ตอนที่ 356: เปลี่ยนโฉม
รถที่พวกเขานั่งมานั้นค่อนข้างเร็วและสะดวกสบายมาก ในตอนเที่ยงพวกเขาก็ได้แวะซื้ออาหาร เนื่องจากมีคนจำนวนมาก การทานข้าวจึงเป็นปัญหาใหญ่
หลังจากที่เดินทางมาเจ็ดถึงแปดชั่วโมง พวกเขาก็ได้มาถึงเสิ่นเฉิงในที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว
เยี่ยนหวู่โจวจึงให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย แล้วค่อยมารวมตัวกันที่นี่อีกทีในตอนสามทุ่ม หากอยากไปซื้อของฝากหรือทานอาหารอร่อยๆ ก็สามารถทำได้ ส่วนตัวเขาไปหาผู้อำนวยการหยู
ครั้งนี้ทีมของหลิวหู่ได้ติดตามทุกคนไปแบบตัวต่อตัว แม้ว่าพวกเขาจะแยกกัน พวกเขาก็ยังคงจับกลุ่มกันประมาณสี่ถึงห้าคนอยู่ดี ตอนนี้ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนอยู่กับอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสองคน
ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการการอารักขา ดังนั้นเธอจึงให้เจ้าหน้าที่สองคนนั้นคอยอารักขาอธิการบดีจางกับศาสตราจารย์หลี่ ซึ่งคนที่เหลือก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากหาของอร่อยๆทานเท่านั้น
อธิการบดีจางจึงได้พาทุกคนไปเดินไปยังร้านที่ซ่อนอยู่ในตรอกหนึ่ง
“เมื่อปีที่แล้ว ฉันมาที่เสิ่นเฉิงเพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อสร้างมหาวิทยาลัยเสิ่นเฉิง และคนที่ติดต่อฉันในเวลานั้นก็ได้พาฉันมาที่นี่ แม้ว่ามันจะตั้งอยู่ในเสิ่นเฉิง แต่ก็เป็นอาหารเสฉวนแท้ๆ ลองชิมดูสิ มันมีรสเผ็ด ฉันรับรองเลยว่าหากได้ลองทานมันสักครั้ง ทุกคนจะต้องอยากกลับมาทานมันอีกแน่นอน”
เมื่อพวกเขานั่งลงและสั่งอาหารเสร็จแล้ว อธิการบดีจางก็ได้ถามขึ้นมาว่าทุกคนทานอาหารทมี่มีรสชาติเผ็ดได้หรือเปล่า ซึ่งหากฟังจากการพูดแล้ว สามารถบอกได้เลยว่าอธิการบดีจางคนนี้ก็เป็นคนที่หัวโบราณคนหนึ่งเช่นกัน
แต่สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในชีวิตชาติก่อนของฟู่เยี่ยนแล้ว อาหารเสฉวนนั้นเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศจีน และฟู่เยี่ยนเองก็ชอบมากเช่นกัน ซึ่งปลารสเผ็ดที่ฟู่ต้านีทำนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ปรับปรุงสูตรโดยได้รับอิทธิพลมาจากเมนูพวกนี้นั่นเอง
แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ ทุกคนค่อนข้างชื่นชอบอาหารรสเผ็ด แม้ว่าศาสตราจารย์หลี่จะเกิดและโตที่เมืองหลวงก็ตาม แต่แม่ของเขาก็มาจากทางใต้ของเสฉวน ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับรสชาตินี้มาตั้งแต่ยังเด็ก
เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟ หน้าตาของแต่ละเมนูนั้นดูดีมาก โดยเฉพาะหมูสไลซ์ต้มที่พอทานเข้าไปแล้วจะรู้ได้ทันทีเลยว่ามีพริกจากเสฉวนถูกใส่เข้าไปด้วย
“นี่เป็นรสชาติแท้ๆ จากบ้านเกิดของฉันเลยนะ เต้าหู้ผัดซอสเสฉวนที่แม่ของฉันเคยทำก็มีรสชาติแบบนี้เหมือนกัน” ศาสตราจารย์หลี่พูดพร้อมกับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึง แม่ของเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เคยได้ทานอาหารรสชาติดั้งเดิมแบบนี้มานานมาก
ศาสตราจารย์หลี่ทานข้าวไปถึงสองชาม และเป็นคนสุดท้ายที่ลุกจากโต๊ะ เขายังชมอธิการบดีจางที่เลือกร้านอาหารได้ดีแบบนี้อีกด้วย
ทางด้านจางเสี่ยวซานและหานต้าเซียงเองก็รู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนี้มากเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่มาจากทางใต้ของเสฉวน จึงคุ้นเคยกับรสชาติอาหารประเภทนี้อยู่แล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังจะออกจากร้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินอยู่ด้านหน้าของทุกคน แต่ยังไม่ทันที่จะเดินพ้นประตูออกไป เธอก็ได้พบกับหวังหลงเข้าโดยบังเอิญ จึงได้รีบกลับเข้าไปในร้านอีกครั้ง
“มีอะไรเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นมาทันที
“ฉันเห็นหวังหลง เราเข้าไปทางประตูด้านหลังกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ก่อนที่เธอจะทานอาหาร เธอได้ตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว
“เอาล่ะครับอาจารย์ เราไปทางนี้กันดีกว่า” ไป๋โม่เฉินพาอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ออกไปทางประตูหลัง
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ตามมาติดๆเช่นกัน เธอเห็นหวังหลงและพรรคพวกของเขากำลังเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะพูดคุยบางอย่างกับเจ้าของร้าน ไม่นานนัก ทุกคนก็ได้นั่งลงที่โต๊ะ และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังสั่งอาหารกันอยู่
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนออกมาจากประตูทางด้านหลัง ไป๋โม่เฉินและคนอื่นก็ได้ถามเธอในทันที
“มีอะไรเหรอ ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ตอนนี้เราทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว รีบไปหาผู้เฒ่าถานกันดีกว่า ตอนนี้เทียนจื่ออยู่กับพวกเขาไม่ใช่เหรอ ?”
“ใช่แล้ว ผู้เฒ่าถานไปกับกลุ่มของหลิวหู่ เราไปหาพวกเขากันเถอะ เสี่ยวซาน คุณกับต้าเซียงอยู่กับอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่เถอะ” ไป๋โม่เฉินพูดกับทั้งสอง ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับฟู่เยี่ยน
“คนพวกนั้นก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ แล้วพวกเขามาตามหาผู้เฒ่าถานหรือเทียนจื่อกันล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินมองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้กำลังเริ่มเดินเร็วขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
“คนพวกนั้นต้องมาตามผู้เฒ่าถานอยู่แล้ว เพราะหากจะบุกมาช่วยคนของเขา เขาคงจะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ได้สนใจเทียนจื่อแล้วนั่นเอง แล้วถ้าหากคนพวกนั้นเห็นผู้เฒ่าถานอยู่กับเทียนจื่อ พี่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?” ฟู่เยี่ยนบ่นพึมพำออกมา พร้อมกับเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อครู่นี้เธอได้ยินมาว่าผู้เฒ่าถานอยากจะไปทานเมนูปลา
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินใช้เวลาค้นหานานกว่าครึ่งชั่วโมง และในที่สุดทั้งสองก็พบกับผู้เฒ่าถาน มู่อี้อัน และลุงหลิวที่กำลังอยู่บนเรือริมแม่น้ำ ทั้งยังมีหลิวหู่กับเพื่อนร่วมทีมของเขาอีกสองคน รวมถึงเทียนจื่อด้วย
“ฟู่เยี่ยน ? เธอกินอะไรมาหรือยัง ? พวกเราเพิ่งจะกินเสร็จพอดีเลย ทำไมเธอไม่มาให้เร็วกว่านี้ล่ะ !” มู่อี้อันพูดติดตลกเล็กน้อย
ทั้งสองคนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะค่อยๆรวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้จ้องเขม็งไปที่เขา ก่อนจะดึงเทียนจื่อเข้ามา เธอมองไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจว่าเธอต้องใช้วิธีบางอย่างเพื่อช่วยเขา
“ทำไมเธอถึงได้จ้องเขาแบบนั้นล่ะ ? มีอะไรผิดปกติกับเขาอย่างนั้นเหรอ ?” มู่อี้อันถามแทรกขึ้นมาทันที
“แก๊งค์ของเขากำลังตามหาเขาอยู่ ฉันจำเป็นต้องให้เขาปลอมตัว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ได้ลงมือทำทันที !
