ตอนที่ 351: แผนล่อลวง
ขณะที่หวังหลงวิ่ง เขาก็ได้พึมพำบางอย่างขึ้นมาในใจ มันไม่ใช่ความผิดของเขา หากเขาไม่ทำแบบนี้ ชีวิตของเขาก็จะตกอยู่ในอันตรายจนอาจตัวตายได้ !
เขาวิ่งไปจนสุดทาง จนมาถึงจุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ ซึ่งเวลาก็ได้ผ่านไปแล้วประมาณ 2-3ชั่วโมง หวังหลงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะเคาะประตูที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
“ก็อก ก็อก ก็อก...” ทว่ากลับยังไม่มีใครมาเปิดประตู
“ก็อก ก็อก ก็อก...” เขาเคาะครั้งที่สอง แต่ผลก็ไม่ได้ต่างไปจากครั้งแรก
หวังหลงยังคงเคาะประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนที่อยู่ด้านในได้ยินเสียงเคาะประตูของเขา
“เทียนจื่อ ไปเปิดประตูดูสิว่าใครมาที่ประตู ทำไมถึงมาเอาเช้าแบบนี้ !” ไช่อาเกินยังคงสะลึมสะลือ ก่อนที่เขาจะสั่งให้น้องชายไปเปิดประตู เนื่องจากเมื่อคืนนี้เขาเข้านอนดึกไปหน่อย จึงทำให้ตอนนี้ยังคงมีอาการงัวเงียเล็กน้อยนั่นเอง
“พี่เกิน ขอกุญแจเปิดประตูให้ฉันด้วย” เทียนจื่อผู้เป็นน้องชายหยิบกุญแจจากไช่อาเกิน ก่อนจะเดินไปหาวไป เปิดประตูเพราะความง่วงนอน
‘ก็อก ก็อก ก็อก ก็อก !’
“เคาะอยู่นั่นแหละ จะเคาะหาแม่แกหรือไง !” เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูรัวๆ เทียนจื่อก็อดไม่ได้ที่จะสาปแช่งออกมา
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก หวังหลงก็วิ่งพรวดพราดเข้าไปข้างในทันที แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บ เขาจึงถลาเกือบล้มเข้าไป
“เด็กคนนี้นี่ ! นายทำไมถึงเปิดประตูช้านักล่ะ !” หวังหลงพูดพร้อมกับจับไปที่ขอบของประตูด้านหนึ่ง ก่อนจะพยายามยืนขึ้น ซึ่งตอนนี้เขาก็ยังคงหายใจอย่างเหนื่อยหอบอยู่
“พี่หลง ? พี่เป็นอะไรไป ? พี่เกิน พี่หลงมาแล้ว !” เทียนจื่อรีบตะโกนเรียกไช่อาเกินที่อยู่ในห้องทันที
“อาหลง ? นายเป็นอะไรไป ?” ทั้งสองคนรีบเข้าไปช่วยประคองหวังหลงมานั่งที่เก้าอี้
“อย่าเพิ่งพูดถึงมันเลยพี่เกิน ! คนพวกนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ ตามที่พี่ซานขอให้เรากำจัดชายชราคนนั้น พอเราขึ้นรถไฟไป เราก็พบคนหลายคนเช่นกัน แต่พวกเขาก็มีแต่ผู้สูงอายุทั้งนั้น”
“อีกอย่างภาพถ่ายที่เรามีก็เก่ามากจนดูเลือนรางไปหมด เฉียงจื่อจึงแนะนำให้เราลองค้นหาชายชราคนนั้นดูเสียก่อน”
“ซึ่งฉันก็ได้ตรวจดูโบกี้รถไฟหลายโบกี้แล้ว ก่อนจะพบกับชายชราคนหนึ่งเข้า แต่ใครจะรู้กันล่ะว่าอีกฝ่ายนั้นก็สังเกตเห็นถึงการเคลื่อนไหวของเราด้วยเช่นกัน”
และในหมู่พวกเขายังมีทหารคอยคุ้มกันอีกด้วย ! พวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนมีฝีมือทั้งนั้น เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบุกโจมตีเข้าไป! แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะถูกจับได้ทั้งหมด !”
เฉียงจื่อ เจ้าโล้น และอาเมี่ยถูกจัดการจนหมดสติไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดตำรวจก็ได้พาตัวพวกเขาไป รวมถึงฉันเองก็ถูกจับไว้เหมือนกัน พวกเขาจับฉันไปขังเอาไว้ในโบกี้รถไฟอยู่หลายวัน ก่อนจะพยายามถามฉันว่าใครเป็นคนบงการเรื่องนี้ ฉันขอกินข้าวก่อนได้ไหม แล้วจะเล่าทุกอย่างให้พี่ฟังทีหลัง ฉันไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว !”
“รีบไปปลุกเจ้าโล้นมาทำอาหารให้อาหลงกินก่อน” ไช่อาเกินเป็นผู้นำกลุ่ม หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น เขาจึงรีบให้เทียนจื่อไปปลุกคนของเขาไปทำอาหารทันที
เมื่ออาหารถูกวางลงบนโต๊ะ หวังหลงก็รีบกินมันอย่างตะกละตะกลาม ส่วนไช่อาเกินก็ได้นั่งดูอยู่ข้างๆ จนในที่สุดหวังหลงก็กินเสร็จ และเรอออกมาเสียงดัง !
“อาหลง นายตั้งสติก่อน แล้วค่อยพูดช้าๆ นายกำลังจะบอกว่าภารกิจของนายล้มเหลวอย่างนั้นเหรอ ?” ไช่อาเกินพูดพร้อมกับจ้องไปที่หวังหลง เขาพยายามที่จะมองผ่านความคิดของชายคนนี้ เขาไม่ใช่คนโง่ และเขาจะไม่เชื่อคำพูดของเด็กข้างถนนคนนี้โดยไม่มีมูลอย่างแน่นอน
“มันล้มเหลว ! และฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากๆ หากฉันไม่แอบลงมาจากรถไฟและวิ่งหนีออกมา ฉันคงจะถูกส่งตัวไปให้ตำรวจแล้วแน่ ๆ” หวังหลงรู้สึกหดหู่ใจ และสีหน้าของเขาก็ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“อาหลง ฉันว่านายควรจะไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่า เรายังมีแผนสองอยู่ และแผนการทั้งหมดจะเริ่มที่จุดผ่านแดนในวันพรุ่งนี้”
ไช่อาเกินรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขารู้แล้วว่าหวังหลงกำลังกลัว แต่ก็ไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภารกิจจะล้มเหลว การที่หวังหลงรอดกลับมาและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ถือว่าเป็นการแสดงความภักดีแล้ว
“แต่ว่าพี่เกิน ฉันเจอบางสิ่งที่เลวร้ายมากกว่านั้น” หวังหลงพูดพร้อมกับจับมือของไช่อาเกินเอาไว้แน่น
“หืม ?” ไช่อาเกินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหวังหลง
“พี่เกิน พี่ซานได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์หม่าในเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า ?” หวังหลงพูดด้วยท่าทีที่ดูไม่แน่ใจนัก นี่เป็นความลับที่มีเพียงเฉพาะคนในแก๊งค์เท่านั้นที่รู้ เพราะพี่ซานได้อาศัยหม่าซานหยวนเพื่อให้ตนได้รับตำแหน่ง แต่ทุกคนก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปตามตรง
“ไอ้เด็กคนนี้ นายเองก็รู้คำตอบอยู่ในใจแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นก็อย่าพูดมันออกมาดีกว่า” ทันใดนั้นเอง ไช่อาเกินก็รู้สึกว่าหวังหลงค่อนข้างเป็นคนที่ฉลาด และเขาก็เริ่มสนใจพรสวรรค์นี้ขึ้นมาแล้ว
“มีผู้หญิงหน้าตาดีมากๆ คนหนึ่งอยู่ในกลุ่มพวกเขาด้วยนะ ! ดูเหมือนว่าเธอเองก็เป็นคนที่มีความสามารถประเภทนั้นด้วย !” หวังหลงพูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งขึ้นมา
“นายหมายถึงเธอเป็นคนแบบเดียวกับอาจารย์อย่างนั้นเหรอ ?” ไช่อาเกินย่อมรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าใคร คราวนี้ที่เขาออกมาก็เพื่อรวบรวมข้อมูลบางส่วน
“ใช่แล้ว ฉันแอบสังเกตท่าทางของคนเหล่านั้นแล้ว พวกเขาดูจะเคารพเธอมากเป็นพิเศษเลย และยังเรียกเธอว่าอาจารย์อีกด้วย ฉันเลยคิดว่าเธอเป็นคนระดับเดียวกับอาจารย์หม่า ! แต่ฉันไม่คิดว่าเธอจะแข็งแกร่งเทียบเท่าอาจารย์หม่าได้หรอกนะ ! เพราะเธอไม่สามารถเสกของออกมาจากอากาศได้ด้วยซ้ำ” หวังหลงพูดด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
“จริงเหรอ ? สิ่งที่นายเห็นเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ เอาไว้พี่ซานกลับมา ฉันจะบอกเขาให้ก็แล้วกัน รับรองว่าเขาจะไม่ลืมประโยชน์ที่นายทำให้อย่างแน่นอน” ตอนนี้ไช่อาเกินเป็นฝ่ายยกนิ้วโป้งให้กับหวังหลงบ้าง
“ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะมาที่นี่เพื่อดูความสนุกสนานเท่านั้น หลายคนยังไม่รู้จักอภิปรัชญาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศาสตร์การทำนายโหงวเฮ้งบนใบหน้าอย่างที่อาจารย์ช่ำชองเลย !” หวังหลงพูดทุกอย่างตามที่ฟู่เยี่ยนบอกกับเขา
“พี่เกิน พี่พูดจริงใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นการเสี่ยงชีวิตครั้งนี้ของฉันก็ไม่ไร้ประโยชน์แล้วล่ะ ! แต่ก็น่าเสียดายที่เฉียงจื่อและคนอื่นถูกตำรวจจับตัวไปแล้ว” หวังหลงก้มหน้าลงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“เราจะหาทางช่วยพี่น้องทุกคนของเราออกมาให้ได้ นายไม่ต้องห่วงหรอก !”
