ตอนที่ 346: ยกโทษให้ฉัน
ในกลุ่มมีคนมากกว่า 40คน และไม่มีใครรู้ว่าภารกิจของแต่ละคนคืออะไร พวกเขารู้แค่เพียงผิวเผินว่าคนรอบข้างอยู่ฝ่ายไหน มากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันความปลอดภัยของผู้ร่วมเดินทาง
อธิการบดีจางไม่เพียงแต่เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูเท่านั้น แต่ยังดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพอจะเดาภารกิจของเขาได้โดยไม่จำเป็นต้องถาม
ทุกคนขึ้นรถไฟ และเข้าประจำตู้นอนของตนเอง เพราะพวกเขาต้องอยู่บนรถไฟเป็นเวลาสามวันสามคืน ไปจนถึงหยางเฉิง ทำให้หนึ่งโบกี้ของรถไฟคันนี้ถูกคนกลุ่มนี้ครอบครองไปจนหมด
สภาพของตู้นอนไม่ค่อยดีนัก ตู้นอนมี 3ชั้น โดยล็อคหนึ่งสามารถนอนได้ 6คน
หูจิน, เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว และฟู่เยี่ยนอยู่ในตู้นอนเดียวกัน ในตู้นอนหนึ่งสามารถนอนได้สามคนเท่านั้น ส่วนตู้นอนตรงข้ามจะมีเหล่าถาน เริ่นเปียว และลุงหลิว ตู้นอนด้านซ้ายคืออธิการบดีจาง, ศาสตราจารย์หลี่ และ ไป๋โม่เฉิน พวกเขาสามคนก็นอนได้เพียงสามคนเท่านั้น ไม่มีใครไปเบียดเสียดอีก
เมื่อพิจารณาจากกสิ่งที่เธอเห็นแล้ว ฟู่เยี่ยนมั่นใจว่าอธิการบดีจางจะต้องเป็นคนที่สำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ แต่เธอสงสัยว่าการประชุมแลกเปลี่ยนศาสตร์อภิปรัชญาที่ว่านี้อาจอยู่ในนามของการแลกเปลี่ยนส่วนตัวมากกว่า
ทุกคนขึ้นรถและเตรียมการต่างๆ ผู้โดยสารคนอื่นทยอยขึ้นรถไฟมาทีละคนเช่นกัน รถไฟขบวนนี้ออกเดินทางเวลา 13.30น. แต่ตอนนี้ยังเป็นเวลา 10.00น. เท่านั้น
“พวกเธอเอาอาหารกลางวันมาหรือเปล่า ? ถ้าไม่ ฉันจะออกไปซื้อมาให้” ฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาของเธอ ยังเหลือเวลาอีกมาก ดังนั้นเธอจึงจะออกไปซื้ออาหารและจะซื้อเผื่อพวกเธอด้วย
หูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวต่างก็บอกว่าพวกเธอไม่ได้ห่อข้าวมาเหมือนกัน และต้องการออกไปซื้อข้าวเป็นเพื่อนฟู่เยี่ยน
“ถ้าอย่างนั้นให้มู่อี้อันดูของให้ก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องเอากระเป๋าเดินทางของเราไปด้วย” ฟู่เยี่ยนมองดูกระเป๋าเดินทางของพวกเขา
ทั้งหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวต่างก็ไม่คัดค้านใดๆ
“เธออยากไปซื้อข้าวเหรอ ? เมื่อกี้ฉันเห็นมีคนมาขายบนชานชาลาแล้ว มีของกินเยอะแยะเลย ฉันอยากได้ซาลาเปาเนื้อ ปู่ถานล่ะครับ ปู่อยากกินอะไร ?” มู่อี้อันไม่ได้คิดจะลงจากรถ แต่เขาตั้งใจจะฝากฟู่เยี่ยนซื้อมาให้
“เอาเหมือนกับนายนั่นล่ะ ขอบคุณล่วงหน้าก็แล้วกัน !” เหล่าถานมีท่าทางเคร่งขรึมมากขึ้น เขาดูไม่ร่าเริงเหมือนในวันนั้นเลย
“ยินดีค่ะปู่ถาน คุณพักผ่อนไปเถอะ เดี๋ยวหนูจะลงไปซื้อมาให้เอง” ฟู่เยี่ยนก็เรียกเขาว่าปู่ถาน แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าทำไมเหล่าถานถึงไม่ยอมให้มู่อี้อันเรียกเขาว่าอาจารย์ แต่เธอก็คิดว่าเขาน่าจะมีเหตุผลส่วนตัว
เหล่าถานมองดูเธออย่างชื่นชม ผู้หญิงคนนี้ฉลาดจริงๆ
ฟู่เยี่ยนและทั้งสองคนเดินออกจากรถไฟ เธอไม่แม้แต่จะสนใจไป๋โม่เฉินที่อยู่ในล็อคถัดไป ผู้ชายคนนี้ทำกับเธอเกินไปแล้ว เขาต้องถูกลงโทษ
ไป๋โม่เฉินเห็นทีท่าของเธอก็รู้สึกใจคอไม่ดีและอยากจะรีบออกไปอธิบายให้ฟู่เยี่ยนฟัง แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดูแลความปลอดภัยของทั้งสองคน แม้ว่าจะมีคนอื่นแอบปกป้องพวกเขาอยู่แล้ว แต่ความรับผิดชอบของเขาก็สำคัญที่สุด
เสี่ยวฮั่วอาจจะโกรธเขามาก เธอจึงไม่มาถามว่าเขาอยากกินอะไรด้วย เฮ้อ ! เศร้าใจจริงๆ
ในอีกด้าน ตอนที่ฟู่เยี่ยนซื้อซาลาเปาเนื้อ และหลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เธอก็ซื้อเพิ่มอีกสามลูกให้กับไป๋โม่เฉิน เพื่อที่เขาจะได้หยุดมองมาที่เธอ
“พี่ฟู่เยี่ยน พี่ซื้อไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ? แบบนี้จะกินคนเดียวหมดได้อย่างไร ?” รู้สึกว่าเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวจะมีทัศนคติที่ดีขึ้นมากหลังจากได้เจอกับฟู่เยี่ยนในครั้งนี้ แถมเธอยังเรียกฟู่เยี่ยนว่า ‘พี่’ อีกด้วย
“ฉันซื้อให้ตัวเองและคนรักของฉันด้วย ส่วนที่เหลือก็มีคนฝากซื้ออีกสองคน” ฟู่เยี่ยนไม่ได้คิดจะบิดบังเรื่องนี้เช่นกัน เธอจึงพูดออกมาตามตรง
“คนรักอย่างนั้นเหรอ ? พี่ฟู่เยี่ยน พี่มีคนรักแล้วเหรอ ? คนที่นอนอยู่ล็อคข้างๆเราใช่ไหม ? ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามออกมาด้วยความสงสัย
“ใช่ คนนั้นแหละ” พวกเธอสามคนเดินกลับมาพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ซึ่งหูจินก็เป็นคนที่พูดน้อยที่สุด แต่เมื่อพูดถึงไป๋โม่เฉินแล้ว น้ำแข็งบนปากของเธอก็ถูกละลายลงอย่างเต็มรูปแบบ
“พี่ฟู่เยี่ยน ฉันไม่คิดว่าพี่จะมีคนรักเร็วขนาดนี้ ! พี่อายุมากกว่าฉันแค่หนึ่งปีเอง แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะมีคนรักกับเขาเสียทีล่ะ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยความลำบากใจ
“ทำไมเธอถึงต้องกังวลเรื่องพวกนี้ด้วย ? ฉันเองอายุปูนนี้แล้ว ก็ไม่เห็นจะมีใครเข้ามาเลย และก็ไม่รีบร้อนที่จะมีด้วย” หูจินอายุมากกว่าฟู่เยี่ยนหนึ่งปี
“พี่หู พี่ไม่มีใครจริงๆเหรอ ? เมื่อวานฉันเห็นพี่กับพี่ฉางคุยกัน เขาไม่ใช่คนรักของพี่เหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ฉันเคยเห็นบั้นท้ายเปลือยเปล่าของเขามาก่อนจึงไม่ได้พิศวาสแบบนั้น มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเราทั้งคู่” หลังจากที่หูจินพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เห็นศีรษะของฉางอวี้เฉิงชะโงกออกมาและถอยผลุบกลับไป
หูจินยังไม่รู้ แต่เธอกำลังบอกเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเกี่ยวกับเรื่องที่น่าอับอายในวัยเด็กของฉางอวี้เฉิง ฟู่เยี่ยนเหลือบมองเธอ
ให้ตายสิ ! นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาในการหาคู่ ถ้าเธออ่อนโยนมากกว่านี้ เธอคงไม่เป็นโสดมาจนถึงตอนนี้หรอก
หลังจากแจกจ่ายซาลาเปาให้กับทุกคนแล้ว ฟู่เยี่ยนก็นำซาลาเปาสามลูกไปที่ล็อคถัดไป เธอเคาะประตูและ ไป๋โม่เฉินก็เป็นคนมาเปิดประตู
“นี่คือซาลาเปาของอาจารย์และพี่ รีบกินข้าวกลางวันกันได้แล้ว !” ฟู่เยี่ยนยื่นซาลาเปาให้เขา และกำลังจะหันหลังกลับ แต่ไป๋โม่เฉินก็ได้คว้ามือเธอไว้ก่อน