ผมของเขายาวเกินไป จนตอนนี้มันได้ปิดตาของเขาไปหมด ดังนั้นเธอจึงต้องตัดมันออกเสียก่อน แต่เนื่องจากไม่มีกรรไกร ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องใช้กริชของเธอแทนมีดโกน และตัดผมของเทียนจื่อออกกว่าหนึ่งนิ้ว
ส่วนเครื่องสำอางค์ทั้งหมดนั้นเป็นของเธอเอง และเธอก็ได้นำมันออกมาจากดินแดนต่างมิติ เพราะหากฟู่เยี่ยนต้องถือกระเป๋าของเธอไปไหนมาไหนด้วยคงจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ จากนั้นเธอก็ได้เพิ่มรอยแผลเป็นบนใบหน้าให้กับเทียนจื่อ ซึ่งมันทำให้เขาดูเป็นคนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่หยุด เธอได้ทำตาสองชั้นให้กับเขา ทำให้ใบหน้าของเทียนจื่อดูเหมือนกับอาเล็กของเธอไม่มีผิด ซึ่งหลังจากที่ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้น ฟู่เยี่ยนก็ถึงกับต้องครุ่นคิด
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน ชายหนุ่มคนนี้ได้เปลี่ยนศีรษะไปแล้วหรือเปล่า ! หากไม่ใช่เพราะพวกเขาจำแววตาของเทียนจื่อได้ ตอนที่เจอกับเขาตามท้องถนน คงไม่มีใครจำเขาได้อย่างแน่นอน
“ฟู่เยี่ยน เธอมีทักษะด้านนี้ด้วยเหรอ ? เทียนจื่อ ดูนายสิ นายดูโหดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเลย ! ฉันคิดว่าตอนนี้แม้แต่แม่แท้ ๆ ของนายยังจำนายไม่ได้เลยด้วยซ้ำ !” มู่อี้อันยืดตัวตรง และต้องการที่จะสอนให้เทียนจื่อเป็นคนที่โหดขึ้น
เพียงแต่ว่ามู่อี้อันนั้นไม่ใช่คนที่ดูดุร้ายอะไรเลย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะสอนเทียนจื่อให้ดูโหดขึ้นได้อย่างไร
“หยุดเลยนะ นายกำลังจะสอนอะไรให้กับเขา เจ้าหนู นายฟังฉันให้ดีนะ นายก็แค่ไม่ยิ้มออกมา และมองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ทันใดนั้นเอง เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เคยเป็นทหารผ่านศึกก็ได้แนะนำขึ้นมา ทั้งยังเป็นคำแนะนำที่ตรงประเด็นอีกด้วย
เทียนจื่อจึงได้ทำตามคำแนะนำของทุกคน แต่เขาก็ยังไม่ค่อยชินกับมันเท่าไหร่ และยังคงเอาแต่จับไปที่ผมของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง จนฟู่เยี่ยนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปที่เขาหลายครั้ง ไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ต่างกัน
เห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ไป๋โม่เฉินก็ได้พูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตัดผมของเทียนจื่อออก เขาก็ยิ่งดูคล้ายกับฟู่ต้าอันมากขึ้นไปอีก
“ถ้าอาสะใภ้มาเห็นเขาเข้าล่ะก็ อาเล็กคงจะต้องลำบากแล้ว ฉันคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร” ฟู่เยี่ยนเองก็พูดติดตลกเช่นกัน
“เขาต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับครอบครัวของเธอแน่ๆเลย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่ดูคล้ายกันกับอาเล็กมากขนาดนี้หรอก” หลังจากที่เทียนจื่อถูตัดผมและเขียนตาสองชั้น ไป๋โม่เฉินก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะเทียนจื่อมีหน้าตาที่คล้ายกับฟู่ต้าอันมากจริงๆ
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เอาไว้กลับไป ฉันคงต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดดูสักหน่อยแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เธอรู้สึกว่าเทียนจื่ออาจจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น
จากนั้น ทุกคนก็ได้เดินไปที่จุดนัดพบ ตอนนี้พวกเขาต้องไปที่กองรักษาการณ์ในเสิ่นเฉิงก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางไปที่นั่นโดยตรง เมื่อพวกเขาผ่านแดนไปแล้ว พวกเขาก็ไม่อยู่ภายใต้การปกครอบของฝ่ายนี้อีกต่อไป แต่จะมีคนมาคอยดูแลพวกเขาต่ออีกที ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็มีภารกิจเช่นกัน ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงดูยิ่งใหญ่มากๆ
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่าหากไม่มีภารกิจลับนั้น การประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น และพวกเธอก็เป็นได้แค่ฉากบังหน้าของไป๋โม่เฉินเท่านั้น
ซึ่งสาเหตุที่พวกเขาเลือกไป๋โม่เฉินมาทำภารกิจครั้งนี้ อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ของเธอกับเขา หรือไม่ก็เป็นเพราะประสบการณ์ในก่อนหน้านี้ของไปโม่เฉิน ไหนจะตระกูลที่แข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังอีกด้วย
แต่หลังจากที่พิจารณาปัจจัยทั้งหมดแล้ว เขาก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดีไม่ใช่หรือ ?
ตอนที่ 357: แก๊งค์หง
ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จึงทำให้ฟู่เยี่ยนและคนอื่นที่อยู่ด้วยกันกับเธอมาถึงที่จุดนัดพบช้าที่สุด ส่วนอธิการบดีจางและศาสตราจารย์หลี่ได้มาถึงแล้ว
“ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ !” เยี่ยนหวู่โจวที่เห็นว่าทุกคนมากันครบแล้วจึงได้พาพวกเขาไปที่รถทันที
“พี่เกิน เราควรจะทำอย่างไรต่อดี ? คนพวกนั้นกำลังจะไปแล้ว” หวังหลงถามความคิดเห็นจากไช่อาเกิน
“ตามพวกเขาไป หากไม่ได้ผล เราก็รอจนกว่าจะมีช่องโหว่แล้วค่อยลงมือ ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นถิ่นของเรา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อยู่แล้วหากคนพวกนั้นจะมาตายที่นี่ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาทั้งหมดก็ต้องตายอยู่แล้ว” ทันทีที่พูดจบ รอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของไช่อาเกิน
หวังหลงเงียบไปครู่หนึ่ง นั่นคือความคิดที่แท้จริงของเขาอย่างนั้นหรือ ? หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาควรจะไปอยู่ฝั่งคุณหนูฟู่ดีหรือเปล่านะ ?
ไช่อาเกินสั่งให้คนของเขาสะกดรอยตามพวกของฟู่เยี่ยนไป ซึ่งไม่เพียงแค่ฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ทางด้านไป๋โม่เฉินและหลิวหู่เองก็รู้แล้วเช่นกันว่ามีคนแอบตามพวกเขาอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ และใช้ตัวเองเป็นเหมือนเหยื่อตกปลา พวกเขาไม่ได้สนใจปลาตัวเล็กพวกนี้เลย พวกเขามุ่งเป้าไปที่ปลาตัวใหญ่เท่านั้น
ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้มาถึงป้ายรถประจำทาง จากนั้นฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้ขึ้นไปบนรถประจำทาง ก่อนที่เธอจะมองย้อนกลับไป เธออยากจะรู้ว่าคนเหล่านั้นกล้าพอที่จะตามมาหรือเปล่า และพวกเขาจะมีความสามารถมากแค่ไหน แต่คนที่มีความสามารถขนาดนั้นจะไปขอเข้าร่วมแก๊งค์ของคนอื่นได้อย่างไร ? ช่างน่าตลกสิ้นดี !
“พี่เกิน คนพวกนั้นกำลังขึ้นรถบัสกันแล้วครับ ! พี่จะให้พวกเราตามไปหรือเปล่า ?” เปาหยาจื่อพูดขึ้นมา
“ตามไปกับผีอะไรกัน ! นายไม่เห็นเหรอ เจ้าหน้าที่พวกนั้นเป็นถึงทหารของเมืองเซินเจิ้นเลยนะ ! หากอยากตายมากล่ะก็ นายตามไปเองเถอะ อย่าลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย !” ไช่อาเกินด่าลูกน้องของเขาทันที ! ทำไมคนพวกนั้นถึงได้โชคดีขนาดนี้กัน ! พวกเขาจ้างทหารรักษาการณ์ดูแลได้ด้วยอย่างนั้นหรือ ?
ทันใดนั้นเอง ความคิดต่างๆนานาที่อยู่ภายในใจของหวังหลงก็ได้ถูกทำลายลงไปจนหมดด้วยคำว่า “ทหารรักษาการณ์” ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควรจะซื่อสัตย์และให้ความร่วมมือกับคุณหนูฟู่มากกว่าที่เคยทำมา ! เผื่อบางทีนี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขารอดชีวิต !
“พี่เกิน ฉันควรทำอย่างไรต่อไปดี ?” หวังหลงมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังขึ้นไปบนรถบัส พลางอธิษฐานในใจว่าขอให้ไช่อาเกินยอมล่าถอยกลับไปก่อน !
