ตอนที่ 431: ไหเหล้าลายครามยุคหยวน
ห้านาทีแห่งการรอคอยมันช่างยาวนานสำหรับเหล่าหลัว เขามองเข็มทองที่ฝังอยู่บนแขนตัวเองด้วยอาการใจเต้นตุบๆ เขากังวลว่าเข็มจะทำให้แขนเขามีปัญหาหรือเปล่า ? ถ้าหากแขนของเขาอ่อนแรงไป คงเป็นเรื่องใหญ่แน่ !
แต่เขาไม่กล้าขยับ เพราะกลัวว่าจะทำให้แย่ลงไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น เขานึกขึ้นได้ว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ล้างฆ่าเชื้อก่อนใช้เข็มด้วยซ้ำ !
ผู้ที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อกับเวลาห้านาทีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เหล่าหลัวเท่านั้น เถ้าแก่หวังเองก็เช่นกัน เขาอดทนแทบไม่ไหว ทำไมสาวน้อยคนนี้ถึงฝังเข็มให้โดยไม่พูดไม่จาแบบนี้ล่ะ ?
“ฟู่เยี่ยน ห้านาทีแล้ว” ไป๋โม่เฉินเตือน เขาคอยดูเวลาอยู่ตลอด !
ฟู่เยี่ยนที่กำลังสนใจของในร้านของเหล่าหลัวหันกลับมาเมื่อได้ยินไป๋โม่เฉินพูด เธอเดินกลับมาหาเหล่าหลัว เข็มที่เธอฝังไปนั้นตรงกับจุดที่เป็นปัญหาพอดี เธอใช้ปลายนิ้วบิดเข็มเล็กน้อยเพื่อเสริมการรักษาในบริเวณนั้น
“แขนของคุณที่เคยชาอยู่ตลอด หลังจากนี้คงไม่เกิดอาการชาแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดขณะถอนเข็มออกด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
เหล่าหลัวขยับแขนไปมา และรู้สึกได้ทันทีว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
“คุณรู้ได้อย่างไร ?” เขาถามด้วยความสงสัย
“ฉันยังรู้อีกด้วยว่าขาซ้ายของคุณก็มีปัญหา แต่ไม่ต้องฝังเข็มหรอก เป็นเพราะรองเท้าของคุณน่ะ แค่เปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ก็หายแล้ว” ฟู่เยี่ยนตอบอย่างใจเย็น ขณะที่เธอห่อเข็มทองเก็บอย่างระมัดระวัง
“เถ้าแก่ ตอนนี้คุณขายมันให้ฉันได้หรือยัง ?” ฟู่เยี่ยนถือห่อเข็มในมือแล้วแกว่งไปมา
เหล่าหลัวหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกอายอยู่บ้างที่ทำให้ฟู่เยี่ยนลำบากมาตั้งนาน แต่เธอกลับรักษาอาการของเขาได้ เขาจึงพยักหน้าแสดงความยินยอม
ไป๋โม่เฉินรีบหยิบเงินสดออกมาจ่ายให้เหล่าหลัวอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเปลี่ยนใจในภายหลัง
“สาวน้อย เธอรักษาอาการป่วยของฉันได้ ที่ร้านของฉันก็ไม่มีอะไรดีเท่าไหร่หรอก เธอชอบชิ้นไหนก็เอาไปได้เลย ถือว่าฉันให้เป็นของขวัญ” เหล่าหลัวพูดพลางชี้ไปยังสิ่งของที่วางอยู่ในร้านซึ่งดูระเกะระกะมาก
พูดจบเขาก็ไม่ได้รอดูต่อ เขาเดินตรงไปทางหลังร้านทันที เถ้าแก่หวังถอนหายใจ เขาคนนี้น่ะหมกมุ่นอยู่กับโคลนทั้งวัน !
“คุณหนู พวกคุณค่อยๆดูไปนะ ถูกใจชิ้นไหนค่อยเรียกเขา เขามันงี่เง่า เพื่องานอดิเรกนี้ เขาถึงกับยอมแยกทางกับภรรยาและลูกๆ และเขาก็ยังคงอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน !”
ทุกคนไม่เข้าใจถึงความยึดติดของเหล่าหลัว แต่เถ้าแก่หวังก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขาโดยตรง ฟู่เยี่ยนมองดูสิ่งของในร้าน มีบางชิ้นที่ยังดูน่าสนใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานเลียนแบบ แต่ก็ดูเหมือนของจริงมาก
“เถ้าแก่หวัง คุณช่วยถามเขาให้ทีว่าเหยือกลายครามใบนี้ขายอย่างไร ?” ฟู่เยี่ยนชี้ไปที่เหยือกเหล้าลายดอกโบตั๋นยุคหยวน
“ได้ เดี๋ยวฉันจะไปถามให้” เถ้าแก่หวังตอบกลับแล้วเดินไปปหลังร้าน
ฟู่เยี่ยนได้ดูสิ่งของในร้านแล้ว เธอสังเกตว่าเหยือกเหล้าใบนี้แม้จะเป็นของเลียนแบบเครื่องลายครามยุคหยวน แต่ก็ทำออกมาได้เหมือนจนยากจะแยกออก ยกเว้นตรงตราประทับ เครื่องลายครามยุคหยวนของแท้ที่มีตราประทับบอกชื่อผู้ปั้นนั้นพบเห็นได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
การสะสมเครื่องลายครามยุคหยวนในหมู่ประชาชนมักจะเป็นชิ้นที่ไม่มีเครื่องหมายบอกชื่อ มักจะมีเพียงคำว่า “福” (ที่แปลว่า โชคดี) หรือบทกวีสั้นๆ สิ่งสำคัญในการระบุของแท้คือรูปร่างและลักษณะเฉพาะของน้ำเคลือบ ในยุคหยวนและยุคหมิงมีการใช้น้ำเคลือบจากต่างประเทศจำนวนมากที่เรียกว่า ‘น้ำเคลือบลายครามซูป๋อนี’ จนกระทั่งในรัชศกเฉิงฮว่าถึงได้เปลี่ยนมาใช้น้ำเคลือบในประเทศทั้งหมด
ฟู่เยี่ยนมองเหยือกเหล้าลายดอกโบตั๋นอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเคลือบและรูปร่างนั้นตรงตามคุณสมบัติของเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวน แต่จุดตำหนิเล็กน้อยอยู่ที่ตราประทับชื่อ ซึ่งถือว่าเล็กน้อยมาก หากเป็นการหลอกคนที่ไม่เชี่ยวชาญก็อาจทำได้ง่าย แม้แต่ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ บางคนก็อาจโดนหลอกได้เช่นกัน
ฟู่เยี่ยนมีแผนที่จะนำเหยือกใบนี้ไปตั้งโชว์ที่ร้านหรงเป่าไจในฐานะ ‘ของสะสมโบราณ’ ของร้าน เพราะในวงการของโบราณ การท้าทายหรือ ‘ประลองฝีปาก’ ระหว่างผู้ค้าของโบราณเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ปีหน้าฟู่เยี่ยนจะเปิดร้านสามสาขาพร้อมกัน เมื่อผนวกกำลังรวมกับร้านหรงเป่าไจของพี่ชวนจื่อ มันจะยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นรายสำคัญในตลาด นี่อาจทำให้พวกเขาโดนจับตามองและกลายเป็นที่อิจฉา
ฟู่เยี่ยนชอบเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เธอไม่เคยลงสนามโดยไม่วางแผนไว้ก่อน ดังนั้นเมื่อเธอเห็นเหยือกใบนี้ เธอรู้สึกว่ามันเป็นของที่เหมาะสมที่สุด
ไม่นานเถ้าแก่หวังก็ไปเรียกเหล่าหลัวกลับมา เขายังคงมีคราบดินเปื้อนอยู่บนมือ ดูเหมือนว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่าง ฟู่เยี่ยนเหลือบมองและรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“เถ้าแก่หลัว เหยือกใบนี้ราคาเท่าไหร่ ?” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นเมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนยังคงเงียบ
แววตาของเถ้าแก่หลัวสะท้อนความประหลาดใจออกมา เขารู้สึกทึ่งเล็กน้อย เหยือกใบนี้เป็นของที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเลียนแบบของจริง แต่กลับถูกสาวน้อยคนนี้สนใจเข้าจนได้
“พ่อหนุ่ม เหยือกใบนี้เป็นเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนของแท้ ฉันให้พวกคุณไม่ได้หรอก” เหล่าหลัวโบกมือปฏิเสธและเสนอให้พวกเขาดูของชิ้นอื่นแทน
“เครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนของแท้ ? ถ้ามันเป็นของแท้จริง พ่อค้าหลัวก็คงไม่ต้องขายของมรดกตกทอดของครอบครัวหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนยิ้มบาง เธอเข้าใจทันทีว่าของชิ้นนี้มีที่มาจากไหน
ดังคำพังเพยจีนที่ว่า “ตามหาจนรองเท้าขาด แต่สุดท้ายกลับได้มาอย่างง่ายดาย” คำพังเพยนี้เหมาะกับสถานการณ์นี้อย่างยิ่ง ! เพราะแท้จริงแล้วเหยือกใบนี้เป็นผลงานที่เขาทำขึ้นเอง !
