ตอนที่ 376: ทำลายค่ายกล
ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็อยู่ด้านในค่ายกลนี้ด้วยเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองยืนอยู่บริเวณริมของห้องโถง และสามารถมองเห็นทุกคนที่อยู่ตรงกลางห้องโถงได้อย่างชัดเจน
“ดูเหมือนว่าหากเราไม่ทำลายค่ายกลนี้เสียก่อน เราจะไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้สินะ ตอนนี้ดวงตาของค่ายกลถูกตั้งอยู่บนเวที ฉันจะไปดูมันสักหน่อย” ทันทีที่พูดจบ มู่อี้อันก็กำลังจะเดินออกไป
ทว่าฟู่เยี่ยนกลับรีบคว้าเขาเอาไว้ เพราะเธอเพิ่งเห็นว่าที่ด้านนอกของค่ายกลนั้น หม่าซานหยวนและกลุ่มคนจากสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกงกำลังยืนดูทุกคนอยู่ที่ประตูห้องจัดเลี้ยง โดยพวกเขากำลังมองไปที่เหล่าผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในห้องโถง
ในตอนนี้ พวกเขาต้องระวังคำพูดและการกระทำเป็นพิเศษ เพราะกำลังติดอยู่ในค่ายกลของคนอื่นอยู่ จึงไม่สามารถพูดอย่างอิสระได้ ฟู่เยี่ยนส่งสัญญาณผ่านทางแววตาของเธอ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปหาผู้เฒ่าถาน
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ลืมว่าสมาคมซินอี้นั้นเป็นพุ่งเป้าโจมตีมาที่ผู้เฒ่าถาน ซึ่งเธอเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าหม่าซานหยวนจะไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นในตอนนี้คนที่กำลังตกอยู่อันตรายก็คือผู้เฒ่าถาน ทว่าเนื่องจากเธอสวมชุดกี่เพ้า ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเธอจึงช้าลงกว่าปกติพอสมควร
ด้วยเนตรสวรรค์และหูที่สามารถรับรู้เสียงได้ดีเป็นพิเศษของเธอ ฟู่เยี่ยนจึงไม่เพียงแค่มองเห็นคนที่เฝ้าสังเกตอยู่ด้านนอกเท่านั้น แต่เธอยังได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันอีกด้วย
“อาจารย์หม่า ค่ายกลนี้เปลี่ยนไปแล้วหรือ ?” เฉินเหว่ยเหอเอ่ยถามขึ้นมา
“แค่ฉันกะพริบตา ค่ายกลนี้ก็จะเป็นเป็นค่ายกลมายาที่สมบูรณ์แบบในทันที และไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้อีกด้วย การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้าแล้วล่ะ”
หม่าซานหยวนยังคงจับตามองไปที่ฟู่เยี่ยน เขารู้สึกว่าสัญชาตญาณของตัวเองนั้นไม่ผิดอย่างแน่นอน ผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นม้ามืดในครั้งนี้ก็เป็นได้
“อาจารย์หม่า ผมแค่กลัวว่าคนพวกนั้นจะไม่ติดกับของเราง่ายๆน่ะสิครับ ! ผมคิดว่าคนเหล่านั้นค่อนข้างมีฐานะดี พวกเขาจะลงทุนทำลายค่ายกลเพียงเพราะเงินหนึ่งล้านหยวนจริงๆเหรอครับ ?” อาจารย์หวังเอ่ยถามออกไปตามตรง โดยเขายังคงสงสัยเกี่ยวกับการเตรียมการของหม่าซานหยวน
“พวกเขาจะต้องทำมันอย่างแน่นอน มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น จริงอยู่ที่เงินสามารถใช้หลอกคนโง่บางคนได้ แต่กับเหล่าปรมาจารย์เหล่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลย”
หม่าซานหยวนยังคงไม่ละสายตาไปจากห้องโถง ที่เขาสามารถมาถึงจุดนี้ได้ ไม่เพียงแค่เขาได้รับการสนับสนุนจากพ่อบุญธรรมของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความรอบคอบและความพากเพียรของเขาเองด้วย
เขาเห็นฟู่เยี่ยนและเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ กำลังเดินเข้าไปหาผู้เฒ่าถาน ทันใดนั้นเอง หม่าซานหยวนก็ได้แสยะยิ้มขึ้นมา เด็กทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนขี้ขลาดเลย ทั้งยังดูระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเมื่อรู้ว่าเขากำลังจ้องจะเล่นงานชายชราคนนั้นอีกด้วย
เขาได้เรียนรู้ทักษะต่างๆมาจากพ่อบุญธรรมของเขา ดังนั้นขณะที่มองไปยังชายชรา เขาก็รู้สึกราวกับว่ากำลังมองดูตัวเอง
เขารู้ดีอยู่แล้วว่าหากเขาเริ่มเคลื่อนไหว ชายชราจะต้องสังเกตเห็นมันอย่างแน่นอน เพราะพ่อบุญธรรมของเขานั้นได้เรียนรู้ทักษะต่างๆมาจากผู้เฒ่าถาน และเขาก็เป็นศิษย์ของพ่อบุญธรรมอีกที ดังนั้นมันจึงไม่ต่างจากการเปิดเผยตัวตนของเขาเลย
ตอนนี้พ่อบุญธรรมของเขาต้องสูญเสียนิ้วมือไปถึงสามนิ้ว และเขาเดาว่าผู้เฒ่าเฮ่อก็คงจะฟื้นแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะชายชราคนนี้ ก็คงเป็นคนเหล่านั้นที่เข้ามาช่วย
ทันใดนั้นเอง หม่าซานหยวนก็ได้นึกถึงเศษยันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสวนด้านหลังบ้านตระกูลเสิ่น ซึ่งสิ่งนั้นจะต้องมาจากคนกลุ่มนี้ และคนๆนั้นน่าจะเป็นผู้อาวุโสที่มีความรู้แตกฉานในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่ายันต์ของเธอจะทำให้หม่าซานหยวนคิดมากถึงขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้เกินจริงเลยหากจะบอกว่าเธอมีความรู้แตกฉานในเรื่องนี้
สิ่งที่เธอได้รับสืบทอดมาก็คือทักษะลัทธิเต๋าของบรรพบุรุษ ควบคู่ไปกับความเข้าใจอย่างถ่องแท้และการศึกษาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปี ดังนั้นจึงสามารถพูดได้เลยว่าในตอนนี้ทักษะของเธอสูงกว่าผู้อาวุโสหลายคนเสียอีก
ในตอนนี้ เธอกำลังสำรวจค่ายกลนี้อีกครั้ง ก่อนหน้านี้ดวงตาของค่ายกลเคยอยู่บนเวที แต่ตอนนี้มันได้เปลี่ยนเป็นค่ายกลมายาแล้ว ดังนั้นดวงตาของค่ายกลจึงเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
มู่อี้อันเองก็ช่วยหาด้วยเช่นกัน และตอนนี้ผู้เฒ่าถานก็ได้ตกอยู่ในภาพมายาไปแล้ว ซึ่งมู่อี้อันก็ได้อยู่ข้างๆเขาไม่ห่างไปไหน หากมีคนเพิ่มมาหนึ่งคน ย่อมมีตัวช่วยเพิ่มเข้ามา
ทางด้านเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวและคนอื่นต่างก็โดนค่ายกลมายาเล่นงานจนถึงกับยืนตัวแข็งทื่อไม่ยอมขยับไปไหน ตอนนี้พวกเขาต่างก็ติดอยู่ในจินตนาการของตนเอง ซึ่งหากหาทางออกไม่เจอ พวกเขาก็จะไม่สามารถออกไปจากค่ายกลนี้ได้
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ มีเพียงเธอกับมู่อี้อันเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากค่ายกลนี้ แต่เธอก็ยังหาดวงตาของค่ายกลนี้ไม่เจออยู่ดี
ฟู่เยี่ยนจึงเดินเข้าไปใกล้ๆมู่อี้อัน ก่อนจะกระซิบบางอย่างออกไป เธอรู้สึกว่าค่ายกลนี้จะต้องมีอะไรที่ซับซ้อนแน่นอน ทันใดนั้นเอง ทั้งสองก็ได้มองหน้ากันและเริ่มนั่งสมาธิลงตรงนั้น และเข้าสู่ภาพมายาของตัวเองในทันที
