ตอนที่ 491: เคราะห์ร้าย
“อย่ากังวลไปเลย เราจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปแน่นอน” หยูเชี่ยนแสดงจุดยืนของเธอออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับไปมองเพื่อนร่วมหอพักของเธอ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินจิ้ง ไป๋หยูและคนอื่นต่างก็พยักหน้าในทันที เฉินจิ้งเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างฟางจ้าวตี้ ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของฟางจ้าวตี้พร้อมกับลูบเบาๆ
ทางด้านฉวีโจวและคนอื่นต่างก็รู้ดีถึงความจริงนี้เช่นกัน และท่าทีของพวกเขาก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
การทำนายดวงชะตานั้นมักจะนำไปสู่สิ่งต่างๆมากมาย ซึ่งใครต่างก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ
เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน เหวินเฉียงเองก็รู้สึกแย่เช่นกัน ก่อนจะมองไปยังฟางจ้าวตี้ด้วยแววตาที่เจ็บปวด
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อกับทุกคนมากๆ ซึ่งเหวินเฉียงก็คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อเช่นกัน เขาไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะอะไร แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนที่ร่างกายของเขาจะแข็งทื่อไปในทันที
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาได้แล้ว แต่เธอก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่รออยู่เงียบๆให้เขาพูดออกมาด้วยตัวเอง
“ตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยม... ฉันมีเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงที่นิสัยดีมากๆอยู่คนหนึ่ง แต่เธอได้เสียชีวิตลงตอนที่พวกเรากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2ด้วยอาการป่วย”
“ตอนนั้นฉันเสียใจมาก และหลังจากที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ฉันก็ได้รับข่าวจากเพื่อนร่วมชั้นว่าจะไปทำบุญที่หลุมศพของเธอ ฉันจึงไปร่วมด้วย เรื่องนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า ?”
หลังจากที่เหวินเฉียงพูดจบ ฟางจ้าวตี้ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นจึงเข้าใจได้โดยธรรมชาติว่าการเป็นเพื่อนผู้หญิงที่นิสัยดีนั้นหมายความว่าอย่างไร
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเรื่องนั้น เธอจึงแค่มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตา เพื่อรอฟังสิ่งที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะพูด
“ฟู่เยี่ยน เธอคำนวณดวงไม่ได้ใช่ไหม ?” เหวินเฉียงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย และตอนนี้อารมณ์ของเขาก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ฟู่เยี่ยนส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เธอสามารถซ่อนดวงชะตาของเหวินเฉียงได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น และข้อมูลของอีกฝ่ายก็ได้ถูกซ่อนอยู่ ดังนั้นในตอนนี้เธอจึงคำนวณดวงชะตาออกมาไม่ได้
ดูเหมือนว่าคนที่ร่ายคาถานี้ก็เป็นคนที่มีความสามารถไม่น้อยเช่นกัน และเขาก็ดูท่าว่าจะประสบความสำเร็จในด้านนี้ไม่น้อย
“บ้านของนายอยู่ไกลจากเมืองหลวงไหม ?” เมื่อฟู่เยี่ยนได้รับรู้ถึงเรื่องชั่วร้ายนี้ เธอก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อมันได้ เพราะมันคือเรื่องที่เลวร้ายมาก ไม่ว่าจะในฐานะตัวตนของเธอหรือในฐานะคนของหน่วย753 เธอก็ไม่สามารถนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้
ฟางจ้าวตี้เป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสามาก อีกทั้งเมืองหลวงอาจจะเป็นสถานที่ที่ไกลที่สุดที่เธอเคยห่างจากบ้านมาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงอยากจะช่วยเธอ และหวังว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงด้วยดี
“บ้านของฉันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย หากเดินทางด้วยรถไฟก็จะใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน” เหวินเฉียงไม่รู้เลยว่าฟู่เยี่ยนต้องการจะทำอะไร
“พี่ไป๋โม่เฉิน หากเราเดินทางโดยรถยนต์ไปที่มณฑลเหอเป่ยจะใช้เวลานานแค่ไหนเหรอ ?”
ไป๋โม่เฉินคำนวณอยู่ภายในใจ โดยอ้างอิงจากเวลาของรถไฟในปัจจุบัน หากไปที่นั่นทางรถยนต์ น่าจะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น จึงยังพอเป็นไปได้ที่จะไปที่นั่น
“เธอจะไปบ้านเหวินเฉียงเหรอ ?”
เมื่อเหวินเฉียงได้ยินเช่นนั้น ตัวของเขาก็แข็งทื่อไปทันที เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขา
จากนั้น ทุกคนก็ได้เริ่มทานมื้อเย็นและเลิกพูดถึงเรื่องนี้ไปก่อน แต่ท่าทางของทุกคนนั้นไม่ได้เพลิดเพลินกับอาหารเลย พวกเขามีสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาและฟางจ้าวตี้เองก็ดูเศร้าไม่ได้ต่างกันเลย ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ก่อนจะแยกย้ายกันกลับหอพักของตัวเอง ขณะที่พวกเขาแยกกันนั้น ฟางจ้าวตี้ก็ได้ชำเลืองมองไปที่เหวินเฉียงโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อเห็นเขาไม่ได้มองกลับมา เธอก็ยิ่งรู้สึกเศร้ามากขึ้นกว่าเดิม
ฟู่เยี่ยนไปส่งทุกคนกลับหอพัก ก่อนจะเตรียมตัวกลับบ้าน คืนนี้ยังมีเรื่องที่เธอต้องทำอีกเยอะเลย
“ฟู่เยี่ยน เรื่องของเหวินเฉียงเธอพอจะมีวิธีแก้ไขได้ไหม ?” ฟางจ้าวตี้พูดออกมาด้วยความกังวล ตอนนี้เธอรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปดี เธอกับเหวินเฉียงจะยังมีอนาคตร่วมกันอยู่หรือเปล่า ?
“จ้าวตี้ มื้อเย็นวันนี้เป็นแผนการของฟู่เยี่ยนที่ทำเพื่อเธอ ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าเหวินเฉียงดูคล้ายว่าจะมีภรรยาซ่อนอยู่ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงชวนให้ทุกคนมากินข้าวด้วยกันเพื่อที่จะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากไม่มีวิธีแก้ไข ฟู่เยี่ยนจะทำเพื่อเธอถึงขนาดนี้ได้อย่างไร ?”
