magic ep46-50

 ตอนที่ 46 ทักษะการฝังเข็ม

 

ฟู่เซินถูกอารองวิ่งไล่จนทันและในที่สุดเขาก็ต้องถูกตี แต่ทว่าฟู่ต้าจวงกลับค้นพบความแข็งแรงของหลานชายคนนี้ได้โดยบังเอิญ ดังนั้นเขาจึงได้วางแผนที่จะแนะนำวิธีออกกำลังกายในตอนเช้าให้กับฟู่เซิน

 

ในเวลาเดียวกันนั้น หวังซู่เหมยและคนอื่นก็ได้เริ่มเข้าครัวเพื่อทำอาหารกันแล้ว เนื่องจากวันนี้มีคนช่วยทำกับข้าวเยอะแล้ว ดังนั้นฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยในครัว ส่านทางด้านฟู่ต้านีและฉือหมิ่นก็ได้ช่วยกันล้างและหั่นผักอยู่

 

ขณะที่หวังซู่เหมยกำลังทำอาหารอยู่นั้น เธอก็ได้พูดกับฉือหมิ่นเกี่ยวกับการไปที่บ้านของฟู่เหล่าชวน

 

“เสี่ยวหมิ่น ฉันคิดว่าเธอกับต้าจวงควรจะออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะ จะได้เอาของฝากไปเยี่ยมพ่อสามีของเธอด้วย เพราะถึงอย่างไรต้าจวงก็กลับมาเยี่ยมบ้านทั้งทีก็ควรจะไปเยี่ยมเขาสักหน่อย ฉันกับพี่ใหญ่ของเธอไม่ได้ไปที่บ้านของเขานานมากแล้วล่ะ แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาทำไม่ดีต่อพี่ใหญ่ของเธอมาโดยตลอด”

 

“แต่กับต้าจวงนั้นไม่เหมือนกัน หากเขากลับมาแล้ว แต่ไม่ได้เยี่ยมพ่อของตัวเองเลย ฉันคิดว่ามันจะส่งผลเสียตัวตัวเขาเองมากกว่านะ”

 

“พี่สะใภ้ แต่ว่าพ่อสามีของพวกเรา เอ่อ... เขาไม่ใช่คนฉลาดเลยจริงๆนั่นแหละค่ะ” ฉือหมิ่นหันไปมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพูดถึงพ่อสามีของเธอออกไปตามตรง แต่ทว่าฟู่ต้าจวงนั้นยังต้องทำงานในกองทัพ แม้ว่าชื่อเสียงดีๆที่เขาสร้างในบ้านเกิดของตัวเองนั้นอาจดูไม่มีประโยชน์อะไร แต่หากชื่อเสียงที่ไม่ดีของเขาหลุดออกไป มันจะต้องส่งผลกระทบต่อเขาอย่างแน่นอน

 

แม้ว่าเธอเองก็รู้สึกไม่ค่อยชอบพ่อสามีที่คอยบงการชีวิตของลูกๆแบบนี้เท่าไหร่นักก็ตาม แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งแล้ว เขาก็เป็นผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัวของพวกเธอตอนนี้แล้ว ดังนั้นพวกเธอก็ควรจะแสดงความกตัญญูต่อเขา และนั่นก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำที่สุด

 

ในยุคนี้ แม้ว่าจะเป็นแค่ชาวไร่ชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง แต่ตราบใดที่ไม่ได้ไปขโมยหรือปล้นของคนอื่น แค่นี้ก็สามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีใครมาดูถูกได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกชายคนหนึ่งที่เป็นทหาร และอีกคนหนึ่งเป็นพนักงานโรงงานเลย

 

หลังจากที่คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ฉือหมิ่นก็ได้ล้างมือก่อนจะเดินออกไปคุยกับฟู่ต้าจวงที่อยู่ข้างนอก

 

ขณะที่หวังซู่เหมยและฉือหมิ่นคุยกันอยู่นั้น ฟู่ต้านีก็อยู่ด้วยเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดหรือมีท่าทีที่โกรธเคืองใดๆเลย ซึ่งโดยปกตินั้นเธอมักจะเป็นคนที่พูดน้อยเวลาอยู่ต่อหน้าเหล่าพี่ชายของเธออยู่แล้ว แต่เธอนั้นก็เข้ากับพี่สะใภ้ได้เป็นอย่างดี และเธอเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้ๆกับพ่อของตัวเองด้วยเช่นกัน

 

“พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมพ่อถึงต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะคะ? ทั้งที่เขาดีกับพวกฉันทุกคน แต่ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้นกับพี่ใหญ่อยู่คนเดียวด้วยล่ะ?” ฟู่ต้านีรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะก่อนที่พี่ใหญ่ของเธอจะบอกว่าเขาได้เข้าร่วมกับกองทัพ ตอนนี้นั้นพ่อของเธอยังชอบเขามากๆอยู่เลย

 

หวังซู่เหมยรู้ถึงเหตุผลทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่สามารถพูดมันออกไปได้ แม้ว่าเหตุผลของฟู่เหล่าชวนจะดูไร้สาระมากก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะสิ่งนั้นคือปมที่อยู่ภายในใจของเขา

 

ทว่าหวังซู่เหมยเองก็ไม่คิดว่าเธอจะสามารถปกปิดเรื่องนี้ไปตลอดแต่อย่างใด และฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสักวันหนึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องถูกเปิดเผยอยู่แล้ว แต่เพียงแค่พวกเขารู้สึกว่าการพูดถึงเรื่องนี้มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรก็เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ฟู่ต้าหย่งได้หมดความอดทนกับฟู่เหล่าชวนไปแล้วจริงๆ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พ่อของเขาได้ใช้ข้อแก้ตัวที่ไร้เหตุผลมาคอยขัดขวางความก้าวหน้าของเขาอยู่เสมอ

 

ไม่ว่าจะทำอะไร เขาก็มักจะถูกขวางหรือรั้งให้เกิดความล่าช้า ซึ่งนี่ถือว่าเป็นโชคร้ายของเขาที่ต้องมีพ่อแบบนี้ แต่สำหรับเสี่ยวจินและลูกทุกคนของเขานั้นไม่ได้มีความผิด พวกเขาจะต้องเป็นนกอินทรีที่โบยบินได้อย่างอิสระ ซึ่งฟู่ต้าหย่งยังคงคาดหวังเป็นอย่างมากว่าลูกๆของเขาทุกคนนั้นจะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างที่ใจต้องการ

 

นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนได้เปิดเผยความสามารถของเธอ ฟู่ต้าหย่งก็รู้ได้ทันทีว่าวันนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว

 

ในตอนนี้ ฟู่ต้าจวงได้ออกไปกับฉือหมิ่น ส่วยฟู่เจี๋ยฟ่างไม่ได้ตามไป และตอนนี้เขาก็กำลังไปดูโสมกับเสี่ยวฮั่วอยู่ โดยมีเสี่ยวฉุ่ยตามทั้งสองไปด้วยเช่นกัน

 

ฟู่เหมี่ยวนั้นให้ความสนใจกับการปลูกโสมในสวนหลังบ้านเป็นอย่างมาก เธอกลัวว่ามันจะโดนฝนและแสงแดดมากจนเกินไป จึงได้ขอให้พ่อของเธอสร้างโรงเรือนขึ้นมาสำหรับโสมโดยเฉพาะ เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่าเธอควรจะดูแลโสมทั้งหมดนี้เพื่อตอบแทนที่พ่อของเธอสร้างโรงเรือนให้

 

เสี่ยวเจี๋ยฟ่างเองก็เป็นเด็กที่ฉลาดและกระตือรือร้นมากๆเมื่อเห็นโสม เขาก็อยากที่จะจับใบของมัน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเสี่ยวฉุ่ยพี่สาวผู้น่ารักอยู่เสมอกลับจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาที่เฉียบคม

 

ฟู่เจี๋ยฟ่างที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก จึงรีบวิ่งไปไปหลบอยู่ข้างหลังฟู่เซินทันที

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เซินจึงได้จับไปที่ไหล่ของเขา ก่อนจะพูดอธิบายไปว่า

 

“เสี่ยวเจี๋ยฟ่าง นายจะไปแตะต้องโสมของพี่เสี่ยวฉุ่ยแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ หากนายแตะต้องมันล่ะก็ เธอจะต้องตีนายแน่ๆ!”

 

เขาต้องปกป้องลูกพี่ลูกน้องของเขาเอาไว้ให้ดี มิเช่นนั้นอารองจะต้องตีเขาอย่างแน่นอน เขาไม่อยากทนทรมานกับความเจ็บปวดอีก!

 

ในตอนนี้ ลี่ลี่และเฟินเฟินมีท่าทีที่ดูร่าเริงขึ้นมามากแล้ว เมื่อเห็นว่าลูกพี่ลูกน้องของตนเองกำลังถูกดุ พวกเธอจึงรีบเดินเข้ามาพร้อมกับช่วยพูดไกล่เกลี่ยทันที

 

“พี่เสี่ยวฉุ่ยอย่าโกรธเสี่ยวเจี๋ยฟ่างเลยนะ เขาไม่ได้ตั้งใจทำลายโสมของพี่หรอก เสี่ยวเจี๋ยฟ่าง พวกเรามาช่วยกันรดน้ำโสมกันเถอะ”

 

เสี่ยวเจี๋ยฟ่างไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ารับเท่านั้น ก่อนที่เขาจะตักน้ำขึ้นมาในปริมาณที่เหมาะสม และรดมันลงไปอย่างระมัดระวัง

 

ฟู่เยี่ยนมองยังภาพนี้ด้วยความขบขัน ใครจะโกรธเด็กที่น่ารักขนาดนี้ได้ลงคอกัน?

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าจวงและฉือหมิ่นก็ได้มาถึงบ้านของฟู่เหล่าชวนแล้ว

 

ทันทีที่ฟู่ต้าจวงเดินผ่านประตูบ้านเข้าไป ภาพความทรงจำเก่าๆของเขาก็ได้ปรากฏขึ้นมาทันที

 

ภาพของแม่ผู้สง่างามได้ปรากฏขึ้นมาในทันที เธอเป็นคนที่ชอบปลูกดอกไม้เล็กๆ และยังได้ปลูกมันเอาไว้ใต้ขอบหน้าต่างของห้องหลักอีกด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้มีราคาที่แพงมากนักก็ตาม แม่ของเขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ทั้งยังดูมีชีวิตชีวาและร่าเริงอยู่เสมออีกด้วย

 

แต่ตอนนี้ กระถางดอกไม้ที่แม่ของเขาเคยปลูกได้ถูกโยนทิ้งเอาไว้ที่มุมๆหนึ่งของบ้านไปเสียแล้ว ทั้งยังมีฝุ่นและใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมอยู่เต็มลานบ้านไปหมดอีกด้วย

 

ฟู่ต้าจวงยังจำตอนที่เขาเป็นเด็กได้ดี ในตอนนั้นเขาชอบวิ่งเล่นไปรอบๆหมู่บ้านอยู่เสมอ ซึ่งแม่ของเขาก็ไม่เคยดุเลยสักครั้ง ทั้งยังคอยเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้กับเขา พร้อมกับพูดชมเขาอีกว่า “ต้าจวง ลูกวิ่งเร็วมากเลย แม่ตามลูกไม่ทันแล้วนะ”

 

