ตอนที่ 456: ค้นพบพิษกู่อย่างไม่คาดคิด
คุณชายเฮ่อตั้งใจที่จะประกาศข่าวการหมั้นหมายที่กำลังจะเกิดขึ้นของเขา และแน่นอนว่าสิ่งนี้จะถูกประกาศต่อหน้าทุกคนในครอบครัว ซึ่งลินดาเองก็ดูมีความสุขมาก เธอพยายามมานานแล้ว และในที่สุดเธอก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ
ทางด้านผู้เฒ่าเฮ่อก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะเรื่องการแต่งงานของผู้ชายคนโตเป็นปัญหาหนักใจของเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้ เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาตั้งใจ เขาจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
เขาได้สืบหาข้อมูลของว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ด้วยตัวเอง และพบว่าครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวที่มีการศึกษาดี ซึ่งเธอเองก็เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ทั้งยังสวยอีกด้วย
ดังนั้นผู้เฒ่าเฮ่อจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และขอให้ฟู่เยี่ยนทำนายดวงชะตาของทั้งสอง รวมไปถึงฤกษ์วันหมั้นหมายและวันแต่งงานในทันที ตอนนี้เขาเชื่อมั่นในการทำนายโชคชะตาของฟู่เยี่ยนมาก
ทว่าท้ายที่สุด ฟู่เยี่ยนก็ได้ปฏิเสธ เธอได้แก้ตัวไปว่าตอนนี้เธอไม่มีพลังมากเพียงพอ ก่อนจะแนะนำให้ไปถามผู้เฒ่าถาน เพราะผู้เฒ่าถานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง ซึ่งคำตอบของเขาจะเป็นคำตอบที่น่าเชื่อถือที่สุด
ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะขอให้ผู้เฒ่าถานจัดการเรื่องหาฤกษ์ให้ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่ภายในใจเล็กน้อย เขากำลังสงสัยว่าฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นถึงสิ่งที่ไม่สะดวกจะพูดหรือเปล่า ? จึงอยากจะถามกับเธอเป็นการส่วนตัวว่าดวงชะตาของทั้งสองคนจะราบรื่นดีไหม ?
แน่นอน ฟู่เยี่ยนมองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว เธอรู้ดีว่าคนทั้งสองถูกกำหนดให้มาคู่กัน และมันก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว แต่ก็ไม่สามารถไปถึงจุดสิ้นสุดได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่ต้องการที่จะทำให้เรื่องนี้ต้องมาเปลี่ยนแปลงเพราะการแทรกแซงของเธอ
ในชีวิตของคุณชายเฮ่อจะมีการแต่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ทางด้านลินดากลับไม่ใช่แบบนั้น หากเธอพูดว่าลินดาจะไม่ได้แต่งงานแค่ครั้งเดียว คนส่วนใหญ่จะต้องคิดว่าลินดาเป็นผู้หญิงเจ้าชู้ใจง่ายอย่างแน่นอน
ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เธอเป็นคนที่จริงจังกับการแต่งงานมากๆ และก็มีคนแบบนี้อยู่มากมายบนโลกใบนี้ ทุกความสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องที่จริงจังเสมอ ไม่มีใครอยากให้การแต่งงานของตัวเองล้มเหลวอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่ามันเป็นปัญหาจากตัวลินดาเอง หรือจากคนอื่น อาจจะเป็นเพราะความหลงใหลนั้นเข้ามาและผ่านไปอย่างรวดเร็วก็เป็นได้
งานเลี้ยงครั้งนี้ ลุงห่าวได้ใช้เงินไปมากมายเลยทีเดียว เขาไม่เพียงแค่เชิญพ่อครัวจากโรงแรมชื่อดังเท่านั้น เขายังได้นำไวน์ที่ตัวเองหวงแหนมานานหลายปีออกมาต้อนรับแขกอีกด้วย เขาอยากให้ทุกคนได้ทานกันอย่างมีความสุขนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีอาหารบุฟเฟ่ต์สไตล์ต่างๆ เพื่อให้แขกสามารถเลือกรับประทานและดื่มได้ตามที่ต้องการ รวมไปถึงมีนักร้องมาคอยต้อนรับหลังมื้ออาหารอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนดื่มไปมากพอสมควร แต่วันนี้เธอยังต้องฝังเข็มให้กับหวังเซียง ทว่าหลังจากที่ดื่มเยอะไปหน่อย มือของเธอจึงไม่ค่อยนิ่งเหมือนก่อนหน้านี้ ซึ่งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย มันอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียมหาศาลขึ้นเลยก็ว่าได้ เธอจึงเลิกดื่มไวน์ ก่อนจะหันไปหยิบจานหาของว่างกินแทน
เดิมทีเธอเป็นคนที่ชอบกินเนื้อมาก และโดยรวมแล้ว เธอกับเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็เป็นคนที่ไม่ดื่ม ส่วนทางด้านหูจินก็ดื่มไปเพียงสองสามแก้วเท่านั้น
“พี่ฟู่ ลองของหวานชิ้นนี้ดูสิ มันอร่อยมากเลย แต่แผ่นดินใหญ่ไม่มีขนมชนิดนี้เลย หากกลับไปแล้วฉันคงจะไม่มีโอกาสได้กินมันอีกแล้ว” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
“มันจะต้องถูกวางขายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เรากินมันเพื่อชดเชยที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราไม่เคยกินมันก่อนจะดีกว่า” ฟู่เยี่ยนหันไปเจอสเต็ก เธอจึงหยิบมันขึ้นมาหนึ่งจาน
“ใช่แล้วล่ะ พี่ฟู่พูดถูก รอฉันด้วย” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับถือจานและรีบวิ่งตามฟู่เยี่ยนไปทันที
ขณะนั้นเอง ลินดาต้องการที่จะเข้ามาผูกมิตรกับฟู่เยี่ยน แต่ฟู่เยี่ยนกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดอะไรทั้งนั้น ฟู่เยี่ยนแค่พยักหน้าเล็กน้อยและเดินจากไป
ตอนนี้เธอมองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้เอาแต่สนใจเรื่องอาหารอยู่ พลางคิดอยู่ในใจว่าฟู่เยี่ยนสนใจสเต็กมากกว่าเธออีกอย่างนั้นหรือ ? ลินดาแอบดูถูกอยู่ในใจ คนจากแผ่นดินใหญ่ไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อนเลยหรืออย่างไร ช่างยากจนเสียจริง !
“พี่ฟู่ ผู้หญิงที่กำลังมองมาที่พี่คนนั้นใช่แฟนของคุณชายเฮ่อหรือเปล่า ! เธอคิดว่าเธอเป็นใครกันถึงได้กล้ามองมาที่พี่ด้วยสายตาแบบนั้น !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยความโกรธ
ฟู่เยี่ยนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา สาวน้อยคนนี้คงอยู่กับพวกมู่อี้อันเยอะไป จึงกล้าพูดได้ทุกอย่าง !
“เธอไปเรียนรู้สิ่งนี้มาจากใคร ? เธอเป็นผู้หญิงนะ ไม่อายคนอื่นบ้างเลยเหรอ ! หัดมีความอ่อนโยนบ้างสิ”
“ทำไมฉันถึงพูดแบบนี้ไม่ได้กัน !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวอาจจะดูเป็นคนที่เรียบง่าย แต่การที่ปฏิบัติต่อเธอราวกับว่าเธอเป็นลูกแกะตัวน้อยนั้น ช่างเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
“เอาล่ะ อยากจะมองก็มองไปเถอะ เรามาที่นี่เพื่อทานของอร่อยๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ปล่อยให้เธอคิดว่าเราอ่อนต่อโลกนั่นแหละดีแล้ว !” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจสายตาของลินดา มันก็แค่เสียงนกเสียงกา เธอยังจำเป็นต้องสนใจด้วยอย่างนั้นหรือ ?
