ตอนที่ 461: ความแค้น
อีกด้านหนึ่ง เมื่อทุกคนมาถึงโกดังของแก๊งค์หงก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดกับตัวเอง โชคดีที่เธอเก็บสเต็กชิ้นหนึ่งเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องทนหิวอย่างแน่นอน หลังจากที่มองไปที่ทุกคน เธอก็พบว่าพวกเขาพร้อมมาก ดูไม่เหนื่อยกันเลย ดังนั้นการสอบสวนก็ได้เริ่มขึ้น
ตอนนี้ทั้งหยูหลงเซิงและไป๋หยูได้ถูกยันต์พันธนาการรั้งเอาไว้อยู่ ซึ่งฟู่เยี่ยนได้สร้างยันต์ชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง มันจะทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับตัวได้ แต่ยังคงพูดคุยกันได้ตามปกติ
“เธอเป็นใคร ? ทำไมถึงได้ลักพาตัวคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้”
ในตอนแรก หยูหลงเซิงยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับแมลงกู่
“ใช่แล้ว เธอทำแบบนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวถูกตำรวจจับเลยหรือ !” ไป๋เฟยเองก็ทำตามอาจารย์ของเขาเช่นกัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน นี่พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่าแมลงกู่มาจากใคร
“พวกคุณสองคนไร้ยางอายมากจริงๆ ลืมไปแล้วเหรอว่าแมลงกู่เหล่านั้นมาจากไหน ฉันคิดว่าคุณน่าจะรู้อยู่แก่ใจนะ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับชูขวดในมือของเธอขึ้นมา
แน่นอน วินาทีต่อมา ไป๋เฟยก็ไม่สามารถทนอยู่เฉยได้อีก !
“เธอกำลังใส่ร้ายพวกเรา ฉันไปทำอะไรให้เธอคับแค้นใจเหรอ! เธอถึงได้ทำกับพวกเราแบบนี้!”
“จุ๊ จุ๊ ฉันเคยเห็นคนไร้ยางอายมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นคนที่ไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อนเลย คุณทำร้ายผู้อื่นโดยที่พวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะปกป้องตัวเองได้เลยไม่ใช่เหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดเหยียดออกมา ซึ่งไป๋เฟยทำได้เพียงแค่จ้องเขม็งไปที่เธอด้วยความโกรธเท่านั้น เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถขยับตัวได้เลย
“คุณหนู เราไม่เคยมีความแค้นใจใดต่อกันมาก่อน แล้วเหตุใดเธอถึงต้องเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่นแบบนี้ด้วยล่ะ ?” หยูหลงเซิงไม่อยากจะพูดอ้อมค้อมอีกแล้ว จึงได้พูดออกไปตามตรง
“เหอะ ถ้าถนนไม่เรียบ ก็จะมีคนมาไถมัน และหากเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมา ก็ต้องมีคนคอยจัดการเช่นกัน สิ่งที่พวกคุณทำมันอุกอาจเกินกว่าที่จะรับได้ เพื่อความยุติธรรม ฉันจะจัดการพวกคุณเอง !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดราวกับซูเปอร์ฮีโร่สาว ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอไปจำคำพวกนี้มาจากใคร
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนแทบจะทนไม่ไหว เพราะเธอเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะกระแอมเพื่อเตือนสติเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวให้เข้าประเด็น
“บอกฉันมา แมลงกู่ที่อยู่ในร่างกายของหลี่เสี้ยวเทียนเป็นฝีมือของพวกคุณใช่หรือเปล่า ? วิธีการที่โหดเหี้ยมแบบนี้ ไม่เคยมีคนจากตระกูลไป๋บอกพวกคุณเลยเหรอว่าสุดท้ายแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองน่ะ !” ทันทีที่เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดถึงเรื่องนี้ มันไม่ได้ต่างจากเสียงฟ้าร้องที่ผ่าลงกลางใจของพวกเขาทั้งสองเลย
หยูหลงเซิงไม่คิดเลยว่าเธอจะยกตัวอย่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในตระกูลไป๋ และดูท่าว่างานนี้จะมีคนโง่ที่สุดอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือไป๋เฟย แม่ของเขาเป็นคนตระกูลไป๋ และแซ่ของเขาก็มาจากแม่ของเขานั่นเอง
และในเวลาต่อมา เขาก็ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ ซึ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาจารย์ก็เคยเป็นคนของตระกูลไป๋เช่นกัน ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้มองไปยังหยูหลงเซิงด้วยแววตาที่งุนงง
หยูหลงเซิงยังคงมีท่าทีที่ไม่สนใจมากนัก เขาเพียงแค่อยากรู้ว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้อย่างไร ? แล้วเขาจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ? ถ้าเป็นแบบนั้น เขาพอจะมีวิธีแก้ไขบ้างหรือเปล่า?
“คุณหนู หมายความว่าอะไรที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองน่ะ ? เธอรู้วิธีแก้ไขเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?”
“คุณไม่รู้งั้นหรือ ? ช่างโง่เขาอะไรเช่นนี้ ? ส่วนวิธีแก้ไขมันน่ะหรือ เอ่อ ขอฉันนึกวิธีดูก่อนก็แล้วกัน” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดพร้อมกับลูบไปที่คางของตัวเองอย่างลอยหน้าลอยตา
ตอนนี้ สายตาของหยูหลงเซิงเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวจะบอกถึงวิธีแก้ปัญหาของเขา
“มันจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อคุณตายไปแล้วอย่างไรล่ะ ! เฮอะ !”
“นี่เธอ !” ดวงตาของหยูหลงเซิงเบิกโพลงขึ้นมาทันที เด็กผู้หญิงตัวเหม็นคนนี้ หากเขาไม่ถูกตรึงเอาไว้แบบนี้ล่ะก็ เขาคงจะพุ่งเข้าไปรัดคอเธอจนตายตั้งนานแล้ว !
ฟู่เยี่ยนดึงเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไปด้านหลัง เด็กผู้หญิงคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์มากจริงๆ ตอนนี้ชายทั้งสองคนได้ตกอยู่ในกำมือของพวกเธอแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาที่พวกเธอจะจัดการกับพวกเขาเสียที !
“เมี่ยวเมี่ยว เธอยังไม่ได้บอกฉันเลยนะ ฉันควรจะเรียกแซ่ของพวกเขาว่าอะไรดี ?” ฟู่เยี่ยนหันกลับไปถามด้วยความสงสัย
“ฮึ่ม หากฉันจำไม่ผิด ชื่อของเขาคือหยูต้าหลง ตอนนั้นเขาได้ลักพาตัวธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลไป๋ไป แต่ถึงอย่างนั้นหัวหน้าตระกูลไป๋ก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะช่วยลูกสาวของเขา และดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนด้วยนะ”
คำพูดของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวทำให้ไป๋เฟยรู้สึกตกตะลึงยิ่งขึ้น
“เธอกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน ! คนๆนี้คืออาจารย์ของฉัน !”
“ถ้านายไม่เชื่อฉันก็ถามดูสิ มันไม่เป็นความลับอะไรหรอกนะ แม่ของนายชื่อว่าไป๋ตันหรือเปล่า? ถ้าใช่ เขาก็คือพ่อของนาย ไม่อย่างนั้นก็ถามเขาสิว่าทำไมถึงรู้วิชาลับของตระกูลไป๋ได้!”