ซึ่งตั้งแต่ที่แม่ของเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไปแล้ว

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่ต้าจวงได้ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ในทันที และฟู่เหล่าชวนก็ไม่อยู่บ้านอีกด้วย วันนี้เขาเข้าทำงานกะเย็น และจะกลับบ้านอีกทีก็คือเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้

 

แต่ยังคงมีหนิวชุ่ยฮวาที่ต้อนรับฟู่ต้าจวงและภรรยาของเขาด้วยความอบอุ่น ตอนนี้ลูกชายคนรองของสามีเธอได้กลับมาแล้ว ในตอนนี้เธอจึงรู้สึกมีความสุขมากๆ! หลังจากนี้เธอก็แค่รอให้ลูกชายคนโตและลูกชายคนรองของสามีทะเลาะกันเท่านั้น

 

หนิวชุ่ยฮวาเอ่ยถามถึงครอบครัวของฉือหมิ่นอยู่ครู่หนึ่ง และฉือหมิ่นเองก็ตอบคำถามของเธอไปด้วยท่าทีที่สุภาพ จนในที่สุดหนิวชุ่ยฮวาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ก่อนที่จะเริ่มถามถึงเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น

 

“ต้าจวง พ่อของนายเป็นกังวลมากเลยนะ เขากลัวว่านายจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการฝึกมากเกินไป จนไม่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพของตัวเอง ก็เลยเขียนจดหมายถึงนายหลายฉบับเลยและขอให้จู่จื่อไปส่งมัน นายได้รับจดหมายเหล่านั้นบ้างหรือเปล่า?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงก็ได้แอบเย้ยหยันอยู่ภายในใจ จดหมายทั้งหมดที่พ่อของเขาได้เขียนขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นคนบงการทั้งหมดสินะ หากไม่มีเธอคอยยุยง มีหรือที่พ่อจะคิดถึงเขาจนเขียนจดหมายถึงเขาแบบนี้

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้แสร้งทำเหมือนว่ารู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะพูดออกไปว่า “โอ้ พ่อเขียนจดหมายถึงผมด้วยอย่างนั้นเหรอ? บางทีผมอาจจะยุ่งอยู่กับการฝึกมากเกินไปจริงๆ จนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เอาไว้หากกลับไป ผมจะลองไปหาดูนะครับ”

 

เมื่อได้ยินว่าเขายังไม่ได้รับจดหมาย หนิวชุ่ยฮวาก็ได้สาปแช่งบุรุษไปรษณีย์ในใจทันที เพราะนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ล่าช้า! แต่เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไปในตอนนี้ จึงทำได้เพียงแค่รอให้ชายชรากลับมาเท่านั้น

 

“ในเมื่อพ่อของผมไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนก็แล้วกันครับ เอาไว้รอให้พ่อกลับมาผมค่อยมาเยี่ยมเขาใหม่”

 

ขณะที่พูดนั้น ฟู่ต้าจวงและฉือหมิ่นก็ได้นำของฝากที่เตรียมมาให้กับหนิวชุ่ยฮวา ก่อนจะเดินกลับออกมาในที่สุด

 

หลังจากที่พวกเขากลับไปแล้ว หนิวชุ่ยฮวาก็ได้มองไปยังเห็ดป่าตากแห้ง และของตากแห้งอื่นๆด้วยแววตาที่ดูถูกเหยียดหยาม คนรวยจริงเขาไม่เอาของแบบนี้มาเป็นของฝากหรอกนะ!

 

ต้องบอกเลยว่าการที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมนั้น เป็นอะไรที่แย่มากจริงๆ

 

อีกด้านหนึ่ง ที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง เมื่อเห็นเห็ดป่าตากแห้งพวกที่ฟู่ต้าจวงเตรียมมาเป็นของฝาก ดวงตาของเขาก็ได้เปล่งประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะขอให้หวังซู่เหมยเอาเนื้อไก่ตากแห้งตัวสุดท้ายในบ้านออกมาปรุงอาหาร

 

ทางด้านฟู่ต้าจวง มันนานมากแค่ไหนแล้วกว่าเขาจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดแบบนี้ ดังนั้นเขาเองก็ควรจะต้องมีความสุขมากๆเช่นกัน แต่ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกแย่มาก ความรู้สึกภายในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความโกรธและความเศร้าเท่านั้น และวินาทีต่อมา เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าทักษะของเสี่ยวฮั่วนั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าจวงก็ได้เดินเข้าไปหาฟู่เยี่ยน ก่อนจะสะกิดเธอเบาๆ

 

“เสี่ยวฮั่ว อามีเค้กกุหลาบแสนอร่อยมาฝากเธอด้วยนะ เธอชอบมันหรือเปล่า?”

 

ฟู่เยี่ยนจึงหันไปมองทันที ก่อนจะเห็นว่าอารองของเธอกำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ราวกับว่าเขากำลังวางแผนอะไรสักอย่างอยู่?

 

การที่ฟู่ต้าจวงกลับมาเยี่ยมบ้านในครั้งนี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ดูลึกลับเกี่ยวกับหลานสาวของเขามากมายเลยทีเดียว! แล้วความสามารถพวกนั้นมาจากไหนที่ไหนกันล่ะ?

 

แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อครอบครัวของพวกเขาเลย แล้วเขาจะกังวลไปทำไม? เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูสบายใจของพี่ชาย เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา หากจะพูดถึงการวางแผนต่างๆแล้ว พี่ใหญ่ของเขาก็ไม่ได้เป็นผู้หยั่งรู้อนาคต และเขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถนั้นด้วยเช่นกัน

 

แต่ในความทรงจำของเขาที่ถูกพี่ใหญ่ทำโทษในตอนเด็กนั้นยังคงชัดเจนอยู่ในใจของเขาไม่เคยลืมเลือน

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอช่วยแสดงความสามารถของเธอให้ฉันดูอีกสักครั้งได้หรือเปล่า?”

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังทานเค้กกุหลาบอยู่ โอ้ เขาสนใจเรื่องการฝังเข็มอยู่อย่างนั้นหรือ เธอรู้ถึงความคิดของเขาได้ในทันที แต่เขาจะอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไมกัน แล้วทำไมต้องแอบมาถามเธอแบบนี้ด้วย?

 

แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะเธอคิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรที่อารองของเธอจะรู้เรื่องทุกอย่าง ถึงอย่างไรพวกเขาทั้งหมดก็เป็นครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้ อารองก็เป็นคนที่มีเหตุผลและยังเป็นคนดีอีกด้วย

 

หากฟู่ต้าจวงรู้ถึงความคิดของเธอ เขาคงจะต้องกระอักเลือดออกมาแล้วอย่างแน่นอน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือ! นั่นคือวิธีการฝังเข็มเชียวนะ! เธอมองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยได้อย่างไรกัน!



ตอนที่ 47 ตระกูลหลี่

 

“อารองอยากลองเรียนดูหน่อยไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับชำเลืองมองไปที่เขา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงก็พยักหน้ารับทันที ก่อนจะถูมือทั้งสองข้างของตัวเองเข้าด้วยกันอย่างกระตือรือร้น ตอนนี้เขารู้สึกดีใจมากที่ได้พบกับหลานสาว

 

“อารองสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ตามที่อารองต้องการเลยค่ะ แต่ว่าอารองห้ามถ่ายทอดมันให้คนอื่นเด็ดขาด และห้ามแสดงมันต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย แต่ถ้าจำเป็นจริงๆก็ให้แอบทำ อย่าให้คนอื่นสงสัยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

 

หลายวันต่อมา ในทุกๆเช้า ฟู่ต้าจวงจะต้องมาเรียนรู้เทคนิคการฝังเข็มจากฟู่เยี่ยนอยู่เป็นประจำ แต่ผลลัพธ์นั้นกลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดเอาไว้เท่าไหร่นัก ทักษะของเขายังเทียบฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

 

ส่วนฟู่ต้าจวงก็รู้สึกสับสนเช่นกัน ทั้งๆที่เขาเองก็ทำอย่างถูกต้องทุกกระบวนการแล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมเขาถึงได้ดูด้อยกว่าหลานทั้งสองคนแบบนี้กันล่ะ?

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายข้อสงสัยนี้ให้กับเขา “อารองคะ อารองไม่เพียงแค่มีประสบการณ์การต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้น แต่อารองยังออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอีกด้วย จึงทำให้กล้ามเนื้อของอารองจดจำการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ทั้งยังมีการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้รวดเร็วอีกด้วย หากอารองไม่พยายามเรียนรู้วิธีเบื้องต้นนี้ อารองก็จะไม่สามารถปรับตัวได้อย่างแน่นอนค่ะ”

 

“อย่างนี้นี่เอง แต่ฉันก็ได้รับอะไรหลายอย่างกลับมาด้วยเหมือนกัน หากเจอกับเหตุการณ์จริง ฉันจะไม่พลาดอย่างแน่นอน” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง

 

“คนที่รู้ทักษะนี้มีเพียงแค่สี่คนในโลกเท่านั้น และทั้งสี่คนก็อยู่ในลานแห่งนี้แล้วด้วย อารองจะพบคนแบบนี้ได้ที่ไหนอีกล่ะคะ?” ฟู่ต้าจวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสำลักออกมาทันที

 

“ต้าจวง รีบพาเด็กๆมาทานมื้อเช้าได้แล้ว อีกเดี๋ยวเรายังต้องไปที่บ้านของน้องสะใภ้กันแล้วนะ!” ก่อนที่ฟู่ต้าจวงจะได้พูดอะไรออกไป ฉือหมิ่นก็ได้ตะโกนเรียกเขาจากข้างในบ้าน

 

วันนี้เป็นวันที่ตระกูลฟู่และตระกูลหลี่ได้นัดหมายเพื่อที่จะหารือกันเรื่องการแต่งงานระหว่างฟู่ต้าอันกับหลี่โม่ลี่นั่นเอง ดังนั้นเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่จะถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลี่ด้วย

 

ในเย็นวันก่อน ฟู่ต้าอันได้กลับมาทานมื้อเย็นกับพวกเขา และก่อนที่เขาจะมาถึงนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นแสงสีแดงที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า และทันใดนั้น อาสามของเธอก็ได้เดินเข้ามา ซึ่งใบหน้าของเขาดูมีความสุขมากจนไม่สามารถปกปิดมันเอาไว้ได้เลยด้วยซ้ำ

 

และในระหว่างที่กำลังทานมื้อเย็นกันอยู่นั้น อาสามของเธอก็ได้บอกกับทุกคนว่าทางตระกูลหลี่อยากจะหารือกับครอบครัวของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งตระกูลหลี่นั้นก็เป็นฝ่ายหญิง ดังนั้นเธอจึงควรที่จะวางตัวให้ดี เลยอยากจะเชิญตระกูลฟู่ไปทานข้าวที่บ้านเพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ

 

และถือโอกาสนี้หารือเรื่องการแต่งงานไปด้วยเลย ดังนั้นเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่จึงต้องเดินทางไปเยี่ยมตระกูลหลี่ในวันนี้นั่นเอง

 

หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ ทุกคนต่างก็แต่งตัวด้วยชุดที่ดูสุภาพ ส่วนเด็กๆทุกคนต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ รวมไปถึงลี่ลี่และเฟินเฟินเองก็ได้สวมกระโปรงใหม่ด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งกระโปรงของพวกเธอนั้นถูกเย็บจากผ้าพื้นเมืองหลากสีสันที่ฉือหมิ่นซื้อมาฝาก และด้วยฝีมืออันประณีตและชำนาญของฟูต้านี มันจึงถูกเปลี่ยนเป็นกระโปรงที่สวยมากๆ

 

“พี่ ทำไมพี่ถึงได้เก่งขนาดนี้ล่ะ! กระโปรงตัวนี้ทำมาจากผ้าที่ฉันเตรียมมาอย่างนั้นเหรอ? มันสวยมากๆเลย” ฉือหมิ่นที่อยากมีลูกสาวอยู่แล้ว พอมาเห็นกระโปรงตัวนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นทันที!

