ตอนที่ 436: ความรักเริ่มต้นจากยาซานจา
ในสวน สองคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกันอย่างหวานชื่น จู่ๆ ก็มีเสียงกระแอมดังมาจากด้านหลัง ทั้งคู่หันไปมอง พบว่าเป็นมู่อี้อัน
วันนี้เขาไม่ได้ไปไหน อยู่แต่ที่บ้านตระกูลเฮ่อเท่านั้น ตอนนี้เขาออกมาเดินเล่น ดูวิวในสวนของบ้านตระกูลเฮ่อ หลังจากเดินไปสักพักก็ได้ยินบทสนทนาของคู่รัก
“พวกเธอมาถึงฮ่องกงแล้ว ทำไมยังคงอวดรักกันอยู่เรื่อยๆล่ะ ? ถ้าใครเห็นเข้า จะทำให้อายเปล่าๆนะ !” มู่อี้อันทำท่าปิดตาอย่างขี้อาย
“ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้ นายจะออกมาทำไม ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างสงสัย
“ฉันกินมากไปหน่อยเลยออกมาเดินย่อยน่ะ วันนี้มีทั้งเมนูกุ้งและปลาต้มซอส ทำออกมาได้อร่อยมาก ทำให้ฉันกินเยอะเกินไปหน่อย” มู่อี้อันคลำท้องของตนเอง พร้อมกับรู้สึกอายที่เขาเผลอกินมากเกินไป
“ดูนายซิ ! วันๆมีแต่เรื่องกินแค่นี้เอง ! ฉันมียาซานจาอยู่ ถ้านายอยากได้ เดี๋ยวกลับไปเอาที่ห้องพร้อมกับฉันได้” ไป๋โม่เฉินเองก็แหย่กลับเช่นกัน
“ฉันแค่เผลอไปกินมากนี่นา ! ใครจะไปกินน้อยเหมือนแมวดมอย่างนายล่ะ ! เดี๋ยวฉันไปเอายาแล้วกัน !”
“อ้อ พูดถึงพรุ่งนี้แล้ว ฉันได้ยินพวกเธอบอกว่าจะออกไปไหนกันนะ ? ให้ฉันไปด้วยได้ไหม ? ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพาไปถึงที่แล้ว ฉันจะไปเดินเล่นเอง ไม่รบกวนความรักของพวกเธอทั้งคู่แน่นอน ! แค่ขอติดรถไปด้วยเท่านั้น”
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนมองมาอย่างไม่เชื่อใจ มู่อี้อันก็รีบอธิบายว่าเขาแค่ต้องการติดรถไปด้วย
“แล้วอาจารย์ของนายเป็นอย่างไรบ้าง ? แล้วนายจะออกไปทำอะไร ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างสงสัย เพราะรู้สึกว่ามู่อี้อันดูท่าทีลึกลับ
“อาการเขาดีขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ตอนนี้แค่ต้องพักสักหน่อย ยาที่เธอให้มาใช้ได้ผลดีเลย วันพรุ่งนี้ฉันจะฝากลุงหลิวช่วยดูแลเขาให้ ส่วนฉันจะไปซื้อขนมไหว้พระจันทร์ ที่ใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว คุณชายรองเฮ่อบอกว่ามีร้านขนมไหว้พระจันทร์ที่อร่อยมาก ฉันเลยเตรียมจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก”
“บอกให้รู้เป็นความลับนะ วันนี้ลุงหลิวออกไปซื้อของกลับมาเห็นมีกล่องเล็กๆ ดูเหมือนจะซื้อไปให้ว่าที่ป้าสะใภ้ของฉัน ! ฉันเลยอยากซื้อของขวัญให้เธอด้วย จะได้มีของขวัญไปฝากกัน”
มู่อี้อันพูดอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ที่จริงแล้วเขาก็กำลังวางแผนจะซื้อของให้พ่อแม่ของฟู่เยี่ยนด้วย เพราะพวกเขาช่วยดูแลคุณปู่ให้ เขาไม่อยากให้ตัวเองดูเป็นคนไม่รู้จักคุณธรรม
เขาพึ่งได้เงินรางวัลส่วนหนึ่งมา ถ้าไม่ใช้มันก็คงดูน่าเสียดายแย่
ฟู่เยี่ยนรู้สึกขบขัน เพราะมู่อี้อันไม่ค่อยมีทักษะอะไร แต่เรื่องขี้สงสัยนี่แหละที่เขาเก่งที่สุด ! ลุงหลิวต้องไปซื้อเครื่องประดับมาแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้เขาถามฟู่เยี่ยนแล้วว่าแถวนี้มีร้านขายเครื่องประดับอยู่ที่ไหนบ้าง
“เอาล่ะ พรุ่งนี้เช้าเจอกัน ฉันต้องไปโรงแรมด้วย ดังนั้นกำหนดการจึงแน่นมาก ไว้เจอกันตอนเจ็ดโมงที่หน้าห้องของฉัน เราจะออกไปกินอาหารเช้าข้างนอกกัน จะได้ลองชิมอาหารฮ่องกงเสียหน่อย” ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นได้
ไป๋โม่เฉินก็เห็นด้วย หลังจากนั้นทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไป มู่อี้อันก็ไปที่ห้องของไป๋โม่เฉินเพื่อขอยาซานจาเช่นกัน
พอเขาคิดจะกลับห้องก็คิดว่าห้องของเขาน่าจะไม่มีน้ำดื่ม เลยต้องไปหาน้ำดื่มเพื่อกินยา
ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ห้องครัว ซึ่งมีคนอยู่ตลอดเวลา เพราะบางทีคุณเฮ่อก็ทำงานจนดึกแล้วรู้สึกหิว
คนรับใช้ที่บ้านต่างคุ้นเคยกันแล้ว จึงมีคนมาประจำการอยู่ที่ห้องครัวอยู่เสมอ อย่างน้อยคุณเฮ่อและครอบครัวก็รับประกันได้ว่าจะได้ทานอาหารร้อนๆ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มู่อี้อันได้มาขอน้ำไปให้ผู้เฒ่าถานกินยาอยู่เป็นประจำ เขายังเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี เป็นที่นิยมในหมู่สตรีวัยกลางคนและผู้สูงอายุอีกด้วย สักพักเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับคุณป้าในครัว
“คุณมู่หิวหรือเปล่าคะ ? มีเกี๊ยวนึ่งพร้อมเสิร์ฟอยู่ รับสักถ้วยไหมคะ ?” คุณป้าในครัวถามด้วยรอยยิ้ม
“ป้าหลี ไม่ต้องหรอกครับ วันนี้ผมกินมากเกินไปแล้ว ผมมาขอน้ำดื่มน่ะครับ พอดีเพื่อนผมเพิ่งเอายาซานจาให้” มู่อี้อันเขย่ายาที่ถืออยู่ในมือ
“ยาซานจาถือเป็นยาดี ช่วยย่อยอาหาร เดี๋ยวป้าไปเอาน้ำร้อนมาให้นะคะ” ป้าหลีพูดด้วยความเอื้อเฟื้อ แล้วหยิบกาน้ำร้อนมาให้
“ขอบคุณครับป้าหลี ผมขอตัวไปพักก่อนนะครับ ลำบากป้าแล้ว !” มู่อี้อันพูดคำหวานจนป้าหลียิ้มแย้มอย่างมีความสุข
เขาหิ้วกาน้ำร้อนขึ้นไปชั้นบน ขณะเดินไป เขาก็คิดถึงบ้านตัวเอง ว่ากำลังจะกลับบ้านในไม่กี่วันข้างหน้า ไม่รู้ว่าคุณปู่ที่อยู่บ้านตระกูลฟู่จะปรับตัวได้ดีหรือเปล่า
ยังไม่ทันคิดเสร็จ เขาก็เดินมาถึงมุมหนึ่งพอดี แล้วชนเข้ากับใครคนหนึ่งเต็มแรง
มู่อี้อันนึกว่าเขาจะทำกาน้ำร้อนหก แต่เขาก็ยังประคองมันไว้ได้ ทว่ายาซานจาในมือกลับกระเด็นตกเกลื่อนพื้น เมื่อเขามองไปยังคนที่ชนกัน เขาก็พบว่าเป็นเสิ่นรั่วหลิง
“คุณ... คุณไม่เป็นไรนะ ? ฉันมองไม่เห็นคุณน่ะ ขอโทษนะ” มู่อี้อันพูดอย่างตะกุกตะกัก
“ไม่เป็นไร แต่ช่วยประคองฉันหน่อยสิ” เสิ่นรั่วหลิงตอบด้วยท่าทางไม่เป็นไร เพียงแต่เธอเซจนเข่าทรุดลงไปเล็กน้อย มู่อี้อันช่วยเธอให้ลุกขึ้น ก่อนจะพาเธอนั่งที่มุมชั้นสองซึ่งมีห้องนั่งเล่นเล็กๆอยู่
เพื่อน ๆ ของฟู่เยี่ยนพักอยู่ที่อาคารด้านหลังทั้งหมด แต่มู่อี้อันกับฟู่เยี่ยนพักอยู่อาคารด้านหน้า ห้องของเสิ่นรั่วหลิงอยู่ที่ชั้นสาม
“เอ่อ คุณหนูเสิ่น คุณโอเคไหม ?” มู่อี้อันช่วยพยุงเธอให้นั่งลง ก่อนที่จะรีบเก็บยาซานจาที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันดีขึ้นมากแล้ว แค่ตกใจนิดหน่อย คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม ? ฉันเห็นคุณถือกาน้ำร้อนอยู่” เสิ่นรั่วหลิงรู้ว่ามู่อี้อันเป็นเพื่อนของฟู่เยี่ยน แต่เธอไม่รู้ชื่อของเขา
“ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไรครับ” มู่อี้อันที่กำลังถือยาซานจาในมืออยู่รู้สึกเก้ๆกังๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่เขารู้สึกไม่กล้าสบตาเธอ
เสิ่นรั่วหลิงเห็นสิ่งที่เขาถืออยู่ก็นึกสงสัย แต่ไม่กล้าถาม เพราะไม่รู้จะเรียกชื่อเขาว่าอะไร
“เอ่อ ขอถามหน่อยได้ไหมคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไร ?”
