ตอนที่ 406: พลิกผันในคืนเดียว
หลังจากที่ตู้จือหมิงตกลงรายละเอียดกับฉินเฟิงเรียบร้อยแล้ว เขาก็จากไปโดยที่ฉินเฟิงไม่กลัวว่าตู้จือหมิงจะกลับคำพูด เพราะตอนนี้เขาควบคุมร้านเกือบสองในสามของตู้จือหมิงไว้แล้ว แม้แก๊งค์ชิงจะไม่อยากร่วมมือ แต่สุดท้ายก็ต้องร่วมมืออยู่ดี
เมื่อตู้จือหมิงไปแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงว่านเจิ้งซาน เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองไปทำให้ใครขุ่นเคือง ถึงต้องเจอกับหายนะเช่นนี้ ทำไมแก๊งค์หงถึงไม่ยอมให้ทุกคนขายยา ? หรือว่าพวกเขาต้องการครอบครองทุกสิ่งแต่เพียงผู้เดียว ?
ว่านเจิ้งซานคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจว่าลุงห่าวต้องการอะไร สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่คือพวกเขาต้องการรวมพลังเพื่อโค่นล้มสมาคมซินอี้ แล้วเขาควรทำอย่างไร ? เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมมือกับพวกเขา !
ว่านเจิ้งซานเป็นคนที่รู้จักปรับตัวดี ก่อนหน้านี้ที่เขาต้องการพึ่งสมาคมซินอี้ก็เพราะเห็นว่าค้าขายกับคนคุ้นเคยดีกว่า อาจารย์หม่าก็ยังนับว่าเป็นคนที่ช่วยเหลือเขา แต่ตอนนี้ทุกอย่างพังทลาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ !
ฉินเฟิงเห็นว่านเจิ้งซานโดยไม่พูดอะไร เขาจึงลุกขึ้นเดินออกไป แต่ว่านเจิ้งซานเรียกเขาไว้
“คุณฉิน ช่วยฟังผมพูดสักสองสามคำได้ไหม ?” ว่านเจิ้งซานสาบานเลยว่าเขาไม่เคยใช้สมองครุ่นคิดมากเท่าคืนนี้มาก่อน เขากำลังคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรถึงจะรักษาพวกพ้องของตัวเองไว้ได้ แล้วจึงยอมเข้าร่วมกับแก๊งค์หง เพื่ออย่างน้อยตัวเองจะได้มีที่อยู่ หากไม่เช่นนั้นศัตรูรอบด้านก็จะฆ่าเขาได้แน่
“เชิญพูดมา” ฉินเฟิงที่รู้สึกเหนื่อยจึงนั่งพิงโซฟารอให้ว่านเจิ้งซานพูด
“คุณฉิน ถ้าคุณต้องการทำลายพวกเขา ผมจะเป็นสายลับให้เอง ลูกบุญธรรมของหัวหน้าชื่ออาจารย์หม่า เขากับผมสนิทกันดี ผมจะเกลี้ยกล่อมให้เขายกธุรกิจยาให้แก๊งค์หง ยกให้ลุงห่าว !”
ฉินเฟิงฟังจบแล้วก็หัวเราะ เห็นได้ชัดว่าว่านเจิ้งซานคิดผิด
“เราไม่ได้สนใจธุรกิจยา คุณว่าน คุณมีอะไรจะพูดอีกไหม ? ถ้าไม่มีฉันจะไปแล้วนะ อีกอย่าง ต่อไปอย่าใช้ชื่อแก๊งค์มังกรพยัคฆ์อีกเลย หลังจากนี้ก็ทำธุรกิจที่ถูกต้องดีกว่า”
“คุณฉิน คุณฉิน เดี๋ยวก่อน ผมยินดีจะนำพาพวกพ้องของผมไปจัดการจุดรวมพลของสมาคมซินอี้ ผมอยากเข้าร่วมกับลุงห่าว จากนี้จะไม่มีแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ มีแต่แก๊งค์หง !”
ว่านเจิ้งซานที่เข้าใจผิดรู้สึกอึดอัดใจมาก ฉินเฟิงกำลังจะเดินออกไปอีก เขาจึงรีบพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“คุณจะยอมเข้าร่วมกับแก๊งค์หงจริงๆเหรอ ?” ฉินเฟิงถาม
“ผมยอม ! ตอนแรกที่ผมเข้ามาในวงการ ผมก็อยากเข้าร่วมแก๊งค์หงอยู่แล้ว แต่พวกเขามองว่าผมโง่ ไม่รับผมเข้าร่วม ผมเลยตั้งกลุ่มขึ้นมาเอง หลังจากได้เจอกับหม่าซานหยวน เขาสอนและสนับสนุนผมจนแก๊งค์มังกรพยัคฆ์เติบโตขึ้น แต่ที่จริงแล้วผมก็แค่คนข้างถนนคนหนึ่ง”
“คุณวางใจได้เลย ผมจะปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง ไม่มีทางทำให้ลุงห่าวเสียหน้าแน่นอน” ว่านเจิ้งซานแสดงความภักดีอย่างจริงใจ
“ถ้าเป็นอย่างนั้น หัวหน้าแก๊งค์ว่าน งั้นคุณไปกับฉันที่จุดรวมพลของสมาคมซินอี้ ให้ฉันเห็นความตั้งใจของคุณก่อน ถ้าเรื่องนี้จบลง ฉันจะพาคุณไปพบลุงห่าวเอง ! ”
ไม่กี่คำของฉินเฟิงทำให้ว่านเจิ้งซานรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแรกเขาเรียกตัวเองว่า ‘คุณว่าน’ แต่ตอนนี้เรียกว่า ‘หัวหน้าแก๊งค์ว่าน’ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าเขายังเป็นหัวหน้าแก๊งค์อยู่ !
นอกจากนี้ หากหลังจากนี้มีแก๊งค์หงหนุนหลัง แก๊งค์มังกรพยัคฆ์ของเขาก็เหมือนเติบโตขึ้นอีกขั้น !
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินทำลายจุดรวมพลของแก๊งค์ชิงไปสิบกว่าที่ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง ที่นี่มีแค่บอดี้การ์ดห้าหกคน พอคนของแก๊งค์หงบุกเข้ามา คนข้างในก็หมอบลงกับพื้นทันที มีเพียงแม่เล้าที่พยายามหนีออกไป
หลังจากถูกลูกน้องของอาสุ่ยจับตัวได้ เธอสารภาพว่ามีของสำคัญซ่อนไว้ในห้องของเธอ ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่สถานเริงรมย์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดกระจายเฮโรอีนของแก๊งค์ชิงด้วย
พ่อค้าขายของเสร็จแล้วจะกลับมาเติมสินค้าอีกครั้ง สำหรับคนนอก ที่นี่ก็ดูเหมือนแค่สถานที่หาความสนุก จึงไม่มีใครคิดอะไรมาก
ในห้องหนึ่งมีเฮโรอีนอยู่หลายร้อยกิโลกรัม ฟู่เยี่ยนจุดไฟเผามันทันที ฉินเฟิงบอกว่าจะคืนพื้นที่ให้ตู้จือหมิง แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเฮโรอีนนี้ ในเมื่อเธอเจอมันแล้ว เธอก็ไม่อยากปล่อยให้มันทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้คนได้อีก
บรรดาหญิงขายบริการและแม่เล้าต่างเล่าถึงชีวิตอันน่าสงสารของตนว่าถูกบังคับให้มาทำงานนี้ แต่สำหรับฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน คำพูดเหล่านี้เหมือนเป็นการสีซอให้ควายฟัง เธอรู้ดีว่าคนเหล่านี้เพียงแค่ต้องการให้ตัวเองปล่อยพวกเธอไปเท่านั้น
หลังออกจากที่นี่ ทั้งสองคนและอาสุ่ยก็ไปตรวจสอบจุดอื่นอีก แต่มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่พบเฮโรอีนมากที่สุด เห็นเมื่อไร เฮโรอีนพวกนี้ก็หนีไม่พ้นไฟของฟู่เยี่ยนเลย
“อาสุ่ย คืนนี้ลำบากหน่อยนะ ดูเหมือนที่อื่นจะไม่มีเฮโรอีนแล้ว ส่วนธุรกิจอีกครึ่งหนึ่ง เราก็ไม่ต้องไปดูแล้ว คุณฉินคงได้ตกลงกับหัวหน้าแก๊งค์ตู้ไว้เรียบร้อย เตือนลูกน้องของคุณให้ระวังตัวด้วย”
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมองดูอาสุ่ยที่กำลังสั่งการลูกน้อง แล้วเดินทางไปยังจุดรวมพลล่าสุดของสมาคมซินอี้ นั่นคือสถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง พวกเขาต้องไปพบกับฉินเฟิง คืนนี้เป็นเรื่องใหญ่
ขณะเดียวกัน เสิ่นหวยเอินยังไม่ได้รับข่าวอะไรเลย เขากำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หลังจากที่ได้รับการโจมตีติดต่อกัน ทำให้สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่มาก
หม่าซานหยวนตื่นขึ้นมาช่วงหัวค่ำ แต่เพราะสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมจากเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เขากลับไปหลับอีกครั้ง เสิ่นหวยเอินรู้สึกโล่งใจ ตราบใดที่ไม่พลาดการประลองในวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างก็จะยังมีหวัง
ตอนกลางดึก ขณะที่เสิ่นหวยเอินกำลังนอนหลับสนิท ประตูห้องของเขาก็มีเสียงเคาะเบาๆดังขึ้น
“ใครน่ะ ?”