“อาจารย์ ฟู่เยี่ยนซื้อซาลาเปามาให้เรา พวกคุณกินข้าวไปก่อนเลยนะครับ ผมขอไปซื้อผักดองที่ข้างนอกครู่หนึ่ง”
“เอาล่ะ รีบไปเถอะ ขอบคุณฟู่เยี่ยนมากนะ ! ฉันกับอธิการบดีจางขอรบกวนด้วย” ศาสตราจารย์หลี่ต้องวางตัวเป็นพิเศษ แต่ก็ยังพูดติดตลกออกมาอยู่
ไป๋โม่เฉินเดินออกมาอย่างราบรื่น ฟู่เยี่ยนเห็นอย่างนั้นก็หันหน้าไปอีกด้าน โดยไม่อยากจะเสวนากับเขา ทั้งสองเดินไปที่อีกโบกี้หนึ่ง
“เธอยังโกรธอยู่หรือเปล่า ? ฉันเพิ่งรู้เรื่องนี้ตอนบ่ายวานนี้เอง ฉันจึงรีบกลับไปบอกปู่ของฉันตอนเย็นและก็เก็บเสื้อผ้า ฉันคิดว่าเราจะได้เจอกันเช้านี้ เลยไม่ได้บอกเธอล่วงหน้า” ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยน สีหน้าของเขาดูจะจริงจังมาก เพราะกลัวว่าเธอจะไม่มีความสุข
“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันจะโกรธพี่ได้อย่างไร ? ไม่ใช่ว่าพี่ก็มาทำตามหน้าที่หรอกเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดยอกย้อนเขา
“ฉันสาบาน ฉันเพิ่งรู้เมื่อวานนี้จริงๆ โอเค ฉันยอมรับ ที่จริงฉันก็อยากจะทำให้เธอประหลาดใจที่เห็นฉันมาด้วยในวันนี้ เมื่อวานฉันก็เลยไม่ได้ไปบอกเธอ” หลังจากที่ไป๋โม่เฉินพูดจบ เขาก็ยืนตรงอยู่ตรงนั้นราวกับว่าเขาอยู่ในกองทัพและรอรับคำสั่งจากผู้นำ !
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นและมองดูเขา ตอนนี้เธอไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะได้
“ยกโทษให้ฉันได้ไหม ?” ไป๋โม่เฉินเปลี่ยนท่าทางของเขาทันที หากบอกว่าเมื่อครู่นี้เขาดูเหมือนทหารผู้ซื่อสัตย์ ตอนนี้เขาคงดูเหมือนชายหนุ่มผู้เว้าวอนมากกว่า
“ตอนที่ฉันออกมา ฉันรู้สึกแย่เพราะไม่เห็นพี่ บอกตามตรงฉันแทบจะร้องไห้ ใครจะรู้ว่าพี่จะทำให้ฉันประหลาดใจมากเมื่อมาถึงสถานีรถไฟ !”
นิ้วของฟู่เยี่ยนจิ้มหน้าอกของไป๋โม่เฉินอย่างแรง
“อุ้ย โอ๊ย ฉันเจ็บจริงๆนะ” ไป๋โมเฉินอุทานออกมาอย่างเกินจริง
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าเขาแกล้งทำ ดังนั้นเธอจึงสะกิดเขาแรงเข้าไปอีก อย่าบอกนะว่าเขาเจ็บจริงๆ ! เธอแค่สะกิดสองสามครั้งเพื่อระบายความโกรธออกมา !
เขารีบจับมือของฟู่เยี่ยนทันทีเอามากุมไว้แล้วลูบมันอย่างเงียบๆ พลางมองเธอด้วยสายตาที่รักใคร่ ฟู่เยี่ยนตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง เขาคนนี้ร้ายกาจนัก แต่แม้ว่าเขาจะทำเช่นนี้...
เธอก็ไม่คิดที่จะหวั่นไหว และต้องการจะดึงมือออก แต่ไป๋โม่เฉินก็จับมันไว้แน่น ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้ เธอมองไปทางซ้ายและขวา เพราะกลัวว่าจะมีคนมาเห็นเข้า
“ถ้าพี่ไม่ปล่อยฉัน ฉันจะทำให้คนอื่นเห็นว่าพี่กำลังคุกคามฉันอยู่นะ” ฟู่เยี่ยนกระซิบเตือนไป๋โม่เฉิน
“ใครบอกให้เธอมาทำร้ายฉันก่อนเล่า อย่าขยับ ให้ฉันใจเย็นลงหน่อย ถ้ายังขืนดึงมือออกอีก เธอจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมานะ !” แต่เดิมไป๋โม่เฉินเป็นคนเสียงต่ำและแหบแห้ง แต่เมื่อพูดแบบนี้ออกมา น้ำเสียงของเขาก็เริ่มน่าดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ จนใบหน้าของฟู่เยี่ยนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างอธิบายไม่ได้ ในขณะที่เธอได้ยินประโยคนี้
พวกเขาทั้งสองลูบไล้กันแบบนี้สักพัก เมื่อมีคนเดินผ่านมา ไป๋โม่เฉินก็ปล่อยมือของเธอออก ฟู่เยี่ยนถึงได้กลับมารู้สึกตัวอีกครั้งและก็รู้ว่านิ้วของเธอเจ็บมาก เมื่อเธอยกมือขึ้นมาถู ! ก็เห็นว่านิ้วของเธอโดนถูจนแดงไปหมด !
ตอนที่ 347: บนรถไฟยามค่ำคืน
ฟู่เยี่ยนจ้องเขม็งไปที่ไป๋โม่เฉิน แต่ใบหน้าที่แดงก่ำของเธอก็ไม่ได้จืดจางลงเลย ไป๋โม่เฉินที่เห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเบาๆออกมา ทำไมเสี่ยวฮั่วถึงได้น่ารักขนาดนี้ ? ตอนนี้เขาเริ่มจะหลงเธอหัวปักหัวปำเสียแล้ว
“ฉันจะไม่ลืมสิ่งที่พี่ทำกับฉันแน่ ฉันจะจำไว้” ฟู่เยี่ยนเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ บ่งบอกว่าเธอยังไม่ให้อภัยเขา
จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็อยากจะแกล้งเธออีก เขาก้มหัวลงแล้วกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเธอ ฟู่เยี่ยนมองไปที่ ไป๋โม่เฉินด้วยความไม่เชื่อ ไป๋โม่เฉินกล้าพูดแบบนี้ออกมาจริงๆเหรอ ?
ทันใดนั้น ใบหน้าของฟู่เยี่ยนก็เปลี่ยนเป็นสีส้มราวกับเปลือกปูสุก แม้แต่หนังศรีษะไปจนถึงส้นเท้าของเธอก็แดงไปหมด เธอก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย แล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงโบกี้ที่ตัวเองอยู่
ไป๋โม่เฉินยังยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ราวกับว่าเขารู้วิธีทำให้ฟู่เยี่ยนเสียอาการได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนปิดประตูตู้นอน ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกว่าความร้อนในร่างกายของเธอค่อยๆลดลง โชคดีที่หูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไปที่ล็อคอื่นเพื่อพูดคุยกับทุกคน มิฉะนั้นหากมีคนเห็นเธอในสภาพเช่นนี้ ชื่อเสียงของเธอที่สั่งสมมานานก็จะถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีแน่นอน
ฟู่เยี่ยนนอนบนเตียงของเธอเพื่อสงบสติอารมณ์สักพัก ก่อนที่ความร้อนในร่างกายจะลดลง จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นและเดินไปที่ล็อคถัดไป ทุกคนอยู่ที่นี่ ไม่ได้ทำอะไรอื่นนอกจากรวมกลุ่มเล่นไพ่เพื่อฆ่าเวลา
“พี่ฟู่เยี่ยน มาเร็วเข้า เกมกำลังสนุกเลย !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเป็นเหมือนเด็กที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเคยดูการเล่นไพ่
ฟู่เยี่ยนทักทายทุกคนและเข้าร่วมกับพวกเขา ส่วนเหล่าถานนั้นก็ยังวางท่าทีเคร่งขรึมเข้าถึงยาก เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งของเขา และหลับตาเพื่อพักผ่อน
หลังจากเล่นไปสักพัก ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ และทุกคนก็วางไพ่ลงรีบวิ่งออกไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่ามันกำลังเคลื่อนไหวออกไปจริงๆไหม
ฟู่เยี่ยนมองดูฉากข้างหลังที่ค่อยๆห่างออกไป เธอรู้สึกเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เมื่อเธอกลับมาที่นี่อีกครั้ง อภิปรัชญาของจีนจะต้องดังก้องไปทั่วเอเชีย และสร้างตำนานที่ไม่อาจลืมเลือนในความทรงจำของผู้คน ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าเธอน่าทึ่งแค่ไหน !