“พี่เกิน ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับพี่แล้ว พี่อย่าลืมพูดกับพี่ชายของพี่ให้ฉันด้วยนะ !” หวังหลงพยักหน้าพลางพูดออกไป เดิมทีไช่อาเกินเป็นเพียงสมาชิกแก๊งค์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งด้วยความเชื่อใจ พี่ซานจึงได้มอบหน้าที่รับผิดชอบงานนี้ให้กับเขา ดังนั้นหวังหลงจึงถือโอกาสนี้แสดงความเคารพที่ตนมีต่อไช่อาเกินในทันที
ทว่าในความเป็นจริงนั้น ไช่อาเกินมีอีกตัวตนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ซึ่งหวังหลงบังเอิญรู้มาว่าไช่อาเหม่ย พี่สาวของไช่อาเกินนั้นเป็นภรรยาคนแรกของพี่ซาน
หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาเป็นเครือญาติของพี่ซาน ทั้งยังเป็นคนที่พี่ซานไว้วางใจมากที่สุด หวังหลงติดตามพี่ซานมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นสมาชิกในครอบครัวของพี่ซานมาก่อนเลย ก่อนจะมาค้นพบเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ และเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจโดยที่ไม่บอกใคร
ดังนั้น ตราบใดที่เขายังได้รับความไว้วางใจจากไช่อาเกิน ทุกอย่างก็จะเข้าที่ลงตัว อันที่จริงเขาเองก็คิดจะถอนตัวจากเรื่องพวกนี้เหมือนกัน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้ว เขาคิดว่าคุณหนูฟู่น่ากลัวกว่ามาก อย่างน้อยๆ ตอนที่เธออยู่ที่เกาะฮ่องกง ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็อยู่ในกำมือของเธอแล้ว
“พรุ่งนี้นายเองก็มากับเราด้วยสิ นายจะได้บอกกับพี่ซานด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น อาหลง วันดีๆของนายมาถึงแล้ว ! ไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันจะให้เทียนจื่อเอาอาหารไปให้นายเพิ่ม นายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว” ไช่อาเกินสั่งการทุกอย่างด้วยตัวเอง ก่อนจะให้หวังหลงไปพักผ่อน
เมื่อคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับคำพูดของหวังหลงอีกครั้ง ไช่อาเกินก็รู้สึกว่าเขาได้ค้นพบบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆเข้าแล้ว ในเมื่อคนที่มาที่นี่ไม่ได้รู้เกี่ยวกับอภิปรัชญาใดๆเลย เขาจึงอยากจะไปดูความสนุกนี้ หากอาจารย์หม่ามีชื่อเสียงมากขึ้นในอนาคต สมาคมซินอี้ก็จะโด่งดังไปด้วยไม่ใช่หรือ ?
เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแก๊งค์หง แก๊งค์ชิง หรือแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ คนพวกนั้นจะไม่สามารถเทียบชั้นกับสมาคมซินอี้ได้อย่างแน่นอน !
ไช่อาเกินรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก จากเด็กชาวไร่ที่ติดตามพี่เขยมาตั้งแต่เด็ก จนได้มาที่เกาะฮ่องกง เมื่อได้รับโอกาสครั้งนี้ เขาจึงยอมแพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อนึกถึงพี่สาวที่อยู่ที่บ้าน เขาจึงต้องพยายามผลักดันสมาคมซินอี้ให้ขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นให้ได้ เพื่อที่จะทำให้พี่ซานมีตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ในเกาะฮ่องกงนั่นเอง
เขาจะต้องอยู่เหนือคนนับหมื่นให้ได้ และด้วยวิธีนี้ พี่สาวของเขาก็จะไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป แม้แต่พี่ซานเองก็ต้องให้ความสำคัญกับพี่สาวของเขา
คำโกหกของหวังหลงทำให้ไช่อาเกินมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชน โดยไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
ตอนที่ 352: ยังคงคลุมเครือ
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มาถึงบ้านพักที่เตรียมเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้แล้ว
เยี่ยนหวู่โจวได้รอทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งยังได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้วด้วย เขาเดินมาที่ห้องของฟู่เยี่ยน ก่อนจะเคาะประตู
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เปิดประตูและเชิญให้เขาเข้ามา ซึ่งบังเอิญว่าตอนนี้เธออยู่ในห้องเพียงลำพังพอดี
“เข้ามาข้างในก่อนสิ แล้วผู้อำนวยการหยูล่ะ ?” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังวาดยันต์อยู่ เธอคิดว่าตัวเองยังเตรียมตัวมาไม่มากพอ ตอนนี้มีเรื่องสมาคมซินอี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เธอจึงอยากเตรียมยันต์ไว้ให้เยอะขึ้น
เยี่ยนหวู่โจวรู้สึกว่าหลังจากที่เขาไม่ได้เจอฟู่เยี่ยนมาระยะหนึ่ง เธอดูสวยขึ้นมากเลยทีเดียว แต่เขาก็ได้ขจัดความคิดภายในใจเหล่านั้นออกไปตั้งนานแล้ว และตอนนี้เขาคิดกับฟู่เยี่ยนแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ขัดขวางสิทธิของเขาที่จะชื่นชมเธอ
“ผู้อำนวยการหยูยังมีเรื่องที่ต้องทำ เขาจึงจะมาพบเราที่จุดผ่านแดน เลยให้ฉันมาที่นี่เพื่อแจ้งเรื่องบางอย่างกับเธอ” เยี่ยนหวู่โจวชื่นชมความงามของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าที่ดูจริงจังอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? ทำไมถึงได้ดูจริงจังขนาดนั้นกันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่เยี่ยนหวู่โจว
หลังจากที่เขาพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ต้องขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าเรื่องราวต่างๆ จะซับซ้อนกว่าที่เธอคิดเสียแล้วสิ
“พี่แน่ใจแล้วใช่ไหม ? ว่าหัวหน้าคนปัจจุบันของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ชื่อเสิ่นหวยเอิน ?”
