให้ผมมีชีวิตใหม่ได้ ชื่อของผมก็เปลี่ยนแล้ว ผมคือเหยียนไห่โป ไม่ใช่เหม่ยตง!”  

 

“และนี่ก็ไม่ใช่การหักหลัง แต่เป็นการซื้อขายที่ยุติธรรม คุณขาย เขามีเงินก็ซื้อ มันเป็นเรื่องปกติ ส่วนเรื่องที่ขายให้ใคร คุณเองก็ไม่สนใจมันเลยนี่ ผมเดาว่าคุณคงไม่เคยไปที่นั่นสินะ!” เยี่ยนไห่โปพูดด้วยความเสียดสี เขาซึ่งเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดยังคงไร้เดียงสามาก

 

“ฉันคือพ่อแกนะ!” เหม่ยเจ๋อตะคอก

 

เหยียนไห่โปมองหน้าเหม่ยเจ๋ออย่างเย็นชา ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “ถ้าคุณไม่ใช่พ่อของผม คุณก็คงจะตายไปตั้งแต่ตอนที่คุณทำกับแม่ของผมอย่างนั้นแล้ว! คุณควรคิดว่าตัวเองโชคดีที่ผมไม่ได้ทำตัวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน!”

 

เหม่ยเจ๋อถึงกับช็อก เขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต คำพูดของลูกชายทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออก

 

“ในเมื่อแกเปลี่ยนชื่อแล้ว ฉะนั้นต่อไปนี้แกก็ไม่ใช่ลูกชายของฉันอีกต่อไป บ้านนั้นก็ถือเป็นการชดเชยให้แม่แก แกเก็บไว้เถอะ!”

 

“และถ้ายังคิดว่าฉันเป็นพ่อ แกก็แค่มาเผากำยานให้ฉันตอนที่ฉันตายแล้วก็พอ”

 

พูดจบเขาก็เดินออกไป เหยียนไห่โปเพียงแค่มองเขาอยู่อย่างนั้น โดยไม่คิดที่จะตามไป

 

และเหม่ยเจ๋อคงไม่คาดคิดว่าคำพูดของเขาจะเป็นจริง เพราะพวกเขาสองคนพ่อลูกจะได้พบกันใหม่ในงานศพ ซึ่งนับแต่นี้ไป พวกเขาจะไม่ได้เห็นกันอีกเลย….

 

ฟู่เยี่ยนเชื่อมาโดยตลอดว่าคนชั่วจะต้องตายด้วยน้ำมือของคนชั่วเอง ดังนั้นยันต์โชคร้ายที่ตบไปบนตัวเหม่ยเจ๋อจึงเป็นเพียงแค่สิ่งที่ทำให้เขาตกลงไปในหลุมมืดนั้นและทรมานกับผลกรรมของตัวเองเท่านั้น

 

สิ่งที่ฆ่าคนได้จริงๆ คือสิ่งที่พวกเขาใส่ใจและเคารพเชื่อถือมาโดยตลอด สถานการณ์ที่พลิกผันนี้ของเขาจะทำลายความมั่นใจในตนเองและความนับถือตนเองที่เขาได้รับในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

 

จากนี้ไป ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเหม่ยเจ๋ออีก เพราะเขาจะได้ชดใช้ในสิ่งที่เขาทำ!

 

ชีวิตมนุษย์เรานั้นมักไล่ตามในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่รู้จักปล่อยวาง และไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี!



ตอนที่ 319: ปล่อยวาง

 

หลังจากเจอเหม่ยเจ๋อ ไป๋โม่เฉินแสดงอารมณ์ที่อ่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด ฟู่เยี่ยนที่ไวต่อความรู้สึกก็สังเกตได้ แม้เขาจะไม่แสดงออก เพียงแค่เงียบขรึมอยู่นานนั้น ทั้งคู่เดินไปยังด้านในของเรือนสี่ประสาน ขณะที่คนงานกำลังซ่อมแซมกระเบื้องบนหลังคา

 