 

“ดูเสื้อผ้าที่เสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่วสวมตอนนี้สิ ฉันเย็บให้แค่ถุงเท้า นอกนั้นเป็นฝีมือของอาหญิงพวกเธอทั้งนั้น พวกเธอไม่ใส่ชุดที่ฉันเย็บให้หรอก” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปยังลูกสาวทั้งสองด้วยแววตาที่ดูเศร้าสร้อย

 

“แม่คะ ขนาดไม้บรรทัดยังมีขนาดที่สั้นยาวไม่เท่ากันเลย อย่างเรื่องทำเหล้า พวกหนูก็ทำไม่เป็นเลย แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แม่เก่งที่สุด!” ฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าแม่ของเธอกำลังแสร้งทำเหมือนโกรธ เธอและพี่สาวจึงรีบพูดปลอบใจทันที

 

แต่ทว่าขณะที่ฟู่เยี่ยนจับมือของผู้เป็นแม่นั้น เธอก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้ในทันที! เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้ศึกษาบันทึกของบรรพบุรุษอย่างหนัก และในนั้นก็มีความรู้เกี่ยวกับทักษะทางแพทย์แผนจีนอยู่ด้วย ชีพจรแบบนี้มัน...

 

ฟู่เยี่ยนรีบใช้นิ้วมือสามนิ้วกดลงไปบริเวณข้อมือของหวังซู่เหมยในทันที

 

โดยปกติแล้ว ชีพจรของคนทั่วไปนั้นจะมีจังหวะที่คงที่ ส่วนชีพจรที่เต้นเร็วกว่าปกตินั้นจะมีปัญหาเกี่ยวกับไตและมดลูก ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้อยู่ใกล้กันอยู่แล้ว หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ด้วยการที่มีทารกฝังอยู่ในผนังมดลูกแล้ว มดลูกก็จะขยายตัว ดังนั้นจึงทำให้ชีพจรเปลี่ยนไป ซึ่งชีพจรที่เปลี่ยนไปนี้เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นั่นเอง! ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงเนื้อหาบรรทัดหนึ่งในหน้าที่บันทึกทักษะทางแพทย์แผนจีนขึ้นมาได้!

 

เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลขึ้น ฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแค่มองไปยังใบหน้าของผู้เป็นแม่เงียบๆเท่านั้น ก่อนจะพบว่าแม่ของเธอตั้งครรภ์จริงๆ

 

ในปีนี้แม่ของเธอมีอายุเพียงแค่36ปี ดังนั้นสิ่งนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งชาติที่แล้ว ขนาดการที่ผู้หญิงในวัยหกสิบปีคลอดบุตรยังไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

แม้ว่าหวังซู่เหมยกำลังจะกลายเป็นคุณแม่ที่มีอายุเยอะก็ตาม แต่ตราบใดที่มีฟู่เยี่ยนอยู่ที่นี่ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

เพียงแต่วันนี้เธอจะให้แม่ของเธอดื่มเหล้าไม่ได้เท่านั้น และค่อยมาคุยเรื่องนี้กันทีหลัง

 

“เสี่ยวฮั่ว ลูกกำลังคิดอะไรอยู่กัน รีบไปได้แล้ว” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะลูกสาวของเธอ

 

“โอ้ วันนี้แม่ดูดีมากเลยค่ะ แม่ดูเหมาะกับการเป็นพี่สะใภ้ใหญ่มากๆเลย!” ฟู่เยี่ยนจับมือของผู้เป็นแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งยังพยายามรั้งเพื่อไม่ให้หวังซู่เหมยเดินเร็วจนเกินไปอีกด้วย

 

จากนั้น พวกเขาทั้งหมดก็ได้ออกเดินทาง ส่วนฟู่ต้าอันเองก็ได้มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเช่นกัน โดยเขาได้ยืมจักรยานของหัวหน้ามาด้วย จึงสามารถพาเด็กๆของตระกูลฟู่ล่วงหน้าไปกับฟู่ต้าหย่งก่อน ส่วนผู้ใหญ่คนอื่นก็ค่อยๆเดินตามไป ซึ่งหมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก

 

เมื่อได้ยินมาว่าเหล่าพี่น้องทั้งหมดของตระกูลฟู่กำลังมา ตระกูลหลี่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก จุดประสงค์หลักของการมาพบกันในวันนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยกันถึงเรื่องการแต่งงานแต่อย่างใด แต่เป็นการขอบคุณตระกูลฟู่ที่ได้ช่วยชีวิตลูกสาวของพวกเขากลับมาได้ต่างหาก

 

หลี่ซุ่นลี่พ่อของหลี่โม่ลี่เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมในหมู่บ้านแห่งนี้นั่นเอง ซึ่งฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็เป็นลูกศิษย์ของเขา โดยตอนนี้เขายังได้สอนวิชาเคมีในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้กับฟู่เยี่ยนอีกด้วย

 

วันนี้หลี่ซุ่นลี่ได้ไปที่ร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้านตั้งแต่เช้าเพื่อหาซื้อผัก ซึ่งเมื่อวานนี้ลูกชายของเขาก็ได้ซื้อปลาตัวใหญ่ พร้อมกับเนื้อสัตว์อีกหลายอย่างมาเตรียมรอเอาไว้แล้ว

 

ลูกชายของเขาทำงานอยู่ที่ร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงสะดวกมากที่จะหาซื้อของพวกนี้ หากมีของที่สดและใหม่เข้ามา ลูกชายของเขาก็สามารถซื้อมันได้ก่อนใครนั่นเอง

 

“พ่อครับ วันนี้มีซี่โครงด้วยนะครับ ผมเลยซื้อมันมาด้วย จะได้ทานกันหลายๆคน แล้วยังมีเท้าหมูอีกสี่ชิ้นด้วยครับ ผมคิดว่าเราเอามันไปเป็นของขวัญให้กับตระกูลฟู่ ให้พวกเขานำมันกลับบ้าน พ่อคิดว่ายังไงบ้างครับ!” หลี่ซ่งไป่ยื่นตะกร้าให้กับพ่อของเขาพร้อมกับพูดขึ้นมา

 

“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนก็แล้วกัน ตอนกลางวันฉันจะรีบกลับมา เราจะได้ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน” เขาพูดพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้กับลูกชาย

 

“ได้ครับพ่อ ผมเองก็ขอลาเอาไว้แล้วเหมือนกัน เอาไว้ขายเนื้อเสร็จจะรีบกลับไปเตรียมของที่บ้านทันทีครับ”

 

หลี่ซ่งไป่ได้ขอลาหยุดงานเพื่อไปต้อนรับครอบครัวน้องเขยในอนาคตของเขา ก่อนหน้านี้หัวหน้าไป๋ไม่เพียงแค่เรียกเขาให้กลับไปทำงานเท่านั้น แต่ยังได้สังเกตเขาจนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่สมถะ ทั้งยังตั้งใจทำงานมากอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นพ่อค้าขายเนื้อนั่นเอง

 

แม้ว่าการขายเนื้อสัตว์นั้นจะไม่ได้ดีอะไรมากนัก แต่ก็ยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญในร้านค้าสหกรณ์แห่งนี้มากๆ อย่างน้อยเขาก็เป็นคนแรกที่รู้ว่าในแต่ละวันมีเนื้ออะไรดีๆมาขายบ้าง เห็นได้ชัดเลยว่าแม้แต่รองหัวหน้าจางก็ได้เข้ามาหาเขาเช่นกัน เพราะหลังจากที่ภรรยาของเขาคลอดบุตร เธออยากจะให้เขาเก็บเท้าหมูเอาไว้ให้เธอสักสองชิ้น!

 

ในตอนนี้ หลี่ซุ่นลี่ก็ได้กลับมาถึงบ้านพร้อมกับซี่โครงหมูแล้ว โดยไฉเฉี่ยวเหอแม่ของหลี่โม่ลี่นั้นก็กำลังเตรียมอาหารมื้อกลางวันอยู่ ซึ่งตอนนี้เพียงรอแค่ให้เนื้อสุกเท่านั้น ส่วนหลี่โม่ลี่ก็กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่

 

“ว้าว วันนี้คุณโชคดีได้ซี่โครงกลับมาด้วยอย่างนั้นเหรอ แม้ว่ามันจะไม่ค่อยมีเนื้อ แต่ฉันคิดว่าซี่โครงแบบนี้นำมาปรุงอาหารอร่อยมากๆเลยล่ะ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดขณะที่กำลังเดินเข้าไปในครัว โดยมีติงฮวา ลูกสะใภ้ของเธอกำลังล้างปลาอยู่ข้างๆ

 

“แม่คะ ซี่โครงพวกนี้มีเนื้อไม่เยอะมากนัก มันจะอร่อยจริงๆอย่างนั้นเหรอคะ?” ติงฮวามาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน และเธอก็ชอบเนื้อมากกว่าซี่โครงพวกนี้อีกด้วย

 

“มันอร่อยมากเลยล่ะ เอาไว้เมื่อถึงมื้อเที่ยง เธอก็จะรู้เองนั่นแหละ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดกับลูกสะใภ้ของเธอด้วยรอยยิ้ม

 

ก่อนหน้านี้เธอได้สอบถามเกี่ยวกับครอบครัวว่าที่ลูกเขยของเธอแล้ว ซึ่งเธอก็ได้พบว่าทุกคนในตระกูลฟู่นั้นต่างก็เป็นคนดี ยกเว้นแต่พ่อของพวกเขาเท่านั้นที่ค่อนข้างทำตัวมีปัญหา

 

แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฟู่ต้าอันได้ช่วยพูดให้ลูกชายของเธอได้กลับไปทำงานอีกครั้ง ดังนั้นไฉเฉี่ยวเหอจึงรู้สึกประทับใจในตัวเขามากขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพี่ชายที่เป็นทหารของเขาเลย และตอนนี้เธอยังได้ยินมาว่าหลานชายคนโตของเขาก็กำลังเข้าทำงานในกองทัพด้วยเช่นกัน

 

การดูถูกนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ไฉเฉี่ยวเหอไม่ใช่คนแบบนั้นอย่างแน่นอน เธอให้ความเคารพต่อตัวเองและผู้อื่นเสมอ ทั้งยังไม่เคยตัดสินคนอื่นเพียงมองแค่รูปลักษณ์ภายนอกอีกด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากลูกสาวของเธอกำลังจะสร้างครอบครัวกับใครสักคน เธอก็ต้องการแค่ให้ลูกเขยดูแลลูกสาวของเธอได้ก็พอแล้ว

 

ในตอนนี้ หลี่โม่ลี่กลับรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เธอลุกไปส่องกระจกอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังเดินออกไปหาผู้เป็นแม่ด้วยท่าทีที่เป็นกังวลอีกด้วย ซึ่งเธอกำลังกลัวว่าตระกูลฟู่จะไม่ชอบเธอนั่นเอง

 