รถไฟขับออกไปไม่เร็วมากและหยุดอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องใช้เวลาอยู่บนรถไฟเป็นเวลาสามวันสามคืนเต็ม เนื่องจากสถานะพิเศษของคนกลุ่มนี้ จึงมีห้องรับรองผู้โดยสารอยู่ที่ทางเข้าโบกี้ โดยจะมีพนักงานคอยให้บริการอยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนมักจะหลบเลี่ยงค่าโดยสารแอบเข้ามาเป็นประจำ
ตอนกลางคืน ไฟในโบกี้จะปิดตอนสองทุ่ม แต่ทุกคนยังคงนอนไม่หลับเพราะยังหัวค่ำอยู่ มีเพียงเหล่าถานเท่านั้นที่นอนหลับอยู่ในเสื้อคลุมของเขา
“ฉันนอนไม่หลับหรอก และรู้สึกตื่นตัวกว่าปกติด้วยซ้ำ ฉันต้องเตือนตัวเองตลอดว่าเพราะทริปนี้สำคัญมาก สายตาหลายคู่ก็กำลังจับจ้องมาที่เราด้วยเช่นกัน” ลุงหลิวที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเป็นคนแรกที่พูดถึงเรื่องนี้
“ฉันเห็นด้วยกับที่เหล่าหลิวกล่าวมา เราไม่สามารถผ่อนคลายได้เลย เราต้องระวังตัวกันให้มากๆ ไม่รู้ว่าในโบกี้อื่นมีใครอยู่บ้าง และคนพวกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ บางทีเราอาจจะโดนเล่นงานทีเผลอก็ได้” เริ่นเปียวเป็นคนแรกที่เห็นด้วย ส่วนคนที่เหลือไม่มีใครมีความคิดเห็นอื่นใดออกมา
“เราจะเปลี่ยนเวรกันเฝ้ายามครั้งละสองคน ทุกๆสองชั่วโมง เพราะถึงอย่างไรก็ต้องอาศัยอยู่บนรถไฟขบวนนี้ไปอีกสามคืน ทุกคนจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป” ฟู่เยี่ยนคิดอยู่พักหนึ่งแล้วได้แสดงความเห็นของเธอออกมา โดยให้สลับกันเฝ้ายามเพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เหนื่อย
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกัน คืนนี้พวกเธอสามคนก็ไปพักผ่อนก่อนได้ ค่อยเข้าเวรอีกทีคืนพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” มู่อี้อันกล่าว
แต่เดิมหูจินเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดอะไรอยู่แล้ว เธอเพียงแค่ตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้ พวกเราสามคนจะมาเปลี่ยนกะให้พรุ่งนี้”
ทุกคนเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ จากนั้นลุงหลิวจึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นั่น ให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนคืนนี้พวกเขาจะผลัดกันเฝ้าเวรยามเอง
เมื่อลุงหลิวกลับมา ทุกคนก็ตัดสินใจทำตามแผนที่ได้ตกลงกันไว้
ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างเงียบงัน และรถไฟยังคงเคลื่อนตัวออกไปอย่างไม่หยุดหย่อน มีเสียง ‘ครึดๆ ’ และเสียง ‘วิ๊ด’ ดังขึ้นเป็นระยะระยะ แต่ภายในรถไฟก็มืดมากจนมองไม่เห็นอะไร
เมื่อเวลาล่วงเลยมาสู่เที่ยงคืน จากที่มีเสียงของผู้คนพูดคุยกันเล็กน้อย ตอนนี้ก็เงียบมากจนได้ยินเสียงกรนมาจากทุกทิศทางทั้งดังและเบาปะปนกัน
ฟู่เยี่ยนตรงไปที่เตียงและนั่งลงทำสมาธิ ทำจิตใจให้นิ่งจากทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวและตั้งสติให้มั่น ในอีกล็อคถัดไป ไป๋โม่เฉินก็กึ่งหลับกึ่งเช่นกัน งานของเขายังหนักกว่าอีก เนื่องจากจะต้องคอยปกป้องคนใหญ่คนโตเหล่านี้ และต้องให้พวกเขาปลอดภัยตลอดการเดินทางจนกว่าจะกลับไปถึงบ้าน
ไม่มีการพูดคุยกันตลอดทั้งคืน มันเป็นเวลาที่มืดมนที่สุดก่อนรุ่งสาง และเป็นเวลาที่ผู้คนมักจะง่วงนอนมากที่สุด ในห้องของคนขับ ตอนนี้ก็ได้มีการเปลี่ยนเวรกันแล้วเพื่อให้อีกคนออกมาพักผ่อน
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนที่นั่งสมาธิมานาน จิตของเธอจึงสงบนิ่งมากที่สุดและรับรู้ทุกการเคลื่อนไหว ทันใดนั้นเธอก็ลืมตาขึ้นและดูเหมือนว่าจะมีคนแอบย่องเข้ามาที่ทางเข้าของรถไฟ
จิตของฟู่เยี่ยนเพ่งความสนใจไปตรงนั้น และพบว่าคนผู้นั้นเป็นชาย เขาเดินย่องเข้ามาอย่างเงียบๆ เข้าไปในโบกี้แรก ฟู่เยี่ยนแอบหัวเราะออกมาเบาๆ ในโบกี้นั้นเต็มไปด้วยทหารหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น การย่องเข้าไปในโบกี้แรกก็เหมือนกับการโยนตัวเองเข้าไปในกับดักตาย
ในขณะนี้ ฟู่เยี่ยนค้นพบว่ามีคนสามคนยืนอยู่ที่ทางเข้าของตู้เสบียงรถไฟ พวกเขาไม่ได้เข้ามา ราวกับว่าพวกเขากำลังรออะไรบางอย่าง ที่ทางเข้าโบกี้ตรงนั้น ผู้คนมากกว่าสิบคนมารวมตัวกันอย่างเงียบงัน เช่นเดียวกับสามคน คนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะกำลังรออะไรบางอย่างอยู่
ในโบกี้แรกมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่กี่นาทีต่อมา คนเหล่านั้นดูเหมือนจะตื่นตระหนกและเริ่มส่งเสียงดังจนทำให้ผู้ควบคุมตื่นขึ้น และรีบออกมาตรวจสอบสถานการณ์ดู
ฟู่เยี่ยนไม่ขยับ เนื่องจากว่ามีเสียงดังเกิดขึ้น หูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้ตื่นขึ้นมา พวกเธอทั้งสองมองไปที่ฟู่เยี่ยนที่นั่งเงียบๆอยู่ตรงนั้น ดังนั้นพวกเธอจึงล้มตัวนอนลงบนเตียงและไม่กล้าขยับไปไหน
อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในโบกี้แรกต่างก็ตื่นตระหนก ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนเป็นทหารหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น ทหารคนหนึ่งคว้าตัวชายคนนั้นแล้วเอามือล็อกไว้ด้านหลังราวกับว่าจับขโมย ผู้ควบคุมที่มาเห็นเหตุการณ์ก็ได้แนะนำให้ส่งตัวชายคนนั้นให้ตำรวจไป
ทันทีที่เขาพูดจบ ชายที่ถูกล็อกแขนไว้ด้านหลังก็หลุดออกไปราวกับปลาไหล เขาวิ่งเข้ามาทางนี้และชนเข้ากับตู้นอนของเหล่าถานโดยไม่ได้ตั้งใจ
เขาตื่นตระหนกและรีบวิ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง เมื่อหันกลับมา เขาก็วิ่งตรงมาที่ตู้นอนของฟู่เยี่ยน หูจินที่อยู่บนเตียงชั้นสองเห็นเช่นนั้นก็ได้กระโดดลงและเตะชายคนนั้นกระเด็นออกไป