ขณะที่กำลังทานข้าวอย่างมีความสุขนั้น เธอก็สังเกตเห็นคนที่เดินผ่านประตูเข้ามา ก่อนหน้านี้เธอได้ยินมาว่าลุงห่าวมีลูกชาย แต่ก็ไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย
ครั้งนี้เขาจะกลับมาช่วยพ่อของเขาอย่างนั้นหรือ ? เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้ลุงห่าวก็อายุเยอะและไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มๆแล้ว
“เสี้ยวเทียน ? นายกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ ? แล้วพี่สะใภ้อยู่ที่ไหนกันล่ะ ? ”
คุณชายเฮ่อรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้พบกับหลี่เสี้ยวเทียนอีกครั้ง ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันและยังไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกันอีกด้วย แต่หลังจากที่สำเร็จการศึกษา เขาเลือกที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว ส่วนหลี่เสี้ยวเทียนนั้นเลือกที่จะเปิดคลินิกทันตกรรม และไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับแก๊งค์ของลุงห่าว จึงทำให้ทั้งสองไม่ได้เจอกันมานานมากๆ
ประกอบกับพ่อของเขาที่มักจะอารมณ์เสียได้ง่าย สองพ่อลูกจึงพูดคุยกันน้อยมาก นอกจากนี้ช่วงวันธรรมดาที่คลินิกของเขาก็งานยุ่งมาก จึงไม่ค่อยได้กลับมาที่บ้านบ่อยมากนัก เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง จึงไม่สามารถมาพบกันได้ในวันธรรมดานั่นเอง
แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติกับหลี่เสี้ยวเทียน เขาดูโทรมมาก เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ก็ยับไปหมด ทั้งยังมีร่องรอยของเส้นเลือดหลายเส้นบนใบหน้าที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากจะมองในทางการแพทย์นั้น เขาดูผิดปกติเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้
“เสี้ยวเทียน ทำไมนายถึงได้อยู่ในสภาพแบบนี้กันล่ะ ?” ทันทีที่ผู้เฒ่าเฮ่อพูดจบ และหลี่เสี้ยวเทียนก็ได้ล้มลงไปกับพื้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มันเกิดอะไรขึ้นกัน ทันใดนั้นเอง ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ตอนนี้ลุงห่าวและแขกคนอื่นกำลังทานอาหารอยู่ในห้องแยกบนชั้นสอง เมื่อได้ยินเสียงดังโวยวายพวกเขาจึงวิ่งลงมาในทันที
“พี่ฟู่ ดูเหมือนว่าคนๆนั้นจะโดนพิษของแมลงกู่นะคะ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
“เธอแน่ใจอย่างนั้นเหรอ ?” เดิมทีฟู่เยี่ยนอยากจะเข้าไปดูอาการของเขา แต่เธอก็ต้องชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินสิ่งนี้ ก่อนจะหันไปมองเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว
“ฉันก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ ต้องเข้าไปตรวจดูอาการของเขาใกล้ๆก่อน หากพูดถึงการใช้แมลงกู่แล้ว บนโลกใบนี้ไม่ใครสามารถรอดพ้นไปจากสายตาทายาทตระกูลเราไปได้อย่างแน่นอน !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปตรวจดูอาการของเขากันเถอะ”
ทันทีที่พูดจบ ทั้งสองก็วิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งลุงห่าวก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนราวกับว่ากำลังมองดูผู้กอบกู้อย่างไรอย่างนั้น
“ฟู่เยี่ยน ช่วยดูหน่อยสิ มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?”
“ลุงห่าว อย่าเพิ่งกังวลไปเลยค่ะ ขอหนูลองตรวจอาการดูก่อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้าให้กับเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว จากนั้นทั้งสองก็ได้คุกเข่าลงและตรวจดูความผิดปกติของชายที่นอนอยู่บนพื้นทันที
ฟู่เยี่ยนจับชีพจรของเขาเป็นอันดับแรก ก่อนจะรู้ได้ในทันทีว่าการสันนิษฐานของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวนั้นถูกต้องทุกประการ เขาถูกพิษของแมลงกู่เล่นงานจริงๆ
“เมี่ยวเมี่ยว เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้ ?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นก่อจะถามออกมา ทุกคนจึงได้หันไปมองเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวที่กำลังตรวจดูม่านตาเพื่อวิเคราะห์อาการอยู่
“เราต้องรีบล่อให้แมลงกู่ออกไปโดยเร็วที่สุด นี่คือแมลงกู่ที่ร้ายกาจที่สุด หากไม่รีบลงมือ แมลงกู่ก็จะแพร่กระจายไปทั่วช่องท้องของเขา หากเป็นแบบนั้นเราจะไม่มีทางช่วยเขาได้อีก” หลังจากที่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดจบ ลุงห่าวก็ไม่สามารถอยู่เฉยๆได้อีกต่อไป
“ลุงห่าว รีบเตรียมห้อง อ่างน้ำ และเตาสำหรับจุดไฟด้วยค่ะ เธอต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนรีบร้องขอสิ่งของที่จำเป็นในทันที
“ฉันต้องการไก่หนึ่งตัว ขอเป็นไก่ที่ยังมีชีวิตอยู่” ตอนนี้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวดูมั่นใจและจริงจังมากๆ
“เอาล่ะ ฉันจะไปเตรียมมันเดี๋ยวนี้” เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ลุงห่าวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกขึ้นและรีบบอกให้ภรรยาที่เอาแต่ร้องไห้ให้เข้าไปช่วยดูอาการของลูกชาย
“ลุงห่าว ผมจะไปเตรียมของพวกนั้นให้เองครับ ไม่ต้องห่วง ลุงก็ต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเรื่องนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน” คุณชายเฮ่อเข้ามาคว้าตัวลุงห่าวเอาไว้ ก่อนที่เขาจะเป็นคนไปเตรียมของที่จำเป็นด้วยตัวเอง ส่วนคนอื่นก็ได้ช่วยยกหลี่เสี้ยวเทียนขึ้นไปบนห้องทันที
ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น ฉินเฟิงก็ได้อุ้มภรรยาของหลี่เสี้ยวเทียนเดินเข้ามา
“ลุงห่าวครับ ลูกสะใภ้ของลุงเป็นลมหมดสติอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและเมี่ยวเมี่ยวจึงรีบเข้าไปตรวจดูอาการของเธอในทันที และพบว่าพวกเขาทั้งสองกำลังถูกพิษของแมลงกู่ชนิดเดียวกันเล่นงานอยู่ ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ตอนที่ 457: การเลี้ยงแมลงกู่ในร่างกายมนุษย์
ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องรีบล่อให้แมลงกู่ออกมาจากร่างกายของทั้งคู่ให้เร็วที่สุด
“พี่ฟู่ เรามาช่วยกันเถอะ ตอนนี้แมลงกู่ที่อยู่ในตัวของพวกเขาเป็นแมลงกู่ที่โตเต็มที่แล้ว ดูเหมือนว่าแมลงกู่ที่อยู่ในตัวของผู้หญิงคนนี้จะโตมากกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ” นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเคยเห็นแมลงกู่ชนิดนี้ ซึ่งครั้งแรกนั้นเธอเคยเห็นตอนที่ตัวเองยังเด็กมากแล้ว
“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว บอกข้อควรระวังให้ฉันหน่อยได้ไหม” ฟู่เยี่ยนสามารถล่อแมลงกู่พวกนั้นออกมาได้ แต่หากเปรียบเทียบกับฝีมือของบรรพบุรุษตระกูลเหมี่ยวแล้ว เธอยังห่างชั้นจากพวกเขามาก
“ไม่มีจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แค่ต้องมีสายตาและมือที่ว่องไว อย่าปล่อยให้แมลงกู่พวกนี้รอดไปได้ก็พอ พวกมันเจ้าเล่ห์มาก ดังนั้นพี่ต้องทำโดยที่ไม่ให้มันรู้ตัว ตอนนี้ต้องให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปข้างนอกก่อน พี่หู พี่เองก็มาช่วยฉันอีกแรงเถอะ”
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมีความมั่นใจเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงทักษะที่เธอเชี่ยวชาญ หลังจากที่ฟังการเตรียมการของเธอเสร็จ ทุกคนก็ได้ออกไปรอข้างนอก
แต่เมื่อคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องออกไปแล้ว เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็มีท่าทีที่ดูเศร้าใจลงไปเล็กน้อย
“เมี่ยวเมี่ยว มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมเธอถึงได้มีสีหน้าแบบนั้นล่ะ ?” หูจินบังเอิญเห็นสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อยของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว จึงได้เอ่ยถามออกไปในทันที
“พี่หู วันนี้ฉงฉงตัวน้อยของฉันจะต้องถูกบูชายัญเสียแล้ว มันน่าเศร้าจริงๆ” เธอพูดพร้อมกับหยิบขวดใบเล็กออกมาจากกระเป๋า ซึ่งในนั้นมีแมลงกู่ที่เธอเลี้ยงมานานหลายปีอยู่
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนที่กำลังตรวจชีพจรของทั้งสองคน แต่เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เธอจึงได้หันกลับไปมองทันที
“หมายความว่ายังไง ? เธอกำลังจะใช้พิษของแมลงกู่มาจัดการกันเองอย่างนั้นเหรอ ?”