ไฉเฉี่ยวเหอเองสังเกตลูกสาวของเธออยู่นานแล้ว ก่อนที่จะยิ้มออกมาพร้อมกับมอบหมายงานให้ลูกสาวของเธอไป โดยเธอให้ลูกสาวไปทำความสะอาดชุดน้ำชา เพื่อที่จะได้นำมันไปต้อนรับแขกที่กำลังจะมาเยือน

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกเขยของเธอได้เล่าถึงครอบครัวของเขาให้เธอฟังบ้างแล้ว โดยเขาได้บอกว่าตอนนี้แม่ของเขาได้เสียไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกังวลว่าลูกสาวของเธอก็มีความขัดแย้งกับแม่สามีอีก ในเรื่องของพ่อสามีนั้น ลูกเขยของเธอจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว ส่วนคนอย่างหนิวชุ่ยฮวานั้นไม่ใช่คนที่คู่ควรแก่การเคารพอยู่แล้ว ไฉเฉี่ยวเหอจึงไม่ได้เห็นคนแบบนั้นอยู่ในสายตาของเธอเลย

 

ตราบใดที่ลูกสาวของเธอเข้ากับเหล่าพี่สะใภ้ได้ดี แค่นี้ก็คงจะไม่เป็นอะไรแล้ว และอีกอย่างแม้ว่าลูกสาวของเธอจะดูเป็นคนที่อ่อนโยน แต่ที่จริงแล้วลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนที่เข้มแข็งและฉลาดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว เธอจึงไม่ได้เป็นกังวลถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก

 

ทันใดนั้นเอง ติงฮวาที่กำลังเอาน้ำล้างปลาไปเทใส่ต้นไม้บริเวณลานบ้านก็ได้สังเกตเห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินมาที่ประตูรั้วหน้าบ้านของพวกเธอ โดยหนึ่งในนั้นมีชายคนสวมชุดทหารอยู่ และครอบครัวนี้ก็ดูดีกันทุกคนอีกด้วย

 

ก่อนหน้านี้ติงฮวาได้พบกับน้องเขยของเธอแล้ว และเขาก็เป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็ไม่คิดเลยว่าสมาชิกของตระกูลฟู่จะหน้าตาดีทุกคนแบบนี้! เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในบ้านทันที

 

“พ่อคะ แม่คะ โม่ลี่ ตอนนี้ครอบครัวของต้าอันมาถึงแล้ว! และเหล่าพี่สะใภ้ของเธอก็มาด้วยเหมือนกัน!”



ตอนที่ 48 กล้วยไม้

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอก็ได้รีบออกไปต้อนรับตระกูลฟู่ พร้อมกับเชิญพวกเขาเข้ามาข้างในบ้านทันที โดยก่อนหน้านี้ฟู่ต้าอันได้บอกกับแม่ยายของเขาเอาไว้แล้วว่าในการแต่งงานครั้งนี้ พี่ชายทั้งสองคนของเขาจะเป็นญาติผู้ใหญ่ฝั่งเขาแทน และพ่อของเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น

 

ดังนั้นหลี่ซุ่นลี่จึงได้เดินเข้าไปหาฟู่ต้าหย่งพร้อมกับพูดขึ้นว่า “คุณคือพี่ชายคนโตของต้าอันใช่ไหม? เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ!” เขาพูดพร้อมกับผายมือให้ฟู่ต้าหย่งเดินเข้ามาข้างใน

 

ส่วนไฉเฉี่ยวเหอเองก็เข้าไปจับมือของหวังซู่เหมยเอาไว้เช่นกัน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเธอก็ยังจับมือของฉือหมิ่นเอาไว้อีกด้วย โดยมีฟู่ต้านีและคนอื่นๆจะเดินตามหลังเข้ามา

 

“คุณทั้งสองเป็นพี่สะใภ้ของโม่ลี่ใช่ไหม? พวกคุณทั้งสองช่างดูสง่างามมากจริงๆ ฉันต้องขอบคุณพวกคุณแทนโม่ลี่อีกครั้งด้วย โอ้ นั่นคงจะเป็นหลานสาวที่โม่ลี่พูดถึงใช่ไหม เธอดูเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลยนะ” หลังจากที่พูดชมฟู่เยี่ยน ทุกคนก็ได้เดินเข้าไปข้างในบ้าน

 

บ้านของตระกูลหลี่เป็นบ้านหลังไม่ค่อยใหญ่มาก โดยมีห้องทั้งหมด4-5ห้อง ดังนั้นหากมีแขกมาเยี่ยมเยอะๆก็จะดูคับแคบไปเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วงฤดูร้อน แต่โชคดีที่ลานบ้านของพวกเขามีขนาดกว้างพอ

 

“นานทีจะมีแขกมาที่บ้านของพวกเราเยอะขนาดนี้สักครั้ง จึงทำให้บ้านของพวกเราดูเล็กไปเลย ถ้าอย่างนั้นเราจะทานข้าวที่ลานหลังบ้านกันดีกว่าไหม พอดีสามีของฉันได้สร้างโรงเรือนเอาไว้เพื่อเก็บของ ที่นั่นมีลมพัดเย็นสบายมากๆเลยล่ะ”

 

“คุณป้าคะ บ้านของคุณป้าไม่ได้เล็กเลย ในหมู่บ้านของพวกเรา นี่ถือเป็นบ้านที่หลังใหญ่มากๆแล้วค่ะ” เมื่อแม่สามีของเธอได้จากไปแล้ว หวังซู่เหมยที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านจึงต้องรับหน้าที่เป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายไปโดยปริยาย

 

“อย่าเกรงใจพวกเราเลยค่ะ โม่ลี่เองก็เป็นคนที่นิสัยดี ส่วนต้าอันก็ดูเป็นคนที่มีชีวิตชีวา ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมากจริงๆ” ฉือหมิ่นพูดเสริมขึ้นมา

 

“ต้าอันเป็นคนที่ร่าเริงและกระตือรือร้นมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะคะ หากเขาได้พบกับบางอย่างที่ถูกใจ เขามักจะทะนุถนอมสิ่งนั้นเป็นอย่างดีอยู่เสมอ คุณป้าคะ เรื่องนี้ฉันรับประกันเลยได้ค่ะ ทั้งสองจะต้องรักและอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าอย่างแน่นอน” ฟู่ต้านีได้พูดถึงนิสัยน้องชายของเธอในตอนที่เขายังเด็กให้ไฉเฉี่ยวเหอฟัง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไฉเฉี่ยวเหอก็ได้ยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข สมาชิกของตระกูลฟู่ทุกคนนั้นดูเป็นกันเองมากจริงๆ

 

“สะใภ้ใหญ่ พี่สะรอง บอกตามตรง ฉันต้องขอบคุณต้าอันมากๆเลย ตั้งแต่เขามาที่บ้านของฉันครั้งแรก ฉันก็รู้สึกกับเขาไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆคนหนึ่งเลย มันดูแปลกประหลาดมากใช่ไหมล่ะ”

 

“ต่อมา โม่ลี่ก็ได้หายตัวไป จึงทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และไม่นานนัก เขาก็ได้บอกกับฉันว่าหลานสาวของเขาเป็นคนตามหาโม่ลี่จนเจอ ช่างเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์จริงๆ!” ไฉเฉี่ยวเหอพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น พร้อมกับพูดชมฟู่เยี่ยนอีกครั้งและขอบคุณเธอด้วยความซาบซึ้ง

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้ตอบกลับไปอย่างถ่อมตัวว่าในอนาคตโม่ลี่เองก็จะเป็นคนในครอบครัวของพวกเธอเหมือนกัน ดังนั้นอะไรที่พอจะช่วยได้ ครอบครัวของเธอก็พร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว

 

โดยที่ไม่ทันได้สังเกต ตอนนี้มิตรภาพได้ก่อตัวขึ้นมาระหว่างพวกเธอทั้งสองแล้ว และแม้ว่าหวังซู่เหมยจะไม่ได้อยู่ในสถานะแม่สามีก็ตาม แต่ทั้งสองก็ดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

ทางด้ายฝั่งผู้ชายเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีไม่แพ้กันเลย หลี่ซุ่นลี่เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยม ซึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั้นต่างก็เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่นทั้งคู่ ส่วนฟู่เยี่ยนยังเป็นนักเรียนที่เขาสอนอยู่อีกด้วย

 

จึงทำให้ฟู่เยี่ยนนั้นมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยลงไปเล็กน้อย เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ เธอรู้สึกอึดอัดมากจนไม่กล้าทานหรือดื่มอะไรเลย และฟู่เซินเองก็รู้สึกไม่ต่างกันมากนัก มีเพียงฟู่เหมี่ยวเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทีที่ดูสบายๆ ขณะที่ต้องมาทานอาหารต่อหน้าอาจารย์แบบนี้

 

หลี่ซุ่นลี่เคยเป็นนักศึกษาวิทยาลัยทหารผ่านศึกมาก่อน ก่อนจะเลือกกลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิดของตัวเอง เขาชอบพูดแลกความรู้กับคนที่รักการอ่านและศึกษาตำราอย่างเคร่งครัดมากที่สุด ซึ่งในบรรดาสมาชิกทุกคนของตระกูลฟู่ มีเพียงฟู่ต้าหย่งเท่านั้นที่ได้ศึกษาจากหนังสือมามากที่สุด ทั้งยังได้ศึกษาตำราโบราณถึงห้าเล่มจากแม่ของเขาอีกด้วย

 

เมื่อทั้งสองได้มาพูดคุยกัน หลี่ซุ่นลี่จึงรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากในทันที ในทางกลับกัน ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันนั้นไม่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว ทั้งยังคอยหาข้อแก้ตัวมากมายเพื่อที่จะไม่ต้องอ่านหนังสือที่แม่ของพวกเขาบังคับให้อ่านในตอนเด็กๆ จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้มากนัก

 

ฟู่ต้าอันจึงอยากจะลุกเดินออกไปจากที่แห่งนี้ในทันทีที่ได้ยินพ่อตาและพี่ใหญ่กำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของลัทธิเต๋า ซึ่งหลี่ซุ่นลี่ก็สังเกตเห็นท่าทางของลูกเขยเช่นกัน และสิ่งที่เขาไม่ชอบที่สุดนั้นก็คือคนที่ไม่ชอบเรียนรู้

 

แต่เมื่อเขามาคิดๆดูแล้ว ลูกชายและลูกสาวของเขาก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไร ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้บังคับลูกๆมากจนเกินไปเหมือนกัน

 

เพราะก่อนหน้านี้ พี่น้องของเขาที่เรียนเก่งมักจะถูกข่มเหงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนเล่นกีฬาหรือทำอะไรก็ตาม พวกเขายังเคยถูกจับขังเอาไว้โดยมีน้ำให้เพียงครึ่งขวดเพื่อพอที่จะเอาชีวิตรอดไปได้อีกด้วย

 

“ฉันคิดว่านายคงจะเบื่อที่ต้องนั่งอยู่ตรงนี้แล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นก็พาเด็กๆไปเดินเล่นเถอะ” หลี่ซุ่นลี่ชำเลืองมองไปยังฟู่ต้าอันพร้อมกับพูดออกมา

 

“ได้เลยครับ เอาไว้ผมจะเอาชามาให้นะครับ” ฟู่ต้าอันมองไปที่เขา ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับฟู่เยี่ยนและเด็กคนอื่น

 

“เด็กคนนี้ ฉันไม่ได้อยากให้นายทำแบบนั้นหรอกนะ!” หลี่ซุ่นลี่บ่นออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ยกเว้นเรื่องการเรียนแล้ว ลูกเขยของเขาไม่ได้มีข้อเสียใดๆเลย

