magic ep381-385

 ตอนที่ 381: ภูเขาไท่ผิง

 

ข้อมูลที่ได้จากคุณชายเฮ่อนั้นยืนยันกับฟู่เยี่ยนแล้วว่าหม่าซานหยวนและคนอื่นได้ทำอะไรบางอย่างกับภูเขาไท่ผิงจริงๆ

 

“ตามคำบอกเล่าที่ศิษย์ของอาจารย์หวังบอกนั้น หากเรื่องนี้สำเร็จ ตระกูลเหอและตระกูลหวังจะเป็นสองตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเกาะฮ่องกง หรือจะเรียกว่าเป็นตระกูลที่รวยที่สุดในเอเชียเลยก็ไม่ผิด”

 

“และอาจารย์ของเขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ที่เก่งดีที่สุดในเกาะฮ่องกง รองจากอาจารย์หม่าอีกด้วย เมื่อคนของฉันได้ยินเช่นนี้จึงได้ให้เงินกับเขามากกว่าเดิม และถามให้ชัดเจนอีกครั้ง”

 

“หลังจากที่รับเงินไปแล้ว เขาก็ได้บอกว่าแผนการของพวกเขาคือการเปลี่ยนภูเขาไท่ผิงให้เป็นของตระกูลเหอ”

 

แม้ว่าคำพูดของชายคนนั้นจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงรับฟัง เพราะข้อมูลนี้แทบจะเหมือนกับสิ่งที่เธอรู้ จากนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยอีกถึงจุดประสงค์ของการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ขึ้นมา

 

ฟู่เยี่ยนจึงบอกเขาไปว่าเธอเข้าใจแล้ว ก่อนจะบอกลาคุณชายเฮ่อ ตอนนี้เธออยากอยู่เงียบ ๆ เพื่อทบทวนให้รอบคอบและเชื่อมโยงเบาะแสทั้งหมดที่อยู่ภายในใจของเธอ ซึ่งเธอต้องการทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ให้เร็วที่สุด

 

ไม่ผิดที่ตระกูลเหอและตระกูลหวังจะเลือกใช้ทางลัดโดยการรับพลังจากชีพจรมังกร แต่หม่าซานหยวนล่ะ ? เขากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ ?

 

ฟู่เยี่ยนไม่เชื่อว่าเสิ่นหวยเอินจะช่วยให้คนอื่นสมหวังโดยไม่หวังอะไร หม่าซานหยวนเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแผนการทั้งหมดมาจากเสิ่นหวยเอิน โดยมีหม่าซานหยวน ตระกูลเหอ และตระกูลหวังเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเขา

 

ลองคิดดูอีกครั้ง ชนชั้นสูงของประเทศต่างๆ ได้รับการสอบสวนอย่างละเอียดโดยค่ายกลเหล่านั้นในระหว่างวัน จนตรวจสอบแน่ชัดว่าพวกเขาเป็นใคร ถ้าเป็นเธอ เพียงแค่สร้างภาพในค่ายกลนั้นขึ้นมาใหม่ ด้วยวิธีนั้นก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ในเมื่อพวกเขากำลังเคลื่อนไหวบางอย่างบนภูเขาไท่ผิง แล้วทำไมถึงต้องให้ทุกคนขึ้นไปที่นั่นด้วยล่ะ ? หากมีใครค้นพบมัน นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่พวกเขาเตรียมการเอาไว้ต้องพังทลายลงหรอกหรือ ? ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงประเด็นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เว้นเสียแต่...พวกเขาต้องการใช้ความสามารถของทุกคน พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ด้วยความสามารถของตัวเอง จึงคิดที่จะให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อทำสิ่งนั้น หรือไม่ก็หากพวกเขาพยายามทำมันด้วยตัวเอง มันอาจทำให้พวกเขาต้องตาย จึงต้องหาใครสักคนมาคนตายแทนพวกเขา

 

แน่นอนว่าเสิ่นหวยเอินนั้นเจ้าเล่ห์ไม่ต่างไปจากจิ้งจอกเฒ่าเลย ! เขาต้องการเอาเปรียบทุกคน จึงใช้เงินหนึ่งล้านหยวนเป็นตัวล่อ ซึ่งมันเป็นเหมือนกับตะขอที่อาบยาพิษเอาไว้ไม่มีผิด

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เขาใช้ค่ายกลเพื่อล่อให้ทุกคนเข้ามา ซึ่งทุกคนต่างก็ช่วยกันทำในสิ่งที่เขาต้องการ แต่หากเกิดอันตรายอะไรขึ้นมา ตัวเขาก็ยังคงปลอดภัยดี เขาไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครเสียชีวิต ขอเพียงแค่ค่ายกลของเขาประสบความสำเร็จ ทั้งหมดก็เพื่อชีวิตที่ดีของเขาในอนาคต มันไม่ต่างจากการฆ่านกหลายตัวด้วยหินเพียงก้อนเดียวเลย !

 

หากการคาดเดาของเธอเป็นความจริง มันคงเป็นอะไรที่แย่มาก ดังนั้นเธอจึงต้องหยุดมัน จะปล่อยให้แผนการนี้สำเร็จไม่ได้อย่างเด็ดขาด !

 

คิดจะหลอกให้ทุกคนช่วยทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ! มาดูกันว่าเขาจะมีวาสนาพอหรือเปล่า ! ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม วันนี้เธอจะต้องเปิดโปงเขาให้ได้ !

 

แต่ก่อนอื่น เธอต้องเข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่ออ่านบันทึกของบรรพบุรุษเกี่ยวกับชีพจรมังกรอย่างละเอียดเสียก่อน ตอนนี้เธอมีเวลาไม่มากแล้ว ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด

 

ฟู่เยี่ยนจึงล็อคประตู ก่อนจะมองดูนาฬิกา เธอมีเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่หากเข้าไปในดินแดนต่างมิติแล้ว เธอจะมีเวลานานกว่าข้างนอกหลายเท่าเลยทีเดียว ซึ่งมันเพียงพอที่เธอจะศึกษาตำราอย่างแน่นอน !

 

ช่วงนี้ฟู่เยี่ยนไม่ค่อยได้เข้ามาที่นี่ เพราะไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟหรือบ้านพักในก่อนหน้านี้ต่างก็เป็นสถานที่ที่ไม่สะดวกจะเข้ามา ดังนั้นทันทีที่เข้ามา เธอจึงได้ดื่มน้ำเป็นอันดับแรก รสชาติของมันยังคงดีไม่มีเปลี่ยน !

 

จากนั้นเธอก็ได้ไปดูทุ่งโสมของเธออีกครั้ง และปลาในบ่อก็ได้แพร่พันธุ์จำนวนมากเลยทีเดียว แต่เธอไม่ได้อยู่ที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเอามันออกมาปล่อยได้ เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปล่อยมันไว้แบบนั้น

 

อีกด้านหนึ่ง สถานะของไข่มังกรยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นด้านในได้อย่างชัดเจน และมังกรตัวน้อยที่อยู่ด้านในก็ได้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นแล้ว หากเป็นแบบนี้ต่อไป กว่ามันจะออกมาจากไข่ เธอคงต้องส่งต่อมันให้กับน้องชายของเธอเสียแล้ว ! เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ยิ้มอย่างขมขื่นอยู่ภายในใจ

 

แต่ตอนนี้เธอยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้าไปในห้องเพื่อศึกษาตำราทันที

 

และแล้วเธอก็พบว่ามีบันทึกเกี่ยวกับชีพจรมังกรอยู่ในบันทึกเล่มนี้จริงๆ โดยเริ่มต้นจากตำนานที่เก่าแก่ที่สุด และได้อธิบายถึงวิธีการค้นหาชีพจรมังกรเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งปรมาจารย์ฮวงจุ้ยในสมัยโบราณนั้นมักจะใช้ภูเขาเป็นจุดรวบรวมชีพจรมังกร เมื่อฟู่เยี่ยนอ่านคำอธิบายนี้ เธอก็รู้สึกว่านี่เป็นคำพูดที่ดูเป็นกลางที่สุด

 

ส่วนคำถามที่ว่าบนโลกใบนี้มีมังกรอยู่จริงหรือเปล่านั้น เธอก็มีคำตอบอยู่ภายในใจแล้ว ถึงอย่างไรเธอก็มีไข่มังกรอยู่ ซึ่งมันอาจเป็นมังกรตัวสุดท้ายบนโลกนี้ก็ได้ และหากมีชีพจรมังกรบนภูเขาไท่ผิงจริงๆ มังกรของเธอจะได้รับพลังปราณนั้นด้วยหรือเปล่า ?

