magic ep371-375

 ตอนที่ 371: ยันต์เสริมพลังไฟ

 

หม่าซานหยวนอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่นจนถึงช่วงบ่าย ก่อนจะกลับออกมา ซึ่งเขาเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงในช่วงค่ำ จึงต้องเข้าร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงปลอบใจว่านเอ๋อ แล้วเรียกแม่บุญธรรมของเขาให้กลับมาดูแลสถานการณ์โดยรวมของที่นี่ ก่อนที่เขาจะขอตัวออกมา

 

“รายงานเรื่องนี้กับพี่เฟิงด้วย ฉันต้องไปแล้ว”

 

“ครับ !”

 

หม่าซานหยวนไม่ได้สังเกตเห็นว่าใครแอบติดตามเขามาเลย เขาคิดว่าคนพวกนั้นเป็นแค่ปาปารัสซี่ เพราะทุกวันนี้มีนักข่าวมากมายที่พยายามจะทำทุกอย่างเพื่อให้สำนักข่าวของตัวเองเป็นที่สนใจ !

 

ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อบุญธรรมนั้น เขาจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปไม่ช้าก็เร็วอยู่แล้ว !

 

ขณะที่หม่าซานหยวนกลับมาที่บ้านของเขานั้น ทางด้านฟู่เยี่ยน หูจิน และเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้อยู่ที่ร้านของพี่หงแล้ว และทั้งสามกำลังแต่งหน้าและทำผมอยู่

 

ฟู่เยี่ยนจ่ายเงินค่าชุดกี่เพ้าของเธอไปแล้ว เธอไม่ค่อยได้เจอกับชุดที่ถูดใจบ่อยนัก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะซื้อมันอย่างไม่ลังเล เพราะจุดประสงค์หลักในการหาเงินก็คือการได้ซื้อทุกอย่างตามที่เธอต้องการ

 

“คุณฟู่ ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นคนที่สวมชุดกี่เพ้าแล้วดูดีมากๆ คือคุณนายเฮ่อ ภรรยาคนแรกของผู้เฒ่าเฮ่อ คุณรู้ไหมว่าดวงตาและคิ้วของคุณดูคล้ายกับเธอมาก !”

 

พี่หงพูดออกมาอย่างอ่อนหวาน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าฟู่เยี่ยนได้ซื้อชุดกี่เพ้าเพิ่มอีกสองสามชุด โดยชุดเหล่านั้นได้ถูกออกแบบเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับคนในครอบครัวของเธอ และแต่ละชุดก็มีราคาที่แพงมาก

 

“เป็นเกียรติของฉันแล้วค่ะพี่หง พี่มีผ้าคลุมไหล่หรือเปล่า ? ฉันอยากได้ผ้าคลุมไหล่ด้วย” ฟู่เยี่ยนไม่มีกระเป๋าที่ดูเข้ากับชุดนี้ ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงหาผ้าคลุมไหล่เพื่อให้มือของเธอดูไม่โล่งจนเกินไปนั่นเอง

 

“มีอยู่แล้ว ฉันมีให้เลือกหลายแบบเลยล่ะ แต่ฉันคิดว่าอันนี้เหมาะกับคุณมากที่สุด มันเป็นผ้าแคชเมียร์เนื้อนุ่ม ทั้งยังไม่ทำให้คุณร้อนจนเกินไปอีกด้วย” พี่หงพูดพร้อมกับหยิบผ้าคลุมไหล่สีขาวออกมา

 

เมื่อฟู่เยี่ยนกำลังจะจ่ายเงิน ทว่าพี่หงก็ได้ปฏิเสธออกไปทันที

 

“คุณฟู่อุดหนุนฉันมามากพอแล้ว ถือว่านี่คือของขวัญเล็กๆน้อยๆจากฉันที่มอบให้คุณก็แล้วกัน คุณไม่ต้องซื้อมันหรอกคะ”

 

พี่หงรู้วิธีเอาใจลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจของเธอถึงได้เติบโตขนาดนี้ เนื่องจากวิธีการพูดที่อ่อนน้อมของเธอ จึงมักจะมีดาราสาวชื่อดังหลายคนแวะเวียนมาที่นี่เพื่อแต่งหน้าและเช่าชุดอยู่เสมอ ซึ่งแม้แต่ตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็ยังเห็นดาราหลายคนเช่นกัน

 

เธอไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่เธอกำลังมองไปที่คนอื่นนั้น พวกเขาก็ได้มองมาที่เธอด้วยเช่นกัน

 

“พี่หลี่เฟิน เด็กสาวคนนั้นดูเป็นอย่างไรบ้าง ?” ทันใดนั้นเอง ดาราสาวที่กำลังแต่งหน้าอยู่ก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ฟู่เยี่ยน

 

“ลุงห่าวจะพาพวกเธอไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้” หลี่เฟินตอบกลับไปในทันที เธอเป็นช่างแต่งหน้าที่ร้านของพี่หงนั่นเอง

 

“ลุงห่าว ? ตอนนี้แก๊งค์หงหันมาปั้นดาราแล้วเหรอ ?”

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกันค่ะคุณลินดา คุณช่วยหลับตาลงสักครู่นะคะ” หลี่เฟินไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่ในใจของเธอก็ยังคิดว่าฟู่เยี่ยนเป็นเด็กสาวที่เหมาะจะเข้าสู่วงการบันเทิงเช่นกัน

 

ลินดายังคงมองตรงไปที่ฟู่เยี่ยน ราวกับว่าฟู่เยี่ยนเป็นดอกไม้ที่ยังไม่ผลิบาน ซึ่งทันใดนั้นเอง ความรู้สึกวิตกกังวลก็ได้เกิดขึ้นมาภายในใจของเธอ ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องใช้ความสามารถของตัวเธอเองให้มากที่สุดแล้ว ! เธออยู่ในวงการนี้มานานแล้ว และไม่เคยกลัวใครเลยแม้แต่คนเดียว !

 

……

 

นี่เป็นครั้งแรกที่หูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวสวมชุดกระโปรงแบบนี้ ที่บ้านของหูจินอยู่บนภูเขา ซึ่งมีอากาศที่หนาวเย็นมาก ดังนั้นเธอจึงต้องสวมเสื้อที่บุด้วยผ้าฝ้ายหนา หรือกางเกงบุผ้าฝ้ายอยู่ตลอดเวลา ส่วนทางด้านเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ในเขตอบอุ่นก็ตาม แต่เธอก็มักจะสวมชุดที่มิดชิดอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังไม่เคยแต่งหน้าให้ตัวเองดูสวยขนาดนี้มาก่อนอีกด้วย

 

หลังจากใช้เวลาในช่วงบ่ายอยู่ที่บ้านของพี่หง เมื่อฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาอีกครั้ง ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการตกลงกันเอาไว้ว่าจะมีรถมารับพวกเธอตอนหกโมงครึ่ง เมื่อรวมเวลาเดินทางจากที่นี่ไปถึงโรงแรม ก็จะเป็นเวลาหนึ่งทุ่มพอดี

 

ลุงห่าวได้เตรียมรถเอาไว้แล้ว และยังคงเป็นฉินเฟิงที่รับหน้าที่เป็นคนขับรถ ซึ่งเห็นได้ว่าตอนนี้เขาดูจะให้ความเคารพต่อฟู่เยี่ยนมากกว่าก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน

 

“คุณฟู่ เชิญขึ้นรถเถอะครับ คุณไป๋และคนอื่นก็มากันแล้ว ส่วนลุงห่าวจะตามไปทีหลัง และผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้บอกกับผมมาว่าให้พวกคุณรอเข้าไปในงานพร้อมกับเขา นายน้อยตระกูลเฮ่อก็จะมาด้วยนะครับ” การเตรียมการของลุงห่าวนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอำนวยความสะดวกพร้อมกับสนับสนุนฟู่เยี่ยนและคนอื่นให้ดีที่สุดเท่านั้น

 

“ขอบคุณค่ะ ฝากขอบคุณลุงห่าวด้วยนะคะ” ทัศนคติของฟู่เยี่ยนยังคงเหมือนเดิม เธอไม่ได้แสดงถึงความใกล้ชิดหรือความสนิทสนมออกมามากนัก

 

“ด้วยความยินดีรับคุณฟู่”

 

ฉินเฟิงพาพวกเธอทั้งสามตรงไปที่งานเลี้ยงการกุศลทันที ในตอนนี้ สมาชิกจากสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยก็ได้เข้ามาในสถานที่จัดงานกันแล้ว แต่คนเดียวที่ยังมาไม่ถึงก็คือคนที่สำคัญที่สุดบนเกาะฮ่องกง

 

ไป๋โม่เฉินรอฟู่เยี่ยนที่ประตูอยู่นานแล้ว ซึ่งวันนี้เขาเองก็ดูดีมากเช่นกัน เขาสวมชุดสูทปกปิดกล้ามเนื้ออันแข็งแรงของตัวเองเอาไว้ ซึ่งมันทำให้เขาดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุขุมมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อฟู่เยี่ยนลงมาจากรถ ไป๋โม่เฉินก็ได้จ้องมองไปที่เธออย่างไม่ละสายตา ชุดกี่เพ้าในวันนี้ของเธอดูสวยกว่าชุดกี่เพ้าที่เธอเปลี่ยนที่บ้านตระกูลเฮ่อเมื่อเช้านี้มาก ซึ่งชุดกี่เพ้าชุดนี้ได้ส่งเสริมทุกสัดส่วนของเธอให้ดูโดดเด่นมากขึ้น

 

ขณะที่ไป๋โม่เฉินกำลังมองไปที่ฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนก็ได้มองมาที่เขาด้วยเช่นกัน และทันใดนั้นเอง ทั้งสองก็ได้ส่งยิ้มให้กันราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น

 

“พี่หู ดูนั่นสิ พี่ไป๋กำลังจ้องพี่ฟู่ราวกับจะกลืนกินเลยล่ะ จุ๊ๆ ดูท่าทางของเขาสิ”

 

“พวกเขาทั้งสองคนกำลังเชื่อมความรู้สึกผ่านการจ้องตากันอยู่ต่างหากล่ะ เอาไว้ในอนาคตเธอก็จะรู้เอง” ไม่ต้องสงสัยเลย มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่ไม่อิจฉาเมื่อต้องเห็นฉากนี้ ?

