magic ep496-500

 ตอนที่ 496: แผนการแทรกซึม


เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่สำนักงานของหน่วย753 ไม่นานนักหูจินและคนอื่นก็ได้ตามมาสมทบ ส่วนไป๋โม่เฉินและเหวินเฉียงต้องไปลาอาจารย์ก่อน


ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนไม่สามารถเปิดเผยกับทุกคนได้ว่าเธอขับรถเป็น เพราะเธอยังไม่ได้เรียนขับรถ เธอจึงตัดสินใจใช้โอกาสจากการเดินทางครั้งนี้บอกกับทุกคนว่าเธอขับรถเป็น


ผู้อำนวยการหลี่เองก็มาที่นี่แต่เช้าเช่นกัน และยังคงย้ำเตือนเรื่องความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขากลัวว่าทุกคนจะลืม


เมื่อไป๋โม่เฉินและเหวินเฉียงมาถึงก็เป็นเวลาเก้าโมงเช้าแล้ว ฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาและคาดการณ์ว่าพวกเธอน่าจะไปถึงมณฑลเหลียวหนิงในช่วงบ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางในตอนกลางคืน ดังนั้นทุกคนจึงต้องรีบออกเดินทางในทันที


รถที่พวกเขาใช้ในครั้งนี้สามารถรองรับคนโดยสารที่เบาะด้านหลังได้สี่คน ดังนั้นรถแค่คันเดียวก็เพียงพอแล้ว เดิมทีเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวอยากตามไปกับทุกคนด้วย แต่เมื่อเห็นว่าที่นั่งเต็มแล้ว เธอจึงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องล้มเลิกความตั้งใจไปอย่างสิ้นหวังเท่านั้น


เมื่อผู้อำนวยการหลี่เห็นเธอเป็นแบบนั้น จึงให้เธอจัดเตรียมเอกสารให้เขาแทน สิ่งนี้จะเป็นการทดสอบความอดทนของเธอ เด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ เพียงแต่เธอยังมีจิตใจที่ไม่มั่นคงก็เท่านั้นเอง


หากเธอสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ในอนาคตเธอจะต้องรับมือกับงานใหญ่ได้อย่างแน่นอน


รถคันนี้เป็นรถจี๊ปคันเดียวในหน่วย753 มันเคยเป็นยานพาหนะทางการทหารมาก่อน แต่หลังจากที่หน่วย753 ถูกก่อตั้งขึ้นมา ผู้อำนวยการหลี่ได้ขอรถแบบนี้ไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยากที่จะได้มันมาประจำการ


ด้านในยังมีก๊าซและมีน้ำมันเบนซินสำรองเอาไว้หลายถังเลยทีเดียว ในช่วงนี้น้ำมันเบนซินเป็นสิ่งที่ค่อนข้างขาดแคลน ดังนั้นจะต้องใช้มันเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


“พี่สาม พี่ขับรถเป็นด้วยเหรอ ? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เลยว่าพี่ขับรถเป็นด้วย ?” เหวินเฉียงพูดพร้อมกับมองดูรถคันนี้อย่างกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้นั่งรถแบบนี้


“ทำไมฉันต้องบอกเรื่องนี้กับนายด้วยล่ะ เดี๋ยวนายก็รู้เองว่าฉันขับเป็นหรือเปล่า” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเหยียบคันเร่ง และรถก็แล่นออกไปในทันที เมื่อเห็นว่ารถแล่นออกไปอย่างราบรื่น เหวินเฉียงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา


“พี่สาม พี่ขับรถได้จริงด้วย ทำเอาฉันแปลกใจมากเลย” เหวินเฉียงรู้ว่าเขาเคยเป็นทหารมาก่อน แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้รับการฝึกขับรถในค่ายทหารด้วย


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้หันมามองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมา


ฟู่เยี่ยนแอบคิดอยู่ในใจว่าหากเขารู้ว่าพี่สามที่อยู่ตรงหน้าของเขาเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ เขาคงจะอ้าปากจนขากรรไกรค้างอย่างแน่นอน


“พวกนายเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันประสาอะไร นายไม่รู้เหรอว่าไป๋โม่เฉินปลดประจำการจากหน่วยรบพิเศษมา ? นี่นายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขาจริงๆหรือเปล่า ?” เริ่นเปียวถามออกไปด้วยความประหลาดใจ ซึ่งเหวินเฉียงเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่ต่างจากเขาเลย


“พี่สาม ที่ลุงคนนี้พูดเป็นความจริงหรือเปล่า ?”


