ตอนที่ 336: คนคุ้นเคย
ฟู่เยี่ยนเรียนเสร็จไปแล้วสองคาบเรียนด้วยความลำบากใจ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นที่จับตามองของคนอื่นมากขึ้น เธอจึงอดทนไม่ออกจากห้องเรียน ทั้งที่ท้องของเธอรู้สึกหิวมานานแล้ว
“ชานชาน ฉันจะไปร้านหรงเป่าไจบ่ายนี้ เธอจะไปด้วยไหม พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับกับพี่ชวนจื่อของเธอน่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้นำหนังสือมาด้วย เธอจึงอ่านหนังสือของเหมี่ยวชานชานแทน พวกเธอทั้งสองเดินออกจากห้องเรียนขณะพูดคุยกัน ซึ่งเหมี่ยวชานชานยังคงมีเรียนต่อ
“ฉันคงไปด้วยไม่ได้ เพราะยังมีเรียนต่อ ! ให้ไป๋โม่เฉินไปเป็นเพื่อนเธอสิ แต่หากไปที่ร้านก็ซื้อขนมและถั่วลันเตามาให้ฉันหน่อยนะ แล้วเอาเนื้อแดดเดียวที่พี่ชวนจื่อมาให้ฉันด้วย ! ”
สาวสวยคนนี้สมกับฉายานักชิมจริงๆ !
“ไม่มีปัญหา งั้นฉันขอตัวไปที่ห้องสมุดก่อนก็แล้วกัน ! ส่วนเธอก็ไปที่ห้องเรียนได้แล้ว !” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม
เหมี่ยวชานชานมองไปที่แผ่นหลังของฟู่เยี่ยน ผู้หญิงคนนี้ไปกินอะไรมา ? ทำไมเธอถึงได้ดูดีกว่าเมื่อสองสามวันก่อน ? หุ่นแบบนี้เรียกว่าอ้วนขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ดูขายาวๆนั้นสิ ครั้งสุดท้ายที่เธอกินเนื้อแกะย่างทั้งตัว เธอยังไม่มีหุ่นแบบนี้เลย ?
ผ่านมาเพียงไม่กี่วัน แต่รู้สึกเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างไรอย่างนั้น ! กลับไปคืนนี้จะต้องถามมาให้ได้ ! เหมี่ยวชานชานตัดสินใจที่จะถามฟู่เยี่ยนอย่างหนักแน่นว่าเธอไปกินอะไรมา !
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าวันนี้เธอสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้กับเพื่อนร่วมชั้นทั้งชายและหญิงไปแล้วกี่คน
“เฮ้ วันนี้นายเห็นฟู่เยี่ยนแล้วหรือยัง ? ” ชายหนุ่มคนหนึ่งแอบถามคนข้างๆอย่างเงียบๆ
“ใช่ ฉันเองก็ไม่ได้เจอเธอมานานแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะสวยขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะ !” เสียงของชายหนุ่มอีกคนตอบออกมาเบาๆ
“ขาที่เรียวยาวราวตะเกียบของเธอมันดึงดูดใจของฉันมากจริงๆ จุ๊จุ๊ !”
“พูดเบาๆสิ เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องเอาได้ !”
ชายหนุ่มทั้งสองพูดคุยกันและเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทำให้ไป๋โม่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ! เขาไม่ได้ประสาทหลอนไปเอง ทุกคนในมหาวิทยาลัยต่างก็เห็นมัน ! ในขณะนี้ราวกับว่าร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาจะอยู่ในไฟและอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในทะเล ! อากาศข้างนอกร้อนมาก แต่ในใจของเขากลับรู้สึกหนาวสั่น !
ไป๋โม่เฉินต้องการตามหาฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากให้ใครเห็นความสวยของเธอ ! หลังจากก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว เขาก็จำได้ว่าเขาสัญญาว่าจะรอเธออยู่ในห้องสมุด ดังนั้นเขาจึงก้าวกลับมาและนั่งลงที่เดิมในท่าโปรด หยิบหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่งขึ้นมา ทว่าก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะอ่านมันเลย !
ในส่วนของฟู่เยี่ยนที่หิวข้าวมาก เธอไม่ได้ดื่มหรือกินอะไรมาทั้งวัน เธอจึงรีบกลับไปที่หอพักก่อน แล้วเอาของกินจากในดินแดงต่างมิติออกมากินให้อิ่มท้อง ตามด้วยดื่มน้ำ แล้วจึงลุกขึ้นเพื่อเดินไปที่ห้องสมุด
ก่อนจะออกจากห้อง เธอก็ก้มลงมองดูตัวเองอีกครั้ง จากนั้นก็รีบปิดประตู เปิดตู้เสื้อผ้า และมองหาเสื้อผ้าที่เธอต้องเอามาเปลี่ยนแทนชุดนี้ หลังจากที่หาไปได้สักพัก เสื้อผ้าที่ดูจะเหมาะสมกับเธอที่สุดในตอนนี้ก็มีเพียงชุดเดียว นั่นคือชุดเดรสยาว
ฟู่เยี่ยนรีบเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว ทว่าในหอพักก็ไม่มีกระจก เธอจึงแอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง เมื่อส่องกระจกดู ตอนนี้สัดส่วนที่เธอควรปกปิดก็ได้ปิดมันไปหมดแล้ว !
เธอเดินออกจากหอพักด้วยความมั่นใจและมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด ผมของเธอถูกมัดเป็นหางม้าสูงปล่อยตกลงไปด้านหลัง เผยให้เห็นโครงหน้าที่งดงามของเธออย่างชัดเจน เข้ากันดีกับผ้าพันคอไหมดูบริสุทธิ์ ตอนนี้เธอเปลี่ยนทรงผมแล้ว สไตล์ของเธอก็เปลี่ยนไปด้วย
หากก่อนหน้านี้เธอเปรียบดังลูกท้อที่ยังไม่สุกงอม ที่ให้ความรู้สึกแบบเด็กผู้หญิงใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้แม้ใบหน้าของเธอจะยังคงเหมือนเดิม และเสื้อผ้าของเธอก็ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่เป็นประจำ แต่มันกลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเธอได้เปลี่ยนไป ตอนนี้เธอเปรียบดั่งลูกท้อที่สุกงอมและหอมหวานเต็มที่แล้ว
ไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็มาถึงห้องสมุด ไป๋โม่เฉินที่กังวลมาเป็นเวลานานเนื่องจากฟู่เยี่ยนไม่มาเสียที ? ในที่สุดเขาก็เห็นฟู่เยี่ยนหยิบหนังสือแล้วเดินมาที่โต๊ะของเขา
ไป๋โม่เฉินเงยหน้าขึ้นมองไปที่ฟู่เยี่ยน เขากลืนน้ำลายเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นชายหนุ่มในวัยยี่สิบคนหนึ่ง ! ที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ?
“ไป๋โม่เฉิน เกิดอะไรขึ้นกับพี่หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนก็กังวลในใจเช่นกัน ว่าเขาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอเหมือนกับคนอื่นบ้างไหม ?
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่รู้สึกร้อนนิดหน่อย เธอไม่รู้สึกร้อนบ้างเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินรีบหลบสายตาทันที เสี่ยวฮั่วจะต้องจับพิรุธได้แน่ๆ ถ้าเขาแสดงอาการอะไรออกมา !
“มันก็ไม่ร้อนนะ ฉันใส่กระโปรงมา ! ถ้าพี่ร้อน หลังจากที่ฉันอ่านหน้านี้จบ เราออกไปกันเถอะ !” ฟู่เยี่ยนพลิกหนังสือในมือของเธอ แสร้งทำเป็นสงบ ทว่าในใจของเธอก็กังวลไม่น้อย
“เอาล่ะ เธอก็ลองอ่านมันไปก่อน ไม่ต้องรีบ ฉันก็จะหาดูสักพักเหมือนกัน” ไป๋โม่เฉินพยายามอย่างเต็มที่ที่จะระงับความปรารถนาของเขา เขารีบก้มหน้าลงเพื่ออ่านเนื้อหาในใจอย่างเงียบๆ
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ทั้งคู่ก็รู้สึกว่าความคิดของพวกเขาเริ่มสงบลงแล้ว ไป๋โม่เฉินเงยหน้าขึ้นมองฟู่เยี่ยน ส่วนฟู่เยี่ยนก็บังเอิญเงยหน้าขึ้นมองมาที่เขาเหมือนกัน
“ชั้นเรียนของพี่เริ่มกี่โมง ? เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันไหม ?” ฟู่เยี่ยนไม่อยากถูกสายตาคู่นั้นมองอีก ดังนั้นเธอจึงหาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจของเขา และชวนออกไปกินข้าวข้างนอกแทน
“โอเค เธออยากกินอะไรล่ะ ? ไปร้านจาเจี้ยงเมี่ยนที่เราไปเดทกันครั้งแรกไหม” ไป๋โม่เฉินยิ้มออกมา พลางนึกถึงจาเจี้ยงเมี่ยนที่ช่วยให้พวกเขาทั้งสองได้มาคบกันจนถึงทุกวันนี้
“ได้ค่ะ แต่แวะไปที่ร้านหรงเป่าไจก่อนนะ ฉันอยากถามพี่ชวนจื่อเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ก่อนว่ามีบ้างไหม !” ฟู่เยี่ยนคำนวณเส้นทาง
“งั้นเอาตามนี้ก็แล้วกัน ไปกันเถอะ ! เธอต้องการยืมหนังสือเล่มนี้ไหม ?” ไป๋โม่เฉินมองหนังสือในมือของเธอ
“ไม่ ฉันอ่านมันเกือบจบแล้ว ฉันแค่จะมาดูว่าพอจะสามารถยืมหนังสืออะไรได้บ้างในครั้งต่อไป” ฟู่เยี่ยนวางหนังสือกลับไปบนชั้นวางดังเดิม
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะยืมหนังสือเล่มนี้ เธอรอฉันอยู่ที่นี่ก่อนนะ” ไป๋โม่เฉินวิ่งไปต่อคิวเพื่อยืมหนังสือ ขณะที่ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ที่ทางเดินรอด้วยความเบื่อหน่ายพลางอ่านหนังสือรอ
ระหว่างนั้น เมื่อเธอมองไปรอบๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนรู้จักคนหนึ่ง มันคือรูมเมทของเธอ ฟางเจาตี้ แต่เอ๊ะ ? คนที่อยู่กับเธอดูคลับคล้ายคลับคลามาก ! เขาเป็นรูมเมทของไป๋โม่เฉินไม่ใช่เหรอ ที่ชื่อเฉียงอะไรสักอย่าง ?