ทุกวันนี้หากจะหากระเบื้องแบบนี้คงยาก เพราะไม่ค่อยมีโรงงานผลิตกระเบื้องแบบย้อนยุคนี้แล้ว ที่ใช้ก็เป็นของที่หาได้จากที่คนอื่นทิ้ง

 

ทีมช่างของจางเหว่ยตอนนี้เริ่มชำนาญขึ้นมาก พวกเขาแบ่งออกเป็นหลายทีม ผู้ที่รับผิดชอบที่นี่คือเปียนหยวน เป็นเพื่อนสนิทของจางเหว่ย เขาเคยเจอฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมาก่อนแล้ว และรู้ดีว่าเธอคือเจ้านายของจางเหว่ย

 

“คุณฟู่ คุณไป๋ มาแล้วหรือครับ? พอดีเมื่อวันก่อนผมกับจางเหว่ยยังพูดถึงอยู่เลยว่าจะชวนคุณมาดูหน้างาน ถ้ามีความคิดเห็นอะไรก็บอกเราได้นะครับ จะได้ทำงานต่อได้ทันที พอคุณมาแบบนี้ก็พอดีเลย!”

 

เปียนหยวนรีบออกมาต้อนรับ เพราะฟู่เยี่ยนคือลูกค้าคนสำคัญของเขา งานปรับปรุงบ้านหลังนี้ทำกันทั้งปีก็ยังไม่เสร็จ แถมยังมีอีกหลายที่ที่รอคิวอยู่ด้วย!

 

“อืม พวกคุณทำต่อไปเถอะ ทำได้ดีทีเดียว บ้านหลังนี้เปลี่ยนไปมากเลย คุณไปทำงานของคุณต่อเถอะ เดี๋ยวพวกเราเดินดูเอง”

 

“ได้เลยครับ ถ้ามีอะไรสงสัยหรือมีปัญหาก็บอกผมได้เลย” เปียนหยวนเห็นใบหน้าไม่ค่อยสบายใจของไป๋โม่เฉิน เขสฉลาดพอที่จะปลีกตัวเดินออกไป

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินผ่านส่วนต่างๆของบ้าน จนมาถึงส่วนสุดท้ายของเรือนสี่ประสาน ทุกวันนี้ระบบทำความร้อนใต้ดินและผนังของบ้านได้ติดตั้งเสร็จเกือบหมด ห้องน้ำก็เกือบเสร็จแล้ว เหลือแค่ส่วนหลังของบ้านเท่านั้น

 

ตอนนี้งานเดินหน้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้หน้าต่างก็เปลี่ยนมาติดตั้งกระจกแทนกระดาษหน้าต่าง บางห้องอย่างเช่นห้องหนังสือจะถูกเปลี่ยนเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ซึ่งเพียงแค่นี้ก็งบบานปลายไปเยอะแล้ว

 

เมื่อทั้งคู่เดินไปถึงส่วนทางเข้าที่สาม ไป๋โม่เฉินก็เอ่ยขึ้นมา

 

“ตอนเด็กๆ ฉันมาที่บ้านหลังนี้บ่อยมาก เพราะนี่เป็นบ้านที่แม่ฉันเคยอาศัยอยู่ก่อนจะแต่งงาน” ไป๋โม่เฉินมองดูผนังที่เก่าทรุดโทรมซึ่งยังไม่ได้ทาสีใหม่ เขายังจำได้ว่าเมื่อก่อน ผนังอิฐเหล่านี้เคยมีมอสขึ้นเต็มไปหมด

 

ไป๋โม่เฉินเปิดประตูเข้าไป ภายในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลืออยู่เลย มีเพียงห้องว่างเปล่า

 

“ตอนนั้น ห้องของแม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง และมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ฉันเคยนั่งเขียนหนังสือที่นั่นด้วย ลุงเหม่ยเจ๋อ…ก็เคยจับมือฉันสอนเขียนตัวหนังสืออยู่บนโต๊ะตัวนั้น”

 

ไป๋โม่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันไม่มีวันยกโทษให้เขาได้เลย แค่เพื่อของเพียงเล็กน้อย เขายอมทำทุกอย่างเพื่อฆ่าฉัน!”