“คุณหนู คุณพูดอย่างมั่นใจขนาดนี้ อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าเหยือกใบนี้ไม่ใช่เครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนของแท้ ?” เหล่าหลัวตั้งท่าท้าทายอย่างเต็มที่ วันนี้เขาตั้งใจที่จะยืนกรานกับเธอ ถ้าหากเธอให้เหตุผลที่ฟังขึ้น เขาก็จะยอมยกให้เลย
“เถ้าแก่หลัว เหยือกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง น้ำเคลือบ หรือวิธีการทำให้ดูเก่าแก่ล้วนไม่มีข้อบกพร่อง รูปทรงนี้เป็นรูปทรงที่พบได้ทั่วไปในเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนและน้ำเคลือบก็ใช้น้ำเคลือบลายครามซูป๋อนี ซึ่งเข้ากันได้ดีกับลวดลายสีน้ำเงินบนพื้นขาว การทำให้ดูเก่าก็ไร้ที่ติ คุณใส่ใจแม้กระทั่งรอยถลอกบริเวณลายและฐานของเหยือก”
“เพียงแต่คุณมองข้ามเรื่องหนึ่งของเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนไป เครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนที่มีตราประทับชื่อนั้นพบเห็นได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ไม่มีตราประทับเลย ถ้ามีการลงวันที่ มักจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทั้งหมด สำหรับของสะสมในหมู่ประชาชนมักไม่มีตราประทับเลย ดังนั้นตราประทับบนเหยือกนี้จึงเกินความจำเป็น”
ฟู่เยี่ยนอธิบายอย่างมั่นใจ คำพูดของเธอทำให้เหล่าหลัวรู้สึกเหมือนถูกเปิดโลก เขาทุ่มเทความสนใจไปที่รูปร่าง น้ำเคลือบ และเทคนิคการทำให้ดูเก่า แต่เขากลับพลาดจุดนี้ไป !
“คุณหนู เหยือกใบนี้ฉันยกให้คุณเลย ฉันยอมรับความเก่งของคุณแล้ว” เหล่าหลัวเป็นคนตรงไปตรงมา เมื่อยอมรับความพ่ายแพ้ เขาก็ยอมมอบเหยือกให้ฟู่เยี่ยนทันที พร้อมกับทำท่าจะกลับไปทางหลังร้าน
คำพูดของเขาเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเหยือกใบนี้เป็นผลงานที่เขาทำขึ้นเอง !
“เถ้าแก่หลัว ฉันมีข้อเสนอธุรกิจ ไม่รู้ว่าคุณจะสนใจหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจทันที ความชำนาญของ เถ้าแก่หลัวในงานฝีมือจำพวกนี้นั้นหายากมาก
เถ้าแก่หลัวหยุดเดินและหันกลับมามองฟู่เยี่ยน เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะบอกว่า ‘ฉันรู้แล้วว่าเหยือกใบนี้คุณทำขึ้นมาเอง’
“โอ้ ? ฉันอยากฟังรายละเอียดมาก คุณหนู เชิญเข้าไปคุยในร้านเถอะ” เถ้าแก่หลัวรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนรู้ความลับของเขาแล้ว และอยากให้เธอเก็บความลับนี้ไว้ไม่ให้เปิดเผย
“ไป๋โม่เฉิน พี่อยู่กับพี่ชายและพี่สาว รอฉันตรงนี้ก่อน” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าเถ้าแก่หลัวไม่ต้องการให้ใครรู้ว่านี่คือฝีมือของเขาเอง
เมื่อเข้าไปในห้องหลังร้าน เถ้าแก่หลัวจึงเปิดไฟ ฟู่เยี่ยนถึงได้เห็นว่าห้องนี้เป็นห้องเก็บแบบร่าง แบบร่างลายเส้นเต็มไปด้วยลวดลายของเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนแสดงให้เห็นว่าเขาทุ่มเททำงานอย่างหนักเพียงใด
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดว่าจะลงทุนกับเขาดีไหม หรือจะซื้อตรงจากมือเขาไปเลย แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจว่าอยากจะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์เอง เพราะอย่างไรเธอก็มีทุนมากพอ มองว่านี่คือการสนับสนุนและสืบสานวัฒนธรรมของชาติ
“คุณหนู คุณเป็นใครกันแน่ ?” เถ้าแก่หลัวเริ่มสงสัยในตัวฟู่เยี่ยน เด็กสาวอายุยังน้อย แต่ทั้งฝีมือการแพทย์และความสามารถในการดูของโบราณกลับเฉียบขาด ราวกับว่าเขาไม่มีความลับใดที่ซ่อนไว้จากสายตาของเธอได้เลย !
ตอนที่ 432: ธุรกิจ
“เถ้าแก่หลัว คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าฉันเป็นใคร แค่รู้ว่าฉันเป็นคนที่ต้องการทำธุรกิจกับคุณ” ฟู่เยี่ยนกล่าวพลางมองดูแบบร่างในห้องอย่างสนใจ
“โอ้ ? คุณต้องการทำธุรกิจอะไรกับฉัน ? ร้านของฉันกำลังจะเจ๊งอยู่แล้วเนี่ยนะ” เถ้าแก่หลัวไม่หลงกลง่ายๆ หากเขายอมถูกซื้อ เขาก็คงขายฝีมือของตัวเองไปนานแล้ว เขาคงไม่ต้องอยู่ในสภาพนี้—สภาพที่ภรรยาทิ้งพาลูกหนีกลับบ้านเกิด ร้านกำลังจะปิดตัวลง
“ธุรกิจนี้ไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะเปิดร้านหรือไม่ มันเกี่ยวกับฝีมือของคุณต่างหาก” ฟู่เยี่ยนส่ายหน้า และกล่าวตรงประเด็น
“ถ้าคุณหมายถึงฝีมือการทำเครื่องเคลือบของฉัน งั้นคุณก็ไปได้เลย เทคนิคของฉันได้มาจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เหนือกว่าคนอื่น และคุณก็เห็นสภาพของฉันแล้ว ฝีมือของฉันก็ไม่ใช่เลิศเลออะไร” เถ้าแก่หลัวปฏิเสธเสียงแข็ง ปัดฝีมือของตนเอง และทำท่าจะเปิดประตูเชิญฟู่เยี่ยนออกไป
“เถ้าแก่หลัว เหยือกใบนั้นคืองานของคุณใช่ไหม ? ในเมื่อฉันช่วยคุณรักษาอาการ คุณน่าจะให้ฉันพูดให้จบก่อนไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางหัวเราะ เธออดไม่ได้ที่จะขบขันกับความใจร้อนของเขา
เถ้าแก่หลัวหยุดชะงักและหันมามองเธอ “คุณมั่นใจได้อย่างไรว่านั่นเป็นผลงานของฉัน ?”
