ตอนที่ 471: สร้างครอบครัวอีกครั้ง
ส่วนฟู่เวยยังคงเงียบอยู่ จนกระทั่งลุงหลิวกล่าวคำสาบาน เธอจึงได้เดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนจะเรียกเขาว่าพ่อ
“หนูกับน้องสาวยินดีที่จะเรียกลุงว่าพ่อ แต่หากลุงทำไม่ดีกับแม่ของพวกเรา พวกเราจะไม่ยอมให้ลุงอยู่กับแม่อีกต่อไป”
ตอนนี้ฟู่เวยได้ยอมรับการแต่งงานครั้งใหม่ของแม่แล้ว โชคดีที่ลุงหลิวเป็นคนดี ทั้งยังปฏิบัติต่อตัวเธอและน้องสาวเป็นอย่างดีอีกด้วย
ลุงหลิวจับมือลูกสาวทั้งสองคนของเขาเอาไว้คนละข้าง ตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขมาก อย่างน้อยเขาก็ได้รับการอนุมัติจากเด็กน้อยทั้งสองคนแล้ว
หลังจากนั้น บรรยากาศภายในครอบครัวของพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
“พ่อคะ เร็วๆนี้พ่อจะมีน้องชายและน้องสาวให้กับพวกเราหรือเปล่า ?” คำพูดของฟู่หรงทำให้ทั้งสองคนหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งฟู่ต้านียังคงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร
“เอาล่ะ พักเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ เรามาทานข้าวกันดีกว่า !” หวังซู่เหมยเรียกให้ทุกคนมานั่งทานข้าว ซึ่งเธอเองก็รู้สึกมีความสุขอยู่ภายในใจมากเช่นกัน ในที่สุดต้านีก็มีครอบครัวแล้ว!
สำหรับมื้อเย็น พวกเขาได้สั่งอาหารมาจากร้านอาหารชื่อดัง และอาหารก็รสชาติดีมากด้วย
“เสี่ยวฮั่ว เสี่ยวไป๋บอกว่าลูกจะมาถึงวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขามาที่นี่ แล้วทำไมลูกถึงได้ไปทำภารกิจด้วยกันได้ล่ะ ?” หวังซู่เหมยรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ เราไปเจอกันที่หยางเฉิงต่างหากล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเพื่อที่จะปิดบังความจริงที่ว่าเธอกับไป๋โม่เฉินไปที่เกาะฮ่องกงพร้อมกัน ซึ่งมู่อี้อันได้ชำเลืองมองไปที่เธอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เขารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ไป๋โม่เฉินทำนั้นอาจจะเป็นความลับ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป
“เสี่ยวไป๋เป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะมาก เขาซื้อเค้กมาฝากทุกคนเลย เสี่ยวฮั่ว ถ้าลูกมีเวลาก็ไปเยี่ยมครอบครัวของเขาหน่อยนะ ลูกได้เตรียมของขวัญที่จะมอบให้กับพวกเขาแล้วหรือยัง ?”
พวกเขาทั้งสองกำลังจะหมั้นหมายกัน และนี่ก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองครอบครัว ในเมื่ออีกฝ่ายปฏิบัติต่อเราอย่างสุภาพ เราเองก็ไม่ควรเสียมารยาท
“เข้าใจแล้วค่ะแม่ เอาไว้ถ้าหนูมีเวลาว่าง หนูจะไปที่นั่น พ่อคะ วันมะรืนนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ พ่อช่วยเชิญอารองและครอบครัวของเขามาที่บ้านของเราหน่อยได้ไหมคะ” ฟู่เยี่ยนอยากจะเล่าให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับเรื่องทวดของเธอ
“อืม อารองถามถึงลูกหลายครั้งเลยล่ะ เอาไว้พรุ่งนี้พ่อจะโทรหาเขาก็แล้วกัน” ฟู่ต้าหย่งคิดว่าฟู่เยี่ยนเพิ่งจะกลับมา จึงอยากอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าเท่านั้น
“ได้เลยค่ะ แล้วพี่ใหญ่จะกลับมาด้วยได้หรือเปล่าค่ะ ?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอจะได้เล่าให้ฟังทีเดียวเลย ส่วนเรื่องอาเล็กที่อยู่ต่างถิ่น ไว้ค่อยเล่าให้เขาฟังทีหลังก็ได้
“สัปดาห์ที่แล้วเขาไม่ได้กลับมานะ พ่อคิดว่าสัปดาห์นี้เขาน่าจะกลับมาแน่นอน” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยนอีกครั้ง เขารู้สึกว่าลูกสาวมีบางเรื่องที่อยากจะพูดกับทุกคน
“พ่อคะ แม่คะ หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ หนูมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะเล่าให้พ่อกับแม่ฟังค่ะ” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าเธอจะบอกเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของเธอก่อน
“เสี่ยวฮั่ว ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าเกาะฮ่องกงเป็นอย่างไรบ้าง ?” ในที่สุด ฟู่เซินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้พูดแทรกขึ้นมา
“ที่นั่นไม่ได้มีอะไรมากนักหรอก แต่ผู้คนที่นั่นมีชีวิตดีกว่าผู้คนในแผ่นดินใหญ่ และมีวิธีหาเงินที่หลากหลาย ซึ่งมันก็ต้องแลกมากับความวุ่นวายเช่นกัน ที่นั่นมีคนรวยอาศัยอยู่มากมาย และยังมีคนระดับรากหญ้าจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนขับเคลื่อนอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับทานมื้อเย็นไปด้วย
“ใช่แล้ว หากไม่มีความวุ่นวายเหล่านั้น ฉันคงจะไม่ได้รับบาดเจ็บกลับมาแบบนี้หรอก ! ตอนนั้นพวกเราอยู่บนถนน จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น โชคดีที่ฉันมียันต์แคล้วคลาด ไม่อย่างนั้นฉันคงจะบาดเจ็บหนักกว่านี้อย่างแน่นอน !” มู่อี้อันเห็นว่าตอนนี้ผู้เฒ่ามู่ไม่อยู่ที่นี่ เขาจึงได้พูดออกไป
“โอ้ ? น่ากลัวมากจริงๆ !” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้
“แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือที่นั่นมีปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยอยู่หลายคนมาก ซึ่งพวกเขาก็มีจิตใจที่คับแคบและใช้ความสามารถของตัวเองทำร้ายผู้อื่น ! เพียงเพื่ออำนาจและความยิ่งใหญ่ของตนเอง !” มู่อี้อันพูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ
“อย่าไปฟังเขาเลย มันไม่ได้น่ากลัวถึงขนาดนั้นหรอก เขาก็แค่บังเอิญโชคร้ายเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนกลอกตามองไปที่เขา ตอนนี้เขากำลังทำให้พี่สาวของเธอกลัวแล้ว !
“เสี่ยวฮั่ว หากออกไปข้างนอก ลูกต้องระวังตัวให้มากๆนะรู้ไหม !” หวังซู่เหมยที่ได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวมากเช่นกัน ถือว่ายังโชคดีที่เมืองหลวงนั้นปลอดภัยกว่าเกาะฮ่องกง
“อย่ากังวลไปเลยค่ะแม่ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับบิดแขนมู่อี้อันอย่างแรง เพื่อเป็นการบอกให้เขาเลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว !
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนต่างก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ซึ่งมู่อี้อันและคนอื่นรู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนมีเรื่องบางอย่างจะพูดกับพ่อและแม่ของเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะไม่รบกวนเวลาหลังมื้อเย็น
ฟู่เยี่ยนไปที่ห้องของเธอก่อน จากนั้นเธอก็ได้นำของที่อยู่ในกล่องใบใหญ่ไปที่ห้องของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมย
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมลูกถึงได้ซื้อของมามากมายขนาดนี้กันล่ะ ?” หวังซู่เหมยที่ได้เห็นกล่องทั้งสี่ใบนี้จึงได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“พ่อคะ แม่คะ หนูได้พบกับครอบครัวของคุณย่าแล้วค่ะ” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดคำนี้ออกไป ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ถึงกับตกตะลึงไปทันที
“ลูกได้เจอกับครอบครัวของคุณย่าแล้วเหรอ ?” ฟู่ต้าหย่งรีบถามออกไปทันที เพราะเรื่องนี้เป็นปมที่อยู่ภายในใจของเขามาโดยตลอด หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเดินทางไปยังเกาะฮ่องกง เธอก็ได้หาที่อยู่ของตระกูลเสิ่นเจอแล้วอย่างนั้นหรือ แบบนี้ก็เท่ากับว่าความปรารถนาของวิญญาณแม่ที่อยู่บนสวรรค์ก็สำเร็จแล้วน่ะสิ
“เราได้พบกันแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนพยักหน้าซ้ำๆ เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของผู้เป็นพ่อแล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะพูดต่อ
“กล่องเหล่านี้คือสมบัติที่ทวดตั้งใจจะมอบให้กับคุณย่าค่ะ” หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นว่าฟู่ต้าหย่งกำลังโกรธเล็กน้อย
“ทำไมลูกถึงได้ยอมรับของจากคนอื่นมาง่ายๆแบบนี้กันล่ะ ?” หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่ฟู่ต้าหย่ง ก่อนจะพูดแทนเขา
“พ่อคะ แม่คะ พ่อกับแม่เห็นหนูเป็นคนแบบนั้นเหรอ ? ช่วยใจเย็นๆ แล้วฟังหนูพูดก่อนเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนขอให้พ่อกับแม่ของเธอใจเย็นลงก่อน จากนั้นเธอก็ได้เริ่มอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งทั้งสามคนใช้เวลาพูดคุยกันอยู่นานเลยทีเดียว
หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งก็เอาแต่นั่งอยู่เงียบๆ เขาไม่คิดเลยว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าแม่ของเขาถูกครอบครัวทอดทิ้ง และเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตลอดหลายปีจนเธอเสียชีวิต ไม่มีใครกลับมาหาเธอเลยสักคน
“เฮ้อ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ที่จะแบกรับภาระทั้งหมดของครอบครัวที่ใหญ่ขนาดนี้ ! เราเข้าใจถึงเหตุผลที่ชายชราต้องตัดสินใจทำแบบนั้นแล้วล่ะ”
หวังซู่เหมยถอนหายใจออกมาพร้อมกับมองไปที่ฟู่ต้าหย่ง เขาจำเป็นต้องคิดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่สามีของเธอเมื่อตอนที่ยังชีวิตอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจเขามาโดยตลอด
“ใช่แล้วค่ะ คำพูดของทวดเป็นความจริงทั้งหมด ซึ่งหนูได้ตรวจสอบแล้ว หากเขาโกหก ไม่มีทางที่เขาจะรอดไปจากสายตาของหนูได้อย่างแน่นอน พ่อคะ พ่อกับทวดยังมีหน้าตาที่คล้ายกันด้วยนะคะ !”
ฟู่เยี่ยนพยายามใช้คำพูดที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเพื่อที่จะดึงอารมณ์ด้านลบของฟู่ต้าหย่งออกมาให้หมด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความเสียใจที่เกิดขึ้นมาหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิต
“ย่าของลูกจากพวกเราไปหลายปีแล้ว อีกอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นก็ไม่ง่ายเลย แล้วตอนนี้สุขภาพของชายชราเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ?” หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟู่ต้าหย่งก็เริ่มกังวลเรื่องสุขภาพของเสิ่นกั๋วเฉียง เพราะนอกเหนือจากน้องๆของเขาแล้ว ตอนนี้ชายชรายังเป็นเพียงญาติคนเดียวที่มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขา
“ตอนนี้เขาแก่แล้วค่ะ และหัวใจก็ไม่ค่อยแข็งแรงแล้วด้วย แต่หนูได้ตรวจดูชีพจรของเขาแล้ว พ่อไม่ต้องเป็นห่วง นอกจากนี้หนูยังได้ให้ยาและใบสั่งยากับเขาเอาไว้แล้วค่ะ”
“ดีเลย ! หวังว่าสักวันหนึ่งเราคงจะได้พบกันนะ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาเองก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องละทิ้งความขุ่นเคืองใจในอดีต และเดินหน้าต่อไป
“ทวดเป็นห่วงคุณย่ามากๆ และยังรักหนูมากๆอีกด้วยค่ะ พ่อคะ แม่คะ นี่คือสมบัติที่ทวดตั้งใจจะมอบมันให้กับคุณย่า เขาบอกว่ามันเป็นสมบัติที่เขาจะยกให้กับคุณย่าตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งเขายังต้องการจะแบ่งสมบัติส่วนหนึ่งให้กับพวกเราด้วยนะคะ แต่หนูก็ได้ปฏิเสธและรับเอาไว้แค่ส่วนนี้เท่านั้น
“เขาจึงได้นำหุ้นทั้งหมดไปแลกเป็นเครื่องเพชรและทองคำแท่งให้กับทุกคนแทน”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนจึงได้เปิดกล่องทั้งสี่กล่อง สมบัติของคุณย่านั้นไม่ได้แย่เลย มันเป็นแค่ของบางอย่างที่ย่าของเธอยังไม่ได้รับมันเท่านั้น ซึ่งเครื่องประดับทั้งหมดมีสภาพที่ค่อนข้างเก่ามากๆ แต่เพชรที่อยู่ในกล่องนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันเปล่งประกายระยิบระยับออกมาจนทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากมันได้เลยทีเดียว
ตอนที่ 472: เรื่องมหัศจรรย์
“โอ้ ของเหล่านี้ช่างสวยงามมาก !” หวังซู่เหมยนั่งยองๆลงไปกับพื้น ก่อนจะพบว่าบนถุงใบเล็กๆ ทุกใบมีชื่อถูกเขียนเอาไว้อยู่
“มีข้อความบางอย่างถูกเขียนเอาไว้ด้วยอย่างนั้นเหรอ หลานสะใภ้คนโตที่ว่านี้หมายถึงแม่หรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกไปด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้วค่ะแม่ ทวดไม่รู้จักชื่อของแม่ก็เลยเขียนข้อความลงไปแทน ลองเปิดดูสิคะ ทั้งหมดนี้เป็นของแม่ และทุกคนก็ได้รับเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาสะใภ้รอง อาสะใภ้สาม และอาหญิง”
ฟู่เยี่ยนพูดถึงของขวัญของทุกคน ยกเว้นของเธอ และทุกอย่างก็ได้ถูกนำมาที่นี่แล้ว
“มันสวยมาก แม่ไม่เคยเห็นอัญมณีที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย !” หวังซู่เหมยเปิดชุดเครื่องประดับเพชรที่อยู่ด้านใน พร้อมกับพูดออกมา
“อย่าเพิ่งเอามันออกมาเลย เอาไว้ให้ต้าจวงและคนอื่นๆมาถึงก่อนเถอะ แล้วเราค่อยแบ่งของพวกนี้ต่อหน้าพวกเขา” ฟู่ต้าหย่งพูดแทรกขึ้นมา
“อืม ไม่มีปัญหา ฉันแค่อยากรู้เท่านั้นเอง” หวังซู่เหมยรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
“พ่อคะ แม่คะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หนูคิดว่าพ่อกับแม่ควรจะรู้ แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกที่ว่าจะบอกเรื่องนี้กับอาหญิงดีหรือเปล่า” ด้วยท่าทางที่ดูจริงจังของฟู่เยี่ยน จึงทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยนั้นเริ่มจริงจังขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมลูกถึงได้ดูจริงจังขนาดนั้นกันล่ะ ?”
