ตอนที่ 386: กีบเท้าลาสีดำ
“ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่อทำอะไร ?” มู่อี้อันมองไปยังของต่างๆ ที่อยู่ภายในกล่องใบนั้น ซึ่งจากกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเขาควรจะหาความรู้จากมัน
ฟู่เยี่ยนยังคงอดทนกับกลิ่นเหม็นเหล่านี้ ทั้งยังรับรู้ถึงกลิ่นคาวได้เล็กน้อยอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงใช้กิ่งไม้เขี่ยมันขึ้นมา
“เอาล่ะ นายช่วยส่องไฟมาหน่อย ฉันจะได้มองเห็นมันชัดขึ้นกว่านี้”
มู่อี้อันจึงหยิบไฟฉายขึ้นมาพร้อมกับส่องไปยังกล่องใบนั้น ทั้งสองมองไปที่มันอย่างระมัดระวังอยู่เป็นเวลานาน และได้เห็นของสิ่งนั้นอย่างชัดเจนแล้ว ปรากฏว่าของสิ่งนั้นไม่ได้มีอะไรมากเลย มันคือกีบเท้าของลาสีดำที่ถูกผ่าครึ่ง สิ่งนี้มีความพิเศษอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว มันสามารถปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ที่นี่ได้นั่นเอง
เพื่อจะยืนยันความคิดนี้ ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบกริชของเธอออกมา จากนั้นเธอก็เริ่มขุดหากล่องตามจุดต่างๆเพิ่มอีกห้าถึงหกกล่อง และพบว่าในกล่องเหล่านั้นต่างก็เต็มไปด้วยของสิ่งนี้ ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบยันต์จำนวนหนึ่งออกมา ก่อนจะกระจายมันออกไปตามจุดต่างๆบนพื้น
ขณะที่ฟู่เยี่ยนมองไปยังยันต์พวกนั้น เธอก็ได้ใช้กิ่งไม้วาดตำแหน่งของกล่องที่อยู่ใต้ดินทั้งหมด จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือค่ายกลที่ยังตั้งไม่สำเร็จนั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน มันคือยันต์ประเภทไหนเหรอ ? เธอมองเห็นมันหรือเปล่า ? เท่าที่ฉันดูแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเป็นยันต์ที่ใช้เพื่อควบคุมอะไรบางอย่าง” มู่อี้อันมองไปที่ยันต์แผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับแสดงความคิดเห็นของเขาออกมา
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ แต่เธอยังไม่ได้พูดอะไรออกมา เห็นได้ชัดเลยว่ากระดาษที่ใช้ในการวาดยันต์พวกนี้แตกต่างจากกระดาษยันต์ที่เธอใช้อยู่ อีกทั้งการรวมกันของกีบเท้าลาสีดำกับยันต์พวกนี้มันทำให้เธอเข้าใจถึงเจตนาของเสิ่นหวยเอินขึ้นมาได้ในทันที
เห็นได้ชัดเลยว่านี่คือค่ายกลกักขังวิญญาณ ! แน่นอนว่าเขาไม่ได้ทำตามวิธีที่บันทึกเอาในบันทึกลับของผู้เฒ่าถาน เขาคิดค้นวิธีนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เสิ่นหวยเอินก็ไม่ได้มีความคืบหน้าใดๆเลย
“นายรู้สึกคุ้นเคยกับมันบ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองมู่อี้อัน ก่อนจะถามออกไป
“เธอกำลังหมายถึงอะไร ?” มู่อี้อันยังคงจ้องมองไปที่ยันต์แผ่นนั้น
“นายลองคิดดูดีๆสิ กีบเท้าลาสีดำ ยันต์ และชีพจรมังกร” ฟู่เยี่ยนบอกเบาะแสบางอย่าง ซึ่งมู่อี้อันก็ได้เริ่มวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้งในทันที
“สิ่งนี้ดูคล้ายกับบันทึกลับที่ฉันอ่านไปเมื่อตอนบ่ายเล็กน้อย มันดูคล้ายกับวิธีสกัดกั้นชีพจรมังกรที่ได้บันทึกเอาไว้ในนั้น !” มู่อี้อันครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
“มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลกักขังวิญญาณ พวกเขาตั้งใจที่จะใช้มันกักขังชีพจรมังกรเอาไว้ที่นี่ตลอดไปหลังจากที่ทำการเปลี่ยนมันเสร็จ” ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่าต่อให้เสิ่นหวยเอินจะใช้กีบเท้าลาสีดำมากเท่าไร เขาก็ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จ
ตอนนี้บทบาทของชีพจรมังกรนั้นน้อยลงไปมากแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยที่ไม่มีใครไปยุ่งกับมัน ชีพจรมังกรเหล่านี้จะสามารถปกป้องเกาะฮ่องกงเอาไว้ได้นานถึงยี่สิบปีหรือไม่ก็สามสิบปี แม้ว่าจะเป็นชีพจรมังกรที่เก่าแก่ แต่ความเจริญรุ่งเรืองของเกาะฮ่องกงคงจะอยู่ได้อีกเพียงสามสิบปีเท่านั้น
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นกันล่ะ ?” มู่อี้อันยังคงไม่เข้าใจถึงกระบวนการทางความคิดของเสิ่นหวยเอิน
“ทุกอย่างที่นี่ต่างก็เป็นเหมือนกับร่างวิญญาณ นายไม่คิดบ้างเลยเหรอ แม้ว่าเขาจะขโมยโชคลาภของชีพจรมังกรไปได้แล้วก็ตาม แต่ชีพจรมังกรก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ ? ลองคิดดูดีๆสิ การที่พวกเรามารวมตัวกันอยู่ที่นี่จำนวนมากแบบนี้ นั่นก็หมายความว่าพวกเราสามารถช่วยเสริมกำลังของค่ายกลนี้ได้ไม่ใช่เหรอ ?”
“เขาต้องการจะใช้พวกเราเป็นตัวตายตัวแทน แม้ว่าครั้งนี้เขาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าพวกเราตายไปกันหมด แล้วนายคิดว่าใครกันที่จะได้เป็นผู้นำของวงการอภิปรัชญาในอนาคต ? นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะ”
“โดยธรรมชาติแล้ว ชีพจรมังกรไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยมนุษย์ หากต้องการใช้ประโยชน์จากมัน ก็ต้องแบกรับผลสะท้อนที่เกิดจากชีพจรมังกรให้ได้ เสิ่นหวยเอินรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงต้องการใช้ประโยชน์จากมัน เรียกได้ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก !”
“คนพวกนี้ชั่วร้ายมากจริงๆ ตระกูลเหอและตระกูลหวังใช้เงินสกปรกพวกนั้นมาเป็นตัวล่ออย่างนั้นเหรอ ? ทั้งยังต้องการให้เราตายอีกด้วย ! พวกเราไม่ได้ขาดแคลนเงินหนึ่งล้านหยวนนั่นเสียหน่อย !” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยความโกรธ !
“ไม่ได้ เราต้องจัดการเรื่องนี้และเอาเงินหนึ่งล้านหยวนของพวกเขามาให้ได้ ! ฉันอยากทำให้พวกเขารู้ว่าการทุ่มเททั้งหมดของพวกเขานั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย”
ฟู่เยี่ยนมองไปยังทิศทางของชีพจรมังกรอีกครั้ง เธอยังต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มจากเกาะฮ่องกงก่อนเลยดีกว่า มาเริ่มกันเถอะ ! เธอจะทำลายแผนการของเสิ่นหวยเอิน และเปลี่ยนภูเขาไท่ผิงให้เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
“ก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องวางแผนเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว” มู่อี้อันพูดพร้อมกับกำหมัดแน่น
“ยังมีเรื่องที่สำคัญมากอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ในวันนั้นนายจะต้องอยู่กับคุณปู่ถาน อย่าปล่อยให้เขาคิดแก้แค้นเพราะถูกยั่วยุเด็ดขาด เพราะฉันมีวิธีช่วยเขาแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง
“อืม ฉันจะพยายามแล้วกัน แต่ฉันกลัวว่าอาจารย์จะอยากแก้แค้นจนไม่ยอมฟังฉันน่ะสิ” มู่อี้อันรู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้เช่นกัน
“หากเป็นแบบนั้นก็คงไม่ใช่ความผิดของเราแล้ว แค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ ที่เหลือปล่อยให้โชคชะตาเป็นตัวกำหนดแล้วกัน !”
อืม เพราะพวกเธอก็เหนื่อยแล้ว !