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นว่ามีหญิงสาวหลายคนกำลังมองไปที่ไป๋โม่เฉินอยู่ ทั้งยังมีผู้หญิงที่พยายามเข้าไปคุยกับเขาอีกด้วย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ ส่วนหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวที่อยู่ข้างๆ ก็ได้เดินตามฟู่เยี่ยนเข้าไปหาไป๋โม่เฉินด้วยเช่นกัน

 

“เสี่ยวฮั่ว ชุดนี้ดูเหมาะกับเธอมากเลยนะ” ไป๋โม่เฉินยื่นมือออกไปด้วยท่าทีที่สุภาพ และเมื่อฟู่เยี่ยนวางมือของเธอลงบนมือของเขา เขาก็ได้โอบไปที่เอวของเธอ ก่อนจะกระชับตัวเธอเข้ามาใกล้ๆ และกระซิบที่ข้างหูของเธอ

 

“ฉันสวยแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนตอบกลับไปเงียบๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจึงได้บีบไปที่เนื้อนุ่มๆบริเวณเอวของเธอเบาๆ

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นเครื่องหมายบนผนังโรงแรมผ่านทางหางตาของเธอ

 

เอ๊ะ ? มีเครื่องหมายแบบนั้นอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ?

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้กระซิบบางอย่างกับไป๋โม่เฉินทันที เธอยังไม่ได้รีบเข้าไปข้างใน โดยเดินออกไปที่กำแพงและแสร้งทำเป็นว่ากำลังรอหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวที่ตามหลังมา จนกระทั่งฟู่เยี่ยนได้เห็นสัญลักษณ์นั้นอย่างชัดเจน

 

แน่นอนว่ามันคือยันต์เสริมพลังไฟ มันเป็นยันต์ชนิดเดียวกันกับยันต์ที่ใช้ในค่ายกลของเสิ่นเฉิงหมิน เมื่อนึกถึงคนจากหลายประเทศที่มาร่วมงานในคืนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบยิ้มอย่างเย้ยหยันอยู่ภายในใจ ได้เลย มาดูกันว่าใครจะมีอำนาจเหนือกว่า !

 

ตอนนี้มีบริกรคอยอำนวยความสะดวกอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ซึ่งพวกเขามีหน้าที่พาแขกเข้าไปในห้องโถง เนื่องจากคืนนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดโดยสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ดังนั้นทางสมาคมจึงเป็นผู้ตกแต่งสถานที่เองทั้งหมด

 

เมื่อเดินเข้ามา ฟู่เยี่ยนก็รับรู้ได้ในทันที คนที่จัดสถานที่แห่งนี้มีทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากจริงๆด้วยการจัดการทั้งหมดนี้ของพวกเขา มันสามารถทำให้ผู้คนที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้รู้สึกสบายทั้งกายและใจได้อย่างชัดเจน ทว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ต่างไปจากค่ายกลมายาเลย หากไม่ระวังตัวให้ดี มันอาจทำให้คนที่เข้ามาที่นี่รู้สึกสับสนได้ง่ายๆเลยนั่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย ค่ายกลนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมจิตใจของผู้คน ดูเหมือนว่าการต่อสู้ที่มองไม่เห็นได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการณ์แล้วสินะ เฮอะ ช่างน่าสนใจจริงๆ !

 

“มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า ?” ไป๋โมเฉินสังเกตเห็นถึงท่าทีที่ดูผิดปกติไปของคนที่อยู่รอบตัว เขาจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที ทางด้านหูจินและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงเรื่องนี้ หูจินจึงได้มองไปรอบๆอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะพบว่าหากค่ายกลนี้ถูกปรับเปลี่ยนเพียงแค่เล็กน้อย มันจะกลายเป็นค่ายกลมายาขนาดใหญ่ในทันที

 

“หูจิน ระวังตัวเอาไว้ด้วยนะ อย่าประมาทเด็ดขาด ส่วนเธอตามหูจินไปอย่าให้ห่างแม้แต่ก้าวเดียว” ฟู่เยี่ยนยังไม่ลืมที่จะเตือนเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว

 

“เข้าใจแล้วพี่ฟู่ ฉันจะทำตามที่พี่บอกอย่างเคร่งครัด” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดก่อนจะคว้าไปที่แขนของหูจินพร้อมกับกอดเอาไว้แน่น

 

เมื่อประตูของห้องจัดเลี้ยงถูกเปิดออก ขณะที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังเดินเข้ามานั้น พวกเธอก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของคนในงานทันที



ตอนที่ 372: งานเลี้ยง

 

ในอภิปรัชญานั้น โดนส่วนมากแล้วเด็กผู้ชายมักจะเป็นตัวเลือกแรกในการถูกรับเป็นศิษย์อยู่เสมอ เพราะที่ผ่านมามีผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่มีทักษะที่โดดเด่น ซึ่งเหตุผลหลักก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพร่างกาย เพราะโดยธรรมชาตินั้นเด็กผู้หญิงมักจะมีความสูงน้อยกว่าเด็กผู้ชายอยู่แล้ว

 

ดังนั้นสมาชิกของอภิปรัชญาที่เป็นผู้หญิงจึงมีค่อนข้างน้อยมาก มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่เป็นสมาชิกอภิปรัชญาของประเทศจีน และพวกเธอทั้งสามคนก็ยังเด็กมากอีกด้วย แม้ว่าจะมีสมาชิกที่เป็นผู้หญิงจากประเทศอื่นด้วยก็ตาม แต่พวกเธอก็มาเพื่อดูความสนุกเท่านั้น

 

ส่วนบนเกาะฮ่องกงเองก็มีผู้หญิงน้อยมากที่ทำงานด้านนี้ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าเจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกงนั้นก็มีแต่ชายชราทั้งหมด เว้นแต่หม่าซานหยวนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นชายวัยกลางคน

 

“ฟู่เยี่ยน วันนี้เธอดูสวยมาก !” มู่อี้อันเข้ามาข้างในได้สักพักหนึ่งแล้ว ที่นี่มีอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชนิด และเขาก็ได้กินผลไม้ไปเล็กน้อยแล้วเช่นกัน ส่วนผู้เฒ่าถานยังคงนั่งอยู่ที่โซฟาโดยไม่ได้ลุกไปไหนเลย

 

“ขอบคุณสำหรับคำชมนะ นายเองก็ดูดีมากเหมือนกัน ! แล้วคนพวกนั้นเป็นใครเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดก่อนจะหยิบน้ำขึ้นมาแก้วหนึ่ง

 

“ทางด้านนั้นเป็นคนจากประเทศหมู่เกาะ ทั้งยังมีชายชราสองคนมาจากประเทศไทยด้วย ซึ่งพวกเขามาจากชนบท ส่วนคนที่กำลังคุยกับลุงหลิวมาจากทะเลทางตอนใต้”

 

“ส่วนคนที่อยู่บนเกาะฮ่องกงมากันเกือบครบแล้ว เหลือเพียงแค่คนแซ่หวังเท่านั้นที่ยังไม่มา ฉันไม่รู้ว่าแนวคิดเหล่านี้คืออะไร แต่เห็นได้ชัดเลยว่าในสถานที่จัดงานแห่งนี้ถูกตั้งค่ายกลมายาครอบเอาไว้อยู่ และฉันยังสังเกตเห็นดวงตาของค่ายกลที่อยู่บนแท่นนั้นแล้วด้วย

 

คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นดาราและคนดังบนเกาะฮ่องกงทั้งหมด แต่คนที่โดดเด่นที่สุดในงานเลี้ยงครั้งนี้ยังไม่มา ซึ่งคนพวกนี้ต่างก็มาที่นี่เพื่อหาโอกาสให้กับตัวเองทั้งนั้น” มู่อี้อันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยน บอกให้เธอมองไปรอบๆ

 

“ระวังตัวด้วยนะ ฉันเห็นยันต์เสริมพลังไฟอยู่บนผนังด้านนอกด้วย” ฟู่เยี่ยนกระซิบบอกกับมู่อี้อันเบาๆ

 

“อะไรนะ ? ถ้าอย่างนั้นมันก็เหมือนกับค่ายกลของเสิ่นเฉิงหมินที่เราเคยเจอมาน่ะสิ ?” ทว่าตอนนี้เสิ่นเฉิงหมินและพวกของเขายังคงอยู่ในคุก

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เรารอดูสถานการณ์กันต่อไปก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับจิบน้ำ ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ไปนั่งกับผู้อำนวยการหยู

 

“ด้านหลังมีหินหยกหยาบเรียงกันอยู่เป็นแถวเลย ว่ากันว่าหลังจากการแสดงในคืนนี้จะมีการประมูลด้วยนะ และรายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะถูกนำไปบริจาคเพื่อการกุศล ฉันได้ยินมาว่าหินหยกหยาบพวกนั้นเป็นสมบัติของตระกูลเหอ ตระกูลเหอบริจาคมันเพื่องานการกุศลในครั้งนี้ เธออย่าสงสารคนพวกนั้นมากจนเกิดไปล่ะ ทำให้คนพวกนั้นหมดตัวไปเลย !” มู่อี้อันรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนสามารถทำอะไรได้บ้าง

 

“ไม่มีปัญหา ฉันจะเหลือของดีเอาไว้ให้นายบ้างก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนจิบน้ำอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตภายในห้องจัดเลี้ยงอย่างละเอียด ทั้งที่คนจากเกาะฮ่องกงเหล่านั้นใช้สถานที่ที่เป็นถิ่นของพวกเขาแท้ๆ แต่ยังมาสายอีกหรือ ช่างน่าขันเสียจริง !

