ตอนที่ 426: มาเยี่ยมถึงคุก
เรือนจำชั่วคราวของสถานีตำรวจเกาะฮ่องกงเป็นสถานที่ที่ขังผู้ที่ยังไม่ถูกพิพากษาหรือรอการตัดสินโทษ ซึ่งหม่าเหวินป๋อและหม่าซานหยวนถูกขังอยู่ที่นี่
“คุณเหอ คุณหวัง เชิญทางนี้ สองคนนี้จะถูกแยกขังไว้ต่างหาก แต่ท่านผู้ว่าการสั่งไว้ว่าห้ามเยี่ยมทุกกรณี ที่ผมทำนี่ถือว่าผิดกฎเลยนะครับ อย่างไรก็อย่าอยู่นานเกินไปเลย !” ตำรวจผู้ดูแลเรือนจำกล่าวด้วยความระมัดระวัง
“ผมรู้ว่าครั้งนี้ทำให้คุณลำบากแล้ว แต่อย่างไรก็ขอบคุณมากนะครับ เจ้าหน้าที่หลี่ นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆน้อยๆ หวังว่าคุณจะรับไว้” ผู้ช่วยของคุณเหอยื่นซองกระดาษให้ทันที
“โอ้ แบบนี้ผมจะรับได้อย่างไร ?” เจ้าหน้าที่หลี่ทำทีปฏิเสธอยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็รับซองนั้นมายัดลงกระเป๋าไป เรื่องแบบนี้ทุกคนต่างเข้าใจดี
“เสิ่นหวยเอิน หม่าซานหยวน มีคนมาเยี่ยม !” แต่เมื่อต้องพูดกับนักโทษสองคนในเรือนจำ น้ำเสียงของนายตำรวจคนนั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาพูดจาด้วยท่าทางถืออำนาจ
หม่าเหวินป๋อเงยหน้ามองคนที่มาเยี่ยม เป็นเหอโหย่วหลี่และหัวหน้าตระกูลหวังจริงด้วย ! พวกเขาคงมาเพื่อเอาเรื่อง และถามว่าจะสามารถวางค่ายกลใหม่ได้หรือไม่
แต่ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะเขารู้ดีถึงสภาพร่างกายของตัวเอง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาก็อาเจียนเป็นเลือดหลายครั้ง และรู้สึกเจ็บปวดอวัยวะภายในอยู่ตลอดเวลา
เขาเคยบอกไปแล้วว่าเขาไม่สบาย แต่ตำรวจในเรือนจำไม่สนใจเลยสักคน บางทีเขาอาจจะใช้ประโยชน์จากทั้งสองคนนี้ได้อีกครั้ง
“คุณเหอ คุณหวัง พวกคุณสองคนไล่ล่าผมมาถึงในคุก มีอะไรจะแนะนำหรือ ?”
หม่าเหวินป๋อไม่เคยยอมใคร แม้แต่ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาร่วมมือกัน ก็เป็นเขาที่ปล่อยข่าวให้ตระกูลเหอและตระกูลหวังมาตามขอความช่วยเหลือจากเขาเอง เขารู้ว่าต้องวางตัวให้เหนือกว่าตั้งแต่แรกเริ่ม ชีวิตเขาผ่านทั้งดีทั้งร้ายมาอย่างยาวนาน จึงรู้จักการอ่านใจและใช้ประโยชน์จากคนเหล่านี้เป็นอย่างดี
เขากำลังเดิมพัน เดิมพันว่าทั้งเหอโหย่วหลี่และตระกูลหวังจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ เพราะพวกเขาลงทุนไปมหาศาล พวกเขาไม่กล้าฆ่าเขาด้วยซ้ำ ตอนนี้พวกเขาคงโกรธจนแทบกัดฟัน แต่ยังต้องทนไว้
และแน่นอนว่าพวกเขายังคงคาดหวังในตัวเขา หวังว่าเขาจะสามารถควบคุม ‘ชีพจรมังกร’ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปได้
“นายพูดให้มันดีๆนะ นี่คือคุณเหอและคุณหวัง ลืมตาดูให้ดีๆหน่อย !” เจ้าหน้าที่หลี่ที่รับสินบนไปแล้วก็ต้องเข้าข้างคนรวยเป็นธรรมดา
“เจ้าหน้าที่หลี่ คุณไปทำงานก่อนเถอะ ผมมีบางเรื่องจะพูดกับเขา” เหอโหย่วหลี่ไม่ต้องการให้เรื่องของชีพจรมังกรหลุดรอดออกมา จึงไล่ตำรวจคนนั้นออกไป
“ได้ครับ คุณเหอ คุณกระชับเวลาหน่อยนะครับ อีกครึ่งชั่วโมงผมจะกลับมารับคุณ” ตำรวจพูดเสร็จก็เดินออกไปอย่างสบายใจ พร้อมกับบีบกระเป๋าที่มีเงินในนั้นเบาๆ คิดว่าถ้ามีคนรวยมาเยี่ยมนักโทษบ่อยๆแบบนี้ก็ดีสิ !
หลังจากตำรวจหลี่เดินไปไกลแล้ว เหอโหย่วหลี่ส่งสายตาให้ผู้ช่วยไปยืนเฝ้าที่ประตู ผู้ช่วยก็พยักหน้า และขยับเอาเก้าอี้มาสองตัวไปไว้ที่หน้าประตู เพื่อยืนคุมกับบอดี้การ์ดของตระกูลหวัง
“คุณเสิ่น ผมว่าคุณน่าจะเข้าใจดีว่าผมมาทำไม เราตกลงกันไว้ว่าอย่างไร คุณไม่ควรจะให้คำอธิบายกับผมและคุณหวังหน่อยหรือ ?” เหอโหย่วหลี่เข้ามาก็เริ่มเอาเรื่องทันที
“คุณเหอ สภาพผมตอนนี้ยังจะมีคำอธิบายอะไรอีก ? แผนล้มเหลวแล้ว เรื่องของชีพจรมังกรอะไรนั่น คุณก็เลิกคิดเถอะ ผมช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” หม่าเหวินป๋อรู้ดีว่ายิ่งตัวเองดูสิ้นหวัง พวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่ายังมีความหวังอยู่
“พวกเราลงทุนไปขนาดนี้ คุณคิดจะให้มันจบง่ายๆอย่างนั้นหรือ ?” หัวหน้าตระกูลหวังทุบที่วางแขนของเก้าอี้ด้วยความโกรธ
“คุณหวัง ถ้าตอนนี้สมาคมซินอี้ไม่ได้ถูกแก๊งค์หงกลืนกิน ผมก็สามารถเอาทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคมซินอี้มาคืนให้คุณและคุณเหอได้ เพื่อลดความสูญเสียของพวกคุณ แต่ดูสภาพผมตอนนี้สิ ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว !”
หม่าเหวินป๋อทำท่าเหมือนยอมแพ้ แต่ในใจกลับวางกับดักให้แก๊งค์หงของลุงห่าวอย่างแนบเนียน น้ำเสียงของเหอโหย่วหลี่จึงดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“คุณเสิ่น ฉันแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนภูเขา ทำไมคุณถึงเปลี่ยนแผน แล้วการฆ่าพวกอาจารย์มันมีประโยชน์อะไรกับคุณหรือ ?”
เขาคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ จึงเสี่ยงมาพบหม่าเหวินป๋อ เผื่อจะถามได้ว่าแผนจะเดินต่อได้หรือไม่ เพื่อให้ชีพจรมังกรหล่อเลี้ยงอำนาจบารมีตระกูลของเขาต่อไป
“คุณเหอ คุณก็เชื่อคำพูดพวกนั้นด้วยหรือ ? มันก็แค่ผู้ชนะได้เป็นใหญ่ ผู้แพ้กลายเป็นผู้ร้าย”
หม่าเหวินป๋อแสดงท่าทีเหนื่อยล้า เขาปิดตาและพูดเพียงไม่กี่คำ เขาก็รู้สึกอ่อนเพลียมาก อวัยวะภายในของเขาแสบร้อนราวกับถูกแผดเผา
เขาคิดในใจว่าแม้ต้องตาย เขาก็ต้องลากพวกแก๊งค์หงและฟู่เยี่ยนให้ตายตามเขาไปด้วย
เขาจะไม่ยอมให้พวกฟู่เยี่ยนได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ต่อให้เขาตายไปเป็นผีแล้วก็ตาม !
