ตอนที่ 466: คู่กัน
เมื่อเดินมาถึงห้องนอนของทั้งคู่ ฟู่เยี่ยนและหูจินก็ได้หันมามองหน้ากัน ซึ่งพวกเธอก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หากเป็นอย่างที่คิด ปัญหาทั้งหมดจะต้องเกิดมาจากสิ่งนี้อย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนมองไปที่สิ่งนั้นอีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกราวกับว่าเธอได้พบกับเพื่อนเก่าอย่างไรอย่างนั้น มีกริชเล่มหนึ่งถูกแขวนเอาไว้บนผนังห้องนอนของกวนเหลียงผิง ซึ่งดูเหมือนว่ากริชเล่มนี้กับกริชของเธอจะเป็นคู่กัน
“คุณกวน คุณช่วยปลดกริชของคุณลงมาให้ฉันดูหน่อยได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนชี้ไปยังกริชที่ถูกแขวนเอาไว้บนผนัง พร้อมกับเอ่ยถามกวนเหลียงผิง
“ไม่มีปัญหา แต่คุณช่วยระวังหน่อยแล้วกัน เพราะมันเป็นของโบราณ” เห็นได้ชัดเลยว่ากวนเหลียงผิงชื่นชอบกริชเล่มนี้มาก
เขาหยิบกริชขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยื่นมันให้กับฟู่เยี่ยน และยังคงสังเกตดูการเคลื่อนไหวของฟู่เยี่ยนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เขากลัวว่าฟู่เยี่ยนจะทำของรักของเขาให้ได้รับความเสียหาย ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงกริชออกจากฝักช้าๆ ซึ่งหลังจากที่ดูมันอย่างละเอียดแล้ว เธอก็พบว่ามันเป็นกริชที่คู่กับกริชของเธอจริงๆ
ฟู่เยี่ยนมองดูลวดลายบนผิวของมันอย่างระมัดระวัง ซึ่งกริชของเธอนั้นถูกสลักลายมังกรเอาไว้ ส่วนกริชของกวนเหลียงผิงนั้นแกะสลักเป็นลวดลายของนกเฟิ่งหวง
ฟู่เยี่ยนแน่ใจเป็นอย่างมากว่าเป็นเพราะวิญญาณชั่วร้ายของกริชเล่มนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งคู่ โดยทำให้พวกเขาเกิดอาการประสาทหลอนขึ้นมานั่นเอง
ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์ของเธอมองเข้าไปในกริชเล่มนั้นเพื่อค้นหาความจริง แต่ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งขวางกั้นเอาไว้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่กริชลายมังกรของเธอไม่มี
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ชำเลืองมองไปที่กวนเหลียงผิง เขาไม่มีพละกำลังเพียงพอที่จะครอบครองกริชเล่มนี้ได้ หากกริชเล่มนี้ยังอยู่ในบ้านของเขาต่อไป ร่างกายเขาและภรรยาจะต้องประสบกับปัญหาบางอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนกลับมามองที่มันอีกครั้ง ก่อนจะส่งกริชให้หูจินดู ไม่นานนัก หูจินก็ได้พยักหน้าเพื่อยืนยัน ตอนนี้พวกเธอทั้งสองคนแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้านมาจากกริชเล่มนี้จริงๆ
“ฟู่เยี่ยน เป็นเพราะของสิ่งนี้หรือเปล่า ?” ผู้อำนวยการหยูรับรู้เรื่องนี้ผ่านทางแววตาของพวกเธอทั้งสอง
“เราออกไปก่อนดีกว่าค่ะ แล้วค่อยคุยกันอีกที” ตอนนี้พวกเขาทุกคนกำลังอยู่ในห้องนอนของผู้อื่น ซึ่งมันไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับการพูดคุยกันสักเท่าไหร่นัก
ดังนั้นทุกคนจึงได้มาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะบอกถึงเหตุผลที่ไม่ควรแขวนสิ่งนี้เอาไว้ในห้องนอน เพราะมันจะส่งผลต่อการนอนหลับ ซึ่งหากปล่อยเอาไว้เป็นเวลานาน อาจจะนำไปสู่ความผิดปกติทางด้านจิตใจของทั้งสองคนได้ และหากไม่จัดการให้ทันท่วงที มันก็จะส่งผลต่อจิตวิญญาณของคนทั้งครอบครัว
“คุณกวนคะ การที่เราได้มาพบกันในวันนี้ มันถูกลิขิตเอาไว้แล้วค่ะ ฉันขอพูดตามตรงเลยก็แล้วกันนะคะ กริชเล่มนี้ก็ถูกลิขิตมาให้กับฉันด้วยเช่นกัน ฉันมีกริชแบบนี้อยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งกริชทั้งสองเป็นกริชที่ถูกสร้างขึ้นมาคู่กัน หากคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอซื้อมันต่อจากคุณได้หรือเปล่า ฉันยินดีที่จะจ่ายให้คุณสองเท่าของราคาที่คุณซื้อมันมา”
วิธีแก้ปัญหาของฟู่เยี่ยนก็คือเธอจะเก็บกริชเล่มนี้เอาไว้ในดินแดนต่างมิติ หากไม่ทำแบบนี้ มันจะต้องส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน อีกอย่าง หากกริชทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน มันอาจจะทำให้วิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ในนั้นสงบลงก็เป็นได้
โดยไม่คาดคิด ทันทีที่ฟู่เยี่ยนบอกว่าเธอต้องการซื้อกริชเล่มนี้ การแสดงออกของกวนเหลียงผิงก็เปลี่ยนไปในทันที
เขาแค่อยากจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านของเขา ไม่ได้อยากจะขายสมบัติ ! เขาต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการตามหากริชเล่มนี้ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเขาต้องสูญเสียเงินกับมันไปมากแค่ไหน
ส่วนภรรยาที่อยู่ข้างๆ กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นี่เป็นการแก้ไขปัญหาในบ้าน ทั้งยังได้เงินอีกด้วย เรื่องดีๆเช่นนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก ?
“สาวน้อย ตอนที่ฉันซื้อมันมา ฉันจ่ายไป600หยวน แต่ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่าหรอกนะ แค่จ่ายให้ฉัน600หยวนก็พอแล้ว และเอามันไปได้เลย” ป้าหม่านฉินพูดแทรกขึ้นมาทันที
กวนเหลียงผิงจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ? เขาไม่มีทางขายสิ่งที่เขารักให้กับคนอื่นแน่นอน อย่าว่าแต่เพิ่มเงินเป็นสองเท่าเลย แม้จะให้ถึงสิบเท่า เขาก็ไม่ขาย !
“เรามาทานข้าวกันก่อนเถอะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย” กวนเหลียงผิงครุ่นคิดกับตัวเอง เพียงแค่เขาไม่แขวนมันเอาไว้ในห้องนอน ก็คงจะไม่เป็นอะไรแล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ชวนให้ทุกคนมาทานข้าวด้วยกันก่อน
ส่วนฟู่เยี่ยนและหูจินก็สังเกตเห็นสิ่งนี้แล้วเช่นกัน ดังนั้นพวกเธอจึงเลิกพูดโน้มน้าวใจเขา และทุกคนก็ได้เดินไปที่ห้องอาหารของกวนเหลียงผิง เมื่อเห็นว่ามันตอนนี้ดึกมากแล้ว พวกเขาจึงได้ขอตัวกลับ
“คุณกวน หากคุณเปลี่ยนใจก็ไปหาฉันที่บ้านพักของเราก่อนหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ได้เลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดกับกวนเหลียงผิง ก่อนจะหันหลังเดินกลับไป
“สาวน้อย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำด้วย ตอนนี้ฉันรู้ถึงสาเหตุแล้ว และจะหาวิธีจัดการกับมันเอง” กวนเหลียงผิงไม่เชื่อเรื่องวิญญาณชั่วร้าย แค่กริชเพียงเล่มเดียว เขาจะเอาชนะมันไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ ?
จากนั้น ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้เดินกลับออกไป ระหว่างทางกลับ ผู้อำนวยการหยูก็ได้ถามขึ้นมาด้วยความสนใจ
“เธอคิดว่าวันพรุ่งนี้เขาจะมาหาเธอหรือเปล่า ?”
ฟู่เยี่ยนยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “เขาจะต้องมาอย่างแน่นอน”
“นี่คุณกำลังคิดอะไรอยู่ เรานอนไม่หลับมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วนะ เธอให้ราคาถึงสองเท่า แต่คุณกลับไม่ขายอย่างนั้นเหรอ ? คุณอยากให้ฉันตายก่อน หรือจะให้ฉันซื้อมันในราคาสองเท่าแทน ? จะให้ลูกทั้งสองคนของเราไปอาศัยอยู่ในที่บ้านลุงของพวกเขาตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ ?” หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว หม่านฉิน ภรรยาของกวนเหลียงผิงก็เริ่มบ่นทันที
“ผมพยายามอย่างหนักเพื่อตามหามัน และใช้เงินไปถึง600หยวนเพื่อซื้อมันมา นี่เป็นสมบัติที่สามารถใช้เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวในอนาคตได้เลย ! ผมจะขายมันให้กับคนอื่นง่ายๆได้อย่างไร ? เราแขวนมันเอาไว้ในห้องนอนไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นก็แขวนมันไว้ในห้องนั่งเล่นก็แล้วกัน” กวนเหลียงผิงพยายามโน้มน้าวใจภรรยาของเขาจนถึงที่สุด
“ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น หากคืนนี้เรายังนอนหลับอย่างสบายไม่ได้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะเอามันไปขายให้กับเด็กสาวคนนั้น และจะขายมันแค่600หยวนอีกด้วย อย่างน้อยเราก็ยังไม่ขาดทุน อีกอย่าง ลูกทั้งสองคนของเราก็ยังต้องไปโรงเรียนไม่ใช่เหรอ ? พ่อกับแม่ของคุณยังรอเงินอยู่นะ!”