“โดยปกติแล้ว ช่างฝีมือที่มั่นใจในผลงานของตัวเองจะทิ้งสัญลักษณ์ไว้ และบนผนังด้านในของเหยือกใบนั้น ฉันเห็นสลักตัวอักษร ‘หลัว’ ไว้ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้อยู่ในร้านของคุณ มันต้องเป็นผลงานของคุณแน่นอน ใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างแน่วแน่
เถ้าแก่หลัวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟู่เยี่ยนพูดถูก
เนตรสวรรค์ของฟู่เยี่ยนมีความสามารถพิเศษที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งทุกอย่างได้ เห็นทั้งภายในและเห็นแสงที่เปล่งออกมาจากตัวเหยือกเหล้าด้วย ตอนแรกที่เธอเห็นรูปทรงนี้ก็คิดว่าเป็นเครื่องลายครามยุคหยวนของแท้ แต่เมื่อใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบตามความเคยชิน ก็พบความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในโถนี้
แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเธอทันที หากจัดการให้ดี ไม่เพียงแต่จะสามารถฟื้นฟูเครื่องเคลือบโบราณได้จำนวนมากเท่านั้น แต่อาจยังสามารถวิจัยและผลิตเครื่องเคลือบแบบใหม่ได้อีกด้วย
“คุณพูดถูก เหยือกเหล้าใบนั้นเป็นผลงานของฉันเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอะไรพิเศษ เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน เชิญออกไปได้เลย” เถ้าแก่หลัวยังคงปฏิเสธการร่วมมือ แต่ท่าทีของเขาก็ผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
“ฉันรู้ว่าตอนนี้คุณต้องการเงินทุน เถ้าแก่หลัว ฉันสามารถลงทุนให้คุณได้ โดยที่หุ้นส่วนมีแค่เราสองคน คุณใช้เทคนิคของคุณในการร่วมทุน ฉันจะทำตามทุกความต้องการของคุณ”
คนที่รู้จักฟู่เยี่ยนย่อมประหลาดใจที่เห็นเธอใจกว้างเช่นนี้ เพราะอาจารย์ฟู่มักจะใช้วิธีการที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเสมอ
“คุณรู้ตัวไหมว่าคุณกำลังพูดอะไร ?” เถ้าแก่หลัวไม่เชื่อ เขารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองเจอคนบ้าที่บ้ากว่าเขาเสียอีก
“ฉันรู้ดี เทคนิคลายครามยุคหยวนของคุณ ยกเว้นตรงที่มีปัญหาเรื่องตราประทับ นอกนั้นหาข้อตำหนิไม่ได้เลย ถ้าฉันไม่ตรวจสอบอย่างพินิจด้วยสายตาอันเฉียบคมของฉัน ฉันคงโดนของปลอมของคุณหลอกเข้าเต็มๆ” ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างหมดปัญญา
“แล้วคุณต้องการอะไรจากการร่วมมือนี้ ?” เถ้าแก่หลัวเริ่มตั้งแง่ป้องกันตัวขึ้นมา ก่อนหน้านี้มีหลายคนที่พยายามให้เขาผลิตเครื่องลายครามยุคหยวนออกมาจำนวนมาก
“แน่นอนว่าฉันต้องการให้คุณผลิตเครื่องลายครามยุคหยวน แต่คุณไม่ต้องเข้าใจผิดนะเถ้าแก่ ฉันไม่ได้ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม ฉันแค่อยากขายให้กับชาวต่างชาติ” คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้เถ้าแก่หลัวตกใจจนตาเบิกกว้าง
“ของล้ำค่าของประเทศเราถูกขายออกไปมากมาย แล้วทำไมเราถึงไม่สามารถขายให้พวกเขาได้ ? ถ้าเทคนิคของคุณดีพอ เราก็จะขายได้”
“ฉันจะขายของที่คุณทำขึ้นมาให้มีราคาเทียบเท่ากับของแท้ คุณเชื่อไหม ? แน่นอน ถ้าพวกเขาอยากจะซื้อของปลอมในราคาแบบของแท้ เราก็คงทำอะไรไม่ได้ใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้เถ้าแก่หลัวไม่อยากเชื่อ เขารู้สึกเหมือนเจอกับคนบ้าแล้วจริงๆ
“เงินที่ฉันต้องการมันไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย คุณมีพอหรือ ?” เถ้าแก่หลัวไม่รู้ว่าตัวเองถามคำถามนี้ออกไปได้อย่างไร แต่มันก็หลุดออกมาจากปากเขาแบบลอยๆ
“คุณต้องการเท่าไหร่ ? เราสามารถทำสัญญากันได้ เราจะถือหุ้นคนละ50-50 แล้วคุณก็จะเป็นผู้ดูแลบริษัท คุณจะรับผิดชอบเรื่องผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ถ้าคุณไม่อยากจัดการเรื่องอื่น ฉันสามารถจ้างผู้จัดการมืออาชีพให้คุณได้”
ฟู่เยี่ยนคิดว่าเถ้าแก่หลัวอาจจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากนัก
“อ้อ แล้วถ้าคุณมีเพื่อนที่ถนัดในเรื่องนี้ คุณก็สามารถแนะนำมาได้เลย” ฟู่เยี่ยนไม่กังวลว่าเถ้าแก่หลัวจะหลอกเธอ เพราะตระกูลเฮ่อจะคอยช่วยดูแลให้เธออย่างแน่นอน
“ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องการเท่าไหร่ การนำเข้าสีเคลือบซูป๋อนีก็ไม่แพงมากนัก ฉันซื้อจากสต็อกเก่า แต่ว่าการเผาเตาและการผลิตเครื่องเคลือบมันต้องใช้ค่าใช้จ่าย ซึ่งตอนนี้ฉันไม่มีเงินเพียงพอ ปัญหาคือฉันได้แต่ศึกษามัน แต่ไม่มีรายได้เลย…”
เถ้าแก่หลัวไม่รู้ว่าทำไม เมื่อได้ฟังคำพูดของฟู่เยี่ยน เขาก็เริ่มเปิดใจอย่างช้าๆ นึกถึงครอบครัวของตัวเอง ใบหน้าของเขาเริ่มแสดงความอึดอัดออกมา
“หนี้สินของคุณเหลืออยู่เท่าไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนถาม
“อะไรนะ ?” เถ้าแก่หลัวเงยหน้าขึ้นมามองฟู่เยี่ยนโดยตรง
“หนี้สินของคุณยังเหลืออยู่เท่าไหร่ ? ฉันสามารถช่วยคุณจ่ายคืนได้ ส่วนเรื่องการเผาเตา คุณไม่ต้องกังวล ฉันสามารถสร้างโรงงานให้คุณได้โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณมีสถานที่วิจัยงานของคุณ ฉันเป็นคนแผ่นดินใหญ่ ปีหน้าถ้าคุณอยากไปที่นั่นก็ไม่มีปัญหา”
เงื่อนไขที่ฟู่เยี่ยนยื่นให้ช่างล่อตาล่อใจเกินกว่าที่เถ้าแก่หลัวจะคาดคิด มันเหมือนกับมีคนวิ่งเข้ามามอบเงินให้เขาฟรีๆ เขารู้สึกตะลึงจนพูดไม่ออก
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ช่างเอื้อเฟื้ออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“หนี้สินของฉัน หลังจากขายชุดเข็มทองแล้วก็พอจะเคลียร์ได้หมดแล้ว ยังเหลือเงินอีกสองสามร้อย ถ้าคุณพูดจริง ฉันไม่ต้องการหุ้น ขอแค่เงินเดือนพอ !”