“ฉันแน่ใจ นี่เป็นเรื่องที่รู้กันดีในเกาะฮ่องกงอยู่แล้ว และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า และเขาเองก็ไม่เคยเชื่อในเรื่องนี้เลยอีกด้วย หรือว่านี่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนเดียวกันกับศิษย์พี่ของเชอตาไห่ ?” เยี่ยนหวู่โจวพูดออกมาด้วยความรู้สึกสับสน
“ช่วยบอกฉันเกี่ยวกับการกระจายอำนาจในเกาะฮ่องกงหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนยืนขึ้นโดยที่ไม่สนใจเรื่องข้อเท็จจริงที่ว่าเสิ่นหวยเอินเป็นศิษย์พี่ของเชอต้าไห่ เพราะเขายังมีศักดิ์เป็นลุงของเธออีกด้วย หากเขายืนอยู่คนละข้างกับเธอ เรื่องนี้จะต้องยุ่งยากขึ้นแน่นอน
“ตอนนี้มีปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงมากมายในเกาะฮ่องกง แต่หากจะพูดถึงคนที่มีฝีมือโดดเด่น มีเพียงเจ็ดคนเท่านั้น โดยพวกเขาเป็นที่รู้จักในนามว่า ‘เจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกง’ ซึ่งทั้งเจ็ดคนมีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ทั้งยังไม่ได้มีมิตรภาพที่ดีต่อกันอีกด้วย”
“ในหมู่พวกเขา หม่าซานหยวนอยู่อันดับที่เจ็ด เนื่องจากเขาเข้าสู่วงการค่อนข้างช้า และมีอายุห่างจากอีกหกคนที่เหลือ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่ แต่การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ได้ริเริ่มโดยหม่าซานหยวนและปรมาจารย์ทั้งหก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับการสนับสนุนโดยตระกูลเหอ ตระกูลหวัง และตระกูลหลี่” เยี่ยนหวู่โจวพูดสิ่งที่เขารู้ออกไป
“อายุต่างกันเหรอ ? หม่าซานหยวนกับเสิ่นหวยเอินอายุห่างกันเท่าไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ตอนนี้หม่าซานหยวนอายุ 40ปี แต่ตอนที่เขาเพิ่งเข้าวงการ ตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 30ปีเท่านั้น ส่วนเสิ่นหวยเอิน ดูเหมือนว่าเขาจะอายุ 50ปีเห็นจะได้ เพราะอายุของเขาไม่ได้รับการเปิดเผยที่แน่ชัดเท่าไหร่นัก”
เห็นได้ชัดเลยว่านี่เป็นสิ่งที่ผิด เพราะลูกศิษย์ของผู้เฒ่าถานจะต้องมีอายุอย่างน้อยๆ ก็วัยห้าสิบแล้ว แต่นี่เขามาที่เกาะฮ่องกงเมื่ออายุได้ 30ปี เห็นได้ชัดว่าหม่าซานหยวนคนนี้ไม่เข้าเค้าเลย
แต่เขาก็ยังเก็บรูปถ่ายของผู้เฒ่าถานเอาไว้ ทั้งยังต้องการที่จะเอาชีวิตของผู้เฒ่าถานอีกด้วย ฉะนั้น...เป็นไปได้ว่าจะต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเขาแน่นอน
“เล่าต่อสิ”
“นอกจากนี้ นอกจากหม่าซานหยวนแล้ว คนที่เหลือต่างก็มีคนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะขัดแย้งกันในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงต้องการที่จะจัดงานครั้งนี้ขึ้นมาด้วยกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันล่ะ ?” เยี่ยนหวู่โจวรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม
“มันไม่มีอะไรมากไปกว่าผลประโยชน์หรอก แล้วใครอยู่เบื้องหลังแก๊งค์มังกรพยัคฆ์กันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนแบบนี้เต็มทีแล้ว
“พวกเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่มีผู้สนับสนุน ในตอนนั้น เสิ่นหวยเอินเป็นเพียงคนนอกสายตา แต่เขาก็เป็นคนที่มีระเบียบในการทำงานมาก และแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ของเขาก็มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด จนแก๊งค์หงและแก๊งค์ชิงไม่กล้าที่จะประมาทพลังของเขา” เยี่ยนหวู่โจวบอกกับฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียนรู้
เขาไม่เชื่อในเรื่องลัทธิเต๋า ทั้งยังเป็นเหมือนม้านอกสายตา แต่ก็ยังคงมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม เขาก็ดูเป็นคนดีมากๆ แต่ฟู่เยี่ยนก็มีความรู้สึกลึกๆว่าเขาคนนี้ต้องรับมือได้ยากกว่าหม่าซานหยวน และยังรู้สึกว่าเธอมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเขาคนนี้อีกด้วย
“มีเบาะแสเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นที่ฉันถามถึงครั้งที่แล้วบ้างเปล่า ?”
“จริงสิ ตระกูลเสิ่นเองก็มาจากที่อื่นเหมือนกัน แต่ด้วยความเร็วในการก่อร่างสร้างตัวของพวกเขา จึงทำให้พวกเขามีธุรกิจต่างๆอยู่บนเกาะฮ่องกงด้วย ตอนนี้พวกเขาก็มีโรงงานผลิตยา และโรงพยาบาลเป็นของตัวเอง โดยอุตสาหกรรมหลักของพวกเขาก็คือโรงงานผลิตยา ตอนนี้60% ของส่วนแบ่งบนเกาะฮ่องกงเป็นของตระกูลเขาไปแล้ว นอกจากนี้ยาที่พวกเขาผลิตยังถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศต่างๆอีกด้วย”
“ดังนั้นจึงทำให้ไม่มีใครอยากมีปัญหากับตระกูลเสิ่น เพราะทุกคนและทุกครอบครัวต้องป่วยอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ ? ตอนนี้คนที่ดูแลตระกูลเสิ่นก็คือเสิ่งอี้เฉิง และดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งอายุสี่สิบกว่าๆเองนะ”
ไม่มีใครในตระกูลเสิ่นที่เข้าเค้าเลย สรุปแล้วคนพวกนั้นขึ้นเรือไปที่ที่ไหน ? ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะต้องไปสืบเรื่องตระกูลเสิ่นเมื่อไปถึงเกาะฮ่องกงเสียหน่อยแล้ว
“พี่เยี่ยน ฉันมีบางอย่างที่อยากจะพูด ฉันสงสัยว่าเสิ่นหวยเอินกับหม่าซานหยวนกำลังสมรู้ร่วมคิดกันอยู่ ช่วยตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองหน่อยได้ไหม ? ยิ่งเรามีรายละเอียดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีกับเรามากขึ้นเท่านั้น ส่วนเรื่องตระกูลเสิ่น ฉันจะตรวจสอบเอง”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าจะต้องมีการพูดคุยถึงเบาะแสของเสิ่นหวยเอินอย่างแน่นอน และศิษย์ของผู้เฒ่าถานจะต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ ตราบใดที่ผู้เฒ่าถานปรากฏตัว ทุกอย่างก็จะง่ายต่อการจัดการมากขึ้น
จนถึงตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ยังไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะ อย่าพูดเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับการสื่อสารและความก้าวหน้าของแวดวงอภิปรัชญาเลย เพราะทุกคนต่างก็เป็นศัตรูกันทั้งนั้น ! ต้องมีบางอย่างอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่นอน ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะระวังตัวเอาไว้หน่อยดีกว่า
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าไป๋โม่เฉินเองก็มีภารกิจลับด้วยเช่นกัน ซึ่งมันทำให้เธอหนักใจจริงๆ……
หลังจากที่เยี่ยนหวู่โจวพูดจบ เขาก็ได้ขอตัวกลับไป และภายในไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งฟู่เยี่ยนก็คิดว่าเยี่ยนหวู่โจวลืมบางอย่างจึงกลับมาที่นี่
“พี่……”
แต่ใครจะไปคิดว่าแท้จริงแล้วเป็นไป๋โม่เฉินเองที่ยืนอยู่ข้างนอก และกำลังเคาะประตูอยู่
“พี่เองหรอกเหรอ ฉันก็คิดว่าเป็นเยี่ยนหวู่โจวที่ย้อนกลับมาเสียอีก” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรงโดยไม่ได้คิดมากอะไร
ไป๋โม่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เธอไม่คิดว่าว่าเขาจะโกรธบ้างเลยหรือ ? เขายังคงยืนอยู่หน้าประตูโดยที่ไม่ได้เดินเข้าไป เมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงหันกลับไปมองเขาด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงไม่ได้สงสัยอะไรอีก เสี่ยวฮั่วไม่มีเวลาว่างพอที่จะให้เขาโกรธเธอเลยจริงๆ! หลังจากที่เข้าไปข้างใน เขาก็เห็นฟู่เยี่ยนนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าที่หมดแรง
ในบ้านพักมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ และบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยยันต์ที่ฟู่เยี่ยนเพิ่งจะวาดขึ้นมาเต็มไปหมด จึงทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยจนไม่มีแรงคิดเรื่องอื่นอีกต่อไปแล้ว
“เสี่ยวฮั่ว เธอเหนื่อยมากไหม ? อยากจะนอนพักสักงีบหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินพูดพลางลูบไปที่ศีรษะของเธอเบาๆ
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ยืนขึ้น ก่อนจะโผเข้าไปกอดพร้อมกับซบไปที่หน้าอกของเขา จึงทำให้ไป๋โม่เฉินตัวแข็งทื่อไปในทันที
“อย่าเพิ่งขยับนะ ขอฉันอยู่แบบนี้สักพักเถอะ” ฟู่เยี่ยนซบไปที่หน้าอกของไป๋โม่เฉิน เธอกำลังซึมซับไออุ่นจากเขาอยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงค่อยๆโอบไหล่ของเธอเอาไว้ด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะกดไปที่จุดฝังเข็มบนแผ่นหลังของฟู่เยี่ยนเบาๆ หลายวันที่ผ่านมานี้ เธอคงเหนื่อยมากจริงๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน อ่อนนุ่ม และกลิ่นหอมละมุนในอ้อมแขน สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกฟุ้งซ่านเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวกับว่ากำลังมีใครบางคนสุมไฟในอกของเขา
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้อุ้มฟู่เยี่ยนขึ้นมา ก่อนจะวางเธอลงบนเตียงพลางมองไปที่เธอด้วยแววตาอันอ่อนโยน จากนั้นเขาก็ค่อยๆโน้มตัวลงไปใกล้เธอ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะผลักไป๋โม่เฉินออกไป
ไม่ได้ เธอยังไม่ได้เข้าพิธีหมั้นหมายกับเขาเลย การทำแบบนี้มันไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?