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไป๋โม่เฉินไม่เคยแสดงออกถึงความเกลียดชังต่อใครอย่างชัดเจน แต่ที่จริงแล้วเขาไม่เคยลืมและไม่เคยปล่อยวางเลย

 

“พี่ไม่จำเป็นต้องให้อภัยหรอก ไม่มีใครตำหนิหรอกถ้าพี่จะไม่ยกโทษให้เขา อีกอย่างพวกเขายังไม่เคยต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับพี่ และก็ไม่เคยขอโทษพี่ด้วยความจริงใจ แล้วพี่จะต้องให้อภัยเขาไปทำไม?” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างหนักแน่น

 

ไป๋โม่เฉินได้ฟังแล้วก็เหมือนปล่อยวางได้ในทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนคิดว่าเมื่อเขารอดชีวิตมาได้ก็ไม่ควรถือโทษโกรธเคืองใคร แม้แต่ญาติพี่น้องของแม่ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

 

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไปดูห้องเรือนกระจกกันเถอะ ฉันให้เขาปรับปรุงให้เป็นเรือนดอกไม้ ไปดูหน่อยดีกว่า” ไป๋โม่เฉินเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยท่าทางสดใสในทันที เหมือนกับว่าเขาไม่อยากให้คนเหล่านั้นมาทำลายช่วงเวลาดีๆของเขาอีกต่อไป

 

ฟู่เยี่ยนตกใจเล็กน้อย นี่จบแล้วเหรอ? ปล่อยวางได้แล้วเหรอ? ไม่เป็นไรจริงๆ งั้นเหรอ? เธอคิดว่าเขาเปลี่ยนอารมณ์ง่ายเกินไปหน่อย แต่ก็ยินดีที่เขาดูสบายใจขึ้น

 

ทั้งสองเดินไปที่สวน และฟู่เยี่ยนก็เห็นเรือนกระจกที่ไป๋โม่เฉินปรับปรุงใหม่ เธอหันกลับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ ตัวอาคารในตัวบ้านชั้นห้าถูกเปลี่ยนเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แม้ว่าพวกมันจะไม่ใช่หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน แต่ก็ใกล้เคียง

 

“พี่บอกให้พวกเขาทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ใครออกแบบให้?”

 

“ก็เปียนหยวนนั่นแหละ เขาเป็นคนออกไอเดีย ฉันแค่บอกว่าอยากปรับปรุงที่นี่ให้เป็นที่ดื่มชาและชมดอกไม้ได้ และก็อาจจะย้ายห้องทำงานมาอยู่ที่นี่ด้วย เขาก็วาดผังมาให้ฉันดู ฉันเห็นว่าดูดี ก็เลยตัดสินใจทำตามนี้”

 

“แต่หน้าต่างกระจกใหญ่ทำเป็นชิ้นเดียวไม่ได้ ต้องแบ่งเป็นแผ่นเล็กๆ เปียนหยวนเลยทำกรอบไม้ใหญ่ๆทาสีขาว ทำให้ดูสว่างขึ้น”

 

“ฉันคิดว่ามันดูสวยดีเลยทีเดียว มองจากภายนอกจะดูเหมือนหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน”

 

ไป๋โม่เฉินอธิบายอย่างละเอียด ฟู่เยี่ยนฟังอย่างสนใจ เธอเดินเข้าไปในห้องด้วยความตื่นเต้น พูดถึงการตกแต่งว่าจะวางอะไรตรงไหน ไป๋โม่เฉินก็ร่วมตื่นเต้นไปกับเธอ ทั้งสองใช้เวลาช่วงบ่ายร่วมกันอย่างมีความสุข

 

“กลับบ้านกันเถอะ ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่โทรไปหาทางนั้นแล้วหรือยัง” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้น ใจยังคิดถึงเรื่องของพี่ชาย เธอรู้สึกว่าความรักของพี่ชายยังไม่ชัดเจน แต่พี่ชายก็ดูเหมือนกำลังมีความรักแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าสถานการณ์นี้คืออะไรกันแน่ ดังนั้นเธอจึงอยากเจอกวงหยุน เธอเดาว่าสาเหตุของเรื่องน่าจะมาจากตัวเธอคนนั้น