“ผมแซ่มู่ครับ ชื่อมู่อี้อัน”
“คุณมู่ แล้วนั่นคุณถืออะไรอยู่เหรอคะ ?” เสิ่นรั่วหลิงถามเพราะได้กลิ่นเปรี้ยวๆหวานๆ ลอยเข้าจมูก เมื่อเย็นเธอกินเยอะไปหน่อย ตอนนี้จึงเริ่มน้ำลายสอเมื่อได้กลิ่นของยาซานจา
“อ้อ คุณหมายถึงเจ้านี่หรือ นี่คือยาช่วยย่อยจากบ้านของผม มันคือยาซานจา” ในใจของมู่อี้อันคิดสงสัยว่าคนจากหนานหยางไม่รู้จักยาซานจาหรอกหรือ ?
“มันช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อยได้เหรอ ?” เสิ่นรั่วหลิงตาเป็นประกาย
“ใช่ครับ คุณลองชิมดูก็ได้ มันอร่อยดีนะ” มู่อี้อันพูดพร้อมกับยื่นยาซานจาให้เธออย่างไม่รู้ตัว
เสิ่นรั่วหลิงรับมาแล้วแกะกระดาษออกกินทันที ซึ่งพอเธอคิดได้ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมถึงกินโดยไม่ถามอะไรเลย เผื่อมันเป็นยาพิษล่ะ ?
“อร่อยจังเลย ฉันชอบมากเลยค่ะ” เสิ่นรั่วหลิงพูดพร้อมยิ้มกว้างออกมา หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกว่าอาการท้องอืดท้องเฟ้อเริ่มเบาลง
“ถ้าคุณชอบก็เอาไปเลย ตรงผมยังมีอีก” มู่อี้อันยื่นยาซานจาที่เหลืออยู่ประมาณห้าหกเม็ดให้กับเสิ่นรั่วหลิงด้วยความใจดี
“งั้นต้องขอบคุณคุณมู่มากๆนะคะ” เสิ่นรั่วหลิงรับลูกอมแล้วเดินขึ้นไปบนห้อง เดิมทีเธอลงมาเพื่อเดินเล่น แต่ตอนนี้เธอได้ยามาช่วยย่อยแล้ว สามารถกลับไปดูละครได้อย่างสบายใจ เพราะละครทีวีที่ฮ่องกงนี่สนุกมากจริงๆ !
มู่อี้อันมองมือตัวเองที่ว่างเปล่าก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย เพราะตัวเขาเองยังไม่ได้กินยาซานจาสักเม็ดเลย ดูท่าว่าต้องไปขอเพิ่มจากไป๋โม่เฉินอีกแล้ว
ทั้งสองคนไม่ได้คาดคิดเลยว่าการพบกันครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขตลอดชีวิตของพวกเขา เพราะความรักของพวกเขาทั้งคู่ได้เริ่มต้นจากยาซานจาเม็ดเดียว……
ตอนที่ 437: เกิดเหตุระเบิด
เช้าวันต่อมา ขณะที่ทุกคนยังไม่ตื่น ฟู่เยี่ยนและพวกไป๋โม่เฉินก็ได้ออกเดินทางแล้ว โดยพวกเธอใช้รถคันที่คุณเฮ่อเตรียมไว้ให้ใช้ในฮ่องกงโดยเฉพาะ
ลุงไฉ คนขับรถวัยสี่สิบกว่าเป็นคนขับรถสำรองของคุณเฮ่อ เขามีความชำนาญและสังเกตสถานการณ์ได้ดี เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเดินมา เขาก็เตรียมรถพร้อมออกเดินทางทันที
“ลุงไฉ ต้องขอโทษที่รบกวนลุงด้วยนะคะ” นี่เป็นครั้งแรกที่ฟู่เยี่ยนใช้รถ เวลาออกไปข้างนอก หากไม่ไปกับคุณชายรองเฮ่อที่ขับรถเอง เธอก็จะนั่งรถไปกับลุงห่าว
“คุณหนูฟู่ ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ได้รับใช้คุณคือเกียรติของผม” ลุงไฉยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเป็นคนที่อยู่บ้านนี้มานานแล้ว เคยเห็นคุณนาย ภรรยาคนแรกของคุณเฮ่อมาแล้ว
หลังจากสามคนขึ้นรถแล้ว มู่อี้อันก็ถามลุงไฉจนได้รู้ว่าจะต้องไปที่โรงแรมก่อน ถึงจะไปถึงร้านขายขนมไหว้พระจันทร์ได้
“ตอนนี้ขนมไหว้พระจันทร์ของร้านเหม่ยซินกำลังเป็นที่นิยมมาก คุณต้องรีบไปจองนะครับถึงจะได้ทัน” ลุงไฉแนะนำ
“ผมจะลองไปตามคำแนะนำดูครับ ลุงไฉ แถวนี้มีร้านทองอยู่ตรงไหนบ้างครับ ?” มู่อี้อันถาม
“อยู่ข้างร้านที่คุณหนูฟู่จะไปรับยาครับ ถ้าเห็นร้านที่มีหน้าร้านสวยๆนั่นแหละใช่เลย ร้านนี้ราคาดี ซื้อทองเก็บไว้ตอนนี้ก็คุ้มค่า สามารถเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้” ลุงไฉพูดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างเชี่ยวชาญ สมกับเป็นคนขับรถของคุณเฮ่อ
“งั้นผมจะลองไปซื้อดูครับ ขอบคุณมากครับลุงไฉ ฟู่เยี่ยน เดี๋ยวพอถึงโรงแรม เธอเข้าไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันรอในรถ” มู่อี้อันไม่อยากให้ลุงไฉต้องขับรถกลับไปกลับมา เพราะฟู่เยี่ยนแค่เข้าไปจับชีพจร คงใช้เวลาไม่นานนัก
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่สักพัก เธอตัดสินใจให้เสิ่นไห่อันลองกินยาให้ครบสามวันก่อน จากนั้นจึงจะประเมินว่าจำเป็นต้องใช้การฝังเข็มรักษาให้เขาหรือไม่ หากยาได้ผลดี ก็อาจไม่ต้องฝังเข็มอีก
ดังนั้นเธอจึงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเธอเองก็กลัวเหมือนกัน เธอไม่อยากให้มู่อี้อันไปไหนมาไหนเพียงลำพัง เพราะหากคนพวกนั้นยังไม่ยอมเลิกราวี แล้วบุกมาโจมตีขึ้นมา เธออาจไปช่วยเขาไม่ทัน
เมื่อมาถึงโรงแรม ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินลงจากรถแล้ว ฟู่เยี่ยนรีบเดินตรงไปที่โรงแรม แต่ในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังจะเข้าล็อบบี้ ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ! ทำให้ทุกคนในโรงแรมตื่นตระหนก ผู้คนพากันกรูเข้ามาที่ประตูทางเข้าอย่างล้นหลาม !
