magic ep341-345

 ตอนที่ 341: หม้อไฟเนื้อแกะ

 

ผู้อำนวยการหลี่ที่ดูสถานการณ์อยู่ตรงนั้นเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี ดังนั้นเขาจึงรีบออกมาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย และเรียกเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมาพูดคุย ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้ยังต้องถูกขัดเกลานิสัยอีกมาก

 

ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่ได้เรียกเธอมาอบรมแล้ว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกโล่งใจ เพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรเช่นกัน ดังนั้นเมื่อพวกเธอพบกันอีกครั้ง เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวจึงดูสงบขึ้นมาก

 

การทดสอบความสามารถของทุกคนได้จบลงแล้ว ถึงเวลากลับบ้านใครบ้านมัน ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือนกว่าจะถึงงานประชุมแลกเปลี่ยน แต่พวกเธอต้องออกเดินทางในอีกสิบวันให้หลัง ไม่อย่างนั้นอาจไปเข้าร่วมงานไม่ทันได้

 

ฟู่เยี่ยนคิดกับตัวเองว่าในช่วงสิบวันหลังจากนี้ เธอจะต้องจัดการเรื่องมหาวิทยาลัยและธุระที่บ้านให้เรียบร้อย และจะต้องไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อวานนี้ที่เธอได้ทำนายโชคชะตาของตัวเอง มันมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีปะปนกัน

 

เธอกลัวว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอในช่วงที่เธอไม่อยู่ เรื่องเดียวที่ดีก็คือฟู่ซินจะกลับบ้านทุกครึ่งเดือน และเมื่อเธอออกเดินทาง ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวจะกลับมาที่บ้าน พวกเขาจะมาอาศัยอยู่ที่บ้าน เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก

 

อย่างนี้เธอก็สบายใจแล้ว ทว่าเธอยังเป็นห่วงปู่มู่อีกคน หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง เธอก็จะขอให้เขามาอยู่บ้านตระกูลฟู่ เขาจะได้ไม่อยู่บ้านคนเดียวอย่างเงียบเหงา อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินและความปลอดภัยของทุกคน

 

เมื่อเธอกล่าวเช่นนี้ออกมา เหล่ามู่ก็ลังเลเล็กน้อย เขาชอบเด็กน้อยฟู่เวยและฟู่หรงมาก โดยเฉพาะฟู่หรง เขาตั้งใจที่จะสอนเธอวาดรูป แต่การต้องย้ายมาอยู่ในบ้านตระกูลฟู่เลยนั้น มันจะไม่เป็นการรบกวนตระกูลฟู่มากไปหน่อยหรือ ?

 

มู่อี้อันก็คิดว่าถ้าปู่ของเขามาอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ เขาก็ไม่ต้องกังวลอะไร และลุงหลิวก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของคุณปู่เหมือนกัน ทำไมมันจะไม่ดีล่ะ !

 

ดังนั้นหลังจากที่เขาและลุงหลิวพยายามโน้มน้าวชายชราอย่างเต็มที่ เหล่ามู่ก็ได้ตกลงที่จะไปอยู่บ้านตระกูลฟู่ตามที่พวกเขาบอก

 

ฟู่เยี่ยนได้ปรึกษาเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งและคนอื่นมาแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ไม่มีข้อโต้แย้งใด เหล่ามู่เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ การที่เขาสามารถสอนลูกหลานของพวกเขาได้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว จะหาครูดีๆแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ?

 

ฟู่เยี่ยนตรงกลับไปที่มหาวิทยาลัยหลังจากกลับมาจากหน่วย753ในวันนี้ เพราะเธอต้องไปขอลาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก่อน แม้ว่าผู้อำนวยการหลี่จะโทรไปบอกศาสตราจารย์หวงแล้ว แต่เธอก็ยังอยากไปลาด้วยตนเองอยู่ดี

 

วันต่อมา ไป๋โม่เฉินยังคงรอเธออยู่ในห้องสมุด พวกเขาทั้งสองได้ตกลงกันว่าจะไปร้านหรงเป่าไจเพื่อไปพูดคุยเรื่องต่างๆกับเมิ่งอ้ายชวน

 

พิธีหมั้นของเมิ่งอ้ายชวนและเหมี่ยวชานชานจัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน ในที่สุดแม่ของเขาก็หายดีเป็นปกติ ซึ่งถือเป็นความสุขอย่างยิ่งสำหรับตระกูลเหมี่ยวและตระกูลเมิ่ง นอกจากนี้ย่าของเมิ่งอ้ายชวนก็เริ่มแก่มากแล้ว เธอจึงอยากเห็นหลานชายเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที

 

ทันทีที่ทั้งสองครอบครัวมารวมตัวกัน พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะหมั้นหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้อะไรล่าช้า ส่วนการแต่งงานพวกเขาจะต้องรอจนกว่าเหมี่ยวชานชานจะเรียนจบเสียก่อน

 

แต่เนื่องจากเธอติดธุระ ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ดังนั้นเธอจึงเตรียมของขวัญล่วงหน้าและฝากไป๋โม่เฉินไปให้แทน

 

เมื่อฟู่เยี่ยนเดินมาถึงอาคารสำนักงาน เธอก็มองไปที่นาฬิกาข้อมือ ตอนนี้อาจารย์น่าจะไปถึงที่นั่นแล้ว เธอตรวจสอบตารางเรียนดูแล้ว บ่ายนี้อาจารย์ไม่มีสอน

 

ฟู่เยี่ยนเดินมาถึงสำนักงานภาควิชาโบราณคดีและเคาะประตูเบาๆ จนกระทั่งมีเสียงตะโกนออกมาว่า “เข้ามา” จากด้านใน ฟู่เยี่ยนจึงเปิดประตูเดินเข้าไป

 

“ฟู่เยี่ยนนี่เอง เข้ามานี่ก่อน ฉันรู้อยู่แล้วว่าไม่ช้าก็เร็ว เธอจะต้องจะมาพบฉันแน่นอน !” ห้องทำงานของศาสตราจารย์หวงเต็มไปด้วยเอกสารและของเล่นที่เขาซื้อมาเก็บไว้

 

ตอนนี้มีอยู่ชิ้นหนึ่งอยู่บนโต๊ะ ศาสตราจารย์หวงกำลังเล่นอยู่ในมือ

 

“อาจารย์ ฉันมาที่นี่เพื่อขอลาค่ะ แต่ฉันก็เกรงใจที่จะพูดมันออกมา” เรื่องการลาของฟู่เยี่ยนนั้นเป็นที่รู้ดีสำหรับทุกคน ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ มหาวิทยาลัยจะไม่ยอมให้เธอลาเป็นอันขาด

 

“ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ และเป็นการดีที่จะนำความรุ่งโรจน์มาสู่ประเทศ ฉันไม่ห่วงเรื่องการเรียนของเธอ ไว้ค่อยกลับมาส่งรายงานย้อนหลังตอนกลับมา ฉันจะบอกอาจารย์คนอื่นให้ก็แล้วกัน” กล่าวได้ว่าศาสตราจารย์หวงให้อิสระฟู่เยี่ยนอย่างมาก

 

“ขอบคุณศาสตราจารย์ ! ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ !” ฟู่เยี่ยนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

 

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะอาจารย์ จะได้ไม่ทำให้อาจารย์เสียเวลา !” สายตาของศาสตราจารย์หวงกลับมาจับจ้องที่วัตถุบนโต๊ะอีกครั้ง

 

ฟู่เยี่ยนเดินออกไป เธอปิดประตูห้องให้ศาสตราจารย์หวงอย่างเงียบๆ ผู้ที่มีสมาธิในการเรียนรู้ย่อมสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้เสมอ

 

จากนั้น เธอก็ไปหาไป๋โม่เฉินที่ห้องสมุด เมื่อทั้งสองคนเจอกัน พวกเขาก็เดินไปที่ร้านหรงเป่าไจ เมื่อเดินผ่านร้านหนังสือ เธอก็เห็นผู้คนมากมายแออัดอยู่เต็มร้านหนังสือ

 

“ในร้านหนังสือมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ? ทำไมถึงมีคนเยอะขนาดนี้ ?” ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน เนื่องจากว่าเหตุการณ์มันสะดุดตาพวกเขาอย่างมาก

 

“อีกไม่นานก็จะถึงช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เหล่านักเรียนอาจจะมาหาซื้อหนังสือแนวข้อสอบล่ะมั้ง !” ฟู่เยี่ยนเห็นผู้คนเดินออกมาพร้อมกับถือหนังสือในมือ ซึ่งเป็นหนังสือแนวข้อสอบคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีของอาจารย์ดังๆ

 

“ได้เข้ามาในเมืองทั้งที พวกเขาคงจะถือโอกาสนี้มาซื้อหนังสือที่สำคัญกลับไปอ่าน !” ไป๋โม่เฉินนึกถึงสถานการณ์นี้เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เขาต้องติวอย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 

ฟู่เยี่ยนยังจำเหตุการณ์แบบนี้ของปีที่แล้วได้ดี และในปีนี้เพื่อนนักเรียนของเธอหลายคนจะต้องได้มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย แหล่งรวมผู้มีความสามารถของประเทศกำลังเติบโต และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

 

ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้มออกมา ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความคิดของกันและกัน หากว่าไม่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย พวกเขาสองคนจะพบกันเร็วขนาดได้อย่างไร ? แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะต้องกลับมาพบกันอย่างแน่นอน แต่ใครจะรู้ว่าจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน ?