 

เมื่อมันได้รับพลังปราณ สิ่งนั้นจะช่วยให้ไข่มังกรฟังตัวออกมาได้หรือไม่ ? ฟู่เยี่ยนยังคงศึกษาต่อไป

 

ในบันทึกของบรรพบุรุษได้บอกถึงวิธีสกัดกั้นชีพจรมังกรเพื่อเสริมโชคลาภของตัวเองเอาไว้ด้วย ซึ่งในบันทึกได้บอกเอาไว้ว่าหลิวปังได้ฆ่างูขาวตัวหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่างูขาวเป็นร่างอวตารของชีพจรมังกร

 

หลังจากที่หลิวปังสังหารงูขาวลงไปแล้ว เขาก็ได้รับโชคลาภทั้งหมดมา จนไม่นานนัก เขาก็มีผู้ติดตามมากมาย และไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มักจะประสบความสำเร็จอยู่เสมอ จนกระทั่งเขาได้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา ซึ่งมีรากฐานยาวนานกว่าสี่ร้อยปีเลยทีเดียว

 

ฟู่เยี่ยนพบข้อความนี้ในบันทึกบรรพบุรุษ ดังนั้นความคิดของเธอจึงได้รับการยืนยันแล้ว และเนื่องจากค่ายกลนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่เสิ่นหวยเอินจะศึกษามันมาบ้างแล้วในก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้นึกถึงผู้เฒ่าถานขึ้นมา หากสิ่งนี้มีอยู่ในบันทึกของตระกูลถาน บางทีเธออาจจะได้รับข้อมูลที่มากกว่านี้ก็ได้

 

ฟู่เยี่ยนยังคงอ่านต่อไป และบันทึกของบรรพบุรุษก็ได้อธิบายถึงรายละเอียดและวิธีใช้วิชาลับนี้ ที่แท้หากทำได้สำเร็จ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะควบคุมได้ และต้องใช้ผู้ที่แก่กล้าด้านอภิปรัชญาหลายสิบคนถึงจะควบคุมมันได้

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตั้งใจของเสิ่นหวยเอินก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เขาล่อให้ทุกคนมาที่นี่ เขาจะใช้ค่ายกลเพื่อจับทุกคนเป็นตัวประกัน และบังคับให้ทุกคนช่วยเขาทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ

 

ฟู่เยี่ยนปิดบันทึกลง ตอนนี้เธอต้องการถามผู้เฒ่าถานว่ามีบันทึกเกี่ยวกับชีพจรมังกรในมรดกของตระกูลถานหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น เธอคงมีเรื่องที่ต้องคุยกับเขาอีกยาว

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้ออกจากดินแดนต่างมิติไป ซึ่งขณะที่เธอออกไปนั้น ไข่มังกรก็ได้มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย

 

วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้มาถึงห้องของผู้เฒ่าถานแล้ว ตอนนี้ผู้เฒ่าถานกำลังคุยกับมู่อี้อันอยู่ เนื่องจากช่วงนี้ผู้เฒ่าถานมีเวลาว่าง ดังนั้นเขาจึงได้สอนและให้คำแนะนำกับมู่อี้อัน

 

“สาวน้อยฟู่ เธอมาถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า ?” ผู้เฒ่าถานมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่ดูจริงจัง

 

“คุณปู่ถานคะ หนูมีเรื่องอยากถามคุณปู่สักหน่อยค่ะ”

 

“นั่งก่อนสิ มีอะไรจะถามฉันก็ถามมาได้เลย” ผู้เฒ่าถานโบกมือให้มู่อี้อันเพื่อให้เขาไปรินน้ำ

 

“คุณปู่ถานคะ หนูอยากรู้ว่าในบันทึกของตระกูลถานมีบันทึกที่เกี่ยวกับชีพจรมังกรบ้างหรือเปล่าคะ ?” เมื่อฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ออกมา ผู้เฒ่าถานก็ถึงกับตกตะลึงไปเล็กน้อย

 

“เธอหมายความว่าอย่างไร ? ทำไมถึงได้ถามแบบนี้กันล่ะ ?” สีหน้าของผู้เฒ่าถานดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

“คุณปู่ถานคะ คุณปู่เองก็คงพอจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว ตอนนี้หนูกำลังสงสัยว่าเสิ่นหวยเอินจากสมาคมซินอี้มีความเกี่ยวข้องกับหม่าเหวินป๋อ ศิษย์ของคุณปู่ค่ะ”

 

“ใช่แล้วล่ะ ฉันรู้เรื่องนี้ดี พวกเขาดูคล้ายกันจนแยกไม่ออกเลย หากจะบอกว่าตัวตนของหม่าซานหยวนนั้นคือจุดแข็งของตระกูลถานของฉันก็เห็นจะไม่ผิดเลย” ผู้เฒ่าถานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้กับเขาฟัง

 

“คุณปู่ถาน หนูกำลังสงสัยในจุดประสงค์ที่แท้จริงของการประชุมแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้ เมื่อช่วงบ่าย คุณชายเฮ่อได้มาพบหนู ซึ่งข้อมูลที่เขาได้บอกมานั้นมันทำให้หนูตกใจมากเลยทีเดียวค่ะ คุณปู่เคยได้ยินเรื่องชีพจรมังกรบนภูเขาไท่ผิงหรือเปล่าคะ ?”

 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงเรื่องนี้ ผู้เฒ่าถานยังคงฟังเธอเงียบๆ และไม่แสดงท่าทีใดออกมา

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะบอกความจริงกับเธอก็แล้วกัน ตระกูลถานของเรามีบันทึกนี้จริง มันเป็นบันทึกเกี่ยวกับวิชาลับในการเปลี่ยนชีพจรมังกรให้เป็นโชคชะตาของตัวเอง เสี่ยวอัน ไปเอาบันทึกของนายมาสิ บันทึกเล่มที่ทรุดโทรมที่สุดนั่นแหละ”

 

ผู้เฒ่าถานบอกกับมู่อี้อัน ก่อนหน้านี้เขาได้มอบบันทึกทั้งหมดให้กับผู้เฒ่ามู่ไปแล้ว และเมื่อมู่อี้อันออกจากบ้าน ก็ได้นำบันทึกเก่าๆพวกนั้นติดตัวมาด้วย

 

“นี่เป็นวิชาลับของตระกูลถาน เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ฉันจึงเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี และยังไม่เคยให้ใครเห็นมันมาก่อนเลย” ผู้เฒ่าถานหยิบบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะเปิดมันออกแล้ววางลงบนโต๊ะให้ฟู่เยี่ยนดู



ตอนที่ 382: ขึ้นเขา

 

แม้ผู้เฒ่าถานจะบอกว่าไม่เคยมีใครเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าคำพูดนี้จะมีความย้อนแย้งอยู่ภายในตัวเล็กน้อย ที่เสิ่นหวยเอินทำแบบนี้ คงเป็นเพราะเขาแอบเห็นมันแล้วอย่างแน่นอน

 

เมื่อคิดได้แบบนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ก้มลงไปอ่านบันทึกวิชาลับของตระกูลถานอย่างละเอียดทันที

 

หากผู้เฒ่าถานปิดเรื่องนี้เป็นความลับ และเก็บมันเอาไว้กับตัวเอง เขาก็น่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด เสิ่นหวยเอินจะต้องแอบดูบันทึกนี้ในตอนที่เขายังเป็นหม่าเหวินป๋ออยู่แน่ๆ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงก็ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นมาจากตระกูลถาน ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับมันอีกต่อไปแล้ว

 

“คุณปู่ถานคะ หม่าเหวินป๋อเคยมีโอกาสได้อ่านบันทึกเล่มนี้มาก่อนหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนปิดบันทึกลง ก่อนจะถามกับชายชราตรงหน้า

 

“เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันเก็บมันเอาไว้ในกล่อง หากสิ่งที่เธอพูดมาเป็นความจริง เขาก็คงเคยเห็นมันแล้วล่ะ เดิมทีปู่ของฉันต้องการทำลายวิชาลับนี้ เพราะกลัวว่ามันอาจจะทำร้ายคนในตระกูลถานให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่พ่อของฉันกลับไม่ยอมทำลายมัน จึงได้เก็บมันเอาไว้ และส่งต่อให้ฉันในภายหลัง”

 

“ฉันจึงเก็บมันเอาไว้และไม่กล้าให้ใครอ่านมันอีกเลย นั่นเป็นเพราะฉันกลัวว่าหากคนที่มีเจตนาไม่ดีได้มันไป มันอาจกลายเป็นหายนะในวงกว้าง แต่ไม่คิดเลยว่าศิษย์เอกของฉันจะมาแว้งกัดฉันจากด้านหลังแบบนี้”

 

“ในปีนั้นเป็นเพราะเขาแอบไปดูฮวงจุ้ยสุสาจนให้คนอื่นเป็นการส่วนตัว ทำให้เขาต้องเดินทางไกลไปถึงฮ่องกง ซึ่งเดิมทีเขาเป็นคนมีนิสัยดื้อรั้นหัวแข็งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ตอนนั้นฉันก็คิดว่าด้วยความสามารถของฉัน ฉันจะช่วยสอนให้เขาเป็นคนดีได้”

 

“และก่อนที่เขาจะหนีไป เขายังได้ทิ้งจดหมายเอาไว้ให้กับฉันด้วย ในจดหมายบอกว่าเขากำลังจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้ฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

 

ผู้เฒ่าถานเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต แม้เขาจะรู้สึกอึดอัดมากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เขาจมอยู่กับความเกลียดชังมานานหลายปี ทั้งยังเก็บเอาไปฝันในตอนกลางคืนอยู่บ่อยๆอีกด้วย เขายังคงเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ของพวกเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

 