“เธอกำลังดูอะไรอยู่ ?” ไม่นานไป๋โม่เฉินก็เดินเข้ามาและเห็นเธอมองดูอะไรบางอย่างตาไม่กะพริบ
“ดูคนนั้นสิ เขาเป็นรูมเมทของพี่ไม่ใช่เหรอ ? นั่นไง คนที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว” ฟู่เยี่ยนชี้ไปที่นั่นให้ไป๋โม่เฉินมองตาม
“เธอกำลังพูดถึงเหวินเฉียงอยู่เหรอ ไม่จำเป็นต้องมองก็รู้ว่าต้องเป็นเขาแน่ๆ ตอนนี้เห็นว่าเขากำลังเดทกับเพื่อนรูมเมทของเธอคนหนึ่งอยู่นะ” ไป๋โม่เฉินรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเหวินเฉียง
“อะไรนะ ? พวกเขากำลังเดทกันอยู่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้ว ครั้งล่าสุดที่เธอไปทานอาหารเย็นกับเพื่อนรูมเมทของไป๋โม่เฉิน เธอก็เจอเหวินเฉียงคนนี้ด้วยและรู้ด้วยว่าเขามีคู่หมั้นแล้ว แต่ทำไมถึงยังมาเดทกับฟางเจาตี้อยู่อีก ?
“เหวินเฉียงมีคู่หมั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามไป๋โม่เฉินด้วยความสงสัย
“ไม่ เขาไม่ได้พูดแบบนั้น เธอจะพูดแบบนั้นได้อย่างไร” ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนคงจะไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้เป็นแน่
“ครั้งที่แล้วฉันกินข้าวเย็นกับพวกเขา และฉันสังเกตเห็นว่าเขาเป็นคนเดียวในหอพักของพี่ที่มีคู่หมั้นแล้ว เป็นไปได้ไหมว่าคู่หมั่นของเขาคือฟางเจาตี้ ?” เธอเองก็ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับความจริงของเรื่องนี้เหมือนกัน
“เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักกับฟางเจาตี้ด้วยซ้ำ พวกเขาเพิ่งเจอกันครั้งแรกตอนที่ไปช่วยงานในห้องสมุดแล้วได้จับคู่ทำงานร่วมกัน” ไป๋โม่เฉินขมวดคิ้วแล้วกล่าวออกมา เป็นไปได้ไหมที่เหวินเฉียงจะมีคู่หมั้นอยู่ที่บ้านเกิดของเขา ?
“เหวินเฉียงบอกพี่มาแบบนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าฟางเจาตี้เป็นคนเรียบง่ายและหัวอ่อน และพวกเธอยังเป็นรูมเมทกัน ดังนั้นเธอจึงไม่อยากให้ฟางเจาตี้ต้องมาเสียใจกับเรื่องแบบนี้
คนอื่นอาจจะเศร้าไปสักพัก แต่ถ้าเป็นฟางเจาตี้ เธออาจจะถึงกับคิดสั้นจบชีวิตตัวเองลงได้ !
“เขาไม่ได้บอกอะไรนอกจากนี้ เรารีบไปกันก่อนเถอะ ไว้ฉันจะจับตาดูเขาคืนนี้ ถ้ามีอะไรจริงๆ เราค่อยมาดูกันอีกที ! ฉันเชื่อว่าเขาเองก็จริงจังกับเธอ แม้ว่าเหวินเฉียงจะไม่พูดมันออกมา แต่เขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร” ไป๋โม่เฉินยังคงเชื่อความคิดของเขาอยู่
“ได้ ฉันจะรอให้พี่ไปถามเขาก่อน จะได้ไม่เข้าใจผิด” ทว่าฟู่เยี่ยนก็เชื่อในสายตาของตัวเอง
ตอนที่ 337: การเผชิญหน้าโดยบังเอิญ
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกำลังเดินอยู่ในมหาวิทยาลัย ในเวลานี้ที่เมืองหลวง ฤดูร้อนยังไม่หมดไป แต่ใบไม้ก็เริ่มร่วงหล่นลงแล้ว
ต้นเมเปิลแสนโรแมนติกถูกปลูกไว้เป็นแนวอยู่ในมหาวิทยาลัย ในเวลานี้ใบของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างช้าๆ ดึงกลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วงออกมาอย่างชัดเจน
“ไป๋โม่เฉิน ดูสิ ใบไม้เหล่านี้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว พี่ว่ามันสวยไหม ?” ฟู่เยี่ยนเอื้อมมือไปเด็ดใบไม้ และยื่นมาตรงหน้าของไป๋โม่เฉิน
“มันสวยมาก” ไป๋โม่เฉินมองดูใบหน้าของฟู่เยี่ยนด้วยความหลงใหลอีกครั้ง วันนี้เสี่ยวฮั่วแตกต่างไปจากเดิมจริงๆ
“ฉันกำลังพูดถึงสีของใบไม้ !” ฟู่เยี่ยนทำหน้ามุ่ยออกมาด้วยความโมโห
“แต่ฉันกำลังพูดถึงสีหน้าของเธอต่างหาก” เขาไม่ได้กลัวว่าเธอจะรู้สึกรำคาญเลย แต่เขาแค่อยากบอกเธอตามที่เขาคิดจริงๆ
“แล้วมันสวยขนาดไหนล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเขินอาย รอดูว่าเขาจะพูดชมเธอด้วยคำพูดดีๆบ้างไหม
“แม้ว่าท้องฟ้าและโลกจะถูกบดบัง แต่เธอเป็นคนเดียวที่ยังส่องสว่างที่สุดในสายตาฉัน” ไป๋โม่เฉินมองตรงไปที่ฟู่เยี่ยน และพยายามจดจำเธอไว้ในใจให้ได้มากที่สุด
“จุ๊จุ๊ ปากของพี่ช่างหวานเสียเหลือเกิน ! งั้นฉันขอเลี้ยงอาหารกลางวันพี่เลยแล้วกัน !” ฟู่เยี่ยนใช้นิ้วเกี่ยวคางของไป๋โม่เฉิน แล้วจึงเดินนำเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋โม่เฉินตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่งแล้วรีบเดินตามเธอไปทันที ! เสี่ยวฮั่ว คอยดูละกันว่าฉันจะลงโทษเธออย่างไร ! แต่เมื่อเขาเดินตามเธอไป เขาเดินตามอยู่นาน แต่ก็ตามเธอไม่ทันเสียที
“เอาล่ะ เสี่ยวฮั่ว ฉันยอมแพ้ รอฉันด้วย !” ไป๋โม่เฉินรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อไหร่กันที่สาวน้อยคนนี้เดินได้เร็วขนาดนี้ จนเขาวิ่งตาม แต่ก็ยังตามไม่ทัน
ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงตะโกนของไป๋โม่เฉินก็ตระหนักขึ้นมาได้ เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ลืมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและความแข็งแกร่งของเธอไปเสียสนิท ซึ่งตอนนี้มันก็ได้เปิดเผยออกมาบ้างแล้ว เธอรีบหยุดและยืนรอไป๋โม่เฉินอยู่ตรงนั้นทันที
“ช่วงนี้พี่ไม่ได้ออกกำลังกายเหรอ ? ทำไมถึงตามฉันไม่ทันแบบนี้ล่ะ !” เธอทำเป็นโบ้ยความผิดไปให้เขาแทน
สิ่งนี้มันทำให้ไป๋โม่เฉินเกิดความสงสัยในร่างกายตัวเองขึ้นมาทันที ? ทั้งที่เขาก็ตื่นแต่เช้าเพื่อมาวิ่งออกกำลังกายทุกวัน !
“ไม่ มันเป็นเพราะเธอแอบไปออกกำลังกายมาเมื่อเร็วๆนี้ใช่ไหม ฉันวิ่งทุกวัน !” แม้ว่าไป๋โม่เฉินจะมีความสงสัยในใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลออกมา เพราะเขาออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว !
“ถ้าอย่างนั้น การที่พี่ตามฉันไม่ทันแบบนี้ ก็แสดงว่าพี่คงฝึกฝนมาไม่มากพอ” ฟู่เยี่ยนมองไป๋โม่เฉินอย่างจริงจัง
“จริงเหรอ ? เป็นไปได้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะเพิ่มเวลาในการวิ่งและฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มด้วย” ไป๋โม่เฉินทำได้เพียงยอมรับและปลอบใจตัวเองด้วยวิธีนี้ เพราะเขาคิดว่าการฝึกมาน้อยอาจส่งผลต่อความเร็วของเขาหรือไม่ ?
เมื่อทั้งสองมาถึงร้านหรงเป่าไจของเมิ่งอ้ายชวน ก็เห็นของสะสมมากมายที่โหวซานไปรวบรวมมาตอนที่เขาไปชนบท ซึ่งใช้เงินซื้อมาในราคาถูกทั้งนั้น
“คุณสองคนไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหน ?”
“ฟู่เยี่ยน เธอมาทันเวลาพอดี ช่วยเราดูสินค้าที่โหวซานรับซื้อมาในครั้งนี้ก่อนสิ ฉันไม่มีเวลาไป จึงให้ลุงโจวและโหวซานไปหามาแทน แต่สินค้าที่ได้มาในครั้งนี้ดูใหม่เอี่ยมและไม่เหมือนกับเป็นของสะสมเอาเสียเลย”
“คุณฟู่ ครั้งนี้เราได้รวบรวมวัตถุโบราณดีๆมามากมายเชียวนะ ดูนี่สิ !” โหวซานพยายามนำเสนอของที่เขาไปรับซื้อมาจากชนบท
“เอาไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวฉันดูเอง พี่ชวนจื่อ ฉันมีอะไรจะถามหน่อย พอดีมีลูกสาวของเพื่อนเป็นโรคหัวใจ พี่พอจะรู้ไหมว่าในโรงพยาบาลทหารมีเครื่องมือในการผ่าตัดครบไหม ?”
“ฉันต้องกลับบ้านไปถามพี่สาวของฉันดูก่อน แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาให้คำตอบแล้วกัน !” เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนที่ตัดสินใจทำอะไรรวดเร็วอยู่เสมอ
“อื้ม” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็เริ่มมองดูสิ่งของเหล่านั้นอย่างตั้งใจ เมื่อฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็เห็นว่ามีของดีมากมายที่พวกเขาได้วางขายในร้านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เรื่องนี้จะตำหนิลุงโจวและโหวซานไม่ได้ การที่พวกเขาสามารถค้นพบของสะสมที่ยังคงสภาพดีอยู่ถือเป็นเรื่องที่ดีหลังจากที่ไปเที่ยวในชนบทไม่กี่ครั้ง ซึ่งทุกอย่างก็ดูจะเรียบร้อยดีด้วย !
“ดีมาก มีวัตถุโบราณของจริงสองสามชิ้นอยู่ นี่ นี่ และก็โอ่งนี้ เอาพวกมันออกไปเก็บก่อน” ฟู่เยี่ยนชี้ให้เห็นวัตถุโบราณของจริงสองสามชิ้น แล้วบอกให้พวกเขานำไปเก็บไว้ในโกดัง
“นำวัตถุเหล่านี้ไปเก็บรวมกันก่อน บางทีมันอาจจะมีราคาสูงในอนาคต ส่วนของเลียนแบบเองก็ค่อนข้างดี สามารถเอาไปวางขายบนชั้นโชว์ที่หน้าร้านได้ หากลูกค้าคนไหนถูกใจ ก็สามารถขายออกไปได้เลย” ฟู่เยี่ยนเล่นกับเครื่องประดับหยกในมือของเธอ
สิ่งนี้เรียกว่าของปลอม แม้รูปทรงภายนอกจะดูเก่า แต่ก็ทำมาจากหยกใหม่ ซึ่งเธอดูไม่พลาดอย่างแน่นอน ส่วนวัตถุโบราณของจริงเหล่านั้นฟู่เยี่ยนมีลางสังหรณ์ว่ามันจะมีประโยชน์บางอย่างในอนาคต
เพียงแค่เอาพวกมันไปเก็บสะสมไว้ก่อน บางทีมันอาจจะมีของดีอยู่ในร้านนี้ก็ได้
หลังจากที่คุยธุรกิจหลักเสร็จสิ้น ไป๋โม่เฉินก็รีบออกไปพร้อมกับฟู่เยี่ยนที่ถือเนื้อแดดเดียวไปฝากเหมี่ยวชานชานด้วย ทั้งสองไปกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนที่ร้านประจำ ซึ่งวันนี้ก็มีลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ
ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนมาถึงก็เห็นว่ามีคนนั่งเต็มแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงจำใจต้องรอสักพักกว่าจะได้ที่นั่งกิน
“นั่งนี่ก่อนสิ ฉันจะไปสั่งอาหารมาให้เอง” ไป๋โม่เฉินกำลังจะไปสั่งอาหาร ส่วนฟู่เยี่ยนที่นั่งลงบนเก้าอีกก็ได้บอกให้ไป๋โม่เฉินว่าให้สั่งจ๋าเจี้ยงเมี่ยนมาให้เธอสองชาม ซึ่งทำให้ไป๋โม่เฉินตกใจอย่างมาก
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกหิวมาก และเธอคิดว่ามันอาจเป็นผลข้างเคียงของการที่ร่างกายและพลังของเธอเปลี่ยนไป เป็นผลให้เธอมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเธอจะต้องตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ให้ละเอียดด้วยตนเอง เธอจำเป็นต้องเข้าใจปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับตัวเธอในครั้งนี้อย่างถ่องแท้
และการมากินข้าวในครั้งนี้ของพวกเขาก็บังเอิญเจอไป๋โม่อันอีกครั้ง คราวนี้เขามากับผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งไม่ใช่คนเดิมที่เคยควงมาก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าเขาเปลี่ยนคู่เดทอีกแล้ว
ไป๋โม่อันเห็นฟู่เยี่ยน เขาจ้องมองเธอสองสามครั้งแล้วหยุดสนใจ ครอบครัวของเขาได้แนะนำให้เขารู้จักกับผู้หญิงที่จะหมั้นหมายด้วยมาหลายคนแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องคดีความของแม่ เขาจึงไม่มีความตั้งใจที่จะหาคนรักในเวลานี้
ในช่วงเวลานี้เขาได้ติดต่อกับทนายมากหน้าหลายตา แต่พวกเขาต่างก็บอกว่าทำอะไรไม่ได้ แม่ของเขาจึงต้องถูกขังไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้แต่ผู้เฒ่าสองคนของตระกูลเสิ่นก็ไม่เข้าใจถึงกฎหมายของสมัยนี้มากนักว่าเป็นอย่างไร
เขาเองก็ไม่อยากจงเกลียดจงชังใคร เพราะถ้าเขาทำร้ายคนอื่น เขาก็ต้องชดใช้เหมือนกับแม่ของเขา และเขาก็ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากใครในเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งพ่อและปู่ของเขาด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร
เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับไป๋โมฉิงด้วย ดูจากนิสัยของน้องสาวแล้ว มันคงไม่ดีถ้าเธอต้องมารับรู้เรื่องนี้ นอกจากจะทำให้ญาติพี่น้องต้องเดือดร้อนแล้ว เธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรแม่ได้อยู่ดี เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาและพ่อก็ได้บรรลุข้อตกลงกันบางอย่าง
เขายังโชคดีที่พ่อของเขาไม่ได้ฟ้องหย่าในเวลานั้น หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ สถานการณ์ของแม่ก็อาจจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก
เกาเหลยเห็นไป๋โมอันจ้องมองหญิงสาวคนหนึ่งที่โต๊ะข้างหน้าพวกเขา เธอมองตามและเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นมีใบหน้าที่สวยงามมากจริงๆ การที่ไป๋โม่อันมองคนอื่นอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าเธอแบบนี้ เป็นเพราะเขาไม่เห็นเธออยู่ในสายตาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม ?
เกาเหลยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของไป๋โม่อัน พวกเขาสองคนพบกันหลังจากจัดงานเลี้ยงด้วยกันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ที่ได้มากินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนด้วยกันในวันนี้ เป็นเพราะเกาเหลยติดสินบนรูมเมทของไป๋โม่อัน ถึงได้รู้ว่าเขาชอบกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยน
พวกเขาทั้งสองกำลังรอที่จะนั่งอยู่ แต่สายตาอันเฉียบคมของเกาเหลยก็หันไปเห็นว่าที่โต๊ะของฟู่เยี่ยนมีเธอนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงคนเดียว
“ไป๋โม่อัน มีที่นั่งอยู่ตรงนั้น ไปแบ่งโต๊ะกับเธอกันเถอะ !” หลังจากพูดจบ เธอก็ดึงไป๋โม่อันเดินเข้าไปข้างในร้านทันที
กว่าที่ไป๋โม่อันจะได้โต้ตอบอะไรออกมา เกาเหลยก็ได้ดึงแขนของเขามาตรงหน้าของฟู่เยี่ยนแล้ว
“นี่คุณ ฉันขอแบ่งโต๊ะนั่งกับคุณด้วยคนได้ไหม ฉันเห็นว่าคุณนั่งอยู่คนเดียว เราสองคนขอมานั่งด้วยก็คงจะพอดี”
โต๊ะนี้เป็นโต๊ะเข้ามุมและนั่งได้สามคนพอดี ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้ตอบ ไป๋โม่เฉินก็เดินเข้ามาพร้อมกับบะหมี่สามชามในมือ
“โม่อัน นายก็มากินบะหมี่เหรอ ?”