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะพูดออกมาอย่างเสียงดังฟังชัด
ฟู่เยี่ยนไม่คาดคิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เธอจึงได้แต่แอบดูละครฉากนี้อยู่เงียบๆเท่านั้น ปล่อยให้พวกเขาทะเลาะกันต่อไปเถอะ บางทีมันอาจจะบอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตออกมามากมายเลยก็ได้
“อาจารย์คือพ่อของผมจริงๆเหรอ ? ช่วยบอกผมหน่อยสิว่าอาจารย์เป็นพ่อของผมจริงๆหรือเปล่า ?” ไป๋เฟยแทบจะเสียสติ เขาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งด้วย มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่เลี้ยงดูพวกเขามา
“เสี่ยวเฟย เราอยู่ด้วยกันมานานหลายปีแล้ว เราไม่ใช่พ่อลูกกันหรอก แต่เราเป็นมากกว่าพ่อลูกกันเสียอีก นายยังมีความสงสัยเกี่ยวกับความรู้สึกของฉันที่มีต่อนายอยู่อีกเหรอ ?” หยูหลงเซิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องราวทั้งหมดของเขากำลังจะถูกเปิดเผย
“อาจารย์คือพ่อของผมจริงๆหรือเปล่า ?” สีหน้าของไป๋เฟยยังคงเคร่งขรึมอยู่ เขาไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี
“สำหรับไป๋หยู ทำไมอาจารย์ไม่ล้างแค้นให้กับเธอล่ะครับ ? เธอไม่ใช่ลูกของอาจารย์เหรอ ?” ไป๋เฟยยังคงไม่ลืมเรื่องการตายของไป๋หยู
“เสี่ยวเฟย นายเป็นลูกของฉันจริงๆ แต่ไป๋หยูไม่ใช่ลูกของฉัน เธอเกิดมาจากแม่ของนายกับสามีอีกคน”
หยูหลงเซิงยังคงมีปมอยู่ในใจของเขาเมื่อนึกถึงอดีต ซึ่งมันเป็นของไป๋ตัน เขากับไป๋ตันได้ออกจากตระกูลไป๋ และพวกเขาก็รักกันมานานหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอภิปรัชญามากเกินไปจนละเลยเธอ ดังนั้นเธอจึงได้พบรักครั้งใหม่และแต่งงานกับชายคนนั้นจนให้กำเนิดลูกอีกหนึ่งคน
เขาจึงทนไม่ไหวและถอยออกมา แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี ไป๋ตันก็ได้เสียชีวิตขณะคลอดลูก ซึ่งเขาก็ทนเห็นลูกชายของตัวเองไปอยู่กับคนอื่นไม่ได้ จึงได้เสนอที่จะรับเป็นศิษย์ ด้วยวิธีนี้ ไป๋เฟยก็จะได้ติดตามเขาตลอดไปแล้ว
ต่อมาพ่อของไป๋หยูก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน จึงทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับไป๋หยูมาเลี้ยง แต่เขาก็ยังคงมีอคติอยู่ภายในใจเสมอ จนโตขึ้น เธอก็ได้แต่งงานและย้ายไปอยู่บ้านของสามี
“อะไรนะ ? ไป๋หยูไม่ใช่ลูกของอาจารย์เหรอ ?” ไป๋เฟยมองไปที่เขาด้วยสีหน้าที่เศร้าเล็กน้อย
“สิ่งที่ฉันพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด แม้ว่าตอนนั้นนายจะยังเด็ก แต่นายก็คงจำคนที่นายเรียกว่าพ่อได้ เขาเป็นพ่อของไป๋หยู ไม่ใช่พ่อของนาย และการที่ฉันรับไป๋หยูมาเลี้ยงก็เป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อแม่ของนายเท่านั้น”
“ไหนๆก็พูดถึงไป๋หยูแล้ว ดูเหมือนว่าพวกนายสองพี่น้องจะมีอดีตร่วมกันมามากมายเลยสินะ นายสนับสนุนให้ไป๋หยูหลอกอาหญิงของฉัน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอตาย สุดท้ายแล้วพ่อของนายนั่นแหละที่เป็นคนร้ายที่แท้จริง เขาเป็นคนฆ่าน้องสาวของนาย !”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่พวกเขาทั้งสองคน เธอทนฟังเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และอยากจะให้พวกเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่ทำกับคนในครอบครัวของเธอ
ทันใดนั้นเอง หยูหลงเซิงและไป๋เฟยก็ได้หันไปมองฟู่เยี่ยนอย่างพร้อมเพรียงกัน
“จะว่าไปแล้ว พวกเราต่างก็เป็นคนรู้จักกัน ตอนแรกเธอใช้ร่างกายอาหญิงของฉันเลี้ยงแมลงกู่ เมื่อฉันรู้เรื่องนี้เข้า ไป๋หยูก็รีบหนีไปในทันที จากนั้นเธอก็ยังมีความคิดชั่วช้าที่จะจับวิญญาณของผู้คนมาหลอม แต่ฉันก็ทำลายแผนการของเธอได้ สุดท้ายไป๋หยูก็ถูกคุณตบเธอจนตายในที่สุด !”
“คุณก็เลยไม่พอใจและสาปแช่งตระกูลเก่อ ก่อนจะกำจัดลูกหลานของพวกเขา แต่หลังจากที่ฉันทำลายทุกอย่างลง ร่างกายของคุณก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วไม่ใช่เหรอ ?”
ไป๋เฟยนึกถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ฟู่เยี่ยนกลับรู้เรื่องทั้งหมด เธอเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดราวกับว่าเธอเห็นมันมากับตาของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
“เธอ ! เป็นเธอเองอย่างนั้นเหรอ ! อย่างนี้นี่เอง !” พวกเขาทั้งสองพูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ไป๋เฟยยังคงกลอกตามองไปที่เธอ และแทบจะเป็นลมอยู่ตรงนั้น
เฮอะ เขากำลังโกรธสินะ !
เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวที่ได้ยินก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก ส่วนไป๋เฟยก็ได้เป็นลมไปแล้ว เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โดยเทน้ำลงไปบนตัวของเขา ซึ่งไป๋เฟยก็ได้ตื่นขึ้นมาทันที
ตอนที่ 462: ด่าเพื่อเรียกสติ
“ฉันก็สงสัยอยู่ตั้งนานว่าใครกันที่กล้าทำแบบนี้กับพวกเราสองพ่อลูก ที่แท้ก็เป็นเธอเองสินะ แค่ยันต์พันธนาการของเธอ ฉันน่าจะเดาออกให้เร็วกว่านี้” หยูหลงเซิงหัวเราะเยาะตัวเอง ไม่คิดเลยว่าทักษะที่เขาฝึกฝนมาตลอดชีวิตจะแพ้ให้กับสาวน้อยสองคนนี้
“ไม่หรอก ? มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ตอนนี้คุณก็ได้หลบหนีมาถึงเกาะฮ่องกงแล้ว ทำไมไม่เลือกเส้นทางที่ถูกต้องกันล่ะ ? ทำไมถึงต้องอยากฆ่าคนด้วย ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีอยู่แล้วว่าหมามันเปลี่ยนสันดานชอบกินของต่ำได้ยาก
“เธอไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ผู้ชนะคือราชา ส่วนผู้แพ้ก็คือโจร พูดสิ่งที่เธอต้องการออกมาตามตรงเถอะ” หยูหลงเซิงพูดออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจ
“ฉินเฟิง เรามาทำตามกฎแก๊งค์ของคุณกันดีกว่าค่ะ ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องนี้” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาเบาๆ และส่งมอบคนทั้งสองให้ฉินเฟิงเป็นคนจัดการ
เธอรู้ความจริงทั้งหมดของเรื่องนี้แล้ว และหยูหลงเซิงก็จะต้องตายด้วยน้ำมือของแก๊งค์หง เนื่องจากตอนนี้ลุงห่าวเป็นหัวหน้าของแก๊งค์หง ดังนั้นเขาจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆอย่างแน่นอน
“กฎของแก๊งค์อย่างนั้นเหรอ ?” หยูหลงเซิงกำลังสงสัยว่าเป็นแก๊งค์ไหน ซึ่งหากพวกเขามาจากแก๊งค์ชิง เขาก็ยังสามารถขอความเมตตาได้ เพราะถึงอย่างไรระหว่างพวกเขาก็ยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกันอยู่
“ขอถามหน่อยได้ไหม คุณมาจากแก๊งชิงหรือเปล่า ? ฉันค่อนข้างจะสนิทกับคุณตู้มากๆเลยล่ะ คุณพอจะปล่อยฉันไปได้หรือเปล่า ?” หยูหลงเซิงใช้โอกาสนี้พูดกับฉินเฟิงในทันที
เมื่อฉินเฟิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค์ชิง หลังจากฟังจบ เขาก็รู้แล้วว่าชายคนนี้กำลังพยายามสร้างธงขนาดใหญ่ขึ้นมาจากหนังเสือ แสดงว่าชายคนนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเหอโหย่วหลี่ด้วยอย่างแน่นอน
“เฮ้ ฉันยังไม่ได้บอกนายอีกเหรอ ว่านายกำลังรนหาที่ตาย นายรู้หรือเปล่าว่าเสี้ยวเทียนคลินิก เป็นคลินิกของลูกชายหัวหน้าแก๊งค์หง มีผู้คนมากมาย แต่ทำไมนายถึงเลือกทำร้ายพวกเขากันล่ะ ?” คนของฉินเฟิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น แน่นอนว่ามันทำให้หยูหลงเซิงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
“อะไรนะ ? หลี่เสี้ยวเทียนเป็นลูกชายของลุงห่าวจากแก๊งค์หงอย่างนั้นเหรอ ?” หยูหลงเซิงมาที่เกาะฮ่องกงก็เพียงเพื่อจะทำให้ตัวเองก้าวหน้าขึ้น ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีฝังแมลงกู่ลงในร่างกายมนุษย์ขึ้นมานั้นเอง
สำหรับแผนการนี้ เขาจึงยอมมาทำงานในคลินิกของหลี่เสี้ยวเทียนกว่าหนึ่งปีแล้ว เพียงแค่รอให้ราชาแมลงกู่ระเบิดออกมาจากท้องของหลี่เสี้ยวเทียน ตราบใดที่เขามีราชาแมลงกู่เอาไว้ในครอบครอง เขาก็จะมีอำนาจเหนือลัทธิเต๋าบนเกาะฮ่องกงทั้งหมดได้
เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะกลายเป็นปรมาจารย์ที่ร่ำรวยและยิ่งใหญ่ ทว่าตอนนี้ความพยายามตลอดทั้งชีวิตของเขากลับพังทลายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดีเสียแล้ว เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้ !
