magic ep441-445

 ตอนที่ 441: ไฟแห่งเรื่องซุบซิบนินทา

 

“วันนี้แกจะไปทำอะไรที่ท่าเรือ ?” หลังจากที่ฉินเฟิงถามคำถามนี้ เสี่ยวฝูก็เงียบลงอีกครั้ง เขามองไปที่หม่าซานหยวน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าตอนนี้อาจารย์ของเขากำลังได้รับบาดเจ็บสาหัส

 

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะบอกความจริงออกมา

 

“ผมกับคุณชายอยากนั่งเรือไปอเมริกา”

 

ฉินเฟิงรู้อยู่ในใจดีอยู่แล้ว ที่แท้พวกเขาคิดอยากหนีนี่เอง ! ดูเหมือนตัวเขาเองจะจับพลัดจับผลูช่วยเหลือตระกูลเหอโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าตระกูลเหอจะมาขอบคุณเขาอย่างไร ! 

 

“เอาล่ะ ฉันไม่มีคำถามอะไรแล้ว เพียงแต่ฉันมีคำถามอยากถามอาจารย์หม่าเสียหน่อย ซึ่งยึดตามกฎเดิม หากแกลังเล ฉันจะฟาดแส้ใส่เขา ?”

 

ฉินเฟิงคิดว่าฟู่เยี่ยนเจ้าเล่ห์มาก ความคิดของเธอมีแต่จะได้ ไม่มีเสียผลประโยชน์เลย ! 

 

“แก……มีอะไรจะถาม……ก็ถามมา ฉันมาถึง……ขั้นนี้แล้ว ยัง, ยังมีอะไรที่พูด, ไม่ได้อีก” หม่าซานหยวนเจ็บปวดสาหัสในเวลานี้

 

“อาสุ่ย ไปเอายาแก้ปวดกับผงยาจินฉวงมา” ฉินเฟิงดูอาการอีกฝ่ายแล้ว คงต้องรอให้ถามจบก่อนค่อยว่ากันอีกที ! 

 

อาสุ่ยรับคำสั่งแล้วนำมาให้เขาหลังจากนั้นไม่นาน หม่าซานยวนกินยาไปแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยเขาก็ไม่เจ็บปวดมากนัก และสามารถเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้

 

“แกถามมาสิ แล้วฉันจะบอกคุณทุกอย่างที่ฉันรู้” หม่าซานหยวนรู้ว่าเขาวิ่งหนีไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพูดในสิ่งที่เขาต้องพูดเท่านั้น

 

“เป้าหมายที่ตระกูลเหอช่วยแกออกมาคืออะไร ?” ฉินเฟิงถาม

 

“ให้ฉันช่วยเขายืดอายุให้เขาต่อไป” หม่าซานหยวนเองก็เป็นคนที่ฉลาดมากเช่นกัน เขารู้ว่าทุกคนมีความปรารถนาในการมีอายุยืนยาว หากหัวหน้าของแก๊งค์หงรู้ว่าเขายังมีความสามารถนี้อยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะพอช่วยเหลือเขาได้

 

“อ้อ ? แล้วทำไมแกต้องหนีด้วย ?” ฉินเฟิงไม่เชื่อว่าเขามีความสามารถนี้ เขาคิดว่าคุณหนูฟู่น่าเชื่อถือมากกว่าผู้ชายคนนี้เสียอีก

 

“ฉันไม่อยากช่วยคนชั่วช้าทำความชั่ว มันขัดต่อกฎธรรมชาติ หากฉันทำ ตัวฉันเองก็จะถูกทำร้ายและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นฉันจึงต้องหนีเพื่อความอยู่รอด” 

 

ฟู่เยี่ยนทนฟังคำพูดสวยหรูของหม่าซานหยวนต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

การพูดคุยกับคนแบบนี้ก็เหมือนเสียเวลาเปล่า แน่นอนว่าเรื่องที่ตระกูลเหอคิดจะฆ่าเธอต้องเป็นแผนการของสองอาจารย์กับศิษย์คู่นี้แน่นอน ดังนั้นการปล่อยเสือกลับเข้าป่าจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

 

ในเมื่อเสี่ยวฝูภักดีขนาดนี้ เช่นนั้นก็ให้เขาทำงานสักอย่าง แลกกับการไปติดคุกสักรอบโดยที่ไม่ต้องถึงโทษตาย 

 

ฟู่เยี่ยนตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เธอพูดกับอาปิงไม่กี่ประโยค ก่อนที่เขาจะออกจากห้องเล็กไป

 

“ไป๋โม่เฉิน พี่กล้าไปบุกตระกูลเหอกับฉันไหม ?” ฟู่เยี่ยนหันไปมองไป๋โม่เฉิน

 

“เธอตัดสินใจแล้วใช่ไหม ? งั้นเราไปด้วยกัน ฉันไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก จะได้ให้เธอได้เห็นฝีมือของราชาทหารแห่งซีหนานเสียหน่อย จะได้รู้ว่าชื่อเสียงนี้ไม่เกินจริง !”

 

ไป๋โม่เฉินยิ้มกว้าง ฟู่เยี่ยนยังกล้าไป มีหรือที่เขาจะไม่กล้า !

 

“ดี แต่ฉันมียันต์ล่องหน รอบนี้จะทำให้พี่ได้เห็นประสิทธิภาพของมันเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนหัวเราะเมื่อได้ยินไป๋โม่เฉินพูด และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นฉินเฟิงเดินออกมาจากโกดังแล้ว

 

“คุณหนูฟู่ คุณเรียกหาผมเหรอ”

 

“หม่าซานหยวนยังไม่ยอมพูดความจริง ไม่ต้องเสียเวลาเค้นเขาแล้ว ส่วนเสี่ยวฝูยังพอใช้ประโยชน์ได้ เอาแบบนี้แล้วกัน คุณปล่อยเขาไป ให้เขาไปมอบตัวกับตำรวจเอง แล้วให้เขาเล่าความจริงออกมา ส่วนวิธีที่คุณจะโน้มน้าวเขา คุณลองคิดดูให้ดี”

 

ฟู่เยี่ยนไม่อยากเสียเวลากับสองคนนี้อีกแล้ว เพราะถึงจะเจ็บหนักแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังดิ้นรนต่อไปได้ ดังนั้นให้พวกเขาไปทบทวนตัวเองในคุกเถอะ !

 

“เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมไปจัดการให้ แล้วหม่าซานหยวนล่ะ ?”

 

“พอเสี่ยวฝูเข้าไปในคุกแล้ว เดี๋ยวก็จะมีคนมาสอบสวนเขาเอง คุณก็ขังเขาไว้ก่อนสักสองสามวัน แล้วค่อยโยนเขาไปที่หน้าโรงพัก ให้เขากลับไปติดคุกต่อ”

 

“อันนี้ง่ายเลย เพราะตอนนี้เขาได้ประกันตัวอยู่แล้ว ถ้าเขาก่อเรื่องอีกก็ไม่มีทางถูกประกันตัวออกมาได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับไปเข้าคุก” ฉินเฟิงกล่าว

 

“ดี แล้วคุณได้ข้อมูลหรือยัง ? ช่วงนี้เหอโหย่วหลี่พักอยู่ที่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนไม่อยากเกรงใจเหอโหย่วหลี่อีกแล้ว คิดว่ามีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ ? เธอจะให้เขาได้เห็นเองว่าถ้าไม่มีเงินแล้วจะลงเอยอย่างไร

 

“ได้ข้อมูลมาแล้ว เขามีคนรักใหม่เมื่อเร็วๆนี้ ได้ยินว่าเป็นที่รักยิ่งกว่าภรรยาคนที่สามอีก ตอนนี้พักอยู่ที่ย่านเซินสุ่ยโป เขาจะไปอยู่ที่นั่นสี่วันต่อสัปดาห์” ฉินเฟิงรายงานตามที่รู้มา

 

“ดี ส่งที่อยู่มาให้ฉัน แล้วคุณก็ไปทำงานต่อได้เลย” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะไปกับไป๋โม่เฉิน

 

“คุณหนูฟู่ ต้องการให้ผมส่งคนไปด้วยไหม ?” ฉินเฟิงได้รับคำสั่งจากลุงห่าว ที่บอกว่าเขาต้องพาฟู่เยี่ยนกลับตระกูลเฮ่อโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว

 

“ไม่ต้องหรอก เรื่องนี้พวกคุณก็ช่วยอะไรฉันไม่ได้อยู่ดี ฉันไปกับไป๋โม่เฉินพอแล้ว คุณแค่บอกลุงห่าวว่าไม่ต้องเป็นห่วง” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าฉินเฟิงกังวลเรื่องอะไร

 

“ได้ครับ คุณหนูฟู่ แต่พวกคุณต้องระวังตัวด้วยนะครับ ตระกูลเหอมีบอดี้การ์ดเยอะ แค่คนของเหอโหย่วหลี่ก็มีมากกว่ายี่สิบคนแล้ว เป็นคนมีฝีมือดีทั้งนั้น บางคนยังเป็นอดีตทหารรับจ้างจากต่างประเทศด้วย” ฉินเฟิงเตือน

 

“ฉันรู้แล้ว แล้วคนรักใหม่ของเขาเป็นใคร ?” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ทุกอย่างให้ชัดเจน

 

“เป็นดาราหญิง ที่จริงเธอมีครอบครัวแล้ว แต่สามีของเธอก็ไปมีคนอื่นเหมือนกัน ถ้ารู้ว่าเธอมาคบกับหัวหน้าตระกูลเหอ สามีของเธออาจจะมาตีสนิทกับตระกูลเหอก็ได้” ฉินเฟิงพูดอย่างลับๆ

 

ฟู่เยี่ยนยักไหล่ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ฟังคนอื่นมาก็ไม่เท่าไปเห็นกับตาตัวเอง ! 