“พ่อคะ แม่คะ คำสาบานของลุงหลิวในวันนี้คือคำสาบานอย่างสัตย์จริง ซึ่งเป็นวิธีที่ชาวลัทธิเต๋าใช้ในการสาบาน หากเขาทำอย่างที่พูดเอาไว้ไม่ได้ เขาจะถูกสายฟ้าฟาดลงมาจริงๆ และจะสูญเสียทักษะทั้งหมดที่เขาฝึกฝนมาตลอดชีวิตไป !”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน และในที่สุดเธอก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดออกไป แม้ว่าลุงหลิวจะไม่อยากให้เธอเปิดเผยเรื่องนี้ก็ตาม
“ลูกกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน ?” ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยคิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ในตอนนั้น ทั้งสองเพียงคิดว่านี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน ส่วนเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขาแค่ต้องรอดูอยู่ห่างๆเท่านั้น
ไม่คาดคิดว่าลุงหลิวจะจริงจังถึงขนาดนี้ หากเสี่ยวฮั่วไม่บอกเรื่องนี้กับเขา เขาคงจะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้เลยจริงๆ
หวังซู่เหมยจึงได้มองไปที่ฟู่ต้าหย่งเพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจ แต่สำหรับเธอนั้น เธอคิดว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับต้านี เพื่อให้ต้านีตระหนักถึงความจริงใจนี้
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจว่าควรบอกเรื่องนี้กับฟู่ต้านี เพื่อที่เธอจะได้มีชีวิตที่ดีกับหลิวผิงอัน
“ซู่เหมย คุณช่วยไปคุยกับต้านีเกี่ยวกับเรื่องนี้หน่อยได้ไหม คุณทั้งคู่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน น่าจะคุยกันได้ง่ายกว่าผม อย่าให้เธอเป็นกังวลเรื่องลูกสาวทั้งสองมากเกินไปด้วยล่ะ”
“ไม่มีปัญหา เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับต้านีกับเอง คุณคะ คุณคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องวันแต่งงานของทั้งสองคนดีค่ะ ผู้เฒ่ามู่บอกว่าให้เราจัดการเรื่องนี้ได้เลย เขาพร้อมที่จะทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง” หวังซู่เหมยพูดถึงเรื่องงานแต่งงานของฟู่ต้านีขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมคิดว่าเราควรต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อม ประการแรกก็คือ นี่เป็นการแต่งงานครั้งแรกของเสี่ยวหลิว และประการที่สอง ก่อนหน้านี้ต้านีเคยแต่งงานมาแล้ว ซึ่งสภาพครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวที่อยู่ในระดับปานกลาง แต่พวกเขาก็ดูแลเธอได้ไม่ดีนัก ดังนั้นเมื่อเธอกำลังจะแต่งงานอีกครั้ง จึงจำเป็นที่เธอต้องดูดี พวกเราทุกคนต้องช่วยกันอย่างเต็มที่”
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาและทุกคนจะต้องสนับสนุนต้านี ไม่ใช่ว่าเสี่ยวหลิวเป็นคนไม่ดี แต่เพียงเพื่อให้เธอรู้สึกปลอดภัยเท่านั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ฟู่ต้านีก็เป็นสมาชิกของตระกูลฟู่
“พ่อคะ แม่คะ หนูวางแผนเรื่องนี้เอาไว้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ ตอนที่หนูซื้อเครื่องประดับที่เกาะฮ่องกง หนูได้เตรียมเครื่องประดับเอาไว้ให้อาเล็กแล้ว พรุ่งนี้หนูจะเอามันมาให้พ่อกับแม่ดู แต่หนูไม่ค่อยมีเวลาจัดการเรื่องของขวัญเท่าไหร่หรอกนะคะ” ฟู่เยี่ยนได้เตรียมการเรื่องนี้เอาไว้เล็กน้อยแล้ว
“เอาล่ะ เอาไว้แม่จะคืนเงินให้ลูกก็แล้วกัน เราจะจัดงานแต่งงานให้กับอาหญิงของลูกอย่างดีที่สุด” หวังซู่เหมยรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนที่มีน้ำใจและดีกว่าลูกชายทั้งสองของเธอมากๆ
แต่เมื่อนึกถึงว่าที่ภรรยาของลูกชายคนโต หวังซู่เหมยก็รู้สึกว่าเศร้าใจอีกครั้ง แม้ว่าในตอนแรกชีวิตของเขาจะดีมากๆแล้วก็ตาม และเสี่ยวฮั่วยังบอกอีกว่าเขามีคนที่ถูกลิขิตให้มาคู่กันแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งต่างๆจะเป็นแบบนี้ !
เธออยากจะคุยเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าอันซูบผอมของฟู่เยี่ยน ซึ่งเห็นได้ว่าลูกสาวของเธอน้ำหนักลงไปอย่างชัดเจนหลังจากกลับมาจากภารกิจครั้งนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากรบกวนลูกสาวอีก ลืมมันไปเสียเถอะ ปล่อยให้เสี่ยวจินทำในสิ่งที่เขารักจะดีกว่า !
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ถึงอารมณ์ของหวังซู่เหมยในตอนนี้ หลังจากที่อธิบายทุกอย่างให้กับพ่อและแม่ฟังเสร็จ เธอก็ได้เดินกลับไปที่ห้องของเธอ โดยไม่คาดคิด ตอนนี้พี่ชายและพี่สาวของเธอได้มารออยู่ในห้องแล้ว
“เสี่ยวฮั่ว เธอพูดอะไรกับพ่อและแม่กัน ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะ พวกเรามารอเธอนานมากแล้วนะ” ฟู่เซินบ่นออกไปทันที
“มันเป็นเรื่องที่ดี เอาไว้อีกไม่กี่วันพวกพี่ทั้งสองคนก็จะได้รู้เองนั่นแหละ !” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้พูดอะไรออกไปในตอนนี้ และทุกคนต่างก็มองไปที่เธอด้วยความประหลาดใจ
“เรื่องที่ดีอะไรอย่างนั้นเหรอ ? เป็นไปได้ไหมที่ทองคำกำลังจะตกลงมาจากท้องฟ้า ?” ฟู่เซินยังคงถามต่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของฟู่เยี่ยนก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที พี่รองของเธอช่างสุดยอดจริงๆ เพราะสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นแม่นยำมากๆ
“พี่กำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน มาเถอะเสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้เธอต้องไปไหนหรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวหมดความอดทนแล้ว จึงได้ถามฟู่เยี่ยนแทรกขึ้นมาทันที
“พี่สาม ฉันคงจะไม่ออกไปไหนแล้วล่ะ วันจันทร์ฉันยังต้องกลับไปเรียน ช่วงนี้ฉันจึงอยากจะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน” ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าพี่สาวของเธอต้องการทำอะไร
“ดีแล้วล่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะพาเธอไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง” ฟู่เหมี่ยวพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
“ที่ไหนเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามกลับไปด้วยความสงสัย หลังจากที่ไม่ได้เจอกันสิบกว่าวัน พี่สาวของเธอไปรู้ความลับอะไรมาอย่างนั้นหรือ
“เป็นความลับ เอาไว้พรุ่งนี้เธอก็รู้เองนั่นแหละ” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาพร้อมกับเชิดคางขึ้น เสี่ยวฮั่วจะต้องประหลาดใจมากๆอย่างแน่นอนเมื่อได้เห็นมัน !
“พรุ่งนี้เช้าพี่ไป๋โม่เฉินจะมาที่บ้านของเรา ชวนเขาไปกับเราด้วยได้หรือเปล่า ?” เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้เขียนข้อความฝากนกกระเรียนกระดาษตัวเล็กๆ ไปให้ไป๋โม่เฉินทันที ก่อนจะได้รับข้อความตอบกลับมาว่าเขาจะมาหาเธอพรุ่งนี้เช้า
“ไม่มีปัญหา พวกเราไปด้วยกันได้ พรุ่งนี้จื่อหยวนก็มาด้วยเหมือนกัน”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดูเรื่องตื่นเต้นที่พี่เตรียมเอาไว้แล้วกัน อีกอย่างพรุ่งนี้ฉันจะได้ให้ของขวัญที่เตรียมเอาไว้ให้พี่เขยด้วยเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนมองดูท่าทางที่พึงพอใจของพี่สาวพลางรู้สึกขบขันอยู่ภายในใจ ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่รอเท่านั้นสินะ !
“อืม ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยกันหน่อยดีกว่า เสี่ยวฮั่ว ในช่วงสิบกว่าวันที่เธอไม่อยู่ ครอบครัวของเรามีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นด้วยล่ะ !” ฟู่เซินพูดออกมาราวกับว่ากำลังอยากดูการแสดงบางอย่าง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่พูดอะไรกับฉันเลยล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
“เฮ้! มันไม่ใช่เรื่องของพ่อกับแม่หรอกนะ มันเป็นเรื่องของพี่ใหญ่ต่างหากล่ะ” ฟู่เซินเป็นที่ชอบเรื่องซุบซิบมาโดยตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ปล่อยให้เรื่องของพี่ใหญ่ผ่านไปอย่างแน่นอน
“พี่ใหญ่อย่างนั้นเหรอ ? เกิดอะไรขึ้นกับเขา ? มีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเขากับกวงหยุนหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าระหว่างพวกเขาทั้งสองมักจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง เพราะถึงอย่างไรกวงหยุนก็ไม่ต่างอะไรจากเหล้าเก่าที่ถูกเทใส่ขวดใหม่
“อาจารย์ฟู่ช่างเดาแม่นมากจริงๆ ! มันเป็นเรื่องระหว่างเขากับกวงหยุนนั่นแหละ แต่ตอนนี้พ่อกับแม่ของพวกเราเริ่มทนไม่ไหวแล้ว และอยากให้ฉันคืนเงินทั้งหมดที่ซื้อบ้านให้กับเธอ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็หักจากทองคำแท่งส่วนของเราแทนก็แล้วกัน !”
ฟู่เซินยังคงมีท่าทีที่ดูลึกลับ และไม่ได้พูดอะไรออกมามากนัก
“โอ้ พี่รอง ช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันชักอยากจะรู้ขึ้นมาแล้วสิ แล้วฉันจะมอบทองคำแท่งให้กับพี่เป็นการส่วนตัวก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดพลางอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“ฉันขอพูดต่อเองก็แล้วกัน เรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย เธอก็แค่เอาทองคำแท่งไป เราไม่สามารถรับบ้านหลังนี้มาโดยไม่ได้ทำอะไรเลยได้หรอกนะ เรารู้ดีว่าเธอเองก็หาเงินมาอย่างยากลำบากไม่ใช่เหรอ ! นอกจากนี้ ครั้งนี้พ่อกับแม่ไม่ได้ตั้งเป้าว่ามาที่เรา แต่เป็นพี่ใหญ่ต่างหาก !”