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หันไปมองผู้เฒ่าถาน ตอนนี้เขาคงเป็นกังวลอยู่อย่างแน่นอน และในคืนนี้หม่าซานหยวนจะต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแน่ๆ สำหรับความคิดนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอจะไม่มีทางยอมให้เขาประสบความสำเร็จอย่างเด็ดขาด !

 

เมื่อพวกเขาให้ความสำคัญกับคนอื่น คนอื่นก็จะให้ความสำคัญกับพวกเขาเช่นกัน เพราะงานเลี้ยงในคืนนี้มีทั้งปรมาจารย์จากประเทศต่างๆ รวมไปถึงเหล่าคนดังที่มาร่วมงานมากมายอีกด้วย

 

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ? ทำไมเธอถึงได้มากับคนจากแผ่นดินใหญ่ได้กันล่ะ ?” อาจารย์หวังจือซิงเอ่ยถามศิษย์ของเขาที่อยู่ข้างๆ

 

“อาจารย์ครับ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ยจากแผ่นดินใหญ่นะครับ”

 

“จริงเหรอ ? ช่างน่าเสียดายจริงๆ” หวังจือซิงมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ แน่นอน ตราบใดที่เขายังคงติดตามชายที่ชื่อหม่าซานหยวน เขาก็จะได้ทุกอย่างที่ต้องการ แค่เขาเอ่ยปาก เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ต้องเป็นของเขาอยู่แล้ว ซึ่งหากเธอเป็นของเขา ถึงเวลานั้นเขาจะทำอะไรกับเธอก็ได้ไม่ใช่หรือ ?

 

ทางด้านลินดาที่แต่งหน้าทำผมพร้อมกับฟู่เยี่ยนในตอนบ่ายก็มาที่นี่ด้วยเหมือนกัน ทั้งยังมีดาราสาวคนอื่นมาร่วมงานนี้อีกด้วย

 

พวกเธอมาที่นี่เพื่อต้องการหาโอกาสพบปะคนชนชั้นสูง และหวังว่าคนพวกนั้นจะสนับสนุนและทำให้พวกเธอมีชื่อเสียงขึ้นมานั่นเอง มีใครบ้างที่ไม่อยากดังในชั่วข้ามคืน ? เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนกับหลินชิงเซีย

 

สำหรับลินดานั้นแตกต่างออกไป เธอรู้ดีว่าเธอแตกต่างจากคนอื่น คนอื่นมาที่นี่เพื่อหาคนที่จะผลักดันให้ตัวเองได้งานแสดง ส่วนเธอมาเพื่อหาแหล่งข้อมูล เพราะเธอกำลังจะทำภาพยนตร์นั่นเอง

 

“ดูชุดกี่เพ้าที่ผู้หญิงคนนั้นสวมสิ ฉันเคยเห็นมันในร้านของพี่หงเมื่อครั้งที่แล้ว เดิมทีฉันอยากจะเช่ามันเพื่อสวมมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ แต่ใครจะรู้ว่าพี่หงกลับปฏิเสธแทบจะทันที”

 

“จะมีกี่เพ้าชุดไหนที่ไม่เหมาะกับฉันกัน ? ดูนั่นสิ เด็กผู้หญิงจากแผ่นดินใหญ่คนนั้นก็แค่เช่ามันมา ทำไมเธอถึงได้ทำราวกับว่าตัวเองเป็นผู้มีเกียรติแบบนั้นกันล่ะ ?” ดาราสมัครเล่นคนหนึ่งพูดขึ้นมา

 

“พี่หงเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความเย่อหยิ่งอยู่แล้ว เพราะเธอมีแก๊งค์หงคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเธอก็ยังไม่ยอมใครง่ายๆอีกด้วย ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเข้ากับชุดกี่เพ้ามากเลยนะ ดูเอวกับขาของเธอสิ ! หากฉันมีหุ่นที่ดีขนาดนั้น ฉันคงจะดังไปตั้งนานแล้วแน่ๆ!” หญิงสาวอีกคนมองไปที่เอวของตัวเอง ซึ่งรูปร่างของเธอดูไม่สวยเท่ากับฟู่เยี่ยน

 

“ไม่ใช่แค่เท่านั้นนะ แต่ดูการวางตัวของเธอสิ แม้ว่าเธอจะมีรูปร่างที่ดูร้อนแรงมากก็ตาม แต่เธอก็ยังคงวางตัวดีมาก ฉันเดาว่าเธอจะต้องมาจากครอบครัวที่ดีอย่างแน่นอน มันต่างจากพวกเราที่ต้องออกมาทำงานในวงการบันเทิงเพราะปัญหาทางการเงิน เธอคงจะแค่นั่งดื่มชาอยู่ที่บ้านและรอคนรวยมาขอแต่งงานเท่านั้น !” หญิงสาวคนหนึ่งพูดชมฟู่เยี่ยนขึ้นมา

 

ลินดาแกว่งแก้วไวน์ในมือของเธอ พลางมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยสายตาที่เย็นชา แท้จริงแล้วผู้หญิงคนนั้นมาจากแผ่นดินใหญ่อย่างนั้นเหรอ ? แบบนี้ก็ดีเลย เธอจะได้ประหยัดเวลา และไม่ต้องใช้ความสามารถของเธอมากนัก

 

เธอได้ยินมาว่านายน้อยตระกูลเฮ่อก็จะมาร่วมงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน แต่แค่เขาอาจจะมาช้าไปเล็กน้อยเท่านั้น หากเขามาถึง เธอจะต้องจับเขาเอาไว้ให้แน่น แม้ว่าเธอจะต้องทิ้งความฝันในอาชีพของเธอไปก็ตาม เธอก็พร้อมจะสละทุกอย่าง อย่างที่รู้กันว่าภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อนั้นมีชีวิตที่สะดวกสบายมากๆเลยไม่ใช่หรือ ? และทุกครั้งที่เธอจัดงานเลี้ยงน้ำชา ก็มักจะมีเหล่าสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์รีบไปร่วมงานเสมอ

 

ตอนนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ซึ่งหนุ่มใหญ่จากเกาะฮ่องกงก็ได้ทยอยกันเข้ามาในสถานที่จัดงานเรื่อยๆ เมื่อเข้ามาในงาน ทุกคนต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนเป็นสายตาเดียวกัน

 

“เฮ้ นายน้อยตระกูลเฮ่อมาแล้ว ! พี่ลินดา คุณนายเฮ่อชื่นชอบพี่มากเลยไม่ใช่เหรอ ? ทำไมพี่ไม่เข้าไปทักทายเธอหน่อยล่ะคะ ? ดูนั่นสิ นายน้อยตระกูลเฮ่อต้องกำลังมองหาพี่อยู่แน่ๆเลย !” ดาราหน้าใหม่ที่อยู่ข้างๆลินดารีบสนับสนุนให้เธอออกไปข้างหน้าทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลินดาก็จัดทรงผมของเธอให้ดูเรียบร้อย ก่อนจะพูดออกไปว่า “ไปกันเถอะ” เธอเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ โดยเดินเข้าไปหานายน้อยตระกูลเฮ่อที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามา

 

แน่นอนว่าเฮ่อรุ่ยต๋ากำลังมองไปรอบๆ เพื่อตามหาฟู่เยี่ยน ใช่แล้ว เขาได้รับมอบหมายให้นำเช็คเงินสดมาให้ฟู่เยี่ยน ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดของฟู่เยี่ยนนั้น ตระกูลเฮ่อจะเป็นคนจัดการทั้งหมด ทั้งยังไม่จำกัดวงเงินอีกด้วย

 

หลังจากที่นายน้อยตระกูลเฮ่อมองไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หาฟู่เยี่ยนเจอ เธอช่างเจิดจ้าท่ามกลางฝูงชนจริงๆ ทั้งยังวางตัวดีมากอีกด้วย ! สมควรแล้วที่เธอเป็นหลานสาวของแม่เขา

 

“ฟู่เยี่ยน !” นายน้อยตระกูลเฮ่อกล่าวทักทายฟู่เยี่ยน ก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปหาเธอทันที

 

“คุณชายเฮ่อ สวัสดีค่ะ !” ฟู่เยี่ยนที่เห็นเขาก็ได้กล่าวทักทายกลับไปเช่นกัน

 

อีกด้านหนึ่ง ลินดาเองก็เห็นฉากนี้แล้ว แต่เธอก็ยังคงไม่เต็มใจที่จะยอมรับมัน เธอยังคงเดินเข้าไป เพราะคืนนี้เธอจะต้องคุยกับนายน้อยตระกูลเฮ่อให้ได้ !