“กลับกันก่อนเถอะ” ไช่อาเกินไม่ใช่คนโง่ และเขาก็ยังไม่อยากตกเป็นเป้า เพราะทหารที่ประจำการอยู่ในเซินเจิ้นนั้นล้วนเป็นทหารที่แข็งแกร่งมากจริงๆ
ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นหวังหลงแล้ว ทั้งยังเห็นเขาถอยกลับไปพร้อมกับไช่อาเกินแล้วด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในหมู่พวกเขานั้นไม่มีใครจำเทียนจื่อได้เลยแม้แต่คนเดียว
ในที่สุด รถบัสก็ได้แล่นออกไป ซึ่งทหารที่ขับรถบัสนั้นก็ได้มาจากกองทัพของเซินเจิ้น ตอนนี้พวกเขาต่างก็สงสัยในตัวตนของฟู่เยี่ยนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ฟังสิ่งที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นพูดคุยกันเท่านั้น
ตอนนี้ผู้อำนวยการหยูก็ได้กลับมารวมตัวกับคนอื่นในทีมแล้ว โดยเขาได้นั่งอยู่ในรถบัสคันเดียวกันกับฟู่เยี่ยนและคนอื่น ก่อนที่เขาจะอธิบายให้ทุกคนฟังถึงรายละเอียดของสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำ
“ตอนที่เรากำลังจะข้ามชายแดน อย่าพูดอะไรเกินกว่าความจำเป็นเด็ดขาด และตำรวจฮ่องกงจะปล่อยให้เราผ่านไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งที่เราเลือกเดินทางข้ามชายแดนในตอนกลางคืนนั้นก็เพื่อจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลง มีคนของเราอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว และพวกเขาจะคอยดูแลเราเป็นอย่างดี ฉะนั้นทุกคนอย่ากังวลไปเลย”
“ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลย ผู้อำนวยการหยู พวกเราเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว” ทุกคนต่างก็พยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้แล้ว
ไม่นานนัก ทุกคนก็ได้เดินทางมากถึงเขตประตูเมืองเซินเจิ้นและเกาะฮ่องกง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าทางข้ามแดนนั้นเป็นเพียงแค่แผ่นไม้จำนวนหนึ่งที่ถูกปูไปบนโครงเหล็กบนทะเลสาบเท่านั้น
ตอนนี้ทหารของทั้งสองฝ่ายได้ยืนประจันหน้ากันแล้ว ทั้งยังพร้อมที่จะชักมีดสั้นออกมาทุกเมื่ออีกด้วย เนื่องจากมีข้อขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างทั้งสองฝ่าย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นักหากต้องมาเผชิญหน้ากันแบบนี้
“ทุกคนดูเอาเองเถอะ แค่คนฝั่งเราจะข้ามไปยังต้องผ่านการสอบสวนนานกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว และทหารเหล่านั้นก็ยังเป็นคนชาติอื่นที่แม้แต่จะพูดก็ยังพูดไม่ค่อยชัดเลยด้วยซ้ำ ก็เห็นกันอยู่ว่าพวกเขาไม่ใช่คนจีน พวกเขาเป็นแค่สุนัขที่ถูกประเทศอื่นเขี่ยทิ้งเท่านั้น” ทหารที่รับผิดชอบในการพาทุกคนผ่านชายแดนพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นก็คือความจริง ในยุคนี้ยังคงมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพวกเขา และหลายคนต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะไปยังเกาะฮ่องกง บางคนถึงขั้นยอมกระโดดลงน้ำเพื่อว่ายข้ามไปอีกฝั่งเลยก็มี
“ถ้าเราผ่านด่านศุลกากรตอนกลางคืนแบบนี้ พวกเขาจะไม่สอบสวนเราอย่างนั้นเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ไม่หรอก มีคนมารอรับพวกเราอยู่แล้ว และพวกเขาก็ได้มาถึงแล้วด้วย แต่พวกเขายังทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้พวกเขากำลังตรวจสอบรถพวกนั้นอยู่” ผู้อำนวยการหยูตอบคำถามของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ชำเลืองมองไปที่เขา ดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องภายในพวกนี้ดีมาก จากนั้นเธอก็ได้หันไปมองรอบๆอีกครั้ง ก่อนจะพบกับรถคลาสสิคสีดำที่เธอมักจะเห็นแค่ในฉากของภาพยนตร์จอดอยู่ นั่นหมายความว่าคนที่สามารถมีรถแบบนี้เอาไว้ในครอบครองได้ จะต้องเป็นคนระดับสูงอย่างแน่นอน
คนที่รอข้ามแดนต่างก็ทยอยกันเดินผ่านชายแดนไปทีละคน จนตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว แต่จำนวนทหารยามกลับเพิ่มมากขึ้นแทนที่จะลดลง ซึ่งนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนที่นี่แอบหนีเข้าเมืองไปนั่นเอง
แต่ครั้งนี้ตำรวจฮ่องกงที่หยิ่งผยองมาโดยตลอดกลับดูมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแค่พวกเขาจะไม่หยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้านี่เท่านั้น แต่ยังได้พาทุกคนไปที่รถอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย ก่อนที่เขาจะเคาะไปที่กระจกรถคันหนึ่งด้วยท่าทีเคารพ
“ลุงห่าว พวกเขามาถึงแล้วครับ”
ทันใดนั้นเอง ประตูรถก็ได้ถูกเปิดออกพร้อมกับชายชราคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาจากรถคันนั้น เส้นผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาทั่วทั้งศีรษะ แต่ก็ยังมีท่าทางที่ดูเป็นคนมีจิตใจดี เขาชำเลืองมองไปยังตำรวจคนนั้นครู่หนึ่ง เพียงเท่านี้ คนที่อยู่ด้านหลังของเขาก็รีบยื่นธนบัตรม้วนหนึ่งให้กับเขาทันที ซึ่งหากดูจากความหนาแล้ว ตำรวจเหล่านี้คงได้สังสรรค์มื้อใหญ่หลังเลิกงานในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง ไช่อาเกินได้จ้างเรือประมงและข้ามมายังเกาะฮ่องกงได้แล้วเช่นกัน ซึ่งหัวหน้างานบนเกาะฮ่องกงนั้นเป็นคนรู้จักเก่าของสมาคมซินอี้ พวกเขาทำเรื่องเกี่ยวกับการลักลอบขนของข้ามแดนเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างสนิทกับคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี
พวกเขาได้ขึ้นฝั่งโดยอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนประมาณสิบลี้ ก่อนที่ไช่อาเกินจะนำคนของเขามาซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆ
หลังจากที่ซ่อนตัวอยู่ได้ไม่นาน พวกเขาก็เห็นรถหลายคันกำลังแล่นมาทางนี้
“พี่เกิน ฉันคิดว่ารถพวกนั้นน่าจะเป็นรถของแก๊งค์หงนะ !” หวังหลงอุทานออกมา
“อย่าพูดเสียงดังไป นายแน่ใจใช่ไหมว่าดูไม่ผิด ?” ไช่อาเกินถามขึ้นมา
“ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ครั้งล่าสุดที่แก๊งค์หงจัดงานเลี้ยง และฉันได้ไปที่นั่นกับพี่ซาน ตอนนั้นก็มีรถแบบนี้หลายคันเหมือนกัน” หวังหลงพูดพร้อมกับเกาหัวของตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าคนจากแก๊งค์หงมาทำอะไรที่นี่ตอนกลางดึกแบบนี้ ?” ไช่อาเกินพึมพำออกมา สมาคมซินอี้เป็นแก๊งเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเมื่อเทียบกับแก๊งค์หงแล้ว สมาคมซินอี้ยังคงดูเล็กกว่า
“พี่เกิน นั่นลุงห่าวไม่ใช่เหรอ !” หวังหลงปิดปากพร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง
“เป็นเขาจริงด้วย เขามารับคนพวกนั้นอย่างนั้นเหรอ แก๊งค์หงติดต่อกับคนพวกนั้นได้อย่างไร ?” ไช่อาเกินดูหดหู่ลงไปเล็กน้อย หากเป็นกรณีนี้จริง นั่นเท่ากับว่าสิ่งที่พี่เขยของเขาทำกับคนเหล่านี้ไม่ไร้ประโยชน์หรอกหรือ ?
“พี่เกิน ดูนั่นสิ ลุงห่าวจับมือกับชายคนนั้นด้วย และคนพวกนั้นก็ได้ขึ้นรถไปแล้ว แล้วแบบนี้เรายังจะดำเนินการตามแผนเดิมอยู่หรือเปล่า ?” หวังหลงเริ่มรู้สึกว่าคำพูดของคุณหนูฟู่นั้นจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ในเมื่อเธอมีแก๊งค์ใหญ่คอยสนับสนุนแบบนั้น แล้วเขาจะไม่ทำงานให้เธอได้อย่างไร ?
“กลับกันเถอะ เราต้องรีบบอกเรื่องนี้กับพี่ซานโดยเร็วที่สุด” ไช่อาเกินรีบพาคนของเขาออกจากที่นี่ทันที
ลุงห่าวเป็นหัวหน้าแก๊งค์หง ซึ่งการได้เห็นหัวหน้าแก๊งค์ใหญ่มาปรากฏตัวแบบนี้เป็นอะไรที่พบเห็นได้ยากมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่สามารถทำให้หัวหน้าแก๊งค์อย่างเขาลงมือทำมันด้วยตัวเอง ดังนั้นการที่เขามารับคนพวกนี้ด้วยตัวเองได้นั้นย่อมหมายความว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นจะต้องมีคนระดับสูงอยู่ด้วยอย่างแน่นอน หรือจะเป็นผู้ชายคนนั้นกันนะ ?