“นี่คือโทษฐานที่แกบุกเข้ามาในตู้นอนของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหัวขโมยหน้าโง่” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยววิ่งเข้าไปซ้ำชายคนนั้นอย่างแรง เธอไม่ได้ใช้พิษกู่ ใช้เพียงหมัดและเท้าเท่านั้น
“ใครก็ได้ มาช่วยฉันที ! ฉันกำลังโดนคนพวกนี้ทำร้ายจนจะตายอยู่แล้ว ! เร็วเข้า !” ชายที่อยู่บนพื้นตะโกนขอความช่วยเหลือออกมาด้วยความเจ็บปวด
ชายคนนั้นไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อย ทำให้มีคนเข้ามาอัดแน่นอยู่เต็มโบกี้นี้ ทหารที่อยู่ตรงนั้นจึงได้ผลักคนทั้งสิบออกไปก่อน ทว่าชายคนนั้นก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ เขายังคงตะโกนออกมาไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทางหนีไปได้อีกแล้ว
ในอีกด้าน คนทั้งสามที่รออยู่ตรงทางเข้าตู้เสบียงรถไฟใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ตอนที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจแอบย่องเข้ามาอย่างเงียบๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวนี้ ฟู่เยี่ยนก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เธอยืนขึ้นและรีบเดินไปที่ประตูโบกี้ พร้อมกับสงสัยว่าคนทั้งสามนี้จะเข้ามาทำอะไรกันแน่
ชายที่ถูกทุบตีบนพื้นยังคงตะโกนขอความช่วยเหลือออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่สายตาของเขากลับเหม่อลอย ไปทางอื่น ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเขากำลังรอโอกาสที่จะลุกขึ้นและเป้าหมายของเขาคือเข้าไปในห้องที่ไป๋โม่เฉินอยู่
ฟู่เยี่ยนจึงเหลือบมองไปที่หูจิน พลางส่งสัญญาณชี้ไปที่ล็อคข้างๆ มันคือตู้นอนของเหล่าถาน มีเสียงดังเกิดขึ้นขนาดนี้ ทว่ากลับไม่มีใครออกมาดูเลย เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะหลับสนิทจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หูจินเข้าใจทันที เธอจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ล็อคข้างๆ ตามที่ฟู่เยี่ยนบอก
ตอนที่ 348: สมาคมซินอี้
ฟู่เยี่ยนยังคงสังเกตสถานการณ์ต่อไป ในด้านของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเองก็ไม่ใช่ผักใช่ปลาที่จะไม่รู้ประสีประสาอะไร พอเธอหยุดทุบตีชายคนนั้นเสร็จ ก็รีบมาหาฟู่เยี่ยนทันที
“พี่ฟู่เยี่ยน ชายคนนั้นดูเหมือนจะมีทักษะบางอย่าง ที่จริงแล้วเขาไม่ได้กลัวหมัดและเท้าของฉันเลย” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวแอบกระซิบเบาๆ
“แล้วเธอเห็นความผิดปกติอะไรอีกบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนถามขณะมองออกไปข้างนอก
“เขาเอาแต่มองดูล็อคข้างๆอยู่ตลอดเลย ในระหว่างนี้ก็มีคนสามคนแอบเดินเข้ามาทางนั้น พวกเขาดูมีพิรุธมาก ดูสิ พวกเขาเดินไปที่ประตูถัดไปแล้ว” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเห็นทั้งสามกำลังแอบย่องไปที่ล็อคถัดไป
“เธออยู่ที่นี่แหละ ฉันจะไปดูข้างๆก่อน อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม และระวังตัวเองไว้ด้วย” หลังจากฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ไปที่ตู้นอนของเหล่าถาน
เธอเดินเข้ามาประจวบเหมาะกับตอนที่หูจินเดินออกมาพอดี “ฟู่เยี่ยน เร็วเข้า พวกเขาหมดสติไปหมดแล้ว”
ฟู่เยี่ยนตรวจดูชีพจรของแต่ละคนทันที ยกเว้นเหล่าถาน คนอื่นๆถูกวางยากันหมด เธอไม่มีเวลาคิดอย่างอื่น และรีบแตะไปที่จุดฝังเข็มของมู่อี้อันหลายจุดอย่างรวดเร็ว
“แค่กๆ…” ภายในสามสิบวินาทีต่อมา มู่อี้อันก็ตื่นขึ้น
“ฟู่เยี่ยน ? มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและโยนอะไรไม่รู้ไปรอบๆ ฉันยังไม่ทันได้ดูว่ามันคืออะไร ก็หมดสติไปเลย” มู่อี้อันบอกความจริงออกมาทันทีที่ได้สติ
ฟู่เยี่ยนรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรีบวิ่งตรงไปที่ตู้นอนของไป๋โม่เฉิน เธอเพิ่งเดินไปถึงประตู ก็ได้ยินเสียงดังโครมครามข้างในนั้น เห็นได้ชัดว่ากำลังมีการต่อสู้กันอยู่ข้างใน !
ห้องโดยสารมีขนาดเล็ก ฟู่เยี่ยนไม่สามารถใช้กระดาษยันต์ได้ เนื่องจากจะทำให้อาจารย์ทั้งสองคนที่อยู่ข้างในได้รับบาดเจ็บไปด้วย หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็รีบเข้าไปข้างในทันที
สถานการณ์ภายในดีกว่าที่ฟู่เยี่ยนคิดไว้มาก ไป๋โม่เฉินได้ปราบพวกเขาทั้งสองลงแล้วด้วยหมัดเดียว ในบรรดาสองคนนี้ คนที่อยู่บนพื้นนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ แต่สติของเขายังชัดเจน เขาไม่รู้ว่าเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวใช้วิธีอะไรกับเขา
ส่วนอีกคนที่เหลือก็ไม่สามารถทำอันตรายไป๋โม่เฉินได้ เมื่อไป๋โม่เฉินคิดจะลงมือแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวของเขาย่อมถึงแก่ชีวิต
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้ามา ไป๋โม่เฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่งและรับจบการต่อสู้นี้ด้วยหมัดเดียว ตอนนี้ทั้งสามคนต่างก็งุนงงเล็กน้อย ไป๋โม่เฉินได้กองคนร้ายทั้งสามคนไว้รวมกัน และสุดท้ายก็นั่งลงบนหลังของชายที่อยู่ด้านบนสุด
ส่วนอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ยังคงซ่อนตัวอยู่บนเตียงนอนชั้นบน พวกเขานั่งพิงกำแพง ใบหน้าของพวกเขาดูจะไม่แปลกใจเลย และทั้งสองก็พยักหน้าเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเข้ามา
ฟู่เยี่ยนตรวจสอบชายทั้งสามคนที่นอนหมดสภาพอยู่ และพบว่าพวกเขาไม่ได้มีเครื่องรางหรือของขลังอะไรติดตัวมาเลย มีแต่อุปกรณ์อย่างพวกมีดสั้นและยาพิษ ส่วนชายที่ลุกไม่ได้คนนั้นก็พยายามที่จะปกปิดตัวตนของเขา ราวกับว่าเขาต้องการมุดหัวให้พื้นสูบลงไปเสียตอนนี้
ฟู่เยี่ยนคุกเข่าลงและมองไปที่ชายคนนั้น ทันใดนั้น ชายคนนั้นก็มองมาที่ฟู่เยี่ยนแล้วยิ้ม ในใจของเขาคิดเพียงแต่ว่า: หญิงสาวคนนี้งดงามยิ่งนัก !