“ใช่แล้วพี่ฟู่ ตอนนี้เรามีเวลาไม่มากแล้ว เอาไว้ฉันจะอธิบายให้พี่ทั้งสองคนฟังทีหลังแล้วกัน ตอนนี้เรามาช่วยกันเอามันออกมาก่อนดีกว่า” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเข้าใจถึงสถานการณ์ดี แม้ว่าเธอจะเลี้ยงมันมาหลายปีก็ตาม แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตของมนุษย์ เธอกำขวดใบเล็กเอาไว้แน่น และยอมที่จะใช้มันเพื่อช่วยชีวิตคนทั้งสองแม้ว่าเธอจะไม่อยากทำแบบนั้นก็ตาม
ตอนนี้คนทั้งสองยังคงนอนอยู่บนพื้น และต้องกำจัดพิษไปพร้อมๆกัน เนื่องจากเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมีแมลงกู่พิษเพียงตัวเดียว ดังนั้นฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ จึงเตรียมพร้อมเช่นกัน หากวิธีการนี้ไม่สำเร็จ เธอจะรีบใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติของเธอทันที ซึ่งมันสามารถใช้เป็นตัวล่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้
“พี่ฟู่ พี่หู ช่วยกรีดแผลเล็กๆบริเวณเส้นเลือดที่ข้อมือของพวกเขาทั้งสองให้ฉันหน่อย เราจะได้ดึงแมลงกู่ออกมาง่ายๆ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับเปิดขวดแก้วใบเล็กของเธอออก
ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วว่าในร่างกายของพวกเขาไม่ได้มีแมลงกู่มากนัก ในร่างกายของทั้งสองคนมีแมลงกู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น อีกทั้งแมลงกู่ของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็สามารถดึงดูดแมลงกู่ทั้งสองได้ไม่น้อยเลยทีเดียว พวกมันมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงมาก
ฟู่เยี่ยนและหูจินจึงได้พลิกข้อมือของทั้งสองคนขึ้นมา ก่อนจะนับหนึ่งถึงสาม และกรีดลงไปพร้อมกัน
ขณะที่กำลังรออยู่นั้น เนื่องจากแมลงกู่ที่อยู่ภายในร่างกายภรรยาของหลี่เสี้ยวเทียนมีขนาดตัวที่โตกว่า ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นมันได้อย่างได้ชัด และมันกำลังค่อยๆเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ข้อมือขึ้นเรื่อยๆแล้ว
“พี่ฟู่ มีอะไรพี่สามารถทำให้แมลงกู่ตัวนี้ออกมาเร็วขึ้นบ้างไหม ? เพราะหากแมลงกู่ของฉันถูกจับได้ มันจะทำให้อีกตัวหนึ่งไม่ออกมา !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดด้วยความกังวลเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเข็มสีทองของเธอออกมาและแทงมันลงไปที่ข้อมือของหลี่เสี้ยวเทียนโดยตรง จุดฝังเข็มนี้สามารถเร่งการไหลเวียนของโลหิตได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือฟู่เยี่ยนได้แอบหยดน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปด้วย
แน่นอนว่าแมลงกู่ในร่างของหลี่เสี้ยวเทียนนั้นเริ่มเคลื่อนที่เร็วขึ้นเล็กน้อย มันเคลื่อนที่เร็วเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกันกับแมลงกู่ที่อยู่ในร่างกายภรรยาของเขาเลย แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก มันก็กลับไปเคลื่อนที่ช้าอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนจึงคอยกระตุ้นจุดฝังเข็มและหยดน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปทุกครั้งที่มันดูช้าลง เธอค่อยๆหยดมันลงไปช้าๆ เพื่อที่จะล่อแมลงกู่ในร่างกายของพวกเขาให้ค่อยๆเคลื่อนที่มาที่บาดแผลบริเวณข้อมือนั่นเอง
ตอนนี้ข้อมือของทั้งคู่มีอาการบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันบวมจนน่ากลัว หากแมลงกู่ตัวนี้ระเบิดตัวขึ้นมาและพิษที่อยู่ในท้องของมันกระจายออกมาตามที่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวบอก ผลที่ตามมาคงจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน
“เมื่อแมลงกู่ทั้งสองตัวนี้ออกมาพร้อมกัน พวกมันจะบินเข้าไปในขวดเอง แต่ถ้าพวกมันบินไม่ได้ เราก็จะจับพวกมันแล้วใช้ไฟเผาทันที !”
ตอนนี้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกกังวลมาก เธอกลัวว่าหากไม่ระมัดระวังมากพอ และแมลงกู่หนึ่งในสองตัวนี้ไม่ออกมา จะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเธอทั้งสามคนจึงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าแมลงกู่ทั้งสองตัวจะไหวตัวทัน
“ออกมาแล้ว !” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
แน่นอนว่าแมลงกู่ที่อยู่ในร่างกายของหลี่เสี้ยวเทียนนั้นยังไม่ยอมออกมา และก่อนที่พวกเธอจะทันได้ตอบสนอง หนึ่งในแมลงกู่สองตัวนั้นก็ได้บินเข้าไปในขวดของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวอย่างรวดเร็ว
ด้วยสายตาที่เฉียบแหลมและมือที่เคลื่อนไหวได้อย่างว่องไว เธอจึงรีบปิดจุกไม้ก๊อกลงในทันที ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆด้วยความโล่ง อก เมื่อมองไปที่แมลงกู่อีกตัว เธอก็พบว่าฟู่เยี่ยนได้คีบมันออกมาและวางไว้ในถ้วยแล้ว
“หูจิน รีบเอาไฟมาเร็วเข้า” ฟู่เยี่ยนถือถ้วยใบนั้นเอาไว้ และสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแข็งแกร่งของแมลงกู่ตัวนี้ได้อย่างชัดเจน
หูจินจึงรีบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจุดไฟกับกระดาษหนังสือพิมพ์และโยนลงไปในถ้วยทันที จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ปิดฝาถ้วยเอาไว้ จนได้ยินเสียงแตกดังออกมาจากเปลวไฟ พร้อมทั้งกลิ่นคาวที่คละคลุ้งไปทั่วห้อง
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรวจชีพจรของทั้งสองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าพวกเขาอาการดีขึ้นแล้ว ตอนนี้แค่ต้องรอให้ทั้งสองนอนพักอีกสักหน่อยเท่านั้น
“พี่ฟู่ ฉันมีใบสั่งยาอยู่ อีกเดี๋ยวฉันจะจดรายละเอียดให้ พวกเขาต้องทานยาติดต่อกันอีกสามวัน พี่พอจะรู้จักคนที่ช่วยหายาได้หรือเปล่า”
“เอาล่ะ เราออกไปก่อนเถอะ ไปจัดการกับแมลงกู่ของเธอกันก่อน แล้วค่อยบอกรายละเอียดของแมลงกู่พวกนี้ระหว่างทางดีกว่า ว่าแต่นี่มันแมลงกู่ชนิดไหน ? ทำไมมันถึงได้ทรงพลังขนาดนี้ ?”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกกระตือรือร้นกับเรื่องนี้ไม่น้อย เธอไม่เคยเห็นแมลงกู่ชนิดนี้มาก่อนเลย ดังนั้นเธอจึงแทบรอให้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังแทบไม่ไหวแล้ว
“จริงๆแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่แมลงกู่หรอกค่ะ มันต้องระเบิดตัวออกก่อนถึงจะเรียกว่าแมลงกู่ ตอนที่มันอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์ช่วงแรกนั้น เรามักจะเรียกมันว่าหนอนค่ะ”
หลังจากที่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย แท้จริงแล้วมันเป็นแบบนี้นี่เอง
“นี่คือพิษกู่ร้ายแรงที่ใช้ร่างกายของมนุษย์เพาะเลี้ยงใช่หรือเปล่า ?”
“ใช่แล้วค่ะ พี่ฟู่ พี่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้วเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ฉันเคยศึกษาและได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมันมาบ้างเท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆแบบนี้มาก่อน” ฟู่เยี่ยนพยักหน้าช้าๆ วิธีนี้ช่างน่ากลัวมากจริงๆ เพราะหลังจากที่ฝังพิษนี้ลงไปในร่างกายของมนุษย์แล้ว ผู้ที่ถูกใช้เป็นภาชนะก็จะถูกพิษกัดกินร่างกายจนกว่าจะตายในที่สุด
“ร่างกายมนุษย์สามารถเลี้ยงแมลงกู่ให้เจริญเติบโตจนกลายเป็นราชาแมลงกู่ได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากที่แมลงกู่กลายเป็นราชาแมลงกู่ไปแล้ว ร่างกายมนุษย์ที่มันใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็จะตาย ดูฉันสิ ฉันเลี้ยงแมลงกู่ตัวนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว กว่ามันจะกลายเป็นราชาแมลงกู่”
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวยังมีแมลงกู่อีกหลายตัว แต่ครั้งนี้เธอนำมันออกมาเพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลืออยู่ที่บ้านแม่ของเธอ
“แล้ววิธีนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตระกูลเหมี่ยวของเธอด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตรงๆ
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวส่ายศีรษะ ก่อนจะตอบไปว่า “ตระกูลของเราไม่ได้ใช้วิธีการที่เลวร้ายแบบนี้หรอก และตอนนี้ตระกูลไป๋เองก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้แล้วเช่นกัน แต่เมื่อก่อนพวกเขาเคยใช้มัน ทว่าตั้งแต่ที่ตระกูลเหมี่ยวตัดความสัมพันธ์กับตระกูลไป๋ไปเมื่อหลายปีก่อน คุณย่าของฉันก็ได้เตือนตระกูลไป๋ว่าอย่าใช้วิธีนี้อีก”
“เดิมทีสิ่งนี้เป็นวิธีการลงโทษของตระกูลไป๋ หากมีศิษย์คิดทรยศ พวกเขาจะใช้วิธีการนี้เพื่อลงโทษศิษย์คนนั้น และไม่เพียงแค่ต้องใช้ร่างกายเป็นที่อาศัยของราชาแมลงกู่เท่านั้น แต่คนที่ทรยศยังต้องถูกลงโทษอีกด้วย”
“พี่ฟู่ ฉันต้องจับคนๆนี้ให้ได้ บรรพบุรุษตระกูลเหมี่ยวของพวกเรามีคำสอนว่า หากเจอคนที่ใช้วิชาในทางที่ผิดแบบนี้ ก็จัดการให้สิ้นซากเสีย !!”