“อย่าเพิ่งขยับเลย นอนพักสักหน่อยเถอะ ดูรอยคล้ำใต้ตาของเธอสิ มันขนาดใหญ่ขึ้นมาเยอะแล้วนะ ทำงานหนักขนาดนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็ทนไม่ไหวหรอก”
ไป๋โม่เฉินพยายามระงับความคิดของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะกอดฟู่เยี่ยนพร้อมกับหลับตาลง เขาแค่อยากจะหยุดอารมณ์ของตัวเองและอยากให้เธอได้พักผ่อนบ้าง
ฟู่เยี่ยนจึงค่อยๆหลับตาลงภายใต้อ้อมกอดของเขา ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ตอนที่ 353: ออกเดท
เมื่อฟู่เยี่ยนตื่นขึ้นมา ก็พบว่าไป๋โม่เฉินไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว เธอจึงลุกจากเตียง ก่อนจะจิบน้ำแล้วดูนาฬิกา ปรากฏว่าเธอใช้เวลานอนไปทั้งวัน จนมาตื่นอีกครั้งในช่วงบ่าย ซึ่งอีกไม่นานก็จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว
จากนั้น เธอก็ได้เดินไปที่โต๊ะและเห็นว่ากระดาษยันต์ที่วาดเอาไว้นั้นแห้งหมดแล้ว จึงเก็บมันใส่ลงไปในกระเป๋า ขณะที่เธอกำลังจะวาดยันต์อีกครั้ง เธอก็พบว่าชาดได้แห้งไปเล็กน้อย เธอจึงเติมน้ำลงไป แต่จู่ๆ ก็ได้มีคนมาเคาะประตูห้องของเธอเบาๆ
ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปเปิดประตู ก่อนจะพบว่าเป็นไป๋โม่เฉิน
“พี่ไปไหนมาเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนนอนหลับสนิท จนตอนนี้เธอรู้สึกสดชื่นมาก
“พอดีฉันออกไปจัดการบางอย่างมา เมื่อกี้นี้ฉันมาเคาะประตูห้องเธอครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวอะไร จึงเดาว่าเธอคงยังไม่ตื่น แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับหันหลังกลับไปปิดประตู
“ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็เริ่มหิวขึ้นแล้ว พี่กินข้าวหรือยัง ?” เมื่อนึกถึงหยางเฉิง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงอาหารอร่อยขึ้นมา เพราะที่นี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีอาหารอร่อยมากมาย
“ฉันก็กำลังรอกินพร้อมเธออยู่น่ะสิ อธิการบดีจางและคนอื่นกินข้าวที่ห้องพักของตัวเองแล้ว คงไม่มีใครออกไปข้างนอกตอนนี้แล้วล่ะ ส่วนหลิวหู่และคนอื่นก็ได้ออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราเองก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกันดีไหม ?” ไป๋โหม่เฉินถามขึ้นมา
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ อากาศข้างนอกคงจะร้อนน่าดูเลย” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองออกไปด้านนอก
“ได้สิ เธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ฉันจะออกไปรอเธอข้างนอกก็แล้วกัน” ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้ลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไป
ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนมีเสื้อผ้าสำหรับทุกฤดูกาลเลยก็ว่าได้ เธอจึงเข้าไปข้างในและหยิบชุดกระโปรงยาวสีขาวออกมา สวมชุดแบบนี้จะได้สบายตัวหน่อย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงสวมชุดที่ดูธรรมดา ก่อนจะมานั่งม้วนผมที่หน้ากระจก
เธอมองไปที่กระจกและพบว่าแม้เธอจะไม่ได้แต่งหน้าอะไร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่เธอจะไปออกเดทในสภาพแบบนี้ จริงอยู่ที่ว่าการเดินทางมายังเกาะฮ่องกงครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ แต่การที่มีไป๋โม่เฉินร่วมเดินทางมาด้วย มันก็ได้ชดเชยความรู้สึกไม่สบายใจของเธอได้มากเลยทีเดียว
ก่อนออกเดินทาง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่กระเป๋าของเธออีกครั้ง ก่อนจะโยนมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติ เพราะหากมีหัวขโมยมือสมัครเล่นแอบเข้ามาที่นี่ เธออาจจะวุ่นวายเอาได้
“เราไปกันเลยไหม ?” ฟู่เยี่ยนเปิดประตู ก่อนจะพูดออกไป
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของไป๋โม่เฉินก็ฉายแววด้วยความประหลาดใจ เขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเสี่ยวฮั่วมีบุคลิกกี่ด้าน แต่เขาก็ยังอยากรู้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเขามองดูเธอในตอนนี้ เขาก็รู้สึกว่าหากเขาสวมชุดทหาร เขาคงเหมาะสมกับเธอมาก
“ชุดนี้เหมาะกับฉันหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางหมุนตัวเป็นวงกลม และรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธออารมณ์ดี
“มันสวยมากเลยล่ะ สวยจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ฉันคงบอกได้แค่ว่าฉันชอบมันมากเท่านั้น” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินไม่อาจจะละสายตาไปจากเธอได้เลย
จากนั้น ทั้งสองก็ได้เดินจับมือกันออกไปจากบ้านพัก ซึ่งฉากนี้ได้ดึงดูดความสนใจของหูจินและคนอื่นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
“ว้าว ฟู่เยี่ยนแต่งตัวสวยมาก !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับลูบไปที่คางของตัวเอง
เดิมทีพวกเขาเองก็กำลังจะไปชวนฟู่เยี่ยนออกไปกินข้าวข้างนอกเช่นกัน แต่เมื่อเห็นฉากนี้ ทุกคนก็รู้ได้ในทันทีว่าทั้งสองกำลังจะไปเดท จึงไม่มีใครเข้าไปขัดทั้งสอง
“เฮ้อ เมื่อไหร่ฉันจะมีคู่เหมือนกับคนอื่นบ้างนะ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
ส่วนหูจินก็ได้มองดูชุดที่ฟู่เยี่ยนสวมอยู่พลางครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนที่เธอจะมองดูเสื้อผ้าของตัวเอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเธอถึงหาแฟนไม่ได้ ! แต่เธอก็ไม่ได้ดูแย่อะไรขนาดนั้นสักหน่อย แล้วทำไมถึงไม่มีใครมาชอบเธอเลยล่ะ ?
ฉางหยู่เชิงแอบมองไปที่หูจิน และสังเกตเห็นความอิจฉาบนใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน หากเธอไม่ประสบความสำเร็จหลังจากที่ทำตามขั้นตอนเหล่านั้น มันจะไม่เป็นการทำลายมิตรภาพระหว่างพวกเธอสองคนหรอกหรือ ? โอ้ ช่างเป็นสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ !
ในทางกลับกัน เยี่ยนโหลวดูสับสนเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจในสิ่งที่คนอื่นกำลังนึกให้ความสนใจเลย และคิดแต่เรื่องกินเท่านั้น
ทางด้านลุงหลิวและเชอต้าไห่ก็ได้มองไปยังสีหน้าของทุกคนด้วยแววตาของผู้ที่มีประสบการณ์ ใช่แล้วล่ะ ชีวิตในวัยหนุ่มสาวควรจะเป็นแบบนี้ แต่ในใจของเขาเองก็คิดถึงต้านี (คนรักของเขา) เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ทั้งสองคนได้กินอาหารที่ร้านอาหารเล็กๆใกล้บ้านพัก และหลังจากที่กินเสร็จ พวกเขาก็ได้ออกไปเดินเล่นและซื้อของอย่างไร้จุดหมาย ฟู่เยี่ยนลูบไปที่ท้องของตัวเอง ตอนนี้เธอรู้สึกอิ่มบ้างแล้ว
เธอไม่คิดเลยว่าอาหารที่เธอสั่งจะอร่อยมากขนาดนี้ แม้ว่าหน้าตาของมันจะดูธรรมดาก็ตาม ฟู่เยี่ยนกินไก่ชิ้นใหญ่เข้าไปคนเดียว นอกจากนี้ยังมีหมูผัดเปรี้ยวหวานและยังมีกุ้งทะเลต้มอีกด้วย หยางเฉิงเป็นเมืองแห่งอาหารรสเลิศจริงๆ
ไป๋โม่เฉินรู้สึกขบขันมากเมื่อเห็นท่าทางของฟู่เยี่ยน ตอนนี้ดูเธอจะมีความสุขที่ได้กินข้าวมากจริงๆ ซึ่งมันต่างจากช่วงบ่ายที่เธอดูหดหู่ใจจนแทบจะร้องไห้มากๆ
ถนนในเมืองหยางเฉิง ณ จุดนี้มีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีแผงขายของมากมายตั้งอยู่ข้างๆอีกด้วย ซึ่งมีทั้งถุงเท้าและของกระจุกกระจิกอื่นๆอีกมากมายเลยทีเดียว
มีตลาดกลางคืนริมถนนที่คล้ายกันในเมืองหลวง แต่ก็ด้อยกว่าตลาดในหยางเฉิงมาก การที่ภาคใต้จะมีเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
“ที่นี่ดูเจริญมากเลยนะ มีของวางขายเยอะแยะเลย หากเรามีเวลา ที่นี่เป็นที่ที่น่ามาเดินเล่นมาก พี่สาวของฉันอยากจะทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่พอดี เอาไว้กลับไปฉันจะแนะนำให้เธอมาดูที่นี่สักหน่อย” ฟู่เยี่ยนมักจะมองว่าทุกอย่างเป็นโอกาสอยู่เสมอ
หลังจากที่เดินซื้อของได้สักพัก เธอก็สังเกตเห็นร้านขายถุงเท้าที่อยู่ข้างๆ
“เฒ่าแก่ ถุงเท้าพวกนี้ราคาเท่าไหร่เหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปดูพร้อมกับถามราคา
“เฮ้ สาวน้อย ถ้าเธออยากจะซื้อมันจริงๆ ฉันคิดราคาเพียงแค่คู่ละห้าเหมาก็พอ ปีนี้มันไม่เป็นที่นิยมเลย” เฒ่าแก่ของร้านเป็นชายวัยกลางคน
“ทำไมคุณถึงได้พูดแบบนั้นกันล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินถามกลับไปในทันที
“ก่อนหน้านี้มันได้รับความนิยมในเกาะฮ่องกงมาก และดาราหลายคนก็สวมมันออกทีวีอีกด้วย ตอนนั้นโรงงานเล็กๆของฉันจึงต้องพยายามอย่างหนัก เราทำมันขึ้นมาหลายร้อยคู่ และต้นทุนของมันก็สูงมาก อย่างน้อยๆ ฉันต้องขายมันคู่ละสามหยวนเลยถึงจะสามารถคืนเงินลงทุนได้ แต่ต่อมามันกลับไม่เป็นที่นิยมอย่างที่ควรจะเป็นนี่สิ !” เฒ่าแก่พูดด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ
“เฒ่าแก่ มีถุงเท้าเหลืออยู่กี่คู่ ฉันจะซื้อมันทั้งหมดเอง คุณทิ้งที่อยู่เอาไว้ให้ฉันหน่อยสิ แล้วฉันจะติดต่อซื้อถุงเท้าจากคุณอีก” ฟู่เยี่ยนนึกถึงพี่สาวของเธอ และยังคิดที่จะเริ่มธุรกิจของตัวเองอีกด้วย ทำไมเธอไม่ลองทำถุงเท้าคู่เล็กๆเหล่านี้ดูบ้างกันล่ะ ?