เมื่อเห็นว่าตอนนี้ใกล้จะรุ่งสางแล้ว และสิ่งต่างๆที่เธอต้องทำ รวมไปถึงกล่องใบเล็กเหล่านั้นก็ได้ถูกจัดการไปจนหมด ฟู่เยี่ยนจึงได้ฝังยันต์ลงไปอีกสองสามแผ่น ก่อนที่ทั้งสองจะเดินลงจากภูเขาไป ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ยังคงรออยู่ที่รถตามที่เขาได้บอกเอาไว้
ฟู่เยี่ยนหันหลังกลับไปมองที่ภูเขาไท่ผิงอีกครั้ง ในอนาคตอันใกล้นี้ สถานที่แห่งนี้จะต้องกลายเป็นสวนสาธารณะ และพลังของชีพจรมังกรจะอวยพรให้กับผู้คนบนเกาะฮ่องกงปลอดภัยและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป
ไป๋โม่เฉินยังคงรออยู่ในรถตลอดทั้งคืน และตอนนี้เขาก็ได้นั่งอยู่ที่เบาะหลัง จนในเวลาใกล้รุ่งสาง เขาก็เห็นฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเดินลงมาจากภูเขา
“เสร็จแล้วเหรอ ? ทำไมเครื่องสำอางค์บนใบหน้าของเธอถึงได้เป็นแบบนั้นล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมา ระหว่างที่รอนั้นเขาไม่ได้หลับเลย เพราะกลัวว่าจะมีบางอย่างไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทว่าเขากลับไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากที่เขาถามออกไป ทั้งสองจะหัวเราะออกมา
“มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก ! ตอนนี้เรื่องทั้งหมดเรียบร้อยดี เราไปจากที่นี่กันเถอะ ว่าแต่พี่เห็นใครขึ้นไปบนภูเขาอีกบ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามขณะเช็ดใบหน้าและมือของตัวเอง
“ฉันเห็นคนจากประเทศญี่ปุ่นและคนที่มาจากทะเลตอนใต้ พวกเขามาที่นี่และขึ้นไปบนภูเขาหลังจากที่พวกเธอขึ้นไปได้สักพัก จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่ลงมาเลย”
ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับยื่นน้ำให้ทั้งสองคนเพื่อที่จะให้พวกเขาล้างหน้า แม้ว่าเขาจะเชี่ยวชาญทางด้านการพรางตัวมากๆก็ตาม แต่เนื่องจากรถของเขาเป็นที่สังเกตได้ง่าย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงหลบอยู่ใต้เบาะรถเท่านั้น
“โอ้ ? เรื่องนี้ชักจะน่าตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ เมื่อคืนฉันเองก็ได้พบกับคนจากประเทศไทยเหมือนกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็มีการระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเหมือนกันนะ เลยมาสำรวจภูมิประเทศที่นี่ก่อน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอคาดการณ์เอาไว้จริงๆ !
“ใช่แล้ว ! ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปกันเถอะ ทั้งสองคนหิวกันหรือเปล่า ? ฉันหินจะแย่อยู่แล้ว !” มู่อี้อันเช็ดหน้าและมือของเขา ตอนนี้เขาหิวมากจริงๆ
“เวลานี้ร้านน้ำชาก็คงจะทยอยเปิดกันแล้ว ขึ้นรถเถอะ เราไปกินบะหมี่เกี๊ยวกันดีกว่า” หลังจากที่มายังเกาะฮ่องกง ไป๋โม่เฉินก็ได้ตกหลุมรักเมนูนี้มาก
“อืม ฉันอยากกินบะหมี่กุ้ง มีร้านดีๆร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมของเรา ครั้งที่แล้วฉันผ่านไปที่นั่นเห็นคนต่อคิวกันเยอะมากเลย” หากพูดถึงเรื่องของกิน ฟู่เยี่ยนก็มักจะมีท่าทีที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ
“เรื่องของอร่อย ฉันคงต้องยกให้เธอจริงๆ ฉันเองก็อยากกินบะหมี่เกี๊ยวเหมือนกัน เรารีบไปกันเถอะ !” มู่อี้อันพูดพลางตบไปที่เบาะรถทันที เพราะยิ่งฟังทั้งสองคนพูด เขาก็ยิ่งรู้สึกหิวมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่พวกเขากำลังหัวเราะนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้สตาร์ทรถ และทั้งสามคนก็ขับรถไปกินมื้อเช้าด้วยกันอย่างอารมณ์ดี
…….......
ในตอนนี้ ความเงียบก็ได้เข้ามาปกคลุมภูเขาไท่ผิงอีกครั้ง โดยไม่มีใครรู้เลยว่าช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบนี้จะคงอยู่ที่นี่ได้อีกนานแค่ไหน
ฟู่เยี่ยนรู้สึกเพลิดเพลินไปกับบะหมี่กุ้งและชามะนาวเย็นๆของเธอมาก เมื่อกลับมาถึงโรงแรม เธอก็ได้พบว่าค่ายกลของเธอยังไม่ถูกทำลาย แต่ก็ไม่ได้มีใครอยู่ด้านในแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ทำลายค่ายกลของตัวเอง จนได้รู้ถึงสาเหตุที่หม่าซานหยวนไม่ได้ทำลายค่ายกลของเธอ แท้จริงแล้วเขาได้ใช้วิธีลับในการหลบหนีออกไปนั่นเอง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน เธอรู้แล้วว่าหม่าซานหยวนมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ! กลอุบายที่เขาใช้นั้นเรียกว่าการทำลายตัวเอง เขาไม่ได้ใช้ความสามารถ แต่กลับฝ่าออกไปด้วยกำลังของตัวเอง
เขาใจร้อนเกินไป ในกรณีนี้ หากเขาไม่ได้ศึกษาค่ายกลมายาในตอนนี้ ครั้งหน้าถ้าเขาได้พบกับเธออีกครั้ง เขาจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นจริงและความฝันได้ ถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น เสิ่นหวยเอินก็คงต้องไปช่วยเขา และดูเหมือนว่าครั้งนี้เสิ่นหวยเอินมีแต่จะต้องเข้าสู่การต่อสู้ด้วยตัวเองเท่านั้น !
ซึ่งในตอนที่ฟู่เยี่ยนลงมาจากภูเขา เธอได้เตรียมของขวัญหลายชิ้นเอาไว้ให้พวกเขาแล้ว แค่รอให้เสิ่นหวยเอินและพรรคพวกของเขาขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตั้งค่ายกลเท่านั้น เนื่องจากความเหนื่อยล้า หลังจากที่กลับเข้ามาในห้อง ฟู่เยี่ยนก็ได้ผล็อยหลับไปทันที
เธอไม่ใช่เทพที่อยู่บนสวรรค์ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องนอนพักบ้าง !
ตอนที่ 387: คำสั่งเสีย
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น หม่าซานหยวนก็ได้กลับมาที่บ้านตระกูลเสิ่น หลังจากที่เขาฝืนใช้พละกำลังของตัวเองฝ่าออกมาจากค่อยกลได้นั้น อวัยวะภายในของเขาก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เขาพยายามข่มความเจ็บปวดเหล่านั้นเอาไว้ และเดินโซซัดโซเซไปจนถึงบ้านตระกูลเสิ่น
เมื่อทุกคนในตระกูลเสิ่นเห็นเช่นนี้ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน พ่อบ้านจึงได้ไปรายงานเรื่องนี้ให้กับเสิ่นหวยเอินทราบทันที เขายังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงสั่งให้คนพาหม่าซานหยวนเข้ามาพักในห้องก่อนเท่านั้น
หม่าซานหยวนยังคงมีท่าทีที่ตื่นตระหนกและดูสับสนอยู่เล็กน้อย ตอนนี้จิตใต้สำนึกของเขายังไม่ฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ สิ่งที่เขาพูดจึงฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เมื่อเห็นเช่นนี้ เสิ่นหวยเอินจึงให้เขานอนพักก่อน แม้เขาจะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหม่าซานหยวนมากแค่ไหนก็ตาม
“ในเมื่อตอนนี้คุณหม่าก็ได้เป็นแบบนี้ไปแล้ว เราควรจะทำอย่างไรกับค่ายกลบนภูเขาต่อไปดี ?” คนสนิทของเสิ่นหวยเอินเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“เขาคงทำเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว หากเป็นแบบนี้ ฉันคงต้องจัดการมันด้วยตัวเองเสียแล้ว” จนถึงตอนนี้ มือของเสิ่นหวยเอินยังคงรู้สึกชาอยู่ ทั้งยังรู้สึกเจ็บขึ้นมาเป็นครั้งคราวอีกด้วย มันทำให้เขารู้สึกเสียสมาธิไปเล็กน้อย
“แต่นายท่านยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บเลยไม่ใช่เหรอครับ ?” พ่อบ้านพูดแทรกขึ้นมาด้วยความกังวล
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาสนใจเรื่องอื่นหรอกนะ บาดแผลแค่นี้หยุดฉันไม่ได้หรอก และฉันก็พลาดโอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้อีกด้วย หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป ไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่ปี ! โทรไปบอกอาจารย์หวังและอาจารย์เฉินเดี๋ยวนี้ บอกให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อม เราจะขึ้นไปบนภูเขาในช่วงบ่าย” เสิ่นหวยเอินตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน ผมคิดว่านายท่านควรพักผ่อนให้มากกว่านี้นะครับ ให้อาจารย์หวังและอาจารย์เฉินเป็นคนทำเรื่องนี้แทนไม่ดีกว่าเหรอครับ ?”