“แกมาจากไหน ?” ฟู่เยี่ยนหยิบกริชออกมา และปลายมีดก็ข่วนเข้าที่แก้มของชายคนนั้น เขาตัวสั่นและพูดออกมาแทบไม่เป็นภาษา
ฟู่เยี่ยนไม่มีความอดทนมากนัก คนเหล่านี้กล้าก่อความวุ่นวายทันทีที่พวกเธอออกเดินทาง ดูเหมือนว่าจะถูกส่งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
“ตอนนี้แก้มข้างหนึ่งของแกเป็นรูโบ๋แล้ว ฉันเดาว่าแกคงอยากลองอีกข้างใช่ไหม ?” จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็เอามีดไปแตะที่แก้มอีกข้าง ชายคนนั้นรีบเอามือขึ้นมาแตะมันดูและเห็นว่ามือของเขาเต็มไปด้วยเลือด
กริชของฟู่เยี่ยนแม้ว่าจะไม่ได้ลับคมมาก็ตาม แต่ด้วยพลังหยินที่เข้มข้นของมัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ที่แก้มทั้งสองข้างนี้
“ฉันถามอีกครั้งว่าใครเป็นคนส่งแกมา พูดความจริงออกมา บาดแผลที่กริชของฉันทำไว้จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้กับแกจนตาย เมื่อมองดูแล้ว อายุของแกก็ยังน้อยอยู่ ทำไมถึงคิดเรื่องแค่นี้ไม่ได้” ฟู่เยี่ยนเหยียดยิ้มออกมาอีกครั้ง ในตอนนี้ชายคนนั้นไม่มองว่าเธอสวยหยาดเยิ้มอีกต่อไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนตวัดกริชจ่อไปที่คอหอยของชายคนนั้นโดยตรง สัมผัสที่รวดเร็วและเย็นชานี้ ทำให้ชายคนนั้นได้สติขึ้นมาทันที
“ฉัน ฉันจะบอกเธอทุกอย่าง แต่... สาวสวย เธอช่วยเอามีดออกไปให้ห่างฉันหน่อยได้ไหม... ฉันกลัวแล้ว…” ชายคนนั้นพูดภาษาจีนกลางได้ไม่ค่อยชำนาญมากนัก
“แกไม่ต้องกลัวว่าเธอจะฆ่าแกก่อนรู้ความจริงหรอก มาดูกันว่าสิ่งที่แกพูดออกมาจะเป็นจริงไหม” ไป๋โม่เฉินเกือบจะหัวเราะออกเสียงดังเมื่อเห็นความเลือดเย็นของฟู่เยี่ยน
“ฉันเป็นคนของสมาคมซินอี้ ลูกพี่เป็นคนส่งเรามา”
สมาคมซินอี้ ? ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสน เธอมองไปที่ไป๋โม่เฉิน เขาก็ส่ายหัวเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงมองไปที่อธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่อีกครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ส่ายหัว
“แล้วจุดประสงค์ของพวกแกคืออะไร ?” เธอเล็งไปที่ชายอีกคน “บอกฉันสิ อย่ารอให้ฉันถามอีก !” ฟู่เยี่ยนตบแก้มเขาด้วยกริช
“อันที่จริงฉันก็ไม่รู้ พวกเขาขอให้เรามาจัดการกับชายชราคนหนึ่งที่โดยสารอยู่บนขบวนรถไฟคันนี้ จากมุมมองของฉัน ดูเหมือนว่าเราจะเล่นงานผิดคน !” ชายคนนั้นรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แก่ใจว่าจุดประสงค์ของคนพวกนี้คือมากำจัดเหล่าถาน แต่พวกเขากลับเข้าใจผิดและมาเล่นงานอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแทน
“แล้วคือผู้เฒ่าคนไหน ?” ฟู่เยี่ยนถามออกมา เธอเห็นชายคนนั้นล้วงเข้าไปในกระเป๋าของเขา เธอจึงรีบกดกริชไปที่คอของอีกฝ่ายทันที
“อย่ากังวลไป ! ฉันแค่จะเอารูปถ่ายให้ดู ฉันมีรูปถ่ายอยู่ในกระเป๋าซ้าย ไม่เชื่อก็ลองค้นดูสิ !” ชายคนนั้นรีบสารภาพออกมา
ฟู่เยี่ยนเอื้อมมือออกไปหยิบมันออกมา ภาพนั้นพร่ามัวจนเธอแทบจะมองเห็นมันไม่ชัดเจน นี่คือภาพถ่ายของเหล่าถานอย่างนั้นเหรอ ? เธอต้องใช้เนตรสวรรค์มองดูดีๆถึงจะรู้
“งั้นก็อธิบายให้ชัดเจนว่าสมาคมซินอี้เป็นองค์กรประเภทใด”
ชายอีกคนไม่คิดที่จะปิดบังมันอีกต่อไป อย่างไรเสียก็โดนจับตัวได้แล้ว เขาบอกว่าชื่อของเขาคือหวังหลง และทุกคนบนท้องถนนเรียกเขาว่าพี่หลง สมาคมซินอี้เป็นแก๊งค์มาเฟียใหม่ในเกาะฮ่องกง และลูกพี่ของพวกเขาชื่อว่าพี่ซาน
ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้มีอะไรเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของฟู่เยี่ยน นั่นคือลูกพี่ของพวกเขา เจ้าพ่อแก๊งค์มาเฟียใหม่ในเกาะฮ่องกง ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปรมาจารย์ที่ชื่อหม่าซานหยวน
นอกจากพวกเขาสี่คนแล้ว ยังมีกลุ่มอันธพาลข้างนอกที่ถูกจ้างมาให้รออยู่ในหยางเฉิงอีกห้าคน คำสั่งของพวกเขาคือต้องกำจัดคนในภาพ
หลังจากฟังแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ขยิบตาให้ไป๋โม่เฉิน ไป๋โม่เฉินจึงกระแทกหวังหลงจนหมดสติไป คนเหล่านี้ต้องให้ตำรวจจัดการเท่านั้น เนื่องจากหน่วย753 ไม่มีอำนาจจัดการได้
ไป๋โม่เฉินจับชายทั้งสองด้วยมือคนละข้าง และโยนไปที่ทางเดิน ส่วนอีกหนึ่งคนถูกฟู่เยี่ยนช่วยลากออกมา เธอยังต้องการเก็บหวังหลงไว้ เพื่อใช้เขาหลอกล่อคนที่หยางเฉิงให้ออกมา และตอนนี้เขาก็ถูกมัดและยัดไว้ใต้เตียงของไป๋โม่เฉิน
ไม่นาน ตำรวจก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ความโกลาหลที่เกิดขึ้นคลี่คลายลง และคนเหล่านั้นถูกสอบสวนและถูกข้อหาต่างๆ ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่สนใจว่าพวกเขาจะโดนข้อหาอะไรบ้าง
ไป๋โม่เฉินกลับไปหาอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ ในขณะที่ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปหาเหล่าถานพร้อมกับรูปถ่ายใบนั้น
เมื่อเธอเข้ามา ทุกคนก็ตื่นกันหมดแล้ว มู่อี้อันได้กดจุดฝังเข็มปลุกพวกเขาให้ฟื้นขึ้นมาได้อยู่แล้ว และทั้งหมดก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพียงแต่จนถึงตอนนี้ เหล่าถานยังหลับอยู่เหมือนเคยเท่านั้น
“ฟู่เยี่ยน มาดูสิ เกิดอะไรขึ้นกับคุณปู่ถาน? ฉันเรียกเขาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมตื่นเสียที”
หากฟู่เยี่ยนคิดไม่ผิด ตอนนี้เหล่าถานกำลังปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาอยู่ เขาจะตื่นขึ้นมาเองในภายหลัง แต่ตอนนี้มันเกิดเรื่องกะทันหันขึ้น อย่างไรก็ต้องทำให้เขาตื่นขึ้นมาก่อน
“ไม่เป็นไร เหล่าถานปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาไว้ ฉันจะปลุกเขาให้ตื่นเอง” ฟู่เยี่ยนจิ้มไปที่จุดฝังเข็มของเหล่าถานหลายจุด และในชั่วพริบตา เหล่าถานก็ไอออกมาและได้ลืมตาขึ้น
มู่อี้อันรีบส่งแก้วน้ำให้ และเหล่าถานก็หยิบมันขึ้นมาจิบ เขาตั้งสติของตัวเองและหันไปมองรอบๆ
“ทำไมทุกคนถึงมองฉันแบบนี้ล่ะ ? ทุกคนหลับสบายกันดีหรือเปล่า ?” เหล่าถานยิ้มให้ทุกคนอย่างร่าเริง
ฟู่เยี่ยนพูดไม่ออกเล็กน้อยกับชายชราคนนี้ เขาต้องปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาไปทุกครั้งที่นอนหลับเลยเหรอ ?
ตอนที่ 349: ทีมคุ้มกัน
“ปู่ถาน ปู่ไม่รู้เลยเหรอครับว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น ?” มู่อี้อันไม่อยากจะเชื่อเลย
“ฉันแก่แล้ว ทำให้อาการนอนไม่หลับของฉันรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันจึงจำเป็นต้องปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าขณะนอนหลับ เพราะมันจะทำให้ฉันอนได้นานถึงแปดชั่วโมง วิธีนี้ทำให้ฉันได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ นายกลัวว่าฉันจะไม่ตื่นอย่างนั้นเหรอ ? ต้องขอโทษจริงๆ” เหล่าถานหัวเราะออกมา
ทุกคนพูดคุยกันและเล่าเรื่องทั้งหมดให้เหล่าถานฟัง ในที่สุดเหล่าถานก็เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเขาก็มองไปที่ฟู่เยี่ยน เนื่องจากเด็กผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาตื่นขึ้นได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้
“คุณปู่ ดูสิคะ คุณปู่รู้จักคนในภาพนี้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนส่งรูปถ่ายในมือให้เหล่าถานดู
ขณะทีเหล่าถานหยิบมันขึ้นมา ฟู่เยี่ยนก็เห็นมือของเขาสั่น หลังจากนั้นไม่นาน เหล่าถานก็ถอนหายใจ
“คนในรูปนี้คือฉันเอง ส่วนคนอื่นก็เป็นลูกศิษย์ของฉัน และนี่คือลูกชายคนโต นี่คือลูกชายคนเล็ก แล้วเธอไปเอารูปนี้มาจากไหน ? ขนาดฉันยังไม่มีรูปใบนี้เลย” เหล่าถานแนะนำแต่ละคนให้รู้จัก
“ฉันพบในกระเป๋าของคนที่โจมตีเรา ตามที่เขาพูด คนที่ส่งเขามาคือหัวหน้าของสมาคมซินอี้ในฮ่องกง และหัวหน้าของพวกมันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปรมาจารย์ชื่อหม่าซานหยวน !”