 

เมิ่งอ้ายชวนกำลังรอพวกเขาสองคนอยู่ ไม่ว่าฟู่เยี่ยนจะได้มาร่วมงานของเขาหรือไม่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกเรื่องที่เขาต้องพูดคุยกับเธอ การตกแต่งร้านเหวินฝางซื่อเป่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือก็มีแค่การหาซื้อของเข้าร้านเท่านั้น

 

ก่อนหน้านี้พวกเขาได้หารือและตกลงกันว่าร้านทั้งสี่แห่งนี้ควรเปิดกิจการพร้อมกัน ส่วนร้านที่มีการปรับปรุงใหม่ด้านหน้าซึ่งเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถทดลองเปิดทำการก่อนได้

 

ในตอนแรก เมิ่งอ้ายชวนไม่เข้าใจคำว่า ‘ทดลองเปิดทำการ’ แต่เมื่อฟู่เยี่ยนอธิบายให้ฟัง เขาก็เข้าใจ และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจางเหว่ยจะไม่สามารถเป็นคนดูแลร้านนี้ได้แล้ว เพราะทีมก่อสร้างที่เขาดูแลกำลังมีงานเยอะเลย

 

ดังนั้นจึงต้องจ้างคนเพิ่ม ทว่าตอนนี้สามารถให้ลุงโจวรับหน้าที่นี้ไปก่อนได้ รอให้ร้านหยกเปิดกิจการก่อน ค่อยให้เขากลับไปดูแลร้านหยก แต่ถึงอย่างไรร้านเหวินฝางซื่อเป่าก็ยังต้องการคนดูแล

 

ทั้งสามนั่งหารือเรื่องนี้กันเป็นเวลานาน จนเกือบจะถึงเวลากินอาหารเย็นอีกครั้ง พวกเขาจึงมาที่ร้านหม้อไฟเนื้อแกะที่พวกเขาชอบไปกินอยู่บ่อยๆ

 

“เสี่ยวฮั่ว ฉันได้ยินมาว่าที่เกาะฮ่องกงแตกต่างจากที่นี่มาก ส่วนเครื่องประดับทอง เงิน หยก และอัญมณีต่างๆ ก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเธอไปที่นั่น ก็หาซื้อมาให้ฉันดูสักสองสามชิ้นไว้เป็นขวัญตาหน่อยสิ อย่างไรก็ขอขอบคุณล่วงหน้าก่อนแล้วกัน !”

 

เมิ่งอ้ายชวนกำลังปรุงน้ำจิ้มอยู่ น้ำจิ้มของหม้อไฟเนื้อแกะนั้นจะขาดซอสงา ต้นหอมสับ และเต้าซี่ปรุงรสไม่ได้เลย 

 

อืม...ดูเหมือนว่าต้นหอมสับยังน้อยไปหน่อย

 

“พี่กำลังหลอกให้ฉันซื้อเครื่องประดับมาให้ว่าที่ภรรยาของพี่เหรอ ? ไม่มีปัญหา ฉันจะซื้อเครื่องประดับที่เหมาะสมให้ชานชานอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนเองก็พอจะเดาได้ว่าเหมี่ยวชานชานชอบเครื่องประดับแบบไหน

 

“มันคือสิ่งจำเป็น ! เพราะในอนาคตเรากำลังจะแต่งงานกัน ! รีบกินเร็วเข้า อยากกินอะไรก็สั่งได้เลยนะ” เมิ่งอ้ายชวนบอกให้ฟู่เยี่ยนกินให้เต็มที่

 

ไป๋โม่เฉินกัดเนื้อแกะแล้วเฝ้าดูเมิ่งอ้ายชวนกินอย่างมีความสุข พลางคิดถึงบางสิ่งบางอย่างไปด้วย

 

“ชวนจื่อ ช่วงนี้กั๋วจื่อเป็นอย่างไรบ้าง ? ฉันได้ยินคุณปู่พูดเมื่อวันก่อนว่าเขากับฉูหนิงกำลังดูตัวกัน”

 

คำพูดนี้แทบจะทำให้เขาสำลักเนื้อแกะออกมา !

 

“จริงอย่างนั้นเหรอ ? ฉูหนิง ? ที่ชอบแต่งตัวแมนๆนั่นใช่ไหม ? เธอกำลังดูตัวกับกั๋วจื่อ ?” เมิ่งอ้ายชวนถามออกมาด้วยความไม่เชื่อในสายตา

 

“คุณปู่พูดออกมาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกนะ ดูเหมือนว่าจะมีคนในครอบครัวสองคนคอยให้คำปรึกษาอยู่ด้วย”

 

“นี่มันแปลกจริงๆ ! ฉันจะถามกั๋วจื่อเมื่อฉันกลับไป ! รีบกินซะ”



ตอนที่ 342: เหล่าถาน

 

อาจเป็นเพราะเธอจะต้องออกจากบ้านไปที่อื่นหลายวัน ดังนั้นตลอดสัปดาห์นี้ ฟู่เยี่ยนจึงมาอยู่ที่บ้านและไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับที่บ้านแบบนี้ทุกวัน

 

ไม่ว่าหวังซู่เหมยจะไปที่ไหน เธอก็จะตามไปด้วย เหมือนกับว่าเธอได้กลับมาเป็นเด็กหญิงที่ชอบติดแจผู้เป็นแม่อีกครั้ง

 

“เจ้าเด็กขี้แย ทำไมลูกต้องเดินตามแม่ไปตรงนั้นทีตรงนี้ทีอย่างนี้ด้วย ?” ในที่สุด หวังซู่เหมยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นี่มันก็สามวันแล้ว ที่ลูกสาวตามติดเธอต้อยๆอยู่แบบนี้

 

“แม่ แม่ไม่กังวลเลยเหรอที่หนูจะต้องออกไปข้างนอกหลายวันแบบนี้ ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย

 

“ไม่ใช่ว่าลูกจะไม่กลับมาแล้วสักหน่อย และแม่ก็กำลังจะบอกให้ลูกซื้อของฝากมาฝากแม่ด้วย !” หวังซู่เหมยยิ้มออกมา

 

“งั้นแม่ก็อยู่รอรับของฝากจากหนูที่บ้านได้เลย อีกครึ่งเดือนหนูก็จะกลับมาแล้ว ! หนูได้ยินมาว่าเครื่องประดับที่นั่นสวยมาก ถ้าอย่างนั้นหนูจะซื้อทองมาฝากแม่ก็แล้วกันนะคะ” ฟู่เยี่ยนตอบกลับอย่างมีความสุข

 

“เด็กโง่เอ้ย แม่มีทองเยอะแล้ว จะซื้อมาให้อีกทำไม ! ลูกนั่นแหละที่โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ถึงเวลาที่จะซื้อให้ตัวเองบ้างแล้ว อย่างไรเสียตอนนี้ลูกก็เป็นเสาหลักของครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูกทั้งหมด”

 

“จากนี้ไปก็ดูแลตัวเองให้มากๆ พี่ใหญ่ของลูกก็สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว และอีกไม่นานเขาก็จะต้องไปมีครอบครัวของตัวเองแล้ว”

 

“ด้วยนิสัยของพี่รองของลูก ตราบใดที่เขาเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ทำ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลเกี่ยวกับเขา ส่วนพี่สามของลูกก็มีนิสัยเหมือนกับแม่ และแม่เชื่อว่าจื่อหยวนจะดูแลเธออย่างดีแน่นอน”

 

“ส่วนเสี่ยวถู่ยังเด็กอยู่ ขอแค่พี่ของเขาคนใดคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วยเล็กๆน้อยๆก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือลูกต้องใส่ใจตัวเองให้มากๆ ฟังแม่และซื้อของที่ตัวเองอยากได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องห่วงใครอีก ออกไปข้างนอกก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่บ้านหรอก มีคนอยู่ที่นี่ตั้งเยอะแยะ”

 

หวังซู่เหมยเข้าใจความคิดของฟู่เยี่ยนดีที่สุด เธอทนไม่ไหวที่จะต้องห่างบ้านออกไป อย่างที่สองคือเธอกลัวว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ มันจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของเธอ

 

นั่นเป็นเหตุผลที่เธอบอกกับลูกสาวว่าไม่ต้องกังวล แต่คนเป็นแม่อย่างเธอ เมื่อลูกสาวต้องออกเดินทางไกลหลายพันลี้ เธอจะไม่กังวลได้อย่างไร ! ตอนนี้เธอเองก็เริ่มอายุมากแล้ว และตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอก็มักจะเป็นห่วงลูกทุกคนเสมอ

 

“แม่ หนูรักแม่นะ” ฟู่เยี่ยนพิงไหล่ของหวังซู่เหมยอย่างอ่อนโยน ทุกครั้งที่เธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอก็จะได้รับพลังและกำลังใจจากแม่ของเธอเสมอ

 

คราวนี้ถ้าจะให้เธอบอกว่าเธอไม่ได้กังวลหรือกลัวอะไรเลย ก็แสดงว่าเธอกำลังโกหก เพราะมันคือช่วงเวลาที่เธอรู้สึกหวาดกลัวที่สุด เธอจะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้จริงหรือ ?