“แล้วเธอมีวิธีที่จะตามหาคนๆนั้นบ้างหรือเปล่า ?”
“แค่รอให้พวกเขาตื่นขึ้นมาก็พอแล้ว หนอนกู่ตัวนี้จะบอกเราทุกอย่างเอง เพราะมันจะต้องจำคนที่ส่งมันมาได้อย่างแน่นอน และตราบใดที่หนอนกู่ยังไม่ตาย เขาก็จะไม่มีทางสังเกตเห็นได้”
ทันใดนั้นเอง เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จากนั้นเธอก็ได้ยกขวดในมือขึ้นมา ก่อนจะมองไปยังแมลงกู่ สองตัวที่อยู่ข้างใน ตอนนี้เธอจะไว้ชีวิตพวกมันก่อน แล้วค่อยจัดการกับมันหลังจากที่จับคนเลี้ยงพวกมันได้ !
ตอนที่ 458: วางแผนล้อมจับ
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูด ดูเหมือนว่าคนที่ลงมือทำเรื่องนี้จะเป็นคนเดียวกันกับที่ทำร้ายอาหญิงของเธอ จู่ๆ ความคิดแวบขึ้นมาอย่างรวดเร็วในใจของเธอ เธอไม่สามารถปล่อยให้คนๆนี้ลอยนวลไปได้อย่างเด็ดขาด
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงตอนที่เธอยังอยู่บ้านเกิดในหมู่บ้านอันผิงขึ้นมาได้ อาของเธอก็ได้ถูกหนอนกู่เล่นงานเช่นกัน ทว่าตอนนั้นมันไม่ได้ทรงพลังขนาดนี้ ดังนั้นมันจึงถูกจัดการไปได้อย่างง่ายดาย หรือว่าสถานการณ์ตอนนั้นจะเป็นเหมือนตอนนี้ ?
“เมี่ยวเมี่ยว ฉันขอถามเธอหน่อยสิ ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่หนอนกู่จะเติบโตในร่างกายของมนุษย์จนกลายเป็นแมลงกู่ที่โตเต็มวัย ?”
“น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีกว่าๆ หากเลี้ยงมันแบบที่ฉันเลี้ยงก็จะใช้เวลาถึงสิบปีเลยทีเดียว แต่หากเลี้ยงในร่างกายของมนุษย์ จะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น พี่มีอะไรหรือเปล่า ?”
“ฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่งก็แล้วกัน หากแมลงกู่ตัวนี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ครั้งแรก คนๆนั้นจะมีอาการอย่างไรบ้าง ?” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกกระตือรือร้นที่จะถามว่าแมลงกู่ที่อาของเธอเคยเจอนั้นเป็นแบบที่เธอคิดหรือเปล่า
“ในช่วงแรกที่มันจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ มันก็จะเหมือนกับแมลงตัวเล็กๆมากมายที่รุมกัดเรา แต่จะมีเส้นสีแดงตามตัวของมัน ซึ่งแม้ว่าเราจะดึงมันออก ณ ขณะนั้นก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเมื่อแมลงกู่กัดเข้าไปแล้ว มันจะฝังไข่ของมันเอาไว้ และสาเหตุที่ทำให้ราชาแมลงกู่ที่ยังคงเหลืออยู่นั้นถูกเรียกว่าราชาแมลงกู่ ก็เนื่องมาจากมันได้กลืนกินแมลงกู่ตัวอื่นในร่างกายที่มันจะใช้อาศัยทั้งหมดไปแล้วนั่นเอง”
“ทางด้านอาการของคนที่ถูกแมลงกู่กัด คนๆนั้นจะตกอยู่ในความสับสน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเมื่อราชาแมลงกู่สามารถเอาชนะแมลงกู่ทั้งหมดได้แล้ว คนๆนั้นก็จะกลับมามีสติอีกครั้ง”
“รวมไปถึงจะมีความอยากอาหารที่มากกว่าปกติ เพื่อให้สารอาหารแก่แมลงกู่ในร่างกาย และก่อนที่พวกมันจะฟักตัว คนๆนั้นก็จะรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีแมลงชนิดนี้อยู่ในร่างกาย”
คำอธิบายของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวทำให้ฟู่เยี่ยนรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาของเธอ นั่นคืออาการระยะเริ่มแรก ซึ่งอาการทั้งหมดนี้ตรงตามที่เธอได้ยินเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด และคนที่ทำเรื่องชั่วช้าในปัจจุบันนี้ก็น่าจะเป็นคนๆเดียวกันอีกด้วย
อีกทั้งฟู่เยี่ยนยังจำได้ว่าไป๋หยูมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งอีกด้วย แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของเขาอีกเลย บางทีเขาอาจจะหนีมาอยู่ที่เกาะฮ่องกงแล้วก็ได้
มาดูกันดีกว่าศัตรูของพวกเธอจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า ? เธอยังไม่ลืมสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตระกูลเก่อ ผู้ชายคนนี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เธอเชื่อว่าเป็นฝีมือของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน !
ฟู่เยี่ยนจึงเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับอาหญิงของเธอให้กับเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวฟัง ทั้งยังบอกอีกด้วยว่าไป๋หยูมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“คนตระกูลไป๋อย่างนั้นเหรอ ? ไม่มีปัญหา ในสมัยนั้นคนทรยศหลายคนจากตระกูลไป๋ก็ได้หนีไปเพราะเรื่องแอบเลี้ยงแมลงกู่ในร่างกายมนุษย์เช่นกัน และนอกจากนี้ยังมีชายคนหนึ่ง เขาแซ่ ‘หยู‘ เป็นลูกเขยของตระกูลไป๋ หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ทักษะนี้ เขาก็ได้เอามันออกไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งในเวลานั้นผู้คนจากตระกูลเหมี่ยวจำนวนมากก็ได้รู้เรื่องนี้ด้วย”
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะต้องเป็นฝีมือของคนเหล่านั้นอย่างแน่นอน ฉะนั้นเธอต้องจับคนพวกนั้นให้ได้ ! เพราะนี่คือคำสั่งเสียจากบรรพบุรุษของตระกูลเหมี่ยว !
“เราไปที่บ้านของเขากันเถอะ เราไม่สามารถปล่อยให้คนๆนั้นลอยนวลไปได้เด็ดขาด” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้เดินเข้าไปในห้องโถงอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทุกคนกำลังรอคำตอบอยู่ที่นั่น
“ลุงห่าวคะ หนูต้องการความช่วยเหลือจากลุงค่ะ” ฟู่เยี่ยนต้องการปลุกทั้งสองคนที่นอนอยู่บนพื้นให้ฟื้นขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงต้องการให้ลุงห่าวอยู่ด้วย เพราะเธอจะได้ทำบางอย่างอย่างสะดวกนั่นเอง
“อืม ฉันกับภรรยาจะเข้าไปด้วยกัน และให้ความร่วมมือกับเธออย่างเต็มที่ เราต้องจับคนที่ทำเรื่องแบบนี้ให้ได้ ฉินเฟิง นายออกไปเตรียมรถและคนของเราให้พร้อม หลังจากนั้นก็ให้การสนับสนุนฟู่เยี่ยนอย่างสุดความสามารถ เราจะไม่ยอมให้ใครหลบหนีไปได้ทั้งนั้น !”
