magic ep446-450

 ตอนที่ 446: ญาติพี่น้องได้พบกัน

 

ฟู่เยี่ยนตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นเต็มเปี่ยม อาจเป็นเพราะเธอวางเรื่องที่กังวลใจไว้ได้ครึ่งหนึ่ง ทำให้เมื่อคืนเธอหลับสนิท

 

เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง เสิ่นกั๋วเฉียงยังไม่ตื่น ฟู่เยี่ยนเดาว่าน่าจะเป็นเพราะน้ำจากดินแดนต่างมิติที่เธอใส่ลงในบะหมี่เมื่อคืน ทำให้เขาหลับสนิท 

 

ส่วนคุณเฮ่อตื่นแล้ว กำลังฝึกไทเก๊กอยู่ชั้นล่าง

 

“ฟู่เยี่ยน ตื่นแล้วเหรอ ? ทำไมไม่นอนพักต่ออีกสักหน่อยล่ะ ?”

 

“นอนไม่หลับแล้วค่ะ คุณกำลังฝึกไทเก๊กอยู่เหรอคะ ? ” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปใกล้ แล้วก็ไปยืนรำไทเก๊กข้างๆเขา

 

“ใช่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้น ถ้าไม่ขยับตัวก็เหมือนเครื่องจักรที่ขึ้นสนิม” คุณเฮ่อพูดพลางร่ายรำท่าไทเก๊ก ตาเหลือบมองท่าทางของฟู่เยี่ยนไปด้วย

 

ฟู่เยี่ยนฝึกไทเก๊กสายสำนักอู๋ ซึ่งเธอเรียนรู้จากเหล่าคุณลุงในสวนสาธารณะที่เมืองหลวงตอนนั้น เธอรู้วิธีการใช้พลังภายในขณะฝึก ทำให้ท่าทางการเคลื่อนไหวดูทรงพลังในสายตาของคนอื่น

 

“ฟู่เยี่ยน ทำไมทั้งที่ท่าทางของเราดูคล้ายกัน แต่เวลาที่เธอฝึกมันดูมีพลังขนาดนั้นเลยล่ะ ?” คุณเฮ่อเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่งก็อดสงสัยไม่ได้

 

ฟู่เยี่ยนไม่ปิดบัง เธออธิบายอย่างละเอียดว่าตรงไหนควรใช้แรง ตรงไหนควรผ่อนแรง และเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆในการฝึก

 

เมื่อคุณเฮ่อได้รับคำแนะนำจากฟู่เยี่ยน เขาลองทำตามคำแนะนำของเธอและรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก

 

“ไอ้หยา หลังจากที่เธอชี้แนะฉันแบบนี้ ฉันก็รู้สึกเลยว่าหลายปีที่ฝึกไทเก๊กมาดูช่างเปล่าประโยชน์เสียจริง วันนี้ฉันเพิ่งจะเข้าใจความหมายของมันอย่างแท้จริง” คุณเฮ่อกล่าวอย่างตื่นเต้น

 

“งั้นในทุกเช้าหนูจะตื่นมาฝึกไทเก๊กกับคุณ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ จะได้ช่วยแก้ไขให้ และถ้าเป็นไปได้ น่าจะชวนลุงห่าวมาด้วยนะคะ ร่างกายของเขาน่าจะมีอาการบาดเจ็บต่อเนื่องจากบาดแผลเก่าๆใช่ไหม ?”

 

คุณเฮ่อถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

 

“ใช่แล้ว โรคนี้เกิดจากสมัยหนุ่มๆ ในช่วงที่อยู่ในแก๊งค์หง ลุงห่าวเคยเป็นที่รู้จักว่าเป็นคนแข็งแกร่งมาก แต่พออายุมากขึ้น บาดแผลและอาการบาดเจ็บต่างๆก็เริ่มตามมา เขาไม่ค่อยพูดอะไรมาก แต่เวลาฝนตกหรืออากาศเปลี่ยนทีไร เขาจะปวดร่างกายตลอด”

 

ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเข้าใจดี ลุงห่าวเป็นคนที่ดีกับเธอมาก คืนนี้เธอจะเข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อเตรียมยาลูกกลอนให้เขา หลังจากเขากินแล้ว น่าจะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บบางส่วนได้

 

หลังจากฝึกเสร็จ ทั้งคู่ก็เข้าไปในบ้าน ตอนนั้นเสิ่นกั๋วเฉียงก็ตื่นนอนเดินลงมาจากชั้นบนพอดี จากที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ดูเหมือนว่าสุขภาพของเขาจะดูดีขึ้นมาก

 

“ฟู่เยี่ยน ตื่นเช้าจังเลย วันนี้จะออกไปข้างนอกหรือเปล่า ?” เสิ่นกั๋วเฉียงถามด้วยความเป็นห่วง เขากลัวว่าถ้าฟู่เยี่ยนออกไปข้างนอกอีก เธออาจถูกลอบทำร้ายได้

 

“คุณทวดคะ ช่วงเช้าหนูไม่ออกไปไหนค่ะ แต่ช่วงบ่ายหนูต้องไปโรงพยาบาล เพื่อดูอาการฟื้นตัวของมู่อี้อัน แล้วช่วงเช้าคุณหวังเซียงจะมาที่บ้านเพื่อเยี่ยมเยียนพวกคุณทวดด้วยค่ะ ทวดจะได้เจอเขาแล้ว”

 

หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน นาเอะโกะก็เสนอที่จะมาพร้อมกับหวังเซียงเพื่อให้ฟู่เยี่ยนตรวจรักษาให้ที่บ้านตระกูลเฮ่อ ฟู่เยี่ยนคิดว่ามันเป็นโอกาสดีจึงตอบตกลง เพราะโรงแรมคงไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมนัก

 

ฟู่เยี่ยนวางแผนจะลองใช้การฝังเข็มร่วมกับวิธีรักษาอื่น เพื่อดูว่าจะช่วยรักษาอาการของหวังเซียงให้หายเร็วขึ้นได้หรือไม่ เธอจึงบอกคุณเฮ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว

 

“ดี งั้นฉันจะได้เจอเขาด้วย ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเขายังเด็ก เขาหน้าตาเหมือนกับน้องรองมาก ไม่รู้ว่าผ่านมานานขนาดนี้ เขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน คิดดูแล้วเขาก็น่าจะมีอายุห้าสิบหรือหกสิบแล้วนะ” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดด้วยความคิดถึง

 

ตอนนี้เสิ่นกั๋วเฉียงไม่ได้มีปัญหาใดกับบ้านรองแล้ว เพราะน้องรองของเขาก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ความแค้นและความโกรธจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา !

 

“ครั้งนี้หนูจะลองใช้การฝังเข็มร่วมกับยาอย่างอื่นดูค่ะ การรักษาด้วยยาอย่างเดียวมันช้าเกินไป” ฟู่เยี่ยนเข้าใจดีถึงความบาดหมางระหว่างทวดและคนในครอบครัวของน้องชายคนรองเขา หากเสิ่นกั๋วเฉียงจะไม่ชอบหวังเซียง นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

ตอนนี้ที่คุณตาทวดเริ่มเปิดใจยอมรับหวังเซียง นั่นหมายความว่าเขาได้ปล่อยวางความขัดแย้งเหล่านั้นแล้ว

 

…….

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หวังเซียงก็มาถึงบ้านพร้อมกับโคกาวะ นาเอะโกะ เมื่อเสิ่นกั๋วเฉียงเห็นเขาก็เกิดอาการตื่นเต้นเล็กน้อย

 

“เหมือน ! เหมือนมากเลย เหมือนกับน้องรองราวกับพิมพ์เดียวกัน ! รั่วเฉิง รั่วหลิง ดูสิว่าเขาเหมือนกับทวดรองของพวกเธอหรือเปล่า ?”