“นายท่าน ผมเอง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” พ่อบ้านตอบอย่างร้อนรนจากนอกห้อง
เสิ่นหวยเอินใส่รองเท้าแตะ สวมเสื้อคลุมแล้วเปิดประตูให้พ่อบ้านเข้ามา ส่วนตัวเขานั่งลงที่โต๊ะทำงานแล้วถาม
“ว่ามา มีเรื่องอะไรที่รอจนถึงเช้าไม่ได้ ?”
เสิ่นหวยเอินเป็นคนชอบอารมณ์เสียเวลาตื่นนอน พ่อบ้านรู้ดีว่าหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ จะไม่มารบกวนเขา
“นายท่าน ! สายของผมรายงานมาว่า คืนนี้ฉินเฟิงจากแก๊งค์หงพาลูกน้องไปยังถิ่นของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ และบังเอิญจับได้ว่าตู้จือหมิงจากแก๊งค์ชิง กำลังเจรจากับว่านเจิ้งซานของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ จากนั้นไม่นาน แก๊งค์หงก็จัดการยึดจุดรวมพลของแก๊งค์ชิงไปสิบกว่าที่ ส่วนแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ตอนนี้ก็อยู่ในมือของแก๊งค์หงแล้ว”
เมื่อพ่อบ้านพูดจบ เสิ่นหวยเอินก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ตอนบ่ายเขาเพิ่งได้ข่าวว่าลุงห่าวขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งค์หง ตอนกลางคืนก็เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น นี่ลุงห่าวต้องการจะทำอะไรกันแน่ ?
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ไปนอนเถอะ มีข่าวอะไรพรุ่งนี้เช้าค่อยมาบอกอีกที”
“นายท่าน ตอนนี้เราควรเพิ่มการคุ้มกันไหมครับ เผื่อพวกเขาจะย้อนกลับมาโจมตีเรา”
พ่อบ้านแสดงความกังวลออกมา เสิ่นหวยเอินคิดอยู่สักพัก ก่อนจะโทรศัพท์หารองหัวหน้าแก๊งค์ เพื่อให้เขาแจ้งลูกน้องให้เพิ่มการคุ้มกัน
แต่โทรไปหลายครั้งกลับไม่มีใครรับสาย เสิ่นหวยเอินรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดี ต้องรีบวางสายไป แล้วลองโทรอีกหลายครั้ง แต่ก็ได้ยินแต่เสียงสายไม่ว่าง
“ส่งคนออกไปดูว่าที่ถิ่นของเรามีอะไรผิดปกติไหม หรือไม่ก็ส่งคนไปที่บ้านของรองหัวหน้าแก๊งค์ด้วย ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่รับสาย อย่าให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน”
เมื่อเสิ่นหวยเอินส่งคนออกไป เขาไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเขาเองต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลักของแก๊งค์หงในคืนนี้
บ้านของรองหัวหน้าแก๊งค์นั้นถูกควบคุมไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงพื้นที่ทั้งหมดของเขาก็อยู่ในมือของแก๊งค์หงแล้วด้วย
ภายในคืนเดียว ทุกอย่างพลิกผันจนโลกเปลี่ยน !
ตอนที่ 407: ความหวังพังทลาย
เมื่อฟ้ากำลังจะสว่าง เสิ่นหวยเอินก็ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลครึ่งๆกลางๆ ตอนที่พ่อบ้านมาปลุกเขากลางดึก เขายังงุนงงอยู่ ตอนนี้นอนพักไปแล้วจึงรู้สึกตัวดีขึ้นเล็กน้อย
เขายังมีเรื่องต้องจัดการ ตอนนี้เขาไม่สามารถติดต่อรองหัวหน้าแก๊งค์ได้เลย เขาจึงทำนายดวงชะตาของตัวเอง และผลที่ได้กลับเป็น ‘เคราะห์ร้ายใหญ่หลวง’ รู้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจว่าต้องไปที่บ้านของรองหัวหน้าแก๊งค์ด้วยตัวเอง
ขณะที่เขากำลังจะเรียกพ่อบ้าน เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น
“นายท่าน ! มีข่าวจากข้างนอกแล้วครับ ! ตอนนี้ทุกจุดของเราถูกแก๊งค์หงยึดครองหมดแล้ว และรองหัวหน้าแก๊งค์ก็หายตัวไป น่าจะถูกแก๊งค์หงควบคุมตัวไปด้วย!”
พ่อบ้านดูวิตกกังวลมาก ราวกับว่าทุกสิ่งที่นายท่านสร้างมาได้พังทลายในคืนเดียว
“อะไรนะ ? พื้นที่ทั้งหมดถูกแก๊งค์หงยึดครองแล้ว ?” เสิ่นหวยเอินทั้งตกใจและโกรธจัดจนแทบยืนไม่อยู่ ร่างกายเขาสั่นไหว ก่อนจะทรุดลงนั่งบนโซฟา
เขาไม่เคยคาดคิดว่าลุงห่าวจะกล้าทำเช่นนี้ เป็นเพราะพวกคนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ใช่ไหม ?
“นายท่าน !” พ่อบ้านรีบเข้ามาพยุงเขาด้วยความตกใจ
“ฉันไม่เป็นไร ข่าวนี้มาจากไหน นายเจอรองหัวหน้าแก๊งค์แล้วหรือ ?” เสิ่นหวยเอินรีบถาม
“นี่เป็นข่าวที่ผมเพิ่งได้รับเมื่อครู่นี้ เราส่งคนออกไปตามหาแล้ว แต่ไม่มีใครกลับมา มีเพียงเสี่ยวฝู ลูกน้องของคุณชายหม่าที่กลับมาบอกข่าวนี้”
สีหน้าของพ่อบ้านเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่างไม่น่าเชื่อ
“แล้วเสี่ยวหยวนฟื้นหรือยัง ?” เสิ่นหวยเอินเริ่มควบคุมสติได้
แม้เขาจะเสียใจเรื่องสมาคมซินอี้ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดคุยเรื่องแก๊งค์หง เขาจำเป็นต้องวางค่ายกลให้เสร็จสิ้นก่อน
เมื่อเสร็จงานนี้ ทุกจุดและสมาชิกของสมาคมซินอี้ก็จะกลับมาอยู่ในมือของเขา และอาจจะขยายอิทธิพลไปได้อีกไกล เมื่อถึงตอนนั้น สุดท้ายแก๊งค์หงก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา
“คุณชายหยวนยังไม่ตื่นเลย นายท่านจะไปดูเขาก่อนหรือไม่ ?”