หม่านฉินรู้สึกโกรธมาก เธอรีบเดินเข้าไปในห้องนอนโดยไม่สนใจที่จะเก็บกวาดโต๊ะอาหารเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะไปหยิบกริชเล่มนั้นมาและโยนมันให้กันสามีของเธอ
กวนเหลียงผิงหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม พร้อมกับเช็ดมันอย่างระมัดระวังครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นเขาก็ได้นำมันไปที่ห้องนั่งเล่นด้วยท่าทีที่คร่งขรึม หลังจากครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่ เขาก็ได้แขวนมันเอาไว้ที่ประตูของห้องนั่งเล่น ในเมื่อกริชเล่มนี้มีวิญญาณที่ดุร้ายสิงอยู่ งั้นก็คิดเสียว่ามันเป็นเทพเจ้าที่เฝ้าประตูแล้วกัน !
จากนั้น เขาก็ได้มาเก็บกวาดโต๊ะอาหาร และล้างจานให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าห้องนอนไป
โดยไม่คาดคิด แม้ว่ากริชเล่มนั้นจะอยู่ห่างจากห้องนอนพอสมควร แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
พวกเขาทั้งสองนอนไม่ได้จนถึงรุ่งเช้า เพราะเสียงร้องไห้ก็ยังคงลอยมาพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ทั้งสองจึงไม่มีทางเลือก นอกจากกอดกันแน่นและรอเวลาเท่านั้น พวกเขาหวังเพียงว่าท้องฟ้าจะสว่างโดยเร็ว !
ในที่สุด แสงแรกของดวงอาทิตย์ก็ได้เริ่มสาดส่องเข้ามาบนท้องฟ้า เมื่อดูนาฬิกา ตอนนี้ก็เป็นเวลาตีห้าแล้ว หม่านฉินจึงรีบลุกขึ้นมาแต่งตัว ก่อนจะเร่งเร้าให้กวนเหลียงผิงไปหยิบกริชเล่มนั้นมา และทั้งสองก็ได้ตรงไปยังบ้านพักของฟู่เยี่ยนในทันที
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณคนเดียว ถ้าเราขายมันไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้ คงจะได้ราคาที่สูงมากไปแล้ว ! เด็กสาวคนนั้นก็บอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ เราสามารถแก้ไขปัญหาแล้วยังได้เงินอีก จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก คุณคิดว่าวันนี้เรายังจะขายมันได้ในราคา600หยวนอยู่หรือเปล่า !”
หม่านฉินยืนอยู่หน้าประตูบ้านพัก พลางอดไม่ได้ที่จะบ่นกวนเหลียงผิง
กวนเหลียงผิงเองก็รู้สึกเสียใจมากเช่นกัน แต่ประสบการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นแย่มากๆ ดูเหมือนว่าเขาไม่คู่ควรกับสมบัติชิ้นนี้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็ขายมันเถอะ ! รีบขายมันเดี๋ยวนี้เลย !
วันนี้ฟู่เยี่ยนและทุกคนต้องไปขึ้นรถไฟเวลา 9.30 น. ดังนั้นทุกคนจึงตื่นสายมาก กว่าที่ทุกคนจะออกไปข้างนอกก็เป็นเวลา 7.30 น. แล้ว กวนเหลียงผิงและภรรยาของเขาจึงต้องรออยู่ที่ประตูนานกว่าหนึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเดินออกมา สองสามีภรรยาก็รู้สึกไม่ต่างจากการได้พบกับผู้ช่วยให้รอดตายอย่างไรอย่างนั้น
“สาวน้อย ! สาวน้อย ฉันมาที่นี่เพื่อมอบกริชให้เธอ เมื่อวานนี้ฉันรู้สึกลำบากใจเล็กน้อยที่จะต้องเสียมันไป แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ฉันไม่ได้นอนเลย จึงต้องนำมันมาให้เธอ”
ฟู่เยี่ยนยิ้มเล็กน้อย เธอยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ ? พวกเขากลัวจนนอนไม่หลับเลยหรือ !
“คุณป้าคะ หนูจะซื้อกริชของคุณป้าในราคา1,000หยวนค่ะ” ฟู่เยี่ยนยื่นเงินให้กับพวกเขา ก่อนจะหยิบกริชเล่มนั้นมา
เมื่อทั้งสองกำลังจะเดินจากไป ฟู่เยี่ยนก็ได้มอบยันต์แคล้วคลาดให้กับพวกเขาอีกสองแผ่น
“หากคุณทั้งสองพกยันต์แคล้วคลาดนี้ติดตัวเอาไว้ มันจะปกป้องคุณและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายของพวกคุณได้โดยเร็วที่สุด”
“พี่ชาย รับมันเอาไว้เถอะครับ คุณไม่สามารถหาซื้อยันต์ของฟู่เยี่ยนได้ง่ายๆหรอกนะ” ผู้อำนวยการหยูพูดแทรกขึ้นมา ทั้งสองจึงได้รับยันต์เอาไว้ ก่อนจะเดินจากไปอย่างมีความสุข
“ฟู่เยี่ยน เธอไม่สามารถนำกริชเล่มนี้ขึ้นรถไฟไปด้วยได้หรอกนะ แล้วเธอจะทำอย่างไร ?” ผู้อำนวยการหยูรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันสัญญาว่าจะไม่มีใครสามารถตรวจพบมันได้อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ก่อนจะโยนกริชเข้าไปในดินแดนต่างมิติ เอาไว้กลับไปถึงบ้านแล้ว เธอค่อยดูมันอย่างละเอียดอีกครั้ง
ตอนที่ 467: การเรียนรู้บนขบวนรถไฟ
เมื่อทุกคนขึ้นไปบนรถไฟแล้ว พวกเขายังได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอีกด้วย โดยทั้งหมดนี้ได้รับการอนุมัติเป็นพิเศษจากนายสถานีรถไฟ
ทุกคนขึ้นรถประมาณ 8.00น. ซึ่งเป็นการเดินทางกลับบ้านที่น่าตื่นเต้นมากๆ โดยครั้งนี้ทุกคนได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย บนขบวนรถไฟมีทั้งอาหารและไพ่ให้เล่นอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนเองก็เข้าไปร่วมเล่นกับทุกคนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอกลับไปถึงเมืองหลวง เธอคงจะยุ่งมาก เธอยังต้องกลับไปเรียน ทำงานที่ร้าน ทั้งยังต้องหาเวลาเข้าไปเล่นกับเสี่ยวเฮยอีก เธอคงไม่มีเวลาว่างมากนัก ดังนั้นเธอจึงอยากจะใช้เวลาในช่วงนี้ทำให้ตัวเองผ่อนคลายให้มากที่สุด
ที่สำคัญ ฟู่เยี่ยนยังต้องการจะสอนน้องชายของเธอล่วงหน้าอีกด้วย หากเขาเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาก็จะสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว หากกลับไปถึง เธอจะลองทดสอบสิ่งที่เธอสอนเขาไปเมื่อครั้งล่าสุดว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากเขาทำได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาอายุถึงหกขวบแล้ว
หากจะพูดถึงเรื่องนี้ พรสวรรค์ของเสี่ยวถู่ก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไป ความสำเร็จของเขาจะต้องไม่แย่ไปกว่าเธออย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าเธอมาก ไม่ว่าจะเป็นเนตรสวรรค์หรือดินแดนต่างมิติ เธอจะเป็นคนถ่ายทอดให้กับเขาด้วยตัวเอง
เมื่อแยกเรื่องเหล่านี้ออกไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มเพลิดเพลินไปกับการเล่นไพ่ เพราะทุกอย่างยังคงต้องรอจนกว่าเธอจะกลับไปถึงเมืองหลวงเท่านั้น
“พี่ฟู่ ทำไมพี่ถึงได้เล่นไพ่เก่งขนาดนี้ ! ฉันยังไม่เคยชนะพี่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ! ไม่ ไม่ ไม่ เรามาสลับที่กันหน่อยดีกว่า” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไม่อยากเล่นกับฟู่เยี่ยนอีกแล้ว
“ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นกันล่ะ ไม่มีใครจำไพ่ทังห้าสิบสี่ใบได้หรอกนะ ใครจะทำเรื่องที่ยากขนาดนั้นได้กัน” หูจินรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที แม้ว่าทักษะการเล่นไพ่ของเธอจะดีมากก็ตาม แต่เธอก็ทนไม่ไหวเช่นกันหากต้องมีเพื่อนร่วมทีมเป็นหมูแบบนี้ ! เพราะเธอเองก็ไม่เคยชนะแม้แต่ครั้งเดียวเช่นกัน
“ฮ่าฮ่า คราวนี้พวกเธอสองคนตัดสินใจที่จะแยกทีมกันเหรอ” ฉางหยู่เซิงหัวเราะออกมาทันที ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่เขาด้วยความประหลาดใจ เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าการทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ไม่มีใครอยากร่วมทีมกับเขา ?
“เรามาเปลี่ยนกันเถอะ นายกับเมี่ยวเมี่ยวอยู่ทีมเดียวกันได้เลย แล้วมาดูกันว่านายจะสามารถพลิกเกมได้หรือเปล่า !”