 

นายน้อยเฮ่อพูดในสิ่งที่พ่อของเขามอบหมายออกไปตามตรง ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับมันเอาไว้ และยังไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของผู้เฒ่าเฮ่ออีกด้วย เพราะท้ายที่สุดนั้นยันต์แคล้วคลาดที่เธอให้กับพวกเขาไปก็คุ้มค่ากับเงินที่เขาจ่ายมาแล้ว !

 

“วันนี้เธอดูดีมากเลย แล้วคุณไป๋อยู่ที่ไหนล่ะ ?” ตอนนี้เขารับหน้าที่รับผิดชอบธุระทั้งหมดของตระกูลเฮ่อ อย่างที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ตอนนี้ชายชราต้องทำตามสิ่งที่พวกเขาได้คุยกันในก่อนหน้านี้ ดังนั้นนายน้อยเฮ่อจึงต้องทำหน้าที่ดูแลฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินให้ดีที่สุด

 

จากการบอกเล่าของผู้เป็นพ่อ ตอนนี้เขาก็ได้รู้เกี่ยวกับภูมิหลังของไป๋โม่เฉินแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็อยากเป็นเพื่อนกับไป๋โม่เฉินด้วยเช่นกัน

 

“ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณชายเฮ่อด้วยค่ะ ! เขานั่งอยู่ที่โซฟาตรงนั้นค่ะ คุณชายเฮ่อเดินไปหาเขาเองนะคะ ฉันขอไปหาลุงห่าวก่อน !” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นลินดาจากทางหางตาแล้ว ดังนั้นเธอจึงคิดว่าควรจะแยกตัวออกไปให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นมันคงจะไม่ดีกับตัวเธอเองแน่ๆ

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเอาไว้เราค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน พ่อของฉันอยากจะเลี้ยงขอบคุณพวกเธอทุกคนที่บ้านของเรา อย่าลืมมาด้วยนะ !” เฮ่อรุ่ยต๋ารู้สึกถูกชะตากับหลานสาวคนนี้ไม่น้อยเลย เธอไม่เพียงแค่มีความสามารถเท่านั้น แต่เธอยังดูคล้ายกับแม่ของเขามากๆอีกด้วย



ตอนที่ 373: งานเลี้ยง

 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเดินเข้าไปหาลุงห่าว โดยธรรมชาติ ฟู่เยี่ยนนั้นย่อมต้องคุ้นเคยกับลุงห่าวมากกว่าผู้เฒ่าเฮ่ออยู่แล้ว

 

ไม่นานหลังจากนั้น ที่นอกประตูก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น ซึ่งทุกคนก็ได้มองไปที่ประตูอย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นหม่าซานหยวนนั่นเองที่เดินเข้ามา

 

“การที่อาจารย์คนนั้นทำให้ได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าว่าเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากแล้ว” ลุงห่าวเอนหลังพิงไปบนโซฟา โดยมีฉินเฟิงยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็นั่งอยู่ข้างๆ

 

“หนูกลัวว่าเขาจะเปิดตัวยิ่งใหญ่กว่าความสามารถที่มีมากกว่าน่ะสิคะ !” ฟู่เยี่ยนมองผ่านผู้คนไปยังผู้เฒ่าถาน ก่อนจะพบว่าผู้เฒ่าถานกำลังมองไปที่หม่าซานหยวนด้วยแววตาที่ระแวดระวัง ชายคนนี้ไม่ใช่หม่าเหวินป๋อ ศิษย์ทรยศของเขาจริงๆด้วย เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้สาดสายตาไปยังฝูงชนที่อยู่รอบๆอีกครั้งเพื่อตามหาหม่าเหวินป๋อ

 

ฟู่เยี่ยนจึงหันกลับมา สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึงแต่อย่างใด เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเขามีอายุเพียงแค่สามสิบกว่าๆเท่านั้น

 

ตอนนี้มีเพียงแค่ต้องรอดูว่าเขาได้รับมรดกของตระกูลถานหรือเปล่า เธอคิดว่าผู้เฒ่าถานจะมองมันออกได้อย่างรวดเร็วแน่นอน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะปกปิดตัวตนมาดีขนาดไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วแก่นแท้ของทักษะต่างๆ นั้นก็ไม่สามารถปลอมแปลงได้ ทุกตระกูลในลัทธิเต๋านั้นต่างมีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง

 

ส่วนอาจารย์เฉินก็ได้เดินตามหลังหม่าซานหยวนเข้ามาเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้น แม้ว่าเฮ่อรุ่ยต๋าจะควบคุมความโกรธของเขาเอาไว้ได้ก็ตาม แต่คิ้วของเขาก็ยังคงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

 

“ฟู่เยี่ยน คนๆนั้นคืออาจารย์เฉิน” เขาโน้มตัวเข้าไปพลางพูดกระซิบเสียงเบา

 

“โอ้ ? แน่นอน เขาจะต้องตายเพราะการกระทำของตัวเอง !” ฟู่เยี่ยนเห็นเส้นสีดำที่แพร่กระจายไปทั่วตัวของอาจารย์เฉิน ซึ่งเธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย จากสิ่งที่เธอเห็น เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้สิ่งชั่วร้ายที่เขาทำมันได้กลืนกินร่างกายของเขาไปจนเกือบจะทั้งตัวแล้ว

 

“เฮ้ ? ฟู่เยี่ยน ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นกันล่ะ ?” ลุงห่าวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“เขาน่าจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายค่ะ อีกอย่างเรื่องชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาทำในอดีตก็กำลังกลืนกินร่างกายของเขาอยู่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงจะอยู่ได้อีกไม่นานนั่นเองคะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง ซึ่งคำพูดของเธอก็ได้ดังออกไปจนหม่าซานหยวนและเฉินเหว่ยเหอได้ยินอย่างชัดเจน

 

“เธอมาจากตระกูลไหน ? ทำไมถึงได้พูดอย่างเย่อหยิ่งแบบนั้น ! ฉันคนนี้คืออาจารย์เฉิน และฉันเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวฉันกำลังป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และกำลังจะตายในอีกไม่ช้า” เฉินเหว่ยเหอเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆฟู่เยี่ยน และยืนกรานที่จะถามเธอให้ชัดเจน

 

“อาจารย์เฉิน ตอนนี้คุณเป็นคนที่มีชื่อเสียงแล้วสินะ ก็เลยไม่เห็นผมอยู่ในสายตาแล้วอย่างนั้นเหรอ” ลุงห่าวพูดออกไปด้วยท่าทีที่สบายๆ ซึ่งก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันพูดได้อะไรนั้น ลุงห่าวก็ได้จัดการเรื่องนี้เสียก่อนแล้ว

 

“โอ้ ลุงห่าวนั่นเอง ! ต้องขอโทษด้วย ผมมองไม่เห็นคุณเลย ! คุณเป็นอย่างไรบ้าง ?” เมื่อเห็นลุงห่าว สีหน้าของเฉินเหว่ยเหอก็ได้เปลี่ยนไปในทันที ทำไมชายชราคนนี้ถึงได้มาที่นี่ได้กันล่ะ ?

 

“ฉันสบายดี ยังไม่ตายง่ายๆหรอก” ลุงห่าวพูดโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา

 

เฉินเหว่ยเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปทันที ดังนั้นหม่าซานหยวนที่อยู่ด้านหลังจึงได้เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ให้เขา

 

“สวัสดีครับลุงห่าว ผมชื่อหม่าซานหยวน ผมได้ยินชื่นเสียงของคุณมานานแล้ว ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้เจอคุณแล้ว คุณชายเฮ่อ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ แล้วอาการของผู้เฒ่าเฮ่อเป็นอย่างไรบ้างล่ะครับ ?”

 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ พ่อของผมอาการดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่ฟื้นเท่านั้นเอง”

 

“โอ้ อาจารย์หม่า คุณชื่นชมผมด้วยอย่างนั้นเหรอ !” ลุงห่าวมีท่าทีที่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ก่อนจะลุกขึ้นไปจับมือกับหม่าซานหยวน

 

“ฉันได้ยินมานานแล้วว่าอาจารย์หม่าเป็นอาจารย์หนุ่มที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ฉันยังคิดว่าหากอาจารย์ว่าง อยากจะขอเชิญอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยที่บ้านของฉันอยู่เลย แต่ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้อาจารย์ไม่ได้รับดูฮวงจุ้ย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้มาพบกับอาจารย์ในวันนี้ !”

 

ลุงห่าวแสร้งพูดโกหกออกไปอย่างหน้าตาเฉย เนื่องจากหม่าซานหยวนได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเหอและตระกูลหวัง ดังนั้นไม่มีทางที่ลุงห่าวจะเชิญเขาไปที่บ้านของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งหม่าซานหยวนก็รู้เรื่องนี้ดีเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองฟู่เยี่ยนและคนอื่น

 

“ผมมีตาหามีแววไม่ โปรดยกโทษให้กับผมด้วยเถอะ ไม่ทราบว่าคุณคือ...”