พ่อบ้านรู้ถึงสถานการณ์ดีว่า จุดสำคัญอยู่ที่การประลองพิธีกรรมในวันพรุ่งนี้ เสิ่นหวยเอินใช้เวลาเตรียมการมานาน หากพลาดก็จะไม่เหลืออะไรเลย และตระกูลเหอและตระกูลหวังก็คงไม่ปล่อยพวกเขาไป
เสิ่นหวยเอินรู้ถึงความสำคัญนี้ดี เขาเดินอย่างรวดเร็วไปที่ห้องของหม่าซานหยวน และเปิดประตูเข้าไป
เสี่ยวฝูกำลังดูแลหม่าซานหยวนอยู่ เมื่อเห็นเสิ่นหวยเอินและพ่อบ้านเข้ามา เขาก็ปลุกหม่าซานหยวนเบาๆ
“อาจารย์ อาจารย์ นายท่านเสิ่นมาแล้ว รีบตื่นเถอะครับ” เสี่ยวฝูเขย่าหม่าซานหยวนเบาๆ แต่เขายังคงหลับลึก
“เสี่ยวหยวนเป็นอย่างไรบ้าง เขาตื่นขึ้นมาบ้างหรือเปล่า ?” เสิ่นหวยเอินถามอย่างกังวล
“เขาตื่นไปเมื่อคืนกลางดึกครั้งหนึ่ง แต่เขาบอกว่ารู้สึกเหนื่อยแล้วก็หลับไปอีกครับ” เสี่ยวฝูพยายามปลุกเขาแต่ไม่เป็นผล หม่าซานหยวนยังคงหลับใหล
เสิ่นหวยเอินมองดูลูกบุญธรรมของเขา คิดว่านี่คงเป็นการบาดเจ็บที่ลึกถึงกระดูก ทำให้เขารู้สึกโกรธจนแทบกัดฟัน
ตั้งแต่การประชุมแลกเปลี่ยนที่ผู้คนจากหลายประเทศมาที่เกาะฮ่องกง เขาไม่เคยเจอความราบรื่นเลย และต้นเหตุของทั้งหมดนี้ก็คือเด็กสาวทีชื่อ ‘ฟู่เยี่ยน’ นั่นเอง!
“นายดูแลเขาอยู่ที่นี่ให้ดี หากเขาตื่น บอกให้เขารีบไปที่ภูเขาไท่ผิงทันที” เสิ่นหวยเอินหันไปบอกเสี่ยวฝู
งานประชุมแลกเปลี่ยนและการวางค่ายกลนี้สำคัญมาก เขาและลูกบุญธรรมไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ จะต้องทำให้ดีที่สุด
หากล้มเหลว ผลที่ตามมาคือสิ่งที่เขาไม่อาจแบกรับได้ เพื่อสิ่งนี้ ตระกูลเหอและตระกูลหวังได้ลงทุนทั้งกำลังคนและทรัพย์สินอย่างมากมาย หากล้มเหลว เขาคงต้องตกอยู่ในสภาพที่ไร้หนทางกลับ !
เสิ่นหวยเอินคิดเรื่องต่างๆไปเรื่อย ขณะที่กำลังจะออกไปจากห้อง อาจารย์เฉินได้ตายไปแล้ว อาจารย์หวังก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ ตอนที่เขาส่งคนไปหา อาจารย์หวังกลับบอกว่าเขาจะถอนตัวจากเรื่องนี้ เสิ่นหวยเอินไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่นอน เขารอแค่ให้พิธีกรรมเสร็จสิ้น แล้วเขาจะกลายเป็นเจ้าครองเกาะฮ่องกงโดยลับๆ
คนที่เหลือจากสมาคมหมอดูฮวงจุ้ยล้วนเป็นพวกที่ไม่มีฝีมือ มีบางคนที่เขาไม่อาจชักชวนได้ ดังนั้นพิธีกรรมนี้ต้องพึ่งตัวเขาเองและเสี่ยวหยวนเท่านั้น
ก่อนออกจากบ้าน พ่อบ้านแสดงความกังวลออกมา เขาถามเสิ่นหวยเอินว่าตนเองควรไปด้วยหรือไม่ แต่เสิ่นหวยเอินปฏิเสธ เขาสั่งให้พ่อบ้านรวบรวมสมาชิกที่เหลือของสมาคมซินอี้ไว้รอคำสั่งจากเขา
นอกจากนี้ เขายังบอกให้พ่อบ้านพาอดีตภรรยาและลูกสาวของเขาหนีไปอังกฤษพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ที่นั่นเขาได้ซื้อบ้านและที่ดินไว้มากพอสำหรับให้พวกเธอได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว เสิ่นหวยเอินก็หยิบอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ และออกเดินทางไปที่ภูเขาไท่ผิงเพียงลำพัง คนขับรถส่งเขาไปถึงตีนเขาเท่านั้น และไม่ได้ตามขึ้นไปด้วย ชะตาชีวิตทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเดินทางครั้งนี้แล้ว
ในเวลาเดียวกัน ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินช่วยฉินเฟิงรวบรวมสมาชิกที่เหลือของสมาคมซินอี้ และจัดการให้ทุกจุดมีคนดูแล จากนั้นพวกเขาก็กลับไปที่บ้านตระกูลเฮ่อ
เรื่องที่เหลือเป็นหน้าที่ของลูกน้องฉินเฟิงดำเนินการ ในการปฏิบัติการครั้งนี้ สมาชิกเดิมของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุด เพราะว่านเจิ้งซานรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสเดียวของเขา หากไม่ทำผลงานก็จะถูกลืมเลือนไป
เมื่อกลับไปบ้านของลุงห่าว ฉินเฟิงพาหวังหลงและว่านเจิ้งซานไปด้วย ว่านเจิ้งซานเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ก็รู้ว่าตัวเองโดนหลอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องทนกล้ำกลืน
หวังหลงเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย คุณฉินยึดครองอำนาจของแก๊งค์มังกรพยัคฆ์ไปหมด เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ด้วยความหน้าด้านหน้าทนของเขา เขาไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ตราบใดที่คุณหนูฟู่อยู่ เขาก็จะไม่ตกไปอยู่ใต้อำนาจของว่านเจิ้งซานอีก
เมื่อไปถึงบ้านตระกูลเฮ่อ ทุกคนต่างตื่นนอนแล้ว และผู้เฒ่าเฮ่อก็กำลังทานอาหารเช้าพร้อมกับแขกคนอื่น เมื่อเห็นพวกเขามาถึง ทุกคนก็รีบเข้ามาถามถึงสถานการณ์
เมื่อได้ยินว่าอำนาจของสมาคมซินอี้ตกอยู่ในมือของแก๊งค์หงทั้งหมดแล้ว ผู้เฒ่าเฮ่อก็ยินดีมาก เขาตะโกนบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงตอนเที่ยงเพื่อเฉลิมฉลองให้กับทุกคน
ผู้เฒ่าถานรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจห้ามตนเองจากการคิดซ้ำถึงความผิดพลาดของตัวเอง ที่การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิด เขามาแล้วไม่ได้มีประโยชน์ใด ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงของทุกคน การโจมตีที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ก็เพราะตัวเขา
เขามองไปที่ฟู่เยี่ยน เด็กคนนี้แม้จะไม่พอใจเขาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขาในยามคับขัน ความเป็นผู้มีคุณธรรมของเธอช่างหายาก เขาอดถอนใจเบาๆ ไม่ได้ว่าจะขอบคุณเธออย่างไรดี
ที่ฟู่เยี่ยนช่วยเขาหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะเธอมีจิตใจเสียสละ แต่เพราะผู้เฒ่าถานเป็นอาจารย์ของมู่อี้อัน ไม่ว่าเธอจะมีความผูกพันธ์กับเขาหรือไม่ เธอก็ไม่อาจปล่อยให้เขาตกอยู่ในอันตรายได้
“ฟู่เยี่ยน เธอและคุณไป๋ก็เหนื่อยมากแล้ว ไม่ได้พักผ่อนทั้งวันทั้งคืน กินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็ไปพักผ่อนล้างหน้าล้างตากันก่อน ตอนเที่ยงฉันจะจัดงานเลี้ยง เราจะดื่มฉลองกัน”
ตอนนี้ผู้เฒ่าเฮ่อชอบฟู่เยี่ยนมากขึ้นทุกที เขาคิดว่าหากเด็กคนนี้เกิดในตระกูลเสิ่น เธอจะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเพียงใด เขาได้ยินมาว่าพี่น้องของเธอก็ล้วนแต่ยอดเยี่ยม เขาอดที่จะชื่นชมไม่ได้ หากภรรยาเอกของเขายังอยู่ คงจะชอบเด็กคนนี้เช่นกัน
หากลุงเฉียงเห็น เขาก็คงจะยินดีที่เห็นหลานของพี่ซู่ฉีป็นคนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ !
นับเวลาคร่าวๆ ลุงเฉียงออกเดินทางมาแล้วหลายวัน คาดว่าคงใกล้จะมาถึงแล้ว เขาควรจัดเตรียมห้องไว้ให้เรียบร้อยเพื่อรอต้อนรับ
ตอนที่ 408: เสิ่นกั๋วเฉียง
ลุงเฉียงผู้ที่ผู้เฒ่าเฮ่อกำลังคิดถึงอยู่นั้น ยามนี้เขากำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ มองออกไปยังผืนทะเลกว้างใหญ่ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาจากแผ่นดินเกิดจากไป การจากลานี้ยาวนานจนเขาล่วงเลยมาถึงวัยนี้
ลูกสาวของเขา ลูกสาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาต้องแยกจากกันไปตลอดกาล เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกเจ็บปวดในใจ เขายืนพิงราวเรือและก้มตัวลงอย่างเศร้าหมอง
“คุณปู่ทวด รู้สึกไม่สบายที่หัวใจหรือเปล่าคะ ? พวกเรากลับกันไหมคะ ?” เสิ่นรั่วหลิงรีบเข้ามาประคองเสิ่นกั๋วเฉียง
“ฉันไม่เป็นไร เพียงแต่คิดถึงย่าใหญ่ของเธอขึ้นมา เลยรู้สึกไม่ค่อยดี เดี๋ยวฉันอยู่ตรงนี้สูดอากาศสักหน่อยก็พอ” เสิ่นกั๋วเฉียงโบกมือ แล้วนั่งลงบนที่นั่งบนดาดฟ้าเรือ
เสิ่นรั่วหลิงนั่งลงข้างหลังเขา เธอสูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก เป็นเพราะการดูแลของคุณปู่ทวด เธอจึงเติบโตขึ้นมาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสุขภาพของคุณปู่ทวดจึงสำคัญต่อเธอมาก ท่านต้องแข็งแรงเพื่อที่เธอจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
“คุณปู่ทวด เล่าเรื่องย่าใหญ่ของหนูให้ฟังหน่อยเถอะค่ะ หนูไม่เคยเห็นเธอ ป้าหลันเองก็ดีกับหนูมาก เธอมักจะบอกว่าย่าใหญ่ของหนูเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบ้าน”
“ใช่ เสิ่นหลันพูดถูกแล้ว ซู่ฉีเป็นคนฉลาดที่สุด ถ้าเธอยังอยู่ บ้านตระกูลเสิ่นคงไม่เป็นแบบนี้ บางทีเราอาจจะได้เป็นมหาเศรษฐีของแถบทะเลตอนใต้ไปแล้วก็ได้”
“เธอเป็นคนที่ชอบความสวยงาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ฟ้าจะถล่มลงมา เธอก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน ฮ่าฮ่า เรื่องนี้พี่ชายของเหลนช่างเหมือนเธอที่สุด !”
เมื่อเสิ่นกั๋วเฉียงพูดถึงลูกสาวที่รักที่สุด ความทรงจำของเขาก็ย้อนกลับไปยังวันที่เขานั่งเรือออกทะเล
…..............................…
‘นายท่าน ผมหาจนทั่วแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอคุณหนูใหญ่เลย เราจะทำอย่างไรดี ?’
‘หาในโรงเรียนแล้วหรือยัง ? ไปหาที่บ้านเพื่อนของเธอหาแล้วหรือเปล่า ?’ เสิ่นกั๋วเฉียงไม่สามารถซ่อนความกังวลของเขาได้ ซู่ฉีเป็นลูกสาวคนแรกของเขา หากหาเธอไม่เจอ เขาจะไม่ยอมจากไป
‘หาแล้วครับนายท่าน ทุกที่ที่คุณหนูเคยไปก็หาแล้ว รู้แค่ว่าคุณหนูไปเข้าร่วมการเดินขบวน ไม่มีใครรู้ว่าไปทำอะไรและไปที่ไหนต่อ !’
‘ไปหาอีก หาไม่เจอก็ต้องไปหาอีก !’ เสิ่นกั๋วเฉียงเหนื่อยล้ามาก เขายกมือทั้งสองขึ้นพยุงหัวของเขา
ขณะที่พ่อบ้านยังไม่ทันได้พูดจบ ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากนอกบ้านแล้ว เสียงคนเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
‘ไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น !’ เสียงยังไม่ทันจบ คนรับใช้คนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในบ้านอย่างสะดุดล้มลุกคลุกคลาน
‘นายท่าน แย่แล้ว แย่แล้ว คนพวกนั้นมาอีกแล้ว คุณนายรองเพิ่งกลับมาจากด้านนอกก็ถูกคนพวกนั้นหมายตา จะลากเธอกลับไป !’ คนรับใช้อีกคนรีบวิ่งเข้ามารายงาน
‘อะไรนะ!’ เสิ่นกั๋วเฉียงก้าวยาวเดินไปที่ลานหน้า คนพวกนี้มันช่างสารเลวจริงๆ!
หลังจากจัดการปัญหาที่ลานหน้าได้แล้ว เวลาก็ล่วงเลยไปถึงพระจันทร์ขึ้นสูงเหนือยอดไม้ แต่ยามนี้ยังคงไม่มีข่าวคราวของเสิ่นซู่ฉี
‘นายท่าน คนพวกนั้นบอกว่าวันหลังจะมาอีก’ พ่อบ้านกล่าวอย่างระมัดระวังขณะที่มองสีหน้าของเสิ่นกั๋วเฉียง
‘ฉันได้ยินแล้ว นายไปก่อนเถอะ แจ้งทุกคนในบ้านให้เก็บของให้เรียบร้อย อย่าพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว’ เสิ่นกั๋วเฉียงเหนื่อยล้าอย่างมาก การหาลูกสาวไม่เจอในขณะที่ครอบครัวใหญ่ยังต้องเผชิญความเป็นความตาย การตัดสินใจนี้เขาควรทำหรือไม่ ?
คืนนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงไม่ได้นอนแม้แต่น้อย รุ่งเช้าเขาสั่งให้คนไปตามหาลูกสาวคนโตต่อไป พร้อมกับเรียกผู้จัดการร้านที่เขาไว้ใจมากที่สุดมาและมอบกล่องหนึ่งให้ ข้างในมีตั๋วเงินและจดหมายที่เขาเขียนถึงเสิ่นซู่ฉี
หากพรุ่งนี้ยังหาลูกสาวไม่เจอ เขาคงไม่สามารถรอเธอได้อีกแล้ว ทรัพย์สินที่สะสมมานับศตวรรษของตระกูลเสิ่นและชีวิตของคนในครอบครัวนี้ไม่อาจถูกทำลายเพราะตัวเขาได้
คืนนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงอธิษฐานในใจ เขาหวังว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวของเสิ่นซู่ฉี เพราะก่อนที่ภรรยาเอกของเขาจะเสียชีวิต เธอได้บอกกับเขาว่าซู่ฉีคือความหวังของตระกูลเสิ่น ให้เขาดูแลเธอให้ดี
หากบ้านเมืองสงบสุข ภูเขาและแม่น้ำยังคงอยู่ เขาคงไม่ต้องจากลูกไปไกลเช่นนี้
เสิ่นกั๋วเฉียงเคยจินตนาการหลายครั้งว่าหากเขาอยู่บ้าน ถึงแม้จะสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดก็ไม่เป็นไร ถ้าทำได้อีกครั้ง เขาจะรอจนกว่าซู่ฉีจะกลับบ้าน
อาห่าวโทรมาบอกว่าหลานสาวของซู่ฉีเป็นคนที่มีพรสวรรค์หายาก คิดถึงเรื่องนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงก็รู้สึกราวกับได้รับการปลอบใจขึ้นมาบ้าง ในเมื่อหลานของซู่ฉียังอยู่ เขาก็จะดูแลให้ดี ไม่ให้ซู่ฉีต้องเป็นกังวลอยู่ในปรโลก
….........…
“ไปเถอะ พรุ่งนี้พวกเราก็จะถึงแล้ว กลับไปกินข้าวกลางวันกัน” เสิ่นกั๋วเฉียงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่ห้องโดยสาร เสิ่นรั่วหลิงเดินตามหลังคุณปู่ทวดอย่างเงียบๆ
“อาหลิง ฉันได้ยินมาว่าฟู่เยี่ยนเป็นเด็กสาวที่ดีมาก เหลนน่าจะสนิทสนมกับเธอให้มากหน่อย เหลนเก็บตัวเงียบเกินไป เวลาเจอใครก็ออกไปข้างนอกบ้าง ลูกหลานตระกูลเสิ่นทำอะไรก็ได้ดีทั้งนั้น”
เสิ่นกั๋วเฉียงมองเด็กที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆด้วยความทอดถอนใจ เธอเองก็เป็นเด็กที่ชะตากรรมโหดร้าย เกิดมาก็ไม่มีแม่แล้ว
“ได้ค่ะคุณปู่ทวด หนูจะพยายาม” เสิ่นรั่วหลิงเป็นคนที่เงียบขรึม มีเพื่อนน้อย เธอหวังว่าจะได้เป็นเพื่อนกับ ฟู่เยี่ยนเช่นกัน
“คุณปู่ทวด วันนี้แดดดีนะครับ ?” เสิ่นรั่วเฉิงตื่นนอนเดินออกมาจากห้องโดยสารก็เห็นเสิ่นกั๋วเฉียงและลูกพี่ลูกน้องของเขา
“ตื่นแล้วเหรอ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงมองเขาด้วยความไม่พอใจ ครั้งนี้ที่ออกมา หากไม่ใช่เพราะรั่วหยุนและเสิ่นหลันไม่มีเวลา ต้องดูแลธุรกิจของตระกูล เขาคงไม่พาหลานชายคนนี้มาด้วยหรอก
“ใช่ครับ เมื่อคืนผมนอนดึกมาก วันนี้เลยตื่นสายหน่อย” เสิ่นรั่วเฉิงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ไม่แปลกใจเลยที่พี่ใหญ่เขามักจะบอกว่าเหลนไปทำงานสายเป็นประจำ กลางคืนไม่หลับไม่นอน มัวแต่ทำอะไร ?” เสิ่นกั๋วเฉียงเป็นคนที่มีวินัยมาก การนอนเร็วตื่นเช้าเป็นนิสัยที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิต เขาไม่ชอบพฤติกรรมนี้ของเสิ่นรั่วเฉิงเลย
“ผมก็ดูทีวี อ่านหนังสือ พอรู้ตัวอีกทีก็ดึกแล้ว” แน่นอนว่ามีอย่างอื่นอีก แต่เสิ่นรั่วเฉิงเลือกจะพูดเฉพาะสิ่งที่บอกได้
“ฮึ เหลนเหมือนปู่ของตัวเองไม่มีผิด ขี้เกียจเหมือนกัน !” เสิ่นกั๋วเฉียงไม่อยากสนใจเขาแล้ว จึงเดินไปที่ห้องอาหาร
เสิ่นรั่วหลิงยกมือขึ้นด้วยความจนใจต่อพี่ชายคนนี้ คุณปู่ทวดยังเอ็ดปู่รองของเธอได้ แล้วเขาล่ะ ? แบบนี้ก็ต้องขอให้เขาโชคดีเถอะ !
เสิ่นรั่วเฉิงรู้สึกหงุดหงิด ถ้ารู้อย่างนี้เขาคงอยู่บ้านและดูแลบริษัทดีกว่า แบบนั้นคงเบาหูกว่านี้เยอะ
เรือลำนี้เป็นเรือสำราญขนาดกลาง ตระกูลเสิ่นไม่ได้มีทรัพย์สินมากพอที่จะเช่าเรือทั้งลำ จึงซื้อตั๋วแขกพิเศษมาไม่กี่ใบ พร้อมกับพาคนรับใช้มาด้วยราวๆสิบกว่าคน
นอกจากนี้ยังมีอีกครอบครัวหนึ่งที่เป็นมิตรเช่นกัน เสิ่นกั๋วเฉียงกินข้าวเสร็จก็ไปหาหัวหน้าครอบครัวนั้นเพื่อพูดคุย ปล่อยให้เสิ่นรั่วหลิงและเสิ่นรั่วเฉิงมีอิสระในการทำนู่นนั่นนี่
“เฮ้ ฉันถามหน่อย เธอเคยถามคุณปู่ทวดหรือยังว่าฟู่เยี่ยนเป็นใครกันแน่ ? ฉันได้ยินแต่ชื่อเธอเต็มไปหมด เธอเป็นเทพเจ้าหรือไง ?” เสิ่นรั่วเฉิงแสดงความดูถูกออกมา
“ถามมาบ้างแล้ว คุณปู่ทวดบอกว่าเธอเป็นปรมาจารย์อะไรสักอย่าง ฉันเองก็ไม่เข้าใจ คิดว่าเธอคงเหมือนพวกหมอดูหรือเปล่า ?”
“เหอะ แบบนั้นเหรอ ? แล้วจะมีอนาคตได้อย่างไร ? ก็แค่หลอกลวงคนอื่นไปวันๆ จะมีอะไรที่ทำให้คุณปู่ทวดภูมิใจนัก ! จีนแผ่นดินใหญ่น่ะล้าหลังขนาดนั้น เธอจะมีความสามารถแค่ไหนกันเชียว อย่าบอกนะว่าเธอจะมาหลอกเอาเงินของคุณปู่ทวดน่ะ!” เสิ่นรั่วเฉิงคิดว่าตัวเองเป็นคนทะเลตอนใต้ จึงไม่ได้มีความผูกพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่มากนัก
“พี่มีความกล้าก็ไปพูดกับคุณปู่ทวดตรงๆสิ จีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ดีอย่างไรก็เป็นบ้านเกิดของพวกเรา อย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง”
เสิ่นรั่วหลิงพูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป ถ้าอยู่กับพี่รองต่อไป เธอคงจะติดนิสัยโง่ๆของเขาไปด้วย
แน่นอนว่าเธอทิ้งให้เสิ่นรั่วเฉิงโกรธจัดอยู่คนเดียว
ตอนที่ 409: เลี้ยงแขก
‘หมอดูฟู่’ หลับสบายไปหนึ่งตื่น ตื่นมาอีกทีใกล้เที่ยงแล้ว ผู้เฒ่าเฮ่อจัดโต๊ะเลี้ยงในห้องจัดเลี้ยงสองสามโต๊ะ ทั้งเพื่อฉลองและเสริมความมั่นใจให้กับทุกคน
พรุ่งนี้ในเวลานี้ ทุกคนจะไปพบกันที่ภูเขาไท่ผิงเพื่อเริ่มทำลายค่ายกล หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขาต้องประชุมกันสั้นๆเพื่อพูดถึงกลยุทธ์ต่างๆ เพราะนี่เป็นงานของทีมทั้งหมด
“มาๆ ทุกคนเชิญนั่งลงก่อน วันนี้เป็นวันดี ฟู่เยี่ยน เธอนั่งที่หัวโต๊ะเลย วันนี้ฉันตั้งใจจัดเลี้ยงให้เธอเลยนะ” ลุงห่าวยังคงมีท่าทางเหมือนเด็กแก่ ไม่มีความน่าเกรงขามแบบผู้มีอำนาจเลย
“อาห่าว คุณนี่ไม่จริงใจเอาซะเลย ฟู่เยี่ยนกับคุณไป๋ช่วยคุณออกแรงตั้งมากมาย อย่างน้อยก็ต้องไปกินอาหารทะเลดีๆที่กวงปินโหลวสิ !” ผู้เฒ่าเฮ่อไม่เห็นด้วยและยื่นข้อเสนอทันที