หูจินยังคงไม่รู้ตัว และทั้งสองก็ยังคงทะเลาะกันต่อ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กๆขึ้นมา
ฟู่เยี่ยนรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย แท้จริงแล้วเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวต้องการจะทำอะไรกันแน่นะ
“ทำไมพวกพี่ทั้งสองคนถึงไม่หยุดทะเลาะกันแล้วหันมาร่วมมือกันแทนล่ะ แล้วให้พี่ฟู่อยู่ทีมเดียวกับฉันแทน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจในทันที ที่เธอทำให้ทั้งสองคนทะเลาะกันก็เพื่อจะสร้างโอกาสให้กับตัวเองนี่เอง เด็กคนนี้ฉลาดและเจ้าเล่ห์จริงๆ
“ฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฉันขอสลับที่กับเสี่ยวจินก่อนก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกขึ้น ส่วนหูจินเองก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ฉางหยู่เซิงเห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองแล้ว เขาจึงได้ชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน และเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวอีกครั้ง
ขณะที่พวกเขากำลังเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนานนั้น มู่อี้อันก็ได้มองดูฉากความปั่นป่วนนี้ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ก่อนจะมองไปยังลุงหลิวที่นั่งอยู่ด้านซ้ายและอาจารย์ของเขาที่นั่งอยู่ด้านขวา ซึ่งไม่มีใครพูดอะไรเลย
ตอนนี้ลุงหลิวกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าหลังจากที่กลับไปแล้ว เขาจะจัดการเรื่องการแต่งงานอย่างไร เขาต้องไปคุยเรื่องนี้กับต้านีก่อน แล้วค่อยไปหารือกับตระกูลฟู่
อีกทั้งเขายังต้องจัดบ้านของตัวเองให้เรียบร้อยเอาไว้ล่วงหน้าด้วย แม้ว่าเขาจะคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตที่บ้านตระกูลมู่ แต่เขาก็ยังต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง และเกรงว่าต้านีอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจถ้าต้องไปอยู่บ้านคนอื่น ด้วยวิธีนี้ ในอนาคตเขายังสามารถกลับไปเยี่ยมอาจารย์ได้บ่อยครั้ง
ส่วนผู้เฒ่าถานก็กำลังคิดถึงหลานชายของเขาอยู่ เขาไม่ได้เจอหลานชายมานานหลายปีแล้ว และไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้เขาล้างแค้นได้สำเร็จแล้ว เหลือแค่เรื่องการสืบทอดมรดกของตระกูลถาน ซึ่งเขามีหลานชายเพียงคนเดียวเท่านั้น
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้ชำเลืองมองไปที่มู่อี้อันด้วยความหงุดหงิด เด็กคนนี้ได้รับฝึกฝนไม่ดีพอ หลังจากที่กลับไป เขาคงต้องพูดคุยเรื่องนี้กับพี่ชายของเขาและฝึกศิษย์ของเขาให้หนักขึ้น ไม่มีหยกชิ้นไหนที่จะสามารถใช้งานได้หากไม่ถูกเจียรไนเสียก่อน !
ส่วนคนที่เหลือยังคงเล่นไพ่ตลอดทั้งวัน จนในที่สุดก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ปรากฏว่าฉางหยู่เซิงและหูจินเป็นฝ่ายที่ชนะได้มากกว่า แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนก็ยังไม่สามารถช่วยให้เพื่อนร่วมทีมอย่างเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเอาชนะได้
จากนั้น พวกเขาทั้งสี่คนก็กำลังจะไปที่ห้องเสบียงเพื่อดูว่ามีอะไรที่น่ากินบ้าง ซึ่งทุกอย่างที่ถูกเตรียมเอาไว้เย็นหมดแล้ว จึงดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่นัก
“พี่ฟู่ เราไปถามลุงหลิวและคนอื่นก่อนดีกว่าไหมว่าพวกเขากินอาหารที่เย็นแบบนี้ได้หรือเปล่า” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดขึ้นมา
“เราไปพร้อมกันไม่ได้หรอก ต้องมีคนอยู่ดูแลที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็ให้พวกเขากินก่อน แล้วเราค่อยกินทีหลังก็ได้” หูจินพูดพร้อมกับมองไปยังกล่องสี่ใบของฟู่เยี่ยนที่วางอยู่ในช่องเก็บของ
“ไม่จำเป็นหรอก แม้ว่าเราจะไม่อยู่ที่นี่ก็ตาม แต่จะไม่มีใครขโมยของของพวกเราไปได้อย่างแน่นอน ฉันเตรียมยันต์ล่องหนเอาไว้แล้วล่ะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ย้ายของต่างๆมารวมกันเอาไว้ ก่อนจะหยิบก้อนหินก้อนเล็กๆ 2-3ก้อนออกมา จากนั้นเธอก็โยนมันไปที่มุมของห้องโดยสาร เมื่อพวกเขาสี่คนก็ได้เดินออกมาจากที่นั่น ก็พบว่าในห้องเมื่อครู่นี้มีแต่ความว่างเปล่าแล้ว
“พี่ฟู่ พี่รับศิษย์หรือเปล่า ? ฉันอยากเรียนทักษะนี้มากเลย !” ดวงตาของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเปล่งประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวนี้
“ฉันจะไม่รับเธอเป็นศิษย์หรอก แต่ฉันสามารถให้คำแนะนำเธอได้” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งความหมายของเธอได้ชัดเจนอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้ว่าเธอจะไม่ยอมรับศิษย์ แต่ถ้าเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวถาม เธอก็พร้อมที่จะแนะนำทุกอย่าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหูจินและฉางหยู่เซิงก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยเช่นกัน มีใครบ้างที่เห็นถึงทักษะของฟู่เยี่ยนแล้วจะอยู่เฉยได้ ? หากรู้ว่าฟู่เยี่ยนมีทัศนคติแบบนี้ พวกเขาคงจะถามไปตั้งนานแล้ว
แน่นอน เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเป็นเด็กที่ฉลาดอยู่แล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด เธอจึงรีบสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนในทันที จากนี้เป็นต้นไป หากเธอไม่เข้าใจตรงไหน เธอสามารถถามฟู่เยี่ยนได้ตลอดเวลาแล้ว
หลังจากกินอาหารที่ห้องเสบียงเสร็จ หูจินและฉางหยู่เซิงก็ไม่อยากเล่นไพ่แล้ว ทั้งสองหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา ก่อนจะเขียนปัญหาของตัวเองลงไป และพยายามค้นหาว่ามีสิ่งไหนที่ตัวเองต้องการจะถามกับฟู่เยี่ยนบ้าง
เมื่อเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเห็นว่าทั้งสองคนดูมีความกระตือรือร้นมาก เธอจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมก่อนหน้านี้พวกเขาถึงไม่พูดด้วยตัวเองกันล่ะ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มเรียนรู้เรื่องค่ายกลเท่านั้น ซึ่งหากเธอไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เธอก็จะถามทันที
ฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะกระตือรือร้นมากถึงขนาดนี้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์และตอบคำถามพวกเขาจนดึก ซึ่งไม่ใช่แค่คืนนี้เท่านั้น จนกระทั่งรถไฟเกือบจะถึงสถานีแล้ว ทุกคนจึงได้เลิกถามคำถามจากเธอ
“หากทุกคนมีคำถามอื่นๆในอนาคตไปหาฉันที่บ้านก็แล้วกันนะ พวกเธอรู้ที่อยู่ของฉันแล้วใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนบอกกับทุกคน เพราะหลังจากที่กลับมาจากภารกิจในครั้งนี้ ทุกคนจะต้องเข้าร่วมสาขาอภิปรัชญาของหน่วย753อย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง
“พี่ฟู่ ฉันจะไปหาพี่ที่บ้านอย่างแน่นอน ฉันคงต้องรบกวนพี่แล้วล่ะค่ะ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกไปตามตรง
“แต่ฉันคงจะยุ่งมากเลยล่ะ หากเธอแก้ปัญหาไม่ได้จริงๆ ค่อยมาถามฉันก็แล้วกัน ฉันคงไม่มีเวลามามาแก้ไขปัญหาเด็กๆของเธอหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับส่ายศีรษะ
“ฉันเข้าใจแล้ว และจะตั้งใจศึกษามันให้ดีที่สุด สำหรับเรื่องนี้ ฉันคงต้องขอคำแนะนำจากพี่อีกเยอะเลย แต่ในเรื่องแมลงกู่ ฉันยังต้องเป็นอาจารย์ของพี่อยู่ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดออกโดยไม่ได้ถ่อมตนเลยแม้แต่น้อย
“เข้าใจแล้ว อาจารย์เหมี่ยว ! จากนี้ไปโปรดให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่พวกเราด้วยเถอะ !” หูจินพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เธอได้เรียนรู้ทักษะไม่น้อยเลยทีเดียว และฟู่เยี่ยนเองก็ได้สอนเธอเกี่ยวกับทักษะต่างๆมากมายอีกด้วย
จากนั้น ทุกคนก็ได้เก็บสัมภาระของตัวเองและเตรียมตัวลงจากรถ การเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และทุกคนก็กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งฉากนี้ต่างก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดโลกทัศน์ของทุกคนให้กว้างขึ้นเท่านั้น แต่ทุกคนยังได้ได้รับเงินรางวัลกลับมาอีกด้วย
“ทุกคนกลับไปพักเถอะ แล้วค่อยกลับมาทำงานอีกทีในอีกสามวันข้างหน้า ! ฉันกำลังรอทุกคนอยู่ที่หน่วยของพวกเรา !” หลังจากที่ผู้อำนวยการหยูบอกกับทุกคนแล้ว เขาก็ได้เดินออกไปพร้อมกับเยี่ยนหวู่โจว
“ครอบครัวของฉันก็มารออยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนก็แล้วกัน !” ครอบครัวของเยี่ยนโหลวรอเขาอยู่หลายวันแล้ว
ทุกคนต่างก็เข้ามาทักทายฟู่เยี่ยน ก่อนจะทยอยกันกลับบ้านของตัวเอง
“ลุงหลิว ไปกันเถอะครับ ผมคิดว่าคงจะไม่มีใครมารับเราแล้ว เราเดินกลับกันเถอะ !” ตอนนี้ผู้เฒ่ามู่ยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ ดังนั้นทั้งสองคนจึงต้องไปที่บ้านตระกูลฟู่ก่อน
“เธอมาเข็นรถเข็นให้เสี่ยวอันเถอะ ฉันจะขนกล่องพวกนั้นเอง” ลุงหลิวเห็นว่าฟู่เยี่ยนต้องแบกของทั้งหมดเพียงลำพัง ทั้งยังดูเหมือนว่ามันจะหนักมากๆอีกด้วย เขาจึงอาสาที่จะถือมันให้กับเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูใช้ยันต์ช่วยแล้ว อันที่จริงมันเบามากเลยค่ะ รู้แล้วก็อย่าบอกใครเชียวนะคะ!”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ในความเป็นจริงนั้น เธอได้เอาของทุกอย่างโยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติแล้ว แต่เธอไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับใครได้ก็เท่านั้นเอง !