 

“ฟู่เยี่ยนค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นมือออกไป หม่าซานหยวนที่เห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าที่ดูลังเลเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสองจะจับมือกัน

 

“คุณฟู่ คุณเป็นแขกในงานประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ด้วยหรือเปล่า ?” หม่าซานหยวนรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ดูแปลกไปได้ในทันทีที่เห็นฟู่เยี่ยน หญิงสาวที่สง่างามคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

 

“ใช่แล้วค่ะ ฉันมาจากจีนแผ่นดินใหญ่”

 

“ผมหวังว่าคุณฟู่จะเที่ยวชมเกาะฮ่องกงอย่างรื่นรมย์นะครับ” หม่าซานหยวนไม่ได้แสดงความสงสัยใดออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาพูดทักทายตามปกติ ก่อนจะขอตัวเข้าไปด้านใน

 

ไป๋โม่เฉินมองตามหลังหม่าซานหยวนที่กำลังเดินจากไป พลางรู้สึกอยู่ภายในใจว่าชายคนนั้นกำลังโกรธสินะ

 

“เขาอาจจะสังเกตเห็นบางอย่างแล้วก็ได้นะ” เขาหันไปมองฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดกับเธอ

 

“มันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก ตอนนี้เขาเห็นทุกคนเป็นศัตรูอยู่แล้ว และหัวใจของเขาก็กำลังลุกเป็นไฟ ลุงห่าวคะ ลุงได้ให้คนไปตรวจสอบแล้วหรือยังว่ามีใครได้รับบาดเจ็บบ้างไหม ?” ฟู่เยี่ยนหันกลับไปถามลุงห่าว

 

“ให้ตายเถอะ เกิดอะไรขึ้นกับสมองของฉันกัน ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน ฉินเฟิง นายช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยสิ” ลุงห่าวพูดพร้อมกับตบไปที่ต้นขาของตัวเอง

 

“คนที่ได้รับบาดเจ็บก็คือเสิ่นหวยเอิน ว่ากันว่าเขาเสียนิ้วมือไปถึงสามนิ้วเลยด้วย วันนี้อาจารย์หม่าอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่นตลอดทั้งช่วงเช้าเลยครับ ก่อนจะกลับบ้านของตัวเองไปในตอนบ่ายเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า และมาปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้”

 

ฉินเฟิงชำเลืองมองไปที่หม่าซานหยวน ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูฟู่เยี่ยนเบาๆ เนื่องจากที่นี่มีคนอยู่เยอะมาก ดังนั้นเขาควรระวังคำพูดของตัวเอง

 

ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเธอเข้าใจ ทันใดนั้นเอง เฮ่อรุ่ยต๋าก็นึกถึงสิ่งที่พ่อของเขาพูดขึ้นมาได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาได้คำตอบแล้ว !

 

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดนั้น ลินดาก็เดินเข้ามาขวางเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“คุณชายเฮ่อ ฉันขอคุยบางอย่างกับคุณหน่อยได้ไหม?”

 

ลินดาแอบสังเกตอยู่นาน ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเธอมาก ทั้งยังมีบอดี้การ์ดของลุงห่าวยืนอยู่ไม่ห่างอีกด้วย เธอเป็นลูกหลานของลุงห่าวอย่างนั้นหรือ ?

 

หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้รับกำลังใจจากดาราสาวที่อยู่ข้างๆ จนเธอสามารถรวบรวมความกล้าเพื่อที่จะเข้าไปพูดคุยกับคุณชายเฮ่อได้อีกครั้ง

 

“โอ้ คุณลินดานั่นเอง ได้สิครับ” เฮ่อรุ่ยต๋าจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นดาราหน้าใหม่ในบริษัทของตระกูลไป๋ ซึ่งเขาเองก็มีความประทับใจที่ดีต่อดาราสาวคนนี้ด้วยเช่นกัน

 

จากนั้น ทั้งสองก็ได้เดินออกไปและเริ่มพูดคุยกัน คุณชายเฮ่อเป็นคนตลก โดยปกติเขาจะไม่ทำให้ผู้หญิงต้องเขิน หรือต่อให้ปฏิเสธใคร เขาก็จะไม่ทำให้คนๆนั้นต้องเสียหน้า

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ลุงห่าวก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าเด็กคนนี้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ตราบใดที่เขาเต็มใจที่จะมองหาผู้หญิงสักคน มันไม่สำคัญเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นเพียงดาราหน้าใหม่หรือเปล่า !

 

ตระกูลเฮ่อไม่ได้ขาดแคลนเงินทองเลย ขอแค่เขามีความคิดที่อยากจะสร้างครอบครัวเท่านั้น เสี่ยวเอินนั้นมีคนรักอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่พี่ชายของเขาที่ยังไม่ได้เริ่มคบใครอย่างจริงจังเลย ซึ่งผู้เฒ่าเฮ่อเองก็คอยเร่งเร้าเขาก็ตาม แต่เขาก็ปฏิเสธมาโดยตลอด

 

ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าทำไมลุงห่าวถึงได้ดูมีความสุขมากขนาดนี้ เมื่อลุงห่าวเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกประหลาดขึ้นมาเล็กน้อย เธอมองไปที่ลินดาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนสายตาออกมา

 

เมื่อมองแวบแรก เธอก็เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นถูกกำหนดให้มีการแต่งงานถึงสองครั้ง หากคุณชายเฮ่อแต่งงานกับเธอ  พวกเขาทั้งสองอาจจะต้องหย่าร้างกันในที่สุด แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้มากนัก เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย

 

“ผู้หญิงหน้าตาดีคนนั้นเป็นญาติของคุณชายเฮ่ออย่างนั้นเหรอคะ ?” ลินดาเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง

 

เฮ่อรุ่ยต๋ามองกลับไปที่ฟู่เยี่ยน แต่เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาตัดสินใจที่จะไม่บอกความจริงเรื่องนี้ เขาไม่สามารถบอกถึงสถานะเหล่านั้นให้ทุกคนรู้ได้ เพราะมันจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น

 

“ไม่ใช่หรอก เธอเป็นญาติของลุงห่าว”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลินดาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคุณชายเฮ่อจะประทับใจในตัวเธอไม่น้อยเลย ดังนั้นเธอจึงต้องคว้าเขาเอาไว้ให้ได้ หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้ขอตัวและเดินออกไป

 

เฮ่อรุ่ยต๋าจึงกลับมานั่งที่โซฟาอีกครั้ง เมื่อเขากลับมา ลุงห่าวก็ได้มองไปที่เขาด้วยความกระตือรือร้น

 

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ?”

 

“โอ้ พอดีผมไปร่วมงานของตระกูลไป๋เมื่อครั้งที่แล้ว เลยได้เจอกับเธอที่งานครับ เธอเป็นดาราหน้าใหม่” เห็นได้ชัดเลยว่าเฮ่อรุ่ยต๋ายังคงไม่ถูกล่อลวงในเวลานี้ แต่ฟู่เยี่ยนก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมของเขาได้มาถึงแล้ว

 

ทว่าสิ่งที่แปลกไปก็คือ คุณชายเฮ่อมีดวงชะตาการแต่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก



ตอนที่ 374: งานเลี้ยง

 

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็ได้มีดาราหน้าใหม่หลายคนทยอยกันขึ้นไปบนเวทีเพื่อสร้างความสนุกสนาน อีกทั้งพวกเธอยังร้องเพลงดังหลายเพลง ซึ่งลินดาเองก็ขึ้นเวทีไปร้องเพลงเช่นกัน ต้องบอกเลยว่าทักษะการร้องเพลงของเธอนั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียว

 

“เสี่ยวต๋า ลองติดต่อเธอเป็นการส่วนตัวดูสิ ! ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนี้ใช้ได้เลยนะ อย่ามองแค่อาชีพของเธอเลย ด้วยความสวยของเธอ มันคงไม่ผิดหรอกที่เธอจะเลือกอาชีพที่สร้างประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุดแบบนี้ !”

 

ลุงห่าวมองไปยังเฮ่อรุ่ยต๋าที่ตอนนี้กำลังนั่งมองไปยังเวทีตาไม่กะพริบตา ก่อนจะค่อยๆชี้นำเฮ่อรุ่ยต๋าเบาๆ ซึ่งเฮ่อรุ่ยต๋าก็รู้สึกว่าลินดาเป็นคู่ครองที่ดูดีมากเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะพยายามติดต่อเธอเช่นกัน

 

หลังจากการที่ร้องเพลงและการแสดงจบลง อาจารย์หลี่จ้าวซิง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยอันดับหนึ่งในเกาะฮ่องกงก็ได้ขึ้นมาบนเวที โดยเขาได้กล่าวต้อนรับแขกทุกคน และหวังว่าการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้จะประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ทั้งยังบอกอีกว่าการประมูลจะเริ่มขึ้นที่นี่ตอนสองทุ่มอีกด้วย

 

“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้ต่างก็โชคดีมาก ของที่จะนำมาประมูลในวันนี้ก็คือหินหยกที่ผู้เฒ่าเหอรวบรวมมา ซึ่งเงินทั้งหมดในคืนนี้จะนำไปมอบให้กับองค์กรการกุศล พวกเราต้องขอขอบคุณผู้เฒ่าเหอมา ณ ที่นี่ด้วย !”

