magic ep391-395

 ตอนที่ 391: สมบัติที่ตั้งใจมอบให้ลูก

 

“ลุงห่าว ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ ผมไม่รู้จริงๆว่านี่คือรถของคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจครับ ลุงห่าวช่วยเมตตาผมด้วยเถอะครับ !”

 

ต้องบอกเลยว่าสมาชิกของสมาคมซินอี้คนนี้มีสายตาที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เขารู้ได้ทันทีว่าคนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่คนธรรมดา จึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นพร้อมกับก้มหน้าลงอย่างอัตโนมัติ ซึ่งทางด้านลุงห่าวนั้นก็ได้รู้ถึงความหมายของคำพูดก่อนหน้านี้แล้ว นี่เป็นการเตือนของฟู่เยี่ยนอย่างนั้นหรือ ?

 

“นายมาจากสมาคมซินอี้เหรอ ?” ลุงห่าวถามออกไปตามตรง

 

เห็นได้ชัดเลยว่าชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นนั้นไม่ต้องการตอบคำถามนี้ เขามีท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย ก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยแววตาที่หวาดระแวง ทันใดนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้เดินเข้ามาและเหยียบไปที่หน้าอกของชายคนนั้นโดยตรง

 

“ฉันจะไว้ชีวิตแกก็ต่อเมื่อแกยอมพูดความจริงออกมาเท่านั้น หากแกไม่ยอมพูดล่ะก็ เตรียมตัวพบกับความทรมานที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้ได้เลย” น้ำเสียงของลุงห่าวยังคงฟังดูสงบมาก แต่ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้คนที่ฟังรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้

 

“ผมเป็นลูกน้องของพี่หม่าครับ วันนี้ผมได้รับคำสั่งให้มาจับตาดูผู้หญิงคนนั้น และหาโอกาสจัดการเธอ จนผมได้เห็นเธอขึ้นรถคันนี้มา ผมจึงได้ตัดสายเบรกรถคันนี้เพื่อจะให้ดูเหมือนว่าเธอประสบอุบัติเหตุครับ” ขณะที่ชายคนนั้นพูด เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับทุกคนเลยแม้แต่น้อย แต่ลุงห่าวก็ยังคงไม่ปักใจเชื่อ

 

“ฉินเฟิง พาตัวเขาไปแล้วเค้นเอาความจริงมาให้ได้” หลังจากที่ลุงห่าวพูดจบ คนของฉินเฟิงก็ได้พาตัวชายคนนั้นไปทันที แน่นอน สิ่งที่รอเขาอยู่นั้นคือความทรมานที่เกินกว่าจะจินตนาการได้นั่นเอง

 

“ดูเหมือนว่าคนของสมาคมซินอี้กำลังมุ่งเป้าไปที่เธออยู่นะ” ลุงห่าวพูดพร้อมกับหันไปมองฟู่เยี่ยน

 

“แต่ลุงห่าวคะ หนูไม่คิดว่าสมาคมซินอี้จะส่งเขามาหรอกนะคะ เรายังต้องเค้นเอาความจริงจากเขาอีกเยอะเลยทีเดียว” ฟู่เยี่ยนมองผ่านความคิดของชายคนนั้นแล้ว ซึ่งเธอมองเห็นนายน้อยตระกูลหวังอยู่ในความทรงจำของเขา ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจึงไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ลุงห่าวจริงๆ แต่เป็นไป๋โม่เฉินต่างหาก

 

“ให้ฉินเฟิงจัดการเรื่องนี้เถอะ เราไปรอฟังความคืบหน้าที่บ้านตระกูลเฮ่อกันดีกว่า”

 

ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น คุณชายรองตระกูลเฮ่อก็ได้เดินออกมา ทั้งสองจึงได้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ เขาจึงเชิญทุกคนไปที่รถของเขาแทน

 

“ลุงห่าวครับ ลุงกับอาจารย์ฟู่ใช้รถคันนี้เถอะ ส่วนคุณไป๋ เชิญคุณไปที่รถคันหลังกับผมดีกว่า”

 

หากจะรอให้รถอีกคันของลุงห่าวมาถึงก็คงใช้เวลานานเกินไป ดังนั้นการใช้รถของคุณชายรองตระกูลเฮ่อจึงเป็นวิธีที่สะดวกกว่า ส่วนฉินเฟิงจะตามลุงห่าวไปทีหลัง

 

หลังจากที่ทุกคนขึ้นไปบนรถหมดแล้ว ทางด้านฉินเฟิงก็ได้สอบปากคำชายคนนั้นต่อ เพียงไม่นาน ชายคนนั้นก็ทนไม่ไหวและยอมบอกความจริงออกมาในที่สุด

 

“ช่วยหยุดทีเถอะครับ ช่วยหยุดทีเถอะ หวังหมิงเจ๋อเป็นคนสั่งให้ผมมาที่นี่ เขาให้เงินจำนวนมากกับผม และขอให้ผมจัดการกับผู้ชายคนเมื่อครู่นี้ เขาบอกว่าผู้ชายคนเมื่อครู่นี้ทำให้เขาโกรธ ! ก็เลยส่งผมมา พี่เฟิง ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ !”

 

เขาพูดพร้อมกับไอออกมาอย่างรุนแรง ก่อนจะพยายามสูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด ฉินเฟิงคนนี้ช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมมากจริงๆ !

 

ฉินเฟิงเป็นคนสนิทของลุงห่าว ทั้งยังเป็นหนึ่งในคนระดับสูงของแก๊งค์หงอีกด้วย ซึ่งทุกคนที่เดินตามท้องถนนต่างก็รู้ดีว่าแม้ฉินเฟิงจะมีบุคลิกที่สุขุม แต่ในความเป็นจริงนั้น เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมที่สุดเลยก็ว่าได้

 

“หวังหมิงเจ๋อ คุณชายสามของตระกูลหวังคนนั้นน่ะเหรอ ?” ฉินเฟิงพูดพร้อมกับเล่นไฟแช็กที่อยู่ในมือของเขา

 

“ใช่แล้ว เขาเป็นคนสั่ง ! เพราะเขาเป็นเพื่อนกับพี่หม่า”

 

ฉินเฟิงจุดบุหรี่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “แล้วนายเป็นคนของใคร ?”

 

“อย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้นั่นแหละครับ ผมเป็นลูกน้องของพี่หม่า” ตอนนี้เขาไม่กล้าโกหกอีกแล้ว

 

“เอาตัวเขาไปขังไว้ก่อน และค่อยให้ลุงห่าวมาจัดการกับเขาทีหลัง”

 

หลังจากที่คนของเขาพาชายคนนั้นออกไปแล้ว ฉินเฟิงก็ได้หันหลังกลับก่อนจะออกไปจากที่นี่ และกำลังจะตามไปหาลุงห่าว

 

ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มาถึงบ้านตระกูลเฮ่อแล้ว ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านตระกูลเฮ่อนั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด ราวกับว่านี่เป็นการเฉลิมฉลองที่ผู้เฒ่าเฮ่อกลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง ดังนั้นภรรยาคนที่สองของเขาจึงได้เปลี่ยนมันใหม่ทั้งหมด

 

เพื่อเป็นการต้อนรับฟู่เยี่ยน ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อจึงได้เตรียมชุดกี่เพ้าแบบใหม่ให้กับเธอ

 

“อาจารย์ฟู่ คุณมาถึงแล้ว ฉันรอคุณมาหลายวันแล้ว วันนี้ฉันได้เชิญช่างตัดเย็บทุกคนที่เชี่ยวชาญเรื่องชุดกี่เพ้ามาที่นี่ด้วยนะ แล้วจะตัดชุดกี่เพ้าให้กับคุณในภายหลัง ฉันตั้งใจว่าจะมอบสิ่งนี้ให้กับคุณเพื่อเป็นการขอบคุณ ในที่สุดวันนี้ฉันก็มีโอกาสทำมันเสียที คุณอย่าปฏิเสธมันเลยนะ !”

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย ทำไมภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อถึงได้ดูกระตือรือร้นขนาดนี้ หลังจากที่ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อเดินไปที่ห้องนั่งเล่น ลุงห่าวจึงได้ก็บอกเหตุผลบางอย่างกับฟู่เยี่ยน

 

“ที่ภรรยาคนที่สองของพี่เฮ่อยอมมาอยู่ที่นี่เป็นเพราะเธอชอบซู่ยวี่ต่างหากล่ะ ไม่ได้เป็นเพราะพี่เฮ่อหรอกนะ” ลุงห่าวพูดออกมาพร้อมกับยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินก็รู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ ? ช่างเป็นเรื่องที่อุกอาจมากจริงๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นที่ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อดีกับหนูก็เพราะย่าเล็กของหนูเหรอ ?”

 

“อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ แต่ก็เป็นเพราะเธออยากขอบคุณที่ช่วยพี่ตงฟางด้วยนั่นแหละ”

 

“ถ้าอย่างนั้นหนูก็พอจะเข้าใจแล้วค่ะ เมื่อกี้นี้ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อดูกระตือรือร้นมาก หนูตกใจแทบแย่แน่ะ” ฟู่เยี่ยนรับความกระตือรือร้นเมื่อครู่นี้ไม่ได้จริงๆ

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้เดินลงมาจากชั้นบน

 

“พี่รู้สึกดีขึ้นแล้วหรือยัง ? ดูเหมือนว่าพี่จะแข็งแรงขึ้นมากแล้วนะ ! ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณฟู่เยี่ยนมากจริงๆ” ลุงห่าวพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา

 

“นายพูดถูกแล้ว หากไม่มีฟู่เยี่ยน ป่านนี้ฉันคงได้ไปพบยมบาลแล้วแน่ๆ ! เอาล่ะ เรามาทานมื้อเย็นกันก่อนดีกว่า ฉันยังมีข่าวดีที่จะบอกพวกนายด้วยนะ” ตอนนี้อาการของผู้เฒ่าเฮ่อดีขึ้นจนเกือบหายดีแล้ว เขาดูแข็งแรงดี และยังสามารถเดินลงบันไดมาด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยันอีกด้วย

 

“ผู้เฒ่าเฮ่อคะ อย่าพูดแบบนั้นเลย สิ่งที่หนูทำมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก เรามาพูดถึงข่าวดีกันก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพอจะเดาออกเล็กน้อยแล้วว่ามันอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตระกูลเสิ่น

 

“วันนี้ลุงเฉียงได้โทรมาหาฉัน และเขากำลังจะนั่งเรือมาที่เกาะฮ่องกงในคืนนี้ โดยจะใช้เวลาประมาณสองวันสองคืน ฟู่เยี่ยน เขามาที่นี่เพื่อมาหาเธอโดยเฉพาะเลยนะ !”