 

“เธอใส่ใจเรื่องคู่ของพี่ชายมาก มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นว่าฟู่เยี่ยนสนใจเรื่องความรักของพี่ชายมากเป็นพิเศษ จึงถามขึ้นมา

 

“วันนั้นหลังจากพี่ชายกลับมา ฉันสังเกตเห็นว่าเส้นโชคชะตาความรักของเขาเปลี่ยนไป แต่ที่แปลกคือมันไม่ชัดเจน ทว่าพี่ชายกลับดูเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์รัก ฉันจึงกลัวว่าเขาจะเจ็บปวด”

 

“เสี่ยวฮั่ว ฉันคิดว่าเธอน่าจะคิดมากไป ไม่ว่าอย่างไรนั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาควรผ่านไปด้วยกัน พี่ชายของเธอก็น่าจะรู้ว่าความรักคืออะไร!”

 

คำพูดของไป๋โม่เฉินทำให้ฟู่เยี่ยนนิ่งคิด นั่นจริงหรือ?

 

“ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ถึงเธอจะเป็นฟู่เยี่ยนผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง การช่วยดูแลพี่ชายเป็นเรื่องดี แต่เธอไม่ควรเข้าไปแทรกแซงทุกเรื่องของเขา เพราะนั่นเป็นการตัดสินใจของพี่ชายเธอเอง”

 

“พี่ชายเธอเขาก็โตแล้ว เธอต้องเชื่อใจเขา เธอไม่จำเป็นต้องคอยจัดการทุกเรื่อง แบบนั้นจะไม่เหนื่อยแย่เหรอ?”

 

ไป๋โม่เฉินจับไหล่ฟู่เยี่ยนแล้วพูดด้วยความจริงจัง นั่นเป็นเพราะว่าเขาเป็นห่วงเธอ

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิด เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดูแลเรื่องของคนอื่นมากเกินไป แต่เมื่อไป๋โม่เฉินพูดแบบนี้ ก็ทำให้เธอเริ่มกลับมาคิดกับตัวเองว่ามันอาจจะเป็นเช่นนั้น พี่ชายและพี่สาวของเธอคงเคยชินกับการที่เธอคอยดูแล พวกเขาจึงไม่เคยปริปาก

 

ต่อไปนี้เธอคงต้องคิดอะไรให้ดีก่อนทำแล้ว บางครั้งคำพูดและการกระทำของเธออาจสร้างความกดดันให้คนอื่นได้

 

“แล้วพี่ล่ะ? บางครั้งพี่คิดว่าฉันละเลยพี่บ้างหรือเปล่า?”

 

“คิดสิ ฉันคิดตลอดเวลาว่าอยากให้เธอมองฉันและใส่ใจฉันมากกว่านี้” ไป๋โม่เฉินยิ้มแล้วขยี้ผมยาวของเธอเบาๆ ตอนนี้ผมของเธอยาวขึ้นอีกแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนนิ่งไปเล็กน้อย แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร ไป๋โม่เฉินก็หัวเราะแล้วพูดต่อ

 

“ฉันรู้ว่าเธอไม่อาจมองแค่ฉันคนเดียว นั่นไม่ใช่ตัวเธอที่ฉันชอบ ฉันชอบฟู่เยี่ยนที่เปล่งประกายในพื้นที่ของตัวเอง เหมือนดาวที่ส่องสว่างบนฟ้า”

 

“ถ้าเธอมัวแต่มองฉัน ฉันคงผิดหวัง ฉันชอบที่เธอได้ทำสิ่งที่เธอรัก ส่วนเรื่องระหว่างเรา ฉันจะเป็นคนวิ่งเข้าหาเธอเอง เธอแค่ยืนอยู่ตรงนั้น รอให้ฉันวิ่งเข้าไปหาก็พอ”

 

ฟู่เยี่ยนมองเข้าไปในดวงตาของเขา ในนั้นมีเพียงภาพเธอคนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ดวงตาของเธอเองก็มีภาพของเขาเพียงแค่คนเดียวเช่นกัน