 

หลี่จ้าวซิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ กล่าวชมจนเหอเฉิงเหรินแทบจะลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาเพื่อแจกจ่ายป้ายที่ใช้ในการประมูลให้กับแต่ละคน

 

“เหอะ คนหน้าซื่อใจคด ! เขาคงจะตัดหยกพวกนั้นออกไปหมดแล้วแน่ๆ” ลุงห่าวผู้ที่ดูถูกตระกูลเหอมาโดยตลอดพูดแทรกขึ้นมาทันที

 

“ลุงห่าว ตระกูลเหอทำธุรกิจอัญมณีด้วยหรือเปล่าคะ ?”

 

“ตระกูลเหอทำธุรกิจหลายอย่าง ซึ่งก็รวมถึงธุรกิจอัญมณีด้วย พวกเขามีร้านเครื่องประดับเป็นของตัวเอง และดูเหมือนว่าตอนนี้ก็ยังคงเปิดทำการตามปกติ คนที่รู้เรื่องนี้ดีน่าจะเป็นเสี่ยวต๋านะ” ลุงห่าวรู้เรื่องธุรกิจของพวกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

“ใช่แล้วล่ะ ตระกูลเหอเปิดร้านอัญมณีถึงสามแห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือร้านขายหยก แต่ธุรกิจของพวกเขามียอดขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วันนี้พ่อได้ขอให้ผมตรวจสอบกิจการของตระกูลเหอและตระกูลหวัง จนได้พบว่ามีของที่น่าสนใจอยู่เพียงไม่กี่อย่าง และของที่ดูแปลกๆอีกจำนวนหนึ่ง” เฮ่อรุ่ยต๋าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ดังนั้นคนที่ไม่ได้นั่งกับพวกเขาจึงไม่ได้ยิน

 

“โอ้ ? ช่วยเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม” ทันใดนั้นเอง ลุงห่าวก็รู้สึกสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา

 

“ที่ตระกูลเหอและตระกูลหวังลอบทำร้ายพ่อของผมก็เพราะเรื่องซื้อขายที่ดินครับ ดังนั้นพ่อก็เลยขอให้ผมตรวจสอบการทำธุรกิจล่าสุดของทั้งสองตระกูล

 

จนผมได้พบว่าโครงการล่าสุดของพวกเขาตั้งอยู่บนที่ดินทั้งหมดรอบๆภูเขาไท่ผิง ยกเว้นที่ดินสามผืนบริเวณเชิงเขาเท่านั้นที่พวกเขายังไม่ได้ถือสิทธิ์ครอบครอง ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นของตระกูลไป๋ และการเจรจาซื้อขายที่ดินแปลงนี้จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้

 

ฟู่เยี่ยน เธอคิดว่าเหตุการณ์สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดนั้นมีมูลมาจากเรื่องนี้หรือเปล่า ? แล้วทำไมพวกเขาถึงได้ต้องการที่ดินในภูเขาไท่ผิงมากขนาดนั้นกันล่ะ ?”

 

หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไท่ผิง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินมาว่ามีชีพจรมังกรอยู่บนเกาะฮ่องกงด้วย และว่ากันว่ามันอยู่บนภูเขาไท่ผิง พวกเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่ถึงได้อยากซื้อที่ดินทั้งหมดแถวนั้น?

 

“ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เรามาดูกันก่อนดีกว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป” ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดถึงชีพจรมังกรแต่อย่างใด ซึ่งเธอคิดว่าหากเป็นไปได้ คืนนี้เธอจะไปที่นั่นด้วยตัวเอง เพราะตั้งแต่ที่ได้รับไข่มังกรมา เมื่อได้ยินคำว่ามังกร ฟู่เยี่ยนก็มักจะรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษอยู่เสมอ

 

ในที่สุด ข้างบนเวทีก็เริ่มประมูลหินหยกก้อนแรกขึ้นแล้ว และเจ้าหน้าที่สองคนก็ได้นำหินสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่งขึ้นมา หากดูจากรูปลักษณ์นี้แล้ว มันดูคล้ายกับหินที่ถูกตัดมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น

 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ด้านล่างต่างก็พูดถึงเรื่องนี้ หากดูเผินๆแล้วตระกูลเหอดูมีน้ำใจมาก แต่แท้ที่จริงนั้นมันเป็นเพียงเศษหินเท่านั้น

 

เมื่อได้ยินเสียงบ่นของคนที่อยู่รอบๆ ลุงห่าวก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน แต่ในเมื่อมาที่นี่แล้ว พวกเขาก็จำเป็นต้องบริจาคเงินไม่มากก็น้อยอยู่ดี ซึ่งมันไม่ได้ต่างไปจากการเล่นกับความใจบุญของแขกที่มาร่วมงานเลย

 

เขาจึงเป็นผู้นำในการชูป้ายคนแรก และปิดประมูลลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีใครยกป้ายเลย เขาจึงกลายเป็นผู้ชนะการประมูลรอบแรกไป และซื้อหินหยาบก้อนนั้นมาในราคา5,000หยวน

 

“ขอแสดงความยินดีกับลุงห่าวด้วยครับ ! คุณชนะการประมูลหินหยกก้อนแรกไปด้วยราคา5,000หยวน โปรดมาติดต่อชำระเงินที่หลังเวทีด้วยครับ” ลุงห่าวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้โบกมือให้ฉินเฟิงไป

 

ฟู่เยี่ยนเห็นลุงห่าวเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ท้วงอะไร เพราะหินก้อนนั้นยังมีหยกเนื้อดีอยู่ด้านในเล็กน้อย ซึ่งถือว่าลุงห่าวไม่ได้ขาดทุน

 

วินาทีต่อมา หินก้อนที่สองก็ได้ถูกนำขึ้นมาบนเวที ซึ่งรอบนี้ได้มีคนชูป้ายเพิ่มมากขึ้นกว่ารอบแรกอย่างเห็นได้ชัด เพราะหินก้อนนี้ดูเหมือนกับว่าจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ด้านใน ไม่เหมือนกันหินก้อนแรก อย่างน้อยๆ ผิวของมันก็ยังดูดีกว่ามาก มันไม่ได้ดูเป็นเพียงแค่หินแตกๆก้อนหนึ่งนั่นเอง

 

ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้สนใจมันเลย แม้ว่าภายนอกของมันจะดูดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในกลับไม่ได้มีอะไรเลย

 

หินก้อนที่สองนี้ถูกประมูลไปโดยคนจากตระกูลหวัง และพวกเขาได้ปิดประมูลไปในราคาที่สูงถึง10,000หยวนเลยทีเดียว

 

หลังจากนั้น เมื่อหินก้อนที่สามปรากฏขึ้นมา ท่าทีของทุกคนต่างก็ดูสับสนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะหินก้อนนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก มันมีความสูงพอกันกับคนๆหนึ่งเลยทีเดียว ขณะเคลื่อนย้ายมันยังต้องใช้คนหลายคน

 

ทันทีที่เห็นมัน ดวงตาของฟู่เยี่ยนก็สว่างวาบขึ้นมา หินหยกก้อนนี้ค่อนข้างน่าสนใจมากเลยทีเดียว แม้ว่าสีของมันจะดูอ่อนไปเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นหยกน้ำดี และเนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่ จึงคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป หยกจำนวนมากขนาดนั้นหากนำไปขัดและทำเป็นกำไลข้อมือ มันคงสร้างกำไรได้เป็นสิบเท่าเลยทีเดียว

 

เสียงของคนที่อยู่รอบๆต่างก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าราคาในรอบนี้คงจะสูงมากแน่ๆ จึงยังไม่มีใครชูป้ายในตอนนี้

 

ขณะเดียวกันนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบส่งสัญญาณให้กับไป๋โม่เฉิน ซึ่งเขาจะเป็นคนรับผิดชอบในการชูป้ายในครั้งนี้ และหินก้อนนี้ก็ถูกตั้งราคาเปิดมาที่10,000หยวน

 

“15,000หยวน” ไป๋โม่เฉินชูป้ายขึ้นพร้อมกับพูดราคาประมูลออกไป

 

เมื่อลุงห่าวและเฮ่อรุ่ยต๋าเห็นเขาชูป้าย จึงไม่ได้ร่วมประมูลในรอบนี้ คนจากตระกูลเหอเองก็ไม่ชูป้ายเช่นกัน มีเพียงตระกูลหวังเท่านั้นที่ชูป้ายขึ้นเพื่อสู้ราคา

 

“20,000หยวน” หวังฉือฮวนชำเลืองมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ตอนนี้กำลังชูป้ายอยู่ ซึ่งคนที่อยู่รอบตัวเขาไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังคิดอะไร แต่แววตาของหวังฉือฮวนนั้นกลับเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม

 

“25,000หยวน” ไป๋โมเฉินไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะถูกยั่วยุเลย และยังคงประมูลต่อโดยเพิ่มเงินขึ้นอีก5,000หยวน

 

“30,000หยวน” อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมแพ้ และเพิ่มราคาขึ้นอีกครั้งทันที

 

ในตอนนี้ ทุกคนที่ฝั่งเดียวกับฟู่เยี่ยนต่างก็มองไปที่ไป๋โม่เฉิน ตอนนี้ภายในประเทศของพวกเขา สำหรับคนๆหนึ่งนั้นมีเงินเดือนอยู่ที่หลักร้อยหยวนเท่านั้น แต่พวกเขากำลังประมูลหินเพียงก้อนเดียวในราคาหลักหมื่นหยวนเลยอย่างนั้นหรือ ซึ่งทุกคนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ยกเว้นเพียงมู่อี้อันเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทางสบายๆอยู่

 