 

ทันทีที่พูดจบ สีหน้าของผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวก็ดูตื่นเต้นขึ้นมา พวกเขาทั้งสองไม่ได้เจอลุงเฉียงมาหลายปีแล้ว ซึ่งครั้งล่าสุดที่พวกเขาได้พบกันนั้นก็ผ่านมาแล้วถึงสามปีเลยทีเดียว ตอนนั้นพวกเขาทั้งสองไปเยี่ยมเขาที่ทะเลทางตอนใต้

 

“เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ แล้วมีใครติดตามลุงเฉียงมาด้วยบ้างล่ะ ?” ลุงห่าวเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง

 

“ลุงเฉียงจะมาที่นี่พร้อมกับเสิ่นหลัน ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นเด็กเหมือนกับเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เธอสามารถจัดการสถานการณ์โดยรวมได้เป็นอย่างดี จึงได้ตามมาที่นี่กับเขาด้วย”

 

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้ชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน

 

“ลุงเฉียงบอกว่าเขาจะเอาสมบัติทั้งหมดที่ตั้งใจจะมอบให้กับซู่ฉีมามอบให้กับเธอด้วย”

 

หลังจากที่เขาพูดจบ ฟู่เยี่ยนยังคงไม่แสดงท่าทีใดออกมา ย่าของเธอเสียชีวิตไปตั้งนานแล้ว สมบัติพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไรอีก ?

 

หากเขารู้ว่าการที่เขากับคุณย่าต้องจากกันโดยบังเอิญในครั้งนั้น ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในการแต่งงานของคุณย่า เธออยากรู้นักว่าเขาจะรับเรื่องนี้ได้หรือเปล่า ? บางทีเขาอาจจะโกรธมากจนอยากจะฆ่าฟู่เหล่าชวนให้ตายเสียเดี๋ยวนี้เลยก็เป็นได้

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของฟู่เยี่ยนก็เกิดสั่นไหวขึ้นมา ดูเหมือนว่ามีบางอย่างเล็ดลอดเข้ามาในใจของเธอ ดังนั้นเธอจึงทำนายถึงเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว

 

มันไม่ได้เป็นเรื่องที่สำคัญเท่าไหร่นัก ซึ่งหลังจากที่เธอทำนาย เธอก็ว่าฟู่เหล่าชวนกำลังจะเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งหากเขาผ่านมันไปได้ก็จะไม่เป็นไร แต่หากผ่านไปไม่ได้ เหตุการนี้อาจจะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตเลยก็เป็นได้ !

 

แต่ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังอยู่ที่เกาะฮ่องกง ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเตือนฟู่ต้าหย่งเรื่องพ่อของเขาได้ อีกทั้งตอนนี้อาสามของเธอก็ยังอยู่ในเมือง เธอจึงไม่มีช่องทางที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้เขาทราบ

 

ฟู่เยี่ยนจึงทำนายอย่างละเอียดอีกครั้ง เธออยากรู้เวลาที่แน่นอนของภัยพิบัติครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอทำนายอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถทำนายวันและเวลาของภัยพิบัติครั้งนี้ได้เลย

 

ฟู่เยี่ยนจึงทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเท่านั้น หากเขาสามารถรอจนกว่าเธอกลับไปที่เมืองหลวง บางทีเธออาจจะพอมีทางช่วยชีวิตเขาได้ แต่ตอนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาเองแล้ว !

 

“ผู้เฒ่าเฮ่อคะ คุณย่าของหนูเสียไปตั้งนานแล้ว สมบัติพวกนั้นจะมีความหมายอะไรกันคะ ? และหนูก็เชื่อว่าหากพ่อของหนูอยู่ที่นี่ เขาเองก็จะต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน”

 

“การตามหาครอบครัวของคุณย่าเป็นเพียงความปรารถนาสุดท้ายของเธอเท่านั้นเองค่ะ และตอนนี้หนูก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ในที่สุดคุณย่าของหนูก็หมดห่วงเสียที และในฐานะคนรุ่นหลัง พวกเราเองก็รู้สึกสบายใจมากเหมือนกัน”

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนมีเงินมากมาย ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ไม่ขาดแคลนเงินทองเช่นกัน ทางด้านฟู่ซินและพี่น้องคนอื่นต่างก็มีอนาคตที่ดีแล้วด้วย หากเธอยังอยู่ที่หมู่บ้านอันผิง สมบัติเหล่านี้คงจะช่วยพวกเธอได้มากเลยทีเดียว แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีความจำเป็นกับพวกเธออีกต่อไปแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าสมบัติเหล่านั้นจะต้องมีมูลค่ามหาศาลอย่างแน่นอน แต่เธอก็ไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอไม่ได้อยากได้มันจริงๆ 

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันรู้ว่าครอบครัวของเธอไม่ได้ขาดแคลนของพวกนี้ แต่ลุงเฉียงอยากให้มันกับพวกเธอเพื่อเป็นการชดเชยความรักที่เขามีต่อลูกสาวตนเอง ฉันหวังว่าเธอคงจะเข้าใจและไม่ปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยนะ”

 

เฮ่อตงฟางรู้ดีว่าการเดินทางของลุงเฉียงนั้นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็เป็นคนฉลาด ดังนั้นเธอจะไม่ทำแบบนั้นอย่างแน่นอน อีกอย่าง ตอนนี้ตระกูลเสิ่นไม่ได้เป็นตระกูลเสิ่นเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกต่อไปแล้ว

 

เรียกได้ว่าตอนนี้ตระกูลเสิ่นรุ่นที่สามไม่ได้รู้จักย่าของฟู่เยี่ยนเลย แต่ตอนนี้พวกเขาได้พบกับฟู่เยี่ยนแล้ว และพวกเขาก็เข้าใจถึงความชอบธรรมนี้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

ที่สำคัญไปกว่านั้น ลุงเฉียงได้มอบหมายเรื่องนี้ทางโทรศัพท์ให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงต้องโน้มน้าวให้ฟู่เยี่ยนยอมรับสมบัติเหล่านั้นให้ได้


ตอนที่ 392: งานเลี้ยงมื้อเย็น

 

หลังจากที่ผู้เฒ่าเฮ่ออธิบายเรื่องสมบัติเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ยังคงบอกกับเขาว่าเธอไม่อยากรับมันเอาไว้ ส่วนลุงห่าวนั้นไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ และยังคงหวังอยู่ภายในใจว่าฟู่เยี่ยนจะยอมรับมัน

 

เพราะการยอมรับสมบัตินั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าตระกูลฟู่และตระกูลเสิ่นเป็นญาติกัน ประกอบกับความสามารถของฟู่เยี่ยนแล้ว ดังนั้นความสำเร็จในหน้าที่การงานในอนาคตของเธอก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

เมื่อตระกูลฟู่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น หากคนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าฟู่เยี่ยนเป็นฝ่ายเอาเปรียบ มีเพียงคนที่รู้เท่านั้นจะเข้าใจว่าคนที่เป็นฝ่ายเอาเปรียบคือตระกูลเสิ่นต่างหาก

 

แต่ตอนนี้ลุงเฉียงก็แก่มากแล้ว ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยพวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เขาโชคดีมากที่ยังสามารถรักษาธุรกิจของตระกูลเอาไว้ได้ มิเช่นนั้นธุรกิจที่เขตทะเลทางตอนใต้คงจะไม่พัฒนามาได้จนถึงตอนนี้อย่างแน่นอน

 

ลุงเฉียงอยากจะย้ายกลับมาที่เกาะฮ่องกงนานแล้ว เขาอยากจะมอบบ้านดีๆให้กับลูกหลาน แต่ก็ไม่สามารถทำได้เลย แต่ครั้งนี้เขามีโอกาสได้ทำมันอีกครั้งแล้ว ความปรารถนาของลุงเฉียงคือการกลับมาสู่รากเหง้าหลังจากที่ต้องจากไปนาน แต่ครั้งนี้เขาจะทำมันได้สำเร็จหรือเปล่า ?