ตอนที่ 468: กลับถึงบ้านแล้ว
แน่นอนว่าไม่มีใครมารับพวกเขาจริงๆ ซึ่งเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ก็คือไม่มีใครคิดว่าฟู่เยี่ยนจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ทว่าตอนนี้ก็เพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น จึงยังไม่สายเกินไปที่จะเดินกลับบ้าน
แต่ฟู่เยี่ยนกลับคิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ทุกคนในตระกูลฟู่จะไม่อยู่บ้าน
วันนี้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ออกไปตกปลากับฟู่ต้าหย่ง แม้แต่หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีก็ตามไปด้วยเช่นกัน ทั้งยังจะไม่กลับมาในตอนเที่ยงอีกด้วย เพราะพวกเขาตั้งใจว่าจะไปปิกนิกข้างนอกกัน
ซึ่งความคิดนี้มาจากผู้เฒ่ามู่นั่นเอง มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เขาแค่อยากจะออกไปตกปลาทั้งวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องมื้อเที่ยง ด้านฟู่ต้าหย่งนั้นไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย แค่มีซาลาเปา เขาก็อยู่ได้แล้ว แต่ผู้เฒ่ามู่กับเสี่ยวถู่นั้นต่างออกไป เพราะเด็กและคนแก่ไม่สามารถอิ่มท้องได้ด้วยซาลาเปาแค่ไม่กี่ลูกอย่างแน่นอน
ผู้เฒ่ามู่จึงได้โน้มน้าวใจพวกเธอทั้งสองให้ตามไปด้วย ซึ่งทุกคนในครอบครัวต่างก็รู้สึกสนุกสนานเมื่อจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกตลอดทั้งวันแบบนี้ หวังซู่เหมยเองก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้วเช่นกัน เธออยู่แต่ที่บ้านจนไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะออกไปกับทุกคนด้วย
ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนและคนอื่นกลับมาถึงบ้านตระกูลฟู่ พวกเขาเห็นว่าประตูปิดอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินอ้อมไปที่ประตูหลังบ้าน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะกระโดดข้ามกำแพงและเข้าไปในห้องของเธอเพื่อหยิบกุญแจ ปล่อยให้ลุงหลิวและมู่อี้อันรออยู่ด้านนอก
“ทุกคนไปไหนกันหมด พ่อกับแม่อยู่ที่ไหนกันนะ อาหญิงก็ไม่อยู่บ้านด้วยเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบกุญแจแล้วเดินออกไปที่ประตูหลังบ้าน เพื่อเปิดประตูให้กับทั้งสองคน
ทันทีที่เดินไปในสวนหลังบ้าน เธอก็รู้สึกได้ถึงลมที่พัดแรงมาจากด้านหลัง ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง ก่อนที่สิ่งนั้นจะถูกฟู่เยี่ยนกอดเอาไว้เต็มอ้อมแขน
เหมียว เหมียว~
วั่งไฉส่งเสียงร้องออกมาอย่างออดอ้อน ก่อนจะคลอเคลียอยู่ในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยน
“ฉันไม่ได้เจอแกนานกว่าครึ่งเดือนแล้วสินะ ดูเหมือนว่าแกจะหนักขึ้นด้วยนะเนี่ย ช่วงนี้แกกินเยอะไปหรือเปล่า ! เดือนหน้าแกต้องลดน้ำหนักบ้างแล้วนะ”
ฟู่เยี่ยนลูบไปที่ท้องนุ่มๆของวั่งไฉ หากใครที่ไม่รู้คงคิดว่ามันกำลังท้องอย่างแน่นอน แต่วั่งไฉเป็นแมวตัวผู้ ทั้งยังชอบออกไปเที่ยวข้างนอกบ่อยๆอีกด้วย
เมี๊ยว ! วั่งไฉส่งเสียงร้องออกมาอีกครั้งเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันกำลังต่อต้าน อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนคว้าไปที่คอของมันจากด้านหลัง จึงทำให้มันไม่สามารถขยับได้อีก
“ไปเล่นเถอะ” ฟู่เยี่ยนวางมันลงบนพื้น เมื่อวั่งไฉเห็นเช่นนั้น มันจึงรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งฟู่เยี่ยนก็เข้าใจได้ในทันทีว่าในเดือนหน้า เธอคงจะไม่เห็นมันอย่างแน่นอน
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เปิดประตูให้กับลุงหลิวและมู่อี้อันเข้ามา
“ฟู่เยี่ยน ฉันเพิ่งเจอป้าเถียนที่อยู่บ้านข้างๆ เธอบอกว่าทุกคนออกไปตกปลากันตั้งแต่เช้าแล้ว และจะไม่กลับมากินมื้อเที่ยงที่บ้านอีกด้วย”
เนื่องจากลุงหลิวมาที่นี่อยู่บ่อยๆ ดังนั้นเพื่อนบ้านต่างก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนรักของต้านี ป้าเถียนจึงได้บอกเรื่องที่ว่าทุกคนอยู่ที่ไหนให้กับเขาทราบ เพราะสามีของเธอก็ไปตกปลากับทุกคนด้วยเหมือนกัน
“ทีแรกหนูคิดว่าหากเรากลับมาถึง จะต้องมีอาหารแสนอร่อยรออยู่แล้วอย่างแน่นอน แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่หนูคิดเอาไว้เลย แต่ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นหนูจะทำอาหารเอง ! ลุงหลิว ลุงช่วยเข็นมู่อี้อันไปพักผ่อนที่ห้องพี่ใหญ่ของหนู แล้วลุงเองก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนจัดห้องพี่ใหญ่ของเธอให้กับพวกเขาทั้งสองแล้ว
“นั่นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันพอจะช่วยเธอได้แล้ว เอาเถอะ ฉันจะพาเสี่ยวอันไปพักผ่อนที่ห้องเอง”
“ฟู่เยี่ยน ช่วยทำปลารสเผ็ดสูตรพิเศษของเธอด้วยได้หรือเปล่า ฉันไม่ได้กินมันนานมากแล้ว เลยอยากจะกินมันอีกครั้ง” มู่อี้อันสั่งอาหารกับฟู่เยี่ยน
“ไม่มีปัญหา แต่ฉันกับลุงหลิวจะเป็นคนกินเนื้อปลาเองนะ ตอนนี้นายดื่มได้เฉพาะซุปหัวปลาและซุปเต้าหู้เท่านั้น เพราะว่าอาหารรสเผ็ดไม่ดีต่อการฟื้นฟูบาดแผลของนาย”
ฟู่เยี่ยนพูดออกไปโดยไม่ได้สนใจเสียงร้องคร่ำครวญของมู่อี้อันที่อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็ได้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปจับปลาในสระที่สวนหลังบ้านทันที เมื่อเดินไปถึงสระน้ำ เธอก็พบว่ามีปลาอยู่มากมาย ดูเหมือนว่าช่วงนี้พ่อของเธอจะไม่ได้ตกปลาในสระนี้เลยสินะ
หลังจากที่จับปลาได้ 2-3ตัว ฟู่เยี่ยนก็ได้เอาปลาในดินแดนต่างมิติของเธอออกมาด้วย ในมื้อเที่ยงนี้ เธอตั้งใจว่าจะทำหัวปลาตุ๋น ซุปเต้าหู้ และปลารสเผ็ด
แต่เธอไม่แน่ใจว่าที่บ้านมีเต้าหู้หรือเปล่า หากไม่มี เธอคงก็ต้องออกไปซื้อเต้าหู้ข้างนอก และทันทีที่ฟู่เยี่ยนกลับเข้ามาในครัว ลุงหลิวก็ได้เข้ามาด้วยเช่นกัน เขาบอกว่าจะช่วยเธอ
“ลุงหลิว ถ้าอย่างนั้นลุงช่วยออกไปซื้อเต้าหู้ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ ? หนูจะเป็นคนทำอาหารเอง เราจะได้กินข้าวเร็วๆ” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆแล้ว แต่ก็ยังหาเต้าหู้ไม่เจอ
“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปซื้อเต้าหู้ก่อน ส่วนเธอก็ทำอาหารเถอะ เสี่ยวอันบอกว่าเขาอยากจะงีบสักหน่อย และยังบอกอีกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องของเขา” หลังจากที่พูดจบ ลุงหลิวก็ได้ออกไปซื้อเต้าหู้
“ค่ะ เอาไว้เราทำกับข้าวเสร็จแล้ว ค่อยไปเรียกเขาก็แล้วกัน”
ฟู่เยี่ยนปรุงอาหารอย่างคล่องแคล่ว โดยเธอใช้เวลาปรุงอาหารมื้อนี้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เธอนำอาหารไปวางที่โต๊ะ ลุงหลิวก็ได้พามู่อี้อันออกมาจากห้อง
“ฟู่เยี่ยน เธอทำเกินไปแล้วนะ ทำไมถึงต้องให้ฉันกินแค่หัวปลาตุ๋นกับซุปเต้าหู้กันล่ะ ?” เขาบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด
“นายคิดอะไรของนาย ? แน่นอนว่าเป็นเพราะฉันกับลุงหลิวกินได้ทั้งสองเมนูเลย” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนแกล้งเขาเสร็จ เธอก็ได้ผลักหัวปลาตุ๋นไปตรงหน้าของเขา
ทั้งสามคนไม่ได้กินข้าวที่บ้านมานานมากแล้ว อีกทั้งฟู่เยี่ยนก็เป็นคนปรุงอาหารมื้อนี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นทั้งสามคนจึงกินจนอิ่มและแทบจะลุกไม่ขึ้น
หลังจากที่กินเสร็จ พวกเขาก็ได้กลับไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง ฟู่เยี่ยนยังคงต้องจัดการกับของที่ปู่ทวดของเธอให้มา เธอจึงเอามันออกมาจากดินแดนต่างมิติอีกครั้ง หากเธอรู้ล่วงหน้า เธอคงจะเอากระเป๋าเฉียนคุนติดตัวไปด้วยแล้ว จะได้ไม่ต้องแอบโยนมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติแบบนี้
ในที่สุด หวังซู่เหมยและคนอื่นก็ได้กลับมาในช่วงบ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสามคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะตื่นขึ้นมา เธอเปิดประตูบ้านและกำลังเตรียมกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในสวน ตอนนี้ใบไม้ของต้นไม้หลายต้นภายในบ้านเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว
“ตายจริง ทำไมประตูบ้านของเราถึงเปิดอยู่ล่ะ ? ตอนที่เราออกไป คุณไม่ได้ปิดมันเหรอ ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับรีบเดินไปยังประตูที่ตอนนี้มันกำลังเปิดอยู่
“ผมเห็นคุณปิดมันกับตาของผมเองเลยนะ เด็กๆกลับมาแล้วหรือเปล่า ? ไม่สิ หรือว่าเสี่ยวฮั่วจะกลับมาแล้ว ?” ฟู่ต้าหย่งยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ ข้าวของที่หวังซู่เหมยถืออยู่ก็ร่วงลงไปบนพื้น ก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไปในบ้าน
“เสี่ยวฮั่ว ลูกกลับมาแล้วเหรอ ?” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ ส่วนฟู่เยี่ยนกำลังหาไม้กวาดอยู่ในห้องเก็บเครื่องมือ
หวังซู่เหมยมองไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นใครอยู่เลย ขณะที่เธอกำลังจะบ่นฟู่ต้าหย่งนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกมาพอดี
“แม่คะ หนูกลับมาแล้ว ! แล้วพ่อ คุณปู่มู่ และคนอื่นอยู่ที่ไหนกันหมดคะ ?” เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นหวังซู่เหมยก็รีบเข้าไปกอดทันที ก่อนจะซบไปที่ไหล่ของแม่ด้วยความคิดถึง
หวังซู่เหมยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกอดฟู่เยี่ยนกลับ ครั้งนี้พวกเธอห่างกันแค่ครึ่งเดือนเองไม่ใช่หรือ เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเธอหรือเปล่า หรือว่าเธอไม่มีความสุขกับการไปเที่ยวในครั้งนี้
“เฮ้ สาวน้อย ลูกทำให้แม่กลัวมากเลยนะรู้หรือเปล่า แม่คิดว่าแม่ลืมปิดประตูบ้านเสียอีก” หวังซู่เหมยรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากเมื่อเห็นลูกสาวของเธอกลับมา
ทางด้านฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเสียงที่ฟังดูคุ้นเคยของแม่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเช่นกัน โดยธรรมชาตินั้น เสียงของแม่ฟังดูชื่นใจที่สุดแล้ว
“เสี่ยวฮั่ว เธอกลับมาแล้วจริงๆด้วย !” ฟู่ต้านีเองก็รีบเข้ามาพร้อมกับถือชุดปิกนิก ซึ่งเธอเองก็มีความสุขมากเช่นกัน
ด้วยความที่ผู้เฒ่ามู่และเสี่ยวถู่เดินช้า ทั้งสองจึงได้เดินตามมาด้านหลัง เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้สนใจทั้งสองคนอีก ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที
“เสี่ยวฮั่ว ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ไหนมาให้พ่อดูใกล้ๆหน่อยสิ !” ฟู่ต้าหย่งมองไปทางซ้ายทีขวาที กลัวว่าฟู่เยี่ยนจะได้รับบาดเจ็บกลับมา
หวังซู่เหมยจึงต้องปล่อยลูกสาวของเธออย่างไม่เต็มใจ พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ฟู่ต้าหย่ง เขารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังขัดขวางความสุขของเธอกับลูกอยู่ ! ซึ่งฟู่ต้าหย่งที่ถูกจ้องอยู่ก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“พ่อคะ หนูสบายดี หนูไม่ได้เป็นอะไรเลย พ่อดูสิ” ฟู่เยี่ยนหมุนตัวเหมือนกับเด็ก เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นมา
“อืม ดีแล้วล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า เป็นอย่างไรบ้าง เดินทางเหนื่อยหรือเปล่า ? แล้วลูกกลับมาถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามออกไปเป็นชุด
“หนูกลับมาถึงตั้งแต่ตอนเช้าแล้วล่ะค่ะ แต่ป้าเถียนบอกกับลุงหลิวว่าทุกคนไปตกปลากันหมดเลย” ฟู่เยี่ยนตอบคำถามพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูร่าเริง
ตอนที่ 469: ของขวัญ
“ฟู่เยี่ยน กลับมาแล้วเหรอ !” ผู้เฒ่ามู่พูดขณะที่เดินจับมือฟู่เหยาเดินตามมาด้านหลัง
“คุณปู่มู่ !”
“พี่สี่ !” ฟู่เหยาผละออกจากมือของผู้เฒ่ามู่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เอื้อมมือออกไปรับ พร้อมกับอุ้มเขาขึ้นมาเช่นกัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน เธอรู้สึกว่าน้ำหนักของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“แล้วเด็กตัวแสบสองคนนั้นอยู่ที่ไหนกันล่ะ ?” แม้ว่าเขาจะเอาแต่ดุมู่อี้อันอยู่ทุกวัน แต่เขาก็ยังคงเป็นห่วงเมื่อต้องห่างกับหลานชายของเขา
“คุณปู่มู่คะ มู่อี้อันได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ตอนนี้เขากำลังนอนพักอยู่ในห้อง แต่อีกไม่นานเขาก็จะหายเป็นปกติแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนบอกไปตามความจริงที่เธอเห็น
“อะไรนะ ? เขาได้รับบาดเจ็บเหรอ ?” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้
“คุณปู่มู่ ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ มันเป็นเพียงอาการบาดเจ็บบริเวณขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันไม่ร้ายแรงอะไร หนูตรวจดูอาการของเขาแล้วค่ะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับจับมือผู้เฒ่ามู่เบาๆ
เมื่อฟู่ต้าหย่งและคนอื่นได้ยินว่ามู่อี้อันได้รับบาดเจ็บ พวกเขาต่างก็รู้สึกกังวลไปตามๆกัน มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมเขาถึงได้รับบาดเจ็บกลับมาแบบนี้ล่ะ ? ทันใดนั้นเอง ความคิดต่างๆนานาก็ได้ถาโถมเข้ามาในหัวของพวกเขา
ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยหันมามองหน้ากัน พร้อมกับความกังวลที่ฉายชัดผ่านแววตาของทั้งคู่
“คุณปู่ ! ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะครับ ถึงอย่างไรผมก็กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ ? และผมก็สบายดีอีกด้วยครับ” ลุงหลิวเข็นรถเข็นพามู่อี้อันออกมาจากข้างใน ด้วยเสียงของหวังซู่เหมยเมื่อครู่นี้ จึงได้ปลุกพวกเขาทั้งสองให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อเห็นว่ามู่อี้อันยังคงนั่งอยู่บนรถเข็น ทุกคนจึงเดินเข้าไปหาเขาเพื่อสอบถามในทันที ครั้งนี้เด็กคนนี้ต้องทรมานมากแน่ๆ !