ไช่อาเกินครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตลอดทาง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งมาที่ฐานที่มั่นเก่าของสมาคมซินอี้ ที่นี่คือห้องคาราโอเกะ ซึ่งหากพี่ซานไม่มีอะไรทำ เขามักจะใช้เวลาอยู่ที่นี่เสมอ
ไช่อาเกินกลับมาที่ร้านนี้อีกครั้ง และแน่นอนว่าพี่ซานก็ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้วเช่นกัน
“อาเกิน เรื่องที่ให้นายไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง ?” พี่ซานพูดกับน้องชายของภรรยาตัวเองโดยที่ไม่ได้เก็บซ่อนท่าทีที่เย่อหยิ่งของเขาเลย
“ทุกอย่างล้มเหลวไปหมดเลย ผมถูกขัดขวางทุกครั้งที่คิดจะลงมือ ทั้งยังเสียคนไปหลายคนอีกด้วย”
“สวะ !” พี่ซานตะคอกออกมา พร้อมกับขว้างที่เขี่ยบุหรี่ลงพื้นด้วยความโมโห
ตอนที่ 358: ลองชุด
“พี่ซาน ฟังผมอธิบายก่อน ผมมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูด” ไช่อาเกินพูดพร้อมกับขยิบตาให้กับพี่ซาน
“พวกนายทุกคนออกไปก่อน แล้วปิดประตูให้ฉันด้วย” พี่ซานเข้าใจถึงสายตาของเขาดี
“พี่เขย ผมไปเจออะไรบางอย่างมาด้วย และยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกด้วย” ไช่อาเกินเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“หืม ? มันเกิดอะไรขึ้น ? ที่ฉันให้นายออกหน้าก็เพื่อให้นายได้มีส่วนร่วมและทำผลงาน ซึ่งจะทำให้ฉันพูดคุยธุรกิจได้อย่างง่ายดายขึ้นในอนาคต แต่ถ้านายไม่สามารถทำประโยชน์ได้ แล้วฉันจะสนับสนุนนายได้อย่างไร ?” ว่านเจิ้งซานยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อน้องชายของภรรยาคนนี้อยู่
“พี่เขย ผมเข้าใจถึงความหวังดีที่พี่มีให้กับผมมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้มันพิเศษมากจริงๆ คนของผมพบว่ากลุ่มคนที่มาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจในอภิปรัชญามากนัก พวกเขาไม่ใช่คนเก่งอะไร”
“อาจารย์หม่าจะต้องชนะในการการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้แน่นอน และด้วยความสามารถของเขา มันจะทำให้เขาประสบความสำเร็จแน่ๆ…” ขณะที่ไช่อาเกินกำลังกล่าวชมเชยอยู่นั้น ว่านเจิ้งซานก็ได้ลุกขึ้นมาปิดปากของเขาเอาไว้ทันที
“อย่าพูดมากเลย นายมีอะไรก็พูดมันออกมาตามตรงเถอะ”
“พี่เขย หลังจากที่คนเหล่านั้นผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปแล้ว พี่รู้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนมารับพวกเขา ใช่แล้ว คน ๆ นั้นคือลุงห่าวนั่นเอง !” ไช่อาเกินพูดพร้อมกับยืดอกขึ้น ตอนนี้เขาได้ค้นพบเรื่องที่สำคัญมากๆเข้าแล้ว
“ลุงห่าวเหรอ ? นายหมายถึงลุงห่าวจากแก๊งค์หงใช่หรือเปล่า ?” ว่านเจิ้งซานที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาเช่นกัน ทันทีที่เขารู้ว่ามีแก๊งค์หงเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาเองก็ตกใจกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว !
“ผมเห็นเขากับตาของผมเองเลยนะ และลูกน้องของผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน คนๆนั้นคือลุงห่าวจริงๆ และรถที่พวกเขาขับก็ยังเป็นรถของแก๊งค์หงทั้งหมด ที่สำคัญลุงห่าวยังได้จับมือกับชายคนหนึ่งในกลุ่มพวกนั้นอีกด้วย” ไช่อาเกินพูดพลางจ้องไปที่ดวงตาพี่เขยของเขา เพื่อที่จะยืนยันว่าเรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง
“ดูเหมือนว่าเราจะนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้แล้วสินะ” ว่านเจิ้งซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขาต้องแจ้งเรื่องนี้ให้กับอาจารย์ทราบ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ไม่ได้มีท่าทีที่ดูลังเลอีกต่อไป เขาตั้งใจจะไปบอกอาจารย์ในตอนนี้เลย
“อาเกิน มากับฉัน เราไปหาอาจารย์แล้วพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเลยดีกว่า” ว่านเจิ้งซานลุกขึ้นยืนและกำลังจะเดินออกไป
“พี่เขย แต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ? เพิ่งจะแปดโมงเอง ! ผมเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยด้วย !” ตอนนี้ไช่อาเกินรู้สึกหิวมากจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ไปที่ร้านน้ำชาด้านหน้าแล้วสั่งอะไรง่ายๆกินก่อนเถอะ อย่าเรื่องมาก หลังจากที่กินเสร็จจะได้รีบไปหาอาจารย์กัน” ตอนนี้ธุรกิจของอาจารย์หม่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเขา และความมั่งคั่งของเขาก็ล้วนมาจากอาจารย์ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เขาจึงไม่สามารถลืมบุญคุณเหล่านี้ได้
“ได้ครับ พี่เขย ให้ผมสั่งบะหมี่หอยนางรมให้พี่ด้วยหรือเปล่า ?”
“ฉันเอาบะหมี่เกี๊ยวก็แล้วกัน อ้อ เพิ่มกุ้งให้ฉันด้วย !”
ขณะที่ทั้งสองกำลังกินมื้อเช้าด้วยกันอยู่นั้น ทางด้านฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็เพิ่งจะตื่น และกำลังมารวมตัวกันที่ร้านอาหารเพื่อกินอาหารเช้า เมื่อคืนนี้ลุงห่าวได้พาพวกเขาตรงไปยังโรงแรมในเขตรับผิดชอบของแก๊งค์หง ทั้งยังให้การดูแลระดับวีไอพีกับทุกคนอีกด้วย
“พี่ฟู่ เตียงที่นี่นุ่มมาก ! มันทำให้ฉันรู้สึกสบายจนไม่อยากลุกเลย !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดขึ้นมา
“ฉันลืมเตียงไม้ของตัวเองไปเลยจริงๆ มันชอบทำให้ฉันปวดหลังปวดเอว” หูจินพูพร้อมกับลูบไปที่หลังของตัวเอง
“ฉันคิดว่าห้องน้ำที่นี่สะดวกสบายมากเลย ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆต่างก็พูดกันว่าที่นี่คือสวรรค์ !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับตักอาหารให้กับตัวเอง
“แต่ที่นี่ก็มีนรกอยู่เหมือนกันนะ นายอยากให้ฉันพาไปดูหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามแทรกขึ้นมาขณะที่เธอกำลังกัดขนมปัง ส่วนไป๋โม่เฉินยังไม่ลงมา และเธอก็ไม่รู้เลยด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน บางทีตอนนี้เขาอาจกำลังปฏิบัติภารกิจลับอยู่ก็ได้
“ที่นี่ยังมีนรกอยู่อีกเหรอ ?” มู่อี้อันแทบจะไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้
“แน่นอนอยู่แล้ว ทุกที่มีทั้งคนรวยและคนจน และสถานที่แห่งนี้ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนรวยกับคนจนอีกด้วย หากนายอยากเห็นก็ให้ดูเทียนจื่อสิ ฉันเดาว่าเขาเองก็ไม่เคยมาที่นี่เหมือนกัน” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ดื่มนมเข้าไปหนึ่งแก้ว มันเป็นของที่มีประโยชน์ ทั้งยังอร่อยมากอีกด้วย !