ตอนที่ 320: การเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา

 

หลังจากที่ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนใช้เวลาอยู่ด้วยกันพักใหญ่ ทั้งสองพูดคุยอย่างสนิทสนม และดูความคืบหน้าของการปรับปรุงบ้านแล้วถึงกลับบ้านไป โดยปล่อยให้เปียนหยวนจัดการเรื่องที่เหลือต่อ

 

วันนี้ไป๋โม่เฉินยังคงพักอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ คิดว่าจะอยู่จนกว่าจะกินข้าวเที่ยงในวันพรุ่งนี้แล้วค่อยกลับบ้าน พ่อและปู่ย่าก็มีธุระบางอย่าง ทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้เขา เขาเลยรู้สึกเบื่อที่จะอยู่บ้าน จึงตัดสินใจมาพักที่นี่สักสองสามวัน

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลฟู่ ทุกคนในบ้านรวมถึงฟู่ซินก็กลับมาแล้ว ทุกคนถือหนังสืออยู่ในมือ โดยเฉพาะพี่ใหญ่ที่ถือหนังสือไว้หลายเล่ม ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปดูและเห็นว่ามีทั้งวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลก รวมไปถึงหนังสืออย่างความฝันในหอแดง

 

“พี่ใหญ่ เมื่อก่อนเวลาขอให้พี่อ่านนิยาย พี่ยังอ่านได้ไม่กี่หน้าแล้วเลิกอ่านเลย! วันนี้พี่เปลี่ยนไปได้ไงเนี่ย?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างแปลกใจ

 

“ใช่เลย! ฉันกับเสี่ยวฉุ่ยยังตกใจอยู่เลย พี่ใหญ่ต้องโดนวิญญาณอะไรเข้าสิงแน่!” ฟู่เซินพูดติดตลกเสียงดัง

 

ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวหัวเราะ

 

ดูท่าว่านี่มันจะเป็นพลังแห่งความรักสินะ!

 

“พี่ใหญ่ พี่สาวคนนั้นตอบตกลงหรือยัง?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความอยากรู้ เพราะถ้าเธอไม่ตกลง งานเลี้ยงที่เธอจัดก็จะเสียเปล่า

 

“เธอตกลงแล้ว บอกว่าพรุ่งนี้จะรอพี่ที่หน้าสวนสาธารณะเป่ย์ไห่” ฟู่ซินตอบอย่างเขินอาย

 

ฟู่เยี่ยนถือโอกาสตอนที่พี่ชายเขิน มองดูเส้นโชคชะตาของเขาและพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าการโทรศัพท์ครั้งเดียวจะทำให้ความรักของเขาชัดเจนขึ้น! เธออุทานในใจว่าการกระทำที่ไม่ตั้งใจของเธอกลับเปลี่ยนแปลงชีวิตรักของพี่ชายได้!

 

“ทุกคน รีบมาช่วยกันเร็ว คืนนี้เราจะทำเกี๊ยวกินดัน!” หวังซู่เหมยตะโกนเรียกจากในบ้าน ทุกคนจึงเดินเข้าไปช่วยกัน

 

“แม่ วันนี้เป็นวันอะไรเหรอ? ทำไมถึงได้กินเกี๊ยว?” ฟู่เซินที่ชอบเกี๊ยวมากจึงถามอย่างตื่นเต้น

 

“เสี่ยวถู่บอกว่าอยากกิน แล้วพ่อของพวกลูกก็ขอด้วย เราจะทำเกี๊ยวสามไส้ ไส้ผักกุยช่ายกับหมู ไส้ปลา และไส้ผักสามอย่าง มาช่วยกันหน่อยเร็ว!”