ฟู่เหมี่ยวทำให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้ว ฟู่ซินและกวงหยุนนั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี ซึ่งในช่วงนี้เขาไม่ค่อยกลับมาที่บ้านในช่วงสุดสัปดาห์เท่าไหร่ แต่จะกลับมานอนแค่เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น
เดิมทีฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เนื่องจากพวกเขายังเด็กและเลือดร้อน ซึ่งการได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นนั้นย่อมเป็นการช่วยให้ความรักของพวกเขาสุกงอมมากขึ้นตามไปด้วยอยู่แล้ว
ต่อมาก็ได้มีบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าหากลูกชายของพวกเขาแต่งงานกับกวงหยุน จะต้องไม่เป็นผลดีต่อทุกคนอย่างแน่นอน
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะพึ่งพาฟู่เยี่ยนมากกว่า และฟู่ซินเองก็ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวในหมู่บ้านมานานมากแล้ว
แต่ทั้งสองก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เพราะฟู่ซินไม่เคยปฏิเสธคำพูดของกวงหยุนเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่ 473: เรื่องน่าอึดอัดใจ
แท้จริงแล้ว เป็นเพราะกวงหยุนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทางครอบครัวของฟู่ซินแล้วนั่นเอง และยังรู้อีกว่าน้องสาวของฟู่ซินค่อนข้างมีแนวโน้มที่ดี และเงินช่วยเหลือของฟู่ซินนั้นก็ควรจะเก็บเอาไว้เพื่อตัวเขาเอง ในเมื่อพ่อแม่ของเขาไม่ต้องการให้เขาเลี้ยงดูครอบครัว ฉะนั้นเขาก็ควรที่จะคิดถึงตัวเองให้มากขึ้น
กวงหยุนจึงแนะนำฟู่ซินไปว่าเนื่องจากครอบครัวของเขาไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงิน ดังนั้นเขาจึงควรที่จะเก็บเงินของตัวเองเอาไว้ให้มากกว่านี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะน้องๆของเขาต่างก็มีอนาคตที่ดีของตัวเองแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไป
หลังจากที่รู้ว่าเขามีบ้านเป็นของตัวเอง เธอก็ได้แนะนำให้เขาเก็บข้าวของออกมา และปล่อยให้คนอื่นเช่า เพื่อที่เขาจะได้มีเงินเพิ่มจากค่าเช่านั่นเอง
ฟู่ซินเป็นคนที่ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เขาคิดว่าคำพูดของกวงหยุนล้วนทำเพื่อเขาทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงได้กลับไปเล่าทุกอย่างให้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยฟัง เพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นว่ากวงหยุนบริหารจัดการเรื่องภายในบ้านได้ดีเช่นกัน
ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่เคยขอเงินช่วยเหลือจากฟู่ซินมาก่อนเลย และฟู่ซินเองก็เก็บเงินของเขาทั้งหมดเอาไว้เป็นอย่างดี ทั้งสองคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวสำหรับลูกๆ จึงอยากจะให้ลูกๆจัดการเรื่องการเงินด้วยตัวเอง ซึ่งฟู่ซินก็รู้จักวางแผนการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด
พวกเขาทั้งสองมีรายได้จากการทำเหล้าหมัก ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขามีรายได้ที่มั่นคง ทำให้พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้เลย
พวกเขาไม่เคยคิดที่จะขอเงินจากลูกๆเลย นอกจากนี้ เสี่ยวฮั่วก็เป็นฝ่ายซื้อบ้านให้กับพวกเขาเอง ทั้งยังไม่เคยพูดถึงเรื่องเงินเลยอีกด้วย
แม้แต่ฟู่เซินที่ดูเป็นคนโง่เขลามากที่สุด แต่เขาก็ได้พูดมาตั้งนานแล้วว่าเขาไม่ต้องการทองคำแท่งในส่วนของเขาอีกต่อไปแล้ว เขาต้องการจะซื้อบ้านด้วยตัวเอง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังจะซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ฟู่เยี่ยนในอนาคตเพื่อเป็นการชดเชยอีกด้วย
ยิ่งฟู่เหมี่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เธอเป็นเด็กที่มีความทะเยอทะยาน และกำลังคิดที่จะเปิดธุรกิจของตัวเองอีกด้วย !
ฟู่เหยายังเด็กอยู่ และแม้ว่าฟู่เยี่ยนจะให้บ้านแก่เขา แต่เขาก็ยังไม่สามารถดูแลมันได้
พวกเขารู้ดีว่านอกเหนือจากเสี่ยวฮั่ว เด็กๆทุกคนยังคงต้องไล่ตามความฝันด้วยตัวเอง และดูเหมือนว่าอนาคตของพวกเขานั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่เสี่ยวฮั่วมอบให้พี่น้องทุกคนนั้นคือความรักที่บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถมองข้าม และบ้านของพวกเขาก็ได้มีการจัดเตรียมเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว
แม้ว่าสิ่งนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่หลังจากที่ลูกชายของพวกเขาแต่งงานไปแล้ว พวกเขาจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน ?
คนเป็นพ่อแม่นั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย และก็ไม่ได้สนใจว่าลูกๆจะให้อะไรกับพวกเขาหรือเปล่าอีกด้วย พวกเขาเพียงแค่ปล่อยให้เรื่องราวทั้งหมดดำเนินต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว แต่ลูกชายกลับมาบอกว่าเขาต้องการที่จะสร้างความประทับใจที่ดีให้กับกวงหยุน จึงทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกแย่เล็กน้อย
ฟู่ต้าหย่งรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้พอสมควร เขาจำได้ว่าตอนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านอันผิง เขาได้สอนให้ฟู่ซินคำนึงถึงครอบครัวของตัวเองมาเป็นอันดับแรกตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฟู่ซินก็เป็นลูกชายคนโต จึงต้องช่วยฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยดูแลครอบครัวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ไม่ได้คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ และพาครอบครัวของพวกเขาย้ายออกมาจากหมู่บ้านอันผิงมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และความยากลำบากเมื่อก่อนหน้านี้ก็ได้หมดไป รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปด้วย
เรียกได้ว่าตอนนี้ฟู่เยี่ยนเป็นคนแบกรับภาระส่วนใหญ่ของครอบครัวเอาไว้ด้วยตัวเองก็ไม่ผิด เธอมีน้ำใจต่อพี่น้องของเธอมาก และด้วยเหตุนี้ภาระของฟู่ซินจึงลดลงไปนั่นเอง
ในตอนแรก ฟู่ต้าหย่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าลูกๆคนไหนของเขาจะทำได้ดีกว่ามันไม่ได้สำคัญเลย ขอเพียงแค่พวกเขารักกันก็พอ ด้วยวิธีนี้ทุกคนจะสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ และตระกูลฟู่ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ดีมากๆ จึงไม่ต้องกังวลถึงเรื่องความขัดแย้งใดเลย
โดยเฉพาะฟู่เยี่ยน เธอไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลย เธอใส่ใจแค่ความรักและความสามัคคีของทุกคนในครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อฟู่ซินเข้าร่วมกองทัพ จึงเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับฟู่เยี่ยนในการขายโสมของเธอ
ซึ่งคำสอนที่เขาสอนฟู่ซินในเวลานั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจของฟู่ซินเสมอ แต่ตอนนี้ฟู่ซินได้พบคู่ครองของตัวเองแล้ว และกำลังถูกใครคนนั้นเข้ามาครอบงำจิตใจจนลืมความตั้งใจเดิมของตัวเองไป
ฟู่ต้าหย่งคิดว่าไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปได้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป เสี่ยวฮั่วจะต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้น ! เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงได้ปรึกษากับหวังซู่เหมย และตัดสินใจที่จะให้ลูกๆทั้งสามคนคืนเงินที่ใช้ไปในการซื้อบ้านให้กับเสี่ยวฮั่วนั่นเอง
และจากนี้เป็นต้นไป พี่น้องทุกคนจะต้องชำระบัญชีให้ชัดเจน และไม่อนุญาตให้ฟู่เยี่ยนรับผิดชอบเรื่องต่างๆในครอบครัวเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ฟู่ต้าหย่งยังพูดอีกว่าให้ทุกคนลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
หากฟู่เซินและคนอื่นไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของน้องสาวไปตลอดแบบนี้ เมื่อไหร่พวกเขาจะโตเสียที ! และบ้านที่ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับพวกเขาในอนาคตนั้นจะดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาเองแล้ว
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ฟู่ต้าหย่งเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือเสี่ยวฮั่วกำลังจะหมั้นหมายกับไป๋โม่เฉิน แม้ว่าเรื่องการแต่งงานสำหรับทั้งสองยังเร็วเกินไปก็ตาม แต่ทั้งสองก็ไม่สามารถแยกจากกันได้
ต่อจากนี้ ฟู่เยี่ยนยังต้องดูแลครอบครัวของเธอเอง ซึ่งคงไม่เหมาะหากต้องให้เธอเป็นกังวลกับกิจการต่างๆของพี่ชายและพี่สาวของเธออีก
ขณะเดียวกันนั้น เขาก็ผิดหวังกับลูกชายคนโตไปพร้อมๆกัน เนื่องจากตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก จึงทำให้พวกเขามองไม่เห็นปัญหาต่างๆอีกต่อไป แต่หากสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขายังคงไม่ดีเหมือนตอนที่อยู่หมู่บ้านอันผิง เขาจะไม่เอาแต่สนใจครอบครัวเล็กๆของตัวเองและเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องอย่างนั้นหรือ ?
ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้คู่สามีภรรยารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
สรุปก็คือ ความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองได้พังทลายลงไปแล้ว และความประทับใจดีๆ ที่พวกเขามีต่อกวงหยุนก็ได้หายไป จนทำให้พวกเขาไม่อยากเจอลูกชายคนโตของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“พ่อกับแม่ของพวกเราคิดมากเกินไปหรือเปล่า ฉันไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะคิดแบบนั้นหรอกนะ เพราะพี่ใหญ่เองก็รู้ดีว่าฉันไม่เคยสนใจเรื่องเงินอยู่แล้ว และฉันก็ไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้ด้วย”
ฟู่เยี่ยนรู้จักพี่ใหญ่ของเธอดี และเขาก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นด้วย บางทีเขาอาจจะคิดว่าตอนนี้เขามีเงินแล้ว จึงไม่ได้จริงจังกับเงินเล็กๆน้อยๆพวกนั้นก็เป็นได้
“แต่เรื่องที่เรากำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพี่ใหญ่หรอกนะ พี่ใหญ่ก็แค่ประมาทไปหน่อยเท่านั้นเอง เขาเชื่อคำพูดของคนอื่นมากเกินไป แถมยังเอามายกย่องกับพ่อแม่อีก เธอยังคิดว่าเขาเจอภรรยาที่ดีอีกอย่างนั้นเหรอ เธอไม่สามารถรู้ได้หรอกนะว่าใครเก็บงำความคิดชั่วร้ายเอาไว้ในใจบ้าง !”
“คิดดูสิ หากพวกเขาแต่งงานกัน พี่ใหญ่ของเรายังจะเป็นพี่ใหญ่คนเดิมอีกอีกหรือเปล่า !” ฟู่เซินพูดออกมาพร้อมกับเบะปาก เขาเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่ภายในใจเล็กน้อย
ส่วนฟู่เหมี่ยวยังคงไม่ได้พูดอะไร เธอกำลังคิดว่าพี่ใหญ่ของเธอไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ หรือเขาแค่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจกันแน่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินก็เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจมากๆ การที่เขาแกล้งทำเป็นว่าตัวเองโง่เพียงเพราะอยากจะได้บ้านอย่างนั้นหรือ หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ เขาจะทำไปทำไมกัน ?
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็ได้แอบชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน ผู้หญิงคนนั้นใจร้ายมากจริงๆ ด้วยความที่น้องสาวของเธอไม่ได้จริงจังกับเรื่องเงิน เธอจึงกลัวว่าพี่ใหญ่ของเธอกำลังถูกผู้หญิงคนนั้นยุยงให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปนั่นเอง
“ฉันเข้าใจดีว่าทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว หากพวกพี่แต่งงานในอนาคต พี่ทั้งสองคนจะไม่ให้ความสำคัญกับพี่สะใภ้รองและพี่เขยเลยอย่างนั้นเหรอ ?”
ฟู่เยี่ยนเข้าใจถึงความคิดของกวงหยุนเป็นอย่างดี เธอแค่อาจจะเตือนฟู่ซินถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอก็เป็นได้ ดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่ใหญ่เท่านั้น แต่มันอาจจะทำให้เหล่าน้องๆของเขารู้สึกลำบากใจไปเล็กน้อย !
หากจะโน้มน้าวใจพี่ใหญ่ของเธอนั้น อาจจะต้องใช้เวลานาน และอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต้องเหินห่างกันไป แล้วพวกเขาจะรับได้หรือเปล่า ? ในทางกลับกัน ถ้ากวงหยุนสามารถโน้มน้าวใจพี่ใหญ่ได้สำเร็จ เรื่องของเขาต่อจากนี้ไปจะไม่เกี่ยวข้องกับตัวฟู่เยี่ยนอีก !
ทว่าฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่สามารถเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ในใจได้ ในมุมมองของพ่อแม่ พวกเขาต่างก็คาดหวังว่าลูกๆทุกคนจะมีชีวิตที่สุขสบาย ดังนั้นบางครั้งจึงเกิดแนวคิดที่ว่า ปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าพวกเขามีอคติ เพียงแค่รู้สึกว่าพวกเขาต่างก็มีพ่อแม่คนเดียวกัน แล้วทำไมจะช่วยเหลือกันไม่ได้ล่ะ ? เมื่อเวลาผ่านไป วิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตามเช่นกัน
สิ่งที่ฟู่ต้าหย่งไม่สามารถเอาชนะได้ในตอนนี้ก็คือ ฟู่ซินได้ลืมความตั้งใจเดิมในฐานะพี่ชายคนโตของเขาไปเสียแล้ว แต่ความคิดของหวังซู่เหมยนั้นกลับแตกต่างออกไป ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจก็คือ ในช่วงสิบกว่าวันทีผ่านมานี้ เธอได้รู้แล้วว่าคำสอนที่เธอและฟู่ต้าหย่งสอนลูกชายคนโตตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
หากทั้งสองแต่งงานกันจริงๆ เขาจะไม่หลงภรรยาจนลืมแม่ไปเลยอย่างนั้นหรือ ? แบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย !
ต้องบอกว่าหวังซู่เหมยค่อนข้างกลัวเกี่ยวกับการเป็นแม่สามี และยังไม่ได้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้มาก่อน
ฟู่เยี่ยนเข้าใจสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่สมควรที่จะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ ในเวลาเดียวกันเธอยังได้แนะนำพี่รองและพี่สามอย่างจริงจังอีกด้วยว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องความรักของพี่ใหญ่ ให้เขาตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองจะดีที่สุด !
พี่ใหญ่ควรจะคิดและแยกแยะปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง หากเขาทำไม่ได้ มันคงเป็นชะตากรรมที่เขาต้องรับมือด้วยตัวเองแล้ว และเขาจะได้เรียนรู้มันด้วยตัวเองว่าอะไรคือเป็นประเด็นหลักของเรื่องนี้ ?
ในทางกลับกัน แม่ของเธอก็ควรหาอะไรทำ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา
ตอนที่ 474: โอกาสทางธุรกิจ
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ดูเศร้าลงไปเล็กน้อย ฟู่เหมี่ยวคิดว่าในอนาคตเธอจะต้องไม่เป็นแบบนี้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สำหรับเธอนั้น พี่น้องจะต้องไม่แตกแยก
ในทางกลับกัน ฟู่เซินกลับคิดว่าการมีภรรยานั้นเป็นเรื่องที่ลำบากมากจริงๆ ! หากเขาจะมองหาใครสักคนนั้น เขาจะต้องหาคนที่มีเหตุผลและมีน้ำใจ เขาไม่อยากมีภรรยาที่ใจแคบ !
นอกจากนี้ทุกคนต่างก็ต้องเติบโตขึ้น และยังต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตของตัวเอง ดังนั้นความใกล้ชิดระหว่างพี่น้องก็จะไม่เป็นเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น
เพียงแต่ว่าอารมณ์นี้เกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบของขวัญของพวกเขาสองคนออกมา จึงทำให้ทั้งสองลืมเรื่องเหล่านั้นไปทันที
ซึ่งสิ่งที่เธอเตรียมเอาไว้สำหรับฟู่เซินนั้นยังไม่จำเป็นต้องมอบให้เขาในตอนนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ตอนเขาแต่งงาน แต่สิ่งที่เธอจะมอบให้ฟู่เหมี่ยวสามารถให้ได้ในตอนนี้เลย เพื่อให้พี่สาวของเธอเก็บไว้เอง
“พี่สาม นี่เป็นการออกแบบใหม่ล่าสุดบนฮ่องกงเลยนะ พี่ชอบมันหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเตรียมสร้อยคอและต่างหูทองคำครบชุดให้กับฟู่เหมี่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ขาดเพียงแค่แหวนเท่านั้น
“มันสวยมากจริงๆ ! มันดูไม่หนาและเทอะทะเหมือนเครื่องประดับในเมืองหลวง ฝีมือของพวกเขาประณีตถึงขนาดนี้เลยเหรอ เสี่ยวฮั่ว แล้วเครื่องประดับทองคำที่นั่นราคาแพงหรือเปล่า ? ของพวกนี้ต้องแพงมากแน่ๆ !” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับถือเครื่องประดับเหล่านั้นเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ราคาเครื่องประดับที่นั่นถูกกว่าที่นี่มาก ลองสวมมันดูสิ ! พี่อย่าเกรงใจฉันนักเลย” ถึงอย่างไรฟู่เยี่ยนก็เป็นน้องสาว ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเธอจึงไม่คิดที่จะตระหนี่กับพี่น้องของเธอเลย
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะรับมันเอาไว้ก็แล้วกัน ! แล้วพรุ่งนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเธอเอง !” ฟู่เหมี่ยวไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา แต่เธอได้ปลูกเมล็ดพันธุ์นี้เอาไว้ภายในใจแล้ว ในอนาคตหากเธอมีธุรกิจและมีเงินมากพอ เธอจะต้องปฏิบัติต่อน้องสาวเหมือนกับที่เธอได้รับในตอนนี้อย่างแน่นอน
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว ! ฉันอยากกินหม้อไฟเนื้อแกะมากเลย !”