เหมี่ยวชานชานพูดขึ้นมาทันที เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเธอที่จะปล่อยให้ฟู่เยี่ยนช่วยแก้ไขเรื่องนี้ ในขณะที่ยังไม่สามารถยืนยันสถานะของคนๆนั้น แน่นอนเราจำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างชัดเจนเสียก่อน
ฟางจ้าวตี้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งโดยที่ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไร เธอไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วฟู่เยี่ยนกำลังทำเพื่อเธออยู่ หลังจากที่รู้ความจริง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวขอบคุณฟู่เยี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า
“ไม่เป็นไรหรอก จ้าวตี้ ถ้าฉันไม่รู้ถึงวิธีที่จะจัดการเรื่องนี้ ฉันคงปล่อยให้เรื่องวราวทั้งหมดผ่านไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วล่ะ ฉันมีวิธีอยู่แล้ว แม้ว่ามันอาจจะยาก แต่ฉันก็คิดว่ามันดูท้าทายดีนะ”
“อย่ากังวลไปเลย พวกเธอพักผ่อนเถอะ ฉันจะกลับบ้านก่อน” ฟู่เยี่ยนพูดกับฟางจ้าวตี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกจากหอพักไป
ไป๋โม่เฉินยังคงรออยู่ที่ชั้นล่าง ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว ไป๋โม่เฉินรู้ว่าเหวินเฉียงต้องรอเขาอยู่ที่หอพักอย่างแน่นอน แต่เขาต้องไปส่งฟู่เยี่ยนกลับบ้านก่อน
“เสี่ยวฮั่ว ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับมา ฉันเดาว่าตอนนี้เหวินเฉียงต้องรู้สึกไม่สบายใจอยู่แน่ๆ ฉันเลยจำเป็นต้องกลับไปคุยกับเขา” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมา
“ไม่เป็นไร พี่กลับไปคุยกับเหวินเฉียงเพื่อให้เขาสงบสติอารมณ์ลงเถอะ ตอนนี้เขาคงจะกังวลมาก มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอกนะ พี่ช่วยพูดเพื่อให้เขามีความมั่นใจหน่อยก็แล้วกัน”
ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงแค่บอกไปว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในขณะเดียวกันนั้น เธอก็พยายามสร้างความมั่นใจให้กับไป๋โม่เฉินด้วย ในขณะเดียวกัน ฟู่เยี่ยนก็ได้ตัดสินใจว่าจะรายงานเรื่องนี้ให้กับหน่วย753ด้วยเช่นกัน
“ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆฉันก็มาแล้ว จะได้เดินออกกำลังกายไปด้วยเลย กลับไปหอพักตอนนี้ก็ยังพูดอะไรไม่ได้อยู่ดี”
ทั้งสองคนต่างก็เงียบไปตลอดทาง หลังจากที่ไป๋โม่เฉินส่งฟู่เยี่ยนถึงบ้าน เขาก็ได้กลับไปโดยที่ไม่ได้เข้าไปในบ้าน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ยืนมองดูเขาจนลับตา ก่อนจะกลับเข้าบ้านไป
เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาถึงหอพัก เขาก็พบว่าเหวินเฉียงกำลังรอเขาอย่างกระวนกระวายใจ
รวมไปถึงเหวินฮ่าวหรานและฉวีโจวก็ตกใจมากเช่นกัน พวกเขาไม่รู้ว่าจะปลอบเหวินเฉียงอย่างไร จึงทำได้เพียงแค่นั่งเป็นเพื่อนเงียบๆเท่านั้น
ตอนที่ 492: หามาตรการตอบโต้
“พี่สาม พี่กลับมาแล้วเหรอ ? เราจะทำยังไงกับพี่สี่กันดีล่ะ ?” ฉวีโจวพูดขึ้นมาด้วยความกังวล
“ใช่แล้ว น้องสาม นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราเคยเจอกับเรื่องแบบนี้ มันน่ากลัวมากจริงๆ” เหวินฮ่าวหรานเองก็พูดแทรกขึ้นมาเช่นกัน
ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปยังเหวินเฉียงที่ตอนนี้กำลังนั่งเงียบอยู่บนเตียง ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะเดินเข้าไปและตบไหล่ของเขาเบาๆ
“ฉันมีบางอย่างที่อยากจะสารภาพกับทุกคน อันที่จริงฟู่เยี่ยนกับฉันรู้เรื่องของเหวินเฉียงและจ้าวตี้มานานแล้ว”
ในตอนนั้น ฟู่เยี่ยนได้สังเกตเห็นจากโหงวเฮ้งว่าเหวินเฉียงมีภรรยาแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนยังมีเรื่องที่ต้องทำ จึงไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงคิดที่จะแก้ไขปัญหานี้ทันทีที่เธอกลับมา
“ระหว่างมื้ออาหารเย็นนี้ เธออยากจะดูให้แน่ใจว่าทำไมนายถึงเป็นแบบนี้ แต่ฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องทั้งหมดมันจะร้ายแรงขนาดนี้ ฟู่เยี่ยนเองก็เสียใจมากเช่นกัน เธอน่าจะถามนายออกไปตามตรงก่อนหน้านี้จะดีกว่า”
หลังจากที่ไป๋โม่เฉินพูดจบ ทุกคนก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดมากขึ้น ไม่แปลกเลยที่ไป๋โม่เฉินต้องการจะเลี้ยงข้าวพวกเขา
“พี่สาม ฝากขอบคุณฟู่เยี่ยนแทนฉันด้วย ฉันทำให้พวกพี่ต้องลำบากแล้ว มีวิธีใดบ้างไหมที่พอจะช่วยฉันจากเรื่องนี้ได้ ? ฉันกลัวว่าจะทำให้จ้าวตี้เสียใจ หากฉันไม่สามารถแต่งงานได้ ในอนาคตฉันก็ไม่สามารถใช้ชีวิตคู่กับเธอได้แล้ว”
ตอนที่แยกย้ายกันเมื่อหัวค่ำ เหวินเฉียงไม่ได้ปลอบฟางจ้าวตี้เลย เพราะเขากลัวว่าหากเขาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ในชีวิตนี้ เขาก็จะไม่สามารถแต่งงานได้อีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ความหวังกับเธอ
มันเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับตัวเขาเองและจ้าวตี้ที่จะเริ่มตีตัวออกห่างกันตั้งแต่ตอนนี้
“อย่ากังวลไปเลย ฟู่เยี่ยนขอให้ฉันกลับมาบอกนายว่าเธอมีวิธีแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว เมื่อเราพร้อม เราจะกลับไปที่บ้านของนาย เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน”
หลังจากที่ได้ยินไป๋โม่เฉินพูดแบบนั้น ทุกคนก็ได้เข้าไปช่วยปลอบเหวินเฉียงเช่นกัน
“แบบนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว ถ้าฟู่เยี่ยนไม่มีความสามารถ เธอคงไม่สังเกตเห็นสิ่งนี้ได้หรอก ทำใจให้สบายๆเถอะ ตอนนี้ยังไม่เกิดเรื่องร้ายๆขึ้นสักหน่อย”
“ใช่แล้วพี่สี่ ฉันเชื่อว่าสิ่งดีๆ จะต้องกลับมาหาคนดีอย่างแน่นอน ฟู่เยี่ยนก็บอกไม่ใช่เหรอว่าครอบครัวของพี่เป็นครอบครัวที่ชอบทำความดี ? บรรพบุรุษของพี่สะสมความดีเอาไว้ และคนรุ่นต่อไปจะต้องได้รับผลจากความดีเหล่านั้น รวมถึงพี่ด้วย โชคร้ายของพี่จะต้องเปลี่ยนเป็นโชคดีอย่างแน่นอน !”
“ใช่ ใช่ ตอนนี้ไปพักผ่อนก่อนเถอะ พวกเราเองก็จะกลับไปที่บ้านพร้อมกับนายด้วย ฉันเชื่อว่านายจะต้องมีทางช่วย”
เมื่อได้รับการปลอบใจจากเพื่อนร่วมหอพัก เหวินเฉียงจึงรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงนอนไม่หลับอยู่ดี
ทว่าคนที่นอนไม่หลับไม่ได้ทีแค่เหวินเฉียงเท่านั้น ทางด้านฟางจ้าวตี้ก็นอนไม่หลับด้วยเช่นกัน เธอเอาแต่พลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืน จนเธอตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าแล้ว
เมื่อคืนนี้ตอนที่ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน เธอก็รู้สึกว่าในช่วงนี้ได้เกิดเรื่องที่ซับซ้อนวุ่นวายขึ้นมามากมายจริงๆ ตอนนี้เธอยังหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องชีพจรมังกรไม่ได้เลย ไหนจะยังมีเรื่องที่คนในลัทธิเต๋าใช้อภิปรัชญาทำร้ายผู้คนอีกด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ เธอก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเธอต้องการทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ เธอจำเป็นต้องรวมทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน เธอจึงตัดสินใจว่าจะไปที่สำนักงานของหน่วย753 ในเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะเธอไม่มีเรียนพอดี จึงเลือกที่จะแก้ไขปัญหานี้เป็นอันดับแรกก่อน
ผู้อำนวยการหลี่จะต้องมีแผนการดีๆอย่างแน่นอน วันพรุ่งนี้จะมีคนจำนวนมากในสาขาอภิปรัชญาไปที่นั่น ซึ่งพวกเขาไม่สามารถรับเงินอย่างเปล่าประโยชน์ได้ พวกเขาจะต้องทำงานให้คุ้มกับเงินที่ได้รับ และเป้าหมายของพวกเขานั้นก็เรียบง่ายมาก ซึ่งก็คืออภิปรัชญาของจีนจะต้องเจริญรุ่งเรืองจากที่เป็นอยู่ในตอนนี้ให้ได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก จากนั้นเธอก็ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อศึกษาหนังสือโบราณในห้องหนังสือ โดยเธอได้ค้นหาบันทึกเกี่ยวกับชีพจรมังกร และอ่านมันตลอดทั้งคืน หลังจากที่พลิกดูหนังสือโบราณอยู่หลายเล่ม แต่เธอกลับไม่ได้เบาะแสเท่าที่ควร
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ยังมีเวลาสำหรับเรื่องชีพจรมังกรอีกเยอะ เอาไว้เธอค่อยมาศึกษามันทีหลังก็แล้วกัน !