มู่อี้อันจึงได้หยุดพูดในทันที เขาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย จึงไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้ดูหรูหราอะไรมากนัก เพราะที่บ้านของเขาเองก็มีการตกแต่งไม่ต่างจากที่นี่เท่าไหร่
แต่คนอื่นไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบายแบบเขา
“นายไม่ขายหน้าบ้างเหรอ นายดูคนอื่นเขาสิ เขาทำตัวสบายๆกันทั้งนั้น ทำไมถึงกินมูมมามขนาดนี้ ?” หานต้าเซียงสะกิดจางเสี่ยวซานที่กำลังกินอยู่ข้างๆ
“มันก็แค่การกินไม่ใช่เหรอ ! นายลองชิมนี่ดูสิ เขาเรียกว่าขนมจีบ ลองนี่ด้วย ! นี่เป็นซาลาเปาไส้ไข่ปู มันอร่อยมากเลยนะ !” จางเสี่ยวซานไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลย ก่อนจะคีบของอร่อยใส่ลงชามของหานต้าเซียง
หานต้าเซียงหยิบมันขึ้นมาชิม พร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง เมื่อครู่นี้เขากำลังบ่นเพื่อน แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายแย่งจางเสี่ยวซานกินแล้ว
“เฮ้ นายเพิ่งว่าฉันไปไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้มาแย่งฉันกินล่ะ !” จางเสี่ยวซานบ่นออกมา
“ฉันยินดีที่จะแบ่งของอร่อยพวกนี้ให้กับนายอีกเยอะเลยนะ นายลองดูเทียนจื่อสิ แล้วจะรู้ว่าทำไมฉันถึงได้กินอย่างมีความสุขแบบนี้ !” หานต้าเซียงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
เมื่อจางเสี่ยวซานเห็นชายหนุ่มที่ริมฝีปากเต็มไปด้วยน้ำมันหลังจากที่เพิ่งกินอาหาร เขาจึงได้หยิบกระดาษทิชชู่ยื่นออกไปทันที
“เช็ดปากของนายซะ แล้วค่อยๆกินช้าๆ นายไม่เคยกินของพวกนี้มาก่อนเลยหรือไง ?”
“ไม่เคยครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยกินของแบบนี้ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เคยมาพักในที่ที่หรูหราแบบนี้อีกด้วย ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดที่มีกำแพงล้อมรอบอย่างมิดชิด พวกเราทั้งแปดคนอาศัยอยู่ภายในห้องแคบๆเพียงห้องเดียว โดยสมาชิกครอบครัวของผมมีพ่อ แม่ พี่ชาย และน้องสาว” เทียนจื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยมาที่แบบนี้จริงๆ
“ครอบครัวของนายมีสมาชิกมากมายขนาดนั้นเลยเหรอ ? นายมีพี่น้องมากกว่าฉันอีกนะ ! แม่ของฉันมีลูกแค่สี่คนเอง แค่นี้ก็ถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ในหมู่บ้านแล้ว” หานต้าเซียงรู้สึกเหลือเชื่อมากหลังจากที่ได้ยินสิ่งนี้
“ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างอบอุ่นเลยล่ะครับ พ่อกับแม่ของผมเลี้ยงดูพวกเราเป็นอย่างดี ตอนนี้พี่ชายและน้องสาวของผมต่างก็แยกย้ายกันออกจากเขตชุมชนแออัดแห่งนั้นไปหมดแล้ว หากเทียบกับครอบครัวอื่น เด็กผู้หญิงที่อยู่ในชุดชนแออัดส่วนมากจะขายตัวเพื่อแลกเงิน ในขณะที่เด็กผู้ชายก็ผันตัวไปขายยาเสพติด”
“ตราบใดที่หาเงินได้ พวกเขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้ผมจึงเต็มใจที่จะติดตามพี่เกิน เพราะอย่างน้อยผมก็ยังมีที่ซุกหัวนอน และมีข้าวให้กิน”
โลกที่เทียนจื่อบรรยายนั้นตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงจางเสี่ยวซานและหานต้าเซียงเลย แม้แต่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวและหูจินที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน !
“นายหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าผู้หญิงขาย...?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินแบบนั้น เทียนจื่อก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา ราวกับจะรู้ว่าหากพูดออกไปนั้น จะทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าของเขารู้สึกเสียบรรยากาศได้ ดังนั้นเขาจึงไม่พูดต่อ ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
สถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตมานั้นทั้งสกปรกและวุ่นวายมาก
ทันใดนั้นเอง หูจินก็ได้ดึงเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเอาไว้ แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ในใจของฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสงสารเด็กหนุ่มคนนี้ขึ้นมา อารมณ์ของฟู่เยี่ยนในตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อนมาก ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาของเทียนจื่ออย่างนั้นหรือ ? หรือเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าเขาอาจจะเป็นญาติของเธอกัน ?
ฟู่เยี่ยนได้สติกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะน่าสงสารแค่ไหนก็ตาม แต่เธอเองก็ไม่ใช่คนใจบุญอะไร อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ เธอจึงได้ลุกไปซื้อเครื่องดื่มเพื่อที่จะระงับความสงสารภายในใจของตัวเองลงทันที
ขณะที่กำลังเงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆนั้น เธอก็บังเอิญเห็นชายวัยกลางคนที่กำลังเดินตามผู้อำนวยการหยูอยู่ ซึ่งฟู่เยี่ยนจำได้ว่าเขาคือคนที่ติดตามลุงห่าวเมื่อวานนี้นั่นเอง
“ทุกคนกินข้าวกันเสร็จแล้วใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นเราไปลองชุดกันดีกว่า” คำพูดของผู้อำนวยการหยูทำให้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ลองชุดเหรอคะ ? แล้วทำไมเราต้องลองชุดกันด้วยล่ะ ? คุณจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับพวกเราเหรอ ?”
“งานเลี้ยงในช่วงค่ำของวันพรุ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานเลี้ยงต้อนรับเท่านั้น แต่ยังเป็นงานเลี้ยงการกุศลด้วย ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงต้องแต่งตัวเพื่อเข้าร่วมงานอย่างเหมาะสม อย่าตกใจไปเลย ทางเบื้องบนจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้พวกเราทั้งหมด” ผู้อำนวยการหยูอธิบายถึงเหตุผลในเรื่องนี้อย่างชัดเจน และเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเองก็แทบจะกระโดดขึ้นมา
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้ขึ้นไปบนรถ ก่อนที่รถจะแล่นไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งขณะที่นั่งอยู่บนรถ ฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหยูก็ได้พูดคุยกันถึงเรื่องคืนวันพรุ่งนี้
เมื่อลงจากรถ ฟู่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น หากจะพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ คืนพรุ่งนี้จะเป็นการแข่งขันเรื่องสไตล์การแต่งตัว ฉะนั้นวันนี้เธอต้องพยายามเลือกชุดที่เข้ากับตัวเองให้มากที่สุด เพราะเธอจะแพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ตอนที่ 359: ชุดกี่เพ้า
ฉินเฟิง ลูกน้องคนสนิทของลุงห่าวได้พาทุกคนไปยังร้านเสื้อผ้าที่ดีที่สุด โดยพวกเขาสามารถเช่าเสื้อผ้าที่นี่ได้อีกด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกคนต่างก็ตัดสินใจว่าการเช่านั้นดูจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะแม้ว่าสุดท้ายแล้วเสื้อผ้าจะได้รับความเสียหายก็ตาม พวกเขาก็ยังคงจ่ายในราคาเดิมได้
เดิมที ฟู่เยี่ยนต้องการเลือกชุดแบบกางเกง โดยเธอคิดว่าอาจจะมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ แต่ทุกคนก็ได้โน้มน้าวให้เธอ หูจิน และเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเลือกชุดกี่เพ้า
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเลือกชุดกี่เพ้า ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจอะไรอยู่แล้ว ส่วนรองเท้า เธอได้เลือกเป็นรองเท้าส้นเตี้ยเพื่อให้เข้ากับชุด ชุดกี่เพ้าที่เธอลองชุดแรกนั้นเป็นชุดสีขาวปักลายดอกบัว
เจ้าของร้านนี้เป็นสาวเจ้าเสน่ห์ เธอมีชื่อว่าพี่หง ซึ่งพี่หงเองก็ยังชื่อชมในความสง่างามของฟู่เยี่ยนด้วย ก่อนที่เธอจะแนะนำให้ฟู่เยี่ยนเลือกชุดกี่เพ้าที่มีการปักตกแต่งด้วยลายนกเฟิ่งหวงสีทอง
“คุณหนู คุณหุ่นดีมาก ยิ่งสวมชุดกี่เพ้าก็ยิ่งเสริมให้คุณดูดีขึ้นไปอีก คุณหนูลองสวมชุดนี้ดูก่อนดีกว่า นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันบอมให้เช่ากี่เพ้าชุดนี้ แม้แต่ดาราที่ดังที่สุดในตอนนี้ ฉันก็ยังไม่ปล่อยให้เช่ามันเลยนะ !”