 

แม้ว่าฉินเฟิงจะไม่ได้ส่งคนตามไป แต่เขาก็จัดรถให้ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉิน โดยไปส่งใกล้บ้านตระกูลเหอ อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่รู้เส้นทาง การไปส่งใกล้ๆ ทำให้หาทางเข้าบ้านตระกูลเหอได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น ยังมีเวลาอีกนานก่อนฟ้าจะมืด ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินตัดสินใจว่าจะลงมือกันตอนกลางคืน ก่อนนั้นพวกเขาจึงไปหาอะไรกิน ข้างๆก็มีร้านชาอยู่พอดี ที่นี่เป็นบ้านหรูและค่อนข้างเป็นส่วนตัวดี

 

แต่พื้นที่รอบข้างอยู่ใกล้ชุมชนเก่า มีเสียงดังจอแจ มีร้านน้ำชาและร้านอาหารเล็กๆมากมาย

 

ทั้งสองคนสั่งข้าวหมูทอดคนละจาน และชานมร้อนๆอีกคนละแก้ว อาหารร้านชาแบบฮ่องกงนี่อร่อยจริงๆ ฟู่เยี่ยนชอบบรรยากาศของที่นี่มาก

 

ระหว่างกินไป พวกเขาก็ฟังคุณลุงแถวๆนั้นเม้าท์มอยกัน เรื่องซุบซิบนินทามักจะพบเห็นได้ตามถนนหนทาง และบางทีก็สรุปเรื่องสำคัญๆได้จากการฟังเรื่องพวกนี้

 

แม้ว่าเรื่องราวที่ได้ยินจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง หรือไม่จริงมากกว่าจริง แต่คนที่สังเกตเก่งๆ ก็ยังสามารถดมกลิ่นหาความจริงจากเรื่องพวกนี้ได้

 

“เฮ้ อาผิง รู้ไหม ? ดาราดังคนนั้น ที่ช่วงนี้เล่นละครบ่อยๆน่ะ เธอพักอยู่ที่หมู่บ้านหรูข้างหน้านั่นแหละ” 

 

“ลูกชายของฉันเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นั่น และฉันเคยเห็นเธออยู่หลายครั้ง ว่ากันว่ากำลังคบหากับเจ้านายใหญ่คนหนึ่งอยู่น่ะ !” ลุงปาเล่าเรื่องอย่างลับๆให้เพื่อนฟัง

 

 

“ลุงปา จริงเหรอ ? แล้วเป็นเจ้านายใหญ่คนไหนล่ะ ? ที่เห็นในหนังสือพิมพ์พวกนั้นหรือเปล่า ?” อาผิงเป็นพ่อครัวของร้านนี้ ร้านนี้ก็เป็นร้านของเขาเอง

 

“ยิ่งกว่าพวกนั้นอีก เจ้านายใหญ่ที่ว่าคือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่เลยล่ะ !” ลุงปาทำท่าทางลึกลับเหมือนรู้เรื่องใหญ่โต

 

“สี่ตระกูลใหญ่ ? ลุงปา ลุงพูดมาเป็นรหัสอีกแล้ว” อาผิงพูดพลางยกอาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสองคนคุยกันไม่ลับเท่าไหร่ เพราะในร้านมีคนอยู่บ้างเหมือนกัน นอกจากฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินที่นั่งอยู่ ก็มีแต่ลูกค้าเก่าๆแถวนี้

 

“ก็พวกตระกูลเหอ ตระกูลเฮ่อ ตระกูลหวัง ตระกูลไป๋ พวกสี่ตระกูลใหญ่แห่งเกาะฮ่องกงน่ะสิ ! นายคิดว่าคนระดับนี้มันสุดยอดไหมล่ะ !” ลุงปาทำท่าภูมิใจที่ตัวเองรู้ความลับ


ตอนที่ 442: แฝงตัวเข้าไป

 

“อ๋อ ! ฉันรู้แล้ว ลุงต้องพูดถึงตระกูลเฮ่อแน่ๆเลย ใช่ไหม ?” อาผิงเดา

 

“จะใช่ตระกูลเฮ่อได้ยังไง ! ตระกูลเฮ่อไม่ค่อยมีข่าวเรื่องพวกนี้ นายคิดถึงพวกเจ้านายใหญ่ที่ชอบมีผู้หญิงเยอะๆสิ” ลุงปาทำท่าทางลึกลับอีกครั้ง

 

“อ๋อ เข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นตระกูลเหอนี่เอง !”

 

“นายอยากตายหรือไง ! พูดให้เบาหน่อยสิ ! ถ้ามีใครได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ !” ลุงปาทำท่าตกใจ

 

“ทำไมดาราดังกับเศรษฐีใหญ่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะ ! ลุงปา อย่ามาหลอกให้คนอื่นกลัวสิ !” อาผิงมองไปรอบๆร้าน เห็นว่ามีแค่คู่รักที่กำลังกินข้าวอยู่ ก็รู้สึกโล่งใจ

 

“ก็ถ้ามีใครรู้เข้าล่ะก็ งานของลูกชายฉันก็จะไม่ปลอดภัยน่ะสิ ! เพราะงั้นอย่าพูดเสียงดังไป !” ลุงปากลัวว่าความลับนี้จะกระทบต่องานของลูกชาย เลยรีบเตือนอาผิงให้พูดเบาๆ จากนั้นทั้งสองคนเริ่มกระซิบกันต่อ

 

“ฉันจะบอกนายให้นะ ตอนที่คุณเหอไม่อยู่ จะมีคนอื่นมาที่บ้านด้วย แถมยังเป็นนักแสดงหญิงหน้าใหม่คนหนึ่งอีกด้วย ! เฮ้อ! ความชอบของเศรษฐีนี่คาดเดาได้ยากจริงๆ !” ลุงปาหัวเราะด้วยท่าทีลับๆล่อๆ

 

“ในหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบว่าหัวหน้าตระกูลเหอต้องการมีลูกชายให้ได้30คน เพื่อยืดอายุขัยของตัวเอง นี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย ? เห็นเขียนแบบมีหลักฐานน่าเชื่อถือ บางทีก็บอกว่าพี่เลี้ยงเด็กในบ้านมาเผยว่าบางทีก็ว่าอาจารย์หม่าเป็นคนจัดการให้” อาผิงพูดซุบซิบไปเรื่อย

 

“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ที่แน่ๆ เขามีลูกชายเยอะจริง อาจจะเป็นเรื่องจริงบางส่วนก็ได้นะ !”

 

การสนทนาของทั้งสองคนไม่ได้ตกหล่นสักคำ ทุกคำลอยเข้าหูของฟู่เยี่ยน ดูเหมือนที่เขาอยากครอบครองพลังของชีพจรมังกร อาจเป็นเพราะต้องการยืดอายุขัยของตัวเองจริงๆ ดูท่าว่าหม่าซานหยวนไม่ได้พูดผิด เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริง

 

ฮึ ! ยิ่งแกต้องการอะไร ฉันก็จะทำลายมันให้สิ้นซากไปเลย ! แถมยังจะทำให้แกกลายเป็นคนจน ดูซิว่าจะยังกล้าทำอะไรตามใจได้อีกไหม !