 

แต่ไม่ว่าอย่างไรเสีย เธอก็ต้องเดินไปข้างหน้า และถอยไม่ได้แล้ว เพราะนี่คือชะตากรรมของเธอที่จะกลายเป็นปรมาจารย์ฟู่

 

……........

 

ตกกลางคืนในวันเดียวกัน

 

“เฮ้อ ต่อให้ลูกโตเป็นสาวแล้ว แต่ลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาของฉันอยู่ดี ! ลูกสาวของเราต้องแบกรับภาระอันใหญ่หลวงเช่นนี้ หากมีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับลูก แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร !” หวังซู่เหมยร้องไห้กับฟู่ต้าหย่งในตอนกลางคืน ตอนนี้ไม่มีการมองโลกในแง่ดีเหมือนที่เธอแสดงออกในตอนกลางวันอีกต่อไป

 

“ถ้าพูดต่อหน้าผมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าเด็กๆก็พอ !” ฟู่ต้าหย่งก็กังวลไม่ต่างกัน แต่เขาเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บอารมณ์และไม่ชอบแสดงออกอย่างเปิดเผย

 

“ฉันจะกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร เสี่ยวฮั่วไม่เคยทิ้งเราออกไปไหนมาไหนหลายปีแล้ว ก็เพราะเธอเป็นห่วงทุกคนและรู้สึกกังวลที่ต้องห่างจากบ้าน แล้วฉันจะไปซ้ำเติมความกังวลของเธออีกทำไมเล่า !”

 

ในใจของหวังซู่เหมยนั้นไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้ฟู่เยี่ยนออกไป อยู่บ้านทุกวันก็ดีอยู่แล้ว จะออกไปข้างนอกให้มันยุ่งยากอีกทำไม !

 

“เมื่อเด็กโตขึ้น เธอก็สามารถทำสิ่งต่างๆได้มากขึ้น เสี่ยวฮั่วแตกต่างจากคนอื่น เราไม่สามารถตัดสินอนาคตของเธอได้ด้วยความคิดล้าหลังของเรา อย่าเศร้าไปเลย อีกครึ่งเดือนเธอก็จะกลับมาแล้ว ! ให้เธอได้ไปใช้ชีวิตในแบบของเธอให้เต็มที่ ก่อนเธอจะออกเดินทาง ก็ทำของที่เธอชอบกินให้เธอ”

 

“ได้เลย พรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อของแต่เช้า ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว ไปนอนกันเถอะ”

 

ทุกวันนี้ ฟู่เยี่ยนใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ทำค่ายกลอยู่ในในดินแดนต่างมิติ ครั้งนี้เธอต้องไปไกลถึงเกาะฮ่องกง และไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ทางที่ดีก็ควรเตรียมอะไรเพิ่มเติมอีกสักสองสามอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

 

ฟู่เยี่ยนนำกริชติดตัวไปด้วย หากของที่เธอนำไปเป็นประโยชน์ เธอก็จะนำมันติดตัวไปอย่างเปิดเผย จะได้ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย

 

“เสี่ยวฮั่ว ออกมาเร็วๆเข้า เสี่ยวอันมาหาแล้ว” ฟู่ต้านีอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ตะโกนเรียกหาฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนแอบสงสัยว่าผู้ชายคนนี้มาทำอะไรที่นี่ ทำไมเขาถึงไม่เก็บข้าวของอยู่ที่บ้าน ? เธอออกจากดินแดนต่างมิติ และเดินไปที่ลานหน้าบ้าน ก็เห็นมู่อี้อันกำลังพูดคุยอยู่กับฟู่ต้านี และหวังซู่เหมยอยู่

 

“คุณป้า คุณน้า ผมต้องขอบคุณมากๆ ที่จะช่วยดูแลปู่ของผม !” มู่อี้อันโค้งคำนับทั้งสองคนเพื่อขอบคุณเขา

 

“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ? ที่บ้านมีห้องนอนเยอะแยะ ให้ท่านผู้เฒ่าไปอยู่ที่บ้านของฉันก็ได้ ฉันได้จัดห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรเราก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” หวังซู่เหมยยังคงเตรียมตัวต้อนรับการมาของท่านผู้เฒ่า !

 

“คุณปู่น่าจะจ้างให้คุณป้ามาช่วยทำอาหารให้ด้วย เนื่องจากช่วงนี้ลุงหลิวต้องออกไปข้างนอกกับพวกผม ไม่มีใครทำกับข้าวให้คุณปู่ ส่วนคนดูแลคนเก่าก็ขอลา เพราะลูกสะใภ้ของเธอกำลังคลอดบุตร เธอคงไม่มีเวลามาทำอาหารให้คุณปู่ทาน”

 

“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล เธอและฟู่เยี่ยนเองก็ต้องคอยช่วยเหลือกันเมื่อออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ฉันจะไม่พูดไปมากกว่านี้ พวกเราทุกคนน่าจะเข้าใจดี !” หวังซู่เหมยตบไหล่มู่อี้อัน

 

“ไม่ต้องห่วงครับคุณป้า ผมจะดูแลฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดี” มู่ยี่ตบหน้าอกของตัวเอง และให้คำมั่นสัญญาออกมา !

 

“ยังไม่รู้เลยว่าใครจะได้ดูแลใคร ! นายมาทำอะไรที่นี่ ? ไม่เตรียมตัวเก็บข้าวของอยู่ที่บ้านหรือไง” ฟู่เยี่ยนเข้ามาและบังเอิญได้ยินคำพูดเหล่านี้เข้าพอดี

 

“เอ่อ ฉันก็มากล่าวลาป้าของฉันไม่ได้หรือไง คุณปู่ของฉันขอให้ฉันมาเรียกเธอไปหา ปู่ถานก็อยู่ที่นั่นด้วย” มู่อี้อันเกาหัวและกล่าวออกมา

 

ปู่ถาน ? ฟู่เยี่ยนไม่ได้เก็บข้าวของของเธอต่อ และออกไปพร้อมกับมู่อี้อันทันที

 

“แม่คะ กินข้าวเย็นไปก่อนเลยนะคะ ไม่ต้องรอหนู หนูกินอะไรก็ได้ !” ฟู่เยี่ยนจะตะโกนบอกหวังซู่เหมยทุกครั้งที่เธอออกจากบ้าน

 

“เอาล่ะ เดี๋ยวแม่จะกินก่อนก็แล้วกัน ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆไป !” หวังซู่เหมยตะโกนตามหลัง

 

ระหว่างทางที่เดินไป ฟู่เยี่ยนก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ ที่แท้เมื่อเหล่าถานคนนี้ออกไป เขาก็ล้มป่วยอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรอให้ฟื้นตัวก่อนถึงจะกลับมาได้

 

และที่เขามาที่นี่ตอนนี้ก็เพราะเขาอยากไปประชุมแลกเปลี่ยนที่เกาะฮ่องกงด้วย ซึ่งผู้อำนวยการหลี่ก็ได้ตอบตกลงไปแล้ว หลังจากเหล่าถานมาถึง เขาก็จะเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาเช่นเดียวกับเหล่ามู่

 

“แล้วปู่มู่ได้บอกนายหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย

 

“บอกว่าอะไร ?”

 

“เรื่องที่เหล่าถานต้องการรับลูกศิษย์”

 

“อย่างที่ฉันบอกไป ปู่บอกให้ฉันเตรียมตัวและพยายามทำให้ปู่ถานประทับใจไว้ ฉันเองก็มองปู่ถานออก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยประทับใจในตัวฉันสักเท่าไหร่” มู่อี้อันไม่ได้โง่ เขาเองก็ค่อนข้างฉลาดพอที่จะมองคนออก

 

“นายต้องพยายามอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อมันให้มากพอ นายต้องมีพื้นฐานและบุคลิกที่ดีด้วย หากนายทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ในอนาคตนายจะทำอะไรได้อีก ?” ฟู่เยี่ยนพูดโน้มน้าวใจมู่อี้อัน

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองดู เธอไม่สนใจมาด้วยกันเหรอ ? คงจะดีมาก ถ้าเราได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ! ” มู่อี้อันพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม เขาคงจะรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้เป็นศิษย์พี่ของฟู่เยี่ยนในชีวิตนี้ !

 

“นายคิดมากเกินไป ฉันมีอาจารย์ของฉันอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนปฏิเสธทันที เหล่าถานต้องการรับลูกศิษย์สายตรง เขาจะไม่รับคนที่มีอาจารย์อยู่แล้วเช่นเธออย่างแน่นอน

 

“ทำไมจะไม่ได้เล่า ? สิ่งที่อาจารย์จินสอน มันแตกต่างจากที่ปู่ถานสอนอย่างแน่นอน ! และทักษะของศิลปะการต่อสู้ก็คนละแขนงกันด้วย !”