“พี่ พี่สั่งอาหารแล้วเหรอครับ ? งั้นพวกพี่กินกันไปก่อนเลย !” ไป๋โม่อันตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าไป๋โม่เฉินก็อยู่ที่นี่ด้วย
“นั่งด้วยกันก่อนสิ มันยังมีที่ว่างอยู่ ฉันจะขอเก้าอี้จากเจ้าของร้านเพิ่มให้อีกสักตัว ส่วนนายกับเธอก็ไปสั่งบะหมี่ได้แล้ว”
ไป๋โม่เฉินคิดว่าเกาเหลยเป็นแฟนของไป๋โม่อัน เมื่อมีคนนอกมาด้วย เขาจึงพูดคุยด้วยเป็นอย่างดี
ตอนที่ 338: การประชุม
ไป๋โม่อันไม่อาจปฏิเสธได้ เขาจึงจำใจต้องถามเกาเหลยว่าเธออยากกินอะไร เพื่อที่เขาจะได้ไปสั่งบะหมี่ให้
เกาเหลยไม่คาดคิดว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นว่าที่พี่สะใภ้ในอนาคตของไป๋โม่อัน เธอคิดว่าไป๋โม่อันน่าจะชอบสาวงามแบบนี้มากกว่า แต่ตอนนี้เมื่อไป๋โม่อันถามว่าเธออยากกินอะไร เธอก็ดีใจขึ้นมาทันที
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายต่อพวกเขาเลย เพราะฟู่เยี่ยนหิวมาก ! เธอรู้สึกว่าบะหมี่สองชามที่สั่งมาอาจไม่เพียงพอต่อความหิวของเธอด้วยซ้ำ
ทั้งสองกินข้าวโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เนื่องจากไป๋โม่เฉินมีเรียนตอนบ่าย เขาจึงต้องรีบออกไปทันทีหลังกินข้าวเสร็จ ซึ่งก็เหลือเวลาพอที่จะเดินไปถึงมหาวิทยาลัยได้อย่างพอดี ฟู่เยี่ยนจึงรีบกินอย่างรวดเร็ว
เดิมทีเกาเหลยคิดว่าบะหมี่สามชามนี้ สองชามจะเป็นของไป๋โม่เฉิน แต่เธอไม่คิดว่ามันจะเป็นของฟู่เยี่ยนแต่เพียงผู้เดียว ! หลังจากที่ฟู่เยี่ยนกินเสร็จ เธอก็ยังกินเนื้อแดดเดียวเข้าไปอีกสองสามชิ้นในส่วนที่เมิ่งอ้ายชวนแบ่งไว้ให้เธอ
เมื่อไป๋โม่อันกลับมาพร้อมบะหมี่ที่สั่ง เขาก็เห็นว่าทั้งสองคนกินอาหารบนโต๊ะเสร็จแล้ว
“โม่อัน พวกนายกินกันได้เลยนะ ฟู่เยี่ยนกับฉันมีเรียนบ่ายนี้ เราจึงต้องเร่งกินและรีบกลับไปเรียนก่อน” ไป๋โม่เฉินลุกขึ้นยืนและกำลังจะออกไป
ฟู่เยี่ยนก็ยืนขึ้นและพยักหน้าให้ไป๋โม่อัน จากนั้นทั้งสองคนก็จากไปโดยไม่รอให้พวกเขาได้ตอบกลับอะไรออกมาเลย
“ไป๋โม่อัน ว่าที่พี่สะใภ้ในอนาคตของนายกินเก่งมาก เธอคนเดียวกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนไปสองชามเชียวนะ !” เกาเหลยเพิ่งจะรู้ตัวตอนนี้
“เธอกินคนเดียวสองชามเลยเหรอ ?” ไป๋โม่อันเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกัน
“น้องชายของพี่จะไม่คิดว่าฉันกินเก่งเกินไปหรอกหรือ !” ในอีกด้าน ฟู่เยี่ยนรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อคิดถึงบะหมี่สองชามที่เธอเพิ่งกินเข้าไป แต่เพราะขณะนั้นเธอหิวมากจริงๆ
“แล้วตอนนี้เธอกินอิ่มหรือยัง ?” ไป๋โม่เฉินมีความกังวลเล็กน้อย เขากลัวว่าการที่เสี่ยวฮั่วกินเยอะเกินไป จะทำให้เธอท้องอืดท้องเฟ้อได้
“ตอนนี้ฉันอิ่มแล้ว แต่เมื่อกี้ฉันหิวมากจริงๆ !” ฟู่เยี่ยนตอบกลับ
“งั้นก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจความคิดของคนอื่นหรอก” ความกังวลของไป๋โม่เฉินบรรเทาลงเล็กน้อย เขาคิดว่าหากตอนบ่ายเธอรู้สึกอืดท้องขึ้นมา เขาค่อยไปหายามาให้เธอกิน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ได้ล่วงเลยเดือนสิงหาคมแล้ว และกำลังจะเข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งฝ่ายอภิปรัชญาก็ก่อตั้งขึ้นอย่างเงียบๆในช่วงเวลานี้
ฟู่เยี่ยนมาถึงหน่วย753 ในช่วงบ่าย ที่เธอมาที่นี่วันนี้ก็เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการไปประชุมแลกเปลี่ยนที่เกาะฮ่องกง ในการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งก่อน ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดคุยกับผู้อำนวยการหลี่ไปหลายครั้งแล้ว
วันนี้พวกเขาจะมาหารือเกี่ยวกับการตัดสินใจว่าจะให้ใครไป ซึ่งมีการเรียบเรียงรายชื่อของผู้สมัครทั้งหมดมาแล้ว หัวหน้าทีมในครั้งนี้คือผู้อำนวยการหยูและเยี่ยนหวู่โจว นอกจากนี้ยังมีคนจากกองทัพที่จะติดตามไปตลอดทางเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับทุกคนอีกด้วย
สิ่งที่พวกเขากำลังหารืออยู่ตอนนี้ คือการหาตัวแทนที่เหมาะสมที่สุดในการไปประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ โดยธรรมชาติแล้วฟู่เยี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ส่วนมู่อี้อันก็อยู่ในรายชื่อที่จะไปเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน รวมถึงหูจินจากตระกูลหูและเริ่นเปียวด้วย เนื่องจากพวกเขาก็เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของฝ่ายอภิปรัชญา
แต่ทว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่ภายในหน่วย753 กลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน พวกเขาคิดว่าควรจะมีแค่คนของหน่วย753 เท่านั้นในการเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้วจดหมายเชิญจากเกาะฮ่องกงก็ไม่ชัดเจนนัก และไม่ได้ระบุถึงคนของลัทธิเต๋า
ผู้อำนวยการหลี่ไม่สามารถตัดสินใจได้ ดังนั้นจึงได้เรียกทุกคนมาหารือกันและใช้หลักการของเสียงข้างมากมาตัดสินแทน ซึ่งมันก็การเป็นตัดสินใจที่ไม่ซับซ้อน เพียงแต่ปัญหามันมีอยู่ว่าใครจะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ท้ายที่สุดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อไปประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ก็สูงมาก เพื่อให้ประเทศชาติของตนไม่เสียหน้าประเทศอื่น ผู้อำนวยการหลี่ก็ใช้เงินไปมากมายเช่นกัน !
“ในเมื่อทุกคนมาถึงกันพร้อมหน้าแล้ว ประเด็นที่ฉันจะกล่าวในวันนี้ก็มีแค่ไม่กี่คำ นั่นก็คือเราจะส่งใครไป หากตัดสินใจแล้วก็จะไม่มีการโต้แย้งใดอีก เพราะต้องส่งคนไปซื้อตั๋วรถไฟทันที กำหนดการของการประชุมแลกเปลี่ยนนี้คือวันที่12 ตอนนี้ก็เป็นวันที่1แล้ว” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกหงุดหงิด แค่เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้เสียที ทั้งที่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว
แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น หลังจากก่อตั้งฝ่ายอภิปรัชญาแล้ว รองผู้อำนวยการก็ถูกส่งมาจากเบื้องบน โดยมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงกว่าหยูเฉิงหมินเสียอีก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เขาหมายถึงข้างต้นคือการสร้างสมดุลให้กับบุคลากรในหน่วย753 ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ต้องกล่าวออกมาตามตรง ไม่สามารถเก็บไว้ในใจคนเดียวได้
“ผู้อำนวยการหลี่ ฉันขอกล่าวสักสองสามคำเกี่ยวกับความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน” คนที่กล่าวขึ้นมาคือรองผู้อำนวยการคนใหม่
“เหล่าว่าน เชิญคุณแสดงความคิดเห็นออกมาได้เลย” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกโกรธมาก ทว่าก็ไม่สามารถแสดงมันออกมาได้
ชายแซ่ว่านคนนี้เพิ่งย้ายมาที่นี่ ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานในแผนกอื่น และรับผิดชอบเรื่องร้องเรียนและเรื่องทั่วไป ทันทีที่เขาได้ยินข่าวว่าบุคลากรระดับสูงถูกย้ายออกไป ก็รีบสร้างผลงานมาบังหน้า และก็ถูกย้ายมาที่นี่ในที่สุด
ความหมายของเขาชัดเจนอย่างมาก เขาไม่ถือว่าการประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้เป็นเรื่องจริงจังอะไร และคิดว่าเป็นแค่การไปท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ที่เอางบประมาณของส่วนรวมมาเสียเปล่าก็เท่านั้น
ดังนั้น รายชื่อเกือบทั้งหมดของคนที่เขาเลือกไว้คือคนของหน่วย753 และในบรรดาคนเหล่านี้ กว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนใกล้ชิดของเขาที่เพิ่งย้ายเข้ามาเหมือนกัน
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็มีคนจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างชักสีหน้า โดยเฉพาะชายชราที่กำลังเฝ้าดูอยู่ และแอบเยาะเย้ยความคิดของเขาในใจ ! ไม่รู้จะกล่าวอะไรกับคนประเภทนี้จริงๆ ! ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล่าวเช่นนี้ออกมา !