“เธอแน่ใจหรือว่าปรมาจารย์คนนั้นชื่อหม่าซานหยวน ?” ร่องรอยของความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหล่าถาน
“ทำไมเหรอคะ ? คุณปู่รู้จักเขาอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนต้องการค้นหาคำตอบ
“ฟู่เยี่ยน ออกไปคุยกันเถอะ” เหล่าถานลุกขึ้นและสวมรองเท้าใต้เตียงนอน ส่วนคนที่เหลือก็ได้แต่มองหน้ากัน ผู้เฒ่าคนนี้มีเรื่องอะไรปิดบังพวกเขาอยู่หรือไม่ หรือการถูกโจมตีในครั้งนี้จะมุ่งเป้ามาที่เขา ?
เริ่นเปียวและคนอื่นมีเครื่องหมายคำถามปรากฏอยู่บนใบหน้า ในเวลานี้ลุงหลิวและเชอต้าไห่ก็ได้เข้ามา เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากในตู้นอนของพวกเขามีทหารพักอยู่ด้วย
เหล่าถานและฟู่เยี่ยนตรงไปที่ทางเดินกันสองคน ฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร รอให้เหล่าถานเป็นคนบอกมันออกมาเอง
“สาวน้อย ตอนที่ฉันขึ้นรถ ฉันขอให้เสี่ยวอันอย่าเรียกฉันว่าอาจารย์ เพียงเพื่อระวังคนทรยศพวกนี้นี่แหละ ปีที่แล้วตอนที่ฉันเดินทางไปที่อื่น ฉันก็ถูกโจมตีไปแล้วครั้งหนึ่ง”
“ครั้งที่แล้วก็ถูกลอบโจมตีแบบนี้ เพียงแต่ว่าไม่มีคนในลัทธิเต๋าเดินทางไปกับฉันเหมือนอย่างครั้งนี้”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แล้วหม่าซานหยวนคนนี้คือลูกศิษย์ที่ทรยศของเขาหรือเปล่า ? เธออดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
“ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเขาหรือเปล่า ลูกศิษย์ของฉันชื่อหม่าเหวินไป๋ แต่ฉันคิดว่าเมื่อเขาได้กลายเป็นลูกศิษย์ที่ทรยศแล้ว เขาคงไม่ใช้ชื่อที่ฉันตั้งให้เขาอีกต่อไป และคงเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ซึ่งฉันแน่ใจถึงแปดส่วนว่าต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน”
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินของครอบครัวฉันครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปเพื่อค้นหาที่อยู่ของเขา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ฉันได้เบาะแสของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หม่าซานหยวนคนนี้น่าจะเป็นหม่าเหวินไป๋”
“ที่เขายืนหยัดอยู่ที่เกาะฮ่องกงได้ล้วนอาศัยวิชาจากตระกูลานของพวกเราทั้งนั้น แค่ใช้ทักษะแมวสามขากระจอก กระจอก ก็สามารถมีที่ยืนในเกาะฮ่องกงได้แล้ว ฉันว่าปรมาจารย์ที่นั่นก็คงได้เท่านี้แหละ” เหล่าถานพูดอย่างดูแคลน
“หม่าซานหยวนคนนี้ ถ้าเขาเป็นศิษย์ของคุณปู่จริงๆ คุณปู่พอจะรู้ไพ่เด็ดของเขาไหม ? หรือประมาณว่าเขาได้เรียนรู้ทักษะของคุณปู่ไปมากน้อยแค่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนต้องรู้จักตัวเองและศัตรูให้ดีเสียก่อน เพราะหม่าซานหยวนคนนี้คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้
“เขาถือเป็นคนที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์ดีที่สุดในตอนนั้น ถ้าไม่มีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ฉันคงส่งต่อมรดกไปให้เขาแล้ว เขาน่าจะได้วิชาจากฉันไปราวหกส่วน แต่ในช่วงที่ผ่านมานี้ เขาจะไม่ก้าวหน้าเลยหรือ ?”
“ฉันเกรงว่าการที่เขาสามารถมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ในเกาะฮ่องกง จะเกี่ยวข้องกับอำนาจของแก๊งค์มาเฟียท้องถิ่นพวกนี้ คุณปู่ถาน ฉันยังหวังว่าคุณปู่จะไม่ผลีผลามทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นนะคะ”
เหล่าถานพยักหน้าเห็นด้วย เขาก็รู้ดีว่าไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ในครั้งนี้ เพราะการแก้แค้นด้วยตัวเองถือเป็นเรื่องที่ยากมาก
ฟู่เยี่ยนเดาว่าสมาคมซินอี้อาจจะเกี่ยวของกับหม่าซานหยวนคนนี้ และคงเดาไม่ยากว่าใครอยู่เบื้องหลังชื่อเสียงของหม่าซานหยวน ?
ปรมาจารย์เหล่านั้นในเกาะฮ่องกงคงจะกระสับกระส่ายมากจนได้จัดการประชุมแลกเปลี่ยนนี้ขึ้นมา ! ดูแล้วมันไม่ใช่ความคิดที่ดีอย่างแน่นอน
“คุณปู่ถาน ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสองวันข้างหน้านี้ แต่เราทุกคนต้องระมัดระวังตัวให้ดี” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นพวกของเหล่าถานไปโดยปริยายแล้ว ดังนั้นเธอจึงได้เตือนเขาขึ้นมา ส่วนคนอื่นก็ต้องดูแลเขาด้วย !
“ได้ ฉันจะระมัดระวังตัวให้ดี สาวน้อย เธอไม่ต้องกังวล !” เมื่อเหล่าถานตอบตกลง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกโล่งใจ
หลังจากแยกกับเหล่าถานแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ไปหาลุงหลิวและหารือเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ เธอไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับเขาเลย
“ผู้อำนวยการหยูและเยี่ยนหวู่โจวไปไหน ? ทำไมไม่เห็นพวกเขาเลยตั้งแต่ที่ขึ้นรถไฟมา ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเธอขึ้นรถไฟแล้ว แต่ยังไม่เห็นสองคนนี้เลย
“ผู้อำนวยการหลี่ไม่ได้บอกอะไรฉันเลย เขาเพียงแต่บอกว่าไว้ไปพบกันที่นั่น” ลุงหลิวเองก็ไม่รู้ว่าทั้งสองคนอยู่ที่ไหนเหมือนกัน
“ไม่สำคัญว่าใครเป็นหัวหน้าของคนเหล่านี้” เนื่องจากผู้อำนวยการหยูไม่อยู่ที่นี่ ฟู่เยี่ยนจึงต้องให้ความสนใจมากขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นไปบอกหัวหน้าหวัง”
“ลุงหลิว ให้คนเหล่านี้คอยปกป้องอธิการบดีจางเป็นหลัก เราต้องเปลี่ยนตู้นอนของอธิการบดีจาง ให้เขามาอยู่ข้างๆคนกลุ่มนี้ มันจะช่วยเราลดปัญหาได้มาก เราจะได้มีเวลาดูแลคนของตัวเองด้วย”
ฟู่เยี่ยนเตรียมการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีคนตั้งใจโจมตีเหล่าถานขนาดนี้ อาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับอธิการบดีจางเมื่อไหร่ก็ได้ พวกมันอยู่ในที่ลับ ซึ่งเรามองไม่เห็น
“ตกลง ฉันจะไปบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้แหละ” ลุงหลิวกลับไปหลังจากพูดจบ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก เนื่องจากครั้งนี้การสื่อสารไม่ค่อยจะราบรื่นนัก
“ฟู่เยี่ยน พวกเขาพูดว่า…” ลุงหลิวเดินกลับมา ดูเหมือนมีอะไรจะพูด
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนถาม พวกเขาไม่มีหน้าที่ในการปกป้องอธิการบดีจางและกลุ่มของเขาอย่างนั้นเหรอ ?