“ไม่มีปัญหา !” ตอนนี้ฟู่เหมี่ยวรู้สึกมีความสุขมาก พร้อมกับมองดูลวดลายที่งดงามของสร้อยคอที่เธอได้รับอย่างระมัดระวัง
“พี่สาว ดูสิว่าสร้อยคอเส้นนี้บางขนาดไหน ! ฉันคิดว่างานฝีมือของเราน่าจะดีกว่านี้อีกนะ แต่เพียงแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มันไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรแค่นั้นเอง มันจึงส่งผลให้งานฝีมือของเราดูล้าหลังไปเล็กน้อย ตราบใดที่มันเป็นที่ต้องการของตลาด งานฝีมือของเราจะต้องก้าวหน้าตามไปด้วยอย่างแน่นอน”
ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินต่างก็พยักหน้าเบาๆ ทั้งสงองเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ความรู้สึกที่เสี่ยวฮั่วมีต่อพวกเขานั้นช่างลึกซึ้งมากจริงๆ
“จริงสิ ฉันยังได้พบกับของบางอย่างด้วยนะ ฉันจะให้กำไลข้อมือกับพี่ มันทำมาจากหินหยกที่ฉันบังเอิญได้มันมา เอาไว้พรุ่งนี้พี่ลองเลือกอันที่พี่ชอบไปก็แล้วกัน” นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนเริ่มเข้าสู่วงการหินหยก ฟู่เหมี่ยวก็ได้สะสมกำไลหยกหลายวงเลยทีเดียว
“มันเยอะไปแล้ว !” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกละอายใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครสามารถต้านทานสิ่งล่อใจอย่างหยกได้
“พวกเราเป็นพี่น้องกันนี่ เอาเถอะ ถึงยังไงฉันก็ยังต้องพึ่งพาพี่ เมื่อพี่กลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดอยู่นะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าผู้พูดจะพูดออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับทำให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจเป็นอย่างมาก ฟู่เหมี่ยวถือว่าเรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของเธอ และเธอก็ได้แอบตัดสินใจว่าในอนาคตน้องสาวของเธอจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เธอจะเป็นทุกอย่างแทนน้องสาวเอง
เธอต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อที่จะเป็นผู้สนับสนุนน้องสาว เพื่อที่น้องสาวจะได้พักผ่อนเสียที !
“อ้อ พี่สาว ตอนฉันอยู่ที่หยางเฉิง ฉันออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนและบังเอิญไปเจอร้านขายถุงเท้าอยู่ร้านหนึ่ง มันมีคุณภาพดีมากและเป็นการออกแบบที่แปลกใหม่อีกด้วยล่ะ ฉันก็เลยซื้อมันกลับมาด้วย หากเราเอามันมาขายที่นี่ ฉันคิดว่ามันต้องขายได้อย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนนึกถึงถุงเท้าที่เธอซื้อมาจากร้านค้าข้างทางในหยางเฉิงขึ้นมาได้ เธอจึงเริ่มหากล่องใบนั้นทันที และเมื่อพบมัน เธอจึงได้นำมันออกมาให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวดูอย่างรวดเร็ว
“ดูดีๆสิ ถุงเท้าพวกนี้คุณภาพดีมากเลยนะ แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ยังสามารถสวมมันได้ ทั้งยังกันแดดได้อีกด้วย มีบางคนที่เกาะฮ่องกงสวมมัน แต่ที่เมืองหลวงยังไม่มีใครสวมเลย แต่ฉันคิดว่ามันต้องได้รับความนิยมในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน ! พี่ลองดูมันก่อนเถอะ !”
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้ดวงตาของฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินถึงกับเบิกกว้างขึ้นมาทันที และทั้งสองยังสัมผัสได้ถึงโอกาสทางธุรกิจที่ดีมากอีกด้วย ! แม้ว่าถุงเท้าจะมีราคาถูก แต่ทุกคนก็ต้องใช้มัน หากจัดการมันได้ดีพอ มันจะต้องทำกำไรได้อย่างแน่นอน
ฟู่เหมี่ยวหยิบถุงเท้าขึ้นมาและศึกษามันอย่างระมัดระวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นถุงเท้าแบบนี้ ซึ่งมันนุ่มมากจริงๆ
จากนั้นเธอก็ได้ถอดถุงเท้าของตัวเองออก แล้วลองสวมถุงเท้าเหล่านี้ดู ซึ่งมันได้ให้สัมผัสที่เย็นสบายมากๆ ซึ่งเหมาะกับการสวมในช่วงฤดูร้อน ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
“เอาล่ะ มันค่อนข้างดีมากเลยทีเดียว แต่เราจะหามันได้จากที่ไหนกันล่ะ ? ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ก็เกือบจะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์และฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้ว ฉันคิดว่าถุงเท้าเหล่านี้คงจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่” ฟู่เหมี่ยวพูดสิ่งที่เธอคิดออกไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย หากเธอทำพลาดไป ธุรกิจนี้อาจจะสูญเงินในเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เป็นได้ !
“ฉันคิดว่ามันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมากๆเลยนะ ตราบใดที่เราสามารถขายในสิ่งที่คนอื่นไม่มีได้ เราก็จะทำเงินได้อย่างแน่นอน ! เสี่ยวฮั่ว เธอได้ขอที่อยู่ที่ติดต่อได้ของคนๆนั้นเอาไว้ด้วยหรือเปล่า ? หากมันไปได้ดี ปีหน้าเราก็ยังสามารถขายมันได้ !”
ฟู่เซินรู้สึกกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก และเขาก็คิดว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้มีศักยภาพที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
“ฉันได้ขอที่อยู่เอาไว้แล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะหาให้ก็แล้วกัน ถ้ามันได้ผล ฉันคิดว่าเราสามารถเริ่มสั่งของได้ในช่วงเดือน มี.ค. หรือไม่ก็ เม.ย. แต่ก่อนหน้านั้นเราจำเป็นต้องวางแผนก่อนว่าจะกระจายมันออกไปด้วยวิธีไหน และขายมันในราคาเท่าไหร่ รวมไปถึงจะทำอย่างไรให้มันกลายเป็นที่นิยมของผู้คน”
“ขณะเดียวกันนั้น หากเราสามารถผูกขาดตลาดได้ นั่นก็เท่ากับเป็นการรับประกันได้เลยว่าเราจะได้เป็นผู้จำหน่วยเพียงเจ้าเดียว แม้ว่าจะในแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ตาม”
“ซึ่งตอนนั้นเราก็คงกินกำไรจนอิ่มแล้ว ส่วนปีหน้าหากมีคนอื่นทำแบบเรา มันก็ไม่ได้สำคัญสำหรับเราอีกต่อไปแล้ว”
“หากเราขายดี ก็แค่ให้เขาออกแบบให้ดูหลากหลายมากขึ้น เราจะได้มีถุงเท้าแบบใหม่ๆมาเพิ่มในทุกปี และความมั่งคั่งก็จะวนกลับมาหาเราเอง”
“คำพูดของฟู่เยี่ยนสามารถดึงดูดนักศึกษาภาควิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งสองได้สำเร็จ แน่นอนว่าการที่ได้ออกไปดูโลกที่แตกต่างจากที่พวกเขาอยู่นั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ และทั้งสองต่างก็อดไม่ได้ที่จะโหยหาการไปเยือนยังเกาะฮ่องกงขึ้นมา
“ความคิดของเธอฟังดูไม่เลวเลยนะ ! เราพอมีเวลาให้คิดและวางแผนบางอย่างก่อน แล้วค่อยมาหารือกันอีกที ไม่มีใครทำสิ่งนี้มก่อนเลยจริงๆ และนี่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใหญ่พอสมควร ฉะนั้นคงจะดีมากหากเราได้ไปดูมันที่เกาะฮ่องกงก่อน !”