หม่าซานหยวนที่อยู่ในห้องขังข้างๆ นั่งเงียบไม่พูดอะไรเลย ตั้งแต่เขาตกจากตำแหน่ง
อาจารย์ที่คนเคารพ กลายมาเป็นนักโทษแบบนี้ เขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด ตั้งแต่เข้ามา เขาก็เงียบมาตลอด
“คุณหมายถึง... คุณตกหลุมพรางของคนพวกนั้นหรือ ?” เหอโหย่วหลี่ถามต่อ เขาไม่ได้เสียเงินแค่ไม่กี่ล้าน แต่เป็นหลายสิบล้านดอลลาห์ฮ่องกง ! นี่เป็นรายได้ทั้งปีของตระกูลเหอเลยนะ !
“คนที่มาจากแผ่นดินใหญ่คนนั้นที่ชื่อฟู่เหยียน ผมสู้เธอไม่ได้ เธอเก่งเกินไป แพ้ก็คือแพ้ คุณเหอ ผมอาจจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว คงไม่สามารถรับใช้คุณต่อไปได้อีก”
“เสี่ยวหยวน เมื่อฉันตายไปแล้ว นายก็ไม่ต้องแก้แค้นแทนฉัน ดูแลตัวเองให้ดี อย่าไปพัวพันเรื่องพวกนี้อีก จงใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเถอะ !”
คำพูดของหม่าเหวินป๋อทำให้เหอโหย่วหลี่คิดไปมากมาย เขาประเมินสีหน้าของหม่าเหวินป๋อและคิดว่าอีกฝ่ายคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน เขาจึงหันไปมองหม่าซานหยวน
เหอโหย่วหลี่รู้ดีที่สุดว่าหม่าซานหยวนคนนี้กลายมาเป็นอาจารย์ได้อย่างไร เขายังสงสัยว่าหากไม่มีคนเหล่านี้คอยสนับสนุน หม่าซานหยวนจะพึ่งพาตัวเองได้หรือไม่ ?
หม่าเหวินป๋อจ้องหน้าของเขา รู้ได้ทันทีว่าคุณเหอกำลังประเมินว่าหม่าซานหยวนยังมีประโยชน์อยู่หรือไม่ ฉะนั้นเขาคงต้องช่วยดันหน่อยแล้ว !
“คุณเสิ่น วันนี้ก็เย็นมากแล้ว เราเป็นเพื่อนกัน เราแค่มาเยี่ยมคุณเท่สนั้น อาหารพวกนี้ คุณเก็บไว้กินเถอะ” ผู้ช่วยของเหอโหย่วหลี่ยื่นกล่องอาหารให้
หม่าเหวินป๋อรับกล่องมา โดยไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าต้องมีหมูพะโล้แน่ๆ
“คุณเหอ คุณหวัง ผมขอโทษจริงๆ ขอบคุณที่อุตส่าห์มาเยี่ยมผม”
เหอโหย่วหลี่และหัวหน้าตระกูลหวังไม่พูดอะไรมาก พวกเขาเดินออกไปทันที แต่พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หยุดเพื่อฟังว่าข้างในคุยอะไรกัน
“พ่อบุญธรรม ทำไมพ่อไม่ขอร้องคุณเหอ บอกเขาว่าค่ายกลยังพอมีหวังอยู่ล่ะ ?” นั่นเป็นเสียงของหม่าซานหยวน
“เด็กโง่ ! รอจนกว่านายจะออกไปได้ก่อนสิ เมื่อตามหาชีพจรมังกรเจอ ตอนนั้นนายจะกลับไปอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้ง นายจะได้ยืนมองโลกใบนี้แทนฉัน ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะมาขอร้องนายเอง” หม่าเหวินป๋อพูดด้วยเสียงอ่อนแรง
“พ่อบุญธรรม ! แต่ร่างกายของพ่อ... แล้วพวกเราจะได้ออกไปเมื่อไหร่ ?” หม่าซานหยวนพูดอย่างท้อแท้
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ นายต้องจำไว้ให้ดีว่าชีพจรมังกรเป็นของเราสองคนพ่อลูก !” หม่าเหวินป๋อกล่าวอย่างร้อนใจ จนเริ่มไอหนัก
“ผมเข้าใจแล้วพ่อบุญธรรม ผมอยากออกไปจากที่นี่” หม่าซานหยวนลูบหลังพ่อบุญธรรมของเขาเบาๆ
เหอโหย่วหลี่และหัวหน้าตระกูลหวังมองหน้ากัน ก่อนจะส่งสัญญาณให้ออกไปคุยข้างนอก เมื่อพวกเขาเดินจากไปแล้ว สองพ่อลูกที่เงี่ยหูฟังอยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“พ่อบุญธรรม...” หม่าซานหยวนกำลังจะพูด
“เสี่ยวหยวน จำไว้ ถ้าตระกูลเหอช่วยให้นายออกมาได้ นายไปที่ท่าเรือหมายเลขหนึ่ง เรือจะรอนายอยู่หนึ่งสัปดาห์ อย่าลังเล ให้รีบหนีไปที่อังกฤษหรือที่ไหนก็ได้ แต่อย่ากลับมาที่นี่อีก”
“เมื่อนายออกไป ตระกูลเหอก็จะรู้ตัว พวกเขามีอิทธิพลมากเกินไป ตอนนี้นายไม่สามารถต่อกรได้” หม่าเหวินป๋อกำชับหม่าซานหยวนเสร็จ แล้วหลับลงอย่างเหนื่อยล้า
ตอนที่ 427: วันสบาย
หม่าเหวินป๋อวางแผนไว้เรียบง่าย เขาแค่ต้องการใช้ประโยชน์จากเหอโหย่วหลี่และตระกูลหวังเพื่อช่วยหม่าซานหยวนให้ออกไปจากคุกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ลูกบุญธรรมคนนี้อยู่ด้วยกันกับเขามานานหลายปี เขายังมีความรู้สึกรักและจริงใจต่อลูกบุญธรรมคนนี้อยู่บ้าง เขาหวังว่าเมื่อช่วยออกมาแล้วจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
ดูเหมือนว่าเหอโหย่วหลี่จะหลงกล เขาคิดว่าหม่าซานหยวนมีความสามารถพอที่จะควบคุมพลังชีพจรมังกรให้เขาได้อีกครั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมาย เขาจึงไม่สนใจเรื่องอื่นมากนัก
เขากลับบ้านและเตรียมสั่งการลูกน้องให้ดำเนินการช่วยหม่าซานหยวนออกมาโดยเร็ว ส่วนหม่าเหวินป๋อเขาไม่สนใจและไม่คิดจะช่วยออกมาแล้ว เพราะคนไร้ค่าคนหนึ่งไม่คู่ควรที่จะให้ความสำคัญมากขนาดนั้น
ส่วนเรื่องของฟู่เยี่ยนที่หม่าเหวินป๋อพูดถึงนั้น เหอโหย่วหลี่ก็จำไว้ในใจ เขารู้สึกมีความทรงจำเกี่ยวกับฟู่เยี่ยนอยู่ เพียงแต่วันนี้เขาเห็นว่าฟู่เยี่ยนมีความสนิทสนมกับเฮ่อตงฟางมาก เขาจึงเริ่มสงสัยว่านี่อาจเป็นคำสั่งจากเฮ่อตงฟางหรือเปล่า
ท้ายที่สุดเรื่องที่เขาเคยวางแผนเล่นงานเฮ่อตงฟาง จากท่าทีของเฮ่อตงฟางที่แสดงออกในวันนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้สูงว่าเขารู้เรื่องนี้แล้ว
“พี่เหอ เราควรทำอย่างไรต่อไปดี ? เรื่องนี้ยังจะเดินหน้าต่อหรือไม่ ?” หัวหน้าตระกูลหวังเริ่มลังเล ในตอนบ่ายเขารู้สึกว่าแผนนี้คงไม่สำเร็จ ควรจะถอนตัวให้เร็วที่สุด
ไม่คาดคิดว่าตอนกลางคืนจะถูกเหอโหย่วหลี่พามาสืบสวนที่คุกแล้ว
“น้องหวัง เราทุ่มทั้งเงินและเวลามากมาย ถ้าไม่เดินหน้าต่อ จะอธิบายกับตระกูลอย่างไร ? สำหรับฉันน่ะไม่เป็นไร เพราะที่บ้านฉันเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างเอง แล้วน้องหวังล่ะ ?”