ชายคนนั้นเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าแก๊งค์ แล้วทำไมถึงได้มาเปิดคลินิกแบบธรรมดาๆแบบนี้กันล่ะ ? หยูหลงเซิงยังคงไม่เข้าใจกับเรื่องนี้
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว อาปิง เอาพวกเขาทั้งสองคนไปโยนลงทะเลเพื่อเป็นอาหารฉลามซะ” ลูกน้องของฉินเฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ก่อนจะใช้ผ้าขี้ริ้วยัดเข้าไปในปากของหยูหลงเซิง
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน ทุกคน ฉันมีบางอย่างที่อยากจะพูด คุณหนู ได้โปรดฟังฉันก่อนเถอะ !” หยูหลงเซิงตะโกนออกมาอย่างกระวนกระวาย
ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเขาอีกแล้ว เธอเชิดคางขึ้นพร้อมกับมองไปทางฉินเฟิง เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉินเฟิงก็ได้โบกมือให้กับอาฉุ่ย เขาจึงได้ชะงักฝีเท้าลง
“คุณหนู ตอนนี้คุณมีแมลงกู่แล้ว นี่เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ตระกูลเหอเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดบนเกาะฮ่องกง คุณเหอจึงต้องการแมลงกู่เพื่อทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น หากคุณมีแมลงกู่อายุกว่าสิบปีอยู่ในมือ ฉันเชื่อว่าเขาจะให้เงินกับคุณมากมายแน่นอน”
นี่คือสาเหตุที่หยูหลงเซิงเลี้ยงแมลงกู่ โดยเขาตั้งใจที่จะฝังแมลงกู่เข้าไปในร่างกายของคนสองคน ซึ่งแมลงกู่ตัวแรกเขาจะมอบมันให้กับเหอโหย่วหลี่เพื่อใช้ในการยืดอายุขัย ส่วนอีกตัวหนึ่งเขาจะนำมันไปขาย
น่าเสียดายที่ฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวได้ทำลายความฝันนี้ของเขาไปเสียแล้ว
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินคำพูดนี้ เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าคนแซ่เหอมีอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ ซึ่งมันน่ารำคาญมาก!
“ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ฉินเฟิง คงต้องรบกวนให้เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะค่ะ ไปกันเถอะ ฉันยังต้องกลับไปทานมื้อเย็นกับผู้เฒ่าทั้งหลายอยู่”
ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกขึ้น ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เธออยากจะรู้อีกแล้ว
“อย่ากังวลไปเลยครับคุณฟู่ ลุงห่าวได้บอกเรื่องนี้กับผมแล้ว” ฉินเฟิงรู้ดีว่าเขาควรทำอย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว กฎของแก๊งค์นั้นไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแค่ทำให้คนหวาดกลัว ยิ่งกล้ามาทำกับลูกชายของลุงห่าวแบบนี้ ลุงห่าวจะต้องไม่ไว้ชีวิตเขาอย่างแน่นอน หากไม่มีคุณฟู่ ชายชราก็คงต้องจัดงานศพให้ลูกชายตัวเองอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนพาทุกคนออกไปจากที่นี่ เนื่องจากเธอต้องกลับบ้านในอีกสองวันข้างหน้า คงจะดีหากเธอได้ทานอาหารร่วมกับเสิ่นกั๋วเฉียงและใช้เวลาอยู่กับเขา สำหรับเหอโหย่วหลี่ เขาคงจะไม่สามารถฟื้นตัวได้ภายในสองสามวันนี้อย่างแน่นอน
เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ไป๋โม่เฉินอยู่ที่ไหน แต่หากคำนวณจากเวลา เขาน่าจะถึงหยางเฉิงแล้ว เนื่องจากเขากลับบ้านเร็วกว่าเธอ จึงทำให้ตอนนี้เธออยากกลับบ้านมาก !
ในเวลาเดียวกันนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงก็กำลังรอฟู่เยี่ยนกลับมา ส่วนเสิ่นรั่วหลิงและคนอื่นก็ได้ทำให้เขามีความสุขเช่นกัน โดยพวกเขากำลังเล่าถึงงานเลี้ยงที่เพิ่งจบไปอย่างสนุกสนาน
“รั่วเฉิง นายชอบบ้านแถวนี้หรือเปล่า ? เมื่อไหร่เราจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่กันนะ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงยังไม่ลืมสิ่งที่เขาให้เหลนไปทำ
“คุณทวดครับ อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ผมจำเรื่องนี้ไว้ขึ้นใจแล้ว ! ขอผมดูอีกสักสองสามหลัง แล้วผมจะบอกคุณทวดนะครับ” เสิ่นรั่วเฉิงพูดด้วยท่าทีที่ดูน่าเชื่อถือ วันนี้เขาไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากพาเสิ่นรั่วหลิงไปดูบ้านที่อยู่รอบๆ
“ดีมาก เมื่อพี่ชายของนายกลับมา ฉันจะให้เขาเลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือนให้กับนาย” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดออกมาสั้นๆ
“แล้วเมื่อไหร่พี่ใหญ่จะกลับมากันล่ะคะ ?” เสิ่นรั่วหลิงสนิทกับพี่ชายคนโตของเธอมากๆ
“น่าจะช่วงสิ้นปีนี้แหละ เราไปซื้อบ้านและทำความสะอาดกันดีกว่า หลังจากที่เขาจัดการเรื่องบริษัทเสร็จแล้ว เขาจะเตรียมเปิดบริษัทที่นี่ รั่วหลิง เธอคิดว่าที่นี่ดีกว่าทะเลทางตอนใต้หรือเปล่า ?”
แน่นอน เขาเป็นห่วงความรู้สึกของหลานสาวมากๆอยู่แล้ว
“หนูชอบเกาะฮ่องกงมากๆเลยค่ะ ที่นี่อากาศดี แต่ทะเลทางตอนใต้คือบ้านของเรา ! ฟู่เยี่ยนบอกว่าในเมืองหลวงมีหิมะตกด้วยเหรอคะ หนูอยากไปที่นั่นมาก ! แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปที่นั่นเมื่อไหร่”
“อืม เราจะไปที่นั่นอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลา ทวดจะพาทุกคนไปที่นั่นเอง”
“คุณทวดจะไปที่ไหนอย่างนั้นเหรอคะ ?” ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและทุกคนก็ได้กลับมาพอดี
“ฟู่เยี่ยน เธอกลับมาแล้วเหรอ ? แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ ?” เขาพูดพร้อมกับสำรวจดูฟู่เยี่ยนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อดูว่าฟู่เยี่ยนได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
“ลุงห่าวอยู่ที่ไหนเหรอคะ ? เมี่ยวเมี่ยวเขียนใบสั่งยาให้กับเขาแล้ว ให้ใครสักคนไปซื้อยาให้กับเขาเถอะค่ะ”
“อาห่าวอยู่ข้างบน เขาน่าจะเป็นกังวลเรื่องลูกชาย จึงขึ้นไปดูอาการตั้งนานแล้วล่ะ” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดด้วยท่าทีที่ดูโกรธเล็กน้อย
“มีอะไรผิดปกติหรือเล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่เสิ่นรั่วหลิงเพื่อต้องการคำอธิบาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสิ่นรั่วหลิงจึงได้กระซิบบอกเรื่องราวทั้งหมด ฟู่เยี่ยนจึงได้รู้ความจริง ! ไม่แปลกเลยที่เธอไม่ได้เจอเขาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
บางทีครั้งนี้อาจเป็นโอกาสที่สองพ่อลูกปรับความเข้าใจกันก็ได้ หากทั้งสองรู้ถึงข้อผิดพลาดและสามารถแก้ไขมันได้ ลุงห่าวจะต้องยอมรับมันได้อย่างแน่นอน
“คุณทวดคะ อย่าเพิ่งดุพวกเขาเลยค่ะ ใจเย็นๆก่อนดีกว่า บางทีการที่เกิดเหตุการณ์ระหว่างความเป็นกับความตายขึ้นในครั้งนี้ พวกเขาอาจจะเข้าใจกันก็ได้ค่ะ มันยังไม่สายเกินไปหรอก” ฟู่เยี่ยนปลอบใจชายชราที่อยู่ตรงหน้าของเธอ
“ฉันรู้ ฉันก็แค่ดุเพื่อให้เขาได้สติเท่านั้นเอง หากฉันไม่ดุ คงไม่มีใครกล้าพูดอะไรอย่างแน่นอน ไม่มีใครกล้ายุ่งเรื่องนี้นอกจากฉันอีกแล้ว กับบางคน อาจจะไม่มีวันได้รู้แจ้งไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”
เสิ่นกั๋วเฉียงตระหนักถึงอารมณ์ของหลี่เสี้ยวเทียนดี ด้วยความรั้นของเขา ชาตินี้ก็คงจะเปลี่ยนไม่ได้ ชายชราหวังเพียงว่าเขาจะยอมคุยกับลุงห่าวดีๆ และมาเจอกันบ่อยขึ้นเท่านั้น
“ใช่แล้วค่ะ หลังจากนี้ลุงห่าวได้ถูกกำหนดให้มีชีวิตที่มีความสุขแล้ว ! คุณทวด หากหนูกลับไปแล้ว คุณทวดต้องห้ามโกรธใครมากขนาดนี้อีกนะคะ คุณทวดต้องดูแลตัวเองให้ดี เรายังมีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันอีกยาวนานมากๆเลยล่ะค่ะ !”