โดยธรรมชาติแล้ว เฒ่าแก่นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดขอเธอมากนักอยู่แล้ว ก่อนจะหยิบถุงเท้าคู่ที่เหลืออีกหลายสิบคู่ให้กับฟู่เยี่ยน หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จ เธอยังไม่ลืมที่จะกระตุ้นให้เขาเขียนที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ให้กับเธอด้วย
“สาวน้อย เธอกำลังล้อฉันเล่นหรือเปล่า ?” เฒ่าแก่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“หนูไม่ได้ล้อเล่นค่ะ คุณเขียนที่อยู่ให้กับฉันเถอะ ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีใครสวมมันก็ตาม หนูจะเอามันกลับไปเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างก่อน”
เฒ่าแก่เขียนที่อยู่ให้กับฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัย เมื่อฟู่เยี่ยนได้รับที่อยู่ของเขาแล้ว เธอก็ได้เดินจากไป
“ทำไมเธอถึงได้ซื้อถุงเท้ามากมายขนาดนั้นกันล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน
“ฉันซื้อมันไปฝากหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว ส่วนที่เหลือฉันจะเอามันกลับไปให้พี่สาวของฉันดู เธออยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมานานแล้ว และฉันก็คิดว่าถุงเท้าพวกนี้เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว” ฟู่เยี่ยนคิดว่าจะมีการประกาศโยบายบางอย่างออกมาภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้นพี่สาวของเธอจึงไม่น่าจะมีปัญหาในการทำธุรกิจตอนนี้นั่นเอง
“พี่สาวของเธอกับจื่อหยวนต่างก็เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ครั้งสุดท้ายที่ฉันเชิญเขาเข้าร่วมบริษัทก่อสร้าง เขายังเห็นด้วยอยู่เลย” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมา
“ในฐานะผู้ร่วมหุ้น ถือว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดจริงๆนั่นแหละ แต่พี่เป็นผู้ริเริ่มนะ มันไม่เหมือนกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเข้าใจความหมายของสิ่งนี้ดี
“ใช่แล้ว ตอนนี้ชวนจื่อได้เตรียมทุกอย่างใกล้จะเสร็จแล้ว หลังจากที่เรากลับไป ก็คงจะสามารถทดลองเริ่มงานได้ ตอนนี้ชวนจื่ออยากรับงานรื้อถอนก่อน” หลังจากที่ไป๋โม่เฉินและเหมิงอ้ายชวนเตรียมการเรื่องนี้มานานกว่าครึ่งปี ในที่สุดทุกอย่างก็ใกล้จะบรรลุผลแล้ว
“พี่สามารถให้บริการแบบครบวงจรแล้วนำทีมตกแต่งของจางเหว่ยเข้าร่วมด้วยได้นะ” ฟู่เยี่ยนให้คำแนะนำออกไปอย่างจริงใจ
“เธอพูดถูก ในเมื่อบ้านถูกสร้างขึ้นแล้ว แต่ภายในก็ยังคงต้องได้รับการตกแต่งก่อนที่จะเข้าอยู่อาศัยอยู่ดี นั่นเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างที่เธอพูด เราจะสามารถรองรับงานได้มากมายเลยทีเดียว ฉันจะทำตามที่เธอบอก และต้องขอบคุณในนามของทหารผ่านศึกเหล่านั้นด้วยนะ !”
ไป๋โม่เฉินมีความสุขมาก ความคิดนี้เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว หลังจากที่ตกแต่งเสร็จ ควรมีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกซื้อด้วยจะดีมาก และนี่ก็เป็นอีกความคิดหนึ่งที่ยอดเยี่ยมไม่น้อยเลยเช่นกัน !
ตอนที่ 354: เทียนจื่อ
ทั้งสองเดินเที่ยวอยู่นาน ไป๋โม่เฉินก็ได้พูดคุยอย่างเปิดใจ เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้านพักก็พบว่าทุกคนได้มารวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงแล้ว
“ลุงหลิว ลุงมาทำอะไรที่นี่ ?” มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าทุกคนอยู่ที่นี่กันหมด และแม้แต่ผู้เฒ่าถานเองก็ยังไม่มีเวลาแม้แต่จะสวมถุงเท้าเลยด้วยซ้ำ
“ไม่มีอะไรมากหรอก เมื่อกี้นี้เกิดเหตุไฟไหม้ พวกเราก็เลยลงมารวมกันอยู่ที่นี่” ลุงหลิวพูดขณะที่ถือกระเป๋าเดินทางของเขาเอาไว้ในมือ
“เกิดอะไรขึ้น ?” ฟู่เยี่ยนเริ่มมีสีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นมาในทันที
แท้จริงแล้วเป็นเพราะพวกเขากลับมาเร็ว และขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องนั้น จู่ๆก็ได้มีกลุ่มควันหนาทึบลอยอยู่เต็มทางเดินไปหมด ดังนั้นทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวิ่งมารวมตัวกันอยู่ที่นี่นั่นเอง
หลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้าใจในทันที เธอยังไม่ลืมว่ามีกลุ่มคนในหยางเฉิงที่ต้องการชีวิตของผู้เฒ่าถานอยู่ จากนั้นเธอก็ได้กระซิบบางอย่างกับไป๋โม่เฉิน ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะเดินตรงเข้าไปหาหลิวหู่ วินาทีต่อมา เขากับทีมของเขาก็ได้เดินออกไป
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้พูดบางอย่างกับลุงหลิว โดยบอกว่าควรพึงระวังหากต้องเดินเรือที่มีอายุกว่าหมื่นปี ตอนนี้ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม แม้ว่าชายคนนั้นจะเชื่อคำพูดของหวังหลง แต่เขาจะไม่เปลี่ยนแผนของตัวเองอย่างเด็ดขาด เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้ก็คือคำสั่งจากลูกพี่ของเขานั่นเอง
จากนั้น ทุกคนก็ได้แยกกันและขึ้นไปยังชั้นบน ตอนนี้ทุกคนได้พักอยู่ที่ชั้นสองของบ้าน โดยห้องของผู้เฒ่าถานอยู่ตรงกลางระหว่างห้องของทุกคน ลุงหลิวและเชอต้าไห่จึงอาสาเข้าไปสำรวจภายในห้องก่อน
หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาที ลุงหลิวกับเชอต้าไห่ก็ได้เดินออกมา ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับส่ายศีรษะ เพื่อบ่งบอกว่าในห้องนี้ไม่มีอะไรผิดปกติเลย
แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่เชื่อ นี่อาจเป็นการเตือน แค่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย มันก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวได้แล้วไม่ใช่หรือ ?
ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตรวจดูทีละห้อง แต่ก็น่าแปลกมากที่ไม่มีใครพบร่องรอยใดเลย มีเพียงหนังสือเล่มหนึ่งของหูจินที่หายไปเท่านั้น
“หัวขโมยสมัครเล่นคนนั้นทำเพื่อขโมยหนังสือเพียงเล่มเดียวไปอย่างนั้นเหรอ ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“ทุกคนระวังตัวด้วย พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางแล้ว พี่เยี่ยน เราจะออกเดินทางตอนกี่โมง ?” ฟู่เยี่ยนรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงได้หันไปถามเยี่ยนหวู่โจวทันที
“พรุ่งนี้เราจะตื่นมาทานมื้อเช้าก่อน แล้วจะออกเดินทางตอนแปดโมงเช้า เพราะกว่าจะไปถึงเสิ่นเฉิงคงต้องใช้เวลาเดินทางอีกนาน ฉันได้ติดต่อรถเอาไว้แล้ว เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่”
“เอาล่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนเถอะ” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ได้กลับเข้าไปในห้องของตัวเอง
ทางด้านเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวดูจะมีท่าทีที่หวาดกลัวกว่าคนอื่น ในฤดูร้อนนี้ หากมีใครสักคนเข้ามา เธอจะไม่สูญเสียความบริสุทธิ์ไปอย่างนั้นหรือ ?
“พี่หู ฉันอยากไปนอนกับพี่ ขอฉันนอนด้วยคนได้ไหม ?”
หูจินอยากปฏิเสธโดยสัญชาติญาณ แต่หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้แล้ว เธอจึงไม่ถือสาอะไร เพราะถึงอย่างไรในห้องของเธอก็มีเตียงตั้งสองหลัง ซึ่งเพียงพอต่อการนอนอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงพยักหน้ารับในที่สุด
ส่วนมู่อี้อันและลุงหลิวยังไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง หลังจากที่เห็นฟู่เยี่ยนขยิบตาให้กับพวกเขา ทั้งสองจึงได้เดินตามไปที่ห้องของเธอทันที
“ตอนนี้พี่ไป๋โม่เฉินลงไปชั้นล่างเพื่อกันผู้คนแล้ว เรามาลองค้นหาคนพวกนั้นกันหน่อยดีกว่า ฉันเดาว่าอีกไม่นานจะต้องมีเบาะแสปรากฏขึ้นมาอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนเชิญทั้งสองให้นั่งลง ก่อนจะรินน้ำให้กับพวกเขาคนละหนึ่งแก้ว
“ลุงหลิว อี้อัน ตอนนี้ในห้องนี้ไม่มีคนนอกอยู่ด้วยเลย ฉันขอบอกเอาไว้ก่อนนะ การเดินทางไปเกาะฮ่องกงครั้งนี้ ฉันมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเลย เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือคนล้วนประมาทไม่ได้ทั้งหมด” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดเช่นนี้ สีหน้าของลุงหลิวกับมู่อี้อันก็ได้เปลี่ยนไปทันที
“เธอกำลังหมายความว่าอาจจะมีคนลอบทำร้ายเราอย่างนั้นเหรอ ? พวกเขากล้าทำถึงขนาดนั้นได้อย่างไรกัน ? ตอนนี้พวกเขาได้เชิญสมาชิกของลัทธิเต๋าจำนวนมากจากหลายประเทศมาที่นี่เลยนะ” ลุงหลิวรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อย
“ใช่ นี่ไม่ได้เป็นการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะหรอกเหรอ ? ข่าวสารต่างๆ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปหมดแล้ว และผู้บริหารระดับสูงก็ได้ลงทะเบียนแล้วด้วย แบบนี้พวกเขาจะกล้าลงมือได้อย่างไร ?” มู่อี้อันรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนกำลังคิดมากเกินไป
“นี่คือเรื่องใหญ่นะ ครั้งหนึ่งมีสมาชิกของลัทธิเต๋ามากมายที่ต้องตายด้วยการต่อสู้ทางสติปัญญาไม่ใช่เหรอ ? ลองคิดถึงเรื่องที่โจวหยางทำสิ หากพูดถึงเรื่องนั้น สิ่งที่ฉันพูดมันก็ไม่ได้ฟังดูเกินจริงเลยใช่ไม่ใช่หรือไง ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกลอกตาไปมา
“มีเหตุผล ถ้าอย่างนั้นเธอควรจะเชิญให้อาจารย์มาคุยเรื่องนี้ด้วยนะ” นิสัยที่โง่เขลาและอ่อนต่อโลกของมู่อี้อันยังคงไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“อี้อัน อาจารย์ของนายคอยสังเกตถึงสิ่งผิดปกติอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราต้องเตือนเขา ฉันจะบอกอะไรให้นะ นายควรใส่ใจกับความปลอดภัยของตัวเองมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องคอยจับตาดูคุณปู่ถานไปพร้อมกันด้วย”
“เพราะความปรารถนาในการแก้แค้นของเขานั้นรุนแรงเกินไป มิเช่นนั้นเขาคงยอมให้นายเรียกเขาว่าอาจารย์ไปแล้ว ที่เขาทำแบบนั้นไม่ใช่เพียงเพราะเขาอยากป้องกันไม่ให้ตัวเองพ่ายแพ้เท่านั้น แต่ศัตรูของเขาจะไม่ปล่อยนายไปอย่างแน่นอน ! นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ?”
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่าหากผู้เฒ่าถานไม่ได้ล้างแค้นให้กับลูกชายของเขาในการเดินทางไปยังเกาะฮ่องกงครั้งนี้ เรื่องทั้งหมดคงจะไม่จบลงง่ายๆอย่างแน่นอน
มู่อี้อันที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเงียบไปทันที เขารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ อาจารย์ของเขาได้มอบหนังสือที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลถานทั้งหมดให้กับปู่ของเขา ซึ่งนั่นก็เพื่อที่เขาจะได้แก้แค้นโดยที่ไม่ต้องห่วงอะไรก็ตามที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
เขาจึงตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ลุงหลิวรู้เรื่องนี้ด้วย
“เสี่ยวอัน นายพูดจริงใช่ไหม ? ผู้เฒ่าถานมอบสมบัติทั้งหมดให้กับนายท่านอย่างนั้นเหรอ ?” ลุงหลิวโพล่งออกมาด้วยความตกใจ
“จริงครับ ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ตอนนั้นผมยังไม่ได้สนใจมันมากนัก แต่หลังจากได้ฟังสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด ตอนนี้ผมเข้าใจทุกอย่างมากขึ้นแล้ว”
“แล้วนายคิดอย่างไรกับเรื่องนี้กันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนมองตรงไปที่มู่อี้อัน เขากำลังคิดที่จะช่วยอาจารย์ของเขาอย่างนั้นหรือ
“จะให้ฉันยืนดูอาจารย์ตอนที่เขากำลังลำบากได้อย่างไร ? ถึงอย่างไรฉันก็เป็นศิษย์เอกของเขานะ” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยท่าทีที่สบาย ๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนกับลุงหลิวก็ได้หันมามองหน้ากัน และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้มีคนมาเคาะประตูห้องของเธอ
“เสี่ยวฮั่ว รีบเปิดประตูเร็วเข้า” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินและหลิวหู่จับใครบางคนได้แล้ว
ซึ่งคนที่ถูกจับได้ก็คือเทียนจื่อ คนที่เปิดประตูให้กับหวังหลงนั่นเอง และหนังสือของหูจินก็ยังอยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกด้วย โดยลุงหลิวเพียงมองแค่แวบเดียวก็มั่นใจแล้วว่าต้องเป็นเขาคนนี้ไม่ผิดอย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วเมื่อทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ ไช่อาเกินก็ได้เปลี่ยนใจ โดยเขาขอให้เทียนจื่อขึ้นไปจุดไฟ และเขาจะรออยู่ข้างนอก เขาคิดจะฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนี้สังหารผู้เฒ่าถาน
แต่หากไม่ได้ผล ก็แค่ให้เทียนจื่อถอยออกมา และกลับไปเจอกันยังฐานที่มั่นของพวกเขา แต่ใครจะรู้ว่าทุกคนกลับระมัดระวังตัวมากขนาดนี้ เทียนจื่อรออยู่นานกว่าจะยอมออกมาจากที่ซ่อน และกำลังจะกลับไปพร้อมกับคนของพวกเขา เพื่อเตรียมดำเนินการที่จุดผ่านแดนอีกครั้งในพรุ่งนี้
การคำนวณของไช่อาเกินนั้นแม่นยำมากๆ แต่สิ่งเดียวที่เขาพลาดก็คือเมื่อเทียนจื่อเข้าไปในห้องของหูจิน เขาก็ได้พบกับหนังสือเล่มนี้เข้า จึงอยากที่จะอ่านมัน แต่เขาก็ถูกจับได้เสียก่อน
แม้ว่าเทียนจื่อจะไม่ได้มีความรู้มากนักก็ตาม แต่เขาก็จำยันต์ที่พี่เกินและพี่หลงพูดถึงได้ดี ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันเป็นหนังสือหายาก จึงได้หยิบมันติดมือไปด้วย หากไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้ คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่จะยืนยันว่าเขาเป็นหัวขโมยคนนั้น
“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่านายกำลังคิดจะทำอะไร ? แล้วมาที่นี่ทำไม ?” จางเสี่ยวซานพูดพร้อมกับเตะไปที่ข้อเท้าของเขาอย่างแรง
ทว่าเทียนจื่อก็เอาแต่ก้มหน้าลง และไม่พูดอะไรออกมาทั้งนั้น ตอนนี้หัวใจของเขากำลังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะความกลัว คนพวกนี้คงจะไม่ตีเขาจนตายหรอกใช่ไหม ?