 

ทว่าหลานของเขายังคงคิดถึงทะเลทางตอนใต้อยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็เติบโต ร่ำเรียนและทำงานที่นั่น ดังนั้นความรู้สึกของตระกูลเสิ่นที่มีต่อจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกงจึงไม่ได้มีความลึกซึ้งมากเท่าไหร่

 

“ฟู่เยี่ยน การได้เห็นว่าเธออายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถที่น่าทึ่งแบบนี้ มันทำให้ฉันนึกถึงตอนที่ฉันกับพี่ตงฟางลงเรือไปด้วยกันจากโจวซาน ตอนนั้นฉันยังมีความสามารถไม่ได้ครึ่งของเธอเลยด้วยซ้ำ”

 

“หากลุงเฉียงไม่ช่วยพวกเราเอาไว้ ป่านนี้พวกเราคงตายไปในพายุกลางทะเลแล้ว และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ลุงเฉียงก็ได้ปฏิบัติต่อเราไม่ต่างจากลูกแท้ๆของเขาเลย” ลุงห่าวพูดออกมาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน

 

“ใช่แล้ว อาห่าวพูดถูก พ่อของฉันเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก ซึ่งฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพ่อของฉันคือใคร สำหรับพวกเราแล้ว ลุงเฉียงมีความสำคัญกับพวกเรามากกว่าพ่อแท้ๆเสียอีก” ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเมื่อพูดถึงอดีต

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย ในเมื่อลุงเฉียงมีความสำคัญต่อชีวิตของเขามากขนาดนี้ แล้วทำไมเขาถึงได้แต่งงานกับลูกสาวของลุงเฉียงล่ะ บางทีความรักและความเสน่หาภายในครอบครัวแต่ละครอบครัวอาจจะแตกต่างกันก็ได้ สำหรับผู้ชายนั้น ความรักสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วน ซึ่งทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าใจความหมายของคำพูดว่าพี่น้องเปรียบเสมือนแขนขาที่เราไม่สามารถขาดได้ ส่วนภรรยาและลูกนั้นเปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่แม้ว่าจะไม่มีเสื้อผ้า ก็ไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตของเรามากเท่าไหร่นัก

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันมีบางอย่างที่อยากถามเธอมานานแล้ว เธอกับคุณไป๋เป็นอะไรกันเหรอ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อสังเกตเห็นถึงความรักระหว่างทั้งสอง จึงได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“เราทั้งสองเป็นคู่หมั้นกันค่ะ และงานหมั้นของเราจะถูกจัดขึ้นหลังจากที่เรากลับไป แต่หนูคงจะเชิญทั้งสองคนไปร่วมงานเลี้ยงไม่ได้หรอกนะคะ เพราะการเดินทางระหว่างที่นี่กับบ้านของหนูมันยุ่งยากมากเกินไป” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ

 

“เอาไว้เราจะหาโอกาสไปร่วมดื่มด้วยกันอย่างแน่นอน ฉันคิดว่าจะเป็นการง่ายกว่าไหมที่เราจะไปที่ในวันแต่งงานของเธอ !” ลุงห่าวรู้สึกเสียดายขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้

 

“มันจะต้องมีโอกาสอย่างแน่นอนค่ะ หนูคิดว่าหากลุงห่าวกับผู้เฒ่าเฮ่อมีเวลาว่าง ควรจะไปเยี่ยมชมเมืองหลวงบ้างนะคะ” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดกับตัวเอง เพราะในปีหน้านักธุรกิจชาวฮ่องกงจะสามารถไปลงทุนในแผ่นดินใหญ่ได้แล้ว !

 

“การแต่งงานของพวกเธอเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว คุณไป๋ยังหนุ่มยังแน่นและเป็นคนมีพรสวรรค์ พวกเธอช่างเป็นคู่ที่สวรรค์สรรสร้างเอาไว้จริงๆ พวกเธอทั้งสอง คนหนึ่งก็เป็นเด็กหนุ่มผู้มีความสามารถ ส่วนอีกคนก็เป็นเด็กสาวที่สง่างาม !” หลังจากที่ผู้เฒ่าเฮ่อพูดจบ เขาก็ได้เรียกใครบางคนให้เข้ามา

 

“พ่อบ้าน ช่วยไปหยิบกล่องที่ห้องทำงานของฉันมาที แล้วเรียกภรรยาคนที่สองของฉันเข้ามาด้วย”

 

ตอนนี้ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อยังคงเตรียมอาหารอยู่ในครัว ซึ่งทุกอย่างก็ได้ถูกเตรียมใกล้จะเสร็จแล้ว ดังนั้นเธอจึงปลีกตัวออกมาได้

 

“นายท่าน เรียกฉันมา มีอะไรหรือเปล่าคะ ?”

 

“ฉันได้ยินมาว่าเธออยากทำชุดกี่เพ้าให้กับฟู่เยี่ยนเหรอ ? อีกไม่นานเธอกำลังจะเข้าพิธีหมั้นแล้ว ให้ช่างหลี่ตัดชุดกี่เพ้าสีแดงให้กับฟู่เยี่ยนเถอะ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้ปรบมือพร้อมกับพูดออกมาอย่างมีความสุข “เยี่ยมไปเลย ! เธอกำลังจะหมั้นกับคุณไป๋ใช่หรือเปล่า ? ฉันไม่มีลูกสาว ฉะนั้นวันนี้ขอให้ฉันได้มีช่วงเวลาที่ดีแบบนี้เถอะนะ !”

 

ขณะที่พูดนั้น เธอก็ได้พาฟู่เยี่ยนไปวัดตัว แต่ก็เป็นการวัดตัวแบบลวกๆเท่านั้น ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อย ทำไมเธอถึงได้ทำตามอำเภอใจแบบนี้กันล่ะ ? ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ลากไป๋โม่เฉินเข้ามาด้วย

 

“คุณไป๋ คุณเองก็ต้องตัดชุดด้วยเหมือนกัน ชุดแต่งงานควรจะเป็นชุดคู่กันสิ ฉันจะตัดชุดให้เป็นของขวัญกับคุณก็แล้วกัน !” ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อพูดออกมาอย่างมีความสุข

 

ฟู่เยี่ยนทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องตามไปเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วเธอไม่ได้สนใจเรื่องเสื้อผ้าเหล่านี้เท่าไหร่อยู่แล้ว และหลังจากนั้นไม่นาน คุณชายรองของตระกูลเฮ่อก็ได้เดินเข้ามา ก่อนที่เขาจะตะโกนออกไปว่าเขาจะเป็นคนจ่ายค่าตัดชุดเอง โดยให้เหตุผลว่าฟู่เยี่ยนช่วยเขามามากแล้ว!

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินถูกภรรยาคนที่สองดึงเข้าไปในห้องนั่งเล่นเล็กๆ ที่มีช่างสามหรือสี่คนรออยู่ที่นี่แล้ว

 

“ตอนนี้เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากตัดชุดกี่เพ้าธรรมดา เรายังต้องตัดชุดแต่งงานสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีเพิ่มด้วย ชุดของสุภาพบุรุษนั้นจะเป็นชุดประจำชาติ ส่วนชุดของสุภาพสตรีจะต้องเป็นชุดกี่เพ้าสีแดงเท่านั้น” 

 

สุนทรียภาพนี้ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ มันก็ไม่ได้ดูแย่แต่อย่างใด

 

หลังจากที่ทั้งสองคนวัดตัวเสร็จ งานเลี้ยงของตระกูลเฮ่อก็ได้เริ่มขึ้น ครั้งนี้สมาชิกทุกคนของตระกูลเฮ่อยกเว้นคนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว จึงทำให้โต๊ะขนาดใหญ่สองโต๊ะเต็มไปด้วยชามอาหาร

 

ทั้งแขกและเจ้าบ้านต่างก็ร่วมกันทานอาหารอย่างมีความสุข ทว่ากลับมีเรื่องน่าแปลกใจเกิดขึ้นด้วย วันนี้คุณชายเฮ่อได้พาลินดากลับมาที่บ้านด้วย นี่เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วหรือเปล่า ?

 

ฟู่เยี่ยนจึงแอบชำเลืองมองไปที่ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองอย่างเงียบๆ แต่ก็ยังเป็นเหมือนครั้งที่แล้ว ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่นัก

 

ตอนนี้ทั้งสองคนดูรักกันมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขานั้นไม่ใช่คู่กัน หากทั้งสองคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกันและกันได้ ด้วยวิธีนี้ทั้งสองยังคงสามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่หากทั้งสองคนไม่ยอมเปลี่ยนเพื่ออีกฝ่าย การแต่งงานครั้งนี้จะต้องจบลงอย่างรวดเร็วแน่นอน

 

ลินดารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่คุณชายเฮ่อเชิญเธอมาทานมื้อเย็นที่บ้าน เดิมทีเธอคิดว่าเขาจะพาเธอมาพบพ่อกับแม่ของเขา ดังนั้นวันนี้เธอจึงแต่งตัวด้วยชุดที่ดูหรูหราเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา แต่ไม่คิดเลยว่าผู้เฒ่าเฮ่อจะจัดงานเลี้ยงให้กับหญิงสาวคนอื่น ดังนั้นเธอจึงรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในใจเล็กน้อย แท้จริงแล้วเธอไม่ใช่เป็นตัวเอกของงานเลี้ยงในวันนี้ แต่กลับเป็นคนอื่นอย่างนั้นหรือ

 

ในฐานะที่เธอเป็นดารา จึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับเหตุการณ์แบบนี้เท่าไหร่นัก หากฟู่เยี่ยนรู้ คงจะหัวเราะเยาะเธออย่างแน่นอน แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ตระกูลเฮ่อไม่ได้สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเท่าไหร่นัก แม้ว่าเธอจะดูมีเสน่ห์มากมายแค่ไหนก็ตาม

 

แต่ตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็มีความสุขมากเช่นกัน ในที่สุดลูกชายคนโตของเขาก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแล้ว มันไม่สำคัญเลยว่าเธอจะเป็นดาราหรือเปล่า เพราะลินดาคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่ไร้การศึกษา เธอสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ แต่เนื่องจากความสง่างามของเธอ ดังนั้นเธอจึงได้เข้าร่วมการคัดเลือกนางงามฮ่องกง

 

ผู้เฒ่าเฮ่อเข้าใจดีว่าทำไมเธอถึงอยากเป็นดาราและเข้าสู่วงการบันเทิง เพราะอาชีพนี้ทำเงินได้เร็วกว่าอาชีพอื่น เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องความทะเยอทะยานของลินดาเลย แต่เขากลัวว่าเธอจะไม่มีความทะเยอทะยานมากกว่า ความทะเยอทะยานเท่านั้นที่จะสามารถผลักดันเธอให้ก้าวหน้าได้ !