สิ่งที่ฟู่เซินเรียนมานั้นไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย แถมเขายังสามารถคิดได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ดังนั้นถุงเท้าเหล่านี้จึงได้กระตุ้นความสนใจของเขาในทันที และเขายังรู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่เขาต้องรีบลงมือทำอีกด้วย !
“เศรษฐกิจของเกาะฮ่องกงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าในการเรียนรู้อย่างแน่นอน หากต้องการจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ พี่ต้องคิดหาหนทางให้มากกว่านี้ หากพี่อยากไปที่นั่นจริงๆ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน พี่กับพี่สามก็ลองไปที่นั่นดูสิ”
ฟู่เยี่ยนประเมินแล้วว่าไป๋โม่เฉินและทุกคนทำงานกันอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ของแผ่นดินใหญ่กับเกาะฮ่องกง เธอเชื่อว่ามันจะประสบผลในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน !
“พวกเราไปที่นั่นได้ด้วยเหรอ ? ไม่ใช่ว่าครั้งนี้เธอได้รับการอนุมัติเป็นพิเศษหรอกเหรอถึงไปที่นั่นได้ ? ในอนาคตเราสามารถไปที่นั่นได้ตามที่เราต้องการแล้วใช่หรือเปล่า ?” ฟู่เซินพูดขึ้นมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ฉันคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยทีเดียวกว่าจะทำอย่างที่พี่ต้องการได้ แต่ครั้งนี้ฉันจะไปยังสถานที่ที่ใกล้กับสถานที่แห่งนั้นให้มากที่สุด หากไม่ใช้วิธีนี้ คงมีคนมาปล้นแผนการของพวกเราไปอย่างแน่นอน”
สามคนพี่น้องคุยกันอย่างกระตือรือร้นจนลืมดูเวลาไปเลย จนกระทั่งฟู่เยี่ยนรู้สึกง่วง เธอจึงได้ดูนาฬิกาและพบว่าตอนนี้มันดึกมากแล้ว
“พี่รอง พี่ลองไปคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกทีเถอะ แล้วรีบวางแผนโดยเร็วที่สุด แต่ตอนนี้ฉันขอนอนก่อนได้ไหม ? หลังจากที่เดินทางไกลมาหลายวัน ฉันรู้สึกเหนื่อยมากเลย” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง เพื่อที่จะให้พี่ๆทั้งสองของเธอออกไป
“เธอพักผ่อนก่อนเถอะ เอาไว้เราค่อยคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” ฟู่เหมี่ยวพูดพลางเดินกลับออกไปพร้อมกับกล่องเครื่องประดับในอ้อมแขนของเธอ ส่วนฟู่เซินก็ได้มองไปที่น้องสาวของเขาด้วยสายตาที่ละโมบ การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากมากจริงๆ แต่หากไม่แต่งงาน ก็จะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ซึ่งมันทำให้รู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเสียอีก
เฮ้ ว่าแต่ความรักของฉันอยู่แห่งหนใดกันนะ ?
ตอนที่ 475: แผนการสอนสำหรับฟู่เหยา
คำพูดของฟู่เซินไม่ได้มีผลกระทบต่อฟู่เยี่ยนเลย หลังจากที่ทั้งสองออกไปจากห้องแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่นานว่าสิ่งที่เธอทำนั้นผิดหรือเปล่า
เธอมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าการมอบบางสิ่งให้กับตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่สมาชิกในครอบครัวมีความสุขและบรรยากาศภายในครอบครัวเป็นไปอย่างราบรื่น สิ่งต่างๆก็ล้วนไม่มีอะไรสำคัญกับเธออีกต่อไปแล้ว
ทันทีที่เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับพี่ใหญ่ขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักว่าบางครั้งแนวทางของเธอยังคงเป็นสิ่งที่ผิด การที่จะหาเลี้ยงครอบครัวนั้นไม่ผิด แต่เธอไม่สามารถให้ของต่างๆแก่พวกเขาโดยตรงได้อีกแล้ว เธอต้องเรียนรู้หลักการของความเมตตา และความเกลียดชังด้วย
ระหว่างพี่น้องนั้นย่อมมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอยู่แล้ว แต่กับพี่สะใภ้และพี่เขยนั้นมันแตกต่างออกไป ดังนั้นจากนี้เป็นต้นไป เธอจะต้องเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ และการแบกรับทุกอย่างไว้ด้วยตัวเองนั้น บางครั้งมันอาจจะส่งผลเสียกลับคืนมาก็เป็นได้
พี่ใหญ่ต้องไม่เป็นคนแบบนั้นอย่างแน่นอน แม้ว่ากวงหยุนจะยุยงเขาก็ตาม แต่เขายังคงมีพื้นฐานความเป็นพี่น้องในก่อนหน้านี้อยู่ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฟู่เยี่ยนจึงสงสัยว่าชีวิตของพี่ใหญ่จะเป็นไปในทิศทางไหน หากไม่มีเธอ
แต่ที่สำคัญก็คือ พ่อแม่ของเธออาจจะแสดงออกมากเกินไป เอาไว้หากมีเวลาว่าง ฉันจะต้องคุยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่เพื่อทำความเข้าใจถึงความคิดของเขาสักหน่อยแล้ว
มันไม่สำคัญเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากนี้เป็นต้นไป พี่ใหญ่ต้องดูแลตัวเองให้ได้เสียก่อน ซึ่งสิ่งนี้จะเอื้อต่อความสามัคคีในครอบครัวของเขาเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครสามารถอยู่กับเขาไปได้ตลอดชีวิต มีเพียงครอบครัวของเขาเองเท่านั้น
เพียงแต่ในสายตาของพ่อกับแม่นั้น พี่ใหญ่ต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และพวกเขาก็ยังคงมีความคิดแบบคนโบราณ ซึ่งพวกเขามักจะรู้สึกอยู่เสมอเลยว่าพี่ใหญ่นั้นเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดภายในบ้านเอาไว้
ในตอนนี้ พี่รองและพี่สามของเธอเริ่มค้นหาตัวเองแล้ว และพวกเขาจะมีอาชีพที่ดีในอนาคตอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะยังเรียนไม่จบ แต่พวกเขาจะต้องเข้าสู่หน่วยงานแน่นอน
นักศึกษาปี1 ของมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างได้รับความนิยมอยู่แล้ว และทุกคนก็สามารถทำงานพร้อมกับเรียนไปด้วยได้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้กระทบถึงการเรียนเลย
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้เส้นทางของเสี่ยวถู่ก็มีพื้นฐานที่ชัดเจนแล้วเช่นกัน
วันนี้เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมา เธอก็ได้ทดสอบทักษะของเสี่ยวถู่ ซึ่งพบว่าเขาทำสิ่งที่เธอสอนได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว เขาเรียนรู้ได้เร็วมากจนฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าหากเธอไม่รีบวางรากฐานให้กับเขาในตอนนี้ บางทีสิ่งที่เธอทำอาจจะสูญเปล่าก็เป็นได้
หากสอนเขาช้าเกินไป เธอคาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเขาเริ่มไปโรงเรียน เขาอาจจะไม่มีเวลาที่จะมาเรียนรู้สิ่งที่เธอสอน
ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะสอนทักษะใหม่ๆให้กับเขาในทุกสัปดาห์ และให้เขาเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้เลย ซึ่งมันจะช่วยให้ทักษะของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกอย่างพ่อกับแม่ของเธอก็เหนื่อยมากแล้ว เธอควรหาอะไรให้เขาทำ แม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่ก็ยังคงสามารถแบ่งเบาภาระได้บ้าง
ดังนั้นภาระของพี่ใหญ่จึงไม่ได้หนักอย่างที่พ่อกับแม่คิด ถึงอย่างไรทุกคนต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเธอก็ไม่อยากจะฝากความหวังเอาไว้กับพี่ใหญ่คนเดียวอีกด้วย เธอต้องหาเวลาพูดคุยกับพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ควรจะปล่อยให้ทั้งสองคาดหวังในตัวพี่ใหญ่สูงเกินไป ควรจะให้อิสระแก่เขาบ้าง
ฟู่เยี่ยนคิดว่าพี่ใหญ่จะกลับมาที่บ้านในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เธอจึงคิดหาวิธีโน้มน้าวใจพ่อกับแม่ของเธอไปในเวลาเดียวกัน
โดยไม่คาดคิด ตอนนี้ฟู่ซินกำลังทำภารกิจลับ และวันที่เขาจะกลับนั้นยังไม่แน่นอน เขาคงจะไม่ได้กลับจนกว่าจะถึงวันหมั้นหมายของฟู่เยี่ยน
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านอันแสนอบอุ่น ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกผ่อนคลายมากและหลับไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ตื่นขึ้นมา เธอก็รู้สึกสดชื่นมาก เมื่อมองดูนาฬิกา เธอก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงรีบลุกขึ้นมาแต่งตัวและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย วันนี้เธอได้นัดกับพี่สาวเอาไว้ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าพี่สาวจะพาเธอไปที่ไหน เธอจึงเลือกที่จะแต่งตัวอย่างสุภาพ
เมื่อเธอเปิดกล่องออก ก็พบกับชุดกี่เพ้าที่เธอตัดให้สำหรับทุกคนในครอบครัว เธอจึงคิดว่าจะนำมันไปมอบให้กับทุกคนหลังจากที่เธอกลับมาในตอนเย็น
โดยไม่คาดคิด ทั้งที่เธอรีบตื่นนอนตั้งแต่เช้า ทว่าพี่ทั้งสองคนของเธอยังไม่ตื่น มีเพียงมู่อี้อันที่กินข้าวเช้าเสร็จแล้วกำลังคุยกับหวังซู่เหมยอยู่ !