ฟู่เยี่ยนใจหล่นวูบ เธอรีบวิ่งออกไปทันที ในขณะที่ไป๋โม่เฉินวิ่งตามหลังมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนวิ่งออกจากโรงแรมไปที่หน้าประตู ซึ่งตอนนี้รถที่พวกเขานั่งมากำลังลุกเป็นไฟ ฟู่เยี่ยนมองเห็นลุงไฉและมู่อี้อันติดอยู่ในรถท่ามกลางกองเพลิง !
เธอรีบเรียกน้ำจากดินแดนต่างมิติออกมาดับไฟโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างเลยสักนิด ไฟค่อยๆมอดลง ทำให้ไม่มีใครทันได้สังเกตว่ามีน้ำมาจากไหน ไป๋โม่เฉินเห็นเหตุการณ์แล้วสายตาของเขาแวบเป็นประกาย เขารู้มาโดยตลอดว่าฟู่เยี่ยนมีความลับนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดถึงเรื่องนั้น ทั้งคู่รีบเคลื่อนไหว เพราะทุกวินาทีมีค่า เดิมพันด้วยชีวิตคน
เมื่อไฟเริ่มลดความแรงลง ฟู่เยี่ยนพยายามดึงประตูรถ ส่วนไป๋โม่เฉินก็ไปช่วยที่ฝั่งคนขับ
“เสี่ยวฮั่ว แย่แล้ว ประตูเปิดไม่ได้ ฉันต้องทุบกระจกไปช่วยลุงไฉก่อน !”
ไป๋โม่เฉินถอดเสื้อคลุมมาพันมือและพยายามทุบกระจก แต่กระจกเป็นกระจกกันกระสุน มันจึงทุบไม่แตก !
“เอายันต์นี้ไปติดที่ประตูรถ แล้วถอยออกมาให้ห่าง !” ฟู่เยี่ยนโยนยันต์ระเบิดให้ไป๋โม่เฉิน
“หนึ่ง สอง สาม !” ฟู่เยี่ยนตะโกน ในขณะที่ไป๋โม่เฉินรีบหลบไปทันที จากนั้นยันต์ระเบิดก็ทำงาน ปล่อยให้ประตูรถระเบิด บริเวณที่จับเปิดออก และทั้งสองคนเริ่มทำหน้าที่ของตนเอง
ไป๋โม่เฉินเปิดประตูรถได้สำเร็จและอุ้มลุงไฉออกมา เมื่อเขาลองจับที่ร่องจมูกก็พบว่าลุงไฉยังมีลมหายใจอยู่ เพียงแค่หมดสติจากแรงระเบิดเท่านั้น ขณะนั้นเอง นาเอะโกะและพรรคพวกของเธอก็วิ่งเข้ามาช่วยเหลือ มีบางคนวิ่งตรงไปช่วยฟู่เยี่ยน
เดิมที นาเอะโกะรออยู่ในล็อบบี้เพื่อรอพบฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน เพราะพวกเธอนัดกันไว้ว่าจะมาตรวจชีพจรให้เสิ่นหวยเอินอีกครั้ง ในตอนที่เธอมองเห็นฟู่เยี่ยนและกำลังจะเรียกนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น เและฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินก็วิ่งพรวดพราดออกไปนอกประตู เธอจึงวิ่งตามออกมา
“คุณไป๋คะ เกิดอะไรขึ้น ? ฉันช่วยอะไรได้บ้าง ?” นาเอะโกะถามพลางมองไปที่ลุงไฉที่อยู่ในอ้อมแขนของไป๋โม่เฉิน
“คุณนาเอะโกะ ช่วยโทรเรียกรถพยาบาลให้ที หรือถามทางโรงแรมว่ามีรถอยู่หรือเปล่า รีบหน่อย !” ไป๋โม่เฉินเร่งเร้า เพราะเขากังวลอยากรีบไปดูอาการของมู่อี้อัน
ฝั่งของมู่อี้อันนั้นค่อนข้างยากลำบาก ขาของเขาติดอยู่ในเบาะรถ ฟู่เยี่ยนจำเป็นต้องใช้มีดสั้นช่วยตัดเบาะที่ทับขาของเขาออก
“เสี่ยวฮั่ว เป็นอย่างไรบ้าง ?” ไป๋โม่เฉินที่อุ้มลุงไฉไว้ถามพลางเดินเข้ามาดูอาการของมู่อี้อัน
“ฉันต้องตัดเบาะออกก่อน ลุงไฉเป็นอย่างไรบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้น มือของเธอก็กำลังวุ่นอยู่กับการตัดเบาะรถ
“ยังหายใจอยู่ ทางโรงแรมส่งคนมาช่วยแล้ว เธอไหวไหม ? หรือจะให้ฉันทำแทน ?” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าฟู่เยี่ยนต้องระมัดระวังในการตัดเบาะมาก กลัวว่าจะไปทำให้มู่อี้อันบาดเจ็บหนักขึ้น
“พี่ดูแลลุงไฉก่อน แล้วโทรบอกบ้านตระกูลเฮ่อให้จัดการเรื่องโรงพยาบาลไว้ด้วย” ฟู่เยี่ยนสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ตอนนี้ทั้งตัวของมู่อี้อันเต็มไปด้วยเลือด แต่ฟู่เยี่ยนตรวจสอบดูแล้วว่าไม่มีบาดแผลสาหัสอื่น นอกจากแผลที่หัว เธอใช้เข็มทองช่วยห้ามเลือดแล้ว
ฟู่เยี่ยนเร่งมือเพราะรู้ว่าหากไม่รีบจัดการ ขาของมู่อี้อันอาจได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อหนักขึ้น ในที่สุด เธอก็ช่วยเขาออกมาได้ภายในสิบนาที
พวกเพื่อนร่วมทีมของนาเอะโกะช่วยกันยกมู่อี้อันออกมานอนบนพื้นด้านนอกโรงแรม ฟู่เยี่ยนรีบใช้เข็มทองห้ามเลือดและตรวจดูอาการของเขาอย่างรวดเร็ว
เธอตรวจดูอาการของมู่อี้อันและพบว่าแขนซ้ายของเขาเคล็ดจนข้อหลุด แขนขวามีแผลจากการกระแทก ขาซ้ายแค่บาดเจ็บภายนอก แต่ขาขวากลับมีอาการกระดูกหักเล็กน้อย ตอนนี้ไม่ควรเคลื่อนย้ายเขาไปไหนโดยไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง
ขณะนั้น ไป๋โม่เฉินวางตัวลุงไฉลงบนเปลพยาบาลแล้วรีบโทรหาตระกูลเฮ่อให้จัดการเรื่องโรงพยาบาล จากนั้นทั้งสองคนทำได้เพียงรอทีมแพทย์เท่านั้น
คนของตระกูลเฮ่อมาถึงเร็วมาก คุณชายใหญ่ของตระกูลเฮ่อเดินทางมาด้วยตัวเอง พร้อมกับผู้ช่วยอย่างลุงหลิวและเชอต้าไห่
“ฟู่เยี่ยน เป็นอย่างไรบ้าง ? เธอโอเคไหม ? ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร ?” คุณชายใหญ่เฮ่อเห็นสภาพของมู่อี้อันที่นอนอยู่กับพื้น ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจและเป็นห่วง
“กระดูกขาขวาหัก หมอมากันหรือยัง ? ฉันไว้ใจได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างตรงไปตรงมา สายตาของเธอเต็มไปด้วยความแน่วแน่และเยือกเย็น เพราะเธอใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลังแล้ว และรู้ว่าใครเป็นคนขว้างระเบิด !