 

ฟู่เยี่ยนดื่มชานมคำสุดท้าย จากนั้นก็เดินออกมาพร้อมไป๋โม่เฉินหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย

 

“อีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะมืดแล้ว เราจะทำยังไงกันดี ?” ไป๋โม่เฉินถามขณะที่ทั้งสองเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆที่ไม่มีคน

 

ฟู่เยี่ยนหยิบยันต์ล่องหนออกมา โบกไปมาให้ไป๋โม่เฉินดู

 

นี่คือยันต์ที่เธอเพิ่งวาดเสร็จในวันนี้ มันคือยันต์ที่ผสมผสานกับรูปแบบของยันต์ชุดเก่า เมื่อทั้งสองคนแปะยันต์นี้ไว้กับตัว พวกเขาจะมองเห็นกันและกันได้ และระยะเวลาของมันยังอยู่ได้ยาวนานถึง4ชั่วโมง

 

“นี่คืออะไร ?” ไป๋โม่เฉินถามอย่างสงสัย

 

“มันคือยันต์ล่องหน พี่เอาแผ่นนี้ไป ฉันจะใช้แผ่นนี้ ติดเลยสิ” ฟู่เยี่ยนบอกพร้อมติดยันต์ลงบนตัวเองทันที ทันใดนั้น ร่างของเธอก็หายวับไปในทันใด

 

ไป๋โม่เฉินมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นฟู่เยี่ยน เขาจึงรีบติดยันต์ที่ตัวเองบ้าง

 

ตอนนี้พวกเขามองเห็นกันและกันได้แล้ว แต่ทั้งสองรู้ว่าควรเงียบไว้ หากมีอะไรจะพูดให้เขียนในฝ่ามือแทน ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าครั้งนี้เขาอยู่ใกล้ชิดฟู่เยี่ยนที่สุด เขานึกถึงเรื่องที่เคยถามเธอเมื่อนานมาแล้ว ที่ว่าถ้าฟู่เยี่ยนเอาความสามารถนี้ไปใช้ในกองทัพจะเป็นอย่างไร

 

ตอนนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป เขารู้สึกว่าตัวเองช่างไม่คิดให้รอบคอบเอาเสียเลย หากใครรู้ว่าฟู่เยี่ยนมีความสามารถแบบนี้ เรื่องวุ่นวายต่างๆ คงจะตามมาไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจเป็นภัยต่อตระกูลในภายหลังเอาได้

 

ไป๋โม่เฉินดึงมือของฟู่เยี่ยนมา ก่อนจะเขียนลงในฝ่ามือของเธออย่างตั้งใจ

 

‘เสี่ยวฮั่ว ขอโทษนะ’

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกสงสัยมาก ไป๋โม่เฉินขอโทษเธอเรื่องอะไร ? เธอจึงเขียนเครื่องหมายคำถามตอบกลับไป

 

ไป๋โม่เฉินเขียนตอบมาว่า ‘กลับไปจะบอก’

 

ฟู่เยี่ยนเก็บความสงสัยไว้ เธอคิดว่าไป๋โม่เฉินคงเข้าใจความยากลำบากของเธอ จึงไม่ถามอะไรต่อ

 

ไม่นานนัก ทั้งสองก็เข้ามาถึงหมู่บ้านหรูแห่งนี้ โชคดีที่มีคนเปิดประตูเข้าไปพอดี พวกเขาจึงสามารถเข้าไปได้ง่ายๆ ได้ยินว่าบ้านที่นี่ราคาสูงมาก ผู้ที่อาศัยอยู่ย่อมเป็นคนร่ำรวยหรือคนมีอำนาจทั้งนั้น

 

ทั้งสองคนมาถึงหน้าบ้านของเหอโหย่วหลี่ ฟู่เยี่ยนได้วางแผนการเอาไว้แล้วว่าจะจัดการเขาอย่างไร เธอหยิบยันต์ที่เตรียมไว้ออกมา และฝังไว้ตามตำแหน่งที่กำหนด

 

ฟู่เยี่ยนปรับเปลี่ยนรูปแบบของค่ายกลเล็กน้อย เธอตัดสินใจใช้ ‘ค่ายกลทำลายฝัน’ ที่เธอคิดขึ้นในร้านน้ำชา ประสิทธิภาพของมันยังไม่แน่ชัด แต่เธอได้พัฒนามาจาก ‘ค่ายกลโชคร้าย’ และ ‘ค่ายกลภาพลวงตา’ ซึ่งเป็นการผสมผสานของสุดยอดค่ายกลทั้งสองของฟู่เยี่ยน

 

ค่ายกลนี้จะทำให้เหอโหย่วหลี่เหมือนติดอยู่ในฝัน โดยไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แต่เธอต้องลอบเข้าไปในบ้านของเขาและหาเส้นผมของเขาเพื่อนำมาผูกกับยันต์ เมื่อค่ายกลถูกเปิดใช้งาน ไม่ว่าเหอโหย่วหลี่จะอยู่ที่ไหน เขาจะถูกดึงเข้าสู่ค่ายกลนี้

 

ในค่ายกล ทุกความปรารถนาของเขาจะเป็นจริงในฝัน แต่นั่นจะเป็นเพียงฝันที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ มันเป็นกับดักทางจิตใจที่จะทำลายเขาจากภายใน 

 

เขาจะเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันคือความจริง และค่อยๆสูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่างความจริงและความฝัน สุดท้ายแล้วเขาจะเสียสติ แต่ถ้าเขามีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ก็อาจแค่ป่วยไปช่วงหนึ่งเท่านั้น

 

ถ้าเหอโหย่วหลี่มีจิตใจที่อ่อนแอ เขาจะติดอยู่ในวงจรฝัน ฟู่เยี่ยนได้ตั้งค่ายกลนี้ไว้ถึงเจ็ดชั้น เมื่อเหอโหย่วหลี่ฝ่าฝันครบหกฝันแล้ว กลไกทำลายตัวเองจะเริ่มทำงาน ยันต์และค่ายกลทั้งหมดจะเผาตัวเองจนสิ้นไป ไม่เหลือหลักฐานใดๆ

 

ถึงตอนนั้น แม้แต่เทพเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ยกเว้นแต่ผู้ที่สร้างค่ายกลขึ้นมา ซึ่งก็คือฟู่เยี่ยน แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เธอคงอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ไปแล้ว

 

เหอโหย่วหลี่ไม่มีทางคาดคิดเลยว่า การตัดสินใจเพียงเล็กน้อยของเขาจะนำมาซึ่งความหายนะครั้งใหญ่แบบนี้ ทั้งที่เขาทำเรื่องเลวร้ายมามากมาย แต่ก็ไม่เคยโดนเล่นงานมาก่อน

 

‘พวกเราต้องเข้าไปข้างในไหม ?’ ไป๋โม่เฉินเขียนลงในฝ่ามือของฟู่เยี่ยน ขณะที่เห็นเธอกำลังขุดหลุม

 

‘ฝังยันต์พวกนี้ให้เรียบร้อยก่อน ที่เหลือก็รอแค่ลมส่งท้ายแล้ว’ ฟู่เยี่ยนเขียนตอบ จากนั้นก็เริ่มขุดต่อ ไป๋โม่เฉินจึงเข้ามาช่วย

 

ทั้งสองช่วยกันจนใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ในที่สุดก็วางค่ายกลรอบนอกเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เหลือเพียงต้องเข้าไปข้างในบ้านเท่านั้น

 

ประตูบ้านถูกปิดอย่างแน่นหนา แม้พวกเขาจะล่องหนอยู่ แต่ก็เปิดประตูไม่ได้ ทำได้เพียงรอให้เหอโหย่วหลี่กลับมา แล้วตามเขาเข้าไป

 

โอกาสมาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีคนรับใช้เอาอาหารมาให้ พวกเขาจึงอาศัยนี้เข้าไปข้างในตอนที่คนรับใช้เปิดประตู โชคดีที่ภายในบ้านมีเพียงดาราหญิงอยู่คนเดียว

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินลอบเข้าไปข้างใน และหาที่ซ่อนตัว พวกเขาต้องหาให้เจอว่าห้องทำงานหรือห้องนอนของเหอโหย่วหลี่อยู่ที่ไหน เธอต้องดึงเส้นผมของเขาสักเส้นมาผูกกับค่ายกลเพื่อเปิดใช้งานค่ายกล

 

ทั้งสองแยกย้ายกันทำงานทันที เพราะประสิทธิภาพของยันต์ล่องหนเหลือเวลาอีกเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น

 

ดาราหญิงคนนั้นนั่งทานอาหาร แต่ดูเหมือนเธอจะกินน้อยมาก อาหารส่วนใหญ่จึงกลายเป็นลาภปากของคนรับใช้แทน เมื่อเธอทานเสร็จ ก็เริ่มโทรศัพท์

 

ฟู่เยี่ยนได้ยินบทสนทนาแค่บางส่วน ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงที่ไม่น่าสนใจนัก เธอบ่นเรื่องที่ถูกดาราคนอื่นแย่งบทไป และสาบานว่าจะเอาคืนให้ได้ ไม่อย่างนั้นเธอจะเสียหน้า !

 

“นังลินดา คนสารเลว ! คิดว่าตัวเองเกาะคุณชายใหญ่ตระกูลเฮ่อได้แล้วหรือไง ? กล้าบอกผู้กำกับให้ตัดฉากฉันทิ้งได้เหรอ ! อาเหมย จับตาดูไว้ให้ดี ฉันจะทำให้ยัยนั่นไม่มีทางได้ดีแน่ !” ดาราหญิงพูดอย่างโกรธเคืองผ่านโทรศัพท์

 

ฟู่เยี่ยนฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘อ้อ ยังมีคนที่รู้จักอีก’ คุณหนูลินดาคนนี้มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฮ่อ ฟู่เยี่ยนมองสำรวจดาราหญิงคนนั้นอย่างละเอียด ดูเหมือนเธอจะเป็นคนที่มีวาสนาไม่น้อย เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าวาสนานั้นได้มาจากเหอโหย่วหลี่หรือไม่

 

ถ้าเป็นเพราะเหอโหย่วหลี่ล่ะก็ มันคงอยู่ได้ไม่นานแน่ เพราะเหอโหย่วหลี่เองก็กำลังจะหมดสิ้นความมั่งคั่งอยู่แล้ว !