แทบจะทันทีที่เข้ามา ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอได้เข้ามายังสถานที่ที่คุ้นเคยมากๆแน่นอน ภาพลวงตานี้ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากต้นกำเนิดเดิมของมัน และยังคงใช้ความปรารถนา หรือปมที่อยู่ภายในใจของผู้คนมาเล่นงาน
สิ่งที่คุณต้องการแต่ไม่เคยได้รับจะปรากฏต่อหน้าต่อตาคุณทีละอย่าง แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนมองค่ายกลประเภทนี้อย่างทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่ที่สุสานที่บ้านเกิดของเธอแล้ว
ย้อนกลับไปในตอนนั้น เธอเห็นภาพพ่อกับแม่ของเธอในชาติที่แล้ว และรับรู้ได้ถึงความรักในครอบครัวที่เธอปรารถนาจะได้รับมันมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่บนเมฆที่ลอยอยู่เหนือทุกอย่างจนสามารถมองเห็นทั้งโลกได้ ซึ่งเมื่อมองจากระยะไกล เธอก็เห็นเมืองที่ตัวเองอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นมีขนาดเล็กมากๆ และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพยายามตะโกนเรียกชื่อของเธออยู่
ร่างของเธอค่อยๆลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของท้องฟ้า ทว่าฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่ขยับ เธออยากจะเห็นว่าค่ายกลนี้จะทำให้เธอเห็นอะไรอีกบ้าง
เธอลอยขึ้นไปบนก้อนเมฆ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับว่าการเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งในตอนท้ายไม่ได้มีอะไรเลย มีเพียงบ้านกับภูเขาและตัวของเธอเองเท่านั้น
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้ถึงกลไกทั้งหมดของค่ายกลแล้ว และเธอก็รู้วิธีที่จะจัดการมันอีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ง่ายมาก ฟู่เยี่ยนเดินไปที่เมฆก้อนหนึ่ง ก่อนจะกระโดดลงไปอย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงหล่นจากที่สูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก ฟู่เยี่ยนจึงหลับตาลง ขณะที่เธอกำลังตกลงไปนั้น ก็ได้มีก้อนเมฆเข้ามาบังเขาไว้ ก่อนที่เธอจะค่อยๆตกลงไปที่พื้น
ฟู่เยี่ยนลืมตาขึ้นอีกครั้ง และเห็นว่าเธอเป็นคนแรกที่ออกมาจากภาพมายาของตัวเอง ซึ่งก่อนที่เธอจะทันได้โต้ตอบอะไร มู่อี้อันก็ได้หลุดออกมา ทั้งสองมองหน้ากันพร้อมกับรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ คิดหรือว่าค่ายกลเล็กๆแบบนี้จะสามารถหยุดยั้งพวกเธอได้
เมื่อละทิ้งสิ่งเหล่านั้นได้ แค่นี้ก็หลุดออกมาจากจินตนาการของตัวเองได้แล้ว ซึ่งสิ่งนี้มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ฟู่เยี่ยนไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว เธออยากจะทำลายค่ายกลตอนนี้เลย
“อาจารย์หม่า พวกเขาตื่นกันแล้ว” เฉินเหว่ยเหอและคนอื่นก็ยังไม่ได้ไปจากที่นี่เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงเห็นฉากนี้พร้อมกัน
“ฉันเห็นแล้ว ในช่วงเจ็ดวันต่อจากนี้ เราต้องให้ความสนใจกับพวกเขาสองคนเป็นพิเศษ” หม่าซานหยวนรู้แล้วว่าการคาดเดาของเขานั้นคือความจริง ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่นั้น เขาก็เห็นฟู่เยี่ยนเริ่มเคลื่อนไหว
ฟู่เยี่ยนเดินตรงไปที่ประตูของห้องจัดเลี้ยง เธอยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับมองไปยังหม่าซานหยวนที่อยู่ด้านนอกค่ายกล ซึ่งทำให้หม่าซานหยวนรู้สึกราวกับว่าเธอมองเห็นเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
วินาทีต่อมา ทุกคนที่อยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงก็ได้ตื่นขึ้น และออร่าที่เกิดจากค่ายกลก็ได้หายไปในทันทีเมื่อมู่อี้อันทำลายมันลงได้
ทันทีที่ค่ายกลถูกทำลาย ฟู่เยี่ยนจึงเผชิญหน้ากับหม่าซานหยวนโดยตรง ก่อนที่เธอจะละสายตาจากเขาและเดินหลบไปข้างๆ แสร้งทำเป็นจัดทรงผมของตัวเอง
ผู้เฒ่าถานเองก็ได้ตื่นจากจินตนาการของตัวเองแล้วเช่นกัน พร้อมกับภาพรอบๆตัวเขาที่หายวับไปกับตา ชายชราถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขารู้ว่ามันเป็นเพียงความฝัน แต่หากยืดเวลาให้นานกว่านี้ได้ก็คงจะดี เพราะเมื่อครู่นี้ตอนที่มีลูกหลานของเขาอยู่ข้างๆกายนั้น มันให้ความรู้สึกอบอุ่นกับหัวใจของเขามากจริงๆ
ทันใดนั้นเอง หม่าซานหยวนก็ได้เดินนำฝูงชนเข้ามา ก่อนจะเป็นผู้นำในการปรบมือ
“ขอแสดงความยินดีกับทุกคนด้วยครับ วันนี้เป็นเพียงการทดสอบทักษะเล็กๆน้อยๆเท่านั้น หวังว่าเราจะได้พบกับพวกคุณในอีกเจ็ดวันข้างหน้านะครับ อาจารย์หวัง ช่วยมอบธงให้กับคุณมู่ด้วย การทำลายค่ายกลในวันนี้ก็ถือว่าเป็นการแข่งขันเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หันมามองหน้ากัน และอาจารย์หวังก็ได้มอบธงให้กับมู่อี้อัน ซึ่งขณะที่เดินผ่านฟู่เยี่ยนนั้น เขาก็ได้มองไปที่เธอด้วยสายตาที่ทั้งเสียดายและปรารถนา เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะเก่งขนาดนี้ !
ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นถึงแววตาของเขา ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ดึงยันต์ออกมาและดีดมันไปในอากาศอย่างไม่ลังเล และยันต์แผ่นนั้นก็ได้พุ่งไปที่แผ่นหลังของเขาโดยตรง
ทว่าเขายังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะคำพูดเหล่านั้นอาจจะนำพาเขาให้พบกับโชคร้ายก็เป็นได้ !
ตอนที่ 377: มาตรการตอบโต้
ทักษะของฟู่เยี่ยนเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก และการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเธอล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหม่าซานหยวนแล้ว ซึ่งฉากนี้ทำให้ม่านตาของเขาขยายตัวขึ้นในทันที เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีทักษะที่สูงถึงเพียงนี้ !
การที่จะดีดยันต์ให้ลอยไปในอากาศแบบนี้ แม้แต่พ่อบุญธรรมของเขาก็ยังเกิดข้อผิดพลาดอยู่หลายครั้งเลย ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเขาเลย หม่าซานหยวนพุ่งเป้าไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ลังเล สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อบุญธรรมของเขาเป็นฝีมือของเธอด้วยหรือเปล่า?