"ไม่มีปัญหา พอเรื่องพรุ่งนี้จบ พวกเราไม่เพียงแค่ไปกวงปินโหลวเท่านั้น แต่เราจะไปจัดเลี้ยงที่โรงแรมหรูในเกาะฮ่องกงด้วย ! ให้พวกเขาได้ลองลิ้มชิมรสอาหารกวางตุ้งแท้ๆ” ลุงห่าวดูมีความสุขมาก
ฟู่เยี่ยนไม่ได้แค่ช่วยแก๊งค์หงยึดพื้นที่มาได้มากมายเท่านั้น แต่ยังคิดหาวิธีดีๆให้อีก ทำให้มีคนมากมายมีงานทำ
ลุงห่าวได้ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว ปัจจุบันบริษัทรักษาความปลอดภัยมีน้อย แถมยังขาดแคลนพนักงานที่มีคุณภาพ ต้องจองคิวนาน
ลุงห่าวคิดว่าในแก๊งค์ของตัวเองมีคนที่มีทั้งฝีมือและความสามารถพอดู แถมยังมีชื่อเสียงของแก๊งค์หงเป็นตัวช่วย ไม่มีใครกล้าหักหน้า ธุรกิจนี้ทำได้ดีแน่ เมื่อมีฐานที่ดีแล้วก็สามารถฝึกฝนคนในด้านนี้ต่อไป ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนคน
“งั้นหนูจะรอนะคะ ลุงห่าว!” ฟู่เยี่ยนเองก็ดีใจมาก อิทธิพลของเสิ่นหวยเอินถูกแก๊งค์หงกินเรียบ ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
สมาชิกสมาคมซินอี้ที่ยินดีจะอยู่ต่อก็ถูกแบ่งไปตามกลุ่มย่อยต่างๆ ส่วนพวกที่ไม่อยากอยู่ก็ได้รับเงินชดเชยจากเงินสดที่ยึดมาเมื่อวานเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสไปตั้งตัวใหม่
มีคนไปไม่ถึงหนึ่งในห้า ซึ่งล้วนเป็นพวกที่ดูแลพื้นที่ต่างๆของสมาคมซินอี้ เดิมพื้นที่ที่สมาคมซินอี้เคยควบคุมยังต้องการคนดูแลอยู่ แน่นอนว่าพวกผู้ภักดีต่อเสิ่นหวยเอินยังคงไม่ได้รับการรับรอง พวกนั้นยังถูกขังอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้ก่อปัญหาในภายหลัง
ฟู่เยี่ยนดื่มแชมเปญเพื่อลดความตื่นเต้นในใจลง เธอรู้ดีว่าเรื่องของพรุ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้เสิ่นหวยเอินถูกโจมตีที่ถึงตาย คืนนี้เธอต้องวางแผนให้ดี
นอกจากฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินที่ดูค่อนข้างผ่อนคลายแล้ว ผู้เฒ่าถานก็เป็นคนที่ผ่านโลกมามากจึงดูสบายๆเช่นกัน ส่วนเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็เป็นคนกล้าบ้าบิ่น ไม่รู้สึกเกรงกลัวเลย ในขณะที่ผู้อำนวยการหยูที่มีใบหน้าไร้อารมณ์อยู่แล้ว เขาเองจึงไม่แสดงสีหน้าใดออกมาเช่นกัน
ทว่าคนอื่นกลับดูเกร็งเล็กน้อย โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารอร่อยๆ แต่เชอต้าไห่ถึงขั้นคิดถึงลูกสาวที่บ้าน เขาคิดว่าเมื่อไหร่ครอบครัวของเขาจะมีฐานะดีพอที่จะได้กินอาหารทะเลและเนื้อแสนอร่อยแบบนี้ได้
ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นว่าทุกคนไม่กล้ายกตะเกียบ บางทีอาจเป็นเพราะอาหารหรูหราเกินไป หรืออาจเพราะสถานะของผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวทำให้ทุกคนรู้สึกเกร็ง
ผู้เฒ่าเฮ่อก็มองออกเช่นกัน เขาอายุมากแล้ว ผ่านโลกมามากมาย คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนของฟู่เยี่ยน ฉะนั้นเขาจึงต้องดูแลคนเหล่านี้ให้ดี
“ฉันขอชนแก้วกับทุกคน พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่เดิมคือผืนแผ่นดินเดียวกัน ผมกับพวกคุณ พวกเราล้วนเป็นคนจีนกันทั้งนั้น การที่พวกคุณมาฮ่องกงและเราได้พบกัน นี่เป็นโชคชะตาครั้งใหญ่ พูดตามตรงนะผมฝันอยากกลับบ้านเกิดทุกวันเลย !”
คำพูดเพียงไม่กี่คำของผู้เฒ่าเฮ่อทำให้ความไม่สบายใจของทุกคนหายไป พวกเขาต่างยกแก้วชนกับผู้เฒ่าเฮ่อด้วยความยินดี
“คุณเฮ่อ ฉันฟังสำเนียงของคุณเหมือนจะมาจากแถบเจียงเจ๋อ บ้านเดิมคุณอยู่ที่ไหนเหรอ ?” ผู้เฒ่าถานถามเมื่อได้ยินสำเนียงคล้ายบ้านเกิดของเขา
“ไม่ขอปิดบังคุณแล้วกัน บ้านเกิดฉันอยู่ที่โจวซานแถบเจียงเจ๋อนั่นแหละ” ผู้เฒ่าเฮ่อมีบรรพบุรุษมาจากโจวซานแถบเจียงเจ๋อ ในสมัยนั้นเขากับลุงห่าวลงเรือมาจากโจวซาน ต่อมาเรือของพวกเขาประสบพายุกลางทะเล จนเรือของเสิ่นกว๋อเฉียงมาช่วยเอาไว้
“ไม่แปลกเลย สำเนียงของคุณคล้ายสำเนียงที่บ้านเกิดของฉัน ฉันมาจากหนิงโป สองที่นี้อยู่ใกล้กันมาก” ผู้เฒ่าถานเริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของเจียงเจ๋อในช่วงหลายปีนี้ ทำให้ผู้เฒ่าเฮ่อฟังด้วยความคิดถึงบ้าน
“พี่ชายเล่ามาแบบนี้ ทำให้ฉันยิ่งคิดถึงบ้านมาก ไม่รู้เมื่อไหร่ฉันจะได้กลับบ้านเกิดอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง” ผู้เฒ่าเฮ่อเศร้าใจอย่างมาก คนที่ได้ยินต่างพากันถอนหายใจ การคิดถึงบ้านของคนไกลเปรียบเหมือนลูกคิดถึงแม่
“คุณเฮ่อ ที่บ้านเกิดของคุณยังมีใครอยู่ไหม ?” ผู้เฒ่าถานที่เป็นอาจารย์ดูดวงสังเกตจากลักษณะหน้าตาของผู้เฒ่าเฮ่อ แต่เพราะผู้เฒ่าเฮ่อไม่ได้ขอให้ดู เขาจึงไม่พูดตามตรง
“ที่บ้านไม่มีญาติพี่น้องเหลือแล้ว เพราะตอนนั้นครอบครัวประสบภัยอดอยาก ฉันถึงได้หนีออกมา” ชีวิตในวัยหนุ่มของผู้เฒ่าเฮ่อลำบากมาก เขากับลุงห่าวหนีออกมาเพราะไม่มีคนในครอบครัวเหลือแล้ว
ผู้เฒ่าถานทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรแต่ยังลังเล ผู้เฒ่าเฮ่อเป็นคนฉลาด สังเกตได้ทันทีว่าผู้เฒ่าถานมีเรื่องอยากจะบอก
“คุณถานมีอะไรอยากพูดหรือเปล่า? ถ้ามีก็พูดมาเถอะ !” ผู้เฒ่าเฮ่อรู้ว่าเพื่อนของฟู่เยี่ยนเหล่านี้ล้วนเป็นคนมีพรสวรรค์ มีความสามารถเฉพาะตัว
ฟู่เยี่ยนที่นั่งฟังอยู่ก็แอบบอกผู้เฒ่าเฮ่อว่าผู้เฒ่าถานเป็นผู้สืบทอดวิชาดูดวงตามศาสตร์โบราณ
“ในเมื่อคุณเฮ่อกับพวกเรามีวาสนากัน งั้นฉันจะพูดตามตรงนะ ผมดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าของคุณแล้ว คิดว่าคุณน่าจะมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพวกเขาอยู่ที่ไหนนั้น เรื่องนี้ฉันดูไม่ออกแล้ว”
ผู้เฒ่าถานดูได้เพียงเท่านี้ เมื่อคนอายุมากขึ้น ใบหน้ามักจะมีรอยเหี่ยวย่น ทำให้ทำนายไม่ชัดเจน
ฟู่เยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ได้ยินผู้เฒ่าถานพูด เธอไม่เคยสังเกตโหงวเฮ้งของผู้เฒ่าเฮ่อมาก่อน แต่เมื่อดูดีๆก็พบว่าผู้เฒ่าเฮ่อน่าจะมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ และน่าจะมากกว่าหนึ่งคนด้วย
ผู้เฒ่าเฮ่อรู้สึกงุนงง เพราะเมื่อเขาหนีออกมา พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตหมดแล้ว ถึงพ่อของเขาจะเป็นคนที่ติดเหล้าและเล่นพนัน แต่เขาก็ยังจำได้ไม่ผิด พ่อกับแม่มีลูกเป็นเขาแค่คนเดียว และเขาไม่มีพี่น้องคนอื่น