คุณชายใหญ่เฮ่ออึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนในสภาพที่จริงจังและดูอันตราย แต่เขาก็รีบตอบกลับทันที
“หมอกำลังจะมาถึงแล้ว เราจะพาเขาไปที่โรงพยาบาลเครือเฮ่อกรุ๊ป หมอที่นั่นเป็นหมอมืออาชีพ ไม่ต้องห่วง พวกเขาจะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด !”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ แต่เธอก็ยังคงเชื่อมั่นในโรงพยาบาลของเครือตระกูลเฮ่อ สิ่งที่เธอทำได้ตอนนี้คือส่งมู่อี้อันไปให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด
“ลุงหลิวคะ ฝากลุงตามไปดูแลเขาด้วยนะ ฉันยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีก !” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตอนนี้เนื้อตัวของเธอมีแต่คราบสกปรก ทว่าดวงตาของเธอเป็นสีแดงก่ำจนทำให้คนรอบข้างหวาดกลัว
ลุงหลิวมองดูเธอด้วยความเข้าใจ และพูดเสียงเบาว่า “ฟู่เยี่ยน ระวังตัวด้วย ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม อย่าเสี่ยงเกินไป เรากำลังจะกลับแผ่นดินใหญ่ในอีกไม่นานนี้แล้ว”
เขารู้ดีว่าฟู่เยี่ยนใส่ใจเรื่องของมู่อี้อันแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรมาก
“ไม่ต้องห่วงค่ะลุง หนูไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจัดการเสร็จ หนูจะตามไปที่โรงพยาบาลเอง ลุงเชอ ลุงช่วยไปดูหวังเซียงให้หน่อยนะคะว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
เชอต้าไห่ได้ยินแบบนั้นก็รีบรับคำทันที “ได้เลย ฟู่เยี่ยน เธออย่าลืมนะว่าที่นี่คือเกาะฮ่องกง อย่าไปทำอะไรที่มันเกินตัวเข้าล่ะ”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์โรงแรม แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาลุงห่าว
ตอนที่ 438: ข่าวคราว
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนโทรหาได้ไม่นาน ฉินเฟิงก็มาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ตอนที่เขามาถึงนั้น ฟู่เยี่ยนกำลังอยู่ในห้องของนาเอะโกะ
“คุณหนูฟู่ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ ?” เมื่อฉินเฟิงเดินเข้าห้องมา ฟู่เยี่ยนกำลังตั้งหน้าตั้งตาวาดอะไรบางอย่างอยู่ เขาจึงมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ไป๋โม่เฉินจึงส่ายหัวเป็นสัญญาณว่าอย่ารบกวนเธอ
ฉินเฟิงจึงยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองไปที่กระดาษในมือของฟู่เยี่ยน มันดูเหมือนเป็นภาพวาดของใครบางคน ?
สิบห้านาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมา เธอมองฉินเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นกระดาษให้เขา
“คุณฉิน ลุงห่าวบอกคุณแล้วใช่ไหม ? ส่งคนไปตามหาคนในภาพนี้ แล้วจับตัวมาให้ได้”
ฉินเฟิงรับกระดาษมาแล้วมองดูภาพ ภาพนั้นดูเหมือนจริงมาก หากเขาพบคนในภาพ เขาเชื่อว่าตนเองจะไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน เขาพยักหน้าเป็นการยืนยันและเตรียมตัวไปดำเนินการทันที
“คุณฟู่ นี่คือภาพเหมือนตัวคนร้ายใช่ไหม ?”
“เขาเป็นแค่คนลงมือ ยังไม่ใช่ตัวการเบื้องหลัง แต่ถ้าจับเขาได้ เราก็จะรู้เรื่องทั้งหมด ฉันจะเปิดห้องพักที่นี่ รอคุณ” ฟู่เยี่ยนส่ายหัว แน่นอนว่าเธอไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น
ฉินเฟิงหันหลังเดินจากไป เพื่อไปทำหน้าที่ของเขา
“นาเอะโกะ พวกเราไปดูอาจารย์ของคุณกันดีกว่า ดูว่าอาการของเขาดีขึ้นบ้างไหม” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสายตาแน่วแน่ เธอจะต้องแก้แค้นให้ได้ ! คราวนี้ต่อให้เป็นผู้มีอำนาจมากแค่ไหน ก็ไม่อาจหยุดยั้งเธอได้ !
“ฟู่เยี่ยน พวกเธอยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ? ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ตอนนี้อาจารย์ยังไม่ตื่น” โคกาวะ นาเอะโกะมองทั้งสองคน คิดว่ามาเช้าขนาดนี้ พวกเขาคงยังไม่ได้ทานอาหารเช้าแน่ ๆ
ฟู่เยี่ยนกำลังจะปฏิเสธ แต่ไป๋โม่เฉินจับไหล่เธอไว้ เขาไม่อยากให้เธอหักโหมร่างกายเกินไป
“เธอก็ควรไปล้างหน้าสักหน่อย ฉันจะไปเปิดห้อง แล้วเราค่อยลงไปกินอาหารเช้ากัน ระหว่างนี้ไม่รู้ว่าฉินเฟิงจะกลับมาเมื่อไหร่ เราควรพักผ่อนเติมพลังไว้ก่อน
ฟู่เยี่ยนพยักหน้า เห็นตัวเองในกระจกก็รู้สึกว่าควรล้างหน้าจริงๆ ไป๋โม่เฉินเปิดห้องพักเสร็จแล้ว ห้องอยู่ที่ชั้นบน หลังจากเธอล้างหน้าล้างตัวเสร็จแล้ว ทั้งสามคนจึงลงไปกินอาหารเช้าด้วยกัน
ชีพจรของหวังเซียงดูเหมือนจะดีขึ้นบ้าง ฟู่เยี่ยนตรวจดูสมองของเขา ตรงจุดที่มีอาการยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เธอจึงคิดว่าต้องใช้การฝังเข็มร่วมด้วย
“ยาดูเหมือนจะได้ผล เมื่อทานยานี้หมดแล้ว ฉันจะมาช่วยฝังเข็มให้ทุกวัน”
หวังเซียงรู้สึกว่าตัวเองมีสติมากขึ้นในวันนี้ เขามองฟู่เยี่ยน และได้ยินจากนาเอะโกะว่าเด็กสาวคนนี้คือหลานสาวของพี่สาวเขา นั่นก็แปลว่าเธอเป็นหลานของเขาเองด้วย
เพียงแต่ในสมองของเขายังไม่มีภาพจำเกี่ยวกับญาติพี่น้องเลย เช่นเดียวกับชายคนนี้ที่บอกว่าเป็นศิษย์น้องของเขา เขารู้ว่าความสามารถทั้งหมดของเขาต้องมีการสืบทอด แต่เขากลับจำอะไรไม่ได้เลย
“คุณไม่ต้องพยายามนึกมากหรอก แบบนั้นจะทำให้คุณเครียดและกดดัน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่ออาการบาดเจ็บในสมองของคุณหายดี คุณจะจำทุกอย่างได้เอง” ฟู่เยี่ยนมองหวังเซียง เธอดูออกว่าเขากำลังพยายามนึกหาความทรงจำที่ขาดหายไป
“เข้าใจแล้ว เมื่ออาการบาดเจ็บหายดี ฉันก็คงจะจำได้เอง” หวังเซียงพยักหน้า
“พักผ่อนให้เต็มที่นะ ฉันจะมาใหม่พรุ่งนี้” ฟู่เยี่ยนพูดจบก็ลาหวังเซียงออกมา เชอต้าไห่เองก็ต้องกลับไปด้วย ทุกคนกำลังรอข่าวจากเขาอยู่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าถานที่คงจะกระวนกระวายมาก
“ฟู่เยี่ยน ฉันจะกลับไปบอกข่าวกับทุกคนก่อน เราจะไปเยี่ยมพวกเขาที่โรงพยาบาลกัน เธอไม่ต้องกังวลไปนะ เสี่ยวอันยังมีพวกเราดูแลอยู่” เชอต้าไห่กล่าว
“ได้ค่ะ ลุงเชอ ฝากบอกทุกคนว่าไม่ต้องกังวลเกินไปนะคะ และอย่าไปโรงพยาบาลพร้อมกันทั้งหมดนะคะ ผลัดกันไปเฝ้าไข้เปลี่ยนลุงหลิวก็ได้ รบกวนด้วยค่ะ !”