ฟู่เยี่ยนกังวลว่าชายชราจะอารมณ์ไม่ดีมากเกินไป
“อืม ฉันเข้าใจแล้ว หากมีโอกาสฉันจะไปที่นั่น และจะไปบ่อยๆอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันยังมีคนคอยดูแลอยู่ !”
“ฉันยังไม่ทันได้เห็นหลานๆของฉันแต่งงานและมีครอบครัวเลย ดังนั้นอย่ากังวลไปเลย ทวดของเธอคนนี้จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน !”
แม้ว่าเสิ่นกั๋วเฉียงจะไม่ค่อยเต็มใจที่จะยอมแพ้เท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่สามารถบังคับให้เธออยู่ต่อได้ เขาแค่หวังว่าการติดต่อระหว่างเกาะฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่จะสำเร็จในเร็ววันเท่านั้น
ตอนที่ 463: กลับบ้าน
ในช่วยกลางดึก ฉินเฟิงก็ได้กลับมา เขาไม่ได้เข้าไปรบกวนคนอื่น โดยเข้าไปพบลุงห่าวและรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เท่านั้น
“ตอนนี้ทุกคนได้รับการดูแลแล้วใช่ไหม ?” ลุงห่าวนั่งอยู่ในห้องหนังสือโดยสวมชุดนอน
“ทุกคนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีครับ ส่วนคนที่ทำเรื่องนี้ได้รับการจัดการตามกฎของแก๊งค์โดยการโยนลงทะเลแล้วครับ” ฉินเฟิงรายงานสิ่งที่เขาทำ
“เอาล่ะ วันพรุ่งนี้กระจายข่าวนี้ออกไปได้เลย คนจากแก๊งค์หงไม่ใช่คนที่ใครจะเข้ามายุ่งได้ง่ายๆ โดยเฉพาะตู้จื่อหมิงจากแก๊งค์ชิง รวมไปถึงปรมาจารย์เฒ่านอกรีตเหล่านั้นด้วย พวกเขาจะได้คิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการกระทำในอนาคตของพวกเขา ทำให้พวกเขารู้ว่าคนอย่างฉันไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นด้วยได้ !”
ครั้งนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับลูกชายของเขา ดังนั้นลุงห่าวจึงต้องประกาศเรื่องนี้ออกไปให้ทุกคนทราบ ที่เขาอยู่นิ่งๆมาโดยตลอดไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเขี้ยวเล็บ เขาจะใช้เหตุการณ์นี้ยับยั้งคนที่คิดไม่ดีต่อเขา ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก
“เข้าใจแล้วครับลุงห่าว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องครับ ตอนนี้ดูเหมือนว่าอาการของเหอโหย่วหลี่จะร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม เขาพายามตามหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทุกที่ และพวกเขาก็ล้วนเป็นจิตแพทย์ทั้งหมดอีกด้วยครับ”
“โอ้ ดูเหมือนว่าค่ายกลของฟู่เยี่ยนจะได้ผลเป็นอย่างดีเลยนะ เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังเอง นายไปพักผ่อนเถอะ ! พรุ่งนี้ยังไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้ พักผ่อนก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่”
ลุงห่าวปฏิบัติต่อฉินเฟิงเหมือนกับหลานชายแท้ๆของเขามาโดยตลอด และจากนี้ไป เขายังคงต้องแบกรับภาระต่างๆนานาของแก๊งค์หง ซึ่งลุงห่าวรู้ดีว่าความทะเยอทะยานของลูกชายนั้นไม่ได้มาทางนี้ ส่วนหลานชายของเขาก็ยังเด็กเกินไป ดังนั้นจึงมีเพียงฉินเฟิงที่พอจะจัดการทุกอย่างแทนเขาได้
“พี่เทียนเป็นอย่างไรบ้างครับ ? ทุกอย่างราบรื่นดีหรือเปล่า ?” ฉินเฟิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลี่เสี้ยวเทียน ซึ่งบางครั้ง หลี่เสี้ยวเทียนก็มักจะมาระบายความคับข้องใจที่มีต่อผู้เป็นพ่อให้ฉินเฟิงฟังอยู่บ่อยๆ ดังนั้นฉินเฟิงจึงได้รับหน้าที่เป็นคนปลอบทั้งสองฝ่ายมานานแล้ว
“เขาทานยาและหลับไปแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่สามารถเอาชนะปมที่อยู่ภายในใจของเขาได้อยู่ดี”
“เอาเถอะ มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก หากเขาไม่อยากสานต่อเรื่องนี้ อาเฟิง ในอนาคตภาระทั้งหมดของแก๊งค์หงคงต้องตกอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของนายแล้ว จากนี้ไป นายต้องฝึกควบคุมคนหมู่มากให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนจะได้เชื่อมั่นในตัวของนาย”
หลังจากได้เผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ลุงห่าวรู้สึกว่าพละกำลังของตัวเขาไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นเป็นการดีกว่าหากจะพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่ฉินเฟิงจะได้เตรียมตัว
“ลุงห่าวครับ ถึงพี่เทียนจะไม่ชอบและไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ เรายังสามารถปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับหลานชายทั้งสองคนของลุงห่าวได้นะครับ” ฉินเฟิงเป็นคนที่ไม่เคยหวังอะไรจากลุงห่าวเลย ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยู่เคียงข้างลุงห่าวมานานขนาดนี้นั่นเอง
“ตอนนี้เด็กทั้งสองคนต่างก็กำลังเรียน คนหนึ่งเรียนแพทย์ ส่วนอีกคนก็เรียนเศรษฐศาสตร์ ฉันคงไม่มีหวังแล้วล่ะ ! ที่สำคัญตอนนี้พวกเขายังเด็กมาก ต่อให้เข้าร่วมแก๊งค์ในตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งของแก๊งค์ได้อยู่ดี”
ลุงห่าวไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยแบบลูกชายของเขาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้หลานชายทั้งสองทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ !
“ลุงห่าวครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว ผมว่าลุงพักผ่อนก่อนเถอะครับ เอาไว้ผมจัดการเรื่องข้างนอกเสร็จ ผมจะมาเยี่ยมพี่เทียนอีกครั้งนะครับ”
“อืม ไปเถอะ” ตอนนี้เขาแก่เกินกว่าที่จะตื่นขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ช่วงกลางคืนได้แล้ว ดังนั้นลุงห่าวจึงไม่ได้ลุกขึ้นไปส่งฉินเฟิง ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมาตรวจดูอาการของหลี่เสี้ยวเทียนและภรรยาของเขา ลุงห่าวก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหอโหย่วหลี่ให้เธอฟัง
“ฟู่เยี่ยน นั่งก่อนสิ เมื่อคืนนี้ฉินเฟิงได้มาแจ้งข่าวกับฉัน เขาบอกว่าเหอโหย่วหลี่ไปพบจิตแพทย์หลายคนเลย มันเป็นผลมาจากค่ายกลของเธอหรือเปล่า ?”
“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะคะ ให้เขาวิ่งหาจิตแพทย์แบบนั้นแหละดีแล้ว จิตใต้สำนึกของเขามีความปรารถนาอยู่มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นจึงได้ตามมาเล่นงานเขา ที่จริงแล้วมันไม่ได้ทำอันตรายใดๆต่อตัวเขาเลย แต่สิ่งที่ทรมานเขาอยู่คือความปรารถนาในใจของเขาต่างหาก”
ฟู่เยี่ยนอธิบายให้กับลุงห่าวฟังว่าทำไมเหอโหย่วหลี่จึงพยายามไปพบจิตแพทย์แบบนี้
“เมื่อก่อนเขาเป็นคนดี เขาทั้งอ่อนโยนและสุภาพกับทุกคนที่เขาพบเจอ ฉันไม่คิดเลยว่าลับหลังเขาจะทำถึงขนาดนี้ เขาเคยเจรจาธุรกิจกับพี่ตงฟางมาก่อน เพื่อขอให้พี่ตงฟางร่วมลงทุนในธุรกิจของตระกูลเหอ ฉันคิดว่าที่เขาทำแบบนั้น คงจะเป็นเพราะไม่อยากให้พี่ตงฟางเข้าไปยุ่งกับเรื่องธุรกิจของครอบครัวเขาอย่างแน่นอน”
เราไม่สามารถตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกได้ และนี่ก็คือข้อคิดสำคัญที่ลุงห่าวได้รับในเหตุการณ์นี้
“ตระกูลเหอจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้วล่ะค่ะ ดังนั้นเราอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นการดีที่สุด ลุงห่าวคะ หลังจากที่ลูกชายของลุงทานยาครบสามชุด ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีกแล้ว แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป เขาต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าทำอะไรที่ตัวเองต้องเหนื่อยจนเกินไป เพราะพิษของแมลงกู่นั้นสามารถกลืนกินทุกสิ่งได้” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง
“เข้าใจแล้ว เอาไว้ฉันจะเตือนเขาอีกทีก็แล้วกัน” ลุงห่าวพูดก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ลุงห่าวคะ อีกไม่นานเขาก็จะคิดได้เองนั่นแหละค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดปลอบใจลุงห่าวอีกครั้ง
“ฉันชินแล้ว ไม่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นลูกชายของฉัน ! ชาตินี้ฉันคงจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว อย่าไปพูดถึงเขาเลยดีกว่า !”