เถ้าแก่หลัวเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาหวังว่าภรรยาที่กลับไปบ้านเกิดจะกลับมา และเขาไม่ได้เจอลูกมาเป็นเดือนแล้ว
ฟู่เยี่ยนเริ่มเข้าใจความต้องการของเถ้าแก่หลัวมากขึ้น เถ้าแก่หลัวเป็นคนที่ทุ่มเททั้งใจให้กับงานฝีมือ ซึ่งทำให้เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นและออกจากห้องนั้น
“เถ้าแก่หลัวไปที่ร้านเจินเป่าเก๋อพร้อมกับฉันได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องไหว้วานคุณชายรองตระกูลเฮ่อแล้ว
“ได้สิ” ตอนนี้เถ้าแก่หลัวรู้สึกผ่อนคลายมาก เขารู้สึกว่าเขาได้ทำการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ไปแล้ว
เชื่อเถอะว่าในอีกสิบกว่าปีต่อมา ผลงานของเขาถูกประทับด้วยตราประทับชื่อของปรมาจารย์ ซึ่งหายากยิ่ง และเครื่องลายครามยุคหยวนที่เขาทำนั้นจะถูกขายในราคามหาศาล แม้ว่าคนที่ซื้อจะรู้ว่าไม่ใช่ของจริง แต่พวกเขาก็ยังแห่กันมาซื้อ
ตอนนั้นเองที่เขาจะหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ เขาจะรู้สึกเหมือนความฝันที่ตื่นขึ้นมา เขาจะเรียกวันนี้ว่า ‘วันแห่งการเกิดใหม่’ และเพื่อเป็นการตอบแทน เขาจะสร้างเครื่องลายครามกว่าสิบชิ้นเพื่อให้เป็นเครื่องประดับบ้านของฟู่เยี่ยน
ทั้งคู่เดินไปที่ร้านเจินเป่าเก๋อ เวลานี้เถ้าแก่หวังที่กลัวว่าเพื่อนของเขาจะถูกเอาเปรียบก็เดินตามมาด้วย ส่วนคุณชายรองเฮ่อที่นั่งอยู่ที่ร้านกำลังจิบชาอยู่
ฟู่เยี่ยนได้พูดถึงความตั้งใจของเธออย่างง่ายๆ และคุณชายรองเฮ่อก็รีบตอบรับทันที เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ให้คนในบริษัทของเขาจัดการก็พอแล้ว นอกจากนี้ฟู่เยี่ยนยังขอให้เขาช่วยหาผู้จัดการมืออาชีพมาช่วยดูแลงานที่นี่ด้วย
“แล้วเธอคิดว่าฉันเป็นอย่างไร ?” คุณชายรองเฮ่อชี้ไปที่จมูกของตัวเองพลางพูดเล่นๆ
“คุณ ?” ฟู่เยี่ยนชั่วขณะหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“ฉันจบจากสแตนฟอร์ด สาขาการเงินนะ ให้ฉันมาเป็นผู้จัดการเล็กๆให้เธอได้สบายมาก” คุณชายรองเฮ่อพูดด้วยท่าทีภูมิใจ
“แต่คุณไม่ต้องไปทำงานที่บริษัทของตระกูลเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนจำได้ชัดเจนว่าเขาทำงานในบริษัทของตระกูลอยู่
ตอนที่ 433: ผู้อาวุโส
“ฉันทำงานที่บริษัทของตระกูลก็แค่ช่วยงานเล็กๆน้อยๆให้พี่ใหญ่ แต่ฉันคิดว่าเธอเป็นคนมีแผนชัดเจน ทำงานกับเธอคงไม่ผิดหวังแน่นอน อาจจะสร้างธุรกิจใหญ่โตได้เลยก็ได้ อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มันก็แค่จัดหาของเล็กๆน้อยๆเท่านั้น” คุณชายรองเฮ่อพูดด้วยความภูมิใจ
ฟู่เยี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางคิดว่าได้ ในเมื่อเขาอยากเข้าร่วม ฉะนั้นเธอก็จะเป็นคนลงเงินทุน แล้วให้เขาบริหารมันอย่างจริงจัง
“แบบนี้แล้วกัน คุณไม่ต้องเป็นผู้จัดการหรอก ฉันจะลงเงินทุนให้ แล้วฉันจะถือหุ้น40% คุณถือ20% อีก40%ให้เถ้าแก่หลัว”
“คุณหนูฟู่ ไม่ต้องให้ฉันถือหุ้นหรอก” เถ้าแก่หลัวรีบปฏิเสธอย่างตื่นตกใจ นี่คุณชายรองเฮ่อตัวจริงเสียงจริงเลยไม่ใช่หรือ ? เขามักจะถูกถ่ายภาพลงในข่าวซุบซิบของหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ซึ่งตัวเขาเองก็เคยเห็นผ่านตามาหลายครั้งแล้ว
“ตกลง ! เอาตามนี้เลย ฟู่เยี่ยน แล้วเธอจะลงทุนเท่าไหร่ ?” พอคุณชายรองเฮ่อจริงจังขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนเป็นคนเคร่งขรึมทันที
“เช็คที่คุณให้ฉัน คุณเอาไปให้หมดเลย เอาไปเป็นเงินทุนเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายในการศึกษาการร่างแบบและเงินเดือนของเถ้าแก่หลัวจะหักจากส่วนนี้” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ไป๋โม่เฉินจึงส่งเช็คคืนมา
“เอาล่ะ แต่ไม่ต้องเอาคืนมาให้ฉันทั้งหมดหรอก ในเมื่อเถ้าแก่หลัวถือหุ้นทางเทคนิค ฉันก็ไม่ควรถือหุ้นมือเปล่า ฉันถือหุ้นครึ่งหนึ่งของเธอ ดังนั้นตามจำนวนเงินในเช็คนี้ เดี๋ยวฉันจะคืนให้เธอครึ่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้แล้วกัน” คุณชายรองเฮ่อไม่ชอบเอาเปรียบใคร แค่เขาอาศัยความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นก็ถือว่ามากพอแล้ว
“ตกลง เอาตามที่คุณว่าได้เลย” ทั้งสองต่างเป็นคนที่ไม่ขัดสนเรื่องเงิน จึงไม่มีการยืดยาดให้เสียเวลา
เถ้าแก่หลัวถึงกับมึนงง เขาม่คิดว่าตัวเองจะหางานทำได้ง่ายขนาดนี้
“เถ้าแก่หลัว ถ้ามีอะไรอยากขอก็บอกคุณชายรองได้เลย ตอนนี้พวกเราเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ นี่คือเงินสามหมื่นดอลลาร์ฮ่องกง ถือเป็นเงินเดือนล่วงหน้าครึ่งปี เอาไปก่อน แล้วรีบไปรับลูกกลับมาเถอะ” ฟู่เยี่ยนไม่ลืมที่จะเตือนเขา
เถ้าแก่หลัวพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งใจ ตอนนี้เขาเชื่อแล้วจริงๆ ว่าตัวเองได้พึ่งพาต้นไม้ใหญ่แล้ว หลังจากการเจรจาสิ้นสุด ฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ที่จินเป่าเก๋อ ส่วนเถ้าแก่หลัวก็เดินออกมาเหมือนคนสติยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และเจอเข้ากับเถ้าแก่หวังที่รออยู่ในห้องโถงของร้าน
“เหล่าหลัว เป็นอย่างไรบ้าง? คนเมื่อกี้ใช่คนตระกูลเฮ่อหรือเปล่า? ฉันว่าเขาหน้าคุ้นๆนะ” เถ้าแก่หวังเดาอยู่นาน จนตอนนี้เขาแทบหยุดต่อมอยากรู้ของเขาไม่ไหวแล้ว
“ใช่” เถ้าแก่หลัวพยักหน้ารับราวกับหุ่นยนต์ ตอนนี้สติของเขายังไม่กลับมา
“นายก็พูดมาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ?” เถ้าแก่หวังถามอย่างร้อนใจ
“เหล่าหวัง ฉันจะไปที่ย่านถงหลอวาน ฉันจะไปรับเสี่ยวหมิงกับแม่ของเขากลับบ้าน” เถ้าแก่หลัวยิ้มกว้างออกมา ในที่สุดเขาก็จะได้พาภรรยากลับบ้านแล้ว
“อะไรนะ ? นายมีเงินแล้วเหรอ ?” คุณหวังถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ฉันมีเงินแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะมีความมั่นคงในชีวิตกับเขาแล้ว ! คุณหนูฟู่จะเปิดโรงงานให้ฉันทำ และฉันจะได้เงินเดือนเดือนละห้าพันดอลลาร์ฮ่องกง แถมฉันยังถือหุ้นในโรงงานด้วย ! เหล่าหวัง ขอบคุณมากที่พาคุณหนูฟู่มาเจอฉัน !”
เถ้าแก่หลัวตบไหล่คุณหวัง ก่อนจะโอบไหล่ของเขาไว้ด้วยความดีใจ ตอนนี้เขาตั้งใจจะเลี้ยงข้าวคุณหวังก่อน !
…….
“ฟู่เยี่ยน เธอให้เงินเขาเยอะแบบนี้เลยเหรอ ? ไม่กลัวเขาโกงหรือไง ?” เสิ่นรั่วเฉิงมองดูฟู่เยี่ยนที่ใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมงในการตัดสินใจลงทุน แถมยังมีอารองเข้ามาช่วยดูแลบริษัทแทนเธออีก
“ไม่กลัว เถ้าแก่หลัวเป็นคนเก่งด้านเทคนิค แต่เขาไม่เข้าใจเรื่องการใช้เล่ห์เหลี่ยม คนแบบเขาจะไม่ทรยศใครหรอก และไม่มีใครให้ผลตอบแทนเขาได้ดีกว่าฉันแล้ว” ฟู่เยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
อืม นี่มันชาพูเอ่อร์ชั้นดีเลย
“เถ้าแก่หลัวคนนี้ ฉันก็เคยได้ยินมาบ้างนะ ร้านของเขาเคยขายของเบ็ดเตล็ดอยู่ ตอนแรกก็ขายดีอยู่ แต่หลังจากที่เขาหันไปสนใจการทำเครื่องปั้นดินเผาเอง เขาก็ละทิ้งธุรกิจในร้านไป”
“ต่อมาก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เขาเป็นหนี้เยอะมากจนภรรยาต้องพาลูกกลับไปอยู่บ้านแม่ ถ้าวันนี้คุณไม่มา เขาคงต้องขายร้านไปแล้ว” เจ้าของร้านจินเป่าเก๋อ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของคุณชายรองเห่อ เขาคือไป๋ชู่เหอจากตระกูลไป๋ เขาเล่าเล่ารายละเอียดถึงความเป็นมาของเถ้าแก่หลัวให้ฟู่เยี่ยนและคนอื่นฟัง
“ฟู่เยี่ยน ฉันว่าเธอขาดทุนแน่ๆ” เสิ่นรั่วเฉิงทำหน้าแปลกใจและไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงยอมลงทุนกับเถ้าแก่หลัว
“ไม่เป็นไร ความมั่งคั่งมันเป็นของชั่วคราว ตอนเกิดเราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา ตอนตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้” ฟู่เยี่ยนแอบยิ้มในใจ คนเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าถ้าเถ้าแก่หลัวทำการวิจัยสำเร็จ สิ่งที่ได้จะทำเงินมากกว่าธุรกิจอื่นแน่นอน !