“เจ้าหนู มันเกิดอะไรขึ้น ? เป็นอย่างไรบ้าง ?” ตอนแรกผู้เฒ่ามู่มีสีหน้าเจ็บปวดใจมาก แต่จู่ๆ สีหน้าของเขาก็กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจอีกครั้ง
“ผมสบายดีครับคุณปู่ ผมแค่ขาหักเท่านั้นเอง” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ไม่เหมือนกับคนที่เอาแต่กรีดร้องตอนอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
“เราไปนั่งคุยกันในบ้านก่อนดีกว่า อย่ามายืนคุยกันตรงนี้เลย ผู้เฒ่ามู่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จะได้เข้าไปพักผ่อนในบ้านด้วย” หวังซู่เหมยรีบชวนทุกคนให้เข้าบ้าน
จากนั้น ทุกคนก็ได้เข้าไปในห้องโถง ก่อนจะนั่งลง ส่วนลุงหลิวก็ได้เข้าไปช่วยฟู่ต้านีต้มน้ำร้อนในครัว และทั้งสองจึงได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยเรื่องส่วนตัวกัน
“ช่วยบอกฉันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกัน ? แล้วตอนนี้อาจารย์ของหลานอยู่ที่ไหน ?” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยถามออกไปอย่างหมดความอดทน ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้
“ผู้เฒ่าถาน... เขาเองก็ตามผู้อำนวยการหยูกลับมาเหมือนกัน เพราะยังมีบางเรื่องที่เขาต้องอธิบาย” ซึ่งเรื่องที่ว่านั้นก็คือเรื่องของหม่าเหวินป๋อนั่นเอง
“คุณปู่ครับ ผมถูกลอบทำร้าย ตอนนี้ที่เกาะฮ่องกงกำลังวุ่นวายมากเลยล่ะครับ ! แก๊งค์ต่างๆ กำลังทะเลาะกัน ทั้งยังฆ่าคนเป็นว่าเล่นอีกด้วย แต่ยังถือว่าผมโชคดีมาก”
“ฟู่เยี่ยนบอกว่าหากผมรอดจากภัยพิบัติครั้งนี้มาได้ ผมจะได้รับพร และอนาคตของผมก็จะสดใสราบรื่น” หลังจากที่พูดแบบนั้น เขาก็ได้หันไปขยิบตาให้กับฟู่เยี่ยน เพื่อขอให้เธอช่วยพูดให้เขาไม่ถูกดุ
“เจ้าเด็กตัวเหม็น นายคิดกว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ที่เกาะฮ่องกงกำลังวุ่นวาย ! แต่มันก็คงจะไม่วุ่นวายเหมือนช่วงสงครามหรอก ฟู่เยี่ยน บอกฉันมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับขาของเขา ฉันจะเชื่อเพียงคำพูดของเธอเท่านั้น”
เมื่อผู้เฒ่ามู่เห็นท่าทางที่ดูกังวลของมู่อี้อัน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้กำลังพยายามให้ฟู่เยี่ยนช่วยอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาทั้งสองคนค่อนข้างสนิทกันมาก
“เขาไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะคุณปู่ หนูรับประกันได้เลยว่าขาของเขาจะต้องกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน เพียงแค่ช่วงนี้อย่าเพิ่งให้เขาขยับตัวเกินความจำเป็น และอยู่ที่บ้านของหนูไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ หนูจะได้ช่วยฝังเข็มให้กับเขาได้สะดวก” ฟู่เยี่ยนวางแผนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ถึงอย่างไรมู่อี้อันก็ซวยเพราะเธอ เพราะแท้จริงแล้วคนที่เหอโหย่วหลี่ต้องการฆ่าคือเธอต่างหาก
“เอาล่ะ รู้แบบนี้ฉันก็โล่งใจแล้ว ! แต่หากจะให้เขาอยู่ที่บ้านของเธอ ก็คงจะเป็นการรบกวนพ่อกับแม่ของเธอเสียมากกว่า ! ให้พวกเรากลับไปเถอะ” ผู้เฒ่ามู่พูดอย่างเกรงใจ
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเช่นนั้น เธอจึงรีบขยิบตาให้กับแม่ของเธอ ทันทีที่เห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยรู้ว่าต้องทำอะไร เธอจึงได้กล่าวชักชวนออกไปอย่างรวดเร็ว
“ผู้เฒ่ามู่ ไหนๆคุณก็อยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว อยู่ต่ออีกสักหลายเดือนเลยจะเป็นไรไป ? อีกอย่าง หากพวกคุณทั้งสามคนกลับไปตอนนี้ ใครจะช่วยพวกเรากินอาหารมากมายขนาดนั้นกันล่ะ บ้านของเรามีห้องเพียงพอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว หากเสี่ยวอันกลับไปตอนนี้ คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีใครช่วยดูแลเขาได้ดีเท่าพวกเรา ?”
“ฉันกับต้านีสามารถทำซุปและอาหารบำรุงให้กับเขาได้ ที่สำคัญฟู่เยี่ยนยังสามารถดูอาการของเขาได้ตลอดเวลาอีกด้วย รอให้อาการของเขาดีขึ้น ค่อยกลับเถอะค่ะ !”
ด้วยการโน้มน้าวใจของหวังซู่เหมย ทำให้จิตใจที่ไม่มั่นคงของผู้เฒ่ามู่เริ่มหวั่นไหวลงไปเล็กน้อย
“แต่ว่า……”
“คุณลุงครับ อยู่ที่นี่ก่อนเถอะ ลุงยังเล่านิทานให้เด็กๆฟังไม่จบเลยไม่ใช่เหรอครับ เด็กๆคงจะไม่อยากให้ลุงกลับไปตอนนี้แน่นอน !” ฟู่ต้าหย่งเองก็ช่วยพูดเช่นกัน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงต้องขอรบกวนพวกคุณต่ออีกสักพักแล้ว แต่ครั้งนี้ต้องให้ฉันช่วยจ่ายค่าอาหารทั้งหมดด้วย และห้ามปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น” ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่ามู่ต้องการจะจ่ายค่าอาหารให้กับพวกเขาแล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธไป
“ค่ะ ครั้งนี้เราจะทำตามเงื่อนไขของคุณ” หวังซู่เหมยรีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นท่าทางของฟู่เยี่ยน เธอก็รู้ว่าเธอได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่คนที่ขาดเงินอะไรขนาดนั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกดดันให้พวกเขายอมแพ้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากนั้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มพูดถึงผู้เฒ่าถานอีกครั้ง
“เขาเป็นชายชราที่เก่งทุกอย่างจริงๆ ทั้งยังชอบโอ้อวดความแข็งแกร่งของตัวเองมาตั้งแต่เด็กอีกด้วย เขาไม่เคยคิดที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นเลย เฮ้อ! ในเมื่อตอนนี้ การแก้แค้นของเขาได้สำเร็จลงแล้ว ก็ปล่อยให้เขาสงบสติอารมณ์ลงสักพักหนึ่งเถอะ ฟู่เยี่ยน ครั้งนี้ต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ หากไม่มีเธอ ผู้เฒ่าถานคงจะไม่สามารถแก้แค้นและคลายปมในใจได้”
ผู้เฒ่ามู่พูดถึงประเด็นนี้ออกไปตามตรง ราวกับว่าเขารู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
“คุณปู่มู่คะ มันเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นเองค่ะ หนูไม่สมควรที่จะได้รับคำชมจากคุณปู่เลย!” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างสุภาพ
“ต่อหน้าฉัน เธอไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวขนาดนั้นหรอกนะ จะให้ฉันไม่พูดถึงการมีส่วนร่วมของเธอได้อย่างไร!” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับจับมือของเธอเอาไว้
หลังจากมี่พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ มู่อี้อันก็ได้บอกกับปู่ของเขาไปอย่างภาคภูมิใจว่าการไปเกาะฮ่องกงครั้งนี้ เขาได้รับเงินรางวัลกลับมาด้วย
“ฉันไม่มีทางเชื่อนายอย่างแน่นอน นายไปเที่ยวโดยไม่ได้ออกเงินแม้แต่หยวนเดียว แล้วยังได้รับเงินรางวัลกลับมาด้วยเหรอ ?” ผู้เฒ่ามู่รู้ดีว่าหลานชายของเขาคนนี้มักจะชอบคุยโม้อยู่เสมอเลยไม่ใช่หรืออย่างไรกัน ?
“ถ้าปู่ไม่เชื่อผมก็ถามฟู่เยี่ยนได้เลยครับ หากเราไม่ต้องแบ่งให้กับประเทศอื่น อาจจะได้เยอะกว่านี้อีกนะครับ ! ที่สำคัญเธอยังได้รับส่วนแบ่งมากกว่าผมอีกด้วยซ้ำ แต่เธอกลับใช้มันทั้งหมดหลังจากได้รับมันมา !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับมองออกไปด้วยความหงุดหงิด
“ฟู่เยี่ยนสมควรที่จะได้รับมากกว่านี้อีก ขนาดนายไม่ได้ทำอะไรเลยยังได้รับเงินรางวัลเลย นายไม่รังเกียจตัวเองบ้างเลยเหรอที่พูดแบบนี้ออกมา” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางกลอกตามองไปที่หลานชายของเขา
ลุงหลิวและอาหญิงที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวก็หัวเราะทันทีที่ได้ยินสิ่งนี้
“อาจารย์ครับ ผมเองก็เอาเงินนั่นไปซื้อของขวัญให้กับทุกคนด้วยเหมือนกัน ต้านี คุณรินชาเถอะ ผมจะไปเอาของขวัญก่อน” ลุงหลิววางถาดถ้วยน้ำชาลง ก่อนจะวิ่งออกไป เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานอีกครั้ง !