“อย่ากังวลไปเลยค่ะคุณปู่ถาน คืนนี้หนูกับมู่อี้อันจะขึ้นไปบนภูเขาไท่ผิง พวกเราจะไปสำรวจดูว่าที่นั่นมีสิ่งผิดปกติอะไรบ้างหรือเปล่าค่ะ” ฟู่เยี่ยนได้อ่านดูเนื้อหาทั้งหมดในบันทึกแล้ว เธอพบว่ามันแตกต่างไปจากในบันทึกบรรพบุรุษของเธออยู่เล็กน้อย

 

“สาวน้อยฟู่ เธอกับเสี่ยวอันต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองให้มากด้วยล่ะ ในเมื่อพวกเขาจงใจสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นพวกเขาจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าถานรู้ดีว่าเขายังคงต้องพึ่งพาฟู่เยี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะความแข็งแกร่งทางกายภาพและทักษะที่เขามียังดีไม่พอนั่นเอง

 

“อาจารย์ อย่ากังวลไปเลย พวกเราทำงานร่วมกันมานานมากแล้ว ทั้งยังมีความเข้าใจกันเป็นอย่างดีอีกด้วยครับ” มู่อี้อันยิ้มออกมา เขากำลังพยายามปลอบอาจารย์ของตัวเอง

 

“ไม่ต้องห่วงนะคะคุณปู่ พวกเราแค่จะแอบไปสำรวจดูที่นั่นเท่านั้นค่ะ” หลังจากฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้เดินออกไป ซึ่งมู่อี้อันเองก็ได้ตามออกมาด้วยเช่นกัน เพราะทั้งสองต้องไปที่ห้องเพื่อปลอมตัว

 

“นายรีบตามมาที่ห้องของฉันเลย ฉันจะได้แต่งหน้าให้นาย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาสั้นๆ

 

“เอาล่ะ ฉันจะไปเอากระเป๋าที่ห้องของฉันก่อน แล้วจะรีบตามไป” ตอนนี้มู่อี้อันได้เก็บยันต์ทั้งหมดของเขายัดเข้าไปในกระเป๋าแล้ว

 

เมื่อเตรียมตัวเสร็จ ทั้งสองก็สายมากแล้ว ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงไปยืมรถของตระกูลเฮ่อ และขับพาพวกเขาไปที่ภูเขาไท่ผิงทันที

 

“ทำไมนายถึงมาขับรถด้วยตัวเองล่ะ ? แล้วคุณชายเฮ่ออยู่ไหนเหรอ ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่เขาเดินเข้าไปในรถ

 

“เขากลับบ้านไปแล้ว ผู้เฒ่าเฮ่อได้ซื้อรถคันนี้ให้กับพวกเรา เราสามารถใช้มันเป็นการส่วนตัวได้ ฉันจะรอพวกนายสองคนอยู่ที่เชิงเขานะ ถึงฉันตามไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ฉันจะรอรับกลับก็แล้วกัน” ไป๋โม่เฉินพูดขณะที่ขับรถ

 

“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปที่นั่นกันเถอะ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้ปลอมตัวเป็นผู้ชายมีหนวดเคราคนหนึ่ง ซึ่งหากมองดูรูปร่างหน้าตาของเธอในตอนนี้ เธอได้กลายเป็นผู้ชายอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว ส่วนมู่อี้อันนั้น ฟู่เยี่ยนได้ปลอมตัวให้กับเขาเป็นเด็กผิวดำ ซึ่งตอนนี้ใบหน้าของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีดำไปแล้ว แม้แต่มือของเขาก็ดำด้วยเช่นกัน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอใช้สีแบบนี้พรางตัวตอนกลางคืนด้วยหรือเปล่า ? ตอนนี้ฉันมองมือของตัวเองแทบจะไม่เห็นเลย ! ดูนั่นสิ เธอเองก็ดูเหมือนกับผู้ชายไม่มีผิด !”

 

มู่อี้อันมองดูมือของตัวเองด้วยความตกตะลึง ซึ่งทักษะของฟู่เยี่ยนในครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนเสียอีก !

 

“นายรู้หรือเปล่าว่าเมื่อนายได้พบปะกับผู้คน นายคิดว่าคนจากประเทศอื่นไม่มีความสามารถเหรอ ? ทั้งที่รู้ว่าจะมีการตั้งค่ายกลขึ้นบนภูเขาไท่ผิงในอีกเจ็ดวันข้างหน้า นายคิดว่าจะไม่มีใครไปสำรวจภูมิประเทศของที่นั่นเลยหรือไง ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางปรายตามองไปยังมู่อี้อัน

 

“เธอกำลังหมายถึงคนเหล่านั้นจากทะเลทางตอนใต้เหรอ ? หรือคนจากประเทศไทย ? หรือว่าประเทศญี่ปุ่น ? พวกเขาจะฉลาดถึงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?”

 

“พวกเขาฉลาดกว่าที่นายคิด ให้ตายเถอะ นายคิดว่าคนที่มาที่นี่มีแต่คนโง่หรือไง?”

 

“ขนาดหม่าซานหยวนก็ยังออกมาจากค่ายกลไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ ? ”

 

“ถ้าเขาโง่ล่ะก็ นายคงจะโง่กว่าเขามากๆเลยล่ะ !”

 

“ฟู่เยี่ยน อย่าคิดว่ามีไป๋โม่เฉินอยู่ด้วยที่นี่แล้วฉันจะไม่กล้าตีเธอนะ ! ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย !”

 

ขณะที่รถกำลังแล่นไปนั้น ก็ได้เกิดการถกเถียงขึ้นระหว่างทั้งสองคนเล็กน้อย ไม่นานนัก รถก็ได้แล่นมาจอดบริเวณเชิงเขาไท่ผิงแล้ว หากเทียบกับความเจริญรุ่งเรืองในที่ที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่นี้ ภูเขาไท่ผิงเป็นเพียงเทือกเขาที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

 

มีเพียงสถานที่เดียวเท่านั้นที่พอจะมีชื่อเสียงบนภูเขาไท่ผิง โดยมันได้ตั้งอยู่ระหว่างกลางของภูเขาทั้งหมด และยังเป็นที่รวมตัวของคนระดับสูง ซึ่งที่นั่นเป็นจุดชมวิวก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถมองเห็นทิวทัศน์ทั้งหมดบนเกาะฮ่องกงได้อีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เชิงเขา ซึ่งผืนดินที่เธอยืนอยู่ตอนนี้คือหนึ่งในสามที่ดินที่ตระกูลเฮ่อต่อสู้เพื่อที่จะได้มันมาครอบครอง เพราะก่อนจะมาที่นี่ ฟู่เยี่ยนได้ดูแผนที่แล้วนั่นเอง

 

เนื่องจากที่ดินทั้งสามผืนนี้ จึงทำให้มีช่องว่างขึ้น โดยมีที่ดินของตระกูลเหอและตระกูลหวังล้อมรอบที่ดินทั้งสามผืนนี้เอาไว้จนหมด

 

หากที่ดินทั้งสามผืนนี้ถูกยึดครองโดยตระกูลเหอและตระกูลหวัง นั่นก็หมายความว่าทั้งสองตระกูลจะมีอำนาจเพียงพอที่จะควบคุมภูเขาไท่ผิงทั้งหมดได้อย่างแท้จริง ตามที่ศิษย์ของอาจารย์หวังพูดมานั้น ตระกูลเหอและตระกูลหวังต้องการใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสุสานของตระกูล

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจเล็กน้อย กล้าคิดเรื่องบ้าๆแบบนี้เพียงเพราะพวกเขามีเงินอย่างนั้นหรือ ? ทั้งยังจงใจตั้งค่ายกลมายาโดยไม่สนใจชีวิตของคนอื่นอีกด้วย ! แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นชีพจรมังกร แต่หากใครก็ตามที่กล้าใช้ที่นี่เป็นสุสานของบรรพบุรุษ ตระกูลของคนๆนั้นจะต้องล่มสลายและทุกคนก็จะต้องตาย

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่จะขึ้นไปดูบนภูเขาด้วยกันก็ได้นะ แต่ถ้าพี่จะรอพวกเราอยู่ที่นี่ก็อย่าให้ใครเห็นหน้าล่ะ หรือว่าพี่อยากกลับไปก่อนพวกเราก็ได้ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้กลัวว่าเขาตจะถูกซุ่มโจมตี แต่กลัวว่าเขาจะรู้สึกเหงามากกว่า

 

“ไม่เป็นไร ฉันจะรอเธออยู่ที่นี่แหละ เพื่อที่ฉันจะได้สบายใจ เธอไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก เธอลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้ฉันเคยทำอะไรมาก่อน ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปจะลูบหัวของฟู่เยี่ยน

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากังวลไปเลย เราจะกลับมาก่อนรุ่งสางแน่นอน” ฟู่เยี่ยนโยกศีรษะหลบเพื่อไม่ให้ไป๋โม่เฉินลูบหัวของเธอ เพราะเธอไม่อยากให้ผมของเธอเสียทรงนั่นเอง

 

“อืม อย่ากังวลเลย รีบไปได้แล้ว แล้วก็ระวังตัวด้วย !” ไป๋โม่เฉินชักมือของเขากลับมา เสี่ยวฮั่วเป็นคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว ซึ่งเขาเองก็มั่นใจในตัวเธอมาก

 