“ฉันเข้าใจความหมายของรองผู้อำนวยการว่านดี สิ่งที่คุณหมายถึงคือไม่จำเป็นต้องมีคนจากลัทธิเต๋าอย่างเราเข้าร่วม ผู้อำนวยการหลี่ หากเป็นเช่นนี้ ฉันคงจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ ขอกลับบ้านไปดื่มชายังจะดีเสียกว่า !”
เหล่าเฉินเป็นคนอารมณ์ร้อน ทั้งที่แก่หงำเหงือกขนาดนี้ แต่นิสัยก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เมื่อเห็นว่าหลานชายของเขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อ เขาจึงไม่คิดที่จะใจเย็นอีกต่อไป !
ทันทีที่เขาลุกขึ้น เหล่ามู่และคนอื่นก็เดินตามเขาออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ เหล่าเฉินตกใจมาก เพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหานี้ตามมาได้ !
“อย่า อย่า อย่า ผู้เฒ่า อยู่ต่อเถอะ อย่ารีบออกไปกันเลย” ผู้อำนวยการหลี่รีบเข้ามาหยุดพวกเขา หลังจากดึงดันกันหลายครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็ยอมที่จะอยู่ต่อ
“หากพวกเขาอยากออกก็ให้พวกเขาออกไปเถอะ คนแก่ก็เป็นแบบนี้แหละ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลย ทำไมจะต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนหนุ่มสาวด้วย ! มันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณ ! เอาเวลาไปสนใจเรื่องของตัวเองยังดีเสียกว่า !” เสียงของคนๆหนึ่งดังขึ้นมา ฟู่เยี่ยนจึงเงยหน้าขึ้นมอง ซึ่งคนๆนั้นก็คือเฉินปิงปิง เลขาของชายแซ่ว่าน
ข้าราชการที่อวดดีคนนี้เป็นเพียงรองผู้อำนวยการตัวน้อย แต่ถึงกับพาเลขาของเขาเข้ามาอยู่ด้วย ! หากจะไม่ให้คิดเป็นแง่อื่นคงยาก ซึ่งเธอก็อยู่ในรายชื่อที่ได้รับเลือกจากชายแซ่ว่านเมื่อสักครู่นี้ด้วย
“ขอถามหน่อย คุณเป็นใคร ผู้อำนวยการหลี่ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วย753 ด้วยอย่างนั้นเหรอ ?” เหล่ามู่ยกไม้เท้าขึ้นแล้วชี้ไปที่หน้าของเฉินปิงปิง
“ก็คุณมันแก่แล้ว ! คุณ…” กล่าวยังไม่ทันจบ ฟู่เยี่ยนก็เอาแผ่นยันต์ปิดปากของเธอทันที
“ถ้าพูดแต่เรื่องที่สร้างสรรค์ไม่ได้ ก็กลับบ้านไปนอนซะ !” ฟู่เยี่ยนจ้องมองเฉินปิงปิงด้วยสายตาเย็นชา เฉินปิงปิงรีบดึงแผ่นยันต์ออกจากปากของเธออย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นก็พูดอะไรไม่ออกอยู่ดี
เธอได้แต่ครางอู้อี้ออกมา แต่เธอไม่สามารถพูดออกมาได้ ว่านจ้าวเหอก็กังวลมากเช่นกัน เฉินปิงปิงเป็นลูกของผู้นำคนเก่า เดิมทีเขาอยากจะประจบประแจงผู้นำคนเก่า แต่เขาไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องยุ่งวุ่นวายขนาดนี้ !
“ผู้อำนวยการหลี่ เสี่ยวเฉินพูดไม่ได้ เธอพูดไม่ออก โปรดช่วยเธอที” ว่านจ้าวเหอมองไปที่ผู้อำนวยการหลี่ และต้องการให้ผู้อำนวยการหลี่กล่าวอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเฉินปิงปิง
ทว่าผู้อำนวยการหลี่ก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หากไม่ลองตีแผ่นเหล็ก ก็จะไม่มีทางรู้ว่ามันหนักแค่ไหน ว่านจ้าวเหอจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปขอร้องกับฟู่เยี่ยนโดยตรง
“ฟู่เยี่ยน คุณทำเกินไปแล้ว ! คุณจะปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานของคุณแบบนี้ได้อย่างไร ! รีบคลายยันต์ให้เธอเร็วๆเถอะ !”
ใครจะคิดว่าแค่เธอปิดปากเลขาของเขา ว่านจ้าวเหอจะกระวนกระวายเช่นนี้ ชาวลัทธิเต๋ามองดูเขาและเยาะเย้ยออกมา ราวกับว่าพวกเขากำลังหัวเราะเยาะ บังอาจมากล้ายุ่มย่ามกับพวกเขาได้อย่างไร มันต้องโดนสั่งสอนแบบนี้แหละถึงจะสาสม !
ฟู่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ เธอไม่กลัวความตายเลยจริงๆ เธอหันไปมองผู้อำนวยการหลี่ ดูท่าว่าลุงหลี่คงจะชอบใจไม่น้อยเลยทีเดียว !
วันนี้เธออยู่ที่นี่แล้ว หากเธอไม่สั่งสอนคนแบบนี้ จะไม่เสียชื่อกุนซือคนนี้เอาหรือ !
“เธอสามารถแก้มันได้ด้วยตัวเอง แค่ตบปากตัวเองสิบครั้งแล้วขอโทษคุณมู่ซะ!”
ตอนที่ 339: แสดงทักษะของคุณ
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนต่างก็ทำสายตาว่า ‘สมแล้ว !’
“คุณ ! คุณชักจะทำเกินไปแล้วนะ !” ใบหน้าของว่านจ้าวเหอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ เช่นเดียวกับเฉินปิงปิงที่อยู่ข้างหลังของเขา เธอมองมาที่ฟู่เยี่ยนด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความโกรธเช่นกัน
“เป็นแค่เด็กผมเหลือที่เพิ่งเกิดเมื่อวานซืน แต่ริบังอาจมาชี้จมูกสั่งสอนเหล่ามู่ของเราได้อย่างไร ?” เหล่าเยี่ยนที่อยู่ข้างๆ ได้กล่าวออกมาเสียงดัง
วันนี้หวังจ้าวเหอเพิ่งเข้าร่วมการประชุมของหน่วย753เป็นครั้งแรก จึงไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในที่ประชุมบ้าง ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นเหล่าเยี่ยนอยู่ที่นี่ด้วย เพราะเหล่าเยี่ยนคนนี้มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมและยังได้รับการยอมรับจากผู้นำทุกคน !
“คุณเยี่ยน คุณเองก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ? ฉันมัวยุ่งอยู่กับการหารือเรื่องสำคัญ จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นคุณ” ว่านจ้าวเหอเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว เขาดูไม่เย่อหยิ่งเหมือนตอนแรกและสุภาพมาก ทั้งยังยังดูเป็นคนที่นอบน้อมอีกด้วย
“ปิงปิง ขอโทษคุณมู่เร็วเข้า !” ว่านจ้าวเหอตระหนักได้ว่าหากไม่ขอโทษออกมา คงจะไม่สามารถผ่านวันนี้ไปได้โดยราบรื่นอย่างแน่นอน
เฉินปิงปิงไม่เคยรู้สึกโกรธขนาดนี้มาก่อน เธอชี้ไปที่ปากของเธอและครางอู้อี้ออกมา ก่อนจะนั่งลงไปบนเก้าอี้และปฏิเสธที่จะขอโทษ
ว่านจ้าวเหอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกอายมาก เขาจับมือเหล่าเยี่ยนและขอโทษออกมาอย่างต่อเนื่อง พยายามให้เหล่าเยี่ยนกล่าวอะไรบางอย่าง แต่แน่นอนว่าเหล่าเยี่ยนไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ ทั้งหมดมันเป็นอำนาจการตัดสินใจของฟู่เยี่ยนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยธรรมชาติแล้วเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ว่านจ้าวเหอไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำให้บรรยากาศในตอนนี้ดูอึดอัดเล็กน้อย เขาไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ เนื่องจากฟู่เยี่ยนตั้งใจแน่วแน่แล้วที่จะให้เฉินปิงปิงกล่าวขอโทษเหล่ามู่ออกมา ส่วนเหล่าเยี่ยนก็ไม่ได้เข้าข้างเขาเลย ในบรรดาคนในห้องนี้ มีเพียงเฉินปิงปิงเท่านั้นที่อยู่ข้างเขา
ส่วนคนอื่นที่รู้จักกับเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็หดหัวกันไปหมด ว่านจ้าวเหอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะในตอนนี้เขาแก้ไขสถานการณ์อะไรไม่ได้เลย
ฟู่เยี่ยนมองดูว่านจ้าวเหอที่ลุกลี้ลุกลนกระโดดไปมาด้วยสายตาเย็นชา เขาอยากให้คนในหน่วย753 มาช่วยพูดกับเธอ เธอก็ไม่คิดจะสนใจ หากว่าเขาต้องการที่จะขยายอำนาจเข้าควบคุมฝ่ายอภิปรัชญาและเป็นตัวถ่วงไม่ให้พัฒนา แบบนั้นเธอไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน !
“เฉินปิงปิง ขอโทษคุณมู่ออกมาเดี๋ยวนี้ ! ถ้าไม่ขอโทษ พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก !” ว่านจ้าวเหอตะโกนออกมาเสียงแข็ง และตอนนี้ทุกคนในกลุ่มผู้ชมก็รอให้เฉินปิงปิงตบปากตัวเองเป็นการขอโทษ
เฉินปิงปิงรู้สึกกดดันจากทุกทิศทุกทาง เธอคุ้นเคยกับการมีที่บ้านตามใจมาโดยตลอด และเธอก็ได้รับการสนับสนุนจากคนใหญ่คนโตด้วยอำนาจของพ่อเธอ ไม่มีใครทำให้เธอต้องรู้สึกอับอายแบบนี้มาก่อน เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป เธออยากกลับบ้านและขอให้พ่อของเธอมาจัดการคนเหล่านี้แทน !
เมื่อเฉินปิงปิงคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็วิ่งออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว ยกเว้นฟู่เยี่ยน ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ ! ยังมีคนกล้าที่จะขัดคำสั่งอาจารย์ฟู่อยู่อีกหรือ !
ฟู่เยี่ยนดูเหมือนจะไม่สนใจ และยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่สะทกสะท้านอะไรแม้แต่น้อย มู่อี้อันเห็นเช่นนั้นจึงดึงแขนเสื้อของเธอ ฟู่เยี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมามอง และเห็นว่าว่านจ้าวเหอกำลังก้มหัวเพื่อขอโทษเหล่ามู่แทนลูกน้องของเขา
“มันก็จริงที่เป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว ไม่ใช่เรื่องของเรา ถึงเวลาแล้วที่คนแก่อย่างเราๆ จะเฝ้าดูลูกหลานทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป” แท้จริงแล้วเหล่ามู่เป็นคนรักศักดิ์ศรี แต่เขาก็ยอมให้อภัยและรับคำขอโทษอย่างไม่ถือสา ทว่าใบหน้าของว่านจ้าวเหอยังคงดำคล้ำ เครียดเพราะความอับอาย
“เอาล่ะ รองผู้อำนวยการว่าน นั่งลงก่อน ต่อไปคุณต้องระมัดระวังในการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ เข้าใจไหม ? เรามาพูดคุยกันต่อเถอะ !” ผู้อำนวยการหลี่ทำให้เรื่องต่างๆ คลี่คลายลงในเวลาที่เหมาะสม
ว่านจ้าวเหอทำงานมานานหลายปีแล้ว เขารู้ดีกว่าอะไรควรไม่ควร ในการประชุมครั้งต่อไป เขาจะต้องถ่อมตนให้มากกว่านี้ ทัศนคติของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หลังจากที่ประชุมต่อ เขาไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือว่าคัดค้านอีก ในทางตรงกันข้าม ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดเห็นของฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหลี่มากที่สุดในครั้งนี้
ทำให้การประชุมจะเป็นไปอย่างราบรื่น จากนั้นรายชื่อของบุคคลที่ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนก็ได้รับการตัดสินใจในที่สุด ฟู่เยี่ยนได้กล่าวออกมาอย่างเด็ดขาดว่าจะให้มู่อี้อัน ลุงหลิว หูจิน เริ่นเปียว เชอต้าไห่และอีกหลายคนเป็นตัวแทนไปประชุมในครั้งนี้
เหล่ามู่และเหล่าเยี่ยนต่างก็ปฏิเสธที่จะออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ ถึงเวลาแล้วที่ผู้เฒ่าอย่างพวกเขาจะต้องปล่อยให้คนหนุ่มสาวจัดการกันเองเสียที
ประเด็นหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัย และอีกประเด็นคือการให้โอกาสแก่เยาวชนด้วย และเนื่องจากว่ามีฟู่เยี่ยนอยู่ที่นี่ จึงไม่มีอะไรที่พวกเขาต้องกังวลอีก ปัญหาเดียวในตอนนี้คือพวกเขายังไม่รู้ระดับของกันและกัน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเสนอให้เปิดสนามเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของทุกคน
หากเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกัน เมื่อถึงเวลาประชุมแลกเปลี่ยน เราจะได้ไม่เสียเปรียบผู้อื่น เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการประชุมในครั้งนี้เป็นเกียรติและหน้าตาของประเทศเหมือนกัน
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ผู้อำนวยการหลี่ก็เกิดความคิดขึ้น ในเมื่อเราต้องการทดสอบความสามารถของทุกคนแล้ว ก็เปิดให้คนนอกได้เข้ามาดูการทดสอบด้วยเลย ! เพื่อที่คนภายนอกจะได้รู้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เก่งแค่ตีระฆังทำนายดวงชะตาเท่านั้น !
หลังจากตัดสินใจเรื่องนี้แล้ว ทุกคนก็ออกเดินทางไปยังค่ายที่โจวหยางอยู่ครั้งล่าสุดทันที สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างที่จะเป็นที่ลับตา ดังนั้นหากมีการต่อสู้อะไรที่นั่นก็จะไม่รบกวนประชาชนทั่วไป
“ฟู่เยี่ยน ฉันจะปล่อยให้การประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของเธอดูแล อย่าทำให้ผิดพลาดแล้วกัน หากมีอะไรเกิดขึ้น เพียงแค่ไปบอกเฉิงเหมินและหวู่โจว พวกเขาจะคอยให้คำปรึกษาเธอเอง” ผู้อำนวยการหลี่อธิบายรายละเอียดให้ฟู่เยี่ยนรับทราบ
“ลุงหลี่ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด” ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดออกมาอย่างหนักแน่นเสียทีเดียว เพราะตอนนี้ทุกอย่างยังไม่แน่ชัดสักเท่าไหร่
“มีเธอดูแล ฉันก็สบายใจ ไปต่างถิ่นต่างแดนแบบนี้ เธอต้องใส่ใจกับความปลอดภัยของตัวเองให้มาก คนที่เกาะฮ่องกงค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเราอยู่แล้ว ส่วนกฎของลัทธิเต๋าในประเทศอื่นๆ เธอเองก็น่าจะพอเข้าใจเรื่องนี้ ฉันจะไม่พูดอะไรมากก็แล้วกัน”
ผู้อำนวยการหลี่หยุดพูด เขาเคยบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนไปเมื่อสองสามวันก่อนแล้ว แต่ที่ต้องพูดเตือนขึ้นมาอีกครั้งเพียงเพราะเขากลัวว่าฟู่เยี่ยนจะยโสเกินไป จนไม่ยอมปฏิบัติตามกฎของผู้อื่น !