ทันทีที่พูดจบ ลุงห่าวก็ได้เดินตามฟู่เยี่ยนเข้าไปในห้อง เมื่อเข้ามา ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบเข็มสีทองของเธอออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มฝังเข็มให้กับทั้งสองคน ไม่นานนัก หลี่เสี้ยวเทียนและภรรยาของเขาก็ได้ฟื้นขึ้นมา
“พ่อครับ ! แม่ครับ ? มันเกิดอะไรขึ้นกับผม ?” หลี่เสี้ยวเทียนยังคงรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ลูกไม่เป็นอะไรแล้ว ฟู่เยี่ยนช่วยลูกเอาไว้ และตอนนี้เธอก็มีเรื่องบางอย่างที่จะถามลูก ลูกต้องบอกความจริงกับเธอนะ เราจะปล่อยให้คนที่ทำแบบนี้ลอยนวลไปไม่ได้ !” คุณนายห่าวพูดออกมาทันที
ตอนนี้ความทรงจำของหลี่เสี้ยวเทียนยังคงไม่ฟื้นกลับมาเป็นปกติ ฟู่เยี่ยนจึงต้องรอครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามคำถามในทันที
“คุณรู้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนทำสิ่งนี้ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดถึงประเด็นหลังออกไปตามตรง
หลี่เสี้ยวเทียนพยักหน้าด้วยท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย หากเขาจำไม่ผิด จะต้องเป็นคนสองคนที่มีท่าที่แปลกๆ ในคลินิกของเขาอย่างแน่นอน
“พวกเขาสองคนเป็นคนทำความสะอาดในคลินิกทันตกรรมของฉัน พวกเขาทั้งสองเป็นลุงและหลานกัน ซึ่งวันนี้ฉันบังเอิญไปที่ห้องของพวกเขา ก่อนจะพบว่าที่นั่นเต็มไปด้วยแมลงมากมายเลย”
“ตอนนั้นฉันรู้สึกหวาดกลัวมากจึงได้รีบพาภรรยากลับมา และคิดว่าจะกลับไปที่นั่นอีกครั้งในภายหลัง เพราะวันนี้เราต้องกลับมาหาหาพ่อกับแม่ที่บ้าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวและฟู่เยี่ยนก็ได้หันมามองหน้ากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผล
“แล้วคุณได้เข้าไปสัมผัสตัวของสองคนนั้นหรือเปล่า ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามออกไปอีกครั้ง
“ไม่ ฉันแค่บอกพวกเขาไปว่าจะออกไปงานเลี้ยงข้างนอกเท่านั้น” หลี่เสี้ยวเทียนพูดพร้อมกับส่ายหน้า
“แล้วคลินิกของคุณอยู่ที่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าตอนนี้เธอจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด
“ฉินเฟิงรู้จักที่นั่น ให้เขาพาเธอไปเถอะ เธอต้องการให้ฉันส่งคนไปเพิ่มด้วยหรือเปล่า ?” ลุงห่าวกังวลว่าจะมีคนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ฟู่เยี่ยนตกอยู่ในอันตรายได้
“ไม่เป็นไรค่ะ ลุงห่าว เราจะให้คนจากแก๊งค์หงมายุ่งกับเรื่องนี้ไม่ได้นะคะ เพราะคนที่ทำเรื่องนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ซึ่งอาจจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากลำบากในภายภาคหน้าได้” เธอไม่อยากให้แก๊งค์หงต้องมาแบกรับความเสี่ยงนี้เอาไว้
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ฉินเฟิงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้ก็แล้วกัน ระวังตัวด้วยล่ะ ความปลอดภัยของเธอต้องมาก่อนเสมอ โชคดีนะที่ลุงเฉียงไปพักผ่อนแล้วและไม่รู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะต้องตกใจมากแน่ๆ”
“หนูฝากดูแลทวดด้วยนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา บอกเขาว่าหนูออกไปซื้อขนมให้กับเขาก็ได้ค่ะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่จะออกเดินทาง เธอได้พาคนทั้งหมดไปด้วย ยกเว้นผู้เฒ่าถาน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋า ดังนั้นก็ควรที่จะใช้คนจากลัทธิเต๋าช่วยกันแก้ไขปัญหา
“พี่ฟู่ พี่คิดว่าคนที่ทำเรื่องนี้จะเป็นสองคนนั้นหรือเปล่า ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามความคิดเห็นจากฟู่เยี่ยน
“เอาไว้ตอนเราไปถึงที่นั่น เธอก็จะรู้เองนั่นแหละ เธอรู้วิธีที่จะพิสูจน์พวกเขาแล้วใช่ไหม ?”
“ใช่ค่ะ ฉันมีสิ่งนี้อยู่แล้ว !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับชูขวดที่มีแมลงกู่อยู่ด้านในขึ้นมา
“ดีมาก วันนี้เป็นวันของเธอแล้ว จงแสดงความสามารถของเธอให้คนอื่นได้เห็นเถอะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม เด็กสาวคนนี้โตขึ้นมากแล้วจริงๆ
“มันไม่ได้เป็นเพราะฉันคนเดียวหรอก ! วันนี้พี่ฟู่กับพี่หูเองก็มีส่วนร่วมด้วยนี่คะ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวที่นั่งอยู่ในรถพูดออกมาอย่างถ่อมตัว
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดูนะ !” ตอนนี้เธอยังเด็ก และหูจินเองก็ปฏิบัติต่อเธอไม่ต่างไปจากน้องสาวแท้ๆเลยทีเดียว
ฉินเฟิงรู้ดีอยู่แล้วว่าคลินิกของหลี่เสี้ยวเทียนถูกจับตามองโดยสองพี่น้องมาตลอด เขาจึงกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นและไม่สามารถไปถึงที่นั่นได้ทันเวลา ตอนนี้หลานชายสองคนของลุงห่าวกำลังศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ และนี่ก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของลุงห่าวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สองพ่อลูกนั้นไม่ได้พูดคุยกันมากนัก แต่ก็ยังคงแอบดูแลกันอยู่ห่างๆ นอกจากนี้ นายน้อยก็ไม่เห็นด้วยกับสถานะหัวหน้าแก๊งค์ของลุงห่าวเท่าไหร่อีกด้วย
“คุณฟู่ครับ คลินิกอยู่ข้างหน้าครับ คุณมีแผนอย่างไรบ้างครับ ?” ฉินเฟิงยังคงไม่ได้หยุดรถ หากมองดูจากไกลๆแล้ว ดูเหมือนคลินิกยังคงเปิดให้บริการอยู่ เพราะยังมีหมอคนอื่นอยู่ที่นั่น ดังนั้นเธอจึงได้วางแผนอย่างรวดเร็ว
“ลุงเชอ ลุงกับคุณเริ่นล้อมประตูหลังเอาไว้ คุณฉิน ให้คนของคุณพาพวกเขาไปที่นั่นด้วยนะคะ ฉางหยู่เซิง คุณกับหูจินไปรอที่ถนนข้างๆ หากพวกนั้นหนีไปจะได้ตามทัน”
ส่วนลุงหลิวกับฉินเฟิงไปกับเมี่ยวเมี่ยว เมี่ยวเมี่ยว เธอแกล้งทำเป็นว่าปวดฟันก็แล้วกันนะ โดยคุณฉิน คุณจะเป็นคนพาเธอเข้าไปและบอกว่าเมี่ยวเมี่ยวเป็นน้องสาวของคุณ”
ตอนนี้มีเพียงแค่ฉินเฟิงเท่านั้นที่พูดสำเนียงฮ่องกงได้อย่างชัดเจน หากให้คนอื่นพูด แผนการทั้งหมดจะต้องถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน
“ได้เลย เข้าใจแล้ว” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ได้ลงจากรถอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเป้าไปยังคนหนึ่งที่มีอายุประมาณห้าสิบปี เขาได้สวมชุดของคลินิกและกำลังกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ด้านนอกประตู
ก่อนที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะเคลื่อนไหว ชายคนนั้นก็ได้หันกลับมา และดวงตาอันเฉียบคมของเขาก็ได้จ้องเขม็งมาที่ฟู่เยี่ยนและกลุ่มของเธอ เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ที่จะมาใช้บริการ เขาจึงได้เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว และแสร้งเป็นคนทำความสะอาดอีกครั้ง
ตอนที่ 459: ควบคุมตัว
ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นดวงตาอันเฉียบคมของคนทำความสะอาดที่เผยออกมาให้เห็นเมื่อครู่นี้แล้วเช่นกัน และยังรู้อีกด้วยว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลี่เสี้ยวเทียนพูดจะมีความเป็นไปได้สูงมาก
เพียงแต่ตอนนี้เขายังอยู่บนถนน ดังนั้นทางที่ดีเธอควรล่อให้เขาเข้าไปข้างในก่อนแล้วล้อมจับเขา เพื่อเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น
ทันใดนั้นเอง ชายอีกคนหนึ่งก็ได้เดินออกมาจากคลินิก โดยเขาเองก็สวมชุดเหมือนคนทำความสะอาดเช่นกัน และหลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้เดินเข้าไปข้างในด้วยท่าทีที่ดูเร่งรีบ
แต่ด้วยหูที่สามารถรับรู้เสียงได้ดีกว่าคนทั่วไปของฟู่เยี่ยน เธอจึงได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันอย่างชัดเจน
“อาจารย์ครับ ตอนนี้แมลงกู่ของผมหยุดเคลื่อนไหวไปเสียแล้ว !”
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นได้เดินอ้อมไปทางด้านหลังของคลินิก และทันทีที่ขวดใบเล็กของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเข้าใกล้บุคคลนั้น แมลงกู่ที่อยู่ด้านในก็เริ่มวิ่งไปมาอย่างกระสับกระส่ายราวกับว่ามันได้กลิ่นอะไรบางอย่าง
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวจึงได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเงียบๆ สองคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
“คุณหมอครับ พอดีว่าน้องสาวของฉันปวดฟันมาก ได้โปรดช่วยเธอด้วยเถอะครับ !” ตอนนี้มีเพียงแค่ผู้ช่วยของหลี่เสี้ยวเทียนเท่านั้นที่อยู่ในคลินิก ซึ่งหลังจากที่เห็นฉินเฟิง เขาก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อย ชายคนนี้คือคุณฉินไม่ใช่หรือ ?