 

เสิ่นรั่วเฉิงถึงกับพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง เขาแทบจะคิดว่าทวดรองของเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมา ต่างกันแค่ตรงที่ทวดรองของเขาไม่มีแผลเป็นเท่านั้น

 

“ที่มือของนายมีรอยตำหนิใช่ไหม ? ตอนเด็กมันเป็นสีแดง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนสีไปแล้วหรือยัง ?” เสิ่นกั๋วเฉียงถามขึ้นมา

 

“คุณรู้ได้อย่างไร ? คุณเป็นญาติของผมจริงๆงั้นหรือ ? ” หวังเซียงเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยผลของยาที่กินมาเป็นเวลาสองวัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองดีขึ้น ตอนนี้เขารู้สึกมีพลังมากกว่าเดิมแล้ว

 

“นี่เป็นเครื่องหมายประจำตระกูลเรา มีเฉพาะในญาติสายตรงของตระกูลเสิ่นเท่านั้น รั่วเฉิง เอารอยที่มือของเธอให้เขาดูหน่อย” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดจบก็ยื่นมือที่มีรอยตำหนิเล็กๆที่ฝ่ามือออกมา

 

 

เสิ่นรั่วเฉิงกางมือของตัวเองออกมาให้ดู รอยตำหนิของเขายังคงเป็นสีแดงสด แตกต่างจากของเสิ่นกั๋วเฉียงที่เปลี่ยนเป็นสีดำเกือบหมดแล้ว เมื่อหวังเซียงค่อยๆแบฝ่ามือของเขาออก รอยตำหนินั้นก็ปรากฏขึ้น สีของมันคล้ายกับของเสิ่นกั๋วเฉียง แต่ยังไม่เข้มเท่า

 

“นาเอะโกะ ในที่สุดฉันก็ได้เจอครอบครัวแล้ว” หวังเซียงหันไปพูดกับนาเอะโกะ ลูกศิษย์ของเขาด้วยความตื่นเต้น

 

“อาจารย์คะ ฉันเห็นแล้วค่ะ อาจารย์ได้กลับมาเจอคนในครอบครัวแล้ว” นาเอะโกะเองก็ดีใจไม่น้อย เพราะอาจารย์ของเธอมีปมความเศร้าในใจมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้ในวัยชรา ในที่สุดเขาก็ได้พบญาติพี่น้องอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องน่ายินดีมาก

 

“เอาล่ะ พวกเรามานั่งลงคุยกันดีกว่า อย่ายืนคุยแบบนี้เลย” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นบ้าง ความตื่นเต้นที่มากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพของหวังเซียง

 

“ใช่ๆ นั่งลงเถอะ นั่งก่อน” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน เขาพยายามเก็บอาการไว้ เพราะกลัวตัวเองจะเป็นลมไปเสียก่อน

 

มือของหวังเซียงสั่นเทาเพราะความตื่นเต้น ฟู่เยี่ยนจึงเข้ามาจับข้อมือเขาไว้และเริ่มตรวจชีพจร ยาที่ให้ไปก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะได้ผล แต่ออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า ถ้ารักษาด้วยการฝังเข็มร่วมด้วย น่าจะฝังให้เพียงสามครั้งก็เพียงพอแล้ว

 

ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกายเขาและยาที่เธอจะเตรียมให้ เธอคิดว่าถ้าอยู่ที่นี่ต่ออีกสักห้าวัน ก็น่าจะสามารถทำยาและรักษาหวังเซียงให้เสร็จสิ้นกระบวนการได้

 

แต่ติดปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง—นาเอะโกะและคณะไม่สามารถอยู่ต่อได้อีกนานนัก และหวังเซียงจะกลับไปกับพวกเขาหรือไม่ ?

 

“คุณตา คุณตาจะกลับไปที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยหรือเปล่าคะ ?" ฟู่เยี่ยนถามขณะที่ถอนมือออกหลังจากตรวจชีพจรให้เขา

 

“ฉันต้องกลับไปอยู่ดี ถึงแม้จะพบญาติตัวเองแล้ว แต่พ่อของนาเอะโกะเคยช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันสัญญากับเขาว่าจะฝึกสอนนาเอะโกะให้สำเร็จ” 

 

“ฉันไม่สามารถผิดคำพูดได้ เมื่อถึงวันที่นาเอะโกะเรียนจบ นั่นแหละคือวันที่ฉันจะกลับมาประเทศของเรา คุณลุง ได้โปรดยกโทษให้หลานคนนี้ที่ไม่สามารถอยู่รับใช้ลุงได้” 

 

หวังเซียงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมก้มหัวโค้งคำนับให้เสิ่นกั๋วเฉียงตามความเคยชินที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น

 

“หลานเอ๋ย นี่เป็นการตัดสินใจของนาย ลุงไม่มีอะไรจะคัดค้านหรอก เพียงแต่ลุงอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าเราสองคนจะมีโอกาสได้เจอกันอีกกี่ครั้ง ลุงจะอยู่ที่เกาะฮ่องกงนี้ไม่ไปไหน ถ้าเมื่อไหร่ที่นายกลับมา ลุงจะรออยู่ที่นี่ พอลุงซื้อบ้านหลังใหม่ได้แล้ว ลุงจะเตรียมห้องไว้ให้นายด้วย”

 

เสิ่นกั๋วเฉียงพูดด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น เขาแก่แล้ว และอยากให้ลูกหลานอยู่ใกล้ตัว ดังนั้นเมื่อเขาเจอหวังเซียงในครั้งนี้ อารมณ์นี้จึงถูกปลุกเร้าขึ้นมาอีกครั้ง



ตอนที่ 447: ฝังเข็มทอง

 

แม้ว่าหวังเซียงจะยังนึกไม่ออกเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง แต่เมื่อเขาเห็นรอยตำหนิที่เหมือนกัน เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเสิ่นแล้ว

 

หลังจากพูดคุยอย่างเปิดใจแล้ว ฟู่เยี่ยนก็พาหวังเซียงไปที่เรือนกระจกของตระกูลเฮ่อ เธอเตรียมทำการฝังเข็มให้เขา โดยที่คนอื่นนอกจากไป๋โม่เฉินไม่ได้ตามเข้าไป เพราะฟู่เยี่ยนต้องการความเงียบสงบ

 

ในเรือนกระจกอุ่นสบาย มีเก้าอี้นอนที่เหมาะให้หวังเซียงนอนพัก หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเริ่มทำการฝังเข็ม เขาสามารถหลับตาได้อีกสักพัก

 

“คุณปู่ทำใจให้สบายเถอะนะคะ การฝังเข็มไม่เจ็บหรอก แค่หลับตาผ่อนคลายก็พอ” ฟู่เยี่ยนบอกเขา

 

“อืม ฉันเชื่อเธอ” หวังเซียงรู้ว่าฟู่เยี่ยนคือหลานสาวของพี่สาวเขา ทำให้เขารู้สึกมีความใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็เริ่มลงมือฝังเข็มให้เขา แม้จะเป็นครั้งแรกที่ใช้เข็มทอง แต่เพราะเธอมีเนตรสวรรค์เป็นตัวช่วย ทำให้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเทคนิคของตัวเอง

 

เมื่อฟู่เยี่ยนฝังเข็มสั้นเข้าไป หวังเซียงแทบไม่รู้สึกถึงอะไรเลย จนกระทั่งฟู่เยี่ยนหมุนเข็ม เขาจึงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน

 

“ตอนนี้คุณปู่รู้สึกอย่างไรบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนถาม

 

“เมื่อกี้รู้สึกซ่าๆแปลบๆ สบายดีมาก”

 

“ดีเลยค่ะ ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็น่าจะเสร็จแล้วค่ะ” หลังจากฝังเข็มแรกลงไป ฟู่เยี่ยนคำนวณเวลาอย่างรวดเร็ว เธอใช้วิธีฝังเข็มลงจุดที่มีปัญหาโดยตรง เพราะสามารถมองเห็นอาการบาดเจ็บของหวังเซียงได้ และสามารถใช้เข็มกระตุ้นจุดที่ต้องการได้โดยตรงเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ฟู่เยี่ยนใช้เข็มที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ เธอใช้เข็มสั้นมาปิดจุดฝังเข็มรอบๆ เพื่อให้เข็มที่ยาวกว่าสามารถกระตุ้นจุดที่มีปัญหาได้โดยตรง

 

เมื่อเวลาผ่านไป ฟู่เยี่ยนเริ่มรู้สึกเหงื่อซึมออกจากหน้าผาก แม้จะสามารถมองเห็นจุดที่ต้องการรักษาได้ แต่เธอก็ยังกลัวว่าจะเผลอมือสั่น โชคดีที่พลังภายในช่วยให้มือของเธอสั่นน้อยลง

 

ไป๋โม่เฉินยืนอยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เขาอยากจะเช็ดเหงื่อให้ฟู่เยี่ยน แต่ก็กลัวว่าจะรบกวนเธอ จึงออกไปเตรียมน้ำและผ้าขนหนูไว้ให้เธออย่างเงียบๆ

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้สังเกตว่าเขาออกไป เธอจดจ่ออยู่กับความรู้สึกใต้มือของตัวเอง เธอฝังเข็มทองคำเข้าไปเบาๆ เข็มนี้เป็นเข็มที่สองที่ยาวขึ้น เธอกดเบาๆที่ส่วนท้ายของเข็ม ซึ่งอยู่บนศีรษะของหวังเซียง ทำให้แรงกดเพิ่มขึ้น