“ลุงหลี่ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันรู้ดีว่าควรทำอย่างไร ”
รถมาถึงค่ายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพวกเขาเข้าใจความสามารถของกันและกัน ทุกคนจึงไม่ลังเลและใช้ความสามารถของตนออกมา
หูจินมาจากตระกูลหู ซึ่งเป็นตระกูลที่นับถือลัทธิชาแมน แต่เมื่อมาถึงรุ่นของหูจิน เธอกลับเลือกเดินในเส้นทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ยุ่งเกี่ยวกับลัทธิชาแมน ฉะนั้นผู้สืบทอดลัทธินี้ในตระกูลหูก็คือน้องสาวของเธอ
หูจินเก่งคำนวณดวงชะตามาตั้งแต่ยังเด็ก เธอเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์และขลุกตัวอยู่กับการคำนวณดวงชะตาและการสร้างค่ายกล ส่วนเรื่องที่หูจินโดดเด่นมากที่สุดคือการเป็นนักแม่นปืน แต่เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้พกปืน ฉะนั้นเธอจึงใช้ปืนลูกซองที่ใช้ล่าสัตว์ในป่าแทน
แน่นอนว่าเธอไม่สามารถใช้ปืนได้เมื่อไปที่เกาะฮ่องกง แต่ถึงอย่างนั้นทักษะของเธอก็โดดเด่นในกลุ่มคนเหล่านี้เช่นกัน ขนาดมู่อี้อันยังต้องแพ้ให้เธอในสามกระบวนท่า
คนเดียวที่สามารถต่อกรกับเธอได้ก็คือฟู่เยี่ยนและลุงหลิว แม้แต่เริ่นเปียวยังต้องแพ้เมื่อเผชิญหน้ากับเธอไปนับสิบนับร้อยกระบวนท่า
เริ่นเปียวเกิดที่ภูเขาชิงเฉิง เขาเคยเป็นนักพรตเต๋าอยู่ที่นิกายชิงเฉิง แต่เมื่อเขามาอยู่ที่นี่ เขาก็เลิกเป็นนักพรตเต๋าไป อีกทั้งวัดเต๋าบนภูเขาก็ไม่ใช่สมบัติตกทอดของตระกูลเขา ฉะนั้นเขาจึงฝึกตนได้ช้ากว่าเพื่อน
เริ่นเปียวสามารถทำนายชะตาฟ้าดินได้ สร้างค่ายกลและเขียนยันต์ได้ แม้จะฝึกฝนได้ช้ากว่า แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาคนเหล่านี้ ทักษะศิลปะการต่อสู้ของเขาก็ค่อนข้างดีเช่นกัน
การทดสอบดำเนินต่อไป พอมาถึงการทดสอบความสามารถของลุงหลิว เขากลับอยู่เหนือคนเหล่านี้ ที่ผ่านมาลุงหลิวมักจะถ่อมตนมาตลอด ด้วยการทดสอบนี้จึงทำให้ทุกคนถึงกับพากันคิดว่าเขาสามารถดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสาขาอภิปรัชญาได้เลย สมแล้วที่เขาเป็นศิษย์เก่าศิษย์แก่ของเหล่ามู่
ในขณะนี้ หลายคนส่งเสียงโห่ร้องออกมา ต้องการให้ลุงหลิวแสดงทักษะของเขา เริ่นเปียวเองก็ดูจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งที่แล้ว ทั้งสองก็กลายเป็นสหายกัน และเขาก็รู้อยู่ในใจว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา เขาจึงพยายามเกลี้ยกล่อมลุงหลิวให้แสดงทักษะออกมา
ในช่วงเวลานี้ ลุงหลิวได้จัดการเรื่องต่างๆ หลังจากติดต่อกับโลกภายนอกมานาน เขาก็ฟื้นสภาพความเป็นหนุ่มของเขากลับมาอีกครั้ง
ลุงหลิวเดินไปหาเริ่นเปียวและสะกดจิตเริ่นเปียวด้วยคาถาเพียงไม่กี่คำ ต้องบอกว่าตอนนี้เริ่นเปียวได้ตกอยู่ในการควบคุมจิตของลุงหลิวไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว
ลุงหลิวมีวิธีการสร้างค่ายกลเป็นของตัวเองโดยธรรมชาติ เขาได้หลีกเลี่ยงการใช้ยันต์ และสร้างค่ายกลของตัวเองขึ้นมากลางอากาศเพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้น
“โอ้ เหล่าหลิว ! การเคลื่อนไหวของคุณช่างทรงพลังเหลือเกิน ! ผมถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวซะแล้ว ! ตอนนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วสิ !” เริ่นเปียวเยินยอสหายของเขาออกมา และสักพักหนึ่งก็มีเสียงชมเชยออกมาจากทุกที่
ตอนที่ 340: เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว
ทุกคนมารวมตัวกันรอบๆลุงหลิวเพื่อชมเชยเขา แต่ว่านจ้าวเหอกลับรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคนเหล่านี้จะมีพลังพิเศษ และคิดมาตลอดว่าเป็นเพียงแค่หมอดูธรรมดา เพราะพวกเขาดูไม่ต่างจากคนทั่วไปบนท้องถนนเลย
ใครจะคิดว่าคนของลัทธิเต๋านั้นไม่ได้มีดีแค่ทำนายดวงชะตาเท่านั้น ทั้งที่เมื่อกี้เขายังเยาะเย้ยในใจอยู่ว่า: ‘แข่งขันทำนายดวงชะตา จะแข่งไปเพื่ออะไร เสียเวลามาที่นี่เปล่าๆ โดยไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย’
แต่เมื่อเขาลงจากรถมา เขาก็ต้องตาเป็นประกายเมื่อเห็นหูจินแสดงทักษะ และเริ่มที่จะอกสั่นขวัญแขวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเหล่านี้แสดงความสามารถออกมาทีละคน จนกระทั่งมาถึงตาของลุงหลิว ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างสมบูรณ์
ที่แท้คนพวกนี้น่ากลัวขนาดนี้นี่เอง ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจมากที่ตัดสินใจย้ายตำแหน่งงานมาที่นี่ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงพยายามหลีกเลี่ยงและไม่มีใครอยากมา เขาไม่คาดคิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ !
ในตอนที่เขากำลังรู้สึกเศร้าใจอยู่นั้น เขาได้ยินกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังเขากระซิบกระซาบกันออกมา ว่านจ้าวเหอจึงได้เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง
“อย่าบอกนะว่าอาจารย์ฟู่จะไม่แสดงทักษะของเธอออกมาในครั้งนี้น่ะ ? ฉันยังจำยันต์สายฟ้าเมื่อครั้งที่แล้วได้อยู่เลย ! ครั้งนี้คงจะดีถ้าได้เห็นมันอีก ครั้งที่แล้วฉันอยู่ไกลเกินไป จึงมองเห็นไม่ค่อยชัด !”
“ครั้งนี้เธออาจจะไม่แสดงทักษะออกมาก็ได้ ในบรรดาคนเหล่านี้ ยังต้องทดสอบความแข็งแกร่งของเธออีกเหรอ ?”
“ฉันรู้สึกว่าอาจารย์ฟู่ดูสวยกว่าแต่ก่อนมาก วันนี้เธอสวยกว่าตอนที่มาเมื่อเดือนที่แล้วเสียอีก !”
“ชู่ ! คุณยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไหม ! ถ้าอยากก็หุบปากไปซะ !”
อะไรนะ ? ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้คือฟู่เยี่ยนอย่างนั้นเหรอ ? ว่านจ้าวเหอตกตะลึงเล็กน้อย นี่เป็นเรื่องไร้สาระอะไร ? เห็นได้ชัดว่าเธอดูบอบบางขนาดนั้น เธอจะมีพลังมากที่สุดได้อย่างไร ?
ลุงหลิวถูกสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสาขาอภิปรัชญาด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว ซึ่งไม่มีใครคัดค้านในเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเห็นต่าง นอกจากคนนอกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เท่านั้น
คนหนึ่งคือฉางหยูเซิง ซึ่งเป็นสมาชิกของตระกูลฉาง บ้านเกิดของเขาคือภูเขาฉางไป๋ เช่นเดียวกับตระกูลหูบรรพบุรุษของเขานับถือลัทธิชาแมนเช่นกัน แน่นอนว่าสถานการณ์ของเขาไม่ต่างจากหูจิน พวกเขาไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นทายาทของตระกูลตั้งแต่แรก
เขาศึกษาเป็นศิษย์ในสำนักเหมาซานมาตั้งแต่ยังเด็ก พูดถึงเรื่องนั้น เขากับเชอต้าไห่ยังคงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอีกด้วย
อาจารย์ของเขาคือนักพรตเต๋าหยวน ศิษย์น้องของนักพรตเป่ย แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลฉาง แต่เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ในบรรดาศิษย์ของนักพรตเต๋าหยวน
นอกเหนือจากการทำนายชะตาแล้ว เขายังขลุกอยู่กับการฝึกเขียนยันต์ ศึกษาด้านศาสตร์ฮวงจุ้ย ฯลฯ และทักษะในด้านศิลปะการต่อสู้ของเขาก็น่าประทับใจมากเช่นกัน
อีกคนคือเชอต้าไห่ แม้ว่าเขาจะดูบ้าบิ่น แต่ความสามารถของเขาก็ยังด้อยกว่าลุงหลิวแค่เล็กน้อยเท่านั้น นักพรตเป่ยยังกล่าวอีกว่าพรสวรรค์และความสามารถของเชอต้าไห่ยังไม่ดีเท่าลูกศิษย์คนโตของเขา จะเห็นได้ว่าเสิ่นหวยเอินนั้นน่าทึ่งและมีความสามารถเพียงใด หากฟังจากคำพูดของนักพรตเป่ย
พอมาถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว หากพูดถึงที่มาที่ไปของเธอแล้ว สามารถคุยได้สามวันสามคืนก็ไม่รู้จบ เธอเป็นทายาทของตระกูลเหมี่ยวที่ชำนาญด้านการแก้พิษต่างๆ ตระกูลเหมี่ยวนั้นจะชำนาญด้านพิษกู่
ตระกูลเหมี่ยวและตระกูลไป๋ของไป๋หยูนั้นเคยสืบทอดความรู้ศาสตร์เดียวกัน จนถูกผู้คนขนานนามว่า ‘ไป๋เหมี่ยว สองตระกูลแห่งพิษ‘ เมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว หัวหน้าตระกูลเหมี่ยวทนวิถีอันชั่วร้ายของหัวหน้าตระกูลไป๋ไม่ได้ และรู้สึกว่าในอนาคตถนนสายนี้คงจะแคบลงไปเรื่อยๆ เขาจึงอุทิศตนหันมาศึกษาเรื่องการรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คนแทน
เดิมทีความตั้งใจเดิมของยาถอนพิษคือการช่วยชีวิตผู้คน แต่หลังจากสืบทอดมรดกมานับพันปี ความตั้งใจเดิมที่มีก็ค่อยๆเปลี่ยนไป กลายเป็นการสนองความปรารถนาของคนเห็นแก่ตัว บางคนก็ใช้พิษเป็นเครื่องมือในการบรรลุความปรารถนาภายในใจของตน
หัวหน้าตระกูลเหมี่ยวคือยายของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว เธอเปลี่ยนวิถีทางจนทำให้ตระกูลไป๋เกิดความไม่พอใจอย่างสิ้นเชิง แต่หญิงชราก็ไม่สนใจ โดยที่ต่างคนต่างเดินบนเส้นทางของตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวและขัดขวางเส้นทางของกันและกัน พวกเขาทั้งสองใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาตลอดสองสามทศวรรษ
ตระกูลเหมี่ยวได้รับเชิญจากผู้อำนวยการหลี่ ครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแม้วมานานหลายชั่วอายุคน ตอนแรกไม่ต้องการให้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวออกมาสู่โลกภายนอก แต่รองผู้อำนวยการหยูก็ไปเยี่ยมยายของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเป็นประจำ จนพวกเขาใจอ่อนและยอมส่งเธอมาที่นี่
ตามตัวอย่างก่อนหน้านี้ของตระกูลไป๋ ผู้อำนวยการหลี่เชิญเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมาเข้าร่วมหน่วยโดยที่ไม่ได้กดดันเธอเลย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เธอลำบากใจมากเกินไป
“ฟู่เยี่ยน ฉันได้ยินมาว่าเธอแข็งแกร่งมาก มาทดสอบกันดีกว่า มาดูกันว่าเธอจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน !” เมื่อมาถึงที่นี่ครั้งแรก เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวนั้นประมาทเลินเล่อเกินไป เธอถูกหูจินกระแทกลงกับพื้นด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว และนับตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่กล้าที่จะท้าใครมั่วซั่วอีก
แต่เมื่อมีโอกาสได้ประลองกับฟู่เยี่ยนในตอนนี้ เธอก็ไม่อยากปล่อยโอกาสสำคัญแบบนี้ไป เธออยู่ที่นี่มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว และหูของเธอก็ได้ยินแต่ผู้คนเล่าลือถึงความสามารถที่ฟู่เยี่ยนมี มันทำให้เธอแอบไม่พอใจเล็กน้อย อยากรู้อยากเห็นว่าหญิงสาวคนนี้จะมีความสามารถแบบไหน ? เธอแค่วาดยันต์เก่งไม่ใช่หรือไง ? สุดท้ายก็คนธรรมดาเหมือนกัน ?