คำพูดของเหอโหย่วหลี่ทำให้หัวหน้าตระกูลหวังรู้สึกกังวล เพราะความคาดหวังของตระกูลทำให้เขาไม่สามารถตัดสินใจตามใจตัวเองได้ และยังต้องอธิบายถึงการใช้จ่ายเงินกับคนในตระกูลอีกด้วย
ตอนนี้ที่ดินที่ภูเขาไท่ผิงถูกผู้ว่าการเกาะฮ่องกงยึดคืนไปแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบส่วนหนึ่งด้วย ดูท่าว่าปลายปีนี้ บรรดาผู้ถือหุ้นของตระกูลคงจะบ่นกันไม่น้อย
“พี่เหอ ผมตามพี่ครับ ! เราจะเดินหน้าต่อ ตอนนี้เราควรรีบช่วยหม่าซานหยวนออกมาให้ได้ ส่วนผู้หญิงจากแผ่นดินใหญ่คนนั้น เราจะรับมือกับเธออย่างไรดี ? ดูท่าเธอเป็นคนที่จัดการได้ยากอยู่นะ” หัวหน้าตระกูลหวังรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนนั้นเป็นคนที่จัดการยาก
“ฉันเข้าใจดี แต่ปรมาจารย์พวกนี้ย่อมต้องมีวันที่พลาดเช่นกัน” เหอโยวหลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์
“พี่เหอ ดูเหมือนว่าพี่มีแผนในใจแล้วใช่ไหม ?”
“เฮอะๆ คุณรอฟังข่าวการตายของเธอได้เลย” เหอโยวหลี่คิดวิธีจัดการเธอไว้เรียบร้อยแล้ว
เช้าวันนี้ที่บ้านตระกูลเฮ่อ ฟู่เยี่ยนตื่นขึ้นจากการหลับสนิท เมื่อคืนนี้เธอหลับสบายมาก เธอตั้งใจว่าจะไปส่งยาให้เสิ่นหวยเอินหลังทานอาหารเช้า และจะแวะไปที่ร้านขายยาเพื่อให้พวกเขาทำยาตัวหนึ่งให้
ช่วงนี้ฟู่เยี่ยนวางแผนว่าจะไม่ทำอะไรจริงจัง เธอแค่อยากพักผ่อน และอาจแวะไปเดินเล่นที่ถนนขายของโบราณอีกหน่อย
ครั้งก่อนเธอเพิ่งเดินได้สองร้านก็ถูกคนตามล่า ทำให้เธออารมณ์เสียมาก วันนี้จึงตั้งใจว่าจะหาโอกาสเก็บของดีๆ เป็นการชดเชยความหงุดหงิดของเธอในวันนั้น
ขณะทานอาหารเช้า ฟู่เยี่ยนบอกคุณเฮ่อและเสิ่นกั๋วเฉียงว่าจะออกไปส่งยาให้เสิ่นหวยเอินและแวะเดินเล่นหน่อย เมื่อเสิ่นรั่วหลิงรู้ว่าเธอจะไปส่งยา เธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากตามไปด้วย
เพียงแต่เธอไม่กล้าพูดออกมา ขณะที่เสิ่นรั่วเฉิงก็อยากไปด้วย เขาจึงเสนอเองว่าจะไปกับฟู่เยี่ยนเพื่อเที่ยวชมบรรยากาศของเกาะฮ่องกง
“เจ้ารอง หลานชายกับหลานสาวของลูกเพิ่งมาที่นี่ พวกเขายังไม่รู้เส้นทางที่เกาะฮ่องกงเลย ลูกไปกับพวกเขาด้วยสิ ตอนเที่ยงก็ไปทานข้าวข้างนอก อย่าลืมเป็นเจ้ามือเลี้ยงหลานๆด้วยนะ” คุณเฮ่อบอกให้คุณชายรองเฮ่อตามไปด้วยและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน
“ได้เลยครับพ่อ ผมจะจัดการให้ครับ ! ฟู่เยี่ยน เรื่องกำไลที่เธอพูดถึงเมื่อครั้งก่อน ตอนนี้เสร็จแล้ว เธออยากแวะไปดูไหม ? จะได้ดูว่าชอบหรือเปล่า ฉันรู้ว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญ แวะไปดูเครื่องประดับที่ช่างของร้านเราทำด้วยนะ แล้วก็ให้คำแนะนำพวกเขาสักหน่อยด้วย”
หลังจากที่คุณชายรองเฮ่อได้เห็นความสามารถของฟู่เยี่ยนครั้งก่อน เขาก็ชื่นชมเธอเป็นอย่างมาก
“ได้สิ คุณชายรอง เราทำธุระเสร็จแล้วจะแวะไปดูที่โรงงานของคุณ”
ฟู่เยี่ยนก็อยากรู้ว่าช่างฝีมือของฮ่องกงจะเป็นอย่างไร ช่างแกะสลักของจีนมีสองสาย ฝีมือของช่างจูเปรียบเสมือนตัวแทนของงานแกะสลักทางภาคเหนือ ส่วนที่นี่น่าจะเป็นงานฝีมือจากภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การแกะสลักกำไลไม่น่าจะมีเทคนิคซับซ้อนนัก โดยเฉพาะเมื่อคุณชายรองเฮ่อใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย
คณะเดินทางเพิ่มขึ้นอีกสามคน เสิ่นกั๋วเฉียงไม่ไปด้วย เพราะวันนี้เขาตั้งใจพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ฟู่เยี่ยนได้บอกลุงหลิวตั้งแต่เช้าว่าวันนี้ไม่ต้องทำอะไร และให้เขาอยู่คุยกับตาทวดแทน
จุดหมายแรกของพวกเขาคือโรงแรม ที่ตอนนี้นาเอะโกะได้รออยู่ที่ล็อบบี้แล้ว
“ฟู่เยี่ยน พวกคุณทานอาหารเช้ามาหรือยัง ? ฉันเลี้ยงมื้อนี้เอง โรงแรมนี้มีซาลาเปาหมูแดงอร่อยมาก” นาเอะโกะหลงรักอาหารของฮ่องกง เธอบอกว่าถ้าให้เธออยู่ที่นี่สักปีหนึ่งก็ยังได้
“เราทานมาแล้ว ไปดูอาการคุณหวังเซียงก่อนดีกว่า เขาดีขึ้นบ้างไหม ?” ฟู่เยี่ยนถาม
“อาจารย์ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อเช้าเขายังมีอาการปวดหัวอยู่บ้างในทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องในอดีต ฟู่เยี่ยน คุณเตรียมยามาไหม ?” นาเอะโกะถามด้วยความกังวล หวังว่ายาของฟู่เยี่ยนจะช่วยรักษาอาการป่วยของอาจารย์เธอได้
“ฉันนำยามาแล้ว กินยานี้วันละสามครั้ง ครั้งละหนึ่งเม็ด เป็นเวลาสามวัน หลังจากนั้นฉันจะมาตรวจชีพจรอีกครั้ง ในช่วงที่กินยาก็ต้องให้เขาพักผ่อนให้เพียงพอ”
“ช่วงนี้คุณต้องคอยดูแลคุณหวังเซียงอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติรีบติดต่อมาหาฉันทันที” ฟู่เยี่ยนบอกข้อควรระวังให้นาเอะโกะทราบ
“ได้ค่ะ ช่วงนี้ฉันจะคอยดูแลอาจารย์อย่างใกล้ชิด”
ฟู่เยี่ยนเข้าไปตรวจชีพจรให้คุณหวังเซียงในห้องพัก อาการของเขาดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อวานนี้ ฟู่เยี่ยนกำชับให้เขาทานยาให้ตรงเวลา และหลังจากนั้นก็ออกจากโรงแรมไปพร้อมกับไป๋โม่เฉินและคนอื่น
“ฟู่เยี่ยน ไปที่โรงงานของฉันก่อน ทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เราค่อยไปเดินเล่นที่ถนนขายของโบราณกันดีไหม ?” คุณชายรองเฮ่อถามความคิดเห็น
ทุกคนในที่นี้ รวมถึงเสิ่นรั่วเฉิงและเสิ่นรั่วหลิงไม่มีใครขัดข้อง พวกเขาดูตื่นเต้นกันเสียมากกว่า
“คุณชายรอง แถวนี้มีร้านขายยาหรือเปล่า ? แบบที่เป็นคลินิกแพทย์แผนจีนที่สามารถปรุงยาตามสั่งได้น่ะ ?” ฟู่เยี่ยนคิดจะทำยาลูกกลอนให้เสิ่นกั๋วเฉียง แต่ต้องการให้คนอื่นปรุงให้เพื่อให้ดูสมจริงเสียหน่อย