“ไม่ได้ พวกเขาไม่รู้ถึงหัวใจของค่ายกลนี้ นายไปโทรหาพวกเขาก่อนเถอะ แล้วค่อยโทรหาเสี่ยวฝูให้เขามาดูแลเสี่ยวหยวน” เสิ่นหวยเอินแตะไปยังบาดแผลที่มือของเขา ก่อนจะมองไปยังหม่าซานหยวนที่นอนอยู่บนเตียง
แม้ว่าพ่อบ้านจะรู้สึกกังวลก็ตาม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นายท่านของเขาเตรียมตัวมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นจึงต้องทำมันให้สำเร็จ มิเช่นนั้นนายท่านคงจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอน
ที่หม่าซานหยวนต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เป็นเพราะเขาถูกค่ายกลเล่นงานมาอย่างนั้นหรือ ? แล้วใครเป็นคนทำกันล่ะ ? เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นฝีมือของตระกูลเฮ่อ ส่วนเรื่องที่ดินทั้งสามผืนนั้น เขาคงต้องหาวิธีอื่นแล้ว
เสิ่นหวยเอินรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก มีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ ? กว่าเขาจะเชิญสมาชิกแวดวงอภิปรัชญาของแต่ละประเทศมายังเกาะฮ่องกงได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นผลดีกับเขาอย่างนั้นหรือ
สิ่งเดียวที่เขามั่นใจในตอนนี้ก็คือ คนที่ทำเรื่องนี้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลเฮ่อ และมีความสามารถที่แข็งแกร่งมากๆอย่างแน่นอน
มิเช่นนั้น คงจะช่วยชีวิตผู้เฒ่าเฮ่อเอาไว้ไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เสี่ยวหยวนได้ยืนยันกับเขาแล้ว และบนเกาะฮ่องกงก็ยังไม่มีสมาชิกของแวดวงอภิปรัชญาคนไหนกล้าให้ความช่วยเหลือเฮ่อตงฟางอีกด้วย ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่าปัญหาจะมาจากคนนอกแบบนี้เช่นกัน
ดังนั้น สิ่งเดียวที่เสิ่นหวยเอินมั่นใจมากๆ ในตอนนี้ก็คือเขาต้องตั้งค่ายกลขึ้นมาให้สำเร็จ มิเช่นนั้นความพยายามอย่างหนักตลอดหลายปีของเขาก็จะสูญเปล่าไปในทันที
ทันใดนั้นเอง พ่อบ้านก็ได้กลับเข้ามาอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเห็นว่าผ้าพันแผลของเสิ่นหวยเอินมีคราบเลือดซึมออกมา พ่อบ้านจึงรีบโทรเรียกหมอให้มาดูบาดแผลของเสิ่นหวยเอินในทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหวยเอินเห็นเสี่ยวหยวนตกอยู่ในสภาพนี้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกกังวลและโกรธมาก ซึ่งนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเผลอกำหมัดโดยไม่รู้ตัว
“อาจารย์เสิ่น คุณต้องพยายามไม่ให้บาดแผลของคุณปริแบบนี้อีกนะครับ มิเช่นนั้นเส้นลมปราณของคุณอาจจะได้รับความเสียหายได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อแขนข้างขวาของคุณ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำตอนนี้คือพักผ่อนให้มากๆครับ” หมอผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงได้กล่าวเตือนเสิ่นหวยเอินออกไปตามตรง
“หมอจาง ผมยังมีเรื่องที่จำเป็นต้องทำ ดังนั้นคุณช่วยพันแผลให้กับผมแน่นๆหน่อยเถอะครับ” เสิ่นหวยเอินพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ขมขื่น
“หากคุณยังฝืนตัวเองแบบนี้ คุณเสิ่น ด้วยความเคารพนะครับ มันไม่ได้เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของคุณเลย” หมอจางบอก
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้เพียงแค่ขอให้หมอจางสั่งยาผงเพื่อห้ามเลือดให้กับเสิ่นหวยเอินเท่านั้น
ขณะที่หมอจางกำลังพันผ้าพันแผลอยู่นั้น เสิ่นว่านเอ๋อก็ได้กลับแล้วมาเช่นกัน เธอเข้ามาดูอาการบาดเจ็บของผู้เป็นพ่อในทันที และไม่คาดคิดเลยว่าเสิ่นหวยเอินกำลังจะออกไปข้างนอก
“พ่อคะ พ่อยังจะออกไปข้างนอกอีกเหรอ ? ในสถานการณ์แบบนี้ พ่อควรพักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่านะคะ ให้คนอื่นทำแทนเถอะ ตอนนี้พ่อควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อน” เสิ่นว่านเอ๋อไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เสิ่นหวยเอินจะออกไปข้างนอก
“คนพวกนั้นจะไปรู้เรื่องอะไร พ่อต้องออกไปทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง ว่านเอ๋อ วันนี้ลูกไปที่ไหนมา แล้วแม่ของลูกอยู่ไหน ? ลูกไม่ได้ไปส่งเธอกลับเหรอ ?”
เสิ่นหวยเอินถามถึงอดีตภรรยาของเขา ซึ่งหลังจากที่เธอย้ายออกไป ทั้งสองก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย มีเพียงคำบอกเล่าจะปากของลูกสาวเท่านั้นที่เขาพอจะรับรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายได้
“วันนี้แม่พาหนูไปดูโรงเรียนใหม่มาค่ะ พ่อคะ หนูไม่อยากกลับไปอังกฤษอีกแล้ว หนูอยากอยู่กับพ่อและแม่ที่เกาะฮ่องกง” เสิ่นว่านเอ๋อพูดออกไปตามตรงขณะที่นั่งอยู่ข้างๆเสิ่นหวยเอิน
“ไม่ได้ ! พ่อไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ว่านเอ๋อ ลูกต้องเชื่อฟังพ่อ หลังจากวันหยุดของลูกหมดลง ลูกจะต้องกลับไปเรียนทันที ลูกไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่บ้านของเราในตอนนี้หรอก หากลูกอยากอยู่กับแม่ของลูก ก็ชวนแม่ของลูกไปอยู่ที่อังกฤษด้วยกันไม่ดีกว่าเหรอ ?”
“พ่อคะ หนูไม่อยากกลับไปอังกฤษอีกแล้ว เพราะคนที่นั่นต่างก็ดูถูกพวกเรา ! นอกจากนี้ แม่ก็เห็นด้วยกับเรื่องที่หนูจะไม่กลับไปที่นั่นค่ะ” ทันทีที่เสิ่นว่านเอ๋อพูดจบ เธอก็ได้เม้มริมฝีปากของเธอเอาไว้
“ไม่ได้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก ถึงอย่างไรลูกก็ต้องกลับไป พ่อจะบอกเรื่องนี้กับแม่ของลูกเอง พ่อบ้าน พาเธอออกไปก่อนเถอะ” สีหน้าของเสิ่นหวยเอินดูเย็นชาลงไปอย่างเห็นได้ชัด เขาต้องการที่จะถามอดีตภรรยาของเขาว่าทำไมถึงได้ยอมให้ลูกสาวเอาแต่ใจแบบนี้ !
“พ่อคะ !” เสิ่นว่านเอ๋อไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดินตามพ่อบ้านออกไปที่ห้องของเธอเท่านั้น
“คุณหนูครับ นายน้อยหยวนก็กลับมาแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าเขาได้รับบาดเจ็บกลับมา ดังนั้นนายท่านจึงมีเรื่องให้ต้องทำมากมาย คุณหนูโปรดเข้าใจนายท่านด้วยเถอะครับ ผมคิดว่าคุณหนูควรจะกลับไปเรียนตามที่นายท่านบอกดีกว่านะครับ”
พ่อบ้านทำได้เพียงโน้มน้าวใจเสิ่นว่านเอ๋อเท่านั้น เขาเฝ้าดูลูกๆของตระกูลเสิ่นมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเลือดเนื้อเชื้อไขของนายท่านมีเพียงลูกสาวเท่านั้น ดังนั้นเขาจะปล่อยให้นายท่านประสบกับการสูญเสียไม่ได้อีก
“พี่ชายได้รับบาดเจ็บเหรอ ? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ? ฉันอยากไปเยี่ยมเขา” เมื่อเสิ่นว่านเอ๋อได้ยินว่าหม่าซานหยวนได้รับบาดเจ็บ เธอจึงอยากจะไปเยี่ยมเขาในทันที
“คุณหนูไปพักผ่อนที่ห้องรอจนกว่าเขาจะฟื้นดีกว่าครับ คุณหนูอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ผมจะไปบอกแม่ครัว และนำอาหารไปให้คุณหนูที่ห้องเอง แบบนี้ดีไหมครับ ?” พ่อบ้านใช้กลอุบายที่นุ่มนวลในการชักชวนเสิ่นว่านเอ๋อให้กลับไปที่ห้องของตัวเอง
ตอนนี้เสิ่นหวยเอินยังคงเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง หลังจากที่ลูกสาวของเขาบอกว่าเธออยากจะกลับมาอยู่ที่เกาะฮ่องกง เสิ่นหวยเอินก็รู้สึกสับสนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขามีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยของเธอ
ซึ่งเหตุผลที่เขาส่งเธอไปอยู่ที่อังกฤษนั้น ก็เพราะเขาอยากให้เธอไปเริ่มต้นใหม่ที่นั่นในอนาคต เธอจะได้มีชีวิตที่ดี และไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้
หากมองจากภายนอกนั้น อาจจะเห็นว่าเสิ่นหวยเอินไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ลึกๆแล้วเขายังคงกลัวว่าลูกๆของเขาจะกลายเป็นที่ระบายความแค้นแทนเขา
ในแต่ละคืนนั้น เขาเอาแต่พลิกตัวไปมาเนื่องจากนอนไม่หลับ เพราะว่านเอ๋อเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขา ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับเธอเด็ดขาด
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นั้น ก็ได้มีเสียงฝีเท้ากำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่เสิ่นหวยเอินจะเห็นว่าเป็นพ่อบ้านนั่นเองที่กลับมา
“ว่านเอ๋อเป็นอย่างไรบ้าง ?”