 

ไม่น่าแปลกใจเลยที่มู่อี้อันจะไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ เพราะทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติแล้วที่คนๆหนึ่งจะมีปรมาจารย์หลายคน ตราบใดที่ไม่ได้อยู่แขนงเดียวกันก็ไม่เป็นไร !

 

“หากเราสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ฉันจะเรียกพี่ชายของฉันมาที่นี่อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนกลอกตามองมาที่เขา

 

ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงบ้านตระกูลมู่ ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินผ่านประตูเข้ามา แวบแรกที่เหล่าถานเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ชมเชยเรื่องโหวงเฮ้งของเธอออกมาทันที เธอมีคิ้วยาวและดวงตาที่มั่นคง เมื่อมองดูดีๆแล้ว เธอเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงคนหนึ่งเลย



ตอนที่ 343: ศิษย์สายตรง

 

ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาและเห็นชายชรานั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของเหล่ามู่ รูปร่างของเขาค่อนข้างตัวเล็ก เขาดูแก่กว่าเหล่ามู่เล็กน้อย มีผมสีขาวเงิน หนวดเคราสีขาว แผ่รัศมีของความเป็นปรมาจารย์ออกมา เมื่อเทียบกันแล้ว เหล่ามู่ดูมีรัศมีของปรมาจารย์น้อยกว่ามาก

 

ดวงตาคมกริบดุจนกอินทรีจ้องมองไปที่ฟู่เยี่ยนโดยตรง ราวกับว่าเขาต้องการที่จะมองทะลุทะลวงผ่านเธอ ฟู่เยี่ยนไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เนื่องจากเธอเคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนที่เธอพบกับเหล่ามู่เป็นครั้งแรก เธอจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับมัน

 

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือหลังจากมองดูแล้ว เหล่าถานก็หัวเราะออกมา

 

“ฮ่าฮ่า น้องชาย นี่คุณเฝ้าสมบัติล้ำค่าโดยไม่รู้ตัวเข้าแล้ว ! เธอชื่อฟู่เยี่ยนใช่ไหม ? ฉันชื่อถานฉีหมิง”

 

เหล่ามู่กลอกตามองค้อน ยังต้องให้คุณพูดอีกหรือไง ฉันน่ะรู้อย่างถ่องแท้และแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ! อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังรู้สึกเสียดายที่ฟู่เยี่ยนไม่สามารถมาเป็นหลานสะใภ้ของฉันได้ !

 

“ฟู่เยี่ยน รีบเรียกเขาว่าปู่ถานเร็วเข้า ปู่ถานของเธอได้เตรียมของขวัญมารับขวัญให้เธอด้วยนะ ถ้าไม่รับคงจะน่าเสียดายแย่ !” เหล่ามู่พูดติดตลก จากนั้นเหล่าถานที่กำลังหายใจไม่ออกเพราะความเสียดายก็ได้ตระหนักถึงความตั้งใจเดิมของเขาได้ หลังจากค้นหาอยู่นาน เขาก็หยิบแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา

 

“ปู่ถาน ปู่มู่เขาล้อเล่นน่ะค่ะ ไม่ต้องให้ของขวัญอะไรกับหนูหรอก หนูชื่อฟู่เยี่ยน ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ !” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเหล่าถานจะมอบของขวัญมาให้เธอจริงๆ เธอจึงปฏิเสธทันที

 

“รับไปเถอะ สาวน้อย ในเมื่อปู่มู่ของเธอพูดไปแล้ว ฉันจะไม่ให้มันกับเธอได้อย่างไร ฉันประทับใจเธอตั้งแต่แรกเห็น รับมันไปสิ เร็วเข้า !” เหล่าถานยื่นแหวนให้ฟู่เยี่ยนโดยตรง

 

“รับไปเถอะน่า แบบนี้เป็นการดีที่สุดแล้ว ! คราวหน้าก็รู้จักเตรียมของขวัญไว้ล่วงหน้าบ้าง มาพบลูกหลานแต่ไม่เตรียมของขวัญไว้ให้ได้อย่างไร ? ฉันว่าคุณคงอยู่แต่บ้านจนสมองทึ่มแล้ว !” เหล่ามู่โบกมือให้ฟู่เยี่ยน ยืนยันให้รับของขวัญจากเหล่าถานไป ส่วนเขาก็เอาแต่ตำหนิเหล่าถาน มองดูความสัมพันธ์นี้ พวกเขาน่าจะเป็นเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันมาก

 

“จริงสิ ถ้าไม่กลับมา ทุกคนก็คงจะลืมฉันไปหมด ส่วนฉันก็คงจะโง่จนสมองเลอะเลือนไปหมด ฮ่าฮ่า !” หลังจากหัวเราะออกมา เหล่าถานก็เริ่มไออีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งจะฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยร้ายแรงอย่างแท้จริง

 

“สาวน้อย มาตรวจดูชีพจรของท่านผู้เฒ่าดูหน่อยสิ ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี และไม่เสียใจเลยที่เลือกให้เธอไปด้วยในครั้งนี้ เพราะไม่อย่างนั้นชายชราคนนี้ก็อาจจะไปตายที่เกาะฮ่องกงก็เป็นได้ !” เหล่ามู่ดูจะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาอยากไปเกาะฮ่องกงในสภาพแบบนี้อย่างนั้นเหรอ ? แต่เธอก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา และพยักหน้าให้เหล่าถานยื่นมือออกมาให้เธอตรวจดู

 

“ยังจะตรวจชีพจรอยู่อีกหรือ ? ฉันสบายดี ! แค่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ก็เท่านั้นแหละ” เหล่าถานไม่อยากให้เธอตรวจร่างกายของเขาสักเท่าไหร่

 

“เร็วเข้า ถ้าคุณไม่ยอมให้เธอตรวจร่างกายให้ล่ะก็ ฉันจะไปบอกผู้อำนวยการหลี่ว่าคุณยังไม่หายดี และฉันจะพาคุณกลับไปซะ เขาจะไม่ปล่อยให้คุณไปอย่างแน่นอน” เหล่ามู่ขู่ออกมา

 

“ตกลง ตกลง สาวน้อย มาตรวจได้เลย !” เหล่าถานไม่สามารถต้านทานเหล่ามู่ได้ ดังนั้นเขาจึงยอมยื่นมือออกมาอย่างเชื่อฟัง

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรที่ข้อมือซ้ายเสร็จแล้ว เธอก็รู้สึกว่าอาการป่วยของเหล่าถานไม่ได้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของเขาเลย แต่มันเป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ

 

“ปู่ถาน ยื่นมือขวาออกมาค่ะ”

 

“โอ้ ?” ตอนนี้เหล่าถานรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนมีบางอย่างที่พิเศษ มันยากสำหรับเขาที่จะสัมผัสชีพจรด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกันได้

 

ฟู่เยี่ยนยังยืนยันตามความคิดแรกของเธอ ภาวะชี่ไหลเวียนไม่คล่องและรอยโรคของเหล่าถานไม่ได้อยู่ที่กายภาพ แต่มันอยู่ที่สภาพจิตใจของเขาทั้งสิ้น มันจึงส่งผลต่อสุขภาพของเขา

 

“สาวน้อย เป็นอย่างไรบ้าง ?” เหล่ามู่กังวลมากกว่าเหล่าถานเสียอีก

 

“ร่างกายของคุณปู่ถ่านไม่มีอะไรผิดปกติ เพียงแต่สภาพจิตใจของเขาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ จึงส่งผลต่อสุขภาพของเขา สิ่งนี้เรียกว่าความเจ็บป่วยที่เกิดจากสภาพจิตใจค่ะ” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เหล่าถานก็ดูมั่นใจยิ่งขึ้น

 

“เมื่อวานเหล่าเยี่ยนก็พูดแบบนี้ แต่เขาไม่เชื่อฉัน ก็บอกไปแล้วว่าฉันจะไปเกาะฮ่องกงเพื่อตามหาไอ้สารเลวนั่นแล้วฆ่ามันซะ แค่นี้ฉันก็จะรู้สึกดีขึ้น และคงอยู่ต่อไปได้อีกยี่สิบปีเลย !” เหล่าถานมองดูเหล่ามู่ ชายชราคนนี้กลัวว่าเขาจะเอาชนะไอ้สารเลวนั่นไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ?

 

“คุณแก่แล้วแต่ยังไร้ความปราณี ยังมีความอยากที่จะฆ่าฟันคนอื่นไม่ลดละ คุณไม่กลัวว่าเด็กๆ จะหัวเราะเยาะอย่างนั้นเหรอ !” เหล่ามู่รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนี้ แต่เรื่องต่อไปที่เขากังวลก็คือความปลอดภัยของเหล่าถาน ศัตรูเก่าย่อมมีความเดือดดาลเมื่อพบกัน ! แล้วผู้เฒ่าอย่างเขาจะรับมือได้ไหม ?