“พวกเรารู้จักหมอแผนจีนเก่าแก่คนหนึ่งที่ครอบครัวเราไปหาบ่อยๆ ท่านดูแลสุขภาพให้พวกเราประจำ เดี๋ยวฉันพาไป ที่นั่นมีสมุนไพรครบครันและสามารถปรุงยาได้ด้วย” คุณชายรองเฮ่อแนะนำ เพราะคิดว่าการหาหมอที่ไว้ใจได้ย่อมดีกว่า
“แบบนี้ดีมากเลย ฉันมีสูตรยาที่ช่วยบำรุงร่างกายให้ตาทวด ฉันเลยต้องการให้เขาปรุงยาให้” ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงจุดประสงค์ของเธอ
“งั้นไปกันเลย ขับรถไปไม่ไกล แค่สิบกว่านาทีเท่านั้น”
คุณชายรองเฮ่อพาพวกเขาไปยังคลินิกแห่งหนึ่ง จากภายนอกดูเหมือนอาคารที่อยู่อาศัยเก่าๆ แต่เมื่อเข้าไปข้างในกลับพบว่าเป็นสถานที่ที่ตกแต่งแบบโบราณและสะอาดเรียบร้อย
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นสภาพแวดล้อมก็รู้สึกพอใจในทันที เธอยังได้กลิ่นหอมของยาสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในอากาศด้วย
“คุณชายรอง วันนี้มีเวลามาหาหมอหรือ พ่อของคุณสุขภาพดีไหม ? คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ?” เจ้าของคลินิกเป็นหมอชราผมหงอกขาวที่ดูน่าเคารพ
“พ่อของผมสบายดีครับ หมอถัง วันนี้ผมไม่ได้มาหาหมอหรอกครับ แต่ผมมีงานให้ทำ หมอถังจะรับงานนี้ไหม ?” จากน้ำเสียงที่คุ้นเคย แสดงให้เห็นว่าหมอถังเป็นหมอที่ครอบครัวเฮ่อใช้บริการประจำ
ตอนที่ 428: ความกังวลของหญิงสาว
“ได้สิ เอาสูตรยาให้ฉันดู” หมอถังตอบรับอย่างสบายๆ ปัจจุบันเขาไม่ค่อยรับงานแบบนี้บ่อยนัก เพราะคนส่วนใหญ่ชอบไปหาหมอแผนปัจจุบันมากกว่า เพราะพวกเขาคิดว่ารักษาได้รวดเร็วกว่า เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์แผนจีนจึงค่อยๆเสื่อมความนิยมลง
คุณชายรองเฮ่อหันไปมองฟู่เยี่ยน เป็นสัญญาณให้เธอเอาสูตรยาออกมา
“หมอถังคะ หนูพอจะขอยืมกระดาษกับพู่กันได้ไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้เตรียมสูตรยามา จึงต้องเขียนตรงนี้แทน
หมอถังส่งพู่กัน กระดาษ และแท่นหมึกให้ เธอเห็นว่าหมอถังอายุมาก เขาคงยังใช้พู่กันในการเขียนสูตรยา แทนที่จะใช้ปากกาแบบสมัยใหม่
“คุณหนู คงไม่ถนัดใช้พู่กันใช่ไหม ให้ศิษย์ของฉันไปเอาปากกามาให้ดีไหม ?” หมอถังเสนอความช่วยเหลือ
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ หมอถัง แบบนี้ใช้ได้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบกลับ ขณะที่ไป๋โม่เฉินช่วยเตรียมหมึกให้เธอ ฟู่เยี่ยนจับพู่กันลงมือเขียนด้วยลายมืออักษรแบบเข้มแข็งและงดงาม หมอถังที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ถึงกับอุทานชมเชย
“คนหนุ่มสาวสมัยนี้ที่เขียนพู่กันจีนได้สวยแบบนี้หายากมาก คุณหนู คุณเขียนได้ดีมากจริงๆ ลายเส้นสวยงามมีเอกลักษณ์ !”
“ขอบคุณค่ะ หมอถัง รายละเอียดวิธีทำ ส่วนผสม และปริมาณเขียนไว้ในนี้หมดแล้วค่ะ แค่ทำตามที่เขียนก็พอ แล้วฉันจะมาเอาเมื่อไหร่ได้บ้างคะ ?”
หมอถังมองสูตรยาแล้ว สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่คาดคิดว่าการจัดยาในสูตรนี้จะละเอียดและล้ำลึกเช่นนี้ ทั้งการจัดวัตถุดิบและปริมาณที่ใช้ มันน่าทึ่งจนทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
สิ่งนี้ได้เปิดทางความคิดใหม่ให้แก่เขา ทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาหลายปีได้ในชั่วพริบตา
“คุณหนู ยานี้ใช้รักษาโรคหัวใจใช่ไหม ?” หมอถังดูตำรับยาแล้วไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนเขียน
“ใช่ค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม ยานี้ปรุงตามสภาพร่างกายของตาทวดของหนู คนอื่นไม่สามารถใช้ได้” ฟู่เยี่ยนตอบตามความจริง
“เอาล่ะ คุณหนู ฉันจะเร่งปรุงยาให้เร็วที่สุด คุณสามารถมารับได้ในสองวันหลังจากนี้” หมอถังคิดอยากจะสนทนากับฟู่เยี่ยนต่อ แต่ก็อดใจไว้ เพราะเขายังไม่ได้พบกับผู้ป่วย จึงไม่แน่ใจว่ายานี้จะเหมาะสมหรือไม่ จึงเก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ
“ฟู่เยี่ยน เธอไม่ต้องกังวล สองวันหลังจากนี้ฉันจะมารับยาเอง หมอถัง คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บัญชีตระกูลเฮ่อเลย” คุณชายรองเฮ่อตบอกพูดอย่างมั่นใจ
“งั้นคงต้องรบกวนคุณคุณชายรองเฮ่อด้วย” ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ อย่างมากที่สุดเธอคงต้องตามไปในวันนั้นเอง
เมื่อออกจากร้านยาแล้ว พวกเขาก็ไปยังโรงงานของคุณชายรองเฮ่อ หยกของลุงห่าวและฟู่เยี่ยนถูกตัดเป็นแผ่นเรียบร้อยแล้ว ช่างฝีมือได้เริ่มแกะสลักกำไลมากมายจากแผ่นนั้น วัตถุดิบที่เหลือสามารถทำเป็นจี้หรือหัวแหวนได้อีก
“ฟู่เยี่ยน คุณไป๋ รีบมาดูเร็ว นี่คือหยกก้อนนั้นของคุณ” เมื่อคุณชายรองเฮ่อมาถึงโรงงานก็แสดงความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบ เขาจึงยินดีที่จะทำ
เสิ่นรั่วหลิงและเสิ่นรั่วเฉิงรู้สึกทึ่งมาก เพราะชาวหนานหยางไม่ค่อยชอบหยก พวกเขาชอบเครื่องประดับไข่มุกและเงินหรือทองมากกว่า เมื่อเข้ามาในโรงงาน พวกเขาจึงถูกดึงดูดโดยสิ่งของเหล่านั้น และเมื่อเข้าไปยังห้องทำงานของช่างฝีมือ ทั้งสองก็แทบไม่สามารถละสายตาได้เลย
“เครื่องประดับหยกเหล่านี้สวยงามมาก ที่หนานหยางคนไม่ค่อยนิยมใส่หยก คนที่ใส่หยกส่วนใหญ่จะเป็นตระกูลเก่าแก่ที่อพยพมาจากจีน ไม่คิดเลยว่าหยกจะมีหลายประเภทแบบนี้ พี่รอง นี่มันสวยจริงๆ”
เสิ่นรั่วหลิงพูดด้วยความตื่นเต้นว่า เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนเครื่องประดับทั้งหมดของตัวเองให้เป็นพวกนี้ !