“อืม” ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นท่าทีที่ดูตื่นเต้นของเหวินเฉียงผ่านกระจกมองหลัง


“ไอ้หยา แท้จริงแล้วคนที่นอนเตียงชั้นบนของฉันคืออดีตราชาทหารอย่างนั้นเหรอ ! พี่ซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างแนบเนียนจริงๆ ! ทำไมก่อนหน้านี้พี่ถึงไม่บอกฉันเลยล่ะ ?” แม้ว่าเหวินเฉียงจะไม่ได้มีประสบการณ์ในด้านนี้ แต่เขาก็รู้ว่าหน่วยรบพิเศษนั้นเป็นตัวแทนของอะไร


“ฉันก็บอกนายไปแล้วไงว่าฉันเป็นทหารที่ปลดประจำการแล้ว” ไป๋โม่เฉินปฏิเสธที่จะยอมรับ


“แต่พี่ก็ไม่ได้บอกว่าพี่เคยทำอะไรมาก่อนนี่นา !”


ฟู่เยี่ยนมองไปที่เหวินเฉียง ตอนนี้เขาได้กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้งแล้ว เธอครุ่นคิดอยู่ภายในใจว่าเธออาจต้องบอกเรื่องนี้กับฟางจ้าวตี้ ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆแล้ว


“ยังไงก็เถอะ เรามาคุยกันดีกว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ไม่สามารถเปิดเผยออกไปได้ ดังนั้น เหวินเฉียง นายต้องบอกว่าเราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นของนาย ส่วนลุงเริ่นคืออาจารย์ของพวกเรา !” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมา


“ไม่มีปัญหา เรียกฉันว่าอาจารย์เริ่นเถอะ ครั้งนี้เป็นการออกไปสำรวจบ้านนักศึกษาของมหาวิทยาลัยตี้ตู และทุกคนจะมีหน้าที่ของตัวเอง โดยต้องออกไปรวบรวมเพลงพื้นบ้าน รูปภาพปีใหม่ และของแปลกอื่นๆ”


“นอกจากนี้ยังต้องสำรวจข้อมูลพืชผล สภาพอากาศ และข้อมูลอื่นๆในท้องถิ่นอีกด้วย ให้ทุกคนจดบันทึกเอาไว้ แล้วเราค่อยไปสรุปอีกทีหลังจากที่กลับไปถึงมหาวิทยาลัยแล้ว”


เริ่นเปียวสวมบทบาทเป็นอาจารย์และเริ่มพูดคุยกับทุกคนในทันที เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง เขาดูคล้ายกับอาจารย์ตัวจริงที่กำลังสอนนักศึกษาอยู่มากๆ


“ลุงเริ่น ลุงทำได้ดีมากจริงๆ เมื่อกี้นี้ผมเกือบจะโดนลุงหลอกแล้ว !” หลังจากนั้นไม่นาน ฉางหยู่เซิงก็ได้พูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม


“เอาล่ะ เรามาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งดีกว่า ฉันชื่อฟู่เยี่ยน เป็นนักศึกษาปีหนึ่งจากภาควิชาโบราณคดี เป็นเพื่อนของเหวินเฉียง ครั้งนี้ฉันกำลังจะไปที่บ้านเกิดของนาย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ !”


ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ที่ผู้โดยสารด้านหน้า เธอจึงต้องหันหลังกลับไปเพื่อที่จะพูดคุยกับทุกคน แม้ว่าใบหน้าของเธอจะยังดูสดใส แต่อารมณ์ของเธอก็ได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด


“ฉันเป็นนักศึกษาจากภาควิชาจิตวิทยา ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” ไป๋โม่เฉินรีบแนะนำตัวตามเธอมาติดๆ และอารมณ์ของเขาก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน เขากลายเป็นคนที่อ่อนโยนและดูสุขุมไปแล้ว โชคดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นเสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่จึงได้ปกปิดมัดกล้ามของเขาเอาไว้ได้อย่างดี


“ฉันชื่อเสี่ยวหู มาจากภาควิชาภาษาศาสตร์ สวัสดีทุกคนด้วย” ใบหน้าของหูจินดูสดใสเป็นพิเศษ เธอรวบผมไว้ด้านหลัง แลดูเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยคนหนึ่ง


“ฉันชื่อเสี่ยวฉาง มาจากภาควิชากฎหมาย ทุกคน... สวัสดีนะ” ฉางหยู่เซิงเองก็เปลี่ยนบุคลิกของเขาในเพียงไม่กี่วินาทีเช่นกัน ตอนนี้เขากลายเป็นเด็กเรียนไปแล้ว