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนแต่งตัวและทานมื้อเช้าเสร็จ เธอก็ได้ตรงไปหาผู้อำนวยการหลี่ที่หน่วย753ทันที แต่ทว่าเนื่องจากผู้อำนวยการหลี่ทำงานล่วงเวลาจนถึงเที่ยงคืน เช้านี้เขาจึงยังไม่เข้ามา
ฟู่เยี่ยนเลยต้องนั่งรออยู่ในห้องทำงานของเขาและอ่านบันทึกของเขาเพื่อฆ่าเวลา ซึ่งเวลายังคงดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ ! และฟู่เยี่ยนก็ได้อ่านบันทึกรอเขาจนถึงช่วงสาย จนในที่สุดผู้อำนวยการหลี่ก็มาถึงที่ทำงาน
เมื่อทั้งสองคนได้พบกัน พวกเขาต่างก็มีรอยคล้ำใต้ตาไม่ต่างกันเลย ทั้งยังมีท่าทีที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่อยากตื่นอีกด้วย
ผู้อำนวยการหลี่ไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมาหาเขาเร็วขนาดนี้ และคิดว่าเธอมาที่นี่เพราะเรื่องชีพจรมังกร
“ฟู่เยี่ยน ทำไมเธอถึงได้มาเร็วขนาดนี้กันล่ะ ? ฉันยังไม่ได้ติดต่อไปที่เรือนจำเลย เมื่อคืนนี้เสิ่นเฉิงหมินอยู่ในอาการโคม่า ขนาดหมอยังบอกไม่ได้เลยว่าเขาจะตื่นขึ้นมาตอนไหน”
“ดังนั้นการสอบปากคำของเราคงต้องเลื่อนออกไปก่อน ช่วงนี้เธอก็ทบทววนบทเรียนในช่วงที่ขาดเรียนไปก่อนแล้วกัน ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะฟื้นขึ้นมาพอดี”
“ลุงหลี่ หนูไม่ได้มาที่นี่เพราะเรื่องนี้หรอกค่ะ หนูมาที่นี่ก็เพราะเมื่อวานนี้หนูได้รู้มาว่ามีคนในลัทธิเต๋าใช้อภิปรัชญาทำร้ายผู้อื่นต่างหากล่ะคะ !”
“เธอพูดว่าอะไรนะ ? คนๆนั้นเป็นใครกัน ?” ผู้อำนวยการหลี่คิดว่าตัวเองฟังผิด !
“หนูเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือใครเหมือนกัน รู้แค่ว่าคนๆนั้นประสบความสำเร็จกับสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างมาก แม้แต่หนูก็ยังทำนายออกมาไม่ได้” ฟู่เยี่ยนส่ายศีรษะไปมา พร้อมกับเล่าเรื่องของเหวินเฉียงอย่างละเอียด
ผู้อำนวยการหลี่ที่ได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเช่นกัน ดูเหมือนว่าหลังจากที่ก่อตั้งสาขาอภิปรัชญาขึ้นมา เรื่องสำคัญเรื่องที่สองกำลังจะมาถึงแล้วสินะ ! เรื่องที่ไม่ดีเหล่านี้จะต้องถูกกำจัดออกไปให้สิ้นซาก เขาไม่สามารถปล่อยให้คนนอกรีตพวกนั้นมาทำลายชื่อเสียงของลัทธิเต๋าได้อย่างเด็ดขาด !
ที่คนทั่วไปมีภาพจำที่ไม่ดีต่อลัทธิเต๋า นั่นก็เป็นเพราะคนชั่วเหล่านี้นั่นเอง
หลังจากที่ได้ยินฟู่เยี่ยนพูดว่าแม้แต่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือใคร เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกดดันขึ้นมาเล็กน้อย ความสามารถของฟู่เยี่ยนนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่เธอกลับไม่สามารถหาตัวคนๆนั้นเจอ นั่นก็หมายความว่าคนๆนั้นก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน
เรื่องนี้ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง เพราะหากมีเหยื่อมากกว่าหนึ่งคน ก็แสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วไม่ใช่หรือ ?
“ฟู่เยี่ยน เรื่องนี้เราคงต้องจัดการอย่างจริงจังแล้ว ช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าเธอมีแผนการยังไงกับเรื่องนี้บ้าง ?” ผู้อำนวยการหลี่รู้อยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ฉะนั้นเธอต้องมีแผนการอยู่แล้วอย่างแน่นอน
“ลุงหลี่คะ หนูคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี และหนูจะแก้ไขมันด้วยตัวเอง หากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังวุ่นอยู่กับเรื่องชีพจรมังกร หนูคงจะไม่สามารถทำอะไรได้”
หนูก็เลยคิดว่าครั้งนี้หนูจะไปที่บ้านของเหวินเฉียงดู และจะพาคนไปด้วยสักสองสามคน มีคนเยอะขึ้นก็จะได้ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หนูยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราคงจะคาดเดาความคิดของคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยากมากแน่ๆ !”
ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของเรื่องนี้อย่างละเอียด ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เธอไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้ ดังนั้นเธอจึงต้องการความร่วมมือจากทุกคน
หากยังคงมีคนนำเอาอภิปรัชญาไปใช้ในทางที่ผิดแบบนี้ ลัทธิเต๋าของจีนก็คงจะไม่สามารถพัฒนาได้ เธอต้องการให้โลกได้รับรู้ว่าลัทธิเต๋านั้นเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง และเธอยังต้องการให้ชาวลัทธิเต๋าที่ชั่วร้ายรู้ว่าหากพวกเขานำวิชาความรู้ของตัวเองไปก่ออาชญากรรม พวกเขาจะต้องถูกลงโทษสถานหนักเท่านั้น !
“เธอพูดถูก ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ลัทธิเต๋าของเราไม่สามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ ทั้งยังมีคนที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะไม่มีการควบคุมดูแลที่เข้มงวดนั่นเอง ฉันคิดว่าเราทุกคนต้องคิดหาวิธีที่จะควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว”
คำพูดของผู้อำนวยการหลี่ยังทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีอีกด้วย และการทำงานร่วมกันนั้นจะสามารถทำให้ทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
ผู้อำนวยการหลี่จึงตัดสินใจเรียกทุกคนในสาขาอภิปรัชญาให้เข้าร่วมประชุมในทันที โดยให้ฟู่เยี่ยนเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการจัดการเรื่องนี้ หลังจากที่ประชุมกันเสร็จ ทุกคนจะได้รับมอบหมายหน้าที่ของตัวเอง และเจ้าหน้าที่ของสาขาอภิปรัชญาจะรับคำสั่งจากเธอโดยตรง มาจัดการเรื่องนี้แล้วจับคนที่อยู่เบื้องหลังกันก่อนเถอะ !
วินาทีต่อมา ก็ได้มีการประสานไปยังทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำหนดการประชุมจะมีขึ้นในช่วงบ่าย ณ สำนักงานใหญ่หน่วย753 การประชุมครั้งนี้แม้แต่ผู้เฒ่ามู่และชายชราคนอื่นก็ไม่มีข้อยกเว้น ด้วยการร่วมมือกัน ความสามารถของทุกคนจะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน
ผู้อำนวยการหลี่จริงจังกับเรื่องนี้มาก ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที และสิ่งนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้เธอควรบอกเรื่องนี้กับไป๋โม่เฉินก่อน เพราะเขาจะได้ไม่ต้องกลับบ้านไปยืมรถแล้ว !