พี่หงกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่าเสื้อผ้าของเธอนั้นทันสมัยที่สุดในเกาะฮ่องกงแล้ว และด้วยการสนับสนุนจากแก๊งค์หง เธอจึงไม่ต้องกังวลเรื่องธุรกิจเลยแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้มีดาราดังมาขอเช่าชุดของเธอเยอะมาก แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้เช่าเลย ในทางกลับกันคนดังเหล่านั้นกลับไม่ได้มารุกรานหรือด่าทอเธอเลย ทั้งยังเรียกเธอว่า “พี่หง” อีกด้วย
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าของร้ายคนนี้ชมเธอมากเกินไปหรือเปล่า ? แต่ชุดนี้ก็สวยมากจริงๆ มันมีริ้วสีเข้มเล็กน้อยเมื่อโดนแสงแดด หากเธอสวมมันไปในสถานที่ที่มีแสงสว่างจ้า ชุดนี้จะต้องเปล่งประกายระยิบระยับออกมาอย่างแน่นอน
ส่วนหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวต่างก็รบเร้าให้เธอลองสวมมัน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็คิดว่าการลองมันนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ก็แค่ลองชุดเท่านั้น และทันทีที่เธอสวมมัน ดวงตาของพี่หงก็เปล่งประกายขึ้นมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถามฟู่เยี่ยนว่าอยากเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า เพราะเธอสามารถแนะนำบริษัทให้ได้
แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนนั้นต้องส่ายหน้าปฏิเสธในทันทีอยู่แล้ว เธอไม่อยากทำงานแบบนั้น !
“พี่ฟู่ พี่รู้หรือเปล่าว่าเวลาที่พี่สวมชุดนี้แล้วดูสวยมากเลย ! ช่างน่าทึ่งมากจริงๆ”
“พี่หง ฉันอยากจะซื้อชุดนี้ พี่ช่วยบอกราคามาให้ฉันหน่อยได้ไหม แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาจ่ายเงิน พอดีวันนี้ฉันรีบไปหน่อย ก็เลยไม่ได้หยิบเงินติดตัวออกมาด้วย”
ฟู่เยี่ยนเองก็เห็นว่าชุดนี้ดูเข้ากับเธอมากเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงอยากซื้อมันเกลับไปเผื่อสวมอีกครั้งในโอกาสหน้า ก่อนที่จะผ่านแดน เธอแลกเงินเอาไว้เยอะมาก แต่ทั้งหมดได้ถูกเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ แม้แต่กระเป๋าของเธอก็ถูกเก็บเอาไว้ที่นั่นเช่นกัน ซึ่งเธอไม่สามารถเอามันออกมาในตอนนี้ได้
ทางด้านพี่หงเองก็ไม่ได้มีความเมตตาใด ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นธุรกิจ เธอจึงได้เสนอราคาที่สูงจนทำให้คนอยากจะวิ่งหนีไปในทันทีที่รู้ ทว่าฟู่เยี่ยนก็ได้ตอบตกลงโดยไม่ลังเล จึงทำให้พี่หงมีความสุขพร้อมกับเผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“พี่หู ฉันว่าเราไม่เหมาะกับชุดกี่เพ้าเท่าไหร่ มันดูไม่เข้ากับฉันเอาเสียเลย” เมื่อเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเห็นฟู่เยี่ยนสวมชุดกี่เพ้า เธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่สวมมัน
ส่วนหูจินก็ได้สำรวจดูรูปร่างที่เหมือนกับกระดานซักผ้าของตัวเองเช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงแทน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสวมชุดกี่เพ้าแล้วดูสวยจนน่าทึ่งเหมือนฟู่เยี่ยน
“คุณผู้หญิงทั้งสอง เชิญดูทางนี้ก่อนสิ นี่เป็นชุดกระโปรงแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ ฉันเพิ่งตัดเสร็จ ยังไม่ได้เอามันไปแขวนเลย ! ฉันจะไปหยิบมาให้พวกคุณเลือก”
ทันทีที่พูดจบ พี่หงก็ได้เดินเข้าไปยังห้องด้านใน ก่อนจะนำชุดที่ดูทันสมัยและยังไม่มีวางขายที่หน้าร้านออกมา โดยชุดหนึ่งเป็นชุดสีแดง ส่วนอีกชุดเป็นสีขาว ซึ่งหูจินชอบชุดสีขาวมาก ทางด้านเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวนั้นยังเด็ก การสวมชุดสีแดงจึงทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย
ในที่สุดทั้งสามคนก็ได้เลือกเสื้อผ้าเสร็จแล้ว และตกลงว่าจะมารับมันในบ่ายของวันพรุ่งนี้ ซึ่งพี่หงยังรับทำผมและแต่งหน้าอีกด้วย ดังนั้นสามสาวจึงได้กลับออกมาจากห้องแต่งตัวพร้อมกัน
ทางด้านฝั่งผู้ชายนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก เสื้อผ้าของพวกเขาดูเรียบง่ายกว่าผู้หญิงมาก โดยมีแค่ชุดสูท เสื้อคลุมจีน และชุดประจำชาติเท่านั้น ซึ่งชุดพวกนี้กลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
มู่อี้อันไม่ได้ใช้เงินจากหน่วยงาน เขามีเงินอยู่แล้ว จึงซื้อชุดด้วยเงินของตัวเอง รวมไปถึงลุงหลิวและผู้เฒ่าถานก็ซื้อมันด้วยเงินของตัวเองเช่นกัน
จนถึงตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ยังไม่เห็นไป๋โม่เฉินเลย แต่เธอก็ยังคงคิดว่าเขาจะเข้าร่วมงานในคืนพรุ่งนี้อยู่ ตอนนี้ยังมีเวลา เอาไว้ช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ค่อยมาเลือกชุดก็ยังไม่สาย
“ฟู่เยี่ยน ต้องบอกเลยว่าช่างตัดเสื้อที่นี่ดีกว่าที่เมืองหลวงของเราเสียอีก เราไม่เคยมีเสื้อผ้าแบบใหม่แบบนี้มาก่อนเลย” ตอนนี้มู่อี้อันสวมชุดประจำชาติอยู่ ซึ่งมันเข้ากับผิวที่ขาวและผมยาวๆของเขามาก เขาดูเหมือนนายน้อยเจ้าสำราญไม่มีผิด
“หลังจากที่จบธุระแล้ว นายก็นำของพวกนี้ติดตัวกลับไปด้วยล่ะ ฉันจะพานายไปดูที่ห้างสรรพสินค้า ที่นั่นมีเสื้อผ้าที่ดูดีกว่านี้เยอะแยะเลย” ฟู่เยี่ยนพูดพลางมองไปที่เขา ราวกับว่ากำลังมองคนที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งว่านเจิ้งซานก็ได้พาไช่อาเกินไปที่บ้านของหม่าซานหยวน
ก่อนที่หม่าซานหยวนจะมีชื่อเสียงนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าเขามาจากไหน แม้แต่บ้านที่เขาพักก็ยังไม่มีใครรู้ แต่สิ่งเดียวที่ผู้คนทั่วไปรู้ก็คือเขาผู้นี้มีชื่อเสียงในเรื่องการทำนายดวงชะตามาก ด้วยเหตุนี้ จากคนที่ไม่มีใครรู้จักเลยอย่างเขาจึงได้กลายเป็นแขกคนสำคัญของตระกูลเหอและตระกูลหวังไปในที่สุด
ไม่นานนัก ในแวดวงการดูฮวงจุ้ยก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น และไม่มีชนชั้นสูงของเกาะฮ่องกงคนไหนเลยที่ไม่รู้จักหม่าซานหยวน ดูเหมือนว่าหากใครยังไม่ได้ไปขอให้เขาเสริมดวงชะตา “ความมั่งคั่งและเกียรติยศ” คุณก็ไม่คู่ควรที่จะอยู่ในแวดวงธุรกิจของที่นี่
ภายในหนึ่งปี ทรัพย์สินสุทธิของหม่าซานหยวนก็เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า และสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้ก็คือคฤหาสน์ในย่านคอสเวย์เบย์ที่เขาเพิ่งซื้อมาเมื่อสามปีที่แล้ว สมัยนั้นใครๆก็ดูถูกย่านคอสเวย์เบย์ เขาเลยซื้อมันมาในราคาที่ต่ำ แล้วร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
มีการจัดสรรที่ดินขนาดใหญ่รอบๆบ้านของเขา ซึ่งด้วยชื่อเสียงของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย จึงทำให้ผู้คนแห่กันไปที่นั้นเพื่อซื้อบ้านในทันที ทั้งยังรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเพื่อนบ้านกับปรมาจารย์ด้านฉวงจุ้ยที่มีชื่อเสียงอีกด้วย
เนื่องจากเหตุการณ์นี้ หม่าซานหยวนจึงได้เปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินมหาศาลได้ และสิ่งที่ว่านเจิ้งซานชื่นชมเขามากที่สุดก็คือสิ่งนี้ ซึ่งมันต่างจากปรมาจารย์ฮวงจุ้ยที่เย่อหยิ่งหลายคนมาก
แต่หม่าซานหยวนกลับไม่ได้สนใจถึงเรื่องนั้นเลย ตราบใดที่มีคนพร้อมจ่ายเพิ่ม เขาก็สามารถให้บริการกับคนๆนั้นในทันที จึงเป็นเหตุทำให้เขาถูกปรมาจารย์ฮวงจุ้ยทุกคนในเกาะฮ่องกงดูหมิ่น
แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมานี้ เขาได้ร่วมมือกับปรมาจารย์ฮวงจุ้ยอีกหกคนเพื่อก่อตั้งสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบนเกาะฮ่องกงขึ้นมา และยังได้เชิญให้จินหงเซิน ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยชั้นนำหนึ่งใน “เจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกง” เป็นนายกสมาคมอีกด้วย
ในระยะเวลาสามเดือน ผู้ว่าการของเกาะฮ่องกงก็ได้เรียกพวกเขาให้มาตรวจดูฮวงจุ้ยที่บ้านของเขา จึงทำให้สมาคมผู้ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้คนที่รู้เรื่องราวเหล่านี้ต้านทานไม่ไหว และเริ่มเข้าร่วมทีละคน
“อาจารย์ ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง ?” ว่านเจิ้งซานเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับหม่าซานหยวนฟัง ก่อนจะถามถึงความคิดเห็นจากเขา
“นายบอกว่าลุงห่าวมารับคนพวกนั้นไปด้วยตัวเองเลยอย่างนั้นเหรอ ?” หม่าซานหยวนควงแก้วไวน์แดงในมือ พลางพูดถึงเรื่องนี้ช้าๆ เขาไม่เชื่อว่าอภิปรัชญาของจีนจะไม่ตกต่ำ และไม่มีทางที่คนพวกนั้นจะรวบรวมคนที่มีความสามารถได้อย่างแน่นอน
“คนของผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตาของตัวเองเลยล่ะครับ ใช่ไหมอาเกิน ? นายช่วยเล่าถึงเหตุการณ์นั้นอย่างละเอียดอีกทีสิ” ว่านเจิ้งซานพูดพร้อมกับขยิบตาให้น้องชายภรรยาของเขาราวกับจะบอกให้ระมัดระวังในการใช้คำพูดด้วย
ไช่อาเกินจึงเล่าเรื่องราวที่เขาเห็นทั้งหมดให้กับหม่าซานหยวนฟังพร้อมกับตัวที่สั่นเทา
หม่าซานหยวนไม่ได้พูดอะไร เขาไตร่ตรองถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ทำเอาว่านเจิ้งซานที่เห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ สิ่งต่างๆหลังจากนี้คงจะยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ แม้ว่าชายชราจากแก๊งค์หงจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋ามาก่อนก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครกล้าดูถูกพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว
เพราะถึงอย่างไรแก๊งค์หงก็ยังคงเป็นแก๊งค์ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเกี่ยวข้องทางด้านเงินทุน หรือสถานะอะไรก็ตาม เขาสามารถเอาชนะทุกแก๊งค์ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่หัวหน้าแก๊งค์อย่างเขากระทืบเท้า ทั้งเกาะฮ่องกงก็ถึงกับสั่นคลอนได้แล้ว
“ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดี ลืมเรื่องชายชราคนนั้นไปเสียเถอะ ตอนนี้พวกเขาได้รับการคุ้มครองจากแก๊งค์หง พวกเราจึงไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ อย่างไรก็ตามนายอย่าลืมสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อครั้งที่แล้วด้วยล่ะ” หม่าซานหยวนอธิบายแค่สั้นๆ ก่อนจะให้ว่านเจิ้งซานกลับไป
“พี่เขย สิ่งที่อาจารย์หม่าพูดหมายความว่าอย่างไร ?” ไช่อาเกินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
“หุบปาก เอาไว้เราค่อยพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลัง !”
ตอนที่ 360: เสิ่นหวยเอิน
หม่าซานหยวนเดินไปที่โทรศัพท์อย่างใจเย็น ก่อนจะกดโทรออกไปยังหมายเลขหนึ่ง
“สวัสดีครับ ใช่พ่อบุญธรรมหรือเปล่า ? พ่อบุญธรรมครับ ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้พ่อฟัง มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับไปที่บ้านตอนนี้เลย งานเลี้ยงอาหารค่ำวันพรุ่งนี้อย่างนั้นเหรอครับ ? ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นเราค่อยคุยกันตอนที่ผมไปถึงดีกว่า ผมรู้ว่าเราไม่ควรปล่อยให้เขารู้มากเกินไป ถ้าอย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะครับ พ่อบุญธรรม สวัสดีครับ”
หลังจากที่วางสาย หม่าซานหยวนก็ได้แต่งตัวและเดินออกไปจากบ้านทันที ก่อนจะพบกับเด็กคนหนึ่งรออยู่ที่หน้าประตู ซึ่งเด็กคนนั้นคือเด็กที่เขาพามาด้วยตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียงนั่นเอง
“เสี่ยวฝู พาฉันไปที่บ้านของพ่อบุญธรรมที” หม่าซานหยวนขึ้นไปนั่งบนรถ เขาทอดกายพิงเบาะด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย
“ครับนายท่าน” หม่าจื่อขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็ได้แล่นเข้าไปยังคฤหาสน์แห่งหนึ่งในย่านอ่าวน้ำลึก
“นายท่านครับ ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีคนเยอะมากเลย นายท่านแน่ใจว่าจะเข้าไปหรือเปล่าครับ ?” เสี่ยวฝูมองไปยังรถที่จอดอยู่ด้านนอก พลางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างลังเล เพราะปกติแล้วนายท่านของเขาจะไม่ค่อยชอบที่ที่มีคนเยอะสักเท่าไหร่
“ไม่เป็นไร เราเดินอ้อมไปทางประตูหลังก็ได้ ฉันจะลงจากรถก่อน ส่วนนายก็ขับรถไปที่โรงรถด้านหลังก็แล้วกัน แล้วค่อยไปดื่มชากับคนเฝ้าประตู” หม่าซานหยวนไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ก่อนจะสั่งให้เสี่ยวฝูไปที่ประตูด้านหลัง ส่วนเขาเองก็ได้เข้าไปข้างในผ่านทางประตูด้านหลังด้วยเช่นกัน
“อาจารย์หยวนกำลังเข้าพบผู้เฒ่าหวังอยู่ เชิญนายน้อยไปรอที่ห้องหนังสือก่อนเถอะครับ” ชายคนหนึ่งได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทาย
“เข้าใจแล้ว ลุงเตา ขอชาให้ผมด้วย และอย่าเพิ่งให้ใครมารบกวนผม” หม่าซานหยวนเดินขึ้นไปชั้นบน ก่อนจะเปิดประตูห้องหนังสือและเดินเข้าไปด้วยความคุ้นเคย
“ได้ครับนายน้อย”
ห้องหนังสือห้องนี้ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดของพ่อบุญธรรมของเขาเลยก็ว่าได้ ทั้งยังไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าออกตามอำเภอใจอีกด้วย มีเพียงเขาและน้องสาวคนเล็กเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต แต่หลังจากที่น้องสาวของเขาไปเรียนต่อที่อังกฤษ จึงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้ามาในห้องนี้ได้
หม่าซานหยวนหยิบหนังสือจากชั้นวางมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้และอ่านหนังสือเล่มนั้นเพื่อฆ่าเวลา ไม่นานนักก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาจึงลุกไปเปิดประตู และพบว่าเป็นคนรับใช้ที่นำชามาให้นั่นเอง
ทันใดนั้น หม่าซานหยวนก็ยิ้มออกมา แม้ว่าเขาจะไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลานานมากแล้วก็ตาม แต่ลุงเตาก็ยังจำได้ว่าเขาชอบอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งในถาดนั้นมีชาดำและเค้กดอกหอมหมื่นลี้อยู่หนึ่งจาน
เขาหยิบเค้กชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะลิ้มรสชาติของเค้กหอมหมื่นลี้ และความหวานของมันก็ได้กระจายไปทั่วทั้งปากของเขาในทันที ช่างเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกผ่อนคลายมากจริงๆ จากนั้นเขาก็ได้จิบชาดำล้างปาก
ขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับความหวานและหอมของชาอยู่นั้น ที่ด้านนอกประตูก็ได้มีเสียงดังเกิดขึ้น เขาจึงได้ลุกไปที่ประตูเพื่อฟังเสียงการเคลื่อนไหวจากภายนอกทันที
“เฮ้ คุณเป็นใครกัน ทำไมถึงเอาเสื้อผ้าของฉันมาโยนทิ้งแบบนี้กันล่ะ !” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น หม่าซานหยวนก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
“ฉันเป็นลูกสาวของบ้านหลังนี้ เธอรีบออกไปจากที่นี่ซะ กล้าดีอย่างไรถึงได้เข้ามาอยู่ในห้องของฉัน เธอคิดว่าเธอเป็นใคร คนอย่างเธอเป็นได้แค่ผู้หญิงขายตัวเท่านั้นแหละ !”