ก่อนที่อาจารย์หวังจะเดินกลับไปถึงหม่าซานหยวน เขาก็ได้ล้มลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง จนจมูกและใบหน้าของเขามีอาการบวมปูดขึ้นมาทันที
“ใครกันที่กล้าทำแบบนี้กับฉัน ?” อาจารย์หวังสาปแช่งออกมาเบาๆ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะถูกหลอก
หม่าซานหยวนจึงก้าวไปข้างหน้าและช่วยประคองอาจารย์หวังให้ลุกขึ้น ก่อนจะใช้มือปัดไปที่แผ่นหลังของเขาอยู่สองสามครั้งเพื่อทำลายยันต์แผ่นนั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าฟู่เยี่ยนได้ใช้ไฟจากดินแดนต่างมิติของเธอ ซึ่งมันจะยังคงอยู่อย่างน้อย 24ชั่วโมง ไม่ว่าเขาจะพยายามกี่ครั้ง แต่มันก็ล้มเหลว อีกทั้งไฟนั้นยังเผาฝ่ามือของเขาจนเกือบทำให้เกิดบาดแผลบนผิวหนังของเขาเสียแล้ว
หม่าซานหยวนไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ เขาจึงกระซิบออกไปเบาๆ ว่าหากทักษะของนายไม่ดีเท่าคนกับอื่น ก็ต้องอดทนกับเรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดา อาจารย์หวังจึงไม่พูดอะไร เขาทำได้แค่เพียงแค่มองตามฟู่เยี่ยนและคนอื่นเดินออกไปจากโรงแรม
จากนั้น หม่าซานหยวนก็ได้กระซิบบางอย่างกับคนสองสามคนที่อยู่ด้านหลังของเขา ก่อนจะหันกลับมาและมองไปที่ฟู่เยี่ยน ซึ่งพอดีกับที่เธอหันกลับมาพอดี ฟู่เยี่ยนหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ แค่นี้ก็พอจะทำให้คนเหล่านั้นตระหนักถึงความแข็งแกร่งของเธอได้แล้วสินะ
หม่าซานหยวนเองก็สังเกตเห็นสิ่งนี้เช่นกัน เขาจึงวางแผนที่จะทดสอบฟู่เยี่ยนอีกครั้งในคืนนี้
ผู้อำนวยการหยูรู้สึกกังวลมาก เขาจึงได้ไปคุยกับไป๋โม่เฉินก่อนจะตามมาดูทุกคนที่นี่ แต่เมื่อพวกเขามาถึง กลับหาห้องจัดเลี้ยงไม่เจอเสียอย่างนั้น
ในฐานะที่ครั้งนี้คือการรวมตัวของสมาชิกวงการอภิปรัชญา ไป๋โม่เฉินจึงรู้ถึงกลยุทธ์ในการต่อสู้ของพวกเขาอยู่เล็กน้อย ในเมื่อหาสถานที่นั้นไม่เจอ เขาจึงได้ขอให้พนักงานของโรงแรมมาช่วยหาให้ ทว่าแม้แต่พนักงานของโรงแรมก็หาห้องจัดเลี้ยงไม่เจอเช่นกัน
เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรออยู่ข้างนอกกับผู้อำนวยการหยู โดยสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คือต้องรอจนกว่าฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะออกมาเองเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินเป็นคนแรกที่เข้าไปทักทายเธอ เขารู้สึกโล่งใจมากเมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนเดินออกมาอย่างปลอดภัย ส่วนผู้อำนวยการหยูก็ได้เข้าไปถามทุกคนว่ามีใครได้รับบาดเจ็บบ้างไหม
“ฉันแทบจะบ้าตายเพราะความกังวลอยู่แล้ว โชคดีที่พวกนายออกมาเสียก่อน นายได้ธงมาแล้วเหรอ ?” เขามองไปที่มือของมู่อี้อันพร้อมกับพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว ผมเป็นคนทำลายค่ายกลลงได้ ก็เลยได้ธงผืนนี้มาครับ” มู่อี้อันตอบออกไปตามความจริง
“เรากลับไปคุยกันต่อที่โรงแรมดีกว่า คืนนี้เรายังต้องแบ่งทีมเพื่อที่จะชิงธงอยู่นะ” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมา ตอนนี้เธอมีคำตอบในใจอยู่แล้ว
โรงแรมของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นัก แค่เดินเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว ขณะที่พวกเขาเดินกลับนั้น มีเพียงฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเท่านั้นที่ยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับค่ายกลมายาอยู่
ซึ่งฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันตระหนักดีว่ามีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่สามารถแยกแยะเรื่องนี้ได้ นอกจากพวกเขานั้น ไม่มีใครสามารถช่วยตัวเองได้เลย ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงยันต์ปลุกสมองขึ้นมาได้
ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็ได้มานั่งอยู่ในห้องของผู้อำนวยการหยูอย่างพร้อมหน้าแล้ว
“ทุกคน ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าพวกคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้บ้าง” ผู้อำนวยการหยูรู้สึกว่าเขามาที่นี่ในครั้งนี้ เขายังคงมีความคิดเดิมๆอยู่เลย ทั้งที่เขามาที่นี่เพื่อรักษาเกียรติเอาไว้ ผู้อำนวยการหยูพูดพร้อมกับมองไปที่ทุกคน
เงินรางวัลหนึ่งล้านหยวนนั้นไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้คนต่างก็ยังคงดิ้นรนเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้ขาดแคลนเงินก็ตาม แต่เงินรางวัลนี้ก็สามารถบรรเทาปัญหาต่างๆลงไปได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับลูกสาวของเชอต้าไห่ที่ตอนนี้ยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล และกำลังเตรียมการผ่าตัด เขาจึงต้องการเงินจำนวนมาก แม้ว่าหน่วย753จะให้เงินสวัสดิการแก่เขาแล้วก็ตาม แต่เงินเหล่านั้นก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะคนในวงการอภิปรัชญาไม่ได้มีเบื้องหลังของครอบครัวที่ดีเหมือนกับผู้เฒ่าถานและผู้เฒ่ามู่ทุกคน เขาเป็นเพียงคนที่ยากจนเท่านั้น ด้วยฐานะของเขา แม้แต่จะรับศิษย์ยังไม่สามารถทำได้เลยด้วยซ้ำ
ส่วนครอบครัวของหูจินนั้นก็มีฐานะที่ธรรมดาเช่นกัน ซึ่งความมั่งคั่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเธอไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เช่นเดียวกับฉางหยู่เซิง รวมไปถึงครอบครัวของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเองก็ไม่ได้ต่างไปจากครอบครัวของทั้งสองมากนัก
สำหรับเริ่นเปียว ครอบครัวของเขามีเงินเพียงพอแค่ซื้ออาหารเท่านั้น หากจะบอกว่าเงินเหล่านั้นไม่สำคัญก็คงไม่ได้ เพราะมันยังคงสามารถช่วยให้พวกเขาอิ่มท้องได้นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนมีชื่อเสียงในด้านความร่ำรวยอยู่แล้ว เธอเป็นเจ้าของบ้านทรงเรือนสี่ประสานถึงสองหลัง และไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินอะไร อีกทั้งการประมูลหินหยกก้อนละ80,000หยวนเมื่อครู่นี้ก็ได้เปิดโลกของทุกคนมาก
ส่วนทางด้านเยี่ยนโหลว มู่อี้อัน และลุงหลิวนั้นแทบจะไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย ซึ่งลุงหลิวเองก็พอจะมีทรัพย์สินอยู่บ้างเช่นกัน
แม้ว่าในหมู่พวกเขาจะมีคนที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้อำนวยการหยูก็ยังคงหวังว่าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคว้ารางวัลนั้นมาครองให้ได้ และเขายังบอกทุกคนอีกด้วยว่าจะไม่มีใครไม่ได้รับเงิน ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
“วันนี้ฉันได้รับข้อมูลบางอย่างมา จึงอยากบอกกับทุกคนว่าพวกเราต้องรวมใจกันให้เป็นหนึ่งเดียว ฉันอยากให้เราได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านหยวนนั่นด้วยกัน แต่ทุกคนก็ต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองด้วย !” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ฟู่เยี่ยน เธอคิดว่าเราควรจะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ ?” ผู้เฒ่าถานที่เป็นผู้อาวุโสสุดในหมู่พวกเขาได้ถามแทรกขึ้นมา
“อย่างที่ทุกคนรู้กันดี การประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮวงจุ้ย ซึ่งหม่าซานหยวนได้พูดเอาไว้ว่าเขาได้รับการสนับสนุนมาจากตระกูลเหอและตระกูลหวัง”
“ในงานเลี้ยงวันนี้ ลุงห่าวและคุณชายเฮ่อได้บอกข้อมูลบางอย่างกับฉันมา โดยเขาได้บอกว่าช่วงนี้ตระกูลเหอและตระกูลหวังกำลังเคลื่อนไหว พวกเขาอยากจะได้ที่ดินบริเวณรอบๆภูเขาไท่ผิง ซึ่งตอนนี้ที่ดินเกือบทั้งหมดได้ตกเป็นของทั้งสองตระกูลไปแล้ว”
“ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ฉันเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ก็คือ ภูเขาไท่ผิงนั้นมีชีพจรมังกรอยู่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกาะฮ่องกงเจริญรุ่งเรืองมากๆ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเดาว่าที่หม่าซานหยวนตั้งค่ายกลบนภูเขาไท่ผิงนั้น อาจจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดของพวกเขาด้วยก็ได้”
“มิเช่นนั้น ทำไมตระกูลเหอและตระกูลหวังถึงยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนั้นกันล่ะ ? แล้วจุดประสงค์ของหม่าซานหยวนที่เชิญเหล่าปรมาจารย์ทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันคืออะไร ? แม้ว่าเงินรางวัลหนึ่งล้านหยวนจะดูล่อตาล่อใจขนาดไหนก็ตาม แต่เรายังต้องทำความเข้าใจเรื่องของความกดดันและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนต่างก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ใช่แล้ว ฟู่เยี่ยนพูดถูก พวกเขาจะเอาชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงเพื่อเงินพวกนั้นไม่ได้ !