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้จ้องเขม็งไปที่เขาด้วยแววตาอันดุร้าย แม้ว่าผู้ช่วยจะเป็นแค่เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาคนหนึ่ง แต่เขาก็ฉลาดมาก และได้ทำตัวตามปกติในทันที
“ถ้าอย่างนั้นนอนลงบนเตียงก่อนเถอะครับ ผมจะได้ตรวจให้”
“คุณหมอครับ น้องสาวของผมชอบทานขนมหวานมาก ช่วยตรวจดูด้วยนะครับว่าเธอมีฟันผุหรือเปล่า” ฉินเฟิงพูดกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ ขณะเดียวกันก็ได้ลอบสอบถามข้อมูลมาอย่างลับๆด้วย
หลังจากที่รู้ว่าห้องพักของคนทำความสะอาดอยู่ที่ไหนแล้ว ฉินเฟิงก็ได้นำทางออกไป ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้แอบตามไปเงียบๆเช่นกัน
ห้องพักของพวกเขาอยู่ด้านหลังของคลินิก ซึ่งต้องเดินตรงไปตามทางเดิน และในเวลานี้ทั้งสองก็กำลังศึกษาแมลงกู่กันอยู่
“อาจารย์ครับ มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งสองหรือเปล่า ? ทำไมแมลงกู่ของผมถึงไม่มีการตอบสนองเลยล่ะ ผมพยายามกระตุ้นมันหลายครั้งแล้ว มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้เลยนี่ !” ไป๋เฟยพูดออกมาด้วยความกังวล ตอนนี้ทั้งอาจารย์และศิษย์กำลังจะทำสำเร็จแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้ !
หยูหลงเซิงยังคงมีท่าทีสงบ ก่อนที่เขาจะเริ่มเรียกแมลงกู่ของตัวเอง ซึ่งทันทีที่เขาเรียก แมลงกู่ที่อยู่ในขวดก็เริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรีบแสดงให้ฟู่เยี่ยนเห็นอย่างรวดเร็วและบอกให้เธอเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเขาเรียกมัน เขาก็จะสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของแมลงกู่
ในเวลานี้ ทุกคนก็ได้มาถึงหน้าประตูห้องแล้ว และกำลังซุ่มโจมตีพวกเขาอยู่ที่หน้าประตู ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้ยินการพูดคุยด้านในห้องได้อย่างชัดเจน เธอรู้แล้วว่าทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องการหลบหนีอยู่
“ไม่ได้การแล้ว เสี่ยวเฟย แมลงกู่ของเราถูกนำออกมาจากร่างของทั้งสองคนแล้ว หากทั้งสองคนนั้นฟื้นขึ้นมา เราจะต้องซวยแน่ๆ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”
หยูหลงเซิงหยุดเรียกแมลงกู่ของเขา ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดห้องเพื่อทำลายหลังฐานในสิ่งที่พวกเขาทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็นอาจารย์ ไป๋เฟยก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
“อาจารย์ครับ มันเกิดอะไรขึ้น ?” ทว่าอาจารย์ของเขาก็ยังคงไม่หยุดเก็บกวาดและทำลายแมลงกู่ที่พวกเขาเลี้ยงมาหลายปี
“น้อยคนที่รู้เกี่ยวกับแมลงกู่ชนิดนี้ มีเพียงคนจากตระกูลเหมี่ยวและตระกูลไป๋เท่านั้นที่สามารถล่อมันออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญมากจริงๆ ที่เราได้พบกับคนจากสองตระกูลนี้ รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อยเร็วเข้า แล้วฉันจะแบ่งเงินที่เราหามาได้ด้วยกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นสองส่วน นี่คือส่วนของนาย”
หยูหลงเซิงยื่นซองที่บรรจุเงินอยู่ด้านในให้กับไป๋เฟย
“อาจารย์ ท่าน…” ตอนนี้ไป๋เฟยกังวลเกินกว่าจะพูดออกมาได้
“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย รับเงินนี้ไปแล้วหลบไปอยู่แถวชายแดนสักพักเถอะ ที่นั่นมีคนหลากหลายกลุ่มอาศัยอยู่ เราจะปลอดภัยหากไปถึงที่นั่น แม้แต่สมาชิกแก๊งค์ต่างๆ ยังต้องหลบหนีไปอยู่ที่นั่น อย่าลังเลเลย รีบไปเถอะ หากมีคนมาที่นี่ เราคงจะไม่มีโอกาสได้ออกไปแน่ๆ !”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้เปิดประตูและต้องการที่จะพาไป๋เฟยหลบหนีไปจากที่นี่ ซึ่งไป๋เฟยเองก็ได้ตามไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทว่าเรื่องที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น ขณะที่พวกเขาทั้งสองกำลังเปิดประตูนั้น ก็ได้ถูกยันต์ของฟู่เยี่ยนตรึงเอาไว้
“เอ๊ะ ~ พี่ฟู่ นี่มันยันต์อะไรกัน ? มันใช้ได้ผลจริงๆเหรอ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใช้มือจิ้มๆ ไปที่พวกเขาทั้งสอง และแน่นอนว่าตอนนี้พวกเขาไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องไร้สาระเลย รับไปหาแมลงกู่ก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหากไม่มีแมลงกู่ พวกเขาก็จะเป็นเหมือนเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บ
“โอ้ เข้าใจแล้ว” จากนั้น เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้เริ่มค้นตัวพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะพบแมลงกู่ของหยูหลงเซิงและไป๋เฟยหลายตัวเลยทีเดียว ซึ่งเธอได้เอามันทั้งหมดมาวางเอาไว้บนพื้นแล้ว
เมื่อดูขวดเล็กๆจำนวนหลายใบเหล่านั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียนออกมา ทั้งยังมีบางตัวที่เป็นตัวอ่อนคล้ายๆหนอนดิ้นไปมาอีกด้วย ทำให้ฟู่เยี่ยนและลุงหลิวรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก !
ตอนนี้หยูหลงเซิงและไป๋เฟยไม่สามารถขยับร่างกายได้เลยแม้แต่น้อย จึงทำได้แค่มองไปยังคนที่อยู่รอบๆ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ โดยเฉพาะไป๋เฟยที่ปกติเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาทุ่มเทไปกับการเลี้ยงแมลงกู่มาก ทั้งยังต้องทนเก็บความโกรธและอยู่ในคลินิกแห่งนี้มาโดยตลอดอีกด้วย
“เฮ้ พี่ฟู่ ดูเขาสิ เขากำลังมองมาที่เราด้วย ! พวกเขาได้ยินฉันพูดหรือเปล่า ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถามขึ้นมาอีกครั้ง
“แน่นอน พวกเราได้ยินสิ่งที่เราพูดอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนหลบไปยืนข้างๆ และเฝ้าดูเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวทำความสะอาดกองแมลงกู่อยู่เงียบๆ โดยธรรมชาตินั้น หากเป็นเธอ เธอคงจะเผาพวกมันทั้งหมดทิ้งอย่างแน่นอน
แต่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวยังคงมีวิธีอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นอาหารเพื่อเลี้ยงหนอนกู่ของตัวเองได้เช่นกัน นี่จึงเป็นวิธีที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบมากๆ
“เสี่ยวเหมี่ยว สิ่งนี้คือ... ทำไมเธอถึงได้เอามันกลับไปด้วยล่ะ ?” ลุงหลิวทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงได้ถามขึ้นมาทันที
“ลุงหลิวคะ คุณไม่รู้หรอกค่ะว่าสิ่งนี้เหมาะกับการใช้เป็นอาหารแมลงกู่ตัวน้อยของหนูขนาดไหน และมันยังหาซื้อไม่ได้อีกด้วยนะคะ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับรวบรวมแมลงกู่ทุกตัวที่สามารถใช้เป็นอาหารได้ออกมา
หยูหลงเซิงแอบมองไปที่เธออย่างเงียบๆ และกำลังครุ่นคิดถึงที่มาของเธอ ส่วนไป๋เฟยนั้นกำลังโกรธมากจนเขาอยากจะฆ่าใครสักคน พร้อมกับแววตาที่แผ่จิตสังหารออกมาอย่างไม่ลดละ
“เมี่ยวเมี่ยว เธอจัดการเสร็จแล้วหรือยัง ? เราเข้าไปตรวจดูภายในห้องสักหน่อยเถอะ ลุงหลิว ลุงช่วยดูพวกเขาเอาไว้ และโทรหาใครสักคนให้มาที่นี่เพื่อพาพวกเขาไปสอบสวนอีกครั้งด้วยนะคะ” เนื่องจากที่นี่เป็นสถานพยาบาล จึงมีผู้คนเข้าออกมากมาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำการสอบสวนในที่แห่งนี้
“ไม่มีปัญหา พวกเธอสองคนก็ระวังตัวด้วยล่ะ” ทันทีที่พูดจบ ทุกคนก็ได้ออกไปข้างนอก และจะไม่เข้ามาหากไม่ถูกเรียก
“เมี่ยวเมี่ยว เธอรู้จักสองคนนี้หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวคุยกันขณะที่กำลังตรวจดูห้อง
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คนที่อยู่ด้านหลังเป็นคนจากตระกูลไป๋ แค่นี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่าเขาเป็นใคร ในตระกูลไป๋มีคนทรยศไม่มากนักหรอกคะ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวยังคงรู้เรื่องราวของตระกูลไป๋เป็นอย่างดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว หลังจากที่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลไปนั้น ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ
เขามาจากตระกูลไป๋อย่างนั้นหรือ ? ฟู่เยี่ยนนึกถึงไป๋หยูขึ้นมาทันที บางทีคนๆนี่อาจจะเป็นพี่ชายของไป๋หยูก็เป็นได้ ดังนั้นคนที่อยู่ตรงหน้าเธอก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาหญิงของเธอ อีกทั้งยังมีเรื่องของเจิ้งหมิงอีก ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอเมื่อครู่นี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนอย่างแน่นอน
ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับชายวัยกลางคนคนนั้น ดูเหมือนว่าการเดินทางมาที่เกาะฮ่องกงครั้งนี้ของเธอมีแต่ความโชคดีจริงๆ มันช่างเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก !
ภายในห้องไม่มีอะไรที่สำคัญหลงเหลืออยู่เลย ดังนั้นทั้งสองจึงได้ออกมา ซึ่งทันใดนั้นเอง ฉินเฟิงและลุงหลิวก็ได้มาถึง
“คุณฟู่ เราควรทำอย่างไรกับสองคนนี้ดีครับ ?” ฉินเฟิงเอ่ยถามออกไปตามตรง ในเวลานี้เชอต้าไห่และคนอื่นก็ได้เข้ามาด้วยเช่นกัน
“พาพวกเขาไปที่รถก่อนค่ะ ยันต์ของฉันสามารถอยู่ได้สามชั่วโมง เราไปหาที่เงียบๆ แล้วถามความจริงจากพวกเขากันหน่อยดีกว่า” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฉินเฟิงก็เข้าใจทุกอย่างได้ในทันที และได้วางแผนที่จะพาทั้งสองคนไปที่โกดังของแก๊งค์หง
“ผมจะพาคุณไปที่นั่นเองครับ คุณหนูฟู่” ฉินเฟิงพูดสั้นๆ และฟู่เยี่ยนก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
จากนั้น พวกเขาก็ได้ขึ้นไปบนรถ โดยมีฉินเฟิงเป็นผู้นำทาง และฟู่เยี่ยนพร้อมกับคนอื่นก็ได้ตามไป ส่วนทางด้านหยูหลงเซิงและไป๋เฟยไม่ได้มีทางเลือกอยู่แล้ว ทั้งสองจึงได้ถูกคุมตัวไปอย่างง่ายดาย
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ช่วยของหลี่เสี้ยวเทียนก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดเลยว่าพี่เซิงจะเป็นคนแบบนี้ รวมไปถึงเสี่ยวเฟยที่ตอนนี้มีสีหน้าดูดุร้ายอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่ฉินเฟิงจะไป เขาได้บอกให้ผู้ช่วยปิดคลินิกแล้วกลับบ้านได้ และยังบอกอีกว่าหลี่เสี้ยวเทียนได้ให้วันหยุดอีกหนึ่งสัปดาห์ ผู้ช่วยที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเก็บข้าวของ ล็อคประตู และกลับบ้านไปด้วยความกลัวในทันที
ตอนที่ 460: บทเรียน
ณ บ้านของลุงห่าว เสิ่นกั๋วเฉียงที่ตื่นขึ้นมาก็พบว่าฟู่เยี่ยนได้ออกไปข้างนอกอีกแล้ว ด้วยประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของเขา จึงไม่มีอะไรสามารถปิดบังเขาได้
เมื่อเห็นว่าหลี่เสี้ยวเทียนและภรรยาอยู่ที่บ้าน และทั้งสองคนก็ดูจะอาการไม่ดีเท่าไหร่ เขาจึงพอจะคาดเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลี่เสี้ยวเทียนเองก็เรียกเสิ่นกั๋วเฉียงว่าคุณปู่ด้วยเช่นกัน และตอนที่หลี่เสี้ยวเทียนยังเด็ก ลุงห่าวก็เคยพาเขาไปที่ทะเลทางตอนใต้ด้วย
“เสี่ยวเทียน นายจำปู่ของนายคนนี้ไม่ได้แล้วอย่างนั้นเหรอ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงรู้ดีว่าเด็กคนนี้ต่อต้านสถานะหัวหน้าแก๊งค์หงของอาห่าวมาโดยตลอด และอาจจะมีบางอย่างจะเกิดขึ้นในสักวันหนึ่ง ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงปกป้องลูกๆของเขาโดยการไม่ยอมให้เด็กๆติดต่อกับอาห่าว
“คุณปู่ครับ ผมจะลืมคุณปู่ได้อย่างไรกัน ? ผมไม่รู้ว่าคุณปู่อยู่ที่นี่ หากผมรู้ ผมคงจะมาหาคุณปู่ตั้งนานแล้วล่ะครับ” หลี่เสี้ยวเทียนไม่ได้เจอเสิ่นกั๋วเฉียงมานานหลายปีแล้ว จึงรู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย แต่ความใกล้ชิดและความเคารพในหัวใจของเขาที่มีต่อชายชรานั้นไม่ได้เลือนหายไปเลย
“ฮึ่ม นายไม่รู้อย่างนั้นเหรอ หากพ่อของนายไม่ได้บอกให้นายมาที่นี่ แล้วทำไมวันนี้นายถึงมาได้กันล่ะ ? หรือว่านายไม่มีที่จะไปแล้ว !” เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกเสียใจกับอาห่าวมาก เขามีลูกชายเพียงคนเดียว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกนั้นช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุขเลย
ทางด้านภรรยาของหลี่เสี้ยวเทียนก็ได้ชำเลืองมองไปที่ชายชราเช่นกัน ก่อนหน้านี้เธอได้แนะนำให้สามีของเธอกลับมาใช้เวลาอยู่กับพ่อและแม่ของเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะต้องเข้าร่วมแก๊งค์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถก้าวขึ้นไปเทียบชั้นพ่อของเขาได้
ดังนั้นสิ่งที่สามีของเธอคาดหวังเอาไว้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวเลย
หลี่เสี้ยวเทียนยังคงเงียบอยู่ หลายปีที่ผ่านมานี้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปนั้นผิดพลาดทั้งหมด แต่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อนั้น มันไม่ง่ายเลยที่เขาจะเป็นฝ่ายยอมก่อน ซึ่งในช่วงแรกๆนั้น ลุงห่าวได้พยายามเข้าหาเขาแล้ว แต่เป็นเขาเองที่ไม่สนใจผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก สองสามีภรรยาวัยกลางคนก็ค่อยๆยอมแพ้ไปในที่สุด และใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป ซึ่งตอนนี้ที่ลุงเฉียงพูดแบบนี้ ทั้งลุงห่าวและป้าห่าวก็ดูเศร้าลงไปเล็กน้อย
“คุณปู่ครับ ผม…” หลี่เสี้ยวเทียนถึงกับพูดไม่ออก ซึ่งคุณชายรองตระกูลเฮ่อก็รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวของลุงห่าว เพราะเขาเคยเห็นลุงห่าวถามถึงความเป็นอยู่ของลูกชายกับฉินเฟิงอยู่บ่อยครั้ง
“พี่เทียน ในฐานะน้องชาย ผมขอพูดอะไรสักหน่อยเถอะครับ พี่คิดว่าพี่โชคดีหรือเปล่าที่สามารถเปิดคลินิกได้อย่างราบรื่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ?”
เดิมทีคุณชายรองตระกูลเฮ่ออยากจะหัวเราะเยาะเขา แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาจึงอยากจะแนะนำในฐานะคนที่สนิทกัน !
“รุ่ยเอิน นายหมายความว่าอย่างไร ?” ความมั่นใจของหลี่เสี้ยวเทียนที่คิดว่าตนเองสามารถแข่งขันกับพ่อของเขามาตลอดหลายปีได้นั้นก็คือคลินิกของเขานั่นเอง ซึ่งมันเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าตัวเขาประสบความสำเร็จ
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พี่คิดว่าเกาะฮ่องกงเป็นที่ที่เงียบสงบอย่างนั้นเหรอครับ ? ที่คลินิกของพี่ทำเงินได้มากมายในทุกวันและไม่มีใครมาก่อกวนเลยนั้น เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าที่นั่นเป็นเขตปกครองของลุงห่าวต่างหากล่ะครับ แล้วพี่ก็ได้รับการคุ้มครองจากแก๊งค์หงมาโดยตลอดอีกด้วย !”