“เสี่ยวอัน นายยังคิดถึงพวกเราทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้อย่างนั้นเหรอ นี่มันขนมไหว้พระจันทร์ใช่ไหม มันอร่อยมากเลย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ป้าได้กินขนมไหว้พระจันทร์ใส่ไข่แดง” หวังซู่เหมยกล่าวชมมู่อี้อันในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอยู่
“วันนั้นผมกำลังจะไปสั่งขนมไหว้พระจันทร์ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ผมถูกระเบิด เสี่ยวฮั่วจึงได้สั่งขนมไหว้พระจันทร์นี้ให้ผม มันวิเศษมากเลยใช่ไหมล่ะครับ ? ผมเองก็คิดว่ามันอร่อยมากเหมือนกัน แต่คุณปู่กับลุงหลิวต่างก็บอกว่าขนมไหว้พระจันทร์แบบหวานอร่อยกว่า ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ! คุณป้ากินอีกสิครับ”
มู่อี้อันได้รับความเอ็นดูอย่างสุดซึ้งจากหญิงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลหากพิจารณาจากวิธีการพูดอย่างสุภาพอ่อนโยนของเขา
“ฉันชอบฟังนายพูดมากเลยเสี่ยวอัน นายช่างเป็นคนช่างพูดจริงๆ” คำพูดของมู่อี้อันทำให้หวังซู่เหมยหัวเราะออกมา
“เสี่ยวฮั่ว ตื่นแล้วอย่างนั้นเหรอ มีเกี๊ยวอยู่ในหม้อ ลูกไปตักมากินได้เลยนะ เด็กขี้เกียจสองคนนั้นยังไม่ตื่นอีกเหรอ ! มีหวังตอนที่สองคนนั้นตื่น แม้แต่ซุปก็คงจะไม่เหลือแล้วแน่ๆ”
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเดินไปที่ห้องครัวเพื่อดูว่าอาเล็กทำเกี๊ยวให้กับเธอหรือเปล่า ซึ่งอาเล็กของเธอรู้ว่าเธอชอบเกี๊ยวที่สุดแล้ว
“แล้วพ่อไปไหนอย่างนั้นเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ แต่เธอกลับไม่เห็นฟู่ต้าหย่งเลย และคนอื่นก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เช่นกัน
“พ่อของลูกออกไปซื้อของที่ร้านของชำ ผู้เฒ่าเถียนบอกว่าเขามีวิธีซื้อเนื้อวัว ดังนั้นพ่อของลูกก็เลยไปกับเขา เสี่ยวถู่เองก็ไปกับพ่อของลูกด้วย เขามักจะตามพ่อไปทุกที่นั่นแหละ แต่ก็ดีเหมือนกันที่เขาออกไปข้างนอก หากเขาอยู่บ้าน คงจะต้องวุ่นวายมากแน่ๆ”
หวังซู่เหมยรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงลูกชายคนเล็กของเธอ ลูกทั้งสี่คนของเธอไม่มีใครซนเลย หรือว่าเขาอายุเยอะเกินไปกัน จึงได้ให้กำเนิดดาวปีศาจคนนี้ออกมา
“แม่คะ แล้วเสี่ยวถู่เป็นยังไงบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนถามขณะที่กำลังกินเกี๊ยวอยู่พร้อมกับสีหน้าที่ตื่นเต้นราวกับว่ากำลังดูละครอยู่
“ตอนเขาอยู่บ้าน หากไม่มีอะไรทำเขาก็จะเล่นกับแมว หรือไม่ก็ไปดูปลาที่สระ เขาจับเต่าโยนลงน้ำไปครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าพ่อของลูกจะมาเห็นเข้า เต่าตัวนั้นก็แทบจะหมดแรงแล้ว”
หากจะพูดถึงวีรกรรมที่เสี่ยวถู่ทำ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเล่าทั้งหมดได้ภายในวันเดียว
“แต่สิ่งที่น่ารำคาญมากที่สุดก็คือหลังจากที่ลูกสอนทักษะบางอย่างให้กับเขา เด็กตัวแสบคนนั้นก็สามารถทำมันได้อย่างสมบูรณ์ เขาซนมากจนปีนขึ้นไปบนกำแพง เขาทำให้ทุกคนตกใจมาก แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าแม่รู้ว่าลูกจะสอนอะไรแบบนี้ให้กับเขา แม่คงจะไม่ยอมอย่างแน่นอน”
หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความสับสน ลูกสาวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้สอนเสี่ยวถู่ให้ปีนกำแพงและปีนต้นไม้ตั้งแต่ยังเด็กแบบนั้น
ฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าขณะที่เธอกำลังกินมื้อเช้าอยู่ดีๆ เธอกลับถูกบ่นแบบนี้
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูตัดสินใจแล้วว่าจะสอนเสี่ยวถู่ล่วงหน้า เขาจะได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ไม่มีเวลาไปทำแบบนั้นอีก” เธอกลืนเกี๊ยวลงคอไปก่อนจะให้สัญญากับหวังซู่เหมยไป
เมื่อหวังซู่เหมยได้ยินว่าฟู่เยี่ยนต้องการจะวางรากฐานให้กับเสี่ยวถู่ตั้งแต่เนิ่นๆ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขายังเป็นแค่เด็กสามขวบคนหนึ่งเท่านั้น
“เสี่ยวฮั่ว เขาพร้อมที่จะเรียนแล้วอย่างนั้นเหรอ ?”
“ไม่มีปัญหาค่ะ เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มาก ทั้งยังดีกว่าหนูอีกด้วย และตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้แล้วด้วย ช่วงนี้เป็นช่วงที่เขามีความอยากรู้อยากเห็นมากที่สุด หากเราพลาดช่วงนี้ไปและเขาเรียนชั้นประถม คงยากมากที่หนูจะสอนเขาได้ และตอนนั้นหนูอาจจะไม่ว่างสอนเขาก็ได้
ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่ได้ไปโรงเรียน หนูจะสอนกังฟูให้กับเขา พร้อมกับสอนพื้นฐานของอภิปรัชญาให้กับเขาด้วย”
ฟู่เยี่ยนบอกแม่เกี่ยวกับแผนการของเธอ
หวังซู่เหมยคิดว่าเนื่องจากฟู่เยี่ยนเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้ จะต้องสอนได้ดีอย่างแน่นอน และเธอก็เชื่อมั่นในตัวฟู่เยี่ยนมาโดยตลอด
“พรสวรรค์ของเสี่ยวถู่นั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ ตอนที่ผมอายุเท่ากับเขา ผมยังเล่นโคลนและทำอะไรไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ !” มู่อี้อันเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของฟู่เยี่ยนเช่นกัน
เมื่อเห็นต้นกล้าที่ดีแบบนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นน้องชายของฟู่เยี่ยน หากเป็นคนอื่น เขาคงจะจับเด็กคนนั้นมาเป็นศิษย์ไปแล้ว
“จริงเหรอ ? เสี่ยวฮั่ว ถ้าอย่างนั้นลูกก็สอนเขาให้ดีล่ะ อย่าสอนให้เขาปีนต้นไม้และกำแพงให้มันมากนัก เพราะมันทำให้แม่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย” ตอนนี้ก้อนหินก้อนใหญ่ภายในหัวใจของหวังซู่เหมยก็ได้ถูกยกออกไปแล้ว
“เข้าใจแล้วค่ะแม่ วันนี้หนูขอออกไปข้างนอกกับพี่สามนะคะ พี่สามชวนหนูไปไหนก็ไม่รู้ แต่ท่าทางของเธอดูลึกลับมากๆเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนกินเกี๊ยวเสร็จแล้วและกำลังจะเอาชามไปเก็บในครัว
หวังซู่เหมยรู้แล้วว่าเสี่ยวฉุ่ยกำลังจะออกไปทำอะไรข้างนอก และทำไมถึงพาเสี่ยวฮั่วไปด้วย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เด็กๆจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเถอะ !
Comments
Post a Comment