 

ฟู่เยี่ยนใช้เวลาในการฝังเข็มยาวเล่มนี้ไปมากกว่า40นาที เธอรู้สึกเหนื่อยและเหงื่อซึมจนเสื้อผ้าเริ่มชื้นไปหมด

 

ฟู่เยี่ยนค่อยๆดึงเข็มยาวออก และใช้เวลาอีก15นาทีในการดึงเข็มที่ใช้ปิดจุดฝังเข็มรอบๆ ออกทีละเล่ม

 

เมื่อเธอเตรียมจะพูดคุยกับหวังเซียง ก็พบว่าเขาหลับอยู่บนเก้าอี้นอนไปแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนจึงมองไปรอบๆ และเห็นแก้วน้ำตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆ พร้อมกับผ้าขนหนู เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นมาและเปลี่ยนเป็นน้ำจากในดินแดนมิติ เมื่อดื่มแล้วจึงทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน ไป๋โม่เฉินก็เข้ามาในห้องพอดี ฟู่เยี่ยนกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่ออยู่ เวลานี้ก็ผ่านไปจนถึงเที่ยงวันแล้ว

 

“เป็นอย่างไรบ้าง ?” ไป๋โม่เฉินถามด้วยความห่วงใย

 

“ผลลัพธ์ดีมาก แต่เขาต้องนอนพักสักหน่อย อย่าไปรบกวนเขาเลย เราออกไปข้างนอกก่อน หากเขานอนได้นานขึ้น ผลการรักษาก็จะดีขึ้นด้วย”

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินออกจากเรือนกระจกด้วยกัน ตอนนี้แสงแดดอันอบอุ่นกำลังสาดส่องลงมา ให้ความรู้สึกสบายตัว ฤดูกาลนี้ยังคงเป็นฤดูร้อนอยู่ แต่ความเข้มของแสงแดดนั้นกำลังสบายๆ ไม่แรงเกินไป

 

“อาหารเสร็จแล้ว เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ พักผ่อนสักพักค่อยไปโรงพยาบาล” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าเสื้อของฟู่เยี่ยนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

 

“อืม ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

 

คนเรามักมีความเข้าใจว่าต้องออกแรงหนักถึงจะเหงื่อออก ทว่าความจริงแล้วการเคลื่อนไหวที่ละเอียดนั้นกลับทำให้เหงื่อออกได้มากกว่า เพราะมันมีความกดดัน หากมีความคิดฟุ้งซ่านเพียงนิดเดียวก็จะทำให้เกิดความล้มเหลวได้

 

หลังจากกินอาหารกลางวันแล้ว ฟู่เยี่ยนก็หลับตานอนพักสักครู่ จากนั้นก็ออกเดินทางไปกับไป๋โม่เฉิน โดยในมือหิ้วโถใส่ซุปที่ป้าหลีทำให้กับมู่อี้อันไปด้วย

 

“ขอบคุณนะคะป้าหลี หนูจะเอาไปให้เขาเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณป้าหลี

 

“คุณหนูไม่ต้องเกรงใจป้าหรอก คุณมู่เป็นคนดีมาก ป้าแค่ช่วยได้นิดหน่อยเท่าที่ช่วยได้ อีกอย่างคุณท่านก็สั่งไว้แล้วค่ะ”

 

ป้าหลียังคงห่วงใยมู่อี้อัน เพราะเธอไม่ค่อยเจอคนหนุ่มที่มีน้ำใจเช่นนี้ ในขณะที่ในเมืองหลวงของแผ่นดินใหญ่กลับกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

 

วันนี้ฉินเฟิงยังคงเป็นคนขับรถพาทั้งสองคนไปส่งที่โรงพยาบาล หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ลุงห่าวได้มอบหมายให้ฉินเฟิงมารับหน้าที่นี้ โดยจะมีคนตามไปด้วยทุกครั้งที่ฟู่เยี่ยนต้องออกไปข้างนอก

 

ถึงแม้จะเป็นอย่างนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เสิ่นกั๋วเฉียงสบายใจได้ เมื่อฟู่เยี่ยนออกจากบ้าน เขายังอยากให้ส่งคนไปตามติดมากกว่านี้ แต่ฟู่เยี่ยนได้ปลอบใจเขาให้รู้สึกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาได้ตั้งกฎเกณฑ์ว่าเธอไม่ควรกลับบ้านดึกเกินไป และเขาจะรอเธอมากินอาหารค่ำด้วยกันเท่านั้น

 

ในเมื่อทวดติดเธอขนาดนี้ ฟู่เยี่ยนจึงตกลงทำตามคำขอของเขา จนในที่สุดเสิ่นกั๋วเฉียงจึงยอมให้เธอออกไปได้

 

ฟู่เยี่ยนนั่งรถออกไปแล้ว ขณะที่หวังเซียงยังไม่ตื่นขึ้นเลย 

 

คราวนี้นาเอะโกะติดรถไปกับพวกฟู่เยี่ยนด้วย เธอต้องกลับไปที่โรงแรมเพื่อจัดการของบางอย่างและย้ายมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว เพื่อให้ฟู่เยี่ยนสามารถทำการฝังเข็มให้กับอาจารย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

เมื่อทั้งสองถึงโรงพยาบาล ก็พบว่ามู่อี้อันตื่นขึ้นมาแล้วในตอนเช้า ตอนนี้เขากำลังกินอาหารอยู่ โดยมีลุงหลิวดูแลเขาตลอดทั้งคืน

 

“ลุงหลิว วันนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนเขาเอง ลุงหลิวกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาที่นี่ใหม่” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าดวงตาของลุงหลิวเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เพราะเขาต้องอดหลับอดนอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อคอยดูแลมู่อี้อัน

 

“อืม ขอบคุณมากนะคุณไป๋” ลุงหลิวไม่ได้ปฏิเสธ

 

“เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลุงไม่ต้องเกรงใจผมหรอก” อีกไม่นานเขาก็จะต้องเรียกลุงหลิวว่า ‘อาเขย’ แล้ว ทำไมต้องเกรงใจกันราวกับเป็นคนอื่นคนไกลด้วย ?

 

“เป็นอย่างไรบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนมองดูมู่อี้อันที่มีผ้าพันแผลเต็มตัว เธอถามเขาด้วยความเป็นห่วง

 

“ฟู่เยี่ยน เธอไม่รู้หรอก ฉัน, ฉัน….คิดว่าครั้งนี้ฉันคงต้องตายจริงๆแล้ว...” มู่อี้อันกลืนอาหารในปากลงไป แล้วก็พูดร้องไห้เหมือนเด็กน้อย

 

ฟู่เยี่ยน, ไป๋โม่เฉิน และลุงหลิวถึงกับกุมขมับ: …… 

 

“ค่อยๆเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ถึงแม้เธอจะสามารถพิจารณาได้ แต่การที่คนที่เกี่ยวข้องพูดเองจะทำให้เข้าใจได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่า

 

“ตอนที่เธอลงจากรถ ฉันกำลังคุยกับลุงไฉอยู่ พอได้ยินเสียง ‘ตุ๊บ ตุ๊บ’ จากใต้รถ ตอนแรกฉันตั้งใจจะลงไปดู แต่ไม่ทันไร รถก็เกิดระเบิดขึ้นมาแล้ว”

 

“เสียงแรกที๋ฉันได้ยินมันเหมือนเสียงระเบิดที่จุดไม่ติด เราสองคนไม่ทันได้เปิดประตูรถ เสียงระเบิดครั้งที่สองก็ดังขึ้นแล้ว !” 

 

มู่อี้อันพูดด้วยความเศร้าระคนขวัญหาย “เธอเชื่อไหมว่าในหัวฉันตอนนั้นน่ะ ฉันคิดแค่ว่าคงจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์ไปเป็นของฝากไม่ได้แล้ว !”

 

“อุ๊บ ฮ่าฮ่า !” คนในห้องผู้ป่วยต่างหัวเราะออกมา 

 

โอ้โห ! ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ เขายังจะมานึกถึงเรื่องซื้อขนมไหว้พระจันทร์ไปเป็นของฝากอีกนะ !