“ที่ฉันพูดแบบนี้ก็เพราะอยากให้พวกเราทุกคนใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองมาเป็นอันดับแรก เราไม่สามารถตกหลุมพรางของคนพวกนั้นได้” เมื่อเห็นว่าความกระตือรือร้นของทุกคนได้จางหายไปเล็กน้อยแล้ว ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกโล่งใจเช่นกัน เพราะการที่สามารถควบคุมสติของตัวเองได้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
“ฟู่เยี่ยนพูดถูก ต้องขอโทษด้วยที่ฉันหละหลวมไปหน่อย แต่การเข้าร่วมการแข่งขันในครังนี้ เราจำเป็นต้องแบ่งกลุ่มกันก่อน ซึ่งพวกเขาได้บอกว่าในหนึ่งกลุ่มนั้นต้องมีสมาชิกไม่เกินห้าคน ทุกคนมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้กันบ้าง ?” ผู้อำนวยการหยูรีบปรับทัศนคติของตัวเอง ก่อนจะถามกับทุกคนอีกครั้ง
“ฟู่เยี่ยนจะต้องตกเป็นเป้าหมายแรกอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ทุกคนต่างก็ได้เห็นถึงความสามารถของเธอแล้ว นอกจากนี้ยังรวมถึงมู่อี้อันและรองผู้อำนวยการหลิวด้วย เพราะทั้งสองมีทักษะในการตั้งค่ายกลที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน” ผู้อำนวยการหยูรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
“ฉันมีความคิดหนึ่งที่อยากจะเสนอ ทุกคนลองฟังดูก่อนดีกว่าค่ะ” ฟู่เยี่ยนมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจแล้ว
“เอาล่ะ ฟังแผนการของเธอก่อน แล้วเราค่อยมาแสดงความคิดเห็นกันทีหลัง”
“สำหรับค่ายกลเหล่านั้น ฉัน มู่อี้อัน และลุงหลิวสามารถทำลายพวกมันได้ทั้งหมด ดังนั้นฉันจึงคิดว่า ฉัน เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว ลุงเริ่น ผู้เฒ่าถาน และเยี่ยนโหลวจะอยู่ทีมเดียวกัน ส่วนอีกทีมก็จะมี ลุงหลิว มู่อี้อัน หูจิน ฉางหยู่เซิง และลุงเชอ หากใครมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็เชิญพูดออกมาได้เลย”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเสนอแนวคิดนี้ ทุกคนต่างก็เห็นด้วย เพราะตอนนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าฟู่เยี่ยนแข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นการที่ให้ลุงหลิวและมู่อี้อันอยู่ทีมเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
“ฉันเห็นด้วย ถ้าอย่างนั้นฉันขอเสนอว่าตำแหน่งของทั้งสองทีมจะต้องไม่ทับซ้อนกัน และฉันจะคอยสนับสนุนทุกคนอยู่เบื้องหลังเอง เราจะทำการตรวจสอบความคืบหน้าในทุกๆคืน และพยายามรวมธงทั้งสามผืนให้ได้ในวันพรุ่งนี้”
หลังจากที่ผู้อำนวยการหยูมอบหมายภารกิจ และทุกคนได้แบ่งแผนที่กันแล้ว พวกเขาจึงแยกย้ายกันเข้านอน
ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงนอนไม่หลับ เธอจึงไปที่ห้องของไป๋โม่เฉิน เพราะเธอยังมีบางอย่างที่อยากให้ไป๋โม่เฉินช่วย
ตอนที่ 378: ลอบโจมตี
อีกด้านหนึ่ง นับตั้งแต่ที่หม่าซานหยวนติดตามพ่อบุญธรรมของเขา และเข้าสู่แวดวงอภิปรัชญา เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดูไร้ประโยชน์ถึงขนาดนี้มาก่อนเลย
แม้ว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากพ่อบุญธรรมจนมีชื่อเสียงโด่งดังก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยล้มเหลวในเส้นทางของอภิปรัชญาเช่นกัน
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเด็กสาวคนนั้นจะทำให้มือของเขาได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้ เสี่ยวฝูที่สังเกตเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีของเขาจึงได้นำยาเข้ามาให้ ตอนนี้ใบหน้าของหม่าซานหยวนดูมืดไปหมดราวกับว่าถูกหยดน้ำหมึกลงไปอย่างไรอย่างนั้น และความกดอากาศต่ำภายในห้องก็ได้ลดลงจนทำให้เสี่ยวฝูอยากจะวิ่งไปหาที่ซ่อนเสียตอนนี้เลย
“อาจารย์ อาการบาดเจ็บของอาจารย์ค่อนข้างร้ายแรง เราจะไม่โทรเรียกหมอหวังจริงๆเหรอครับ ?” เสี่ยวฝูมองไปยังฝ่ามือที่ถูกไฟไหม้ ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ เป็นไปได้ไหมที่อาจารย์จะถือเปลวไฟด้วยมือเปล่า ?
หม่าซานหยวนมองดูฝ่ามือของตัวเองที่ถูกปกคลุมไปด้วยรอยไหม้ ซึ่งตอนที่เขาอยู่ที่โรงแรม เขาได้แตะไปที่แผ่นหลังของอาจารย์หวัง จึงทำให้มือของเขาถูกเผาแบบนี้
ยิ่งหม่าซานหยวนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร ความเป็นไปได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อบุญธรรมของเขาจะต้องเป็นฝีมือของเธออย่างแน่นอน !
“เสี่ยวฝู ส่งคนไปตรวจสอบว่ามีใครเข้าออกบ้านของผู้เฒ่าเฮ่อตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้านี้บ้าง แล้วตรวจสอบอีกครั้งด้วยว่าคนจากแผ่นดินใหญ่ไปที่ไหนบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้”
หม่าซานหยวนมองไปยังบาดแผลบนฝ่ามือของเขาที่กำลังรู้สึกเจ็บปวดแสบปวดร้อน พร้อมกับความมุ่งมั่นในใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“ครับอาจารย์ เมื่อครู่นี้คนจากตระกูลเสิ่นได้มาบอกกับผมว่าคุณเสิ่นฟื้นแล้วครับ” เสี่ยวฝูรีบรายงานความเคลื่อนไหวทันที
“อืม เข้าใจแล้ว นายรีบไปเถอะ ฉันยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำ พรุ่งนี้เช้าเตรียมรถให้ฉันด้วย ฉันจะไปเยี่ยมพ่อบุญธรรมสักหน่อย”
เมื่อเสี่ยวฝูออกไปจากห้อง หม่าซานหยวนก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เขาตัดสินใจว่าออกไปหาผู้หญิงคนนี้เพื่อดูว่าเธอมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้มาเคาะประตูห้องของไป๋โม่เฉิน
“พี่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทางที่ดูเซื่องซึม
“ฉันก็กำลังคิดถึงเธออยู่น่ะสิ !” ไป๋โม่เฉินกำลังอ่านหนังสืออยู่ ซึ่งมันเป็นหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจที่เขานำมันมาจากบ้าน
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดเลย เรามาพูดธุระกันก่อนดีกว่า ฉันคิดว่าคืนนี้อาจารย์หม่าจะต้องมาหาฉันแน่เลย” ฟู่เยี่ยนพูดพลางนั่งลงบนเตียง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือของไป๋โม่เฉินที่กำลังรินน้ำอยู่ก็หยุดชะงักไปทันที
“แล้วเธอจะทำอย่างไรกันล่ะ ?” ที่เธอมาบอกเรื่องนี้กับเขา แสดงว่าเธอต้องมีแผนการบางอย่างแล้วแน่ๆ
“ฉันคิดว่าจะใช้วิธีจับเต่าใส่ขวด ! ฉันจะทำให้เขากระอักเลือดเลยคอยดู” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ
“เราจะจัดการเรื่องนี้กันแค่สองคนเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินชี้ไปที่ตัวเอง จริงๆแล้วเสี่ยวฮั่วทำมันด้วยตัวเองก็ได้ไม่ใช่หรือ ?
“ฉันจะทำมันเอง แต่แค่อยากให้พี่ไปด้วยเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นฉันคงจะเบื่อน่าดู”
ไป๋โมเฉินยื่นแก้วน้ำในมือให้กับเธอ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงข้างเธอ
“เธอมั่นใจมากขนาดนั้นเลยเหรอ ? ทำไมถึงไม่ขอให้มู่อี้อันไปช่วยกันล่ะ ?”
“ฉันอยากอยู่กับพี่มากกว่า พี่แค่ไปนอนที่ห้องของฉันก็พอ พี่รีบอาบน้ำแล้วตามฉันมาที่ห้องเร็วเข้า ฉันจะกลับไปจัดห้องก่อน” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไป โดยทิ้งไป๋โม่เฉินให้อยู่กับความงุนงงภายในห้องของเขาตามลำพังแบบนั้น
บางครั้ง เธอก็ดูซนเหมือนกับลิงตัวน้อย และบางครั้งเธอก็ดูน่ารักอย่างไม่มีเหตุผล เธอเชื่อใจเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ ? ไป๋โม่เฉินเดินเข้าไปในห้องน้ำพลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไปด้วย
ฟู่เยี่ยนเดินกลับไปที่ห้องของเธอ ก่อนจะมองไปทั่วบริเวณห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดว่าจะจับเต่าใส่ขวดอย่างไรดี ? ตอนนี้หม่าซานหยวนคงจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอแข็งแกร่งกว่าเขา และตอนนี้ฝ่ามือของเขาก็คงยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ !
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันใช้ไฟบริสุทธิ์จากดินแดนต่างมิติ มันใช้งานได้ง่ายมาก ! ขณะที่ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็ได้หยิบกระดาษยันต์ออกมาแล้วเริ่มวาดยันต์ในทันที ซึ่งมันถูกเรียกว่าค่ายกลแผดเผา !