“เจ้าหนู นายไม่ได้ยินที่พวกเราถามเหรอ ! รีบพูดมาสิ !” หานต้าเซียงพูดแทรกขึ้นมาด้วยความโกรธ
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งคุกเข่าลง ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาติดเข้าแก๊งค์พวกนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยเลยหรือ ?
“นายอายุเท่าไหร่ ? ช่วยตอบคำถามนี้กับฉันหน่อยได้หรือเปล่า ?”
“ฉันอายุ 16ปี” เทียนจื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“นายมาจากสมาคมซินอี้อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามเขาขณะที่ยังนั่งอยู่บนพื้น
เทียนจื่อดูจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดแบบนี้ได้หรือเปล่า ? เขาเป็นสมาชิกของสมาคมซินอี้จริงๆ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรต่อ ซึ่งทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็เห็นตรงกันว่าเด็กคนนี้ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยด้วยซ้ำ
“พวกเขาไม่ได้บอกนายเหรอว่าต้องทำอย่างไรหากถูกจับได้ ?” เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นภารกิจครั้งแรกของเขา ซึ่งเทียนจื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าไปมาเบาๆ พี่เกินเพิ่งบอกว่าจะให้เขากลับบ้าน แต่ไม่ได้บอกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาถูกจับได้
“พวกเขาไม่ได้บอกเหรอว่านายจะติดต่อกลับไปหาพวกเขาได้อย่างไร ?” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีที่ยั่วยุ
เทียนจื่อยังคงส่ายศีรษะ พี่เกินไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย
“แล้วนายชื่ออะไร ?” ไป๋โม่เฉินถามแทรกขึ้นมา
“เถียนเทียน แต่พวกเขาเรียกฉันว่าเทียนจื่อ”
จากนั้น ไป่โหม่เฉินกับฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไปเพื่อพูดคุยกันครู่หนึ่ง ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถส่งเด็กคนนี้ให้กับตำรวจท้องที่ได้ ซึ่งหลังจากที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้เสนอความคิดหนึ่งขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ตามเราไปที่เกาะฮ่องกง นายคุ้นเคยกับที่นั่นดีใช่ไหม ? ช่วยเป็นไกด์ให้กับพวกเราได้หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนยื่นข้อเสนอให้เขามาเป็นพวกเดียวกับเธอ บางทีวิธีนี้อาจจะมีประโยชน์กับพวกเขาก็ได้ และทุกคนเองก็เห็นด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เทียนจื่อก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะพ่ายแพ้ต่อคนพวกนี้ อีกทั้งยังต้องมาเป็นไกด์ให้กับพวกเขาอีกด้วย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องขอโทษนายด้วย คืนนี้นายนอนกับพวกพี่ใหญ่เหล่านี้ก็แล้วกัน” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับผลักเขาไปให้หลิวหู่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่เขาจะหนีไปได้อยู่แล้ว
ตอนที่ 355: ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับ
เทียนจื่อจึงเดินตามหลิวหู่ไปอย่างเชื่อฟัง ส่วนหลิวหู่เองก็รู้ดีว่าเด็กคนนี้ยังคงมีประโยชน์กับพวกเขา ไม่เพียงแค่เด็กคนนี้ยังเด็กเกินไปเท่านั้น แต่ยังอ่อนต่อโลกมากอีกด้วย
ความจริงนั้น เทียนจื่อเป็นลูกน้องที่ไช่อาเกินรับมาเลี้ยงเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนเทียนจื่อคิดว่าเขาจะได้เงินมากมายหากเข้าร่วมแก๊งค์ จึงได้ยอมติดตามไช่อาเกิน แต่ใครจะรู้ว่าแค่วันแรกเขาก็ถูกให้ไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับคนอื่นแล้ว
“นายนอนบนเตียงนี้ก็แล้วกัน เราสามคนต้องพักห้องเดียวกัน หยิบเสื้อผ้าพวกนี้แล้วตามฉันมาได้แล้ว” หลิวหู่ให้หานต้าเซียงไปอีกห้องหนึ่ง ส่วนเขาและจางเสี่ยวซานได้พาเทียนจื่อไปอาบน้ำที่ห้องน้ำสาธารณะ
แม้ว่าเทียนจื่อจะมาจากเกาะฮ่องกง แต่เขาก็อาศัยอยู่ในสลัมมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยมีห้องนอนส่วนตัวที่ดูสะอาดแบบนี้มาก่อน ตอนที่เขาติดตามไช่อาเกิน ต้องบอกเลยว่าเขาสามารถทำเงินได้มากมายเลยทีเดียว แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้เงินแม้แต่หยวนเดียว ทั้งยังถูกดุด่าอยู่เสมออีกด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ถูกดุด่าอยู่เป็นประจำ
หลังจากที่หลิวหู่พาเขาไปอาบน้ำเสร็จ ก็พบว่าเขายังไม่ได้ทานอะไรเลย ดังนั้นพวกเขาจึงกลับไปที่บ้านพักอีกครั้งเพื่อหาข้าวให้เขา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงข้าวที่เหลือจากการทานไม่หมดก็ตาม แต่เทียนจื่อกลับรู้สึกของคุณพวกเขาจากใจจริง
“พี่... พี่ชาย พวกคุณไม่ใช่คนเลว” เทียนจื่อรู้ภาษาจีนกลางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งแทบจะฟังไม่ออกเลยก็ว่าได้
“แน่นอน พวกเราไม่ใช่คนเลว แล้วนายเป็นคนเลวหรือเปล่าล่ะ ?” หลิวหู่มองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า เด็กคนนี้เข้าร่วมแก๊งค์ที่เลวร้าย และถูกหลอกให้มาจุดไฟเผาบ้านพักอย่างนั้นหรือ
“ผม... ผมไม่ใช่คนเลว ผมเป็นคนดี พี่เกินชวนผมไปจุดไฟ แต่ผมไม่กล้า หลังจากที่ผมจุดไฟได้สักพักหนึ่ง... ผมก็กระทืบมันจนดับ” เทียนจื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
หลิวหู่: ......
แน่นอนว่าเด็กคนนี้ยังคงสามารถกลับตัวได้อยู่ ซึ่งฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ไม่ต้องการให้เด็กคนนี้เข้าสู่ด้านมืด ดังนั้นจึงอยากยื่นมือเข้าไปช่วย โดยที่หลิวหู่เองก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาเช่นกัน
“นายช่วยเล่าเรื่องราวของนายให้ฉันฟังหน่อยได้หรือเปล่า ?” หลิวหู่พยายามเปิดใจของเทียนจื่อ
“ครอบครัวของผมยากจนมาก และยังมีลูกหลายคนอีกด้วย ผมจึงต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 14ปี และเมื่อเดือนที่แล้ว ผมก็ได้เจอกับพี่เกิน เขาบอกกับผมว่าถ้าผมมาอยู่กับเขา ผมจะมีเงินมากมาย ทั้งยังได้อาศัยอยู่ในบ้านหรูๆอีกด้วย ผมจึงตัดสินใจตามมาอยู่กับเขา” เทียนจื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
หลิวหู่จึงตบไปที่ไหล่ของเขาเบาๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะปลอบเขาอย่างไร เขาตัดสินใจที่จะค่อยๆปลูกฝังให้เด็กคนนี้รู้จักผิดชอบชั่วดีไปอย่างช้าๆ เพราะลึกๆแล้วเด็กคนนี้เป็นคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ไป๋โม่เฉินก็ยังได้ถามว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้ใจกว้างกับเทียนจื่อมากขนาดนี้
“ฉันสังเกตเห็นโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขา ซึ่งเขาไม่ใช่คนไม่ดี และนอกจากนี้เขายังดูเหมือนอาเล็กสมัยเป็นเด็กวัยรุ่นอีกด้วย ก็เลยทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจเขา” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอคุ้นเคยกับเขามากๆ ตั้งแต่แรกเห็น เพราะเขาหน้าเหมือนอาเล็กของเธอนั่นเอง
“อาเล็กเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดถึงใบหน้าของฟู่ต้าอันอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าเขามีลักษณะหน้าตาคล้ายกับเทียนจื่อจริงๆ
“จริงด้วย จากที่เธอพูดมา ฉันคิดว่าพวกเขาทั้งสองมีหน้าตาที่คล้ายกันมาก พวกเขาเป็นญาติกันหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นมาทีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนส่ายหัว เรื่องนี้มองยาก เพราะหากไม่ใช่ญาติสนิทกันจริงๆ ก็คงมองไม่ออก ถ้ามองออกจากหน้าตาที่คล้ายกันแบบนี้ จำนวนเด็กหลงหรือเด็กสูญหายไปบนโลกคงน้อยลงอย่างแน่นอน
“บางที นี่อาจเป็นชะตากรรมที่พวกเรามีต่อกันในอนาคตก็ได้” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปเพียงเท่านี้
“เด็กคนนี้ดูไม่เหมือนคนที่จะทรยศเราได้เลย คอยจับตาดูเขาไปก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้เราไปนอนก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าเรายังต้องเดินทางต่อ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับลูบไปยังศีรษะของฟู่เยี่ยนด้วยความอ่อนโยน
หลังจากที่ทั้งสองแยกกัน ฟู่เยี่ยนก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง ยิ่งเธอคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเทียนจื่อดูหน้าคล้ายกับอาเล็กของเธอมากขึ้นเท่านั้น แต่เธอก็มั่นใจว่าอาเล็กไม่มีวันทรยศอาสะใภ้สามของเธออย่างแน่นอน และในเมื่อเขาไม่เคยมีคู่รักมาก่อน ไม่มีทางที่เขาจะมีลูกได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าอาเล็กของเธอมีหน้าตาที่เหมือนใครกัน? เพราะเขาดูไม่ค่อยเหมือนพ่อของเธอ และพ่อของเธอก็หน้าเหมือนฟู่เหล่าชวนมาก แบบนั้นหมายความว่าอาเล็กก็ต้องหน้าเหมือนย่าของเธอไม่ใช่หรือ ?