“ถ้าชอบ เดี๋ยวอาจะให้กำไลกลับไปหนานหยางสักวง ให้พวกบ้านนอกที่นั่นได้ดูบ้างว่าของจริงมันเป็นอย่างไร”
คำพูดของคุณชายรองเฮ่อฟังดูเหมือนเขาไม่ค่อยคิดก่อนพูด แต่เสิ่นรั่วหลิงก็ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะเมื่อมาอยู่ที่เกาะฮ่องกง เธอเองก็เพิ่งได้เห็นว่ารสนิยมของชาวหนานหยางเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย
“ถ้าอย่างนั้นฉันไม่เกรงใจคุณอาแล้วนะคะ !” เสิ่นรั่วหลิงตอบรับอย่างไม่ลังเล
“เรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวเธอเลือกเอาเองสักวงนะ ตอนนี้มีที่ทำเสร็จบ้างแล้ว” คุณชายรองเฮ่อกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เพราะสำหรับทั้งตระกูลเฮ่อและตระกูลเสิ่น กำไลวงหนึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไร คุณชายรองเฮ่อยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อของเสิ่นรั่วหลิงด้วย สมัยเด็กที่เขาเคยไปอาศัยอยู่ที่หนานหยาง พ่อของเธอก็คอยดูแลเขาเป็นอย่างดี
“ฟู่เยี่ยน มาดูหน่อยสิ กำไลพวกนี้ฉันทำตามที่เธอบอก เพียงแค่แยกมันออกมาเป็นชิ้นเท่านั้น ตัวกลางของกำไลกับกำไลทั้งวงยังอยู่ด้วยกัน ฉันจัดใส่ห่อให้เธอแล้ว ตอนกลับเธอแค่ขัดเงาใหม่ก็ใช้ได้เลย”
คุณชายรองเฮ่อคิดเผื่อให้ครบทุกอย่าง เขาทำกำไลเป็นงานกึ่งสำเร็จ ฟู่เยี่ยนเพียงต้องนำกลับไปขัดเงาเท่านั้น
“ขอบคุณมากค่ะ ที่คุณเอ้อซ่าวคิดเผื่อให้ขนาดนี้ งั้นฉันจะเอาไปด้วยทั้งหมดเลย” ฟู่เยี่ยนมองกำไลเหล่านั้นอย่างพอใจ คิดว่าเมื่อร้านเครื่องประดับหยกของเธอเปิดกิจการ ที่ร้านก็จะมีเครื่องประดับระดับกลางพร้อมขายแล้ว
“ดีเลย ฉันจะให้คนงานแพ็คใส่กล่องแล้วส่งตรงไปที่บ้านเอง พวกเรายังต้องไปที่ถนนขายของโบราณอีก จะถือไปด้วยคงไม่สะดวก”
“แล้วนี่คือเช็คเงินสด ฉันฝากเงินเข้าบัญชีที่ไว้แล้ว เธอถอนเงินจากฝั่งเธอได้เลย เป็นเงินปอนด์อังกฤษทั้งหมด” คุณชายรองเฮ่อส่งเช็คเงินสดค่าหยกก่อนหน้านี้ให้ฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนรับเช็คมาแล้วส่งให้ไป๋โม่เฉินทันที เพราะวันนี้เธอไม่ได้เอากระเป๋ามาด้วย ให้เขาช่วยเก็บไว้ปลอดภัยกว่า ไป๋โม่เฉินไม่ได้ว่าอะไร เขารับเช็คไปเก็บใส่กระเป๋าอย่างเรียบง่าย
“ใช่แล้ว เซ็ตเครื่องประดับของลุงห่าวสำหรับภรรยาของเขาก็ทำเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันจะพาพวกเธอไปดู” คุณชายรองเฮ่อพาพวกเขาไปที่ห้องทำงานของตัวเอง เครื่องประดับทั้งหมดถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในตู้เซฟของเขา
หยกของลุงห่าวเป็นหยกสีเขียวสด ช่างฝีมือทำออกมาได้ดีมาก เซ็ตเครื่องประดับถูกออกแบบตามลายเนื้อหยกอย่างประณีต ตอนที่พวกเขาจะกลับ คุณชายรองเฮ่อก็ให้คนส่งเครื่องประดับชุดนั้นกลับไปบ้านของลุงห่าวด้วย
ขณะที่กำลังจะออกจากโรงงาน เสิ่นรั่วหลิงสวมกำไลหยกสีขาวเงางามอย่างชื่นชอบ ฟู่เยี่ยนก็สวมกำไลเช่นกัน หลังจากที่คุณชายรองเฮ่อให้เธอเลือก ฟู่เยี่ยนก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของเขา จึงเลือกมาสวมไว้เช่นกัน
เมื่อออกจากโรงงานก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี คุณชายรองเฮ่อเสนอว่าใกล้ถนนโบราณมีภัตตาคารที่ขึ้นชื่ออยู่ เขาอยากพาพวกเธอไปลองชิมก่อนแล้วค่อยไปเดินดูของโบราณต่อ
“ว่ากันว่าบรรพบุรุษของเชฟร้านนี้เคยเป็นพ่อครัวในวังของจักรพรรดิ สามารถทำอาหารจีนเต็มสำรับแบบราชวงศ์แมนจูได้ ฉันต้องจองคิวรอนานมากถึงจะได้ วันนี้พวกเธอโชคดีได้กินของดีแล้ว”
คุณชายรองเฮ่อไม่ได้พูดเกินจริง อาหารที่เสิร์ฟออกมานั้นอร่อยล้ำ ทุกคนพากันกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่พูดอะไรมาก
เสิ่นรั่วเฉิงและเสิ่นรั่วหลิงเองก็ไม่เคยได้กินอาหารแบบนี้มาก่อน อาหารที่หนานหยางมักถูกปรับสูตรจนเสียรสชาติดั้งเดิม พ่อครัวในบ้านก็ทำได้แต่อาหารแบบหม้อใหญ่ วันนี้ทั้งสองจึงพอใจมาก
“ฟู่เยี่ยน พวกเราสองคนใส่กำไลเหมือนกันแบบนี้ ดูเหมือนเป็นพี่น้องกันเลยนะ” เสิ่นรั่วหลิงพูดอย่างมีความสุขระหว่างทานอาหาร หลังจากที่ได้ใกล้ชิดกันมาตลอดช่วงเช้า ตอนนี้เธอรู้สึกผ่อนคลายและแสดงความสดใสแบบเด็กสาวออกมาให้ฟู่เยี่ยนเห็นแล้ว
“ใช่แล้ว ฉันเองก็มีพี่สาวอีกคนหนึ่ง ถ้าพี่ได้รู้จักกับเธอ พี่คงชอบเธอเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนเริ่มรู้สึกเอ็นดูเสิ่นรั่วหลิงมากขึ้น เสิ่นรั่วหลิงได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีจากเสิ่นกั๋วเฉียง
“ถ้าคราวนี้เธอกลับไป ฉันอยากจะกลับไปกับพวกเธอด้วยจัง ฉันคิดว่าตี้ตูต้องเป็นสถานที่ที่ดีมาก ไม่แน่ฉันอาจจะได้เจอคู่หมั้นสักคนที่นั่น ที่หนานหยางไม่มีใครที่ดีสักคนเลย” เสิ่นรั่วหลิงกระซิบบอกฟู่เยี่ยน
เหตุผลที่เธอพูดเช่นนี้เพราะที่หนานหยาง หนุ่มๆที่ได้เป็นผู้บริหารบริษัทมักจะหยิ่งผยอง ส่วนคนที่ไม่มีสิทธิ์บริหารก็เอาแต่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เสิ่นรั่วหลิงมองไม่เห็นคุณค่าในตัวใครเลย
ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่าเสิ่นรั่วหลิงจะเริ่มเปิดใจและเล่าเรื่องส่วนตัวกับเธอเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนรู้สึกยินดีที่ได้เป็นผู้ฟัง เพราะการได้แบ่งปันเรื่องราวกันก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขได้
ตอนที่ 429: นึกถึงเป็นคนแรก
“แล้วพี่ชอบคนแบบไหนหรอ ?” ฟู่เยี่ยนไม่มีความกังวลใจเหมือนสาวน้อยเหล่านี้ ในตอนที่เธอเพิ่งตกหลุมรักเป็นครั้งแรก เธอก็ได้เจอกับไป๋โม่เฉิน และตัดสินใจมอบความรักของเธอให้เขาตั้งแต่ครั้งแรก
พอคิดถึงคำถามนี้ เสิ่นรั่วหลิงก็ไม่ได้คิดว่าอยากได้คนแบบไหนแต่หลังจากฟู่เยี่ยนถาม เธอจึงคิดตาม
“ฉันชอบคนที่ไม่เอาแต่พึ่งพาวงศ์ตระกูล ต้องมีความสามารถเป็นของตนเอง ไม่เจ้าชู้ ต้องดีกับฉันคนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นน่ะหรือ ? อย่าหน้าตาน่าเกลียดเกินไปก็พอ อยู่ด้วยแล้วสบายใจก็พอแล้ว”
“จะดีมากถ้าคนในครอบครัวเป็นคนเรียบง่าย ผู้ใหญ่ในครอบครัวใจดี ฉันไม่อยากเป็นเหมือนพี่สาวจากบ้านรองที่แต่งงานกับคนตระกูลใหญ่ สุดท้ายก็ไม่มีเวลาเป็นของตนเอง ต้องคอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สามี หากดูแลพวกเขาได้ไม่ดีก็จะถูกจ้องจับผิดและถูกเหน็บแนมอยู่เป็นประจำ”
“ที่จริงเมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดถึงมาตรฐานที่ตัวเองต้องการเลย แต่พอเธอถามมาแบบนี้ ฉันถึงได้รู้ว่าตัวเองต้องการคนแบบไหน”