“นอกจากนี้ ขณะที่พี่เปิดคลินิกอยู่ จะมีคนคอยเฝ้าอยู่ด้านนอกคลินิกของพี่อย่างน้อยสี่คน พี่คงไม่คิดหรอกนะครับว่าพวกอันธพาลบนท้องถนนเหล่านั้นไม่สนใจพี่ !”
“แล้วลูกชายสองคนของพี่ล่ะ พี่คิดว่าพวกเขาจะปลอดภัยหรือถ้าถูกส่งไปอยู่ที่อังกฤษ ? พี่สามารถเขียนจดหมายไปถามลูกชายคนโตของพี่ได้ว่าใครเป็นคนจ่ายค่าทัศนศึกษาให้เขา หรือไม่พี่ก็ลองถามลูกชายคนรองของพี่ก็ได้ว่าคนที่คุ้มกันพวกเขาสองคนอยู่เป็นคนของใคร?”
“อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้เลยครับ ผมรู้ว่าพี่เข้าใจเรื่องนี้ดี ! ถึงแม้ว่าพี่จะไม่รู้จริงๆก็ตาม แต่พี่สะใภ้ก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วใช่ไหมครับ ? เพราะหลายปีที่ผ่านมา พี่สะใภ้มักจะแอบซื้อเสื้อผ้าและของขวัญให้กับลุงห่าวและป้าห่าวอยู่เสมอ ผมพูดถูกหรือเปล่าครับ ?”
หลังจากคุณชายรองตระกูลเฮ่อพูดจบ หลี่เสี้ยวเทียนก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนโง่ไปในทันที เขาชำเลืองมองไปที่ภรรยาของเขาซึ่งเธอเองก็ได้พยักหน้าเบาๆ เพื่อจะบอกว่าคำพูดของเฮ่อรุ่ยเอินนั้นเป็นความจริง
“ฮึ่ม หนังสือพวกนั้นที่นายได้อ่านมาตลอดหลายปีล้วนไร้ความหมาย ! นายรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับแก๊งค์บ้าง ? หากไม่มีแก๊งค์พ่อของนาย ป่านนี้นายคงจะล้มละลายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ! ทั้งหมดเป็นเพราะความขี้ขลาดของนายเอง นายมักจะเอาแต่โมโหทุกครั้งที่คุยกับพ่อของนาย หากไม่มีพ่อ คิดว่าคลินิกของนายจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า !”
เสิ่นกั๋วเฉียงรู้ดีว่าเด็กคนนี้เป็นคนที่มีนิสัยยอมหักแต่ไม่ยอมงอมาตั้งแต่เด็กแล้ว และคำพูดของเขานั้นจะย้อนกลับมาฆ่าเขาเอง ! ซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่าทุกอย่างเลยเถิดไปไกลแล้ว จึงไม่พูดอะไรออกมาอีก
จากนั้น คุณเฮ่อก็ได้เข้ามาช่วยพูดคลี่คลายสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ ก่อนจะเล่าถึงหลายเรื่องที่ลุงห่าวแอบห่วงใยเขาอยู่ห่างๆ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็ได้เข้าไปในห้องเพื่อที่จะทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอย่างรอบคอบด้วยตัวเองอีกครั้ง
“อาห่าว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นายให้ความสำคัญกับเขามากเกินไป หากนายเข้มงวดกับเขามากกว่านี้ในฐานะพ่อของเขา มันก็คงไม่มาถึงขั้นนี้หรอก ! กับคนอื่นนี่ขยันปั้นหน้ายักษ์ใส่ แต่กลับใจอ่อนกับคนของตัวเอง ! ลืมสิ่งที่ฉันได้สอนนายกับตงฟางไปแล้วหรือ ?”
เมื่อตอนที่เสิ่นกั๋วเฉียงยังหนุ่ม เขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนมาก หากมีคนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ซึ่งนี่คือวิธีที่คุณเฮ่อและลุงห่าวเคยเรียนรู้มาโดยตลอด
แม้ว่ามันจะดูเป็นวิธีที่ดูก้าวร้าวไปหน่อยก็ตาม แต่ก็ยังคงสามารถพูดได้ว่าการทำงานอย่างหนักที่เสิ่นกั๋วเฉียงและพวกเขาทุ่มเทกันมาได้รับผลตอบแทนแล้ว
“ลุงเฉียง ตอนหนุ่มๆ ผมรู้แค่ว่าต้องทำงานหนักข้างนอก จึงได้ละเลยเขาไป มันก็สมควรแล้วที่เขาจะรู้สึกคับข้องใจ ซึ่งผมเองก็รู้เรื่องนี้ดีมาโดยตลอด และแม่ของเขาเองก็ติดตามผมไปทุกที่ ในช่วงสองสามปีแรก เราไม่เคยมีชีวิตที่มั่นคงเลย” ลุงห่าวรู้ว่าเขายังให้ความอบอุ่นกับลูกชายไม่พอ
“เอาล่ะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ไปส่งแขกทุกคนกลับก่อนเถอะ อย่าให้เวลาทุกนาทีต้องเสียเปล่า ฟู่เยี่ยนรู้วิธีแก้ไขเรื่องนี้ และเธอจะต้องทำมันสำเร็จแน่นอน” เสิ่นกั๋วเฉียงเห็นว่าลินดายังคงอยู่ที่นี่ และเธอก็กำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่
“เอาล่ะครับ ลุงห่าว ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ลุงห่าวพักผ่อนให้มากๆนะครับ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะกลับมาเยี่ยมเสี้ยวเทียนใหม่” คุณชายเฮ่อรู้ดีว่าลินดาเป็นคนนอกเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่ ดังนั้นเขาจึงต้องพาเธอกลับไปก่อน
ตอนนี้ลินดารู้สึกตกใจมาก เธอรู้สึกหวาดกลัวที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ มีคนมากมายที่เลี้ยงวิญญาณ ทั้งยังมีเรื่องการบูชาปีศาจจิ้งจอก และมีคนเลี้ยงแมลงกู่อีกด้วย เพื่อที่จะโด่งดัง ผู้คนถึงขั้นต้องยอมทำทุกอย่างขนาดนี้เลยหรือ
เดิมทีเธอเคยคิดที่จะบูชาปีศาจจิ้งจอกด้วยเช่นกัน แต่ตอนนั้นกลับมีบางอย่างที่ล่าช้า เธอจึงไม่ได้ทำมัน ซึ่งหลังจากที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ เหงื่อของเธอก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด โชคดีมากแล้วที่เธอไม่ได้ทำแบบนั้น
เมื่อเดินออกมาจากบ้านของลุงห่าว ลินดาจึงมีท่าทีที่ดูไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น ? คุณกลัวอย่างนั้นเหรอ ?” คุณชายเฮ่อพูดพร้อมกับกระชับเสื้อคลุมให้กับเธอ
“คือว่า รุ่ยต๋า ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่บนโลกด้วย” ลินดาไม่อาจพูดได้ว่าเธอเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ดังนั้นเธอจึงแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
“ในโลกนี้ยังคงมีอีกหลายสิ่งที่เกินการจินตนาการของเรา ดังนั้นเราจึงควรที่จะเกรงกลัวต่อการทำความผิด และมีมโนธรรมที่ชัดเจน หมั่นทำความดีให้มากขึ้น แค่นี้ก็ไม่มีใครทำอะไรเราได้แล้ว”
นับตั้งแต่ที่พ่อของเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อครั้งก่อน ชายหนุ่มก็เริ่มคิดที่จะสร้างกุศลให้มากขึ้น ในตอนนี้ เขาคิดว่าหญิงสาวคนที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนที่ดีที่สุด เพราะเธอสามารถเป็นสะพานในเรื่องนี้ให้กับเขาได้
“ลินดา ผมคิดว่าอยากจะตั้งกองทุนการกุศล คุณยินดีที่จะเป็นตัวแทนให้กับผมได้หรือเปล่า ?” ในความคิดของคุณชายเฮ่อนั้น หากเขาแต่งงานกับเธอ เขาคงจะไม่ให้เธอรับงานแสดงอีกแล้ว แต่จะให้เธออยู่บ้านก็คงจะน่าเบื่อเกินไป ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่หาอะไรให้เธอทำล่ะ ?
“ฉันอย่างนั้นเหรอ ? ฉันจะทำมันได้หรือเปล่า ?” ลินดาตอบกลับด้วยท่าทีที่ดูมีความสุขเล็กน้อย
“ได้สิ คุณเป็นถึงสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฮ่อและเป็นแม่ของลูกผมอีกด้วย เรื่องแค่นี้เอง ทำไมคุณถึงจะทำไม่ได้กันล่ะ ?” คุณชายเฮ่อพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลินดาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฮ่อ ทว่าเธอก็ยังอยากที่จะเป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนไปใช้แซ่เฮ่อก็ตาม แต่เธอก็ไม่ควรลืมชื่อเดิมของเธอ
“รุ่ยต๋า ให้ฉันลองทำมันดูก่อนดีกว่า เผื่อว่าฉันทำไม่ได้ เรายังเปลี่ยนทัน”
Comments
Post a Comment