“คุณหนูกลับไปที่ห้องของเธอแล้วครับ เธอยังเด็กมาก และการที่เธอคิดถึงบ้านก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วล่ะครับ นายท่านครับ ทำไมนายท่านไม่ลองให้เธอกลับมาเรียนที่เกาะฮ่องกงดูล่ะครับ !”
“ไม่ได้ หากเป็นแบบนั้นฉันคงจะรู้สึกไม่สบายใจมากแน่ๆ ครั้งนี้สิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดในตอนแรก แม้ว่าฉันจะกำลังฝืนเจตจำนงของสวรรค์ แต่หากฉันล้มเหลว มันก็จะส่งผลต่อชีวิตของฉันแค่คนเดียว”
“ตอนนี้หากดูจากสภาพของหม่าซานหยวนแล้ว เขาคงไม่สามารถตั้งค่ายกลได้ และเราคงไม่สามารถพึ่งพาเขาในการควบคุมค่ายกลได้อีกต่อไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้ฝึกฝนเขาเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังถูกค่ายกลเล่นงานกลับมา ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าศัตรูของเราในครั้งนี้แข็งแกร่งมากขนาดไหน ดังนั้นฉันจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ”
“ฉันจะให้อาหลี่ตามไปอยู่ที่อังกฤษพร้อมกับเธอด้วย และฉันจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดที่ฉันมีให้กับเธอ รวมถึงธุรกิจมี่ฉันทำตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย หากฉันเป็นอะไรไป ว่านเอ๋อก็ยังมีคนให้พึ่งพาได้ และในอนาคต เสี่ยวหยวนกับว่านเอ๋อก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง”
“ส่วนแก๊งมังกรพยัคฆ์ นายช่วยจัดการมันด้วยก็แล้วกัน หากฉันเป็นอะไรไป ก็ให้รองหัวหน้าแก๊งหม่าขึ้นมารับหน้าที่ต่อได้เลย แล้วฉันจะคุยกับเขาเอง”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนกับการสั่งเสียของเสิ่นหวยเอินนั้นทำให้พ่อบ้านรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะรู้ถึงแบบนั้น แต่ก็ยังคงทำตามคำสั่งอย่างเชื่อฟัง
ตอนที่ 388: ผ่าหินหยก
ฟู่เยี่ยนหลับไปจนถึงช่วงบ่าย ซึ่งเธอถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตูของไป๋โม่เฉิน เธอจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและมองดูนาฬิกา ก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว เธอจึงรีบลุกขึ้นจากเตียงและไปเปิดประตูให้ไป๋โม่เฉิน
“พี่ได้นอนบ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขณะที่กำลังดื่มน้ำ อย่าบอกนะว่าตอนนี้เขาหิวอีกแล้ว
“ฉันตื่นได้สักพักแล้ว มีคนจากตระกูลเฮ่อมาบอกฉันว่าคืนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อจะจัดงานเลี้ยงให้พวกเราที่บ้านของเขา ฉันก็เลยมาดูว่าเธอตื่นหรือยัง ส่วนลุงห่าวเองก็ได้ส่งคนมาบอกว่าในช่วงบ่ายนี้ เขาจะผ่าหินที่ประมูลได้ เลยอยากจะถามว่าเธอว่างหรือเปล่า ?”
“เธออยากเอาหินของเธอไปผ่าด้วยหรือเปล่า ?” หากตอนนี้เธอมีเวลาว่าง ก็ควรจะจัดการหินทั้งสองก้อนนี้ให้เสร็จ แล้วค่อยไปร่วมงานเลี้ยงในตอนเย็น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วกัน แล้วลุงห่าวจะส่งใครมารับพวกเรา ใช่ฉินเฟิงหรือเปล่า ?”
“อืม ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้เขามารอเราอยู่ที่ล็อบบี้แล้ว ระหว่างที่เธอแต่งตัว ให้ฉันลงไปรอข้างล่างก่อนดีไหม ?” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปทั้งที่ใจของเขาอยากจะรอฟู่เยี่ยนแต่งตัวอยู่ที่นี่
“ไม่เป็นไรหรอก รอฉันอยู่ที่นี่แหละ เราจะได้ลงไปพร้อมกัน แล้วคุณชายเฮ่อพูดอะไรอีกหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าของตัวเองและเดินเข้าห้องน้ำไป
“เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากนักหรอก แค่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเราเท่านั้นเอง เธอหิวหรือเปล่า อยากกินอะไรก่อนไหม ?” ไป๋โม่เฉินกลัวว่าเธอจะหิว จึงได้ถามออกไป
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดาว่าบางทีอาจมีข่าวบางอย่างจากตระกูลเสิ่นก็ได้ นอกจากนี้ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็อยาก จัดงานเลี้ยงให้พวกเธอมาโดยตลอดอยู่แล้ว นั่นคงเป็นเหตุผลที่เขาจัดงานเลี้ยงในวันนี้ขึ้นมา
“ฉันยังไม่หิวเลย ตอนที่เราไปร้านน้ำชา ฉันกินบะหมี่ไปเยอะมาก จริงสิ ฉันเดาว่าคืนนี้จะต้องมีข่าวเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นแน่ๆ เราลงไปข้างล่างกันเถอะ”
ฟู่เยี่ยนสวมชุดกระโปรงยาวแลดูเข้ากันกับผมที่ยาวสลวยของเธอ อีกทั้งเธอยังทาปากสีแดง ซึ่งขับให้เธอยิ่งดูคล้ายกับสาวฮ่องกงมากขึ้นไปอีก
ตอนนี้ฉินเฟิงได้รอพวกเขาอยู่ในรถแล้ว และเขายังคงปฏิบัติต่อฟู่เยี่ยนด้วยความสุภาพเหมือนเช่นเคย เมื่อเห็นทั้งสองเดินมา เขาจึงได้รีบออกไปเปิดประตูรถให้ทันที
“คุณฟู่ เชิญขึ้นรถก่อนครับ”
“แล้วลุงห่าวล่ะคะ ? เขาไม่ได้มาด้วยเหรอ ?”
“ตอนนี้เขาไปรอคุณกับคุณไป๋ที่โรงงานแล้วครับ” ฉินเฟิงพูดก่อนจะเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับ พร้อมกับรัดเข็มขัดนิรภัย
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปที่นั่นเถอะ แล้วโรงงานอยู่ไกลหรือเปล่าคะ ? หากผ่านร้านน้ำชา เราจะได้แวะทานข้าวกันก่อน”
“ขับรถไปประมาณสิบนาทีก็ถึงโรงงานของคุณชายรองตระกูลเฮ่อแล้วล่ะครับ เขาเปิดร้านขายเครื่องประดับด้วยตัวเอง คุณฟู่ครับ ข้างร้านของเขามีร้านน้ำชาชั้นดีตั้งอยู่ ทั้งยังมีโรงงานขนมปังไส้สับปะรดชื่อดังอยู่ที่นั่นอีกด้วย เราไปอะไรทานที่นั่นกันดีกว่าไหมครับ ?”