ไป๋โม่เฉินเองก็ไม่เข้าใจความคิดของฟู่เยี่ยนนัก แต่เขารู้จักนิสัยของฟู่เยี่ยนดี เขารู้ว่าเธอเป็นคนที่ถ้าไม่เห็นโอกาสชัดเจน จะไม่ลงเงินทุนง่ายๆ เธอลงทุนมากขนาดนี้ นั่นหมายความสิ่งที่จะได้กลับมาต้องยิ่งใหญ่มหาศาล !
เมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินยิ่งมั่นใจว่ามันต้องมีอะไรดีๆอยู่เบื้องหลังแน่นอน !
หลังจากดื่มชาเสร็จ พวกเขาก็เดินดูรอบๆร้านจินเป่าเก๋อ ฟู่เยี่ยนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับฮวงจุ้ยของร้าน และลงมือจัดตั้งตำแหน่งดึงดูดโชคลาภให้เอง ทำให้ไป๋ชู่เหอดีใจมาก เขายืนยันว่าจะต้องมอบของขวัญให้ฟู่เยี่ยน และบอกว่าเธอสามารถเลือกของในร้านได้ตามใจชอบ !
“คุณชายไป๋ คุณให้ฉันเลือกได้ตามใจจริงๆเหรอ ? ไม่กลัวฉันจะเอาของล้ำค่าที่สุดในร้านไปเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนยิ้มพลางพูด เธอรู้ดีว่าอะไรคือของที่มีค่าที่สุดในร้านนี้
“คุณหนูฟู่ ทรัพย์สมบัติหายไปแล้วก็หามาได้ใหม่ สิ่งที่คุณเลือกไปนับเป็นเกียรติสำหรับร้านเล็กๆของฉัน ! การที่คุณลงมือจัดฮวงจุ้ยให้ถือเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว คุณควรจะได้สิ่งตอบแทนอย่างสมควร ไม่ต้องเกรงใจ เลือกได้เลย !” ไป๋ชู่เหอยิ้มอย่างจริงใจ
ฟู่เยี่ยนเดินดูชั้นวางโบราณที่อยู่ใกล้ทางเข้าร้านอยู่พักหนึ่ง และหยุดสายตาที่วัตถุชิ้นหนึ่ง มันคือหยกพกติดตัวซึ่งน่าจะเคยเป็นของขุนนางผู้มีอำนาจ
แม้ว่ามันจะถูกวางไว้ใกล้ทางเข้า แต่ที่จริงแล้วมันเป็นของที่มีค่าที่สุดในร้านนี้ ฟู่เยี่ยนเหลือบมองมันเพียงครู่เดียว แต่สุดท้ายเธอไม่ได้หยิบมันไป เธอกลับเลือกหยกแกะสลักรูปม้าตัวเล็กแทน
ม้าตัวนี้ทำจากหยกขาวแห่งเมืองเหอเถียน ทั้งเนื้อหยกและฝีมือแกะสลักนั้นน่าสนใจ ฟู่เยี่ยนหยิบขึ้นมาและยกให้ไป๋ชู่เหอดู
“คุณหนูฟู่ เมื่อกี้คุณเห็นหยกพกติดตัวนั่น ทำไมถึงไม่เอามันล่ะครับ ? ผมใช้เงินก้อนโตซื้อมันมาเลยนะ เขาว่ากันว่าเป็นของติดตัวของเหอเซิน ขุนนางใหญ่ในสมัยก่อน” ไป๋ชู่เหอดูแปลกใจมาก เพราะเมื่อครู่นี้เขาเห็นว่าฟู่เยี่ยนได้เล็งของชิ้นนั้นไว้แล้ว
“คุณชายไป๋ ฉันชอบม้าตัวนี้มากกว่า ถึงมันจะไม่แพงเท่าไหร่ แต่ม้ามีความหมายดีนะ มันสื่อถึงการวิ่งไปไกล อดทนและทำงานหนัก มีค่ากว่าหยกของขุนนางกังฉินตั้งเยอะ” ฟู่เยี่ยนยิ้มตอบไป๋ชู่เหอ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! เพื่อนอย่างคุณหนูฟู่ ผมต้องคบให้ได้เลย ! ช่างน่าสนใจจริงๆ” ไป๋ชู่เหอหัวเราะอย่างถูกใจ เขาอายุ32 เท่ากับคุณชายรองเฮ่อ เป็นคนที่สามารถบริหารจัดการหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง ร้านเล็กๆแห่งนี้ก็แค่เปิดไว้ตามความชอบส่วนตัวเท่านั้น
“คุณชายไป๋กล่าวเกินไปแล้ว คุณเป็นเพื่อนของอารอง มีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ของฟู่เยี่ยน ฉันไม่กล้ารับน้ำใจนี้จริงๆ” ฟู่เยี่ยนตอบอย่างนุ่มนวล เสิ่นรั่วเฉิงเห็นแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่าน้องสาวคนนี้ดูมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าพ่อของเขาเสียอีก
สุดท้ายแล้ว ในฐานะที่เป็น ‘ญาติผู้ใหญ่’ ไป๋ชู่เหอยืนยันที่จะมอบหยกพกติดตัวให้ไป๋โม่เฉิน โดยบอกว่าเป็นของขวัญแสดงความยินดี เนื่องจากคุณชายรองเฮ่อได้บอกให้ทุกคนทราบแล้วว่าทั้งสองเป็นคู่หมั้นกัน
หลังจากออกจากร้านจินเป่าเก๋อก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ทุกคนจึงรีบกลับบ้าน
เสิ่นกั๋วเฉียงยังรออยู่ที่บ้านอย่างกระวนกระวาย ส่วนคุณเฮ่อและลุงห่าวก็นั่งดื่มชาคุยกัน แต่ก็หันไปมองประตูบ้านบ่อยๆ จนเมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้าน คุณชายรองเฮ่อก็โดนต่อว่าจนได้ !
ตอนที่ 434: สินสอดทองหมั้น
“ทำไมไม่บอกว่าจะกลับเร็วหน่อยล่ะ ปล่อยให้ตาเขารออยู่ที่บ้าน ไหนบอกว่าจะกลับหลังอาหารกลางวันไง ?” คุณพ่อต่อว่าอย่างดุดัน มองลูกชายอย่างเคร่งเครียด
คุณชายรองเฮ่อรู้สึกว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่น่าจะถูกดุ อย่างน้อยเขาก็ควรได้รับคำชมบ้างไม่ใช่เหรอ ? แต่แล้วเขาก็เห็นพ่อของเขากำลังขยิบตา
“พอแล้ว ตงฟาง ไม่ต้องส่งสัญญาณให้เขา ฉันเห็นหมดแล้ว เด็กๆออกไปเที่ยวเล่นกันบ้างก็ได้ นายจะไปบ่นอะไรพวกเขานักหนา ?”
จากนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงยังถามอีกว่าวันนี้พวกเขาไปทำอะไรมาบ้าง คุณชายรองเฮ่อจึงเริ่มเล่าอย่างลื่นไหล
“พ่อครับ คุณตาครับ พวกคุณไม่รู้เลย วันนี้ฟู่เยี่ยนสุดยอดมาก เธอออกไปทั้งวันได้ทำอะไรหลายอย่างเลย นอกจากจะซื้อเข็มทองได้แล้ว…”
“ตอนบ่ายยังตั้งบริษัทอีก ผมก็ร่วมด้วย ! ช่วยบอกพี่ใหญ่ด้วยว่าผมมีงานของตัวเองทำแล้ว ช่วงนี้ไม่ต้องมอบหมายงานให้ผมเลยนะ !”