“เขาบอกว่าเขามีงานอื่นที่ต้องทำ นี่ไม่ใช่งานที่พวกเขาได้รับมอบหมาย” ลุงหลิวดูสับสนเล็กน้อย คนเหล่านี้หยิ่งเกินไปแล้ว
“อ้อ ?” ฟู่เยี่ยนคิด ยังมีภารกิจอื่นอีกอย่างนั้นเหรอ ? จะมีภารกิจอะไรสำคัญไปกว่าการปกป้องอธิการบดีจางอีก ผู้อำนวยการหลี่ชี้แจงให้เธอฟังอย่างชัดเจนแล้ว หรือต้องรอให้เธอไปบอกก่อน ถึงจะยอมทำ ?
“ไม่เป็นไร ฉันจะไปคุยกับพวกเขาค่ะ” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นและเดินออกไปทันที ซึ่งลุงหลิวก็ได้ตามเธอมาด้วย
ตอนที่เธอออกจากโบกี้นี้มา ก็บังเอิญมาเจอกับไป๋โม่เฉินเข้าพอดี เขาต้องการมาบอกฟู่เยี่ยนว่าควรเปลี่ยนตู้นอนเพื่อช่วยให้เขาทำงานได้สะดวกมากขึ้น
ทั้งสองเจอกันที่นี่ และพากันเดินไปที่ตู้นอนของกลุ่มทหาร
“ใครเป็นหัวหน้าของพวกคุณ ?” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้ามา ก็เห็นทหารกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง เธอมองดูอย่างรวดเร็วและสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับชายที่มีผิวคล้ำ หน้าตาธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
“สวัสดี ฉันชื่อหลิวหู ฉันเป็นหัวหน้าทีม ! มีอะไรหรือเปล่า ?” ทหารนายนั้นยืนขึ้น เขามีรูปร่างที่สูงเกิน 190เซนติเมตร
“ฉันมาที่นี่เพื่อถามว่าภารกิจของคุณคืออะไร ?” ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ที่นั่นโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าคนตรงหน้าจะสูง 190เซนติเมตรก็ตาม ?
“ขออภัย เรื่องนี้เราต้องเก็บเป็นความลับ” หลิวหูกล่าวออกมาตามตรง
“โอเค ฉันไม่ได้ถามเกี่ยวกับความลับของคุณ แต่ฉันถามเกี่ยวกับภารกิจของคุณ”
“หน้าที่คือปกป้องทีมอภิปรัชญาและอธิการบดี ปกป้องพวกเขาอย่างใกล้ชิดหลังจากมาถึงเกาะฮ่องกง ส่วนเรื่องภารกิจลับ เราไม่สามารถพูดออกมาได้” หลิวหูกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ในเมื่อคุณมีหน้าที่ปกป้องพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นความลับหรือไม่ก็ตาม คุณก็ควรมีจิตวิญญาณในการปกป้องอย่างแท้จริง ? ตอนนี้เราก็เป็นทีมเดียวกันแล้ว ! ในเมื่อเราเสนอให้เปลี่ยนตู้นอนของอธิการบดีจางมาอยู่ใกล้ๆพวกคุณ ทำไมพวกคุณถึงไม่เห็นด้วย ?”
หลิวหูหน้าแดงก่ำ และไม่สามารถพูดแก้ต่างอะไรได้เลย สุดท้ายเขาก็ต้องยอม
ตอนที่ 350 หยางเฉิง
ฟู่เยี่ยนเดินมาพูดเพียงสองสามคำแล้วจากไป เธอสามารถย้ายตู้นอนของเหล่าทหารไปอยู่ใกล้ๆ อธิการบดีจางได้สำเร็จ
“หัวหน้าทีมกลัวเธอมากเลยเหรอ ? เธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มาที่นี่เพื่อเจรจา ! ฉันสามารถเตะเธอจนกระเด็นออกไปได้เลยนะ !” เฉียนเสี่ยวซานบ่นออกมาขณะที่เขาเก็บสัมภาระ
“ถูกต้องแล้วหัวหน้าทีม เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อปกป้องเธอเสียหน่อย ! ทำไมเราต้องย้ายตามที่เธอบอกด้วย…” หานต้าเซียงพึมพำออกมา
“หุบปาก พวกนายไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ ? รีบเก็บข้าวของซะ” หลิวหูดุพวกเขา
ทั้งสองคนหยุดพูด และเร่งรีบเก็บสัมภาระของตัวเองทันที
หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋โม่เฉิน อธิการบดี และอาจารย์ก็เปลี่ยนตู้นอน ส่วนหลิวหูพาคนของเขามาพักอยู่ในตู้นอนเดิมของพวกเขาแทน
ในระหว่างวันไม่มีอะไรทำ ฟู่เยี่ยนจึงนั่งสมาธิฝึกจิต หูจินก็เช่นกัน แต่เธอไม่ได้ฝึกฝนกำลังภายใน แต่เป็นทักษะภายนอก เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเองก็ไม่มีอะไรทำ เธอจึงเดินไปดูคนอื่นเล่นไพ่ที่ตู้นอนข้างๆ หลังจากดูไปได้สักพัก เธอก็เริ่มเบื่อหน่าย
“ฉันบอกว่าเดี๋ยวก่อน เธอช่วยใจเย็นๆหน่อยได้ไหม” หลังจากที่หูจินถูกเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวตอแยหลายครั้ง เธอก็ทนไม่ไหวอีก
“ฉันเบื่อมาก พี่หูมาเล่นกับฉันบ้างสิ ! ไม่อย่างนั้นพี่ช่วยสอนวิธีเล่นไพ่ให้ฉันบ้างได้ไหม ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเริ่มจับแขนของหูจินแกว่งไปมา
หูจินทนไม่ได้ที่ถูกอีกฝ่ายตอแยไม่เลิก เธอจึงพยักหน้าตอบตกลง แต่เธอต้องหาคนมาเป็นคู่แข่งเอง เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวดีใจมาก และวิ่งออกไปอย่างมีความสุขเพื่อหาคนมาเล่นด้วย
“ฉันหวังว่าพี่จะสอนเธอเล่นเป็นภายในวันนี้นะ” ฟู่เยี่ยนลืมตาขึ้นแล้วพูดออกมา
“ถ้าฉันไม่ยอมสอนเธอ เธอก็จะตอแยฉันจนน่ารำคาญ !” หลังจากที่หูจินพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็มองดูเธอ จากนั้นทั้งสองก็หัวเราะกัน
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเป็นคนที่เข้าสังคมได้เก่งจริงๆ เธอสามารถชวนจางเสี่ยวซานและหานต้าเซียงมาเล่นไพ่เป็นเพื่อนเธอจนได้
“เอาน่า มาเลย เชิญนั่งลงก่อน” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวบอกให้ทั้งสองคนนั่งลง
พวกเขาทั้งสองมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยท่าทางอึดอัดเล็กน้อย และไม่กล้าที่จะนั่งลง ฟู่เยี่ยนจึงลุกขึ้นและเดินออกไป เพื่อให้ที่ว่างทั้งสองคนได้นั่งลง
จางเสี่ยวซานและหานต้าเซียงต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พูดตามตรง ฟู่เยี่ยนนั้นเป็นหญิงสาวที่สวยมาก แต่รังสีของเธอท่วมท้น ดูไม่ด้อยไปกว่าผู้นำของพวกเขาเลย นอกจากนี้พวกเขายังเคยพูดไม่ดีเกี่ยวกับเธอด้วย ดังนั้นจึงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ได้พบกับเธออีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนได้เดินไปหาไป๋โม่เฉินในเวลานี้ เธอคิดว่าเขาน่าจะกำลังอ่านหนังสืออยู่
เมื่อเธอเดินไปมาได้สักพัก ก็บังเอิญเห็นหลิวหูคุยกับใครบางคนอยู่ตรงมุมห้อง เธอไม่ได้เดินเข้าไป แต่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง คนพวกนี้ชอบทำตัวลึกลับอยู่บ่อยๆ เธอไม่อยากเดินไป เพราะเดี๋ยวพวกเขาก็หาว่าเธอไปแอบฟังอีก !
ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อหลิวหูได้เดินออกมาจากมุม ชายอีกคนก็เดินออกมาด้วย ซึ่งก็คือไป๋โม่เฉิน และเขาก็กำลังเดินกลับไปที่ตู้นอนของเขา
ฟู่เยี่ยน : ? ? ?
สองคนนี้รู้จักกันเหรอ ?