 

“เฮ้ พวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นลูกศิษย์ของเราทั้งนั้น ฉันไม่ได้บอกคุณเหรอว่าฉันต้องการรับลูกศิษย์สายตรง หลานชายของคุณก็ถือว่าไม่เลวเลย คุณพร้อมให้เขามาเป็นลูกศิษย์สายตรงของฉันไหมล่ะ ?” เหล่าถานกล่าวออกมาอย่างจริงจัง

 

เหล่ามู่ไม่พูดอะไรและมองไปที่เหล่าถานราวกับว่าเขาพยายามจะถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ทั้งที่มีฟู่เยี่ยนอยู่ตรงนี้ด้วยแท้ๆ เหตุใดถึงไปถูกตาต้องใจหลานชายผู้โง่เขลาของเขาเสียได้ ?

 

ดวงตาของเหล่ามู่เผยให้เห็นความสงสัย ส่วนมู่อี้อันเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย เมื่อกี้เหล่าถานไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ เหตุใดถึงอยากรับเขามาเป็นลูกศิษย์สายตรงได้ ?

 

เหล่าถานรู้สึกไม่พอใจกับสายตาของเขา ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อเมื่อฉันพูดความจริงแล้วเหรอ !

 

“คุณมองอะไรอยู่ คุณไม่เชื่อคำพูดของฉันเลยเหรอ ? ฉันยังคิดอยู่เลยว่ามันเป็นพายที่ตกลงมาจากบนท้องฟ้า !” เหล่าถานบ่นในความสงสัยของเหล่ามู่ออกมา

 

“คุณอยากรับเสี่ยวอันเป็นศิษย์สายตรงจริงๆเหรอ ?” เหล่ามู่ถามพลางชี้ไปที่หลานชายของเขา

 

“เห็นฉันเป็นคนถ่มน้ำลายตอกตะปูทุกครั้งเลยหรือไง ! สิ่งที่ฉันกล่าวออกไปจะเป็นเรื่องโกหกได้อย่างไร ! เสี่ยวอัน นายเต็มใจไหม ?”

 

มู่อี้อันรู้สึกหนาววูบที่สันหลัง ฟู่เยี่ยนสะกิดที่ด้านหลังของเขา เมื่อได้สติกลับมา เขาก็คุกเข่าลงพร้อมกับคำนับ การตอบสนองของเขารวดเร็วมาก

 

“ผมขอคำนับท่านเป็นอาจารย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โปรดรับผมเป็นศิษย์สายตรงของท่านด้วย !” จากนั้น ก็มีเสียงดังปังออกมาสามครั้ง

 

“เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ แล้วมาหาอาจารย์นี่มา” ดูเหมือนเหล่าถานจะเตรียมตัวมาก่อนแล้ว เขาได้หยิบจี้หยกออกจากแขนเสื้อของเขาทันที

 

ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของเหล่ามู่ เหล่าถานยัดจี้หยกไว้ในมือของมู่อี้อัน มู่อี้อันสับสนอย่างสิ้นเชิงในตอนนี้ นี่ก็แสดงว่าท่านผู้เฒ่ารับเขาเป็นศิษย์เต็มตัวแล้วอย่างนั้นเหรอ ?

 

“คุณ...” ก่อนที่เหล่ามู่จะทันได้ถาม เหล่าถานก็ได้หยุดเขาไว้ก่อน

 

“ฉันรู้ว่าคุณหมายถึงอะไร คุณคิดว่าทั้งที่ฟู่เยี่ยนอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ เหตุใดฉันถึงยอมรับเสี่ยวอันเป็นศิษย์อย่างนั้นเหรอ ?”

 

“ใช่ ถ้าหากพวกเขายืนเคียงข้างกัน ถ้าเป็นฉัน ! ฉันจะเลือกฟู่เยี่ยนอย่างแน่นอน !” เหล่ามู่แสดงท่าทีปฏิเสธหลานชายของตัวเองอย่างเปิดเผย เพราะฟู่เยี่ยนถือเป็นเพชรน้ำงามของจริง !

 

“คุณปู่... อย่าทำท่ารังเกียจผมสิ แล้วแบบนี้อาจารย์จะมองผมอย่างไร ?” มู่อี้อันรู้สึกน้อยใจมาก แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครมาดูถูกเขาต่อหน้าแบบนี้ !

 

“คุณสมบัติของเสี่ยวอันนั้นด้อยกว่าฟู่เยี่ยนก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะสอนไม่ได้เสียทีเดียว ที่ฉันไม่เลือกฟู่เยี่ยน ฉันคิดว่าในใจเธอน่าจะรู้เหตุผลดี”

 

“ตระกูลถานของฉันเชี่ยวชาญในเรื่องการดูโหงวเฮ้งและฮวงจุ้ยเป็นหลัก แต่เมื่อพิจารณาจากความสามารถของฟู่เยี่ยนแล้ว ฉันไม่สามารถสอนเธอได้ในเรื่องนี้ ! แม้ว่าเราจะแก่กว่าในแง่ของอายุและประสบการณ์ แต่ฉันเกรงว่าความสามารถของเธออยู่เหนือคุณและฉันด้วยซ้ำ !”

 

หลังจากเหล่าถานพูดจบ เหล่ามู่ก็มั่นใจว่านี่คือคนรุ่นใหม่ที่มาแทนที่คนรุ่นเก่า !

 

“ปู่ถาน คุณคิดกับฉันในแง่ดีมากเกินไป แม้ว่าฉันจะมีอาจารย์มาแล้ว แต่เมื่อปู่มู่บอกว่าคุณต้องการรับลูกศิษย์เพิ่ม ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ! แต่ฉันไม่อาจละทิ้งอาจารย์ของฉันได้ ดังนั้นหากคุณเลือกฉันเป็นลูกศิษย์ ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปฏิเสธอยู่ดี คิดแล้วก็น่าเสียดาย !”

 

คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้เหล่าถานหัวเราะออกมา ! ในด้านของเหล่ามู่ก็ประหลาดใจเช่นกัน เขาชี้ไปที่ฟู่เยี่ยน และบอกว่าเธอเป็นขโมยลักไก่

 

“เด็กสาวเอ้ย ! เธอช่างฉลาดจริงๆ ! ฮ่าฮ่า” เหล่ามู่รู้สึกเสียดายอีกครั้ง ! เฮ้อ !

 

“ฟู่เยี่ยน เธอทำให้ฉันตาสว่างจริงๆ ! ฮ่าฮ่าฮ่า…” เหล่าถานเองก็รู้สึกประหลาดใจตั้งแต่แรกเห็น ฟู่เยี่ยนเป็นเด็กที่มีความยอดเยี่ยมอยู่ในเนื้อแท้จริงๆ เมื่อวานนี้เขาได้ยินเหล่าเยี่ยนพูดถึงเธอด้วยเช่นกันว่าฟู่เยี่ยนเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่

 

สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดในชีวิตที่ผ่านมาคือศิษย์ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมและเหมาะสม แต่หลังจากถูกหักหลังเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทัศนคติในการมองคนของเขาก็เปลี่ยนไป สิ่งนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรับลูกศิษย์ของเขาอีก ไม่ว่าคุณจะมีคุณสมบัติดีพร้อมแค่ไหน แต่หากคุณไม่คิดที่จะเรียนรู้ และเป็นน้ำเต็มแก้ว หยิ่งทะนงในความเก่งกาจของตนเอง คุณก็อาจนำหายนะมาสู่สังคมไม่ช้าก็เร็วได้ !

 

แต่เห็นได้ชัดว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้มีความทะเยอทะยานเช่นนั้น เธอเป็นหลานสาวของเพื่อนเก่าของเขา แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ เขาเชื่อว่าเด็กคนนี้ไม่ได้รับการสอนมาจากเพื่อนเก่าของเขาแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าเธอเปรียบดั่งหยกล้ำค่าชิ้นหนึ่ง !



ตอนที่ 344: จะล้างแค้น

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เหล่าถานยอมรับมู่อี้อันเป็นลูกศิษย์สายตรงของเขา เนื่องจากเหล่าถานต้องการเก็บตัวเงียบๆ เขาจึงไม่อยากให้เป็นที่สนใจของผู้คน เพียงว่าถ้ามู่อี้อันติดตามเขาในอนาคต คนที่มีตาก็จะเห็นความสามารถนั้นของเขาออกได้อยู่ดี

 

ตอนนี้มู่อี้อันเอาใจใส่อาจารย์ของเขามาก จนเหล่ามู่ที่เห็นหลานชายของเขาเป็นแบบนั้นก็ได้แต่โกรธในใจ ! ทว่าเขาก็มีความสุขเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ การมาของเหล่าถานทำให้มีคนมาที่บ้านของเขาไม่ขาดสาย มันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมาก

 

“ระวังอย่าทำจี้หยกนั้นหายไปก็แล้วกัน บรรพบุรุษของเราสืบทอดมันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว !” เหล่ามู่เตือนหลานชายของเขา

 

อะไรนะ ? สืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างนั้นเหรอ ? จู่ๆ มู่อี้อันก็รู้สึกว่าจี้หยกที่อยู่ในมือของเขาเริ่มร้อนขึ้นมาเล็กน้อย !