 

ฟู่ต้าจวงที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที ทำไมต้าอันถึงไม่พาเขาออกไปด้วยกันนะ แต่ทว่าฟู่ต้าจวงก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะในวันนี้เขาเองก็ถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายเช่นกัน ในฐานะพี่ชายแล้ว เขาจึงไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้เลย

 

เมื่อออกมาจากตรงนั้นได้แล้ว ฟู่ต้าอันก็ได้พาฟู่เยี่ยนและคนอื่นไปที่ลานหน้าบ้านทันที ก่อนจะไปนั่งกินเมล็ดแตงโมที่โต๊ะตัวหนึ่ง โดยเจี่ยฟ่างได้นั่งบนม้านั่งข้างๆกับเสี่ยวฉุ่ย และขอให้เธอแกะเมล็ดแตงโมให้

 

โดนลานบ้านนั้นถูกจัดให้เป็นที่นั่งสำหรับพักผ่อน ซึ่งทางด้านซ้าย หลี่ซุ่นลี่ได้ปลูกดอกไม้และต้นไม้นานาชนิดเอาไว้ ส่วนทางด้านขวา ไฉเฉี่ยวเหอใช้มันเป็นที่ปลูกผักและผลไม้เพื่อประกอบอาหาร

 

ฟู่เยี่ยนมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนที่เธอจะถูกดึงดูดโดยพันธุ์ไม้ต่างๆ ก่อนจะสะดุดตากับกล้วยไม้ที่ดูเฉาต้นหนึ่ง มันดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเหมือนกับต้นอื่น ทั้งยังปล่อยแสงสีเขียวอ่อนๆออกมาอีกด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูดีเท่าโสม แต่ก็เป็นพืชชนิดที่สองรองจากโสมที่ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นแสงนั้นได้

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดูมันใกล้ๆ เธออยากรู้ว่ากล้วยไม้ต้นนี้มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า เพราะใบที่อยู่ด้านล่างนั้นดูเหี่ยวเฉาไปเล็กน้อย ทั้งยังได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอีกด้วย ส่วนใบที่เหลือบางส่วนนั้นก็มีรอยจุดเล็กๆเต็มไปหมด

 

เธอจึงได้มองไปยังโคนต้นของมัน ก่อนจะพบว่ารากของกล้วยไม้กำลังถูกมดชนิดหนึ่งกินอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุ เมื่อรู้เห็นเช่นนั้น เธอจึงได้ลูบไปที่ใบของกล้วยไม้ด้วยความรัก และรู้สึกสงสารมันมากจริงๆ

 

เดิมทีหลี่ซุ่นลี่กำลังพูดคุยกับฟู่ต้าหย่งอยู่ ก่อนจะมองเห็นการกระทำของฟู่เยี่ยนผ่านทางหน้าต่างห้องหนังสือได้อย่างชัดเจน ด้วยความที่หลี่ซุ่นลี่เป็นคนที่รักดอกไม้มากอยู่แล้ว เขาจึงทนดูต่อไปไม่ได้และเดินออกจากห้องไปทันที

 

“ฟู่เยี่ยน เธอรู้หรือเปล่าว่านั่นคือต้นอะไร?” หลี่ซุ่นลี่พูดออกไปเพราะต้องการที่จะหยอกเธอนั่นเอง

 

“อาจารย์หลี่ หนูรู้แค่ว่ามันคือกล้วยไม้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่รู้ถึงชื่อเรียกเฉพาะของมัน เธอรู้เพียงแค่ว่ามันหายากมากเท่านั้น

 

“ใช่แล้วล่ะ มันคือกล้วยไม้ธรรมดาเท่านั้น ฉันได้เลี้ยงมันเอาไว้ในกระถางมานานกว่าสิบปีแล้ว ไม่คิดเลยว่าปีนี้ฉันจะไม่สามารถรักษาชีวิตมันเอาไว้ได้ หากจะใช้ยาฆ่ามดพวกนั้น กล้วยไม้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าไม่ใช้ยาเลย มดก็จะค่อยๆกัดกินรากของกล้วยไม้จนมันตายอย่างช้าๆ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือเฝ้าดูมันตายไปเท่านั้น” หลี่ซุ่นลี่พูดออกมาด้วยแววตาที่เป็นทุกข์

 

ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกเสียใจเช่นกันที่รู้ว่ากล้วยไม้ต้นนี้กำลังจะตาย

 

“อาจารย์หลี่คะ หากอาจารย์เชื่อหนู หนูก็ยังพอมีวิธีที่จะช่วยมันได้ค่ะ แต่หนูต้องเอามันไปที่บ้านของหนูสักระยะเพื่อให้มันได้พักฟื้น” ฟู่เยี่ยนแอบคิดกับตัวเองในใจ ไม่ว่าความเจ็บป่วยใดๆก็ตาม หากเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอแล้ว ความเจ็บปวดนั้นจะต้องได้รับการรักษาให้หายได้อย่างแน่นอน

 

“จริงเหรอ? ในเมื่อเธอยืนยันแบบนั้น ฉันก็จะมอบมันให้กับเธอก็แล้วกัน หากเธอสามารถรักษามันได้ มันก็จะกลายเป็นของเธอ แต่ถ้ามันไม่รอด นั่นก็แปลว่าโชคชะตาของมันได้หมดลงเท่านี้แล้ว” หลี่ซุ่นลี่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ภายในใจ พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ มันมีค่ากับเขามากจริงๆ แต่ในเมื่อเขาช่วยมันไม่ได้ ก็ลองให้ฟู่เยี่ยนช่วยมันดูน่าจะดีกว่า

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของหลี่ซุ่นลี่ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

 

“ได้เลยค่ะ พ่อคะ ตอนที่เราจะกลับบ้านอย่าลืมเอามันกลับไปด้วยนะคะ เอาไว้หลังจากที่มันแข็งแรงดีแล้ว เราค่อยเอามันกลับมาให้อาจารย์หลี่กันค่ะ!” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดที่เขาพูดกับเธอ

 

“คุณคะ มาช่วยฉันหน่อยได้ไหม พอดีฉันจะต้องเข้าครัวแล้ว” ไฉเฉียวเหอมองไปที่สามีของเธอ และรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก สิ่งนั้นมันก็แค่กล้วยไม้เองไม่ใช่หรือ ทำไมเขาจะต้องเฝ้าดูแลเอาใจใส่มันถึงขนาดนั้นด้วย

 

“อืม จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

 

“คุณป้าคะ ให้พวกเราช่วยจะดีกว่า ให้ลุงหลี่คุยกับพวกเขาต่อเถอะค่ะ ถึงยังไงลุงหลี่ก็เป็นอาจารย์ ให้เขาสอนเด็กๆต่อเถอะค่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้นและช่วยเสิร์ฟอาหารทันที

 

“ช่างน่าอายอะไรเช่นนี้! ดูสิ พวกคุณเป็นแขกแท้ๆ แต่กลับต้องมาทำเอง……”

 

หวังซู่เหมยและคนอื่นคุ้นเคยกับการทำงานบ้านดีอยู่แล้ว ไม่นาน บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยจานอาหาร

 

ในตอนนี้ ทุกคนก็ได้มานั่งที่โต๊ะอาหารแล้ว โดยผู้ใหญ่นั่งโต๊ะหนึ่ง และเด็กๆก็นั่งอีกโต๊ะหนึ่ง เมื่อทุกอยากเรียบร้อยดีแล้ว หลี่ซุ่นลี่จึงได้ชูแก้วขึ้นมา

 

“ขอบคุณมากที่วันนี้ทุกคนให้เกียรติมาเยี่ยมบ้านหลังเล็กๆของเรา และเราก็ได้เตรียมอาหารเอาไว้สำหรับพวกคุณแล้ว นอกจากนี้เรายังถือโอกาสนี้มาหารือกันเรื่องการแต่งงานระหว่างลูกสาวของเรากับต้าอันด้วย ในเมื่อโชคชะตาได้พาพวกเราให้มานั่งร่วมโต๊ะกันในวันนี้แล้ว เราก็มาดื่มกันสักแก้วเถอะ! และที่สำคัญไปกว่านั้น ผมอยากจะขอดื่มเพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกสาวของคุณช่วยชีวิตลูกสาวของผมเอาไว้ด้วย!”

 

ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็หยิบแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นมาดื่ม แต่ทว่าแก้วเหล้าของหวังซู่เหมยนั้นกลับถูกฟู่เยี่ยนแย่งไป และเธอได้เติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปแทน

 

หลังจากที่ดื่มไปหลายแก้ว ฟู่ต้าหย่งจึงเริ่มพูดถึงเรื่องการแต่งงานของฟู่ต้าอัน

 

“ลุงหลี่ ผมขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้ต้าอันกับโม่ลี่นั้นก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี และโม่ลี่เองก็เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีมากๆอีกด้วย ผมคิดว่าเราควรจะจัดการเรื่องงานแต่งของพวกเขาโดยเร็วที่สุด ดีหรือเปล่าครับ?”

 

“ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนก็โตแล้ว หลังจากที่แต่งงานกันไป พวกเขาก็จะได้สร้างครอบครัวและสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันต่อไป”

 

“คุณป้าคะ ตอนนี้แม่สามีของฉันก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนพ่อสามีก็ได้ไปมีครอบครัวใหม่แล้วเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ต่างอะไรจากคนอื่น ในฐานะที่ฉันเป็นสะใภ้ใหญ่จึงขอทำหน้าที่ญาติฝั่งชายด้วยตัวเองค่ะ”

 

“ฉันเองก็ชอบโม่ลี่ตั้งแต่แรกเห็นเหมือนกัน และเธอกับต้าอันก็ดูจะชอบพอกันมากๆด้วย หากคุณป้ามีคำขออื่น ก็ขอให้บอกฉันมาได้เลยค่ะ พวกเราจะจัดการให้หากสิ่งนั้นไม่เหนือบ่ากว่าแรง แต่คุณป้าไม่ต้องกังวลไปนะคะในส่วนที่เราไม่สามารถทำได้นั้น เราจะทำมันอย่างเต็มที่แน่นอน!”

 

ทันทีที่หวังซู่เหมยพูดจบ หลี่ซุ่นลี่และภรรยาของเขาก็หันมามองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ไฉเฉี่ยวเหอจะมีท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย และพูดคำขอที่เธอคิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วออกไป



ตอนที่ 49 สิ่งที่ต้องการคือบ้าน

 

“ต้าหย่ง สะใภ้ใหญ่ อย่าเกรงใจพวกเราขนาดนั้นเลย ฉันเองก็ถูกชะตากับต้าอันเหมือนกัน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะถาม หลังจากที่ทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว เรื่องที่อยู่อาศัยของพวกเขา เราจะจัดการอย่างไรดี?”

 

“ที่จริงแล้วที่บ้านของพวกเรามีห้องว่างให้อยู่อาศัยอยู่หรอก แต่ฉันแค่กลัวว่าพวกเขาจะไม่ชินเท่านั้นเอง” ไฉเฉี่ยวเหอนั้นอยากให้ทั้งคู่ได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันตามลำพัง

 

แต่ทว่าฟู่ต้าอันยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ที่จริงแล้วไฉเฉี่ยวเหอไม่ได้มีปัญหาเลยกับการที่ลูกสาวของเธอจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวใหญ่ แต่เธอแค่กังวลว่าลูกสาวของเธอจะไม่ชินกับมันเท่านั้น

 

ใช่แล้ว ตระกูลหลี่ไม่ได้ต้องการอะไรมากเลย พวกเขาแค่อยากรู้ว่าตระกูลฟู่จะทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้เท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงได้พูดลองใจตระกูลฟู่ออกไป!