แต่ทุกครั้งเขาก็ทำได้เพียงแค่เฝ้ามองดูเธอเดินไปข้างหน้าเพียงลำพังจากด้านหลังเท่านั้น ซึ่งไป๋โม่เฉินรู้สึกเสียใจมากที่เขาไม่ได้เป็นสมาชิกของอภิปรัชญา หากเขารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนที่เขาอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เขาคงจะฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าถังไปแล้ว

 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียใจกับอดีตอีกแล้ว ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงได้คิดถึงแต่สิ่งดีๆเท่านั้น

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้เริ่มเดินขึ้นไปบนภูเขา ความสูงของภูเขาไท่ผิงนั้นถือว่าไม่ค่อนชันมากเท่าไหร่ โดยส่วนใหญ่นั้นเป็นเพียงแค่เนินเขาเล็กๆ ซึ่งมันไม่ได้เพียงพอที่จะมองเห็นถึงทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกงเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังถือว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะฮ่องกงแล้ว

 

“เธอมองเห็นด้วยเหรอ ! ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากคนตาบอดเลยล่ะ !” แน่นอนว่าเส้นทางบนภูเขานั้นค่อนข้างขรุขระอยู่แล้ว

 

“อืม ฉันมองเห็นมันอย่างชัดเจนเลย นายเอาไฟฉายนี่ไปสวมไว้บนหัวของตัวเองสิ” ฟู่เยี่ยนหยิบไฟฉายออกมาพร้อมกับยื่นมันให้มู่อี้อัน

 

มู่อี้อันจึงสวมไฟฉายในทันที ก่อนจะเริ่มปีนเขาต่อ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้ปีนขึ้นมาถึงยอดเขาแล้ว

 

ตอนนี้มู่อี้อันไม่สามารถมองเห็นสภาพแววล้อมบนยอดเขาไท่ผิงได้เลย เขามองเห็นแค่ทิวทัศน์ยามค่ำคืนทั้งหมดของเกาะฮ่องกงที่อยู่ด้านล่างเท่านั้น

 

“ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนต่างก็บอกว่าเกาะฮ่องกงนั้นเป็นเมืองที่ตื่นอยู่ตลอดเวลา ที่นี่มีทั้งความหรูหรา ความบันเทิง ดูสิ มันเหมือนกับโลกแห่งดอกไม้เลย เวลามองดูในตอนกลางคืนแบบนี้ มันช่างงดงามมาก !” มู่อี้อันพูดออกมาพร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย

 

ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงเงียบอยู่ ทันทีที่เธอขึ้นไปถึงยอดเขา เธอก็ได้สังเกตเห็นทิวเขาทั้งหมดด้วยเนตรสวรรค์ของเธอ ภูเขาไท่ผิงในตอนนี้เปรียบเสมือนกับมังกรที่กำลังแยกเขี้ยวกางกรงเล็บอย่างไรอย่างนั้น !



ตอนที่ 383: ชีพจรมังกร

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่คิดเลยว่าเรื่องซุบซิบที่ผู้คนมักจะพูดคุยกันหลังมื้ออาหารเย็นในชีวิตที่แล้วของเธอจะได้รับการยืนยันในชีวิตนี้ ภูเขาไท่ผิงมีชีพจรมังกรอยู่จริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในอนาคตหลังจากนี้ เกาะฮ่องกงถึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

 

ฟู่เยี่ยนตั้งสมาธิ ก่อนจะสังเกตเทือกเขาทั้งหมดอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ในความเห็นของเธอนั้น ภูเขาลูกนี้ทั้งลูกดูเหมือนจะมีมังกรเกาะอยู่ ซึ่งหัวของมังกรถูกฝังอยู่บนยอดเขาที่อยู่เบื้องหน้าของเธอ

 

และสถานที่ที่เธอกับมู่อี้อันกำลังยืนอยู่นี้คือตำแหน่งหัวใจของมังกร หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเห็นมันอย่างชัดเจนแล้ว เธอจึงเริ่มเดินตรงไปข้างหน้าทันที

 

มู่อี้อันที่เห็นฟู่เยี่ยนเริ่มออกเดินอีกครั้งโดยไม่พูดอะไรสักคำ จึงรีบตามไปอย่างรวดเร็ว

 

“เธอจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ คิดจะเดินก็เดินไปดื้อๆเลยเนี่ยนะ แล้วเรากำลังจะไปที่ไหน ?”

 

“เรากำลังจะไปดูว่าที่นั่นมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าอย่างไรล่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบคำถามมู่อี้อันออกไป แต่แท้จริงแล้วเธออยากจะตรวจสอบเทือกเขานี้ทั้งหมดต่างหาก

 

ภูเขาไท่ผิงนั้นเป็นภูเขาที่ไม่ค่อยสูงมากนัก และชีพจรมังกรก็สามารถซ่อนอยู่ได้ทุกที่บนภูเขาแห่งนี้ ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เศรษฐกิจบนเกาะฮ่องกงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีทั้งจังหวะและโอกาสดี ชัยภูมิที่ตั้งเหมาะสมและมีพลังสมัครสมานของคน

 

ผ่านไปประมาณสิบนาที ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้เดินมาถึงตำแหน่งหัวมังกรแล้ว ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้คุกเข่าลงและใช้มือสัมผัสไปยังสถานที่แห่งนี้อย่างแผ่วเบา หากมีวิญญาณของมังกรอยู่จริงๆ พลังปราณทั้งหมดของมันจะถูกรวบรวมอยู่ที่นี่

 

หลังจากที่สัมผัสมัน ฟู่เยี่ยนก็ต้องตกตะลึงขึ้นมา เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไข่มังกรในดินแดนต่างมิติกำลังเคลื่อนไหว ฟู่เยี่ยนจึงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้วางมือลงไปบนพื้น ซึ่งไข่มังกรก็ได้เคลื่อนไหวแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นที่โอบล้อมอยู่รอบตัวเธอ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกสบายจนไม่อยากขยับตัวเลยทีเดียว เธอจึงได้หลับตาลงอย่างเงียบๆ ทำให้เธอมองไม่เห็นว่ามีเงาขนาดใหญ่มหึมาปรากฏขึ้นมาที่ด้านหลังของเธอ

 

เมื่อเห็นสิ่งนั้น มู่อี้อันก็ตกตะลึงและหวาดหวั่นอย่างสุดขีด มันเกิดอะไรขึ้นกัน ? นั่นมันมังกรไม่ใช่หรือ ? เขายืนตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย และจ้องมองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงง

 

ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็ได้ลืมตาขึ้นมาและพบกับอากาศที่สดชื่นมาก

 

แต่….เอ๊ะ ? ที่นี่ไม่ใช่ภูเขาไท่ผิงอย่างนั้นหรือ ? นี่มันที่ไหนกัน ?

 

“เจ้ามนุษย์ ! เจ้ากำลังตามหาข้าอยู่หรือเปล่า ?” ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหูของฟู่เยี่ยน

 

เมื่อได้ยินเสียงนั้น หัวใจของฟู่เยี่ยนก็สั่นระรัว เธอมองไปรอบๆ แต่ก็พบเพียงแค่พื้นที่สีขาวอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเท่านั้น นี่เธอกำลังตกอยู่ภายใต้ภาพลวงตาอะไรกัน ? เมื่อครู่เธอไม่ทันได้สังเกตอะไรเลย !

 

“เจ้ากำลังตามหาข้าอยู่ใช่หรือเปล่า ?” ในขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หัวของมังกรขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเธอ

 

หากจะพูดกันตามตรงแล้ว ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีมังกรอยู่บนโลกใบนี้ ฟู่เยี่ยนคงจะกรีดร้องออกมาจนสุดเสียงไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมา !

 

“ท่านเป็นใคร ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา เธอแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ ทั้งที่รู้สึกกลัวมาก ! ทำไมจู่ ๆ ถึงได้โผล่มาแบบนี้ล่ะ ! นี่มันมังกรไม่ใช่หรือ ?

 

“เจ้ามนุษย์ ตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในภาพลวงตาที่ข้าสร้างขึ้นมา ทำไมบนร่างกายของเจ้าถึงได้มีลมหายใจของมังกรอยู่ด้วย เข้าทำอะไรไป ? !” ตอนนี้มังกรสีขาวตัวใหญ่ก็ได้หายไป มีเพียงคำถามที่ดังก้องอยู่ในหูของเธอเท่านั้น ตามมาด้วยคลื่นความกดดันที่ไม่แน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนเดาว่าเหล่ามังกรคงจะไม่ได้เป็นศัตรูกันหรอกใช่ไหม ? หากเธอเปิดเผยเรื่องไข่มังกรออกไป มันจะเป็นอันตรายกับตัวเธอหรือเปล่า ? ดังนั้นเธอจึงต้องถามเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้วมังกรเป็นสัตว์ที่เจ้าเล่ห์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว

 

“ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พบกับมังกรตัวเมียในอีกมิติหนึ่ง ตอนนั้นเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันก็เลยเข้าไปช่วยชีวิตของเธอ เธอเลยให้ลูกแก้วมังกรกับฉันมา” ฟู่เยี่ยนบอกกับมังกรตรงหน้าของเธอเกี่ยวกับการผจญภัยของเธอ และฟู่เยี่ยนก็ได้เดิมพันว่ามันคงจะไม่ทำอะไรเธอหลังจากนี้

 

หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ มังกรสีขาวยังคงไม่มีการตอบโต้ใดและนิ่งอยู่อย่างนั้น ฟู่เยี่ยนคิดว่ามันได้หายไปแล้ว ขณะที่เธอมองไปรอบๆผ่านทางหางตานั้น จู่ๆก็ได้เกิดเสียงร้องไห้เล็กๆดังมาจากทั่วทุกทิศทุกทาง

 

เสียงร้องนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆรวมตัวกันเป็นเม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมากระทบตัวฟู่เยี่ยน เม็ดฝนเหล่านั้นเริ่มโหมกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่มีที่ให้หลบสายฝนเหล่านั้นเลย เธอจึงทำได้เพียงแค่นั่งตากฝนอยู่อย่างนั้น !

 

“เฮ้ หยุดร้องไห้ก่อนได้ไหม ? ช่วยทำให้ฝนหยุดสักที ! ฉันไม่ได้พกร่มมาด้วยหรอกนะ !” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกไปทันที และหลังจากที่เธอตะโกนออกไปนั้น มังกรสีขาวตัวนั้นก็ได้หยุดร้อง ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่ฟู่เยี่ยน

 

ดวงตาขนาดใหญ่คู่นั้นจ้องมาที่ดวงตาของฟู่เยี่ยนโดยตรง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงพยายามที่จะหลบสายตาโดยมองไปทางอื่น

 

“มังกรที่เจ้าพบคือพี่สาวของข้าเอง ในตอนนั้นพี่สาวของข้ากำลังตั้งท้องอยู่ ข้าขอถามเข้าหน่อยได้ไหม ตอนนี้ไข่มังกรได้ตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ?” ทันทีที่พูดจบ ความกดดันอันมหาศาลก็ได้ถูกแผ่ออกมา ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงเพิกเฉยต่อมัน

 

ฟู่เยี่ยนสัมผัสไปที่ใบหน้าของตัวเอง แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในภาพลวงตา แต่ใบหน้าของเธอก็เปียกจริงๆ ซึ่งมันได้แสดงให้เห็นถึงพลังของมังกรตัวนี้อย่างชัดเจนแล้ว

 

สิ่งที่เธอเห็นในตอนนี้เป็นเพียงร่องรอยของจิตวิญญาณที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังพร้อมกับความพยายามที่ดูสิ้นหวังของมันเท่านั้น หากจะพูดกันตามเหตุและผลแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลย เพราะมันเป็นแค่ภาพมายาขนาดใหญ่แค่นั้นเอง !

 

“เธอคือพี่สาวของท่านเหรอ ? แล้วพี่สาวของท่านมีรูปลักษณ์อะไรที่ดูโดดเด่นบ้างล่ะ ? จู่ๆ ท่านก็มาบอกว่าเธอคือพี่สาวของท่าน แล้วฉันจะเชื่อได้อย่างไร ?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่เชื่อคำพูดของมัน

 

“พวกเราต่างก็มีผิวสีขาวเหมือนกัน จำเป็นต้องทำเครื่องหมายอะไรอีกอย่างนั้นหรือ ?” มังกรตัวนั้นพูดรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอียงศีรษะและตอบคำถามออกไป ฟู่เยี่ยนหลับตาลงช้าๆ เมื่อไหร่มันจะเลิกทำตัวไร้เดียงสากันนะ !

 

“มีมังกรสีขาวอยู่มากมาย ! ถ้าอย่างนั้นมังกรสีขาวทุกตัวก็เป็นพี่สาวของท่านทั้งหมดเลยเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เจ้ามนุษย์ เจ้าคงไม่เข้าใจสินะว่าเผ่ามังกรของเรานั้นมีอายุยืนยาวมากแค่ไหน และอัตราการเจริญพันธุ์ของพวกเรานั้นยังอ่อนแอมากอีกด้วย ซึ่งข้ามีชีวิตอยู่มานานกว่าหนึ่งหมื่นปีแล้ว ส่วนพี่สาวของข้ามีอายุเยอะกว่าข้าไปหนึ่งหมื่นปี”

 

“เราโตมาด้วยกัน และในโลกใบนี้มีมังกรสีขาวอยู่เพียงแค่แปดตัวเท่านั้นโดยรวมเราทั้งสองด้วย ข้ายังมีเหตุผลอื่นที่จะโกหกเจ้าอีกอย่างนั้นหรือ ?” มันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักพี่สาวของตัวเองด้วย

 

ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงนี้ก้องอยู่ภายในหูของเธอ ซึ่งฟังดูเสียงของเด็กที่กำลังบ่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น เธอจึงทนไม่ไหวอีกต่อไปและแทบจะหัวเราะออกมา ดูเหมือนว่าพวกมันจะเป็นพี่น้องกันจริงๆสินะ

 

“แล้วตอนนี้ท่านได้ตายไปแล้วเหรอ ? เรื่องทั้งหมดคืออะไรกันแน่ ? ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่มังกรที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ข้าต้องเป็นฝ่ายถามมนุษย์อย่างเจ้ามากกว่า ในตอนที่พวกเจ้าต้องการพวกเรา พวกเจ้าก็มักจะพูดว่าตัวเองเป็นลูกหลานของมังกร ! เรียกได้ว่าพวกเจ้าเทิดทูนมังกรอย่างพวกเราเอาไว้เหนือหัวเลยก็ว่าได้ ! พวกเจ้าวาดภาพของพวกเราลงบนเสื้อผ้า เพื่อแสดงถึงความรุ่งโรจน์ของตัวเอง ! แต่ในขณะที่พวกเจ้าบูชาวิญญาณนั้น พวกเจ้าก็ได้เปลี่ยนมาตามล่าพวกเราแทน ทั้งยังเห็นว่าการฆ่ามังกรเป็นเกมกีฬาของพวกเจ้าอีกด้วย !”

 

“เมื่อพวกเจ้าไม่ต้องการพวกเรา จึงบอกว่าพวกเราดูน่าขยะแขยงและต้องการที่จะกำจัดพวกเราทั้งหมดให้สิ้นซาก ดังนั้นในช่วงพันปีที่ผ่านมา การดำรงชีวิตของพวกเราจึงย่ำแย่มากๆ เหตุการณ์เหล่านี้ได้บีบบังคับให้พวกเราต้องหลบหนีไปอยู่ใต้ทะเลลึก ! พวกเจ้าทุกคนต่างก็อยากจะตามล่าพวกเรา ! เพราะพวกมนุษย์มักจะพูดอยู่เสมอเลยว่ามังกรอย่างพวกเรานั้นเจ้าเล่ห์ที่สุด !”

 

มังกรหนุ่มพูดออกมาด้วยความโกรธ ก่อนที่ภาพลวงตาทั้งหมดจะสั่นไหวไปเล็กน้อย และยังมีบางส่วนที่เริ่มพังทลายลงไปอีกด้วย! แต่ฟู่เยี่ยนก็กลับมารักษาสมดุลของร่างกายให้กลับมามั่นคงได้ในไม่ช้า

 

“ท่านกำลังจะบอกว่าตอนนี้ไม่มีมังกรอยู่บนโลกแล้วเหรอ ?”

 

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ข้ารู้แค่ว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราอีกต่อไปแล้ว ข้าอยากจะไปจากที่นี่ แต่ก็ไม่รู้ว่า พ่อ แม่ พี่ น้องของข้าไปอยู่ที่ไหนกันหมด”

 

“ข้าถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังตั้งแต่ห้าร้อยปีที่แล้ว ในตอนนั้นข้าถูกตามล่า จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฝังตัวเองลงไปยังใต้ดิน ซึ่งตอนแรกมันก็ดีอยู่หรอก แต่หลายปีมานี้กลับมีพวกมนุษย์มาขุดภูเขาลูกนี้อยู่เป็นประจำ !”

 

“จนมีนักบวชนอกรีตมาก่อกวนข้า และต้องการจะเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสุสาน ! พวกมันไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลย ! ตอนนี้พวกมันได้ปลุกให้ข้าฟื้นขึ้นมาแล้ว ฉะนั้น ข้าก็จะช่วยทำให้พวกมันรับรู้ถึงพลังของข้าสักหน่อย !”

 

น้ำเสียงของมังกรตัวนั้นฟังดูเย่อหยิ่งมากๆ มันได้เล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดออกมา ซึ่งทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่มังกรพูดถึงนั้นคือแผนการของเสิ่นหวยเอิน

 

เสิ่นหวยเอินมองเห็นการมีอยู่ของชีพจรมังกร และเธอไม่รู้ว่าเลยว่าเขาได้ทำอะไรลงไปถึงได้ไปปลุกมังกรขึ้นมาได้แบบนี้



ตอนที่ 384: รับมรดกพลัง

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากนี่คือเรื่องจริง เมื่อไข่มังกรในดินแดนต่างมิติของเธอฟักตัวออกมา มันก็จะเป็นมังกรตัวสุดท้ายบนโลก แม้ว่ามันจะเป็นเพียงร่างวิญญาณก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะฝึกฝนจนมันพัฒนาและมีร่างจริงขึ้นมา

 

มังกรตรงหน้าของเธอยังคงอยู่ในอารมณ์โกรธ มันบินวนเวียนอยู่รอบตัวของฟู่เยี่ยนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังบินโฉบไปโน่นไปนี่ และบินวนไปรอบๆอยู่หลายสิบครั้ง

 

จนในที่สุดนั้น มันก็ได้หยุดการเคลื่อนไหวลงอย่างกะทันหัน ก่อนที่จะยื่นหัวเข้ามาใกล้กับฟู่เยี่ยน

 

“ไม่สิ บนร่างของเจ้ามีลมหายใจมังกรอยู่ เจ้ามีอะไรที่ยังไม่ได้บอกข้าอีกหรือเปล่า? นอกจากลูกแก้วมังกรแล้ว เจ้ายังมีอะไรอีก ? พวกมนุษย์อย่างเจ้าช่างเจ้าเล่ห์มากจริงๆ!”

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกโกรธมากขึ้น ตอนนี้เขาโกรธจนแทบจะพ่นไฟออกมาแล้ว!

 

เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่าเธอไม่อาจซ่อนมันเอาไว้ได้อีก เธอจึงเอื้อมมือเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ก่อนจะหยิบไข่มังกรออกมา พร้อมกับวางมันลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง

 

“นี่คือสิ่งที่พี่สาวของท่านฝากเอาไว้กับฉัน ตอนนี้ไข่มังกรยังไม่ฟักตัวออกมา หากท่านต้องการก็เอามันไปได้เลย !” แต่ฟู่เยี่ยนยังคงเชื่อว่าด้วยความที่มันคือเสี้ยววิญญาณ มันไม่สามารถเอาไข่ใบนี้ไปได้อย่างแน่นอน

 

ทันทีที่เห็นไข่มังกร มังกรตัวนั้นก็ได้ลอยเข้ามาใกล้ๆอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอาใบหน้าของตัวเองแนบไปกับไข่ เนื่องจากพวกมันทั้งสองไม่มีกายหยาบ มังกรตัวนั้นจึงไม่สามารถหยิบไข่ขึ้นมาได้ ซึ่งไข่มังกรเองก็เป็นเพียงร่างวิญญาณเช่นกัน มันจึงเป็นเพียงการสัมผัสทางจิตวิญญาณหลังความตายเท่านั้น !

 

“มันคือลมหายใจของพี่สาวของข้าจริงๆ ไม่สิ แล้วทำไมมันถึงได้เป็นสีดำแบบนี้ล่ะ ! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ! หรือว่าจะเป็นเขากันนะ !” มังกรร่างยักษ์พึมพำกับตัวเองเบาๆ

 

ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าพ่อผู้ให้กำเนิดไข่ของมังกรนี้คือใคร แต่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว มันน่าจะเป็นมังกรที่น่าทึ่งมาก เขาเป็นราชามังกรหรือเปล่านะ ?

 

“เจ้ามนุษย์ ข้าต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ที่ดูแลไข่มังกรเป็นอย่างดี” ทันใดนั้นเอง มังกรที่อยู่ตรงหน้าก็ได้หดตัวลง ก่อนจะโค้งคำนับต่อหน้าฟู่เยี่ยน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็มีท่าทีที่ฮึดฮัดขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งที่เขาหดตัวได้แท้ๆ แต่กลับทำให้เธอกลัวอยู่ตั้งนาน !

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ในเมื่อฉันเป็นคนรับปากเอง ก็ต้องคอยดูแลปกป้องมันอยู่แล้ว มันไม่ได้ยากอะไรเลย !” ทันใดนั้นเอง คำพูดประโยคหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาภายในใจของฟู่เยี่ยน หากไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ก็จะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น ! แม้ว่ามันจะฟังดูไม่ค่อยเหมาะกับสถานการณ์นี้เท่าไหร่ แต่ก็ยังสมเหตุสมผล

 

“เจ้ามนุษย์ ตอนนี้สติสัมปชัญญะของข้าอ่อนแอลงไปมากแล้ว ดังนั้นไข่มังกรที่เจ้ามีอยู่คือความหวังของพวกเรา ข้าทำได้เพียงแค่ช่วยเขาเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น”

 

“แต่ก่อนอื่น ข้าอยากจะมอบลูกแก้วมังกรของข้าให้กับเจ้า ตอนนี้มันถูกฝังเอาไว้ที่ตำแหน่งดวงตาของข้าเอง แค่เจ้าขุดลงไปให้ลึกมากพอ เจ้าก็จะพบมัน”

 

ขณะที่มังกรตรงหน้าของเธอจะเคลื่อนไหว ฟู่เยี่ยนก็ได้หยุดเขาเอาไว้

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ท่านช่วยตอบคำถามบางอย่างกับฉันหน่อยได้ไหม ?”

 

“แน่นอน ฉันจะตอบทุกคำถามที่เจ้าอยากรู้”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบหยิบลูกปัดที่หลอมรวมมาจากลูกปัดทั้งห้าธาตุนั้นออกมายื่นให้มัน และเธอก็เห็นสีหน้าที่ดูประหลาดใจของมัน

 

“ลูกปัดห้าธาตุอย่างนั้นเหรอ ? เจ้าได้มันมาได้อย่างไร ?” ดวงตาของมังกรยักษ์เปล่งประกายขึ้นมาทันที

 

“สิ่งนี้เรียกว่าลูกปัดห้าธาตุเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนจำได้ว่าตอนที่เธอกำลังอ่านหนังสืออยู่ในดินแดนต่างมิติ เธอเห็นมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีพจรมังกรด้วย

 

“ลูกปัดห้าธาตุคือการรวมกันของอัญมณีห้าเม็ด ซึ่งที่จริงแล้วมันคือลูกแก้วมังกรห้าเม็ดนั่นเอง มันสามารถช่วยให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของชีพจรมังกรได้”

 

“มันก็เหมือนกับชีพจรมังกรบนเนินเขาแห่งนี้ ที่นี่เป็นสถานที่ที่เผ่ามังกรของข้าล่มสลายลง มนุษย์จึงเรียกสิ่งนี้ว่าชีพจรมังกร หากเจ้าปกป้องมันเอาไว้ได้ ปราณเผ่ามังกรของข้าก็จะปกป้องเจ้า ช่วยปรับสภาพอากาศของที่นี่ให้ดี และนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตัวเจ้าได้”

 

“เท่าที่ข้ารู้มา ชีพจรมังกร ณ ดินแดนแห่งนี้ได้มาถึงจุดสิ้นสุดและกำลังจะล่มสลายลงแล้ว มันเป็นเศษซากที่เหลืออยู่ของเผ่ามังกรข้า ซึ่งเป็นมังกรโบราณและได้ให้พรแก่มนุษย์มานับหมื่นปี ! จนในที่สุดมันก็ใกล้จะพังทลายลงไปแล้ว !”

 

ฟู่เยี่ยนตกใจกับคำพูดของมัน สิ่งที่มันพูดมาทั้งหมดคือความจริงหรือ ? ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าภารกิจของเธอก็คือการปรับรูปร่างของชีพจรมังกรใช่หรือเปล่า ? ทันใดนั้นเอง สีหน้าของฟู่เยี่ยนก็ดูตื่นเต้นมากขึ้น เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวทั้งหมดจะกลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ !

 

“เจ้ามนุษย์ เจ้าโชคดีมากแล้วล่ะ เป็นเพราะความเมตตาของเจ้า จึงทำให้เจ้าพบหนทางที่จะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปไปได้”

 

“ไข่มังกรที่เจ้ามีนั้นเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากมังกรศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นบุตรพี่สาวของข้ากับราชามังกร หากเจ้าช่วยเหลือเขาเอาไว้  นั่นก็หมายความว่าชีวิตของเจ้าจะต้องเจอแต่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน !” มังกรยักษ์มองไปยังไข่มังกรที่กำลังเปล่งแสงของผู้เป็นแม่ของมันออกมา

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไข่มังกรด้วยความสงสัย มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างของชีพจรมังกรได้จริงๆใช่ไหม ? มันยังเป็นแค่ไข่มังกรอยู่เลยไม่ใช่หรือ ?

 

“เจ้าเพียงแค่ต้องรอให้เขาฟักตัวออกมาจากไข่ และก่อนที่ชีพจรมังกรจะพังทลายลง ให้มันแทนที่ชีพจรมังกรของจีน ซึ่งมันจะช่วยรักษาแผ่นดินของเจ้าให้แข็งแกร่งได้นับพันปีเลยล่ะ ! ทั้งยังสามารถนำทางพวกเจ้าไปยังจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดได้อีกด้วย การอยู่ในร่างวิญญาณย่อมดีกว่าอยู่ในรูปลักษณ์เศษซากมังกรเป็นไหนๆ !”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้โค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพต่อมังกรที่อยู่ตรงหน้าของเธอ

 

“ผู้อาวุโส โปรดชี้แนะฉันด้วยเถอะ !”

 

ทว่ามังกรยักษ์ที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจจนรีบถอยห่างออกไปถึงสิบเมตร

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะนี่เป็นความหวังของเผ่ามังกร แต่ข้ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง เจ้าจะต้องบอกเรื่องนี้ให้กระจายไปทั่วแผ่นดินจีน ! โดยให้เหล่ามนุษย์ช่วยกันปกป้องสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีก !” มังกรยักษ์พูดออกไปตามตรง

 

“ฉันขอสาบาน ฉันจะเผยแพร่เรื่องนี้ให้ทั่วดินแดนจีน และจะให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

 

“ตอนนี้เจ้าต้องให้ความสำคัญและพยายามปกป้องเทือกเขาคุนหลุนเอาไว้ ซึ่งที่นั่นเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับมังกร นอกจากนี้ยังเป็นการซื้อเวลาเพื่อรอมังกรดำตัวน้อยอีกด้วย ต้องรอให้เขาเติบโตขึ้นมาเสียก่อน จึงจะสามารถแบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้”

 

“มิเช่นนั้น หากหิมะบนยอดเขาคุนหลุนละลายลง ทุกอย่างก็จะพังทลายตามไปด้วยเช่นกัน !”

 

“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะจำเอาไว้ และจะใช้พละกำลังของตัวเองเพื่อปกป้องมันอย่างสุดความสามารถ” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ดูเหมือนว่าจะมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับลงมาบนไหล่ของเธอทันที

 

“ตอนนี้จิตใต้สำนึกของข้ายังคงจะอยู่ได้อีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นข้าจะมอบมรดกพลังทั้งหมดให้กับเจ้า เจ้ารีบไปขุดลูกแก้วมังกรข้ามาเก็บเอาไว้กับตัวเถอะ เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าและเผ่าพันธุ์ของข้า”

 

“ข้าไม่รู้เกี่ยวกับพี่น้องของข้าเลย ตอนนี้พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่หากพวกเขาตายไปแล้ว เศษเสี้ยววิญญาณก็คงจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ”

 

“เจ้าต้องตามหาจิตวิญญาณของพวกเขา เพราะสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมังกรดำตัวน้อยเมื่อเขาโตขึ้น ข้าเชื่อว่าตราบใดที่เจ้าพกลูกแก้วมังกรของข้าติดตัวไปด้วย พวกเขาจะต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน ข้าต้องขอบคุณเจ้าแทนมังกรดำตัวน้อยด้วยจริงๆ !”

 

หลังจากที่มังกรยักษ์พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เห็นปราณอันทรงพลังไหลเข้าสู่ไข่มังกรช้าๆ และไม่นานหลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น

 

เธอจึงรีบไปหยิบไข่มังกรขึ้นมา ก่อนจะพบว่าไข่มังกรซึ่งก่อนหน้านี้มีรอยแตกเพียงเล็กน้อยได้แตกเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว !

 

“ลาก่อนนะ เจ้ามนุษย์ !” หลังจากที่มังกรยักษ์พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าภาพลวงตากำลังจะหายไป ดังนั้นเธอจึงรีบเก็บไข่มังกรกลับเข้าไปดินแดนต่างมิติทันที ซึ่งนั่นคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว

 

วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้ลืมตาขึ้นพร้อมกับหยดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ เป็นมู่อี้อันนั่นเองที่ใช้น้ำล้างหน้าให้กับเธอ !

 

“เธอทำให้ฉันกลัวแทบแย่แน่ะ !” ฟู่เยี่ยนลุกพรวดขึ้นมานั่งอย่างกะทันหัน ทำเอามู่อี้อันตกใจจนหงายหลังลงไปกับพื้นทันที !

 

“ฉันเป็นอะไรไปเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปดึงเขาให้ลุกขึ้นมา

 

“หลังจากที่เธอนั่งยองๆลงไปกับพื้นเมื่อกี้นี้ เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันเห็นอะไร ? มีเงาของมังกรอยู่ด้านหลังของเธอด้วยล่ะ แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้มองดูมันใกล้ ๆ เงานั้นก็ได้หายไป และเธอก็ได้ล้มลงไปนอนอยู่บนพื้น !”

 

“ฉันพยายามเรียกเธออยู่นาน ไม่ว่าฉันจะเรียกเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งหยิกเธอแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังไม่ตื่น ฉันก็เลยใช้น้ำล้างหน้าให้กับเธอนี่แหละ ปรากฏว่ามันได้ผลดีเลยทีเดียว เธอตื่นขึ้นมาจริงๆด้วย !”

 

มู่อี้อันปัดฝุ่นบนร่างกายของเขาออก ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มทะเล้นตามแบบฉบับของเขา

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้สำรวจดูตัวเอง ก่อนจะพบว่าเขาปลุกเธอรุนแรงไปแล้ว ! แล้วยังจะมีหน้ามาชมตัวเองอีกหรือ !



ตอนที่ 385: ลูกแก้วมังกร

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงความเจ็บปวดบนร่างกายของเธอได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเธอจึงได้หยิบน้ำออกมาล้างตามเนื้อตัวเธออีกครั้ง วิธีปลุกของผู้ชายคนนี้มันจะไร้คุณธรรมเกินไปแล้ว !

 

“นายกำลังพยายามจะฆ่าฉันหรือไง ? ฉันรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวแล้ว” ฟู่เยี่ยนบ่นขณะที่กำลังล้างตัว โชคดีที่เครื่องสำอางค์ของเธอเป็นแบบกันน้ำ ไม่อย่างนั้นมันคงถูกล้างออกจนหมดอย่างแน่นอน

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แล้วเธอเป็นอย่างไรบ้าง ? ก็ฉันตกใจนี่นา จะให้ฉันควบคุมตัวเองได้อย่างไร ?” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด

 

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนล้างตัวเสร็จ เธอก็พบว่ามีแผลฟกช้ำอยู่เล็กน้อยเท่านั้น

 

“อืม เธอเข้าไปในภาพลวงตาแบบไหนมา ? แล้วได้พบกับมังกรหรือเปล่า ?” มู่อี้อันเดินตามหลังเธอไปพร้อมกับถามอย่างกระตือรือร้น

 

“ฉันได้พบกับมังกรจริงๆ และเขาก็ได้ชี้ไปยังจุดที่มีสมบัติซ่อนอยู่ รีบตามเถอะ เราไปขุดมันขึ้นมากันดีกว่า” ฟู่เยี่ยนโบกมือพร้อมกับเร่งฝีเท้าเดินตรงไปข้างหน้าทันที

 

“เฮ้ เธอพูดจริงเหรอ ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมา พร้อมกับสนใจเรื่องนี้มาก

 

“เอาไว้ไปถึงนายก็จะรู้เองนั่นแหละ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เริ่มมองไปที่ชีพจรมังกรอีกครั้ง ตอนนี้เธออยู่ตรงตำแหน่งของหัวมังกรแล้ว ดังนั้นตำแหน่งดวงตาของมังกรก็จะต้องเป็นป่าที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ฟู่เยี่ยนเดินตรงไปข้างหน้าประมาณสิบกว่าก้าว และเธอก็ได้มายืนอยู่บริเวณดวงตาของมังกรในที่สุด ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้สึกราวกับว่าดวงตาของมังกรกำลังกระพริบอยู่ เธอพบจุดที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นเธอจึงใช้เนตรสวรรค์มองลงไป

 

เธอได้มองลึกลงไปใต้ดินประมาณหนึ่งเมตรครึ่ง ก่อนจะพบว่ามีลูกแก้วสีขาวที่เปล่งประกายอยู่ใต้ดินจริงๆ ฟู่เยี่ยนจึงมองไปรอบๆอีกครั้ง ที่นี่ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้ขุดเลย แล้วเธอจะขุดลงไปในดินที่ลึกขนาดนั้นได้อย่างไร?

 

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้หยิบกริชของเธอออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ส่วนมู่อี้อันที่เห็นฟู่เยี่ยนหยิบกริชออกมา เขาจึงได้มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งอำนวยความสะดวกใดอยู่เลย

 

“ฟู่เยี่ยน สมบัติที่เธอพูดถึงอยู่ที่นี่เหรอ ? ถ้าอย่างนั้นเธอขุดไปก่อนแล้วกัน ฉันจะไปดูว่าแถวนี้พอจะมีกิ่งไม้ที่พอจะช่วยขุดได้หรือเปล่า ?”

 

“ไม่เป็นไร ฉันจะขุดมันขึ้นมาเอง คิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน นายแค่คอยจับตาดูรอบๆเอาไว้ก็พอ” ฟู่เยี่ยนขวางเขาเอาไว้ หลังจากที่พูดจบ เธอก็ตั้งใจขุดลงไปด้วยพละกำลังของตัวเอง ไม่นานเธอก็ขุดลึกลงไปกว่าครึ่งเมตรแล้ว

 

ทว่าเมื่อฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มู่อี้อันก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เขาคงแยกตัวไปสำรวจแถวนี้ ดังนั้นเธอจึงได้ขุดต่อไป ตอนนี้พลังหยินของกริชก็ได้แผ่ออกมา และภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ฟู่เยี่ยนก็ได้พบกับลูกแก้วมังกร

 

ซึ่งบนลูกแก้วมังกรนั้นมีแสงสีขาวเปล่งประกายออกมา เมื่อฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมา แสงของชีพจรมังกรก็ได้หรี่ลง แม้ว่าที่นี่ยังคงมีชีพจรมังกรอยู่ก็ตาม แต่ทว่ามันไม่ได้มีพลังมากมายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เก็บลูกแก้วมังกรเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ เธอตั้งใจว่าหากกลับไปเธอจะศึกษามันอีกครั้ง ตอนนี้ออร่าของมังกรได้ค่อยๆจางหายไปแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดทั้งสองสิ่งนี้ได้ถูกมอบให้กับไข่มังกรและตัวของเธอเองแล้ว ดังนั้นปราณของชีพจรมังกรจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปรอบๆ เธอรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยที่มู่อี้อันยังไม่กลับมา ดังนั้นเธอจึงรีบกลบหลุมทันที ก่อนจะเดินไปรอบๆ ขณะที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านทิศตะวันตก

 

หากฟังจากเสียงนั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่คนแค่คนเดียว ฟู่เยี่ยนจึงได้กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เนื่องจากเสื้อผ้าของฟู่เยี่ยนเป็นสีดำอยู่แล้ว เธอจึงได้ใช้ประโยชน์จากความมืดและพรางตัวอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้

 

ไม่นานนักก็ได้มีคนสองคนเดินเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงเพ่งมองไปที่พวกเขาในทันที ก่อนจะพบว่าพวกเขาคือปรมาจารย์ที่มาจากประเทศไทย พวกเขาทั้งสองได้แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำ ซึ่งตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ตัวว่ามีคนกำลังแอบมองพวกเขาอยู่

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา แล้วมู่อี้อันหายไปไหนล่ะ ? เนื่องจากว่าเธอยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นเธอจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆจากระยะไกลได้ หลังจากที่ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ในระยะไกลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เห็นมู่อี้อันที่กำลังเดินมาทางนี้ ที่นี่มืดมากจนเธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เธอก็พอจะมองออกว่าเขากำลังถือกล่องใบเล็กอยู่ในมือ

 

เอ๊ะ เขาหาสมบัติเจอด้วยหรือ ? แต่หากเขาเดินมาที่นี่ เขาก็ต้องพบกับปรมาจารย์ทั้งสองคนนี้น่ะสิ ?

 

ตอนนี้ปรมาจารย์ทั้งสองคนจากประเทศไทยกำลังพูดคุยกันอยู่ แม้ฟู่เยี่ยนจะฟังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเธอพิจารณาจากท่าทางของพวกเขาแล้ว เธอก็พอจะเดาได้ว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อสำรวจภูมิประเทศนั่นเอง

 

ทั้งสองสำรวจที่ด้านบนและด้านล่างของภูเขาอยู่เป็นเวลานาน พร้อมกับวาดภูมิประเทศของที่นี่ลงบนแผ่นกระดาษ ซึ่งขณะนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินใกล้เข้ามาแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกกังวลมาก เธอจึงรีบโยนกิ่งไม้ไปที่เท้าของมู่อี้อันโดยตรง มู่อี้อันที่กำลังรู้สึกมีความสุขแต่ถูกขัดจังหวะแบบนี้ เขาจึงมองไปที่กิ่งไม้ที่เกาะอยู่ที่เท้าของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา

 

ทันใดนั้นเอง เหงื่อเย็นของเขาก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด เป็นไปได้ไหมว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ สิ่งนี้เป็นการแจ้งเตือนของฟู่เยี่ยนหรือ ? วินาทีต่อมา ก็ได้มีลมพัดผ่านตัวเขาไปพร้อมกับเสียงพูดของคนสองคน แต่ทว่าคำพูดนั้นกลับไม่ใช่ภาษาจีน

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงมองไปที่มู่อี้อัน ก่อนจะเห็นว่าเขาหลบเข้าไปในป่าฝั่งตรงข้าม และซ่อนตัวอยู่ในนั้นอย่างเงียบๆแล้ว

 

หลังจากที่ปรมาจารย์ทั้งสองจากประเทศไทยสำรวจบริเวณนี้เสร็จ พวกเขาก็ได้เดินลงจากภูเขาไป เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นไม้

 

“ฟู่เยี่ยน เธอเป็นคนขว้างกิ่งไม้มาที่ฉันเหรอ ?” มู่อี้อันกุมไปที่หน้าอกของตัวเอง พลางพูดออกมาด้วยความตกใจ

 

“ใช่แล้ว ฉันเป็นคนทำเอง แล้วนายถืออะไรอยู่ในมือเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเห็นกล่องใบเล็กๆในมือของเขา

 

“เธอรีบมาดูนี่สิ ฉันเจอมันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าใครเอามันมาวางไว้ ก็เลยเอามันกลับมาให้เธอดู” มู่อี้อันพูดพร้อมกับกำลังจะเปิดกล่องใบนั้นออก

 

“อย่าเพิ่งเปิด !” ฟู่เยี่ยนต้องการจะหยุดเขาเอาไว้ แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ทันใดนั้นเอง กล่องใบนั้นก็ได้ระเบิดออก ซึ่งพวกเขาทั้งสองไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ทันอย่างแน่นอน หลังจากที่ทั้งสองคนได้สติกลับมาอีกครั้ง พวกเขาก็ได้หันมามองหน้ากันและพบว่าใบหน้าของพวกเขาดำสนิทไปหมดแล้ว

 

“มู่อี้อัน นี่นายยังไม่เลิกเอานิสัยเดิมๆตั้งแต่เด็กมาใช้อีกหรือ ? ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าเพิ่งเปิดมัน นายรู้หรือเปล่าว่ามันคืออะไร ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับบ้วนน้ำลายที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านสีดำออกมาจากปากของเธอ ครั้งนี้โชคยังดีที่มันเป็นเพียงกลไกป้องกันของยันต์เท่านั้น

 

“ฉันลองดูมันอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่เห็นถึงสิ่งผิดปกติใด ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้” มู่อี้อันมองไปที่กล่องใบเล็กอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่พบร่องรอยของยันต์อะไรเลย

 

“นายไปเจอมันจากที่ไหนกัน ?” ฟู่เยี่ยนหยิบน้ำออกมาจากดินแดนต่างมิติ ก่อนจะใช้มันล้างหน้าของตัวเอง ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องปลอมตัวอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงล้างหน้า ก่อนจะเช็ดหน้าให้แห้ง !

 

“มันอยู่แถวนี้แหละ ฉันจะพาเธอไปดูเอง” มู่อี้อันพูดพร้อมกับล้างเครื่องสำอางค์บนใบหน้าของเขาออก ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา และเห็นว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาได้กลับมาเหมือนเดิมแล้ว

 

จากนั้นทั้งสองก็ได้ลุกขึ้น ก่อนจะเดินออกไป มู่อี้อันได้บอกทิศทางให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งขณะที่พวกเขากำลังเดินไปที่แห่งนั้น ตอนนี้ก็เป็นเวลาตีสามกว่าๆแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มเพ่งมองไปยังทิศที่เขาบอกทันที

 

ที่ตรงนั้น ! ยังมีกล่องใบเล็กแบบนี้อยู่อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นได้กระจายอยู่ใต้พื้นดินทั่วผืนป่าเลยทีเดียว ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปรอบๆอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นส่วนของกรงเล็บมังกร แต่เมื่อมองไปยังกรงเล็บมังกรอีกข้างหนึ่ง กลับไม่พบกล่องพวกนี้อยู่เลย

 

สิ่งนี้จะต้องถูกดำเนินการโดยคนของหม่าซานหยวนอย่างแน่นอน หากไม่มีกล่องเหล่านี้ถูกฝังเอาไว้ ที่แห่งนี้คงจะเต็มไปด้วยชีพจรมังกรแน่ๆ

 

หลังจากที่คิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปยังสถานที่ที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะสุ่มขุดกล่องใบเล็กเหล่านั้นขึ้นมาหนึ่งกล่องด้วยกริชของเธอ ซึ่งทันทีที่ขุดมันขึ้นมาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้แปะยันต์ปิดผนึกลงไป

 

“มีกล่องแบบนี้อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ ? เธอหามันเจอได้อย่างไร ?”

 

“กล่องพวกนี้คือของที่คนชั่วเหล่านั้นใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างค่ายกล เรามาเปิดดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในกันหน่อยดีกว่า” ด้วยยันต์ผนึกของฟู่เยี่ยน ตอนนี้เธอจึงสามารถเปิดมันออกโดยที่มันไม่ระเบิดแล้ว

 

เมื่อกล่องถูกเปิดออก ก็ได้มีกลิ่นเหม็นโชยออกมาทันที ทำเอาฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันปิดจมูกแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว

 

“นี่มันอะไรกัน ! ทำไมมันถึงมีกลิ่นเหม็นขนาดนี้ ! ทั้งยังมียันต์อยู่ด้วย” มู่อี้อันพูดพร้อมกับหยิบยันต์แผ่นนั้นออกมาจากกล่อง ซึ่งหลังจากที่ดูมันอย่างละเอียดแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือยันต์อะไร ดังนั้นเขาจึงได้ยื่นมันให้กับฟู่เยี่ยนดู

 

ฟู่เยี่ยนปรายตามองไปที่มัน แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่ามันคืออะไร แบบนี้คงจะต้องทดลองดูสักหน่อยเสียแล้ว !




จบตอน

Comments