 

“ยังมีผักกุยช่ายเหลืออีกเหรอคะ? กลิ่นหอมจังเลย!” ฟู่เยี่ยนที่ชอบผักกุยช่ายเดินเข้าไปดมด้วยความชอบใจ

 

“พ่อของพวกลูกปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน นี่เก็บได้รอบสุดท้ายแล้ว พวกลูกโชคดีจริงๆ คืนนี้จะได้กินของอร่อย!” หวังซู่เหมยพูดพลางเตรียมเขียง

 

“อ้าว แล้วอาหญิงไปไหนเหรอคะ?” ฟู่เหมี่ยวมองหาคนในบ้าน

 

“อาหญิงเธอไม่กลับมากินข้าวเย็น เธอไปบ้านตระกูลมู่ ปู่มู่เชิญเธอกับลูกสองคนไปกินข้าว ตั้งแต่เที่ยงก็ยังไม่กลับมา”

 

“ปู่มู่เรียกอาหญิงไปทำอะไรเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย

 

“เรื่องนี้แม่ก็ไม่รู้ ต้องรอให้อาหญิงกลับมาแล้วถึงจะรู้ ไปเอาแป้งสาลีมาช่วยแม่ก่อนเร็ว!”

 

“ได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบแล้วรีบไปเอาแป้ง ขณะที่ไป๋โม่เฉิน ฟู่ซินและฟู่เซินก็ล้างมือเตรียมมาช่วยทำเกี๊ยว

 

“คุณดูสิว่าผมจับอะไรมาได้!” ฟู่ต้าหย่งที่พาฟู่เหยาไปตกปลากลับมา พอถึงบ้านก็ร้องเรียกหาภรรยาทันที

 

“มีอะไรดีๆกัน ทำไมคุณถึงดูตื่นเต้นขนาดนี้?” ทุกคนชะโงกหน้าไปดู แล้วก็พบว่ามีปลาตัวใหญ่หนักสี่ถึงห้ากิโลกรัมอยู่ในถัง ปกติเวลาตกปลา พ่อของพวกเขาจะได้แต่ปลาตัวเล็กๆ

 

“ตัวใหญ่ขนาดนี้เลย? ที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่มีปลาใหญ่แบบนี้ด้วยเหรอ?” หวังซู่เหมยถามอย่างแปลกใจ

 

“ใครจะไปรู้ล่ะ นอกจากผมแล้ว ลุงเหอก็จับได้อีกสองตัวด้วย! คืนนี้เพิ่มเมนูปลาด้วยดีไหม?” ฟู่ต้าหย่งถาม

 

“ให้เสี่ยวฮั่วทำสิ เธอทำปลารสเผ็ดได้อร่อยที่สุด!” ฟู่เซินขอเมนูปลารสเผ็ดทันที

 

“พี่รอง พี่คงหิวอีกแล้วล่ะสิ?” ฟู่เยี่ยนที่กลับมาพร้อมแป้งสาลีก็ได้ยินพอดี

 

“เสี่ยวฮั่ว มาเพิ่มเมนูหน่อย พวกเราจะทำเกี๊ยวกัน เธอไปทำปลาเผ็ดเถอะ” ทุกคนอยากกินฝีมือเธอ

 

“ได้เลย แต่ใครจะทำปลาให้ฉันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนยิ้ม

 

“ฉันเอง ฉันไม่ถนัดทำเกี๊ยวอยู่แล้ว!” ไป๋โม่เฉินพับแขนเสื้อขึ้นและรับถังปลาไปจัดการแทน

 

ฟู่ต้าหย่งก็ล้างมือและเริ่มช่วยทำเกี๊ยว ฟู่เหยาไปดูว่าที่พี่เขยทำปลา ทุกคนช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง จนไม่นานก็ทำเสร็จ พวกเขาทำเกี๊ยวได้เต็มถามถึงห้าถาด เพราะทุกคนกินเก่ง จึงต้องทำอาหารเยอะ

 

“เกี๊ยวมาแล้ว!”

 

“ปลารสเผ็ดมาแล้ว!”

 

“เสี่ยวสุ่ย เอาน้ำส้มสายชูมาให้หน่อย!”

 

“พี่ใหญ่ กระเทียมที่พี่ถือไปไหนแล้ว?”