เมื่อไป๋โม่เฉินมาถึง ฟู่เยี่ยนยังคงวาดยันต์ไม่เสร็จ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้รุ่งสางแล้ว
“เธอจะใช้วิธีไหนจัดการกับเขาเหรอ ?” ตอนนี้ไป๋โมเฉินสวมกางเกงขาสั้น เสื้อกล้ามสบายตัว ซึ่งเขาดูเหมือนคนแก่ที่เดินอยู่ตามท้องถนนในเมืองหลวง หากมีพัดใบลานอีกสักอัน คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฉันจะเผาเขาด้วยไฟ อืม เสร็จแล้วล่ะ พี่อยู่ในห้องนี้แหละ แล้วฉันจะตั้งค่ายกลให้เอง พี่ช่วยจุดธูปดอกนั้นด้วย และเมื่อมันใกล้จะหมดดอกแล้ว ก็ให้จุดธูปอีกดอกได้ทันทีเลยนะ”
“อืม ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” ไป๋โม่เฉินนั่งลงและเตรียมตัวอ่านหนังสือต่อ ตอนนี้มีเพียงการอ่านหนังสือเท่านั้นที่ทำให้เขาสงบสติอารมณ์ลงได้
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาด้วยสีหน้าที่ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่นัก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นชุดที่เขาสวม
“พี่ไปเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหน ?” ฟู่เยี่ยนชี้ไปที่ชุดของเขาพร้อมกับยิ้มออกมา
“มันเป็นชุดที่ฉันมักจะใส่อยู่บ้าน... ทำไมเหรอ ? มันดูไม่ดีเหรอ ?” ไป๋โมเฉินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เปล่า มันดูติดดินมากต่างหากล่ะ ดูสิ เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว ฮ่าฮ่า ...” ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมาพร้อมกับเดินลงไปชั้นล่าง
หลังจากที่มองดูสภาพแวดล้อมรอบๆแล้ว เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าหม่าซานหยวนจะต้องไม่มาเคาะประตูห้องของเธออย่างแน่นอน ซึ่งเขาจะต้องใช้ค่ายกลโจมตีเธอแน่ๆ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตั้งค่ายกลขึ้นมารอบห้องของเธอเพื่อเป็นการป้องกัน จากนั้นเธอจึงได้วางค่ายกลแผดเผาเอาไว้ภายในค่ายกลป้องกันอีกที
ฟู่เยี่ยนอนุมานขึ้นมาอย่างรอบคอบว่าหม่าซานหยวนจะใช้เส้นทางไหนในการลอบเข้ามาที่นี่ และหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน เธอก็ได้ตั้งค่ายกลทันที และเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เธอจึงได้กลับขึ้นไปยังชั้นบนอีกครั้ง
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนออกไปจากตรงนี้ หม่าซานหยวนก็ได้ตามหลังเธอเข้ามา ขณะที่ฟู่เยี่ยนเดินผ่านประตู เธอก็รับรู้ได้ว่าค่ายกลของเธอถูกกระตุ้นแล้ว
หึ มาแล้วสินะ !
“เขามาแล้วเหรอ ? เมื่อครู่นี้ฉันรู้สึกเหมือนจะเห็นแสงสว่างวาบขึ้น” ไป๋โมเฉินเอ่ยถามขึ้นมา ส่วนฟู่เยี่ยนที่รู้สึกว่าค่ายกลของเธอถูกกระตุ้นจึงรีบปิดไฟในห้องทันที
“อืม เขาอยู่ที่นี่แล้ว เรานอนกันเถอะ ฉันเดาว่าเขาคงจะออกไปไหนไม่ได้จนถึงพรุ่งนี้เช้า” ฟู่เยี่ยนตอบคำถาม ก่อนจะบอกให้ไป๋โม่เฉินเข้านอน
ไป๋โมเฉิน : ? ? ?
ดูเหมือนว่าค่ายกลแผดเผาในค่ำคืนนี้จะเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ขึ้นไปนอนบนเตียงทันที ขณะที่ไป๋โม่เฉินยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม เขาอ่านหนังสือต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นไปนอนเช่นกัน
“เธอไม่ต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาแล้วเหรอ ? มันจะไม่เป็นไรใช่ไหม ?” ไป๋โมเฉินรู้สึกกังวลเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรหรอก ขอฉันนอนสักงีบก่อน แล้วค่อยตื่นไปดูเขาก็ได้” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้กอดแขนของไป๋โม่เฉินเอาไว้แน่น
ไป๋โม่เฉินมองดูเธอผ่านความมืดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงกรนเบาๆก็ได้ดังขึ้น และฟู่เยี่ยนก็ได้ผล็อยหลับไป ไป๋โมเฉินยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่เธอกำลังนอนหลับอย่างสบายนั้น เขากลับไม่อยากนอนเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้หม่าซานหยวนได้หลงเข้าไปในค่ายกลของฟู่เยี่ยนอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะล่วงรู้ถึงการมาของเขา แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือเธอสามารถสร้างค่ายกลอันชั่วร้ายนี้ขึ้นมาได้
เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังถูกไฟแผดเผา แต่เมื่อเขามองลงไป กลับไม่มีลูกไฟเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง หม่าซานหยวนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เขาไม่ได้เตรียมการใดๆมาเลย ทั้งยังไม่มียันต์ที่เหมาะกับสถานการณ์นี้อีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็คือต้องหาดวงตาของค่ายกลนี้ให้เจอ และทำลายมันเท่านั้น
หลังจากที่ผ่านไปนานกว่าสองชั่วโมง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงหลับสนิท ขณะที่หม่าซานหยวนยังไม่ผ่านค่ายกลชั้นที่สามเลยด้วยซ้ำ เขาไม่เคยเห็นค่ายกลแบบนี้มาก่อนเลย
ทำไมมันถึงได้ซับซ้อนมากขนาดนี้ล่ะ ? เขาคิดว่าเขาหาดวงตาของค่ายกลเจอแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นของปลอม เมื่อเขาสัมผัสมัน เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัวอีกครั้ง
หม่าซานหยวนใช้เวลาไปห้าชั่วโมงเต็ม จนตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงติดอยู่ในค่ายกลของฟู่เยี่ยน ในคืนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้แต่จะออกไปจากค่ายกลนี้ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้เขามั่นใจมากว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนทำร้ายพ่อบุญธรรมของเขาจนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียนิ้วมือไปถึงสามนิ้ว ! หม่าซานหยวนรู้สึกหงุดหงิดมาก เขาอยากทำลายค่ายกลนี้อย่างรุนแรงแต่ก็ไม่กล้า เพราะเขาไม่รู้เลยว่าค่ายกลนี้พัฒนามาจากค่ายกลโบราณชนิดใด
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้ตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนของไป๋โม่เฉิน เธอมองดูนาฬิกา เมื่อเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้าแล้ว เธอจึงได้ลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าต่าง
อาจารย์หม่าที่ใครๆต่างก็พูดถึงมีความสามารถแค่นี้เองหรือ ! เขาใช้เวลาทั้งคืน แต่กลับทำลายค่ายกลของเธอถึงแค่ชั้นที่เจ็ดเอง
ตอนที่ 379: ภาพในจินตนาการ
หม่าซานหยวนยังคงไม่รู้ว่าตอนนี้เช้าหรือยัง เขาแค่อยากทำลายค่ายกลนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อจะแสดงให้ฟู่เยี่ยนเห็น ทว่าค่ายกลทั้งเจ็ดชั้นของฟู่เยี่ยนนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่าสิ่งที่หม่าซานหยวนรู้สึกในตอนนี้คือภาพในจินตนาการของเขาทั้งหมด
ไม่มีเปลวไฟที่กำลังแผดเผาเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ในชั้นที่แปดนั้นคือไฟบริสุทธิ์ ซึ่งหากเขาไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้โดยเร็ว มันจะต้องแผดเผาเขาอย่างแท้จริงแน่นอน
ฟู่เยี่ยนยังคงยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ก่อนจะมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ตอนนี้ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง มันไม่ง่ายเลยกว่าที่เขาจะนอนได้ สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป
ตอนนี้หม่าซานหยวนยังคงไม่สามารถทะลุผ่านชั้นที่เจ็ดไปได้ เขายังมองหาดวงตาของค่ายกลอยู่ ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้ยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เธอคาดว่าคงจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าเขาจะสามารถออกมาจากค่ายกลนี้ได้ ดังนั้นเธอจึงกลับไปนอนต่อ
ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนตื่นแล้ว เขาจึงพยายามลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
“เธอตื่นแล้วเหรอ ? แล้วคนๆนั้นกลับไปหรือยัง ?”