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฟู่ต้าอันก็ดูแย่ลงไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเหล่าพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาก็คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้วเช่นกัน

 

“ลุงหลี่ครับ หากลุงหลี่กับป้าไฉไม่พูดถึงเรื่องนี้ ผมก็ตั้งใจที่จะทำแบบนั้นเหมือนกัน อย่างที่รู้กันนั่นแหละครับ แม่ของผมได้เสียชีวิตไปนานมากแล้ว เราจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะย้ายถิ่นฐานมาก่อนเลย แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกครับ เราสองคนพี่น้องพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง! พวกเราจะเอาเงินมารวมกัน และจัดการเรื่องนี้ให้กับต้าอันเองครับ”

 

“เราจะให้ต้าอันหาที่อยู่ใกล้ๆบ้านของพวกคุณก่อน หากใครต้องการที่จะขายบ้าน เราก็พร้อมจะซื้อครับ เรื่องเงินนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลยครับ ผมคงต้องไหว้วานให้พวกคุณช่วยหาบ้านให้แล้ว!” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่ไม่ได้ตื่นตระหนกใดๆเลย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาและหวังซู่เหมยได้ปรึกษากันถึงเรื่องนี้แล้ว

 

“คุณป้าคะ หากสร้างบ้านในหมู่บ้านของพวกเรา ต้าอันและโม่ลี่ก็ยังคงต้องไปทำงานในเมืองอยู่ดี หนูจึงคิดว่าการที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเรานั้นคงจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก”

 

อีกอย่าง แม่สามีของเราก็เสียชีวิตไปนานแล้ว ถ้าเกิดว่าพวกเขามีลูก คงจะเป็นเรื่องยากที่พวกเราจะช่วยดูแลได้ ฉันจึงอยากจะขอรบกวนคุณป้าช่วยดูแลพวกเขาทั้งสองในอนาคตด้วยนะคะ! และหากต้าอันทำอะไรผิดไป คุณป้าก็ตีเขาเพื่อสั่งสอนได้เลย!”

 

หวังซู่เหมยยังพูดต่ออีกว่า “คุณป้าคะ เราจะให้สิทธิ์ตระกูลหลี่เลือกบ้านตามแต่เห็นสมควรเลยค่ะ ดังนั้นอย่ากังวลไปเลยนะคะ!”

 

ใช่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ หลี่ซุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอนั้นไม่ใช่คนที่เรื่องมากอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงยอมตกลงโดยที่ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ในเมื่อลูกสาวของพวกเขาจะได้อาศัยอยู่ใกล้ๆพวกเขาก็รู้สึกสบายใจมากแล้ว

 

มีเพียงแค่ฟู่ต้าอันเท่านั้นที่ตอนนี้กำลังรู้สึกหดหู่ และหลี่โม่ลี่เองก็สังเกตสีหน้าของเขาออกเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเธอกำลังสงสัยว่าที่ต้าอันไม่มีความสุขนั้นเพราะแม่ของเธออยากมีบ้านหรือเปล่า?

 

ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นถึงท่าทีของอาสามที่กำลังไม่มีความสุขได้เช่นกัน เธอจึงกลอกตามองไปที่เขาด้วยความระอา นี่คือสีหน้าของอาสามที่กำลังจะแต่งงานอย่างนั้นหรือ?! เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? หรือว่าเขาจะไม่อยากแต่งงานแล้ว!

 

เมื่อเห็นหลี่โม่ลี่เอาแต่ชำเลืองมองไปยังน้องชายสามีของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า หวังซู่เหมยก็อดที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมาไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นคนที่จริงใจมากจริงๆ! หากไฉเฉี่ยวเหอเห็นท่าทางแบบนี้เข้า หญิงชราจะต้องแอบด่าลูกสาวของตัวเองในใจอย่างแน่นอน

 

“โม่ลี่ มาหาฉันหน่อยสิ” หวังซู่เหมยโบกมือให้กับหลี่โม่ลี่ จากนั้นหลี่โม่ลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆจึงได้เดินเข้าไปหาหวังซู่เหมยด้วยท่าทีที่เขินอาย

 

ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยก็ได้หยิบห่อผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าของเธอ ก่อนจะค่อยๆคลี่มันออกมาจนเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งมันคือกำไลเงินคู่หนึ่งที่ถูกประดับด้วยทับทิมเม็ดใหญ่พร้อมกับต่างหูเงินอีกหนึ่งคู่

 

“โม่ลี่ รับสิ่งนี้เอาไว้นะ นี่คือกำไลข้อมือที่แม่สามีของฉันทิ้งเอาไว้ให้ และพวกเราก็มีมันเหมือนกัน ส่วนต่างหูเงินคู่นี้เป็นของขวัญจากฉันเอง รับมันไปสิ!” การกระทำของหวังซู่เหมยนั้นทำให้ตระกูลหลี่ตกใจเป็นอย่างมาก!

 

แม้ว่าในยุคสมัยนี้ เครื่องเงินจะไม่ค่อยมีค่ามากเท่าไหร่ก็ตาม แต่กำไลข้อมือนี้กลับดูมีค่ามากๆ ทั้งยังดูเก่าแก่อีกด้วย ซึ่งดูจากฝีมือการฝังทับทิมและฉลุลายนั้นดูประณีตงดงามเป็นอย่างมาก ดูแล้วมันมีค่ามากกว่าเงินเสียด้วยซ้ำ

 

ซึ่งหลี่ซุ่นลี่เป็นคนที่มีความรู้ในด้านนี้อยู่บ้าง เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าตระกูลฟู่นั้นมาด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง

 

“โม่ลี่ ส่วนนี่เป็นของขวัญจากฉันนะ” ฉือหมิ่นหยิบแหวนเงินออกมาจากกระเป๋าวงหนึ่ง แม้ว่าครั้งนี้เธอจะไม่ได้เตรียมตัวมารับน้องสะใภ้สามก็ตาม แต่โชคยังดีที่เธอได้พกของมีค่าติดตัวมาด้วย

 

หลี่โม่ลี่จึงรับมันมาด้วยท่าทีที่เขินอาย ก่อนจะพูดออกไปว่า “ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ และพี่สะใภ้รองมากเลยนะคะ!”

 

แม้แต่ฟู่ต้านีเองก็ได้เตรียมของขวัญเอาไว้ด้วยเช่นกัน เธอไม่ได้มีสิ่งของที่มีค่ามากมายอะไรให้กับหลี่โม่ลี่เหมือนกับคนอื่นๆ เธอทำได้เพียงแค่นำวัสดุต่างๆที่ฉือหมิ่นเอากลับมาด้วยทำของขวัญให้กับฟู่ต้านีเทน โดยเธอได้ตัดชุดที่ดูทันสมัยและยังเลือกใช้ผ้าสีแดงอีกด้วย

 

เดิมทีฟู่ต้านีตั้งใจที่จะเย็บมันขึ้นมาให้กับฟู่เหมี่ยว แต่เนื่องจากเธอไม่มีของขวัญ ดังนั้นเธอจึงได้นำมันมาเป็นของขวัญในการมาเยี่ยมตระกูลหลี่ครั้งนี้ก่อน

 

แม้ว่ามันจะเป็นชุดที่ดูธรรมดาธรรมดา แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดนั้นก็คือฝีมือมากกว่า! ซึ่งฝีมือของฟู่ต้านีนั้นเรียกได้ว่าไม่มีที่ติเลยทีเดียว

 

“ขอบคุณค่ะพี่!” หลี่โม่ลี่ชอบมันมากเช่นกัน

 

“ดูสิ ทุกคนต่างก็ให้ของขวัญกับโม่ลี่กันหมดเลย ฉันต้องขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ที่เมตตาลูกสาวของเรา ถ้าอย่างนั้นถือเสียว่าอาหารมื้อนี้เป็นการฉลองงานหมั้นก็แล้วกัน! มาดื่มกันเถอะ!”

 

ด้วยความที่ไฉเฉี่ยวเหอนั้นไม่ได้เป็นคนที่เข้มงวดอะไรอยู่แล้ว เมื่อเธอเห็นว่าตระกูลฟู่นั้นได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการหารือจึงผ่านไปได้อย่างราบรื่น และเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความจริงใจออกไปเช่นกัน

 

“คุณป้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ ในวันแต่งงาน เราจะซื้อของใช้ต่างๆภายในบ้านพร้อมกับจักรยานอีกหนึ่งคันด้วยค่ะ!”

 

หวังซู่เหมยไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ฟู่ต้าอันได้มอบตั๋วจักรยานให้กับเธอเอาไว้แล้ว ซึ่งมันก็ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เธอต้องจัดงานแต่งงานของเขาให้ดีที่สุด มิเช่นนั้นเธอคงจะรู้สึกเสียใจต่อแม่สามีที่ได้จากเธอไปแล้วอย่างแน่นอน!

 

ส่วนฟู่เหล่าชวนพ่อสามีของเธอนั้น หากเขามายุ่งวุ่นวายกับลูกชายแล้วล่ะก็ ถ้าเธอไม่ถลกหนังของเขาออก เธอคงจะไม่กล้าใช้แซ่หวังอีกต่อไปแล้ว!

 

ในตอนนี้ ทั้งแขกผู้มาเยือนและเจ้าภาพอย่างตระกูลหลี่ต่างก็กำลังสนุกสนานกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะขอตัวกลับ โดยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงดื่มไปหนักมากๆ และขณะที่กำลังจะกลับนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ยังไม่ลืมที่จะถือกระถางกล้วยไม้กลับไปตามที่เสี่ยวฮั่วบอกอีกด้วย

 

หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดการหารือเรื่องงานแต่งงานของฟู่ต้าอันก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น!

 

ในตอนนี้ ใบหน้าของฟู่ต้าอันก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ และยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นว่าเขาดูคล้ายกับแม่ไก่ที่ไม่สามารถวางไข่ได้ ฟู่เยี่ยนจึงหัวเราะออกมาทันที!

 

“อาสาม เมื่อกี้นี้อาสามไม่ได้ดื่มไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมหน้าของอาสามถึงได้แดงขนาดนั้นกันล่ะ!” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูไร้เดียงสา ทั้งที่เธอเองก็รู้ถึงเหตุผลทั้งหมดอยู่แล้ว มันก็แค่บ้านหลังหนึ่งเองไม่ใช่หรือ?

 

“ต้าอัน นายอย่าคิดว่าตัวนายเป็นภาระของพี่น้องเลย ตอนนี้แม่ก็ได้จากเราไปตั้งนานแล้ว และพวกเราต่างก็เป็นพี่น้องกัน ถึงอย่างไร เลือดย่อมข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว! อย่าทำเหมือนว่านายกำลังเผชิญสิ่งต่างๆอยู่เพียงลำพังสิ นายเป็นผู้ชายนะ ควรจะหนักแน่นให้มากกว่านี้หน่อย!”

 

ฟู่ต้าจวงที่ดื่มไปอย่างหนักก็ได้พูดแทรกขึ้นมา พร้อมกับตบไปที่ไหล่ของฟู่ต้าอันด้วยฝ่ามือที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนัก

 

ไอ้หยา… ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเจ็บแทนอาสามของเธอขึ้นมาทันที! หากจะพูดกันตามตรงแล้ว อารองของเธอเป็นคนที่แข็งแรงมาก เขาสามารถล้มต้นไม้ที่มีขนาดเท่าชามข้าวได้อย่างสบายๆเลยก็ว่าได้!