ตอนที่ 443: ห้องหนังสือ

 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังฟังดาราหญิงบ่นอยู่นั้น เธอก็เห็นไป๋โม่เฉินส่งสัญญาณเรียก เธอจึงรีบเดินไปหา ปรากฏว่าไป๋โม่เฉินพบห้องทำงานและห้องนอนของเหอโหย่วหลี่แล้ว

 

ทั้งสองตัดสินใจแบ่งหน้าที่กันตรวจสอบ ฟู่เยี่ยนเลือกที่จะไปห้องนอน เพราะน่าจะมีเส้นผมของเหอโหย่วหลี่มากที่สุด 

 

แต่พอเปิดประตูเข้าไป กลับพบว่าเตียงสะอาดเรียบร้อยเหมือนใหม่ คนรับใช้ในบ้านนี้ทำงานได้ดีมาก ฟู่เยี่ยนไม่พบอะไร จึงตัดสินใจกลับออกมาและมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงานแทน

 

เมื่อฟู่เยี่ยนกำลังจะเปิดประตูห้องทำงาน เธอก็ได้ยินเสียงของเหอโหย่วหลี่ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

 

“ที่รัก ฉันขอจัดการงานนิดหน่อยนะ แล้วจะไปหา” เขาพูดกับดาราหญิง

 

ฟู่เยี่ยนรีบเปิดประตูและเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่ปิดประตู ไป๋โม่เฉินเรียกเธอไปดูที่หน้าต่าง ซึ่งสามารถมองเห็นชั้นล่างได้ และเขาได้เห็นเหอโหย่วหลี่แล้ว

 

ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ในมุมห้อง ไม่กี่นาทีต่อมา เหอโหย่วหลี่ก็เดินขึ้นมา เมื่อเห็นว่าประตูห้องทำงานเปิดอยู่ เขามองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ก่อนจะให้บอดี้การ์ดสี่คนเข้ามาตรวจสอบห้อง พวกเขาตรวจดูอยู่หลายนาที จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เหอโหย่วหลี่จึงเดินเข้ามา

 

ฟู่เยี่ยนคิดในใจ “เขาต้องทำเรื่องเลวร้ายไว้มากแน่ ถึงได้กลัวขนาดนี้ แม้แต่ในบ้านตัวเองยังต้องให้บอดี้การ์ดตรวจสอบ” 

 

เธอและไป๋โม่เฉินสบตากันอย่างสงสัย

 

“คุณท่านครับ มีโทรศัพท์จากต่างประเทศ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาแจ้ง

 

“โอนสายมาได้เลย ฉันจะรับที่นี่” เหอโหย่วหลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้า เขาถอดเสื้อคลุมออกและเริ่มดื่มชา

 

ฟู่เยี่ยนยืนเงียบฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของเหอโหย่วหลี่ บอดี้การ์ดส่งโทรศัพท์ให้หลังจากรับสายและฟังอยู่ครู่หนึ่ง

 

“สวัสดี คุนหรง” เมื่อเหอโหย่วหลี่เอ่ยชื่อปลายสาย ไป๋โม่เฉินก็ตึงเครียดทันที ฟู่เยี่ยนหันไปมองอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงแสดงอาการเช่นนั้น

 

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่พยายามนะ แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไป ฉันรู้ ฉันรู้ว่าสายของสมาคมซินอี้มันพังไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ฉันยังมีวิธีจัดการได้” 

 

เหอโหย่วหลี่พูดอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เขารู้สึกโกรธมากหลังจากได้รับผลการสืบสวนในวันนี้ว่าฟู่เยี่ยนทำลายเครือข่ายการขายสินค้าของเขาไปหมดแล้ว !

 

“โอเค ฉันเข้าใจ คุนหรง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้หรอก ฉันยังจัดการได้ คุณทำงานต่อไปได้เลย ฉันไม่ลืมจ่ายเงินค่าสินค้าให้แน่นอน”

 

“เราทำธุรกิจด้วยกันมาหลายปี ฉันไม่เคยจ่ายเงินช้านะ นี่มันแค่ปัญหาเล็กน้อย คุณไม่ต้องห่วง” เหอโหย่วหลี่พยายามปลอบใจปลายสายอย่างยืดยาว ทำให้การสนทนาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง

 

ฟู่เยี่ยนคิดในใจว่า ‘เราคงยังใจอ่อนไปหน่อย’ 

 

จากที่ได้ฟังการสนทนานี้ มันได้เปิดเผยว่าที่จริงแล้วเหอโหย่วหลี่เป็นตัวการใหญ่ในการค้ายาเสพติดในฮ่องกง 

 

เธอเคยเข้าใจผิด คิดว่าเสิ่นหวยเอินเป็นตัวการหลัก หลังจากจัดการเสิ่นหวยเอินไป ฟู่เยี่ยนก็คิดว่าฮ่องกงคงสงบลงแล้ว แต่ความจริงแล้วเสิ่นหวยเอินเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น

 

ไป๋โม่เฉินจับมือฟู่เยี่ยน แล้วเขียนลงบนฝ่ามือเธอช้าๆ

 

‘คนที่ปลายสายเป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่จากพม่า ฉันเคยสู้กับเขามาก่อน แต่เขาหนีไปได้ แถมยังฆ่าทหารของเราตายไปสามคน เราจะปล่อยเหอโหย่วหลี่ไปไม่ได้’ ไป๋โม่เฉินเขียนอย่างระมัดระวัง ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังของเขาต่อคนคนนี้

 

ฟู่เยี่ยนจึงตบมือไป๋โม่เฉินเบาๆเพื่อปลอบใจ จากนั้นก็เขียนลงบนฝ่ามือของเขา

 

‘พี่ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง คุนหรงอะไรนั่นก็จะหนีไปไหนไม่ได้อย่างแน่นอน สุดท้ายแล้วเขาก็จะถูกจับ’

 

เหอโหย่วหลี่วางสายแล้วก็รู้สึกโกรธจัด แต่ไม่สามารถระบายออกมาได้

 

“อาตง เข้ามา” เขาเรียกบอดี้การ์ดคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างนอก

 

“ครับ คุณท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ ?”

 

“โทรหาตู้จือหมิงจากแก๊งค์ชิง แล้วนัดเขาให้มาเจอฉันที่บ้านในคืนพรุ่งนี้” เหอโหย่วหลี่รู้สึกกังวล เพราะเขาต้องการรักษาความสัมพันธ์กับคุนหรง ถ้าเขาขายของไม่ได้ในไตรมาสหน้า เขาก็จะไม่มีเงินไปซื้อของใหม่

 

คุนหรงคนนี้ไม่เคยเกรงใจหรือให้ความสำคัยกับใครเป็นพิเศษ หากคนอื่นเสนอราคาที่สูงกว่า เขาก็จะขายให้คนอื่นไป โดยที่คนในหลายพื้นที่ต่างก็มองหาช่องทางอยู่ เขาไม่สามารถประมาทได้

 

“เดี๋ยวก่อนนะ เวลานัดให้บอกไปด้วยว่าฉันนัดคนจากแก๊งค์หงด้วย ให้เขาเกิดความกังวลหน่อย”

 

“ได้ครับ คุณท่าน ผมเข้าใจแล้ว ตู้จือหมิงกำลังตามหาเสิ่นหวยเอินอยู่ ถ้าเรานัดเขาไป ก็จะเปิดเผยตัวตนของเรา ถึงตอนนั้นคงปิดบังตัวตนได้ยากแล้วนะครับ”

 

“ฉันรู้ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดมากแล้ว ฉันต้องเปิดเผยตัวเองแบบนี้ก็ไม่เป็นไร ตู้จือหมิงจะได้ไว้ใจเรามากขึ้นและกดราคาลงได้”

 

“ถ้าแก๊งค์หงเข้าร่วมกับเรา ฉันก็คงไม่ต้องกังวลอะไร แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้ลุงห่าวตั้งใจเด็ดขาด ไม่ยอมให้คนจากแก๊งค์หงเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องจะถูกลงโทษตามกฎของแก๊งค์”

 

เหอโหย่วหลี่พูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเครียด ใจของเขาคิดถึงการประสานงานกับทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก

 

“คุณท่าน ต้องการให้ผมจัดการกับเขาเลยไหม ?” อาตงถาม

 