และเด็กหนุ่มคนนี้ก็ดูคล้ายกับอาเล็กของเธอมากๆ คงจะไม่ได้หมายความว่า...
หากเป็นแบบนั้นจริง เหตุใดเขาถึงมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้กันล่ะ ? ตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมากเลยไม่ใช่หรือ ? แล้วมันจะบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไรกัน !
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบเหรียญห้าจักรพรรออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะ เธอมองไปยังคำทำนายตรงหน้า แม้ว่ารูปสัญลักษณ์ต่างจะค่อนข้างดูสับสนไปหน่อยก็ตาม แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี ฟู่เยี่ยนจึงไม่ลังเลเรื่องนี้อีกต่อไป ทุกอย่างจะต้องคลี่คลายในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังทำนายอยู่นั้น ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์ของผู้เฒ่าถานเองก็ค่อนข้างไม่มั่นคงมากขึ้นแล้วเช่นกัน เขายืนอยู่เงียบๆ ที่ริมหน้าต่าง พร้อมกับภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนที่ยังคงชัดเจนอยู่ในใจของเขา ซึ่งมีทั้งการเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจของลูกชายคนโต รวมไปถึงการจากไปของลูกสะใภ้ใหญ่ และลูกชายคนเล็กที่เป็นอัมพาต... ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะทำให้เขาเจ็บปวดได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
และสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดก็เป็นเพราะศิษย์ทรยศคนนั้น ! แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอาจารย์หม่าที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชมคือศิษย์เนรคุณของเขาหรือเปล่า
หากไม่ใช่อย่างที่เขาคิด แล้วใครกันเป็นคนสั่งให้โจมตีรถไฟขบวนที่พวกเขานั่งมา ? ใครกันที่ต้องการชีวิตของเขา ? เขายังคงไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่โชคดีที่พรุ่งนี้พวกเขาจะได้ไปที่เกาะฮ่องกงแล้ว และเขาจะไม่ยอมแพ้กับการไปยังเกาะฮ่องกงครั้งนี้อย่างเด็ดขาด !
ตอนนี้มีทั้งคนที่มีความสุขและคนที่เป็นกังวล เทียนจื่อรู้สึกมีความสุขมาก แม้ว่าตอนนี้เขาจะถูกคุมตัวอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ถูกทุบตีหรือดุด่าเลยแม้แต่น้อย หากเป็นไปได้เขาอยากออกจากแก๊ง แล้วเปลี่ยนมาติดตามพี่ใหญ่พวกนี้แทน
หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้ผล็อยหลับไป ก่อนจะฝันว่าตัวเขาได้อาศัยอยู่ในบ้านหรูหลังหนึ่ง ทั้งยังมีรถสปอร์ตให้ขับ และพ่อแม่เขาก็ได้มาอยู่ที่นี่ด้วย ที่นี่คือบ้านของเขาอย่างนั้นหรือ ?
อีกด้านหนึ่ง ไช่อาเกินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคืนนี้เทียนจื่อยังไม่กลับมา ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะทำภารกิจล้มเหลวเสียแล้ว และเขาจะต้องรีบออกไปจากที่นี่เพื่อป้องกันไม่ให้ใครก็ตามหาตัวเขาเจอ
เขาสั่งให้ทุกคนรีบเก็บข้าวของ โดยพวกเขาจะกลับไปที่เสิ่นเฉิงให้เร็วที่สุด และทำการแก้ไขเรื่องนี้ มิเช่นนั้นภารกิจนี้จะต้องทำลายแผนการทั้งหมดของเขาอย่างแน่นอน
“พี่เกิน เทียนจื่อยังไม่กลับมาเลยนะ เราไม่รอเขาก่อนเหรอ ?” คนที่ถามเขาคือเด็กคนที่เข้าร่วมแก๊งค์พร้อมกับเทียนจื่อนั่นเอง
“อย่าพูดมาก ตอนนี้เขาถูกจับไปแล้ว นายจะอยู่รอให้คนพวกนั้นมาจับตัวเราเหรอ ?” ไช่อาเกินตะคอกออกมาพร้อมกับเก็บของไปด้วย
ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้มากนัก ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถย้ายไปตอนไหนก็ได้ตามที่ต้องการ และในเวลาเที่ยงคืน พวกเขาทุกคนก็ได้ออกจากสถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ และตรงไปยังเสิ่นเฉิงทันที พวกเขาต้องไปที่นั่นก่อนที่คนเหล่านั้นจะไปถึง
หวังหลงเองก็เดินทางไปกับแก๊งค์ของเขาด้วยเช่นกัน และเขาก็ได้บ่นตลอดทางเลยว่าชายคนนี้เป็นคนที่ไร้ศีลธรรมมาก ในหมู่เพื่อนร่วมแก๊งค์ของเขา ไช่อาเกินมองแค่ผลลัพธ์โดยไม่สนใจเห็นคุณค่าชีวิตของคนๆหนึ่งเลย ทั้งที่เด็กหนุ่มคนนั้นอายุยังน้อย แต่เขากลับเมินเฉยได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ?
ไม่เพียงแต่หวังหลงเท่านั้นที่แอบบ่นพึมพำอยู่ภายในใจ เพราะคนอื่นเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเขาเช่นกัน ในฐานะลูกน้อง พวกเขาก็อยากจะติดตามลูกพี่ที่รักพวกเขาและมีความชอบธรรม เพื่อที่แก๊งค์ของพวกเขาจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
และหากมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับพวกเขา ครอบครัวของพวกเขาก็ยังสามารถได้รับความคุ้มครองอยู่บ้าง แบบนั้นการตายของพวกเขาก็จะไม่สูญเปล่า แต่การกระทำของไช่อาเกินได้ทำให้ทุกคนเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็กำลังจะออกเดินทาง โดยระยะทางที่จะไปยังเสิ่นเฉิงนั้นไม่ได้ไกลมากนัก ซึ่งพวกเขาใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวันและมาถึงในช่วงบ่าย ทันทีที่ไปถึง พวกเขาจะแวะทานข้าว และข้ามแดนได้ทันเวลาก่อนค่ำพอดี
“พี่เยี่ยน ผู้อำนวยการหยูมารอพวกเราอยู่ที่จุดผ่านแดนแล้วใช่หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง เพราะระหว่างทางเธอไม่เห็นผู้อำนวยการหยูเลย เป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจจะไปรออยู่ที่ด่านตรวจด้านหน้าแล้ว
“ใช่แล้วล่ะ ผู้อำนวยการหยูรอพวกเราอยู่ที่จุดผ่านแดน และจัดการเรื่องต่างๆให้กับพวกเรา ตอนนี้มีคนรับพวกเราอยู่ที่นั่นแล้ว ทั้งยังดูแลเรื่องที่พักและอาหารของพวกเราอีกด้วย” เยี่ยนหวู่โจวพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ สหายของผู้อำนวยการหยูประจำการอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงสะดวกมากสำหรับเขาที่จะไปยังกองรักษาการณ์ในเสิ่นเฉิงนั่นเอง
“ฉันเห็นในเอกสารระบุว่าการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะจะเริ่มขึ้นในเช้าของวันมะรืน และจะมีงานเลี้ยงต้อนรับด้วย แบบนี้พวกเราทุกคนจำเป็นต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงหรือเปล่า ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมา
“อืม เมื่อถึงเวลานั้น ไกด์จะเตรียมการทุกอย่างให้กับพวกเราเอง และพวกเราทุกคนต้องเปลี่ยนการแต่งตัวด้วย เมื่อเรามาอยู่ต่างถิ่น ก็ควรจะปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของพวกเขาสักหน่อย” เยี่ยนหวู่โจวศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ งานเลี้ยงต้อนรับอย่างนั้นหรือ ? เธอเกรงว่ามันจะเป็นงานเลี้ยงก่อนศึกแย่งชิงความเป็นใหญ่เสียมากกว่า!
จบตอน
Comments
Post a Comment