ตอนที่ 493: วิชาลับ
หลังจากที่ได้รับการแจ้งเตือน ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นมาก เพราะหลังจากที่กลับมาจากเกาะฮ่องกง นี่เป็นครั้งแรกที่มีการเรียกให้ทุกคนมาประชุม แต่ไม่มีใครรู้เลยว่ามีเรื่องเร่งด่วนอะไร
“พี่ฟู่ ทำไมครั้งนี้ถึงได้เรียกพวกเรามาที่นี่อย่างกะทันหันแบบนี้กันล่ะ ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเดินเข้ามาถามกับฟู่เยี่ยน
“เดี๋ยวเธอก็รู้เองนั่นแหละ” ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ดังนั้นเธอจึงแค่ตอบกลับไปสั้นๆเท่านั้น
“โอ้ ถ้าอย่างนั้นฉันคงทำได้แค่รอสินะ จริงสิ พี่ฟู่ ที่จริงแล้วฉันเองก็ตั้งใจว่าจะไปหาพี่ที่บ้านอยู่เหมือนกัน แต่พี่หูกับพี่ฉางไม่ว่าง ฉันก็เลยไม่ได้ไป” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดด้วยสีหน้าที่ดูเป็นทุกข์เล็กน้อย
“พวกเขาไม่ว่างเหรอ แล้วพวกเขาไปไหนกันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย พวกเขาไปออกเดทกันแล้วอย่างนั้นหรือ ?
“พวกเขาจะไปไหนได้กันล่ะ พวกเขาเอาแต่เขียนจดหมายและนำมันไปส่งด้วยกัน ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านของพวกเขานะ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดขึ้นมา
“แล้ววันนี้พวกเขาทั้งสองคนมาประชุมด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆห้องประชุม แต่ยังไม่เห็นทั้งสองคน
“น่าจะมานะ พวกเขาบอกว่าจะตามมาทีหลัง”
แน่นอน หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้เข้ามาในห้องประชุม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีร่องรอยของความร้อนใจใดๆบนใบหน้าของคนทั้งสองเลย ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าไม่น่าจะมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นกับทั้งสอง ฟู่เยี่ยนจึงเลิกคิดถึงเรื่องนี้และไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น
จากนั้น ชายชราหลายคนก็ได้มาถึง และการประชุมก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่กล่าวเปิดการประชุมครั้งนี้เสร็จ เขาก็ได้มอบสิทธิ์ในการอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับฟู่เยี่ยน
“ฉันจะมอบหมายให้ฟู่เยี่ยนเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด โดยวันนี้ฟู่เยี่ยนจะเป็นคนอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน เพื่อให้ทุกคนได้วิเคราะห์ จากนั้นเราค่อยมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา และวางแผนการทำงานร่วมกันอีกครั้ง”
หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ เขาก็ได้นั่งลง และฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มพูดถึงเรื่องราวของเหวินเฉียงอีกครั้ง
“มีพี่น้องและเพื่อนร่วมงานของเราในนี้ได้ไปที่เกาะฮ่องกงด้วยกันมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ฉันอยากจะพูดผ่านเหตุการณ์นี้ก็คือ มีกลุ่มคนในลัทธิเต๋าของเราหลายคนกำลังก่ออาชญากรรมอยู่ และคนเหล่านั้นกำลังทำลายภาพลักษณ์ที่เราพยายามทำงานกันอย่างหนักกว่าจะได้มันมา ตอนนี้ภาพลักษณ์เชิงบวกของพวกเรากำลังถูกทำลายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี”
“ดังนั้นฉันจึงได้มาขอคำแนะนำจากผู้อำนวยการหลี่ ฉันคิดว่าเราควรมีบทลงโทษกับคนเหล่านี้ แต่วิธีการลงโทษนั้นยังคงเป็นคำถามอยู่ เพราะการจะจัดการกับคนเหล่านี้ได้นั้นมันไม่ง่ายเลย”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ประการแรกมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆในแวดวงอภิปรัชญาเท่านั้นที่เคยได้ยินข่าวนี้และเต็มใจที่จะช่วยเหลือ และพื้นฐานของคนจำนวนนี้ก็เป็นคนที่มีความชอบธรรม ทั้งยังมีจิตใจที่ใสสะอาดอีกด้วย
“ในประเทศจีนมีคนที่มีความสามารถทางด้านอภิปรัชญาอยู่มากมาย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มใช้วิชาในทางที่ผิด ซึ่งคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายมาย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองอยู่แล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ต้องการเข้าร่วมสาขาอภิปรัชญา เพราะพวกเขาอาจถูกคนอื่นจับได้”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ทุกคนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก พวกเขาไม่สามารถจัดการภาพลักษณ์ของผู้คนในลัทธิเต๋าได้ และยังปล่อยให้คนชั่วมาทำลายมันอีกด้วย แบบนี้ไม่เท่ากับว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นไร้ประโยชน์หรอกหรือ ?
แต่ชายชราหลายคนยังคงเห็นด้วยกับคำพูดของฟู่เยี่ยน เพราะนับตั้งแต่การสถาปนาลัทธิเต๋าขึ้นมา ความประทับใจของทุกคนที่มีต่อลัทธิเต๋านั้นก็ไม่ค่อยดีมาโดยตลอด ซึ่งนั่นเป็นเพราะยังมีหลายคนใช้สิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มาทำเรื่องไม่ดีกับคนอื่น
“ฉันคิดว่าสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเป็นเรื่องที่ดีนะ เราแค่ใช้โอกาสนี้บอกกับสมาชิกของลัทธิเต๋าให้ทราบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ หากใครก็ตามใช้ทักษะที่ตัวเองได้เรียนรู้มาในทางที่ผิด คนนั้นก็จะต้องถูกลงโทษ” ผู้เฒ่ามู่ช่วยอธิบายเพิ่มเติม
“ผู้เฒ่ามู่พูดถูก ฉันเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ครั้งนี้เราต้องเชือดไก่ให้ลิงดูสักหน่อยแล้ว เราทุกคนต่างก็ทำงานหนักมาโดยตลอด หากยังมีคนทำแบบนี้ ทุกอย่างที่พวกเราตั้งใจทำอย่างเต็มกำลังคงจะพังทลายลงอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าเยี่ยนก็ได้พูดแทรกขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“เราต้องศึกษาวิธีแก้ไขปัญหานี้ และหนูได้ทำนายดวงชะตาของคนที่ตกเป็นเหยื่อมาแล้วค่ะ เพื่อนร่วมชั้นของหนูเกิดปีหยาง เดือนหยาง วันหยาง และเวลาตกฟากหยาง ซึ่งเป็นคนที่หาได้ยากมาก”
“และเมื่อหนูจะทำนายดวงชะตาของเขา ก็พบว่าชะตาของเขาถูกผนึก ห้ามไม่ให้เปิดดวงชะตา ทำให้หนูต้องซ่อนดวงชะตาของเขาเอาไว้ก่อน ถึงพอทำนายเรื่องราวคร่าวๆได้”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้ให้ความสนใจกับปฏิกิริยาของทุกคน แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไม่มีเบาะแสและไม่เคยพบกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย
อย่างไรก็ตาม หูจินครุ่นคิดอยู่นานพร้อมกับท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติของตระกูลหู ซึ่งหูจินอยากสร้างความประทับใจของตระกูลหูให้กับทุกคนมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงลังเลกับเรื่องนี้
“เสี่ยวหู ดูเหมือนว่าเธอมีบางอย่างที่อยากจะพูดนะ พูดออกมาเถอะ อย่ากังวลเลย ฉันรับประกันว่าจะไม่มีใครในที่นี่เอาเรื่องของเธอออกไปพูดข้างนอกอย่างแน่นอน”
ผู้อำนวยการหยูเป็นคนที่ช่างสังเกตมากอยู่แล้ว ซึ่งเขาเห็นว่าหูจินมีบางอย่างที่อยากจะพูด แต่เธอแค่เป็นกังวลเท่านั้น
“ในเมื่อผู้อำนวยการหยูยืนยันแบบนี้ ฉันก็ขอพูดเลยแล้วกันค่ะ ฉันคิดว่าสถานการณ์ที่ฟู่เยี่ยนพูดถึงนั้นค่อนข้างคล้ายกับมรดกที่สืบทอดกันมาของตระกูลหูของฉัน”
เมื่อหูจินพูดถึงเรื่องนี้ มันก็ได้ดึงดูดความสนใจของผู้เฒ่ามู่ และเขาก็นึกถึงบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วได้
“สาวน้อยตระกูลหู ช่วยบอกฉันทีสิว่าเธอคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ?”
“ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินคุณย่าพูดว่าวิธีฝึกฝนของตระกูลหูนั้นมาจากการบูชาเทพเจ้าของลัทธิชูหม่าเซียน ต่อมาเมื่อมันค่อยๆถูกพัฒนาขึ้น ลัทธิชูหม่าเซียนที่เป็นการบูชาเทพเจ้าก็ได้เลือนหายไปอย่างช้าๆ และตอนนั้นตระกูลหูของเราก็ได้เริ่มฝึกฝนมันตามวิถีของตนเอง”
“สิ่งที่ฟู่เยี่ยนกำลังพูดถึงนั้นดูเหมือนจะเป็นวิธีฝึกฝนวิชาลับในอดีต ซึ่งวิธีการนี้จะชั่วร้ายมากกว่าและมีผลข้างเคียงกับผู้คนมากกว่า”
“มันคือการทำสัญญาแต่งงานกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อยืมพลังงานหยางของคนๆนั้นมาหล่อเลี้ยงตัวเอง มาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากการฝึกตนของตนเอง”
ลัทธิชูหม่าเซียนถือเป็นศาสนาพื้นบ้านดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ว่ากันว่าเป็นศาสนาที่นับถือเหล่าเซียนหรือปีศาจโบราณที่ต้องการบำเพ็ญตนและนำพลังมาปกป้องโลกหรือช่วยเหลือหมู่มวลมนุษย์
ซึ่งวิธีการฝึกของเซียนเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องหาลูกศิษย์ท่ามกลางหมู่มวลมนุษย์ จากนั้นก็อาศัยร่างของลูกศิษย์ทำความดีสั่งสมบุญกุศล เซียนผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ถูกเรียกเป็น ‘ห้าเซียน’ แบ่งออกเป็น5ประเภทคือเซียนหนู เซียนพังพอน เซียนจิ้งจอก เซียนงู และเซียนเม่น ตามชื่อแล้วย่อมหมายถึงสัตว์ขนาดเล็กห้าตัวด้วย
ตระกูลหูของหูจินและตระกูลฉางของฉางหยู่เซิงได้มีการสืบทอดการบำเพ็ญในลักษณะนี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว ต่อมาในภายหลังว่ากันว่าตระกูลหูนั้นไม่ได้มีการสืบทอดห้าเซียนมาสามชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเลือนหายไปจากตระกูล
ทางด้านฉางหยู่เซิง ปู่ของเขาเป็นผู้นำลัทธิชูหม่าเซียนที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของมณฑลเหลียวหนิงเมื่อสมัยยังหนุ่ม
เพียงแต่ว่าทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย เขาจึงค่อยๆหาทางด้วยตัวเอง และเรียนรู้ทักษะนี้จากอาจารย์คนอื่นแทน
ในปัจจุบันนี้ทุกคนต่างก็กระตือรือร้นเพื่อที่จะมองหาทางของตัวเอง และไม่ได้จมอยู่ที่จุดๆเดียวอีกต่อไป
“ฉันพอมีภาพจำของสิ่งที่เด็กสาวตระกูลหูคนนี้พูด วิชาลับนี้ค่อนข้างมีผลกระทบที่ร้ายแรงมากจริงๆ หากทำสัญญาการแต่งงานกับคนเป็นมากกว่าหนึ่งปี คนๆนั้นก็จะต้องผูกพันกันไปตลอดชีวิต”
“เราต้องแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด จะปล่อยให้คนพวกนั้นทำร้ายคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว นอกจากนี้เมื่อพูดถึงเรื่องการฝึกวิชาชั่วร้ายพวกนี้ เขาไปได้รับมรดกการฝึกมาจากที่ไหน ?”
ทุกคนเริ่มคิดตามกับสิ่งที่ผู้เฒ่ามู่พูด และไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องทั้งหมดนี้ได้
“ฉันเแค่เคยได้ยินคุณย่าเล่าให้ฟัง แต่ก็ไม่รู้วิธีแก้ไขปัญหานี้เหมือนกัน คงต้องวิเคราะห์ถึงปัญหานี้อย่างละเอียดแล้วล่ะ” หูจินพูดออกมาอย่างระมัดระวัง เพราะเธอกำลังกลัวว่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิดนั่นเอง
“มันไม่ได้สำคัญอะไรหนอก ถึงอย่างไรพวกเราทุกคนก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว เมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ เราก็ควรที่จะแก้ไขไปตามสถานการณ์ !” ผู้อำนวยการหลี่ตอบกลับไปทันที
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ว่ายิ่งคนเราสามัคคีกัน พลังของเราก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น !
“แผนการก็คือ ครั้งนี้เราจะให้คนหนุ่มสาวเป็นคนลงมือเอง ฟู่เยี่ยนจะเป็นผู้นำทีม ฉันเชื่อว่าจะต้องไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน ตอนนี้เรามีทิศทางที่ดูน่าสงสัยแล้ว ฉะนั้นทุกคนมาเริ่มแผนการกันเถอะ”
ในที่สุด ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้ข้อสรุปคนที่จะส่งไปทำภารกิจนี้ โดยในทีมประกอบไปด้วยคนที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีอย่างหูจิน และฉางหยู่เซิง ตามด้วยเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว ฟู่เยี่ยน และเริ่นเปียว
ตอนที่ 494: กลับไปกินเกี๊ยวที่บ้าน
หลังจากที่ประชุมเสร็จ ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้เรียกพวกเขาเข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อประชุมกันอีกครั้ง โดยเขาอยากจะย้ำเตือนว่าภารกิจนี้มีความสำคัญมากๆ และเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้
“เหล่าเริ่น คุณเป็นคนที่มีอายุมากสุดในทีม คุณต้องคอยดูแลพวกเขาให้มากๆด้วย ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรก อย่าประมาทเด็ดขาด !” ผู้อำนวยการหลี่ย้ำเตือนเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเขากลัวว่าฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะกระทำการโดยประมาทนั่นเอง
“อย่ากังวลไปเลยครับ ผมจะจับตาดูพวกเขาเป็นอย่างดี คนหนุ่มสาวนั้นเต็มไปด้วยพลัง เมื่อผมอายุมากขึ้น ความคิดต่างๆก็ได้มั่นคงขึ้นตามไปด้วย” เริ่นเปียวพูดพร้อมกับตบไปที่หน้าอกของตัวเองเป็นการให้คำมั่น !