“อย่าเพิ่งทำอะไร เขากับคนที่ชื่อฟู่เยี่ยนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น รอให้พวกคนจากแผ่นดินใหญ่เดินทางกลับไปก่อน ค่อยจัดการเขาก็ไม่สาย ว่าแต่หม่าซานหยวนหายไปไหนแล้ว ?” เหอโหย่วหลี่รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองดวงไม่ค่อยดีเลย

 

“พบตัวเขาแล้วครับ เหมือนจะไปอยู่กับแก๊งค์หง สายของเราในแก๊งค์หงบอกว่าฉินเฟิงจับหม่าซานหยวนได้ และตอนนี้เขาก็ถูกขังอยู่ที่นั่น”

 

คำพูดของอาตงทำให้ฟู่เยี่ยนต้องจดจำ เพราะดูเหมือนว่าผู้คนรอบตัวเขาคอยแต่จ้องจะหักหลังเขาอยู่เสมอ เธอต้องเตือนลุงห่าวให้ระวัง

 

“ดูเหมือนเขาจะตั้งใจที่จะเป็นศัตรูกับฉันไปตลอดแล้ว เอาล่ะ แล้วอาจารย์ที่ฉันสั่งให้นายไปหาตัวมา หาเจอหรือยัง ?” เหอโหย่วหลี่ยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องชีพจรมังกร

 

“ตอนแรกคนจากประเทศไทยก็ดีใจที่คุณนัดเจอพวกเขา แต่พอผมบอกให้พวกเขาไปจัดการกับผู้หญิงจากแผ่นดินใหญ่ พวกเขาก็ส่ายหน้า”

 

“นั่นคือหมายความว่าเธอคนนั้นคงเก่งมาก ส่วนคนจากประเทศญี่ปุ่น ผมยังไม่ได้ติดต่อเข้าไป แต่ได้ยินว่าพวกเขากำลังรักษาอาการป่วยของอาจารย์นาเอะโกะ ส่วนคนจากหนานหยางก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เช่นกัน”

 

อาตงเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกเหอโหย่วหลี่ดุด่า

 

“งั้นทำไมนายไม่ไปสอบถามจากเพื่อนของเธอสักหน่อย ? คนใกล้ชิดกันนี่แหละที่เป็นอันตรายที่สุด” เหอโหย่วหลี่พูดช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเฉยชา

 

“ได้ครับคุณท่าน เป็นความผิดของผมเอง ผมกลัวว่าถ้าพวกเขาไม่ตอบรับ จะทำให้เราเปิดเผยตัวตน” อาตงรู้สึกว่าคนจากแผ่นดินใหญ่มีความสามัคคีกันมาก

 

“เช่นนั้นก็ให้หาคนระดับเล็กๆไปลองติดต่อดู ถ้าไม่สำเร็จ เราก็ไม่เสียหายอะไร ให้คนในตระกูลเหอเฝ้าระวังให้แน่นหนา ต้องคอยติดตามข่าวให้ชัดเจนว่าฟู่เยี่ยนไปที่ไหน หากรู้ว่าเธอจับตามองมาที่เรา ต้องรีบมาบอกฉันทันที ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเกินไป !”

 

“ได้ครับ คุณท่านมั่นใจได้เลย ผมจะเฝ้าระวังให้ดี” อาตงพูดจบแล้วก็เดินออกไป

 

ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเธอฟังมานานพอสมควรแล้ว จึงต้องรีบติดยันต์บนตัวเขาให้ได้ ก่อนหน้านี้ที่พยายามหาเส้นผมเพื่อที่จะผูกกับค่ายกลไว้ คิดไม่ถึงว่าเหอโหย่วหลี่จะกลับมาเร็วขนาดนี้

 

ซึ่งตอนนี้ง่ายมาก ฟู่เยี่ยนฉวยโอกาสในขณะที่เขากำลังสับสน รีบติดยันต์ลงไปที่หลังของเขา ยันต์นี้จะหายไปภายในสามนาที

 

ฟู่เยี่ยนใช้มือทั้งสองข้างเคลื่อนไหว เพิ่มการป้องกันสองชั้นให้เขา สร้างความแข็งแกร่งให้กับค่ายกลก่อนหน้านี้อีกครั้ง

 

ตอนนี้เขาหนีไม่พ้นแน่นอน !


ตอนที่ 444: ใจพะวงหาอยู่ตลอดเวลา

 

ขณะที่ยันต์หายไป ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าค่ายกลที่กำหนดเป้าหมายไปที่เหอโหย่วหลี่ได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว

 

เธอดึงไป๋โม่เฉินแล้วเดินลงไปชั้นล่าง ถ้าไม่ไปตอนนี้แล้วจะรอเมื่อไร ? ทั้งสองวิ่งไปจนถึงย่านที่อยู่อาศัยเก่าและเข้าไปในซอยเล็กๆ

 

ฟู่เยี่ยนอยากช่วยไป๋โม่เฉินดึงยันต์ซ่อนตัวออก แต่เขากลับคว้ามือเธอเอาไว้

 

“เหลือเวลาอีกเท่าไรกว่ายันต์จะหมดฤทธิ์ ?”  ไป๋โม่เฉินถาม

 

“ยันต์นี้น่าจะเหลือเวลาอีกประมาณชั่วโมงกว่า ทำไมหรอ ?”  ฟู่เยี่ยนถามกลับด้วยความสงสัย

 

“ฉันยังอยากใช้เวลากับเธอให้เต็มที่ เราสองคนเดินเล่นระหว่างกลับกันเถอะ” ไป๋โม่เฉินเอ่ยชวน ฟู่เยี่ยนตอบรับทันที เพราะทั้งสองต่างก็หวงแหนเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมาก

 

ดูเหมือนว่าทั้งสองจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ที่จริงแล้วมีน้อยครั้งนักที่พวกเขาจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง น้อยครั้งที่ทั้งสองจะสามารถพูดคุยกันแบบเปิดใจได้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเหมือนคู่แต่งงานเก่ามากกว่า

 

“ถึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน แต่ฉันก็รู้สึกเหมือนอยู่กับพี่มาหลายปีแล้ว” ฟู่เยี่ยนคิดว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ต่อไปคงจะดี ที่มีคนอยู่รอบตัวคุณและคอยสร้างสีสันให้กับคุณ

 

“ใช่ บางครั้งฉันก็รู้สึกแบบนี้ ฉันมักจะรู้สึกว่าเธออยู่ข้างๆฉันมานานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่พอ” ไป๋โม่เฉินหันไปมองฟู่เยี่ยน

 

ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้มโดยไม่พูดอะไรอีก แล้วพวกเขาก็เดินต่อไปอย่างช้าๆ ทั้งสองเดินเป็นเวลานานกระทั่งมาถึงตีนเขา จนในเวลานี้ยันต์ล่องหนก็ได้หมดประสิทธิภาพลง

 

รถของฉินเฟิงกำลังรอพวกเขาสองคนอยู่ ลุงห่าวและคุณเหอไม่สามารถปลอบโยนชายชราเสิ่นได้อีกต่อไป  ในช่วงบ่าย ขณะที่คนรับใช้กำลังทำซุปให้มู่อี้อัน พวกเขาก็พูดคุยกันสองสามคำ

 

ซึ่งเสิ่นกั๋วเฉียงบังเอิญมาได้ยินเข้า คราวนี้ชายชราถึงกับลุกลี้ลุกลนเป็นแตนแตกรัง เขานั่งไม่ติดที่แล้ว ทั้งยังสั่งให้คุณเฮ่อตามตัวฟู่เยี่ยนกลับมาโดยเร็ว

 

คุณเฮ่อจนใจ จึงต้องเรียกลุงห่าวมา เขาจะโดนตำหนิคนเดียวไม่ได้ ต้องลากลุงห่าวมาโดนด้วย และเพราะเหตุนี้เอง หลังจากที่ลุงห่าวมาแล้ว เขาก็ได้บอกว่าฟู่เยี่ยนไปจัดการธุระ เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ยังสบายดี ชายชราถึงได้เลิกกระวนกระวาย

 

แต่พอตกกลางคืน เสิ่นกั๋วก็เริ่มกังวลอีกครั้ง เขาเอาแต่บ่นพึมพำและไม่ยอมกินข้าว เขาต้องรอให้เห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่เป็นอันตรายจริงๆก่อน จึงจะกินได้

 

ลุงห่าวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งฉินเฟิงที่เพิ่งกลับมารายงานสถานการณ์ให้เขาฟังออกไปรอฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน

 

“คุณหนูฟู่ คุณไป๋ รีบขึ้นรถเถอะครับ ตอนนี้ชายชราไม่ยอมกินข้าวแล้ว เขาจะรอจนกว่าพวกคุณจะกลับไป !” ฉินเฟิงที่มองเห็นฟู่เยี่ยนราวกับมองเห็นแสงสว่างในชีวิต

 

“เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมตาทวดถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนขึ้นรถพลางเอ่ยถามด้วยความงุนงง

 

“ดูเหมือนคนรับใช้ที่บ้านจะเผลอหลุดปากพูดออกไป ลุงห่าวก็เพิ่งไปถึงที่นั่นเมื่อบ่ายนี้ ตอนนี้ทั้งครอบครัวยังไม่ได้กินข้าวเลย พวกเขารอคุณกลับไป !”