 

“ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะไปสั่งขนมไว้ให้นายสักสองสามกล่อง แล้วนายล่ะ ? มีความปรารถนาอะไรอีกหรือเปล่า ? พูดมาได้เลย” ฟูเยี่ยนคิดว่าจะขำก็ขำออกมาจริงๆ

 

“ฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ ยังจะมาหัวเราะฉันอีกเหรอ ? เธอนี่มันไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันเลย” มู่อี้อันเริ่มไม่พอใจ

 

“โอเค โอเค... ฉันผิดไปแล้ว เป็นเพราะครั้งนี้นายต้องมารับเคราะห์แทนฉัน งั้นฉันจะไม่ขำแล้ว ! มู่อี้อัน ครั้งนี้ฉันติดหนี้บุญคุณนายหนึ่งครั้ง นายต้องจำไว้นะ รอให้หายดีแล้วค่อยมาทวงคืน” ฟูเยี่ยนพูดออกไปตามตรงในแบบที่เธอคิด

 

“หมายความว่าไง ? แสดงว่าเธอรู้แล้วใช่ไหมว่าใครเป็นคนทำ ?” มู่อี้อันตาเป็นประกาย 

 

ในเมื่อฟู่เยี่ยนพูดมาแบบนี้ นั่นแสดงว่าเธอได้คำตอบแล้ว !



ตอนที่ 448: แวะร้านทอง

 

พอพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงเรื่องของเหอโหย่วหลี่ เธอคิดว่ากลับไปคงต้องหาเวลาไปบอกฮ่าวซูแล้ว เมื่อคืนเป็นเพราะเธอกลับมาดึกเกินไป เลยยังไม่ได้พูดกับเขา เธอต้องเตือนเขาไว้ก่อน เพราะผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดนั้นสูงมาก จนหลายคนยอมเสี่ยงชีวิตเข้าสู่เส้นทางของมัน !

 

“จับได้แล้ว ตอนนี้เรื่องจบแล้ว นายไม่ต้องคิดมาก ตั้งใจพักรักษาตัวให้ดี รอออกจากโรงพยาบาลแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง”

 

ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีสบายๆ ที่จริงแล้วตอนนี้ค่ายกลที่เธอตั้งไว้ที่บ้านตระกูลเหอได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเหอโหย่วหลี่บ้างแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงมาก คาดว่าช่วงที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดคงเป็นช่วงที่พวกเขาออกจากเกาะฮ่องกงและกลับไปที่เมืองหลวงของแผ่นดินใหญ่แล้ว

 

เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไรอีก มู่อี้อันก็เริ่มใช้ความคิด เขาคิดว่าคืนนี้ไปถามเอากับไป๋โม่เฉินน่าจะได้คำตอบมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่ถามอะไรเธออีก

 

“เอาล่ะ นายพักผ่อนได้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันจะกลับก่อนนะ ที่บ้านยังมีคนป่วยรออยู่ ไป๋โม่เฉิน ขอบคุณพี่มากนะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวลาพร้อมเตรียมจะกลับ

 

“อืม เธอเองก็พักผ่อนให้เพียงพอบ้าง พรุ่งนี้ต้องไปตั้งค่ายกลที่ภูเขาไท่ผิงไม่ใช่เหรอ ? อย่าลืมหาลูกมือไปช่วยอีกหลายๆคนล่ะ” ไป๋โม่เฉินบอกย้ำ

 

“อื้อ ฉันรู้แล้ว มู่อี้อัน พรุ่งนี้หลังจากวางค่ายกลเสร็จ ฉันกับลุงหลิวจะมาหานายอีกครั้ง รีบๆฟื้นตัวนะ พวกเราใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว” ฟู่เยี่ยนตบเบาๆที่ขาของเขา ข้างที่ยังดีอยู่

 

“โอ๊ย เธอนี่พูดมากจริงๆ ไป๋โม่เฉินทนเธอได้อย่างไร รีบไปเถอะน่า !” มู่อี้อันเริ่มรำคาญที่พวกเขายังไม่ไปเสียที เขาอยากจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร !

 

ฟู่เยี่ยนมองออกถึงความคิดของเขา เธอขยิบตาให้ไป๋โม่เฉิน ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบแสดงว่าเข้าใจแล้ว

 

“เฮ้ๆ นี่พวกเธอสองคนทำอะไรกันน่ะ ! มีลับลมคมในอะไรกันถึงต้องมาส่งสายตาต่อหน้าฉันแบบนี้ รีบไปได้แล้ว !” มู่อี้อันรีบขัดจังหวะฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินที่เหมือนกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกัน

 

“โอเค ฉันไปแล้วก็ได้” ฟู่เยี่ยนยิ้มขัน มู่อี้อันหนอมู่อี้อัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ยังชอบสอดรู้เรื่องซุบซิบอยู่เสมอ

 

“นายน้อย ตั้งใจพักผ่อนดีๆนะ, เสี่ยวไป๋ ฉันไปก่อนนะ” ลุงหลิวโบกมือให้ไป๋โม่เฉิน ก่อนจะเดินตามฟู่เยี่ยนออกไป

 

“เสี่ยวฮั่ว หนูคิดเหมือนฉันไหม ? พอเราออกมา เขาคงต้องถามเรื่องเมื่อคืนกับไป๋โม่เฉินแน่ๆ” ลุงหลิวพูดถึงนิสัยของมู่อี้อันอย่างรู้ทัน

 

“หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะรีบไล่เรากลับเหรอคะ ? เขาน่ะชอบเรื่องซุบซิบที่สุด ! อยู่ที่บ้านของคุณเฮ่อเพียงไม่กี่วันก็เข้ากับพวกแม่บ้านได้หมดแล้ว ขนาดป้าหลียังถึงกับทำซุปให้เขาเองเลยนะคะ !” 

 

ฟู่เยี่ยนหัวเราะเสียงดังไปพร้อมกับลุงหลิว มู่อี้อันมักเป็นแบบนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะเป็นที่รักของกลุ่มผู้สูงวัยทั้งหลาย

 

“คุณหนูฟู่ แล้วเราจะไปที่ไหนกันต่อครับ ?” หลังขึ้นรถได้แล้ว ฉินเฟิงก็หันมาถาม

 

“ไปที่ร้านขนม ฉันจะไปจองขนมไหว้พระจันทร์สักสองสามกล่อง แล้วก็ไปร้านทอง ฉันจะซื้อของสักหน่อยค่ะ” ฟู่เยี่ยนยิ้ม แม้จะเพิ่งล้อมู่อี้อันไป แต่เธอก็ยังตั้งใจจะจองขนมให้เขา เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ได้รับบาดเจ็บเพราะอยากไปซื้อขนมนั่นแหละ

 

ส่วนร้านทองนั้น เธอตั้งใจไปตามที่รับปากพี่สาวและแม่ไว้ว่าจะซื้อทองไปฝาก เธอวางแผนจะซื้อกำไลทองคำให้พวกเธอคนละวง เพราะของชิ้นเล็กๆ อย่างต่างหูหรือสร้อยคอไม่โดนใจเท่าไร

 

“ได้ครับ งั้นเราไปร้านเหม่ยซินกันก่อน ขนมไหว้พระจันทร์ของเขามีชื่อเสียงมาก ผู้คนมักจะมาจองขนมไหว้พระจันทร์ล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ ส่วนข้างกันก็มีร้านโจวเซิงเซิงอยู่พอดี เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด เราสามารถเข้าไปดูได้เลย”

 

ฟู่เยี่ยนและลุงหลิวพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนหน้านี้ลุงหลิวซื้อสร้อยคอไปเส้นหนึ่งแล้ว ตอนนี้กลับเริ่มอยากซื้อเพิ่มอีกหน่อย เขาคิดว่ามันสามารถเก็บไว้ให้เป็นของขวัญหรือเป็นสินสอดก็ยังได้ ! คนจะแต่งงานก็ต้องมีเครื่องประดับกันทั้งนั้น !

 

ในใจลึกๆ เขาคิดแผนอย่างแน่วแน่ว่ากลับไปคราวนี้จะต้องทำให้ต้านีตอบตกลงเรื่องแต่งงานให้ได้ เพราะเขาและเธออายุไม่ใช่น้อยๆแล้ว

 

หลังจากจองขนมไหว้พระจันทร์เสร็จ ทุกคนก็เดินเข้าไปในร้านทอง ที่นี่เต็มไปด้วยประกายทองสว่างจ้า ฟู่เยี่ยนมองไปทางไหนก็เห็นแต่เครื่องประดับทองคำที่ดูดีไปหมด

 

เธอเริ่มจากซื้อกำไลทองให้แต่ละคน จากนั้นก็ซื้อต่างหูและสร้อยคออีกหนึ่งเส้น แบบนี้ก็ครบแล้ว เรื่องแหวนปล่อยให้พี่เขยหรือญาติฝ่ายชายเป็นคนจัดการดีกว่า 

 

แต่ฟู่เยี่ยนก็ซื้อแหวนวงหนึ่งให้แม่ของเธอ โดยนึกในใจว่าจะให้พ่อของเธอเป็นคนมอบมันให้กับแม่

 

เมื่อคิดได้ว่าพี่ใหญ่มีแฟนแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เลยซื้อเครื่องประดับเพิ่มไว้เล็กน้อย เพื่อจะได้เป็นของขวัญให้แม่เอาไว้มอบให้พี่สะใภ้ใหญ่นงานแต่งงาน ซึ่งมันคงดูดีไม่น้อย !