“นี่คือของขวัญที่ฉันเตรียมเอาไว้ให้กับสาวน้อยตระกูลเหมี่ยว และยังมีของขวัญงานหมั้นสำหรับเธอและคุณไป๋ด้วยนะ” ลุงห่าวรู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนจะกลับในวันพรุ่งนี้
“ลุงห่าวคะ หนูเกรงใจ เรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเองค่ะ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรีบปฏิเสธออกไปอย่างรวดเร็ว
“อย่าปฏิเสธเลย นี่คือความตั้งใจของฉัน” ลุงห่าวพูดพร้อมกับผลักของขวัญไปตรงหน้า ส่วนเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้หันไปมองฟู่เยี่ยนอีกครั้ง
“เมี่ยวเมี่ยว รับมันเอาไว้เถอะ มันเป็นน้ำใจของลุงห่าว” ฟู่เยี่ยนแนะนำเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวด้วยท่าทีที่ดูลำบากใจเล็กน้อย
“ฟู่เยี่ยน เธอเองก็ต้องรับของขวัญของเธอไปด้วยนะ เพราะมันไม่ใช่ของขวัญแค่สำหรับเธอคนเดียว” รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของลุงห่าวอีกครั้ง
“ก็ได้ค่ะ หนูจะเอามันกลับไปด้วย แต่หนูเองก็มีบางอย่างจะให้ลุงด้วยเหมือนกัน” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบยันต์แคล้วคลาดที่เธอเพิ่งวาดเมื่อคืนออกมา พร้อมกับหยิบห่อผ้าที่เธอห่ออย่างระมัดระวังออกมาด้วย ซึ่งข้างในนั้นมียาบำรุงหัวใจของลุงห่าวอยู่นั่นเอง
“ลุงห่าวคะ ยันต์เหล่านี้หนูได้ทำเอาไว้สำหรับทุกคนในครอบครัวของลุง ลุงควรจะพกมันติดตัวเอาไว้ตลอดเวลานะคะ นอกจากนี้ยังมียาบำรุงหัวใจอยู่ด้วย หากรู้สึกว่าหัวใจของลุงเต้นแรงผิดปกติ ให้รีบทานมันทันทีเลยนะคะ”
“อืม ขอบคุณมากเลยนะ สำหรับสิ่งดีๆเหล่านี้ ทุกอย่างที่เธอให้มา แม้จะมีเงินมากมายก็ไม่สามารถหาซื้อได้ ฉันหวังว่าในอนาคตเราจะได้เจอกันบ่อยขึ้นนะ เอาไว้ฉันกับลุงเฉียงจะไปเยี่ยมครอบครัวของเธอโดยเร็วที่สุดก็แล้วกัน ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ หากเราต้องแยกจากกัน”
ลุงห่าวพูดด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้าไปใกล้ๆเขา
“ได้เลยค่ะ ลุงห่าว ลุงไม่ต้องห่วงเลยนะคะ เราจะได้พบกันอีกครั้งเร็วๆนี้อย่างแน่นอน”
หลังจากที่ออกมาจากบ้านของลุงห่าว ฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้ตรงไปที่โรงพยาบาลในทันที วันนี้มู่อี้อันจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว และคุณชายเหอก็ได้เตรียมงานเลี้ยงมื้อเที่ยงให้กับพวกเขาแล้วด้วย
ทางด้านมู่อี้อันที่อยู่ในโรงพยาบาลก็รู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมา เมื่อไหร่เขาจะได้ออกจากโรงพยาบาลสักที ?
“เสี่ยวอัน ใจเย็นๆก่อนเถอะ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย ฟู่เยี่ยนบอกว่าจะมาถึงที่นี่ในอีกไม่ช้า อีกอย่างนายเองก็ต้องรอให้หมอมาตรวจอาการก่อนถึงจะออกจากโรงพยาบาลได้ !” ลุงหลิวยังอยู่ที่นี่กับเขา และกำลังช่วยเขาเก็บของอยู่
“พวกเธอกำลังทำอะไรอยู่กัน ทำไมถึงยังไม่มาอีกล่ะครับ ? ผมเบื่อจะแย่อยู่แล้ว” ตอนนี้มู่อี้อันรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก และเขาก็อยากจะรีบกลับบ้านโดยเร็วที่สุด
“ฉันคิดว่าอาการของนายยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรนะ นายยังต้องอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างน้อยอีกสองสามวัน” ฟู่เยี่ยนบังเอิญได้ยินสิ่งที่เขาพูด จึงได้พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ฟู่เยี่ยน ในที่สุดเธอก็มาสักที รู้หรือเปล่าว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน” ใบหน้าของมู่อี้อันเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา
“เอาน่า ฉันได้ยินที่นายบ่นเมื่อกี้นี้แล้ว นายจะรีบร้อนทำไมกัน” ฟู่เยี่ยนนั่งบนลงบนโซฟา ก่อนจะหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาทาน หากเขายังคงกังวลอยู่แบบนี้ วันนี้จะต้องเป็นวันที่ไม่ง่ายสำหรับเขาอย่างแน่นอน
“เอ่อ ฉันก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง อย่าโกรธเลยนะ หมอได้มาตรวจดูอาการของฉันแล้ว แล้วบอกว่าฉันสบายดี แค่ต้องระวังอย่าให้อะไรโดนแผลเท่านั้น หมอจะไปรู้วิธีรักษาดีกว่าเธอได้อย่างไรกัน ? เธอช่วยตรวจดูหน่อยสิ”
มู่อี้อันรู้ดีว่าตราบใดที่ฟู่เยี่ยนฝังเข็มให้กับเขา เขาจะสามารถกลับไปเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
“เอาล่ะ ด้วยอาการป่วยของนาย ฉันจะไปถามหมอก่อนว่าขาของนายเป็นอย่างไรบ้าง ?” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หันหลังกลับ และกำลังจะไปที่ห้องทำงานของแพทย์เจ้าของไข้เพื่อถามเกี่ยวกับอาการของมู่อี้อันอีกครั้ง
ตอนนี้แพทย์ได้เตรียมประวัติการรักษาพร้อมจะส่งมอบคนไข้และข้อมูลยาที่จำเป็นทั้งหมดให้กับฟู่เยี่ยนแล้ว หากจะไปหาหมออีกครั้งก็แค่นำเอกสารเหล่านี้ติดตัวไปด้วยเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนจึงกล่าวขอบคุณหมอท่านนั้น ก่อนจะพามู่อี้อันเก็บสัมภาระเพื่อที่จะออกจากโรงพยาบาล
ตอนที่ 464: โดนปล้น
และแล้ว วันที่พวกเขาต้องเดินทางกลับเมืองหลวงก็มาถึงแล้ว ซึ่งทุกคนต่างก็ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนมาที่นี่ ทุกคนมีสัมภาระเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ตอนที่พวกเขาจะเดินทางกลับ กระเป๋าของพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยของฝากมากมาย
ฟู่เยี่ยนมีของมากที่สุด ก่อนหน้านี้ไป๋โม่เฉินได้เอากำไลที่ทำจากหินหยกกลับไปแล้ว จึงมีเพียงแค่ของขวัญที่เสิ่นกั๋วเฉียงมอบให้เท่านั้นที่อยู่กับเธอ
ฟู่เยี่ยนไม่สามารถเอาพวกมันทั้งหมดใส่เข้าไปในดินแดนต่างมิติได้ ดังนั้นเธอจึงใช้ยันต์ในการขนพวกมัน ซึ่งทำให้เธอสามารถพกพามันได้สะดวกขึ้นนั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน ระวังตัวด้วยล่ะ” เสิ่นกั๋วเฉียงจับมือฟู่เยี่ยนเอาไว้ และไม่เต็มใจที่จะปล่อยเลยแม้แต่น้อย
“คุณทวดคะ อย่ากังวลไปเลยค่ะ พวกเรามีกันตั้งหลายคน ทั้งยังมีคนอีกมากมายบนท้องถนนคอยช่วยเหลือพวกเราอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าการจากลากันครั้งนี้ อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีเลยกว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
“ฟู่เยี่ยน นี่คือของขวัญที่ฉันอยากจะมอบให้กับเธอ ช่วยรับมันเอาไว้ด้วยเถอะ” เสิ่นรั่วหลิงพูดพร้อมกับยื่นถุงผ้าให้กับฟู่เยี่ยน
“มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนรับถุงใบเล็กๆมาพร้อมกับเปิดมันออก ก่อนจะพบต่างหูเพชรคู่หนึ่ง
“พี่สาว ของสิ่งนี้มันมีราคาแพงเกินไป ฉันคงรับมันเอาไว้ไม่ได้หรอกนะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเธออยากจะให้สิ่งนี้เป็นการตอบแทนยันต์แคล้วคลาดนั่นเอง
“มันคือของที่ฉันรักมากที่สุด ทวดได้มอบมันให้กับฉัน และตอนนี้ฉันอยากจะมอบมันให้กับเธอ อย่าปฏิเสธมันเลยนะ !”