 

“พี่รอง ฉันได้ถามราคาที่ดินที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านตระกูลหลี่แล้ว แค่พื้นที่เล็กๆมันก็มีราคา 700-800หยวนเลยทีเดียว แล้วฉันจะไปหาเงินมากขนาดนั้นได้จากที่ไหนกันล่ะ?” ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาพร้อมกับกัดฟันแน่น

 

“ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฉันทำงานมา ฉันยังเก็บเงินได้ไม่ถึง100หยวนเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าพี่จะให้ฉันก็ตาม แต่ฉันก็ยังคงต้องใช้คืนพี่ภายในหนึ่งปีอยู่ดี!” ฟู่ต้าอันรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แม้ว่าแม่ยายของเขาจะเป็นคนที่คุยง่ายก็จริง แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะขอสิ่งที่ใหญ่โตขนาดนี้!

 

“อาสาม แม้ว่าตอนนี้อาสามจะมีเงินอยู่แค่ 100หยวนก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูจะให้เงินค่าบ้านกับอาสาม 1,000หยวน! อาสามเอามันไปซื้อบ้านหลังใหญ่ได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนที่กำลังทำความสะอาดรากของกล้วยไม้อยู่ก็ได้โบกมือพร้อมกับพูดออกไปตามตรง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของฟู่ต้าอันก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที เขาไม่รู้ว่าเสี่ยวฮั่วพูดเกินจริงไปหรือเปล่า? เพราะเงินจำนวนนั้นมันเยอะมาก! และว่านาทีต่อมา ทุกคนในครอบครัวก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา เสี่ยวฮั่วจะไปเอาเงินตั้ง 1,000หยวนมาจากที่ไหนกัน!

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดโกหกเลย แต่ทว่าฟู่ต้าอันนั้นไม่รู้เลยว่าหลานสาวของเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

 

จางเหว่ยได้มาที่บ้านของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน และได้นำเอายันต์แคล้วคลาดที่นายกเทศมนตรีจางได้สั่งจองเอาไว้ออกไป โดยที่ไม่รู้เลยว่านายกเทศมนฑลจางต้องจ่ายเงินถึง 400หยวนเพื่อที่จะซื้อยันต์แคล้วคลาดสี่แผ่นนั้นมา ทั้งยังรวมถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตระกูลจางอีกด้วย จึงทำให้ตระกูลจางต้องจ่ายเงินในส่วนนี้ถึง 800หยวน

 

และไม่กี่วันต่อมา จางเหว่ยก็ได้กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะถามกับอาจารย์ฟู่ด้วยท่าทีที่ลังเลว่า หากเขาต้องการยันต์แคล้วคลาดเพิ่มอีกจะได้หรือเปล่า ซึ่งฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้กังวลอะไรเลย ในเมื่อมีโอกาสหาเงินได้อย่างง่ายดายแบบนี้ เธอจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน ซึ่งสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือจางเหว่ยไม่ได้เป็นแค่ชายหนุ่มที่หน้าตาดีเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้มีหัวทางการค้าอีกด้วย

 

จางเหว่ยสามารถขายยันต์แคล้วคลาดธรรมดาธรรมดาไปในราคาแผ่นละ 220หยวน ซึ่งในตอนนั้นฟู่เยี่ยนได้ให้ยันต์กับเขาไปห้าแผ่น จึงทำให้เขาทำเงินได้ถึง 1,100หยวน เธอจึงได้ให้เงินกับเขาไป 100หยวนเพื่อเป็นค่าดำเนินการ

 

นี่เป็นธุรกิจระยะยาว และจางเหว่ยก็ได้บอกกับคนอื่นไปว่านี่เป็นยันต์ที่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ดังนั้นอาจารย์จึงต้องใช้เวลาถึงสามวันกว่าที่จะวาดยันต์หนึ่งแผนออกมาได้!

 

นอกจากนี้ จางเหว่ยยังต้องการที่จะช่วยขายเหล้าผลไม้อีกด้วย เพราะเนื่องจากการแต่งงานของจางถานที่ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน ตระกูลจางที่ได้ซื้อเหล้าเตรียมเอาไว้แล้วจึงต้องดื่มมันเองทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่ดื่มมันเข้าไปแล้ว นายกจางกลับมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และแม่ของจางเหว่ยเองก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นอีกด้วย นายกจางจึงได้มอบมันให้พ่อของเขาที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน!

 

ซึ่งปู่ของจางเหว่ยก็เป็นนักดื่มเช่นกัน เมื่อเขาได้ดื่มเหล้านี้เข้าไปแล้ว เขาก็ตกใจจนต้องเขียนจดหมายเพื่อบอกให้ลูกชายของเขาสั่งซื้อมันเพิ่ม ทั้งยังสั่งเหล้าถังใหญ่กว่าเดิมเสียอีก

 

จางเหว่ยเป็นคนที่ฉลาดมาก ในเมื่อปู่ของเขาบอกว่าเหล้าของฟู่เยี่ยนเป็นเหล้าดี แล้วแบบนี้เขาจะไม่สนใจมันได้อย่างไรกัน? อีกอย่างชายชราทั้งสองก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงสนใจที่จะขายมันในฐานะพ่อค้าคนกลาง

 

ฟู่เยี่ยนที่รู้ถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก! เขาฉลาดถึงขั้นที่จะขายเหล้าให้กับเมืองหลวงเลยอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นหุ้นส่วนที่ดีมากจริงๆ

 

ดังนั้นเธอจึงได้ทำข้อตกลงกับจางเหว่ยทันที โดยข้อตกลงนั้นมีอยู่ว่า ทุกครั้งที่เขาขายเหล้า ไม่ว่าจะได้เงินเท่าไหร่ก็ตาม ตระกูลฟู่จะรับเงินส่วนแบ่ง 60% ส่วนจางเหว่ยจะได้รับ 40% เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จางเหว่ยจึงได้นำเหล้าขาวและเหล้านานาชนิดที่ฟู่ต้าหย่งได้มอบมันให้เขาอย่างมีความสุข ก่อนจะกลับไปหาช่องทางการขายต่อ!

 

เรียกได้ว่าตอนนี้ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่รวยที่สุดในครอบครัวเลยก็ว่าได้!



ตอนที่ 50 มรดกจากผู้เป็นแม่

 

ฟู่ต้าอันยังคงไม่เชื่อ ก่อนจะมองไปที่หลานสาวของตัวเองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฟู่เยี่ยนจึงได้กลับเข้าไปที่ห้องของเธอ และได้หยิบเงิน 1,000หยวนออกมาอย่างไม่ลังเล

 

ซึ่งเงินเหล่านั้นกำลังถูกกองเอาไว้ตรงหน้าของเขาราวกับภูเขา…

 

“เสี่ยวฮั่ว นี่หลานรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่? อาสามไม่ได้ต้องการเงินของเธอในการแต่งงานของเขาหรอกนะ! อีกอย่างพ่อของเธอและฉันก็ยังอยู่ที่นี่อีกด้วย!” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับจ้องไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความไม่พอใจ

 

ตระกูลฟู่นั้นไม่ได้เป็นคนที่จะให้คนรุ่นหลังมาจ่ายเงินค่างานแต่งงานและซื้อบ้านให้กับผู้ที่อาวุโสกว่าแบบนี้!

 

“อารอง หนูรู้ว่าอารองกับพ่อพอจะมีเงินอยู่บ้าง แต่หนูก็มีเงินเหมือนกันนะคะ หนูแค่จะให้อาสามยืมเท่านั้นเอง เอาไว้อาสามมีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนหนูก็ได้ค่ะ! แล้วอารองสนใจจะยืมเงินของหนูด้วยไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนยื่นข้อเสนอให้อารองของเธอเพื่อที่จะรักษาหน้าของเขา และนี่ก็คือสิ่งที่เธอพอจะทำได้ในตอนนี้

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน? ฉันจะไม่กล้ายืมเงินของเธอจนกว่าเธอจะบอกเรื่องนี้กับฉันให้ชัดเจนเสียก่อน” ฟู่ต้าอันพูดเสียงแผ่ว

 

“หนูขายยันต์แคล้วคลาดไปในราคาแผ่นละ 100หยวนค่ะ! แต่ยันต์ที่หนูให้อารองไปนั้น มันมีมูลค่าสูงถึง 1,000หยวนเลยนะคะ!” คนอย่างอาจารย์ฟู่เป็นคนที่หยิ่งผยองอยู่แล้ว

 

“ต้าจ้วง ต้าอัน พวกนายสองคนเข้ามาในห้องก่อนเถอะ ฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกนายฟังเอง”

 

เมื่อเห็นว่าสองอาหลานกำลังทะเลาะกันอยู่ ฟู่ต้าหย่งจึงได้บอกให้พวกเขาเข้าไปข้างในห้องของตน ยกเว้นฟู่เหมี่ยวที่ต้องดูแลเด็กๆ ส่วนฟู่เซิน ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็เข้าไปในห้องตามที่ฟู่ต้าหย่งบอก

 

หลังจากที่เข้ามาข้างในห้องแล้ว ฟู่ต้าหย่งก็ได้หยิบกล่องไม้ของผู้เป็นแม่ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อของเธอกำลังจะทำอะไร!

 

“นายรู้หรือเปล่าว่าแม่ได้ทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้พวกเราด้วย ซึ่งต้าจวงเองก็รู้เรื่องนี้มานานแล้ว ส่วนต้าอันกับต้านีก็ได้มารู้เรื่องนี้ในภายหลัง ในเมื่อตอนนี้ทุกคนก็อยู่ที่นี่กันหมดแล้ว ฉันก็จะเปิดมันให้กับทุกคนได้ดู”

 

ทันทีที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็ได้หยิบโฉนดที่ดินและโฉนดที่ดินพร้อมบ้านจำนวนหลายฉบับขึ้นมา ซึ่งแม้แต่ฟู่ต้าจวงเองก็ยังไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงตกตะลึงไปทันที

 

ในตอนนี้ มีโฉนดที่ดินจำนวนมากที่ถูกเวนคืนให้เป็นสมบัติของชาติ ซึ่งการกระทำนั้นมันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย แต่ในเมื่อโฉนดยังอยู่กับพวกเขา มันก็ยังพอจะทำให้อุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

 

ฟู่ต้าอันและฟู่ต้านีเคยได้ยินพี่ชายของพวกเขาพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นมันด้วยตาของตัวเองมาก่อนเลย ซึ่งวันนี้พวกเขาก็ได้ได้เห็นมันแล้ว

 

มีโฉนดบ้านสองหลังอยู่ในเมืองหลวง โดยหลังหนึ่งนั้นถูกออกแบบให้มีทางเข้าออกสามทาง ส่วนอีกหลังนั้นมีทางเข้าออกสองทาง นอกจากนี้รูปทรงของบ้านยังดูมีกลิ่นอายของตะวันตกอยู่เล็กน้อยอีกด้วย ส่วนที่ดินอีกสองผืนนั้นตั้งอยู่ในเมืองฮาร์บิน ทั้งยังตั้งอยู่ในตัวเมืองอีกด้วย

 

“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่ของพวกเรามาจากตระกูลที่ร่ำรวยถึงขนาดนี้!” หลังจากที่ให้กำเนิดฟู่ต้าอัน เสิ่นซู่ฉีก็มีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นัก ดังนั้นฟู่ต้าอันจึงไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับแม่ของเขาเท่าไหร่

 

“แม่ของพวกเราเป็นลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลเสิ่น และทรัพย์สินเหล่านี้ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเธอ มันเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆของทรัพย์สินที่คุณย่าของพวกเราให้กับแม่มาอีกที โดยสมบัติส่วนใหญ่นั้นได้ถูกใช้เป็นสินสอดไปหมดแล้ว!” ส่วนเรื่องของรายละเอียดนั้น ฟู่ต้าหย่งไม่ได้อธิบายอะไรไปมากกว่านี้

 

“ทำไมกันล่ะ? ทั้งที่แม่ของพวกเราเป็นคนร่ำรวยมากขนาดนั้น ทำไมแม่ถึงได้มาเจอคนไม่เอาไหนอย่างพ่อได้นะ!” ฟู่ต้าอันไม่ชอบพ่อของเขามาโดยตลอดอยู่แล้ว และหลังจากที่พูดจบ เขาก็แอบกลอกตาเงียบๆ!