 

ในเมื่อพี่ใหญ่ได้ไปแล้ว ส่วนพี่รองก็ไม่ควรจะน้อยหน้าเขา แม้จะแต่งงานช้ากว่า แต่เธอก็คิดว่าคงจะมีอะไรใหม่ๆที่นิยมในช่วงนั้น ฟู่เยี่ยนจึงเลือกเครื่องประดับที่เรียบง่ายและดูไม่ตกยุคไว้ก่อน

 

นอกจากนี้ เธอยังเลือกสร้อยคอเส้นเล็กๆ ให้กับอาสะใภ้รองและอาสะใภ้เล็ก แม้จะชิ้นเล็ก แต่ก็เป็นของขวัญที่ดูดี

 

สำหรับเหมี่ยวชานชาน เธอได้ส่งกำไลหยกให้เป็นของขวัญวันหมั้นไปแล้ว ฟู่เยี่ยนตัดสินใจเลือกสร้อยคออีกเส้นหนึ่งให้เป็นของขวัญเพิ่มเติมในคราวนี้

 

อืม ซื้อพอประมาณแล้ว ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองในถาดก็พบว่าตัวเองเลือกเครื่องประดับมาหลายสิบชิ้นแล้ว ควรพอได้แล้ว

 

“เอาแค่นี้ค่ะ ช่วยห่อให้ฉันด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดกับพนักงานขาย พลางชี้ไปที่ถาดของเธอ

 

“ได้ค่ะคุณหนู เดี๋ยวฉันจะจัดการให้นะคะ คุณรอที่นี่สักครู่ พักดื่มน้ำก่อนนะ อาฟาง เอาน้ำมาให้แขกหน่อย” ผู้จัดการร้านที่ถือถาดเครื่องประดับอยู่รีบพูดอย่างกระตือรือร้น

 

เธอตื่นเต้นมาก เพราะตั้งแต่ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาในร้าน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าคุณหนูคนนี้ต้องเป็นลูกค้ารายใหญ่แน่ๆ เพราะมีบอดี้การ์ดตามหลังมาด้วย ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน !

 

เธอจึงมาบริการด้วยตัวเอง และก็เป็นไปตามคาด ฟู่เยี่ยนทำให้เธอประหลาดใจมาก เพราะการซื้อครั้งนี้คงทำให้เธอได้ค่าคอมมิชชั่นไม่น้อย !

 

ฟู่เยี่ยนและฉินเฟิงนั่งพัก ในขณะที่ลุงหลิวกำลังเลือกของไม่หยุด !

 

“ฟู่เยี่ยน มาช่วยฉันดูหน่อยสิ สองชิ้นนี้จะเลือกชิ้นไหนดี ?” ลุงหลิวเรียกให้ฟู่เยี่ยนไปช่วยเลือก

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่ถาดของลุงหลิว ซึ่งเต็มไปด้วยกำไลทองและสร้อยคอทองคำ ในมือของเขายังถือแหวนสองสามวงอยู่ ดูเหมือนเขากำลังเลือกไม่ถูก

 

“ลุงหลิว ทำไมซื้อทองเยอะขนาดนี้คะ ลุงจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตามตรง อยากรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร !

 

ลุงหลิวหน้าแดงเล็กน้อย ก่อนจะตอบแบบเขินๆไปว่า “ก็ลุงกับอาหญิงของเธอน่ะแก่แล้วทั้งคู่ ลุงเลยคิดว่ากลับไปคราวนี้จะลองคุยเรื่องแต่งงานสักที”

 

ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่าคงเป็นเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นลุงหลิวคงไม่ตั้งใจเลือกของอย่างจริงจังแบบนี้แน่นอน

 

“อ้อ~ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” ฟู่เยี่ยนพูดพลางส่งสายตาแซว ทำเอาลุงหลิวเกือบจะรับมือไม่ไหว จนเธอถึงยอมบอกเขาว่าควรเลือกชิ้นไหน

 

“อาหญิงของหนูต้องชอบแบบนี้แน่ เธอชอบแบบเรียบง่าย ใส่ติดมือได้เป็นประจำ ไม่ต้องดูเด่นเกินไป แต่ซื้อชิ้นนี้ติดไปด้วยเถอะค่ะ ถึงอย่างไรตอนนี้ลุงก็ไม่ขาดแคลนเงินแล้วนี่คะ”

 

ฟู่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ พลางคิดในใจว่าตัวเองคงต้องหาของขวัญแต่งงานให้อาหญิงสักชิ้นแล้ว

 

“เด็กคนนี้ ! งั้นก็เอาทั้งหมดนั่นแหละ จัดการห่อให้หมดเลย !” ลุงหลิวซื้อมันทุกชิ้นอย่างใจกว้าง พนักงานขายรีบไปห่อให้ทันที วันนี้ทั้งสองคนช่วยกันทำให้ร้านทองได้ยอดขายไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนเดินออกมา ทางร้านยังมอบ “เมล็ดทานตะวันทองคำ” เป็นของสมนาคุณให้ฟู่เยี่ยนอีกด้วย

 

“เสี่ยวฮั่ว วันนี้เราช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านทองได้ดีเลย รีบไปเถอะ เดี๋ยวมีใครมาปล้นเอานะ!” ลุงหลิวพูดติดตลกอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ฉินเฟิงเดินไปเอารถมาเตรียมแล้ว

 

“ลุงไม่ต้องห่วง เราสองคนดูไม่น่าจะมีเงินขนาดนั้นหรอก ไม่มีใครมาปล้นเราหรอก !” ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาอย่างขำๆ

 

ไม่นาน ฉินเฟิงก็ขับรถมารับ พร้อมกับขนมหลายกล่องที่ฟู่เยี่ยนสั่งเอาไว้จากร้านขนมก่อนหน้านี้



ตอนที่ 449: ค่ายกลปกป้องภูเขา

 

เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน อาจารย์จวงจากสมาคมฮวงจุ้ยเกาะฮ่องกงก็ได้นั่งรออยู่ในห้องรับแขกของบ้านสกุลเฮ่อแล้ว เขามาเพื่อกระตุ้นให้ฟู่เยี่ยนรีบไปตั้งค่ายคุ้มกันบนภูเขาไท่ผิง เพราะเขากังวลว่างานอาจไม่เสร็จก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะกลับ เนื่องจากเขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับผู้ว่าการเกาะฮ่องกงแล้ว

 

ตอนแรกฟู่เยี่ยนรับปากว่าจะไปในอีกสามวัน และวันนี้ก็เป็นวันที่สามแล้ว อาจารย์จวงจึงอดไม่ได้ที่จะมาทวงถาม อีกทั้งเขาไม่เคยมีโอกาสมาเยือนบ้านสกุลเฮ่อมาก่อน การมาครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเกียรติสำหรับเขา เพราะไม่ใช่ใครก็สามารถก้าวเข้ามาในบ้านสกุลเฮ่อได้ นี่ถือว่าเขาได้วาสนามาจากฟู่เยี่ยนเต็มๆ

 

“ฟู่เยี่ยน อาจารย์จวงรอเธออยู่นานแล้ว” คุณเฮ่อกล่าวขึ้น เขาว่างในช่วงบ่ายนี้ จึงได้สนทนากับอาจารย์จวงอยู่พักหนึ่ง

 

ภายในใจของอาจารย์จวงนั้นรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย นี่เป็นบุคคลระดับหัวใหญ่ของเกาะฮ่องกง และยังนั่งคุยกับเขาอย่างใจเย็นมาทั้งบ่าย ทำให้อาจารย์จวงคิดว่าต่อไปเขาจะสามารถอ้างได้ว่าเป็นเพื่อนกับคุณเฮ่อ

 

“สวัสดีค่ะ อาจารย์จวง ต้องขอโทษที่ทำให้ต้องรอ” ฟู่เยี่ยนทักทายอย่างสุภาพ 

 

อาจารย์จวงนั้นเป็นคนของวงการอภิปรัชญาที่ไม่ได้ยึดติดกับผลประโยชน์มากนัก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ปล่อยให้หม่าซานหยวนมีบทบาทสำคัญในวงการ

 