เสิ่นรั่วหลิงไม่รู้ว่าจะมอบอะไรให้กับฟู่เยี่ยนเป็นของขวัญดี แต่ที่ทะเลทางตอนใต้นั้น พี่สาวมักจะมอบเครื่องประดับหรือไม่ก็ผ้าเช็ดหน้าให้กับน้องสาว ซึ่งฟู่เยี่ยนได้มอบยันต์แคล้วคลาดให้กับเธอแล้ว ดังนั้นเธอก็ทำได้เพียงแค่มอบสิ่งนี้ให้กับฟู่เยี่ยน
“ก็ได้คะ ฉันจะรับมันไว้” ฟู่เยี่ยนและเสิ่นรั่วหลิงเข้ากันได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากทั้งสองคนสนิทกันมากกว่านี้ พวกเธอต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากๆอย่างแน่นอน
“ฟู่เยี่ยน ฉันเองก็มีของที่อยากจะมอบให้เธอเหมือนกัน หวังว่าเธอคงจะชอบมันนะ” ทันใดนั้นเอง เสิ่นรั่วเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับยื่นกล่องใบหนึ่งให้กับฟู่เยี่ยน โดยด้านในนั่นมีสร้อยคอไข่มุกอยู่ ซึ่งเป็นไข่มุกที่ครอบครัวคุณปู่ของเขาเพาะเลี้ยงเอง
“ขอบคุณพี่ชายมากค่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ปฏิเสธของขวัญจากเขา แม้ว่าเสิ่นรั่วเฉิงจะเป็นคนที่ติดเล่นไปหน่อยก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นคนดี
คุณเฮ่อได้ให้ส่งไปส่งทุกคนที่จุดตรวจคนเข้าเมือง โดนเสิ่นกั๋วเฉียง ลุงห่าว และคุณเฮ่อเองก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน เมื่อตำรวจที่เฝ้าประตูอยู่เห็นขบวนของพวกเขา ทุกคนต่างก็รีบเข้ามาประจบประแจงในทันที
ขณะที่ลงมาจากรถ ทุกคนต่างก็หยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเองลงมาด้วย ส่วนมู่อี้อันยังคงนั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีลุงหลิวเป็นคนช่วยเข็น ซึ่งอีกฝั่งหนึ่ง เยี่ยนหวู่โจวก็ได้มารอรับทุกคนแล้ว
“คุณทวด หนูไปก่อนนะคะ คุณทวดต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วว่าเสิ่นกั๋วเฉียงเช็ดน้ำตาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็พอจะบ่งบอกได้แล้วว่าเขาไม่อยากแยกจากเธอ
“เอาล่ะ ! เข้าใจแล้วเข้าใจแล้ว ! เธอเองก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ” เสิ่นกั๋วเฉียงไม่รู้จะพูดอีกต่อไปแล้ว และทำได้เพียงแค่บอกให้ฟู่เยี่ยนระวังตัวเท่านั้น พร้อมกับภาวนาว่าเธอจะเดินทางกลับอย่างปลอดภัย
ไม่ว่าเขาจะรู้สึกไม่เต็มใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่เวลาแห่งการจากลาก็ได้มาถึงแล้ว ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนเองรู้แล้วว่าการพลัดพรากหมายถึงอะไร แม้ว่าทวดของเธอจะมีสุขภาพที่ดีก็ตาม แต่เขาก็อายุเกินแปดสิบปีแล้ว
เธอหวังว่าจะมีการจัดการที่ดีระหว่างเกาะฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่โดยเร็วที่สุด หากเป็นแบบนั้น ทวดของเธอก็จะสามารถไปที่เมืองหลวงได้ ขณะที่คิดถึงเรื่องนี้ น้ำตาของฟู่เยี่ยนก็เริ่มคลอ เธอจึงรีบหันหลังกลับ และเดินตามทุกคนไปในทันที
“ลุงเฉียง อย่าเศร้าไปเลย ฟู่เยี่ยนเองก็คงจะรู้สึกแย่ไม่ต่างจากเรานักหรอก เรากลับกันดีกว่าครับ” คุณเฮ่อปลอบใจเสิ่นกั๋วเฉียง
เสิ่นกั๋วเฉียงมองดูฟู่เยี่ยนเดินผ่านจุดตรวจไปจนลับตา ก่อนที่เขาจะขึ้นรถไปอย่างไม่เต็มใจ พวกเขาไม่มีใครรู้เลยจนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนได้ทำบางอย่างให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง เพราะเธอได้แอบปรับฮวงจุ้ยทั้งหมดของตระกูลเฮ่อนั่นเอง !
“เกิดอะไรขึ้น ?” คุณเฮ่อรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าวันนี้อากาศภายในบ้านของเขานั้นดูสดชื่นเป็นพิเศษ และเมื่อนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัวอย่างบอกไม่ถูก
“นายท่านครับ นี่คือสิ่งที่คุณฟู่ได้เตรียมเอาไว้ครับ เธอบอกให้มอบจดหมายฉบับนี้ให้กับนายท่านเมื่อนายท่านกลับมาอีกด้วยครับ”
คุณเฮ่อรับจดหมายฉบับนั้นมา โดยเนื้อความของจดหมายได้เขียนเอาไว้ว่าเขาอายุมากแล้ว ให้เขาดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี เธอได้ตั้งค่ายกลนี้ขึ้นมาเพื่อที่มันจะสามารถบำรุงร่างกายทั้งภายในและภายนอกให้กับเขาได้ และนี่คือของขวัญสำหรับตระกูลเฮ่อ
นี่คือค่ายกลที่ฟู่เยี่ยนเคยตั้งในสวนสาธารณะเป่ยไห่เมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งเธอได้ใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของคฤหาสน์ตระกูลเฮ่อเพื่อตั้งค่ายกลอากาศขึ้นมา
“ลุงเฉียง ของขวัญจากฟู่เยี่ยนชิ้นนี้ช่างเป็นของขวัญที่ล้ำค่ามากจริงๆ ! แม้ว่าจะมีเงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อได้ ! ลุงเฉียง แม้ว่าลุงจะซื้อบ้านแล้วก็ตาม แต่อย่าเพิ่งรีบย้ายไปเลยครับ อยู่ที่นี่ก่อนเถอะ สุขภาพของเราจะได้ดีขึ้นครับ นี่คือจดหมายจากฟู่เยี่ยน ลองอ่านดูก่อนเถอะครับ !”
หลังจากที่พูดจบ คุณเฮ่อก็ได้ยื่นจดหมายให้กับเสิ่นกั๋วเฉียง ซึ่งจดหมายได้บอกเอาไว้เพิ่มเติมอีกว่าเธอได้ตั้งค่ายกลขนาดใหญ่นี้เพื่อให้ลุงห่าวสามารถมาอยู่ที่นี่ในยามว่างอีกด้วย
สิ่งที่เธอทำทั้งหมดนี้ต้องใช้หยกบริสุทธิ์จำนวนมากเลยไม่ใช่หรือ ! เมื่อรู้ว่าฟู่เยี่ยนแอบตั้งค่ายกลขึ้นเมื่อคืนนี้ หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกปลื้มปริ่ม !