 

“ต้าอัน! อย่าให้ฉันได้ยินนายพูดแบบนี้อีกนะ!” หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงได้ตำหนิน้องชายของเขาทันที

 

“พวกนายคิดว่าเราควรแบ่งมันอย่างไรดี ตอนนี้ต้าอันก็กำลังจะแต่งงานและสร้างครอบครับของตัวเองแล้ว ส่วนต้านีก็ต้องอยู่คนตัวเดียว ฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะแบ่งมรดกเหล่านี้” ฟู่ต้าหย่งพูดเข้าประเด็นสำคัญทันที

 

เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเขาตั้งใจที่จะให้เงินกับต้าอันเพื่อเอาไปซื้อบ้าน ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที ถึงแม้เขาจะรู้ว่าลูกสาวแค่หวังดีกับอาสามของเธอก็ตาม

 

ซึ่งทุกคนก็รู้ดีว่าเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเมืองหลวงนั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านของพวกเขาหลายพันลี้เลยทีเดียว จึงยากที่พวกเขาจะไปอาศัยอยู่ที่นั่น และตอนนี้พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่ามีใครอยู่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่า ที่สำคัญพวกเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าโฉนดที่ดินของพวกเขาจะถูกเวนคืนไปแล้วหรือยัง!

 

เพราะหากจะพูดถึงบ้านที่ถูกออกแบบคล้ายกับทรงทางตะวันตกนั้น มันไม่เป็นที่ยอมรับในเมืองหลวงเท่าไหร่นัก จึงมีเพียงที่ดินในเมืองฮาร์บินเท่านั้นที่พวกเขาพอจะใช้ประโยชน์ได้ โดยปกติแล้วโฉนดเหล่านี้มักจะถูกเก็บเอาไว้เป็นของสะสมเสียมากกว่า

 

“พี่ใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องแบ่งมรดกเหล่านี้หรอก และที่ดินในเมืองหลวงมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเอามันกลับคืนมาเมื่อไหร่ ถึงอย่างไรเราก็มีโฉนดอยู่แล้ว นอกจากนี้คำพูดสุดท้ายของแม่ก็ได้บอกแล้วว่าใครก็ตามที่สามารถเอามันกลับคืนมาได้ คนนั้นก็จะได้รับมันไป ถึงแม้ว่าเราจะเอามันกลับมาได้ในตอนนี้ ก็ยากที่จะแบ่งมันเท่าๆกันอยู่ดี พี่ใหญ่ในฐานะที่พี่เป็นพี่คนโต พี่ก็ควรที่จะได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจครั้งนี้นะ!” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

“ใช่แล้วล่ะค่ะ พี่ใหญ่ ตอนนี้พี่ใหญ่ พี่รอง และน้องเล็กก็ได้ลงหลักปักฐานกันหมดได้ และฉันเองก็ไม่ต้องการมรดกอะไรเลยด้วย พี่ใหญ่ ฉันแค่ต้องการห้องสักห้องที่นี่ไว้สำหลับพักพิงก็พอแล้วล่ะค่ะ” ฟู่ต้านีไม่ได้ต้องการของพวกนั้นเลย เพราะเธอมีความสุขมากพอแล้วที่ได้อยู่ที่นี่

 

“ไม่ได้ เราต้องแบ่งกัน เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะบอกกับคนอื่นๆว่าเราคือเจ้าของที่ดินพวกนั้น หรือคนอื่นจะมองว่ามันเป็นแค่ของสะสมก็ตามได้ ส่วนต้านี เธออย่าคิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกสาวคนหนึ่งในตระกูลเลย ครอบครัวของเราจะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างลูกชายกับลูกสาวใดๆทั้งนั้น ทุกอย่างจะถูกแบ่งอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าพวกเราจะได้อะไร เธอก็จะได้เหมือนกับพวกเราทุกอย่าง!”

 

หวังซู่เหมยและฉือหมิ่นไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะพวกเธอนั้นถือว่าเป็นคนนอก จึงให้เหล่าพี่น้องตกลงเรื่องนี้กันเองจะดีที่สุด

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็รู้สึกหิวจนแทบจะทนไม่ไหว เขาไม่เข้าใจเลยว่าพวกผู้ใหญ่มัวทำอะไรกันอยู่? จึงต้องการที่จะพูดบางอย่างออกไป! ทว่าฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆก็ได้ดึงเขาเอาไว้เสียก่อน เธอรู้ดีว่าหากเขาพูดอะไรออกไปในตอนนี้ เขาจะต้องเจ็บตัวอย่างแน่นอน!

 

“เอาแบบนี้ดีกว่าไหม ตอนนี้เรามีโฉนดที่ดินอยู่ห้าฉบับ แต่เรามีกันอยู่สี่คนพี่น้อง ในฐานะที่พี่เป็นพี่ชายคนโต เราจะให้โฉนดกับพี่ใหญ่ 2ฉบับ ส่วนพวกเราจะแบ่งกันคนละ 1ฉบับ แบบนี้ผมว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว” ฟู่ต้าจวงคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อฟู่ต้าหย่งได้ยินเช่นนั้นก็ต้องการที่จะปฏิเสธโดยสัญชาติญาณ ฟู่ต้าจวงจึงได้พูดแทรกขึ้นมาโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด

 

“พี่ใหญ่ มันเป็นการแบ่งที่ลงตัวที่สุดแล้ว และฉันคิดว่าในอนาคต หากเราอยากจะได้บ้านในโฉนดกลับคืนมา เราคงต้องได้พึ่งพาเสี่ยวฮั่วอยู่ดี พี่ใหญ่อย่าคิดมากกับเรื่องนี้ไปเลย หากพี่ไม่ต้องการมันจริงๆ ก็มอบมันให้กับเสี่ยวฮั่ว เพราะถึงอย่างไรหากเสี่ยวฮั่วสามารถทวงบ้านหลังนั้นกลับมาได้ มันก็จะตกเป็นของเธออยู่ดี”

 

ต้องบอกเลยว่าอารองของเธอนั้นเป็นคนที่พูดโน้มน้าวใจเก่งมาก! ฟู่เยี่ยนรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่ต้านีและคนอื่นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ในตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้ถึงความสามารถของเสี่ยวฮั่วเป็นอย่างดี และในอนาคตไม่มีใครรู้เลยว่าความสามารถของเธอจะพัฒนาได้สูงแค่ไหน!

 

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราทั้งสี่คนมาจับสลากกันดีกว่า หากจับสลากได้โฉนดฉบับไหน ก็รับโฉนดฉบับนั้นไปเลย” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

 

โดยเขาให้ฟู่เซินไปเอาปากกาและกระดาษมา ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อของเธอจะใช้วิธีนี้ในการแบ่งมรดกเช่นกัน เธอจึงอดที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจไม่ได้ ในชีวิตนี้ เธอมีพ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว รวมไปถึงอาทั้งสามที่ดีมากจริงๆ

 

และผลการจับสลากก็ได้ออกมาแล้ว ฟู่ต้าหย่งนั้นได้บ้านที่ตกแต่งแนวตะวันตกที่มีทางเข้าออกถึงสามในเมืองหลวง และฟู่ต้าจวงนั้นได้บ้านอีกหลังซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองหลวงเช่นกัน ส่วนฟู่ต้าอันและฟู่ต้านีนั้นจับฉลากได้ที่ดินในเมืองฮาร์บิน

 

“เนื่องจากต้านีและต้าอันจับฉลากได้ที่ดินในเมืองฮาร์บิน ที่นั่นเป็นที่ดินว่างเปล่า ฉันจึงจะให้เงินกับทั้งสองคน คนละ 2,500หยวน ส่วนต้าจวง นายได้ที่ดินพร้อมกับบ้านไปแล้ว ฉันจะไม่ให้เงินกับนาย” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา

 

“ตกลง ฉันเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ อีกอย่างฉันเองก็จะให้เงินเพิ่มกับน้องสามและน้องเล็กอีกคนละ 500หยวนอีกด้วย แต่ฉันมีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่ได้ให้เงินฉัน ในวันที่ฉันจะเดินทางกลับ พี่ใหญ่ต้องให้เหล้าทุกชนิดกับฉันด้วยนะ!” ฟู่ต้าจวงพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 

ในยุคนี้ เงิน 1,000หยวนสามารถซื้อที่ดินกว้างๆได้แปลงหนึ่งเลยทีเดียว

 

ส่วนฟู่ต้านีและฟู่ต้าอันที่เห็นพี่ใหญ่กับพี่รองให้เงินมากมายกับพวกเขา ทั้งยังมีโฉนดที่ดินแปลงใหญ่อีกด้วย! ฟู่ต้านีจึงรีบโบกมือปฏิเสธทันที พร้อมกับสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสบายใจมากนัก

 

“ต้านี รับไปเถอะ นี่คือสิ่งที่แม่ตั้งใจจะให้กับพวกเราอยู่แล้ว และฉันก็ไม่เอาเปรียบเธอด้วย จากนี้ไปเธอก็อยู่ที่นี่แหละ อยู่ช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอทำเหล้าด้วยกันที่นี่แหละ แล้วฉันจะแบ่งกำไรจากการขายเหล้าให้กับเธอ 10เปอร์เซ็นต์”

 

“พี่ใหญ่ ขอฉันพูดอะไรหน่อยได้ไหม ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ! พี่สะใภ้ใหญ่เป็นพี่ที่ฉันเคารพไม่ต่างจากพี่สามแท้ๆเลย ฉันรับเงินจากเธอไม่ได้หรอก!” ฟู่ต้านีรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะเธอไม่อยากเป็นสาเหตุให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องมาคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

“ต้านี รับมันเอาไว้เถอะ ฉันเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพี่ใหญ่ของเธอเอง ฉัน... อุ๊บ!” ก่อนที่หวังซู่เหมยจะทันพูดจบ เธอก็ได้อาเจียนออกมา พร้อมกับรีบวิ่งออกไปทั้งๆที่ยังอาเจียนอยู่แบบนั้น

 

“ไอ้หยา คุณเป็นอะไรน่ะ?” ฟู่ต้าหย่งรีบวิ่งตามออกไปด้วยความตกใจทันที

 

ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นไม่ได้มีท่าทางที่ดูตกใจเลย เพราะเธอรู้เรื่องที่แม่ของเธอกำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกแล้ว!



จบตอน

Comments