“ลุงครับ ! ลุง ! ช่วยหยิบกระเป๋าของผมมาด้วยนะครับ ผมเองก็ซื้อของฝากมาให้คุณป้ากับคนอื่นด้วยเหมือนกัน” มู่อี้อันรีบตะโกนออกไปทันที ลุงหลิวจึงตะโกนตอบมาจากระยะไกลว่า เข้าใจแล้ว !
ไม่นานหลังจากนั้น ลุงหลิวก็ได้กลับมาพร้อมกับถือถุงในมือ ก่อนจะแจกของขวัญให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หวังซู่เหมยก็ได้รับเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง ท่าทีของเขาก็ดูจริงจังขึ้นมา ก่อนจะยื่นกล่องสองใบให้กับฟูต้านี ซึ่งทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามกัน พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าคนที่พูดน้อยมาโดยตลอดอย่างลุงหลิวจะใช้กลอุบายนี้
“นี่คุณกำลังทำอะไร ?” ฟู่ต้านีหน้าแดงเล็กน้อย ทำไมกันเขาถึงทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น ! ไม่อายคนอื่นบ้างหรือ !
“ผมตั้งใจซื้อมันทั้งหมดนี้ให้กับคุณ เปิดมันดูสิ ผมอยากรู้ว่าคุณจะชอบมันหรือเปล่า” ลุงหลิวพูดพร้อมกับมองไปที่เธออย่างมีความสุข
“ต้านี ! เสี่ยวหลิวมีน้ำใจมากจริงๆ ลองเปิดดูหน่อยเถอะ !” เมื่อหวังซู่เหมยเห็นท่าทางแบบนี้ เธอก็รู้เหตุผลอยู่ภายในใจแล้ว
ซึ่งเธอก็คิดกับตัวเองเช่นกันว่านี่เป็นโอกาสที่ดี เธอจึงพร้อมที่จะสนับสนุนเสี่ยวหลิว เพราะตอนนี้ถึงเวลาที่ต้านีต้องสร้างครอบครัวอีกครั้งแล้ว !
ฟู่ต้านีจึงไม่สามารถขัดขืนภายใต้การกระตุ้นของทุกคนได้ ดังนั้นเธอจึงเปิดกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะออก ซึ่งเมื่อเปิดออกมา เธอก็พบว่ามีสร้อยคอทองคำอยู่ด้านใน
ฟู่ต้านีมองไปที่สร้อยคอเส้นนั้น ซึ่งมันสวยมาก ! อีกทั้งยังเป็นแบบที่เธอชอบอีกด้วย เธอจึงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ซึ่งลุงหลิวเองก็รู้สึกดีใจขึ้นมาเช่นกัน
“โอ้ ลุงซื้อเครื่องประดับพวกนี้มาเหรอ ! มันดูมีราคาที่สูงมากเลยนะครับ ลุงใช้เงินรางวัลทั้งหมดเพื่อซื้อมันมาเลยหรือไง คุณอาครับ ผมคิดว่าลุงของผมต้องอยากแต่งงานแล้วแน่ๆเลย !”
ต้องบอกว่ามู่อี้อันเป็นนักพูดชงที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอดเลยทีเดียว ทันทีที่เขาพูดจบ ใบหน้าของฟู่ต้านีก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และบรรยากาศโดยรอบก็ดูอึดอัดไปเล็กน้อย
ตอนที่ 470: คำสาบานด้วยความสัตย์จริง
ผู้เฒ่ามู่อยากจัดงานแต่งงานให้กับศิษย์ของเขามาโดยตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน สวรรค์ได้มอบสิ่งนี้ให้กับเขาแล้ว
“ต้าหย่ง นายก็เห็นแล้วว่าผิงอันจริงใจขนาดไหน ! เรามาพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งงานกันหน่อยดีไหม ?” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยถามฟู่ต้าหย่งโดยตรงโดยไม่ได้ถามฟู่ต้านี
ฟู่ต้าหย่งไม่ได้คัดค้าน ซึ่งเขาเองก็ได้คุยเรื่องนี้กับหวังซู่เหมยแล้วเช่นกัน ตราบใดที่ต้านีเต็มใจ พวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ !
เนื่องจากเสี่ยวหลิวได้ผ่านการทดสอบของทุกคนแล้ว และตอนนี้ทั้งสองครอบครัวก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากเสียจนเรียกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเลยก็ว่าได้ ! ดังนั้นพวกเขาจึงมั่นใจมากว่าดูคนไม่ผิด !
“ขอเพียงแค่ต้านีเต็มใจ ทางเราก็ไม่ขัดข้อง ! ต้านี เธออย่ากังวลไปเลย หลังจากที่ทั้งสองแต่งงานกัน เราจะยังคงเป็นครอบครัวเดียวกัน และทุกอย่างของเธอจะยังถูกเก็บเอาไว้เหมือนเดิม เธอสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่เธอต้องการ !”
ฟู่ต้าหย่งแสดงความคิดเห็นของเขา และสนับสนุนการแต่งงานครั้งนี้ของน้องสาวอีกด้วย เขายังคงพร้อมที่จะต้อนรับเธอเสมอ หากชีวิตคู่ของเธอล้มเหลว เธอยังมีบ้านให้กลับได้ตลอดเวลา !
“ลุงหลิว เรามีเรื่องที่ต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ ! จากนี้ไป หนูควรจะเรียกลุงว่า ‘ลุง’ หรือต้องเรียกว่า ‘อาเขย’ หรือคะ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ลุงหลิวด้วยความงุนงง ไม่ได้ ไม่ได้ เธอเองก็ต้องช่วยเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟด้วยเช่นกัน
“ต้านี้ คุณเต็มใจที่จะแต่งงานกับผมหรือเปล่า ?” ทันใดนั้นเอง ลุงหลิวก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขาควรจะถามเรื่องนี้กับเธอด้วยตัวเอง
ฟู่ต้านียังคงไม่พูดอะไร แต่ตอนนี้หน้าของเธอแดงมาก เธอรีบวิ่งออกไปจากที่นี่ในทันที !
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงหลิวก็ดูจะสูญเสียความมั่นใจของตัวเองไปเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดต่ออย่างไร จึงได้หันกลับไปมองทุกคน ซึ่งฟู่ต้าหย่งและคนอื่นต่างก็พูดไม่ออกเช่นกัน
“รีบตามไปเร็วเข้าสิ จะมัวยืนตัวแข็งทื่ออยู่ทำมล่ะ ?” ผู้เฒ่ามู่พูดออกไปด้วยความโกรธ
แม้ว่าฟู่ต้านีจะวิ่งออกไปก็ตาม แต่เธอไม่ได้วิ่งไปที่อื่น เธอแค่วิ่งกลับไปที่ห้องของเธอเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดถึงสิ่งที่ทุกคนพูด แต่เธอแค่ยังรู้สึกสับสนอยู่ภายในใจเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเธอเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นเพราะเธอกลัวการแต่งงานหรือเป็นเพราะเธอยังไม่มั่นใจกันแน่
ขณะที่เธอกำลังจะปิดประตูนั้น ลุงหลิวก็ได้ตามมาพอดี ฟู่ต้านีจึงไม่ได้ปิดประตู ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ
“ต้านี ให้ผมรินชาให้คุณสักแก้วหนึ่งเถอะ” ลุงหลิวพูดพร้อมกับหยิบกาต้มน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันได้เย็นไปเสียแล้ว
ไม่นานนัก เขาก็ได้กลับมาพร้อมกับกาน้ำ จากนั้นเขาก็ได้เทน้ำชาให้กับตัวเองถ้วยหนึ่ง และเทอีกถ้วยให้กับฟู่ต้านี ก่อนจะมองไปที่เธอโดยไม่พูดอะไร ราวกับเขากำลังรอการตัดสินใจของต้านีอยู่
เมื่อเห็นฉากนี้ จึงทำให้หัวใจที่สั่นคลอนแต่เดิมของฟู่ต้านีสงบลงอย่างสมบูรณ์ เธอมองไปยังชายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าพลางคิดกับตัวเองว่าการเริ่มต้นใหม่ของเธอในครั้งนี้จะแตกต่างออกไปจากครั้งก่อนหรือเปล่า ?
ผิงอันเป็นคนดี ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลย เพียงแต่เธอเป็นคนที่ดูแลลูกสาวทั้งสองคนเพียงลำพังมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้โดยไม่คิดให้รอบคอบได้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้ว เพราะทั้งเวยเวยกับเสี่ยวหรงต่างก็ยอมรับในตัวของผิงอันแล้ว และเด็กทั้งคู่ยังมีความสุขมากๆอีกด้วย
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งเดือนที่เขาต้องไปทำภารกิจ เด็กทั้งสองต่างก็ถามเธออยู่หลายครั้งว่าเมื่อไหร่ลุงหลิวจะกลับมา ?
“เด็กทั้งสองคนถามหาคุณอยู่หลายครั้งเลย พวกเขาต่างก็ถามว่าคุณจะกลับมาเมื่อไร” ฟู่ต้านีพูดขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดระหว่างเขากับเธอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลุงหลิวก็ได้เผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความสุขที่ลอยออกมา เขาดีกับลูกสาวทั้งสองคนของเธออย่างจริงใจ ราวกับว่าพวกเธอเป็นคนในครอบครัวของเขาเลยก็ว่าได้ !
“ผมซื้อของขวัญมาฝากลูกๆทั้งสองด้วยนะ ตอนที่อยู่เกาะฮ่องกง ผมเองก็คิดถึงลูกทั้งสองคนเหมือนกัน แต่คนที่ผมคิดถึงมากที่สุดก็คือคุณ ต้านี เราทั้งคู่ก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับคุณ และจะให้ความอบอุ่นกับลูกสาวทั้งสองเป็นอย่างดี คุณจะแต่งงานกับผมได้ไหม ?”