“โอ้ ? เธออยากจะประลองอะไรกับฉันล่ะ ? ” ฟู่เยี่ยนสูงประมาณ 170เซนติเมตร ส่วนเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวนั้นสูงเพียง 150เซนติเมตรเท่านั้น มันทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองกำลังรังแกคนตัวเล็ก และเธอก็อายุน้อยกว่าฟู่เยี่ยนอีกด้วย
“เท่าที่เคยประลองศิลปะการต่อสู้มา ฉันไม่สามารถต่อกรกับพี่หูได้ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะสามารถเทียบกับเธอได้ไหม ?”
ทันทีที่เธอพูดแบบนี้ หูจินก็ยกนิ้วให้กับความใจกล้าบ้าบิ่นนี้ ! สมกับเป็นนักรบ ! ปล่อยให้ฟู่เยี่ยนได้ลองสั่งสอนเธอหน่อย บางทีเธออาจจะเชื่อฟังมากกว่านี้ในอนาคต ! ต่อให้เธอต้องบาดเจ็บกลับไป ก็จะได้รู้ว่าเพราะความเป็นเด็กของเธอที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร !
“เธอแน่ใจหรือว่าต้องการประลองศิลปะการต่อสู้กับฉัน” ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการรังแกเธอ จึงได้ถามออกไปหลายครั้งเพื่อความแน่ใจ
“แน่นอน ทำไมล่ะ เธอไม่กล้าอย่างนั้นเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวคิดว่าฟู่เยี่ยนไม่กล้า จึงพยายามยั่วยุเธอด้วยสายตาดูถูก
“อย่าร้องไห้ทีหลังก็แล้วกันนะสาวน้อย” ฟู่เยี่ยนแสดงรอยยิ้มลึกลับออกมา เธอตระหนักแล้วว่าตราบใดที่เธอแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเธอออกมาให้ผู้คนได้รับรู้มันมากขึ้น ในอนาคตการทำสิ่งต่างๆ ก็อาจจะราบรื่นขึ้นเช่นกัน
มู่อี้อันและเยี่ยนโหลวมองดูรอยยิ้มนี้ พวกเขามองหน้ากันและก็พากันกลัวจนตัวสั่น เธอช่วยหยุดน่ากลัวจะได้ไหม ?
แน่นอนว่าหลังจากผ่านไปสามกระบวนท่า การต่อสู้ก็จบลง เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกว่าเธอเข้าใจจุดฝังเข็มบนร่างกายมนุษย์ดีมาโดยตลอด และทักษะของเธอก็ไม่ได้แย่ เหตุใดเธอจึงพลาดท่าให้ฟู่เยี่ยนสะกัดจุดของเธอภายในสามกระบวนท่า ? พอเข้าสู่กระบวนท่าที่สี่ ฉันก็ไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป !
“ไม่นับ เธอกำลังโกง !” ในแง่ของอายุและจิตใจ เด็กหญิงอายุสิบเจ็ดปียังค่อนข้างอ่อนต่อโลกมาก
การเคลื่อนไหวของฟู่เยี่ยนรวดเร็วมากจนไม่มีใครมองเห็นได้ชัด ในด้านของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวกลับยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับไปไหน พวกเขาเห็นเธอยืนอยู่กับที่ ขยับแค่เพียงปากเล็กๆของเธอเท่านั้น แต่ร่างกายก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน
หลังจากช่วงเวลานี้ ฟู่เยี่ยนได้แสดงทักษะของเธอออกมาจนถึงขีดจำกัดของร่างกาย ใช้ความเร็วสุดกำลัง ความอดทนสุดกำลัง และความแข็งแกร่งสุดกำลัง อาจกล่าวได้ว่าแม้แต่ทหารของกองกำลังพิเศษอย่างไป๋โม่เฉินก็ยังไม่สามารถเอาชนะเธอได้
ฟู่เยี่ยนยังคงศึกษาลูกปัดนั้นอยู่ ความลับของมันยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน สิ่งเดียวที่เธอรู้ก็คือตอนนี้ลูกปัดจำได้แล้วว่าเธอเป็นเจ้าของมัน
“แล้วเธอมั่นใจทักษะของตัวเองแค่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนไม่อยากรังแกเด็กคนนั้น แม้ว่าเธอจะแก่กว่าอีกฝ่ายแค่หนึ่งปี แต่เธอก็ยังถือว่าแก่กว่าอยู่ดี !
“จะมั่นใจก็ต่อเมื่อเธอปลดพันธนาการให้ฉัน แล้วเรามาต่อสู้กันอย่างตรงไปตรงมา !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมั่นใจในตัวเองอย่างมาก แต่เธอก็มีสีหน้าที่ลังเลเล็กน้อย เนื่องจากว่าเธอยังถูกพันธนาการไว้อยู่
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงต้องยืนอยู่ที่นี่และรอให้มันปลดเองภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ แต่เมื่อถึงตอนนั้น ฉันไม่รับประกันว่ากล้ามเนื้อแขนขาของเธอจะยังทำงานประสานกันอยู่ไหมนะ และฉันก็ไม่ขอรับผิดชอบอะไรด้วย !”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนกล่าวประโยคนี้ออกมา เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ตกใจจนร้องไห้โฮออกมา
“ฉันไม่เอาแล้วได้ไหม ช่วยแก้ให้ฉันหน่อยสิ !”
น่าอายมากที่ต้องขอร้องออกมาแบบนี้ !
ฟู่เยี่ยนได้ยินแบบนั้นก็ยอมใจอ่อนแก้จุดฝังเข็มให้เธอทันที เมื่อเห็นจังหวะที่เหมาะสม เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ขยับเท้าของเธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วยกมือขึ้นมา ในตอนนั้นฟู่เยี่ยนก็รู้สึกราวกับว่ามีแมลงมากมายไต่เข้ามาที่ใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว
สาวน้อยคนนี้ ! ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง ! ถึงกับใช้กู่มาจัดการกับฉันอย่างนั้นเหรอ
ฟู่เยี่ยนไม่มีเวลาคิดอีกต่อไป และโยนยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง เมื่อเห็นเปลวไฟลุกลามต่อหน้าต่อตา เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็รีบวิ่งหนีไป แต่เมื่อเธอหันมามองดูอีกครั้งก็เห็นว่าตรงหน้าของเธอเหลือเพียงกองซากแมลงเท่านั้น
“เธอ ! ฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูพวกมันมาเป็นเวลานาน ! พวกมันไม่ได้มีพิษสักหน่อย !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวกระทืบเท้าของเธออย่างแรง
“ก็ถ้าเธอโยนมันมาใส่ฉันอีกครั้ง เชื่อหรือไม่ ฉันจะบดขยี้เธอให้ตายอยู่ตรงนี้แน่นอน !” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอจำเป็นจะต้องสยบเด็กสาวคนนี้ลงให้ได้ หากว่าไปประชุมแลกเปลี่ยนแล้วยังหุนหันพลันแล่นอยู่แบบนี้ มันอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกนับไม่ถ้วน !
จบตอน
Comments
Post a Comment