ลุงห่าวที่ได้ยินก็แปลกใจเช่นกัน เพราะเขาเป็นคนบ้านเดียวกับผู้เฒ่าเฮ่อและรู้เรื่องครอบครัวของผู้เฒ่าเฮ่อดี
“คุณเฮ่อ หนูดูจากใบหน้าของคุณ คุณน่าจะมีพี่ชายและพี่สาวที่ยังมีชีวิตอยู่ คุณแน่ใจหรือเปล่าว่าพ่อแม่ของคุณเป็นพ่อแม่แท้ๆ ที่คลอดคุณออกมา ?” ฟู่เยี่ยนพูดความจริงออกมา
“เรื่องนี้แปลกมาก พวกเขามีฉันเป็นลูกคนเดียว แม่ของฉันก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ส่วนพ่อของฉัน...เฮ้อ ไม่พูดดีกว่า ! ฉันถึงได้ออกมาหางานทำ เพราะพ่อแม่ตายหมดแล้ว”
“คุณเฮ่อ ให้หนูทำนายดวงให้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนเสนอ เพราะผู้เฒ่าเฮ่อถือเป็นญาติคนหนึ่งของเธอและได้ช่วยเหลือพวกเธอมากมาย เธอจึงอยากช่วยเขาอย่างเต็มที่
ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็อยากรู้ที่มาของตัวเอง จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของฟู่เยี่ยน เขาเชื่อฟู่เยี่ยนมากกว่าผู้เฒ่าถานเสียอีก
ตอนที่ 410: เตรียมซ้อนแผน
ฟู่เยี่ยนจะทำนายดวงให้ผู้เฒ่าเฮ่อ ทุกคนจึงสนใจขึ้นมาทันที คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่เคยเห็นฟู่เยี่ยนทำนายดวงมาก่อน พวกเขาต่างก็อยากรู้อยากเห็นและพากันมาดู
เดิมทีเธอแค่จะทำนายดวงให้ผู้เฒ่าเฮ่อ แต่คาดไม่ถึงว่าทุกคนจะตามมาจากห้องอาหารด้วย ฟู่เยี่ยนจึงหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิออกมาจากกระเป๋า
ทันทีที่เหรียญนี้ปรากฏขึ้น สายตาของบรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็สว่างวาบ พอเหรียญนี้ถูกหยิบออกมา ทุกคนก็รู้ว่าฟู่เยี่ยนต้องมีวิชาอยู่บ้างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนโยนเหรียญสามเหรียญลงบนโต๊ะ เหรียญทั้งสามนั้นแสดงลักษณะพิเศษออกมาปรากฏต่อหน้าทุกคน
“ผลการทำนายว่าอย่างไร ?” ลุงห่าวถามขึ้นเป็นคนแรก เขาดูร้อนใจมากกว่าผู้เฒ่าเฮ่อเสียอีก
“อาห่าว ใจเย็นหน่อย ฟู่เยี่ยนดูเสร็จแล้วจะบอกเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ผลการทำนายชัดเจนมาก คุณเฮ่อ คุณอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อแม่คุณ ผลทำนายบ่งบอกว่าคุณมีน้องสาวหนึ่งคนและน้องชายอีกหนึ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองคนนั้นอาจจะอยู่ไม่ไกลจากคุณด้วย พวกเขาน่าจะอยู่ที่เกาะฮ่องกงนี้เอง”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ประหลาดใจ มีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ได้อย่างไร ? ผู้เฒ่าเฮ่อมีน้องสาวและน้องชาย แถมยังอยู่ไม่ไกลกันอีกด้วย ?
“สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงหรือ ? พวกเขาอยู่ที่เกาะฮ่องกงจริงๆหรือ ?” ผู้เฒ่าเฮ่อถามด้วยความเหลือเชื่อ หากฟู่เยี่ยนไม่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาคงคิดว่าคนพวกนี้เป็นพวกหลอกลวงและคงจะไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปแล้ว
“เป็นความจริงค่ะ ผลการทำนายแสดงแบบนั้นจริงๆ คุณรู้จักพวกเขา แต่ไม่สามารถยอมรับพวกเขาได้ นี่คือสถานการณ์ของผู้เฒ่าเฮ่อ บางทีคุณอาจจะเป็นคนรู้จักของพวกเขาด้วยซ้ำ”
ฟู่เยี่ยนชำนาญด้านการดูดวงด้วยเหรียญห้าจักรพรรดิ เธอไม่ได้พูดผิด ผลการทำนายแสดงออกมาแบบนั้นจริงๆ
“แล้วฉันจะหาพวกเขาเจอได้อย่างไร ?” ผู้เฒ่าเฮ่อรู้สึกว่าตนควรจะค้นหาพวกเขาดู แม้ว่าพวกเขาอาจจะยากจนลำบาก แต่เมื่อรู้เรื่องชาติกำเนิดของตนแล้ว เขาอาจจะสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเขาได้บ้าง
การหาต้นตระกูลเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างมากสำหรับทุกคน
“เอาอย่างนี้ค่ะ คุณเฮ่อ ฉันจะเขียนยันต์ให้คุณแผ่นหนึ่ง แล้วให้คุณหยดเลือดของคุณลงบนยันต์และเก็บไว้กับตัว หากคุณพบญาติของคุณ ยันต์นี้จะเกิดความร้อนขึ้น หรือบางทีก็อาจจะลุกไหม้”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็หยิบกระดาษยันต์และพู่กันออกมาจากกระเป๋าและเริ่มเขียน เพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเขียนยันต์ประเภทนี้หลังจากที่เรียนรู้มาจากบันทึกของบรรพบุรุษ วันนี้ถือว่าเป็นการทดลองครั้งแรก
ฟู่เยี่ยนส่งกระดาษยันต์ให้ผู้เฒ่าเฮ่อ ผู้เฒ่าเฮ่อรับไว้ด้วยความระมัดระวังและสวมไว้ที่คอของเขา
“ฟู่เยี่ยน เธอเป็นดาวนำโชคของฉัน ! ฉันจะต้องยกแก้วดื่มให้เธอสักหลายแก้วแล้ว !”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยค่ะ ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณที่ปกป้องพวกเราทุกคนเลย” ฟู่เยี่ยนยกแก้วดื่มให้ผู้เฒ่าเฮ่อหลายแก้ว
“ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเราเลย หากภรรยาของฉันยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาของฉันคงจะชอบเธอมาก” ผู้เฒ่าเฮ่อพูดขึ้นหลังจากดื่มไปหลายแก้ว
“เป็นเพราะฉันหน้าตาเหมือนย่าเล็กของฉันหรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนเคยได้ยินลุงห่าวพูดแบบนี้เสมอ และเธอก็สงสัยมาตลอดว่าทำไมเธอถึงหน้าตาเหมือนกับย่าเล็ก ทั้งที่ย่าเล็กกับย่าของเธอไม่ได้มีแม่คนเดียวกัน
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ภรรยาของฉันเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก เธอชอบผู้หญิงที่เป็นอิสระมาก ส่วนภรรยาคนที่สองของฉันก็เป็นเพราะเธอคือเพื่อนของภรรยาคนแรกฉัน สุดท้ายก็จับพลัดจับผลูได้มาเป็นภรรยาของฉันอีกคน”
“ส่วนเรื่องที่เธอหน้าตาคล้ายกันนั้นก็มีเหตุผลอยู่ เพราะภรรยาคนที่สามของลุงเฉียงก็คือน้องสาวของภรรยาคนแรกของเขา” ผู้เฒ่าเฮ่อพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ถึงกับตาสว่าง นี่มันเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและพิลึกจริงๆ
ผู้ชายก็แบบนี้เอง ! คิดแล้วเธอก็เหลือบมองไป๋โม่เฉิน
ไป๋โม่เฉินที่กำลังเคี้ยวปูอยู่ จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีลมหนาวพัดผ่านตัว เขาวางปูลงทันที คิดว่าปูมันเย็นเกินไปหรือเปล่า ?