ลุงหลิวคิดกับตัวเองว่าหากเขาไม่พูดออกไปในวันนี้ วันต่อๆไป เขาอาจจะไม่สามารถรวบรวมความกล้าได้อีกก็เป็นได้
ฟู่ต้านียังคงไม่พูดอะไร จึงทำให้ลุงหลิวรู้สึกว่าโอกาสของเขาในครั้งนี้คงจะหมดลงไปแล้ว แต่จู่ ๆ ฟู่ต้านีก็พูดออกมาเบาๆว่า
“อืม ฉันจะแต่งงานกับคุณ”
“คุณพูดว่าอะไรนะ ? ช่วยพูดอีกครั้งได้หรือเปล่า !” ลุงหลิวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
“ถ้าคุณไม่ได้ยินก็ลืมมันไปเสียเถอะ คิดเสียว่าฉันไม่ได้พูดอะไรเลยก็แล้วกัน” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย เธออยากจะแกล้งเขานั่นเอง
ลุงหลิวเข้าไปกอดฟู่ต้านีอย่างมีความสุขพร้อมกับหมุนตัวเป็นวงกลม ทำเอาความรู้สึกวิตกกังวลของฟู่ต้านีเปลี่ยนไปเป็นความสนุกสนานขึ้นมาในทันที จนในที่สุดทั้งสองก็ได้มองหน้ากันและยิ้มออกมา
“ต้านี คุณบอกผมมาเถอะว่าคุณต้องการสิ่งไหนเป็นพิเศษบ้าง แล้วผมจะทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง นับจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมจะเป็นของคุณ” ใครว่าคนโง่พูดเรื่องความรักไม่ได้ เรื่องราวความรักที่ถูกกลั่นออกมาจากความรู้สึกนั้นช่างฟังดูดีมากจริงๆ
“ฉันเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากนักหรอก ตราบใดที่คุณยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่หลังจากที่แต่งงานแล้ว ฉันแค่... ฉันอยากจะอยู่ที่บ้านนี้ต่ออีกสัก2-3ปี คุณจะอยู่ที่นี่กับฉันได้หรือเปล่า ? ฉันอยากจะรอให้เด็กทั้งสองคนโตกว่านี้ก่อน แล้วเราค่อยมาคิดเรื่องนี้กันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นฉันจะให้คุณเลือกที่อยู่ตามที่คุณต้องการ” หลังจากที่ฟู่ต้านีพูดจบ เธอก็ได้มองไปที่ลุงหลิว
คำขอของฟู่ต้านีนั้นอาจจะฟังดูไม่ค่อยดีนัก เพราะในยุคนี้หากผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงแล้วแต่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านของพ่อตา ก็มักจะมีคนมาดูถูกว่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ เธอจึงไม่แน่ใจว่าลุงหลิวจะเห็นด้วยหรือไม่
“ตกลง ผมจะอยู่ที่นี่กับคุณ แต่ผมของพาคุณไปเยี่ยมบ้านตระกูลมู่บ้างสักอาทิตย์ละ2-3วันได้ไหม ? ตอนนี้อาจารย์ก็แก่มากแล้ว ส่วนเสี่ยวอันเองก็ยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ผมคิดว่าเขาน่าจะยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานเลย” ลุงหลิวพูดด้วยท่าทีที่กังวล สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนนั้นไม่ได้สำคัญเลย
ฟู่ต้านีแอบหายใจด้วยความโล่งอก เป็นเรื่องดีที่เขายินดีรับฟังความคิดเห็นของเธอ และปรึกษาปัญหาต่างๆกับเธอแบบนี้
“ตกลง หากทางนี้ไม่มีอะไร เราจะกลับไปเยี่ยมบ้านตระกูลมู่สัก2-3วัน ฉันคิดว่าเราควรจะกตัญญูต่อท่านผู้เฒ่าให้มากๆ เพราะดูเหมือนว่าเด็กทั้งสองคนก็ชอบเขาไม่น้อยเหมือนกัน”
ทั้งสองคุยกันด้วยความเข้าใจราวกับว่าพวกเขากำลังวางแผนการใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคตอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งขณะที่ทั้งสองกำลังมีความสุข ก็ได้มีคนมาเคาะประตูขัดจังหวะพวกเขาเสียก่อน
“อาหญิง ! อาเขย~ ถึงเวลาทานข้าวแล้วครับ” เป็นเสียงของฟู่เซินนั่นเอง เขาจงใจเรียก ‘อาเขย’ ของเขาอย่างไม่ปกปิด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของทั้งสองคนที่อยู่ภายในห้องก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมา ก่อนที่ฟู่ต้านีจะแอบบ่นหลายชายของเธออยู่ในใจ: เสี่ยวมู่ เจ้าเด็กตัวเหม็น !
จากนั้นทั้งสองจึงรีบเก็บข้าวของ ก่อนจะเดินไปที่ห้องโถงหลัก
ทันทีที่เดินเข้ามา พวกเขาก็พบว่าทุกคนได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว และทุกคนต่างก็มองมาที่พวกเขาทั้งคู่พร้อมกับหัวเราะคิกคักออกมา รวมไปถึงฟู่เวยและฟู่หรงเองก็กลับมาแล้วเช่นกัน
แท้จริงแล้ว ขณะที่ทุกคนเห็นทั้งสองแยกไปคุยกันตามลำพัง พวกเขาทั้งสองจะต้องบรรลุข้อตกลงอย่างแน่นอน ฟู่เยี่ยนจึงรีบไปรับน้องสาวทั้งสองคนกลับมา จะได้ถือโอกาสนี้นำของขวัญไปให้อาจารย์ของเธอด้วย
ระหว่างทางกลับ ฟู่เยี่ยนก็ได้เล่าให้น้องสาวทั้งสองฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทั้งคู่นั้นไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้เลย เพราะลุงหลิวปฏิบัติต่อพวกเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
ทันใดนั้นเอง ฟู่หรงก็ได้วิ่งเข้าไปหาลุงหลิว ก่อนจะมองไปที่เขาด้วยสายตาสงสัยและประหลาดใจ
“ต่อไปนี้หนูจะเรียกลุงว่า ‘พ่อ’ ได้แล้วใช่ไหมคะ ?”
ประโยคหนึ่งทำให้ทั้งคู่รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเด็กๆจะรู้เรื่องนี้แล้ว ซึ่งฟู่ต้านีนั้นรู้สึกสับสนขึ้นมาเช่นกัน เธอไม่รู้เลยว่าเด็กทั้งสองจะมีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวผิงอันก็ได้นั่งยองๆลงกับพื้น ก่อนจะมองตรงไปยังเด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้า
“เสี่ยวหรง ฉันกำลังจะแต่งงานกับแม่ของเธอ ถ้าเธอยอมรับและเรียกฉันว่าพ่อ ฉันก็จะดีใจมากๆ แต่ถ้าเธอไม่อยากเรียก ก็เรียกฉันว่าลุงหลิวต่อไปเถอะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ไม่สำคัญเลยว่าเธอจะเรียกฉันแบบไหน เพราะถึงอย่างไรพวกเธอทั้งสองคนก็เป็นลูกสาวของฉัน !”
คำพูดของลุงหลิวทำให้ฟู่ต้านีรู้สึกดีขึ้นมาก และปฏิกิริยาของฟู่หรงเองก็เกินความคาดหมายของทุกคนเช่นกัน
“หนูยินดีที่จะเรียกลุงว่าพ่อค่ะ แต่ลุงต้องทำดีกับแม่ของหนูให้มากๆด้วยนะคะ ลุงห้ามเป็นเหมือนพ่อคนเก่าของหนูนะคะ เขามักจะให้แม่ของหนูทำงานหนัก ทุบตีแม่ ทุบตีพวกเรา และเรียกพวกเราว่าพวกผลาญเงิน”
ลุงหลิวเข้าใจถึงคำบรรยายของเธอเป็นอย่างดี
“ฉันขอสาบานว่าต่อจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะทำดีกับฟู่ต้านี และจะปฏิบัติต่อฟู่เวยและฟู่หรงเหมือนกับลูกสาวของฉันเอง หากฉันผิดคำพูด ขอให้สวรรค์ลงโทษโดยให้สายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวของฉันจนร่างกายของฉันแหลกสลายเป็นผุยผงได้เลย !”
ทันทีที่ลุงหลิวพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังที่กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนที่พลังนั้นจะจางหายไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่ลุงหลิวด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นคำสาบานที่มาจากความสัตย์จริง ว่ากันว่านี่คือวิธีการของชาวลัทธิเต๋า เธอจึงหันไปมองผู้เฒ่ามู่เพื่อที่จะขอคำยืนยันในสิ่งนี้ ซึ่งผู้เฒ่ามู่ที่สังเกตเห็นถึงท่าทางของเธอจึงได้พยักหน้าตอบกลับมาเบาๆ
ลุงหลิวใช้ความสัตย์จริงในอาชีพอภิปรัชญาของเขาเพื่อสาบานต่อสวรรค์ !
ฟู่เยี่ยนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ทว่านอกจากเธอและผู้เฒ่ามู่แล้ว ไม่มีใครรู้สึกถึงสิ่งนี้เลย ซึ่งลุงหลิวก็ได้มองมาที่เธอพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ เพื่อบอกกับเธอว่าอย่าเปิดเผยเรื่องนี้
Comments
Post a Comment