พูดอะไรกัน พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน พวกนั้นทำตัวบ้าระห่ำแบบนี้ พรุ่งนี้ไม่รู้จะเล่นงานใครอีก เธอต้องระวังตัวให้มากนะ” เชอต้าไห่กำชับอย่างหนักแน่น
“80% มุ่งมาที่ฉันค่ะ ลุงเชอ ลุงเองก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน ฉันไม่ไปส่งลุงแล้วนะ” ฟู่เยี่ยนเข้าใจดีว่าผู้บงการคงหนีไม่พ้นคนกลุ่มเดิม
“โอเค ฉันจะกลับแล้วนะ ตอนออกมาผู้เฒ่าถานร้อนใจจนอยากจะมาดูแลเสี่ยวอันเองอยู่แล้ว ฉันต้องรีบกลับไปปลอบเขาหน่อย” เชอต้าไห่พูดจบก็เดินจากไป
ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินกลับไปที่ห้องที่เพิ่งเปิดไว้ ทั้งสองนั่งลงบนเตียง ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกง เธอจึงดึงมันออกมาอย่างรวดเร็ว มันคือยันต์คุ้มภัยของมู่อี้อัน
ยันต์นี้เธอเคยให้เขาตอนที่ไปจับตัวเสิ่นเฉิงหมิน และเขาก็พกมันติดตัวมาโดยตลอด ดูจากรอยไหม้บนยันต์ก็รู้ได้เลยว่าสถานการณ์ในตอนนั้นอันตรายขนาดไหน
ถ้าไม่มียันต์นี้คอยปกป้อง มู่อี้อันกับคนขับรถคงถูกระเบิดร่างไปแล้ว !
ฟู่เยี่ยนกำยันต์แน่น จนในเวลาไม่นานมันก็ถูกบีบจนกลายเป็นขี้เถ้า ไป๋โม่เฉินเห็นดังนั้นจึงรีบจับมือเธอออกมาดู
“นี่เป็นยันต์ของมู่อี้อันใช่ไหม ? เสี่ยวฮั่ว เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าใครเป็นคนทำ ?” ไป๋โม่เฉินยื่นแก้วน้ำให้ ฟู่เยี่ยนรับมาแล้วดื่มรวดเดียวหมด
“คนพวกนั้นน่าจะเป็นคนที่มุ่งเป้ามาที่ฉัน หากไม่ใช่ตระกูลเหอก็คงเป็นตระกูลหวัง มู่อี้อันช่วยฉันรับเคราะห์แทน โชคดีที่มียันต์ปกป้อง ถ้าไม่มีมัน เขาคงถูกระเบิดเป็นชิ้นๆไปแล้ว” ฟู่เยี่ยนเม้มปากแน่น แสดงออกถึงความโกรธที่ปะทุอยู่ในใจ
“เสี่ยวฮั่ว ผ่อนคลายหน่อยนะ อย่าเครียดเกินไป เธอสัญญากับฉันสิ ไม่ว่าฉินเฟิงจะเอาข่าวอะไรมาบอกในภายหลัง เธอต้องใจเย็นไว้ และฉันจะไปกับเธอทุกที่ ไม่ว่าเธอจะไปไหน” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับมองเธออย่างจริงจัง
เขาไม่เคยเห็นฟู่เยี่ยนแสดงอารมณ์แบบนี้มาก่อนเลย เขารู้ว่ามู่อี้อันมีความหมายกับเธอต่างออกไป ฟู่เยี่ยนเริ่มต้นชีวิตในวงการนี้ตั้งแต่ยังเด็ก และใช้ชีวิตตามลำพังมาตลอด จนกระทั่งเธอได้พบกับมู่อี้อันและกลายเป็นเพื่อนกันโดยบังเอิญ มันเปลี่ยนชีวิตเธอจากการเดินทางคนเดียวไปตลอดชีวิตให้มีเพื่อนร่วมทางเดิน ดังนั้น เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอ และรู้ดีว่าการล้างแค้นครั้งนี้มีความหมายสำหรับเธอแค่ไหน !
ฟู่เยี่ยนหันไปมองไป๋โม่เฉินชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆเอาหัวพิงลงบนไหล่ของเขา
“ไป๋โม่เฉิน พี่เข้าใจฉันใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนหลับตาลงแล้วค่อยๆพูดออกมาอย่างแผ่วเบา
“ฉันเข้าใจ ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น ฉันเองก็อยากแก้แค้นให้เขาเหมือนกัน ฉันรู้ดี เขาไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นทั้งคู่หูและสหายร่วมรบของเธอ ฉันพูดถูกไหม ?” ไป๋โม่เฉินลูบผมเธอเบาๆ
คำพูดของไป๋โม่เฉินทำให้ฟู่เยี่ยนพยักหน้า เขาพูดถูก มู่อี้อันไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นทั้งคู่หูและสหายร่วมรบของเธอ ! เธอไม่ใช่คนที่ไร้ความรู้สึก แต่เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีทั้งความรักและความโกรธของมนุษย์
“ใช่ เพราะอย่างนั้น ฉันจะต้องล้างแค้นให้เขา ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม !”
ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไป๋โม่เฉินตบเบาๆที่หลังของเธอ
“พักสักหน่อยเถอะ ฉินเฟิงคงจะกลับมาในไม่ช้านี้ เราจะต้องจับตัวคนร้ายได้แน่นอน” เขาค่อยๆลูบหลังเธอเบาๆ ฟู่เยี่ยนจึงเอนกายพิงเขาและหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ไม่นานนัก ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “ก็อก ก็อก…”
ฉินเฟิงกลับมาแล้ว
เมื่อไป๋โม่เฉินเดินไปเปิดประตู ฉินเฟิงรีบก้าวเข้ามาในห้องทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสนใจ
“คนของเรากระจายกำลังไปหมดแล้วครับ ภาพที่คุณหนูฟู่วาดไว้เหมือนจริงมาก ตอนนี้มีคนพบพยานผู้เห็นเหตุการณ์แล้ว ผมเชื่อว่าช่วงบ่ายน่าจะมีข่าวเข้ามา” ฉินเฟิงรายงาน
“พักสักหน่อยนะคะ เราลำบากคุณแล้ว คุณฉิน” ฟู่เยี่ยนพยักหน้าแล้วรินน้ำให้เขาหนึ่งแก้ว ทั้งสามคนนั่งลงด้วยกัน
“คุณหนูฟู่ครับ วันนี้มีรายงานจากคนของผม บอกว่าเสิ่นหวยเอินเสียชีวิตในคุกเมื่อคืนนี้ และหม่าซานหยวนถูกประกันตัวออกไปแล้ว แต่เราไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่าใครเป็นคนประกันตัวเขาออกมา”
ข่าวนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าต้องมีความเกี่ยวโยงกัน เธอนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นเดินวนไปรอบๆห้อง แล้วเธอก็หยิบเหรียญห้าจักรพรรดิขึ้นมาจากข้างโต๊ะ ตั้งใจจะเสี่ยงทายเพื่อยืนยันความสงสัยในใจของตัวเอง
เธอเสี่ยงทายทั้งหมดหกครั้ง และผลของการเสี่ยงทายชี้ว่าทิศทางที่เธอคาดเดานั้นถูกต้อง
ฟู่เยี่ยนยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ดีมาก !”
ตอนที่ 439: แผนการแก้แค้น
ฉินเฟิงกับไป๋โม่เฉินมองดูฟู่เยี่ยนเสี่ยงทายเหรียญห้าจักรพรรดิโดยไม่พูดอะไร พวกเขาแค่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ
“คุณฉิน คุณรู้ที่อยู่ของตระกูลเหอกับตระกูลหวังไหม ?” ฟู่เยี่ยนหันมาถาม หลังจากที่ผลการเสี่ยงทายยืนยันว่าความสงสัยของเธอถูกต้อง การรอเฉยๆ ไม่ใช่ทางเลือกของเธอ
โดยเฉพาะเมื่อถูกกดดันถึงขนาดนี้ นั่นไม่ใช่นิสัยของเธอเลย !