 

ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อเองก็ดูกระตือรือร้นมากเช่นกันเมื่อได้พบกับลินดา เธอรีบนำอาหารมาเพิ่ม ก่อนจะชวนลินดาให้ทานด้วยกันทันที เพียงแต่ดูเหมือนว่าลินดาจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อ และดูมีท่าทีที่ปฏิเสธเล็กน้อย ทั้งยังพยายามอยู่ให้ห่างจากภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่ออีกด้วย

 

ไม่นานนัก ความกระตือรือร้นของภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อก็ได้หายไป ก่อนจะหันกลับมาและเล่าให้ฟู่เยี่ยนฟังถึงเหตุการณ์ในอดีตของภรรยาคนแรกของผู้เฒ่าเฮ่อ

 

หลังจากที่ได้ยินคำบอกเล่าจากภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อแล้ว ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเข้ากับภรรยาคนแรกได้ดีมากจริงๆ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงอยู่ในตระกูลเฮ่อได้อย่างสุขสบายเป็นเวลาหลายปีแบบนี้ และป้าของฟู่เยี่ยนก็เป็นคนที่แปลกมากจริงๆ ! เธอเป็นคนหาภรรยาอีกคนให้สามีของตัวเองอย่างนั้นหรือ !

 

งานเลี้ยงของตระกูลเฮ่อนั้นเป็นงานเลี้ยงที่ดูหรูหรามาก รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารก็มีราคาแพงมากเช่นกัน ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่ค่อยคุ้นเคยกับของพวกนี้สักเท่าไหร่ และยังคิดว่ามันไม่อร่อยเท่ากับขนมปังไส้สับปะรดเมื่อตอนบ่ายของวันนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ทางด้านสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูลเฮ่อเองก็อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับฟู่เยี่ยนมากเช่นกัน จึงได้ถามเธอกับไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับชีวิตในเมืองหลวง ซึ่งฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินก็รู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเขาสนใจอะไร ทั้งสองจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเล่นสเก็ตในเมืองหลวงและการล่าสัตว์บนภูเขาในบ้านเกิดให้ทุกคนฟัง

 

ตามที่คาดเอาไว้ ทุกคนต่างก็รู้สึกตกตะลึงกับเรื่องราวเหล่านี้ หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ และงานเลี้ยงจบลง ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินก็ได้กลับไปที่โรงแรมด้วยรถของตระกูลเฮ่อ ซึ่งผู้เฒ่าเฮ่อเป็นคนมอบมันให้กับพวกเขาด้วยตัวเอง

 

ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามาในโรงแรม ก็พบว่าผู้อำนวยการหยูกำลังนั่งอยู่ที่ล็อบบี้

 

“เธอสองคนก็กลับมาก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพวกเธอสักหน่อย !” ด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังของผู้อำนวยการหยูแล้ว จึงทำให้ทั้งสองคนรู้สึกว่าจะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน



ตอนที่ 393: อยากร่วมพันธมิตร

 

“ตอนนี้มีผู้คนจากหลายประเทศติดต่อฉันเข้ามา ซึ่งพวกเขาแต่ละประเทศต้องการจะสร้างพันธมิตรกับเรา ฉันเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เลยบอกพวกเขาไปว่าจะพิจารณาดูก่อน ฟู่เยี่ยน เธอคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?”

 

ทั้งสองมองไปยังผู้อำนวยการหยูด้วยสีหน้าที่จริงจัง และคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก !

 

“พันธมิตรอย่างนั้นเหรอคะ ? พวกเขากำลังหมายถึงอะไร ?” ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องดีหากจะสร้างพันธมิตรกับพวกเขาเหล่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้แก่นแท้ของชีพจรมังกรก็ได้ถูกเธอดึงออกมาจนหมดแล้ว นั่นหมายความว่าค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นบนภูเขาก็เป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น

 

“พวกเขาต้องการทำลายแผนการทั้งหมดนี้ร่วมกับเรา จากนั้นเงินรางวัลทั้งหมดจะถูกแบ่งเท่าๆกัน” ผู้อำนวยการหยูชี้แจงให้ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับจุดประสงค์ของผู้คนจากประเทศต่างๆ

 

“แบ่งเงินรางวัลเท่าๆกันเหรอ ? เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยนี่นา” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยัน

 

“เธอแน่ใจหรือเปล่าว่าสามารถทำลายค่ายกลพวกนั้นด้วยตัวคนเดียวได้ ? หากเธอแน่ใจ เราก็ไม่จำเป็นต้องสร้างพันธมิตรกับพวกเขา” ผู้อำนวยการหยูเองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน ทำไมพวกเขาต้องยอมแบ่งเงินรางวัลกับคนอื่นเท่ากันโดยไม่จำเป็นด้วย ?

 

“ฉันแน่ใจ เราไม่จำเป็นต้องสร้างพันธมิตรกับพวกเขาหรอกคะ แต่เราจะใช้คำพูดที่รุนแรงกับพวกเขาไม่ได้นะคะ ฉันเกรงว่าหากเราทำแบบนั้น พวกเราจะดูสะดุดตาเกินไป”

 

“ใช่แล้ว เราต้องปฏิเสธพวกเขาอย่างสุภาพด้วย” ไป๋โม่เฉินมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนจากประเทศเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะเมื่อครั้งที่เขายังเป็นทหารหน่วยรบพิเศษนั้น เขามักจะได้ติดต่อกับประเทศต่างๆอยู่บ่อยครั้ง

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเป็นคนพูดกับพวกเขาเอง เอาไว้ฉันกลับมา เราค่อยคุยกันอีกครั้งก็แล้วกัน” หลังจากพูดจบ ผู้อำนวยการหยูก็ได้ลุกขึ้นและเดินออกไปโดยทิ้งพวกเขาทั้งสองให้อยู่ที่ล็อบบี้แบบนั้น

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าสามารถทำลายค่ายกลพวกนั้นด้วยตัวเองได้ ?” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย

 

“ฉันแน่ใจ อย่ากังวลไปเลย!” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ในใจ ตอนนี้เธอได้ย้ายชีพจรมังกรออกไปจนหมดแล้ว จะมีมังกรตัวไหนอยู่ในค่ายกลของพวกเขาอีก ? เมื่อถึงวันนั้น ค่ายกลบนภูเขาคงจะเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างเธอกับเสิ่นหวยเอินเท่านั้น มาดูกันว่าใครจะผู้ที่แข็งแกร่งกว่า!

 

เมื่อเห็นถึงความมั่นใจของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากเรื่องนี้จบลง ชื่อเสียงของวงการอภิปรัชญาแห่งจีนแผ่นดินใหญ่ก็จะได้รับการยกย่อง ซึ่งก็จะช่วยทำให้ประเทศของพวกเขามีชื่อเสียงมากขึ้นตามไปด้วย !

 

ไป๋โม่เฉินลูบไปที่ผมของเธอเบาๆ ตอนนี้เขาอยากกลับไปเมืองหลวงมากจริงๆ ! เขาแทบจะทนรองานหมั้นหมายระหว่างเขากับเธอไม่ไหวแล้ว

 

“พี่คิดว่าหากฉันตัดผมสั้น มันจะดูดีหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามความเห็นจากเขา ตอนนี้ผมของเธอยาวจนถึงเอวแล้ว ซึ่งบางครั้งมันก็ดูเกะกะเล็กน้อย

 

“เธออยากตัดมันไหมล่ะ ? หากเธออยากทำก็ทำได้เลย ปล่อยเอาไว้แบบนี้ก็มีแต่จะแย่งสารอาหารของเธอเปล่าๆ ช่วงนี้ฉันรู้สึกเหมือนเธอจะผอมลงไปมากเลยนะ” ไป๋โม่เฉินสำรวจตามร่างกายของเธอ ก่อนจะพบว่าเธอดูผอมลงจริงๆ

 

“พรุ่งนี้เราออกไปเดินเล่นกันหน่อยดีกว่า ฉันจะได้หาร้านทำผมและตัดผมด้วย” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าศีรษะของเธอเริ่มหนักขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว

 

“พรุ่งนี้เธอไม่มีอะไรให้ต้องทำเหรอ ?”

 

“ตอนนี้ค่ายกลบนภูเขาไท่ผิงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ให้เวลาพวกเขาสักหน่อยเถอะ พี่ไม่อยากออกไปเที่ยวกับฉันเหรอ ?”

 

ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของไป๋โม่เฉินก็คือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับฟู่เยี่ยนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบส่ายหน้าทันที

 

“ฉันต้องอยากไปเที่ยวกับเธออยู่แล้ว จะได้ไปหาซื้อของที่ระลึกให้ครอบครัวด้วย อ้อ จริงสิ ฉันได้ยินมาว่ามีถนนที่ขายวัตถุโบราณบนเกาะฮ่องกงด้วยนะ เราลองไปดูที่นั่นกันหน่อยไหม ?”