“ไม่เป็นไร อาจารย์ฟู่จัดการธุระของตัวเองได้ตามสบาย ให้ฉันรอแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย ฉันมาเพื่อยืนยันว่าพรุ่งนี้เช้าอาจารย์ฟู่จะสะดวกไปจัดตั้งค่ายหรือไม่ ฉันจะได้เตรียมคนมารับ” 

 

อาจารย์จวงถามอย่างสุภาพ เพราะเขารู้ดีว่าฟู่เยี่ยนนั้นมีความสามารถจริงๆ เพราะเรื่องของเสิ่นหวยเอินได้ชี้ให้เห็นปัญหาต่างๆแล้ว

 

“พรุ่งนี้เช้าสะดวกค่ะ” ฟู่เยี่ยนนึกถึงสภาพภูมิประเทศของภูเขาไท่ผิง ซึ่งเธอได้วางแผนไว้ในใจแล้ว เนื่องจากเวลามีจำกัด เธอจึงต้องใช้ยันต์มาช่วยสร้างค่ายกลแทน 

 

‘ดูเหมือนคืนนี้ฉันต้องตั้งใจวาดยันต์ให้เต็มที่แล้ว’ เธอคิดในใจ

 

“เอาล่ะ งั้นพวกคุณจะไปกันกี่คน ? ฉันจะได้เตรียมรถไว้ล่วงหน้า” อาจารย์จวงพูดอย่างสุภาพ

 

“เรื่องนี้ไม่ต้องหรอก ฟู่เยี่ยน พรุ่งนี้รถที่บ้านของเรามีเพียงพอ เดี๋ยวพวกเราไปกันเอง” คุณเฮ่อพูดแทรกขึ้นมา ฟู่เยี่ยนคิดตามดูแล้วก็ควรจะเป็นอย่างนั้น จึงพยักหน้าตอบตกลง

 

“เช่นนั้นก็ยึดตามนี้ พรุ่งนี้พวกเราพบกันที่ตีนเขาแล้วกัน ! วันนี้ฉันคงต้องขอตัวก่อนแล้ว !”

 

ฟู่เยี่ยนไปส่งอาจารย์จวงที่หน้าประตู จากนั้นเธอก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ที่แท้เป็นเพราะลุงห่าวและทวดของเธอขี้เกียจต้อนรับอาจารย์จวง พวกเขาทั้งสองจึงไปหลบอยู่ชั้นบน ฟู่เยี่ยนจึงเดินตามขึ้นไปเพื่อเตรียมพูดคุยเรื่องของเหอโหย่วหลี่กับลุงห่าว

 

เมื่อไปถึงชั้นบน หวังเซียงก็อยู่ที่นี่ด้วย เขานอนหลับไปนานกว่าจะตื่นขึ้นมา ตอนนี้ใบหน้าของเขาเริ่มมีเลือดฝาดดูดีขึ้นแล้ว เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็แสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างชัดเจน เพื่ออยากแสดงให้ฟู่เยี่ยนดู

 

ฟู่เยี่ยนจึงช่วยจับชีพจรให้เขา และถือโอกาสดูบาดแผลให้เขาด้วย ตอนนี้บาดแผลลดลงไปหนึ่งในสามแล้ว ! ฟู่เยี่ยนตรวจดูเสร็จแล้วก็ยิ่งมีความมั่นใจในการรักษาเขายิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าหนทางที่เธอใช้รักษาเขาจะถูกต้องแล้ว

 

“เยี่ยมไปเลย ผลการรักษาวันนี้ดีมาก คุณปู่รู้สึกอะไรบ้างไหมคะ ?”

 

“ฉันแค่รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นมาก ไม่เคยรู้สึกสดชื่นและมีพลังเท่านี้มาก่อน” หวังเซียงตื่นเต้นมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาต้องนอนมากกว่าสิบชั่วโมงต่อวัน และเขาก็มักจะมีอาการมึนงงตลอดทั้งวัน

 

“ดีเลยค่ะ คุณปู่อยากทำอะไรก็ทำได้เลยนะคะ ไม่ต้องกดดันตัวเอง รอให้อาการบาดเจ็บของคุณปู่ดีขึ้นแล้ว ความทรงจำของคุณปู่ก็จะค่อยๆฟื้นคืนกลับมาเอง ไม่ต้องใจร้อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนกลัวว่าเขาจะไปร้านเกินไป เธอจึงเตือนเขาด้วยความเป็นห่วง

 

“อืม ฉันรู้แล้ว ตอนนี้ฉันหาญาติเจอแล้ว ฉันก็ไม่อยากรีบร้อนรื้อฟื้นความทรงจำอีก ฉันเชื่อว่าฉันต้องนึกออกในสักวัน ฟู่เยี่ยน ฉันขอบคุณเธอมากนะ !” หวังเซียงรู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนจากใจจริง

 

“คุณปู่เป็นญาติผู้ใหญ่ของหนู ไม่ต้องขอบคุณหนูหรอก !” ฟู่เยี่ยนเองก็ดีใจเช่นกัน เป็นเพราะเธอมีทักษะความสามารถ ทำให้เธอสามารถรักษาอาการป่วยของคุณปู่ได้ !

 

เช้าตรู่วันต่อมา ฟู่เยี่ยนได้พาทุกคนไปที่ภูเขาไท่ผิง

 

อาจารย์จวงรออยู่ที่ตีนเขาไท่ผิงตั้งแต่เช้าตรู่ ในใจของเขาอยากตามทุกคนขึ้นไปบนภูเขามาก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้เรียนรู้จากคนแผ่นดินใหญ่บ้าง จะได้เพิ่มความสามารถให้ตนเอง

 

เพียงแต่ตอนที่ฟู่เยี่ยนอยู่ที่บ้านสกุลเฮ่อ เธอได้เอากระดาษยันต์และบอกตำแหน่งในการฝังให้กับทุกคน ขอเพียงแค่แต่ละคนหาตำแหน่งที่ถูกต้องเจอแล้วจัดการฝังยันต์ให้เรียบร้อย รอให้ฟู่เยี่ยนฝังยันต์แผ่นที่สำคัญที่สุดลงไปแล้ว การจัดตั้งค่ายกลก็เป็นอันเสร็จสิ้น

 

เริ่นเปียว หูจินและเยี่ยนโหลวได้กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่สุดของฟู่เยี่ยน หากมู่อี้อันอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะก็ แค่มีเขาและเธอร่วมด้วยช่วยกันก็สามารถจะตั้งค่ายกลนี้ได้แล้ว แต่ตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บ เธอจึงต้องให้ทุกคนมาช่วย

 

ก่อนหน้านี้ตอนที่ตั้งค่ายกลขึ้นที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่ เริ่นเปียวและหูจินมีเรื่องให้ทำที่ซับซ้อนกว่านี้มาก ฉะนั้นพวกเขาจึงรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ ทั้งสองต่างรับมือได้ เพราะมันก็แค่เรื่องง่ายๆในการฝังยันต์เท่านั้น

 

เยี่ยนโหลวตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากพี่ฟู่ เขาจะต้องทำให้ดีที่สุด

 

ส่วนคนอื่นได้รับมอบหมายให้จัดการนอกวงค่ายกล แม้แต่ผู้อาวุโสถานก็มาด้วยเช่นกัน เขาได้ยินเรื่องของเสิ่นหวยเอินมาบ้างแล้ว และไม่รู้เป็นเพราะเขาได้แก้แค้นสำเร็จหรือเพราะอะไร ตอนนี้สุขภาพร่างกายของเขาดีขึ้นมากแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนสรุปเองว่าคงเป็นเพราะอารมณ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพของร่างกาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

ค่ายกลที่เธอจะจัดตั้งขึ้นมามีทั้งหมด 9ชั้นด้วยกัน ทุกคนรับหน้าที่จัดตั้งค่ายกล 6ชั้นหน้า ชั้นที่7 และชั้นที่8 ให้เป็นหน้าที่ของเริ่นเปียวและหูจิน ส่วนฟู่เยี่ยนจะเป็นคนจัดตั้งค่ายกลชั้นที่สำคัญที่สุดเอง

 

เพราะตอนที่ค่ายกลเริ่มก่อตัวขึ้น ผลสะท้อนกลับของมันจะค่อนข้างรุนแรงพอสมควร ซึ่งนอกจากฟู่เยี่ยนแล้ว คนอื่นในที่นี้ไม่มีใครสามารถแบกรับผลสะท้อนนี้ได้เลย

 

เมื่อหูจินจัดตั้งค่ายกลชั้นที่8เสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านภูเขาไท่ผิงทั้งหมด เธอเงยหน้าขึ้นและเห็นเงาของมังกรขาวปรากฏอยู่ในเมฆ

 

ฟู่เยี่ยนเริ่มเคลื่อนไหวและฝังยันต์แผ่นสุดท้ายไว้ในหลุมที่เธอขุด ตอนนี้มีลมแรงพัดโหมขึ้นมา ฟู่เยี่ยนจ้องมองบริเวณที่ฝังยันต์อย่างใกล้ชิด ตราบใดที่ยันต์ไม่ถูกลมพัดปลิวไป ค่ายกลนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์ !