 

ฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาแล้วพบว่ามันเลยสองทุ่มไปแล้ว ตอนนี้เกือบจะสามทุ่มแล้ว เธอจึงเร่งเร้าให้ฉินเฟิงขับรถเร็วๆ เพราะตาทวดของเธอแก่แล้ว หากกินดึกไปจะย่อยยาก

 

ทันทีที่รถของฉินเฟิงขับเข้าไปในรั้วบ้าน เธอก็เห็นว่าเสิ่นกั๋วเฉียงเอาแต่ยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่หน้าต่าง เสิ่นรั่วหลิงยืนอยู่กับชายชราเช่นกัน และเมื่อเสิ่นรั่วหลิงเห็นฟู่เยี่ยนนั่งรถเข้ามา เธอก็ดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย! ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็กลับมาแล้ว ! 

 

“ฟู่เยี่ยนกลับมาแล้วหรือ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงเป็นคนสายตาดี เขามองเห็นรถเก๋งคันหนึ่งขับเข้ามาจึงเอ่ยถาม

 

“ใช่ค่ะ คุณปู่ทวดไปนั่งที่โซฟาสักพักเถอะค่ะ ถ้าฟู่เยี่ยนเข้ามาเห็นคุณปู่ทวดยืนอยู่ที่นี่ เธอก็จะรู้สึกไม่มีความสุขเช่นกัน” เสิ่นรั่วหลิงพยายามโน้มน้าวให้ชายชราไปพักผ่อน

 

เสิ่นกั๋วเฉียงเห็นฟู่เยี่ยนลงรถมาแล้ว เขาถึงได้ผละออกไปจากริมหน้าต่างแล้วไปนั่งรอเหลนสาวที่โซฟา ส่วนฟู่เยี่ยนก็รีบเดินปรี่เข้าไปในบ้านเช่นกัน

 

“คุณตาทวด หนูกลับมาแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าประตูบ้านมาก็ตะโกนเรียกหาชายชราทันที ทำให้ความกังวลใจของเสิ่นกั๋วเฉียงเลือนหายไป พอฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาใกล้ เขาก็จับตัวเธอพลิกซ้ายทีขวาที เมื่อเห็นว่าเธอสุขสบายดี เขาถึงได้เลิกกังวล

 

ฟู่เยี่ยนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ดึงมือของเสิ่นกั๋วมาตรวจชีพจร เลือดลมปราณของเขาค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่กำลังจะพูดว่าไปกินข้าวกันเถอะ เธอก็ได้ยินเสียงท้องของชายชราคำรามดัง ‘โครก คราก’

 

ฟู่เยี่ยนถึงกับหลุดขำออกมา คุณตาทวดของเธอช่างน่ารักจริงๆ

 

“คุณตาทวดไม่ต้องกังวล หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณตาทวดยังไม่ได้กินอะไรใช่ไหม ? งั้นเดี๋ยวหนูจะทำบะหมี่ให้ทานนะคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้โชว์ฝีมือทำอาหารมานานแล้ว เธอจะโชว์ฝีมือจะเฉพาะตอนมีอารมณ์เท่านั้น

 

“โอ้ ? เหลนทำเป็นด้วยหรือ ? งั้นตาทวดจะรอชิมฝีมือนะ อย่าลืมทำให้พวกเขาทั้งสองคนด้วย พวกเขาก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน ส่วนคนอื่นมีข้าวกินแล้ว ให้พวกเขากินอาหารที่แม่ครัวทำนั่นแหละ !” เสิ่นกั๋วเฉียงไม่ลืมให้ฟู่เยี่ยนทำเผื่อคุณเฮ่อและลุงห่าว

 

“ได้ค่ะ งั้นพวกตาทวดรอก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปทำบะหมี่ครู่เดียว” ฟู่เยี่ยนพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมเข้าครัวไปทำอาหาร นี่ก็ดึกมาแล้ว พวกเขาอายุมากแล้ว ควรกินแค่บะหมี่สักชามก็พอ จะได้ย่อยง่าย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะท้องอืดเอาได้

 

เมื่อมาถึงในห้องครัว เธอก็พบว่าห้องครัวตระกูลเฮ่อมีวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน ส่วนอาหารทะเลจะมีวันเว้นวัน

 

“มีกุ้งไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนถาม วันนี้เวรเข้าครัวคือป้าหลี

 

“คุณหนู ตอนนี้มีล็อบสเตอร์ตัวหนึ่ง ที่เหลือเอามาทำเป็นอาหารไปแล้วค่ะ คุณหนูใช้ล็อบสเตอร์แทนได้ไหม ?” ป้าหลีหยิบกุ้งล็อบสเตอร์ตัวยาวออกมา

 

ฟู่เยี่ยน: ……ใช้เจ้านี่มาทำบะหมี่เซี่ยงกัวดีไหมนะ ? 

 

ใช้มันนี่แหละ เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว

 

“งั้นหนูขอให้มันนะคะ แล้วในครัวมีแป้งไหมคะ ? ป้าหลีช่วยจัดการให้หนูทีนะคะ ! หนูจะไปนวดแป้งทำบะหมี่” ฟู่เยี่ยนพำพูดจบ ป้าหลีก็จัดการทำกุ้งล้อบสเตอร์ให้ ส่วนฟู่เยี่ยนก็ไปนวดแป้ง ข้อดีของบะหมี่เซี่ยงกัวคือใช้เส้นบะหมี่ที่เล็กและบางกว่าบะหมี่ทั่วไป

 

เพียงแต่ที่ฮ่องกงไม่มีที่นวดแป้งทำบะหมี่ ฟู่เยี่ยนจึงต้องใช้กำลังแขนตัวเองดึงเส้นบะหมี่ให้เป็นเส้นเล็กๆบางๆ และด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหนือกว่าคนทั่วไป ทำให้ฟู่เยี่ยนสามารถดึงบะหมี่ที่เส้นเล็กและบางเหมือนหนวดมังกรออกมาได้

 

เมื่อฟู่เยี่ยนทำบะหมี่เสร็จ ป้าหลีก็เลาะเนื้อกุ้งออกมาเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เหลือแค่เปลือกของกุ้งล็อบสเตอร์แล้ว

 

หลังจากผัดต้นหอมสับให้หอม เธอก็ใส่เปลือกกุ้งล็อบสเตอร์ลงในหม้อ เติมน้ำ ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยว เคี่ยวสักพัก สุดท้ายใส่เนื้อล็อบสเตอร์ ระหว่างนี้ฟู่เยี่ยนได้แอบเติมน้ำจากในดินแดนต่างมิติไปเล็กน้อย ทำให้กลิ่นหอมของบะหมี่ร้อนๆ ลอยโชยไปถึงห้องอาหาร

 

หอมขนาดนี้เชียวหรือ ? มันหอมรุนแรงมาก ! ตอนนี้อาหารที่พวกเขากำลังกินดูไม่น่าอร่อยไปเลย ตอนนี้ทุกคนในห้องอาหารต่างมองหน้ากันไปมา ทำไมคุณทวดถึงขี้งกขนาดนี้ เขาคงกลัวจะทำให้ฟู่เยี่ยนเหนื่อยสินะ 

 

หลายคนบนโซฟาก็ได้กลิ่นหอมเช่นกัน พวกเขาหิวแล้วและท้องก็เริ่มร้องคำราม

 

“บะหมี่มาแล้ว คุณตาทวด อันนี้ของคุณตาทวดค่ะ คุณเฮ่อ ชามนี้ของคุณ แล้วก็มีของลุงห่าวด้วย พี่ไป๋โม่เฉิน ในหม้อยังมีบะหมี่อยู่ พี่จะกินด้วยไหม ?” ฟู่เยี่ยนกะพริบตาถามเขา

 

 “ฉันไปตักเอง ไม่ต้องห่วง” ไป๋โม่เฉินลุกขึ้นเดินไปที่ครัว ซึ่งป้าหลีได้ตักและยกมาให้เขาพอดี

 

“คุณไป๋ นี่ของคุณค่ะ” 

 

ไป๋โม่เฉินขอบคุณป้าหลีแล้วนั่งลงกินบะหมี่ ในเวลานี้ ต่างคนต่างกิน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ไม่นาน พวกเขาก็กินอิ่มและลูบท้องอย่างสบายใจ

 

“ฟู่เยี่ยน ฝีมือทำอาหารของเธอยอดเยี่ยมมาก ! สมัยที่ฉันยังเด็ก ครอบครัวของเราเป็นชาวประมง ตอนนั้นมื้อที่ดีที่สุดของเราก็คือบะหมี่นี่แหละ เวลาได้กินบะหมี่ทีไร พวกเราจะรู้สึกเหมือนได้ฉลองปีใหม่เลย”

 