“เขายังอยู่ ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย เรานอนต่ออีกหน่อยเถอะ” ฟู่เยี่ยนจับมือไป๋โม่เฉิน และเขาก็ได้กอดเธอเอาไว้ ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง
ส่วนฟู่เยี่ยนไม่ได้หลับ เธอมองไปที่ใบหน้าของไป๋โม่เฉิน ก่อนจะจ้องไปยังขนตาของเขา เขามีขนตาที่ยาวมาก ดูเหมือนพัดเล็กๆไม่มีผิดเลย
หลังจากที่มองอยู่นาน ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะสัมผัสมันเบาๆ ซึ่งเปลือกตาของไป๋โม่เฉินก็ได้สั่นเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงยิ้มอยู่ในใจ ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปแตะมันอีกครั้ง
ไป๋โม่เฉินกอดเธอเอาไว้แน่นกว่าเดิม ซึ่งฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ในทันทีเช่นกัน
“เสี่ยวฮั่ว อย่าขยับนะ” ไป๋โมเฉินพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ หากเธอขยับอีกครั้ง เขาจะทนไม่ไหวแล้ว
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าเธอหาเรื่องใส่ตัวเข้าแล้ว ดังนั้นเธอจึงตัวแข็งทื่อทันที และไม่กล้าขยับอีก ส่วนไป๋โมเฉินก็นอนไม่ได้แล้วเช่นกัน อีกทั้งมือของเขายังซุกซนมากอีกด้วย ทันใดนั้นเอง ทั้งตัวของฟู่เยี่ยนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับว่ามีไฟกำลังถูกสุมอยู่ภายในร่างของเธอ
ฟู่เยี่ยนไม่กล้าขยับ แม้เธอจะอยากลุกขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม เพราะเธอกลัวว่าถ้าเธอขยับตัว มันคงจะไม่จบลงแค่นี้แน่นอน ทันใดนั้นเอง เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าทำไมเมื่อคืนนี้เธอถึงได้ชวนให้ไป๋โม่เฉินมานอนที่ห้องของเธอกัน
ฟู่เยี่ยนรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ ทางด้านไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกทรมานอยู่ในใจมากๆเช่นกัน แม้ว่าคนรักแสนสวยจะอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาทำได้เพียงแค่มองเธอเท่านั้น แต่ทำไมเมื่อคืนนี้เธอถึงได้บอกให้เขามานอนที่นี่ล่ะ ?
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ไป๋โม่เฉินก็ครุ่นคิดกับตัวเองว่าเขาจะจูบเธอดีหรือเปล่า ? ทว่าการกระทำของเขากลับเร็วกว่าความคิด เขาได้ยื่นหน้าไปจูบเธออย่างไม่รู้ตัว ยิ่งเข้าใกล้เธอมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกร้อนรุ่มมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ร่างกายของทั้งสองแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว ทว่าจู่ๆก็ได้มีการเคลื่อนไหวในค่ายกลที่อยู่ด้านนอก
ฟู่เยี่ยนจึงรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดผ้าม่านและมองออกไปด้านนอก ตอนนี้หม่าซานหยวนได้ทะลุผ่านเข้ามาถึงชั้นที่แปดแล้ว และด้วยไฟที่ลุกไหม้ในชั้นที่แปดนั้นก็ได้กระตุ้นให้เขาหาดวงตาของค่ายกลให้เจอได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน เพราะค่ายกลชั้นที่เก้าต่างหากถึงจะเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมจากเธอ ซึ่งเธอได้เพิ่มค่ายกลมายาเข้าไปในค่ายกลป้องกันด้วย แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว
ไป๋โม่เฉินเองก็ลุกขึ้นมาเช่นกัน ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างและกอดฟู่เยี่ยนเอาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง เขามองเห็นฉากตรงหน้าไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นัก เห็นเป็นเพียงภาพเลือนรางเท่านั้น
“ค่ายกลกำลังจะถูกทำลายแล้วเหรอ ?”
“ยังเร็วเกินไป เขายังต้องพยายามอย่างหนักอีกหลายชั่วโมงเลยล่ะ เขาเก่งเรื่องวางค่ายกลมายาไม่ใช่เหรอ ? งั้นก็ปล่อยให้เขาได้สนุกกับมันด้วยตัวเองสักหน่อยเถอะ!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนหันหลังกลับและกำลังจะเดินไป
ทว่าใครจะรู้ ขณะที่เธอหันหลังกลับ ไป๋โม่เฉินยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จึงทำให้ทั้งสองยืนหันหน้าเข้าหากันโดยปริยาย
“พี่... ฉันต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปข้างนอกแล้วนะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
“ฉันรู้แล้วน่า ฉันจะรอเธออยู่ที่โรงแรมนะ และจะแจ้งข่าวจากตระกูลเฮ่อให้เธอรู้โดยเร็วที่สุด ดังนั้นเธอต้องให้นกกระเรียนกระดาษกับฉันเพิ่มอีกสักสองสามตัว ฉันจะได้หาเธอเจอไงล่ะ”
ไป๋โม่เฉินจับไปที่ใบหน้าของฟู่เยี่ยน ก่อนจะบีบไปที่แก้มของเธอเบาๆ ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว แต่พวกเขาทั้งสองก็ได้ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อยๆลึกซึ้งขึ้นอีกด้วย และหลังจากที่ทั้งสองจูบกันอีกครั้ง ในที่สุดไป๋โม่เฉินก็ยอมปล่อยฟู่เยี่ยน
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ ทุกคนกำลังรอฉันอยู่” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้ก้มลงและลอดใต้วงแขนของไป๋โม่เฉินออกไป
ไป๋โมเฉินยิ้มออกมาด้วยความรัก ตอนนี้เธอกล้าหยอกเขามากกว่าเมื่อก่อนแล้ว และเธอยังไม่รู้ตัวอีกว่าเมื่อคืนนี้เธอได้ทำให้กล้ามเนื้อของเขาปวดเมื่อยมากแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงรีบตามไปที่ห้องน้ำ และทั้งสองก็ได้เบียดเข้าไปในห้องน้ำด้วยกันอีกครั้ง
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะออกไปนั้น เธอก็ได้ปรายตามองไปที่หม่าซานหยวน ดูเหมือนว่าเขายังต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้เขาเล่นเองไปสักพักเถอะ !
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกไปตามล่าธง ซึ่งเธอวางแผนเอาไว้ว่าจะรวบรวมธงให้เร็วที่สุด เธอจะได้ไปที่ภูเขาไท่ผิงเพื่อดูว่าคนเหล่านั้นตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
ตอนนี้หม่าซานหยวนรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เขากำลังตกอยู่ในภาพลวงตาที่เป็นปมในใจของตัวเองมาโดยตลอด ในภาพนั้น เขาได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในตอนนั้นเขาต้องอยู่อย่างอดอยาก และเป็นขอทานบนเกาะฮ่องกง
เพียงแต่ว่าในภาพลวงตานี้ เขาไม่ได้พบกับพ่อบุญธรรมแต่อย่างใด เขาถูกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดตามหาจนพบ และพากลับไปที่บ้าน แม้ว่าครอบครัวของเขาจะไม่ได้เป็นถึงมหาเศรษฐี แต่ก็ยังถือว่าเป็นคนรวยบนเกาะฮ่องกง ซึ่งอย่างน้อยเขาก็ยังมีอาหารและเสื้อผ้าที่เพียงพอ ได้ไปโรงเรียนและใช้ชีวิตอย่างคนปกติ
ซึ่งชีวิตตอนที่เขาเป็นขอทานนั้นดูห่างไกลจากเขาที่เป็นนายน้อยของตระกูลที่ร่ำรวยมาก เขามีทั้งคนขับรถและพี่เลี้ยงเด็กที่บ้าน เขากลายเป็นเด็กนิสัยดีและรักการเรียน ดังนั้นจึงเป็นที่รักของทุกคน
หม่าซานหยวนจมอยู่ในอดีตของเขา และไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้ เขาไม่รู้เลยว่าภาพลวงตานี้จะจบลงอย่างไร ตอนนี้เขาอยู่ที่โต๊ะอาหารเย็นในบ้าน ซึ่งแม่ของเขาเป็นคนจัดการอาหารทุกอย่างในครอบครัว เธอใส่ใจในการทำอาหารและพิถีพิถันมาก
“ลูกรัก สอบปลายภาคครั้งนี้ หากลูกทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่ง พ่อกับแม่จะพาลูกไปเที่ยวยุโรปดีไหม ? แต่ลูกคงต้องติวหนังสือหน่อยนะ !” ใบหน้าอันอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ยังคงสะท้อนอยู่ในใจของเขา
“ได้เลยครับแม่ ผมจะอ่านหนังสือให้หนักขึ้น พ่อกลับมาแล้วเหรอครับ !”
“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง ? วันนี้ที่โรงเรียนราบรื่นดีหรือเปล่า ?” ทันทีที่พ่อกลับมา พ่อก็ถามเขาเป็นอันดับแรกว่าเขาเรียนอย่างมีความสุขดีไหม
“มันเยี่ยมไปเลยล่ะครับพ่อ เมื่อกี้นี้แม่บอกว่าหากผมสอบได้ที่หนึ่ง แม่จะพาผมไปเที่ยวยุโรปด้วยล่ะครับ !”
“โอ้ แม่ของลูกอยากไปเที่ยวเองหรือเปล่า เพราะลูกสอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอดเลยไม่ใช่เหรอ !”