 

ทุกครั้งที่ตั้งค่ายกลก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนมักจะต้องหาตำแหน่งดวงตาค่ายกลอยู่เสมอ แต่ค่ายกลนี้ไม่มี เพราะดวงตาของค่ายกลทั้งหมดก็คือภูเขาไท่ผิง ซึ่งเธออาศัยเศษเสี้ยวพลังที่เหลือของชีพจรมังกรมาเสริมพลังค่ายกลด้วย

 

ความอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาลูกนี้ผนวกกำลังกับเศษเสี้ยวที่เหลือของพลังชีพจรมังกร มันจะช่วยสนับสนุนให้ค่ายกลก่อตัวขึ้นอย่างราบรื่น และในเวลาไม่ถึงสามปี ภูเขาไท่ผิงจะสามารถสร้างวัฏจักรของมันเอง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกาะฮ่องกงและนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาวเกาะฮ่องกง

 

เธอเชื่อว่าเมื่อระบบนิเวศดีขึ้น ความเจริญรุ่งเรืองของเกาะฮ่องกงก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีชีพจรมังกรก็ตาม แต่เกาะฮ่องกงก็จะยังคงพัฒนาได้ดีโดยมีเงื่อนไขที่เหนือกว่า

 

ลมแรงพัดเพียงเศษเสี้ยวชั่วโมงแล้วก็หยุด ทุกคนบนภูเขาสามารถสัมผัสได้ถึงอากาศบริสุทธิ์และหายใจได้สดชื่นขึ้น

 

ฟู่เยี่ยนมองเห็นมากกว่าใครๆ เธอเห็นจุดไฟสีเขียวรอบๆ ไหลมาจากทุกทิศทุกทางและมารวมกันบนภูเขาไท่ผิงมากขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ และค่ายกลทั้งหมดก็เริ่มดำเนินไปอย่างราบรื่น

 

ค่ายกลจัดตั้งขึ้นแล้ว !

 

ฟู่เยี่ยนยังเห็นอีกว่ามีจุดสีทองหลายจุดค่อยๆมารวมตัวกัน จากนั้นก็ไหลเข้าสู่ร่างกายของทุกคนที่มาร่วมด้วยช่วยกันจัดตั้งค่ายกล โดยไหลเข้าร่างกายของเธอมากที่สุด

 

ฟู่เยี่ยนมองดูทั้งหมดนี้ด้วยความประหลาดใจ คนอื่นดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นอะไรเลย แต่อย่างหูจีฝินและเยี่ยนโหลวที่มีคุณสมบัติมากกว่ากลับค่อยๆหลับตาทำสมาธิ

 

เพียงชั่วครู่เดียว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ ในใจเธอรู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร นี่แหละแสงทองแห่งบุญ !  ค่ายกลทั้งหมดนี้นำประโยชน์สุขมาสู่เกาะฮ่องกง ดังนั้นบุญจากทุกทิศทุกทางจึงถูกส่งต่อไปยังผู้มีส่วนร่วม

 

ฟู่เยี่ยนจึงนั่งทำสมาธิเช่นกัน




ตอนที่ 450: เสี่ยวเฮย

 

ไม่รู้ว่าเธอทำสมาธิไปนานแค่ไหน กระทั่งลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นว่าทุกคนต่างก็นั่งทำสมาธิเช่นกัน

 

เมื่อครู่นี้เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในดินแดนต่างมิติ น่าจะเป็นเพราะเจ้ามังกรดำตัวน้อยได้รับผลกระทบจากพลังแสงแห่งบุญนี้ ไม่รู้ว่ามันออกมาจากไข่หรือยัง หรือว่ารอยแตกของไข่จะขยายตัวขึ้นแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนระงับความอยากเข้าไปดูการเปลี่ยนแปลงในดินแดนต่างมิติไว้ก่อน ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำคือจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จสิ้น

 

ตอนนี้พวกอาจารย์จวงขึ้นมาถึงยอดเขาแล้ว พวกเขากำลังมองตรงมายังพวกฟู่เยี่ยน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงได้ทำให้คนเหล่านี้เริ่มนั่งขัดสมาธิทำสมาธิขึ้นมา

 

คนที่เคยมีประสบการณ์ในวงการอภิปรัชญาจีนมาก่อนสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบนภูเขาไท่ผิง ทำให้พวกอาจารย์จวงรู้ได้ทันทีว่าค่ายกลที่ปกป้องภูเขานี้เปิดใช้งานได้สำเร็จแล้ว

 

“อาจารย์ฟู่ ค่ายกลจัดตั้งเสร็จแล้วหรือ ?” อาจารย์จวงยิ้มแป้น แบบนี้มันเยี่ยมมาก ! ฉันได้รับประโยชน์จากมันมากมายเลย เพราะนี่ถือเป็นหนึ่งในผลงานของฉันเช่นกัน ! 

 

“สำเร็จแล้ว อาจารย์จวง เราไม่จำเป็นต้องปิดภูเขาไท่ผิงอีก เวลาพวกคุณทำการก่อสร้างก็พยายามอย่าทำลายต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้นะคะ ฉันตั้งค่ายกลให้แล้ว หวังว่าในอนาคตพวกคุณจะพยายามต่อไป” ฟู่เยี่ยนพูดจบแล้วก็เตรียมตัวกลับ

 

ก่อนไป อาจารย์จวงได้ยื่นห่อบางอย่างให้

 

“อาจารย์ฟู่ นี่เป็นเงินที่พวกเราพยายามรวบรวมมาให้ แม้มันจะไม่มากอะไร แต่ก็หวังว่าคุณจะรับมันไว้”

 

ฟู่เยี่ยนรับไป ในห่อนั้นเต็มไปด้วยเงินดอลลาร์ฮ่องกง ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็มาร่วมด้วยช่วยกัน เธอจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธใครอีก

 

“อาจารย์จวง งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนและทุกคนกล่าวลาพวกอาจารย์จวงแล้วก็ขึ้นรถของสกุลเฮ่อไป

 

การวางค่ายกลใช้เวลามากกว่าครึ่งวัน ฟู่เยี่ยนยังต้องรีบกลับไปทำการฝังเข็มให้หวังเซียง วันนี้เป็นวันที่สองของการรักษาให้เขาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งมีความสำคัญมาก หากวันนี้ได้ผลดี อีกไม่กี่วันก็จะเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาแล้ว

 

รอจนมู่อี้อันออกจากโรงพยาบาลแล้ว พวกเขาก็จะกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนใจลอยคิดถึงบ้านมาก หากไม่ติดว่ามีเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จสิ้น เธอก็อยากจะบินกลับไปทันทีแล้ว

 

ค่าตอบแทนที่อาจารย์จวงให้ ฟู่เยี่ยนก็ได้มอบให้กับผู้อำนวยการหยูตามปกติ เพื่อให้เขาแบ่งให้คนอื่น ตัวเธอเองจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเงินเลย เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เงินจำนวนมาก และเธอก็เคยสัญญาไว้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องรายงานให้ทางหน่วยงานทราบ

 

ผู้อำนวยการหยูเป็นคนยุติธรรมเสมอ แม้จะพูดน้อย แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ดี การแบ่งสรรของเขาจึงทำให้ทุกคนพึงพอใจ

 

เมื่อฟู่เยี่ยนกลับถึงบ้าน เธอก็ตรงเข้าห้องตัวเอง ทุกคนคิดว่าเธอคงเหนื่อยแล้วจึงไม่มีใครไปรบกวน

 

ฟู่เยี่ยนจำเป็นต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับดินแดนต่างมิติในตอนนี้ ขณะที่อยู่บนรถ เธอรู้สึกถึงความผันผวนรุนแรงจากในนั้น เธอหวังว่าจะไม่ใช่เพราะมังกรดำน้อยฟักออกมาจากไข่แล้วจริงๆ !

 

เธอพุ่งตัวเข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าไป ฟู่เยี่ยนก็ต้องตกตะลึง ! 