“ฟู่เยี่ยนช่างเป็นเด็กดีมากจริงๆ เธอปฏิเสธหุ้นที่ฉันมอบให้ ดังนั้นฉันจึงทำได้เพียงมอบเครื่องประดับที่ไร้ค่าให้กับเธอไปเท่านั้น เธอยังแอบสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาโดยไม่บอกพวกเรา นั่นเป็นเพราะเธอไม่ต้องการให้เรามอบของขวัญให้กับเธอเป็นการตอบแทนสินะ”
“ตงฟาง ! เราทุกคนต้องรับมิตรภาพนี้เอาไว้ ! ฉันหวังว่าคราวหน้าเราจะได้มีโอกาสได้แก้ไขมัน เฮ้อ ซู่ฉีของฉัน !”เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกเศร้าลงไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกลับเข้าไปในห้อง
ส่วนคุณเฮ่อและลุงห่าวยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น และสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอันไม่มีที่สิ้นสุดของค่ายกลอากาศที่กำลังไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา สิ่งนี้จะต้องส่งผลดีต่อร่างกายของพวกเขาในระยะยาวอย่างแน่นอน ทั้งสองรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่ฟู่เยี่ยนได้มอบให้เป็นอย่างมาก
ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ขึ้นรถเดินทางไปยังหยางเฉิงแล้ว ซึ่งระหว่างทางกลับนั้น ทุกคนต่างก็เงียบกันหมด เนื่องจากช่วงนี้ชีวิตของทุกคนเพิ่งผ่านเรื่องที่ตื่นเต้นมาก ดังนั้นจึงทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนพิงไปที่ผนังของรถบรรทุก เมื่อคืนนี้เธอแทบจะไม่ได้นอนเลย ดังนั้นตอนนี้เธอจึงรู้สึกง่วงนิดหน่อย
หลังจากที่นั่งรถบรรทุกไปหยางเฉิงเป็นเวลาหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็ได้ขึ้นรถไฟต่อ เมื่อคำนวณเวลาแล้ว ไป๋โม่เฉินน่าจะไปถึงเมืองหลวงในช่วยบ่ายของวันนี้
ขณะนั้นเอง ผู้อำนวยการหยูก็ได้ขยับเข้ามาใกล้ๆ ราวกับว่าเขามีบางอย่างที่อยากจะพูดคุยกับฟู่เยี่ยน
“ฟู่เยี่ยน ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอหน่อย คือว่าผู้อำนวยการหลี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งซึ่งที่บ้านของเขามีวิญญาณ จึงอยากให้เธอช่วยไปดู บ้านของเขาอยู่ในหยางเฉิง ไม่ไกลจากที่เราพักมากนัก”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา เอาไว้ตอนเราไปถึงที่นั่น คุณช่วยเรียกฉันด้วยนะคะ” หลังจากที่คุยกันเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว เพราะตอนนี้เธอง่วงมาก ดังนั้นผู้อำนวยการหยูจึงให้เธอพักผ่อน
“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นเธอก็พักผ่อนก่อน หากไปถึงที่นั่น ฉันจะมาเรียกเธออีกที” หลังจากที่พูดจบ ผู้อำนวยการหยูก็ได้กลับไปที่นั่งของตัวเอง รถบรรทุกยังคงแล่นไปตามถนน และฟู่เยี่ยนก็ได้หลับไปแล้วเช่นกัน
ไม่นานนัก รถบรรทุกก็ได้หยุดลง ฟู่เยี่ยนตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าทุกคนก็ได้ตื่นแล้วเช่นกัน
“เรามาถึงแล้วเหรอ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวยังคงมีอาการงุนงงเล็กน้อยจากการที่ต้องตื่นนอนอย่างกะทันหัน
“เราเพิ่งมาถึงครึ่งทาง อย่าเพิ่งลงจากรถนะครับ พอดีมีท่อนไม้ขวางทางอยู่ เราจะรีบไปย้ายมันเดี๋ยวนี้” คนขับพูด ก่อนจะลงจากรถไป
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นโดยสารมาในรถบรรทุกธรรมดาๆเท่านั้น รถคันนี้ไม่ใช่รถทหาร ทว่าตอนนี้กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นแล้ว ฟู่เยี่ยนได้มองผ่านรถออกไป ซึ่งเธอเห็นว่ามีคนกำลังซุ่มโจมตีพวกเธออยู่ไม่ไกลจากตรงนี้
อะไรกัน นี่คือหายนะหรือ ! ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ในความสงบ เธออยากรู้ว่าคนพวกนั้นต้องการทำอะไรกันแน่
แน่นอนว่าคนขับและคนคุ้มกันได้ลงไปพร้อมกันและกำลังพยายามขยับท่อนไม้ที่กีดขวางทางออกไป ทว่าพวกเขาพยายามออกแรงอยู่นานพอสมควร แต่ท่อนไม้กลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่คนขับรถกำลังจะขอความช่วยเหลือนั้น จู่ๆ ก็ได้มีคนห้าหกคนเดินออกมาจากทั้งสองฝั่งของถนน พวกเขาพูดสำเนียงหยางเฉิง โดยขอให้คนขับส่งของมีค่ามาให้หมด และอีกสามคนก็ได้เดินไปด้านหลังในทันที
จากนั้น พวกเขาก็ได้เปิดผ้าคลุมด้านหลังรถเพื่อดูว่ามีสินค้าอะไรอยู่ข้างใน
แต่พอเปิดประตูหลังรถ พวกเขาต่างก็ตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นคนเต็มไปหมด ทั้งยังมีกระเป๋าเดินทางมากมายอีกด้วย ซึ่งหัวหน้าของโจรกลุ่มนี้ได้สังเกตเห็นกล่องใบใหญ่สี่ใบที่อยู่ถัดจากฟู่เยี่ยนได้อย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที กล่องแบบนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่บนเกาะฮ่องกงเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นของที่อยู่ด้านในจะต้องมีค่าอย่างแน่นอน !
“เฮ้ โยนกล่องที่อยู่ข้างๆเธอมาซะ”
หลังจากที่เขาพูดขึ้นมา ทุกคนต่างก็เงียบ ทั้งยังไม่มีใครสนใจเขาเลยอีกด้วย
“นายกำลังพูดถึงฉันอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนหันไปมองทางซ้ายและขวา ก่อนจะรู้ว่าเขากำลังพูดกับเธออยู่
ตอนที่ 465: วิญญาณชั่วร้าย
“ฉันกำลังพูดกับเธอนั่นแหละ โยนกล่องทั้งหมดของเธอมาซะดีๆ” ชายคนนั้นพูดอย่างหมดความอดทน
“ทำไมฉันต้องโยนมันไปให้นายด้วยล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนคิดจะแกล้งเขาสักหน่อย
“นี่เธอ หากเธอฉลาดพอล่ะก็ โยนมันมาให้ฉันซะดีๆ แล้วเธอจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย อย่าทำให้ฉันโกรธเลยดีกว่า” หัวหน้าของโจรสามคนพูดขึ้นมาพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างหงุดหงิด
“นายไม่รู้เหรอว่าการปล้นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง
“ที่นี่ฉันเป็นใหญ่ที่สุด ! เธอคงจะไม่อยากเสี่ยงหรอกนะ ? แต่ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะจัดการเธอเอง” หัวหน้าโจรพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่หยิ่งผยอง
“พี่ฟู่ ทำไมพี่ถึงเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระกับเขากันล่ะ ส่วนนายน่ะ นายกล้าดีอย่างไรถึงได้มาปล้นพวกเรา” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดแทรกขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะกระโดดเตะออกไปอย่างรวดเร็ว และหัวหน้าโจรก็ได้ล้มลงในทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น หูจินก็ได้กระโดดตามออกไปด้วยเช่นกัน ก่อนที่ทุกคนจะหยุดแสดงท่าทีที่หวาดผวา และกระโดดลงจากรถทีละคน ซึ่งมันทำให้โจรหลายคนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที ! ตอนนี้จึงเหลือเพียงมู่อี้อันเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่บนรถเข็นตามลำพังและยังรู้สึกวิตกกังวลมากๆอีกด้วย
หัวหน้าโจรยังคงนอนอยู่ที่พื้น ส่วนลูกน้องอีกสองคนของเขาไม่กล้าที่จะขยับตัวแม้แต่น้อย พวกเขาไม่คิดเลยว่าสาวน้อยคนนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“เป็นอย่างไรบ้าง ? ทีนี้ยังอยากจะปล้นพวกเราอยู่หรือเปล่า ? ทำไมนายไม่ลองหยิบกระเป๋าของพวกเราไปดูล่ะ” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนที่มีทักษะอะไรเลย แค่ลูกเตะของเธอเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เขาล้มลงไปกองกับพื้นได้แล้ว
เมื่อคนที่กำลังปล้นคนขับรถอยู่ได้ยินเสียง จึงได้วิ่งเข้ามาดูทันที ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้หัวหน้าของพวกเขาล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นเสียแล้ว
ทว่าพวกเขากลับไม่ได้มีท่าทีที่จะแก้แค้นแต่อย่างใด เมื่อมองไปยังทหารที่แข็งแกร่งด้านหลัง โจรทุกคนก็ได้คุกเข่าลงกับพื้นแต่โดยดี
“ต้องขอโทษด้วยครับ พวกเราตาบอดไปแล้ว ! เราจะรีบย้ายไม้ให้เดี๋ยวนี้เลย ! ค่อยๆเดินนะครับลูกพี่” โจรหลายคนรีบเข้าไปประคองหัวหน้าที่นอนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา ก่อนจะรีบไปย้ายท่อนไม้ออก
ผู้อำนวยการหยูพูดบางอย่างกับพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขอให้ทุกคนกลับขึ้นไปบนรถบรรทุกอีกครั้ง เรื่องนี้ยังคงต้องรอให้ตำรวจมาจัดการ ตอนนี้พวกเขาต้องรีบไปแล้ว
หลังจากที่กลับขึ้นมาบนรถแล้ว คนขับและคนอื่นก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะขอบคุณผู้โดยสารทุกคนด้วยความนอบน้อม เขาบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกคนเหล่านี้ปล่อยตัวไปอย่างง่ายดาย
“คนเหล่านี้เป็นใครกัน ทำไมถึงไม่มีใครสนใจเรื่องการปล้นของพวกเขาเลยล่ะ ?” หูจินรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