 

“อย่าไปฟังปู่ของนายเลย จี้หยกนี้ฉันเตรียมไว้สำหรับศิษย์สายตรงทุกคน ตอนนี้นายได้กลายเป็นสมาชิกของตระกูลถานอย่างเต็มตัวแล้ว มันยังมีกฎบางอย่างที่ฉันต้องบอกนาย ซึ่งเป็นกฎที่นายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด !” เหล่าถานเริ่มจริงจังขึ้นมาภายในไม่กี่วินาที

 

มู่อี้อันได้แต่ยืนกุมมืออย่างเชื่อฟัง ด้วยท่าทางความเคารพ

 

“กฎอื่นๆก็เหมือนกับของตระกูลอื่น ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือนายไม่สามารถทรยศต่อประเทศได้ ข้อที่สองคืออย่าใช้สิ่งที่เรียนมาไปหลอกเอาเงินจากใคร และข้อสามคืออย่าใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาไปหลอกลวงและทำร้ายผู้อื่น”

 

กฎสามข้อนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเหล่าถานเป็นอย่างมาก ถ้าตอนนั้นเขาไม่ปล่อยปละละเลยลูกศิษย์ของเขาแบบนั้น บางทีลูกชายของเขาอาจจะไม่ต้องตายก็ได้……

 

“อาจารย์ ศิษย์จะจำกฎสามข้อนี้ไว้ครับ !” สำหรับมู่อี้อัน กฎทั้งสามข้อนี้ไม่มีอะไรง่ายไปกว่านี้อีกแล้ว เขามีทรัพย์สมบัติเป็นของตัวเอง และไม่ขาดแคลนเงินใช้จ่าย ตอนไปล่าสมบัติกับฟู่เยี่ยนในครั้งนั้น นอกเหนือจากที่เอาไปซื้อบ้านแล้ว เขาก็ไม่ได้ใช้เงินซื้ออะไรอีก

 

ส่วนการใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาหลอกลวงผู้อื่น ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังหลอกลวงใคร หากอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี กฎข้อนี้ก็สามารถละเลยได้

 

หากตั้งใจก็ไม่มีอะไรยากขนาดนั้น ! เพราะเขาเองก็เป็นคนรักประเทศชาติของตัวเองมาก

 

“ปู่ถาน ปู่มู่เพิ่งบอกว่าคุณอยากไปเกาะฮ่องกงกับเราด้วยอย่างนั้นเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนถามคำถามที่เธอสงสัยและคาใจออกมาในตอนนี้

 

เหล่าถานพยักหน้า เขาบอกผู้อำนวยการหลี่แล้วว่าครั้งนี้เขาจะไปด้วย แม้ว่าเขาจะต้องได้ฝังกระดูกแก่ๆของเขาไว้ที่เกาะฮ่องกง เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำเช่นนั้นเลย !

 

“ฟู่เยี่ยน หลังจากนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าจะปกป้องกระดูกแก่ๆของฉันได้หรือไม่ตอนที่ไปที่นั่น !”

 

ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วหลังจากได้ยินสิ่งนี้ เหตุใดคุณปู่ถานถึงได้แน่วแน่ขนาดนี้ ? เธออยากจะถามออกมาตามตรง เหล่าถานดูเหมือนว่าตั้งใจที่จะไปที่นั่นมาก ราวกับว่าเขาต้องไปให้ได้ในครั้งนี้ !

 

“ฟู่เยี่ยน เธอเองก็ไม่ใช่คนนอก และฉันก็ไม่คิดปิดบังมันจากเธอ ฉันมีเป้าหมาย ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะฮ่องกงคือลูกศิษย์ไร้ยางอายของฉันที่หลบหนีออกไปเมื่อหลายปีก่อน !”

 

“หลายปีที่ผ่านมา มันได้เหยียบย่ำร่างลูกชายของฉันเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดมาได้ และที่สำคัญตอนนี้มันยังมั่งคั่งและร่ำรวยอีกด้วย ไอ้สารเลวนั่นประสบความสำเร็จในเกาะฮ่องกง ในนามของตระกูลถาน ! ฉันจะไม่เกลียดมันได้อย่างไร ! ฉันอยากจะถลกหนังของมันออกมา และล้างแค้นให้กับลูกชายของฉัน !”

 

เมื่อเหล่าถานพูดถึงเรื่องนี้ออกมา เขาก็หวังว่าจะได้ถลกหนังของไอ้สารเลวคนนั้นออก ! ความเกลียดชังที่ปะทุออกมาแสดงถึงความแค้นที่มีไม่สิ้นสุด !

 

“ปู่ถาน ฉันเกรงว่าเขาคงจะเตรียมตัวไว้แล้ว เนื่องจากเขาเป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียง เขาก็คงจะรู้เรื่องการประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้แน่นอนค่ะ”

 

ฟู่เยี่ยนแสดงความกังวลของเธอออกมา แต่มีอย่างอื่นที่เธอไม่ได้พูด ถ้าปู่ถานยืนกรานที่จะแก้แค้น ทั้งกลุ่มก็จะนิ่งเฉย เนื่องจากเธอตกลงกับผู้อำนวยการหลี่แล้ว เธอจึงไม่สามารถทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายได้

 

“ฉันจะสั่งสอนเขา อย่างที่เขาเคยทำกับลูกชายฉัน แน่นอนว่าฉันมีวิธีที่จะแก้แค้นเขาแล้ว เสี่ยวฟู่ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน แม้แต่การมีอยู่ของฉันก็จะไม่มีใครรู้ ”

 

คำพูดของเหล่าถานทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้น คำพูดที่ว่าแม้แต่การมีอยู่ของฉันก็จะไม่มีใครรู้ ก็หมายความว่าหากเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายก็จะไม่สามารถสาวมาถึงตัวพวกเขาได้แน่นอน

 

“คุณปู่ถาน คุณก็น่าจะรู้ถึงผลที่จะตามมานะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าฉันจะไม่อธิบายอะไรอีก”

 

“คุณรู้ไหมว่าการประชุมแลกเปลี่ยนนี้สำคัญมากสำหรับเรา หากว่าการแก้แค้นนี้อยู่เหนือการควบคุมของคุณแล้วล่ะก็ ข่าวลือเกี่ยวกับความเสื่อมถอยของกลุ่มอภิปรัชญาจีนก็จะแพร่กระจายไปทั่วโลก ก่อนที่พวกเราจะกลับมาถึงบ้านเกิดด้วยซ้ำ”

 

“ถึงเวลานั้น ผู้คนก็จะตราหน้าว่าให้เรา ฉันหวังว่าเมื่อคุณจะดำเนินการตามแผนแล้ว คุณช่วยบอกฉันก่อนได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนกล่าวถึงผลลัพธ์ที่ตามมาให้เขาฟัง เพื่อให้ผู้เฒ่าตระหนักถึงผลเสียที่เกิดขึ้น เธอแค่กลัวว่าท่านผู้เฒ่าจะหน้ามืดขึ้นมาเมื่อเห็นศัตรูของเขา จากนั้นความแค้นก็จะครอบงำสติจนไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตามมา

 

“เอาล่ะ ฉันสัญญา เรื่องนี้ก็เป็นความกังวลของฉันด้วย ฉันเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก และฉันก็รู้จักนิสัยของเขาเป็นอย่างดี ! การประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็น่าจะเป็นความคิดของเขาด้วย”

 

“นี่แสดงให้เห็นว่าตอนนี้เขามั่นใจในความสามารถของเขาแค่ไหน ! ฉันได้ยินผู้อำนวยการหลี่พูดว่าไม่เพียงแต่หนานหยางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ด้วยที่ได้รับเชิญมาร่วมประชุมในครั้งนี้ ถึงตอนนั้นกลัวว่ามันจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ! ฟู่เยี่ยน เธอต้องเตรียมจิตใจให้ดี !”

 

เหล่าถานรู้ว่ามันสายเกินไปที่จะพูดอะไรในตอนนี้ และผู้อำนวยการหลี่ก็ได้แจ้งรายละเอียดให้เหล่าถานทราบมาก่อนแล้ว ซึ่งเขาเองก็มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับแต่ละประเทศในระดับหนึ่ง

 

ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่าความกดดันสุดท้ายอาจจะตกอยู่ที่ฟู่เยี่ยน เด็กคนนี้โดดเด่นมาก ระดับของเธอสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างรวดเร็ว ! เป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมองไม่เห็น !

 

“อาจารย์ไม่ต้องกังวล ผมจะช่วยคุณเอง” มู่อี้อันที่นั่นอยู่ด้านข้างได้แสดงความคิดเห็นของเขาออกมา

 

“เจ้าหนู สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย ธุระของนายก็สำคัญมากเช่นกัน ซึ่งก็คือการสานต่อศาสตร์การดูโหงวเฮ้งและฮวงจุ้ยของตระกูลถานของเรา !” เหล่าถานตบมือของมู่อี้อันอย่างแรง

 

“อาจารย์ ผมยังหวังว่าอาจารย์จะสอนผมเป็นการส่วนตัว ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครตอบคำถามที่ผมไม่รู้และสงสัยได้ !” มู่อี้อันใช้โอกาสครั้งใหญ่นี้ ทำตัวเหนียมอาย บอกเจตนาของเขาออกมา

 

ทุกคนลืมบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ไปชั่วขณะหนึ่ง

 

ในที่สุด เหล่าถานก็ถอนหายใจและตกลงกับมู่อี้อัน เขาสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม แม้ว่าต้องการจะแก้แค้นเป็นการส่วนตัว แต่ก็ต้องบอกให้ฟู่เยี่ยนทราบล่วงหน้า

 

เหล่าถานพักที่บ้านของตระกูลมู่มาสองสามวันแล้ว หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็จากไป การไปของเหล่าถานทำให้เธอรู้สึกว่าการเดินทางไปเกาะฮ่องกงในครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นไปด้วยดี

 

เธออยากกลับบ้านไปเตรียมของบางอย่างเพิ่มเติม อย่างน้อยเมื่อเราออกไปก็ไปด้วยกัน เมื่อเรากลับมาก็ต้องกลับมาด้วยกัน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด !

 

ชั่วขณะหนึ่ง ฟู่เยี่ยนรู้สึกกดดันมาก คำพูดของเหล่าถานได้เตือนสติเธอขึ้นมาว่ายังคงมีช่องว่างระหว่างความแข็งแกร่งของคนแต่ละประเทศอยู่ โดยเฉพาะเมื่อลองเปรียบเทียบนักปราชญ์ฮวงจุ้ยจากญี่ปุ่น หนานหยาง และที่อื่นแล้ว

 

เมื่อฟู่เยี่ยนเดินกลับบ้าน อาหารเย็นก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกคนเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว พวกเขาก็รีบชวนให้เธอมากินอาหารเย็นด้วยกัน

 

“เสี่ยวฮั่ว กลับมาแล้วเหรอ ? มากินข้าวกันเถอะ !” หวังซู่เหมยเรียกเธอขณะถือชาม

 

“แม่คะ วันนี้แม่ทำกับข้าวอะไรดูน่ากินจังเลยค่ะ มันมีกลิ่นหอมมาก ! หนูได้กลิ่นมันลอยออกมาตั้งแต่อยู่ที่ลานหน้าบ้านแล้ว” ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาที่โต๊ะหลังจากล้างมือเสร็จ

 

“ก็แม่อยากทำของกินที่ลูกชอบให้กินก่อนออกเดินทางไป ดังนั้นแม่จึงได้เตรียมของมาหลายวันแล้ว ดูสิ” หวังซู่เหมยวางอาหารในมือของเธอลงบนโต๊ะ

 

“เบคอนผัดกระเทียมถั่วงอก แม่รู้ได้ยังไงคะว่าหนูชอบกินเมนูนี้ !”

 

“แม่รู้ใจหนูเสมอว่าหนูอยากกินอะไร !” ฟู่เยี่ยนชอบอาหารจานนี้ตั้งแต่เธอจำความได้ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังชอบอยู่เลย

 

“แม่คะ แล้วแม่ไปเอาเบคอนมาจากไหน ? เรายังมีเหลืออยู่อีกเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างเงียบๆ

 

“แม่ไม่สามารถบอกลูกได้ ! รีบกินมันซะ !” หวังชู่เหม่ยกล่าวอย่างลึกลับ



ตอนที่ 345: พบกันที่สถานีรถไฟ

 

พริบตาเดียวก็ถึงเวลาออกเดินทาง เมื่อเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ ฟู่เยี่ยนก็นั่งอยู่ข้างเตียง และสงสัยว่าเธอได้ทำสิ่งที่เธอต้องการทำเสร็จแล้วหรือยัง  เธอเดินไปที่โต๊ะและจดรายการทุกอย่างที่ต้องทำไว้บนกระดาษ

 

เรื่องที่บ้าน เธอก็ได้จัดการทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และแม้แต่ขโมยก็ไม่สามารถเข้ามาได้ในตอนนี้ เนื่องจากเธอได้วางค่ายกลกันไว้หมดแล้ว

 

พี่รองและพี่สามก็ได้กลับมาที่บ้านตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ในช่วงที่เธอไม่อยู่นี้ พวกเขาจะอยู่ที่บ้านเมื่อไม่มีเรียน หากมีเรียนก็จะไปกลับระหว่างบ้านและมหาวิทยาลัยแทน ส่วนพี่ใหญ่ก็บอกด้วยว่าเขาจะกลับมาที่บ้านแน่นอนเมื่อถึงวันหยุด

 

เหล่ามู่จะย้ายมาอยู่ที่นี่หลังจากที่ทุกคนออกไป โดยเขาจะจ้างอาหญิงของเธอมาทำอาหารและทำความสะอาดห้องให้เมื่อถึงเวลา

 

ส่วนท่านอาจารย์ เธอได้ให้ยาบำรุงร่างกายกับเขาไว้ ในช่วงสองเดือนนี้ หากผู้สูงอายุคนไหนต้องการยา ก็สามารถไปเอาที่อาจารย์ได้

 

ส่วนเหล่าจูและเหล่าหลิวก็มียันต์แคล้วคลาดอยู่กับตัวแล้ว  และผู้สูงอายุทุกคนก็มีสุขภาพแข็งแรงดี เธอจึงหายห่วงในเรื่องนี้

 

ฟู่เยี่ยนคิดถึงทุกสิ่ง และตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ตกค้างอีก มันทำให้เธอหมดกังวลกับการออกเดินทางไปข้างนอกในครั้งนี้เสียที !

 

ทุกคนมาส่งฟู่เยี่ยนที่ประตู ฟู่เยี่ยนมองไปทางซ้ายและขวา แต่ก็ไม่เห็นไป๋โม่เฉิน เธอจำได้ว่าเมื่อวาน ไป๋โม่เฉินบอกว่าวันนี้เขาจะเข้าร่วมการประชุมกับอาจารย์ อาจจะไม่สามารถมาส่งเธอได้

 

มันทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังอยู่ข้างในเล็กน้อย ตอนเจอกันทั้งวันก็มักจะไม่รู้สึกพิเศษอะไรเลย หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็เริ่มคิดถึงเขาขึ้นมาอีกครั้ง

 

“พ่อแม่ เข้าไปในบ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่จะพาฉันไปส่งที่สถานีรถไฟ ทุกคนรอฉันอยู่ ฉันต้องไปก่อน” ฟู่เยี่ยนกล่าวอำลาครอบครัวของเธอ  ส่วนหวังซู่เหมยและคนอื่นต่างก็ยิ้มแย้มให้กับเธอ

 

แต่ทันทีที่จักรยานของพวกเขาปั่นออกจากตรอกไป หวังชู่เหมยก็อดไม่ได้ที่จะเช็ดน้ำตา

 

“หากช้ากว่านี้ แม่คงไม่ปล่อยฉันไปแน่นอน” ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ที่เบาะหลังของฟู่เหมี่ยว

 

“ใช่ แต่เธอไม่ไปไม่ได้เหรอ ?” ฟู่เหมี่ยวกล่าวถามขณะที่ปั่นจักรยานไปด้วย

 

“ไม่ได้”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็โยนความคิดนี้ทิ้งไปซะ และกลับมาสนใจเรื่องตรงหน้าให้เร็วที่สุด  รีบทำและรีบกลับมา อย่าลังเล เพราะฉันหมั่นใส้เธอมากตอนนี้ !” ฟู่เหมี่ยวทนไม่ได้อีกจนต้องพูดออกมา

 

“โอ้ พี่ พี่ก็กลัวว่าจะคิดถึงฉันเหมือนกันใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอทำเกินไปหน่อยก็จริงในช่วงเวลานี้ แต่เธอก็แค่อยากงอแงเหมือนเด็กสาวบ้าง เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเธอ ทำไมเธอจะงอแงไม่ได้ !

 

“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันต้องคิดถึงตอนที่เธอกลับมาสิ เพราะเธอต้องซื้อเสื้อผ้าที่ทันสมัยที่สุดมาให้ฉัน !” ฟู่เหมี่ยวต้องการพูดให้ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมา

 

“ฮ่าฮ่า พี่ ฉันรู้ว่าพี่จะต้องคิดถึงฉันเพราะแบบนี้ ฉันจะซื้อกลับมาฝากแน่นอน ไม่ต้องห่วง !”