 

ไป๋โม่เฉินได้ยินเรื่องนี้มาจากคุณชายรองตระกูลเฮ่อ ซึ่งขณะที่นั่งอยู่บนรถนั้น พวกเขาได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง จึงรู้ว่าคุณชายรองตระกูลเฮ่อมักจะไปหาวัตถุโบราณที่ถนนเส้นนั้นอยู่บ่อยครั้ง

 

“จริงเหรอ ? เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย แบบนี้เราคงพลาดไม่ได้แล้ว” ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เธอไม่คิดเลยว่าจะมีช่องทางให้ทำธุรกิจในขณะที่เธอมาทำงานแบบนี้ด้วย

 

ไม่นานนัก ผู้อำนวยการหยูก็ได้กลับมาอีกครั้ง ตอนนี้เขาได้ปฏิเสธข้อเสนอจากทุกประเทศแล้ว

 

“ประเทศไทย ไม่ได้พูดอะไร ส่วนประเทศญี่ปุ่นดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก ทางด้านคนจากทะเลทางตอนใต้นั้นดูเย่อหยิ่งมากเลยทีเดียว ทั้งยังคิดว่าเรากำลังเอาเปรียบพวกเขา เพียงเพราะเราไม่ยอมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรอีกด้วย ช่างเป็นอะไรที่อธิบายยากจริงๆ !” ผู้อำนวยการหยูมีท่าทีโมโหเล็กน้อย

 

“อย่ากังวลกับพวกเขาไปเลยค่ะ แล้วทุกคนจะได้รู้เองว่าเราแข็งแกร่งแค่ไหน” ฟู่เยี่ยนไม่ได้อยากเป็นพันธมิตรกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

 

“ผู้อำนวยการหยูครับ ยังมีเรื่องอื่นที่เราต้องหารือกันอีกหรือเปล่าครับ ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามออกไปตามตรง หากไม่มีอะไรแล้วเขาจะได้กลับไปพักผ่อน

 

“ตอนนี้มีคำสั่งจากเบื้องบนถูกส่งมาแล้ว เรื่องที่เราได้พูดคุยกับผู้เฒ่าเฮ่อเมื่อก่อนหน้านี้บรรลุผลแล้วล่ะ และบรรดาผู้นำระดับสูงก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าท่าเรือเซินเจิ้นจะถูกเปิดในต้นปีหน้า นับจากนี้เป็นต้นไป หากจะเดินทางมาเกาะฮ่องกง เราสามารถขออนุมัติเอกสารเพียงแค่ฉบับเดียวเท่านั้น”

 

เมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจ ผู้อำนวยการหยูก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นแล้วว่าสภาพความเป็นอยู่และเศรษฐกิจบนเกาะฮ่องกงนั้นดีกว่าแผ่นดินใหญ่เป็นอย่างมาก หากสามารถทำธุรกิจร่วมกันได้ ในอนาคตมันจะต้องพัฒนาไปได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน !

 

“จริงเหรอครับ ? ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลย ! สิ่งนี้จะทำให้การทำธุรกิจและการเดินทางในแต่ละวันนั้นสะดวกมากยิ่งขึ้น” ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกัน

 

“ใช่แล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกหลายอย่างที่เราต้องทำ ซึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่าย เพราะนี่เป็นการสื่อสารจากผู้นำระดับสูง พรุ่งนี้เราต้องไปเยี่ยมผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” ผู้อำนวยการหยูพูดพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับไป๋โม่เฉิน ซึ่งในกระดาษแผ่นนั้นได้ระบุคำถามที่พวกเขาต้องรวบรวมกลับไปนั่นเอง

 

“ได้เลยครับ แล้วเราควรจะนัดหมายกับผู้เฒ่าเฮ่อก่อนหรือเปล่า ?” การไปเยี่ยมเขาในครั้งนี้แตกต่างจากการนัดทานข้าวธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงต้องมีการนัดหมายล่วงหน้าเสียก่อน

 

“ฉันจะโทรไปนัดเขาเอง แล้วจะแจ้งเวลาที่แน่นอนให้นายทราบทีหลัง” หลังจากที่ผู้อำนวยการหยูพูดจบ พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน

 

“ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้เราคงจะไปดูวัตถุโบราณด้วยกันไม่ได้แล้วล่ะ เธอชวนมู่อี้อันไปเป็นเพื่อนเถอะ” ระหว่างที่เดินกลับห้อง ไป๋โม่เฉินก็ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย

 

“ตอนนี้เรายังไม่รู้กำหนดเวลาที่แน่นอนเลยไม่ใช่เหรอ ? รอดูก่อนดีกว่า อีกอย่างเรายังมีเวลาว่างอีกตั้งหลายวัน”

 

“ถ้าจะให้ฉันเดา ค่ายกลน่าเสร็จสมบูรณ์ในวันมะรืนนี้ เพราะต้องใช้เวลาประมาณสองสามวันในการสร้างมันขึ้นมา อีกทั้งตอนนี้หม่าซานหยวนยังไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้อีกด้วย ส่วนเสิ่นหวยเอินก็ยังบาดเจ็บ ดังนั้นการตั้งค่ายกลคงต้องล่าช้าออกไปอย่างแน่นอน”

 

ฟู่เยี่ยนมีท่าทีฮึดฮัดขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อที่จะสร้างค่ายกลอันชั่วร้ายนี้ให้เสร็จภายในไม่กี่วัน เสิ่นหวยเอินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองสินะ ?

 

ดังนั้นแม้ว่าเธอจะไม่ได้ออกไปข้างนอกก็ไม่เป็นไร เพราะเธอยังต้องศึกษาลูกแก้วมังกรอย่างละเอียดกว่านี้ อีกอย่าง ตอนนี้เธอยังไม่รู้เลยว่าไข่มังกรเป็นอย่างไรบ้าง มันใกล้จะฟักตัวออกมาแล้วหรือยัง

 

“อืม ถ้าอย่างนั้น เรากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันอีกที” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับไปส่งฟู่เยี่ยนที่ห้อง

 

วันนี้เขาไม่ได้เข้าไปในห้องของเธอ เพราะหากต้องไปเยี่ยมผู้เฒ่าเฮ่อในวันพรุ่งนี้ เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อม เขาแยกแยะระหว่างภารกิจกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน สำหรับภารกิจนั้น เขาต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากเรื่องนี้เขามีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย

 

“ราตรีสวัสดิ์นะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับปิดประตูลง ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้หันหลังกลับและเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เมื่อแน่ในว่าเขากลับไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที

 

ซึ่งปรากฏว่าดินแดนต่างมิติของเธอได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ตอนนี้พื้นที่ภายในดินแดนต่างมิติได้ขยายขึ้นกว่าสองเท่าเลยก็ว่าได้ ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นทันทีที่เข้ามา เธอจึงรู้สึกตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นอย่างมาก

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้สติกลับมา เธอจึงได้ไปดูทุ่งโสมเป็นอันดับแรก ซึ่งตอนนี้โสมของเธอเติบโตและแข็งแรงดีตลอดทั้งแปลง นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่มีอายุเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยโสมต้นแรกที่ปลูกนั้นมีอายุถึง500ปีแล้ว อีกทั้งยังมีการขยายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ เธอจะมีโสมมากมายเลยทีเดียว

 

ทางด้านทะเลสาบก็ได้ขยายพื้นที่กว้างขึ้นมากเช่นกัน รวมไปถึงปลาที่อยู่ในทะเลสาบก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเข้ามา พวกมันจึงรีบว่ายเข้ามาใกล้ๆเธออย่างมีความสุข ส่วนเต่าก็ได้แหวกว่ายไปมาอย่างมีความสุขราวกับว่าทะเสาบแห่งนี้เป็นของมันอย่างไรอย่างนั้น!

 

หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้วิ่งเข้าไปดูไข่มังกร เธอยืนดูมันอย่างเงียบๆ การที่เธอได้รับสืบทอดมรดกพลังมังกรทำให้รอยแตกบนไข่มังกรเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ยังไม่ฟักตัวออกมา ฟู่เยี่ยนจึงได้มองผ่านรอยแตกนั้นเข้าไป ก่อนจะพบกับร่างมังกรสีดำตัวน้อยที่อยู่ข้างใน

 

ตอนนี้มันกำลังขดตัวและนอนหลับอยู่ มันตัวเล็กมาก ซึ่งเธอรู้ดีว่าเมื่อมังกรดำตัวน้อยฟักออกมา มันจะสามารถเจริญเติบโตให้จนกลายเป็นมังกรตัวใหญ่ได้ด้วยตัวเอง

 

ดูเหมือนว่ามรดกที่เธอได้รับมาจากมังกรยักษ์เมื่อก่อนหน้านี้จะไม่เพียงพอให้มังกรตัวน้อยฟักตัวออกมา การได้รับพรครั้งนี้เป็นเพียงพรจากภายนอกเท่านั้น ซึ่งการที่มันจะฟักตัวออกมาจากไข่ได้ จำเป็นต้องอาศัยความพยายามและพละกำลังของตัวมันเองด้วย

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หันกลับไปมองหาร่องรอยของลูกแก้วมังกรอีกครั้ง ในตอนนั้นเธอโยนมันเข้ามาในดินแดนต่างมิติอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ตอนนี้เธอยังหามันไม่เจอ

 

ขณะเดียวกันนี้ ลูกปัดห้าธาตุของเธอยังคงลอยอยู่กลางอากาศ มันเปล่งแสงวาววับออกมา และส่องสว่างไปทั่วดินแดนต่างมิติราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ

 

ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปจนสุดขอบของดินแดนต่างมิติ พื้นที่ทั้งหมดได้รับการขยายออกไปมากจริงๆ ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็คิดว่าเธอควรจะปลูกพืชผลให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันจะทำให้เธอสะดวกในการทำไวน์มาก

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเธอไปที่หยางเฉิง เธอได้พบกับผลไม้เมืองร้อนมากมาย เธอแค่เอามันเข้ามาในดินแดนต่างมิติ และด้วยวิธีนี้ พวกมันจะสามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงผลไม้เมืองร้อนหลายชนิดขึ้นมา

 

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เธอจะออกไปหา มะม่วง แก้วมังกร ชมพู่ และผลไม่ชนิดอื่นๆ เพื่อที่จะนำมันมาปลูกเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ

 

แค่คิดถึงเรื่องนี้ น้ำลายก็สอแล้ว !