“นี่คุณ อย่ามาเปิดโปงฉันต่อหน้าลูกแบบนี้นะ !” แม่ของเขาพูดด้วยท่าทีที่โกรธเล็กน้อย
ความอบอุ่นที่หม่าซานหยวนไม่เคยได้รับมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้นในจินตนาการของเขา ทว่าจู่ๆ เขาก็ได้ลุกขึ้นจากเตียง นี่ไม่ใช่ชีวิตของเขา เขาควรจะต้องเป็นขอทานสิถึงจะถูก พวกเขาทั้งหมดกำลังโกหก !
ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้วิ่งออกไปจากห้องอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะกระโดดลงมาจากชั้นสองโดยไม่สนใจสายตาที่กำลังตกตะลึงของพ่อ และสายตาที่อ้อนวอนของแม่
ทันทีที่ตกลงมาถึงพื้น เขาก็รู้สึกว่านี่คือชีวิตที่เขาควรจะเป็น มันเป็นชีวิตที่ตื่นเต้น เร้าใจ และมีความกดดันเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา !
ขณะที่ลืมตาขึ้นมานั้น เขาก็ได้พบว่าตัวเองยังคงอยู่ในความฝัน ซึ่งตอนนี้เส้นผมของพ่อกับแม่ของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีขาวไปแล้ว ทั้งสองมองดูเขาที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับเช็ดน้ำตาเงียบๆ
“ลูกฟื้นแล้ว อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ? กินข้าวต้มสักหน่อยดีไหม ?” เธอเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะไปทำให้ลูกชายที่นอนอยู่บนเตียงอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาอีกครั้งนั่นเอง
ตอนนี้หม่าซานหยวนรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่นัก การที่เขาจะหลุดพ้นออกไปจากภาพลวงตานี้ เขาจะต้องตายอีกครั้งอย่างนั้นหรือ ? จากนั้นเขาก็ได้มองไปยังมือของตัวเอง ซึ่งมันดูคล้ายกับมือของคนแก่คนหนึ่งไม่มีผิด
“กระจก ขอกระจกให้ผมหน่อย !” หม่าซานหยวนตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง และเมื่อเขาพูด ก็ปรากฏว่าเสียงของเขานั้นแหบแห้งเหมือนคนแก่ไม่มีผิด
เขาจึงตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อครู่นี้เขายังมีอายุเพียงแค่สิบขวบเองไม่ใช่หรือ ?
แม่ของเขาจึงไม่กล้าขัดใจ และได้ยื่นกระจกให้ไปด้วยความวิตกกังวล หม่าซานหยวนจึงรีบรับมันมาและส่องดูใบหน้าของตัวเองทันที ตอนนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผล และผมของเขาก็ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่ง เขาจึงขว้างกระจกในมือออกไปด้วยความโกรธ
ในที่สุด ผู้เป็นแม่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอร้องไห้พร้อมกับพูดระบายความในใจออกมาทันที
“ลูกคิดจะทำอะไรกันแน่ ? เรื่องล้มละลายมันไม่ใช่ความผิดของลูกเลย แต่เป็นเพราะเราโดนคนทำร้ายต่างหาก ลูกเองก็โตขนาดนี้แล้ว หรือคำพูดของแม่ไม่ได้มีความหมายกับลูกเลย แม่เคนบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าหากเราไม่มีชีวิตรอด เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย ? เราสูญเสียทุกอย่างได้ แต่เราก็ควรรักชีวิตของตัวเองให้มากๆสิ!”
หม่าซานหยวนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?
ตอนที่ 380: ล้มเหลวในการทำลายค่ายกล
หม่าซานหยวนติดอยู่ในภาพลวงตาที่ฟู่เยี่ยนได้สร้างขึ้นทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเขาเองก็พยายามหาทางออกไปจากที่นี่อยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งเขาก็ต้องวนกลับไปติดอยู่ในโลกแห่งความฝันเหมือนเดิม
อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็ได้กลับมาแล้ว และทีมของเธอก็ยังได้ธงมาถึงห้าผืนเลยทีเดียว ค่ายกลที่ถูกตั้งขึ้นโดยสมาคมผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกงนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย พวกเขาทั้งหมดรวมตัวกันในตอนเช้า และออกไปทำลายค่ายกลเหล่านั้นในช่วงบ่าย ก่อนจะรวบรวมธงห้าผืนนี้ได้อย่างง่ายดาย
“เขายังไม่ออกมาจากค่ายกลอีกเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังชายคนนั้นด้วยความงุนงง ทั้งที่เขาสามารถผ่านค่ายกลแผดเผาที่ทรงพลังที่สุดได้อย่างรวดเร็วแท้ๆ แต่กลับผ่านค่ายกลมายาที่เรียบง่ายแบบนี้ไม่ได้
นี่คือค่ายกลมายาที่ฟู่เยี่ยนเคยใช้กับมู่อี้อันตอนที่ยังเด็ก ซึ่งมันจะดึงเอาความปรารถนาจากส่วนลึกในจิตใจของคนที่เข้าไปในค่ายกลออกมา
มันแตกต่างออกไปจากค่ายกลมายาในห้องจัดเลี้ยงเมื่อวานนี้อย่างสิ้นเชิง และค่ายกลของฟู่เยี่ยนสามารถถูกทำลายได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่ทำตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายในค่ายกลก็พอ
ซึ่งที่หม่าซานหยวนไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ก็เพราะว่าเขาต่อต้านมัน หากจะหาทางออกจากค่ายกลนี้ เพียงแค่เขาปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ เขาก็จะตระหนักขึ้นมาได้เอง เพราะค่ายกลนี้มันไม่ได้ยากอะไรเลย
ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะปล่อยเขาออกมา เพียงแค่ค่ายกลง่ายๆแบบนี้เขายังออกมาไม่ได้ ก็ให้เขาอยู่ในนั้นต่อไปเถอะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้ถือโอกาสไปสำรวจภูเขาไท่ผิงในคืนนี้ด้วย
ขณะนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้กลับมาที่โรงแรมแล้วเช่นกัน และพวกเขาก็ได้รับธงกลับมาถึงสามผืนอีกด้วย เดิมทีเขาอยากจะมากินมื้อเย็นกับฟู่เยี่ยน แต่ไม่คิดเลยว่าจะเจอหม่าซานหยวนที่กำลังติดอยู่ในค่ายกลแบบนี้
“ทำไมเขาถึงมาที่นี่ได้ล่ะ ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง เมื่อวานนี้ฟู่เยี่ยนยังสั่งห้ามให้เขาใช้ยันต์เพราะกลัวถูกจับได้อยู่เลยไม่ใช่หรือ
“เมื่อวานนี้ฉันได้ใช้ยันต์ไฟกับอาจารย์หวัง ซึ่งหม่าซานหยวนได้พยายามที่จะกำจัดมันให้กับเขา จนถูกไฟบริสุทธิ์ของฉันเล่นงานเข้า”
“หลังจากที่เราแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว เขาคงจะครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นและรู้ถึงความสามารถของฉัน ดังนั้นเขาจึงคาดเดาว่าฉันเป็นคนทำร้ายพ่อบุญธรรมของเขา เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาเลยย้อนกลับมาที่นี่ ฉันก็เลยตั้งค่ายกลรอ”
“แต่ไม่คิดเลยว่าจนถึงวันนี้ เขาก็ยังทำลายค่ายกลของฉันไม่ได้ ว่าแต่ทีมของนายรวบรวมธงได้ครบหรือยัง ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังหม่าซานหยวนที่ตอนนี้กำลังคิดหาวิธีออกจากค่ายกล แต่ก็ไร้ประโยชน์
“พวกเรารวบรวมมันได้ครบแล้ว แต่ตามกฎแล้ว เราสามารถไปที่ภูเขาไท่ผิงได้วันมะรืนนี้เท่านั้นไม่ใช่เหรอ ? ถึงตอนนั้นเขาคงจะทำลายค่ายกลได้แล้วหรือเปล่า ? เขาเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดดาราแห่งเกาะฮ่องกง ทั้งยังเป็นปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยด้วยไม่ใช่หรือ ?” มู่อี้อันชี้ไปยังหม่าซานหยวนที่อยู่ในค่ายกลพร้อมกับถามขึ้นมา
“จะมีใครรู้เรื่องนี่ได้อย่างไรกันล่ะ เพราะตอนนี้เขาเองก็ยังคงอยู่ที่นี่ คืนนี้ฉันจะไปที่ภูเขาไท่ผิง และฉันก็คิดว่าบนนั้นต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติไปอย่างแน่นอน นายจะไปด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่ามู่อี้อันเองก็สนใจเรื่องนี้เช่นกัน
“ฉันไปแน่นอนอยู่แล้ว เรามันคู่หูกันนี่นา ! แต่จะไปแค่สองคนเราเหรอ ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมา เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ความร่วมมือกับฟู่เยี่ยนโดยไม่ต้องคิดอะไรอีก เพราะท้ายที่สุดนั้นวันนี้เขาก็ใช้ความคิดมาเยอะมากพอแล้ว
“อืม แต่การที่เราไปหลายคนมันอาจจะทำให้เราล่าช้าได้ รอให้คุณชายเฮ่อมา ถึงตอนนั้นเราค่อยอาศัยรถเขาไป”
มู่อี้อันหันไปมองเธออีกครั้ง ก่อนจะถามออกไปว่าทำไมผู้เฒ่าเฮ่อถึงได้ให้ความสำคัญและดูกระตือรือร้นต่อฟู่เยี่ยนแบบนี้ ? ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้ปิดบังอะไรกับเขา เธอจึงอธิบายเรื่องนี้ออกไปโดยตรง
“มิน่าล่ะ เขาถึงได้ปฏิบัติต่อเธอต่างจากก่อนหน้านี้ ที่แท้ย่าของเธอเป็นญาติของเขานี่เอง !” ในที่สุดมู่อี้อันก็เข้าใจ แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นญาติกันนี่เอง !
“มันไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนักหรอก เพราะตอนนี้คุณย่ากับย่าเล็กของฉันได้จากโลกนี้ไปแล้ว เราจึงเป็นแค่ญาติห่างๆกันเท่านั้น”
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่ในใจแล้วว่าหากเธอไม่ได้เป็นคนช่วยผู้เฒ่าเฮ่อ ท่าทีของตระกูลเฮ่อที่มีต่อเธอคงจะไม่เป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นญาติของเธอ และเธอเองก็มีความสามารถ ตระกูลเฮ่อจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำดีต่อเธอ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวไปเตรียมยันต์ทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนนะ” มู่อี้อันพูดออกมาอย่างกระตือรือร้น
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เราจะไปที่นั่นตอนดึก หากเตรียมตัวเสร็จก็มาหาฉันแล้วกัน ฉันจะแต่งหน้าให้นายก่อน และเรายังต้องเปลี่ยนไปสวมชุดที่ดูมอซอด้วย”
ฟู่เยี่ยนยังคงต้องการปกปิดตัวตนของเธอต่อทุกคนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาภายหลัง ดังนั้นเธอจึงต้องใช้แผนเดิม เพื่อให้ตัวเองออกไปข้างนอกได้ง่ายยิ่งขึ้น
“อืม ฉันไปเตรียมของก่อน แล้วจะไปสั่งอาหารรอเธอ เรามากินข้าวกันก่อนเถอะ แล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง ฉันไปก่อนนะ อย่าลืมมาเจอกันที่ร้านอาหารด้วย” มู่อี้อันครุ่นคิดถึงเรื่องในคืนนี้ ดังนั้นเขาจึงควรจะกินข้าวให้มากกว่าเดิม
ทางด้านหม่าซานหยวนก็ยังคงออกไปจากค่ายกลไม่ได้ ส่วนตระกูลเสิ่นเองก็กำลังรอเขาอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน
ตอนนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่รอดำเนินการอยู่ หากไม่มีหม่าซานหยวน ทุกอย่างคงต้องถูกระงับและเลื่อนออกไปก่อน
“เขาได้พูดอะไรก่อนที่จะออกไปข้างนอกหรือเปล่า ?” ตอนนี้อาการของเสิ่นหวยเอินดีขึ้นมากแล้ว แต่ยังคงมีอาการปวดบริเวณแขนอยู่
“อาจารย์บอกกับผมแค่ว่าเขามีบางอย่างที่ต้องทำ และขอให้ผมเตรียมรถเพื่อที่จะมาพบนายท่านเท่านั้นเองครับ และหลังจากนั้นผมก็ไม่เห็นอาจารย์อีกเลย ผมได้ถามกับยามที่ประตูแล้ว พวกเขาบอกว่าหลังจากที่ผมออกไป อาจารย์ก็ได้ตามออกไปเช่นกัน ทั้งยังออกไปคนเดียวอีกด้วยครับ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กลับมา”
เสี่ยวฝูยังไม่เห็นหม่าซานหยวนกลับมา ดังนั้นเขาจึงรีบมาที่ที่บ้านตระกูลเสิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ
“นายได้ไปดูสถานที่ที่เขาชอบไปบ่อยๆแล้วหรือยัง? แล้วช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยหรือเปล่า ?”
“อาจารย์มักจะไปร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านของเราครับ เขาชอบไปนั่งอยู่ที่นั่น ผมก็ได้ไปถามดูแล้ว แต่ก็ไม่มีใครเห็นอาจารย์เลย”
“ส่วนเรื่องที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย อาจารย์บอกว่าจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้เสร็จในตอนเที่ยง ซึ่งอาจารย์หวังและอาจารย์เฉินต่างก็โทรมาถามว่าอาจารย์จะไปที่นั่นเมื่อไหร่ ผมจึงได้บอกกับพวกเขาไปว่าตอนนี้อาจารย์กำลังยุ่งครับ” เสี่ยวฝูพูดออกไปตามความจริง
“เข้าใจแล้ว นายส่งคนไปตามหาเขาอีกครั้งเถอะ แล้วลองนึกดูให้ดีอีกทีว่าเขามักจะไปที่ไหนบ้าง เสี่ยวหยวนไม่ใช่คนที่จะผิดนัดง่ายๆแบบนี้ ฉะนั้นเขาจะต้องเจอกับปัญหาบางอย่างอยู่แน่นอน เรียกคนของเรามาเพิ่ม นายไปหาพ่อบ้านแล้วบอกเรื่องนี้กับเขาซะ เขาจะให้ความร่วมมือกับนาย”
ทันทีที่พูดจบ เสิ่นหวยเอินก็ได้หลับตาลง เดิมทีเขาจะต้องเป็นคนตั้งค่ายกลด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากตอนนี้มือของเขาได้รับบาดเจ็บ เขาจึงทำได้เพียงแค่ต้องพึ่งพาเสี่ยวหยวนเท่านั้น แต่เสี่ยวหยวนกลับมาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียอย่างนั้น
“แล้วอาจารย์เฉินล่ะครับ ?” เสี่ยวฝูเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบอะไร หากวันมะรืนนี้เรายังหาเขาไม่เจอ ฉันจะไปตั้งค่ายกลด้วยตัวเอง อย่ากังวลไปเลย รีบไปจัดการเรื่องที่ฉันสั่งก่อนเถอะ !”
“ได้เลยครับ ผมจะรีบตามหาอาจารย์ให้เจอโดยเร็วที่สุด” หลังจากที่พูดจบ เสี่ยวฝูก็ได้เดินออกไปทันที
หากตามหาหม่าซานหยวนไม่พบ พวกเขาจะต้องเข้าสู่การต่อสู้ด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนี้ลูกศรได้ถูกขึงอยู่บนสายธนูแล้ว เหลือเพียงแค่ยิงมันออกไปเท่านั้น
แม้จะต้องคลานไปที่นั่น เขาก็ต้องทำมันให้สำเร็จ เขาไม่มีทางทิ้งโอกาสที่รอมานานกว่าหนึ่งศตวรรษนี้ไปย่างแน่นอน เสิ่นหวยเอินหลับตาลง พลางนึกถึงเรื่องต่างๆ ใครกันที่ทำร้ายเขาจนต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ?
คนๆนั้นศึกษาจนมีฝีมือล้ำเลิศขนาดนี้เชียวหรือ ? หรือว่าอาจารย์ของเขาจะมา ? เป็นไปไม่ได้ จุดแข็งของอาจารย์คือการทำนายดวงชะตาเท่านั้น
หรืออาจจะเป็นใครบางคนจากประเทศอื่น ? ไม่สิ เป็นที่รู้กันว่าสมาชิกในตระกูลเฮ่อนั้นไม่ได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับคนจากประเทศอื่นเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหาคนจากประเทศอื่นมาช่วยเรื่องนี้ ฉะนั้นคงจะเป็นใครบางคนจากแผ่นดินใหญ่อย่างแน่นอน
เสิ่นหวยเอินคาดเดาถึงสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะผล็อยหลับไปในไม่ช้า ส่วนลูกชายบุญธรรมของเขาอย่างหม่าซานหยวนก็ยังคงดิ้นรนอยู่ในค่ายกลอย่างไม่ย่อท้อ
…..
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังพูดคุยกับคุณชายเฮ่ออยู่
“คุณแน่ใจเหรอว่ามันคือเรื่องจริง ?” ฟู่เยี่ยนถามคุณชายเฮ่อด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจเล็กน้อย
“ฉันแน่ใจ คนของฉันได้ติดสินบนศิษย์ของอาจารย์หวัง และเขาก็เป็นคนพูดเรื่องนี้ออกมาด้วยตัวเอง ในตอนแรกฉันคิดว่าจะกลับบ้านก่อน แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ฉันก็รีบตรงมาที่นี่ทันที” คุณชายเฮ่อพูดออกมาด้วยท่าทีที่มั่นใจ
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้พูดอะไร หากเป็นอย่างที่เขาพูดจริง คืนนี้เธอจะต้องขึ้นไปบนเขาไท่ผิงให้ได้ !
จบตอน
Comments
Post a Comment