เธอจึงเดินไปหาไป๋โม่เฉิน ทั้งสองได้มานั่นที่โต๊ะเล็กตรงทางเดิน นั่งอ่านหนังสือตรงข้ามกัน ฟู่เยี่ยนเหลือบมองไป๋โม่เฉิน พลางคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้มีความลับปกปิดเธอเต็มไปหมด ? แต่เรื่องนี้เขาคงบอกเธอไม่ได้จริงๆ มันดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่ลับมากๆ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ถามมันออกมา
ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกไม่ดีอยู่เหมือนกัน เสี่ยวฮั่วคงเห็นเขาเข้าแล้วแน่ๆ ถ้าเธอถามเขา แล้วเขาไม่บอกเธอ เธอจะโกรธเขาอีกไหม ?
ทั้งสองใช้เวลาทั้งเช้าเพื่อคาดเดาความคิดของกันและกันอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงเวลากินข้าวเที่ยง ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้ถามว่าทำไมเขาถึงรู้จักกับหลิวหู
ไป๋โม่เฉินจึงรู้สึกโล่งอกอย่างมาก เป็นการดีที่สุดที่เสี่ยวฮั่วไม่ได้ถามมันออกมา เพราะเขาไม่สามารถโกหกเธอ เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลย ?
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าเธอทำให้ไป๋โม่เฉินกดดันเข้าแล้ว เมื่อไป๋โม่เฉินคุยกับหลิวหูอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนก็ที่เห็นมันจึงแสร้งทำเป็นไม่เห็นแทน
รถไฟแล่นไปข้างหน้าช้ามาก ตอนนี้ผ่านมาสองวันกับหนึ่งคืนแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงหูหนาน ฟู่เยี่ยนคิดถึงรถไฟฟ้าความเร็วสูงในโลกอนาคตที่ใช้เวลาเดินทางไกลแค่หนึ่งวันเท่านั้น
ชั่วพริบตาก็มาถึงเวลากลางคืนอีกครั้ง ทุกคนกลัวว่าในคืนนี้จะมีเรื่องเกิดขึ้นเหมือนคืนที่ผ่านมาอีก ทุกคนจึงเฝ้าระวัง แต่น่าประหลาดใจที่ทุกอย่างกลับผ่านไปอย่างสงบ และความสงบนี้ก็คงอยู่ไปจนถึงคืนที่สาม
เวลาประมาณตีสามถึงตีสี่ ฟู่เยี่ยนก็ลุกขึ้น แต่รถไฟก็ยังไปไม่ถึงหยางเฉิง เพียงแต่เธอรู้สึกว่าอากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว ในเวลานี้อากาศที่หยางเฉิงยังคงดูเหมือนฤดูร้อน
“พี่ฟู่ พี่ตื่นแล้วเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามพร้อมกับขยี้ตาไปด้วย
“ลุกขึ้นไปเก็บของได้แล้ว อีกไม่นานเราคงจะได้ลงจากรถไฟแล้วแหละ รถไฟน่าจะไปถึงสถานีตอนตีห้า ตอนนี้ตีสามครึ่งแล้ว เธอกับหูจินยังมีเวลาครึ่งชั่วโมง ส่วนฉันจะไปบอกมู่อี้อันและคนอื่นก่อน” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็กระโดดลงจากเตียง ถึงเวลาที่จะได้ใช้ประโยชน์จากหวังหลงเสียที
หวังหลงถูกไป๋โม่เฉินจับโยนไปให้พวกหลิวหู เขาถูกทุกสายตาจ้องมองมาอย่างอาฆาตแค้น แต่เขาไม่ได้ถูกทรมาน ทว่ากลับถูกรักษาพิษกู่จนหายดี เมื่อวานฟู่เยี่ยนเป็นคนถอนพิษกู่ให้เขา
ฟู่เยี่ยนมาถึงตู้นอนของหลิวหูและเคาะประตูเบาๆ ภายในห้าวินาทีต่อมา หลิวหูก็มาเปิดประตู
ฟู่เยี่ยนเข้าไปด้านข้างในก็เห็นหลิวหูและคนอื่นเตรียมพร้อมที่จะลงมือกับนักโทษคนนี้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่หวังหลงนั่งอยู่ที่เตียงและถูกทหารเหล่านี้ล้อมตัวไว้
“คุณฟู่ ฉันควรทำอย่างไรกับเขาดี ?” หลิวหูสุภาพกับฟู่เยี่ยนมากขึ้นในวันนี้ เขาไม่ได้มีท่าทีแข็งกระด้างเหมือนที่เจอกันในวันแรกแล้ว
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฟู่เยี่ยนวางกริชไว้บนโต๊ะ แล้วพับแขนเสื้อขึ้น
“หวังหลง จำสิ่งที่ฉันสอนพูดไปได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมา
“ฉันท่องจำมันได้ขึ้นใจแล้ว จะให้ฉันท่องให้เธอฟังอีกครั้งก็ยังได้เลย จะฟังไหมล่ะ ?” หวังหลงรู้ว่าหญิงสาวคนนี้ใจแคบและโหดเพียงใด ดังนั้นเขาต้องทำตัวดีๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าของเธอ
หวังหลงท่องคำที่เธอสอนออกมาอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนพยักหน้า และก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ถ้านายอยากตั้งตัวในแก๊งค์ได้ อยากมีตัวตนต่อหน้าหัวหน้าของนาย นายก็ต้องทำตามที่ฉันพูด มิฉะนั้นฉันจะส่งนายไปหายมทูตในนรกเมื่อไหร่ก็ได้” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเตือน หวังหลงก็พยักหน้าอย่างหนัก
“คุณฟู่ ฉันเป็นไก่ในกำมือของคุณแล้ว ! ฉันจะทำตามที่คุณบอกอย่างแน่นอน !” สำเนียงภาษาจีนกลางของหวังหลงฟังดูตลกมาก จนทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
“เอาล่ะ อดทนอีกหน่อยนะ” ฟู่เยี่ยนขยับข้อมือและพูดกับหวังหลงที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นเธอก็หยิบกริชขึ้นมาและฉีกเสื้อผ้าของเขาออกเป็นแถบ
ไม่นานหลังจากนั้น สภาพของหวังหลงก็ดูสะบักสะบอมกว่าที่เป็นอยู่เมื่อกี้มาก ราวกับว่าเขาถูกทุบตีอย่างหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำทั่วร่าง และสภาพของเขาก็น่าสังเวชมาก
“เอาล่ะ แค่นี้ก็คงพอแล้ว จำทุกอย่างที่ฉันพูดได้ไหม เมื่อรถไฟหยุด นายจะต้องวิ่งออกไปให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม ?” ฟู่เยี่ยนมองขึ้นลง ตรวจสอบดูสภาพของหวังหลงที่เธอทำมันขึ้นมา ดูเหมือนว่าเธอจะทำได้ดีมาก
“ออกไปแสดงละครได้…” ฟู่เยี่ยนส่งหวังหลงให้หลิวหู เพื่อที่เธอจะได้ไปเก็บสัมภาระของตัวเองเตรียมตัวออกจากรถไป
หูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวได้เตรียมตัวเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงเรียกพวกเธอและเดินไปที่โบกี้ถัดไป
“ทุกคน ฟังฉันนะ ฉันกับลุงหลิวคุยกันว่าเราจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ฉันจะไปกับมู่อี้อัน คุณเริ่นและเยี่ยนโหลว ส่วนลุงหลิวและคนที่เหลือจะไปพร้อมกับคนของหลิวหู แล้วค่อยไปเจอกันยังที่หมาย”
ฟู่เยี่ยน ลุงหลิว และไป๋โม่เฉินคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา พวกเขาจึงต้องแยกย้ายกันหาที่พักในหยางเฉิงก่อนคืนนี้ และเช้าวันพรุ่งนี้พวกเขาก็จะได้เดินทางไปยังเซินเจิ้นต่อ และจะไปถึงที่นั่นในตอนกลางคืน ทันเวลาผ่านชายแดนพอดี
หลังจากที่ทุกคนคุยกันแล้ว พวกเขาก็แยกทางกันไป รถไฟล่าช้าเล็กน้อย กว่าจะมาถึงสถานีก็เป็นเวลาตีห้ากว่าแล้ว เมื่อผู้โดยสารธรรมดาลงจากรถไฟไปจนหมด ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้แยกย้ายกันไป
แต่หวังหลงซึ่งได้เตรียมการกับฟู่เยี่ยนไว้ก่อนแล้ว ก็ได้วิ่งหนีไปทันทีที่รถไฟหยุด เขาวิ่งไม่หยุดจนกระทั่งไปถึงฐานที่มั่นที่เขารู้จัก
จบตอน
Comments
Post a Comment