ตอนที่ 394: การเปลี่ยนแปลงของดินแดนต่างมิติ

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนสำรวจดินแดนต่างมิติอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงได้เดินไปที่บ้านบนภูเขาเพื่อดูว่าที่นี่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม ก่อนจะพบว่ามันได้เปลี่ยนจากบ้านไม้เป็นบ้านที่ทำจากอิฐไปแล้ว และปืนขนาดเล็กก็ได้ถูกแทนที่ด้วยปืนใหญ่อีกด้วย ! ส่วนพื้นที่ของบ้านทั้งหลังก็ได้ขยายตัวออกไปเช่นกัน และแม้แต่เนินเขาที่บ้านตั้งอยู่ก็ดูสูงขึ้นตามไปด้วย เดิมทีฟู่เยี่ยนใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้นในการเดินขึ้นไป แต่ตอนนี้เธอต้องใช้เวลาถึงสิบห้านาทีแล้ว

 

ห้องที่มีเตาหลอมยาก็มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน อีกทั้งไฟภายในเตาก็ยังลุกโชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย แต่เตาหลอมยานั้นกลับไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปยังถังเก็บเมล็ดพืชพร้อมกับหยิบเมล็ดข้าวโพดขึ้นมาหนึ่งกำมือ จากนั้นเธอก็ได้โยนมันเข้าไปในเตาหลอมยาโดยตรง เธอตั้งใจจะทำมันเป็นข้าวโพดคั่วกิน

 

จากนั้นเธอก็ได้ไปดูในยุ้งฉางอีกครั้ง ก่อนจะพบกับข้าวเปลือก ฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าเธอสามารถนำมันไปหว่านลงบนพื้นดินได้ อย่างน้อยเธอก็ยังมีข้าวกิน ซึ่งการหาข้าวในเมืองหลวงนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

 

ฟู่เยี่ยนยังคงเดินไปดูที่ชั้นวางยาสมุนไพรต่อ ซึ่งที่นี่ก็ได้ขยายออกไปมากเช่นกัน รวมไปถึงลิ้นชักเล็กๆที่บรรจุวัตถุดิบยาต่างๆก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และวัตถุดิบในการทำยาก็เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย

 

ตอนนี้เองที่ได้มีเสียงดังออกมาจากเตาหลอมยา ข้าวโพดคั่วของเธอน่าจะเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปดึงมันออกมา และเริ่มกินมันในทันที

 

รสชาติของมันไม่เลวเลย ต้องยอมรับเลยว่าเตาทองแดงนั้นสามารถทำให้อาหารอร่อยได้ ฟู่เยี่ยนจึงได้โยนเมล็ดข้าวโพดลงไปอีกกำมือ เธอตั้งใจว่าจะเอามันไปฝากไป๋โม่เฉิน ซึ่งหากเขารู้ว่าเธอใช้สิ่งนี้ทำข้าวโพดคั่ว เขาคงจะโกรธมากๆแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนหยิบข้าวโพดคั่วที่คั่วเสร็จก่อนหน้านี้ขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับไปที่ลิ้นชักยาอีกครั้ง และพบว่ายาบำรุงร่างกายใกล้จะหมดแล้ว เธอจึงได้ทำมันไว้เก็บสำรองเอาไว้ ตอนที่กลับไปยังเมืองหลวง เธอจะได้มอบมันให้กับอาจารย์

 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังหลอมยาอยู่ในดินแดนต่างมิติ เธอก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องตระกูลเสิ่นอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนยึดมั่นในความคิดของตัวเธอเองอยู่แล้ว ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมได้

 

ดังนั้นเธอจึงไม่อยากได้สมบัติของคุณย่าเลยแม้แต่น้อย หากเธอต้องการมันก็เท่ากับว่าเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นแล้ว เนื่องจากคุณย่าของเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องรับสมบัติจากครอบครัวของผู้เฒ่าเสิ่น

 

แต่คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเรื่องนี้คือพ่อและเหล่าพี่น้องของเธอ หากพวกเขารู้ว่าตระกูลฟู่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น พวกเขาคงจะต้องพูดไม่ออกกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

 

ในความเป็นจริงนั้น ผู้เฒ่าเสิ่นต้องการขอโทษย่าของเธอ แต่สิ่งนั้นไม่ได้จำเป็นสำหรับสมาชิกคนอื่นของตระกูลเสิ่นเลย รวมไปถึงเสิ่นหลัน ย่าของวังจื่อหยวนด้วย

 

ความสัมพันธ์ทางสายเลือดนั้น หากเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน นานวันเข้าก็จะยิ่งเหินห่างกันไปเรื่อย ๆ หลังจากผ่านไปหลายปีเข้า ทั้งสองฝ่ายก็จะกลายเป็นคนอื่นต่อกันไปโดยปริยาย ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขามีความสนิทกันทางสายเลือดมากน้อยแค่ไหนเลย

 

ฟู่เยี่ยนเชื่อในการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งพ่อและแม่ของเธอก็ต้องสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้อย่างแน่นอน ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่ได้เป็นคนโลภ ส่วนอารอง อาหญิง และอาเล็กเองก็คงจะเห็นด้วยเช่นกัน

 

ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนแทบจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองลงไม่ได้เลย เธอคิดถึงสิ่งต่างๆ พร้อมกับบดสมุนไพรและกินข้าวโพดคั่วไปด้วย

 

ทันใดนั้นเอง กลิ่นหอมก็ได้โชยออกมาจากเตาหลอมยาอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปดึงมันออกมา ก่อนจะเทข้าวโพดคั่วลงไปในกล่องใบเล็ก เธอจะเอามันไปฝากไป๋โม่เฉิน

 

หลังจากที่หลอมยาบำรุงร่างกายเสร็จและเก็บมันเอาไว้ในลิ้นชักแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ไปอาบน้ำที่ทะเลสาบ แล้วถึงออกมาจากดินแดนต่างมิติ พร้อมกับเดินตรงไปที่เตียงทันที

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนหลับไปแล้ว อีกด้านหนึ่ง เสิ่นหวยเอินและคนอื่นยังคงตั้งค่ายกลอยู่ ซึ่งมือของเสิ่นหวยเอินนั้นยังคงรู้สึกปวดอยู่ แต่เขาก็ต้องทน เพราะโอกาสนี้หาได้ยากมาก

 

ส่วนหม่าซานหยวนยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่น เขายังคงมีอาการเพ้อและกึ่งสับสนอยู่เล็กน้อย เขามักจะเพ้อเรียกหาพ่อแม่ของเขา และบางครั้งก็เรียกหาพ่อบุญธรรม เสิ่นหวยเอินจึงคิดว่าเขาไม่น่าจะถูกใครวางพิษกู่

 

ดูเหมือนว่าหม่าซานหยวนจะได้การกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้ หลังจากที่หมอได้ตรวจดูอาการแล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากบอกให้หม่าซานหยวนพักผ่อนเยอะๆเท่านั้น ก่อนจะสรุปว่าเขามีอาการประสาทหลอนที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

“นายท่าน พักสักหน่อยเถอะครับ ที่เหลือให้อาจารย์เฉินและอาจารย์หวังจัดการต่อจะดีกว่า” พ่อบ้านทนดูไม่ไหว นายท่านของเขาถึงกับต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อที่จะตั้งค่ายกลด้วยตัวเอง โดยที่อาจารย์ทั้งสองคนนั้นไม่ได้อะไรเลย

 

“ไม่ ฉันยังไหว ฉันต้องทำมันให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เราจะได้กลับไปพักผ่อนสักที นายพอจะรู้หรือเปล่าว่าเมื่อวานมีใครขึ้นมาบนภูเขาบ้าง ? ทำไมยันต์มากมายในกล่องเหล่านี้ถึงได้ถูกทำลายล่ะ ?” เสิ่นหวยเอินทั้งรู้สึกกังวลและโกรธไปพร้อมๆกัน

 

“คุณเสิ่นครับ ไม่มีใครคอยเฝ้าดูที่นี่เลย เราเลยไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่ขึ้นมาที่นี่ครับ” อาจารย์หวังคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนจากประเทศอื่น แต่เขาก็ไม่มีหลักฐานใด 

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็รีบจัดการต่อเถอะ”

 

“คุณเสิ่นครับ ตอนนี้ตระกูลเหอและตระกูลหวังเริ่มกดดันผมแล้ว ซึ่งผมก็ได้พูดบ่ายเบี่ยงไปแล้วเช่นกัน แต่คงจะขวางพวกเขาเอาไว้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเรื่องทั้งหมดไม่สามารถดำเนินการได้ภายในวันมะรืนนี้ตามที่ตกลงกันไว้ ตระกูลเหอและตระกูลหวังคงจะตัดความสัมพันธ์กับพวกเราอย่างแน่นอน”

 

อาจารย์เฉินพูดด้วยท่าทีที่ดูกังวล ตอนนี้เขาเสี่ยงที่จะทำให้ตระกูลเฮ่อขุ่นเคืองใจ ทั้งยังลงมือทำบางอย่างกับผู้เฒ่าเฮ่ออีกด้วย จนล่าสุด เขารู้สึกว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าตระกูลเฮ่อจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจึงได้ส่งคนมาสะกดรอยตามเขา

 

นอกจากนี้ เขายังรู้สึกว่าร่างกายของเขาไม่ค่อยสบายด้วย หรือจะเป็นอย่างที่สาวน้อยคนนั้นบอกกันนะ ?