ฉินเฟิงพูดออกมาด้วยความจริงใจ ดังนั้นฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงตัดสินใจตามที่เขาเสนอมา รถของพวกเขาได้แล่นไปบนถนน ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีต่อมา พวกเขาก็ได้มาถึงโรงงานเล็กๆแห่งหนึ่ง
“คุณฟู่ เชิญคุณขึ้นไปบนชั้นสองก่อนเถอะครับ แล้วผมจะไปสั่งอาหารให้กับคุณและคุณไป๋เอง” ฉินเฟิงเปิดประตูรถให้ฟู่เยี่ยน ก่อนจะเดินไปสั่งอาหาร
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงได้ขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งลุงห่าวกำลังนั่งดื่มชารออยู่กับคุณชายรองตระกูลเฮ่ออยู่ ก่อนหน้านี้เขาได้ยินพี่ชายบอกว่าลุงห่าวและฟู่เยี่ยนประมูลหินหยาบไปได้สองก้อน จึงอยากจะให้เขาช่วยผ่ามัน แต่ตอนนั้นเขายังไม่มีอุปกรณ์ จึงได้นัดลุงห่าวมาที่นี่ในวันนี้แทน
“อาจารย์ฟู่ คุณไป๋ สวัสดีตอนบ่ายครับ”
“คุณชายรอง สวัสดีตอนบ่ายค่ะ ลุงห่าว ทำไมวันนี้ลุงถึงได้ดูอารมณ์ดีขนาดนี้ล่ะคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรเลย เธอรู้อยู่แล้วว่าเขามาทำอะไรที่นี่ในวันนี้
ส่วนคุณชายรองก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูฉากความสนุกสนานเท่านั้น เขายังต้องการซื้อมันด้วย เนื่องจากร้านขายเครื่องประดับของเขาเป็นร้านเล็กๆ จึงไม่ค่อยมีเครื่องประดับที่ทำจากหยกชั้นเยี่ยมเท่าไหร่นัก
ซึ่งหากเขาต้องการหาวัสดุชั้นดี เขาต้องไปถึงพม่าเลยทีเดียว ทั้งยังใช้ต้นทุนที่สูงมากอีกด้วย ด้วยความที่ว่าร้านเครื่องประดับของเขาเป็นร้านเล็กๆ จึงไม่ได้มีเงินทุนในการเดินทางเท่าไหร่ ซึ่งบังเอิญมากที่เขาได้เจอหินหยาบทั้งสองก้อนของลุงห่าวและฟู่เยี่ยน
“สาวน้อย ไม่ใช่ว่าฉันอารมณ์ดีหรอกนะ แต่เป็นเพราะเด็กคนนี้ที่คอยรบกวนฉันและยืนกรานที่จะขอซื้อหินหยาบของฉันต่างหากล่ะ” ลุงห่าวจิบชาช้าๆ เพราะนี่คือชาคุณภาพเยี่ยม มันยากมากที่เด็กคนนี้จะใช้มันต้อนรับเขา ซึ่งมันไม่ได้ต่างไปจากการติดสินบนเลยแม้แต่น้อย
“โอ้ คุณชายรอง สิ่งนี้คือ…” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่รู้
“ลุงห่าว ได้โปรดเถอะนะครับ ตอนนี้ร้านของผมขาดแคลนวัสดุชั้นดี ! หากลุงห่าวและอาจารย์ฟู่ยอมขายหินหยาบพวกนี้ให้กับผม ผมยินดีที่จะจ่ายตามราคาตลาด และจะไม่ให้ทั้งสองขาดทุนเลยครับ อาจารย์ฟู่ คุณเห็นด้วยหรือเปล่า ?” คุณชายรองตระกูลเฮ่อพูดออกมาด้วยสีหน้าที่แทบจะร้องไห้
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเช่นนั้น เธอยังคงมีท่าทีที่สบายๆ ด้วยขนาดของหินที่ใหญ่มาก แม้แต่การขนย้ายมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติยังยากเลยไม่ใช่หรือ ? ถ้าอย่างนั้นการขายมันให้กับเขาก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเช่นกัน !
“เจ้าหนู นายยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าภายในหินก้อนนี้มีอะไรซ่อนอยู่ ! หากมันมีของล้ำค่าอยู่ด้านในจริงๆ ฉันจะขายมันให้กับนาย แต่มีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือนายต้องใช้มันทำกำไลข้อมือชิ้นหนึ่งให้กับป้าของนายด้วย” ลุงห่าวเห็นด้วยกับความคิดนี้
“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะใช้มันทำกำไลข้อมือแล้วมอบมันให้กับป้าของผม แล้วอาจารย์ฟู่ล่ะครับ คุณคิดเห็นอย่างไรบ้าง ?” คุณชายรองไม่ใช่คนโง่ และหินหยาบที่ฟู่เยี่ยนประมูลมาได้นั้นก็มีขนาดใหญ่มาก !
“ในเมื่อคุณชายรองพูดถึงขนาดนั้นแล้ว ฉันคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแล้วล่ะ ! และฉันเองก็มีคำขอแบบเดียวกับลุงห่าวนั่นแหละค่ะ ฉันเองก็อยากเก็บบางส่วนเอาไว้สำหรับตัวเองและครอบครัวด้วยเช่นกัน” ฟู่เยี่ยนตอบตกลงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ซึ่งมันตรงจุดพอดี
“นั่นไม่ใช่ปัญหา วันนี้ผมจะเลี้ยงมื้อค่ำทุกคนเอง อาจารย์ฟู่และลุงห่าวได้ช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ให้กับผมเลยจริงๆ !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ตอนนี้หัวใจที่เหี่ยวเฉาของเขาได้พื้นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว !
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของนายจริงๆ แต่เย็นนี้เห็นทีว่าฉันจะไม่ว่างน่ะสิ ตอนนี้พ่อของนายได้นัดพวกเราเอาไว้แล้ว และพวกเราก็จะไปทานมื้อค่ำที่บ้านของนาย” ลุงห่าวพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูร่าเริง
“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยครับ ! พ่อช่วยผมให้ประหยัดเงินได้มากเลยทีเดียว ตอนนี้เราไปดูหินกันก่อนดีกว่าครับ ! ตอนที่มันถูกส่งมาที่นี่วันแรก อาจารย์หนิวบอกกับผมว่าหินหยาบทั้งสองก้อนนี้อาจจะมีของดีอยู่ข้างใน ! และจากที่ผมดูแล้ว ลุงห่าวครับ หินของลุงมีโอกาสที่จะมีหยกล้ำค่าอยู่ด้านในสูงมากเลยล่ะครับ !”
คุณชายรองเองก็มีสายตาที่เฉียบคมมากเช่นกัน มิเช่นนั้นเขาคงจะทำธุรกิจนี้ไม่ได้
โรงงานของเขาไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก ซึ่งพวกเขาเองก็ได้ไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็วมาก ตอนนี้หินทั้งสองก้อนได้ถูกส่งมาที่นี่แล้ว และมันได้ถูกวางเอาไว้ที่สนาม ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ผ่าหิน และเครื่องจักรหลายเครื่องในโรงงานก็ได้ถูกเตรียมพร้อมเอาไว้ข้างๆแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงเข้าไปดูใกล้ๆ เครื่องจักรของที่นี่ดูล้ำหน้ากว่าที่โรงงานของเธอมาก เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เทคโนโลยีในเกาะฮ่องกงนั้นช่างล้ำหน้ากว่าที่เมืองหลวงมากจริงๆ
“คุณชายรอง ฉันมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง เครื่องผ่าหินพวกนี้ผลิตจากที่ไหนเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง
“อาจารย์ฟู่เองก็สนใจเรื่องนี้เหมือนกันเหรอ ? พอดีผมขอให้เพื่อนของผมส่งมันมาให้จากประเทศเยอรมนี ซึ่งที่นั่นมีเครื่องจักรที่ล้ำหน้ากว่าบ้านเรามาก ! แต่ชาวเยอรมนีไม่ค่อยขายมันเท่าไหร่ ! เพราะพวกเขากลัวว่าเราจะไปลอกเลียนแบบพวกเขานั่นเอง !” คุณชายรองพูดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าที่ดูอึดอัดเป็นอย่างมาก
อย่างนี้นี่เอง ! ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรต่อ คงจะดีไม่น้อยหากสิ่งนี้ถูกผลิตขึ้นในเกาะฮ่องกง
ตอนนี้เครื่องจักรที่โรงงานในเมืองหลวงค่อนข้างเก่ามาก และต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันในการผ่าหิน มันจึงได้ส่งผลต่อกำลังการผลิตโดยตรง เธอได้แต่หวังว่าในปีหน้า นโยบายทั้งหมดของประเทศจะผ่อนปรนลง เธอจะได้นำเข้าของพวกนี้ได้สักที
“ลุงห่าว ลุงอยากผ่าก้อนไหนก่อนดีครับ ?”
“ผ่าของฉันก่อนสิ ของฉันชิ้นเล็กกว่า” ลุงหาวชี้ไปที่หินของตัวเอง
“เอาล่ะ ย้ายหินก้อนนั้นเข้ามาเร็วเข้า” คุณชายรองตระกูลเฮ่อสั่งให้คนของเขาย้ายมันไปที่เครื่องในทันที เนื่องจากหินของลุงห่าวมีขนาดเล็ก จึงไม่มีปัญหาในการเคลื่อนย้ายเท่าไหร่
ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรอยู่ภายในหินก้อนนั้น เธอจึงมองไปที่มัน ก่อนจะขีดเส้นลงไปบนหิน และหลังจากที่ชี้แนะสิ่งต่างๆกับคนผ่าหินแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกไปกินขนมปังไส้สับปะรดด้านนอก
ในขณะนั้นเอง อาจารย์เฒ่าหลายคนต่างก็เริ่มซุบซิบกัน พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าเส้นที่ฟู่เยี่ยนวาดนั้นดูลวกๆเกินไป ดูเหมือนว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะไม่ใช่คนที่รู้เรื่องหินหยกสักเท่าไหร่
ตอนที่ 389: นับถือจากใจจริง
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดบางอย่าง คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็ได้เดินเข้ามา
“พวกคุณมัวพูดอะไรกันอยู่ ? ทำไมไม่รีบลงมืออีกล่ะ ?”