 

ฟู่เยี่ยนชอบความรู้สึกของการมีครอบครัวอยู่ล้อมรอบเธอ การที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันถือเป็นเรื่องดี ! บางคนอาจคิดว่าเธอเหมือนกับเด็กที่ยังไม่โต พ่อและแม่ยังเคยเตือนเธอเสมอมาว่าอย่าตามใจพี่น้องมากเกินไป มีเงินก็เก็บไว้บ้าง เพราะยิ่งตามใจพวกเขามากเท่าไหร่ สิ่งนี้จะกระตุ้นความอยากมีอยากได้ของพวกเขาให้เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

 

แต่มีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่รู้ว่าแม้ว่าเธอจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้กับพวกเขา แต่พี่น้องของเธอก็ยังคิดถึงเธอเสมอ และเธอรู้นิสัยพวกเขาดีว่าพี่น้องของเธอไม่ใช่คนแบบนั้น เธอแน่ใจ ! มิฉะนั้นเงินถือเป็นกระดาษที่คมมาก มันจะหันมาตัดความสัมพันธ์ของพวกเธอออกจากกันไม่ช้าก็เร็ว

 

สำหรับเธอ เงินเป็นสิ่งภายนอก และสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดคือความรักใคร่กลมเกลียวของคนในครอบครัว มันเป็นความรักที่เธอไม่สามารถสัมผัสได้ในชีวิตที่แล้ว ชีวิตนี้เมื่อเธอมีมัน เธอก็อยากจะสัมผัสกับความรู้สึกนั้นให้เต็มที่ ! ดังนั้นเธอจึงเต็มใจที่จะให้ทุกอย่างกับพวกเขา เพราะเธอจริงใจกับทุกคน

 

ทำให้ที่ผ่านมา พี่ใหญ่จะนึกถึงเธอทันทีเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น  และถามความคิดเห็นจากเธอเสมอ เมื่อพี่รองของเธอประสบปัญหา เธอก็ชอบพูดเตือนสติเขามากที่สุด เมื่อพี่สามของเธอมีเรื่องไม่สบายใจ พี่สามก็ชอบมานอนเบียดบนเตียงเดียวกันกับเธอ แม้ปากจะบ่นว่าเตียงของเธอเย็นเกินไป แต่ก็มักจะชอบเอาขามานอนก่ายเธอยู่เสมอ

 

แม้แต่ฟู่เหยาที่อายุน้อยที่สุดก็มักจะเรียกหาพี่สี่ของเขาก่อนเสมอในทุกครั้งที่มีปัญหา ความรู้สึกเช่นนี้ เธอจะไม่หวงแหนมันได้อย่างไร

 

เมื่อฟู่เยี่ยนมาถึงสถานีรถไฟ ทุกคนก็อยู่ที่นั่นเกือบครบทุกคนแล้ว พวกเขากำลังรออยู่ที่ล็อบบี้ การนั่งรถไฟในครั้งนี้ต้องไปที่ลงที่สถานีรถไฟหยางเฉิงก่อน จากนั้นจึงเดินทางจากหยางเฉิงไปยังเซินเจิ้น และเข้าสู่เกาะฮ่องกงจากท่าเรือเซินเจิ้น

 

เส้นทางนี้ได้รับการอนุมัติให้เปิดขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษจากทางการ เพราะก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าเกาะฮ่องกงจากเมืองเซินเจิ้นได้ ดังนั้นหน่วยงานระดับสูงจึงได้อำนวยความสะดวกในการจัดงานครั้งนี้

 

เมื่อมองดูคร่าวๆ มีผู้คนอีกมากมายที่ฟู่เยี่ยนไม่รู้จัก ผู้อำนวยการหลี่ก็รออยู่ที่นี่เช่นกัน เขามาที่นี่เพื่อรอพบทุกคนก่อนออกเดินทาง  และจะกลับไปหลังจากที่ส่งทุกคนขึ้นรถไฟแล้วเสร็จ

 

“คนพวกนั้นที่อยู่ตรงนั้นถูกหน่วยงานระดับสูงส่งออกไปตรวจสอบเรื่องนี้ ยังมีคนอีกสองสามคนที่ยังมาไม่ถึง ส่วนคนกลุ่มนี้ไปในนามของการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ซึ่งก็มีบอดี้การ์ดติดตามพวกเขาไปด้วย เธอมีพลังงานพิเศษที่สามารถมองทะลุผ่านไปได้ ลองดูให้ฉันหน่อยสิว่าพวกเขาเป็นใครกัน อย่างน้อยเรารู้ข้อมูลของพวกเขาไว้ก่อนก็เป็นเรื่องที่ดี” ผู้อำนวยการหลี่บอกกับฟู่เยี่ยนอย่างเงียบๆ

 

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวล !” ฟู่เยี่ยนตั้งจิตในไม่กี่วินาที คนพวกนี้มีมากกว่าสิบคน เธอต้องมุ่งความสนใจไปที่พวกเขาก่อน เพื่อที่จะได้เพ่งสมาธิถูก

 

“อีกเดี๋ยวจะมีคนมาเพิ่มอีกสามคนค่ะ ฉันไม่รู้ว่าภารกิจของพวกเขาคืออะไร แต่พวกเขาเป็นคนสำคัญ ส่วนพวกบอดี้การ์ดน่าจะมารับรองความปลอดภัยของคนเหล่านี้” 

 

“ดูสิ พวกเขามาตามที่เธอบอกจริงๆ” ผู้อำนวยการหลี่กล่าวออกมา ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง อืม...คนที่มาใหม่นี้ดูเหมือนเป็นบุคคลที่สำคัญมากจริงๆ และน่าจะเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ตามมาด้วยสองคนข้างหลัง คนหนึ่งเป็นคณบดีภาควิชาของไป๋โม่เฉิน และอีกคน...

 

ไป๋โม่เฉิน !

 

ฮึ่ม ! พี่ต้องอธิบายให้ฉันฟังอย่างละเอียดในภายหลังว่าทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ ! ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเขา ผู้ชายคนนี้ไม่เคยพูดอะไรออกมาเลย เขาไม่เคยบอกว่าเขาจะต้องไปด้วย ! เมื่อวานเขายังบอกกับเธอว่าเขามีประชุมกับอาจารย์ และมาส่งเธอไม่ได้อยู่เลยนี่ !

 

ฟู่เยี่ยนจ้องมองไป๋โม่เฉิน คนเจ้าเล่ห์ ! ไป๋โม่เฉินยิ้มอย่างขมขื่นและยื่นมือไปทางฟู่เยี่ยน เขาก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

 

ไป๋โม่เฉินเพิ่งรู้เมื่อบ่ายวานนี้ว่าเขาเองก็จะได้ไปที่เกาะฮ่องกงด้วย เมื่อเช้านี้เขาก็ได้มาพร้อมกับศาสตราจารย์หลี่ หัวหน้าภาควิชาและอธิการบดี มันง่ายที่จะเดาว่าทำไมเขาถึงถูกเลือก ต้องเป็นเพราะประสบการณ์ก่อนหน้าของเขาในฐานะหัวหน้าทหารหน่วยรบพิเศษอย่างแน่นอน

 

อาจารย์บอกเขาเกี่ยวกับการประชุมแลกเปลี่ยนนี้มานานแล้ว แต่เขาไม่คิดมาก่อนว่ามันจะเป็นการประชุมที่เกาะฮ่องกง คิดแค่ว่ามันคงจะจัดขึ้นในเมืองหลวง ตอนที่รู้ เขาต้องรีบกลับบ้านมาบอกปู่ของเขาให้ทราบ เก็บเสื้อผ้า และติดรถของเมิ่งอ้ายชวนมาที่มหาวิทยาลัยในตอนเช้า

 

แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าเสี่ยวฮั่วจะตอบสนองอย่างรุนแรงขนาดนี้ ! ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาเวลาเกลี้ยกล่อมเธอดีๆเสียแล้ว !

 

“อธิการบดีจาง ฉันมาจากหน่วย753 และนี่คือฟู่เยี่ยน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เธอเองก็เป็นนักศึกษาของคุณเหมือนกัน ฟู่เยี่ยน นี่อาจารย์จาง” ผู้อำนวยการหลี่แนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน

 

“สวัสดีค่ะอธิการบดีจาง ฉันชื่อฟู่เยี่ยน จากภาควิชาโบราณคดีค่ะ”

 

อธิการบดีจางรู้สึกภาคภูมิใจมาก ไม่คาดคิดว่านักศึกษาคนหนึ่งของเขาจะมีบุคลิกเช่นนี้ เขาเองก็รู้ว่าคนเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่

 

“มหาวิทยาลัยของเรากำลังผลิตคนที่มีความสามารถ ฟู่เยี่ยน เราจะคอยดูแลเธอและเพื่อนๆตลอดที่เดินทางไปเกาะฮ่องกง ฉันขอแนะนำให้เธอรู้จัก นี่คือศาสตราจารย์หลี่ คณบดีภาควิชาจิตวิทยา ส่วนนี่คือนักศึกษาจากภาควิชาจิตวิทยา ไป๋โม่เฉิน” อธิการบดีจางแนะนำคนสองคนที่อยู่ข้างหลังเขา

 

ฟู่เยี่ยนทักทายพวกเขาอย่างเป็นกันเอง ทว่าในตอนนั้น ศาสตราจารย์หลี่ก็จำได้ขึ้นใจว่านี่คือแฟนสาวของไป๋โม่เฉินไม่ใช่เหรอ ?

 

“อธิการบดี คุณไม่รู้หรอก ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนกำลังจะหมั้นกันในเดือนหน้า !” ศาสตราจารย์หลี่และศาสตราจารย์ฉู่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเขาเข้าร่วมงานหมั้นของวังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวมาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้เรื่องนี้

 

“โอ้ ? มีความเกี่ยวข้องกันอย่างนี้เองหรือ เหล่าหลี่ คำพูดสมัยเก่าตอนที่เราเป็นวัยรุ่นชอบพูดกันว่าอย่างไรนะ ?” อาจารย์จางขยิบตาให้เขาและยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

 

“ความรักในเปลวไฟแห่งสงคราม มักจะมีความโรแมนติกและอ่อนหวานเป็นพิเศษ !” ศาสตราจารย์หลี่กล่าวออกมาเสียงดัง

 

ฟู่เยี่ยนคิดว่ามันช่างหวานจริงๆ ! มันหวานจนอยากจะอาเจียนออกมา !




จบตอน

Comments