ลุงห่าวยกนิ้วให้ฟู่เยี่ยน เสิ่นกั๋วเฉียงก็บอกว่าอร่อยเช่นกัน หลังจากกินบะหมี่หมดชาม ด้วยความที่เสิ่นกั๋วเฉียงอายุมากแล้ว เขาจึงใช้พลังงานในการย่อยอาหารค่อนข้างเยอะ พอกินบะหมี่หมดชาม เขาก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาก

 

เห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะอาหารไม่ย่อย ฟู่เยี่ยนจึงต้องชวนเขาไปเดินเล่นในสวนเพื่อให้เขาย่อยอาหาร แล้วถึงปล่อยให้เขาไปนอน


ตอนที่ 445: ผู้คนในเมืองตี้ตู

 

คืนนี้ฟู่เยี่ยนได้นอนหลับสนิทอย่างไม่คาดคิด เธอฝันถึงพ่อแม่ของเธอ หลังจากออกเดินทางไกลจากบ้านมาได้หลายสิบวัน เธอก็เริ่มคิดถึงบ้านแล้ว

 

เธอคิดถึงครอบครัว และคนในครอบครัวก็คิดถึงเธอเช่นกัน ตั้งแต่ฟู่เยี่ยนไปที่เกาะฮ่องกง สมาชิกในครอบครัวกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินมักจะรีบกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน ฟู่ซินก็เคยลาหยุดมาพักที่บ้านสองวันเช่นกัน

 

คืนนี้ฟู่เยี่ยนได้นอนหลับสนิทอย่างไม่คาดคิด เธอฝันถึงพ่อแม่ หลังจากออกเดินทางมาได้หลายสิบวัน เธอก็เริ่มคิดถึงบ้าน

 

เธอคิดถึงครอบครัว และครอบครัวก็คิดถึงเธอเช่นกัน ตั้งแต่ฟู่เยี่ยนไปที่เกาะฮ่องกง สมาชิกในครอบครัวกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินมักจะรีบกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน ฟู่ซินก็เคยลาหยุดมาพักที่บ้านสองวัน

 

อย่างไรก็ตาม หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ยังรู้สึกว่าที่บ้านเหมือนขาดใครไปอยู่เสมอ แม้แต่ฟู่เหยาก็มักจะพูดถึงฟู่เยี่ยนบ่อยๆ นับตั้งแต่ปู่มู่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้าน เด็กๆก็อยู่ในความดูแลของเขา ทุกครั้งที่เลิกเรียน คุณปู่มู่ก็จะเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้เด็กๆฟัง

 

เขาไม่ได้เล่าเรื่องแบบนึกอะไรได้ก็เล่า แต่เขามีแผนที่จะสอนและปลูกฝังให้เด็กๆรู้ความ ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจากคัมภีร์วินัยยุวชน คัมภีร์ตรีอักษร หรือคำสอนของขงจื๊อ เขาเห็นว่าเด็กๆรับฟังได้ เขาจึงเล่าให้พวกเด็กๆฟัง

 

ทำให้ภายในสามวัน เขาได้กลายเป็นที่ชื่นชอบและได้รับคำชมจากเด็กๆ แม้จะมองไม่เห็นตัวเขา แต่เด็กๆก็ยังถามว่าคุณปู่มู่ไปไหน ? คุณปู่มู่กินสิ่งนี้ไหม ? คุณปู่มู่ชิมสิ่งนั้นสิ

 

ทำให้ปู่มู่รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ความคิดที่อยากให้มู่อี้อันกับลุงหลิวแต่งภรรยาและมีลูกจึงยิ่งทวีความแรงกล้ายิ่งขึ้น เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว การมีลูกก็จะเป็นเรื่องที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ยินดีต้อนรับคุณปู่มู่อย่างมาก การมีผู้เฒ่าอยู่ในบ้านก็เหมือนมีสมบัติล้ำค่า และยิ่งคุณปู่มู่ไม่ต้องอยู่ต่อหน้ามู่อี้อันแล้ว เขาก็ยิ่งกลายเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายมาก

 

ฟู่ต้าหย่งนั้นมีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ค่อนข้างน้อย ทำให้บางเรื่องไม่ค่อยมีใครบอกหรือสอนเขา แต่เมื่อมีคุณปู่มู่มาอยู่ด้วย เขาก็ได้รับการสอนเพิ่มเติม บางครั้งเขาก็ไปตกปลาที่สวนสาธารณะกับคุณปู่มู่ ชีวิตจึงผ่านไปอย่างสบายๆ

 

ฟู่เซินก็ชอบฟังคุณปู่มู่พูดเช่นกัน คุณปู่มู่มีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย พูดถึงเรื่องราวและวัฒนธรรมท้องถิ่นจากที่ต่างๆได้อย่างสนุกสนาน เวลาที่ฟู่เซินไม่มีอะไรทำ เขาก็จะช่วยคุณปู่มู่ฝนหมึก สองคนนี้จึงได้พูดคุยกันเพลินๆ และวันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

ฟู่เหมี่ยวก็เริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองอย่างเป็นทางการ เธอลากฟู่เซินมาช่วยทำงานด้วย เพราะทั้งคู่สนิทกันมากอย่างที่เคยอยู่ในท้องแม่มาด้วยกัน ฟู่เซินจึงใส่ใจธุรกิจนี้เป็นพิเศษ

 

ทั้งสองวางแผนเริ่มต้นจากการทำโรงงานผลิตเสื้อผ้าเล็กๆ พวกเขาหาคนที่มีฝีมือใช้จักรเย็บผ้าและกำลังว่างงานอยู่มาช่วยงาน ในส่วนของการทำแพทเทิร์น ฟู่ต้านีเป็นคนรับหน้าที่นี้ เพียงแค่ถอดแบบแล้วตัดตามก็ได้แล้ว

 

เรื่องของผ้าที่ใช้ตัดเย็บก็จัดการได้ง่าย เพราะหวังอันกั๋วทำงานอยู่ที่สหกรณ์ เขาจึงช่วยหาเศษผ้าที่มีตำหนิมาให้ก่อนในช่วงแรก ตำหนิพวกนี้จะถูกหลีกเลี่ยงเมื่อทำการตัดเย็บ ทำให้ต้นทุนของผ้ามีความได้เปรียบ ส่วนผ้าที่มีตำหนิที่เหลือสามารถนำไปใช้ทำอย่างอื่นได้

 

ในอนาคต หวังอันกั๋วจะช่วยติดต่อโรงงานทอผ้า แต่ถ้าปริมาณการสั่งซื้อน้อยเกินไป ทางโรงงานอาจไม่สนใจ แม้ว่าโรงงานรัฐเหล่านี้จะมีผลประกอบการไม่ดีใกล้จะปิดตัว แต่ก็ยังมีความหยิ่งทะนงในตัวเองอยู่

 

ธุรกิจของฟู่เหมี่ยวจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ นอกจากนี้เธอยังเตรียมเซอร์ไพรส์เล็กๆไว้ให้ฟู่เยี่ยนหลังกลับมาจากเกาะฮ่องกงอีกด้วย

 

“พ่อ เสี่ยวฮั่วของเราออกไปนานแค่ไหนแล้ว ? ทำไมฉันรู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็นขึ้นนิดหน่อยแล้วล่ะ” หวังซู่เหมยกระชับเสื้อผ้าของตัวเองแล้วลูบพุงน้อยๆของฟู่เหยา

 

เมื่อตอนเย็น ฟู่ต้านีทำปลาผัดเผ็ดไว้จานหนึ่ง เจ้าเด็กน้อยคนนี้อยากกินเมนูนี้มาก แต่พอกินเข้าไปก็ดิ้นพล่านด้วยความเผ็ด ทว่าเขาก็ยังคงตักเข้าปากไม่หยุด พอกินเสร็จแล้วก็ไม่วายมีอาการปวดท้องตามมา

 

“นี่ก็ผ่านมาสิบเอ็ดวันแล้วนะ อากาศเริ่มเย็นจริงๆนั่นแหละ ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะกลับมา จะกลับมาทันไหว้พระจันทร์ไหม” ฟู่ต้าอหย่งพูดพลางมองปฏิทิน ตั้งแต่ฟู่เยี่ยนไป เขาก็เฝ้าดูปฏิทินทุกวัน

 

“ตามปกติก็น่าจะกลับมาได้แล้ว อาจมีอะไรบางอย่างทำให้ยังต้องอยู่ที่นั่น” หวังซู่เหมยพูดพลางลูบท้องลูกน้อย ฟู่เหยาหลับไปแล้ว ทั้งคู่รีบจัดที่นอนให้เขา แล้วพากันไปนั่งในห้องนั่งเล่น

 

“ตั้งแต่เสี่ยวฮั่วเดินทางออกไป ฉันก็ไม่เคยรู้สึกสงบใจได้เลย หัวใจของฉันมักจะเต้นตุบๆตลอดเวลา” หวังซู่เหมยลูบหน้าอกพลางพูด

 

