ตอนที่ 481: หลังจากการเปลี่ยนแปลง
ฟู่เยี่ยนคิดกับตัวเองว่าดินแดนต่างมิติคงจะใกล้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งครั้งนี้เธออาจจะต้องหาโอกาสเปิดมันออกไปด้วยตัวเองก็เป็นได้
เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และรู้สึกอยู่เสมอว่าจะต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเสี่ยวเฮยอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้มันกำลังหลับไหลอยู่ และดินแดนต่างมิติก็กำลังจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ก่อนหน้านี้ที่ดินแดนต่างมิติของเธอขยายออกไป ตอนนั้นก็เป็นช่วงก่อนที่ดอกโสมจะบาน
และเผ่าพันธุ์ของเสี่ยวเฮยนั้นมีพลังมากกว่าโสมหลายเท่าตัวเลยก็ว่าได้ !
ฟู่เยี่ยนไม่ได้คิดมากอีกต่อไป เธอเพียงแค่ต้องรออยู่เงียบๆเท่านั้น เธอจึงได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติ ก่อนจะขึ้นไปนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง แม้ว่าเธอจะนอนหลับอย่างสบายตอนอยู่ที่เกาะฮ่องกง แต่เธอก็ยังคิดถึงเตียงไม้จันทน์ตัวเก่าของเธออยู่ตลอดเวลา
หลังจากที่เข้านอนได้ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ผล็อยหลับไป ไม่มีเตียงนอนที่ไหนจะสบายเท่าเตียงนอนที่บ้านของเธออีกแล้ว !
โดยไม่คาดคิด ในกลางดึกคืนนี้เอง ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังนอนหลับอย่างสนิท จู่ๆ เธอก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของบางสิ่งที่อยู่ในดินแดนต่างมิติ เธอจึงลืมตาขึ้นและต้องการที่จะเข้าไปในทันที แต่กลับถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยพลังงานบางอย่าง จึงทำให้เธอไม่สามารถเข้าไปข้างในได้
ฟู่เยี่ยนรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอทำได้เพียงแค่สัมผัสถึงการเคลื่อนไหวที่รุนแรงภายในดินแดนต่างมิติ และรอจนกว่ามันจะหยุดลงเท่านั้น อีกไม่นาน เธอก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเอง
มีเสียงดังมากเกิดขึ้นด้านในจนฟู่เยี่ยนถึงกับนอนไม่หลับ ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกไปเดินเล่นข้างนอก เธอเดินไปที่ริมสระน้ำและเฝ้ามองดูฝูงปลาอย่างเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหน้านี้แม่ของเธอเคยพูดว่าเสี่ยวถู่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้รับความเดือดร้อนมากๆ แม้ว่าอากาศจะค่อนข้างหนาว และเต่าแก่ตัวนั้นก็ยังคงไม่ขยับไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้หัวเราะออกมาทันทีที่เห็นมัน ดูเหมือนว่ามันจะกลัวมากจริงๆ
ขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำกับความเงียบสงบอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากบนกำแพง ฟู่เยี่ยนจึงเงยหน้าขึ้นไปดูก่อนจะเห็นวั่งไฉเดินมา ซึ่งดูเหมือนว่ามันกำลังลาดตระเวนอยู่บนกำแพงอย่างไรอย่างนั้น !
“วั่งไฉ ลงมานี่สิ” ฟู่เยี่ยนเรียกมัน เมื่อวั่งไฉได้ยินเสียงของเธอ มันได้รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วจนขนของมันแทบจะหลุดออกมา
ฟู่เยี่ยน: ......
เธอคิดไม่ออกเลยว่าไปทำอะไรให้มันขุ่นเคืองใจหรือเปล่า ? หลังจากที่ครุ่นคิดถึงสาเหตุนี้อยู่นาน แต่ก็ยังคงคิดไม่ออก เธอจึงตัดสินใจว่าจะถามแม่และอาหญิงในวันพรุ่งนี้ว่าวั่งไฉกลับมากินข้าวที่บ้านบ้างหรือเปล่า ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปเล่นอยู่ในสวนจนดึก หลังจากที่ผ่านไปนานพอสมควร ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าภายในดินแดนต่างมิติของเธอนั้นได้สงบลงแล้ว
เธอจึงได้เดินกลับไปที่ห้องของเธอ ก่อนจะล็อคประตูและเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง ซึ่งทันทีที่เธอเข้ามา เธอก็ต้องตกตะลึงไปเล็กน้อย ที่นี่คือดินแดนต่างมิติของเธออย่างนั้นหรือ ?
ก่อนหน้านี้ไร่โสมของเธอจะอยู่ติดกับทะเลสาบ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งหมด แต่ตอนนี้มันได้ถูกขยายออกไปอีกหลายเท่า พร้อมกับต้นโสมต้นแรกที่เธอปลูกไว้มีแสงเปล่งประกายออกมา
หากต้นโสมในก่อนหน้านี้เป็นเพียงพลังวิญญาณแห่งดินแดนต่างมิติดวงน้อยๆ ตอนนี้มันคงจะเป็นพลังระดับเซียนไปแล้ว แต่ก็มีเพียงโสมต้นนี้เท่านั้นที่พิเศษกว่าต้นอื่น ต้นอื่นนั้นยังเป็นเพียงโสมที่ดูธรรมดาๆเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนเดินไปรอบๆไร่โสมเป็นเวลานาน เธอตรวจดูมันทีละต้นทีละต้น ก่อนจะยืนยันได้แล้วว่าไม่เพียงแค่มีต้นไม้มากขึ้นเท่านั้น แต่พื้นที่ยังได้ขยายออกไปอีกด้วย
หลังจากที่มันถูกขยายออกไป ทะเลสาบทั้งหมดก็ไม่เพียงแค่ขยายตามไปด้วยเท่านั้น แต่กลับมีหมอกปกคลุมไปทั่วทั้งทะเลสาบ ฟู่เยี่ยนจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ และรู้สึกว่าอากาศที่นี่เย็นลงไปกว่าเดิมมากๆ
เมื่อปลาในทะเลสาบเห็นฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาใกล้ๆ พวกมันก็กระโดดขึ้นมาราวกับว่ากำลังทักทายเธออยู่ เพียงชั่วครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกเหมือนกับอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปรอบๆทะเลสาบ และพยายามค้นหาร่องรอยของเสี่ยวเฮย
หากการคาดเดาของเธอถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเกิดจากการมีอยู่ของเสี่ยวเฮย ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินหาไปรอบๆ ทว่ากลับไม่พบมันที่ริมทะเลสาบเลย
“เสี่ยวเฮย เสี่ยวเฮย…” ฟู่เยี่ยนจึงเรียกหามันอีกครั้ง ซึ่งหากมันตื่นขึ้นมาและได้ยินเสียงของเธอ บางทีมันอาจจะออกมาก็ได้
แต่หลังจากที่เรียกหาอยู่นาน เสี่ยวเฮยกลับไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลย
ศิลาสีฟ้าก้อนใหญ่ที่ฟู่เยี่ยนมักจะมานั่งสมาธิยังคงอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือมีวัสดุโปร่งแสงจำนวนมากเพิ่มขึ้นมา ฟู่เยี่ยนจึงได้ลองนั่งสมาธิดู เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอกำลังโปร่งใส
หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เธอก็ได้เดินไปยังบ้านที่เธอใช้หลอมยา ซึ่งระยะทางระหว่างสถานที่ทั้งสองก็ได้ไกลกันขึ้นเป็นอย่างมาก เมื่อมองขึ้นไป เธอยังเห็นภูเขาอีกลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมาถัดจากเนินเขาในก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีบ้านหลังเล็กๆอยู่บนยอดเขาอีกด้วย แต่บ้านเดิมได้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัดไปเสียแล้ว
ฟู่เยี่ยนเดินขึ้นไปบนภูเขา โดยมีบันไดเพิ่มขึ้นมาหลายขั้นเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้มีบันไดอยู่เพียง300ขั้นเท่านั้น แต่ตอนนี้หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้เดินขึ้นไปและลองนับมันอย่างเงียบๆอยู่ภายในใจ เธอก็ได้พบว่ามีบันไดถึง666ขั้นเลยทีเดียว
ในวัฒนธรรมจีนโบราณ เลข‘9’ คือจำนวนที่มากที่สุด แบบนี้ดินแดนต่างมิติของเธอจะสามารถอัพเกรดอีกครั้งได้หรือไม่ ? ฟู่เยี่ยนคิดกับตัวเอง เมื่อเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้น โฉมหน้าที่แท้จริงของตัวบ้านก็เผยออกมา
ตอนนี้จากบ้านอิฐเก่าๆ ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นบ้านหินแล้ว ซึ่งภายนอกนั้นดูหรูหรามาก และยังมีพื้นที่ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษอยู่ด้วย ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเดินเข้าไปข้างใน เธอก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างดังออกมา
“เสี่ยวเฮยเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเรียกมันอีกครั้งอย่างไม่แน่นอน ทันใดนั้นเอง ประตูบ้านก็ได้ถูกเปิดออก และเมื่อฟู่เยี่ยนก้มลงไปมอง เธอก็ได้พบว่ามังกรตัวน้อยได้พุ่งเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเธอแล้ว
“นายมาทำอะไรอยู่ที่นี่ มันมีอะไรสนุกอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองเสี่ยวเฮย ซึ่งตอนนี้มันดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรที่มันดูเปลี่ยนไป
หลังจากที่มองดูมันอย่างละเอียด ฟู่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าอะไรที่เปลี่ยนไป ตอนนี้เขาของมังกรได้ยาวขึ้นมาแล้ว เมื่อก่อนมันเป็นเพียงเขาเล็กๆสองเขาเท่านั้น ซึ่งดูตลกมากๆ แต่ตอนนี้เขามังกรทางด้านขวานั้นเริ่มยาวขึ้นเล็กน้อยแล้ว
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงได้เอื้อมมือออกไปแตะมัน ซึ่งเสี่ยวเฮยก็มีท่าทีที่ดูอึดอัดเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงขู่ออกมา ฟู่เยี่ยนเลยรีบดึงมือของเธอกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสี่ยวเฮยจะสะกิดฟู่เยี่ยนด้วยหัวของมันอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนจึงยิ้มออกมาทันที ดูเหมือนว่าเขาของมังกรจะมีความสำคัญมากสำหรับมันสินะ ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเธอก็ไม่ควรไปแตะต้องมัน แน่นอนว่ามังกรมีเกล็ดใต้คอที่เป็นเกล็ดย้อน และเขาของมังกรก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเกล็ดใต้คอของมันเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนจึงอุ้มเสี่ยวเฮยไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเข้าไปในบ้าน
ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้าไป ฟู่เยี่ยนก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย บ้านหลังนี้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากจริงๆ และห้องที่ชั้นหนึ่งทั้งหมดก็ยังเชื่อมถึงกันอีกด้วย ซึ่งมันดูเหมือนกับห้องนั่งเล่นมาก และหากมองไปทางทิศตะวันออกจะเห็นบริเวณอาบน้ำที่ถูกเพิ่มขึ้นมา
ตอนนี้มีน้ำอยู่เต็มสระ ฟู่เยี่ยนจึงนั่งยองและใช้มือแตะไปที่น้ำในสระเบาๆ มันช่างน่าทึ่งมากจริงๆ จากนั้นเธอก็ได้ยืนขึ้นพร้อมกับหันมองไปทางซ้ายและทางขวาเพื่อหาแหล่งที่มาของน้ำ แต่ก็หาไม่เจอ เธอจึงคิดว่ามันเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่นี้จึงทำให้มีบ่อน้ำพุร้อนที่นี่
ฟู่เยี่ยนจึงเดินต่อไปยังทิศตะวันตก ก่อนจะพบกับห้องนอนและห้องหนังสือ โดยในห้องนอนนั้นถูกตกแต่งด้วยโซฟาแบบเรียบง่าย ส่วนห้องหนังสือนั้นก็มีหนังสืออยู่เต็มไปหมด
ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไป และพลิกหนังสือเล่มหนึ่งเพื่ออ่านมัน ซึ่งมันเป็นตัวอักษรสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยมีอักขระผนึกขนาดใหญ่และเล็กปะปนกัน ข้อความที่ถูกเขียนเอาไว้ด้านในนั้นดูเป็นทางการ เนื่องจากเป็นอักษรสมัยราชวงศ์ฮั่น จึงแทบจะอ่านไม่เข้าใจเลยก็ว่าได้ ฟู่เยี่ยนเลยตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมชมส่วนต่างๆก่อนแล้วค่อยมาศึกษามันทีหลัง
บางทีเธออาจพบบันทึกเกี่ยวกับมังกร และสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมันได้ อย่างน้อยๆ เธอก็จำเป็นต้องรู้ว่าเสี่ยวเฮยจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเดินสำรวจชั้นล่างเสร็จ เธอก็ได้เดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ชั้นบนบ้าน เพราะเธอยังไม่เจอลิ้นชักยาและห้องเตาหลอมยาเลย ดังนั้นเธอจึงวางเสี่ยวเฮยลง ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสอง
เสี่ยวเฮยยังคงไม่อยากออกมาจากอ้อมอกอันอบอุ่น ดังนั้นมันจึงกระโดดขึ้นไปอยู่บนไหล่ของฟู่เยี่ยนและตามเธอขึ้นไปยังชั้นสอง เมื่อขึ้นมาแล้ว เธอยังไม่พบอะไรที่พิเศษ มันเป็นเพียงลิ้นชักยาและห้องเตาหลอมยาที่ถูกย้ายขึ้นมาจากชั้นล่างและขนาดของมันก็ขยายขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนจึงได้เปิดลิ้นชักยาออก ก่อนจะพบว่ามันยังคงเหมือนเดิม ซึ่งส่วนวัตถุดิบยาต่างๆ ที่อยู่ในลิ้นชักยังคงถูกเติมโดยอัตโนมัติหลังจากที่นำออกมาเหมือนเดิม
ส่วนไฟในเตาหลอมยานั้นก็ยังคงไม่เคยดับเหมือนเดิม หลังจากที่ฟู่เยี่ยนมองดูมันอย่างละเอียด เธอก็พบว่ามันดูโหมแรงขึ้นเล็กน้อย บางทีมันอาจนำมาใช้หลอมยาได้ เธอต้องศึกษามันเพิ่มเติมสักหน่อยแล้ว หากเป็นไปได้ เธอจะต้องพยายามหลอมยาให้สำเร็จ เธอเชื่อว่ามันจะต้องมีประสิทธิภาพมากกว่ายาเม็ดที่เธอทำขึ้นมาเองอย่างแน่นอน
ตอนที่ 482: แฝดชายหญิง
ฟู่เยี่ยนสำรวจดูสถานที่ทั้งหมด ก่อนจะเดินลงไปชั้นยังล่างอีกครั้ง ซึ่งสิ่งแรกที่เธอทำก็คืออาบน้ำในบ่อน้ำพุร้อนนั่นเอง
เธอหยิบอุปกรณ์อาบน้ำที่เธอใส่เอาไว้ในดินแดนต่างมิติก่อนหน้านี้ พร้อมกับชุดนอนของเธอขึ้นมา เท่านี้เธอก็พร้อมที่จะเข้าไปแช่ตัวแล้ว ขณะที่เธอกำลังจะถอดเสื้อผ้านั้น เธอก็เห็นเสี่ยวเฮยมาอยู่ข้างๆเท้าของเธอ
เธอจะเอามันเข้าไปด้วยไม่ได้ อีกอย่างเธอเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพศเมีย เธอก็ไม่ควรพามันเข้าไปด้วยอยู่ดี ! ฟู่เยี่ยนจึงผลักมันออกไปด้านนอกประตู ก่อนจะปิดประตูเอาไว้อย่างแน่นหนา และฟู่เยี่ยนก็พร้อมที่จะแช่น้ำพุร้อนแล้ว
มันช่างสบายมากจริงๆ ฟู่เยี่ยนจึงได้หลับตาลงและอยู่กับความเงียบสงบแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานมานี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น และมันคงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องจัดการมัน
พรุ่งนี้เธอต้องกลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อรายงานตัว และให้หน่วย753จัดประชุมขึ้นทุกสุดสัปดาห์เพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้กันหน่อยดีกว่า เพราะหลังจากนี้เธอยังคงได้รับเงินเดือนจากพวกเขา ทั้งยังต้องมีเงินสำหรับการเดินทางไปทำภารกิจด้วย
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้รับสวัสดิการเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่ง ด้วยตำแหน่งที่ปรึกษา เธอจึงต้องคอยให้คำปรึกษาในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้
อีกทั้งเธอยังต้องไปหาอาจารย์ด้วย เอาไว้ตอนที่อารองและคนอื่นออกไปข้างนอกในช่วงบ่าย เธอจะไปหาช่างจูและช่างหลิวเพื่อดูว่าพวกเขาได้วัสดุอะไรมาบ้าง
ในวันนี้ ทั้งเมิ่งอ้ายชวนและจางเหว่ยต่างก็จะมาร่วมงานที่บ้านของเธอกันทั้งคู่ ระหว่างพวกเขานั้นมีเรื่องที่ต้องคุยกันมากมาย จึงจำเป็นต้องแยกแยะให้เป็นขั้นเป็นตอนและทำมันอกอมาให้ดี ตอนนี้ร้านน่าจะถูกตกแต่งไปเกือบเสร็จแล้ว
จางเหว่ยมีทีมตกแต่งถึง3ทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือทีมที่ตกแต่งร้าน ส่วนทีมที่เหลือกลุ่มหนึ่งก็กำลังปรับปรุงบ้านของเธออยู่ และใกล้จะเสร็จแล้วเช่นกัน อีกกลุ่มหนึ่งทำงานข้างนอก พวกเขายังคงทำงานอย่างหนักโดยงานนั้นก็คืองานปรับปรุงบ้านหลังอื่นนั่นเอง
สำหรับงานหมั้น ไป๋โม่เฉินและเธอเพียงแค่เตรียมเสื้อผ้าและของขวัญสำหรับแขกเท่านั้น ส่วนวัตถุดิบการทำอาหารและบะหมี่สำหรับจัดเลี้ยงถูกจัดเตรียมจากร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งพวกเขาจะมาปรุงสดๆที่บ้านของเธอ เธอแค่เพียงรับผิดชอบเรื่องจ่ายบิลเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับธุรกิจของพี่สาวมากเกินไป เพียงแต่หากพี่สาวต้องการความช่วยเหลือ เธอก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทันที และเธอก็เห็นว่าความสามารถของพี่รองนั้นดีมาก เขาเข้าใจในสิ่งต่างๆเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
แต่ที่ยังคงเป็นปัญหาก็คือ ไม่มีใครสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์ของพี่ใหญ่ได้เลย พ่อกับแม่ต่างก็ชี้แจงอย่างชัดเจนในทันทีที่พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ จึงทำให้ตอนนี้ไม่มีใครคิดวิธีแก้ปัญหาออกเลย
ยังมีเรื่องการแต่งงานของอาหญิงอีก อาหญิงยังคงจะอยู่ที่นี่หลังจากแต่งงาน และจะไปเยี่ยมผู้เฒ่ามู่ที่บ้านตระกูลมู่ในช่วงสุดสัปดาห์แทน โดยเหตุผลหลักก็คือฟู่เวยและฟู่หรง พวกเขากลัวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้เด็กทั้งสองรู้สึกไม่ชิน
อาหญิงสามารถอยู่ที่นี่ได้ตามที่ต้องการอยู่แล้ว หลังจากที่รู้จักกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอก็เห็นว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดีมาก และลุงหลิวก็เป็นคนอารมณ์ดี ทั้งยังเอาใจใส่และมีความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นอีกด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงสิ่งที่พ่อของเธอบอกให้เธอหาฤกษ์วันแต่งงานให้กับอาหญิง เธอจึงตั้งใจว่าจะทำหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ
ช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนแบบนี้ช่างหาได้ยากมากจริงๆ ฟู่เยี่ยนจึงแช่ตัวอีกสักพัก ในตอนนี้ทั้งร่างกายและจิตใจของเธอรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก และในขณะที่กำลังผ่อนคลายเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมา
เธอจะสารภาพกับไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับเรื่องดินแดนต่างมิติอย่างไรดี ? เพราะจากนี้เป็นต้นไป หากพวกเขาทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ก็ต้องนอนห้องเดียวกัน เธอยังต้องแอบเข้ามาในดินแดนต่างมิติอีกอย่างนั้นหรือ ?
แน่นอน ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการทำแบบนั้น เพราะมันคงจะเหนื่อยมากเกินไป อีกอย่างในตอนนี้ไป๋โม่เฉินก็เป็นคนที่เธอจะต้องให้ความไว้วางใจไปตลอดชีวิตแล้วด้วย
หลังจากการที่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ฟู่เยี่ยนก็ยังไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องนี้อย่างไร ลืมมันไปเสียเถอะ ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า เพราะเขาเองก็คงจะรู้บ้างแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ถาม เธอก็แค่แกล้งทำเป็นเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้ก็ได้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับตัวเธอมาโดยตลอด เมื่อถึงวันที่ไม่อาจจะปกปิดมันได้อีกต่อไป ด็แค่เล่าทุกอย่างให้เขาฟังเท่านั้น
เมื่อฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอสบายตัวมากพอแล้ว จึงได้ลุกขึ้นไปแต่งตัว ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มคำนวนหาวันในทันที
เธอรู้วันเกิดของอาหญิงและวันเกิดของลุงหลิวแล้ว หากดูจากวันเกิดของทั้งสองจะพบว่าพวกเขาคือคู่สวรรค์สรรสร้างของกันและกัน พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า !
จากนั้น เธอก็ได้เริ่มคำนวนหาฤกษ์ ซึ่งฤกษ์ที่ได้ก็คือวันที่8ของเดือนสิงหาคมนั้นเอง ซึ่งใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกด้วย ส่วนฤกษ์ของเธอนั้นถูกกำหนดให้เป็นวันที่16ของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูหนาว ช่วงใกล้จะถึงปีใหม่สากล
อาหญิงของเธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องฤกษ์เลย เพราะฟู่เยี่ยนได้ดูวันไว้ให้หมดแล้ว
สุดท้ายเธอก็ดูฤกษ์ออกมาได้หลายวันที่เหมาะจะเป็นฤกษ์แต่งงานของอาหญิงกับลุงหลิว แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับความปรารถนาของอาหญิงด้วย
อาหญิงควรเป็นคนตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเองว่าอยากแต่งงานอีกครั้งหรือเปล่า ? สำหรับการแต่งงานของอาหญิงนั้น ฟู่เยี่ยนคิดว่าอาหญิงจะต้องเลือกวันที่6เดือนมีนาคมอย่างแน่นอน เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิกำลังเบ่งบานนั่นเอง
แต่วันที่ดีที่สุดนั้นคือวันที่18ในเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ เธอหาวันและเวลาที่เหมาะสมที่สุดอยู่หลายวัน ก่อนจะเขียนมันลงบนกระดาษ จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้พับกระดาษแผ่นนั้น เพื่อเตรียมให้กับทุกคนดูมันในภายหลัง
เมื่อรู้สึกว่าอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะออกจากดินแดนต่างมิติ แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือในตอนเย็นจะดีกว่า
แน่นอนว่าเมื่อเธอออกจากดินแดนต่างมิติและมองดูนาฬิกา ตอนนี้ก็เป็นเวลาเก้าโมงครึ่งแล้ว เธอเข้าไปหลายชั่วโมงเลยอย่างนั้นหรือ ?
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและรีบออกไปข้างนอกทันที ซึ่งตอนนี้อารองและครอบครัวน่าจะมาถึงแล้ว
ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องโถงของบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว ตามมาด้วยเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของเด็กสองคนดังขึ้นมา
“ดูปันปันสิ ขาของเธอแข็งแรงมากๆเลย !” ฟู่ต้านีและคนอื่นกำลังมองไปที่ฟู่ปันและฟู่ปังที่กำลังหัดเดิน เด็กทั้งสองมีอายุเกือบจะหนึ่งขวบแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กที่แข็งแรงมากอีกด้วย
ในขณะที่เด็กทั้งสองกำลังหัดเดินอยู่นั้น หวังซู่เหมยก็ได้วางที่นอนหนาๆสองผืนลงบนพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บหากหกล้มนั่นเอง
“มือของน้องสาวนุ่มมากๆเลยค่ะ ! แม่คะ แม่ลองจับดูสิ แล้วจะรู้ว่านุ่มมากแค่ไหน” ฟู่หรงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเรียกฟู่ต้านีให้ลองจับมือเล็กๆของฟู่ปันดู
“อืม ตอนเด็กๆ มือของลูกก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แม้แต่ตอนนี้มือของลูกก็ยังนุ่มมากอยู่เลย !” ฟู่ต้านีมองไปที่ลูกสาวของตัวเอง นับตั้งแต่ที่เด็กๆยอมรับพ่อคนใหม่ของพวกเธอ พวกเธอก็ได้ถามกับฟู่ต่านีว่าเมื่อไหร่จะมีน้องชายหรือน้องสาวตัวน้อยอยู่ตลอดเวลา
ฟู่เวยไม่ได้พูดอะไร แต่ยังคงจับมือเล็กๆของฟู่ปังอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นพี่สาวกำลังจับมือของตัวเองอยู่ ฟู่ปังจึงได้มองไปที่พี่สาวของเขาด้วยความสับสน ราวกับกำลังคิดว่าทำไมพี่สาวถึงได้จับมือของเขากันล่ะ ?
“หรงหรง เอาไว้ตอนที่แม่ของหนูมีน้องอีกคน หนูก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ” ฉือหมิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ใหญ่ได้บอกเรื่องการแต่งงานของฟู้ต้านีกับเธอทางโทรศัพท์แล้ว ซึ่งเธอเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน
เธอได้พบกับพี่หลิวหลายครั้งแล้ว และได้ยินมาว่าเขากับเสี่ยวฮั่วอยู่ในแวดวงเดียวกัน อีกทั้งตอนนี้เขายังมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าหน่วยย่อยอีกด้วย !
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนดี จนน้องสาวสามีของเธอไม่สามารถต้านทานความดีของเขาได้อีกต่อไป
“แม่คะ แม่ช่วยมีน้องสาวให้หนูกับพี่ได้ไหมคะ ? เรามีฟู่เหยาเป็นน้องชายแล้ว แต่ยังไม่มีน้องสาวเลย หนูจะช่วยแม่ดูแลน้องเองค่ะ” ฟู่หรงเริ่มรบเร้าฟู่ต้านีเรื่องน้องสาวอีกครั้ง
ฟู่ต้านีไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กทั้งสองคนนี้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองฟู่เวยอีกครั้ง หากจะพูดง่ายๆก็คือ เธอใส่ใจกับความคิดเห็นของลูกสาวคนโตของเธอมากกว่าลูกสาวคนเล็กมาก
เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาว ฟู่เวยก็ได้ยิ้มออกมา คงจะดีไม่น้อยหากเธอมีน้องสาวเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
“แม่คะ หนูคิดว่าคงจะดีมากเลยหากแม่มีน้องฝาแฝดเหมือนกับอาสะใภ้รอง”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกพูดขึ้นมา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึงไปในทันที ทุกคนรู้ดีว่าฟู่เวยเป็นเด็กที่พูดน้อยมาก ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะยอมรับเรื่องราวต่างๆได้ง่ายแบบนี้
“เวยเวยพูดถูก หนูคิดว่าอาหญิงอาจจะมีลูกฝาแฝดได้ค่ะ เพราะตระกูลของเรามีกรรมพันธุ์ฝาแฝดชายหญิงอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนยืนฟังอยู่ด้านนอกครู่หนึ่งแล้ว ก่อนจะเดินเข้ามา
ตอนที่ 483: เรื่องอื้อฉาว
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา ทุกคนก็ได้เงียบลงและปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวฮั่ว ลูกบอกว่าตระกูลของเรามีกรรมพันธุ์ฝาแฝดชายหญิงอย่างนั้นเหรอ?” หวังซู่เหมยเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา
“ใช่แล้วค่ะ แม่ก็เห็นไม่ใช่เหรอคะว่าทั้งพี่รองกับพี่สาม รวมไปถึงฟู่ปันกับฟู่ปังต่างก็เป็นฝาแฝดชายหญิงกันทั้งคู่ ซึ่งพวกเขาเป็นลูกของแม่กับอาสะใภ้รอง นั่นก็หมายความว่าแม่กับอาสะใภ้รองไม่ได้มีกรรมพันธุ์ฝาแฝด และฝ่ายที่มีกรรมพันธุ์ฝาแฝดก็คือตระกูลฟู่นั่นเองค่ะ”
ฟู่เยี่ยนวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างสมเหตุสมผล และเมื่อทุกคนได้ยินก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลไม่น้อย
“ต้านี เธอคงต้องพยายามแล้วล่ะ ฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีเลยนะ หากเป็นแบบนั้น เวยเวยและหรงหรงก็จะมีน้องชายและน้องสาวพร้อมกันไปเลย !” หวังซู่เหมยพูดติดตลก
ในตอนนี้ ฟู่ต้านีก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป การที่ฟู่เวยพูดคำพูดแบบนี้ออกมา นั่นหมายความว่าเธอยอมรับในเรื่องนี้แล้ว
เธอสนใจแค่ความสุขของลูกสาวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเธอใส่ใจเรื่องนี้มากแค่ไหน เธอเคยบอกผิงอันไปตั้งแต่แรกแล้วว่าหลังจากแต่งงาน เธอไม่อยากมีลูกอีกแล้ว เพราะเธอไม่อยากให้ลูกทั้งสองคนรู้สึกไม่สบายใจนั่นเอง
โดยไม่คาดคิด ตอนนี้ลูกๆของเธอยอมรับเรื่องนี้แล้ว ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเธอจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม แค่นี้เธอก็รู้สึกสบายใจมากแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่ เลิกแกล้งน้องสาวของเราเถอะ ดูสิ หน้าของต้านีแดงหมดแล้ว !” เมื่อเห็นว่าฟู่ต้านีเงียบไป ฉือหมิ่นจึงคิดว่าเธอกำลังเขิน จึงได้พูดแทรกขึ้นมา
“อาหญิงคะ นี่เป็นฤกษ์วันที่หนูหามา ลองดูก่อนเถอะค่ะว่าอยากได้วันไหน จะได้ไปปรึกษาลุงหลิว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกไป
“เสี่ยวฮั่ว ลูกหาวันเสร็จแล้วเหรอ ไหนขอแม่ดูหน่อยสิ” หวังซู่เหมยรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา ก่อนจะอ่านดูมันอย่างละเอียด
“เสี่ยวฮั่ว ช่วยบอกแม่หน่อยว่าวันไหนดีที่สุด ? วันไหนดีที่สุดสำหรับพวกเขาทั้งคู่ก็พอแล้ว !”
“วันที่18 ในเดือนแรกของปฏิทินจันทรคติเป็นวันที่เหมาะสมที่สุดค่ะ และวันที่6 ของเดือนมีนาคมก็เป็นวันที่ดีเหมือนกัน เพราะช่วงนั้นอากาศค่อนข้างอบอุ่น และยังมีช่วงเดือน12อีกด้วย แต่หนูคิดว่ามันอาจจะเร็วเกินไปหน่อย” ฟู่เยี่ยนอธิบายอย่างชัดเจนเพื่อให้แม่และอาหญิงของเธอเข้าใจมัน
“ต้านี เธอลองไปคุยกับผิงอันดูก่อนสิ เขาเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้เหมือนกัน เขาต้องเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าเราอยู่แล้ว !” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมา
“ค่ะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะพี่สะใภ้” ฟู่ต้านียังคงหน้าแดงอยู่เล็กน้อย ลูกของเธอโตขึ้นทุกวันแล้ว แม้ว่าพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ทอดทิ้งเธอก็ตาม แต่เธอยังต้องสร้างครอบครัวของตัวเอง
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงอยู่ที่บ้านตระกูลเถียนแล้ว ที่นี่มีไม้ดีๆอยู่มากมาย และฟู่ต้าหย่งก็พร้อมที่จะซื้อไม้เหล่านั้นกลับไป ยังเร็วเกินไปที่ลูกสาวทั้งสองของเขาจะแต่งงานกัน พวกเขาจึงตั้งใจว่าจะทำเฟอร์นิเจอร์ให้กับต้านีสักหน่อย
“เหล่าฟู่ นี้คือไม้พยุงแท้ มันคือไม้ที่ฉันเก็บเอาไว้หลายปีแล้ว ดูนี่สิ ไม้มะฮอกกานีนี่ก็ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน ! แม้ว่ามันจะไม่ใช่ไม้จันทน์แดง แต่ก็ยังเป็นไม้ที่ดี หากไม่ใช่คุณ ฉันคงจะไม่ขายมันให้อย่างแน่นอน”
เหล่าเถียนเป็นเพื่อนนักตกปลาของฟู่ต้าหย่ง และมักจะไปตกปลาด้วยกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเขาเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อตรงมาก
“เป็นยังไงบ้างต้าจวง นายคิดว่ามันดูดีหรือเปล่า ? เด็กที่ชื่อจางเหว่ยบอกกับฉันว่าเขารู้จักช่างทำเฟอร์นิเจอร์ เขาพร้อมที่จะทำตามแบบที่เราต้องการด้วยวัสดุที่เราหามา โดยเขาขอแค่ค่างานฝีมือเท่านั้น !” ฟู่ต้าหย่งรู้สึกว่าไม้พวกนี้เป็นวัสดุที่ดีมาก เลยตัดสินใจว่าจะซื้อพวกมัน
“ฉันคิดว่ามันไม่เลวเลยนะ น้องสาวของเราต้องทนทรมานมามากพอแล้ว และงานแต่งงานครั้งนี้ของเธอจะต้องสวยงามที่สุดอย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าต้าจวงเห็นด้วย ฟู่ต้าหย่งจึงตัดสินใจว่าจะฝากไม้เอาไว้ที่นี่ก่อน แล้วค่อยมาเอามันไปทำเฟอร์นิเจอร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“พี่ใหญ่ ของที่เราซื้อทั้งหมด ฉันขอจ่ายคนละครึ่งนะ มันเป็นของที่เราตั้งใจจะทำด้วยกัน” หลังจากที่ออกมาจากบ้านตระกูลเถียน ฟู่ต้าจวงก็ได้พูดขึ้นมา
“แน่นอน นายอย่ากังวลเลย ฉันจะจัดการมันเอง ทั้งหมดนี้เราจะจ่ายคนละครึ่ง อย่าเพิ่งไปรบกวนต้าอันเลย ตอนนี้เขายังไม่ได้เริ่มธุรกิจของตัวเอง” ฟู่ต้าหย่งยังจำสิ่งที่น้องชายของเขาพูดในครั้งล่าสุดได้
“อืม ไม่มีปัญหา ลืมเรื่องต้าอันไปเถอะ เขาอายุยังน้อย ยังไม่ถึงเวลาที่เขาต้องช่วยเราจ่ายเงิน” ฟู่ต้าจวงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน
“จริงสิต้าจวง มีบางอย่างที่ฉันต้องบอกกับนาย ฉันเองก็ยังไม่ได้บอกกับเด็กๆเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเลย โดยตั้งใจว่าจะบอกเรื่องนี้กับน้องชายของเขาก่อน
“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือเปล่า ?” ฟู่ต้าจวงยังคงไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“ก่อนหน้านี้ต้าอันได้โทรหาจางเหว่ยเพื่อบอกให้ฉันโทรกลับไป ฉันจึงได้โทรหาเขา ต้าอันบอกกับฉันว่าพ่อของเราได้ตัดสินใจแล้ว เขาต้องการจะมาอยู่กับเราที่เมืองหลวง เดิมทีเขาได้ไปขอที่อยู่ของฉันจากต้าอัน แต่ต้าอันก็ได้บอกให้เขากลับไป”
“มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?” ฟู่ต้าจวงขมวดคิ้วแน่นทันทีที่ได้ยินฟู่ต้าหย่งพูดถึงเรื่องนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เขาและพี่ใหญ่ได้เพิ่มเงินรายเดือนให้กับพ่อของพวกเราแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้กันล่ะ ?
พวกเขาได้มีการตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว หากจะพูดตามหลักเหตุและผลแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
“อืม ต้าอันไม่ได้โกหก เขาบอกว่าพ่ออยากเลิกกับหนิวชุ่ยฮวาแล้ว และต้องการจะมาที่เมืองหลวง อย่างไรก็ตาม บ้านก็ต้องยกให้กับหนิวชุ่ยฮวา หลังจากที่วางสายไปแล้ว ฉันก็ได้โทรไปหาฟู่เฉิงเพื่อให้เขายืนยันเรื่องนี้อีกครั้ง”
“ตอนนี้มีแค่เราสองคนที่รู้ ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่สะใภ้ของนายเลย แค่คิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนหน้าของฉันกำลังจะไหม้อยู่แล้ว ! เมื่อปีที่แล้ว น้องสาวคนเล็กของหนิวชุ่ยฮวาต้องกลายเป็นม่าย เธอไม่มีที่ไป จึงมาหาหนิวชุ่ยฮวา”
เมื่อฟู่ต้าหย่งพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกับสายตาที่ดูซับซ้อน มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับฟู่ต้าจวงที่จะไม่จินตนาการถึงบางสิ่งบางอย่าง และใบหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที
“พี่ใหญ่ พี่หมายความว่ายังไง ?”
“อืม ฟู่เฉิงได้บอกกับฉันว่าหนิวชุ่ยฮวาโวยวายและไล่น้องสาวของเธอออกจากบ้าน ซึ่งพ่อของเราก็ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็คิดว่าพ่อของเราเป็นคนทำ ซึ่งฟู่เฉิงเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน”
“เขาเพิ่งบอกฉันว่าวันรุ่งขึ้น น้องสาวคนเล็กของหนิวชุ่ยฮวาก็ได้กลับบ้านในทันที และหนิวชุ่ยฮวาก็ไม่ทำกับข้าวให้พ่ออีกต่อไป ส่วนพ่อก็เอาแต่ไปทานข้าวที่ร้านอาหารในเมือง ฟู่เฉิงบอกว่าเขาเคยเจอพ่ออยู่หลายครั้งด้วยนะ”
ฟู่ต้าหย่งรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่จะพูด แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะฟัง ! หากตอนนี้ครอบครัวของเขายังอยู่ในหมู่บ้านอันผิง เด็กๆคงจะไม่สามารถสู้หน้าใครได้อย่างแน่นอน !
โชคดีที่พวกเขาทั้งหมดย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง จึงไม่ทราบถึงข่าวลือนี้
“แล้วพี่ได้บอกเรื่องนี้กับต้าอันหรือยัง ?” ฟู่ต้าจวงเป็นถึงเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวน ดังนั้นเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ฉันยังไม่ได้บอกเขาเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินไปสำหรับเขา ฉันก็เลยไม่อยากให้เขารู้” ฟู่ต้าหย่งคิดว่าตราบใดที่ต้าอันยังอาศัยอยู่กับพ่อตา มันคงจะดีกว่าที่เขาจะไม่รับรู้เรื่องแบบนี้
“เอาล่ะ พี่ใหญ่ ฉันขอหมายเลขโทรศัพท์ของต้าอันหน่อยสิ พรุ่งนี้ตอนที่ฉันไปทำงาน ฉันจะโทรหาเขาเอง ฉันมีลางสังหรณ์อยู่ในใจว่าเรื่องนี้มันต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน” ฟู่ต้าจวงแสดงความคิดของเขาออกมา
“เอาล่ะ มันไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว ให้ต้าอันกลับไปดูเขาสักหน่อยก็แล้วกัน แม้ว่าพวกเราทั้งหมดจะออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเพิกเฉยต่อทุกสิ่งได้ ถึงอย่างไรเราก็ยังต้องแสดงความกตัญญูต่อพ่อผู้ให้กำเนิดอยู่แล้ว” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง
ฟู่ต้าจวงเองก็ได้มองไปยังพี่ใหญ่ของเขาด้วยความเห็นใจ อันที่จริงนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพี่ใหญ่นั้นไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่นัก พี่ใหญ่คือคนที่ทนทุกข์ทรมานมากที่สุด ในทางกลับกัน เขากลับมีชีวิตที่สุขสบายมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พี่ใหญ่มีสิทธิ์เข้าร่วมกองทัพ หรือเรื่องที่หลังจากแม่ของพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว พี่ใหญ่เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่ต้าจวงก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองดูดวงอาทิตย์ ก่อนจะขยี้ตาอย่างแรง
เขาคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องโทรหาต้าอัน และขอให้ต้าอันกลับไปดูสักหน่อยแล้ว
ชายชราทำผิด ทั้งยังทำผิดอย่างมหันต์อีกด้วย แต่ทุกคนก็ยังคงหวังว่าเขาจะใช้ชีวิตในวัยชราได้อย่างสงบสุขโดยไม่ต้องเจอกันอีก ซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างคนต่างอยู่อย่างสงบสุข จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขากับพี่ใหญ่ถึงยังดูแลเรื่องเงินค่าเลี้ยงดูชายชรา
ตอนที่ 484: พร้อมหน้าพร้อมตากัน
หวังซู่เหมยและฉือหมิ่นเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ในภายหลัง แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือกิจการของตระกูลเสิ่นนั่นเอง
ตอนนี้ฟู่ต้าจวงและคนอื่นรู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนได้พบกับชายชราตระกูลเสิ่นแล้ว หลังจากฟังเธอพูดถึงสาเหตุและผลที่ตามมาของปีนั้น พวกเขาต่างก็เข้าใจว่ามันไม่ง่ายเลยสำหรับการจะใช้ชีวิตในสมัยนั้น
“อารอง อาสะใภ้รอง นี่คือมรดกที่ทวดตั้งใจจะมอบให้กับคุณย่าค่ะ นอกจากนี้ เขายังให้ของขวัญสำหรับพวกเราทุกคนด้วยนะคะ ชื่อของทุกคนถูกเขียนเอาไว้แล้ว เชิญทุกคนหยิบไปได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับผลักกล่องของขวัญหลายกล่องไปตรงหน้าของทุกคน
“เฮ้ ฉันไม่เคยคาดหวังว่าเลยว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งแบบนี้ แล้วตอนนี้สุขภาพของชายชราเป็นอย่างไรบ้าง ?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณทวดสบายดีค่ะ และอยากจะมาที่เมืองหลวงเพื่อมาพบกับทุกคนด้วยเช่นกัน” เมื่อนึกถึงเสิ่นกั๋วเฉียง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกคิดถึงชายชราขึ้นมาเล็กน้อย แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถโทรหาเขาได้เลย จึงต้องพึ่งแค่การเขียนจดหมายเท่านั้น
“ตอนนี้การคมนาคมระหว่างทั้งสองที่นั้นไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก เราคงทำได้แค่รอต่อไปเท่านั้น” ฟู่ต้าจวงรู้ดีว่าเบื้องบนกำลังพยายามที่จะปรับปรุงและเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะฮ่องกงเข้าด้วยกัน เพียงแต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น
“ใช่แล้วค่ะ เรามาดูของขวัญของทวดกันก่อนดีกว่า โดยของขวัญจะเป็นเพชรเสียส่วนใหญ่ และทองคำแท่งหนึ่งแท่งสำหรับแต่ละคน ดังนั้นแต่ละครอบครัวจึงได้ทองคำหลายแท่งเลยล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบของขวัญออกมาทีละชิ้น ซึ่งมีชื่อเขียนอยู่บนนั้นแล้ว
“อาสะใภ้รอง นี่เป็นของขวัญของอาค่ะ ของอาหญิงก็มีเหมือนกันนะคะ ทั้งยังมีของลูกสาวทั้งสองคนของอาหญิงด้วย”
ทันใดนั้นเอง พวกเธอทั้งสองก็ได้เปิดมันขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าโดยพื้นฐานแล้วของขวัญของพวกเธอดูไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ของขวัญที่ดูหรูหราและมีราคามากที่สุดเป็นของอาหญิงนั่นเอง คุณทวดได้มอบความเอ็นดูทั้งหมดที่มีต่อคุณย่าให้กับอาหญิง เนื่องจากเขารู้ว่าการแต่งงานของอาหญิงนั้นไม่ค่อยดีนัก แถมอาหญิงยังต้องคอยดูแลลูกอีกสองคนด้วย
ส่วนของขวัญสำหรับฟู่เยี่ยนและพี่น้องในรุ่นของเธอนั้นเหมือนกันทั้งหมด รวมไปถึงของขวัญของฟู่เวยและฟู่หรงก็เป็นแบบเดียวกันด้วย
“เสี่ยวฮั่ว นี่เป็นอัญมณีชนิดไหนเหรอ ? ทำไมมันถึงได้สวยขนาดนี้ล่ะ ?” ฉือหมิ่นมองไปที่มันอย่างไม่ละสายตา และยากที่จะวางมันลงได้
“อาสะใภ้รองคะ สิ่งนี้มันคือเพชรค่ะ คุณทวดเปิดเหมืองในแอฟริกาใต้ และทั้งหมดนี้ก็คือผลผลิตในเหมืองของเขา หนูเองก็หลงใหลในความแวววาวของมันมากๆเหมือนกันค่ะ” ฟู่เยี่ยนบอกทุกคนถึงที่มาของมัน และยังทำให้ทุกคนชื่นชมในธุรกิจของตระกูลเสิ่นอีกด้วย
“หลังจากที่รับรู้เรื่องนี้ หนูก็เลยปฏิเสธหุ้นส่วนธุรกิจในครอบครัวของคุณทวดไปค่ะ แม้ว่าคุณทวดจะมีเจตนาที่ดีและอยากให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นก็ตาม แต่หนูยังคงยืนกรานว่าสินสมรสของคุณย่าจะต้องถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ซึ่งหุ้นนี้มันมีความหมายต่างออกไป”
ฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องหุ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เสิ่นกั๋วเฉียงพูดถึงเรื่องนี้อีกในอนาคตนั่นเอง
“เสี่ยวฮั่ว เธอทำได้ดีมาก การปฏิเสธของเธอฟังดูดีมากจริงๆ สินสมรสก็คือสินสมรส หุ้นตระกูลก็คือหุ้นของตระกูล ด้วยวิธีนี้ เรายังจะสามารถติดต่อกันได้โดยที่ไม่ทำร้ายความรู้สึกของกันและกัน ซึ่งมันดีมากจริงๆ !” ฟู่ต้าจวงกล่าวชื่นชมในแนวคิดของหลานสาว
“ใช่แล้ว แบบนี้ในอนาคตพวกเรายังสามารถติดต่อกันได้ เสี่ยวฮั่วทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว !” ฟู่ต้านีเองก็แสดงความคิดเห็นของเธอออกมาเช่นกัน ตอนนี้ชีวิตของเธอกำลังดีมากๆ
หลังจากที่เก็บของขวัญในส่วนของฟู่ต้าอันเอาไว้แล้ว ทุกอย่างก็ได้ถูกแบ่ง ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดทุกคนก็ยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว
แน่นอน หลังจากที่หวังซู่เหมยได้รวบรวมทองคำแท่งทั้งหมดและนำมาพิจารณาอย่างระมัดระวังแล้ว เธอก็ได้นำมันไปเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนอีกครั้ง เพราะนี่คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดนั่นเอง !
“เสี่ยวฮั่ว ฉันมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะถามเธอ !” ในคืนนั้นเอง ฟู่เซินก็ได้มาที่ห้องของฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
“พี่มีอะไรเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปทันที และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เขามาที่นี่เพื่อถามเรื่องทองคำแท่ง
“ตอนนี้ฉันกำลังจะทำธุรกิจ แต่ทองคำแท่งทั้งหมดอยู่ที่แม่ฉัน ฉันอยากให้เธอช่วยเอามันกลับมาให้ฉันหน่อย !” ฟู่เซินคิดว่าหากมีทองคำแท่งของเขาและเสี่ยวฉุ่ย แค่นี้พวกเขาก็จะมีทุนแล้ว
“พี่ก็ไปเอามันเองสิ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่พี่รองของเธอ
“หากฉันไปขอด้วยตัวเอง แม่คงจะไม่ให้ฉันแน่ๆ ! ฉันเลยต้องมาขอให้เธอช่วยยังไงล่ะ”
ตอนนี้ฟู่เซินรู้สึกว่ามันไม่ดีเลยที่เขายังไม่มีคู่ครอง หากเขามีภรรยา แม่ของเขาคงจะยกทองคำแท่งพวกนั้นให้เขาอย่างแน่นอน !
หากฟู่เยี่ยนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอคงจะหัวเราะออกมาดังๆอย่างแน่นอน ถ้าพี่รองมีภรรยา แม่ของเธอคงไม่ยกทองคำแท่งให้กับเขาง่ายๆหรอก
“พี่รองเองก็อยากทำธุรกิจด้วยเหรอ ? แล้วพี่จะทำธุรกิจอะไรล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนสับสนเล็กน้อย เธอไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดเมื่อวานนี้เลย
“ฉันตัดสินใจแล้วว่าร่วมหุ้นกับเสี่ยวฉุ่ย !” ฟู่เซินมีท่าทีที่ดูจริงจังมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“หุ้นกัน ? พี่จะทำธุรกิจเสื้อผ้ากับพี่สามอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่ใช่ เราคุยกันแล้ว เธอจะรับผิดชอบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า ส่วนฉันจะรับผิดชอบเรื่องหาเงิน ! ฉันคิดว่าเรื่องแบรนด์สินค้าที่เธอพูดถึงนั้นน่าสนใจมากเช่นกัน และฉันจะต้องทำมันได้อย่างแน่นอน !” ฟู่เซินพูดด้วยความกระตือรือร้น ทั้งยังดูมั่นใจมากๆอีกด้วย
“แล้วพี่อยากจะได้ทองคำแท่งกี่แท่งกันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมา
“แท่งเดียวหรือสองแท่งก็ได้ จะให้ดีเอาส่วนของเสี่ยวฉุ่ยมาด้วยก็ได้ !” ฟู่เซินรู้สึกว่ามีเพียงเสี่ยวฮั่วเท่านั้นที่จะเอาทองคำแท่งมาจากแม่ของเขาได้
“ฉันจะพยายามก็แล้วกันนะ แต่ฉันก็ไม่รับประกันนะว่าจะสำเร็จหรือเปล่า !” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ให้ความหวังกับพี่รองของเธอ
“หากเป็นเธอ ฉันเชื่อว่าต้องทำได้อย่างแน่นอน ! ส่วนเงินทุนซื้อถุงเท้าในปีหน้า ก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าจะใช้เท่าไหร่ !” ฟู่เซินพูดออกมาตามตรง
“ทำไม พี่รอง พี่คิดว่าพี่จะขายถุงเท้าพวกนั้นได้จริงๆเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้สิ ฉันวางแผนการเอาไว้ทั้งหมดแล้ว และคิดแม้กระทั่งว่าจะขายมันยังไงเสียด้วยซ้ำ ! เสี่ยวฮั่ว หากเธอไม่สามารถเอาทองคำแท่งมาได้จริงๆ มันคงจะเป็นความสิ้นหวังของฉันแล้วล่ะ ! ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่ากิจการของฉันจะได้เริ่มต้นขึ้นหรือเปล่า !” ฟู่เซินพูดอย่างประจบประแจง
ฟู่เยี่ยนหัวเราะจนท้องแข็ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้พี่รองได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
“เอาล่ะ ถ้าฉันเอามันมาให้พี่ไม่ได้ ฉันจะให้ทองคำแท่งของฉันกับพี่เอง อย่ากังวลไปเลย !” ฟู่เยี่ยนให้คำมั่นกับเขา
“ได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉันก็สบายใจแล้ว ! เธอรีบไปเถอะ พรุ่งนี้เธอยังต้องไปมหา’ลัยอยู่ไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เซินเร่งเร้าให้ฟู่เยี่ยนรีบไปในทันที
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินออกไปเท่านั้น เมื่อมองดูนาฬิกา ก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่มเท่านั้น ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอคงยังไม่เข้านอน
“ตกลง ฉันจะพยายามก็แล้วกัน”
ในเวลานี้ ฟู่ต้าหย่งกำลังคุยกับหวังซู่เหมยเกี่ยวกับเรื่องของฟู่เหล่าชวนอยู่
“คุณว่าอะไรนะ ? นี่เขาแตะต้องน้องสาวของหนิวชุ่ยฮวาด้วยเหรอ ?” หวังซู่เหมยมองไปที่เขาอย่างไม่อยากเชื่อ นี่พ่อสามีของเธอเป็นไปถึงขั้นนี้แล้วหรือ !
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกขึ้นได้ว่าน้องสาวของหนิวชุ่ยฮวานั้นไม่ได้ดูสวยอะไรขนาดนั้น พ่อสามีของเธอไม่มีศักดิ์ศรีถึงขนาดนั้นเลยหรือ ?
“ไม่สิ หนิวชุ่ยฮวาต้องแกล้งไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้แน่ๆ และปล่อยให้น้องสาวของเธอเข้ามาทำแบบนี้ ว่าแต่พ่อของคุณไร้ยางอายถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ ?” หวังซู่เหมยรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้เล็กน้อย
“คุณกำลังหมายถึงน้องสาวคนเล็กของหนิวชุ่ยฮวาอยู่หรือเปล่า ?” ฟู่ต้าหย่งเองก็จำเธอได้เช่นกัน
“ฉันก็กำลังพูดถึงน้องสาวของเธออยู่น่ะสิ จะให้ฉันพูดถึงใครอีกล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับกลอกตาใส่เขา
ฟู่ต้าหย่งยังคงมีข้อสงสัยอยู่ภายในใจเล็กน้อยว่าเขาควรจะพูดมันออกไปดีหรือเปล่า หนิวชุ่ยฮวาเป็นคนที่หน้าตาดีจริงๆ ในตอนนั้นทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เธอยอมมาอยู่กับฟู่เหล่าชวน
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เคาะประตูเบาๆ
“พ่อคะ แม่คะ ทั้งสองคนหลับแล้วหรือยัง ?”
พวกเขาทั้งสองจึงหยุดพูดถึงเรื่องนี้ในทันที พวกเขาไม่อยากให้เสี่ยวฮั่วรู้เรื่องที่น่าละอายใจเช่นนี้ ! ในฐานะคนในครอบครัวเดียวกัน เด็กๆไม่สมควรที่จะรับรู้เรื่องที่เลวร้ายนี้เลย
“เสี่ยวฮั่ว เข้ามาก่อนสิ” หวังซู่เหมยเป็นคนไปเปิดประตู วันนี้ฟู่เหยาไปนอนกับต้านี เพื่อที่จะให้ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิดนั่นเอง
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมลูกถึงมาตอนนี้กันล่ะ มีอะไรหรือเปล่า ?”
“พ่อคะ แม่คะ หนูไม่เป็นอะไรค่ะ แต่พี่รองเป็นคนขอให้หนูมาที่นี่ เขาอยากจะได้ทองคำแท่งค่ะ” หลังจากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้พูดถึงความคิดของพี่รองและพี่สามให้กับพ่อและแม่ของเธอฟัง
หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกว่าฟู่เซินต้องเป็นคนมาขอมันด้วยตัวเขาเองถึงจะถูก
ตอนที่ 485: เรื่องของเด็กๆ
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกว่าความคิดของลูกชายและลูกสาวของพวกเขานั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียว
ในเวลานี้ ทั้งสองได้มีการตกลงว่าจะให้เงินกับลูกๆแล้ว เพียงแต่มีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือฟู่เซินต้องเป็นคนมาขอทองคำแท่งด้วยตัวเอง
ฟู่ต้าหย่งจึงบอกกับฟู่เยี่ยนถึงสิ่งที่เขาและหวังซู่เหมยได้ตัดสินใจเอาไว้
“แม่ของลูกกับพ่อได้ตัดสินใจที่จะเก็บทองคำแท่งของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ หากลูกซื้อบ้านให้กับพวกเขา ทองคำแท่งเหล่านั้นก็จะเป็นของลูกทันที” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมา
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าพ่อกับแม่ของเธอหมายถึงอะไร มันเป็นธุรกิจของพี่ชายเธอ ดังนั้นเขาก็ควรที่จะทำมันด้วยตัวเอง และยังได้ใช้โอกาสนี้เพื่อคลายปมในใจของพ่อกับแม่ไปในตัวอีกด้วย
“พ่อคะ แม่คะ ที่หนูบอกว่าอยากจะมอบมันให้กับพี่ใหญ่และคนอื่นนั้นถูกต้องแล้วค่ะ หนูไม่ต้องการทองคำแท่งของทุกคนเลย หนูอยากให้พ่อและทุกคนเก็บมันเอาไว้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหมือนที่เธอพูดจริงๆ และเธอไม่เคยเสียใจเลยที่ทำแบบนี้
นอกจากนี้ พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามต่างก็ดีกับเธอมากๆ
“จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน ? มันง่ายเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะได้อะไรมาอย่างง่ายดายแบบนี้ พวกเขาควรพึ่งพาตัวเองสิ เงินของลูกตกลงมาเองจากฟากฟ้าหรือไงกัน ?” หวังซู่เหมยไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ฟู่เยี่ยนพึมพำอยู่ในใจ เงินของเธอตกลงมาจากท้องฟ้าจริงๆ แต่เธอก็ไม่สามารถบอกพ่อกับแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
“ไม่ได้ตกลงมาจากท้องฟ้าหรอกค่ะ แต่ด้วยความเป็นอยู่ของหนูในตอนนี้ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลย ตอนนี้พี่รองกับพี่สามอยากทำธุรกิจ และหนูก็เชื่อว่าหากเขาทำเงินได้จริงๆ เขาก็จะให้เงินกับหนูด้วยเช่นกัน”
คำพูดของฟู่เยี่ยนยังคงไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยได้ เนื่องจากทั้งสองได้เห็นตัวอย่างแล้ว การกระทำของฟู่ซินและกวงหยุนนั้นทำให้พวกเขารู้สึกตื่นตัวกับเรื่องนี้มาก
“สาวน้อย ลูกเคยฟังแม่มากที่สุดเลยไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมเมื่อลูกโตขึ้นถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับกลอกตา เธอไม่ได้พูดถึงฟู่ซินออกไปโดยตรง เพราะกลัวว่าฟู่เยี่ยนอาจจะมีบางอย่างอยู่ภายในใจ
“แม่คะ หนูรู้ว่าแม่กำลังพูดถึงพี่ใหญ่อยู่ พี่รองและพี่สามได้บอกเรื่องนี้กับหนูแล้ว หนูคิดว่าแม่กับพ่อกำลังคิดมากเกินไป หนูเชื่อว่าพี่ใหญ่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอนค่ะ” ฟู่เยี่ยนสารภาพว่าเธอรู้เรื่องของฟู่ซินแล้ว
“แม่รู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็นลูกของแม่ ทำไมแม่จะไม่รู้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อภรรยามากขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ทำไมเขาถึงไม่พูดเรื่องปล่อยบ้านหลังนั้นให้คนอื่นเช่า นั่นเป็นเพราะเขารู้ว่ามันคือบ้านที่ลูกมอบให้เขา เขาไม่พูดอะไรออกมาตามตรง ทำให้ตัวเองพูดจาไม่น่าเชื่อถือเอง”
หวังซู่เหมยพูดออกไปด้วยความไม่พอใจที่มีต่อฟู่ซิน ส่วนฟู่ต้าหย่งยังคงเงียบอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาเห็นด้วยกับคำพูดของหวังซู่เหมย
“พี่ใหญ่คงลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป แม่กับพ่อกำลังเข้าใจผิดนะคะ ! หากมีอะไรพ่อกับแม่ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ลองถามพี่ใหญ่ตอนที่เขากลับมาดูล่ะคะ ว่าแต่วันนี้พี่ใหญ่ไม่กลับมาเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“พี่ใหญ่ของลูกส่งข่าวมาบอกว่าเขากำลังทำภารกิจอยู่ พ่อไม่ได้ถามเขาด้วยว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่” ฟู่ต้าหย่งที่อยู่ด้านข้างพูดแทรกขึ้นมา
“พ่อคะ แม่คะ ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะเมื่อก่อนพ่อกับแม่มักจะคิดอยู่เสมอว่าพี่ใหญ่ต้องยืนหยัดเพื่อครอบครัว กตัญญูต่อพ่อแม่ และดูแลน้องๆ”
“แต่นั่นมันเมื่อก่อนค่ะ ตอนนี้ครอบครัวของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้พี่ใหญ่สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ แบบนี้มันไม่ดีอย่างนั้นเหรอคะ ?”
หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไม่สามารถเข้าใจในเรื่องนี้ได้จริงๆ และในใจของพวกเขาก็ไม่อาจจะข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้อีกด้วย
พวกเขารู้สึกว่าฟู่ซินต้องมีบทบาทต่อครอบครัวไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม เพราะเมื่อพวกเขาทั้งสองจากโลกนี้ไป หากฟู่ซินไม่มีความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับน้องๆ ครอบครัวก็จะแตกแยกตัวใครตัวมันได้
“แม่กับพ่อไว้วางใจพี่ใหญ่ของลูกมาโดยตลอด และหวังว่าเขาจะดูแลลูกเหมือนพี่ใหญ่ของครอบครัวอื่น ซึ่งมันจะดีกับตัวลูกเองนั่นแหละ แต่หลายปีที่ผ่านมา ลูกก็ได้แย่งหน้าที่ความรับผิดชอบของพี่ใหญ่ของลูกไป”
“ใช่แล้ว เขาเป็นพี่ใหญ่ ก่อนหน้านี้ลูกต้องให้โสมฟรีเพื่อขอให้เขาเข้าร่วมกองทัพเลย ฉะนั้นเขาก็ควรที่จะมีความรับผิดชอบมากกว่าลูกสิ” หวังซู่เหมยพูดเสริมขึ้นมา
“พ่อคะ แม่คะ หากเราขอให้พี่ใหญ่มีความรับผิดชอบให้มากขึ้น ในอนาคตพ่อกับแม่จะยกมรดกให้กับเขามากขึ้นหรือเปล่า ?” ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างก็อยากจะพูดเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนเช่นกัน
“เด็กน้อย ! สมบัติทั้งหมดที่พ่อของแม่มีจะถูกแบ่งเท่าๆกัน แม้แต่ลูกหรือพี่สาวของลูกก็จะได้รับมันอย่างเท่าเทียม” อันที่จริงหวังซู่เหมยกำลังคิดว่าจะยกมรดกให้กับฟู่เยี่ยนมากกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
“ถ้าหากแบ่งเท่ากัน แล้วทำไมพี่ใหญ่ต้องแบกรับภาระมากกว่าคนอื่นด้วยล่ะคะ ? แบบนั้นมันไม่ยุติธรรมกับพี่ใหญ่เลย ดังนั้นแม่กับพ่อควรจะใจเย็นลงก่อนเถอะค่ะ เมื่อพวกเราโตขึ้น ทุกคนก็ต่างต้องสร้างครอบครัวของตัวเอง คนเราจะมีความเห็นแก่ตัวบ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่อย่าให้มันมีเยอะเกินไปก็พอ”
“อย่ากังวลกับเรื่องในอนาคตเลยค่ะ พวกเราจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนพยายามโน้มน้าวใจของทั้งสองอยู่พักหนึ่ง จนเธอรู้สึกว่าไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ในคราวเดียว เธอต้องรอจนกว่าพี่ใหญ่ของเธอจะกลับมาเท่านั้น แล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้อีกครั้ง
ทางด้านฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเช่นกัน หรือว่าแท้จริงแล้วพวกเขามีความคาดหวังต่อลูกชายคนโตมากกว่าคนทั่วไปจริงๆ
พวกเขาหวังว่าเขาจะดูแลน้องๆ และแบกรับภาระของครอบครัว แม้ว่าเขาจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่เขาก็สามารถรักษาครอบครัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ มันดีแล้วไม่ใช่เหรอที่ทุกคนในครอบครัวจะช่วยเหลือกัน ?
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าบทบาทของฟู่เยี่ยนจะยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
เมื่อสักครู่นี้ เสี่ยวฮั่วได้พูดบางอย่างเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมาทันทีที่ลูกสาวพูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับลูกชายคนโตจริงๆ ทั้งสองจึงได้มองหน้ากันและตัดสินใจที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
พวกเขาไม่ควรเอาเรื่องทุกอย่างมารวมเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกชายคนโตในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มีความสุขมากจริงๆ
“ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่ของลูกก็ดีๆอยู่เลย แต่พอเขามีแฟน ทำไมทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไป ทำไมลูกกับเสี่ยวฉุ่ยถึงไม่เป็นแบบนั้นล่ะ ?” หวังซู่เหมยบ่นออกมา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันที นี่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ เพราะแม่ของเธอกำลังจะกลายเป็นแม่สามีนั่นเอง เมื่อพี่ใหญ่จะมีครอบครัว แม่ของเธอจึงยังไม่ชิน แต่หากในอนาคตพี่รองของเธอแต่งงาน แม่ของเธอคงจะเฉลิมฉลองจนถึงขั้นตีกลองตีฆ้องไปเลยก็ได้ เพราะในที่สุดลูกชายคนรองของเธอก็มีคนต้องการสักที !
“พ่อคะ พ่อคงต้องใส่ใจแม่ให้มากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ อาการแบบนี้เป็นอาการที่แม่ยังไม่พร้อมจะเป็นแม่สามี เอาไว้เราค่อยขอให้พี่ใหญ่พาพี่กวงมาที่บ้านก็ได้ค่ะ”
“นอกจากนี้ หนูกับพี่สามจะเหมือนพี่ใหญ่ได้อย่างไร ? เราทั้งคู่แต่งงานออกไป แต่พี่ใหญ่แต่งสะใภ้เข้าบ้าน อีกอย่างพี่ไป๋โม่เฉินกับพี่จื่อหยวนต่างก็ฟังพวกเราทั้งนั้น ซึ่งแม่ก็ดีใจไม่ใช่เหรอคะ ? แต่ทำไมพอเป็นลูกชายของตัวเอง แม่ถึงได้ไม่ยอมล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“อย่างที่พูดนั่นแหละ การเป็นแม่สามีมันไม่ง่ายเลย แต่แม่ก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น แม่แค่หวังว่าคู่สามีภรรยาจะมีชีวิตที่ดีในอนาคตเท่านั้นเอง” หวังซู่เหมยปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเธอยังไม่พร้อมจะเป็นแม่สามี
“หนูรู้ค่ะว่าแม่ไม่ได้หมายความแบบนั้น มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะรู้สึกไม่คุ้นเคยและยากที่จะเตรียมตัว ! แม่จะเป็นแม่สามีที่ไม่แย่อย่างแน่นอน ตอนนี้แม่ก็แค่สับสนและกังวลเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนรีบตัดบทคำพูดของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ฟู่ต้าหย่งชำเลืองมองไปที่หวังซู่เหมย บางทีอาจจะเป็นเหมือนกับที่เสี่ยวฮั่วพูดจริงๆก็ได้ ตอนนี้ภรรยาของเขายังไม่พร้อมที่จะเป็นแม่สามี เพราะขนาดเขาเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อสามีเช่นกัน
“เอาล่ะ ลูกกลับไปบอกพี่รองเถอะ ว่าแม่กับพ่อพร้อมที่จะสนับสนุนเขา แต่ให้เขากับเสี่ยวฉุ่ยมาคุยเรื่องธุรกิจของพวกเขาด้วยตัวเอง”
“คิดจะให้น้องสาวเป็นผู้นำไปเสียทุกอย่างเลยหรือยังไงกัน แค่จะเริ่มทำธุรกิจยังทำด้วยตัวเองไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่งเลย”
ฟู่ต้าหย่งรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว โดยพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวแทน
“ได้เลยค่ะ ตอนนี้ภารกิจของหนูได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปบอกพี่รองว่าพ่อกับแม่ตกลงแล้ว แต่พี่รองต้องมาพูดด้วยตัวเองนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับขยิบตาเล็กน้อย
“พ่อไม่ได้บอกว่าตกลงสักหน่อย ให้เขามาพูดด้วยตัวเองก่อนเถอะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็ได้ไล่ให้ฟู่เยี่ยนกลับไปนอน
จบตอน
Comments
Post a Comment