หลังจากกินข้าวเสร็จ ผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวก็พากันไปที่ห้องหนังสือ ปล่อยให้ห้องอาหารเป็นที่รวมตัวของทุกคน ผู้อำนวยการหยูเรียกประชุมเล็กๆ เพื่อกำหนดแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้
“ฟู่เยี่ยน เธอลองพูดถึงแผนการของเธอหน่อยว่าคิดอย่างไร ทุกคนมีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะมีแค่เธอกับมู่อี้อันที่เคยขึ้นไปที่ภูเขาไท่ผิง” ผู้อำนวยการหยูพูดสั้นๆ แล้วส่งสิทธิ์การพูดให้ฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนวางแผนไว้นานแล้วว่าจะตอบโต้เสิ่นหวยเอินอย่างไร ทุกคนที่อยู่ในนี้มีหน้าที่เฉพาะ ไม่มีใครที่เป็นส่วนเกิน
“ฉันขอเล่าเรื่องที่ฉันกับมู่อี้อันค้นพบก่อนนะ ภูเขาไท่ผิงมีชีพจรมังกรอยู่จริงๆ และตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ความตั้งใจของเสิ่นหวยเอินคือการใช้พวกเรามาเป็นตัวตายตัวแทนเพื่อให้เขาสามารถควบคุมชีพจรมังกรนี้ได้”
หลังจากฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ตกใจและโมโหในเวลาเดียวกัน เพราพวกเขาเพิ่งได้รู้ว่าพวกเขาเดินทางมาที่นี่เพราะถูกเสิ่นหวยเอินใช้เป็นหมากในเกม โดยไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาอาจจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ได้ง่ายๆ
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ! ไอ้เสิ่นนี่ ถ้าฉันจับมันได้ ฉันจะต่อยมันให้เต็มที่ !” เริ่นเปียวเป็นคนตรงไปตรงมา เขาทนไม่ไหวจึงพูดโพล่งออกมาทันที
“ฟู่เยี่ยน เธอแน่ใจว่าเป็นชีพจรมังกรแล้วใช่ไหม ? แล้วเธอมีแผนอย่างไรบ้าง?” ผู้เฒ่าถานถามด้วยความระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าเสิ่นหวยเอินเป็นคนที่มีความสามารถและมีความทะเยอทะยานมาก
“ฉันคิดแผนไว้แล้ว เราจะใช้แผนการที่เขาวางไว้กับเรา แล้วพลิกกลับไปเล่นงานเขา เขาต้องการให้พวกเราตกหลุมพรางใช่ไหม ? งั้นเราทำให้เขาตกหลุมพรางนั้นแทน เราไม่เพียงแต่จะฝังกลบเขาเท่านั้น แต่จะทำให้เขาเสียทุกอย่างที่วางแผนไว้ด้วย!”
ฟู่เยี่ยนพูดเสร็จแล้วก็อธิบายแผนการของเธอให้ทุกคนฟัง แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งงานนี้จะต้องสำเร็จเท่านั้น !
เมื่อรู้แผนการของเสิ่นหวยเอิน ทุกคนก็มีกำลังใจเต็มเปี่ยม พวกเขามุ่งมั่นว่าจะต้องจัดการเสิ่นหวยเอินให้ได้ เพราะถ้าปล่อยคนแบบนี้ไว้ก็จะเป็นภัยต่อไปเรื่อยๆ
“พรุ่งนี้เช้าฉันจะแจกยันต์ฟ้าผ่าให้คนละสองแผ่น เราจะไม่มาทำอะไรอ้อมค้อม เสร็จงานแล้ว ให้ดูสัญญาณจากฉัน แล้วเราจะระเบิดเขาทันที แต่ที่สำคัญคือต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองไว้ก่อน”
ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ตื่นเต้นขึ้นมา ยันต์ฟ้าผ่าของฟู่เยี่ยนมันสุดยอดมาก พวกเขาเคยเห็นแต่ฟู่เยี่ยนใช้ คราวนี้เป็นโอกาสที่ทุกคนจะได้ลองใช้เองบ้างแล้ว
“พี่ฟู่ จริงเหรอคะ ? คนละสองแผ่นเลยเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวดูสนใจมาก ตาเป็นประกายมองฟู่เยี่ยน
“ใช่ คนละสองแผ่น แต่อย่าเอามาขว้างเล่นนะ ต้องใช้จริงจัง !” ฟู่เยี่ยนเคาะหัวเธอเบาๆ
“อื้ม ฉันรู้แล้ว ฉันแค่เห็นพี่ใช้เลยอยากลองบ้าง”
“สรุปก็ประมาณนี้ ทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองหรือยัง ?”
ทุกคนพยักหน้า แสดงว่ารู้หน้าที่ของตัวเองแล้ว ฟู่เยี่ยนแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนตามความถนัดของพวกเขา หากใครทำหน้าที่ไม่สำเร็จก็อย่าหวังจะได้อยู่ที่หน่วย753ต่อไป
“ฟู่เยี่ยน แล้วถ้าคนจากประเทศอื่นมาป่วนล่ะ ?” มู่อี้อันนึกถึงพวกหมอผีจากประเทศไทยที่เจอวันนั้น
“ป่วนเหรอ ? ถ้าเป็นคนในแวดวงอภิปรัชญา พวกเขาเข้ามาในค่ายกลแล้วก็ต้องอยู่ที่ความสามารถของแต่ละคน ถ้าความสามารถไม่ถึงก็กลับตัวไม่ทันแล้ว มันไม่มีโอกาสแก้ตัวหรอก พวกเขากล้าทำ พวกเราก็กล้าตอบโต้กลับไป” ฟู่เยี่ยนยิ้มเยาะอย่างเย็นชา
พวกนี้ไม่อยู่ในแผนการที่เธอคิดไว้ พวกฮ่องกงคือเป้าหมายสำคัญ
ขณะที่ฟู่เยี่ยนพวกเขากำลังประชุมอยู่ทางนี้ ทางด้านหม่าซานหยวนก็กำลังคุยกับกลุ่มสมาคมฮวงจุ้ยฮ่องกง ทุกคนต่อว่าเขาเรื่องที่หายหน้าหายตาไปหลายวันจนทำให้แผนล่าช้า
หม่าซานหยวนทำได้แค่ขอโทษและให้สัญญาว่าคืนนี้จะไปตั้งค่ายกลโดยทันที จะไม่ทำให้แผนการพรุ่งนี้ล่าช้าอย่างแน่นอน เขารับปากหลายครั้งจนคนพวกนั้นเชื่อใจ
เมื่อออกจากที่ประชุม หม่าซานหยวนก็ตรงไปที่ภูเขาไท่ผิงทันที เพราะตอนที่เขาตื่นมาก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว พ่อบุญธรรมของเขายังอยู่บนภูเขา เขาต้องไปช่วย !
รอให้แผนการในวันพรุ่งนี้สำเร็จก่อนเถอะ คนพวกนี้ได้หุบปากแน่นอน !
จบตอน
Comments
Post a Comment