เมื่อเห็นแบบนั้น ฟู่เยี่ยนและหูจินก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งคู่จะยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากเล็กน้อย มีบางอย่างดูผิดปกติไปเกี่ยวกับเหล่าเริ่น เพราะปกติเวลามีเรื่องอะไร เขามักจะเป็นคนที่วู่วามก่อนคนอื่น แต่คราวนี้กลับกลายเป็นคนพูดง่าย ดูท่าว่าคงต้องรอดูการแสดงออกของเขาเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว
“เอาล่ะ ทุกคน อย่าลืมใส่ใจเรื่องความปลอดภัยด้วย ฟู่เยี่ยน ที่เหลือฝากเธอจัดการด้วยก็แล้วกัน หากต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกฉันมาได้เลย” ผู้อำนวยการหลี่พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรแล้วค่ะ หนูแค่ต้องการรถจี๊ปเท่านั้น เพราะเราต้องเดินทางไปยังชนบท ส่วนที่เหลือพวกเราจะจัดการกันเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนวางแผนเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ไม่มีปัญหา หากมีใครที่ขับรถได้ก็ให้มาขับได้เลย พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างที่เธอขอจะถูกเตรียมพร้อมเอาไว้ที่นี่” ผู้อำนวยการหลี่ลงงบประมาณในภารกิจครั้งนี้ไปเป็นจำนวนมาก
“พี่ไป๋โม่เฉินจะไปกับพวกเราด้วยค่ะ เขาขับรถได้ และหนูเองก็ขับได้เหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย อย่าลืมใส่ใจเรื่องความปลอดภัย และอย่าเปิดเผยตัวตนของเธอด้วยล่ะ หากต้องออกไปทำภารกิจข้างนอก เธอต้องใส่ใจต่อผลกระทบที่จะตามมาด้วย” ผู้อำนวยการหลี่พูดย้ำเตือนถึงข้อควรควรระวังสองสามอย่าง ก่อนจะให้ทุกคนออกไปเตรียมตัว
เมื่อทุกคนออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ พวกเขาก็ได้พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง โดยพูดถึงเรื่องสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไปด้วย ก่อนจะแยกย้ายกัน
ฟู่เยี่ยนยังต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัย ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่าแผนการจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นเธอจึงต้องบอกให้ไป๋โม่เฉินและเหวินเฉียงลาหยุดหนึ่งวัน พร้อมกับเตรียมอาหารและเครื่องดื่มไปด้วย
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย ฟู่เยี่ยนก็ได้ใช้นกกระเรียนกระดาษส่งข่าวไปบอกไป๋โม่เฉิน โดยบอกให้เขามาเจอเธอที่ห้องสมุด จากนั้นเธอก็ได้ไปรอเขาอยู่ที่นั่น
ในเวลานี้ ชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยตี้ตูต่างก็จบลงแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงกำลังเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมในห้องสมุด หากนับดูคร่าวๆ ตอนนี้ก็ถือว่าเข้าสู่ช่วงกลางของภาคเรียนแล้ว
และตอนนี้ก็มีประกาศสำหรับการสอบเข้าวิทยาลัยในปีถัดไปออกมาแล้วด้วย ซึ่งกองกำลังนักศึกษาจากทั่วประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการสอบครั้งนี้อยู่ ในอีกไม่นานมหาวิทยาหลายแห่งก็จะเต็มไปด้วยนักศึกษาใหม่อีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ในห้องสมุด พลางมองดูฝูงชนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการยืมหนังสือ เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าคงจะไม่ใช่ความคิดที่ดีหากจะบอกให้ไป๋โม่เฉินมาเจอเธอที่นี่
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เดินออกไปจากห้องสมุดและยืนอยู่ที่บันไดเพื่อรอไป๋โม่เฉินแทน เนื่องจากก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนต้องทำงานหนัก จึงส่งผลให้น้ำหนักของเธอลดลงไปเยอะพอสมควร แต่ทว่ามันกลับส่งให้บุคลิกของเธอดูสง่างามมากยิ่งขึ้นเสียอย่างนั้น
ตอนนี้ผมของเธอยาวจนถึงเอวแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าหลังจากที่กลับจากภารกิจครั้งนี้ เธอต้องตัดผมให้สั้นลงสักหน่อยแล้ว เนื่องจากมีคนใช้ห้องสมุดมากมาย เธอจึงกลายเป็นอาหารตาของหนุ่มๆในนี้ไปในทันที
เหล่านักศึกษาหลายคนที่มายืมหนังสือต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนกันหมด ซึ่งไป๋โม่เฉินก็รีบมาที่นี่อย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะตอนที่กำลังจะเลิกเรียนนั้น เขาได้รับข้อความจากฟู่เยี่ยนพอดี
เมื่อเห็นฉากนี้ เขาก็รู้สึกทั้งภูมิใจและหึงหวงไปพร้อมๆกัน เขารู้สึกภูมิใจที่คนที่สวยขนาดนี้เป็นคู่หมั้นของเขา แต่สิ่งที่เขาหึงก็คือสายตาของคนอื่นที่กำลังมองมาที่เธอนั่นเอง
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินเรียกฟู่เยี่ยนให้หันกลับมา ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว
ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้ต่างก็รู้สึกเสียดายใจขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวที่สง่างามได้มีคู่ครองไปเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หนุ่มหล่อกับสาวสวยก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว และยังเป็นภาพที่น่ามองมากเช่นกัน
“พี่เพิ่งเลิกเรียนเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นว่าไป๋โม่เฉินยังคงถือหนังสือหลายเล่มอยู่ในมือ
“อืม ฉันตั้งใจว่าจะเอาหนังสือมาคืนด้วย เข้าไปคืนหนังสือกับฉันก่อนเถอะ” ไป๋โม่เฉินใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้จับมือของฟู่เยี่ยน พร้อมกับเดินเข้าไปในห้องสมุดอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนช่วยเขาถือหนังสือสองสามเล่ม หลังจากที่คืนหนังสือเสร็จ ทั้งสองก็ได้ออกไปจากห้องสมุด
“เราไปกินมื้อเย็นที่บ้านกันเถอะ ฉันจะได้เล่าทุกอย่างให้พี่ฟังด้วย” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าคืนนี้แม่ของเธอกำลังจะทำเกี๊ยวและได้เชิญให้ทุกคนมากินมื้อเย็นที่บ้าน ตอนนี้งานแต่งงานของอาหญิงและลุงหลิวก็ได้ถูกกำหนดวันแล้ว
ทางด้านฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านตั้งแต่ตอนที่เธอไปเกาะฮ่องกงแล้วเช่นกัน พวกเขาคิดว่าการอยู่บ้านสะดวกมากกว่า ดังนั้นหอพักจึงเป็นเพียงที่พักผ่อนในตอนเที่ยงเท่านั้น
“อืม ถ้าอย่างนั้นช่วยรอฉันครู่หนึ่งนะ ฉันไปเอาจักรยานก่อน” ไป๋โม่เฉินรู้อยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนอยากจะคุยกับเขาเรื่องเหวินเฉียง
ฟู่เยี่ยนบอกไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว และหลังจากที่ได้ยินว่าคนจากหน่วย753 จะเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ ไป๋โม่เฉินก็ไม่เข้าใจถึงความตั้งใจของฟู่เยี่ยนไปครู่หนึ่ง
“เสี่ยวฮั่ว ตั้งแต่ที่เรากลับมาจากเกาะฮ่องกง ฉันคิดว่าเธอดูเปลี่ยนไปจากเดิมนะ เมื่อก่อนเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลย” ไป๋โม่เฉินกำลังรู้สึกว่าเธอเริ่มมีอิสรภาพน้อยลงไปเรื่อยๆ
“จริงเหรอ ? แล้วมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างกันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
“เมื่อก่อนเธอจะแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่อยากจะขอความช่วยเหลือจากกองกำลังภายนอกเลย แต่ตอนนี้เธอกลับใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นเสียอย่างนั้น” ไป๋โม่เฉินกำลังจะบอกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ดี มันคงจะเหนื่อยมากเกินไปหากเธอต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียว
“อันที่จริงฉันก็รู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้เพียงลำพังนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พูดตรงๆเลยนะ ฉันรู้สึกเหงาที่ไม่มีใครคุยด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดตามความรู้สึกจริงของเธอ ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยรู้จักใครมาก่อนเลย ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงต้องตัดสินใจเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเองเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาไม่คิดเลยว่านี่เป็นการตัดสินใจของเสี่ยวฮั่ว
“มันเป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะที่มีคนพูดคุยเรื่องต่างๆกับเรา ไม่ว่าจะเป็นพี่เอง หรือผู้คนจากสาขาอภิปรัชญา รวมไปถึงครอบครัวของฉันด้วย เพราะหลังจากที่ฉันกลับมาครั้งนี้ ฉันก็พบว่าพี่รองกับพี่สามได้ค้นพบสิ่งที่พวกเขาอยากทำ ทั้งยังเริ่มลงมือทำแล้วอีกด้วย”
“ฉันรู้สึกยินดีกับพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจเลยล่ะ มันเยี่ยมมากจริงๆ ! ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีเป้าหมาย แม้แต่เสี่ยวถู่เองยังได้รับมอบหมายงานให้เรียนรู้ด้วยตัวเองในทุกๆสัปดาห์เลย”
ฟู่เยี่ยนมีความสุขที่สุดกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเธอ
“คงจะดีมากหากทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น และในอนาคตเธอเองก็จะเป็นกังวลน้อยลง ! จะได้มีเวลาใส่ใจตัวเองมากขึ้น พักผ่อนมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน และสนุกกับชีวิตในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงสนุกไปกับการใช้ชีวิตคู่ของเราสองคนด้วย !”
ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าอยากให้เวลาเดินไปช้าๆ ในตอนที่พวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ จากนั้นเขาก็ได้พาเธอซ้อนท้ายจักรยานและปั่นออกไป
“เอาล่ะ เรามาเริ่มพูดถึงประเด็นสำคัญกันก่อนดีกว่า พรุ่งนี้พี่กับเหวินเฉียงขอลาหยุดเรียนหนึ่งวันด้วยนะ เราจะไปบ้านของเขากัน” ฟู่เยี่ยนเป็นคนเริ่มพูดเข้าประเด็น
“อืม เข้าใจแล้ว ฉันจะรีบปั่นแล้วนะ เราจะได้กลับถึงบ้านเร็วๆ !” ไป๋โม่เฉินรีบปั่นจักรยานให้เร็วขึ้นทันที จึงทำให้ฟู่เยี่ยนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีก็ได้ทำเกี๊ยวหม้อใหญ่รอให้ทุกคนกลับมากินด้วยกัน
หลังจากที่ทั้งสองเดินผ่านประตูเข้ามา ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ตามมาติดๆ ส่วนวังจื่อหยวนที่ตามมาด้วยก็บ่นหิวขึ้นมาทันทีเช่นกัน
หวังซู่เหมยชอบคนหนุ่มสาวเหล่านี้มาก พวกเขาช่างดูอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยพลัง !
“มาทำเกี๊ยวกันดีกว่า ไปรอที่โต๊ะอาหารก่อนเถอะ !” หวังซู่เหมยทักทายลูกเขยของเธอ
“แม่ครับ ให้ผมช่วยดีกว่า ผมห่อเกี๊ยวเก่งที่สุดเลยนะครับ !” วังจื่อหยวนรีบเข้าไปประจบแม่ยายของเขาทันที ทำเอาไป๋โม่เฉินดูเป็นคนงุ่มง่ามไปในทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแกะกระเทียมอย่างเงียบๆเท่านั้น หากกินเกี๊ยวคู่กับกระเทียม มันจะช่วยให้รสชาติดีขึ้นกว่าครึ่ง !
ตอนที่ 495: ก่อนออกเดินทาง
ขณะที่กำลังกินอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับการเดินทางไปทำภารกิจของพวกเขาในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทุกคนต่างก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เธอเพิ่งกลับมาเองไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปอีกแล้วล่ะ ?
“ลูกไม่เรียนแล้วเหรอ ทำไมถึงเอาแต่ออกไปทำภารกิจทุกวันแบบนี้ล่ะ” หวังซู่เหมยรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวฮั่วต้องไม่เพิกเฉยต่อเรื่องผิดปกติที่ได้พบเจออย่างแน่นอน
“แม่คะ หนูไม่เคยขาดส่งการบ้านเลย และยังเรียนตามเพื่อนทัน แม่อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูทำข้อสอบปลายภาคได้อยู่แล้ว !” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เธอรู้ดีว่าหวังซู่เหมยกำลังหมายถึงอะไร
“เสี่ยวฮั่ว ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยด้วย ซู่เหมย ลูกของเธอโตแล้ว อย่ากังวลไปเลย !” ผู้เฒ่ามู่ที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ช่วยชี้แนะเช่นกัน
“ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่กังวลว่าลูกสาวจะทำงานหนักเกินไปเท่านั้นเอง เฮ้อ ลืมเรื่องนี้ไปก่อนเถอะ ฉันจะไปเอาเนื้อแดดเดียวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่มาเพิ่มให้ทุกคนก่อน” หวังซู่เหมยยังคงรู้สึกสงสารเด็กๆอยู่บ้าง
“คุณป้าไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ฉันจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวฮั่วอย่างแน่นอน” ไป๋โม่เฉินให้คำมั่นสัญญาในทันที และเขาก็คิดแบบนั้นจริงๆ
“ป้าไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องที่พวกนายกำลังทำหรอกนะ แต่เมื่อมีเรื่องพวกนี้เข้ามา เสี่ยวฮั่วก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ! ส่วนนายเองก็เอาแต่คอยสนับสนุน และพร้อมที่จะไปด้วยกันทุกที่”
“ป้ารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ลองคิดดูให้ดีสิ หากได้รับบาดเจ็บขึ้นมา คนที่เสียใจที่สุดไม่ใช่แม่อย่างป้าหรอกเหรอ !”
หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่พวกเขาทั้งสองอย่างตำหนิ เสี่ยวไป๋ต้องเชื่อสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูดอยู่แล้ว เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี่ยวฮั่วต้องออกไปต่อสู้กับใครบ้าง แต่ก็ยังช่วยสนับสนุนเสี่ยวฮั่วด้วยพละกำลังที่มี
นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋โม่เฉินถูกแม่ยายตำหนิ ทว่าไม่เพียงแค่เขาจะไม่รู้สึกเขินอายเท่านั้น แต่เขากลับรู้สึกมีความสุขขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
“คุณป้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะครับ พวกเราทั้งสองคนคู่จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย”
เมื่อเห็นท่าทีของไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความสุขมากๆเช่นกัน หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เข้าใจถึงเหตุผลของเขา
แท้จริงแล้วเป็นเพราะไป๋โม่เฉินไม่ได้รับความรู้สึกที่ถูกแม่ตำหนิมานานมากแล้วนั่นเอง !
“เสี่ยวฮั่ว เสี่ยวไป๋ ครั้งนี้ทั้งสองคนต้องระวังตัวให้มากๆด้วยนะ ฉันได้ยินมาว่ามีกลุ่มคนนอกกฎหมายปรากฏตัวที่ชานเมืองหลวงเมื่อเร็วๆนี้ และคนพวกนั้นก็มักจะปล้นรถที่สัญจรไปมาอยู่บ่อยๆ”
“ตอนนี้คนเหล่านั้นกำลังเป็นที่ต้องการตัวยู่ หากต้องใช้เส้นทางนั้นก็ระวังด้วย !” วังจื่อหยวนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“ไม่เป็นไรหรอกพี่เขย หากคนเหล่านั้นมาเจอพวกเรา ก็เท่ากับว่าพวกเขาโชคร้ายมากแล้วล่ะ แค่มีพี่ไป๋โม่เฉินอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรแล้ว” ฟู่เยี่ยนช่วยพูดให้ไป๋โม่เฉินมีความมั่นใจมากขึ้น
ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิดเอาไว้จริงๆ ตอนนี้รอยยิ้มของหวังซู่เหมยที่มีต่อไป๋โม่เฉินก็ได้เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
ในคืนนั้น หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้กลับไปที่หอพัก โดยเขาตั้งใจว่าจะไปบอกกับเหวินเฉียงถึงแผนการของวันพรุ่งนี้
“เจ้าสี่ พรุ่งนี้เช้าเราไปขอลาหยุดก่อนเถอะ”
“อืม ฉันเข้าใจแล้ว” เหวินเฉียงรู้สึกประหม่าตลอดทั้งวัน เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเสียด้วยซ้ำหากเจอกับจ้าวตี้ เพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งนั่นเอง
เขาไม่เพียงแค่กลัวว่าจะทำให้เธอเสียใจเท่านั้น แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยความสัมพันธ์นี้ไปได้
“ไม่ต้องห่วง ฟู่เยี่ยนจะต้องช่วยแก้ไขปัญหาของนายได้อย่างแน่นอน นายต้องเชื่อมั่นในตัวเองนะ เมื่อกลับไปถึงบ้านของนาย พวกเราก็จะได้รู้ถึงสิ่งผิดปกติเหล่านั้นอย่างแน่นอน คืนนี้นายรีบเข้านอนและพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ดูสิ สีหน้าของนายดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย”
ไป๋โม่เฉินมองไปยังใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเหวินเฉียง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหวินเฉียงก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะตบไปที่แก้มของตัวเองและบังคับให้ตัวเองมีความสุข
“ฉันเข้าใจแล้ว พี่สาม ถ้าอย่างนั้นฉันขอเข้านอนก่อนนะ” หลังจากที่เหวินเฉียงพูดจบ เขาก็ได้ลุกไปล้างหน้า
ไป๋โม่เฉินเห็นว่าเขารู้สึกดีขึ้นแล้วก็รู้สึกโล่งใจตามไปด้วยเช่นกัน หากที่อยู่ของเขาถูกเปิดเผย เรื่องนี้คงจะซับซ้อนมาก จะเป็นการดีกว่าที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
“น้องสาม นายอยากจะให้พวกเราลาไปด้วยหรือเปล่า ?” เหวินฮ่าวหรานชะโงกศีรษะลงมาจากเตียงชั้นบน
“ใช่แล้ว ไปกันหลายๆคนย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว หากมีอะไรเราก็สามารถช่วยกันได้” ฉวีโจววางหนังสือในมือของเขาลงพร้อมกับพูดแทรกขึ้นมา
ตลอดทั้งวันพวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็แค่ไปเรียนและกินข้าวตามปกติเท่านั้น เพราะพวกเขาไม่อยากให้เหวินเฉียงคิดมากจนเกินไปนั่นเอง
“ไม่เป็นไร ตอนนี้รถเต็มหมดแล้ว ฟู่เยี่ยนได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พวกเราไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนักหรอก อย่าลืมสิ มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ต้องใช้พละกำลังนะ” ไป๋โม่เฉินมองไปที่ทุกคนด้วยความกระตือรือร้น ครั้งนี้เขาไม่ต้องการให้ทุกคนไปด้วยจริงๆ
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น น้องเล็กสุดในกลุ่มก็ได้กลับมาจากห้องสมุด
“เฮ้ พี่สี่อยู่ไหนเหรอ ? ฉันเห็นฟางจ้าวตี้อยู่ที่ชั้นล่าง ! ทำไมเขาถึงไม่ลงไปหาเธอล่ะ ?”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขาทั้งหมดต่างก็รู้สึกว่าหลังจากที่ต้องพบเจอกับเรื่องนี้ ฟางจ้าวตี้คงจะหลบหน้าเหวินเฉียงอย่างแน่นอน ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาที่นี่ในตอนนี้ เหวินเฉียงช่างโชคดีมากจริงๆ !
“พี่สี่ไปล้างหน้า ฉันจะไปตามเขาเอง” หลังจากที่พูดจบ ฉวีโจวก็รีบไปที่ห้องน้ำในทันที
เหวินเฉียงเพิ่งจะซักผ้าเสร็จและกำลังเดินกลับไปที่ห้องพร้อมกับถังน้ำ เมื่อเห็นฉวีโจวกำลังวิ่งมา เขาจึงได้เอ่ยถามออกไป
“เจ้าห้า เกิดอะไรขึ้นกัน ?”
“น้องเล็กบอกว่าตอนนี้ฟางจ้าวตี้อยู่ที่ชั้นล่าง พี่ได้นัดเธอเอาไว้หรือเปล่า เฮ้...” ก่อนที่ฉวีโจวจะพูดจบ เหวินเฉียงก็ได้ผลักถังน้ำให้กับเขาและวิ่งลงไปยังชั้นล่างในทันที
“ชายคนนี้ !” ฉวีโจวกลับมาที่ห้องพักพร้อมกับถังน้ำ
“เขาอยู่ที่ไหน ?” เหวินฮ่าวหรานพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ
“เขาลงไปชั้นล่างแล้วล่ะ ฉันคิดว่าวันนี้พี่สี่ต้องนอนหลับฝันดีแน่เลย” ฉวีโจวเก็บถังน้ำให้เข้าที่ ก่อนจะเข้านอน
“เด็กคนนี้ ช่างเป็นคนโง่ที่ได้รับพรจริงๆ !” เหวินฮ่าวหรานพูดพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา
ไม่นานหลังจากนั้น เหวินเฉียงก็ได้กลับเข้ามา แม้ว่ามันจะเป็นเวลาแค่ไม่นาน แต่ก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่าใบหน้าของเขาดูมีความสุขมาก
“เป็นยังไงบ้าง ? ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่า ?” ฉวีโจวรีบถามขึ้นมาทันที
“จ้าวตี้บอกกับฉันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอพร้อมที่จะเคียงข้างฉันเสมอ” เหวินเฉียงพูดพร้อมกับพยักหน้า
“เจ้าหนู คนที่มีความตั้งใจแน่วแน่แบบนี้หายากมากเลยนะ จากนี้ไปนายต้องห้ามทำให้เธอผิดหวังอย่างเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า ?” เหวินฮ่าวหรานมีอายุมากกว่าพวกเขา ดังนั้นจึงมีประสบการณ์มากกว่า
“ฉันรู้ พี่สาม ฉันต้องขอบคุณพี่กับฟู่เยี่ยนมากจริงๆ หากไม่มีทั้งสองคน ในชีวิตนี้จ้าวตี้กับฉันคงจะไม่มีวันได้อยู่ด้วยกันอย่างแน่นอน” เหวินเฉียงพูดออกมาอย่างจริงใจ
“รีบเข้านอนเถอะ อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย พรุ่งนี้ยังมีการเดินทางรอเราอยู่ เรายังมีเรื่องยุ่งยากที่ต้องจัดการ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของเขา
หลังจากที่ฟางจ้าวตี้กลับมาถึงหอพัก ทุกคนต่างก็เป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเธอและเหวินเฉียงมาก
“จ้าวตี้ เธอไปอยู่ไหนมา ? แล้วกินข้าวหรือยัง ?” เฉินจิ้งและไป๋หยูรู้ว่าเธอออกไปหาเหวินเฉียงตั้งแต่หลังเลิกเรียนแล้ว
“ฉันกินข้าวเรียบร้อยแล้ว อย่ากังวลไปเลย ฉันสบายดี ขอบใจทุกคนมากนะ”
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูมุ่งมั่นของฟางจ้าวตี้ ทั้งสองก็รู้ว่าเธอได้ตัดสินใจแล้ว ดังนั้นพวกเธอจึงไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก
“จ้าวตี้ เธอต้องเชื่อมั่นในตัวฟู่เยี่ยนนะ ฉันจะบอกความจริงกับเธอ ฟู่เยี่ยนยังเคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้อีกด้วยนะ” เมื่อเห็นฉากนี้ เหมี่ยวชานชานก็ได้บอกทุกคนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง เธอไม่ได้โกหกเพื่อที่จะให้ทุกคนศรัทธาในตัวของฟู่เยี่ยนเลย
“ชานชาน เธอพูดจริงเหรอ ?” หยูเชี่ยนรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย เธอยังจำคำสัญญาที่ฟู่เยี่ยนเคยให้กับเธอได้ ซึ่งในเวลานั้น เธอไม่ได้จริงจังกับคำพูดของฟู่เยี่ยนมากนัก เพราะพวกเธอต่างก็เป็นเพียงแค่นักศึกษาธรรมดาเท่านั้น
แต่ตอนนี้ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่พูดจริงทำจริง
“จริงสิ ฉันจะไม่โกหกเธอเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนได้ช่วยชีวิตนเอาไว้จริงๆ เมื่อก่อนเธอเคยสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมความสัมพันธ์ของฉันกับฟู่เยี่ยนถึงได้ดีมากๆจนถึงตอนนี้ เธอเริ่มเข้าใจแล้วหรือยัง ?”
เหมี่ยวชานชานรู้อยู่แล้วว่าความสามารถที่แท้จริงของฟู่เยี่ยนมีมากกว่านี้ เพราะแค่ดูจากที่เธอยุ่งมากๆ ก็สามารถบอกได้แล้วว่าสิ่งที่ฟู่เยี่ยนทำต้องเป็นเรื่องที่ยุติธรรมและช่วยผู้คนให้พ้นจากอันตรายอย่างแน่นอน
“งั้นฉันก็ได้กำไรมหาศาลเลยน่ะสิ…” หยูเชี่ยนพึมพำกับตัวเอง
จบตอน
Comments
Post a Comment