เสิ่นรั่วหลิงพูดอย่างจริงจังกับฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินแบบนั้นก็คิดถึงมู่อี้อันเป็นคนแรกทันที ! เขาทั้งมีความสามารถ ในอนาคตจะต้องได้เป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจคนหนึ่งอย่างแน่นอน อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวของเขาก็เรียบง่าย มีแค่คุณปู่คนเดียวเท่านั้น และคุณปู่มู่ก็เป็นคนที่ใจดีมาก หน้าตาของมู่อี้อันก็ดี ถือเป็นคนหล่อคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ส่วนเรื่องเจ้าชู้นั้น เธอเชื่อว่าเขาจะต้องมีบทเรียนมาจากพ่อของเขา และเขาจะไม่มีวันเป็นคนเจ้าชู้อย่างแน่นอน ! ฟู่เยี่ยนยิ่งคิดได้แบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่ามู่อี้อันเป็นตัวเลือกที่ดี
นอกเหนือจากเรื่องระยะห่างระหว่างทั้งสอง เรื่องอื่นล้วนเหมาะสมทั้งนั้น มู่อี้อันเป็นคนโลดโผนและมีชีวิตชีวา เสิ่นรั่วหลิงเป็นคนหนักแน่นและสุขุม ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจมีบุคลิกที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ฟู่เยี่ยนคิดว่าวหากมู่อี้อันตรงตามสเปคของเสิ่นรั่วหลิง รอให้การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างทุกคนราบรื่นและสะดวกยิ่งกว่านี้ เธอก็สามารถจับคู่ให้พวกเขาได้
ยิ่งฟู่เยี่ยนคิดถึงประเด็นนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีความพร้อมที่จะเป็นแม่สื่อมาก เธอถึงขั้นคิดเผื่อเรื่องงานแต่งของพวกเขาทั้งสองแล้วด้วย แน่นอนว่ามันสามารถจัดได้ทั้งสองที่ !
ภาพที่เสิ่นรั่วหลิงและฟู่เยี่ยนพูดคุยกันตามประสาหญิงสาวอย่างออกรสออกชาตินั้นได้ตกอยู่ในสายตาของเสิ่นรั่วเฉิงหมดแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้ที่มักจะเป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ชอบพูดคุยกับใคร จะชื่นชอบฟู่เยี่ยนขนาดนี้
แต่การมีเพื่อนเพิ่มมาอีกคนก็เป็นเรื่องดีสำหรับเธอเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นคนน่าเบื่อเกินไป เธอมักจะชอบตัวติดกับคุณปู่ทวดอยู่เป็นประจำ เวลาเล่นอะไรก็มักจะชอบเล่นอยู่คนเดียว
“คุณไป๋ลองชิมอาหารนี้สิ ฉันคิดว่ามันอร่อยมาก อาหารพื้นถิ่นของพวกคุณมีรสชาติแบบมีทั้งหมดเลยไหม ?” เสิ่นรั่วเฉิงเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เพียงช่วงเช้าเขาก็เริ่มสนิทคุ้นเคยกับไป๋โม่เฉินแล้ว
“จริงหรือ ? แต่ฉันคิดว่าอาหารจีนแผ่นดินใหญ่อร่อยที่สุดแล้ว ไว้ว่างๆพวกคุณลองไปเที่ยวที่ตี้ตูดู ประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่และมีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ที่นั่นมีของกินอร่อยมากมาย ในอนาคตพวกคุณจะรู้เอง” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
คนหนุ่มสาวมักสนิทกันหลังจากได้มีโอกาสนั่งกินข้าวด้วยกัน หลังจากไป๋โม่เฉินเล่าเรื่องอาหารอร่อยๆให้เขาฟังอยู่นาน สุดท้ายเสิ่นรั่วเฉิงก็เริ่มเกิดความอยากลองชิมจนแทบทนไม่ไหวแล้ว !
“คุณพูดเสียดูน่ากินเลย ! ฉันเองก็อยากไปเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้น หากในอนาคตสามารถไปได้ ฉันจะต้องไปอย่างแน่นอน” เสิ่นรั่วเฉิงแอบเสียดายเล็กน้อย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คุณชายรองเฮ่อก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน เขารู้ว่าพ่อของเขากำลังพยายามไปเพื่ออะไร เขาก็เลยไม่พูดอะไร และได้แต่มองไปที่ไป๋โม่เฉิน
“โลกกำลังพัฒนาไปอย่างก้าวหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสในอนาคตอันใกล้นี้” ไป๋โม่เฉินหัวเราะ เขาเชื่อว่าช่องทางการติดต่อสื่อสารและการเดินทางระหว่างทั้งสองแห่งจะราบรื่นอย่างแน่นอน การเดินทางมาเกาะฮ่องกงครั้งนี้บรรลุผลแล้ว
ผลลัพธ์ที่แท้จริงต้องอยู่ที่ความพยายามของทั้งสองฝ่าย ไป๋โม่เฉินเชื่อว่าประเทศจะพัฒนาขึ้นอย่างแข็งแกร่งแน่นอน
หลังจากกินอาหารเสร็จ พวกเขาก็ทิ้งรถแล้วเดินตรงไปยังถนนขายของโบราณ อาคารต่างๆระหว่างทางยังคงสวยงามมากที่นี่นับเป็นถนนที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งในเกาะฮ่องกง
เพื่อนของคุณชายรองเฮ่อเปิดร้านที่นี่ เขาบอกให้ทุกคนไปเดินเล่นก่อน จากนั้นเขาก็ไปนั่งที่ร้านของเพื่อนเขา
ฟู่เยี่ยนอยากหาซื้อเข็มเงินสักชุด เธอถามจากร้านขายยาของหมอถังแล้ว หมอถังไม่ชำนาญการฝังเข็ม เขาจึงไม่มีสิ่งนี้ แต่เขาก็แนะนำให้ฟู่เยี่ยนมาลองหาซื้อที่ถนนขายของโบราณดู
“ฟู่เยี่ยน พวกเธอไปซื้อของก่อนเถอะ ฉันจะรอที่ร้านขายของโบราณของเพื่อน ร้านใหญ่ตรงหน้านั้น”คุณชายรองเฮ่อมาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง เขารู้ทุกอย่างที่นั่น ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจ และไปรอที่ร้านของเพื่อนแทน
“เอาล่ะ คุณชายรอง พวกเราจะไปเอง เชิญคุณตามสบาย”
“อย่าซื้ออะไรง่ายเกินไปนะ ที่นี่มีของปลอมค่อนข้างเยอะ จะได้ไม่ขาดทุน ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ไม่ต้องซื้อมันหรอก ”คุณชายรองเฮ่อรู้ว่าพวกเขาไม่ขาดแคลนเงิน แต่ก็ยังอยากเตือนด้วยความหวังดี
ฟู่เยี่ยนยอมรับความปรารถนาดีนี้แล้วเริ่มเดินซื้อของกับสองพี่น้องตระกูลเสิ่น เมื่อพวกเขาเพิ่งไปร้านแรก เจ้าของร้านก็จำฟู่เยี่ยนได้
“คุณ คุณ คุณ คุณ……” หลังจากที่พูดติดอ่างอยู่นาน เจ้าของร้านก็ยังพูดไม่ได้ศัพท์
“เถ้าแก่ คุณหมายความว่าอะไร?”ไป๋โม่เฉินถามด้วยรอยยิ้ม ในใจของเขารู้ดี คงเป็นเพราะจำเขากับฟู่เยี่ยนได้
“พวกคุณไม่ใช่เหรอ…พวกคุณคือคนที่ถูกล่าในวันนั้นไม่ใช่เหรอ ?” ในที่สุดเจ้าของร้านก็พูดประโยคทั้งหมดออกมา
ฟู่เยี่ยนหันไปมอง วันนั้นเจ้าของร้านก็คงเห็นกระบวนการทั้งหมดด้วย
“ใช่แล้ว เถ้าแก่ คุณแปลกใจที่พวกเราสองคนยังไม่ตายใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก
ไม่คิดเลยว่าเจ้าของร้านกลับยกนิ้วให้ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน
“นี่เป็นครั้งแรกที่พวกคุณทั้งสองถูกแก๊งค์หมายหัว แต่หลบหนีได้อย่างปลอดภัย ! ฉันอยู่ที่นี่มาหลายปี เคยเห็นคนถูกล่ามาหลายครั้งแล้ว”
“ที่เกาะฮ่องกงมีคนตายเพราะถูกหมายหัวแทบทุกวัน เฮ้อ พวกคุณดูฉันพูดเข้าสิ ! มา มา มา เชิญเลือกชมได้ตามสบาย วันนี้ฉันให้ส่วนลดพิเศษเลย”
“ดีเลย งั้นพวกเราขอดูของก่อน” ฟู่เยี่ยนตอบตกลงและเริ่มเดินเล่นรอบร้านอย่างสบายๆ
สองพี่น้องตระกูลเสิ่นมองหน้ากัน ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย ! ฟู่เยี่ยนโหดเกินไปแล้ว ! เธอถูกไล่ล่าเชียวนะ ? ของแบบนั้นมันหลบหนีกันได้ง่ายๆเสียที่ไหน !