“ตระกูลเหออยู่ที่เฉี่ยนสุ่ยวาน ส่วนตระกูลหวังก็อยู่บริเวณนั้นเหมือนกัน สองตระกูลนี้อยู่ไม่ไกลกันมาก แต่หัวหน้าตระกูลเหอมีหลายบ้าน และมีภรรยาหลายคน เขาอาจไม่ได้อยู่บ้านหลังเดียวตลอดเวลา” ฉินเฟิงนึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับตระกูลเหอ
“อ้อ ?” ฟู่เยี่ยนเริ่มสนใจขึ้นมา
“หัวหน้าตระกูลเหอมีภรรยาที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการสามคน และภรรยาที่ไม่ได้รับการยอมรับอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้นการจะหาเขาให้เจออาจเป็นเรื่องยาก แต่หัวหน้าตระกูลหวังกลับหาตัวง่ายกว่า เพราะเขาอยู่กับครอบครัวใหญ่ทั้งหมด”
“เล่าเรื่องตระกูลหวังให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“ตระกูลหวังเริ่มต้นจากธุรกิจเดินเรือ ย้อนไปสองรุ่นก่อนหน้าก็ยังทำธุรกิจนี้อยู่ แต่พอมาถึงรุ่นนี้ หัวหน้าตระกูลหวังตัดสินใจทำตามวิสัยทัศน์ของตัวเองและขยายไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เริ่มทำได้เพียงไม่กี่ปี ผลลัพธ์ก็ยังไม่เห็นชัดเจน ตอนนี้ดูเหมือนธุรกิจยังขาดทุนอยู่”
“เรื่องนี้ทำให้หุ้นส่วนในตระกูลหลายคนไม่พอใจ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เหล่าลุงๆของหัวหน้าตระกูลหวังรวมตัวกันคัดค้านเขา แต่ไม่รู้ว่าเขาไปให้สัญญาอะไรไว้ ทำให้สถานการณ์สงบลงได้”
ฉินเฟิงที่ทำงานกับลุงหาวมายาวนาน จึงรู้ข้อมูลลับเกี่ยวกับตระกูลใหญ่เหล่านี้เป็นอย่างดี
“ในเมื่อหาหัวหน้าตระกูลหวังเจอง่าย เราก็ต้องรีบยืนยันให้ได้ว่าคืนนี้หัวหน้าตระกูลเหอจะอยู่ที่ไหน อีกอย่างฉันมั่นใจว่าหม่าซานหยวนต้องอยู่ที่ตระกูลเหอ คงต้องหาตัวเขาให้เจอก่อน” ฟู่เยี่ยนเข้าใจดีว่าตระกูลเหอยังไม่ล้มเลิกความคิดเรื่องแย่งชิงพลังของชีพจรมังกร
“ตกลง ฉันจะให้อาปิงไปจัดการ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดี ?” ฉินเฟิงถามอย่างตื่นเต้น การทำงานกับฟู่เยี่ยนนี่มันช่างตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ
“เมื่อพวกเขาส่งของขวัญมาให้ฉันก่อน ฉันก็ไม่ควรทำตัวขี้เหนียว ต้องตอบแทนคืนบ้าง แต่ของขวัญที่ฉันจะให้ รับรองเลยว่าพวกเขาจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต !” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความเย้ยหยัน !
ฉินเฟิงส่งคนไปดำเนินการตามแผน ส่วนเขากลับมาที่ห้อง ฟู่เยี่ยนกำลังวาดยันต์พอดี โชคดีที่วันนี้เธอนำอุปกรณ์ติดมาด้วย เมื่อเธอหยิบยันต์กระดาษออกจากกระเป๋า ไป๋โม่เฉินก็เหลือบมองกระเป๋าของเธอด้วยความสงสัย สรุปแล้วก่อนหน้านี้เธอไปเอาน้ำดับไฟมาจากที่ไหน ?
ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นสายตาของไป๋โม่เฉิน แววตาเธอวูบไหวเล็กน้อย ในใจของเธอรู้สึกอึดอัดอยู่ลึกๆ ความลับเรื่องดินแดนต่างมิติของเธอมีเพียงพ่อแม่ของเธอเท่านั้นที่รู้ ฟู่เยี่ยนเคยคิดจะบอกไป๋โม่เฉิน แต่ก็ยังไม่กล้าพูดออกมา
เช้านี้ เขาคงเห็นเธอใช้ดินแดนต่างมิติดึงน้ำออกมา ถ้าเขาถามขึ้นมา เธอควรจะตอบอย่างไรดี ? จะบอกความจริง หรือแต่งเรื่องขึ้นมา ?
ฟู่เยี่ยนรู้สึกลังเลอยู่นานกับการอธิบายเรื่องดินแดนต่างมิติของเธอ แต่ดูเหมือนว่าไป๋โม่เฉินจะสนใจเพียงแค่กระเป๋าและไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้เธอจะไม่อยากโกหกเขา แต่ก็คงยังไม่พร้อมที่จะบอกความจริงเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนจึงหันไปสนใจการวาดยันต์ต่อจนเสร็จอย่างรวดเร็ว เธอตั้งใจจะส่ง "ของขวัญ" พิเศษให้กับตระกูลเหอและตระกูลหวัง
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าต้องรอจนค่ำถึงจะลงมือได้ เพราะการวางค่ายกลในคืนเดือนมืดนั้นไม่สามารถทำอย่างเปิดเผยได้
“ไปกันเถอะ เราไปโรงพยาบาลกันหน่อย” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าในตอนนี้มู่อี้อันจะฟื้นแล้วหรือยัง
เมื่อพวกเขามาถึงโรงพยาบาล มู่อี้อันเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย บาดแผลบนร่างกายถูกพันแผลไว้ทั้งหมด แต่เขายังไม่ฟื้นจากการสลบไสล
หมอแจ้งว่าบาดแผลที่ศีรษะและฤทธิ์ยาสลบจากการผ่าตัดทำให้เขายังไม่รู้สึกตัว
ส่วนคนขับรถอย่างลุงไฉก็ถูกเสียงระเบิดดังจนสลบ แต่สถานการณ์ของเขาดีกว่ามู่อี้อัน เพราะระเบิดถูกโยนไปที่ตำแหน่งเบาะหลังพอดี
ลุงหลิวคอยดูแลมู่อี้อันอยู่ไม่ห่าง ขณะที่ใช้สำลีชุบน้ำค่อย ๆ ป้อนปากให้เขาดื่มน้ำเป็นระยะๆ ส่วนเชอต้าไห่ก็มาถึงแล้ว คนอื่นยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ
ฟู่เยี่ยนตรวจดูมู่อี้อัน พบว่าบาดแผลได้รับการดูแลอย่างดีจากแพทย์ฝีมือดีของโรงพยาบาลตระกูลเฮ่อ เธอยังจับชีพจรให้เขาเพื่อความแน่ใจ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ยังต้องพักฟื้นอย่างดี เพราะการบาดเจ็บถึงกล้ามเนื้อและกระดูกต้องใช้เวลารักษานาน
“ลุงหลิว ลำบากลุงแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปถามหมอเรื่องอาการของเขา แล้วจะเอาน้ำมาให้ลุงนะคะ” ฟู่เยี่ยนบอก พร้อมกับรับกาน้ำร้อนมาจากลุงหลิว เธอเตรียมจะใส่น้ำจากดินแดนต่างมิติของเธอให้มู่อี้อันดื่ม
“ได้สิ ไปถามหมอหน่อยก็ดี หมอที่นี่เก่งมาก ตั้งแต่คุณชายใหญ่บอกไว้ พวกเขาก็มาตรวจดูทุกชั่วโมง” ลุงหลิวส่งกาน้ำร้อนให้ฟู่เยี่ยน
“ไป๋โม่เฉิน ฉันไปเองนะ พี่รออยู่ที่นี่เถอะ” ฟู่เยี่ยนหิ้วกาน้ำร้อนออกไป ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าเธอคงจะไปเปลี่ยนน้ำ แต่เขาไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้ฟู่เยี่ยนไป
ที่จริงในตอนแรก ไป๋โม่เฉินรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เพราะรู้ว่าฟู่เยี่ยนมีความลับแต่ไม่ยอมบอกเขา แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าตัวเองควรเคารพการตัดสินใจของเธอ แม้ว่าทั้งสองจะใกล้ชิดกันมากแค่ไหน ก็ยังต้องมีพื้นที่ส่วนตัวให้กันบ้าง
หากไม่เป็นเช่นนั้น ความใกล้ชิดอาจกลายเป็นการบีบบังคับไปในที่สุด ไป๋โม่เฉินก็ทำใจได้ แม้เธอจะไม่พูดออกมาตลอดกาลก็ไม่เป็นไร เพราะเธอยังเป็นฟู่เยี่ยนที่เขารักอยู่ดี เขาเองก็มีอารมณ์ความรู้สึกในใจเหมือนกัน และไม่ได้บอกเธอทุกเรื่องเสมอไป
เมื่อมีความสุข เขาจะแบ่งปันให้เธอ แต่หากมีความกังวลและความรู้สึกแย่ๆ เขาจะเก็บไว้กับตัวเอง เพราะความสุขนั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้เป็นสองเท่า แต่ความเศร้าเขาจะจัดการเอง
“ไป๋โม่เฉิน ฉันมีเรื่องจะบอก” ลุงหลิวเห็นว่าฟู่เยี่ยนออกไปแล้ว จึงพูดคุยกับไป๋โม่เฉิน
“ครับลุงหลิว พูดมาเลย” ไป๋โม่เฉินเปลี่ยนเป็นท่าทางจริงจังทันที
“ไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนเป็นเด็กที่มีน้ำใจมาก ดูจากที่เธอดูแลครอบครัวก็รู้แล้ว ส่วนมู่อี้อัน เธอเห็นเขาเป็นเพื่อน ฉันเป็นห่วงปฏิกิริยาของเธอตอนเช้า กลัวว่าเธอจะทำอะไรบุ่มบ่ามจนตัวเองตกอยู่ในอันตราย”
“ดังนั้นนายต้องตามเธอไปทุกที่ ดูแลความปลอดภัยของเธอ และในช่วงเวลาสำคัญต้องคอยห้ามและตักเตือนเธอไว้ เพราะในกลุ่มพวกเรานี้ มีเพียงนายที่ใกล้ชิดกับฟู่เยี่ยนมากที่สุด”
“ที่นี่คือเกาะฮ่องกง ต้องระวังตัวให้ดี อย่าประมาทเด็ดขาด”
ลุงหลิวกังวลมากเกี่ยวกับฟู่เยี่ยน เพราะเธอไม่เพียงแต่เป็นคนที่เก่งที่สุดในกลุ่ม แต่ยังเป็นหลานสาวของต้านี ถ้าเธอเป็นอะไรไป เขาจะไปบอกต้านีอย่างไร ?
