ตอนที่ 361: ภารกิจลับ
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนยังคงวาดยันต์อยู่ในห้อง จนถึงตอนนี้เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ ไป๋โม่เฉินยังคงไม่กลับมา ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้เหลือเธออยู่เพียงลำพัง ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวาดยันต์เพื่อฆ่าเวลารอเขา
เมื่อครู่นี้หูจินได้มาเรียกเธอ โดยบอกว่าทุกคนกำลังจะออกไปเดินเล่น แต่เธอคิดว่าจะวาดยันต์เพิ่มสักหน่อยจึงได้ปฏิเสธไป และเมื่อเธอวาดยันต์เสร็จอีกทีก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
ที่ชั้นล่างของโรงแรมมีอาหารอร่อยอยู่หลายร้าน ทั้งยังเป็นอาหารที่มีรสชาติดีมากอีกด้วย อาหารที่นี่คืออาหารกวางตุ้งแท้ๆทั้งหมด เธอจึงคิดว่าจะลงไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับมาคิดวิธีแก้ไขปัญหาในคืนนี้
เธอพอจะเดาออกแล้วว่าไป๋โม่เฉินกำลังจะทำอะไร ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่รองานเลี้ยงการกุศลในคืนพรุ่งนี้เท่านั้น
เมื่อเช้านี้เธอได้ทำนายดวงชะตาของวันนี้แล้ว และพบว่าดวงชะตาวันนี้มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ทั้งยังมีสัญลักษณ์ของการจากลาที่เต็มไปด้วยความสับสนอยู่เต็มไปหมด แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้สำคัญอะไร ตอนนี้แค่เพียงต้องปล่อยให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปทีละขั้นเท่านั้น
ตอนที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะออกไปนั้น จู่ๆ ที่ประตูก็ได้มีการเคลื่อนไหวบางอย่าง
“เสี่ยวฮั่ว นี่ฉันเอง เธออยู่หรือเปล่า ?” เป็นเสียงของไป๋โมเฉินนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนจึงรีบลุกไปเปิดประตูทันที เพราะเธอไม่ได้เจอไป๋โม่เฉินมาตลอดช่วงเช้าแล้ว
“พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามชายที่สวมชุดสูทตรงหน้าของเธอ ซึ่งเขาดูดีมากเลยทีเดียว ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกแล้วว่าการที่เธอไม่ได้เจอกับเขาแค่หนึ่งวัน มันช่างยาวนานราวกับว่าผ่านฤดูใบไม้ร่วงมาแล้วสามฤดูอย่างไรอย่างนั้น
“ฉันเพิ่งกลับมาเอง เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่าไหม ?” ไป๋โหม่เฉินพูดพร้อมกับเดินเข้าไป และยังมีผู้อำนวยการหยูเดินตามหลังเขามาด้วย
“ผู้อำนวยการหยูก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ เชิญเข้ามาข้างในก่อนเถอะค่ะ” เมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนมองไม่เห็นผู้อำนวยการหยู ซึ่งเธอเกือบจะโผเข้าไปกอดไป๋โม่เฉินแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นเธอจึงแอบชำเลืองมองไปที่ไป๋โม่เฉินอย่างเงียบๆ ราวกับจะตำหนิว่า: ทำไมถึงไม่บอกเธอว่ามีคนอื่นตามมาด้วย !
โรงแรมบนเกาะฮ่องกงนั้นถือว่าหรูหรากว่าบ้านพักที่เธอเคยพักในหยางเฉิงมาก อีกทั้งภายในยังมีโต๊ะสำหรับดื่มชาโดยเฉพาะอีกด้วย ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบใบชาที่นำติดมาด้วยออกมาชงเพื่อรับแขก
“ดูเหมือนว่าทั้งสองคนมีบางอย่างจะพูดกับฉันใช่ไหมคะ ? มันเป็นเรื่องที่จริงจังมากขนาดนั้นเลยเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นว่าผู้อำนวยการหยูดูกระสับกระส่ายเล็กน้อย จึงเอ่ยถามออกไปทันที
“ใช่แล้ว ฟู่เยี่ยน เรามีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากเธอ” ในตอนนี้ แม้แต่ผู้อำนวยการหยูที่ดูใจเย็นมาโดยตลอดยังมีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงจริงจังขึ้นมาทันที ราวกับจะบอกว่าหากมีอะไรจะพูดก็พูดมันออกมาตามตรงได้เลย
“อันที่จริง จุดประสงค์ในการมาที่นี่ของพวกเราในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะเท่านั้น เธอรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วใช่ไหม ?”
“หากจะให้ฉันเดา ฉันคิดว่าพวกพี่ทั้งสองคนจะต้องมีภารกิจลับอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพี่” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชี้ไปที่ไป๋โม่เฉิน
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องเดาได้ ตอนแรกฉันกลัวมาตลอดว่าเธอจะถามฉัน เพราะถ้าเธอถามขึ้นมา ฉันคงจะเป็นกังวลมากว่าควรพูดดีหรือไม่” ไป๋โมเฉินพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ โชคดีที่เธอไม่ถามเขา
“พวกเธอทั้งสองคนอย่าเพิ่งคุยกันเลย ฉันจะอธิบายเรื่องทุกอย่างเอง” ผู้อำนวยการหยูเริ่มมีสีหน้าที่ดูโมโหขึ้นมาเล็กน้อย นี่เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูคู่รักทั้งสองหยอกล้อกันหรอกนะ
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็พูดเถอะครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงได้เอนหลังพิงบนพนักเก้าอี้
“ที่เราทั้งสองคนมาที่นี่ก็เพื่อจะพบผู้เฒ่าเฮ่อ รวมไปถึงครูใหญ่จางและศาสตราจารย์หลี่เองต่างก็แสร้งทำว่ามาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะด้วยเช่นกัน ซึ่งไป๋โม่เฉินมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในภารกิจนี้ และทุกอย่างก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด แต่ก่อนที่เราจะไปเยี่ยมบ้านตระกูลเฮ่อในวันนี้ จู่ๆ ผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้หมดสติไปเสียก่อน”
“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบถึงสาเหตุ ลุงห่าวได้ส่งคนมาบอกกับพวกเราว่าตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อได้หมดสติไปแล้ว และหมอทุกคนต่างก็พยายามทุกวิถีทางแต่เขาก็ยังไม่ได้สติกลับมา หากยังเป็นแบบนี้ งานเลี้ยงในคืนวันพรุ่งนี้เราคงไม่สามารถพูดคุยกับเขาได้…”
“ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การระดมกำลังในครั้งนี้ของพวกเราจะสูญเปล่าลงไปในทันที เพราะอำนาจที่เราจะได้รับจากทั้งสองฝ่ายในวันมะรืนนี้จำเป็นต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากผู้เฒ่าเฮ่อ” ผู้อำนวยการหยูพูดพร้อมกับมองไปที่ไป๋โม่เฉินด้วยความลำบากใจ
“แล้วตอนนี้คุณอยากจะให้ฉันทำอะไรเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่เข้าใจ เขาต้องการอะไรจากเธออย่างนั้นหรือ ?
“เธอมีความเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์ ดังนั้นผู้อำนวยการหยูจึงอยากให้เธอไปตรวจดูอาการของเขา” ไป๋โมเฉินพูดแทรกขึ้นมา
“ไม่มีปัญหา ตราบใดที่ครอบครัวของพวกเขาเต็มใจ ฉันสามารถไปที่นั่นได้อยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะเธอรู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องไม่ปฏิเสธ ดังนั้นฉันจึงอยากให้เธอกับไป๋โมเฉินไปที่นั่นด้วยกัน ตอนนี้ลุงห่าวได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว เขาจะส่งคนมารับพวกเธอทั้งสองในตอนเย็น” ผู้อำนวยการหยูรู้ว่าฟู่เยี่ยนจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงเตรียมการทุกอย่างเอาไว้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่า จุดประสงค์หลักในการมาที่นี่ของพวกคุณคืออะไรกันแน่ ?” ฟู่เยี่ยนยังอยากรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้อยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อำนวยการหยูและไป๋โม่เฉินก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะพยักหน้าเบาๆ
“ทั้งสองสิ่งนี้มีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกัน แต่ฉันไม่สามารถเปิดเผยเรื่องรายละเอียดได้” ผู้อำนวยการหยูพูดเพียงแค่ประโยคสั้นๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็เข้าใจในทันทีเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพูดถึงมันเลยค่ะ แล้วแบบนี้พี่ไป๋โม่เฉินกับฉันต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ด้วยใช่ไหม ? เราจำเป็นต้องแต่งหน้าเพื่อปลอมตัวด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนคิดเอาไว้แล้วว่าตระกูลที่ร่ำรวยนั้นจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อำนวยการหยูก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย การเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาต่อสาธารณะในตอนนี้คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่
“ผู้เฒ่าเฮ่อเป็นผู้มีอิทธิพลที่คอยสนับสนุนพวกเราอยู่ อย่ากังวลไปเลย สิ่งเดียวที่เราต้องกังวลในตอนนี้ก็คือครอบครัวน้องชายของเขา ตอนนี้ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของตระกูลเฮ่ออยู่ในมือของผู้เฒ่าเฮ่อ ซึ่งหากเขาล้มป่วยแบบนี้ อีกไม่นานเหล่าคนที่อยากได้สมบัติของเขาจะต้องมาเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการหยูอธิบายถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า ตอนนี้ฉันหิวมากเลย เอาไว้กินข้าวเสร็จเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกที แล้วลุงห่าวจะมารับเรากี่โมงเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนนั่งวาดกระดาษยันต์มาตลอดทั้งบ่าย และตอนนี้ท้องของเธอก็เริ่มร้องโครกครากแล้ว
“สองทุ่ม ตอนนี้ยังมีเวลาอีกเยอะ ถ้าอย่างนั้นพวกเธอก็ไปกินข้าวก่อนเถอะ ฉันยังมีเรื่องที่ต้องคุยกับพี่หลิวต่อ” ผู้อำนวยการหยูพูดก่อนจะกลับออกไป เขาทราบถึงสถานะของทั้งคู่แล้ว จึงอยากจะให้คู่รักหนุ่มสาวใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ไปที่ร้านอาหารชั้นล่างของโรงแรมเพื่อกินมื้อเย็น ไป๋โม่เฉินเองก็คิดหาวิธีแก้ไขปัญหามาตลอดทั้งวันเช่นกัน ทำให้เขาก็เริ่มหิวแล้ว ทั้งสองจึงกินเนื้อไก่ธรรมดา และหมูหันย่างครึ่งตัวจนหมด รวมไปถึงอาหารเมนูอื่นอีกหลายจานเลยทีเดียว
“เสี่ยวฮั่ว ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยสิ” หลังจากที่กินจนอิ่มแล้ว ไป๋โมเฉินก็นึกถึงฉากตอนที่เธอเปิดประตูเมื่อครู่นี้ขึ้นมา
“มีอะไรเหรอ ถามมาได้เลย” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับค่อยๆกินซุปเห็ดแสนอร่อย
“ถ้าฉันไม่ขัดจังหวะเธอในตอนนั้น เธอจะกระโจนใส่ฉันเลยเหรอ ?” ไป๋โมเฉินเอ่ยถามออกไปด้วยแววตาที่อ่อนโยน
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฟู่เยี่ยนที่กำลังกินซุปอยู่ก็ชะงักไปทันที
ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ? ก็เขาเป็นผู้ชายของเธอไม่ใช่หรือ ?
“อืม ฉันไม่ได้เจอพี่มาทั้งวันเลยนะ ไม่เห็นแปลกเลยที่ฉันจะคิดถึงพี่” ฟู่เยี่ยนหันไปมองทางอื่นขณะที่ยังถือชามซุปอยู่ในมือ
ไป๋โมเฉินที่ได้ยินแบบนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบชามในมือของเธอมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะจับมือเธอและเดินขึ้นไปชั้นบน
“เฮ้ ฉันยังกินซุปไม่หมดเลยนะ !” ฟู่เยี่ยนบ่นออกมา แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน
“เอาไว้ค่อยมากินมันทีหลังเถอะ เรารีบขึ้นไปข้างบนก่อนดีกว่า” ไป๋โมเฉินดึงเธอไปที่ห้อง โดยมารอฟังคำตอบจากเธอ
ทันใดนั้นเอง หัวใจของฟู่เยี่ยนก็เต้นแรงขึ้นมา นี่เขากำลังจะทำอะไร ?! แต่เธอก็ยังคงพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด ทั้งที่หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอกอยู่แล้ว
ส่วนไป๋โมเฉินที่กำลังดึงเธออยู่นั้นก็ได้เดินขึ้นไปชั้นบนเรื่อยๆ ตอนนี้เขาอยากจะกอดเสี่ยวฮั่วให้หายคิดถึงจะแย่อยู่แล้ว เพราะการคิดถึงเธอมันทำให้เขาอึดอัดหัวใจจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน มันทำให้เขาอยากจะกอดเธอมากๆ
หลังจากที่เข้ามาในห้อง ทั้งสองก็ปิดประตูทันที จากนั้นไป๋โม่เฉินก็ได้กอดเธอเอาไว้แน่น พร้อมกับประกบริมฝีปากของเขาไปที่ริมฝีปากของเธอ เขาจูบเธอโดยที่เธอไม่ทันจะตั้งตัวเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนดูจะหายใจไม่ออก ไป๋โม่เฉินจึงคลายแขนที่กอดเธอเอาไว้ออก แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะวิ่งหนีออกไป ไป๋โม่เฉินก็ได้กระชับเธอเข้ามาในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง
“เสี่ยวฮั่ว อย่าเพิ่งขยับเลย ขอฉันกอดเธอนานๆหน่อยได้ไหม” ไป๋โมเฉินรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ ตอนนี้ความอดทนของเขาถึงขีดสูงสุดแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่กล้าพูดอะไร เธอเพียงแค่กอดไปที่เอวของเขาอย่างเงียบๆเท่านั้น ก่อนที่มือของเธอจะโอบไปที่แผ่นหลังอันแข็งแกร่งของเขาเบาๆ ซึ่งมันเป็นสัมผัสที่อ่อนโยนมาก...
ทันใดนั้นเอง ไป๋โมเฉินก็ได้คว้ามือเล็กๆที่แสนซนของเธอเอาไว้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันอยากจะทำภารกิจนี้ให้เสร็จและกลับไปให้เร็วที่สุด หลังจากที่เราหมั้นกันแล้ว เราสองคนสามารถย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านของเธอได้แล้วใช่ไหม ?” พอขึ้นปีสอง ไป๋โมเฉินก็ได้ฝันถึงฉากที่เขาได้กลับบ้านกับฟู่เยี่ยนทุกวัน
“อะไรนะ ?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอจะต้องได้ยินผิดอย่างแน่นอน
“หลังจากที่หมั้นกันแล้ว เราอยู่ด้วยกันเลยไม่ได้เหรอ ?” ไป๋โมเฉินพูดออกมาอย่างซื่อๆ
“พี่คิดว่าพ่อกับแม่ของฉันจะเห็นด้วยเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองคนรักของเธอ !
ตอนที่ 362: ฝีมือปลอมตัว
หลังจากนั้น เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้แปลงโฉมตัวเองเสร็จแล้ว ซึ่งบังเอิญที่ผู้อำนวยการหยูมาเคาะประตูพอดี ฟู่เยี่ยนจึงให้ไป๋โม่เฉินเป็นคนไปเปิดประตู หากคนใกล้ตัวจำรูปร่างหน้าตาของพวกเธอไม่ได้ นั่นหมายความว่าเธอประสบความสำเร็จแล้ว
ทันทีที่ไป๋โม่เฉินเปิดประตู ผู้อำนวยการหยูก็ถึงกับหันไปมองหมายเลขห้องอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว เขาเคาะประตูห้องถูกแล้วไม่ใช่หรือ ? แล้วเขาคนนี้เป็นใครกัน ?
“ผู้อำนวยการหยู เข้ามาข้างในก่อนเถอะครับ” เมื่อเห็นท่าทีของเขา ไป๋โมเฉินก็รู้ได้ทันทีว่าฝีมือของเสี่ยวฮั่วนั้นน่าทึ่งมากแค่ไหน
“ไป๋... ไป๋โม่เฉินเองเหรอ ?” ผู้อำนวยการหยูรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะเขาจำไป๋โม่เฉินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าเค้าโครงใบหน้าและสีผมของไป๋โม่เฉินจะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่สีผิวบนใบหน้าและใบหน้าของเขานั้นเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก่อนหน้านี้ สีผิวของเขาขาวดุจดั่งสีของข้าวสาลี มีเลือดฝาดดูมีสุขภาพดีมากๆอีกด้วย แต่ตอนนี้สีผิวของเขากลับดูเข้มขึ้นเล็กน้อย ส่วนตาสองชั้นในก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นตาชั้นเดียวไปแล้วด้วย
จากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆนี้ ทำให้ไป๋โม่เฉินกลายเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักไปเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดอื่นที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมด้วย ฟู่เยี่ยนยังทาอายแชโดว์ให้กับเขา และเพิ่มกระบนแก้มของเขาเข้าไปอีก จึงทำให้ชายผู้สง่างามในก่อนหน้านี้กลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นไปในทันที
“อืม ฟู่เยี่ยน ฝีมือของเธอช่างท่าทึ่งมากจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าที่เธอแปลงโฉมให้กับเทียนจื่อเป็นแค่เรื่องบังเอิญเสียด้วยซ้ำ” ผู้อำนวยการหยูกล่าวชมฟู่เยี่ยนโดยไม่รู้ตัว แต่หลังจากที่ได้เห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้กลายเป็นคนตัวสูง เธอมีผิวที่ขาวจนเป็นประกาย และมีผมยาวคล้ายกับสาหร่าย รูปร่างของเธอดูดีมากๆ ทั้งยังดูตัวโตขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งหากมองโดยรวมแล้ว เธอดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ฟู่เยี่ยนสวมเสื้อผ้าของผู้ชายและรวบผมเอาไว้ เธอทำให้ใบหน้าของเธอดูเข้มขึ้น ซึ่งให้ความรู้สึกว่าเธอดูแก่ขึ้นเป็นสิบปีเลยทีเดียว หากเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและทุ้มต่ำ เธอก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในทันที
“ไอ้หยา ดูนั่นสิ หากตอนที่ฉันเดินเข้ามาแล้วไม่ได้ยินเธอพูด ฉันคงจำเธอไม่ได้แน่นอน เธอทำแบบนั้นได้อย่างไร ?” ผู้อำนวยการหยูเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“มันเป็นความลับค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางกะพริบตาปริบๆ ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงเรื่องของการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ทักษะการแต่งหน้าจากชีวิตชาติที่แล้วของเธอนั่นเอง ในชาติก่อนนั้น อุตสาหกรรมด้านความงามได้พัฒนาไประดับโลกแล้ว แม้แต่การปลูกผมยังทำได้เลย
“แบบนี้ฉันก็มั่นใจได้แล้วว่าความลับของเราจะไม่รั่วไหลในงานเลี้ยงคืนวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการหยูพูดพร้อมกับสีหน้าที่มีความสุข
“แล้วเราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่ครับ ?” ไป๋โหม่เฉินพูดพร้อมกับดูนาฬิกาที่ข้อมือของเขา ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาทีแล้ว
“พวกเขาจะมาถึงที่นี่สองทุ่ม ตอนนี้คงใกล้มาถึงแล้ว ฉันจะออกไปดูให้ก่อน แล้วอีกสักพักพวกนายค่อยลงไปที่ล็อบบี้แล้วกัน” หลังจากพูดจบ ผู้อำนวยการหยูก็ได้เดินออกไป
“ได้ครับ พวกเราจะตามลงไปทีหลัง” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเดินไปส่องกระจก เพราะเขาก็ยังไม่เห็นตัวเองหลังจากที่ปลอมตัวเช่นกัน
หลังจากที่เขาส่องกระจกอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้ปลอมตัวเสร็จแล้ว ทันใดนั้นเองไป๋โม่เฉินก็เห็นฟู่เยี่ยนยัดกระดาษยันต์เข้าไปในกระเป๋าของเขา
“เราจะไปที่นั่นในฐานะหมอไม่ใช่เหรอ ? ทำไมถึงให้ยันต์กับฉันด้วยล่ะ ?”
“เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม หากผู้เฒ่าเฮ่อต้องการจะซื้อมัน ฉันยังไม่อยากจะขายมันให้กับเขาด้วยตัวเอง” ฟู่เยี่ยนมีลางสังหรณ์ว่าคืนนี้เธอจะได้รับโชคลาภก้อนใหญ่
“เธอนี่นะ คิดจะขายยันต์พวกนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ ?” ไป๋โมเฉินถึงกับพูดไม่ออก
“เราต้องไม่ลืมที่จะหาเงินด้วยสิ วันนี้ฉันซื้อชุดกี่เพ้ามาด้วยนะ พี่รู้หรือเปล่าว่ามันราคาเท่าไหร่ ตอนที่ฉันรู้ราคาของมัน ฉันแทบจะเป็นลมเลยล่ะ มันแพงมาก ! ฉันซื้อมันมาตั้งห้าร้อยหยวนเชียวนะ !” ฟู่เยี่ยนชูนิ้วขึ้นมา5นิ้ว
“ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสนใจเรื่องเงินเลยไม่ใช่เหรอ ?” ไป๋โมเฉินพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือในเรื่องธุรกิจร้านค้า หรือครอบครัวของเธอเอง เธอไม่เคยตระหนี่เลย ทั้งยังเป็นคนใจกว้างอีกด้วย
“ที่ฉันไม่สนใจเป็นเพราะค่าครองชีพในเมืองหลวงของเรานั่นต่ำมาก แต่ดูค่าครองชีพที่นี่สิ มันสูงจนฉันรับไม่ได้เลย !” แท้จริงแล้วฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักเมื่อมาที่นี่ ซึ่งค่าครองชีพของที่นี่ค่อนข้างใกล้เคียงกับค่าครองชีพในชีวิตชาติก่อนของเธอมาก
แต่เมื่อต้องจ่ายค่าอาหารในราคาหลายร้อยหยวน จู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคนส่วนมากก็มักจะชอบทานเนื้อแกะย่างกันอยู่แล้ว !
“ฉันพอจะมีเงินอยู่บ้าง ฉันจะซื้อชุดกี่เพ้านั่นให้กับเธอเอง เราอย่าขายยันต์พวกนี้เลยได้ไหม ?” ไป๋โมเฉินรู้สึกว่าการขายยันต์พวกนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเอาเสีย
“เงินของพี่ก็คือเงินของฉันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนจ้องเขม็งไปที่ไป๋โม่เฉิน ราวกับจะบอกว่าเธอจะโกรธเขาหากเขากล้าขัดใจเธอ
“แน่นอนอยู่แล้ว มันเป็นของเธอ และฉันเองก็เป็นของเธอด้วยเหมือนกัน” ไป๋โม่เฉินรีบสารภาพออกไปอย่างรวดเร็ว
“ก็แค่นั้นแหละ อย่ากังวลไปเลย ฉันจะทำให้เขารีบซื้อมันอย่างรวดเร็วแน่นอน และหลังจากที่เขาซื้อมัน ถึงตอนนั้นฉันจะรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าพวกเขามากๆเลยล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ภาคภูมิใจ เธอจะต้องได้ลูกค้ารายใหญ่รายนี้อย่างแน่นอน ยิ่งบอกว่ามันเป็นของหายาก คนก็จะยิ่งแย่งกันซื้อมากขึ้น
“ขอแค่ถ้าธุรกิจไปได้ดี ก็ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว” ไป๋โมเฉินแค่คิดว่ามันคงจะไม่ดีนักหากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างแล้ว
จากนั้น พวกเขาทั้งสองก็ได้เดินลงไปยังชั้นล่าง และทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ว่าแต่ ลุงห่าวเป็นผู้อาวุโสในแก๊งค์หงไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมเขาถึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงงกับเรื่องนี้เล็กน้อย
“เบื้องหลังของลุงห่าวก็คือแก๊งค์หงทั้งหมด และแก๊งค์หงก็ให้ความสำคัญกับประเทศจีนมาโดยตลอด ในช่วงสงคราม พวกเขายังบริจาคเงินและความช่วยเหลืออีกมากมายเลย จนมาถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ ผู้เฒ่าเหอและสิบสามไท่เป่าแห่งแก๊งค์หงก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกันอีกด้วย หากจะพูดง่ายๆก็คือพวกเขาทั้งหมดเป็นสหายร่วมรบกันนั่นเอง”
“วันพรุ่งนี้ ถึงแม้ว่าการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะจะจัดขึ้นโดยสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยก็ตาม แต่แก๊งค์หง แก๊งค์ชิง แก๊งค์มังกรพยัคฆ์ และสมาคมซินอี้ต่างก็มีส่วนร่วมทั้งหมด นอกจากนี้ผู้เฒ่าเหอยังส่งเสริมเรื่องนี้เพียงเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกันอีกด้วย” ไป๋โม่เฉินอธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ จนความสงสัยที่มีอยู่ภายในใจของฟู่เยี่ยนนั้นได้คลี่คลายลงไปในที่สุด
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงธุรกิจของตระกูลเสิ่นขึ้นมา ผู้เฒ่าเหอจะต้องสามารถช่วยสอบถามเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาได้อย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นสิ่งต่างๆก็คงจะง่ายขึ้นแล้ว
เมื่อทั้งสองเดินลงมาชั้นล่าง ก็พบว่ารถของลุงห่าวได้มาจอดรออยู่ด้านนอกแล้ว จากนั้นผู้อำนวยการหยูก็ได้เข้ามาอธิบายบางอย่างให้กับทั้งสองฟัง ก่อนจะยืนมองดูพวกเขาเดินขึ้นรถไป
คนขับรถในวันนี้คือฉินเฟิง ส่วนลุงห่าวนั้นได้ไปรอพวกเขาทั้งสองอยู่แล้ว
“คุณไป๋ ?” ฉินเฟิงพูดออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก นี่ถือว่าเป็นการปลอมตัวที่สมบูรณ์แบบมากจริงๆ
“ผมเอง เนื่องจากคืนนี้มีคนอยู่เยอะมาก ดังนั้นคุณฟู่กับผมจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อย่าตกใจไปเลยครับ มันเป็นแค่การปลอมตัวเท่านั้น”
เมื่อได้ยินไป๋โม่เฉินพูดเช่นนั้น ฉินเฟิงจึงได้มองไปยังฟู่เยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งทำให้เขาตกใจหนักกว่าเดิมเสียอีก นี่มันอะไรกัน คนๆนั้นคือ... คุณฟู่ที่เขาเพิ่งเจอเมื่อเช้านี้อย่างนั้นหรือ ? นะ นี่ นี่มันอะไรกัน...
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ฉินเฟิง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเธอคือฟู่เยี่ยนคนที่เขาเคยเจอนั่นเอง
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังขับรถอยู่นั้น เขาก็รู้สึกอยากจะเห็นสีหน้าของลุงห่าวหลังจากที่เห็นพวกเขาทั้งสองคนขึ้นมา เขาอยากรู้ว่าลุงห่าวจะตกใจเหมือนเขาหรือเปล่า ? เขาตั้งใจรออย่างใจจดใจจ่อ ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ ?
ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้มาถึงบ้านของลุงห่าว ซึ่งระยะทางจากโรงแรมมาถึงนี้นี่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรเท่านั้น
ฉินเฟิงขับรถเข้าไปจอดข้างในลานบ้าน ส่วนลุงห่าวเองก็ได้รอพวกเขาอยู่ที่ลานบ้านอยู่แล้ว หลังจากที่ลงจากรถ ฉินเฟิงก็ได้เดินเข้าไปกระซิบบางอย่าง ซึ่งมันเป็นการกระตุ้นความสนใจของลุงห่าวอย่างมากเลยทีเดียว
ในเวลาเดียวกันนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ลงจากรถ ก่อนจะเดินตรงเข้าไป ฟู่เยี่ยนเงยหน้ามองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องเป็นสถานที่ที่เหล่าคนรวยมารวมตัวกันอย่างแน่นอน
มันเป็นสถานที่ที่อยู่ครึ่งทางระหว่างเชิงเขา ทั้งยังมีบ้านไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ และเมื่อมองขึ้นไปบนภูเขา จะเห็นว่ามีคนอาศัยอยู่น้อยมาก
เมื่อเห็นทั้งสองที่กำลังเดินมา ลุงห่าวก็ถึงกับตกใจ ทั้งสองคนใช่คนที่เขาเคยรู้จักหรือเปล่า ?
“ลุงห่าว ต้องขอโทษด้วยครับที่ทำให้คุณต้องรอนาน” ไป๋โม่เฉินเดินตรงเข้าไปทักทายลุงห่าวในทันที
“คุณไป๋ หากคุณไม่บอกผมก่อน ผมคงจำคุณทั้งสองคนไม่ได้อย่างแน่นอน นี่เป็นฝีมือของใคร ? หากภรรยาของผมมาเห็นสิ่งนี้เข้า เธอคงจะไม่ปล่อยพวกคุณไปแน่ๆ ! เพราะพวกคุณต้องแต่งหน้าให้เธอก่อน !” ลุงห่าวเป็นคนมีอารมณ์ขันคนหนึ่ง
“ขอบคุณลุงห่าวที่ชมพวกเราค่ะ แต่หนูคิดว่าภรรยาของคุณคงไม่ชอบทักษะของหนูหรอกค่ะ ให้หนูลองแต่งหน้าเธอดูก่อนก็ได้นะคะ !” ฟู่เยี่ยนตบปากรับคำอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าลุงห่าวกลับมองเธอด้วยความประหลาดใจมากกว่าเดิม สิ่งนี้ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธอมาก แต่ฟู่เยี่ยนกลับถ่อมตัวและไม่ได้แสดงท่าทีที่ดูเย่อหยิ่งใดเลยต่างหาก
“หากเสร็จธุระแล้ว ฉันคงต้องขอเชิญคุณฟู่มาที่บ้านหลังเล็กๆของฉันในฐานะแขกสักครั้งก็แล้วกัน ! ฉันจะส่งรถไปรับพวกคุณเอง” ลุงห่าวหัวเราะพร้อมกับจองตัวฟู่เยี่ยนล่วงหน้าแล้ว
ตอนที่ 363: อยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น
หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ลุงห่าวก็ได้ขึ้นไปบนรถ แม้ว่าจะเป็นระยะทางแค่เพียงหนึ่งกิโลเมตร แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความโอ่อ่าและยิ่งใหญ่ที่ตัวเองมี
ทางด้านไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนเองก็เดินตามลุงห่าวขึ้นไปในรถเช่นกัน โดยฟู่เยี่ยนขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งด้านหลัง ส่วนไป๋โม่เฉินนั่งข้างๆลุงห่าว
“ผู้เฒ่าเฮ่อมีภรรยาสามคน โดยลูกชายคนโตของเขาชื่อเฮ่อรุ่ยต๋า ลูกชายคนรองคือเฮ่อรุ่ยเอิน และลูกชายคนที่สามชื่อเฮ่อรุ่ยเฟย ส่วนภรรยาคนที่สองกับคนที่สามนั้นมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ จึงมีเพียงภรรยาคนที่สองเท่านั้นที่มีลูกชายให้กับเขาได้ แต่ผู้เฒ่าเฮ่อก็พูดมาตั้งนานแล้วว่ามีเพียงลูกชายคนโตของเขาเท่านั้นที่สามารถทำธุรกิจและสืบทอดมรดกของเขาได้ ส่วนลูกอีกสองคนที่เหลือไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของเขา
“ซึ่งเฮ่อรุ่ยต๋าเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเรา ดังนั้นทั้งสามบ้านจึงไม่มีใครต่อต้านอย่างแน่นอน ตราบใดที่ผู้เฒ่าเฮ่อยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินของตระกูลเฮ่อจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้เฒ่าเฮ่อแต่เพียงผู้เดียว ทว่าตอนนี้เขาได้หมดสติไปอย่างไร้สาเหตุ ดังนั้นเหล่าพี่น้องและผู้อาวุโสของตระกูลเฮ่อจึงเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว”
“ฉันเดาว่าตอนนี้สมาชิกตระกูลเฮ่อทั้งหมดคงจะอยู่ที่นั่นกันหมดแล้วแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วง ตามฉันมาเถอะ ฉันจะพาพวกคุณไปหาเขาเอง”
ลุงห่าวอธิบายถึงสถานการณ์ของตระกูลเฮ่อสั้นๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็เข้าใจได้ในทันที ดูเหมือนว่าความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเฮ่อนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการตระกูลที่เข้มงวดของผู้เฒ่าเฮ่ออย่างแน่นอน
ไม่นานนัก รถของพวกเขาก็ได้มาถึงคฤหาสน์ของตระกูลเฮ่อ เมื่อบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นว่าเป็นรถของลุงห่าว พวกเขาจึงปล่อยให้รถแล่นเข้าไปข้างใน และรถของพวกเขาก็แล่นตรงไปยังประตูคฤหาสน์ทันที
ตอนนี้เฮ่อรุ่ยเอิน ลูกชายคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อได้ออกมายืนรออยู่ข้างนอกนานแล้ว ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างลุงห่าวและผู้เฒ่าเฮ่อได้อย่างชัดเจน ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนสามารถทำแบบนี้ได้อย่างแน่นอน
“ลุงห่าว ยินดีต้อนรับครับ” เฮ่อรุ่ยเอินกล่าวทักทายพร้อมกับโค้งคำนับลง ก่อนจะเปิดประตูรถและเข้ามาช่วยประคอง
“เสี่ยวเอิน ฉันยังเดินไหว นายไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ จริงสิ ฉันมีคนที่จะแนะนำให้นายรู้จักด้วยนะ นี่คือหมอที่ฉันเชิญให้มารักษาพ่อของนายเอง พี่ชายของนายได้บอกเรื่องนี้กับนายหรือยัง ?” ลุงห่าวพูดพลางชี้ไปที่ไป๋โมเฉินและฟู่เยี่ยน
“ลุงห่าว เรื่องนี้พี่ใหญ่ได้สั่งเอาไว้แล้วครับ ตอนนี้มีคนอยู่ข้างในเต็มไปหมดเลย ฉะนั้นพี่ใหญ่จึงมอบหมายให้ผมมารอต้อนรับลุงห่าวครับ”
เฮ่อรุ่ยเอินและพี่ชายคนโตของเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยคนหนึ่งรับผิดชอบด้านนอก ส่วนอีกคนหนึ่งจะดูแลแขกภายในบ้าน พวกเขาสองคนพี่น้องเข้าใจถึงสถานการณ์ตอนนี้ดี ส่วนน้องชายคนที่สามยังอายุน้อยและตอนนี้ยังเรียนไม่จบ เมื่อเรียนจบแล้ว เขาจะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีของพี่ชายทั้งสองเช่นกัน ดังคำที่ว่าหากพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน แม้แต่โลหะที่หนาก็สามารถตัดขาดได้ และพี่น้องตระกูลเฮ่อก็เป็นแบบนั้น
“ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะ” ลุงห่าวพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไป ส่วนเฮ่อรุ่ยเอินก็ได้ถอยหลังไปครึ่งก้าว ก่อนจะเดินตามเข้าไป พร้อมกับไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนเองก็ติดตามทั้งสองคนเข้าไปยังห้องนอนของผู้เฒ่าเฮ่อเช่นกัน
ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา พวกเขาก็พบกับห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน ซึ่งหากดูผิวเผินแล้วจะเห็นว่ามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ปะปนกันอยู่ประมาณยี่สิบคนเห็นจะได้
โดยคนที่กำลังถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมายนั้นน่าจะเป็นลูกชายคนโตของผู้เฒ่าเฮ่อ เฮ่อรุ่ยต๋านั่นเอง ตอนนี้เขาถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณลุงและผู้เฒ่าหลายคน ดูเหมือนว่าผู้คนเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเงิน ไม่ต่างจากนกที่ยอมตายเพื่ออาหารเลย
ในเมื่อผู้เฒ่าเฮ่อหมดสติไปอย่างไร้สาเหตุ แน่นอนว่าทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อหวังจะได้ทรัพย์สมบัติเป็นธรรมดา
“ลุงห่าว เชิญทางนี้ดีกว่าครับ” เฮ่อรุ่ยเอินต้องการจะพาทุกคนขึ้นไปด้านบนจากอีกด้านหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าผู้คนที่กำลังรายล้อมเฮ่อรุ่ยต๋าอยู่จะสังเกตเห็นเฮ่อรุ่ยเอินเข้า
“เจ้ารอง นายช่วยมาอธิบายหน่อยสิ ความจริงคืออะไรกัน ? พี่ใหญ่ของฉันเป็นคนจัดการทรัพย์สินของตระกูลมาโดยตลอด มันเป็นไปได้อย่างไรที่พี่ชายของนายจะไม่แบ่งสมบัติให้กับนายในอนาคต ?” คนที่พูดคือน้องชายคนรองของผู้เฒ่าเฮ่อ ตอนนั้นผู้เฒ่าเฮ่อมีภรรยาเพียงคนเดียว ดังนั้นเหล่าพี่น้องทั้งหมดจึงค่อนข้างที่จะสนิทสนมกันมาก
“อารองครับ อย่าถามเรื่องนี้กับผมเลย ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะทำตามที่พี่ใหญ่บอก ผมรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถมากพอ และในชีวิตนี้ของผม ผมทำได้แค่ช่วยสนับสนุนธุรกิจของครอบครัวเท่านั้น” เฮ่อรุ่ยเอินเป็นรองประธานอาวุโสของบริษัท ซึ่งคำพูดที่เขาเพิ่งจะพูดออกไปนั้น ไม่ต่างจากการตบหน้าเหล่าผู้คนที่อยู่ในห้องโถง ณ ขณะนี้เลย
คำพูดนี้ทำให้พวกเขาถึงกับพูดไม่ออก ดังนั้นเฮ่อรุ่ยเอินจึงใช้โอกาสนี้พาพวกลุงห่าวขึ้นไปด้านบน
“เดี๋ยวก่อน พี่รอง คนที่เดินตามหลังพวกเขาคือใคร แล้วมาจากที่ไหน ? ตอนนี้สุขภาพของลุงใหญ่คือสิ่งที่เราต้องกังวลมากที่สุด ดังนั้นพี่ไม่ควรพาใครที่เราไม่รู้จักเข้าไปพบเขานะ !” คนที่พูดก็คือเฮ่อซ่งหลิน ลูกชายของอาสาม เขาเป็นคนที่มีแววตาชั่วร้ายที่สุดแล้ว ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะสร้างแต่ปัญหาเพราะถูกยุยงจากอาสามและครอบครัวของพวกเขามาโดยตลอด
“ฉันอาห่าวเอง ดูเหมือนว่าฉันจะแก่จนไม่มีใครจำได้แล้วสินะ ถึงได้มีคนกล้ามาตะคอกต่อหน้าฉันแบบนี้ อาเฟิง นายช่วยสอนมารยาทให้กับเขาสักหน่อยก็แล้วกัน” ลุงห่าวชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะมองไปรอบๆ ซึ่งทำให้ทุกคนในตระกูลเฮ่อถึงกับต้องก้มหน้าลงทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเฟิงก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับจ่อปืนไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่มคนนั้นโดยตรง ทำเอาเฮ่อซ่งหลินที่เย่อหยิ่งเมื่อครู่นี้ถึงกับสั่นไปทั้งตัวด้วยความหวาดผวา
“ซ่งหลิน นายกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร ? นายไม่รู้จักลุงห่าวอย่างนั้นเหรอ ? รีบขอโทษลุงห่าวเดี๋ยวนี้เลยนะ !” เฮ่อรุ่ยต๋ารีบพูดแทรกขึ้นมาทันที พร้อมกับสั่งให้เขาขอโทษลุงห่าว
“พี่ห่าว ฉันคืออาเปิ่น เราเคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ พี่จำได้หรือเปล่า ? เจ้าเด็กโง่ ทำไมยังไม่รีบก้มหัวให้ลุงห่าวแล้วขอโทษอีกล่ะ !” อาสามมีลูกชายเพียงคนเดียว ดังนั้นเขาจึงกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก และรีบออกมาร้องขอความเมตตาในทันที พร้อมกับดุลูกชายของเขา
เฮ่อซ่งหลินเป็นคนเจ้าเล่ห์อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้คุกเข่าลงไปอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงห่าวจึงได้โบกมือไปมาเบาๆ และฉินเฟิงก็ได้ลดปืนลงพร้อมกลับไปยืนอยู่ข้างหลังลุงห่าวเหมือนเดิม
“อาเปิ่น ตอนเด็กๆนายเป็นคนที่ฉลาดใช้ได้เลยนี่ แต่ทำไมพอแก่ตัวไปถึงเป็นแบบนี้กันล่ะ ? ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายอายุเท่าไหร่แล้ว แต่ตอนนี้พี่ชายของนายกำลังต้องการการพักผ่อนเงียบๆ ทำไมนายถึงได้พาคนเหล่านี้มาที่นี่กัน ทุกอย่างที่นี่เป็นของพวกนายทุกคนอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหายไปไหนหรอก” คนเหล่านี้ยังคงหวาดกลัวต่อสถานะของลุงห่าวอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
หลังจากที่พูดจบ ลุงห่าวก็ได้พาไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนเดินขึ้นไปยังชั้นบน
“ครับ ได้เลยครับ ผมจะพาพวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้ พี่ห่าว พี่ค่อยๆเดินนะครับ” อาสามให้คำมั่นสัญญาและยืนมองลุงห่าวเดินขึ้นไปชั้นบนจนลับตาไป
“พ่อครับ ทำไมพ่อถึงต้องกลัวเขาขนาดนั้นด้วยล่ะ เขาก็แค่คนแก่ใกล้ตาย...”
“หุบปาก !” อาสามตะคอกออกไปด้วยความโกรธ และเฮ่อซ่งหลินก็เงียบไปทันที แต่พวกเขายังคงไม่ได้ออกไปจากที่นี่ ตอนนี้ทุกคนนั่งลงบนโซฟา พร้อมกับสั่งชาและของว่างมาทาน
ฟู่เยี่ยนได้ยินคำพูดของเฮ่อซ่งหลินอย่างชัดเจน ตอนนี้มีคนอยู่ในคฤหาสน์มากมาย แต่เธอยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจพวกเขา ส่วนลุงห่าวเองก็มีศัตรูมากมายเช่นกัน และวิธีที่เขาใช้จัดการเมื่อครู่นี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว
เมื่อพวกเขาขึ้นมายังชั้นบนก็จะพบกับห้องนอนของผู้เฒ่าเฮ่อที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งเมื่อฟู่เยี่ยนเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที ทำไมห้องของเขาถึงอยู่ในตำแหน่งนี้กันล่ะ ?
เฮ่อรุ่ยเอินเคาะประตู ก่อนที่ประตูจะเปิดออกในไม่ช้า เป็นภรรยาคนที่สามที่เป็นคนมาเปิดประตู เฮ่อรุ่ยเอินพยักหน้าให้กับป้าสาม ก่อนจะเชิญลุงห่าวและคนอื่นเข้าไปข้างใน
“คุณฟู่ เชิญเข้ามาตรวจดูอาการของเขาดูสักหน่อยเถอะ” ลุงห่าวพูดขึ้นมา ซึ่งทำให้เฮ่อรุ่ยเอินตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงที่ดูธรรมดา ธรรมดา คนนี้คือหมอนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปที่เตียงของผู้เฒ่าเฮ่อ อันที่จริงเธอสังเกตเห็นถึงบางสิ่งบางอย่างได้ตั้งแต่ที่เข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อแล้ว แต่เธอแค่อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเท่านั้น ผู้เฒ่าเฮ่อไม่ได้มีอาการน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด เขายังคงดูปกติดี เพียงแค่เขาถูกบางคนทำให้เป็นแบบนี้เท่านั้นเอง
ฟู่เยี่ยนตรวจดูชีพจรของผู้เฒ่าเฮ่อแล้ว แม้ว่าเขาจะหมดสติไปก็ตาม แต่ชีพจรของผู้เฒ่าเฮ่อก็ยังคงปกติ ทั้งยังดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ป่วยอีกด้วย ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตกไม่สามารถระบุถึงอาการป่วยของเขาได้
ฟู่เยี่ยนเปิดเปลือกตาของเขาเพื่อตรวจดูรูม่านตา ก่อนจะพบว่าชายชรามีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างกลางของเปลือกตา ซึ่งมันบางมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้หากไม่มองอย่างละเอียด นี่เป็นอาการของคนที่โดนคำสาป แต่สาเหตุของการหมดสตินั้นไม่ใช่เกิดจากคำสาป แต่เป็นเพราะวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อไม่ค่อยสมบูรณ์เท่านั้น
หากจะพูดง่ายๆก็คือ วิญญาณของเขากำลังกระจัดกระจาย และตอนนี้เขาคงกำลังเร่ร่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ฉะนั้นต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะหากตามหาคนที่ทำไม่พบ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็นเลย
การทำให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็นนั้นเป็นเรื่องที่โหดเหี้ยมมาก แม้เธอจะยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่เธอก็รับรู้ได้ว่าคนๆนั้นมีจิตใจอำมหิตมาก !
ตอนที่ 364: ตระกูลเฮ่อ
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตรวจดูอาการของผู้เฒ่าเฮ่อเสร็จ เธอก็ได้มองไปรอบๆห้องและพบว่ามีสิ่งของต้องห้ามหลายชิ้นถูกวางอยู่ในห้องนี้ แถมบนตัวของภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่ายังมีเครื่องประดับหลายชิ้นที่เป็นอันตรายอีกด้วย
นี่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข และขณะที่เธอทำพิธีนั้น จะต้องไม่มีใครเข้ามาที่นี่ รวมถึงคนที่อยู่ด้านล่างด้วย จำเป็นต้องทำให้คฤหาสน์ทั้งหลังเงียบที่สุด พิธีจึงจะประสบความสำเร็จ
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ในครั้งนี้ ทว่าเฮ่อรุ่ยเอินกลับรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เขากำลังสงสัยว่าผู้หญิงแซ่ฟู่ที่อยู่ตรงหน้าของเขาไม่ใช่หมอจริงๆ
“คุณฟู่ พ่อของผมเป็นอย่างไรบ้าง ?”
“โอ้ คุณเฮ่อ ก่อนที่พ่อของคุณจะเป็นแบบนี้ เขาได้ไปทำอะไรมาบ้างหรือเปล่า ?” หากมีคนพยายามทำลายวิญญาณของเขา ฉะนั้นเขาต้องไปทำอะไรบางอย่างมาแน่นอน เพราะไม่มีทางที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
“ก่อนที่พ่อของผมจะหมดสติไป เขากำลังนั่งทานข้าวอยู่ และหลังจากที่ทานข้าวเสร็จ เขาก็หมดสติไปเลย จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่าสิบชั่วโมงแล้ว และตอนที่เขาหมดสตินั้น พวกเราทุกคนต่างก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย” เฮ่อรุ่ยเอินเล่าถึงเหตุการณ์อย่างละเอียด
“แล้วตอนนั้นมีใครอยู่ด้วยบ้าง?” คนที่ทำแบบนั้นได้จะต้องเป็นคนใกล้ตัวของผู้เฒ่าเฮ่ออย่างแน่นอน ดังนั้น สมาชิกในครอบครัวของเขาจึงเป็นคนกลุ่มแรกที่น่าสงสัย ตามมาด้วยคนรับใช้ที่บ้าน ตอนนี้จำเป็นต้องหาตัวคนทำให้เจอก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถอัญเชิญวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อกลับร่างได้
“มีแม่ของฉัน ป้ารอง ฉัน พี่ใหญ่ น้องสี่ และพวกแม่บ้าน” เฮ่อรุ่ยเอินนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า ก่อนจะพูดออกไป
“คุณเฮ่อ ฉันขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวสักครู่หนึ่งได้หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อที่อยู่ภายในห้องด้วย เมื่อลุงห่าวและไป๋โมเฉินเห็นเช่นนั้น จึงได้เดินออกมาจากห้องทันที
ส่วนทางด้านภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อที่เห็นเช่นนั้นก็เดินตามลุงห่าวออกไปรอที่หน้าประตูเช่นกัน โดยปล่อยให้เฮ่อรุ่ยเอินคุยกับฟู่เยี่ยนอยู่ในห้องตามลำพัง
“คุณฟู่ คุณมีอะไรจะพูดกับผมอย่างนั้นเหรอครับ” เฮ่อรุ่ยเอินมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“คุณเฮ่อ หากคุณต้องการให้พ่อของคุณฟื้นขึ้นมาโดยเร็วที่สุด คุณจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับฉันด้วย ก่อนรุ่งสางของวันพรุ่งนี้ หากผู้เฒ่าเฮ่อยังไม่ฟื้น แม้แต่เหล่าทวยเทพก็คงจะช่วยเขาไม่ได้แล้วล่ะ !” สิ่งนี้เป็นอะไรที่ร้ายแรงมาก เธอเพิ่งจะทำนายดวงชะตาของผู้เฒ่าเฮ่อไปเมื่อครู่นี้ และพบว่าภัยพิบัติครั้งนี้เป็นภัยพิบัติที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้
“ฮะ ? คุณฟู่ ไม่สิ อาจารย์ฟู่ ได้โปรดช่วยพ่อของผมด้วยเถอะครับ” เฮ่อรุ่ยเอินรู้สึกตกใจมากที่ได้ยินคำพูดนี้ แต่เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ยังมีคนสังเกตเห็นถึงความผิดปกติเกี่ยวกับอาการที่พ่อของเขาเป็น
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเชื่อคนง่าย เพียงแต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ได้ถูกลุงห่าวเชิญให้มาที่นี่ แม้ว่าจะมีคนหลายล้านคนที่ต้องการชีวิตพ่อของเขาก็ตาม แต่ลุงห่าวเป็นคนเดียวที่จะไม่ทำแบบนั้นกับพ่อของเขาอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เราอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบทำตามที่ฉันบอกก่อนเถอะ อย่างแรกที่ต้องทำก็คือให้คุณเรียกแม่บ้านทุกคนในบ้านของคุณมา และทำการสอบสวนพวกเขาเป็นการส่วนตัวทีละคน โดยถามว่าตอนที่พ่อของคุณหมดสติในช่วงเช้า พวกเขาทำอะไร ? อยู่ที่ไหน ?”
“เรื่องที่สอง เป็นเรื่องภรรยาคนที่สามของพ่อของคุณ ฉันคิดว่าบนตัวของเธอมีเครื่องประดับหลายชิ้นที่ดูเป็นอันตรายมาก คุณต้องเชิญสมาชิกในครอบครัวของคุณทุกคนมารวมตัวกัน และรอให้ฉันตรวจสอบห้องของทุกคน ตอนนี้ไม่เพียงแค่วิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อจะถูกทำให้ออกจากร่างเท่านั้น แต่เขายังถูกใครบางคนสาปอีกด้วย”
“วิธีนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างถาวร ฉันจะต้องแน่ใจก่อนว่าไม่มีใครในครอบครัวของคุณคิดที่จะทำร้ายผู้เฒ่าเฮ่ออีก”
“ส่วนขั้นตอนที่สามก็คือ ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องที่อยู่ชั้นล่างพวกนั้นออกไปจากที่นี่ให้หมด เพราะถ้าหากพวกเขายังอยู่ที่นี่ มันจะเป็นการขัดขวางตอนที่ฉันเรียกวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อกลับมา”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เฮ่อรุ่ยเอินก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง แต่เขาก็ไม่ได้รอช้าแต่อย่างใด และเดินลงไปยังชั้นล่างในทันที ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้มองตามเขาลงบันไดไปเช่นกัน ก่อนจะเห็นเขากระซิบบางอย่างกับเฮ่อรุ่ยต๋า
วินาทีต่อมา เฮ่อรุ่ยต๋าก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองยังชั้นบน และบังเอิญเห็นฟู่เยี่ยน เขาจึงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นเฮ่อรุ่ยต๋าและเฮ่อรุ่ยเอินก็ได้เริ่มเชิญทุกคนออกไปจากบ้านของพวกเขาก่อน
แน่นอน คนจากตระกูลเฮ่อไม่มีทางยอมออกไปง่ายๆอย่างแน่นอน ดังนั้นเฮ่อรุ่ยต๋าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสัญญาว่าไม่ว่าพ่อของเขาจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาก็จะรวมบริษัทในเครือแห่งหนึ่งของตระกูลเฮ่อเข้ากับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งทุกคนจะได้รับผลกำไร โดยจะมีเงินเข้าบัญชีของทุกคน ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงยอมตกลงแต่โดยดี
เดิมทีอาสามต้องการจะอยู่ต่อ แต่คนอื่นกลัวว่าเฮ่อรุ่ยต๋าจะเปลี่ยนใจ ดังนั้นพวกเขาจึงได้พาอาสามออกไป ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตามออกไปแต่โดยดี แต่ก่อนจะออกไปนั้น เขาก็ได้มองย้อนกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฮ่ออีกครั้ง ทว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองมันเท่านั้น
หลังจากที่ส่งพวกเขากลับไปหมดแล้ว เฮ่อรุ่ยต๋าก็ได้ขึ้นไปยังชั้นบนทันที ซึ่งตอนนี้ลุงห่าว ฟู่เยี่ยน และไป๋โมเฉินกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน โดยฟู่เยี่ยนได้เล่าให้ลุงห่าวฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
“ลุงห่าว !” เฮ่อรุ่ยต๋ามองไปที่ลุงห่าว ก่อนจะโค้งคำนับให้กับเขาเพื่อทักทาย
“เสี่ยวต๋า นั่งลงก่อนสิ เมื่อตอนเที่ยงอาจารย์เฉินได้มาที่นี่หรือเปล่า ?” ลุงห่าวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย ชายคนนั้นกำลังหลอกพวกเขาโดยบอกว่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆเลยอย่างนั้นหรือ ? คนระดับเขาจะมีทักษะที่ด้อยกว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าของเขาได้อย่างไรกัน ?
“อาจารย์เฉินมาที่นี่แล้ว และหลังจากที่เขาเห็นพ่อของผม เขาก็ได้ขอตัวกลับไปทันที แต่ก่อนจะกลับไป เขาได้บอกว่าจะกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้เช้า” เฮ่อรุ่ยต๋าตอบคำถามลุงห่าวออกไปตามตรง
“อาจารย์ฟู่ คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ? ฉันอยากรู้ว่าชายชราคนนั้นเห็นสิ่งนี้หรือเปล่า ?” ลุงห่าวต้องการยืนยันความคิดของเขา
“หากลุงกำลังพูดถึงปรมาจารย์เฉินเจี้ยนเย่ หนึ่งในเจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกงคนนั้น เขาน่าจะมองออกนะคะ” ฟู่เยี่ยนศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก่อนมาที่นี่แล้ว ชื่อเสียงของเจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกงนั้นไม่ได้ธรรมดาอยู่แล้ว หากเป็นแบบนั้นจริง เขาย่อมมองเรื่องพวกนี้ออกอยู่แล้ว
“เฉินเจี้ยนเย่ ! แกกล้าดีอย่างไรถึงได้ทำแบบนี้ ! เสี่ยวต๋า เรียกฉินเฟิงมาหาฉันเดี๋ยวนี้” ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ลุงห่าวก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ก่อนจะสั่งให้เฮ่อรุ่ยต๋าเรียกฉินเฟิงที่ยืนอยู่หน้าประตูมาพบเขาโดยตรง
“ลุงห่าว !”
“ไปจับตัวเฉินเจี้ยนเย่มาที่นี่เดี๋ยวนี้ !” ลุงห่าวพูดออกมาด้วยความโกรธ เมื่อได้ยินคำสั่ง ฉินเฟิงก็หันหลังกลับและกำลังจะออกไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะ ลุงห่าว คุณช่วยฟังฉันพูดบางอย่างก่อนได้ไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดเขาเอาไว้ทันที เพราะหากเขาทำแบบนั้น มันก็เท่ากับเป็นการเตือนให้ศัตรูรู้ตัว
“อาจารย์ฟู่ หากมีอะไรอยากจะพูดก็พูดออกมาตามตรงเถอะ” ลุงห่าวจิบชาเพื่อให้จิตใจของเขาสงบลง
“คุณลองคิดดูนะคะ บางทีนี่อาจเป็นเพราะตระกูลเฮ่อเชิญอาจารย์ท่านอื่นมาดูเรื่องนี้ก่อนแล้ว เพราะแบบนั้นอาจารย์เฉินจึงไม่อยากเปิดเผยความลับนี้ออกไปหรือเปล่า ? และเหตุผลที่เขาบอกว่าเขามองไม่เห็นนั้นอาจจะเป็นเพราะเขาแน่ใจว่าอาจารย์คนอื่นจะไม่เห็นสิ่งนี้ หรือไม่ก็เขาอาจจะแน่ใจว่าไม่มีใครกล้าพูดอะไรหลังจากเห็นมันก็เป็นได้ !” คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ลุงห่าวลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง และคิดทบทวนเกี่ยวกับคำพูดของฟู่เยี่ยนอย่างรอบคอบ หากเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ ก็เท่ากับว่ามีการสมรู้ร่วมคิดของคนกลุ่มใหญ่เลยทีเดียว
ทางด้านเฮ่อรุ่ยต๋าและเฮ่อรุ่ยเอินมีรู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน และตอนนี้สีหน้าของพวกเขาดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก อย่างที่อาจารย์ฟู่บอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเลยทีเดียว !
“อาจารย์ฟู่ คุณจะบอกว่าอาจารย์ทุกคนในเกาะฮ่องกงกำลังสมรู้ร่วมคิดกันอย่างนั้นเหรอ ? แล้วพวกเขาจะทำแบบนั้นไปทำไมล่ะ ?” เฮ่อรุ่ยต๋ายังคงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เล็กน้อย
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันแค่คิดว่าพวกเขารู้เรื่องภายในบางอย่าง และไม่อยากให้คนที่ทำเรื่องนี้ขุ่นเคืองใจเท่านั้นเอง หากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ พวกเขากลัวว่าการช่วยผู้เฒ่าเฮ่อครั้งนี้จะไม่คุ้มค่ากับที่พวกเขาต้องมาเสี่ยงชีวิตอย่างไรล่ะคะ ดังนั้นอาจารย์เฉินจึงขอตัวออกไปจากที่นี่ และเลือกที่จะไม่ทำอะไรในตอนนี้”
“คุณเฮ่อ ตอนนี้คุณช่วยไปปิดประตูบ้านของคุณก่อนเถอะค่ะ และห้ามให้ใครเข้าหรือออกไปจากที่นี่อย่างเด็ดขาด ฉันมั่นใจว่าเช้าของวันพรุ่งนี้ พ่อของคุณจะต้องฟื้นขึ้นมาอย่างแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้นก็ยังไม่สายที่เราจะมาจัดการเรื่องทั้งหมด”
ลุงห่าวถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ร่างกายของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะกลับไปเป็นเหมือนตอนหนุ่มๆอีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น
“ฉินเฟิง เรียกคนของเรามาช่วยเสี่ยวต๋าดูแลความสงบเรียบร้อยที่นี่ซะ ใครก็ตามที่ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ฆ่ามันทิ้งได้เลย หากมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงนี้ แก๊งค์หงของเราจะรับมันเอาไว้เอง !” เมื่อเห็นชายชราถูกรังแกจนไม่รู้สึกตัวแบบนี้ ลุงห่าวก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวด้วยไฟแห่งความโกรธ
“เรียบร้อยแล้วครับลุงห่าว คนของเราจะมาถึงที่นี่ภายในครึ่งชั่วโมงครับ” ฉินเฟิงตอบกลับพร้อมกับพยักหน้า
“ลุงห่าวครับ ลุงกับอาจารย์ฟู่เองก็ควรจะพักผ่อนสักหน่อยนะครับ ผมได้ให้คนเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว หากผมดูแลลุงกับแขกไม่ดีพอ พ่อของผมคงจะไม่พอใจแน่ๆ ผมขอตัวไปตามภรรยาคนที่สองของพ่อก่อนนะครับ ตอนนี้คุณพ่อยังต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิด” ทันทีที่พูดจบ เฮ่อรุ่ยต๋ากับน้องชายของเขาก็ได้เดินออกไปพร้อมกัน
ฟู่เยี่ยนยังคงรออยู่ที่เดิม ที่นี่มีชาที่ดีมาก ซึ่งมันทำให้เธอไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่ 365: หาตัวคนทำผิด
ขณะที่กำลังดื่มชาอยู่นั้น จู่ๆ ลุงห่าวก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาอยากจะขอให้ฟู่เยี่ยนทำนายโชคชะตาให้กับเขา ทว่าฟู่เยี่ยนกลับส่ายหน้าปฏิเสธลุงห่าวออกไปตามตรง
“ลุงห่าวจะมีอายุที่ยืนยาวอยู่แล้วค่ะ เพราะคุณได้การปกป้องจากแก๊งค์ของคุณอยู่แล้ว แม้แต่วิญญาณชั่วร้ายยังไม่กล้าเข้าใกล้คุณเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นฉันจึงไม่จำเป็นต้องทำนายดวงชะตาของคุณเลย เพียงแค่ตรวจดูชีพจรก็พอแล้วค่ะ”
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ลุงห่าวมีความสุขมาก ก่อนจะยื่นมือออกไปทันที หลังจากที่ฟู่เยี่ยนจับชีพจรของเขา เธอก็พบว่าสุขภาพของเขานั้นดีมากเช่นกัน แต่แค่ต้องใส่ใจกับเรื่องอาหารการกินของตัวเองสักหน่อยเท่านั้น อีกทั้งเขายังไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตระยะยาวอีกด้วย
“คุณต้องดื่มไวน์ ทานขนมขบเคี้ยว รวมไปถึงหมูตุ๋นให้น้อยลงบ้างนะคะ จากการตรวจชีพจรของคุณ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าไขมันในเลือดของคุณเริ่มสูงขึ้นแล้ว” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรเสร็จ เธอก็ได้ให้คำแนะนำกับเขาไปเล็กน้อย
“ฮ่าๆ สาวน้อย เธอช่างมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ! แพทย์แผนตะวันตกก็บอกฉันแบบเดียวกับที่เธอบอกเลย อีกทั้งเธอยังให้ข้อมูลกับฉันละเอียดกว่าอีกด้วย แต่จะให้ฉันเลิกดื่มและเลิกทานเนื้อ ฉันคงทำไม่ได้หรอกนะ” ลุงห่าวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“แต่ก็ยังดีที่คุณชอบฝึกไทเก็กอยู่บ่อยๆ มันช่วยในเรื่องของสุขภาพได้เยอะเลยทีเดียวล่ะค่ะ”
“สาวน้อย เธอช่างสุดยอดมากจริงๆ ! ตอนที่ฉันตื่นมาในทุกเช้า ฉันมักจะฝึกไทเก๊กอยู่เป็นประจำ จนคนแก่พวกนั้นต่างก็หัวเราะเยาะฉัน ฉันอยากจะให้พวกเขามาฟังเธอพูดตอนนี้มากจริงๆ”
“อย่างที่บอกไป ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ฉันจัดการไม่ได้ หากในอนาคตเธอต้องการความช่วยเหลือล่ะก็ เพียงแค่เอ่ยชื่อของฉัน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง !” ลุงห่าวพูกพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ลุงห่าว ไหนๆเราก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พอดีฉันมีบางอย่างที่อยากให้คุณช่วยสักหน่อยค่ะ” ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้นึกถึงเรื่องของตระกูลเสิ่นขึ้นมา
“โอ้ ? พูดมาสิ เธออยากให้ฉันช่วยอะไรอย่างนั้นเหรอ ?”
“มันเป็นเรื่องของครอบครัวของคุณย่าของฉันเอง พวกเขาได้ย้ายออกจากบ้านเกิดโดยบอกว่าจะย้ายไปอยู่ที่หนานหยางหรือไม่ก็เกาะฮ่องกง ซึ่งย่าของฉันอยากรู้มาโดยตลอดว่าครอบครัวของเธออยู่ที่ไหน และนั่นก็เป็นความปรารถนาสุดท้ายของเธอ ฉันเลยอยากรู้ว่าครอบครัวของพวกเขาได้ย้ายมาที่เกาะฮ่องกงหรือเปล่าค่ะ”
“เรื่องแค่นี้เองเหรอ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย ฉันอาศัยอยู่ที่เกาะฮ่องกงมาตลอดทั้งชีวิตแล้ว ทั้งยังรู้จักคนมีชื่อเสียงทุกคนที่นี่อีกด้วย” ลุงห่าวเต็มใจช่วยเหลือฟู่เยี่ยนด้วยความจริงใจ
“ย่าของฉันมีแซ่ว่า ‘เสิ่น‘ และชื่อของเธอคือซู่ฉี ดูเหมือนว่าทวดของฉันจะชื่อว่า...” ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะพูดจบ สีหน้าของลุงห่าวก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ทวดของเธอชื่อเสิ่นกั๋วเฉียงใช่หรือเปล่า ?” ลุงห่าวพูดพร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเพราะความตื่นเต้น
“ลุงห่าว ลุงรู้จักครอบครัวของย่าฉันด้วยเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ก่อนที่ลุงห่าวจะพูดต่อ จู่ๆก็ได้มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอกประตู เป็นลูกชายของตระกูลเฮ่อทั้งสองคนที่กลับมานั่นเอง
“สาวน้อย เรามาจัดการเรื่องสำคัญที่สุดกันก่อนเถอะ แล้วค่อยมาพูดถึงเรื่องนี้ทีหลัง” ลุงห่าวปาดน้ำตาจากหางตาของเขา ก่อนจะตบไปที่ไหล่ของฟู่เยี่ยนเบาๆ
“อาจารย์ฟู่ ลุงห่าว ตอนนี้แม่บ้านทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงแล้วครับ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของผมทุกคนก็ได้อยู่ในห้องอาหารกันหมดแล้ว เราไปกันเลยไหมครับ ?” เฮ่อรุ่ยต๋าเอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่มาถึง
“คุณช่วยพาฉันไปดูห้องของพวกคุณก่อน ฉันต้องตรวจดูทุกห้อง ส่วนเรื่องแม่บ้านที่อยู่ในห้องโถง พี่ไป๋โม่เฉิน พี่ช่วยจัดการเรื่องสอบสวนและคัดกรองคนทั้งหมดระหว่างคนที่เป็นพยานได้ กับคนที่มีคำให้การไม่ตรงกับคนหมู่มากออกจากกันด้วยนะ”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยัดยันต์ขจัดวิญญาณชั่วร้ายใส่เข้าไปในมือของไป๋โม่เฉิน หากเขาสัมผัสกับสิ่งชั่วร้าย ยันต์ก็จะอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งไป๋โม่เฉินเข้าใจถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะโบกมือให้เฮ่อรุ่ยเอิน เพื่อให้พาเขาไปที่ห้องโถง ส่วนเฮ่อรุ่ยต๋าก็ได้พาฟู่เยี่ยนแยกตัวออกไปตรวจดูแต่ละห้องในทันที
“อาจารย์ฟู่ ตามฉันมาทางนี้เถอะ”
“ฉินเฟิง นายเองก็ตามไปช่วยพวกเขาด้วย” ลุงห่าวพูดพร้อมกับชี้ให้ฉินเฟิงตามไปช่วยฟู่เยี่ยน
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปในห้องแต่ละห้องแล้ว เธอเพียงแค่มองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่ามีสิ่งชั่วร้ายอะไรอยู่ด้านในหรือเปล่าเท่านั้น เธอไม่ได้เข้าไปค้นข้าวของภายในห้องแต่อย่างใด จนในที่สุด ฟู่เยี่ยนก็ได้ชะงักฝีเท้าลงเมื่อมาถึงห้องนอนใหญ่ที่อยู่บนชั้นสาม
“ห้องนี้เป็นห้องของใครเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้าไปข้างใน
“นี่คือห้องของภรรยาคนที่สามของคุณพ่อ มีอะไรผิดปกติไปอย่างนั้นเหรอ ?” เฮ่อรุ่ยต๋ารู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณช่วยไปหยิบกล่องเครื่องประดับของเธอออกมาที เราจำเป็นต้องใช้มันในภายหลัง” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไปจากห้อง ส่วนเฮ่อรุ่ยต๋าก็ได้เข้าไปหยิบกล่องเครื่องประดับดังกล่าวมา ก่อนจะตามเธอลงไปยังชั้นล่าง ตอนนี้เธอได้สำรวจห้องของสมาชิกทุกคนในคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อแล้ว ที่เหลือก็มีแค่ห้องของแม่บ้านเท่านั้น
เมื่อไปถึงห้องของแม่บ้าน มีอยู่สองห้องที่น่าสงสัย โดยห้องหนึ่งนั้นมีทรัพย์สินที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร ส่วนอีกห้องมีพระพุทธรูปชั่วร้ายประดิษฐานอยู่ภายในห้อง ทำไมถึงมีของแบบนี้อยู่ที่นี่กันล่ะ ? ฟู่เยี่ยนส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอา
“ช่วยพาฉันไปดูโรงจอดรถของพวกคุณ และสวนหลังบ้านด้วย” ฟู่เยี่ยนใส่ใจทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ เพราะเธออยากตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
แน่นอน ภายในรถที่จอดอยู่ในโรงจอดรถนั้นมียันต์จำนวนหนึ่งอยู่ ฟู่เยี่ยนมองไปที่ยันต์พวกนั้น ซึ่งเธอเคยเห็นยันต์แบบนี้มาก่อนแล้ว ทั้งยังรู้ว่ามันเคยถูกแช่เอาไว้ในน้ำมันของศพอีกด้วย และตอนนี้เธอก็พบว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไป สิ่งนั้นคือส่วนสำคัญที่ทำให้วิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อล่องลอยหลุดออกไปจากร่างนั่นเอง
เมื่อเดินต่อไปที่สวนหลังบ้าน ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจทุกอย่างทันที แท้จริงแล้วคนที่ทำเรื่องนี้น่าจะไม่มีเวลาจัดการกับผู้เฒ่าเฮ่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วหลังจากที่ผู้เฒ่าเฮ่อหมดสติไป ทุกคนในตระกูลเฮ่อต่างก็รีบมาที่คฤหาสน์หลังนี้ทันทีนั่นเอง
“คุณฉิน คุณช่วยไปเอาพลั่วมาหน่อยได้ไหมคะ เราจำเป็นต้องขุดลงไปยังพื้นตรงนั้น” ฟู่เยี่ยนชี้ไปที่ต้นดอกคามิเลียพร้อมกับหันไปมองเฮ่อรุ่ยต๋า
ฉินเฟิงมองไปรอบๆ ก่อนจะพบเครื่องมือของคนสวนวางอยู่ในห้องเครื่องมือซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้มากนัก หลังจากที่ได้พลั่วมาแล้ว เขาก็เริ่มขุดลงไปทันที โดยฟู่เยี่ยนเป็นคนช่วยจุดไฟส่องสว่างให้กับเขา และบอกว่าควรจะขุดตรงไหน หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็ได้ขุดเจอกับบางอย่างเข้า
ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันคือแท่งไม้ ซึ่งเมื่อเธอเพ่งมองมันดีๆ แล้ว จึงได้พบว่ามันคือธงแห่งวิญญาณ และสิ่งที่ดูคล้ายเลือดบนนั้นน่าจะเป็นชาด
“นี่มันธงที่เคยถูกปักเอาไว้ที่บ้านเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ใช่เหรอ ?” เฮ่อรุ่ยต๋ามองไปยังสิ่งนั้นด้วยความประหลาดใจ ส่วนฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันที ทั้งที่ครอบครัวของพวกเขามีเหล่าปรมาจารย์แวะเวียนมาเยี่ยมอยู่บ่อยๆเลยไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ล่ะ ดูเหมือนว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้มีการสมรู้ร่วมคิดของคนหลายคนจริงๆสินะ
“อาจารย์เฉินเป็นคนส่งสิ่งนี้มาให้อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังสิ่งนั้น ก่อนจะถามขึ้นมา
เฮ่อรุ่ยต๋าส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากไหน สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือของสิ่งนี้อยู่ที่บ้านของเขามาประมาณ 2-3ปีแล้ว
“ไม่เป็นไร ทุกอย่างที่เราเจอในตอนนี้ สามารถตามหาเจ้าของได้อยู่แล้ว อย่ากังวลไปเลย” ฟู่เยี่ยนหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา ก่อจะเดินกลับเข้าไปที่ห้องโถงพร้อมกับทั้งสองคน
ตอนนี้การสอบสวนของไป๋โม่เฉินประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เขาได้คัดกรองคนที่มีพิรุธทั้งสองออกมาจากกลุ่มคนจำนวนมากได้แล้ว โดยคนแรกก็คือเสี่ยวเปิ่น คนขับรถของภรรยาคนที่สาม ส่วนอีกคนเป็นคนสวนของที่นี่
ขณะที่เดินผ่านทั้งสองคนนั้น ยันต์ก็เกิดร้อนขึ้นมา ไป๋โมเฉินจึงได้แยกพวกเขาออกมาจากทุกคนโดยที่ไม่ถามคำถามใดเลยแม้แต่คำถามเดียว เพราะยันต์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคนสองคนนี้เคยสัมผัสกับสิ่งชั่วร้ายมาก่อนอย่างแน่นอน
“เชิญคนอื่นกลับไปที่ห้องก่อนได้เลย ในวันพรุ่งนี้เช้าจะมีคนไปเรียกพวกคุณมาที่นี่อีกครั้ง ส่วนคนที่ไม่ถูกเรียกก็ให้อยู่ในห้องของตัวเองไปก่อน พ่อบ้านติง ช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย” เฮ่อรุ่ยเอินขอให้พ่อบ้านเป็นคนเตรียมการในเรื่องนี้
เมื่อฟู่เยี่ยนและลูกชายคนโตของตระกูลเฮ่อเดินเข้ามา พวกเขาก็เห็นว่าไป๋โม่เฉินและลุงห่าวกำลังนั่งดื่มชากันอยู่ โดยมีคนรับใช้ทั้งสองยืนอยู่ข้างๆ
“อาจารย์ฟู่ เราพบว่าทั้งสองคนนี้มีบางอย่างที่ผิดปกติไป” ด้วยความที่เฮ่อรุ่ยเอินอายุยังน้อย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้ได้
ฟู่เยี่ยนมองไปยังไป๋โม่เฉิน ซึ่งตอนนี้เขากำลังชี้ไปที่ฝ่ามือของตัวเอง และพบว่ายันต์ได้กลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงเข้าใจในทันที
“อาจารย์ฟู่ แล้วกล่องเครื่องประดับกล่องนี้ล่ะ ?” เฮ่อรุ่ยต๋ายังคงถือกล่องเครื่องประดับด้วยความสงสัย
“วางมันลงก่อนเถอะค่ะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราต้องใช้มัน มาจัดการกับสองคนนี้ก่อนดีกว่า กล่องเครื่องประดับนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ฟู่เยี่ยนรู้อยู่ในใจแล้วว่าภรรยาคนที่สามกำลังคิดที่จะทำอะไร
ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองดูนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง และเห็นว่าตอนนี้ใกล้จะเช้าแล้ว เธอจึงดึงยันต์ออกมาจากดินแดนต่างมิติ ก่อนจะโยนธงเรียกวิญญาณไปที่คนทั้งสองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเธอโดยตรง
คนขับรถนั้นไม่ได้ขยับไปไหนเลย ในขณะที่คนสวนรีบก้าวถอยหลัง ก่อนจะวิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
แน่นอน ฟู่เยี่ยนไม่สามารถปล่อยให้เขาหนีไปได้อยู่แล้ว เธอจึงตอบสนองกับการเคลื่อนไหวนี้อย่างรวดเร็ว โดยเธอได้ดีดยันต์แผ่นหนึ่งไปยังคนๆนั้นได้อย่างแม่นยำ จนทำให้เขาตัวแข็งทื่อไปในทันที
เธอสามารถหยุดคนสวนได้ก่อนที่ไป๋โม่เฉินและฉินเฟิงจะวิ่งตามเขาทันเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นทั้งสองจึงได้ถอยกลับมาเงียบๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment