ตอนที่ 476: โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า
เมื่อฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินตื่น ไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนก็ได้มาถึงแล้ว ซึ่งขณะที่กินมื้อเช้านั้น ทั้งสองก็ต้องเผชิญกับสายตาของหลายคนที่กำลังจ้องมาที่พวกเขาอยู่ ซึ่งฟู่เซินไม่สามารถทนรับแรงกดดันนี้ได้ หลังจากที่กินมื้อเช้าไปได้สองคำ เขาจึงเริ่มกระตุ้นน้องสาวของเขา
“เร็วเข้าเสี่ยวฉุ่ย ทุกคนกำลังรอเธออยู่นะ”
ฟู่เหมี่ยวปรายตามองไปที่พี่รองของเธอ เธออยากจะตีพี่ชายคนนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังคงรีบกินให้เร็วขึ้น
“เราจะไปที่ไหนกันเหรอ ?” วังจื่อหยวนเอ่ยถามแทรกขึ้นมา
“มันเป็นความลับ แค่ตามฉันไปก็พอ” เมื่อฟู่เซินขยิบตา วังจื่อหยวนก็เข้าใจในทันที วันนี้พวกเขาคงตั้งใจจะอวดความสำเร็จของตัวเองให้กับน้องสาวดูอย่างนั้นสินะ !
หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จ ฟู่เหมี่ยวก็ได้พาทุกคนไปที่โรงงานของเธอ
ซึ่งโรงงานที่ว่านั้นไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่มันตั้งอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ฟู่เยี่ยนให้กับเธอมา เพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่าย เธอจึงเลือกตั้งโรงงานขึ้นที่นี่
บังเอิญที่บ้านหลังนี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลย จึงสามารถวางจักรเย็บผ้าหลายตัวเข้าไปได้ เธอเปิดกิจการเล็กๆ พร้อมกับมีพนักงานเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ทว่าเหล่าพี่สาวที่มาทำงานที่นี่ไม่ใช่ช่างที่ใช้จักรเย็บผ้า เพราะฟู่เยี่ยนเห็นว่าพวกเธอกำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าด้วยมืออยู่
“เสี่ยวฮั่ว นี่คือโรงงานเสื้อผ้าเล็กๆของฉันเอง” ฟู่เหมี่ยวพูดอวด
“พี่ทำมันแล้วอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่อยู่แค่ไม่ถึงยี่สิบวันเท่านั้นเอง แต่พี่กลับทำเรื่องที่ใหญ่ถึงขนาดนี้”
แม้ว่าโรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานเล็กๆ และมีพนักงานเพียงสี่คนเท่านั้น แต่ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจมาก พี่สาวของเธอเริ่มธุรกิจเร็วมาก และยังสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ด้วยตัวเองอีกด้วย
“ฉันวางแผนเอาไว้นานแล้วล่ะ และครั้งสุดท้ายที่เธอบอกว่าฉันควรจะลงทุนกับมัน ฉันจึงตัดสินใจที่จะทำมันทันที และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฉันขอเงินทุนจากเธอไงล่ะ !”
ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับรอยยิ้ม น้องสาวของเธอเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่เลยก็ว่าได้ หากเสี่ยวฮั่วต้องการที่จะลงทุนกับเธอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องการตัดสินใจแล้ว มันจะต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
“แม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องกันก็ตาม แต่การลงทุนก็ควรจะชัดเจนเรื่องการชำระเงิน พี่พาพวกเราไปชมโรงงานก่อนสิ แล้วค่อยมาคุยเรื่องแผนการในอนาคตกัน หากฉันพอใจ ฉันจะร่วมลงทุนด้วย แต่หากไม่เป็นที่พอใจ ฉันจะให้การสนับสนุนพี่แทน แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องลงทุนทีหลัง”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่เหมี่ยวก็ยิ้มออกมา แน่นอนว่าเธอมีแผนอยู่แล้ว เมื่อเสี่ยวฮั่วพูดแบบนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งแผนการนี้เป็นแผนการที่เธอ พี่รอง และจื่อหยวนคิดขึ้นมา
แน่นอนว่าเธอคือคนที่ตัดสินใจทุกอย่าง ส่วนอีกสองคนช่วยทำให้แผนนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
“ไม่มีปัญหา เรามาดูโรงงานกันก่อนดีกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าที่อาหญิงกับฉันออกแบบขึ้นมาเอง” หลังจากพูดจบ ฟู่เหมี่ยวก็ได้เดินไปที่โต๊ะพร้อมกับหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวสั้นซึ่งเป็นสียอดนิยมในปัจจุบันนี้ขึ้นมา มันออกไปโทนเหลือบม่วง ทั้งยังมีสีแดงแซมอยู่ด้วย
“เสี่ยวฮั่ว นี่เป็นงานออกแบบชิ้นแรกของเรา ฉันคิดว่าจะทำเพิ่มอีกสองสามแบบ เพื่อลองตลาดก่อน” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับยื่นชุดให้กับฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนหยิบเสื้อคลุมตัวนั้นอย่างระมัดระวัง ซึ่งเธอเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่านี่คือฝีมือของอาหญิง แต่มันยังคงมีข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆอยู่บ้างในบางจุด หากต้องการที่จะนำมันไปวางขาย จำเป็นต้องแก้ไขเรื่องนี้เสียก่อน
“พี่สาม พี่วางแผนว่าจะขายมันยังไงเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตามตรง
“พี่กั๋วจื่อช่วยฉันหาผ้า มันเป็นสินค้าที่มีตำหนิจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมันไม่ได้มีตำหนิอะไรมากนัก จำนวนผ้ายังมีไม่มากเท่าไหร่ แค่เพียงพอต่อการทำเสื้อคลุมประมาณสิบกว่าตัวเท่านั้น
“ฉันจะลองตลาดก่อน หากมันเป็นที่นิยม ก็ค่อยซื้อผ้าเข้ามาเพิ่มและออกแบบเพิ่มเติมอีกสักสองสามแบบ”
“พี่กั๋วจื่อบอกกับฉันว่าทางสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคของพวกเขาสามารถรับซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ได้ ฉันเลยคิดว่าจะลองขายมันด้วยตัวเองก่อน แต่ถ้าไม่ได้ผล ค่อยขอความช่วยเหลือจากเขา” ฟู่เหมี่ยวคิดเรื่องนี้มาแล้ว และอยากจะลองตั้งแผงขายของริมถนนดูก่อน
“พี่ หากดูเสื้อคลุมตัวนี้แล้ว มันจะดีกว่าไหมถ้าทำให้มันยาวขึ้นอีกหน่อย ?” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่เหมี่ยวก็ครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง หากทำให้มันยาวขึ้น ก็ต้องใช้ผ้ามากขึ้น และราคาของมันก็จะต้องขยับตามขึ้นไปอย่างแน่นอน
“แล้วตรงกระเป๋า มันจะดูพิเศษกว่านี้ไหมหากเราเพิ่มลูกปัดเข้าไป ? เนื่องจากมันเป็นเสื้อคลุมยาว เราก็เพิ่มเข็มขัดเข้าไปด้วย เพราะคนที่ซื้อเสื้อคลุมตัวนี้ไปจะได้ไม่รู้สึกเกะกะ”
“ดังนั้นเราแค่ต้องกังวลว่าแบบชุดเราจะดูดีหรือเปล่าเท่านั้น ไม่สำคัญเลยว่ามันจะดูเรียบร้อยหรือไม่ นอกจากนี้ ฉันอยากแนะนำว่าวิธีการขายเสื้อคลุมนี้ได้ดีที่สุดคือวางขายที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะมันจะเป็นการยกระดับของสินค้าของเรา”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนแนะนำสิ่งนี้ ฟู่เหมี่ยวก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เสื้อคลุมที่เธอและอาหญิงออกแบบนั้นเป็นเสื้อคลุมที่ดูธรรมดามากในสมัยนี้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเช่นกัน ซึ่งหากทำให้มันเป็นทรงที่ยาวขึ้น ก็อาจจะดูสะดุดตามากขึ้นก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอก็ได้เดินไปยังชั้นเก็บวัสดุทันที ก่อนจะเตรียมวัดเพื่อคำนวนว่าเธอสามารถตัดเสื้อคลุมยาวได้กี่ตัว ซึ่งฟู่เยี่ยนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็ได้เข้าไปช่วยจับ และทั้งสองสาวพี่น้องก็ได้เริ่มวัดขนาดผ้าด้วยกัน
“เราสามารถตัดเสื้อคลุมยาวได้ทั้งหมด5ชุด ถ้าฉันคำนวนไม่ผิดนะ เธอคิดว่าเสื้อคลุมยาวจะขายดีหรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับนับผ้าที่จะตัดเสื้อคลุม
“พี่ ฉันว่าเสื้อคลุมยาวดูมีเสน่ห์มากเลยนะ ลองนึกดูสิว่าอากาศในหน้าหนาวนั้นหนาวมากขนาดไหน แบบนี้หากเราเลือกสวมเสื้อคลุมที่ยาวที่คลุมได้จนถึงขา มันจะไม่ดีกว่าอย่างนั้นเหรอ?”
“เอาล่ะ ฉันตัดสินใจได้แล้ว ! เราจะตัดเสื้อคลุมยาว ฉันคงต้องวัดขนาดและไปขอคำแนะนำจากอาหญิงเพิ่มเติมสักหน่อยแล้ว”
เธอตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนี้ให้เป็นเสื้อคลุมยาวในทันที ลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปเสียเถอะ แล้วมาเริ่มใหม่กันดีกว่า
หลังจากที่เยี่ยมชมโรงงานเสร็จ สองสาวก็ได้เดินไปยังปีกทางทิศตะวันออก ซึ่งฟู่เหมี่ยวได้เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นโกดังสินค้า ซึ่งที่นี่มีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ด้วย จึงทำให้สามารถใช้ที่นี่เป็นที่รับแขกได้
ไป๋โม่เฉินและคนอื่นนั่งอยู่ที่นี่มาครู่หนึ่งแล้ว และวังจื่อหยวนก็กำลังต้มน้ำเพื่อชงชาให้กับทุกคนอยู่
“เป็นไงบ้าง ?” วังจื่อหยวนเอ่ยถามออกไป
“อืม พี่สาวของฉันทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ฉันไม่คิดว่าพี่สาวของฉันจะทำเรื่องที่น่าประทับใจถึงขนาดนี้ได้ในเวลาเพียงแค่สิบวัน พี่ แล้วคนที่พี่คัดเลือกมาทำงานเป็นยังไงบ้างล่ะ ? พวกเธอเชื่อถือได้หรือเปล่า ?”
หากจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเสื้อผ้า ช่างตัดเสื้อที่มีประสบการณ์นั้นจะรู้ได้ในทันทีที่เห็นแบบของเสื้อผ้า ดังนั้นการรักษาความลับจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
“ทุกคนไว้ใจได้ พี่สะใภ้หวังเป็นคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว พี่กั๋วจื่อเป็นคนแนะนำเธอให้ฉันได้รู้จัก และตอนนี้ฉันก็ได้แต่งตั้งให้เธอเป็นหัวหน้าพนักงาน เมื่อเราเริ่มทำอย่างจริงจังแล้ว เรายังสามารถรับสมัครคนเพิ่มได้ เสี่ยวฮั่ว ฉันขอบอกเธอถึงความคาดหวังของฉันก่อนก็แล้วกัน”
“ฉันอยากลองตลาดดูก่อนในระยะแรก หากเสื้อผ้าของเราขายดี ในอนาคตเราจะค่อยๆขยับขยาย และหากอาหญิงอยากร่วมงานกับฉัน ฉันก็จะรับเธอ อย่างน้อยเธอก็เป็นคนที่มีความสามารถ จะให้ทำอาหารอยู่แต่ที่บ้านได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว ฝีมือของอาหญิงยากที่จะหาใครมาเทียบได้จริงๆ ฉันเห็นด้วยกับความคิดพี่นะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าพี่สาวของเธอกับอาหญิงมีวิสัยทัศน์ที่ดีมาก ทั้งยังมีฝีมือและมุมมองที่เปิดกว้างกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
“ใช่แล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว เราจึงควรทำเสื้อคลุมก่อน และพอฤดูใบไม้ผลิมาถึง ค่อยออกแบบชุดให้เข้ากับฤดูกาลอีกที ฤดูหนาวนี้เราทำเท่าที่เราทำได้ไปก่อน เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแผงลอยหรือว่าเช่าร้าน เราก็สบายใจได้แล้ว”
ฟู่เหมี่ยวเชื่อว่าเสื้อผ้าในฤดูใบไม่ผลิและฤดูใบไม้ร่วงจะต้องทำเงินได้เป็นอย่างมากแน่ๆ
“พี่สาว พี่เคยคิดจะเช่าพื้นที่ในสหกรณ์ขายของอุปโภคบริโภคเพื่อขายเสื้อผ้าหรือเปล่า ?” ข้อเสนอแนะของฟู่เยี่ยนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไร้สาระเลย แม้ว่าเศรษฐกิจในตอนนี้ยังไม่เปิดเสรีอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังคงให้ความสำคัญกับสหกรณ์ขายของอุปโภคบริโภคเป็นอย่างมาก
หากเราเริ่มต้นจากการขายในสหกรณ์ขายของอุปโภคบริโภค มันก็ควรที่จะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้นไม่ใช่หรือ ?
ตอนที่ 477: คำแนะนำ
“เช่าพื้นที่อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เหมี่ยวไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ ด้วยคำพูดของฟู่เยี่ยนจึงทำให้เธอตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“ใช่แล้ว ฉันกำลังพูดถึงการเช่าพื้นที่เพื่อขายของ มันอาจเป็นเรื่องที่ฟังดูยากไปหน่อย แต่ฉันคิดว่าน่าจะพอมีแนวทางที่เป็นไปได้ ลองคิดดูสิ เดี๋ยวนี้มีผู้คนหาซื้อเสื้อผ้ากันเต็มไปหมด หากเรานำมันไปตั้งแผงขายข้างถนน เราต้องคำนึงถึงเรื่องราคาของมันด้วย มันไม่ควรมีราคาแพงจนเกินไป”
“ไม่ใช่ว่าการตั้งแผงข้างถนนจะไม่ได้กำไรหรอกนะ มันต้องได้กำไรอยู่แล้ว ! มันทำกำไรได้ไม่มากกว่าการเช่าพื้นที่ขายของเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม หากพี่ต้องการที่จะเติบโตมากกว่านี้และไปสู่จุดสูงสุด พี่ต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ดี และค่อยๆสะสมทุนไปเรื่อยๆ”
“เมื่อพูดถึงเสื้อผ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแบรนด์ของสินค้า พี่ต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และลูกค้าที่ชื่นชมเสื้อผ้าของพี่มากมายก็จะตามมาเอง”
ฟู่เยี่ยนใช้ประสบการณ์ที่สมบูรณ์จากชีวิตที่แล้วของเธอมาแนะนำฟู่เหมี่ยว เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประสบการณ์สำเร็จรูป หากมันไม่ได้ผล ก็แค่เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นเท่านั้น
“เสี่ยวฮั่ว เธอพูดถูก ฉันคิดว่ากระบวนการนี้สามารถดำเนินการได้ในเวลาเดียวกัน เราสามารถตั้งแผงลอยไปพร้อมกับขายในสหกรณ์ขายของอุปโภคบริโภคได้ และจุดวางขายของเราในสหกรณ์ขายของอุปโภคบริโภคนั้นต้องเป็นสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งราคาของมันก็จะสูงตามไปด้วยอยู่แล้ว”
“ฉันคิดว่าการตั้งแผงขายเองหรือการขายส่งนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน เราเพียงแค่ออกแบบเสื้อผ้าให้ต่างกันออกไป แค่นี้ก็จะไม่ดูขัดแย้งกันแล้ว หากเราทำแบบนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกค้าระดับไหนก็สามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าของเราได้” เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ฟู่เซินก็ค้นพบกุญแจสำคัญนี้ได้อย่างรวดเร็ว และยังคิดวิธีอื่นๆขึ้นมาอีกด้วย
ในตอนนี้เองที่ฟู่เยี่ยนค้นพบว่าพี่รองของเธอนั้นมีวิสัยทัศน์ทางด้านธุรกิจที่ว่องไวมาก ทั้งยังสามารถอนุมานถึงประเด็นนี้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ในบางครั้ง คนเราก็อาจจะมีความสามารถในด้านต่างๆที่แตกต่างกันออกไป ฟู่เยี่ยนจึงตั้งตารอดูว่าพี่รองจะสามารถพัฒนาไปได้ขนาดไหนหลังจากที่ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น บางทีเขาอาจจะพัฒนาตัวเองไปถึงระดับที่ใครต่างก็คิดไม่ถึงเลยก็เป็นได้
“ถ้าอย่างนั้นพี่คงต้องคิดให้ละเอียดแล้วล่ะว่าจะทำยังไงต่อ หลังจากที่ทำเสื้อผ้าชุดนี้เสร็จ เราจะหยุดทำและรอจนกว่าจะขายมันออกไปได้ก่อน ใช้เวลาในช่วงนี้ไปคิดหาวิธีเถอะ รอให้พี่คิดออกแล้ว เราค่อยมาคุยกันอีกทีก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก”
ฟู่เหมี่ยวตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด และเป็นคนที่มองการณ์ไกลเอาไว้ก่อน เธอไม่สามารถมองแค่ปัญหาปัจจุบันได้ เพราะธุรกิจยังคงต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
เนื่องจากเสี่ยวฮั่วและพี่รองเสนอแนวคิดที่ยอดเยี่ยมนี้ออกมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถถอยกลับไปได้อีกแล้ว ตอนนี้มีเพียงแค่ต้องปรับปรุงความคาดหวังของตัวเองต่อไปเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าอยู่ภายในใจ นั่นคือสิ่งที่เธอพยายามจะสื่อออกไปตั้งแต่แรกแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจมันเสียที ตอนนี้เหลือเพียงแค่รอดูผลตอบรับของเสื้อคลุมแล้ว จากนั้นก็ค่อยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นไปตามสถารการณ์เฉพาะหน้า เพราะผู้ประกอบการที่ดีนั้นจะต้องดำเนินการถึง10ขั้นตอนเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“เสี่ยวฮั่ว แบรนด์สินค้าที่เธอพูดถึงสามารถใช้ในวงการก่อสร้างได้หรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามออกมา
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา ก่อนหน้านี้ไป๋โม่เฉินเคยบอกเอาไว้ว่าเขาจะตั้งบริษัทก่อสร้างเพื่อจัดหางานให้กับทหารผ่านศึก ซึ่งเธอยังไม่ได้ถามความคืบหน้ากับเขาเลย จึงไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“ได้สิ มันใช้ได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมแบบไหน ลองคิดดูสิ หากบ้านที่พี่สร้างถูกคนอื่นพูดถึง นั่นก็แสดงว่าบ้านนั้นมีคุณภาพที่สูงมาก ซึ่งนั่นจะทำให้พี่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ตอนนี้เขากำลังคิดว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ตอนนี้แผนการในตอนแรกของเขาคงต้องมีการปรับปรุงเล็กน้อยเสียแล้ว
“พี่สาว ตอนที่ฉันอยู่ที่เกาะฮ่องกง ฉันสั่งชุดกี่เพ้าให้กับพี่ด้วย เอาไว้เรากลับไปลองที่บ้านก็แล้วกัน ฉันคิดว่าชุดกี่เพ้าก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันนะ ในอนาคตชุดประจำชาติของเราจะต้องรุ่งเรืองมากๆอย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนนึกถึงชุดกี่เพ้าที่เธอซื้อกลับมาได้ จึงบอกฟู่เหมี่ยวไปทันที
“จริงเหรอ ? เอาไว้กลับไปที่บ้าน ฉันจะดูมันอีกทีก็แล้วกันนะ” ฟู่เหมี่ยวมีนิสัยที่จะไม่ยอมปล่อยผ่านอย่างเด็ดขาดหากมีเสื้อผ้าดีๆสำหรับเธอ
“เสี่ยวฮั่ว ที่เกาะฮ่องกงเป็นยังไงบ้าง ? เธอช่วยเล่าถึงทิวทัศน์บนเกาะฮ่องกงให้ฉันฟังหน่อยสิ” วังจื่อหยวนรินชาให้กับทุกคนพร้อมถามเกี่ยวกับเกาะฮ่องกง ในความคิดของทุกคนนั้น เกาะฮ่องกงมีเป็นสถานที่ที่น่าสนใจและอยู่ไกลมาก
“เกาะฮ่องกงเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ หากมีโอกาส ทุกคนควรจะไปเที่ยวสักครั้ง ที่นั่นมีอาคารสูงอยู่มากมายเลยล่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้นึกถึงเสิ่นหลันขึ้นมาได้ เธอจึงตัดสินใจคุยเรื่องนี้กับพี่เขย
“พี่เขย ฉันมีเรื่องบางอย่างที่จะคุยกับพี่ ฉันได้พบกับครอบครัวคุณย่าของพี่ด้วยนะ และย่าของพี่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เธออาศัยอยู่ที่ทะเลทางตอนใต้ แต่ฉันก็ไม่ได้เจอกับเธอหรอก เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง รู้แค่ว่าเธอสบายดีเท่านั้น”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ วังจื่อหยวนก็ไม่ได้มีท่าทีที่แปลกใจมากนัก เพราะพ่อของเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าย่าของเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลานชายอย่างเขาเลย
“อืม เข้าใจแล้วล่ะ เอาไว้ตอนที่ฉันกลับบ้าน ฉันจะบอกเรื่องนี้กับพ่อก็แล้วกัน”
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับเสิ่นหลันเลย เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอเองก็ไม่เคยพบกับเสิ่นหลันมาก่อนเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถนิยามบุคคลนี้ได้เลย
และการที่วังจื่อหยวนเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ มันไม่ได้แปลกอะไรเลย ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มีความผูกพันกับย่าอยู่แล้ว และพ่อของวังจื่อหยวนเองก็คิดอยู่เสมอว่าแม่ของเขาได้ทอดทิ้งเขาไปแล้วเช่นกัน
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องนี้ เพราะเมื่อวานตอนที่เสี่ยวฮั่วกลับมา เธอไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมเธอถึงไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับพวกเราเลยล่ะ ? แล้วเธอได้เจอครอบครัวคุณย่าของพวกเราด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เซินถามออกไปด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น
“เราได้เจอกันแล้ว ฉันตั้งใจว่าจะบอกกับทุกคนในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้พ่อของคุณย่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเขาก็คือทวดของพวกเรา” ฟู่เยี่ยนบอกฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลเสิ่นเพียงสั้นๆ
“จริงเหรอ แล้วพ่อของพวกเราว่ายังไงบ้าง ?” ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินเป็นกังวลเกี่ยวกับท่าทีของฟู่ต้าหย่งที่มีต่อตระกูลเสิ่นมากๆ
“พ่อจะพูดอะไรได้อีกล่ะ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว อีกทั้งตอนนี้คุณทวดก็แก่มากแล้วด้วย ตอนนี้วิญญาณของคุณย่าที่อยู่บนสวรรค์คงจะหวังเพียงว่าให้พวกเรายอมรับเขาเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อืม ฉันคิดว่าพ่อคงจะคิดถึงบ้านเกิดของพวกเราแล้ว เขาบอกว่าวันครบรอบวันตายของคุณย่าคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ เขาอยากจะกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อเยี่ยมหลุมศพของคุณย่าด้วย” ฟู่เซินเองก็คิดถึงบ้านหลังเก่าของพวกเขาด้วยเช่นกัน
“ใช่แล้ว แม่เองก็คิดถึงตากับยายด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว” ฟู่เหมี่ยวได้ยินหวังซู่เหมยพูดอยู่บ่อยๆ และเธอก็คิดถึงตากับยายไม่ต่างไปจากผู้เป็นแม่เลย
“คราวที่แล้วพ่อกับแม่ได้ส่งของไปให้ตากับยาย ส่วนครั้งนี้ฉันเองก็มีของฝากจากเกาะฮ่องกงมาด้วยเหมือนกัน เอาไว้ฉันจะส่งไปให้ตากับยายทีหลัง”
ฟู่เยี่ยนซื้อของมากมายมาจากเกาะฮ่องกง ซึ่งเธอได้พบกับของที่เหมาะกับตาและยายของเธอมาก เธอจึงได้ซื้อมันกลับมาด้วย
สำหรับฟู่เหล่าชวนนั้น เด็กทั้งสามไม่ได้พูดถึงเขาเลยแม้แต่น้อย
“จริงสิเสี่ยวฮั่ว ก่อนหน้านี้อาเล็กได้เขียนจดหมายถึงพวกเราด้วยนะ เขาบอกว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเขาได้รับคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ภายในบ้านเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว จึงทำให้ธุรกิจกำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี ! อีกทั้งทางโรงงานยังจ้างคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคน ตอนนี้งานของเขาจึงยุ่งมาก และยังบอกอีกว่าหากในอนาคตมีคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น ทางโรงงานอาจจะต้องรับสมัครคนเพิ่มอีกครั้งก็ได้”
เมื่อได้ยินเรื่องราวของฟู่ต้าอัน จึงทำให้ฟู่เหมี่ยวตัดสินใจที่จะเริ่มธุรกิจของเธอในทันที
“อย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ให้อาเล็กทำมันไปก่อนเถอะ เพราะถึงอย่างไรอาสะใภ้สามก็ยังต้องเรียนต่อ รอให้อาสะใภ้สามเรียนจบแล้ว เราค่อยมาคุยกันอีกครั้งดีกว่า”
ฟู่เยี่ยนต้องการที่จะทำเฟอร์นิเจอร์โบราณร่วมกับอาเล็กของเธอมานานแล้ว เพราะธุรกิจนี้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอนาคต โดยธรรมชาติแล้ว ฟู่เยี่ยนจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด ถึงอย่างไรเฟอร์นิเจอร์โบราณและวัตถุโบราณต่างๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว
ตอนที่ 478: รักษา
ในตอนเที่ยง ฟู่เหมี่ยวก็ได้พาทุกคนไปกินหม้อไฟเนื้อแกะที่ร้านตงไหลซุ่น จากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปทำธุระของแต่ละคน โดยฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกำลังจะไปที่หรงเป่าไจ
“เสี่ยวฮั่ว เธอจะว่างอีกเมื่อไหร่ ? ฉันอยากจะพาเธอไปเยี่ยมปู่กับย่าที่บ้าน หลังจากที่กลับมาครั้งนี้ ฉันสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติไปเกี่ยวกับย่าของฉัน บางครั้งเธอก็ลืมสิ่งต่างๆไป และมักจะพูดถึงเรื่องในวัยเด็กของพ่อฉันอยู่บ่อยๆอีกด้วย”
ไป๋โม่เฉินรู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับสุขภาพของคุณย่า จึงอยากจะให้ฟู่เยี่ยนช่วยไปตรวจชีพจรของหญิงชราสักหน่อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าอาการนี้คืออะไร ซึ่งหากเพิ่งจะเริ่มเป็นในระยะแรกนั้นก็ยังสามารถควบคุมมันได้
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันช่วงบ่ายนี้เลยดีกว่า เราจะไปที่หรงเป่าไจเพื่อบอกกับพี่ชวนจื่อว่าอีกไม่กี่วันเราจะมาหารือเรื่องร้านของพวกเราก่อน ส่วนพรุ่งนี้อารองและครอบครัวของเขาจะกลับมา พี่ชวนพี่ชวนจื่อมาด้วยก็ได้นะ เราจะได้คุยกันด้วยเลย”
หากเป็นไปตามที่ฟู่เยี่ยนคิดจริงๆ โรคนี้ไม่สามารถรอได้ และการรักษาจะต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อที่หญิงชราจะฟื้นตัวกลับมาได้ และเมื่อโรคนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีทางที่มันจะหายขาดได้ ทำได้เพียงแค่รักษาและควบคุมไปตามอาการของคนป่วยเท่านั้น
“ทำไมเธอถึงดูจริงจังขนาดนั้นล่ะ ? ถ้าอย่างนั้นเราไปที่หรงเป่าไจกันก่อนดีกว่า ชวนจื่อน่าจะขับรถมา เราไปขอยืมรถของเขากันเถอะ !” ไป๋โม่เฉินรู้สึกตกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นท่าทีที่ดูเร่งรีบของฟู่เยี่ยน
“ฉันอยากจะตรวจดูให้แน่ใจก่อน พี่อย่าเพิ่งกังวลไปเลย” ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รีบปลอบใจเขาทันที
จากนั้น ทั้งสองก็ได้เร่งฝีเท้าเพื่อที่จะไปให้ถึงหรงเป่าไจโดยเร็วที่สุด ส่วนทางด้านเมิ่งอ้ายชวนก็เพิ่งจะไปส่งเหมี่ยวชานชานกลับมหาวิทยาลัย วันนี้มีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยที่เหมี่ยวชานชานต้องเข้าร่วม
“ฟู่เยี่ยน ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่วัน ทำไมเธอถึงดูผอมลงขนาดนี้กันล่ะ ?” เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เมิ่งอ้ายชวนก็ได้พูดหยอกเธอทันที
“น้ำหนักของฉันลดลงไปจริงๆ อาหารในต่างแดนนั้นไม่อร่อยเอาเสียเลย” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำหน้าเศร้า ก่อนจะโกหกเขาออกไป แท้จริงแล้วตอนที่เธออยู่บ้านตระกูลเหอ อาหารทุกมื้อล้วนแล้วแต่เป็นของดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งล็อบสเตอร์หรือหอยเป๋าฮื้อเป็นต้น
“เฮ้ อาหารที่นั่นไม่อร่อยถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะพาเธอไปเลี้ยงข้าวแล้วกัน ! เมื่อไม่กี่วันมานี้ฉันไปเจอร้านอาหารอร่อยๆอยู่ร้านหนึ่ง ที่นั่นมีอาหารกวางตุ้งให้เลือกกินมากมายเลย เราไปลองกินกันเถอะ” เมิ่งอ้ายชวนรีบแนะนำร้านอาหารที่เขาเพิ่งไปกินเมื่อไม่นานมานี้ออกไปทันที
“ขอบคุณพี่ชวนจื่อมากค่ะ แต่วันนี้ฉันคงจะไปไม่ได้ พรุ่งนี้ที่บ้านของเราจะมีงานเลี้ยง และอารองของฉันกับครอบครัวก็จะมาร่วมงานด้วย ฉันก็เลยมาชวนพี่ไปกินมื้อเย็นด้วยกัน อย่าลืมชวนชานชานไปด้วยนะคะ วันนี้ฉันต้องรีบกลับบ้านกับพี่ไป๋โม่เฉินเพื่อตรวจสุขภาพของคุณปู่ไป๋กับคุณย่าไป๋ค่ะ”
เมิ่งอ้ายชวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปทันที เกิดอะไรขึ้น ?
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? เกิดอะไรขึ้นที่บ้านของนายกัน ทำไมนายถึงไม่บอกเรื่องนี้กับฉันเลยล่ะ”
“มันไม่ได้มีอะไรร้ายแรงมากนักหรอก เพียงแค่ช่วงนี้ย่าของฉันมักจะหลงๆลืมๆเท่านั้นเอง ฉันก็เลยอยากจะให้ฟู่เยี่ยนช่วยไปตรวจดูสักหน่อย หากย่าของฉันป่วยจะได้รีบรักษาโดยเร็ว แต่ถ้าปกติดี ฉันก็จะได้โล่งใจ” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปตามความจริง เพราะเขาไม่เคยปิดบังเรื่องของเขากับชวนจื่ออยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปกันเถอะ นี่ก็จะบ่ายแล้ว ฉันจะเป็นคนขับรถให้เอง” เมิ่งอ้ายชวนรีบปิดประตูร้านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสามคนจะกลับไปที่บ้านตระกูลไป๋พร้อมกัน
“ฟู่เยี่ยน หลังจากที่เธอตรวจสุขภาพให้กับปู่ไป๋และย่าไป๋เสร็จ เธอช่วยไปตรวจสุขภาพให้ปู่ของฉันด้วยนะ เขาถามถึงเธอหลายครั้งเลย” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปด้วยกันเถอะ ว่าแต่ยาบำรุงร่างกายของคุณปู่เมิ่งใกล้จะหมดแล้วหรือยังคะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
“ดูเหมือนว่ามันจะเหลือเพียงแค่ก้นขวดแล้วนะ คุณปู่มักจะพูดถึงเธออยู่บ่อยๆ และยังชอบถามฉันว่าเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ เขาอยากจะเลี้ยงมื้อเย็นเธอสักครั้งเมื่อเธอกลับมา” เมิ่งอ้ายตอบกลับไป
“จริงสิ ชานชานได้ให้ของขวัญกับพี่แล้วใช่ไหม แล้วพี่ชอบมันหรือเปล่า ?” ในตอนที่พวกเขาทั้งสองหมั้นหมายกัน ฟู่เยี่ยนได้ก็มอบแจกันใบหนึ่งให้กับพวกเขา ซึ่งฟู่เยี่ยนซื้อมันมาจากร้านอื่น มันมีสีชมพู ซึ่งเข้ากับความหมายพิธีมงคลมากๆ
“ฉันชอบมันมากจนแทบจะหลับไม่ได้โดยที่ไม่มีมันอยู่ข้างๆเลยล่ะ” เมิ่งอ้ายชวนตอบแบบกวนๆ เพราะเขาเป็นคนติดตลกอยู่แล้ว
“ครั้งนี้ฉันก็มีของฝากเหมือนกันนะ ฉันซื้อสร้อยคอทองคำจากเกาะฮ่องกงมาฝากเธอ เอาไว้พรุ่งนี้พี่พาเธอมากินมื้อเย็นด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ลืมที่จะซื้อของขวัญมาให้เหมี่ยวชานชาน
“เยี่ยมไปเลย พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปที่นั่นอย่างแน่นอน ว่าแต่เฉินจื่อ เรื่องบริษัทก่อสร้างของเราไปถึงไหนแล้ว ? นายวางแผนที่จะเปิดตัวเมื่อไหร่ ?”
“นายยังกังวลเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ ? อย่ากังวลไปเลย ฉันกลับมาแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันดีกว่า” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของคุณย่ามากกว่า
“ฟู่เยี่ยน เธอรู้หรือเปล่าว่าจางเหว่ยคนนั้นมีความสามารถมากแค่ไหน ตอนนี้เขาได้จ้างทีมตกแต่งมาถึงสามทีมเลยนะ ฉันกำลังคิดว่าจะให้ทีมตกแต่งของเขาเข้าร่วมบริษัทด้วยดีหรือเปล่า เพราะหลังจากสร้างบ้านเสร็จ เราจำเป็นต้องตกแต่งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ? หากมีพวกเขา บริษัทของเราก็จะสามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ ! ”
ด้วยความที่พวกเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการทำธุรกิจ ตราบใดที่มองเห็นโอกาส พวกเขาก็พร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราค่อยมาพูดคุยกันโดยละเอียดอีกทีในวันพรุ่งนี้แล้วกัน แล้วค่อยหารือกับจางเหว่ยในวันถัดไป” ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกว่าจางเหว่ยเป็นคนที่มีพรสวรรค์เช่นกัน แน่นอน การที่มีคนแบบนี้อยู่ในองค์กรมากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลดีมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อมาถึง เมิ่งอ้ายชวนยังคงไม่ได้กลับบ้านในทันที เขาเดินตามทั้งสองเข้าไปในบ้านตระกูลไป๋
“ปู่ครับ ย่าครับ ดูสิครับว่าผมพาใครมา ?” ไป๋โม่เฉินตะโกนขึ้นไปยังชั้นบน แต่หลังจากที่เขาตะโกนอยู่ครู่หนึ่งกลับไม่มีใครลงมาเลยเลย จนแม่บ้านได้เดินออกมาจากครัว
“เสี่ยวเฉินกลับมาแล้วเหรอ นายท่านไปเล่นหมากรุกที่บ้านตระกูลหวัง ส่วนคุณผู้หญิงก็ไปกับคุณเมิ่ง”
เมื่อทั้งสองอยู่คนละสถานที่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องไปที่บ้านตระกูลเมิ่งก่อน
หลังจากมาที่บ้านตระกูลเมิ่งและตรวจชีพจรของผู้เฒ่าเมิ่งและคุณนายเมิ่งเสร็จ เมื่อพบว่าพวกเขายังคงมีสุขภาพที่ดี ฟู่เยี่ยนจึงให้ยาบำรุงร่างกายกับพวกเขาไปหนึ่งขวด ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะพาคุณย่าของเขากลับบ้าน
ฟู่เยี่ยนสังเกตดูอารมณ์ของแม่เฒ่าเฉินตลอดทาง จนพบว่าจริงๆแล้วหญิงชรามีสัญญาณที่ผิดปกติไปเล็กน้อยจริงๆ แต่มันเป็นเพียงแค่ระยะแรกและยังคงสามารถควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่อาจจะรักษาให้หายขาดด้วยการกินยาเพียงอย่างเดียว
หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ไป๋ซ่งก็ได้รับโทรศัพท์จึงขอตัวกลับจากบ้านตระกูลหวัง ซึ่งเขาได้บอกไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับสถานการณ์ของแม่เฒ่าเฉิน เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาทั้งสองก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว
“เสี่ยวฮั่ว เธอกลับมาแล้ว เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยหรือเปล่า ? แล้วเธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”
“สวัสดีค่ะคุณปู่ไป๋ หนูกลับมาถึงบ้านในช่วงเช้าของวานนี้ค่ะ วันนี้หนูก็เลยรีบมาที่นี่เพราะตั้งใจมาพบคุณปู่กับคุณย่าค่ะ หนูได้เตรียมของขวัญเอาไว้ที่บ้านแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้หนูจะฝากพี่ไป๋โม่เฉินเอามันมาให้นะคะ”
“แค่เธอมีความตั้งใจนี้ ฉันก็ดีใจมากแล้วล่ะ ฉันไม่ได้ต้องการของขวัญอะไรเลย ที่มีอยู่ตอนนี้มันก็มากพออยู่แล้ว” ไป๋ซ่งพูดด้วยรอยยิ้ม
“ตาเฒ่า ทำไมคุณถึงได้ดูดีใจถึงขนาดนั้นกันล่ะ ! เด็กดี ช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าที่เกาะฮ่องกงเป็นยังไงบ้าง ?”
แม่เฒ่าเฉินจับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ฟู่เยี่ยนจึงใช้โอกาสนี้ตรวจชีพจรของหญิงชราอย่างใจเย็น
ไม่นานนัก เธอก็พบว่าระบบหัวใจและการไหลเวียนของเลือดผิดปกติไปเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงได้ขยิบตาให้กับไป๋โม่เฉินเพื่อบ่งบอกว่าการตรวจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ไป๋ซ่งที่เห็นเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะให้แม่เฒ่าเฉินออกไปจากที่นี่ก่อน เพื่อถามเกี่ยวกับอาการของเธอ
“นี่คุณ คุณช่วยไปหาของอร่อยๆในครัวหน่อยสิว่ามีอะไรบ้าง ? หากไม่มี ก็รีบออกไปซื้อเถอะ เย็นนี้ฟู่เยี่ยนจะได้อยู่กินข้าวกับเราที่นี่” ไป๋ซ่งรีบพูดออกไปทันที
“คุณนี้ชอบขัดขวางไม่ให้พวกเราคุยกันตลอดเลยนะ ก็ได้ก็ได้ ฉันจะไปดูให้” แม่เฒ่าเฉินดุเขาก่อนจะเดินไปในครัว
“เสี่ยวฮั่ว อาการของหญิงชราเป็นยังไงบ้าง ? ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เหมือนเดิมเลย ทั้งยังมักจะลืมเรื่องต่างๆ และจำได้เพียงเหตุการณ์ในอดีตเท่านั้น” ไป๋ซ่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเป็นกังวล
“คุณย่าไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ เธอมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดนิดหน่อย ช่วงนี้หนูจะสั่งยามาทำยาให้คุณย่ากินก่อน ต้องให้คุณย่ากินยาตรงเวลาด้วยนะคะ มันจะช่วยบรรเทาอาการได้นิดหน่อย อาทิตย์หน้าหนูจะมาตรวจดูอาการอีกครั้ง แล้วค่อยหาวิธีรักษาตามอาการอีกที”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ” ไป๋ซ่งพึมพำเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“คุณปู่ไป๋คะ หนูขอตรวจดูชีพจรของคุณปู่หน่อยสิคะ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังคุณปู่ไป๋ที่ตอนนี้สีหน้าของเขาดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย
แน่นอนว่าคุณไป๋เองก็มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอยู่บ้างเช่นกัน
“คุณปู่ไป๋ นี่เป็นยาบำรุงหัวใจค่ะ จากนี้ไปคุณปู่ต้องกินยาหนึ่งเม็ดก่อนเข้านอน คุณปู่อายุมากแล้ว ฉะนั้นต้องดูแลตัวเองให้มากๆด้วยนะคะ เอาไว้หลังจากที่กินข้าวเสร็จ หนูจะเอายามาให้คุณปู่อีกค่ะ”
“ยานี่เป็นยาแบบเดียวกันกับที่เธอให้ฉันมาเมื่อก่อนหน้านี้หรือเปล่า ?” ไป๋ซ่งถามขณะที่หยิบขวดยาขึ้นมา
“มันจะรักษาคนละส่วนกันค่ะ และตัวยาทั้งสองจะไม่ต่อต้านซึ่งกันและกัน” ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนเคยให้ยาบำรุงร่างกายกับไป๋ซ่งไปแล้ว เพื่อที่จะรักษาดวงตาของเขานั่นเอง
“อืม ฉันยังคงจำได้ว่าต้องกินให้ตรงเวลาทุกวัน”
ตอนที่ 479: ไปดูบ้าน
พวกเขาไม่ได้อยู่กินมื้อเย็นที่บ้านตระกูลไป๋ เพราะทั้งสองคนต้องรีบกลับ ไป๋โม่เฉินก็มีบางอย่างที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกี่ยวกับมังกรสีดำที่อยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอ
หลังจากที่ไม่ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติมาหลายวัน ฟู่เยี่ยนจึงแทบรอไม่ไหวที่จะเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ามังกรตัวน้อย เนื่องจากตอนนี้มันยังอยู่ในดินแดนต่างมิติ และเธอก็ยังต้องรับผิดชอบชีวิตของมัน เธอไม่สามารถปล่อยมันเอาไว้โดยไม่สนใจได้
เมื่อมันโตขึ้น มันจะสามารถไปทุกที่ได้ตามที่ใจต้องการ แต่เรื่องนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ห่างไกลมากๆ
ทว่าสิ่งที่ฟู่เยี่ยนเป็นกังวลมากก็คือ มันชอบเตาหลอมยามากๆ หากมันเผลอหลับไปในนั้น บางทีมันอาจจะถูกเผาจนสุกไปเลยก็ได้ เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดมากเกินไป ก่อนจะหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นท่าทางของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินที่กำลังขับรถอยู่ก็ยิ้มออกมา
“เสี่ยวฮั่ว เธอหัวเราะเรื่องอะไรกัน ? เธอกำลังมีความสุขเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมา
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่รู้สึกว่าชีวิตของฉันในตอนนี้มันดีมากๆก็เท่านั้นเอง คงจะดีหากชีวิตของฉันเป็นแบบนี้ตลอดไป” ฟู่เยี่ยนยืดตัวขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
ไป๋โม่เฉินรู้แล้วว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ไม่สามารถพูดได้ เขาจึงไม่ถามอะไรอีก เพียงแค่รอให้ถึงวันและเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะได้รู้เรื่องทั้งหมดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ไป๋โม่เฉินจึงมั่นใจมาโดยตลอดว่าฟู่เยี่ยนจะบอกความลับของเธอกับเขาในสักวันหนึ่ง เขาจึงทำได้แค่รอเท่านั้น
“พรุ่งนี้อารองกับครอบครัวจะมาที่บ้านด้วยหรือเปล่า ?” พรุ่งนี้ไป๋โม่เฉินมีเรียนในช่วงเช้า ดังนั้นจึงลังเลว่าจะหยุดเรียนดีหรือไม่
“ใช่แล้ว พวกเขากำลังเดินทางมา ฉันตั้งใจว่าจะพูดคุยเรื่องตระกูลเสิ่นกับพวกเขา และยังต้องจัดการเรื่องสมบัติของคุณย่าอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับพร้อมกับพูดออกไป
“ใช่แล้ว หากเรื่องทั้งหมดไม่มีการจัดการที่ดีพอ อาจจะเกิดความขัดแย้งได้ง่ายมาก ในฐานะครอบครัว แค่พยายามพูดมันอย่างเปิดเผยเท่านั้น” ขณะที่พูดนั้น ไป๋โม่เฉินก็นึกถึงสิ่งที่ปู่ของเขาพูดเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมา
“เสี่ยวฮั่ว พ่อของฉันฟ้องหย่าอย่างเป็นทางการแล้วนะ และคดีของเสิ่นหยูก็ได้รับการพิจารณาแล้ว เธอถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปีหกเดือน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ตกตะลึงไปทันที เรื่องราวทั้งหมดของไป๋จวิน อันที่จริง เขาควรจะหย่าไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ
“ตอนนี้ทั้งสองคนได้มาถึงจุดๆนี้แล้ว มันก็ถึงเวลาที่ทุกอย่างจะต้องจบลงแล้วล่ะ”
“อืม ตอนที่คุณปู่บอกเรื่องนี้กับฉัน ฉันรู้สึกโล่งใจมากจริงๆ และไป๋โม่ฉิงก็รู้เรื่องนี้แล้วด้วย บางทีอาจจะเป็นเพราะเธอโตแล้วก็ได้ เลยไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“คนเราจะเติบโตขึ้นด้วยตัวเอง จริงสิ ตอนที่ฉันจะกลับจากเกาะฮ่องกง ผู้เฒ่าเหอกับลุงห่าวได้ให้ของขวัญกับฉันด้วยนะ พวกเขาบอกมันคือของขวัญฉลองงานหมั้น และเมื่อวานนี้แม่ของฉันก็พูดถึงเรื่องนี้แล้วด้วย เราเองก็มาเริ่มเตรียมเสื้อผ้ากันเถอะ”
“วันไหนว่างๆ เราไปหาซื้อของกันดีไหม ?” ฟู่เยี่ยนพยายามเปลี่ยนหัวข้อในการพูดคุยทันที
“อืม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเธอเลย หากจะพูดถึงงานเลี้ยง คุณปู่บอกว่าอยากจะจัดที่ลานบ้าน แล้วเชิญครอบครัวที่สนิทกับพวกเราสักสองสามครอบครัวมาร่วมงาน เพราะไม่อยากให้มันดูวุ่นวายมากเกินไป”
ไป๋โม่เฉินหลุดพ้นจากอารมณ์เมื่อครู่นี้ทันที
“จริงสิ ตั้งแต่กลับมา ฉันยังไม่ได้เข้าไปดูที่นั่นเลย เราไปดูที่นั่นกันหน่อยไหม ? ไม่รู้ว่าจางเหว่ยจะทำมันให้ออกมาเป็นยังไงบ้าง ?” จู่ๆ ฟู่เยี่ยนก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก่อนจะดูนาฬิกาและเห็นว่ายังแวะไปทัน
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็กลับบ้านกันก่อนเถอะ จะได้ชวนคุณลุงกับคุณป้าไปดูด้วยกัน”
“ได้เลย แต่ตอนนี้ฉันเดาว่าพวกเขาคงกินมื้อเย็นกันหมดแล้ว ! เราไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยกลับไปกันดีกว่า”
……
ผลปรากฏว่าเมื่อกลับมาถึงบ้าน ทุกคนที่ได้ฟังก็รู้สึกอยากเห็นมันขึ้นมา แม้แต่มู่อี้อันที่ยังนั่งรถเข็นอยู่ก็ยังรู้สึกกระตือรือร้น และอยากรู้อยากเห็นด้วยเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงรีบพาทุกคนในครอบครัวไปเยี่ยมชมตรอกข้างๆทันที
เปียนหยวนเป็นคนรับผิดชอบโครงการนี้มาโดยตลอด และโครงการนี้ก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว มีเพียงงานบางส่วนเท่านั้นที่ยังทำไม่เสร็จ ดังนั้นเขาจึงจัดทีมงานหลายคนและทำงานต่อจนถึงเที่ยงคืน
เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมาถึง บังเอิญว่าเปียนหยวนและทีมของเขากำลังพักกินข้าวอยู่ที่สนามหญ้าพอดี ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้บอกให้เขาเพิ่มไฟส่องสว่างบนพื้นเอาไว้ด้วย เพราะเวลาที่เดินในตอนกลางคืนจะได้มองเห็นทางอย่างชัดเจน
เนื่องจากไป๋ซ่งอายุมากแล้ว จึงต้องระวังให้มากขึ้น ซึ่งการที่มีไฟส่องสว่างไปตามพื้นจะทำให้เขามองเห็นอย่างชัดเจน จะได้ไม่หกล้ม
ทันทีที่ทุกคนเดินผ่านประตูเข้าไปใน พวกเขาก็เห็นฉากที่ไฟในสนามกำลังถูกทดลองเปิดอยู่ เขาต้องการที่จะตรวจดูว่ามีไฟดวงใดเสียหรือมีสีที่แตกต่างกันหรือเปล่า หากมีบางอย่างผิดปกติจะได้แก้ไขได้ทัน
“มันสวยมากเลยเสี่ยวฮั่ว !” ฟู่เหมี่ยวอุทานออกมาทันทีที่เห็นมัน เธอเองก็อยากจะเปลี่ยนลานบ้านของเธอให้เป็นแบบนี้บ้าง ฉะนั้นเธอต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อหาเงินให้มากพอที่จะปรับปรุงบ้าน !
“คุณฟู่ วันนี้ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ ?” เบียนหยวนวางตะเกียบลง ก่อนจะทักทายฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว
“คุณเพิ่งจะพักกินข้าวอย่างนั้นเหรอ ? ฉันว่าจะพาพ่อกับแม่มาดูที่นี่สักหน่อย คุณกินข้าวต่อเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขากำลังกินข้าวอยู่
“ไม่เป็นไรครับ ผมเพิ่งกินเสร็จและกำลังจะไปล้างมือพอดี ให้ผมพาไปดูจะดีกว่าครับ ผมจะได้บอกรายละเอียดด้วยว่าเบื้องต้นนั้นเสร็จไปแค่ไหนแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างใกล้จะเสร็จแล้วล่ะครับ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็บอกกับผมได้เลย สำหรับคุณ ผมพร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างครับ”
เปียนหยวนจริงจังกับงานของเขามาก หลังจากที่ฟู่เยี่ยนมาพบเขาเมื่อครั้งที่แล้ว เขาก็ได้จัดการตามที่ฟู่เยี่ยนต้องการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกำแพง ไฟสนาม ห้องน้ำ น้ำประปา และหน้าต่างกระจก ทั้งหมดได้รับการซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์แบบ
“เสี่ยวฮั่ว แม่เห็นลานบ้านนี้แล้ว มันดูดีกว่าลานที่บ้านของเราตอนนี้เสียอีกนะ แม่อยากจะได้แบบนี้บ้างแล้วสิ คงจะดีมากหากเราปรับปรุงลานที่บ้านให้เป็นแบบนี้ !” หวังซู่เหมยมองไปที่ลานและรู้สึกว่ามันสวยมาก ทั้งยังดูสะดวกกว่าลานที่บ้านของเธอในตอนนี้อีกด้วย
ในส่วนของเธอตอนนี้ อย่างอื่นได้ถูกปรับปรุงจนเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว ยกเว้นแค่การเปลี่ยนหน้าต่างกระจกเท่านั้น
“แม่คะ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เราก็แค่เปลี่ยนหน้าต่างเท่านั้นเอง เอาไว้ฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ หากแม่ชอบ เราเปลี่ยนมันก็ได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอนั้นชอบหน้าต่างแบบกระจกมากกว่า เพราะแสงมันสามารถส่องผ่านเข้าไปข้างในตัวบ้านได้
“แม่ก็ชอบมันอยู่หรอกนะ แต่หากเราเปลี่ยนมัน ก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับตบไปที่แขนของฟู่เยี่ยนเบาๆ
“บ้านที่เราอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากอยู่แล้ว อย่าไปฟังแม่ของลูกเลย ที่นี่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นบ้านสมัยใหม่ไปแล้ว ส่วนบ้านของเราเป็นบ้านดั้งเดิม” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที เพราะเขากลัวว่าฟู่เยี่ยนจะมีความคิดที่อยากจะปรับปรุงบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่จริงๆ
ทันทีที่การก่อสร้างเริ่มขึ้น เงินก็จะถูกใช้เหมือนกับน้ำ ฉะนั้นเลิกคิดถึงเรื่องนี้ไปเลยจะดีกว่า
“ใช่แล้ว พ่อของลูกพูดถูกแล้ว” หวังซู่เหมยเองก็ไม่ต้องการให้ฟู่เยี่ยนทำแบบนั้นเช่นกัน
“เอาเถอะครับ หลังจากที่ตกแต่งที่นี่เสร็จ เราย้ายมาอยู่ที่นี่สักสองสามวันดีกว่า แล้วค่อยซ่อมแซมบ้านกัน ยังมีรอยรั่วบนหลังคาอีกหลายจุดที่ต้องจัดการ หากไม่ทำตอนนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ต้องทำอยู่ดีนะครับ” ไป๋โม่เฉินพูดแทรกขึ้นมา
“จริงด้วย การซ่อมแซมบ้านเก่านั้นต้องใช้เงินเยอะมากเลยไม่ใช่เหรอ คุณคะ แล้วบ้านเก่าของเราที่ไม่มีใครอยู่เลย มันจะพังหรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ทันที
“ใช่” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่ต้าหย่งก็คิดถึงฟู่ซินขึ้นมาอีกครั้ง ตามหลักเหตุและผลแล้ว ทรัพย์สินนี้ควรจะตกเป็นหน้าที่ของลูกชายคนโต
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เขาต้องกลับไปคิดให้รอบคอบเสียก่อน เขาไม่สามารถปล่อยให้เสี่ยวฮั่วต้องมาแบกรับเรื่องเหล่านี้เพียงลำพังได้ และตอนนี้เขาก็แทบจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว
ฟู่ต้าหย่งจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ซึ่งหวังซู่เหมยก็ได้สังเกตเห็นท่าทางของเขาแล้วเช่นกัน เธอยังมีความคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ และมีความคิดที่อยากจะพูดกับลูกชายคนโตตามลำพังสักครั้ง
ทุกคนยังคงเดินดูบ้านต่อ และเมื่อพวกเขาเห็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ ฟู่เซินก็ได้รีบวิ่งเข้าไปดูเป็นคนแรก ที่นี่มันช่างสวยมาก !
เรือนกระจกแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก หากมีดอกไม้อยู่ด้านใน มันคงจะดูดีมากแน่ๆ !
ตอนที่ 480: การเคลื่อนไหวภายในดินแดนต่างมิติ
หลังจากเยี่ยมชมลานบ้านเสร็จ ทุกคนก็ได้กลับบ้าน ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัยโดยตรง และจะกลับมาอีกครั้งในช่วงมื้อเย็นของวันพรุ่งนี้
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทุกคนก็ได้เข้าไปในห้องของตัวเอง ขณะที่ฟู่เซินกำลังจะเข้านอนนั้น จู่ๆ ฟู่เหมี่ยวก็ได้เปิดประตูเข้ามา
“นี่เธอเป็นบ้าอะไรกัน ? ทำไมถึงไม่เคาะประตูก่อน หากฉันไม่ได้สวมเสื้อผ้าจะทำยังไง ?” ฟู่เซินตะคอกออกไปอย่างไม่พอใจ
“เหอะ ! ใครจะไปอยากดูกัน ? เฮ้ พี่คิดยังไงบ้างหลังจากที่เห็นสนามหญ้าของเสี่ยวฮั่ว ?” ฟู่เหมี่ยวนั่งบนเตียงของฟู่เซิน ก่อนจะถามออกไป
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ เธอไปนั่งที่โซฟานู่นสิ อย่ามาทำให้ผ้าปูที่นอนของฉันสกปรกนะ” ฟู่เซินบ่นออกมาด้วยความรังเกียจ ก่อนจะผลักไสให้ฟู่เหมี่ยวไปนั่งที่โซฟา
“พี่อย่าทำตัวให้มีปัญหามากนักจะได้หรือเปล่า !” แม้ว่าเธอจะพูดแบบนี้ แต่ก็ยังยอมย้ายไปนั่งที่โซฟาอยู่ดี
จากนั้น ฟู่เซินก็ได้ลุกขึ้น ก่อนจะนำผ้าห่มไปให้ฟู่เหมี่ยวเพื่อให้เธอใช้ห่ม
“เธอสวมแค่ชุดนอน ไม่กลัวป่วยเลยหรือยังไง !”
“เฮ้ พี่คิดว่าฉันอยากจะอยู่ที่นี่นานอย่างนั้นเหรอ ? ฉันแค่อยากถามบางอย่างกับพี่ก็เท่านั้นเอง !”
“เธอถามว่าฉันรู้สึกยังไงอย่างนั้นเหรอ ? ฉันก็อิจฉาน่ะสิ ! และตอนนี้ฉันมีแนวคิดในการปรับปรุงบ้านของฉันแล้วด้วย ! แต่ฉันแค่ไม่มีเงินเหลืออยู่เลยเท่านั้นเอง !” ฟู่เซินพูดออกไปตามตรง
“คงจะดีมากเลยหากพ่อกับแม่ไม่ยึดทองคำแท่งของเราเอาไว้ หากเป็นแบบนั้น เราก็จะสามารถทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และอย่างน้อยเราก็สามารถหาเงินทุนกลับคืนมาได้ ฉันคิดว่าแบรนด์สินค้าที่เสี่ยวฮั่วพูดถึงในวันนี้ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดีนะ”
ฟู่เหมี่ยวมาที่นี่เพียงเพื่ออยากให้ฟู่เซินร่วมมือกับเธอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นคนเดียวในโลกที่อยู่กับเธอตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของแม่มาจนถึงตอนนี้
“มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลจริงๆนั่นแหละ เราสามารถเริ่มขายส่งและตั้งแผงขายของในตลาดกลางคืนได้ ฉันคิดว่าเราสามารถทำบางอย่างกับถุงเท้าที่เสี่ยวฮั่วซื้อกลับมาพวกนั้นได้อีกนะ เราจะไม่ตั้งแผงลอยด้วยตัวเอง หลังจากที่เราได้รับถุงเท้าแล้ว เราจะนำมันไปขายส่งให้กับเฒ่าแก่ร้านแผงลอยต่างๆ”
“หรือไม่ก็จ้างคนมาขาย จะได้จัดส่งได้เร็วมากขึ้น ด้วยวิธีนี้ เราสามารถหาเงินทุนเพิ่มเป็นสองเท่าได้ในระยะเวลาอันสั้น”
ฟู่เซินคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และสิ่งนี้ก็ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด !
“นายพูดถูก ก่อนอื่นเราต้องหาเงินให้เพียงพอในการสร้างแบรนด์สินค้าของเราก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาให้มันดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ” ฟู่เหมี่ยวเองก็เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน
“ใช่แล้ว บ้านของเสี่ยวฮั่วเป็นบ้านที่สวยมากจริงๆ เมื่อเราร่ำรวยในอนาคต เราก็จะสามารถตกแต่งมันได้ตามที่เราต้องการ ! ไม่กี่วันก่อน ฉันได้ยินเจิ้งเสี่ยวชัว เพื่อนในชั้นเรียนของเราบอกว่าตอนนี้ราคาบ้านในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อก่อนมากแล้ว”
“ตอนนี้เสี่ยวฮั่วได้มอบบ้านให้กับพวกเราแล้ว และเราก็สามารถหาเงินได้มากมายด้วยตัวเอง ! หากในอนาคตเราหาเงินได้มากกว่านี้ เราก็ควรที่จะซื้อบ้านคืนให้กับเธอบ้าง !” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมอบทองคำแท่งสองแท่งของเขาให้กับเสี่ยวฮั่ว
“ใช่แล้ว แม้แต่จื่อหยวนเองก็ยังบอกว่าเขาอิจฉาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของพวกเรามากๆ เงินพวกนั้นเป็นเพียงสิ่งภายนอก แต่ก็มีเพียงเงินเท่านั้นที่สามารถบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเรานั้นแน่นแฟ้นขนาดไหน” ในตอนนี้ แม้แต่ฟู่เหมี่ยวเองก็อดที่จะรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้
“ใช่ ตอนนี้เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมพ่อกับแม่ของเราถึงโกรธพี่ใหญ่ขนาดนั้น ?” ฟู่เซินพูดเสริมขึ้นมา
“ฉันจะไม่รู้ได้อย่างไร พ่อกับแม่ปฏิบัติต่อพี่ใหญ่ต่างไปจากแต่ก่อนมาก เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต พ่อกับแม่ก็เลยอยากจะสอนพี่ใหญ่เพื่อที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นในอนาคต ! ไม่คิดเลยว่าแค่ไฟดวงเล็กจะมีพลังมากขนาดนี้ พี่ใหญ่คงจะต้องรับแรงกดดันมากๆอย่างแน่นอน” ฟู่เหมี่ยวมองเห็นปัญหานี้แล้วเช่นกัน
“หากเรายังอยู่ในหมู่บ้าน พี่ใหญ่ต้องดูแลเราเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะพ่อเองก็ได้รับการสอนแบบเดียวกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว พ่อมักจะพูดอยู่เสมอว่าการเป็นพี่ใหญ่นั้นจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ และคอยสนับสนุนน้องๆ”
“แต่ตอนนี้พี่ใหญ่ได้เข้าร่วมกองทัพไปแล้ว จึงใช้เวลาอยู่บ้านได้น้อยลง จนในที่สุดความคิดของเขาก็ได้เปลี่ยนไป แถมเสี่ยวฮั่วก็มีความสามารถที่สุดยอด พ่อกับแม่จึงต้องมาพึงพาเสี่ยวฮั่วแทน ฉันใช้เวลาครุ่นคิดเรื่องพวกนี้อยู่หลายวันเลยทีเดียว”
ฟู่เซินเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังในตัวของพี่ใหญ่เล็กน้อย
“นั่นน่ะสิ พี่รอง แบบนี้พี่ยังยินดีที่จะเริ่มต้นอาชีพใหม่กับฉันหรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวไม่ค่อยเรียกเขาว่าพี่รองบ่อยนัก ดังนั้นจึงหมายความว่าเธอกำลังจริงจังอยู่นั่นเอง ซึ่งทำให้ฟู่เซินรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน
“แน่นอน ! เรามาร่วมมือกันเถอะ แต่เราต้องมาทำข้อตกลงเพื่อที่จะทำงานร่วมกันในอนาคตก่อน ระหว่างวังจื่อหยวนกับฉัน เธอต้องฟังความคิดเห็นของฉันก่อนเสมอ !” ฟู่เซินไม่อยากถูกมองข้าม เพราะเขาไม่อยากรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกน้องสาวฝาแฝดทอดทิ้งนั่นเอง
โดยไม่คาดคิด ฟู่เหมี่ยวกลับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ ความทะเยอทะยานของวังจื่อหยวนนั้นไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เธอกำลังจะทำ หลังจากที่เรียนจบ เขาอยากจะเข้าร่วมหน่วยงานของมหาวิทยาลัยมากกว่า และตอนนี้คณบดีสาขาวิชาก็รู้สึกชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก ทั้งยังมักจะพูดคุยกับเขาถึงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจอีกด้วย
“พวกพี่สองคนก็อยู่ด้วยกันมาทั้งวันแล้ว ยังไม่รู้อีกอย่างนั้นเหรอ เขาไม่ค่อยชอบเรื่องทำธุรกิจเท่าไหร่นัก แต่เขายังคงช่วยบางอย่างกับเราได้ ดังนั้น เรื่องที่จะตัดสินใจในวันนี้จึงเป็นเพียงเรื่องระหว่างเราสองคน” ฟู่เหมี่ยวพูดออกไปตามตรง
“แบบนี้นี่เอง ! ถึงอย่างไรก็ควรมีคนอยู่ที่บ้าน และแบบนี้ก็จะเป็นการดีสำหรับเธอทั้งสองคนในการแบ่งหน้าที่กัน ตอนนี้ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็เป็นผู้นำครอบครัวได้แล้ว ในความคิดของฉัน ครอบครัวของเราก็มีเด็กผู้หญิงเป็นผู้นำครอบครัวเหมือนกัน ซึ่งมันไม่ได้แปลกอะไรเลย !” ฟู่เซินคิดแบบนั้นจริงๆ
“พี่รอง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะที่ฉันได้ยินพี่ชมฉัน พี่คิดว่าข้อตกลงของพวกเราพอจะเป็นไปได้หรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวพูดพลางแกล้งทำเป็นยื่นมือออกไปเพื่อที่จะแปะมือกับพี่รองของเธอ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เซินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และเสียงตบมือก็ได้ดังขึ้นมาในห้อง ฟู่กรุ๊ปอันโด่งดังได้ถือกำเนิดขึ้นมาภายในห้องของสองพี่น้องคู่นี้แล้ว !
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ในดินแดนต่างมิติ และเสี่ยวเฮยก็ได้หลับสนิทไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฟู่เยี่ยนจึงมองไปรอบๆห้องที่เต็มไปด้วยยา ซึ่งเธอไม่สามารถบอกได้ว่ามีส่วนผสมยาตัวไหนหายไปบ้าง ดังนั้นสาเหตุที่มันหลับไปจึงยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก
ฟู่เยี่ยนสัมผัสไปที่ตัวของมันเบาๆ เมื่อเห็นว่ามันหายใจอย่างสม่ำเสมอ เธอก็รู้ได้ทันทีว่ามันกำลังหลับอยู่ หวังว่ามันคงไม่ได้นอนหลับแบบนี้ไปตลอดหรอกนะ เธอแอบกังวลเล็กน้อย เพราะบนโลกใบนี้มีบันทึกเกี่ยวกับมังกรน้อยเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมหรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับมังกรก็เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ซึ่งเธอได้ไปที่ห้องสมุดเพื่อหาอ่านหนังสือโบราณมาก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม หนังสือส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุถึงสิ่งนี้เอาไว้เลย และเมื่อเธอได้สัมผัสกับมัน เธอยังพบว่ามันแตกต่างออกจากสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ในหนังสือมากเสียด้วยซ้ำ ทว่าสถานการณ์ของเสี่ยวเฮยก็แตกต่างไปจากมังกรตัวอื่นด้วยเช่นกัน
ในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น บางทีวันหนึ่งเธออาจจะค้นพบบางอย่างก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม เธอได้ให้คำสัญญากับมังกรยักษ์เอาไว้แล้วว่าจะเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้
เพราะในจีนมีภูเขาอยู่นับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากหากจะหาสถานที่ที่มีชีพจรมังกรหลงเหลืออยู่ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงลูกแก้วมังกรของมังกรยักษ์ขึ้นมาได้ พร้อมกับหัวใจที่สั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง เป็นไปได้ไหมว่านี่คือประสิทธิภาพของลูกแก้วมังกร ?
มันอาจสามารถช่วยเธอค้นหาชีพจรมังกรที่หลงเหลืออยู่ และดูดซับพลังปราณของชีพจรมังกรเหล่านั้นเพื่อมังกรดำตัวน้อยได้หรือเปล่า ?
ชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของฟู่เยี่ยนก็ตกอยู่ในความสับสน และในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พลังงานและเลือดลมภายในร่างกายของเธอก็สูบฉีดอย่างรุนแรง ฟู่เยี่ยนจึงรีบนั่งลงและเริ่มใช้พลังภายในของเธอทันที เธอต้องใช้พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเธอจำนวนมาก กว่าที่จะสามารถระงับมันเอาไว้ได้
ตอนนี้เธอรู้สึกสับสนมาก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ฟู่เยี่ยนจึงอดไม่ได้ที่จะระมัดระวังตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย นี่เป็นเวลาที่เธอจะต้องฝ่าฟันสิ่งนี้อีกครั้งหนึ่งอย่างนั้นหรือ ? มีสัญญาณของการบรรลุเหมือนครั้งก่อนนี้ก่อเกิดขึ้นมาภายในใจของเธอ และเธอก็มักจะสัมผัสได้ถึงพลังเหล่านั้นได้โดยที่ไม่รู้ตัว
ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี หรือว่าดินแดนต่างมิติของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งแล้วอย่างนั้นหรือ ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรีบลุกขึ้นยืนและเดินไปยังบริเวณขอบของดินแดนต่างมิติทันที แม้ว่าพื้นที่นี้มักจะทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งนี้
เมื่อเดินมาถึงเส้นเขตแดน เธอก็พบว่าหมอกจางๆ ในก่อนหน้านี้ได้เบาบางลงกว่าเดิมมากแล้ว
Comments
Post a Comment