“นี่ก็สิบเอ็ดวันแล้วนะ อากาศเริ่มเย็นจริงๆนั่นแหละ ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะกลับมา จะกลับมาทันไหว้พระจันทร์ไหม” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางมองปฏิทิน ตั้งแต่ฟู่เยี่ยนไป เขาก็เฝ้าดูปฏิทินทุกวัน

 

“ตามปกติก็น่าจะกลับมาได้แล้ว อาจมีอะไรบางอย่างทำให้ยังต้องอยู่ที่นั่นต่อ” หวังซู่เหมยพูดพลางลูบท้องน้อยของลูกชาย กระทั่งฟู่เยาหลับไปแล้ว ทั้งคู่รีบจัดที่นอนให้เขา แล้วพากันไปนั่งในห้องนั่งเล่น

 

“ตั้งแต่เสี่ยวฮั่วไป ฉันก็ไม่เคยรู้สึกสงบใจเลย หัวใจเต้นตุบๆตลอดเวลา” หวังซู่เหมยลูบหน้าอกพลางพูด

 

“เฮ้อ ผมก็เหมือนกัน ปกติมักจะเห็นเธออยู่ใกล้ๆตลอดเวลา ถึงแม้ว่าบางครั้งเสี่ยวฮั่วจะมีธุระต้องทำ แต่พอรู้ว่าเธอจะกลับบ้าน ผมก็สบายใจ แต่พอเธอเดินทางในคราวนี้ ผมกลับรู้สึกคิดถึงลูกอยู่ตลอด เพราะไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาเมื่อไหร่” 

 

ฟู่ต้าหย่งเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งคู่คิดถึงฟู่เยี่ยนมาก ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่ฟู่ต้านีก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ ต้องถามถึงทุกวันว่าเมื่อไหร่ฟู่เยี่ยนจะกลับมา

 

แม้แต่เด็กๆก็ยังคอยถามว่า “พี่สาวจะกลับมาเมื่อไหร่ ?”

 

“เสี่ยวฮั่วทำเรื่องสำคัญอยู่ เราก็ต้องทำใจให้สบาย... ว่าแต่ทำไมไป๋โม่เฉิน เจ้าหนุ่มนั่น พอเสี่ยวฮั่วไปแล้วก็ไม่เคยแวะมาที่นี่เลยล่ะ ? อะไรกันเนี่ย พอคนสำคัญไม่อยู่ก็ไม่สนใจจะมาเลยเหรอ ?” 

 

หวังซู่เหมยเห็นฟู่ต้าหย่งอึดอัดใจ จึงรีบชวนเขาเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“ผมได้ยินเจ้ารองบอกว่าไป๋โม่เฉินน่าจะตามอาจารย์ไปประชุมที่ไหนสักแห่ง เหมือนเขาได้ยินมาจากชวนจื่ออีกที” ฟู่ต้าหย่งเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก

 

“โอ้ แบบนี้นี่เอง ! ฉันก็ว่าอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พอเสี่ยวฮั่วกลับมา ฉันต้องหาเรื่องแกล้งไป๋โม่เฉินให้สักหน่อย” หวังซู่เหมยแสร้งทำเป็นไม่พอใจ

 

“เฮ้อ เด็กๆกำลังยุ่งกันทั้งนั้น เป็นช่วงที่ต้องสร้างอนาคต อย่าไปใส่ใจเลย ดูอย่างเสี่ยวสุ่ยสิ พอหาคนได้ จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยมาบอกเรา ถ้าผมไม่ถามว่าลูกวุ่นวายอะไรอยู่ทุกวัน ลูกก็ไม่ยอมบอกผมเลย !” ฟู่ต้าหย่งไม่ค่อยพอใจกับการที่ฟู่เหมี่ยวไม่พูดอะไรกับเขา จนทำให้ช่วงนี้เขาไม่อยากคุยกับเธอเลย

 

“เด็กๆพวกนี้มีความคิดเป็นของตัวเองหมด ! เสี่ยวจินดูเหมือนจะเป็นเด็กสุขุม แต่พอพูดถึงเรื่องแฟนก็กลายเป็นคนโง่ไปเลย กวงหยุนบอกอะไรก็เชื่อไปหมด ! ฮึ่ม !” หวังซู่เหมยไม่ค่อยชอบใจนิสัยลูกชายคนโตนัก

 

“นี่คุณอิจฉาอยู่หรือเปล่า ? ลูกสาวของเราจัดการลูกเขยได้อยู่หมัด แต่พอมาถึงลูกชายตัวเอง คุณกลับรับไม่ได้ซะงั้น ? ดูท่าว่าต้องปรับทัศนคติหน่อยนะ เรามีลูกชายตั้งสามคนเลยนะ” ฟู่ต้าหย่งไม่วายแซวภรรยารัก

 

“กวงหยุนพูดอะไรก็ถูกไปหมด เธอพูดอะไร เขาก็ยอมทำ จนฉันเริ่มคิดแล้วว่าลูกยังจะเชื่องฟังคำพูดของฉันอยู่ไหม จริงอยู่ที่กวงหยุนคอยเตือนเขาแต่เรื่องดีๆ แต่ตอนนี้เขาชักจะกลายเป็นคนโง่งมไปทุกทีแล้ว !”

 

หวังซู่เหมยพูดอย่างเบื่อหน่าย ถึงแม้เธอจะมีลูกห้าคน แต่เธอก็เชื่อว่าเสี่ยวฮั่วยังเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุด ส่วนเสี่ยวจิน ถ้าเขายังทึ่มและซื่ออยู่แบบนี้ต่อไป เธอก็มองว่าเขาคงก้าวหน้าได้ยาก

 

“พวกเขามีทางเดินของตัวเอง คนแก่อย่างเราปล่อยพวกเขาไปเถอะ เสี่ยวฮั่วได้ทำสิ่งที่เราควรทำไปหมดแล้ว ส่วนเรื่องบ้านที่พวกเขาอยู่ ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไร”

 

“ถึงจะเป็นเรื่องระหว่างพี่น้องกัน แต่ผมมาคิดดูแล้วนะ พวกเขาโตพอแล้ว ก็ควรจะซื้อบ้านให้เสี่ยวฮั่วเป็นการตอบแทนบ้าง หรือไม่ก็หักค่าบ้านไปจากทองคำแท่งของพวกเขาเลย” 

 

ฟู่ต้าหย่งคิดว่าถ้าเอาแต่ตามใจลูกๆแบบนี้ จะทำให้พวกเขาเสียคน บ้านที่อยู่ตอนนี้ก็ควรใช้เงินตัวเองซื้อ

 

“ตกลง งั้นพรุ่งนี้เราจะพูดเรื่องนี้กันเลยตอนที่เสี่ยวฮั่วยังไม่อยู่บ้าน ฉันได้ยินพี่สะใภ้เถียนบอกว่าตอนนี้บ้านเรือนสี่ประสานแบบนี้หายากแล้ว ตอนนั้นเสี่ยวฮั่วกับจางเหว่ยโชคดีซื้อมาได้ในราคาถูก ตอนนี้คนอยากซื้อก็ยังหาซื้อไม่ได้เลย !” 

 

หวังซู่เหมยพูดเสียใหญ่โต

 

“จริงเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นเรายิ่งต้องคุยกับพวกเขาแล้ว เรามานับทองคำแท่งที่มีอยู่ แบ่งให้พวกลูกๆเท่ากัน ใครหมั้นแล้วก็ให้ส่วนของตัวเองไป ส่วนเสี่ยวฮั่วต้องได้สองส่วนนะ” ฟู่ต้าหย่งกล่าว

 

“ตกลง คุณพูดถูก แต่อย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าฟู่ต้านีเลยนะ ถ้าเธอรู้เข้าก็คงอยากคืนเงินเสี่ยวฮั่วแน่นอน ส่วนของเธอ พี่น้องอย่างเรารับไว้ไม่ได้หรอก” หวังซู่เหมยเตือน

 

“ได้ งั้นก็ทำตามที่คุณว่าได้เลย !”

 

วันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าหย่งก็บอกเรื่องนี้กับฟู่เหมี่ยวและฟู่เซิน ซึ่งทั้งสองคนก็เห็นด้วย

 

“พ่อ ถ้าพ่อไม่พูด หนูก็คิดจะทำแบบนี้อยู่แล้ว พวกเราได้ประโยชน์มากเลยนะ” ฟู่เหมี่ยวที่ช่วงนี้ออกไปทำธุรกิจข้างนอกพอได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง

 

“ใช่ครับ พ่อไม่ต้องห่วง พวกเรารู้ดี เดี๋ยวผมจะคุยกับพี่ใหญ่เอง ว่าแต่... พ่อกับแม่ไม่ชอบแฟนของพี่ใหญ่ใช่ไหม ?” ฟู่เซินถามอย่างเจ้าเล่ห์

 

“ไอ้เด็กบ้า !” ฟู่ต้าหย่งด่าเข้าให้


--- จบตอน ---

Comments