“คุณไป๋ ที่เขาพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ? ใครเป็นคนทำ ? แล้วผลสุดท้ายคนพวกนั้นไปอย่างไรบ้าง?” เสิ่นรั่วเฉิงราวกับถูกกระตุ้นต่อมเผือกขึ้นมาทันที
“เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ที่นี่ ฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเมื่อเราถึงบ้านแล้ว” ไป๋โม่เฉินกอดไหล่แล้วทั้งสองก็เดินไปคุยกัน
เสิ่นรั่วหลิงไม่คิดว่าฟู่เยี่ยนจะมีเรื่องราวมากมายขนาดนี้ ดูสิ ฟู่เยี่ยนไม่ได้ดูเป็นคนอันตรายขนาดนั้น รูปร่างเธอยังสวยสะคราญอีกด้วย !
ร้านนี้เชี่ยวชาญในด้านพู่กัน หมึก กระดาษและหินหมึก สี่สมบัติแห่งห้องหนังสือ หลังจากเดินดูของอยู่นาน เธอก็พบสมุดลอกเลียนแบบอักษรซึ่งเขียนโดยโอวหยางซิวในสมัยราชวงศ์ถัง แม้ว่าจะไม่ใช่ของจริงก็ตาม แต่ผู้คัดลอกก็มีลายเส้นที่มีจิตวิญญาณอิสระ
ฟู่เยี่ยนคิดว่าสามารถซื้อกลับไปฝากฟู่เวยและฟู่หรงได้
“เถ้าแก่ ชิ้นนี้ขายอย่างไร ?” ฟู่เยี่ยนถาม
“คุณหนู นี่เป็นการเลียนแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรของโอวหยางซิว สไตล์การประดิษฐ์ตัวอักษรก็ไม่เลว ฉันจะคิดเงินคุณหนึ่งร้อยดอลลาร์ฮ่องกงพอ ฉันยังมีสมุดลอกเลียนแบบอักษรของเหยียนเจิ้งชิงอยู่สองสามชุด คุณอยากดูไหม ?”
เจ้าของร้านมีความซื่อสัตย์มาก เขาคิดราคาถูกมาก แถมยังนำชิ้นที่เป็นของเก่าเก็บมาให้ฟู่เยี่ยนดู ไป๋โม่เฉินจ่ายเงินให้เขาเจ้าของร้านจึงห่อของให้
ตอนที่ 430: หาซื้อเข็มเงิน
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนดูตัวอย่างสมุดคัดลอกแบบอักษรเสร็จ เธอก็ซื้อสมุดคัดลอกแบบอักษรของเหยียนเจินชิงไปหนึ่งเล่ม พร้อมกับซื้อหมึกจำนวนมากเตรียมไว้ให้เป็นของขวัญ
เจ้าของร้านรู้สึกดีใจมาก จึงให้พู่กันกับฟู่เยี่ยนไปหลายด้าม และกระดาษเซวียนจื่ออีกจำนวนหนึ่งเป็นของแถม
“เถ้าแก่ ขอถามอะไรหน่อยค่ะ คุณพอจะทราบไหมว่าแถวนี้มีร้านขายเข็มเงินสำหรับฝังเข็มบ้างไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามตอนที่กำลังจ่ายเงิน
“คุณหนู คุณจะเอาเข็มเงินไปทำอะไร ? คุณเรียนหมอหรือ ?” เจ้าของร้านถามอย่างสงสัย
“ไม่ปิดบังค่ะ ฉันพอมีความรู้เรื่องฝังเข็มบ้าง แต่ยังไม่มีเข็มที่ถูกใจ เลยอยากลองหาดูว่ามีร้านไหนขายบ้าง จะเป็นร้านที่เคยมีขายก็ได้ เดี๋ยวฉันจะลองหาเอง”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ร้านของฉันไม่มีเข็มพวกนี้ แต่ฉันรู้ว่ามีร้านไหนที่ขายของพวกนี้ คุณเดินไปครึ่งถนนจะเจอร้านที่ไม่มีป้ายชื่อ แต่เขาขายเข็มทอง ไม่ใช่เข็มเงิน” เจ้าของร้านตอบ
“เถ้าแก่ ที่ว่าขายเข็มทองนี่เรื่องจริงเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนตื่นเต้น เมื่อได้ยินว่าเป็นเข็มทองแทนที่จะเป็นเข็มเงิน เหมือนทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการไปหมด ถ้าเป็นเข็มทองจริงๆ วันนี้เธอต้องได้มันมาให้ได้ !