“ลุงหลิว ไม่ต้องกังวลครับ ผมจะอยู่กับเธอตลอดเวลา ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่มีสติรู้ตัวดี เธอจะไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายหรอกครับ เพราะถึงอย่างไรเราก็มาที่นี่เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนกัน”
คำพูดของไป๋โม่เฉินทำให้ลุงหลิวพยักหน้า แม้ในใจเขายังมีความโกรธที่มู่อี้อันต้องทนทุกข์ !
แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ หากครั้งนี้ไม่มีคนมาด้วยมากมาย เขาคงลุกขึ้นสู้เพื่อค้นหาตัวคนร้ายแล้ว !
“พวกเธอเป็นเด็กดีทั้งคู่ ระวังตัวให้ดี พอฟู่เยี่ยนจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มู่อี้อันฟื้นตัวจนสามารถขยับตัวได้เมื่อไหร่ เราก็กลับบ้านกันเถอะ”
ลุงหลิวไม่อยากมาเกาะฮ่องกงอีกแล้ว ที่นี่ช่างไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย !
ตอนที่ 440: สอบสวน
ฟู่เยี่ยนถือกระติกน้ำร้อนไปหาน้ำ แต่ใช้เวลานานกว่าจะเจอจุดเติมน้ำ ซึ่งภายในมีคนอยู่ไม่กี่คนที่กำลังเติมน้ำอยู่
ฟู่เยี่ยนล้างกระติกน้ำให้สะอาด เติมน้ำร้อนเข้าไปเกือบครึ่ง จากนั้นเติมน้ำในดินแดนต่างมิติเข้าไปจนเต็ม เมื่อดื่มจะไม่ทำให้ใครสงสัย เพราะน้ำในดินแดนต่างมิตินั้นเย็นสดชื่นกว่าน้ำปกติมาก
เมื่อเติมน้ำเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินไปหาหมอ สอบถามเกี่ยวกับอาการของมู่อี้อัน หมอบอกตามที่ฟู่เยี่ยนวิเคราะห์ไว้ไม่มีผิด พอออกจากห้องของคุณหมอมา เธอก็เห็นฉินเฟิงวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเข้าไปในห้องคนไข้ ในตอนนั้นฉินเฟิงรออยู่ที่ชั้นล่าง แต่ตอนนี้เขารีบขึ้นมา นั่นหมายความว่าต้องมีเรื่องด่วนอย่างแน่นอน
“คุณหนูฟู่ เราจับตัวคนร้ายได้แล้ว ! พวกนั้นถูกคนของเราจับเอาไว้ที่ท่าเรือ และที่สำคัญคุณคงคิดไม่ถึงว่าอีกคนที่ถูกจับตัวมาด้วยคือใคร !” ฉินเฟิงพูดด้วยความตื่นเต้น
“ใครเหรอ ? ” ฟู่เยี่ยนหยุดเดิน
“หม่าซานหยวน !”
……
และเมื่อได้เห็นหม่าซานหยวนอีกครั้ง เขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและถือกล่องใบหนึ่งอยู่ ถ้าไม่รู้จักว่านี่คืออาจารย์หม่า ฟู่เยี่ยนคงแทบจำเขาไม่ได้เลย
ตอนนี้หม่าซานหยวนถูกจับมาอยู่ในสถานที่ร้างที่เป็นโกดังเก่า เป็นที่สอบสวนของแก๊งค์หง จะไม่มีใครเข้ามาที่นี่ได้ง่ายๆ ฉินเฟิงนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไม่ได้ปรากฏตัว พวกเขาอยู่ในห้องเล็กที่แยกออกมา
ห้องนี้เดิมถูกเตรียมไว้ให้หัวหน้าแก๊งค์หงใช้ฟังการสอบสวนในกรณีที่ไม่สะดวกปรากฏตัวเอง ตอนนี้มันเหมาะให้ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยพอดี
เดิมทีฟู่เยี่ยนตั้งใจจะออกไปพบกับหม่าซานหยวน แต่พอคิดอีกที เธอตัดสินใจให้ฉินเฟิงเป็นคนสอบสวนตัว ‘ฆาตกร’ ก่อน เพราะตัวเธอนั้นถือว่าได้ ‘ตายไปแล้ว’
“พูดมาเถอะ ใครสั่งให้แกทำแบบนี้ ? กล้าดียังไงมาปาระเบิดใส่รถของตระกูลเฮ่อ ?” ฉินเฟิงนั่งเล่นมีดเล่มเล็กในมือ สายตาจ้องเขม็งไปยังชายที่นั่งคุกเข่าอยู่
คนที่นอนอยู่บนพื้นก็คือลูกน้องของหม่าซานหยวนชื่อ เสี่ยวฝู เขาก้มหน้าไม่พูดไม่จา แม้ว่าฉินเฟิงและลูกน้องจะพยายามสอบสวนเขาอย่างไรก็ตาม แต่เขาก็ไม่ยอมเปิดปาก
“อาปิง ชายคนนี้เป็นใคร ?” ฟู่เยี่ยนหันไปถามลูกน้องของฉินเฟิง
“คุณหนูฟู่ คนนี้คือคนติดตามของหม่าซานหยวน ชื่อเสี่ยวฝูครับ ผมเคยเห็นเขาอยู่ข้างกายหม่าซานหยวน เขาเป็นทั้งคนติดตามและผู้จัดการส่วนตัว” อาปิงอธิบาย
อาปิงพูดตามความจริง เพราะหลังจากที่ดูภาพเหมือนที่คุณหนูฟู่วาดไว้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นใคร
ฟู่เยี่ยนพยักหน้า “คนติดตามของหม่าซานหยวนงั้นเหรอ ? เข้าใจแล้ว ไปบอกคุณฉินเฟิงทีว่า...” จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็พูดกระซิบข้างหูอาปิง
“ผมเข้าใจแล้วครับคุณหนูฟู่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” อาปิงออกจากห้องเล็ก เดินอ้อมไปทางประตูใหญ่ เขาเดินเข้าไปในห้องใหญ่ ตรงไปที่ฉินเฟิงแล้วกระซิบบางอย่างกับเขา
“ในเมื่อแกไม่พูด งั้นเรามาเล่นเกมกันดีกว่า ! อาสุ่ย เอาแส้มา แล้วจัดการต้อนรับหม่าซานหยวนดีๆหน่อย ! ฉันจะถามคำถาม ถ้าแกไม่ตอบ แส้จะฟาดไปที่หม่าซานหยวน ถ้าแกตอบผิด ฉันจะฟาดสองที แต่ถ้าแกตอบถูก แส้จะหยุด ดีไหม ?”