“40,000หยวน” ไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน และฟู่เยี่ยนก็ได้บอกราคาจริงของหินก้อนนี้กับเขาแล้ว ขณะเดียวกันนั้นเอง อีกฝ่ายก็ได้ปรายตามองมาที่ไป๋โม่เฉิน และเห็นว่าไป๋โม่เฉินเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเขาจะพ่ายแพ้การประมูลครั้งนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

 

“50,000หยวน” หวังฉือฮวนชูป้ายขึ้นด้วยความโกรธ ซึ่งการที่เขาชูป้ายในครั้งเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีล้วนๆ

 

“51,000หยวน” ไป๋โมเฉินเปลี่ยนมาเป็นเพิ่มราคาขึ้นทีละ1,000แทน

 

“52,000หยวน” หวังฉือฮวนชูป้ายพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

“53,000หยวน” ไป๋โมเฉินยังคงเล่นกับเขาต่อ

 

“54,000หยวน”

 

“55,000หยวน” ไป๋โมเฉินรู้สึกว่าความโกรธของอีกฝ่ายกำลังจะระเบิดขึ้นมาแล้ว

 

“56,000หยวน”

 

“70,000หยวน !” ไป๋โม่เฉินเสนอราคาที่สูงขึ้นออกไปตรงๆ พร้อมกับมองไปที่หวังฉือฮวน หากฝ่ายตรงข้ามยังคงเพิ่มราคาอีกครั้ง เขาก็จะเพิ่มราคาขึ้นไปอีก

 

“71,000หยวน” หวังฉือฮวนยังคงกัดฟันสู้ต่อ

 

“80,000หยวน” ไป๋โมเฉินชูป้ายพร้อมกับพูดราคาให้สูงขึ้นอีกครัง เพราะราคาที่ฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาคือ100,000หยวนนั่นเอง !

 

หวังฉือฮวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มันเป็นเงินจำนวนมากเกินไป ซึ่งเขาจำเป็นต้องรวบรวมเงินของเขาดูก่อน เนื่องจากวันนี้ทั้งพี่ชายคนโตและพี่สาวของเขาไม่ได้มาด้วย ดังนั้นจึงไม่มีใครที่พอจะให้เขายืมเงินได้เลย

 

หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้หินพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ประมูลต่อ

 

“80,000หยวนครั้งที่หนึ่ง! 80,000หยวนครั้งที่สอง! 80,000หยวนครั้งที่สาม! ปิดการประมูล! ท่านที่ชนะการประมูลโปรดมาชำระเงินด้านหลังเวทีด้วยครับ”

 

“หนุ่มน้อย นายช่างใจกล้าจริงๆ ! ฉันจะจัดการเรื่องเงินการประมูลให้นายเอง !” ลุงห่าวพูดพร้อมกับหยิบเช็คขึ้นมาเพื่อที่จะจ่ายเงิน

 

“ลุงห่าวครับ พ่อของผมได้กำชับกับผมเอาไว้แล้วว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดของฟู่เยี่ยนและคุณไป๋ในวันนี้ พวกเราจะรับผิดชอบเองครับ” เฮ่อรุ่ยต๋าพูดแทรกขึ้นมาทันที

 

ลุงห่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าตระกูลเฮ่อต้องการตอบแทนบุญคุณทั้งสอง ดังนั้นเงินเพียงเท่านี้จึงเป็นเงินที่เล็กน้อยมาก !

 

“ขอบคุณค่ะคุณชายเฮ่อ ฉันขอรับมันเอาไว้ก็แล้วกัน” เดิมทีฟู่เยี่ยนกะจะจ่ายเงินเอง แต่ตอนนี้เธอไม่มีให้แลกเงินเลย เพราะเงินที่เธอแลกตอนข้ามชายแดนมานั้นมีไม่มากพอที่จะจ่าย

 

“นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว อาเฟิง ผมคงต้องรบกวนคุณอีกครั้งแล้วล่ะ” เฮ่อรุ่ยต๋ายังคงไว้วางใจฉินเฟิง

 

“ยินดีครับคุณชาย !”



ตอนที่ 375: งานเลี้ยง

 

ฉินเฟิงกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยเขาได้จ่ายเงินแล้ว และจะให้คนของเขาจัดการเรื่องขนย้ายหินก้อนนั้น จึงเข้ามาถามฟู่เยี่ยนก่อนว่าจะให้ส่งหินก้อนนั้นไปที่ไหน

 

“คุณฟู่ คุณต้องการให้เราส่งหินก้อนนั้นไปที่ไหนเหรอครับ ?”

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้คิดที่จะเอามันกลับไปเลย จะเป็นการดีที่สุดที่เธอจะตัดหินขนาดใหญ่ก้อนนั้นแล้วค่อยนำมันกลับไป หรือไม่ก็ขายมันที่นี่เลย เธอจึงได้ถามบางอย่างกับลุงห่าวทันที

 

“ลุงห่าวคะ เราจะหาที่ตัดหินก้อนนี้ได้ที่ไหนบ้าง ? แล้วเราพอจะตัดมันได้หรือเปล่าคะ ?”

 

“เสี่ยวต๋า นายยังคงทำร้านขายเครื่องประดับอยู่หรือเปล่า ? เอาไว้ว่างๆลองเอามันไปที่โรงงานของนายแล้วตัดมันดูก่อนได้ไหม ?”

 

“ลุงห่าว ไม่มีปัญหาครับ ส่งไปที่นั่นได้เลย ผมจะขอให้เสี่ยวเอินส่งคนมาดูแลมันอย่างดีเลยครับ เขาได้เปิดร้านเครื่องประดับเล็ก ๆ นั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง” น้องชายของเฮ่อรุ่ยต๋าเปิดร้านขายเครื่องประดับด้วยตัวเอง โดยเปิดขายหยกเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้เป็นร้านที่ใหญ่มากนัก

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ ฟู่เยี่ยน เรามาล่าหินหยาบกันต่อดีกว่า ครั้งนี้ฉันจะร่วมประมูลด้วยอีกคน” ลุงห่าวพูดด้วยสีหน้าที่มีความสุข ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

 

ในเวลานี้ หม่าซานหยวนก็ได้ขึ้นมาบนเวที จากนั้นพิธีกรก็ได้ก้าวถอยหลังไปพร้อมกับยื่นไมโครโฟนให้กับเขา ซึ่งฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็รู้ได้ในทันทีว่าไฮไลท์ของวันนี้กำลังจะมาถึงแล้ว

 

“สวัสดีทุกท่าน ผมชื่อหม่าซานหยวน การประมูลเมื่อครู่นี้ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเลยทีเดียว และรายได้ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ด้อยการศึกษา”

 

“ซึ่งงานเลี้ยงในวันนี้ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับเหล่าอาจารย์จากทั่วทุกมุมโลก อาจารย์ทุกท่านคือตัวเอกในค่ำคืนนี้ เพื่อให้การประชุมแลกเปลี่ยนทักษะของเราประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป ดังนั้นเรามาดื่มอวยพรด้วยกันสักหน่อยเถอะครับ !”

 

ทุกคนยังคงให้ความเคารพแก่หม่าซานหยวนเป็นอย่างมาก และเสียงปรบมือก็ได้ดังขึ้นมา ไม่นานนักหม่าซานหยวนก็ได้ชูมือขึ้นเพื่อหยุดทุกคน ทำให้ภายในห้องจัดเลี้ยงก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

 

“ครั้งนี้ สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยของเราได้รับเงินสนับสนุนการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะหนึ่งล้านหยวน ซึ่งต้องขอขอบคุณการสนับสนุนจากคุณเหอและคุณหวังมา ณ ที่นี้ด้วยครับ”

 

“สำหรับการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะในครั้งนี้ ทางสมาคมของเราได้ตั้งค่ายกลขึ้นมาตามสถานที่ต่างๆ และคนจากสมาคมของเราจะคอยดูแลค่ายกลเหล่านั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำลายค่ายกลลงได้ ก็จะได้รับธงเล็กหนึ่งผืน เมื่อรวบรวมธงได้ครบสามผืนแล้ว คุณจะสามารถขึ้นไปบนภูเขาไท่ผิงได้ ซึ่งที่นั่นเราได้สร้างค่ายกลเก้าชั้นเอาไว้ และแต่ละชั้นก็จะมีการป้องกันเป็นพิเศษ”

 

“ผู้ที่ทำลายค่ายกลทั้งหมดได้จะได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านหยวนไปครอง เราจะนำเช็คมาให้ทุกคนดูในภายหลัง ! เราจะไม่จำกัดผู้คนที่เข้าร่วมการแข่งขัน คุณสามารถตั้งทีมได้ไม่เกินห้าคน และรางวัลก็จะถูกแบ่งให้คนละเท่าๆกัน”

 

“แต่หากยังไม่มีใครสามารถทำลายค่ายกลลงได้หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน เงินรางวัลทั้งหมดนี้จะเป็นเงินรางวัลพิเศษสำหรับสมาคมผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกง พวกเราสมาคมผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ความร่วมมือที่ดี และเราจะเติบโตไปพร้อมกันกับเหล่าปรมาจารย์จากทั่วเอเชีย”

 

ก่อนที่หม่าซานหยวนจะพูดจบ ด้านล่างเวทีก็ได้มีการพูดคุยกันอย่างวุ่นวาย แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่เข้าใจ เขามั่นใจในค่ายกลของตัวเองขนาดนั้นเลยหรือ ? นี่เป็นครั้งที่สองในวันนี้แล้วที่เธอได้ยินชื่อภูเขาไท่ผิง