“เถ้าแก่ครับ ดูที่เส้นที่เธอลากเอาไว้พวกนี้สิ เราเช็ดมันออกก่อน แล้วค่อยผ่าหินดีไหมครับ ? นี่มัน…”
คุณชายรองเห็นว่ามันถูกลากขึ้นมาแบบลวกๆจริง แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธการตัดสินใจของฟู่เยี่ยนได้
“ผ่าตามที่เธอลากเส้นเอาไว้นั่นแหละ หากมันเกิดความเสียหายขึ้น พวกคุณไม่ต้องรับผิดชอบใดๆนั้นนั้น เอามันขึ้นไปบนเครื่องเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินไปหาฟู่เยี่ยน เขาอยากจะถามอาจารย์ฟู่ว่าเธอเคยผ่าหินหยกแบบนี้บ้างหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังเพลิดเพลินไปกับการทานอาหารอยู่ เขาจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน ก่อนจะมองไปยังไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างๆแทน
“คุณไป๋ เธอเคยผ่าหินพวกนี้มาก่อนบ้างหรือเปล่า ? ผมเห็นว่าตอนที่เธอลากเส้น เทคนิคของเธอดูเหนือกว่าเหล่าปรมาจารย์รุ่นเก่าเสียอีก !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อไม่ได้ถามออกไปตามตรง แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้พูดอะไรและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเท่านั้น
ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปที่เขา เด็กคนนี้คงกลัวว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนโง่ จึงได้มาทดสอบเธอผ่านเขาอยู่สินะ
“ฟู่เยี่ยนเคยเปิดร้านขายวัตถุโบราณในเมืองหลวงมาก่อน ซึ่งของในร้านนั้นมักจะเป็นเครื่องประดับและหยกเป็นส่วนใหญ่ เธอซื้อหินหยาบและผ่ามันด้วยตัวเองมาหลายปีแล้ว ! คุณเฮ่อ คุณอย่ากังวลไปเลย เธอจะไม่ทำให้หินก้อนนั้นด้อยค่าลงไปอย่างแน่นอน !”
ไป๋โม่เฉินพูดออกไปตามตรง ซึ่งคุณชายรองที่ได้ยินเช่นนี้ก็ดูสับสนไปเล็กน้อย ทั้งยังรู้สึกตกใจไปพร้อมๆกัน ชายที่อยู่ตรงหน้าของเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน ! โชคดีแล้วที่ไป๋โม่เฉินช่วยเตือนสติเขา มิเช่นนั้นหากเขาใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม บางทีมันอาจจะไปทำให้เธอขุ่นเคืองใจก็ได้ !
“อาจารย์ฟู่ช่างมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ! ที่แท้อาจารย์ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้นี่เอง !” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้หันหลังกลับและไปที่เครื่องจักรอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง ลุงห่าวที่อยู่ข้างๆ ก็ได้เห็นทุกอย่างแล้วเช่นกัน เขาจึงได้หันไปถามฟู่เยี่ยนที่กำลังกินข้าวอยู่ทันที
“สาวน้อย เธอเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องประดับ และยังเคยผ่าหินหยาบพวกนั้นด้วยตัวเองเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมา เธอมองไปที่คุณชายรองอีกครั้ง การที่เขารู้สึกสงสัยนั้นเป็นเรื่องที่ปกติอยู่แล้ว เพราะเธอดูไม่เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เลยจริงๆ ดังนั้นเธอจึงชินกับคำถามแบบนี้มาก
เธอจึงพยักหน้าให้กับลุงห่าว ก่อนจะพูดถึงเรื่องร้านในเมืองหลวงของเธอสั้นๆ ซึ่งทำให้ลุงห่าวตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเรื่องการผ่าหินของเธอ เขาจึงตบไปที่ต้นขาของตัวเองอย่างแรง
“สาวน้อย ฉันไม่รู้ว่าต้องพูดอย่างไรจริงๆ ! เธอเป็นเด็กมีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย ! หากลุงเฉียงได้พบกับเธอแล้วล่ะก็ เขาคงจะต้องดีใจมากๆอย่างแน่นอน !”
เมื่อลุงห่าวพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนจึงถือโอกาสถามเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูลเสิ่นทันที แม้ว่าครั้งที่แล้วเธอจะพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจของย่าเธอไปแล้วก็ตาม แต่เธอยังไม่ได้อธิบายถึงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างย่าของเธอกับฟู่เหล่าชวน
“ลุงห่าวคะ ทำไมทวดของหนูถึงยอมให้ผู้เฒ่าเฮ่อกลับมาที่เกาะฮ่องกงล่ะคะ ? ทำไมถึงไม่อยู่ทางตอนใต้ล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจ หรือว่าเขาต้องการมาตามหาคนในครอบครัว ?
ลุงห่าวที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เรื่องมันยาว ที่จริงแล้วลุงเฉียงไม่ได้อยากจะห่างจากลูกสาวเลย แต่ตอนนั้นซู่ยวี่ยืนกรานจะติดตามผู้เฒ่าเฮ่อมายังเกาะฮ่องกงเองต่างหากล่ะ”
“เธอบอกว่าเธอต้องการเติมเต็มความปรารถนาของพ่อ ลุงเฉียงต้องการย้ายครอบครัวของเขากลับไปที่เกาะฮ่องกงหลังจากตั้งหลักในหนานหยางได้ แต่โชคชะตาก็เล่นตลกไม่ยอมให้เขาได้สมความปรารถนา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดของเขาอีกเลยเป็นเวลาหลายปีแล้ว”
“ในตอนนั้นลุงเฉียงคิดว่าจะได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับย่าของเธอ เขาจึงได้ตอบตกลง ซึ่งเวลานั้นเขาเหลือลูกสาวบุญธรรมคอยดูแลเขาอยู่เพียงลำพังเท่านั้น”
เมื่อลุงห่าวพูดถึงตรงนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงย่าของวังจื่อหยวนขึ้นมาทันที
“ลุงห่าว ลูกสาวบุญธรรมของทวดชื่อเสิ่นหลันใช่หรือเปล่าคะ ?”
ลุงห่าวพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว เธอชื่อเสิ่นหลัน แต่ชีวิตของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เดิมทีพวกเขากำลังจะไปส่งเธอ แต่เมื่อตระกูลเสิ่นขึ้นเรือ พวกเขาก็ได้ถูกไล่ล่า เพื่อที่จะปกป้องซู่ยวี่ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตามขึ้นไปบนเรือด้วย”
“เดิมทีเธอต้องการจะขึ้นฝั่งที่โจวชาน แต่ในขณะนั้นเกิดความวุ่นวายทางทหารในเจ้อเจียง ดังนั้นเธอจึงต้องติดตามพวกเขาไปทะเลทางตอนใต้อย่างช่วยไม่ได้ ในตอนนั้นเธอจึงต้องอยู่คนเดียวและยังไม่ได้แต่งงาน สาวน้อย ทำไมพวกเธอถึงรู้จักเสิ่นหลันได้ล่ะ ?”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ ก่อนจะบอกลุงห่าวเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของวังจื่อหยวน และยังบอกถึงความจริงที่ว่าวังจื่อหยวนเป็นพี่เขยของเธออีกด้วย
นี่คงเป็นประสงค์ของสวรรค์จริงๆ ! ช่างดีเหลือเกินที่ครอบครัวของเสิ่นหลันยังสบายดี ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอมีบ้านให้กลับ มีลูกและหลานคอยดูแลแล้ว
“ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน มีผู้ชายคนไหนบ้างที่เต็มใจปกป้องภรรยาของเขา ?” ลุงห่าวถอนหายใจหลังจากได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน
ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ยอมรับว่าผู้ชายเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วเช่นกัน
“คนที่พี่สาวของหนูกำลังจะแต่งงานด้วย เขาคือคู่แท้ของเธออยู่แล้วค่ะ !”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น เครื่องจักรก็ได้เริ่มทำงานแล้ว และหินก้อนแรกก็ได้ถูกผ่า
“ลุงห่าว อาจารย์ฟู่ มาดูนี่สิครับ ! มันเป็นสีเขียว !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
ฟู่เยี่ยนและลุงห่าวจึงเดินเข้าไปดูทันที ส่วนไป๋โม่เฉินอยู่ที่นั่นแล้ว และฉินเฟิงเองก็ตามเข้ามาดูด้วยเช่นกัน ทุกคนต่างก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ในที่สุดหินที่พวกเขาต้องจ่ายเงินจำนวนมากก็ปรากฏผลลัพธ์แล้ว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ายินดีมากๆเลยทีเดียว
“ลุงห่าวครับ หินของลุงมันเป็นหินน้ำดีเลยล่ะครับ มันสามารถใช้ทำเป็นเครื่องประดับคุณภาพสูงได้เลยด้วยซ้ำ !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อพูดออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเห็นวัสดุชิ้นนี้ แค่นี้เขาก็ไม่ต้องกังวลแล้ว เพราะหินอีกครึ่งหนึ่งจะถูกทำเป็นสินค้าในร้านของเขานั่นเอง
ลุงห่าวแหวกฝูงชนเดินออกไปข้างหน้า เขาไม่เข้าใจว่าหินน้ำดีและสีเขียวนั้นคืออะไร ก่อนจะเห็นว่ามันเป็นสีเขียวและยังสวยมากๆอีกด้วย เขาจึงรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที !
ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกยินดีมากเช่นกัน มันเป็นสีเขียวที่ดูสดใสและน้ำดีมาก เธอรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ และไม่มีอะไรผิดไปจากที่เธอเห็นเลย ซึ่งเธอรู้เรื่องนี้ตั้งแต่งานประมูลแล้ว
มันมีขนาดใหญ่เท่ากับลูกฟุตบอล และเป็นวัสดุที่ดูเรียบเนียนมาก ดังนั้นจึงสามารถใช้ทำกำไลได้หลายสิบวงเลยทีเดียว นอกจากนี้ส่วนที่เหลือยังใช้ทำเครื่องประดับอื่นได้อีกด้วย
“ไม่คิดเลยว่าฉันจะโชคดีขนาดนี้ เจ้าหนู ฉันชักอยากจะเอามันไปทำกำไล พร้อมกับสร้อยคอและต่างหูอีกคู่ให้กับป้าของนายแล้วล่ะ เฮ้ ฉันชักไม่อยากจะขายมันให้กับนายแล้วสิ !”
ลุงห่าวรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหลอก ดังนั้นเขาจึงไม่อยากขายมัน เขาพึ่งเคยประมูลหินหยาบครั้งแรก ไม่คิดเลยว่าจะโชคดีขนาดนี้ ! เขาจึงอยากใช้มันแทนความรักของเขาที่มีต่อภรรยา
สมดังคำที่ว่า ‘คนดีย่อมได้สิ่งดีตอบแทน’ !
“ไม่ได้นะครับ ลุงห่าว ! ผมจะทำเครื่องประดับให้กับคุณป้าเอง และเราก็ได้ตกลงซื้อขายกันแล้วด้วย !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อพูดออกมาด้วยความวิตกกังวล !
“ฮ่าฮ่า ฉันทำอะไรไม่ได้อีกแล้วสินะ” ลุงห่าวพูดออกมาด้วยความเสียดาย !
“เอาหยกทั้งหมดออกมา ช่วยระวังด้วยล่ะ !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อหันกลับไปพร้อมกับออกคำสั่งอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนงานในโรงงานต่างก็เริ่มลงมือทันที พวกเขาเป็นคนที่มีประสบการณ์สูง และด้วยความชำนาญที่มี พวกเขาจึงสามารถผ่าเอาหยกทั้งชิ้นออกมาได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง
มันมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอลจริงๆ ทั้งยังเป็นวัสดุนี้มีผิวเนียนมาก ไม่เหมือนกับหินชนิดอื่นที่มีน้ำหลายชั้นซ้อนกัน นอกจากนี้ หากนำมันไปทำเป็นหัวแหวน จี้ พระพุทธรูป หรือเครื่องประดับอื่นๆ มันจะต้องงดงามมากอย่างแน่นอน
“ลุงห่าวครับ ผมจะรีบให้คนมาประเมินราคาเดี๋ยวนี้ กรุณารอสักครู่นะครับ อาจารย์ฟู่ เรามาเริ่มผ่าหินของคุณกันเลยดีไหม ? ผมคงต้องขอให้คุณช่วยลากเส้นอีกครั้งแล้วล่ะ ! ทักษะของคุณช่างยอดเยี่ยมจริงๆ !”
คุณชายรองตระกูลเฮ่อพูดออกมาด้วยความมั่นใจ พร้อมกับยกนิ้วให้กับฟู่เยี่ยน ! เพราะเส้นที่ฟู่เยี่ยนลากนั้นมันบังเอิญตรงกับทุกจุด จึงทำให้ผ่าเอาหยกออกมาอย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าหากพลาดอีกนิดเดียว มันจะเฉือนเข้าไปในเนื้อหยกทันที แต่หากขยับออกมาอีกเล็กน้อย ก็จะมองไม่เห็นหยกเลย
หากเมื่อครู่นี้ เขาเชื่อช่างฝีมือเหล่านั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าสถานการณ์บ่ายนี้จะเป็นอย่างไร
ตอนที่ 390: หยกเนื้อแก้ว
ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมา ต้องแสดงความแข็งแกร่งให้เห็นต่อหน้าเท่านั้น ผู้คนจึงจะยอมก้มหัวให้ จากนั้นเธอก็ได้เดินไปยังหินก้อนใหญ่ที่มีขนาดสูงกว่าทุกคนตรงหน้า ก่อนจะมองดูมันอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง และเริ่มลากเส้น2-3เส้นขึ้นมาแบบสุ่มๆอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นอย่างชัดเจนเลยว่าเกือบครึ่งหนึ่งของหินก้อนนี้เป็นหยก ทั้งยังเป็นหยกที่แทบจะไม่มีสี ซึ่งดูคล้ายกับน้ำแข็งมากๆ หากนำมาทำเป็นกำไลข้อมือ มันจะต้องเป็นดั่งแสงจันทร์สีขาวนวลอย่างแน่นอน
ที่ด้านล่างของหินนั้น มีเนื้อหยกที่มีสีดำอยู่ด้วย ซึ่งมันก็สามารถใช้ทำเครื่องประดับได้เช่นกัน แม้ว่ามันจะยังไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้คนในขณะนี้ แต่ฟู่เยี่ยนเชื่อว่าเหล่าพ่อค้าจะต้องจัดการกับหยกทั้งหมดได้อย่างแน่นอน
หากขัดมันอย่างถูกวิธี มันจะต้องได้รับความนิยมจากลูกค้าแน่นอน โดยเฉพาะบนเกาะฮ่องกงแห่งนี้ ที่นี่มีคนที่มีกำลังซื้ออยู่มากมาย ดังนั้นการจะขายมันจึงไม่ใช่ปัญหา ทุกอย่างนี้ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วว่าจะขายมันอย่างไร
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนลากเส้นเสร็จ คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็ได้สั่งให้เคลื่อนย้ายหินขึ้นไปติดตั้งบนเครื่องทันที หลังจากที่เครื่องเริ่มผ่าตามเส้นแรกที่เธอวาด ทุกคนต่างก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ
“มาเถอะสาวน้อย เธอลองมาชิมชานี่ดูหน่อยสิ เด็กคนนี้เอามันมาตอนรับฉันเอง ถือว่าเป็นการให้เกียรติฉันมากจริงๆ คุณไป๋ คุณเองก็มาด้วยเถอะ !” ทันทีที่ลุงห่าวชงชาเสร็จ จึงได้เรียกให้ทั้งสองมาลองจิบมัน
พวกเขาจึงจิบชาพร้อมกับดูเครื่องที่กำลังทำงานเสียงดังอื้ออึงอยู่ข้างๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา การผ่าครั้งแรกก็ได้เสร็จสิ้นลง คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็ได้เข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ทำไมหินก้อนนี้ถึงไม่มีสีกันล่ะ ? มันไม่ได้มีสีเขียวเลยแม้แต่น้อย หรือว่าการผ่าหินก้อนนี้ยังไม่ลึกมากพอกัน ? แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะหินก้อนนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นคงจะยังสังเกตมันไม่ได้ด้วยการผ่าเพียงแค่ครั้งเดียว
เขาจึงได้โบกมืออีกครั้ง และทุกคนก็ได้ช่วยกันขยับหินในทันที จากนั้นการผ่าหินครั้งที่สองก็ได้เริ่มขึ้น ครั้งนี้ใบมีดอยู่ในตำแหน่งแนวตั้ง ฟู่เยี่ยนลากเส้นไปจนสุดขอบ โดยหินที่ผ่าออกนั้นมีความกว้างประมาณ1นิ้ว ซึ่งจะทำให้เห็นเนื้อหยกพอดี แต่หากผ่าเข้าไปเกินกว่า1นิ้ว มันจะเป็นการเฉือนเอาเนื้อหยกออกไปอย่างไร้ประโยชน์
ด้วยการผ่าครั้งนี้ เป็นการนำหินส่วนใหญ่ออกไปเลยก็ว่าได้ จึงทำให้คุณชายตระกูลเฮ่อสามารถมองเห็นเบาะแสบางอย่างได้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าหยกชิ้นนี้ไม่มีสีจริงๆ ทั้งยังมีฝ้าอยู่บางจุดอีกด้วย
แบบนี้คงต้องขึ้นอยู่กับน้ำของหยกที่อยู่ด้านในแล้ว หากมันเป็นหยกน้ำดีก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่หากเป็นหยกชนิดอื่น มันจะกลายเป็นวัสดุที่ไร้ค่าไปในทันที เพราะมันเป็นหยกคุณภาพต่ำที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับได้เท่านั้น
คุณชายรองตระกูลเฮ่อเดินเข้าไปหาฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดออกไปว่า “อาจารย์ฟู คุณคิดอย่างไรกับหยกชิ้นนี้ ?”