เมื่อฉินเฟิงได้ยินสิ่งที่อาปิงกระซิบมาก็เข้าใจทันทีว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับคนอย่างเสี่ยวฝู
“แกมันเลวทรามต่ำช้า !” เสี่ยวฝูพยายามดิ้นรนลุกขึ้นอย่างโกรธเคือง เป็นที่ชัดเจนว่าฉินเฟิงสามารถกดดันจุดอ่อนของเขาได้
“ถ้าแกยอมให้ความร่วมมือดีๆ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ แกไม่อยากให้หม่าซานหยวนโดนลงโทษหนักใช่ไหม ? ถ้าแกยอมพูด อาจารย์หม่าอาจไม่ต้องทนเจ็บปวดไปมากกว่านี้”
ฉินเฟิงพูดเสียงเรียบ เขาไม่มีท่าทีจะสงสารเสี่ยวฝูเลย เพราะการที่เสี่ยวฝูกล้าโยนระเบิดใส่รถของตระกูลเฮ่อ แสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมจะฆ่าคนได้โดยไม่ลังเล
แต่เสี่ยวฝูก็ยังคงก้มหน้าปิดปากเงียบ ขณะที่หม่าซานหยวนยังคงนิ่งไม่พูดอะไร เหมือนไม่รู้สึกอะไร อาสุ่ยนำแส้เหล็กพิเศษเข้ามาในห้อง แค่เสียงแส้กระทบพื้นก็ดังสะท้านไปทั่วแล้ว !
“คิดให้ดีนะ นี่มันแส้เหล็ก โดนฟาดไม่ถึงสิบครั้งได้ตายแน่ๆ” ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ พลางเล่นมีดในมือไปด้วย
เสี่ยวฝูยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะทนให้ถึงที่สุด ซึ่งทำให้ฉินเฟิงไม่จำเป็นต้องออมมือ
“ดีมาก ! อาสุ่ย เตรียมตัวได้เลย ฉันจะเริ่มถามคำถามแล้ว อย่าทำให้ฉันต้องเสียหน้า !”
หลังจากที่ฉินเฟิงพูดจบ หม่าซานหยวนและเสี่ยวฝูก็ตัวสั่นสะท้าน ฉินเฟิงเยาะเย้ยอยู่ในใจของเขา ตอนแรกก็คิดว่าพวกเขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง แต่กลายเป็นคนขี้ขลาดเสียได้
“ใครสั่งให้แกขว้างระเบิด ?” ฉินเฟิงเพิ่งถามจบ แส้ของอาสุ่ยก็ฟาดเข้าใส่หม่าซานหยวน หม่าซานหยวนก็ร้องด้วยความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
“แก ! ฉันยังไม่ได้ตอบเลย ทำไมถึงได้ตีอาจารย์แล้วล่ะ” เสี่ยวฝูโกรธมากจนเส้นเลือดของเขาปูดโปนออกมา หากไม่ถูกกดตัวเอาไว้ เขาก็คงวิ่งถลาเข้าไปแล้ว
“โอ้ ฉันลืมบอกแกไป อาสุ่ยของเราเป็นคนใจร้อนมาก ถ้าแกช้าไปสักวินาที แส้ของเขาก็จะไร้ความปรานีทันที”
ฉินเฟิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยและพูดประโยคนี้เบาๆ ในสายตาของเสี่ยวฝู ฉินเฟิงในเวลานี้เหมือนกับงูพ่นพิษอย่างไรอย่างนั้น
แต่เขาทำอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตของพวกเขาอยู่ในมือของเขา ! เขากำหมัดแน่น ในใจพลางครุ่นคิดว่าจะเปิดเผยคนที่อยู่เบื้องหลังดีหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่ยอมให้เขาบอก
“เอาล่ะ คำถามที่สอง ระเบิดมาจากไหน ?”
คำถามแรกและคำถามที่สองเป็นคำถามเดียวกัน ความหมายที่ต้องการสื่อคือใครเป็นคนวางระเบิด ?
“ฉันไม่รู้ว่าระเบิดมาจากไหน พอฉันตื่น มันก็อยู่ข้างหมอนแล้ว” เสี่ยวฝูตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลใจ
“ดีมาก ถ้าเรายังคงร่วมมือเช่นนี้ต่อไป อาจารย์หม่าก็จะเจ็บปวดน้อยลง คำถามต่อไปคือใครเป็นคนยุยงแก ?” ฉินเฟิงถามอย่างช้าๆ
“เป็นหัวหน้าตระกูลเหอ” เสี่ยวฝูกัดฟันบอกความจริง เขาหันไปมองหม่าซานหยวนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ร่างกายของหม่าซานหยวนยังไม่ฟื้นตัวดี หากถูกเฆี่ยนตีเช่นนี้ต่อไป เขาคงพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนี้เสี่ยวฝูเริ่มพูดแล้ว เขาจะไม่ปิดบังมันอีกต่อไป เขายึดคติที่ว่าชาติชายจะไม่ยอมกลืนความเสียเปรียบที่อยู่ตรงหน้า !
“เขาสั่งแกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? แล้วคำพูดดั้งเดิมของเขาพูดว่าอะไร ?” ฉินเฟิงนั่งยืดตัวตรง และถามอย่างจริงจัง
“เมื่อคืนนี้ หัวหน้าตระกูลเหอเรียกฉันไปที่บ้านของพวกเขา และบอกว่ามีบางอย่างที่เขาอยากให้ฉันทำ ตราบใดที่ฉันทำ เขาก็จะช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้”
“ฉันจึงถามเขาว่าอยากให้ฉันทำอะไร แต่เขาไม่ตอบ แค่บอกว่าฉันจะรู้ก็ต่อเมื่อตื่นนอนในเช้าของวันรุ่งขึ้น แน่นอนว่าเมื่อฉันตื่นเช้ามาก็มีจดหมายและระเบิดวางอยู่ข้างหมอนของฉันแล้ว”
“ในจดหมายเขียนว่าอะไร ?” ฉินเฟิงยังคงถามต่อ
“ในจดหมายบอกให้ฉันหาโอกาสโยนระเบิดใส่รถของคนที่ชื่อฟู่เยี่ยน ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน แค่บอกให้ฉันไปที่ประตูโรงแรมที่พวกเขาพักอยู่และรอรถมาเท่านั้น”
หลังจากที่เสี่ยวฝูพูดจบ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ขมวดคิ้วในเวลาเดียวกัน มีเพียงสมาชิกในครอบครัวและคนใกล้ชิดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าฟู่เยี่ยนจะต้องมาที่โรงแรมทุกวัน
ไม่รู้ว่าข่าวหลุดไปได้อย่างไร อีกอย่างก็ต้องถามทางฝั่งของนาเอะโกะให้ดี
“แล้วตอนที่แกขว้างระเบิดใส่ แกไม่รู้เหรอว่ามันเป็นรถของตระกูลเฮ่อ” ฉินเฟิงถามอย่างสงสัย
“ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคือรถของตระกูลไหน เขาให้หมายเลขทะเบียนรถมาหลายคัน ฉันก็เลยขว้างระเบิดสุ่มใส่คันที่มีเลขทะเบียนตามที่เขาให้มา ขว้างเสร็จฉันก็หนี ไม่รู้ผลที่ตามมา”
ต่อให้เป็นรถของผู้ว่าการฮ่องกง เขาก็จะทำ เพราะเขาอยากช่วยอาจารย์
เสี่ยวฝูมีความภักดีและกล้าหาญ แต่คนที่ภักดีและกล้าหาญได้ขนาดนี้ก็เป็นคนบ้าคลั่งได้เช่นกัน
Comments
Post a Comment