ฟู่เยี่ยนตื่นเต้นจนไปสะกิดไป๋โม่เฉิน นานแล้วที่เธอไม่รู้สึกอยากได้ของชิ้นไหนแบบนี้ ใบหน้าของเธอดูเหมือนเด็กน้อยที่ตื่นเต้น
“เรื่องจริงสิ พวกเราสองคนเป็นเพื่อนกันมานาน ร้านของเขากำลังจะปิดตัวลง เฮ้อ... พ่อของเขาเคยเป็นหมอแผนจีนที่มีชื่อเสียง แต่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว”
“ตอนนี้เขาเป็นหนี้ก้อนโต จึงต้องเอาเข็มทองของพ่อออกมาขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ เขาแซ่หลัว เป็นเพื่อนของฉัน ตอนไปถึงร้านคุณก็บอกเขาว่าฉันแนะนำมา เขาถึงจะให้ดูของ ฉันแซ่หวัง”
เถ้าแก่หวังดูเหมือนจะรู้สึกเสียใจกับชะตากรรมของเพื่อน
“ถ้าคุณไม่ยุ่ง ช่วยพาฉันไปที่ร้านของเขาได้ไหมคะ ? ฉันตั้งใจจะซื้อจริงๆ” ฟู่เยี่ยนคิดแล้วว่าให้เถ้าแก่หวังไปด้วยน่าจะดีกว่า
พ่อค้าลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดว่าเด็กสาวคนนี้น่าจะเป็นคนที่อยากซื้อเข็มทองจริงๆ และเธอก็เพิ่งซื้อของในร้านของเขาด้วย เขาจึงพยักหน้าและตกลง
เขาสั่งให้ลูกน้องช่วยดูแลร้านชั่วคราว ก่อนจะพาฟู่เยี่ยนและพวกเขาไปยังร้านของเพื่อน
“เถ้าแก่ คุณแน่ใจไหมว่าเพื่อนคุณขายเข็มทองจริงๆ ?” ฟู่เยี่ยนถามย้ำอีกครั้ง
“เขาบอกว่าเป็นเข็มทอง เป็นของที่พ่อเขาเคยใช้มาก่อน แต่พอพ่อเขาเสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีใครสืบทอดกิจการแพทย์แผนจีนจึงขายกิจการไป เข็มทองนี้เขาเก็บไว้ตลอด และถ้าไม่ใช่เพราะว่าต้องการเงินจริงๆ เขาคงไม่เอาออกมาขายหรอก”
เถ้าแก่หวังพาฟู่เยี่ยนและพวกเดินมาได้ประมาณห้านาทีก็ถึงร้านที่ไม่มีป้ายชื่อจริงๆ บรรยากาศร้านนี้ดูรกร้าง เพราะแม้แต่ไฟก็ยังไม่ได้เปิด ทำให้ในร้านมืดมาก
ร้านนี้เคยขายของสะสมโบราณ มีของหลากหลายวางกองอยู่ทั่ว แม้จะดูยุ่งเหยิง แต่ฟู่เยี่ยนกลับมองเห็นของล้ำค่าบางชิ้น ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นของปลอม เป็นงานประดิษฐ์ยุคใหม่ที่ทำให้ดูเหมือนของเก่า ดูเหมือนว่าร้านนี้กำลังเลิกกิจการแล้วจริงๆ
“นี่ เหล่าหลัว เหล่าหลัวอยู่ไหม ?” เถ้าแก่หวังตะโกนเรียกไม่กี่เสียงก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูหลัง
“เหล่าหวังหรือ มีธุระอะไร ?” เจ้าของร้านที่แซ่หลัวโผล่หัวออกมา ในมือยังถือก้อนดินโคลนอยู่
“เหล่าหลัว นายยังมัวแต่ยุ่งกับของพวกนี้อยู่อีกหรือไง ! ฉันพาลูกค้ามาซื้อเข็มทองของนายนี่ รีบเอาออกมาให้ดูหน่อยสิ !” เถ้าแก่หวังตะโกนบอกเพื่อนของเขา
“ดูเข็มทองเหรอ ? รอสักครู่นะ” เถ้าแก่หลัวหันหลังวางก้อนหินในมือ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วเปิดไฟ ทำให้ทั่วทั้งร้านสว่างขึ้นจนทุกคนเห็นร้านได้ชัดเจน
เถ้าแก่หลัวค้นหาอยู่สักพักในลิ้นชักของเคาน์เตอร์ แล้วหยิบห่อผ้าออกมา
เขาเริ่มแกะห่อออกทีละชั้น มีทั้งหมดห้าชั้น เมื่อเขาหยิบสิ่งของในนั้นออกมา ฟู่เยี่ยนก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเข็มทองจริงๆ และยังดูมีอายุพอสมควร เพราะเข็มส่องแสงเรืองรองเล็กน้อย น่าจะเป็นของยุคราชวงศ์ชิง
“นี่เป็นของที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พ่อของฉันส่งต่อให้ฉัน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่การสืบทอดต้องหยุดลงที่ฉัน ครอบครัวเราไม่มีใครเรียนแพทย์แผนจีนอีกแล้ว เหล่าหวังคงเล่าให้คุณฟังบ้างแล้วว่าทำไมฉันถึงต้องขาย ดังนั้นเข็มทองชุดนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆหรอกนะ”
“สาวน้อย ถ้าคุณแค่มาดูเล่นๆ ฉะนั้นดูเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ” เถ้าแก่หลัวเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกค้าที่ เหล่าหวังพามาคือเด็กสาวอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น
“เถ้าแก่ อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์สิ ! คุณรู้ได้อย่างไรว่าเราซื้อไม่ไหว ?” เสิ่นรั่วเฉิงอดใจไม่ไหวจึงสวนกลับไป
“เถ้าแก่ ฉันขอดูใกล้ๆได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนถาม เธออยากดูว่าเข็มทองชุดนี้ยังสามารถใช้งานได้หรือไม่ จากที่เห็นเบื้องต้น มันดูอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก
“ดูได้เลย แต่ระวังหน่อยนะ อย่าทำฟังเข้าล่ะ” เถ้าแก่หลัวตอบเสียงแข็ง ทำเอาเพื่อนของเขาอย่างเถ้าแก่หวังถึงกับกลอกตา
ก็เพราะเขาเป็นแบบนี้ไง เขาถึงทำการค้าไม่ได้เรื่อง !
ฟู่เยี่ยนหยิบเข็มขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วตรวจดูอย่างละเอียด เข็มทองชุดนี้มีทั้งหมด19เล่ม แต่ละเล่มมีขนาดแตกต่างกันไป เข็มที่ยาวที่สุดนั้นค่อนข้างอ่อนนุ่ม ฟู่เยี่ยนจึงแยกแยะได้ทันทีว่าเข็มนี้ใช้สำหรับการฝังเข็มลึกในจุดสำคัญ
เข็มทองชุดนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่มีร่องรอยความเสียหายใด ฟู่เยี่ยนตัดสินใจทันทีว่าจะต้องซื้อมันมาให้ได้ ไม่ว่าจะราคาเท่าไรก็ตาม
“เถ้าแก่ ตั้งราคาเลยค่ะ !” ฟู่เยี่ยนวางเข็มลง แล้วหันไปมองเถ้าแก่หลัว
เถ้าแก่หลัวถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เด็กสาวคนนี้จะซื้อมันจริงหรือ ? เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่สถานการณ์ตอนนี้จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ถ้าไม่มีเงิน งานวิจัยของเขาก็ไม่สามารถทำต่อไปได้ !
“ห้าหมื่น ! ห้ามต่อ” เถ้าแก่หลัวตั้งราคาสูงลิ่ว ทำเอาเถ้าแก่หวังถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน เขาคิดว่าเพื่อนของเขาน่าจะบ้าไปแล้ว !
“ตกลง เถ้าแก่ ห่อให้ฉันเลย” ฟู่เยี่ยนพยักหน้าให้ไป๋โม่เฉินจ่ายเงิน ทั้งสองพกเงินสดติดตัวมาจากเงินรางวัลที่ได้รับจากผู้อำนวยการหวัง พวกเขามีเงินสดอยู่แปดหมื่น ซึ่งไป๋โม่เฉินเก็บไว้กับตัว
เถ้าแก่หลัวและพ่อค้าหวังต่างตกใจ นี่สาวน้อยคนนี้ไม่คิดจะต่อรองราคาสักคำเลยหรือ ?
เถ้าแก่หลัวคิดในใจว่าสาวน้อยคนนี้ต้องเป็นคุณหนูร่ำรวยที่ไม่สนใจเรื่องเงินแน่ๆ คงจะซื้อไปเก็บสะสมให้ฝุ่นจับที่บ้านสินะ ?
“สาวน้อย คุณต้องการใช้เข็มทองชุดนี้จริงๆเหรอ ?” เถ้าแก่หลัวถามอีกครั้งด้วยความสงสัย เถ้าแก่หวังถึงกับอยากจะเอามือปิดปากเพื่อนของเขา ทำไมต้องถามมากมายด้วย ! เงินจำนวนนี้จะช่วยปลดหนี้ได้แถมยังเหลือไว้ใช้อีกตั้งมากโข !
“ใช่ค่ะ หรือว่าคุณหลัวไม่เชื่อว่าฉันฝังเข็มเป็น ?” ฟู่เยี่ยนที่พอใจจากการได้ของที่ต้องการแล้วจึงไม่ได้ถือสาคำพูดของเขา เธอถามกลับอย่างอารมณ์ดี
“เอ่อ คือฉันกลัวว่าเข็มพวกนี้จะถูกเก็บทิ้งไว้จนฝุ่นจับ เพราะมันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ฉันอยากให้มันไปอยู่กับคนที่ใช้งานมันได้จริงๆ เพื่อจะได้ทำให้พ่อของฉันภูมิใจ” เถ้าแก่หลัวพูดด้วยท่าทางดื้อรั้น ดังนั้นเขาถึงได้เป็นคนที่ยึดมั่นในสิ่งที่เขาศึกษามานาน
“งั้นฉันจะแสดงให้ดูนะคะ” ฟู่เยี่ยนยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะคว้าหนึ่งในเข็มทองออกจากห่อมาอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นทุกคนยังไม่ทันเห็นว่าเธอทำอะไร แต่แล้วเข็มสั้นเล่มหนึ่งก็ได้ฝังลงบนแขนของเถ้าแก่หลัวอย่างแม่นยำ
“อย่าขยับนะคะ ห้านาทีแล้วจะเห็นผล” ฟู่เยี่ยนกดแขนของเถ้าแก่หลัวเอาไว้
จบตอน
Comments
Post a Comment