“สาวน้อย เธอยังไม่รู้สินะ อันที่จริงคนพวกเขาก็เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวๆนี้นั่นแหละ และได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาปล้นผู้คนบนถนนเส้นนี้ แม้แต่ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ หลังจากที่ถูกจับไปได้ไม่กี่วัน พวกเขาก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว หลังจากที่พวกเขาถูกปล่อยตัวออกมา ก็จะกลับไปทำเหมือนเดิมอีกครั้ง”
คนขับเองก็ทำอะไรไม่ถูกกับเรื่องนี้เช่นกัน คนพวกนี้เป็นเพียงแค่คนกลุ่มที่เกเรกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
“พวกเขาไม่ได้ทำไร่ทำนาหรอกเหรอ ? การมีชีวิตที่มั่นคงดีกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้อีกไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงทำแบบนี้กันล่ะ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะครอบครัวของเธอเองก็ทำไร่ทำนาเหมือนกัน
“แถวนี้อยู่ใกล้กับเกาะฮ่องกง ซึ่งบางหมู่บ้านจะสามารถมองเห็นวิถีชีวิตที่ไม่สมดุลกันได้อย่างชัดเจน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม จึงพยายามหาทางที่จะไปที่นั่น”
“แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิด ! บางคนไปแค่ไม่กี่ปีก็ต้องซมซานกลับมาด้วยความสิ้นหวังแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนที่ยอมทิ้งที่ดินให้รกร้าง และไม่สนใจจะทำไร่ทำนาอีกต่อไป พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายเพียงเท่านั้น”
ฟู่เยี่ยนจมอยู่ในความคิดของตัวเอง และไม่รู้ว่าเมื่อไรปัญหานี้จะถูกแก้ไขเสียที ตอนนี้มีช่องว่างทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองแห่ง และทุกคนต่างก็เห็นมัน หากสามารถตีแผ่เรื่องออกไปได้ ปัญหาส่วนใหญ่ของที่นี่ก็จะถูกแก้ไขตามไปด้วย เอาไว้กลับไป เธอจะคุยเรื่องนี้กับไป๋โม่เฉินอีกครั้ง
เมื่อพวกเขามาถึงหยางเฉิงก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ทุกคนรู้สึกเหนื่อยล้ากับการเดินทางเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะงีบหลับเพื่อคลายความเหนื่อยล้ากันก่อน และจะไปขึ้นรถไฟในวันพรุ่งนี้
ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปที่ห้องพักของตัวเองเช่นกัน ก่อนจะจัดของต่างๆให้เรียบร้อย และไม่ลืมที่จะเก็บของทั้งหมดในกล่องเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ซึ่งนอกจากทองคำแท่งและเครื่องเพชรแล้ว ยังมีสมบัติของย่าเธออีกด้วย
หากเธอทำมันหาย คงเป็นความเสียใจจนเกินกว่าที่เธอจะรับได้แน่นอน จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นานผู้อำนวยการหยูคงจะมาเรียกเธอแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้รีบเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น ฟู่เยี่ยนจึงเปิดประตู ก่อนจะพบว่าผู้อำนวยการหยูและเยี่ยนหวู่โจวยืนอยู่ด้านนอก
“ฟู่เยี่ยน ไปกันเถอะ เธออยากจะพาผู้ช่วยไปด้วยหรือเปล่า ?” ผู้อำนวยการหยูเอ่ยถามขึ้นมา
“ฉันขอไปเรียกหูจินก่อนนะคะ รอสักครู่ค่ะ” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตัดสินใจที่จะพาผู้ช่วยไปด้วย
เมื่อหูจินได้ยินเรื่องที่ฟู่เยี่ยนพูด เธอก็ได้ติดตามฟู่เยี่ยนไปอย่างไม่ลังเล ระหว่างการเดินทางนั้น ผู้อำนวยการหยูก็ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด
ชายคนนี้เป็นเพื่อนของผู้อำนวยการหลี่ พวกเขาเป็นสหายร่วมรบในกลุ่มเดียวกันในกองทัพ ซึ่งตอนนี้สหายคนนี้ทำงานอยู่ในหยางเฉิง และบังเอิญได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้นั่นเอง
แต่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเดือนที่ผ่านมา เขาและภรรยาได้ยินเสียงคนร้องไห้ในห้องนั่งเล่นทุกคืน และบางครั้งก็เป็นเสียงหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง ซึ่งทำให้ทั้งสองคนต่างก็นอนไม่หลับ แม้ว่าจะพยายามข่มตานอนแค่ไหนก็ตาม เขาจึงคิดว่ามีวิญญาณสิงอยู่ในบ้านหลังนี้
หลังจากที่เขารู้ว่าผู้อำนวยการหยูและทุกคนกำลังจะกลับบ้าน จึงเป็นเหตุผลที่เขาขอให้เยี่ยนหวู่โจวช่วยติดต่อผู้อำนวยการหยู เพื่อขอให้อาจารย์ช่วยมาดูที่บ้านของเขา เขาอยากรู้มากๆ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า และมันจะส่งผลต่อครอบครัวของเขาบ้างไหม
เมื่อผู้อำนวยการหยูรู้เรื่องนี้ เขาก็นึกถึงฟู่เยี่ยนขึ้นมาทันที ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะไปที่นั่นในคืนนี้เพื่อตรวจสอบดูอย่างละเอียด
พวกเขาใช้เวลาไม่นานนัก ก็ได้มาถึงบ้านของชายคนดังกล่าว บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ได้รับการจัดสรรโดยหน่วยงานของเขาเอง และเพื่อนบ้านต่างก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันทั้งหมด สภาพแวดล้อมโดยรวมของที่นี่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละครอบครัวนั้นต่างก็มีพื้นที่ใช้สอยเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องอื่นๆ
โดยอาคารทั้งหมดจะมีอยู่4ชั้น เรียกได้ว่าคนที่จะสามารถอยู่ที่นี่ได้นั้นคือคนระดับหัวหน้าของหน่วยงานทั้งหมด
กวนเหลียงผิงรู้แล้วว่าคืนนี้จะมีแขกมาที่บ้านของเขา เขาจึงได้เตรียมอาหารรออยู่ที่บ้านแล้ว ทางด้านภรรยาของเขาก็เอาแต่ดูนาฬิกาด้วยความร้อนรนใจ เธอกลัวว่าคืนนี้จะไม่มีปรมาจารย์มาที่บ้านของเธอ
“คุณคะ เมื่อไหร่อาจารย์จะมาถึงสักที ? ดูสิ อาหารใกล้จะเย็นหมดแล้วนะ” ป้าหม่านฉินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวล
“อย่ากังวลไปเลย อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะมาถึงแล้วล่ะ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะต้องมาอย่างแน่นอน” กวนเหลียงผิงเองก็ยังไม่รู้เวลาที่แน่ชัดเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก และทำได้เพียงแค่รออยู่ในห้องเท่านั้น ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น
“ผู้อำนวยการกวน ญาติของคุณมาถึงแล้ว” เสียงของพี่หลิว เพื่อนร่วมงานของกวนเหลียงผิงดังขึ้นมาจากข้างนอก
“พี่หลิว ต้องขอบคุณพี่มากเลยนะคะ” หม่านฉินกล่าวขอบคุณพี่หลิวที่ช่วยพาทุกคนมาที่นี่ ซึ่งพี่หลิวเองก็ได้บอกว่าหากมีอะไรก็สามารถปรึกษาเธอได้
“คุณหยูเองเหรอ ? เชิญครับ เชิญครับ เชิญเข้ามาข้างในก่อน” กวนเหลียงผิงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และรีบเชิญให้ทุกคนเข้ามาข้างใน
ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเดินเข้าไปข้างใน เธอก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลของวิญญาณชั่วร้ายได้อย่างชัดเจน และเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปข้างใน เธอก็ได้กลิ่นเหม็นที่รุนแรงมาก
แต่เธอก็ไม่พบอะไรในห้องนั่งเล่นที่ดูผิดปกติ หรือเป็นแหล่งที่มาของพลังงานหยินเหล่านี้เลย
“นั่งก่อน ช่างน่าอายจริงๆ ทั้งที่พวกคุณเพิ่งจะผ่านภารกิจที่หนักหนามาได้ แต่ก็ยังต้องมาที่บ้านของผมอีก ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่รบกวนพวกคุณแบบนี้” กวนเหลียงผิงรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเขามากที่จะพูดถึงเรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อถือแบบนี้
“คุณกวน คุณไม่จำเป็นต้องสุภาพกับพวกเราถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ คุณกับผู้อำนวยการหลี่เป็นถึงสหายร่วมรบกัน ฉะนั้นก็ถือว่าพวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น หากคุณมีอะไรจะพูด ก็พูดออกมาตรงๆเถอะครับ หากพวกเราทำได้ พวกเราจะช่วยคุณอย่างเต็มที่แน่นอน” ผู้อำนวยการหยูพูดปลอบใจเขา
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้พวกคุณฟังก่อนแล้วกัน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมกับภรรยาได้ยินเสียงคนร้องไห้และบางครั้งก็หัวเราะอยู่ในห้องนั่งเล่นทุกคืน ซึ่งมันทำให้เราทั้งสองหวาดกลัวจนนอนไม่หลับมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว
และช่วงกลางคืน ภายในห้องนี้ก็รู้สึกหนาวมากๆ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ส่งเด็กๆไปที่บ้านลุงของพวกเขา เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นที่นี่”
กวนเหลียงผิงรู้สึกผ่อนคลายลงไปเป็นอย่างมาก และเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเขาให้กับทุกคนฟังอย่างละเอียด
“ฟู่เยี่ยน เสี่ยวหู พวกเธอคิดว่าอะไรคือเหตุผลของเรื่องนี้อย่างนั้นเหรอ ?” ผู้อำนวยการหยูหันไปหาฟู่เยี่ยนและหูจินก่อนจะถามออกไปตามตรง
ฟู่เยี่ยนยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดในห้องนั่งเล่น ส่วนหูจินเองก็ส่ายศีรษะเช่นกัน และทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ร้องขอบางอย่างออกไป
“คุณกวนคะ ฉันขอดูห้องทุกห้องในบ้านของคุณได้หรือเปล่า ?”
“ได้เลย ได้เลย” ทันทีที่พูดจบ กวนเหลียงผิงก็ได้พาพวกเขาไปดูห้องแต่ละห้อง
Comments
Post a Comment