 

นี่มัน…นี่มัน…

 

ทุกอย่างในดินแดนต่างมิติยังปกติดี แต่ไข่มังกรกลับมีขนาดใหญ่โตมากจนเทียบได้กับภูเขาลูกเล็กๆลูกหนึ่ง ฟู่เยี่ยนไม่กล้ามองแล้ว โอ้โห ดูท่าว่าหากมังกรดำน้อยออกมาจริงๆ ดินแดนต่างมิตินี้คงจะใส่มันไม่พอแน่ !

 

คิดได้แบบนั้น เธอจึงกลืนน้ำลายด้วยความกังวล

 

“แกร๊บ ! แกร๊บ !” ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างแตก เธอจึงค่อยๆหันไปมอง และเห็นว่าเปลือกไข่มังกรทั้งใบเริ่มยุบลงอย่างช้าๆ

 

เปลือกไข่ค่อยๆยุบลงอย่างต่อเนื่อง เสียงแกร๊บๆดังขึ้นไม่หยุด และภายในไม่กี่นาทีต่อมา ไข่มังกรก็หดเหลือเท่าขนาดธรรมดา

 

ฟู่เยี่ยนถอนหายใจโล่งอก เธอกำลังจะเดินเข้าไปใกล้ แต่ทันใดนั้นไข่มังกรก็เริ่มพองตัวขึ้นอีก ดูเหมือนมันพร้อมจะขยายตัวใหญ่พุ่งขึ้นไปถึงฟ้า มันโตขึ้นเรื่อยๆ… 

 

และมันก็เดี๋ยวโตเดี๋ยวหดสลับกันอยู่อย่างนี้นานหลายชั่วโมง ฟู่เยี่ยนจึงนอนลงบนก้อนหินใหญ่ดูมันเล่นอยู่แบบนั้น

 

ใช่แล้ว เปลือกไข่ตอนนี้ไม่มีค่าอะไรสำหรับมันแล้ว เพราะรอยแตกบนเปลือกแทบจะหลุดออกหมด แต่มังกรดำน้อยกลับดูเหมือนพบของเล่นที่ชอบ มันจึงไม่อยากออกมา

 

ฟู่เยี่ยนกำลังคิด ถ้ามันฟักออกมาแล้ว เธอควรทำอย่างไรดี ?

 

ในเมื่อเธอรับมรดกพลังมาจากมังกรทั้งสองตัวนั้นแล้ว หากเธอทอดทิ้งเจ้ามังกรดำตัวน้อยไปโดยไม่สนใจดูดำดูดีมัน ดูท่าว่าเธอจะกลายเป็นคนอกตัญญูได้

 

แต่ถ้าให้มันอยู่ในดินแดนต่างมิตินี้ต่อไป มันก็อาจจะทำลายของของเธอหมด แล้วแบบนี้เธอจะไปร้องไห้ที่ไหนได้ ? ถ้าปล่อยมันออกไป เธอก็รู้สึกว่าทำไม่ลง เพราะเธอสัญญากับมังกรสองตัวนั้นไว้แล้ว แต่ถ้าไม่ปล่อยมันไป เธอก็เสียดายของของตัวเอง

 

ฟู่เยี่ยนจมอยู่ในความคิด ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี ทางออกที่ดีที่สุดก็คือหากมังกรดำตัวนี้สามารถฟังสิ่งที่เธอพูดได้เข้าใจและสื่อสารได้ นั่นก็คงจะดีหน่อย

 

แต่เธอก็กลัวว่ามังกรน้อยอาจมีนิสัยดื้อรั้นเกินไป ไม่ยอมเชื่อฟัง แบบนี้จะยุ่งยากแน่นอน ตั้งแต่ฟู่เยี่ยนมาที่นี่ เธอก็ไม่เคยปวดหัวขนาดนี้มาก่อน

 

เธอพลิกตัวบนก้อนหินใหญ่ จู่ๆก็เห็นว่าในเปลือกไข่ไม่มีมังกรอยู่แล้ว ฟู่เยี่ยนตกใจรีบลุกขึ้น กำลังจะออกไปตามหามัน

 

พอเธอลุกขึ้นก็สังเกตเห็นว่ามีมังกรตัวเล็กสีดำสนิททั้งตัว เกล็ดของมันส่องประกาย มันกำลังยืนจ้องมองเธออยู่ใต้เท้า

 

ฟู่เยี่ยนมองเจ้าตัวน้อยด้วยความกลัวเล็กน้อย นี่มันมังกรจริงๆเลยหรือ ! ถ้าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รับการถ่ายทอดพลังจากมังกรขาว เจ้าตัวนี้คงเป็นแค่จิตวิญญาณ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันมีเงาแล้ว !

 

ฟู่เยี่ยนเอียงหัว มังกรดำน้อยก็เอียงหัวตาม ฟู่เยี่ยนย่อตัวลงเพื่อจะสบตากับมัน แต่ทันใดนั้น มันก็เลียนแบบเธอด้วยการย่อตัวลงเช่นกัน เพียงแต่มันนอนราบไปกับพื้นเลย

 

ฟู่เยี่ยนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ มังกรดำน้อยก็พยายามเลียนแบบการหัวเราะของเธอ แต่มันกลับอ้าปากกว้างจนใหญ่กว่าตัวมันเอง !

 

ทำให้ฟู่เยี่ยนตกใจจนล้มลงไปนั่งกับพื้น !

 

“เอ่อ แกฟังฉันรู้เรื่องไหม ?” ฟู่เยี่ยนลองพูดคุย มังกรน้อยก็มองมาที่เธอด้วยความสงสัย

 

“ถ้าฟังรู้เรื่อง ก็พยักหน้าหน่อย” ฟู่เยี่ยนพยักหน้าให้ดูเป็นตัวอย่าง มังกรดำตัวน้อยก็พยักหน้าตาม

 

ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วก็คิดว่ายังดีที่มันฟังรู้เรื่อง อย่างนั้นก็คุยกันได้ง่ายขึ้นหน่อย

 

“แกสามารถขยายร่างได้ใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามอีกครั้ง มังกรดำน้อยเหมือนกำลังคิดอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้า แล้วร่างของมันก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

 

“ไม่ใช่ให้แกขยายตัวใหญ่ขึ้น หดตัวกลับมาก่อน ! ฉันหมายถึงไม่ต้องขยายตัวสุ่มสี่สุ่มห้า ! อยู่แบบนี้ก็น่ารักแล้ว !” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดมัน โอ้โห นี่มันเหมือนระเบิดเวลาเลย !

 

มังกรดำน้อยหดร่างกลับมา ฟู่เยี่ยนแบมือออก มังกรดำน้อยกระโดดขึ้นไปบนมือของเธอ

 

“ฉันจะพาแกไปดูดินแดนต่างมิตินะ ต่อไปแกจะอยู่ที่นี่แล้ว” ฟู่เยี่ยนพามันไปรอบๆ และแนะนำดินแดนต่างมิติ แนะนำไปลงปลูกโสม บ่อน้ำและภูเขาที่ซ่อนอยู่ไกลๆ

 

มังกรดำน้อยนอนแผ่บนฝ่ามือของฟู่เยี่ยน ฟังเธอแนะนำอย่างสบายใจ พอเธอพูดถึงบ่อน้ำ มังกรดำน้อยก็พุ่งตัวกระโดดลงไปทันที พร้อมกับเริ่มว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน

 

ตอนมันยังอยู่ในไข่ ครั้งแรกที่เข้ามาในดินแดนต่างมิติ มันก็เคยลงไปว่ายน้ำในบ่อจนปลาตกใจกลัวตัวสั่นไปหมด เพราะแรงกดดันทางสายพันธุ์ ปลาพวกนั้นจึงกลัวมันโดยธรรมชาติ

 

เมื่อว่ายน้ำจนพอใจแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เรียกมันขึ้นมา เธอคิดว่าจะตั้งชื่อให้มัน แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพศอะไร ?

 

ฟู่เยี่ยนจ้องดูอยู่นาน ก็คิดว่าช่างมันเถอะ ตั้งชื่อที่ฟังดูง่ายๆไว้ก่อน !

 

“ต่อไปนี้แกจะชื่อเสี่ยวเฮยนะ ! เสี่ยวเฮย ! เสี่ยวเฮย !”

 

ฟู่เยี่ยนเรียกชื่อมันอยู่สองสามครั้ง มังกรดำน้อยก็ตอบรับทันที ไม่นานมันก็รู้แล้วว่า 'เสี่ยวเฮย' คือชื่อของมัน !

 

ฟู่เยี่ยนกลั้นหัวเราะ บอกกฎกับมันว่าห้ามทำลายของในดินแดนต่างมิติ และห้ามขยายร่างโดยไม่จำเป็น


--- จบตอน ---

Comments