น้องเล็กอย่างนั้นหรือ ? เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? หม่าซานหยวนกำลังจะเดินออกไป แต่เมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่มีคนอื่นอยู่ด้านนอก เขาจึงหยุดความคิดของตัวเองลง
ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่ฟังดูสุขุมดังแทรกขึ้นมา
“ว่านเอ๋อ เกิดอะไรขึ้น ? ลูกเพิ่งจะกลับมาไม่ใช่เหรอ ไปพักผ่อนก่อนเถอะ พ่อจะจัดการเรื่องนี้เอง”
“พ่อคะ พ่อรีบเอาผู้หญิงคนนี้ออกไปจากบ้านของเราเดี๋ยวนี้เลยนะคะ หนูไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้อีก ! แล้วแม่ของหนูอยู่ไหน ? ทำไมแม่ถึงไม่อยู่บ้าน ?”
“ตอนนี้แม่ของลูกไม่ได้อยู่ที่นี่ เอาไว้พ่อจะเล่าให้ฟังทีหลัง ลูกไปไปพักผ่อนก่อน เมื่อกี้ลูกยังบ่นว่าเจ็ทแล็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ?”
หลังจากที่หม่าซานหยวนได้ยินพ่อบุญธรรมของเขาเกลี้ยกล่อมน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับคำสัญญาต่างๆนานา ในที่สุดน้องสาวของเขาก็สงบลง จากนั้นพ่อบุญธรรมก็ได้หันไปคุยกับผู้หญิงคนเมื่อครู่นี้ และเธอก็ได้ยอมออกไปแต่โดยดี นี่เป็นเรื่องของพ่อบุญธรรม นับตั้งแต่ที่พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมแยกทางกัน ดูเหมือนว่าพ่อบุญธรรมของเขาจะเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยมาก
ไม่นานนัก ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออก ก่อนที่เสิ่นหวยเอินจะเดินเข้ามา
“มารอนานแล้วหรือยัง” ทันทีที่เขาเข้ามา หม่าซานหยวนก็ได้ยืนขึ้น ก่อนจะเชิญให้เขามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ ส่วนเขาก็ได้ไปนั่งที่เก้าอี้สำหรับแขกแทน
“ผมเพิ่งมาถึงได้ไม่นานเองครับ พ่อบุญธรรมลองชิมนี่ดูหน่อยสิครับ เค้กหอมหมื่นลี้ชิ้นนี้อร่อยมากเลยครับ” หม่าซานหยวนพูดพร้อมกับยื่นถาดน้ำชาไปให้เสิ่นหวยเอิน
เสิ่นหวยเอินจึงหยิบมันขึ้นมาชิ้นหนึ่งชิ้น ก่อนจะทานมันช้าๆ
“พ่อครับ เมื่อเช้านี้ว่านเจิ้งซานได้มาพบผม เขาได้บอกกับผมว่าลุงห่าวไปรับใครบางคนจากฝั่งจีนด้วยตัวเอง มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน ? แก๊งค์หงติดต่อกับคนฝั่งนู้นด้วยอย่างนั้นเหรอ ?”
หม่าซานหยวนติดตามเสิ่นหวยเอินมานานมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงนิสัยใจคอของเสิ่นหวยเอินเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าเสิ่นหวยเอินกำลังทานเค้กหอมหมื่นลี้อยู่ เขาจึงรีบรินชาให้ในทันที
“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ผู้เฒ่าเหล่านั้นจากแก๊งค์หงก็แค่ต้องการจะสานสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายเท่านั้น และตระกูลเฮ่อเองก็ติดต่อกับพวกเขามาโดยตลอด ฉันยังจำได้ว่าในช่วงสงคราม พวกเขาถึงกับต้องยอมขนส่งยาและธัญพืชเลยด้วยซ้ำ”
“ซึ่งความประทับใจของเขาที่มีต่อเฮ่อเฉิงฉือนั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด ดังนั้นไม่แปลกเลยที่แก๊งค์หงจะไปรับคนพวกนั้นด้วยตัวเอง”
“แล้วเรื่องนี้มันจะส่งผลเสียต่อแผนการของเราหรือเปล่าครับ...” หม่าซานหยวนมีท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย
“ไม่ต้องห่วง เมื่อเวลานั้นมาถึง ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เกาะฮ่องกงแห่งนี้เป็นของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฉันไม่เคยสนใจแก๊งค์หงเลย แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ? เขาตายไปแล้วหรือยัง ?” ทันทีที่พูดจบ แววตาของเสิ่นหวยเอินก็มีร่องรอยของความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ผมต้องขอโทษพ่อบุญธรรมด้วยนะครับ แต่คนของสมาคมซินอี้นั้นช่างไร้ประโยชน์เสียจริง พวกเขาทำภารกิจล้มเหลวทั้งหมด แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าคนพวกนั้นมีกองกำลังคอยคุ้มกันตลอดทางอีก พวกเขาช่างอ่อนหัดมากจริงๆ”
เขารู้สึกผิดหวังมาก ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของเขาก็ได้กลับมาเยือกเย็นเหมือนเดิม
“เราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันก่อนเถอะ อีกไม่นานทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย คนพวกนั้นไม่มีทางหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน จริงสิ คืนวันพรุ่งนี้ฉันจะพาว่านเอ๋อไปงานเลี้ยงอาหารค่ำด้วย นายเองก็คงจะรู้ผลลัพธ์ทั้งหมดดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ อย่าไปให้ความสำคัญกับคนพวกนั้นมากเกินไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ นายก็เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ได้มีผู้ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นเลยไม่ใช่เหรอ”
“ใช่แล้วล่ะครับ ว่ากันว่าคนส่วนใหญ่ที่มาในครั้งนี้ยังเด็กอยู่เลย และอีกครึ่งหนึ่งยังไม่ใช่คนจากลัทธิเต๋าอีกด้วยครับ” หม่าซานหยวนพูดตามที่ไช่อาเกินบอกกับเขาให้เสิ่นหวยเอินฟัง
“เป็นอย่างที่เราคิดเอาไว้ไม่มีผิด เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญก็คือแผนการของเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว อย่าให้ใครมาทำลายแผนการของเราได้โดยเด็ดขาด”
“เอาล่ะครับพ่อบุญธรรม ผมจะทำตามที่พ่อบอก หากไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” ทันทีที่หม่าซานหยวนพูดจบ เขาก็กำลังจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป ตอนนี้ว่านเอ๋อกลับมาแล้ว และฉันยังไม่ได้บอกเธอเรื่องแม่บุญธรรมของนายเลย นายช่วยไปปลอบใจเธอที่ห้องก่อนแล้วค่อยกลับเถอะ ช่วยอธิบายเรื่องนั้นให้เธอฟังที อีกอย่างเย็นนี้เราจะได้ทานข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาด้วย” หลังจากที่เสิ่นหวยเอินพูดจบ เขาก็ได้เอนหลังพิงบนเก้าอี้
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปหาน้องเล็กก่อนนะครับ พ่อบุญธรรมพักผ่อนก่อนเถอะ” หม่าซานหยวนสังเกตเห็นว่าเสิ่นหวยเอินดูเหนื่อย จึงได้ขอตัวออกจากห้องไป
เขาเดินไปที่ห้องของน้องสาว ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ หลังจากนั้นไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออกโดยคนที่อยู่ด้านใน
“น้องเล็ก !”
“พี่หยวน พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? เข้ามาข้างในก่อนสิ ฉันกำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่เลย มันเยอะมากจริงๆ” เสิ่นว่านเอ๋อพูดพร้อมกับจัดของต่อ
“ให้พี่ช่วยไหม ?” หม่าซานหยวนถอดเสื้อคลุมของเขาออก ก่อนจะเดินเข้าไป
“พี่ทำได้ด้วยเหรอ ?” เสิ่นว่านเอ๋อรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“แน่นอนอยู่แล้ว เธอลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอว่าใครช่วยจัดกระเป๋านักเรียนให้กับเธอตอนเด็กๆ” ตอนเด็กๆ หม่าซานหยวนเป็นคนที่คอยดูแลเสิ่นว่านเอ๋อมาโดยตลอด ดังนั้นทั้งสองจึงค่อนข้างสนิทกันมาก
อีกด้านหนึ่ง ในห้องหนังสือ เสิ่นหวยเอินกำลังเอนหลังพิงบนพนักเก้าอี้ของเขาด้วยความเหนื่อยล้า และภาพความทรงจำที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง เขายังคิดอีกด้วยว่าเขาจะมีชีวิตที่มั่นคงในตอนนี้ได้หรือเปล่า หากเขาไม่ได้ออกไปดูฮวงจุ้ยข้างนอก ถ้าเขาไม่ทำแบบนั้น บางทีตอนนี้เขาอาจจะต้องมาเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะและใช้ชีวิตภายใต้ชื่อของคนอื่นอยู่เลยก็ได้
จนตอนนี้ เขากำลังนั่งอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ทั้งยังมีผู้ติดตามมากกว่าพันคน แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเขามีความสำเร็จในด้านอภิปรัชญาเลย แล้วแบบนี้สิ่งไหนจะสำคัญกว่ากัน ? มีอะไรที่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้บ้าง ? เพราะในชีวิตจริง ไม่มีคำว่าหันหลังกลับอยู่แล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment