ตอนที่ 366 เรียกวิญญาณ (368&369 same)
ฟู่เยี่ยนไม่คิดจะคลายยันต์ให้เขา เขาเป็นเพียงผู้ดำเนินการเท่านั้น ให้เขาอยู่อย่างนี้จนถึงพรุ่งนี้ เมื่อเจ้านายของเขาฟื้นขึ้นมา เขาจะถูกจัดการเอง
“คุณเฮ่อ รบกวนคุณเชิญสมาชิกในครอบครัวของคุณทุกคนมาที่นี่ด้วยค่ะ” ฟู่เยี่ยนต้องจัดการกับอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจอยู่ในตอนนี้
“ได้เลย ลุงติง ช่วยเชิญภรรยาคนที่สองและภรรยาคนที่สาม รวมถึงทุกคนให้มาที่นี่ด้วยครับ” เฮ่อรุ่ยต๋าหันไปพูดกับพ่อบ้านติง
หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกทุกคนในคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อก็ได้เข้ามายังห้องโถง ซึ่งทุกคนต่างก็ตกใจเมื่อเห็นสภาพของคนสวน ทำไมเขาถึงไม่ขยับเขยื้อนเลยล่ะ ? แต่ทุกคนในตระกูลเฮ่อล้วนเป็นคนที่มีการศึกษา ดังนั้นจึงไม่ได้มีใครโวยวายเสียงดังออกมา
เนื่องจากภรรยาคนแรกของผู้เฒ่าเฮ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นภรรยาคนที่สองจึงมีอำนาจในการตัดสินใจแทนผู้เฒ่าเฮ่อทั้งหมด นอกจากนี้ภรรยาคนที่สามนั้นไม่ต่างจากคนที่อยู่ตัวคนเดียวเลย เพราะเธอไม่มีลูก จึงไม่มีสิทธิ์ ไม่สามารถพูดอะไรได้
ตอนนี้ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่ออายุเกือบหกสิบปีแล้ว ซึ่งเธอมีอายุน้อยกว่าผู้เฒ่าเฮ่อประมาณสิบปี ทว่าหน้าตาของเธอยังดูดีมาก ราวกับว่าเธอเพิ่งจะอายุสี่สิบต้น ๆ เธอมีลูกหนึ่งคน เขาชื่อว่าเฮ่อรุ่ยหลิน เป็นนายน้อยคนที่สี่ของตระกูลเฮ่อ และตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย
ส่วนภรรยาคนที่สามนั้นเป็นคนที่สวยที่สุดในบรรดาภรรยาทั้งสาม เธอมีอายุเท่ากับเฮ่อรุ่ยต๋า ลูกชายคนโตของผู้เฒ่าเฮ่อ ซึ่งตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่กับผู้เฒ่าเฮ่อ เธอมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆเท่านั้น
ทันทีที่ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อเข้ามาในห้องโถง เธอก็สังเกตเห็นกล่องเครื่องประดับที่วางอยู่บนโต๊ะได้ในทันที พร้อมกับสะดุ้งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เธอไม่คิดเลยว่าจะมีคนเข้าไปในห้องของเธอและนำกล่องเครื่องประดับออกมาที่นี่ แต่เธอก็ยังคงสงบสติอารมณ์ลงได้ ก่อนจะถามคำถามกลับไป
“นายน้อยใหญ่ นายน้อยรอง ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมกล่องเครื่องประดับของฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ มันหมายความว่าอย่างไรกัน ?”
“แม่สาม อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยครับ นี่คือสิ่งที่อาจารย์สั่ง เรามาฟังอาจารย์อธิบายกันก่อนดีกว่า” เฮ่อรุ่ยต๋าไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าภรรยาคนที่สามของพ่อที่ดูไม่มีพิษมีภัยใดๆ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสาปนี้ด้วย
“ซ่งชือ นั่งลงแล้วฟังอาจารย์พูดก่อนเถอะ” เฉินเล่ยจิน ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าชักชวนภรรยาคนที่สามให้นั่งลง
หลี่ซ่งซือจึงยอมนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ตอนนี้ผ้าเช็ดหน้าในมือของเธอกำลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว
“ทุกคน ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณพ่อ และอาจารย์ฟู่ก็เป็นอาจารย์ที่ผมเชิญมา ซึ่งเธอมีคำถามอยู่สองสามข้อที่อยากจะถามกับทุกคน”
“ฉันแค่อยากจะถามภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อว่าเครื่องประดับเหล่านี้คุณได้มันมาจากที่ไหนกัน” ฟู่เยี่ยนเปิดกล่องเครื่องประดับตรงหน้าออก ก่อนจะหยิบเครื่องประดับสองสามชิ้นที่อยู่ด้านในออกมา มันดูผิดปกติมากที่หยกเหล่านี้กลายเป็นสีม่วง
มันมีสีม่วงที่เข้มมากจะเกือบจะกลายเป็นสีดำ ฟู่เยี่ยนหยิบเครื่องประดับเหล่านั้นขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันเป็นชนิดเดียวกันกับสร้อยคอที่ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อสวมอยู่
“นี่เป็นของขวัญที่สามีของฉันให้มา ซึ่งทุกคนต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว นายน้อยรองเป็นคนจัดการเรื่องนี้” ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามอย่างใจเย็น
“สิ่งที่ฉันกำลังพูดถึงไม่ใช่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน แต่เป็นหยกสีม่วงพวกนี้ต่างหาก มันมาจากที่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับชูสร้อยข้อมือขึ้นมา แล้วชี้ไปที่หยกสีม่วงเหล่านั้น
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ภรรยาคนที่สองก็ได้เข้ามารับสร้อยข้อมือเส้นนั้นไปดู เพราะก่อนหน้านี้เธอเองก็รู้สึกประทับใจกับเครื่องประดับชุดนี้มากเช่นกัน
“หากสังเกตดูให้ดีแล้ว หยกพวกนี้ดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย เมื่อก่อนมันดูใสมาก แต่ตอนนี้มันกลับดูดำเล็กน้อย เป็นไปได้อย่างไรกัน ? อาจารย์ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ?”
“เป็นเพราะหยกที่อยู่ด้านบนนี้ถูกแช่ในน้ำมันของศพ หากคนที่สัมผัสมันอยู่บ่อย ๆ จะต้องตายภายในครึ่งปีโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อ ไม่รู้ว่าเธอรู้เรื่องนี้หรือเปล่า
แน่นอนว่าเธอไม่รู้เรื่องนี้ เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็รีบถอดสร้อยคอและแหวนออก ก่อนจะโยนมันลงไปบนพื้นทันที
“หลี่ซ่งชือ ! เธอช่วยบอกฉันให้ชัดเจนหน่อยได้ไหมว่ามันคืออะไร ?” เฉินเล่ยจินพูดพร้อมกับจับมือหลี่ซ่งชือเอาไว้
“ไม่นะ สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่แบบนี้ เขาบอกกับฉันว่ามันจะทำให้ชายชรากับพี่สะใภ้มีร่างกายอ่อนแอลง และจะไม่สามารถสนใจเรื่องบริษัทอีกต่อไปเท่านั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ด้วย” หลังจากที่ถูกเปิดโปง ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนเกือบจะเสียสติ
เหล่าลูกชายตระกูลเฮ่อต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภรรยาของพ่อจะสามัคคีกันมากก็ตาม แต่ทว่าพวกเขาก็ยังรับเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นความโต้แย้งที่อยู่ภายในใจของพวกเขามาโดยตลอด
ทันใดนั้นเอง เฮ่อรุ่ยเอินก็คว้าไปที่ข้อมือภรรยาคนที่สามของพ่อของเขาโดยตรง ก่อนจะบังคับให้เธอยืนขึ้น
“บอกฉันมาว่าเธอกำลังจะทำอะไรกับพ่อของฉันกันแน่ แล้วเธอไปเอาของพวกนี้มาจากใคร ?”
ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อเอาแต่ก้มหน้า เธอไม่ยอมพูดอะไรออกมาทั้งนั้น และเอาแต่ร้องไห้อย่างไร้เหตุผล
“ถ้าอย่างนั้นก็ถามคนขับรถของเธอดูสิ เธอคงจะไม่ยอมบอกอะไรเราอย่างแน่นอน ตอนนี้เวลาของเราเหลือน้อยมากแล้ว เราจะชักช้าไม่ได้ ที่สำคัญหลังจากนี้อย่าเพิ่งขึ้นไปรบกวนฉันข้างบน คุณชายเฮ่อ คุณไปกับฉัน แล้วให้คุณชายรองจัดการสถานการณ์ที่นี่แทน”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนอธิบายเสร็จ เธอก็เตรียมตัวที่จะขึ้นไปยังชั้นบน แต่ค่ายกลอัญเชิญวิญญาณจำเป็นต้องวาดยันต์เพิ่มอีกเล็กน้อย ดังนั้นเธอจึงขอให้เฮ่อรุ่ยต๋ากับไป๋โม่เฉินตามขึ้นมาด้วย ส่วนลุงห่าวก็นั่งดูอยู่ข้างๆพร้อมกับฉินเฟิง
“ฉันต้องวาดยันต์ คุณชายเฮ่อ คุณช่วยหาพู่กันกับหินฝนหมึกให้ฉันหน่อยได้ไหม อ้อ อย่าลืมเตรียมเทียนเอาไว้ด้วยนะ พี่ไป๋โม่เฉิน หลังจากที่ได้หินฝนหมึกแล้ว พี่ช่วยฝนชาดให้กับฉันหน่อยนะ”
ฟู่เยี่ยนจำเป็นต้องวาดยันต์เพิ่มอีกสองสามแผ่น ซึ่งเป็นยันต์ที่เธอไม่คิดว่าจะต้องใช้มัน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้วาดเตรียมเอาไว้ ไม่นานนัก ของที่เธออยากได้ก็ถูกเตรียมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไป๋โม่เฉินเป็นคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงฝนชาดได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงกระดาษยันต์ออกมาอย่างคล่องแคล่ว และเฮ่อรุ่ยต๋าก็สังเกตเห็นแสงสีทองที่สว่างวาบขึ้นมาต่อหน้าต่อตาของเขา ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฟู่เยี่ยนก็ได้วาดยันต์ที่จำเป็นสำหรับค่ายกลอัญเชิญวิญญาณขึ้นมาได้สำเร็จ
“คุณชายเฮ่อ คุณช่วยประคองผู้เฒ่าเฮ่อลงจากเตียงและวางเขาลงบนพื้นนะคะ เอาผ้าห่มมาปูบนพื้นก่อนก็ได้” ฟู่เยี่ยนทำเครื่องหมายลงบนพื้น ก่อนจะบอกให้เฮ่อรุ่ยต๋าปูผ้าห่มแล้วค่อยอุ้มพ่อของเขานอนลงไปบนผ้าห่มผืนนั้น
หลังจากที่เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ได้อุ้มผู้เฒ่าเฮ่อมานอนบนผ้าห่มที่ปูเอาไว้ จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มพิธีโดยวางเทียนเอาไว้รอบๆตัวผู้เฒ่าเฮ่อ ซึ่งได้ทำให้ภายในห้องสว่างไสวด้วยแสงเทียน ใช่แล้ว เทียนเหล่านี้ใช้เพื่อตรวจสอบว่าวิญญาณของเขากลับมาที่นี่แล้วหรือยังนั่นเอง
หลังจากที่จุดเทียนเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบกริชของเธอออกมา และมอบมันให้กับคุณชายเฮ่อ
“คุณชายเฮ่อ ฉันต้องการเลือดจากปลายนิ้วของคุณกับผู้เฒ่าเฮ่อ วิธีนี้จะทำให้เห็นผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮ่อรุ่ยต๋าก็รีบกรีดไปที่ปลายนิ้วมือของตัวเองอย่างไม่ลังเล ฟู่เยี่ยนใช้เลือดของสองพ่อลูกผสมลงไปในชาด ก่อนจะใช้มันวาดยันต์ลงไปบนพื้นทันที
“ฉันจะเริ่มพิธีหลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ ในระหว่างนี้ช่วยถือยันต์ในมือเอาไว้ให้แน่นที่สุด แม้ว่าจะรู้สึกแสบร้อนแค่ไหนก็ห้ามปล่อยมันเด็ดขาด”
“เพราะวิญญาณของเขาจะกลับมาตามการนำทางของคุณ เมื่อถึงเวลานั้น ให้คุณเรียกพ่อของคุณอยู่ในใจเงียบๆ โดยพูดว่า พ่อ กลับมาเถอะ พูดแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนกว่าเทียนจะหมด แล้วเขาก็จะฟื้นขึ้นมาเอง”
เมื่อฟู่เยี่ยนบอกรายละเอียดทั้งหมดและเห็นเฮ่อรุ่ยต๋าพยักหน้ารับแล้ว เธอจึงเริ่มพิธีในทันที ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ก้าวถอยหลังออกมา ก่อนจะเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของห้อง
ไม่นานนัก ก็ได้มีกระแสลมกระโชกเข้ามา จากนั้นพิธีการก็เริ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์ เฮ่อรุ่ยต๋านั่งขัดสมาธิในตำแหน่งที่ฟู่เยี่ยนบอกเอาไว้ ตอนนี้เขารู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังคงอดทนรอต่อไป
เมื่อเห็นว่าค่ายกลเริ่มทำงานแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงไม่รอช้าและนั่งสมาธิในทันที เมื่อใช้ค่ายกลอัญเชิญวิญญาณ เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะหากคนที่ทำเรื่องนี้กักขังวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อเอาไว้ เธอจะได้ใช้ยันต์สายฟ้าโจมตีไปที่เขาโดยตรง
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนถือยันต์สายฟ้าหลายแผ่นเอาไว้ในมือของเธอแล้ว พร้อมกับเริ่มท่องบางอย่างเงียบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้ค่ายกลอัญเชิญวิญญาณ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก เธอก็รู้สึกว่าเธอสามารถติดต่อกับวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อได้แล้ว
ตอนที่ 367 ฟื้นแล้ว
ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ส่วนทางด้านเฮ่อรุ่ยต๋าก็รู้สึกว่ายันต์ในมือของเขาเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อยแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองฟู่เยี่ยน ซึ่งเธอก็ได้พยักหน้าให้กับเขาเบาๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฮ่อรุ่ยต๋าจึงเริ่มพูดตามที่ฟู่เยี่ยนบอกกับเขาในก่อนหน้านี้ด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำ
“พ่อครับ กลับมาเถอะ กลับบ้านของเรานะครับ พ่อครับ กลับมาเถอะ…”
ฟู่เยี่ยนรับรู้ทุกอย่างตั้งแต่ค่ายกลเริ่มทำงาน ซึ่งทุกอย่างได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น อีกทั้งเธอยังสัมผัสได้ว่าระยะห่างระหว่างพวกเธอกับวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วด้วย
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าวิญญาณนั้นอยู่ใกล้มากแล้ว ก่อนจะมีการโจมตีกลับ และทันใดนั้นเอง เทียนที่อยู่ข้างๆทั้งหมดก็ได้ดับพรึ่บลง
ไม่นะ ! ค่ายกลของเธอถูกค้นพบแล้ว ทันใดนั้นเอง หัวใจของฟู่เยี่ยนก็หล่นวูบลงไป แต่เธอก็ยังเรียกสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ฟู่เยี่ยนไม่ได้เข้าตอบโต้ในทันที เธอเพียงแค่รอโอกาสอยู่เงียบๆเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็หาคนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมดผ่านวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อได้สำเร็จ จึงได้เริ่มเคลื่อนไหวในทันที
ขั้นตอนแรกเริ่มจากการที่เธอใช้กริชกรีดไปที่นิ้วของตัวเอง ใช้เลือดจากปลายนิ้วของตนเองวาดยันต์ไว้ตรงกลางค่ายกล จากนั้นก็ใช้กริชกรีดไปที่ปลายนิ้วมือของคุณเฮ่อ แล้วใช้เลือดของเขาทาไปตรงจุดเหรินจง
ทางด้านเฮ่อรุ่ยต๋าเองก็รู้สึกว่าอุณหภูมิของยันต์เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆแล้วเช่นกัน และไม่นานหลังจากนั้น ยันต์ในมือของเขาก็เริ่มติดไฟลุกไหม้ตัวเองช้าๆ พร้อมกับวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อที่ค่อยๆกลับคืนมา แต่ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงพลังต่อต้านอีกครั้ง
“ฮึ่ม ! ดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว !” ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่เพียงแต่รู้สึกถึงวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อเท่านั้น แต่เธอยังรู้สึกว่าคนที่ทำเรื่องนี้อยู่ใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อมากอีกด้วย
“คุณชายเฮ่อ ตะโกนออกไปเลย ตะโกนเรียกให้พ่อของคุณกลับบ้านซะ ! พี่ไป๋โม่เฉิน พี่เองก็ช่วยตะโกนอีกแรงด้วย” หลังจากที่พูดจบ ฟุ่เยี่ยนก็รีบวิ่งออกไปทันที
ไป๋โม่เฉินไม่มีเวลาถาม และเขาก็รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตะโกนเรียกผู้เฒ่าเฮ่อช่วยเฮ่อรุ่ยต๋าเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนวิ่งออกไปด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อ ก่อนจะมองไปรอบๆ และพบกับเนินสูงที่สามารถมองเห็นคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อได้อย่างชัดเจน ที่แห่งนั้นตั้งอยู่บนเขา ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากที่นี่อย่างชัดเจน
ฟู่เยี่ยนจึงได้วาดยันต์ขึ้นมาในอากาศ เธอตั้งค่ายกลสังหารอีกชุดหนึ่งขึ้นมา โดยตั้งมันเอาไว้ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว เธอได้ใช้ยันต์สองสามแผ่นเชื่อมโยงค่ายกลสังหารเข้ากับค่ายกลอัญเชิญวิญญาณที่อยู่ภายในห้องทันที
ขั้นตอนสุดท้าย เธอก็ได้หยิบยันต์สายฟ้าพร้อมกับกริชออกมา ก่อนจะสอดมันเข้าไปในค่ายกลโดยตรง และค่ายกลก็ได้ถูกเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์แล้ว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งสมาธิลงตรงใจกลางของค่ายกล ก่อนจะรู้สึกว่าวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อเริ่มกลับมาอย่างช้าๆแล้ว นั่นเป็นเพราะคนที่อยู่เบื้องหลังสูญเสียพลังบางส่วนไปนั่นเอง จึงได้ปล่อยวิญญาณของผู้เฒ่าเฮ่อกลับมาอีกครั้ง
ในขณะนี้ ได้มีเสียงดังออกมาจากกริช พร้อมกับฟู่เยี่ยนที่หัวเราะออกมาเบาๆ ทันใดนั้นเอง ยันต์สายฟ้าทั้งหมดที่อยู่รอบตัวของฟู่เยี่ยนก็ได้ลอยออกไปตามสายลม ตอนนี้พิกัดของคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยแล้ว
“ไปเลย !” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกมาพร้อมกับชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งยันต์สายฟ้าก็ได้พุ่งตรงไปยังเชิงเขาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เธอก็ได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาหลายครั้งติดต่อกัน
ฟู่เยี่ยนยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเย็นชา แม้ว่าคนๆนั้นจะยังไม่ตายก็ตาม แต่เขาไม่มีทางหนีไปไหนได้อย่างแน่นอน !
ในที่สุด ยันต์ที่อยู่ในมือของเฮ่อรุ่ยต๋าก็ถูกเผาไปจนหมด เขากับไป๋โม่เฉินจึงหยุดตะโกน ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งลงไปกับพื้น
วินาทีต่อมา เฮ่อรุ่ยต๋าก็รีบเข้าไปดูพ่อของเขา เมื่อเห็นว่าชายชรายังคงหายใจอยู่ เขาจึงจับมือของผู้เป็นพ่อเบาๆ ก่อนจะอธิษฐานขอให้พ่อของเขาฟื้นขึ้นมา หากพ่อของเขาไม่ฟื้น ไม่ใช่แค่ตระกูลเฮ่อเท่านั้นที่จะประสบปัญหา เพราะหากแผนการของคนชั่วสำเร็จ เขาไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดหายนะอะไรขึ้นบ้าง
ในขณะนั้นเอง เฮ่อรุ่ยต๋าก็รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง พร้อมกับได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังขึ้นจากด้านนอก ส่วนทางด้านไป๋โม่เฉินก็ได้รีบลุกขึ้นยืนทันที เขาจำได้ว่านี่คือยันต์สายฟ้าของเสี่ยวฮั่ว !
ขณะที่เขากำลังจะออกไปดูด้านนอกนั้น ผู้เฒ่าเฮ่อที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนพื้นก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
“พ่อครับ พ่อฟื้นแล้วเหรอ ? พ่อครับ ? คุณไป๋ คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม ! พ่อของผมฟื้นแล้ว” เฮ่อรุ่ยต๋ารีบขอคาวมช่วยเหลือจากไป๋โม่เฉินในทันที
ไป๋โหม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงหันหลังกลับมา ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อได้ลืมตาขึ้นมาแล้ว
“เสี่ยวต๋า เกิดอะไรขึ้น ?” เขาเป็นคนที่คู่ควรกับอำนาจและบารมีที่เขามีมาก แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเขากำลังนอนอยู่บนพื้นก็ตาม แต่ก็ยังคงดูสุขุมและสง่าผ่าเผยเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“สวัสดีครับคุณเฮ่อ ฉันชื่อไป๋โม่เฉิน ฉันถูกส่งมาที่นี่โดยผู้บังคับบัญชา คุณเพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วย ฉะนั้นอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยครับ คุณชายเฮ่อ ฉันจะช่วยคุณประคองผู้เฒ่าเฮ่อไปที่เตียงเอง”
ทั้งสองคนช่วยกันประคองผู้เฒ่าเฮ่อไปที่เตียง จากนั้นเฮ่อรุ่ยต๋าก็ได้ปรับท่าทางให้กับพ่อของเขา ก่อนจะดึงเก้าอี้มาให้ไป๋โม่เฉิน
“เสี่ยวต๋า มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ?” เห็นได้ชัดว่าเลยว่าชายชราไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาแม้แต่น้อย
“พ่อครับ เมื่อวานนี้พ่อได้หมดสติไปอย่างไม่ทราบสาเหตุขณะที่กำลังทานมื้อเช้า ทุกอย่างเลยดูวุ่นวายไปหมดเลยล่ะครับ !” เฮ่อรุ่ยต๋ายังคงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอก
“ฉันเป็นอะไรกันแน่ ? ฉันป่วยอย่างนั้นเหรอ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อพูดพร้อมกับมองไปยังเทียนและยันต์ที่ถูกใช้แล้วบนพื้น
“พ่อครับ พ่อถูกลอบทำร้าย เมื่อครู่นี้ผมได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นแถวนี้ พ่อคุยกับคุณไป๋ไปก่อนแล้วกันนะครับ ผมขอออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกก่อน แล้วจะกลับมาอธิบายให้พ่อฟังทีหลัง” เฮ่อรุ่ยต๋ารู้อยู่แล้วว่าไป๋โม่เฉินมีบางอย่างที่อยากพูดกับพ่อของเขา เพราะเขาเห็นท่าทีที่ดูค่อนข้างกระตือรือร้นในตอนนี้ของไป๋โม่เฉิน ดังนั้นเขาจึงแยกตัวออกไป
“เอาล่ะ เสี่ยวต๋า นายออกไปดูข้างนอกก่อนเถอะ ฉันเองก็อยากคุยกับคุณไป๋เหมือนกัน” ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็รู้แล้วเช่นกันว่าไป๋โม่เฉินคือใคร
ขณะที่เฮ่อรุ่ยต๋าปิดประตูห้องและกำลังจะเดินลงไปยังห้องโถงชั้นล่างนั้น เขาก็เห็นฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาจากด้านนอก
“อาจารย์ฟู่ เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ?” เฮ่อรุ่ยต๋ารีบเข้าไปถามในทันที ส่วนลุงห่าวที่อยู่ข้างๆ ก็มีท่าทีที่อยากรู้อยากเห็นมากเช่นกัน
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันทำสำเร็จแล้ว ลุงห่าว ช่วยส่งคนไปดูว่ามีบ้านของใครถูกฟ้าผ่าและมีคนได้รับบาดเจ็บบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับบาดเจ็บ คนๆนั้นคือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด” ฟู่เยี่ยนหันไปพูดกับลุงห่าว เพราะเรื่องเธอยังคงต้องให้แก๊งค์หงเข้ามาจัดการนั่นเอง
“ไม่มีปัญหา ฉินเฟิง นายได้ยินแล้วใช่ไหม รีบดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ฉันอยากรู้จริงๆว่าใครกันที่กล้าคิดจะฆ่าผู้เฒ่าเฮ่อ ! ระวังตัวด้วยล่ะ !” ลุงห่าวสั่งให้ฉินเฟิงดำเนินการเรื่องนี้ในทันที
“ผู้เฒ่าเฮ่อฟื้นหรือยังคะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ฟื้นแล้ว อาจารย์ฟู่ ฉันเองก็ยังไม่ได้คุยกับพ่อเหมือนกัน ตอนนี้คุณไป๋กำลังคุยกับเขาอยู่ คุณอยากจะขึ้นไปดูอาการของเขาไหมครับ ?” เฮ่อรุ่ยต๋าถามกับฟู่เยี่ยน
“คุณชายเฮ่อ ฉันคิดว่าตอนนี้เราอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนพวกเขาดีกว่าค่ะ รอให้พวกเขาคุยกันเสร็จก็ยังไม่สายที่เราจะเข้าไป คุณพอจะมีห้องว่างบ้างไหมคะ ฉันอยากล้างตัวสักหน่อย” ตอนนี้เครื่องสำอางค์บนใบหน้าของฟู่เยี่ยนได้ลบเลือนไปหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงอยากล้างตัวและล้างหน้าของเธอมากๆ
“อาจารย์ฟู่ ตามฉันมาเถอะ ฉันเห็นว่าเรามีรูปร่างคล้ายกัน คุณน่าจะสวมเสื้อผ้าของฉันได้” ทันใดนั้นเอง ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้เดินเข้ามา
ฟู่เยี่ยนจึงกล่าวขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของเธอ ก่อนจะเดินตามไป อย่างที่เธอพูด ตอนนี้ฟู่เยี่ยนจำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อพาฟู่เยี่ยนไปยังห้องนอนของเธอ ก่อนจะให้ฟู่เยี่ยนเข้าไปอาบน้ำ ส่วนเธอก็ได้เรียกแม่บ้านให้เข้ามาพบและช่วยกันค้นดูในตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดที่เธอเคยใส่เมื่อครั้งยังสาว ซึ่งตอนนั้นเธอมีรูปร่างที่ผอมกว่าตอนนี้
“เสี่ยวหยุน ฉันจำได้ว่าปีที่แล้วฉันตัดชุดกี่เพ้าชุดหนึ่ง มันเป็นชุดสีเหลืองสดใส ตอนนั้นคุณผู้ชายบอกว่ามันไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่ ฉันก็เลยเก็บมันเอาไว้ เธอรู้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน ?” เมื่อได้ยินว่าผู้เฒ่าเฮ่อฟื้นแล้ว เธอก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไรอีก
อาจารย์ฟู่เป็นคนที่รูปร่างดีมาก แม้ว่าหน้าตาของเธอจะดูธรรมดาไปหน่อยก็ตาม แต่ชุดสีเหลืองสดใสชุดนี้คงจะเหมาะกับเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณผู้หญิงคะ คุณผู้หญิงกำลังพูดถึงชุดกี่เพ้าแขนยาวอยู่หรือเปล่า ? ใช่ชุดที่มีพู่อยู่บนไหล่ด้วยไหมคะ ?” เสี่ยวหยุนเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อ ดังนั้นเธอจึงรู้ถึงรายละเอียดต่างๆของคุณนายเป็นอย่างดี
“ใช่แล้ว ชุดนั้นแหละ” ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อพูดพร้อมกับปรบมือ ก่อนจะยิ้มออกมา
“มันอยู่อีกห้องหนึ่งค่ะ ฉันจะไปเอามันมาให้คุณผู้หญิงเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“ช่วยหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาด้วยนะ ฉันเห็นว่าเท้าของอาจารย์ฟู่มีขนาดพอๆกับของฉันพอดีเลย”
ไม่นานนัก เสี่ยวหยุนก็ได้กลับมาพร้อมกับชุดกี่เพ้าสีเหลืองสดใส กี่เพ้าชุดนี้ทำมาจากผ้าไหม ซึ่งมันเหมาะกับหญิงสาววัยรุ่นมากกว่าหญิงชราอย่างเธอ
ตอนที่ 368: เหตุการณ์ในอดีต
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังเพลิดเพลินไปกับความหรูหราภายในห้องน้ำ เพราะสุขภัณฑ์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งหมดภายในห้องภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อนั้นถูกนำเข้ามาจากสหราชอาณาจักรนั่นเอง
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังใกล้จะอาบน้ำเสร็จนั้น ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้เคาะประตูเบาๆ
“อาจารย์ฟู่ ฉันเอาเสื้อผ้าที่อยู่ด้านนอกไปซักให้กับคุณ และเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่เอาไว้ให้แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นของใหม่ที่ฉันไม่เคยใช้มาก่อน หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจ ฉันจะวางมันเอาไว้ด้านนอก และลงไปข้างล่างก่อน”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณคุณนายรองมากๆเลยนะคะที่ช่วยจัดเตรียมทุกอย่างให้กับฉัน” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณเธอผ่านประตู ตอนนี้เธออาบน้ำใกล้จะเสร็จแล้ว และจะออกไปในอีกไม่ช้า ซึ่งเมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้ง เธอก็เดาว่าตอนนี้ไป๋โม่เฉินกับผู้เฒ่าเฮ่อคงจะพูดคุยกันเสร็จแล้ว
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เห็นชุดกี่เพ้าวางอยู่ข้างนอก ฟู่เยี่ยนจึงหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่ามันมีขนาดที่พอดีกับตัวของเธอมาก แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆออกมา และสวมมันทันที
คุณนายรองมีน้ำใจต่อเธอมากจริงๆ ทั้งยังให้รองเท้าที่มีขนาดที่พอดีและเหมาะกับชุดกี่เพ้าอีกด้วย ฟู่เยี่ยนสวมชุดกี่เพ้าทันทีโดยไม่สนใจว่าเส้นผมของตัวเองจะแห้งหรือไม่ จากนั้นเธอก็ได้เดินลงไปข้างล่าง
เธอยังคงจำสิ่งที่ลุงห่าวพูดค้างเอาไว้ได้ และยังดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักตระกูลเสิ่นอีกด้วย อย่างน้อยๆ เขาก็รู้จักทวดของเธอ
ขณะเดียวกันนั้น สมาชิกทุกคนในตระกูลเฮ่อต่างก็คิดว่ามีวิญญาณวนเวียนอยู่ในบ้านของพวกเขา ผู้หญิงคนนี้ในชุดกี่เพ้าสีเหลืองคนนั้นคือใครกัน ?
ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อไม่คาดคิดเลยว่าใบหน้าที่แท้จริงของฟู่เยี่ยนนั้นจะเข้ากับชุดกี่เพ้าได้ดีถึงเพียงนี้ เด็กสาวคนนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบมากจริงๆ
เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกครั้ง ในชีวิตนี้ของเธอ นี่คือคนที่สองที่สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของชุดกี่เพ้าออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนโค้งหรือส่วนเว้า ทุกอย่างดูมีเสน่ห์ไปหมด ทั้งยังดูสง่างามมากๆอีกด้วย
ทันใดนั้นเอง เหล่าพี่น้องตระกูลเฮ่อก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนราวกับถูกมนตร์สะกด ท่าทางของพวกเขาดูไม่ต่างอะไรจากคนโง่เขลาเลยแม้แต่น้อย ! จนเฮ่อรุ่ยต๋าต้องหยิกแขนตัวเองให้ตื่นเพราะคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ !
ส่วนลุงห่าวเองก็ได้ลืมสิ่งที่กำลังจะพูดไปจนหมด และถ้วยชาในมือของเขาก็แทบจะร่วงลงไปบนพื้น เขาไม่คิดเลยว่าตอนที่ฟู่เยี่ยนสวมชุดกี่เพ้านั้น ท่าทางของเธอจะดูคล้ายกับคนในตระกูลเสิ่นมากถึงขนาดนี้
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นถึงสีหน้าที่ดูประหลาดใจของทุกคน เธอจึงรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งสีหน้าของพวกเขาดูแตกต่างไปจากภาพเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง จากนั้นเธอก็ได้หวีผม ก่อนจะเดินเข้าไปหาลุงห่าว
“เหมือนมาก ช่างเหมือนมากจริงๆ !” ลุงห่าวมองไปที่ฟู่เยี่ยน เธอดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นมาก ! เมื่อสวมชุดนี้ พวกเธอทั้งสองยิ่งดูเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว และสิ่งที่ดูคล้ายที่สุดก็คือดวงตาของฟู่เยี่ยนนั่นเอง
อันที่จริงแล้ว ในบรรดาพวกเธอพี่น้องล้วนมีดวงตาที่เหมือนกัน พวกเขามีดวงตาเหมือนกับฟู่ต้าหย่ง ซึ่งได้รับสืบทอดดวงตานี้มาจากเสิ่นซู่ฉี ผู้เป็นแม่ของเขา
ฟู่เยี่ยนรับรู้ได้ในทันทีว่าลุงห่าวกำลังพูดถึงตระกูลเสิ่นอยู่
“ไปกันเถอะ เราไปที่ห้องของผู้เฒ่าเฮ่อกันดีกว่า” ตอนนี้ลุงห่าวรู้สึกตื่นเต้นจนมือของเขาสั่นไปหมด เขาสั่นจนแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เอื้อมมือมาช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้น
ส่วนเฮ่อรุ่ยต๋าและเฮ่อรุ่ยเอินเองก็รีบเดินตามไปเช่นกัน ส่วนคนอื่นนั้นยังคงต้องนั่งรออยู่ที่ห้องโถง
ลุงห่าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนด้วยความตื่นเต้น เขาเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงดังออกมาจากด้านใน
“เชิญเข้ามา !”
“ฮ่าฮ่า ผู้เฒ่าเฮ่อ ดูสิว่าใครอยู่ที่นี่ !” ลุงห่าวเดินเข้ามาพร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่น
“อาห่าว ฉันมีแขกอยู่ด้วยนะ อายุของนายก็มากแล้ว ยังจะมาเล่นแบบนี้อีก ว่าแต่นายพาใครมากันล่ะ ?” แม้ว่าตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อจะยังนอนอยู่บนเตียงก็ตาม แต่เขาก็มีสีหน้าที่ดูดีขึ้นมากแล้ว และเพิ่งพูดคุยกับไป๋โม่เฉินเสร็จเมื่อครู่นี้เอง
“ผู้เฒ่าเฮ่อครับ นี่คือฟู่เยี่ยน พวกเราเดินทางมาที่นี่ด้วยกัน ฟู่เยี่ยน รีบเข้ามาตรวจดูอาการของผู้เฒ่าเฮ่อก่อนเถอะ”
ในที่สุด ภารกิจของไป๋โม่เฉินก็ได้เสร็จอย่างสมบูรณ์ และเขากำลังรอที่จะส่งข่าวกลับไป แต่ก็เห็นลุงห่าวพาฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาเสียก่อน
ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ชุดของเธอน่าจะเปื้อนตอนที่ใช้ยันต์สายฟ้า ด้วยความที่เธอเป็นคนรักความสะอาด หลังจากเสร็จภารกิจ เธอมักจะอาบน้ำเสมอ
ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยน หลังจากที่สื่อสารกันด้วยตา เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเธอสบายดี ดังนั้นไป๋โมเฉินจึงถอยออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปตรวจชีพจรของผู้เฒ่าเฮ่อ ตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อแข็งแรงดี จึงไม่จำเป็นต้องทานยาอะไร แค่พักผ่อนให้มากๆก็พอแล้ว
ทันใดนั้นเอง เฮ่อตงฟางก็ต้องตกตะลึงไปในทันที เด็กสาวคนนี้มีหน้าตาที่ดูเหมือนภรรยาของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วมากๆ ยิ่งเมื่อเห็นเธอสวมชุดกี่เพ้า เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้เห็นภรรยาของเขาตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่อย่างไรอย่างนั้น ซึ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากฟู่เยี่ยนได้เลย
“เธอ... เธอคือใคร ?”
“สวัสดีค่ะผู้เฒ่าเฮ่อ ฉันชื่อฟู่เยี่ยน มาจากเมืองหลวงค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นมือออกไป
“พี่ตงฟาง พี่คิดว่าเธอดูเหมือนกับซู่อวี้หรือเปล่า ?” ลุงห่าวพูดออกไปตามตรง เขาแค่อยากดูฉากความสนุกสนานนี้เท่านั้น และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร
“เธอดูคล้ายกันมาก ! แล้วเธอคือใคร ?”
ในตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของตระกูลเฮ่อก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนเช่นกัน ผู้หญิงตรงหน้ามีความคล้ายคลึงกับแม่ของพวกเขาในตอนที่เธอยังสาวมากๆ
“พี่ตงฟาง ในที่สุดเราก็ได้พบกับลูกสาวคนโตของลุงเฉียงแล้ว ! ย่าของฟู่เยี่ยนก็คือเสิ่นซู่ฉี ! เธอเป็นพี่สาวคนโตของซู่อวี้ ! ฟู่เยี่ยน พี่ตงฟางเป็นน้องเขยของคุณย่าเธอเอง !” ลุงห่าวพูดพร้อมกับสีหน้าที่ดูตื่นเต้น
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลุงห่าวพูด ฟู่เยี่ยนเองก็ตกใจมากเช่นกัน เธอมีความเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยหรือ ? ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้มองไปที่พวกเขาทั้งสองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร ? หลังจากที่วุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้อยู่นาน ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็เป็นญาติกันอย่างนั้นหรือ
“ช่วยอธิบายให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้น ?” ฟู่เยี่ยนไม่เคยได้ยินพ่อของเธอพูดถึงครอบครัวของคุณย่ามาก่อน เธอรู้แค่ว่าคุณย่าของเธอมีพี่น้องทางสายเลือดเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งก็คือพี่ชายหนึ่งคน และน้องชายอีกหนึ่งคน
สำหรับเสิ่นหวยเอินนั้น เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณย่า แน่นอนว่าสิ่งที่ย่าของเธอบอกนั้นมีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้น เธอจึงไม่รู้ชื่อคนอื่นเลย
“สาวน้อย นั่งลงก่อนเถอะ ฉันจะเล่าให้เธอฟังเอง” ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นมากเมื่อได้พบกับฟู่เยี่ยน
“เอาล่ะ เสี่ยวต๋า ช่วยไปหยิบรูปแม่ของลูกกับรูปครอบครัวทางบ้านคุณตาของลูกมาทีสิ เสี่ยวเอิน ส่วนลูกไปบอกให้แม่ครัวเตรียมอาหาร อย่าลืมสั่งให้พวกเขาเร่งมือด้วยล่ะ ฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และตอนนี้ก็หิวมากเลยด้วย !”
ลุงห่าวพูดแทรกขึ้นมา โดยเขาได้สั่งให้หลานชายคนโต และหลานชายคนรองรีบไปจัดเตรียมสิ่งที่เขาต้องการ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพี่น้องก็รีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับรูปถ่าย ซึ่งการที่ได้พบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนตั้งตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว
ฟู่ต้าหย่งและตระกูลฟู่นั้นคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่ไม่ค่อยดีมาโดยตลอด แต่ใครจะรู้ว่าความจริงนั้นกลับเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่ต้องสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไป มันเป็นการล้มล้างธุรกิจของตระกูล และพวกเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ
ใช่แล้ว ความเป็นจริงกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นมันแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้แค่เพียงถอนหายใจออกมา มันคือโชคชะตา ไม่ใช่ความผิดของพ่อ หรือความผิดของลูกสาวแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของยุคสมัยมากกว่า
บรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นนั้นเริ่มต้นมาจากนักปราชญ์ แต่ในรุ่นปู่ของเสิ่นกั๋วเฉียงนั้นได้หันมาทำธุรกิจแทน เนื่องจากความคิดที่ยืดหยุ่นของเขา จึงทำเงินมากมายให้กับครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว จนส่งต่อมาถึงรุ่นของเสิ่นกั๋วเฉียง เขาก็ได้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากๆ
เมื่อเสิ่นกั๋วเฉียงเข้ามาดูแลตระกูล เขาก็ได้มีส่วนร่วมในธุรกิจด้านธัญพืชและสิ่งทอ ซึ่งเขาได้ทำให้ธุรกิจของตระกูลทั้งหมดเติบโตขึ้นกว่าสองเท่า แต่ทุกอย่างก็ได้เป็นประสงค์จากสวรรค์ เมื่อสงครามที่ด้านซานไห่เริ่มขึ้น ตระกูลเสิ่นจึงกลายเป็นเป้าหมายในการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ทุกคนต่างก็จับตามองตระกูลเสิ่นทั้งนั้น เพราะตระกูลเสิ่นมีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามมากที่สุด ซึ่งก็คืออาหารและเสื้อผ้านั่นเอง ดังนั้นเสิ่นกั๋วเฉียงที่ได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดเหล่านี้จึงตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ทางใต้กับครอบครัว เพื่อจะรักษาธุรกิจของตระกูลเอาไว้
ในเวลานั้น เขาได้กำหนดจุดหมายปลายทางเอาไว้ซึ่งก็คือเขตทะเลทางใต้นั่นเอง โดยเสิ่นกั๋วเฉียงได้ซื้อที่ดินในเขตทะเลทางใต้เอาไว้สำหรับครอบครัวของเขาแล้ว
เสิ่นซู่ฉีจึงเป็นเด็กสาวจากครอบครัวที่ร่ำรวย ตอนนั้นเธอดูไร้เดียงสามาก ซึ่งเธอกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติหญิงล้วน และมักจะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคม ทั้งยังชอบรวมตัวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อยู่บ่อยๆอีกด้วย
เสิ่นกั๋วเฉียงได้บอกให้เสิ่นซู่ฉีลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่ทางใต้กับครอบครัวแล้ว แต่เสิ่นซู่ฉีบอกกับเสิ่นกั๋วเฉียงว่าเธออยากจะเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งสุดท้ายก่อน แล้วจะย้ายไปกับครอบครัว
ทว่าก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นเสียก่อน ในระหว่างที่เดินขบวนนั้น เสิ่นซู่ฉีก็ได้ถูกจับเข้าคุก ซึ่งหลังจากที่เธอถูกประกันตัวออกมา บ้านของเธอก็มีแต่ความว่างเปล่าไปเสียแล้ว
ตอนที่ 368 เหตุการณ์ในอดีต
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังเพลิดเพลินไปกับความหรูหราภายในห้องน้ำ เพราะสุขภัณฑ์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งหมดภายในห้องภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อนั้นถูกนำเข้ามาจากสหราชอาณาจักรนั่นเอง
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังใกล้จะอาบน้ำเสร็จนั้น ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้เคาะประตูเบาๆ
“อาจารย์ฟู่ ฉันเอาเสื้อผ้าที่อยู่ด้านนอกไปซักให้กับคุณ และเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่เอาไว้ให้แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นของใหม่ที่ฉันไม่เคยใช้มาก่อน หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจ ฉันจะวางมันเอาไว้ด้านนอก และลงไปข้างล่างก่อน”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณคุณนายรองมากๆเลยนะคะที่ช่วยจัดเตรียมทุกอย่างให้กับฉัน” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณเธอผ่านประตู ตอนนี้เธออาบน้ำใกล้จะเสร็จแล้ว และจะออกไปในอีกไม่ช้า ซึ่งเมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้ง เธอก็เดาว่าตอนนี้ไป๋โม่เฉินกับผู้เฒ่าเฮ่อคงจะพูดคุยกันเสร็จแล้ว
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เห็นชุดกี่เพ้าวางอยู่ข้างนอก ฟู่เยี่ยนจึงหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่ามันมีขนาดที่พอดีกับตัวของเธอมาก แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆออกมา และสวมมันทันที
คุณนายรองมีน้ำใจต่อเธอมากจริงๆ ทั้งยังให้รองเท้าที่มีขนาดที่พอดีและเหมาะกับชุดกี่เพ้าอีกด้วย ฟู่เยี่ยนสวมชุดกี่เพ้าทันทีโดยไม่สนใจว่าเส้นผมของตัวเองจะแห้งหรือไม่ จากนั้นเธอก็ได้เดินลงไปข้างล่าง
เธอยังคงจำสิ่งที่ลุงห่าวพูดค้างเอาไว้ได้ และยังดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักตระกูลเสิ่นอีกด้วย อย่างน้อยๆ เขาก็รู้จักทวดของเธอ
ขณะเดียวกันนั้น สมาชิกทุกคนในตระกูลเฮ่อต่างก็คิดว่ามีวิญญาณวนเวียนอยู่ในบ้านของพวกเขา ผู้หญิงคนนี้ในชุดกี่เพ้าสีเหลืองคนนั้นคือใครกัน ?
ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อไม่คาดคิดเลยว่าใบหน้าที่แท้จริงของฟู่เยี่ยนนั้นจะเข้ากับชุดกี่เพ้าได้ดีถึงเพียงนี้ เด็กสาวคนนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบมากจริงๆ
เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกครั้ง ในชีวิตนี้ของเธอ นี่คือคนที่สองที่สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของชุดกี่เพ้าออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนโค้งหรือส่วนเว้า ทุกอย่างดูมีเสน่ห์ไปหมด ทั้งยังดูสง่างามมากๆอีกด้วย
ทันใดนั้นเอง เหล่าพี่น้องตระกูลเฮ่อก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนราวกับถูกมนตร์สะกด ท่าทางของพวกเขาดูไม่ต่างอะไรจากคนโง่เขลาเลยแม้แต่น้อย ! จนเฮ่อรุ่ยต๋าต้องหยิกแขนตัวเองให้ตื่นเพราะคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ !
ส่วนลุงห่าวเองก็ได้ลืมสิ่งที่กำลังจะพูดไปจนหมด และถ้วยชาในมือของเขาก็แทบจะร่วงลงไปบนพื้น เขาไม่คิดเลยว่าตอนที่ฟู่เยี่ยนสวมชุดกี่เพ้านั้น ท่าทางของเธอจะดูคล้ายกับคนในตระกูลเสิ่นมากถึงขนาดนี้
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นถึงสีหน้าที่ดูประหลาดใจของทุกคน เธอจึงรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งสีหน้าของพวกเขาดูแตกต่างไปจากภาพเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง จากนั้นเธอก็ได้หวีผม ก่อนจะเดินเข้าไปหาลุงห่าว
“เหมือนมาก ช่างเหมือนมากจริง ๆ !” ลุงห่าวมองไปที่ฟู่เยี่ยน เธอดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นมาก ! เมื่อสวมชุดนี้ พวกเธอทั้งสองยิ่งดูเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว และสิ่งที่ดูคล้ายที่สุดก็คือดวงตาของฟู่เยี่ยนนั่นเอง
อันที่จริงแล้ว ในบรรดาพวกเธอพี่น้องล้วนมีดวงตาที่เหมือนกัน พวกเขามีดวงตาเหมือนกับฟู่ต้าหย่ง ซึ่งได้รับสืบทอดดวงตานี้มาจากเสิ่นซู่ฉี ผู้เป็นแม่ของเขา
ฟู่เยี่ยนรับรู้ได้ในทันทีว่าลุงห่าวกำลังพูดถึงตระกูลเสิ่นอยู่
“ไปกันเถอะ เราไปที่ห้องของผู้เฒ่าเฮ่อกันดีกว่า” ตอนนี้ลุงห่าวรู้สึกตื่นเต้นจนมือของเขาสั่นไปหมด เขาสั่นจนแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เอื้อมมือมาช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้น
ส่วนเฮ่อรุ่ยต๋าและเฮ่อรุ่ยเอินเองก็รีบเดินตามไปเช่นกัน ส่วนคนอื่นนั้นยังคงต้องนั่งรออยู่ที่ห้องโถง
ลุงห่าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนด้วยความตื่นเต้น เขาเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงดังออกมาจากด้านใน
“เชิญเข้ามา !”
“ฮ่าฮ่า ผู้เฒ่าเฮ่อ ดูสิว่าใครอยู่ที่นี่ !” ลุงห่าวเดินเข้ามาพร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่น
“อาห่าว ฉันมีแขกอยู่ด้วยนะ อายุของนายก็มากแล้ว ยังจะมาเล่นแบบนี้อีก ว่าแต่นายพาใครมากันล่ะ ?” แม้ว่าตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อจะยังนอนอยู่บนเตียงก็ตาม แต่เขาก็มีสีหน้าที่ดูดีขึ้นมากแล้ว และเพิ่งพูดคุยกับไป๋โม่เฉินเสร็จเมื่อครู่นี้เอง
“ผู้เฒ่าเฮ่อครับ นี่คือฟู่เยี่ยน พวกเราเดินทางมาที่นี่ด้วยกัน ฟู่เยี่ยน รีบเข้ามาตรวจดูอาการของผู้เฒ่าเฮ่อก่อนเถอะ”
ในที่สุด ภารกิจของไป๋โม่เฉินก็ได้เสร็จอย่างสมบูรณ์ และเขากำลังรอที่จะส่งข่าวกลับไป แต่ก็เห็นลุงห่าวพาฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาเสียก่อน
ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ชุดของเธอน่าจะเปื้อนตอนที่ใช้ยันต์สายฟ้า ด้วยความที่เธอเป็นคนรักความสะอาด หลังจากเสร็จภารกิจ เธอมักจะอาบน้ำเสมอ
ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยน หลังจากที่สื่อสารกันด้วยตา เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเธอสบายดี ดังนั้นไป๋โมเฉินจึงถอยออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปตรวจชีพจรของผู้เฒ่าเฮ่อ ตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อแข็งแรงดี จึงไม่จำเป็นต้องทานยาอะไร แค่พักผ่อนให้มากๆก็พอแล้ว
ทันใดนั้นเอง เฮ่อตงฟางก็ต้องตกตะลึงไปในทันที เด็กสาวคนนี้มีหน้าตาที่ดูเหมือนภรรยาของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วมากๆ ยิ่งเมื่อเห็นเธอสวมชุดกี่เพ้า เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้เห็นภรรยาของเขาตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่อย่างไรอย่างนั้น ซึ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากฟู่เยี่ยนได้เลย
“เธอ... เธอคือใคร ?”
“สวัสดีค่ะผู้เฒ่าเฮ่อ ฉันชื่อฟู่เยี่ยน มาจากเมืองหลวงค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นมือออกไป
“พี่ตงฟาง พี่คิดว่าเธอดูเหมือนกับซู่อวี้หรือเปล่า ?” ลุงห่าวพูดออกไปตามตรง เขาแค่อยากดูฉากความสนุกสนานนี้เท่านั้น และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร
“เธอดูคล้ายกันมาก ! แล้วเธอคือใคร ?”
ในตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของตระกูลเฮ่อก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนเช่นกัน ผู้หญิงตรงหน้ามีความคล้ายคลึงกับแม่ของพวกเขาในตอนที่เธอยังสาวมากๆ
“พี่ตงฟาง ในที่สุดเราก็ได้พบกับลูกสาวคนโตของลุงเฉียงแล้ว ! ย่าของฟู่เยี่ยนก็คือเสิ่นซู่ฉี ! เธอเป็นพี่สาวคนโตของซู่อวี้ ! ฟู่เยี่ยน พี่ตงฟางเป็นน้องเขยของคุณย่าเธอเอง !” ลุงห่าวพูดพร้อมกับสีหน้าที่ดูตื่นเต้น
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลุงห่าวพูด ฟู่เยี่ยนเองก็ตกใจมากเช่นกัน เธอมีความเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยหรือ ? ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้มองไปที่พวกเขาทั้งสองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร ? หลังจากที่วุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้อยู่นาน ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็เป็นญาติกันอย่างนั้นหรือ
“ช่วยอธิบายให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้น ?” ฟู่เยี่ยนไม่เคยได้ยินพ่อของเธอพูดถึงครอบครัวของคุณย่ามาก่อน เธอรู้แค่ว่าคุณย่าของเธอมีพี่น้องทางสายเลือดเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งก็คือพี่ชายหนึ่งคน และน้องชายอีกหนึ่งคน
สำหรับเสิ่นหวยเอินนั้น เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณย่า แน่นอนว่าสิ่งที่ย่าของเธอบอกนั้นมีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้น เธอจึงไม่รู้ชื่อคนอื่นเลย
“สาวน้อย นั่งลงก่อนเถอะ ฉันจะเล่าให้เธอฟังเอง” ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นมากเมื่อได้พบกับฟู่เยี่ยน
“เอาล่ะ เสี่ยวต๋า ช่วยไปหยิบรูปแม่ของลูกกับรูปครอบครัวทางบ้านคุณตาของลูกมาทีสิ เสี่ยวเอิน ส่วนลูกไปบอกให้แม่ครัวเตรียมอาหาร อย่าลืมสั่งให้พวกเขาเร่งมือด้วยล่ะ ฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และตอนนี้ก็หิวมากเลยด้วย !”
ลุงห่าวพูดแทรกขึ้นมา โดยเขาได้สั่งให้หลานชายคนโต และหลานชายคนรองรีบไปจัดเตรียมสิ่งที่เขาต้องการ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพี่น้องก็รีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับรูปถ่าย ซึ่งการที่ได้พบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนตั้งตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว
ฟู่ต้าหย่งและตระกูลฟู่นั้นคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่ไม่ค่อยดีมาโดยตลอด แต่ใครจะรู้ว่าความจริงนั้นกลับเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่ต้องสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไป มันเป็นการล้มล้างธุรกิจของตระกูล และพวกเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ
ใช่แล้ว ความเป็นจริงกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นมันแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้แค่เพียงถอนหายใจออกมา มันคือโชคชะตา ไม่ใช่ความผิดของพ่อ หรือความผิดของลูกสาวแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของยุคสมัยมากกว่า
บรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นนั้นเริ่มต้นมาจากนักปราชญ์ แต่ในรุ่นปู่ของเสิ่นกั๋วเฉียงนั้นได้หันมาทำธุรกิจแทน เนื่องจากความคิดที่ยืดหยุ่นของเขา จึงทำเงินมากมายให้กับครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว จนส่งต่อมาถึงรุ่นของเสิ่นกั๋วเฉียง เขาก็ได้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากๆ
เมื่อเสิ่นกั๋วเฉียงเข้ามาดูแลตระกูล เขาก็ได้มีส่วนร่วมในธุรกิจด้านธัญพืชและสิ่งทอ ซึ่งเขาได้ทำให้ธุรกิจของตระกูลทั้งหมดเติบโตขึ้นกว่าสองเท่า แต่ทุกอย่างก็ได้เป็นประสงค์จากสวรรค์ เมื่อสงครามที่ด้านซานไห่เริ่มขึ้น ตระกูลเสิ่นจึงกลายเป็นเป้าหมายในการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ทุกคนต่างก็จับตามองตระกูลเสิ่นทั้งนั้น เพราะตระกูลเสิ่นมีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามมากที่สุด ซึ่งก็คืออาหารและเสื้อผ้านั่นเอง ดังนั้นเสิ่นกั๋วเฉียงที่ได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดเหล่านี้จึงตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ทางใต้กับครอบครัว เพื่อจะรักษาธุรกิจของตระกูลเอาไว้
ในเวลานั้น เขาได้กำหนดจุดหมายปลายทางเอาไว้ซึ่งก็คือเขตทะเลทางใต้นั่นเอง โดยเสิ่นกั๋วเฉียงได้ซื้อที่ดินในเขตทะเลทางใต้เอาไว้สำหรับครอบครัวของเขาแล้ว
เสิ่นซู่ฉีจึงเป็นเด็กสาวจากครอบครัวที่ร่ำรวย ตอนนั้นเธอดูไร้เดียงสามาก ซึ่งเธอกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติหญิงล้วน และมักจะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคม ทั้งยังชอบรวมตัวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อยู่บ่อยๆอีกด้วย
เสิ่นกั๋วเฉียงได้บอกให้เสิ่นซู่ฉีลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่ทางใต้กับครอบครัวแล้ว แต่เสิ่นซู่ฉีบอกกับเสิ่นกั๋วเฉียงว่าเธออยากจะเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งสุดท้ายก่อน แล้วจะย้ายไปกับครอบครัว
ทว่าก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นเสียก่อน ในระหว่างที่เดินขบวนนั้น เสิ่นซู่ฉีก็ได้ถูกจับเข้าคุก ซึ่งหลังจากที่เธอถูกประกันตัวออกมา บ้านของเธอก็มีแต่ความว่างเปล่าไปเสียแล้ว
ตอนที่ 369: จับพลัดจับผลู
ขณะที่เสิ่นซู่ฉีถูกจับกุมนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงก็ยังคงรอลูกสาวของเขา แต่ทว่าพวกญี่ปุ่นก็มักจะมาก่อกวนตระกูลเสิ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคนพวกนั้นจะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทิ้งคนรับใช้ของเขาเอาไว้เบื้องหลังคนหนึ่ง เพื่อให้ตามหาลูกสาวอันเป็นที่รักของเขาที่นี่ ก่อนที่เขาพาครอบครัวนั่งเรืออพยพลงไปทางใต้
ทางด้านเสิ่นซู่ฉีนั้น คนที่ไปประกันตัวเธอออกมาก็คืออดีตเจ้าของร้านของตระกูลเสิ่น ซึ่งคนๆนั้นคือพ่อของฟู่เฉิงนั่นเอง ตอนนี้เสิ่นซู่ฉีไม่ต่างอะไรจากคนที่ต้องสูญเสียการสนับสนุนไปภายในชั่วข้ามคืน แต่โชคยังดีที่พ่อของฟู่เฉิงเป็นคนที่ใจดีและมีคุณธรรมมากๆ เขาไม่เพียงแค่มอบร้านที่ตระกูลเสิ่นแต่งตั้งเขาเป็นผู้จัดการให้กับเสิ่นซู่ฉีเท่านั้น แต่ยังให้เธออาศัยอยู่ที่บ้านของเขาอีกด้วย
เสิ่นซู่ฉีจึงตัดสินใจขายร้านของตระกูลเสิ่น ก่อนจะแบ่งเงินบางส่วนให้กับเจ้าของร้านและพนักงาน จากนั้นเธอก็ไปที่บ้านตระกูลเสิ่นอีกครั้งเพื่อขายของที่พอจะขายได้ จนเธอได้พบกับสมบัติที่พ่อได้ทิ้งเอาไว้ให้กับเธอ
อีกด้านหนึ่ง การล่องเรือนั้นไม่ใช่เรื่องราบรื่นสำหรับตระกูลเสิ่นเลย พวกเขาได้มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านโจวซานที่ตั้งอยู่ทางใต้ ซึ่งเรือของพวกเขาต้องเผชิญกับคลื่นลมที่รุนแรง ส่งผลให้มีสมาชิกหลายคนของตระกูลเสิ่นต้องเสียชีวิต และมีอีกหลายคนหายสาบสูญไปในตอนนั้น โดยในจำนวนคนที่สาบสูญไปนั้นมีเสิ่นหวยเอินจากบ้านรองด้วย
ส่วนสมาชิกตระกูลเสิ่นที่ยังเหลือรอดอยู่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะออกตามหาคนที่สูญหาย ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนเรือและมุ่งหน้าตรงไปยังทางใต้ต่อ ในเวลาเดียวกันนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้เฒ่าเฮ่อกับลุงห่าวได้รับการช่วยเหลือจากเสิ่นกั๋วเฉียงขณะที่อยู่บนเรือ
พวกเขาจึงได้ติดตามเสิ่นกั๋วเฉียงไปยังทางตอนใต้ ก่อนจะพบว่าที่ดินที่เสิ่นกั๋วเฉียงซื้อในก่อนหน้านั้นเป็นชื่อของสะใภ้รองของตระกูลเสิ่นทั้งหมด เสิ่นกั๋วเฉียงโกรธจนกระอักเลือดออกมา เขารู้สึกสิ้นหวังมากๆ ก่อนจะแยกตัวออกมาเพื่อเริ่มสร้างตัวใหม่อีกครั้ง
เขาเริ่มจากร้านขายฟืนเล็กๆบนท่าเรือ จนกลายเป็นพ่อค้าไม้ที่มีชื่อเสียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเสิ่นกั๋วเฉียงต้องทำงานหนักมาตลอดชีวิต
และในความยากลำบากเหล่านั้น ผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวก็ได้คอยสู้อยู่เคียงข้างเสิ่นกั๋วเฉียงเสมอมา หลังจากนั้นผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้แต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของเสิ่นกั๋วเฉียง ก่อนจะเดินทางมายังเกาะฮ่องกงด้วยเงินทุนที่พ่อตาของเขามอบให้
ส่วนลุงห่าวเองก็ได้ติดตามพี่ชายที่แสนดีมาที่เกาะฮ่องกงเช่นกัน ทว่าบังเอิญลุงห่าวกับผู้เฒ่าเฮ่อได้พลัดหลงกันตอนที่อยู่กลางทะเล ซึ่งก็ได้แก๊งค์หงช่วยชีวิตเอาไว้ และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ลุงห่าวก็ได้เป็นสมาชิกของแก๊งค์หง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ในที่สุดเธอก็เข้าใจ แต่เรื่องราวทั้งหมดในอดีตก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ดูเหมือนว่ามันไม่ได้มีนัยสำคัญใดต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้อีกแล้ว หากเป็นแบบนี้ พ่อของเธอก็คงจะโล่งใจมากเช่นกัน คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะต้องสู้ต่อไป และตราบใดที่ยังมีชีวิต เราก็ยังคงมีความหวัง
“แล้วทวดของหนูยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนยังไม่ได้ยินลุงห่าวพูดว่าผู้เฒ่าเสิ่นเสียชีวิต ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตอนนี้เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้
“ตอนนี้ลุงเฉียงอาศัยอยู่ที่ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ เขามีอายุ81ปีแล้ว แต่สุขภาพของเขาก็ยังคงแข็งแรงดีอยู่ หากเขารู้ว่าพี่ตงฟางกับฉันเจอเธอล่ะก็ เขาจะต้องรีบมาหาฉันทันทีอย่างแน่นอน !”
“หลังจากที่ตระกูลเสิ่นแยกทางกัน ก็เหลือเพียงแค่ลุงเฉียงกับลูกๆของเขาเท่านั้น ลูกชายคนโตของเขาล้มป่วยขณะที่อยู่กลางทะเลและเสียชีวิตลงในอีกไม่กี่ปีต่อมา ลูกชายคนที่สองของเขานั้นสบายดี และได้ออกบวชไปนานมากแล้ว ส่วนลูกสาวคนเล็กนั้นเป็นลูกสาวของภรรยาคนที่สามของเขาก็คือภรรยาคนแรกของผู้เฒ่าเฮ่อ และเป็นแม่ของลูกชายทั้งสามคนของตระกูลเฮ่อนั่นเอง”
“ซึ่งหัวหน้าตระกูลเสิ่นคนปัจจุบันคือลูกชายคนโตของเขาที่ชื่อว่าเสิ่นรั่วหยุน น่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนั่นแหละ และเขายังมีน้องสาวอีกคนชื่อว่าเสิ่นรั่วหลิง ครอบครัวของลูกคนที่สองนั้นได้ให้กำเนิดลูกชายหนึ่งคนชื่อว่าเสิ่นรั่วเฉิง”
ดูเหมือนว่านอกจากลูกชายคนโตและลูกชายคนรองแล้ว ภรรยาของผู้เฒ่าเฮ่อนั้นน่าจะเป็นลูกสาวจากภรรยาคนอื่นของผู้เฒ่าเสิ่น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ย่าของเธอจะไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ในที่สุด ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
“แล้วสะใภ้รองของตระกูลเสิ่นเป็นอย่างไรบ้างคะ ? ตอนอยู่ที่เมืองหลวง หนูได้ยินมาว่าลูกพี่ลูกน้องของคุณย่าชื่อเสิ่นหวยเอิน ซึ่งหากย้อนกลับไปในตอนนั้น เขากำลังเดินทางลงไปทางใต้เพื่อตามหาครอบครัวของเขา มีเบาะแสของคนๆนี้บ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนี่คือสิ่งที่คนในแวดวงลัทธิเต๋าขอให้เธอทำ
“เสิ่นหวยเอินอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องราวคนๆนี้มาก่อนเลย แต่ชื่อของเขาก็ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง ส่วนเรื่องสะใภ้รองของตระกูลเสิ่น แม้ว่าพวกเขาจะมีที่ดินมากมาย แต่ด้วยการจัดการที่ไม่ดีพอ พวกเขาจึงได้ล้มละลายไปตั้งนานแล้ว ดังนั้นตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาจึงทำได้เพียงอาศัยการสนับสนุนทางด้านการเงินจากลุงเฉียงเท่านั้น !”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ลุงห่าวก็ได้ส่ายหน้าด้วยความระอา สำหรับสะใภ้รองของตระกูลเสิ่น การที่เธอได้รับผลแบบนั้นมันก็สมควรแล้ว ลุงห่าวยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน ที่คนพวกนั้นยังมีข้าวกิน ก็เพราะลุงเฉียงใจดีเกินไปหน่อยเท่านั้น
“ลุงห่าว ลุงไม่รู้สึกคุ้นกับชื่อนี้จริงๆเหรอคะ ? เท่าที่หนูรู้มา เขาเป็นถึงหัวหน้าแก๊งค์มังกรพยัคฆ์เลยนะคะ แต่หนูแค่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณย่าเท่านั้นเอง”
“ใช่แล้ว ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมชื่อนี้ถึงฟังดูคุ้นหูมาก” ลุงห่าวครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยท่าทีที่จริงจัง
“ลุงห่าว ลุงรู้จักคนที่ชื่อเสิ่นหวยเอินด้วยเหรอคะ ?” เมื่อได้คิดคำพูดนั้นของเขา ฟู่เยี่ยนจึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“สาวน้อย ฉันรู้เรื่องนี้ดีเลยล่ะ หากจะพูดถึงเรื่องนี้ คนที่เธอพูดถึงเดิมทีเขามาจากแก๊งค์ชิง แต่เขาไม่ได้เข้าร่วมแก๊งค์ชิงอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงลูกน้องระดับล่างเท่านั้น”
ต่อมาภายในแก๊งค์ชิงก็ได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น จึงถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม และแก๊งค์มังกรของเขาก็ได้ไปรวมกับแก๊งพยัคฆ์ ในตอนนั้นเขาได้ก่อตั้งแก๊งมังกรพยัคฆ์ขึ้นมาโดยให้เติ้งชิงเป็นหัวหน้าแก๊งค์ อีกไม่กี่ปีต่อมา เติ้งชิงก็ได้ส่งต่อตำแหน่งให้กับเสิ่นหวยเอินอีกที มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? สาวน้อย เธอมีปัญหาอะไรกับเขาหรือเปล่า ?”
“พอดีหนูมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งค่ะ เขาบอกว่าศิษย์ของเขาคือเสิ่นหวยเอิน ต่อมาหลังจากที่เขาได้พบกับหนู เขาก็รู้สึกว่าหนูกับเสิ่นหวยเอินดูคล้ายกันมาก หนูก็เลยไปถามเรื่องนี้กับพ่อของหนู ซึ่งพ่อของหนูก็บอกว่ามีคนชื่อนี้อยู่จริงๆ”
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งของหนูคิดว่าอาจารย์หม่าซานหยวนที่กำลังโด่งดังบนเกาะฮ่องกงนั้น แท้จริงแล้วคือหม่าเหวินป๋อ ซึ่งเขาคือคนที่เนรคุณต่ออาจารย์ของตัวเอง”
“แต่ต่อมาเมื่อทราบถึงอายุของเขา เราก็ได้พบว่ามันไม่ตรงกัน หนูจึงสงสัยว่าแท้จริงนั้นเสิ่นหวยเอินน่าจะเป็นหม่าเหวินป๋อตัวจริง ไม่ใช่หม่าซานหยวนแต่อย่างไร”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ สีหน้าของลุงห่าวก็ดูจริงจังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในจิตใต้สำนึกของเขาเองก็ยังคิดว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดเรื่องไร้สาระอีกด้วย แม้ว่าการคาดเดาของเธออาจจะผิดพลาดได้ก็ตาม แต่หากสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง มันก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
เพราะต่อหน้าคนอื่น พวกเขาทั้งสองคนมักทำเป็นไม่รู้จักกันอยู่เสมอ ทั้งยังไม่มีใครสังเกตว่าพวกเขารู้จักกันหรือเปล่าอีกด้วย นั่นหมายความว่าพวกเขาเจตนาที่จะปกปิดความสัมพันธ์เอาไว้ ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาอาจจะมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังใช่หรือเปล่า ?
“สาวน้อย ฝากเรื่องนี้ไว้กับฉันเถอะ ฉันจะลองตามสืบดูเอง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าในเกาะฮ่องกงนี้ยังมีคนที่ฉันหาไม่เจอได้ !”
“ลุงห่าว ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เราไปตามหาคนๆนั้นด้วยกันดีกว่าค่ะ เพราะถึงอย่างไรหนูก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะตามหาเขาคนนั้นให้เจอ และหนูก็อยากตามหาเขาด้วยตัวเองด้วยค่ะ”
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่างานเลี้ยงช่วงเย็นวันนี้จะต้องไม่ใช่งานเลี้ยงที่ดีอย่างแน่นอน และเธอยังสงสัยอีกว่าทั้งสองคนนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เฒ่าเฮ่อด้วย
“ได้เลย คืนนี้เราจะไปด้วยกัน ฉันอยากจะรู้นักว่าคนเหล่านั้นต้องการอะไร สาวน้อย เย็นนี้เธอมากับฉันก็แล้วกัน” ลุงห่าวรู้ดีว่าชนชั้นสูงบนเกาะฮ่องกงเป็นคนที่เย่อหยิ่งมากขนาดไหน ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าฟู่เยี่ยนจะถูกรังแกเพราะเธอเพิ่งจะเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก
“ลุงห่าว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พวกเราอยู่กันได้” ฟู่เยี่ยนปฏิเสธน้ำใจของลุงห่าวไปทันที เธออยากจะเดินตามวิถีทางของตัวเองมากกว่า การมาที่นี่ของเธอในครั้งนี้ หากเธอไม่ทำให้คนพวกนั้นเห็นถึงความแข็งแกร่งของเธอเลย มันคงเป็นเรื่องยากที่คนเหล่านั้นจะเกรงใจเธอ
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกว่าเธอต้องทำบางอย่างด้วยตัวเอง และนอกจากนี้ ทั้งตระกูลเฮ่อ และลุงห่าวก็เป็นญาติกัน แม้ว่าจะเป็นสายสัมพันธ์ของคนรุ่นก่อนก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงของตัวเองขึ้นมาบนเกาะฮ่องกงได้
เพียงแต่ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเป็นอะไรที่บอบบางราวกับกระดาษ และยิ่งใช้มันมากเท่าไรก็ยิ่งบางลงเท่านั้น โดยปกติแล้วเธอเองก็ไม่ค่อยปฏิเสธน้ำใจจากใครอยู่แล้ว มันก็เหมือนกับการที่คนหลายคนจะอยู่ร่วมกัน ซึ่งความแตกต่างและความเท่าเทียมกันนั้น มันขึ้นอยู่กับความถึงพอใจของแต่ละคนอยู่แล้ว
“ผู้เฒ่าเฮ่อ ลุงห่าว นี่คือยันต์แคล้วคลาดที่หนูวาดขึ้นมาเอง หนูเห็นว่าพวกคุณทั้งสองต่างก็เป็นครอบครัวใหญ่ ยันต์จำนวนนี้คงจะเพียงพอสำหรับทุกคนแล้ว กรุณาพกมันติดตัวเอาไว้ด้วยนะคะ หากเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น มันจะสามารถช่วยชีวิตของพวกคุณได้ ! แต่หนูคงต้องรบกวนคุณทั้งสองช่วยติดต่อทวดให้กับหนูด้วยแล้วล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบยันต์แคล้วคลาดออกมามอบให้กับชายชราทั้งสองคน
นั่นมันยันต์ที่มีมูลค่ามหาศาลเลยนะ ! คิดแล้ว เธอก็มองไปยังไป๋โม่เฉินอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกขบขันขึ้นมาทันที ก่อนที่เธอจะมาที่นี่ เธอยังบอกกับเขาว่าวันนี้เธอจะรวยอยู่เลยไม่ใช่หรือ !
ตอนที่ 370 ความรักและความเกลียดชัง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้เสร็จ ทั้งสองก็ได้ขอตัวกลับ แต่ก่อนที่ทั้งสองจะออกไปนั้น พวกเขาก็ได้ตกลงกันว่า จะประกาศว่าผู้เฒ่าเฮ่อยังคงหมดสติอยู่ และตระกูลเฮ่อจะไม่ปล่อยผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ให้รอดตัวไปได้อย่างเด็ดขาด
ฟู่เยี่ยนมักจะรู้สึกอยู่เสมอเลยว่าเธอกำลังติดกับดักอยู่ เธอรู้สึกราวกับว่ามีมือมาคอยบงการเธออยู่อย่างไรอย่างนั้น ซึ่งเธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ก่อนจะเห็นกลุ่มเมฆสีขาวที่กำลังลอยสูง ดูสวยงามมาก หากใครก็ตามที่ต้องการทำลายภาพสวยงามนี้ ก็อย่ามาโทษเธอว่าใจร้ายแล้วกัน !
ตระกูลเฮ่อให้คนขับรถไปส่งฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกลับโรงแรม หลังจากที่ทั้งสองคนกลับไปแล้ว ฉินเฟิงก็ได้กลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเฮ่ออีกครั้ง
“ลุงห่าว คุณเฮ่อ ผมได้สอบถามถึงเรื่องนี้แล้วครับ ประธานเสิ่นจากแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ได้เข้าโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ ซึ่งตอนเช้านี้มีเสียงดังเกิดขึ้นในสวนหลังบ้านของเขา และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีคนพาเขาไปหาหมอครับ”
“คิดว่าอีกไม่นาน ความจริงทุกอย่างจะต้องกระจ่างอย่างแน่นอน นอกจากนี้ตอนที่ผมออกไปข้างนอก ผมยังเห็นรถของอาจารย์หม่ากำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านของประธานเสิ่นอีกด้วยครับ” ฉินเฟิงรายงานข้อมูลต่างๆ ที่เขาสืบทราบมาได้ให้กับลุงห่าวและผู้เฒ่าเฮ่อฟัง
“นายดูดีแล้วใช่ไหม มันเป็นรถของอาจารย์หม่าจริงหรือ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อที่กำลังทานมื้อเช้ากับลุงห่าวได้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“ครับคุณเฮ่อ รถของเขาเป็นรถรุ่นเดียวกับของลุงห่าว ซึ่งเป็นรถที่สั่งจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรงเมื่อปีที่แล้ว ผมไม่มีทางดูผิดอย่างแน่นอน บนเกาะฮ่องกงมีรถรุ่นนี้แค่สองคันครับ ส่วนคันที่เหลือเป็นรุ่นที่สั่งทีหลัง มันจึงไม่มีป้ายทะเบียนรถครับ” ฉินเฟิงพูดออกไปด้วยความมั่นใจ
“อาห่าว ดูเหมือนฟู่เยี่ยนจะเดาถูกนะ สองคนนี้รู้จักกันจริงๆ แต่ทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ หากแซ่ของเขาคือ ‘หม่า’ จริงๆ ทำไมเขาต้องใช้ชื่อคนอื่นด้วย ?” ผู้เฒ่าเฮ่อพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกับครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ
“อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องมีเจตนาไม่ดีอย่างแน่นอน พวกเขาทั้งสองคนจะต้องวางแผนชั่วร้ายอยู่แน่ๆ ! เบื้องหลังของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์คือตระกูลเหอและตระกูลหวัง ทั้งสองตระกูลมีธุรกิจร่วมกัน ดังนั้นพวกเขาทั้งสองอาจไม่จำเป็นต้องเลือกยืนอยู่ข้างคนใดคนหนึ่งในช่วงเวลาที่วิกฤติเลยก็ได้ และต่อจากนี้เป็นต้นไป พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกแล้ว”
ลุงห่าวมักจะดูถูกตระกูลเหออยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงพูดออกไปตามตรง
“เสี่ยวต๋า ช่วยไปดูหน่อยสิ ปีนี้ตระกูลเหอและตระกูลหวังทำอะไรไปบ้าง ? หลังจากตรวจสอบเรื่องนี้เสร็จ ให้ตรวจสอบทรัพย์สินภายใต้ชื่อของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ทั้งหมดด้วย จำเอาไว้ ทุกอย่างจะต้องถูกเก็บเป็นความลับ อย่าให้ใครรู้และเห็นนายเด็ดขาด ฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะต้องไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่นอน เพราะครั้งนี้ฉันเกือบตาย ทั้งที่ยังหาคนต้องสงสัยไม่เจอเสียด้วยซ้ำ”
“หากนี่เป็นฝีมือของตระกูลเหอ เหตุผลที่พวกเขาทำร้ายฉันต้องเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน เสี่ยวต๋า บอกให้เสี่ยวเอินเจรจาเรื่องที่ดินพวกนั้นมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”
“ถ้าหากเป็นตระกูลหวัง คงเป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต้องการซื้อในราคาต่ำ แต่ฉันไม่เห็นด้วย นับจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่ทำธุรกิจร่วมกับตระกูลหวังอีกแล้ว”
“ส่วนอาจารย์เฉิน หลังจากการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้จบลง ตระกูลเฮ่อของเราจะไม่เชิญคนแซ่เฉินคนนั้นมาทำนายดวงชะตาให้อีกต่อไป !”
ผู้เฒ่าเฮ่อออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด พร้อมกับคอยติดตามการเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด หากฟู่เยี่ยนยังอยู่ที่นี่ เธอคงเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นแล้ว
“ครับพ่อ แล้วเราจะจัดการกับ... เรื่องภรรยาคนที่สามของคุณพ่ออย่างไรดีครับ ? ที่เธอทำเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะตอนนั้นพ่อไม่ได้ช่วยชีวิตพ่อของเธอเอาไว้ครับ” เฮ่อรุ่ยต๋ามองไปยังผู้เป็นพ่อด้วยความสงสัยว่าเขาจะโกรธหรือเปล่า
“ไปเรียกเธอมาที่นี่” เขาได้ทุ่มเทให้กับภรรยาทุกคนตามที่เคยได้บอกเอาไว้แล้ว ต่อให้ไม่มีความจริงใจต่อเขา แต่เขาก็มีความเคารพและความมั่งคั่งให้พวกเธอ เขาคิดว่าตัวเขาเองทำดีที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงห่าวจึงได้ขอตัวกลับบ้านในทันที เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อที่จะรับรู้เรื่องสกปรกแบบนี้ แค่ภรรยาคนเดียวเขายังดูแลไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการมีมีภรรยาถึงสามคนกันล่ะ
ไม่นานนัก ภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้ถูกนายน้อยรองพาเข้ามา ซึ่งตอนนี้คนขับรถของเธอก็ได้รับสารภาพแล้วว่าอาจารย์เฉินเป็นผู้เสนอความคิดนี้ให้กับภรรยาคนที่สามของผู้เฒ่าเฮ่อ เธอจึงใช้ข้ออ้างเรื่องที่ผู้เฒ่าเฮ่อไม่ช่วยพ่อที่ติดการพนันอย่างหนักของเธอ และปล่อยให้พ่อของเธอตายอยู่บนเรือสำราญ
“ซ่งชือ ตอนที่เธอแต่งงานกับฉัน ฉันได้เคยบังคับอะไรเธอหรือเปล่า ?” ผู้เฒ่าเฮ่อเอ่ยถามพร้อมกับมองไปยังผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไม่เลย คุณเป็นคนที่ช่วยฉันมาโดยตลอด” หลี่ซ่งชือพูดพร้อมกับก้มหน้าลง การได้แต่งงานกับผู้เฒ่าเฮ่อนั้นถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดสำหรับเธอเลยก็ว่าได้ เพราะหากไม่มีผู้เฒ่าเฮ่อ เธอคงถูกพ่อที่ติดการพนันของเธอขายเธอใช้หนี้ไปแล้ว
“แล้วตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ ฉันได้ทำไม่ดีต่อเธอหรือเปล่า ?” ผู้เฒ่าเฮ่อเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่เลยค่ะ” หลี่ซ่งชือแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ เธอไปหลงเชื่อคำพูดของชายคนนั้นได้อย่างไร ?
“พ่อของเธอกระโดดลงทะเลไปเอง จนเป็นเหตุให้ตัวของเขาจมน้ำตาย แต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าเขาจะมีหนี้สินจากการเล่นพนันมากมายแค่ไหน ฉันก็จัดการให้ทุกครั้งเลยไม่ใช่หรือ ? แล้วทำไมเธอถึงได้ใช้คำสาปนั่นกับฉันกันล่ะ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อแทบไม่อยากเชื่อเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
“ฉันเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป และนี่ก็คงเป็นชะตากรรมของพ่อฉันเช่นกัน” หลี่ซ่งชือไม่อยากบอกความจริง เพราะหากเธอพูดมันออกไป ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองอับอายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
“ซ่งชือ ตอนที่เธอทำแบบนั้น เธอไม่ได้นึกถึงความอบอุ่นที่ฉันมีให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเลยอย่างนั้นเหรอ ?”
“นายท่านคะ มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันยอมให้คุณจัดการกับฉันตามแต่จะเห็นสมควรได้เลย” หลี่ซ่งชือพูดพร้อมกับคุกเข่าลงไปกับพื้นทันที
“ลุกขึ้นมาเถอะ จนถึงตอนนี้แล้ว เธอยังไม่เต็มใจที่จะบอกความจริงกับฉันอีกเหรอ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อกุมไปที่หน้าอกของตัวเอง ก่อนจะเริ่มไอออกมา
“พ่อครับ !” เฮ่อรุ่ยต๋าที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบเข้าไปประคองผู้เฒ่าเฮ่อเอาไว้ในทันที
ทางด้านหลี่ซ่งชือเองก็เฝ้าดูอาการของผู้เฒ่าเฮ่อด้วยเช่นกัน เธอค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เฒ่าเฮ่อ เพราะเขามักจะมีภาวะความดันโลหิตสูงมาโดยตลอด
“ซ่งชือ เธอออกไปเถอะ ไม่เป็นไร ฉันจะไม่ถือโทษโกรธอะไรเธอทั้งนั้น มันเป็นความผิดของฉันเองที่ปฏิบัติต่อพวกเธอทั้งสามคนไม่ดีพอ” ผู้เฒ่าเฮ่อพูดพร้อมกับโบกมือให้กับเธอ
“นายท่านคะ ฉันผิดเอง อาจารย์เฉินบอกกับฉันว่าสิ่งนี้จะสามารถทำให้ฉันมีลูกได้ ฉันก็เลยเชื่อคำโกหกของเขา ฉันหลงคิดว่ามันเป็นคาถาที่ดี ฉันไม่รู้เลยว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้…”
ในที่สุด หลี่ซ่งชือก็ได้ยอมพูดความคับข้องใจตลอดหลายปีของเธอออกมา ซึ่งสิ่งที่คาใจของเธอมากที่สุดคือเธอยังไม่มีลูก เพราะตอนที่ยังเด็ก เธอทำงานหนักเกินไป ทั้งยังขาดสารอาหารที่จำเป็นอีกด้วย ทำให้หลี่ซ่งชือมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงและไม่สามารถมีลูกได้
ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็รู้ถึงเรื่องนี้ดี ฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาในก่อนหน้านี้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้จะทำร้ายร่างกายของเขาไปทีละน้อย ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไป ร่างกายของเขาก็จะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ
“ซ่งชือ เพราะความดีที่เธอทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าตอนนี้เราจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังสามารถกลับไปอยู่ที่หาดน้ำตื้นได้ เธอชอบที่นั่นมาโดยตลอดเลยไม่ใช่เหรอ ? จากนี้ไปเธอก็ไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเถอะ ส่วนทรัพย์สินที่ฉันเคยมอบให้เธอทั้งหมดนั้นก็ยังคงเป็นของเธอเหมือนเดิม และฉันจะให้เงินกับเธอก้อนหนึ่ง มันมากพอที่เธอจะอยู่โดยไม่ต้องกังวลไปตลอดชีวิต !”
ผู้เฒ่าเฮ่อได้ติดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว และในช่วงบ่าย ภรรยาคนที่สามของเขาก็ได้ถูกพาไปที่บ้านในย่านอ่าวน้ำตื้น ซึ่งขณะที่กำลังจะออกไปนั้น เธอยังไม่ลืมที่จะมองกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฮ่ออีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนี้เอง อาการบาดเจ็บของเสิ่นหวยเอินยังคงไม่ดีขึ้น เขาต้องเสียนิ้วมือไปถึงสามนิ้วเพราะยันต์สายฟ้าของฟู่เยี่ยน หากไม่ใช่เพราะเขาวิ่งเร็ว….. ในวันพรุ่งนี้แก๊งค์มังกรพยัคฆ์คงต้องได้เปลี่ยนหัวหน้าใหญ่เสียแล้ว
แก๊งค์มังกรพยัคฆ์ได้เชิญหมอผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนตะวันตกที่เก่งที่สุดมาห้ามเลือดให้กับเขา แต่สำหรับนิ้วมือที่ขาดไปทั้งสามนิ้วนั้นไม่มีทางที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว เพราะหากทำแบบนั้น เขาจะต้องเสียเลือดเยอะจนเกินไป
ส่วนหม่าซานหยวนเองก็รีบมาที่นี่โดยไม่ให้ใครเห็นเช่นกัน ทางด้านเสิ่นว่านเอ๋อก็กำลังตกอยู่ในความตื่นตะลึงไปชั่วขณะ เพราะตอนที่เธอไปเรียกเสิ่นหวยเอินนั้น ก็พบว่าเขาได้หมดสติไปเสียแล้ว
“พี่หยวน ใครเป็นคนทำเรื่องนี้ !? ทำไมพ่อถึงได้หมดสติยู่ในสวนแบบนี้ได้ล่ะคะ ? ทั้งยังไม่พบแม้แต่ร่องรอยของคนที่ทำเลยด้วย ! ส่วนพวกลูกน้องขี้ขลาดพวกนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ! ฉันไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขาเลย พวกเขาเอาแต่วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตอีกด้วย เหอะ ให้มันได้อย่างนี้สิ !”
หม่าซานหยวนได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว และสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็แตกต่างไปจากที่ที่เคยเห็นในก่อนหน้านี้มาก ตอนนี้พ่อบุญธรรมของเขายังคงอยู่ในอาการโคม่า จึงทำให้เขายังไม่สามารถถามถึงเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ทว่าอย่างไรก็ตาม เขาเองก็พอจะรู้ถึงความสามารถของคนบนเกาะฮ่องกงในก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน
เรียกได้ว่าบนเกาะฮ่องกงนั้นแทบจะไม่มีใครที่มีความสามารถเทียบเท่ากับพ่อบุญธรรมของเขาเลย พ่อบุญธรรมของเขาไม่เพียงแต่จะได้รับมรดกจากตระกูลถานเท่านั้น แต่ยังมีทักษะมากมายที่ได้เรียนรู้มาอีกด้วย
ไม่มีใครบนเกาะฮ่องกงสามารถโจมตีพ่อบุญธรรมของเขาจนตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นจึงเป็นไปได้สูงมากว่านี่จะเป็นฝีมือจากคนภายนอก ในงานเลี้ยงคืนนี้ เขาจะต้องตามหาคนๆนั้นให้เจอให้ได้ !
จบตอน
Comments
Post a Comment