“คุณชายรอง คุณรอดูมันดีๆอีกครั้งเถอะค่ะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังหินที่อยู่บนเครื่องผ่าอย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากการผ่าครั้งที่สามและสี่ผ่านไป ผิวส่วนเกินของหินทั้งหมดก็ได้ถูกเอาออกไป จนเผยให้เห็นเนื้อหยกส่วนใหญ่แล้ว
ขั้นตอนต่อไป เหล่าช่างฝีมือเฒ่าก็ได้ใช้เครื่องขัดเงามาขัดผิวของมัน เพื่อให้เห็นเนื้อหยกชัดเจนยิ่งขึ้น หากตัดมันออกเป็นแผ่นๆ สามารถนำมันไปทำกำไลข้อมือได้สบายๆเลย
หลังจากนั้นไม่นาน ผิวชั้นนอกก็ได้ถูกขัดออกไปจนหมดแล้ว และเมื่อเนื้อด้านในของมันปรากฏขึ้นมา มันคือหยกน้ำดีจริงๆ ! ส่วนด้านล่างนั้นก็มีหยกสีดำอยู่อีกด้วย มันเป็นหยกเนื้อน้ำแข็งที่ค่อนไปทางเนื้อแก้วแล้ว
“หยกชิ้นนี้ดูคล้ายกับแสงจันทร์สีขาวที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง หากผ่ามันออก ใจกลางของหยกชิ้นนี้น่าจะแวววาวคล้ายแก้ว คุณชายรอง หากผ่าครึ่ง คุณก็จะได้เห็นวัสดุที่แวววาวดุจแก้วอยู่ด้านในค่ะ” ฟู่เยี่ยนเดินไปข้างหน้า ก่อนจะมองไปยังหยกชิ้นนั้นและพูดออกไปตามตรง
“เอาล่ะ ผมจะทำตามที่คุณบอก ‘หยกแสงจันทร์’ มันเป็นชื่อที่ดีมากๆเลย ผมจะใช้ชื่อนี้ในการขายมัน บางทีมันอาจสามารถเปิดตลาดได้ !” คุณชายรองตระกูลเฮ่อรู้สึกว่าชื่อ ‘หยกแสงจันทร์’ นั้นฟังดูมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
“คุณชายรอง คุณช่างเป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลมมากเลยค่ะ ! แม้ว่าหยกก้อนนี้จะไม่มีสี แต่มันก็มีขนาดที่ใหญ่มาก และด้วยขนาดของมัน ฉันเดาว่าหลังจากที่มันได้ผ่านกรรมวิธีทั้งหมดแล้ว มันจะเป็นหยกเนื้อแก้วที่เปรียบเสมือนแสงจันทร์สีขาวอย่างแน่นอนค่ะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดไปเมื่อสักครู่นี้ เหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายก็ได้อุทานขึ้นมา
“เฒ่าแก่ เชิญมาดูทางนี้หน่อยครับ ! หยกชิ้นนี้มีเนื้อเป็นแก้วและยังไม่มีสีอีกด้วย !” ซึ่งหยกที่ใสเหมือนแก้วนั้นเป็นหยกที่หายากมาก !
แม้ว่าหยกที่ใสเหมือนแก้วชิ้นนี้จะมีขนาดใกล้เคียงกับหยกที่เพิ่งผ่าออกมาเมื่อครู่นี้ของลุงห่าว แต่มันมีมูลค่าที่สูงกว่ามาก ! ซึ่งลุงห่าวเองก็ชอบมากเช่นกัน
“อาจารย์ฟู่ ผมจะให้คนมาตีราคามันเดี๋ยวนี้เลย” คุณชายรองตระกูลเฮ่อมีความสุขมาก ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลว่าร้านของเขาจะไม่มีหยกชั้นเยี่ยมอีกแล้ว เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา ร้านของเขาไม่เคยมีหยกที่หายากแบบนี้มาก่อนเลย
เรียกได้ว่ามันเป็นหยกชั้นเยี่ยมชิ้นเดียวในเกาะฮ่องกงเลยก็ว่าได้ เขาจึงตั้งใจว่าจะขัดมัน แล้วให้ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อช่วยประชาสัมพันธ์มันในหมู่คุณนายชนชั้นสูง
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณชายรอง เอาไว้คุณค่อยจ่ายราคาที่ประเมินกับฉันทีหลังก็แล้วกัน ลุงห่าว ตอนนี้ก็ห้าโมงแล้ว หนูคิดว่าเราคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนยังคงจำได้ว่าเย็นนี้เธอมีนัดทานข้าวกับผู้เฒ่าเฮ่อ ในเมื่อเธอได้ตอบตกลงไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไปที่นั่นสายไม่ได้
“ให้ตายสิ ฉันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย ฉันต้องรีบไปแล้วล่ะ รุ่ยเอิน เรื่องเงินไว้ค่อยว่ากันทีหลัง เอาไว้ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะกลับ อย่าลืมจ่ายเงินให้กับเธอด้วยนะ”
“อาจารย์ฟู่ อย่ากังวลไปเลย ผมไม่ลืมเรื่องนั้นอยู่แล้ว ว่าแต่คุณอยากจะได้กำไลกี่ชิ้นกันล่ะ ?” คุณชายรองตระกูลเฮ่อตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ฉันอยากจะใช้หยกแสงจันทร์ทำกำไลห้าสิบชุด โดยใช้แค่เฉพาะส่วนที่หยาบๆ พร้อมกับหยกสีดำทั้งหมด ส่วนราคาของมันจะถูกหักออกจากเงินจำนวนเต็ม”
ฟู่เยี่ยนคิดเอาไว้แล้วว่าหยกชิ้นนี้สามารถใช้ทำกำไลได้หลายร้อยชุดเลยทีเดียว ซึ่งหากขายมันทั้งหมดก็คงจะได้เงินมาไม่น้อยเลย ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาที่ไป๋โม่เฉินและเธอจะขอกำไลหยกสักห้าสิบชุดกลับไป ที่สำคัญ ส่วนที่เหลือจากการทำกำไลนั้นยังใช้ทำจี้ได้อีกด้วย
“ไม่มีปัญหา แต่หยกเนื้อแก้วชิ้นนั้น ผมคงให้มันกับคุณไม่ได้ คุณคงไม่คิดที่จะเอามันกลับไปด้วยหรอกใช่ไหม ?” คุณชายรองตระกูลเฮ่อไม่ใช่คนโง่ เขาดูดีว่าหยกชั้นเยี่ยมแบบนี้หาได้ยากมากขนาดไหน
“หยกเนื้อแก้วชิ้นนี้คุณภาพสูงมากจริงๆ และในร้านของฉันเองก็มีของที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับมันอยู่หลายชิ้น แต่แค่ไม่มีหยกชนิดนี้เท่านั้นเอง” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็รู้สึกเขินเล็กน้อย ดูเหมือนอาจารย์ฟู่กำลังจะบอกเขาว่าที่ร้านของเธอขายหยกคุณภาพสูงมากมาย ดังนั้นเธอจึงไม่ได้มองว่าหยกเนื้อแก้วชิ้นนี้เป็นของหายากแต่อย่างใด
ฟู่เยี่ยนไม่ได้บอกว่าเธอมีหยกเนื้อแก้วไร้ตำหนิดก้อนใหญ่ เพราะเกรงว่าจะทำให้เขาตกใจ ! ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงหยกสีเลือดและหยกเขียวจักรพรรดิเลย !
“อาจารย์ฟู่ คุณมีหยกเขียวจักรพรรดิหรือเปล่า ?” คุณชายรองตระกูลเฮ่อเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ซึ่งหากฟู่เยี่ยนตอบว่าเธอมี เขาก็จะเชื่อมันจริงๆ
“ฉันโชคดีที่เจอมัน และใช้มันทำสร้อยข้อมือให้กับแม่ของฉันไปแล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่ได้บอกว่ามันเป็นหินหยกของครอบครัวเธอเองแต่อย่างใด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็ถึงกับตกตะลึง หยกเขียวจักรพรรดินั้นหาได้ยากมาก ! แต่เธอกลับพูดออกมาด้วยท่าทีที่สบายๆเลยหรือ !
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หลายคนก็ได้ออกมาจากโรงงานแปรรูปหินและเตรียมขึ้นรถเพื่อไปที่บ้านตระกูลเฮ่อ ในตอนที่กำลังจะขึ้นรถ ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นหลายคนที่อยู่ด้านหลังรถผ่านทางหางตาของเธอ
ซึ่งเธอมักจะนับนิ้วมือเพื่อทำนายจนเป็นนิสัยอยู่แล้ว หลังจากที่ทำนายเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ชะงักไปทันที
“คุณฉิน อย่าเพิ่งออกรถค่ะ เรามาตรวจดูรอบๆรถคันนี้กันก่อนดีกว่า”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เขาก็ได้ลงไปจากรถทันที ตามมาด้วยลุงห่าว และไป๋โม่เฉิน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปกระซิบบางอย่างกับไป๋โม่เฉิน ก่อนที่เขาจะพยักหน้าและเดินแยกตัวออกไปเงียบๆ
หลังจากที่ฉินเฟิงลงมาจากรถ เขาก็ได้ตรวจดูทุกอย่างอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่ามีคนแอบมาตัดสายเบรกรถของพวกเขา
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของลุงห่าวก็ดูน่าเกรงขามขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ใครกันที่กล้ามาแตะต้องรถของเขาแบบนี้ !
“ฉินเฟิง นายไปเอารถคันอื่นมา แล้วส่งคนของเรามาตรวจสอบที่นี่ให้ฉันด้วย !”
“ลุงห่าวครับ ไม่ต้องรบกวนคุณฉินก็ได้ เราแค่สอบปากคำคนๆนี้ก็พอแล้วล่ะครับ !” ไป๋โม่เฉินพูดขณะที่พาคนๆหนึ่งเดินเข้ามา ก่อนจะโยนเขาลงไปที่พื้นโดยตรง
ฉินเฟิงมองไปที่ชายคนนั้น ซึ่งเขารู้สึกคุ้นหน้ามาก ดูเหมือนว่าชายคนดังกล่าวจะเป็นลูกน้องจากสมาคมซินอี้ของเสิ่นหวยเอิน !
“ใครส่งแกมาที่นี่ ? หากแกบอกฉัน ฉันก็จะไว้ชีวิตแก” ลุงห่าวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่สงบ ซึ่งมีเพียงคนที่ใกล้ตัวเท่านั้นที่จะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังโกรธอยู่
เห็นได้ชัดเลยว่าคนที่นั่งอยู่บนพื้นจะคาดไม่ถึงว่ารถคันนี้เป็นรถของลุงห่าว
Comments
Post a Comment