คุณชายรองเฮ่อพูดแล้วก็หยิบส้มขึ้นมาใส่ปาก: อืม...ส้มนี้มันเปรี้ยวจริงๆ
คำพูดของเขาราวกับลูกระเบิดลูกใหญ่ นี่ฟู่เยี่ยนตั้งบริษัทงั้นหรือ ? เจ้ารองก็มีส่วนร่วมกับเขาด้วย ? นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ทั้งสามคนหันไปจ้องฟู่เยี่ยนพร้อมกัน
“ฟู่เยี่ยน มานี่มา มาเล่าให้ทวดฟังหน่อยสิว่าทำไมออกไปแค่แป๊บเดียว กลับมาก็ตั้งบริษัทเลยล่ะ ? พวกเธอจะทำอะไรกัน ?” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดกับฟู่เยี่ยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับกลัวจะทำให้เธอตกใจ
“ทวดคะ เรื่องนี้ก็เป็นจังหวะบังเอิญค่ะ ตอนที่ไปซื้อเข็มทอง วันนี้หนูดันเห็นพอดีว่าเจ้าของร้านมีฝีมือดีมากเลยค่ะ พี่ไป๋โม่เฉิน เอาเหยือกเหล้ามาให้ทวดดูหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนหันไปเรียกไป๋โม่เฉิน เขาจึงส่งเหยือกเหล้ามาให้
“ทุกคนดูนี่สิคะ ข้างในเหยือกนี้ มีตัวอักษร ‘หลัว’ อยู่” ฟู่เยี่ยนเติมน้ำลงในเหยือกแล้วให้ทุกคนดู เมื่อมองเห็นเงาสะท้อน จะเห็นตัวอักษรปรากฏขึ้นมาจางๆ
ทุกคนต่างกรูกันเข้ามาดู แม้แต่เสิ่นรั่วเฉิงกับเสิ่นรั่วหลิงที่อยู่ในที่นั้นยังมองไม่เห็นตอนแรก พอส่งกันไปให้ดู แต่ละคนก็รู้สึกทึ่งจริงๆ ดูเหมือนเถ้าแก่หลัวคนนี้จะมีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
“ในบันทึกของอาจารย์ฉัน เขียนไว้ว่าการดูเครื่องลายครามยุคหยวนต้องดูอย่างไร หากไม่มีตัวอักษรนี้ คงคิดว่าเป็นของแท้ได้ง่ายมาก ทวดคะ ทวดว่าฝีมือของเถ้าแก่หลัวคนนี้ไม่ดีหรือคะ ? ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ของหนูจะไม่เสียเปล่าแน่นอนค่ะ ในอนาคตต้องได้กำไรแน่ๆ”
เมื่อฟู่เยี่ยนอธิบายให้เสิ่นกั๋วเฉียงฟังจนเสร็จ เสิ่นกั๋วเฉียงก็ยอมรับและสนับสนุนอย่างเต็มที่
“ความคิดของเสี่ยวฮั่วดีมาก ไม่ว่าต่อไปจะได้กำไรหรือไม่ก็ตาม การลงทุนในช่วงแรกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางครั้งลงทุนเยอะก็อาจไม่ได้เงิน บางครั้งลงทุนน้อย แต่ก็อาจสำเร็จได้ เรื่องพวกนี้มันไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าเสี่ยวฮั่วขาดเงินเมื่อไหร่ก็บอกทวดได้เลยนะ”
เสิ่นกั๋วเฉียงตบมือของฟู่เยี่ยนเบาๆ พร้อมพูดให้กำลังใจเธอ เขานึกถึงสินสอดของเสิ่นซู่ฉี เด็กคนนี้จะทำธุรกิจ ต้องมีทุนไว้ให้เพียงพอ สิ่งที่เขาจะให้ถึงแม้จะดูน้อย แต่ก็พอช่วยเหลือเธอได้บ้าง
“รั่วหลิง ไปเอาบัญชีสินสอดที่ทวดฝากไว้มาหน่อยสิ เล่มที่เป็นบัญชีสินสอดของย่าใหญ่เขาน่ะ” เสิ่นกั๋วเฉียงสั่งเสิ่นรั่วหลิงให้ไปเอาบัญชีสินสอดของเสิ่นซู่ฉีที่ถูกเก็บไว้นานหลายปี ตอนนี้ถึงเวลาที่ควรนำออกมาแล้ว
“ทวดคะ เรื่องสินสอดนี้ หนูรับไว้เองไม่ได้ค่ะ ควรให้พ่อหรือพวกอาของหนูเป็นคนรับ” ฟู่เยี่ยนปฏิเสธอย่างสุภาพ
ก่อนหน้านี้เธอตั้งใจไว้ว่าจะปฏิเสธอย่างหนักแน่น เธอต้องการรักษาความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นให้เป็นแบบญาติธรรมดาๆ หากมีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจทำให้ความสัมพันธ์ดูไม่บริสุทธิ์เอาได้
เมื่อได้พบกับเสิ่นกั๋วเฉียง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ทันทีว่าเขารักและชื่นชอบเธอจากใจจริง แม้จะมีส่วนที่เกิดจากความรักและความผูกพันธ์ต่อครอบครัว แต่ก็ไม่ทำให้ความรู้สึกถูกชะตาระหว่างทวดและเหลนลดลงแต่อย่างใด
ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนต้องปฏิเสธ เธอจึงต้องหาวิธีที่สุภาพ หาเหตุผลเพื่อปฏิเสธโดยไม่ให้เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกเสียใจ
“หนูไม่ต้องมาทำท่าเลี่ยงอะไรกับทวดหรอก ทวดรู้ว่าในใจหนูคิดอะไรอยู่ หนูคงคิดว่าถ้ารับสินสอดของย่าหนูไปแล้ว จะรู้สึกเกรงใจทวดใช่ไหม ?”
เสิ่นกั๋วเฉียงเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิต เขารู้ทันทีว่าฟู่เยี่ยนคิดอย่างไร เพราะความเข้าใจตรงนี้เอง ทำให้เขายิ่งเอ็นดูเธอมากขึ้น
“ทวดคะ ย่าของหนูเสียไปแล้ว สินสอดของย่าก็ถือเป็นสมบัติของตระกูลเสิ่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อของหนูหรือพวกคุณอา ก็ไม่มีใครสนใจสมบัติเหล่านี้หรอกค่ะ”
“ทวดเป็นญาติผู้ใหญ่ของหนู ถึงแม้จะบอกว่าเป็นของผู้ใหญ่ให้ก็ไม่ควรปฏิเสธ แต่วันนี้หนูขอรวบรวมความกล้าปฏิเสธทวดสักครั้งนะคะ”
ฟู่เยี่ยนไม่อยากรับสินสอดนี้จริงๆ เพราะเธอคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้พ่อและพวกอาจัดการ
“สาวน้อย หนูไม่ต้องรีบปฏิเสธไป เดี๋ยวรั่วหลิงเอาของลงมา หนูลองดูแล้วค่อยว่ากันอีกที ไม่ใช่ว่าทวดเป็นคนหัวโบราณหรอกนะ แต่นี่เป็นสมบัติที่แม่ของย่าหนูทิ้งไว้ ที่เหลือพวกเขาก็แบ่งกันไปหมดแล้ว นี่คือสิ่งเดียวที่ย่าของหนูมีเหลือไว้เป็นที่ระลึก”
“แม่ของย่าหนูเธอเสียไปตั้งแต่ย่าของหนูยังเด็ก ก่อนเสีย เธอก็พูดไว้ชัดเจนว่าสินสอดของเธอจะต้องแบ่งให้ลูกๆทุกคน ฉันคงปล่อยให้เธอตายไปโดยไม่ทำตามความตั้งใจไม่ได้หรอก หนูช่วยทำตามความปรารถนาของพ่อแก่ๆ และแม่ที่จากไปนานแล้วหน่อยได้ไหม ?”