 

เสิ่นหวยเอินครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา ครั้งนี้เขาเดินเกมเรื่องตระกูลเฮ่อผิดพลาดเอง วันนี้ลูกน้องของเขาได้มารายงานว่าลูกน้องของผู้อาวุโสหม่าทำให้ลุงห่าวขุ่นเคืองใจอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้ถามถึงเหตุผลของเรื่องนี้ และเดาว่าคงจะถูกจับได้ขณะที่สะกดรอยตามไปอย่างแน่นอน

 

เขาคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเวลาทำอะไรต้องระวังตัว แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดข้อผิดพลาดนี้ขึ้น ตอนนี้เสิ่นหวยเอินรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แค่นี้บ้านของเขาก็มีปัญหามากมายพออยู่แล้ว ยังจะมีปัญหานอกบ้านเข้ามาอีก ชีวิตของเขาทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ !

 

เสิ่นหวยเอินยังคงยุ่งอยู่กับการซ่อมแซมกล่องใบเล็กเหล่านั้น เขาจำเป็นต้องขุดมันขึ้นมาทีละกล่อง ก่อนจะเปลี่ยนยันต์ที่อยู่ภายในนั้นด้วยตัวเอง

 

ขณะที่พ่อบ้านกำลังช่วยขุดกล่องเหล่านั้นอยู่ เขาก็ได้พบกับยันต์ที่ฟู่เยี่ยนได้ทิ้งเอาไว้ และก่อนที่เขาจะทันได้โต้ตอบ ยันต์แผ่นนั้นก็ได้ระเบิดขึ้นมาทันที ซึ่งจากการระเบิดนี้ ทำให้หลายคนรีบหมอบลงไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว

 

ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดเลย แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พวกเขาได้สติและลุกขึ้นมาจากพื้น วินาทีต่อมา พวกเขาทั้งหมดก็รู้สึกวิงเวียนและเป็นลมหมดสติไปทันที

 

แท้จริงแล้วฟู่เยี่ยนได้ติดตั้งยันต์สองแบบเอาไว้ที่นี่ โดยแบบแรกนั้นคือยันต์ระเบิดอากาศ และติดยันต์ภาพลวงตาทับลงไปอีกที เมื่อมันระเบิดออก มันจะทำให้ผู้คนหมดสติ อาจจะดูเหมือนพวกเขากำลังหลับอยู่ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังติดอยู่ในภาพลวงตาต่างหาก

 

แม้จะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ก็เพียงพอสำหรับใช้จัดการคนพวกนี้แล้ว ! หากสามารถฝ่าความกลัวที่ตัวเองสร้างขึ้นมาด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ก็จะหลุดออกมาได้ แต่หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็คิดเสียว่าตัวเองโชคร้ายก็แล้วกัน !

 

เสิ่นหวยเอินยืนอยู่ห่างจากจุดระเบิด ดังนั้นเขาจึงได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ทว่าพ่อบ้าน อาจารย์หวัง และอาจารย์เฉินต่างก็หมดสติไปแล้ว ส่วนเสิ่นหวยเอินเป็นคนสุดท้ายที่หมดสติ เมื่อคนที่รอดจากกับดักนี้เห็นว่าเหล่าอาจารย์ต่างก็หมดสติไปแล้ว พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแบกทุกคนกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวที่ว่าหัวหน้าสมาคมซินอี้ พร้อมด้วยอาจารย์หวังและอาจารย์เฉินหมดสติจนต้องถูกหามลงมาจากภูเขาไท่ผิงก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วเกาะฮ่องกงแล้ว

 

เมื่อรู้ว่าสมาคมซินอี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์สองคนนี้ ทุกคนจึงคาดเดาว่าภายในสมาคมซินอี้เกิดมีวิกฤตบางอย่างขึ้นหรือเปล่า ? จึงได้มาหาอาจารย์ทั้งสองแบบนี้ !

 

ในเวลาเดียวกันนี้ ตระกูลเฮ่อก็ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเช่นกัน ไม่นานหลังจากนั้น หนังสือพิมพ์ของตระกูลเฮ่อและตระกูลไป๋ก็ได้ตีพิมพ์ข่าวออกไป โดยเนื้อหาของข่าวได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของสมาคมซินอี้และสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยของเกาะฮ่องกงนั่นเอง !

 

รวมไปถึงความจริงที่ว่าหม่าซานหยวนเป็นลูกบุญธรรมของเสิ่นหวยเอินก็ได้ถูกเปิดเผยด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีรูปถ่ายประกอบอีกด้วย


ตอนที่ 395: ประกาศจับตาย

 

หลังจากที่เสิ่นหวยเอินได้หมดสติไป บ้านตระกูลเสิ่นก็ได้ตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้ง พวกเขาต่างก็หมดหนทางแล้วจริงๆ ดังนั้นรองหัวหน้าพ่อบ้านจึงต้องเชิญอดีตภรรยาของเสิ่นหวยเอินให้กลับมาช่วยดูแลสถานการณ์โดยรวมที่นี่อีกครั้ง

 

ฝูเยี่ยนหลิงจึงรีบมาที่นี่ทันทีหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์จากรองหัวหน้าพ่อบ้าน ก่อนหน้านี้เธอและเสิ่นหวยเอินต้องหย่าร้างกันเพราะความไม่ลงรอยระหว่างพวกเขา แต่มันก็ไม่ได้เป็นความขัดแย้งที่รุนแรงอะไร ทั้งสองยังคงมีความห่วงใยให้กันและกันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นว่านเอ๋อ ลูกสาวของเธอก็ยังอยู่ที่นี่อีกด้วย

 

“เกิดอะไรขึ้นกับหวยเอินอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมช่วงนี้เขาถึงได้ดูแย่ขนาดนี้ล่ะ ตอนแรกมือของเขาได้รับการรักษาแล้วนี่ ทำไมเขาถึงออกไปข้างนอกแล้วกลับมาในสภาพแบบนี้อีก ?”

 

ฝูเยี่ยนหลิงเอ่ยถามด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว ซึ่งคนที่อยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นต่างก็ยังคงปฏิบัติต่อเธอในฐานะภรรยาของเสิ่นหวยเอินอยู่เสมอ

 

รองหัวหน้าพ่อบ้านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ทั้งหมดนี้มีเพียงหัวหน้าพ่อบ้านเท่านั้นที่รู้ เขาเป็นเพียงผู้ช่วยคนสนิทที่คอยรับผิดชอบเรื่องจัดซื้อวัตถุดิบในครัว เรื่องผลัดเปลี่ยนคนรับใช้ และงานบ้านอื่นๆเท่านั้น เขาจึงไม่รู้ว่านายท่านกำลังทำอะไรอยู่

 

“คุณผู้หญิงครับ หัวหน้าพ่อบ้านเป็นคนดำเนินการเรื่องนอกบ้านทั้งหมด ผมมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยเฉพาะในบ้านเท่านั้น ก็เลยไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมนายท่านถึงหมดสติไปแบบนี้ นายท่านออกไปข้างนอกพร้อมกับหัวหน้าพ่อบ้าน ก่อนจะถูกพาตัวกลับมาในสภาพเหมือนกับที่คุณผู้หญิงเห็นนั่นแหละครับ !”

 

“แล้วคุณหนูอยู่ไหน ?” ฝูเยี่ยนหลิงเอ่ยถามขณะที่กำลังเดินขึ้นไปชั้นบน

 

“คุณหนูอยู่ในห้องของนายท่านแล้วครับ ตอนนี้คุณหม่าเองก็ไม่ค่อยสบายเหมือนกัน มีหมอหลายคนมาตรวจดูอาการของเขาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุอาการของคุณหม่าเลยครับ” พ่อบ้านคนดังกล่าวพูดพร้อมกับเดินตามฝูเยี่ยนหลิงขึ้นไป

 

ใครจะไปคิดว่าก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น คนรับใช้จึงได้รับสาย ปรากฏว่าเป็นสายจากสมาคมซินอี้นั่นเอง

 

“ฉันจะไปดูนายท่านของนายก่อน นายไปรับโทรศัพท์เถอะ หากได้เรื่องอย่างไรก็ค่อยมาบอกฉันแล้วกัน” ฝูเยี่ยนหลิงพูดก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบน

 

ตอนนี้เสิ่นว่านเอ๋อยังคงอยู่ข้างเตียงของเสิ่นหวยเอิน เธอเฝ้าดูเสิ่นหวยเอินที่นอนหมดสติพร้อมกับพึมพำบางอย่างออกมาไม่หยุดด้วยท่าทีที่หวาดกลัว

 

ทันใดนั้นเอง ฝูเยี่ยนหลิงก็ได้เปิดประตูและเข้ามา จึงทำให้เสิ่นว่านเอ๋อรู้สึกราวกับได้พบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

 

“แม่คะ แม่มาทันเวลาพอดีเลย ! ดูพ่อสิ เขาเอาแต่พูดไร้สาระไม่หยุดเลย อีกทั้งตัวเขายังร้อนมากและมีเหงื่อออกท่วมตัวไปหมดอีกด้วย” เสิ่นว่านเอ๋อพูดพร้อมกับโยนตัวเข้าไปในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ในทันที

 

ก่อนที่ฝูเยี่ยนหลิงจะทันได้พูดปลอบลูกสาว เธอก็ได้ยินเสียงพึมพำของเสิ่นหวยเอินดังขึ้นมา

 

“เหยาซู ฉันไม่ได้ตั้งใจ อาจารย์ ผมไม่ได้ตั้งใจ…” เสิ่นหวยเอินพึมพำออกมา ซึ่งทำให้ฝูเยี่ยนหลิงตกใจมาก

 

ก่อนหน้านี้ เสิ่นหวยเอินเคยบอกกับฝูเยี่ยนหลิงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตของเขามาบ้างเล็กน้อย จึงทำให้เธอพอจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรมากก็ตาม แต่ฝูเยี่ยนหลิงก็รู้ดีว่าลึกๆ แล้วเขายังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ภายในใจ อีกทั้งเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังเป็นปมที่อยู่ในใจของเขามาโดยตลอดอีกด้วย

 

เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดมันออกมาตอนที่เขากำลังป่วยแบบนี้ เธอกลัวว่าเสิ่นหวยเอินไม่ได้ป่วย แต่เขากำลังตกอยู่ในคาถาลวงตาของใครบางคน ฝูเยี่ยนหลิงใช้ชีวิตอยู่กับเสิ่นหวยเอินมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นเธอจึงพอจะรู้เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับสามีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

 

“ว่านเอ๋อ พาแม่ไปดูพี่ชายของลูกหน่อย” ฝูเยี่ยนหลิงสงสัยว่าหม่าซานหยวนเองก็กำลังตกอยู่ในคาถาลวงตาเช่นกัน

 

“เขาพักอยู่ห้องข้างๆนี้เองค่ะแม่ เราไปกันเถอะค่ะ” ทั้งสองจึงไปที่ห้องของหม่าซานหยวนทันที ซึ่งอาการของหม่าซานหยวนยังเหมือนเดิม ตอนนี้เขากำลังเพ้อฝันและตกอยู่ในความสับสน เมื่อเห็นฝูเยี่ยนหลิงเดินเข้ามา เขาก็เรียกหาแม่บุญธรรมของเขาทันที แต่คำพูดของเขายังคงจับใจความไม่ได้เหมือนเดิม

 

ฝูเยี่ยนหลิงและเสิ่นว่านเอ๋อจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องออกไปจากห้องของหม่าซานหยวน เมื่อพวกเธอออกมา ก็พบกับพ่อบ้านที่กำลังรีบวิ่งขึ้นมาชั้นบนด้วยท่าทีตื่นตระหนก

 

“คุณผู้หญิงครับ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว ! ตอนนี้สำนักข่าวบนเกาะฮ่องกงและหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ตีพิมพ์เรื่องอาการป่วยของนายท่าน รวมไปถึงตีพิมพ์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านกับอาจารย์หยวนด้วย พวกเขามีแม้กระทั่งรูปถ่ายเลยครับ”

 

รองหัวหน้าพ่อบ้านไม่ใช่คนโง่ ตั้งแต่ที่หม่าซานหยวนสร้างชื่อให้ตัวเอง เขาก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย ซึ่งก่อนหน้านี้เขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็ได้เห็นหม่าซานหยวนกลับมามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือแผนของนายท่าน

 

“หากพวกเขาต้องการทำอะไรก็ลุยได้เลย แต่ระวังอย่าให้ใครมากล่าวหาว่าเราไปทำลายครอบครัวของพวกเขาด้วยล่ะ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยวหยวนกับครอบครัวของเรานั้นไม่ใช่ความลับอะไรอยู่แล้ว แค่พูดไปตามตรงก็พอ แล้วสมาคมซินอี้พูดอะไรอีกหรือเปล่า?”

 

ฝูเยี่ยนหลิงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าตอนนี้อะไรคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

 

“รองหัวหน้าสมาคมไม่ได้พูดอะไรอีกครับ แต่มีผู้เฒ่าสองสามคนอยากจะมาเยี่ยมนายท่าน” รองหัวหน้าพ่อบ้านพูดตามที่เขาได้ยิน

 

“เฮอะ ฉันคิดว่าพวกเขาเป็นแค่แมวที่ร้องเรียกหาหนู พวกเขาไม่มีเจตนาที่ดีอย่างแน่นอน ช่วยโทรบอกรองหัวหน้าสมาคมด้วย บอกเขาว่าคืนนี้ฉันจะเลี้ยงมื้อค่ำเขาที่บ้าน ให้เขาชวนภรรยามาด้วย” ฝูเยี่ยนหลิงรู้ดีว่ารองหัวหน้าสมาคมคือคนสนิทของเสิ่นหวยเอิน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะปิดบังเรื่องพวกนี้กับเขา

 

“ได้เลยครับคุณผู้หญิง คุณผู้หญิงอยากจะให้ผมคัดกรองคนในบ้านอีกครั้งหรือเปล่าครับ ?” รองหัวหน้าพ่อบ้านพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

“อืม ลงมือได้เลย หากพบว่าใครก็ตามที่น่าสงสัย ฉันจะจัดการคนๆนั้นเอง” ฝูเยี่ยนหลิงพูดพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น คนรับใช้ที่อยู่ชั้นล่างก็ได้ก้มหน้าลงทันที

 

ตอนนี้สถานการณ์ทางฝั่งตระกูลเสิ่นได้ถูกควบคุมโดยฝูเยี่ยนหลิงแล้ว ส่วนสมาคมซินอี้ก็มีรองหัวหน้าสมาคมคอยควบคุมสถานการณ์ภายในแล้วเช่นกัน ดังนั้นความวุ่นวายขึ้นภายในสมาคมซินอี้จึงกลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว

 

โดยปกติแล้ว แม้ว่าอาจารย์หวังจะมีความทะเยอทะยานมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่กล้าทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผลมาก่อนเลย ดังนั้นจึงทำให้เขาฟื้นขึ้นมาจากภาพลวงตาได้อย่างรวดเร็ว

 

ร่างกายของเขาไม่ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงมากนัก หลังจากที่เขาฟื้น เขาก็ได้รีบถามขึ้นมาทันทีว่าคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง จนได้รู้ว่าอาจารย์เฉิน เสิ่นหวยเอิน และพ่อบ้านของเขายังคงหมดสติอยู่ ซึ่งอาจารย์หวังรู้อย่างแน่ชัดแล้วว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในคาถาลวงตาของใครบางคนอยู่

 

เฉินเหว่ยเหอกลับได้ได้โชคดีแบบคนอื่น ที่ผ่านมาเขาได้เข้าไปมีส่วนพัวพันกับการตายของคนหลายคน ดังนั้นภายในภาพลวงตาของเขาจึงมีวิญญาณมากมายมาร้องขอชีวิต ทำให้เขากรีดร้องออกมาด้วยความกลัวและแล้วผลกรรมก็ทำงาน ทำให้เขากรีดร้องและทุรนทุรายจนขาดใจตาย !

 

ตอนนี้ตระกูลเฉินต่างก็พากันร้องไห้ที่จู่ๆ หัวหน้าครอบครัวของพวกเขาได้จากไปโดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมอะไรเอาไว้เลย แล้วพวกเขาจะแบ่งสมบัติกันอย่างไรล่ะ ด้วยเหตุนี้ จะไม่ให้ทุกคนในบ้านรู้สึกเศร้าได้อย่างไร ?

 

เมื่ออาจารย์หวังได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการเสียชีวิตของอาจารย์เฉิน เขาก็รู้สึกตกใจมากจนปิดประตูบ้านและงดรับแขกทุกกรณี โดยคนของเขาได้บอกกับแขกไปว่าอาจารย์หวังยังไม่ฟื้น

 

ทางด้านตระกูลเสิ่นก็ได้รับข่าวนี้แล้วเช่นกัน จนกระทั่งบ่ายของวันรุ่งขึ้น เสิ่นหวยเอินก็ได้ฟื้นคืนสติกลับมา เนื่องจากเขายืนอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิด จึงได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกอย่างสภาพจิตใจของเขาก็ยังเข้มแข็งพอ ดังนั้นภาพลวงตาจึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับเขาจนถึงแก่ชีวิต เพียงแต่หลังจากได้รับการทรมานในครั้งนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองต้องสูญเสียพลังไปไม่น้อยเลย

 

หลังจากที่เสิ่นหวยเอินฟื้นขึ้นมาไม่นาน หัวหน้าพ่อบ้านก็ได้ฟื้นแล้วเช่นกัน แม้ว่าเขาจะติดตามเสิ่นหวยเอินมานาน แต่เขาก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไร ในภาพลวงตานั้น เขาได้พบกับภรรยาที่เสียชีวิตไปนานแล้ว จึงรู้สึกไม่อยากฟื้นขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

ทันทีที่เสิ่นหวยเอินฟื้น เขาก็ได้รู้เรื่องการตายของอาจารย์เฉิน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ยันต์ชนิดนี้ช่างโหดร้ายมากจริงๆ เพียงแค่สภาพจิตใจของคนที่โดนอ่อนแอลงไปเล็กน้อย มันสามารถทำให้คนๆนั้นเสียชีวิตลงได้ในทันที และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียพลังงานไปมหาศาล

 

ทว่าสิ่งนี้ก็ได้ทำให้เขามีความตั้งใจที่จะตั้งค่ายกลให้สำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม หากเขาสามารถทำมันได้สำเร็จ วงการอภิปรัชญาทั่วทั้งเอเชียก็จะไม่สามารถเทียบชั้นกับเขาได้อีกต่อไป

 

แต่ก่อนอื่น เขาต้องจัดการบางอย่างเสียก่อน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าใครเป็นคนวาดยันต์นี้ขึ้นมา มันต้องเป็นฝีมือของคนไม่กี่คนที่อยู่รอบตัวอาจารย์ของเขาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้น เสิ่นหวยเอินจึงได้โทรหารองหัวหน้าสมาคมซินอี้ทันที

 

“อาผิง สั่งให้คนของเราประกาศจับตาย ตามไล่ล่าคนจากแผ่นดินใหญ่พวกนั้นซะ และฆ่าพวกมันทั้งหมดก่อนคืนวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าให้พวกมันรอดไปได้เด็ดขาด !”

 

หลังจากที่วางสายโทรศัพท์ เสิ่นหวยเอินก็ครุ่นคิดอยู่ภายในใจ: อาจารย์ ก่อนหน้านี้ผมเป็นหนี้บุญคุณของอาจารย์ก็จริง แต่ตอนนี้อย่าหาว่าศิษย์คนนี้ใจร้ายเลย !



จบตอน

Comments