 

ทุกคนกินอาหารกันอย่างอร่อย ฟู่เซินถึงกับอิ่มจนต้องเอนตัวพิงเก้าอี้

 

“เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้เราจะไปกินข้าวที่ไหนเหรอ?” ฟู่เซินถาม

 

“พี่ชวนจื่อจัดการให้เรียบร้อยแล้ว พวกพี่แค่ไปกินก็พอ” ฟู่เยี่ยนตอบหลังจากกินอิ่มจนรู้สึกแน่น

 

“พวกเธอจะไปกินข้าวกันเหรอ? ไปที่ไหน?” หวังซู่เหมยถาม เหล่าเด็กๆพวกนี้มีกิจกรรมเยอะตลอด

 

“แม่ เสี่ยวฮั่วจะพาเราไปกินข้าว แล้วก็จะดูตัวพี่สะใภ้ของเรา!” ฟู่เซินพูดเสียงเบา แต่ไม่เบาถึงขนาดที่ไม่มีคนได้ยิน

 

“โอ้ แบบนี้เอง! เสี่ยวฮั่ว ดูดีๆนะ แล้วกลับมาเล่าให้แม่ฟังด้วย พ่อของลูกก็อยากรู้” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับสั่งให้พวกเขาพาน้องชายไปด้วย เพื่อที่เธอกับสามีจะได้พักผ่อนบ้าง

 

“ไม่มีปัญหาค่ะ แม่ พวกเราจะพาน้องไปเอง แม่กับพ่อก็พักผ่อนให้สบายใจ” ฟู่เยี่ยนพูดยิ้มๆ พี่ชายคนโตถึงกับอายจนแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้

 

ฟู่ต้าหย่งไม่พูดอะไร แต่สายตาของเขาก็บอกความรู้สึกได้

 

“พ่อ แม่ มีข้อกำหนดอะไรที่พ่อกับแม่ต้องการจากพี่สะใภ้คนใหม่ไหม?” ฟู่เซินถามอย่างลับๆ เพราะอยากรู้ว่าพ่อแม่คาดหวังอะไรจากคู่ครองของพี่ชาย

 

“ไม่มี พี่ชายของพวกลูกพอใจก็พอแล้ว!”

 

ฟู่ต้าหย่งที่เคยอยู่ในหมู่บ้านอันผิง ถ้าถามเขาเมื่อก่อน เขาก็คงจะมีข้อกำหนดมากมาย เช่น ต้องเป็นคนดี รูปร่างหน้าตาดี และที่สำคัญต้องรักน้องๆ เพราะในครอบครัวมีเด็กหลายคนและยังต้องการการสนับสนุนจากพี่ใหญ่

 

แต่เมื่อฐานะครอบครัวดีขึ้นและย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง ข้อกำหนดเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือฟู่ซินจะต้องมีความสุขเท่านั้น ส่วนลูกๆคนอื่นก็มีความสามารถกันทุกคน ไม่ต้องการการพึ่งพาจากพี่ใหญ่ของพวกเขาแล้ว

 

ฟู่ซินเองก็ตกใจที่ความคิดของพ่อเปลี่ยนไป จากที่เคยบอกว่าต้องหาภรรยาที่ใจกว้าง แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว

 

“พ่อ ก่อนหน้านี้พ่อเคยพูด...” ฟู่ซินยังพูดไม่จบ ฟู่ต้าหย่งก็ตัดบททันที

 

“นั่นมันสมัยก่อน สมัยก่อนเราได้กินเกี๊ยวแค่ช่วงปีใหม่ แต่ตอนนี้อยากกินเมื่อไรก็กินได้ มันต่างกันไหม? ยุคสมัยเปลี่ยนไป ความต้องการก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย! พ่อไม่มีข้อกำหนดอะไร ขอแค่ลูกมีความสุขก็พอ แต่ถ้าพวกเสี่ยวฮั่วกับเสี่ยวฉุ่ยไม่ดูแลครอบครัวดีๆ พ่อจะเอาเรื่องกับเสี่ยวไป๋และจื่อหยวนแน่!”

 

ฟู่ต้าหย่งพูดพลางยกถ้วยเกี๊ยวขึ้นดื่มน้ำซุปจนหมด ท่าทีของเขาไม่ได้เพียงแค่เตือนลูกชายเท่านั้นแต่ยังเตือนถึงลูกเขยในอนาคตด้วย




จบตอน

Comments