โธ่ ! เสิ่นกั๋วเฉียงเล่นยกเอาความตั้งใจของย่าทวดออกมาอ้างซะขนาดนี้ ฟู่เยี่ยนจะพูดอะไรได้อีก
“แต่ทวดคะ…” ฟู่เยี่ยนกำลังจะพูดต่อ แต่เสิ่นรั่วหลิงก็เดินลงมาจากชั้นบน พร้อมถือกองหนังสือลงมา แล้วหยิบเล่มหนึ่งส่งให้เสิ่นกั๋วเฉียง
“ทวดคะ นี่คือรายการสินสอด แล้วนี่ก็คือหนังสือที่คุณย่าใหญ่เคยอ่านค่ะ” เสิ่นรั่วหลิงพูดพร้อมกับนำหนังสือส่งให้เสิ่นกั๋วเฉียง เธอเป็นคนที่ช่วยเก็บรักษาของเหล่านี้มาโดยตลอด เพราะเสิ่นกั๋วเฉียงกลัวว่าตัวเองอาจมีปัญหาโรคหัวใจกำเริบ ก่อนที่จะได้จัดการเรื่องนี้ จึงมอบหมายให้เธอดูแลไว้ล่วงหน้า
“หนูดูสิ นี่คือหนังสือที่ย่าของหนูเคยอ่านสมัยยังเด็ก ทวดเก็บรักษาไว้มานานแล้ว บางเล่มเปิดดูบ่อยจนกระดาษเริ่มหลุดบ้างแล้ว เก็บไว้ให้หนูเอากลับไป จะได้เป็นสิ่งเตือนใจที่ดี” เสิ่นกั๋วเฉียงส่งหนังสือให้ฟู่เยี่ยน เธอจึงค่อยๆเปิดดู
เล่มแรกคือหลุนอวี่ ซึ่งเป็นตำราขงจื๊อ บนหนังสือยังมีข้อความที่ย่าของเธอเขียนไว้เป็นตัวอักษรเล็กๆเต็มไปหมด แต่ด้วยกาลเวลาทำให้บางข้อความเลือนลางจนแทบมองไม่เห็น ฟู่เยี่ยนเดาว่าน่าจะเป็นบันทึกความคิดของย่าขณะอ่านหนังสือ
“ทวดคะ นี่เป็นของที่มีค่ามากจริงๆ หนูจะเอากลับไปและเก็บรักษาอย่างดีค่ะ” ฟู่เยี่ยนจับมือเสิ่นกั๋วเฉียงแน่น แสดงความขอบคุณจากใจจริง
“นี่คือรายการสินสอดของย่าหนู รายการบนกระดาษสีแดงนี้เป็นของที่แม่ของย่าเธอทิ้งไว้ ส่วนกระดาษที่ต่างสีกันนั้น เป็นสิ่งที่ฉันในฐานะพ่อได้เตรียมให้ มีหลายอย่างที่ขนมาทางเรือ และบางอย่างไม่ใช่ของที่จับต้องได้ หนูลองดูเอาเองเถอะ”
ฟู่เยี่ยนจึงรับมาดู รายการแรกๆเป็นพวกเครื่องประดับ ไม่ได้มีมากมาย คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ย่าทวดตั้งใจให้เก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่เมื่อพลิกดูหน้าถัดไป กระดาษดูใหม่กว่าอย่างชัดเจน นี่น่าจะเป็นสินสอดที่เสิ่นกั๋วเฉียงเตรียมไว้ให้คุณย่าของเธอ
ในนั้นยังมีหุ้นของธุรกิจต่างๆ ที่ตระกูลเสิ่นทำในแถบหมู่เกาะทะเลใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ลุงห่าวไม่ได้บอกว่าตระกูลเสิ่นเติบโตไปถึงระดับไหนแล้ว
ฟู่เยี่ยนเห็นในรายการธุรกิจของตระกูลเสิ่นที่มีทั้งธุรกิจค้าไม้ ค้าเหล็ก และการขนส่งทางเรือ ธุรกิจตระกูลนี้นับว่ามีอิทธิพลมากทีเดียว
ฟู่เยี่ยนคิดว่าหากเธอรับเครื่องประดับไว้คงไม่เป็นไร เพราะถือว่าเป็นที่ระลึกได้ แต่สำหรับหุ้นธุรกิจนั้น เธอไม่อาจรับไว้ได้ เพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการมอบเงินให้กับตระกูลฟู่โดยที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจเหล่านั้นเลย
“ทวดคะ เครื่องประดับที่ย่าทวดทิ้งไว้ หนูจะขอรับไว้แล้วจะนำไปส่งให้พ่อกับพวกคุณอาดูแลต่อไปค่ะ แต่สำหรับหุ้นธุรกิจเหล่านี้ หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับดันรายการกลับไปให้เสิ่นกั๋วเฉียง
ตอนที่ 435: ภูมิหลังของครอบครัวฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนไม่คาดคิดเลยว่าการปฏิเสธของเธอจะทำให้เสิ่นกั๋วเฉียงน้ำตาไหลออกมาแบบนั้น เมื่อทุกคนเห็นชายชราร้องไห้ ทุกคนในครอบครัวต่างตกใจและรีบเข้ามาปลอบใจเขายกใหญ่
“ฟู่เยี่ยน เธอรับไว้เถอะนะ ทวดของเธอคิดถึงลูกสาวและอยากชดเชยให้เธอ" ลุงห่าวรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เสิ่นกั๋วเฉียงทันที
“ใช่แล้วล่ะสาวน้อย หนูรับไว้เถอะ ของพวกนี้เต็มไปด้วยความรักของพ่อคนหนึ่งนะ! ลุงเฉียง ลุงอยากพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ อย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวจะทำให้เด็กๆตกใจ” คุณเฮ่อเองก็เข้ามาช่วยพูดปลอบใจและยืนอยู่ข้างลุงเฉียงของเขาเช่นกัน
หลังจากร้องไห้ไปสักพัก เสิ่นกั๋วเฉียงก็หยุดน้ำตาลงได้ ฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร แต่เธอกลับนวดจุดฝังเข็มให้ทวดเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเศร้าใจจนเกินไป
“หนูเอ๋ย ย่าของหนูเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทวด ทวดไม่อาจมองพวกเธอมีชีวิตที่ลำบากแล้วไม่ทำอะไรได้ ทวดจะอยู่อย่างสบายใจได้อย่างไร ? ของพวกนี้มันควรเป็นของย่าหนูอยู่แล้ว หนูช่วยรับมันไปแทนเธอทีเถอะนะ !” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดทั้งที่ยังเช็ดน้ำตาอยู่
ฟู่เยี่ยนถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ที่แท้เขาเข้าใจผิดมาตลอดหรือ ? เขาคิดว่าครอบครัวของเธอลำบากอย่างนั้นหรือ ? ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่เคยพูดถึงฐานะของครอบครัวเลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่พูดไม่ได้แล้ว
“ทวดคะ ตอนที่พวกเราอยู่ในหมู่บ้าน พ่อกับแม่ก็ไม่เคยปล่อยให้พวกเราหิวโหยเลย พ่อของหนูทำงานได้มากที่สุด แถมยังเป็นนักล่าที่เก่งมาก เขามักจะหาเนื้อมาทำอาหารเลี้ยงครอบครัวได้บ่อยๆ”
“ส่วนแม่ของหนูก็เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครกล้ารังแกเราเลย จริงอยู่ที่ปู่ของหนูอาจจะทำตัวไม่น่ารักไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้พวกเราลำบากมากนัก”
“ย่าของหนูเคยขายธุรกิจสุดท้ายของตระกูลเสิ่นไปแล้ว และเธอก็มีเงินเก็บอยู่พอสมควร ซึ่งก็ได้ทิ้งบางส่วนไว้ให้ครอบครัวเรา”
“ต่อมาพ่อแม่ของหนูได้ทำธุรกิจหมักเหล้า จนกระทั่งครอบครัวค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาได้ ส่วนอารองของหนูก็เป็นทหาร มีเงินเดือนประจำทุกเดือน ส่วนอาเล็กของหนูก็ไม่เคยอดอยาก เขามีทุนเก็บอยู่มากพอ และกำลังเตรียมตัวจะเริ่มธุรกิจของตัวเองในเร็วๆนี้ เพียงรอช่วงที่นโยบายภาครัฐส่งเสริมเท่านั้นค่ะ”
“นอกจากนี้ อาสะใภ้เล็กของหนูก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่บ้านเราปีนั้นมีคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ถึงสี่คน พี่ชายคนโตของหนูกำลังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยการทหารในเมืองหลวง ส่วนพี่ชายคนกลางกับพี่สาวของหนูเรียนที่มหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ ในคณะการเงิน ครอบครัวของเราเป็นที่อิจฉาของใครหลายคนเลยค่ะ”
“ส่วนตัวหนูเองก็เป็นนักศึกษาคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตู เป็นนักศึกษาในรุ่นแรกของคณะด้วย ทุกคนในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาครอบครัวของเรา”
“นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องของหนูเองนะคะ หนูมีบ้านเรือนสี่ประสานห้าทางเข้าหลังใหญ่ในตี้ตู และบ้านอีกหลังที่พี่ไป๋โม่เฉินมอบให้เราใช้เป็นเรือนหอในอนาคต ทวดอยากไปพักที่ไหนเมื่อไหร่ก็บอกได้เลยค่ะ บ้านหลังนั้นกว้างขวางพอให้ลุงห่าวและพวกคุณเฮ่อไปพักด้วยกันได้ทั้งหมด”