 

แต่ตอนนี้เมื่อเธออยู่ที่นี่ เธอก็ต้องทำตามกฎที่ถูกตั้งขึ้นมา ไม่ว่าคนพวกนั้นจะมีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังก็ตาม เธอเพียงแค่แก้ไขมันทีละข้อเท่านั้น

 

“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบก่อนเถอะครับ สถานที่จัดงานในวันนี้ก็ถูกตั้งค่ายกลขึ้นเช่นกัน คุณรู้สึกไหมว่าอากาศในสถานที่แห่งนี้สดชื่นมากขนาดไหน ? แม้ว่าคุณจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลมากนักก็ตาม แต่ในอีกแง่หนึ่งนั้น มันสามารถทำประโยชน์ให้กับพวกเราได้มากมายเลยทีเดียว”

 

“เราจะออกเดินทางกันทีหลัง ตอนนี้เชิญทุกท่านมารับแผนที่ก่อนเถอะครับ ค่ายกลต่างๆที่ทุกท่านต้องทำลายได้ถูกระบุตำแหน่งเอาไว้ในนั้นหมดแล้ว” หม่าซานหยวนพูดออกไปตามตรง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้หันมามองหน้ากัน ทั้งสองกำลังสงสัยว่าจุดประสงค์ของหม่าซานหยวนนั้นคืออะไรกันแน่ เธอกังวลว่าเขาอาจจะถูกกระตุ้นด้วยอาการบาดเจ็บของเสิ่นหวยเอิน จึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น และเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว แก่นแท้ของค่ายกลนี้ก็คือค่ายกลมายาที่อาจล่อลวงให้ประสาทหลอนได้ เพียงแค่เปลี่ยนแปลงบางอย่างไปเล็กน้อย มันอาจจะทำให้สิ่งเหล่านี้กล่อมจิตใจของผู้คนให้หลงผิดได้

 

ฟู่เยี่ยนจ้องไปที่มือของหม่าซานหยวนอย่างไม่ละสายตา เธอรู้ดีว่าดวงตาของค่ายกลนั้นอยู่บนเวที แม้กระทั่งเท้าของเขา เธอก็ไม่อาจละสายตาได้ เพราะหากเขาทำอะไรก็ตาม ความเสียหายที่มีต่อคนธรรมดาที่อยู่ที่นี่จะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีกแล้ว

 

แน่นอน หม่าซานหยวนต้องการที่จะใช้ค่ายกลนี้จริงๆ แต่เขายังทำไม่ได้ เพราะในห้องจัดเลี้ยงแห่งนี้ไม่ได้มีแค่คนแบบเดียวกับเขาเท่านั้น แต่ยังมีคนจากตระกูลเหอและตระกูลหวังอยู่ด้วย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่รอจนกว่างานเลี้ยงเสร็จสิ้นลงเท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินการได้

 

ฟู่เยี่ยนเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของหม่าซานหยวนอย่างใกล้ชิด แต่โชคยังดีที่เขายังไม่ได้ลงมือใดๆ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น งานเลี้ยงก็ได้จบลง และเหล่าสมาชิกลัทธิเต๋าจากทั่วทุกมุมโลกก็ได้ไปที่หน้าเวทีเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆและรับแผนที่ แน่นอนว่าพวกเธอเป็นกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ที่นี่

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตามคนเหล่านั้นออกไป ตอนนี้เธอกำลังขอให้เฮ่อรุ่ยต๋าตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในตระกูลเหอและตระกูลหวังต่อ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ทั้งสองตระกูลนี้เกี่ยวข้องกับชีพจรมังกรได้อย่างไร  ตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับเรื่องที่หม่าซานหยวนบอกว่าค่ายกลถูกสร้างขึ้นบนภูเขาไท่ผิงแล้วต่างหาก

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเรื่องนี้ก็ถึงกับทนไม่ไหว จึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่เธอจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตคน เนื่องจากช่วงนี้มีคนมากมายมารวมตัวกันที่นี่ ดังนั้นจะให้เธอไม่ระวังตัวเป็นพิเศษคงไม่ได้

 

ทางด้านไป๋โม่เฉิน ภารกิจของเขาได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังรอข่าวจากแผ่นดินใหญ่อยู่ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ ไป๋โม่เฉินจึงว่างมาก

 

สำหรับตระกูลเฮ่อ ไป๋โม่เฉินยังคงรับหน้าที่เป็นผู้ติดต่อกับพวกเขาโดยตรง ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ยุ่งอยู่กับการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่หม่าซานหยวนต้องการจะทำลายนั้นน่าสนใจมากๆ กลุ่มคนเป้าหมายนั้นไม่เพียงแค่ปรมาจารย์จากประเทศอื่นเท่านั้น แต่ยังมีปรมาจารย์ฮวงจุ้ยในท้องถิ่นบนเกาะฮ่องกงรวมอยู่ด้วย โดยเขาจะใช้การทำลายค่ายกลมาเป็นข้ออ้างนั่นเอง

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง พรุ่งนี้เธอรอรับข่าวได้เลย ฉันจะติดต่อคุณไป๋โดยตรง ไม่ต้องกังวลนะ ฉันจะบอกเธอโดยเร็วที่สุด เพราะฉันยังต้องพึ่งเธอในการตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉันอีกครั้ง”

 

เฮ่อรุ่ยต๋ารู้ว่าพ่อของเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อปรมาจารย์เหล่านั้น เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องขอให้ฟู่เยี่ยนตรวจสอบคนเหล่านั้นให้

 

“อย่ากังวลเลยค่ะคุณชายเฮ่อ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง หวังว่าครอบครัวของคุณจะไม่แพร่งพรายเรื่องที่ผู้เฒ่าเฮ่อฟื้นแล้วออกไปเสียก่อนนะคะ เพราะหากเรื่องนี้รั่วไหลออกไปเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครรับประกันได้เลยว่าคนพวกนั้นจะย้อนกลับมาเล่นงานเขาอีกหรือเปล่า”

 

“ส่วนเรื่องของอาจารย์เฉิน เขาอยู่ได้อีกไม่นานแล้วค่ะ ฉันจะจับตาดูเขาเอง อ้อ จริงสิ คุณช่วยสืบเรื่องที่เสิ่นหวยเอินหัวหน้าแก๊งมังกรพยัคฆ์ได้รับบาดเจ็บด้วยนะคะ ฉันอยากรู้ถึงสาเหตุการได้รับบาดเจ็บของเขา”

 

ฟู่เยี่ยนกังวลว่าที่หม่าซานหยวนยังไม่ได้ลงมือในตอนนี้เป็นเพราะเขาล่วงรู้ถึงบางอย่าง ดังนั้นจนกว่าจะรู้เรื่องทั้งหมดอย่างแน่ชัด เธอจึงไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกไปได้

 

ฟู่เยี่ยนเดินออกไปส่งคุณชายเฮ่อ ซึ่งมู่อี้อันก็ได้ตามเธอไปด้วยเช่นกัน

 

“ในช่วงสามวันนี้ อย่าเพิ่งใช้ยันต์ที่ฉันวาดนะ เพราะตอนนี้หม่าซานหยวนกำลังจับตาดูว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บของเสิ่นหวยเอินอยู่ ฉะนั้นนายอย่าเพิ่งใช้ยันต์ของฉัน เราแค่พยายามรวบรวมธงให้ครบ แล้วไปที่ภูเขาไท่ผิงให้ได้เท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนมู่อี้อัน

 

“ได้เลย ฉันเข้าใจแล้ว ว่าแต่ตอนนี้เธอรู้สึกว่าค่ายกลที่นี่เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า?” มู่อี้อันพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าเหลือเพียงคนไม่กี่คนแล้วที่ยังคงอยู่ที่นี่

 

“อืม ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกัน พยายามอย่าใช้ยันต์นะ เรามาทำลายค่ายกลที่นี่กันเถอะ” ในตอนนี้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ได้ฉายชัดขึ้นมาในแววตาของฟู่เยี่ยนอย่างชัดเจน

 

มาดูกันว่าบนเกาะฮ่องกงแห่งนี้จะมีคนที่แข็งแกร่งอยู่หรือเปล่า?

 

ทางด้านมู่อี้อันก็เริ่มกระตือรือร้นที่จะลองทำลายค่ายกลที่นี่เช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ศึกษาค่ายกลมายามาอย่างละเอียดแล้ว

 

ในเวลานี้ ทุกคนที่ได้รับแผนที่แล้วต่างก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลด้วยเช่นกัน และเมื่อพวกเขามองกลับไปนั้น ก็พบว่าเหล่าปรมาจารย์ฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกงที่อยู่บนเวทีได้หายไปแล้ว เหลือเพียงพวกเขาและล็อบบี้ที่ว่างเปล่าเท่านั้น

 

ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงต่างก็ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย ก่อนที่กลุ่มคนสองสามคนจากประเทศไทยจะเริ่มเป็นผู้นำในการเดินไปยังประตูของห้องจัดเลี้ยง ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น หลังจากที่เดินไปได้ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้เดินวนกลับมาที่เดิม

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น คนที่เหลือก็รู้ได้ทันทีว่าการจะออกไปจากที่นี่มีเพียงต้องทำลายค่ายกลนี้เท่านั้น



จบตอน

Comments