“ธุรกิจของหนูก็จะเริ่มเปิดตัวในปีหน้า โดยจะเน้นไปที่หยกและของสะสมเชิงศิลป์ ซึ่งอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้กับอารอง หนูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ทุกอย่างที่พูดเป็นความจริงค่ะ”
“ส่วนเรื่องชีวิตที่ทวดเป็นห่วง ความจริงแล้วตอนที่อยู่ในหมู่บ้าน มันก็ลำบากอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปตามสุภาษิตที่ว่า ‘หากไม่ลำบาก ย่อมไม่เติบโต’ นี่แหละค่ะทำให้พวกเราเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้”
“และน้องชายคนเล็กของหนูเองก็มีพรสวรรค์มาก หนูตั้งใจจะรับเขาเป็นศิษย์เอกคนแรกของหนู ประเทศจีนในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาอาจจะพัฒนาช้าหน่อย แต่ตอนนี้เราก็กำลังตามทันแล้วค่ะ ทวดคะ เราไม่ได้ลำบากมากขนาดนั้นจริงๆ”
อันที่จริงฟู่เยี่ยนไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ เธอก็ต้องเปิดใจเล่าให้ทุกคนฟัง เพราะจากมุมมองของพวกเขา ดูเหมือนจะคิดว่าประเทศจีนยังคงล้าหลังมาก
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ทุกคนก็ดูจะตกตะลึงไปตามๆกัน พวกเขารู้ว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้ขัดสนอะไร เพราะเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับและสามารถหาเงินได้ไม่ยาก
เพียงแต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าครอบครัวของเธอจะมีความสำเร็จมากมายขนาดนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงคิดว่าเธอพูดถูกทุกประโยค โดยเฉพาะคำพูดที่เธอพูดว่า ‘หากไม่ลำบาก ย่อมไม่เติบโต’
“หนูไม่ได้โกหกทวดใช่ไหม ? หนูมีบ้านเรือนสี่ประสานแบบห้าทางเข้าจริงๆหรือ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงถามด้วยความประหลาดใจ แม้เขาจะไม่ได้กลับบ้านเกิดมาหลายปี แต่ก็รู้ถึงคุณค่าของบ้านเรือนสี่ประสานดี ยิ่งบ้านขนาดใหญ่ถึงห้าทางเข้า ต้องถือว่าเป็นผู้ร่ำรวยหรือมีอำนาจอย่างแน่นอน
“จริงค่ะ หนูไม่ได้โกหกทวดนะคะ พี่ไป๋โม่เฉินก็ยกให้หนูอีกหลังหนึ่ง ตอนนี้กำลังใกล้จะตกแต่งเสร็จแล้ว ทวดอยากไปเมื่อไหร่ก็ไปได้เลยค่ะ ส่วนเรื่องหุ้นธุรกิจของทวด หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ ถ้าคุณย่ายังอยู่ ท่านก็คงจะเห็นด้วยกับหนู” ฟู่เยี่ยนตอบด้วยความจริงใจ
เพราะเธอเข้าใจดีว่าเงินก้อนนี้สำหรับตระกูลฟู่จะเป็นเพียงการเติมเต็มให้ชีวิตดียิ่งขึ้น แต่ก็อาจทำให้คนในครอบครัวเสียสมดุลทางความคิดได้ และถ้าเธอรับไว้ ตระกูลเสิ่นอาจรู้สึกว่าต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวฟู่มากขึ้น ซึ่งเธอไม่อยากให้เกิดปัญหานั้นในภายหลัง
“ก็ได้ ถ้าหนูพูดมาถึงขนาดนี้ ทวดจะเก็บหุ้นกลับไปเอง ไม่บังคับแล้ว แต่ของที่แม่ของย่าหนูทิ้งไว้ให้ หนูต้องรับกลับไปด้วยนะ นั่นควรเป็นของย่าหนูอยู่แล้ว”
“รอให้หนูจะเดินทางกลับ ทวดจะเตรียมของขวัญบางอย่างให้ มันเป็นของที่ทวดตั้งใจจะมอบให้ลูกหลาน ถือว่าเป็นของจากทวดคนนี้ อันนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้ว !” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดพร้อมกับยกมือห้ามไม่ให้ฟู่เยี่ยนพูดอะไรต่อ
ฟู่เยี่ยนกลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกไปและตอบรับอย่างฝืนๆ
“ทวดคะ งั้นขออย่าให้เป็นของที่ล้ำค่ามากเลยนะคะ” เธอพูดออกมาได้เพียงเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าหัวใจของผู้เฒ่าไม่ควรจะถูกทำร้ายอีก
ในตอนค่ำ ขณะที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินเล่นในสวนของบ้านตระกูลเฮ่อ ทั้งสองได้พูดคุยถึงเรื่องของเถ้าแก่หลัวขึ้นมา
“เสี่ยวฮั่ว หลังจากนี้เราจะไม่อยู่ที่เกาะฮ่องกงแล้ว เธอจะให้เถ้าแก่หลัวย้ายไปแผ่นดินใหญ่เหรอ ?” ไป๋โม่เฉินถามด้วยความสงสัย ถึงแม้เขาจะเห็นว่าการลงทุนของฟู่เยี่ยนเป็นไปได้ แต่การติดต่อระหว่างเกาะฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่ยังไม่สะดวกนักในตอนนี้ คงต้องพึ่งพาคุณชายรองเฮ่อให้ดูแลไปก่อน
“การติดต่อระหว่างสองพื้นที่ ฉันคิดว่าก็คงจะใช้เวลาแค่ปีสองปี มันจะต้องสะดวกขึ้นอย่างแน่นอน ในช่วงนี้ให้เถ้าแก่หลัวสงบใจทำการวิจัยผลงานไปก่อน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะนำเครื่องลายครามหยวนไปขายข้างนอก”
“เราต้องทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจก่อน แล้วค่อยลงมือทำการค้า นี่เป็นเรื่องที่ฉันคิดมานานแล้ว การได้พบเถ้าแก่หลัวเป็นแค่จังหวะที่เหมาะสม ถึงแม้จะไม่เจอเขา ฉันก็จะทำเรื่องนี้ด้วยตัวเองอยู่ดี”
ฟู่เยี่ยนเล่าถึงแผนการที่เธอได้วางแผนมานานตั้งแต่เห็นหยกโบราณปลอมที่ร้านหรงเป่าไจครั้งก่อน การเจอเถ้าแก่หลัวจึงเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะอย่างมาก
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมในหัวเธอถึงมีแต่เรื่องให้คิดตลอดเวลาเลยนะ ?” ไป๋โม่เฉินยิ้มอย่างอ่อนโยน พร้อมกับลูบหัวเธอเบาๆ
“ทำไมเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันหมายถึง อย่าคิดเยอะไปเลย ถ้ามีเวลาก็พักผ่อนบ้าง ดูสิ การเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอดูผอมลงอีกแล้ว ตอนนี้เธอหนักแค่45กิโลกรัมเอง กลับไปฉันจะอธิบายกับคุณลุงและคุณป้าอย่างไรดี ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมอุ้มฟู่เยี่ยนขึ้นมา ยกตัวเธอขึ้นลองคะเนน้ำหนัก
“ไม่เป็นไรหรอก ผอมหน่อยก็ดี ฉันอาจจะผอมแต่สุขภาพแข็งแรงนะ ! ฉันไม่ได้กินน้อยเลย” ฟู่เยี่ยนตอบด้วยรอยยิ้ม
“กินเก่งก็ดีแล้ว ถ้าเธอกินข้าวไม่ได้อีก ฉันคงร้องไห้แล้วล่ะ พรุ่งนี้เธออยากไปไหนหรือมีแผนอะไรไหม ?” ไป๋โม่เฉินถามพลางกอดเธอไว้แน่น ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างผ่อนคลาย
“พรุ่งนี้ฉันอยากไปเดินเล่นอีกหน่อย ฉันยังไม่ได้ซื้อของฝากเลย ! แล้วก็อยากกินอะไรอร่อยๆด้วย แล้วเราก็ต้องไปเอายามาให้ทวดอีก แต่ไปแค่เราสองคน ไม่ต้องพาคนอื่นไปได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนบอกไป๋โม่เฉินด้วยรอยยิ้ม
“ฉันเองก็อยากใช้เวลาสองต่อสองกับเธอนะ แต่มันจะได้เหรอ ?” ไป๋โม่เฉินลังเลเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเสิ่นกั๋วเฉียงคงอยากให้ฟู่เยี่ยนอยู่ด้วยมากๆ เพราะการจากลาคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่
“งั้นพวกเราก็ออกไปกันตั้งแต่เช้า พอกินข้าวเที่ยงเสร็จก็กลับมา ฉันจะได้มีเวลาอยู่กับทวดมากขึ้น ตกลงไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับทำท่าทางออดอ้อนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
“ตกลง ! ตามนี้เลย !” ไป๋โม่เฉินตอบรับทันที เขามองฟู่เยี่ยนอย่างเอ็นดูและรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้เวลาส่วนตัวกับเธอบ้าง
จบตอน
Comments
Post a Comment