“ฉัน... ฉันชื่อเสี่ยวเหวิน มาจากภาควิชาจิตวิทยา พวกคุณทุกคนสุดยอดมากเลย !” เหวินเฉียงตกใจเป็นอย่างมากที่ทุกคนสามารถเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองได้ในไม่กี่วินาทีแบบนี้


“ฮ่าฮ่า นี่เป็นเพียงการแสดงขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง เหวินเฉียง นายช่วยบอกถึงสถานการณ์โดยรวมเกี่ยวกับครอบครัวของนายให้พวกเรารู้หน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนยิ้มพลางขอให้เหวินเฉียงแนะนำสถานการณ์เบื้องต้นให้กับทุกคนทราบ


“พ่อกับแม่ของฉันเป็นชาวนา อย่างที่ทุกคนรู้ พ่อของฉันยังเป็นผู้อำนวยการหน่วยรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านด้วย ส่วนแม่ของฉันก็เป็นผู้บัญชาการกองร้อยของกองทหารอาสาในหมู่บ้าน เธอเป็นคนที่ใจร้อน แต่ก็มีเหตุผล”


“พี่ชายคนโตของฉันแต่งงานแล้ว ตอนนี้เขาทำงานเป็นคนงานอยู่ในเมืองของเรา ที่ทำงานของเขาเป็นโรงงานผลิตสินค้าบริโภคของรัฐ ส่วนพี่สะใภ้ทำงานที่โรงงานสิ่งทอ”


“พี่สาวของฉันก็แต่งงานออกไปแล้วเช่นกัน ตอนนี้เธอย้ายไปอยู่หมู่บ้านข้างๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้กลับมาที่บ้านบ่อยนัก…”


“ส่วนน้องสาวของฉันกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งในปีนี้ ก่อนหน้านี้เธอล้มป่วยลงเสียก่อน จึงยังสอบไม่ผ่าน”


ครอบครัวของเหวินเฉียงเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆในเขตชนบท ซึ่งมีครอบครัวแบบนี้อยู่อีกหลายพันครอบครัว แต่โชคยังดีที่พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง และเต็มใจที่จะส่งลูกๆให้เรียนสูง ครอบครัวของพวกเขามีฐานะที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ก็ดีแค่ในหมู่บ้านเท่านั้น


“เท่าที่นายรู้มา มีใครในหมู่บ้านของนายที่พอจะดูดวงได้บ้างไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมา ก่อนจะชำเลืองมองไปที่หูจิน ซึ่งเมื่อวานนี้หูจินได้บอกกับเธอเป็นการส่วนตัวว่าบุคคลที่น่าสงสัยอาจจะเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวของเธอ


“ใช่ๆ โดยเฉพาะหมอดูที่เป็นผู้หญิงน่ะ” หูจินพูดเสริมขึ้นมา พร้อมกับชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน เมื่อวานนี้เธอได้ขอให้ฟู่เยี่ยนอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไป เพราะหากมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลของเธอจริงๆ ตระกูลหูจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมากแน่นอน


เธอจะพูดได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วเท่านั้น มิเช่นนั้นภารกิจครั้งนี้จะกลายเป็นการจับแพะรับบาปไปในทันที


“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อันที่จริงป้าของฉันก็น่าจะรู้ และแม่ของฉันเองก็น่าจะรู้ด้วยเช่นกัน ฉันไม่ค่อยได้สนใจเรื่องแบบนี้เลย แล้วเธออยากจะบอกเหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ให้พ่อกับแม่ของฉันทราบด้วยหรือเปล่า ?”


เหวินเฉียงพูดพลางสั่นไปทั้งตัว เขากำลังเป็นกังวลว่าแม่ของเขาจะตะโกนออกมาทันทีที่รู้เรื่องนี้หรือเปล่า


“เราไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของนายได้ เพราะเรายังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา ดังนั้นนายคิดว่าพ่อกับแม่ของนายสามารถเก็บความลับนี้ได้หรือเปล่าล่ะ ?” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยแววตาที่เคร่งขรึม พวกเขาจำเป็นต้องบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหวินเฉียงให้พ่อกับแม่ของเขารู้ด้วย


“เราลองไปคุยกันดูก่อนเถอะ แม้ว่าแม่ของฉันจะเป็นคนใจร้อน แต่เธอก็เป็นคนที่รอบรู้มาก ส่วนพี่ใหญ่ของฉันกับคนอื่นอย่าไปพูดถึงพวกเขาเลย” เหวินเฉียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไป


หลังจากที่พูดคุยกันได้สักพัก พวกเขาทั้งหมดก็ได้หยุดพูดก่อนจะหลับตาลงและทำจิตใจให้สงบ เรื่องนี้ไม่สามารถล่าช้าได้ ทางที่ดีควรจะหาตัวคนทำให้ได้ภายในสามวัน


พวกเขาเกรงว่าหากอยู่ที่นี่นานเกินไป อาจจะเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ และปัญหามากมายก็จะตามมาไม่รู้จบ



ตอนที่ 497: ตระกูลเหวิน



กว่าฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะมาถึงบ้านของเหวินเฉียง เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นช่วงเย็นแล้ว เนื่องจากเหวินเฉียงไม่ค่อยชำนาญทางสายเล็กๆในหมู่บ้าน พวกเขาจึงล่าช้าไปเล็กน้อย


เพื่อทำเวลาในการเดินทาง พวกเขาจึงหยุดรถแค่ตอนกินอาหารกลางวัน และจัดการเรื่องส่วนตัวเท่านั้น ก่อนจะออกเดินทางต่อในทันที


หมู่บ้านที่ครอบครัวของเหวินเฉียงอาศัยอยู่นั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลมากนัก เพียงแต่พวกเขาอยู่บริเวณรอบนอกของเมืองเท่านั้น ซึ่งชีวิตของผู้คนที่นี่ค่อนข้างเปิดกว้าง แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่อยู่ห่างไกลแต่อย่างใด


ครอบครัวของเหวินเฉียงเป็นหนึ่งในครอบครัวใหญ่ของหมู่บ้าน แค่ดูจากสภาพของบ้านในหมู่บ้านก็พอจะบอกได้แล้ว บ้านของพวกเขามีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่โตและยังดูเหมือนว่าเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง


ถนนของที่นี่ค่อนข้างกว้าง และยังมีลานนวดข้าวอยู่ที่ประตูบ้านของพวกเขาด้วย ที่แห่งนี้ไม่ได้มีคนพลุกพล่านมากนัก ไป๋โม่เฉินจึงได้จอดรถไว้ที่นั่น


“พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว” เหวินเฉียงเปิดประตูบ้านพร้อมกับตะโกนเรียกพ่อกับแม่ทันที


ตอนนี้พ่อ แม่และน้องสาวของเหวินเฉียงกำลังกินมื้อเย็นกันอยู่ ซึ่งอาหารมื้อเย็นนั้นค่อนข้างเรียบง่ายมากๆ มีเพียงโจ๊กคนละชามและเครื่องเคียงไม่กี่จานเท่านั้น


“อะไรกัน ทำไมจู่ๆฉันถึงได้ยินเสียงของเฉียงจื่อกันล่ะ ?” จ้าวชุนฮวาแม่ของเหวินเฉียงพูดขึ้นมาทันที


“แม่คะ นั่นมันเสียงของพี่จริงๆ หนูจะไปเปิดประตูเองค่ะ” เหวินเซียงพูดพร้อมกับวางชามในมือลง


“พ่อจะไปเอง ลูกกินข้าวต่อเถอะ ทำไมเขาถึงได้กลับมาเวลานี้ล่ะ ? หวังว่าคงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหรอกนะ !” ผู้เป็นพ่อได้หยุดเธอเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินตรงไปที่ประตู


“พ่อครับ ทำไมถึงได้เปิดประตูช้าจัง !” เหวินเฉียงบ่นออกมา


“เด็กคนนี้นี่ ทำไมถึงได้กลับมาที่บ้านกันล่ะ ? ทำไมถึงไม่ตั้งใจเรียนให้ดี จะกลับมาทำไม ?” พ่อของเหวินเฉียงเปิดประตูออกมาพร้อมกับบ่นเล็กน้อย


“พ่อครับ อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนั้นเลย เราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ อาจารย์เริ่นครับ นี่พ่อของผมเอง” เหวินเฉียงรีบแนะนำเริ่นเปียวในทันที


“คุณคือพ่อของเหวินเฉียงใช่ไหมครับ ! ฉันชื่อเริ่นตงเฟิง ครั้งนี้พวกเราคงต้องรบกวนคุณแล้ว !” เริ่นเปียวกล่าวทักทายพร้อมกับเข้าไปจับมือพ่อของเหวินเฉียง


เมื่อพ่อของเหวินเฉียงเห็นว่ามีคนหลายคนมาที่บ้านของเขา เขาจึงรีบตะโกนเข้าไปข้างในทันที


“คุณ เรามีแขก รีบออกมาเร็วเข้า !” เขาตะโกนบอกทั้งสองคนที่อยู่ในบ้าน


เมื่อเข้าไปในบ้าน ตระกูลเหวินก็ได้ต้อนรับแขกเป็นอย่างดี จากนั้นเริ่นเปียวก็ได้บอกกับทุกคนในตระกูลเหวินถึงจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่


“อย่างนี้นี่เอง ! ผมคิดว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับเหวินเฉียงเสียอีก เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะพาทุกคนไปที่หมู่บ้านเองครับ”


“ผู้คนในหมู่บ้านของเราใจดีมาก อย่ากังวลไปเลย พวกคุณสามารถอยู่ที่นี่กี่วันก็ได้ เนื่องจากพวกคุณเลือกเราแล้ว คนในหมู่บ้านจะต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแน่นอน !”


พ่อของเหวินเฉียงเป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว ทั้งยังดูเป็นกันเองอีกด้วย


พรุ่งนี้เขาจะไปบอกกับหัวหน้าหมู่บ้านว่าคนเหล่านี้คืออาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยตี้ตู ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านของเขาเคยเห็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆมากมายอยู่แล้ว ! มีนักศึกษามาที่นี่เยอะมาก และสิ่งนี้ก็เป็นการนำความรุ่งโรจน์มาสู่พวกเขาทางอ้อม !


“พ่อครับ พวกเรายังไม่ได้กินอะไรมาเลย เราต้องรีบเดินทางมาที่นี่ เลยได้กินแค่มื้อเที่ยงไปนิดหน่อยเท่านั้น ที่บ้านของเรามีอะไรกินบ้างหรือเปล่าครับ ?” เหวินเฉียงพูดแทรกขึ้นมา


“พ่อไม่รู้ว่าลูกจะกลับมานี่นา ตอนนี้ที่บ้านของเรามีแค่โจ๊กเท่านั้น หากจะเชือดไก่ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว คืนนี้เรามากินโจ๊กกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยไปกินของอร่อยกันดีกว่า” แม้ว่าจ้าวชุนฮวามักจะดุเฉียงจื่ออยู่บ่อยๆก็ตาม แต่เธอยังคงดูสุภาพต่อคนอื่นมาก


“คุณลุงอย่ากังวลไปเลยครับ เรามีเนื้อแดดเดียวอยู่ในรถ ผมขอไปหยิบมันก่อนนะครับ”


ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้ลุกขึ้นและเดินไปที่รถ เขาหยิบเนื้อแดดเดียวและของขวัญหลายชิ้นที่เตรียมเอาไว้เมื่อวานนี้มามอบให้กับจ้าวชุนฮวา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีข้าว แป้งและน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีเหล้าที่ฟู่ต้าหย่งหมักเองอีกด้วย


“เฉียงจื่อ ทำไมถึงปล่อยให้เพื่อนร่วมชั้นของลูกเสียเงินซื้อของพวกนี้มาด้วยล่ะ เงินพวกนั้นสามารถใช้กินอาหารได้สองสามมื้อเลยนะ” จ้าวชุนฮวารีบพูดขึ้นมาทันที


“คุณป้าครับ ผมอยู่หอพักเดียวกันกับเฉียงจื่อมาหนึ่งปีแล้ว ของขวัญพวกนี้ไม่ได้เป็นของมีค่าอะไรมากมายเลย ผมอยากจะมาเยี่ยมคุณป้านานมากแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลามาสักที”


ขณะที่ไป๋โม่เฉินไปเอาของ จ้าวชุนฮวาก็ได้มองไปยังฟู่เยี่ยนและหูจินอย่างไม่วางตา


“เฉียงจื่อ ช่วยแนะนำให้เรารู้จักเพื่อนร่วมชั้นของลูกหน่อยได้หรือเปล่า ?” แววตาของจ้าวชุนฮวานั้นไม่ได้ดูเหมือนว่าเธอกำลังมองเพื่อนร่วมชั้นของเหวินเฉียงเลย แต่มันเหมือนกับการมองหาลูกสะใภ้มากกว่า


เมื่อเห็นเช่นนั้น เหวินเฉียงจึงรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก


“แม่ นี่คือเสี่ยวฟู่ ส่วนคนนี้คือเสี่ยวหู คนนั้นคือเสี่ยวฉาง และคนที่ออกไปเมื่อกี้นี้คือเสี่ยวไป๋ พวกเราทั้งสองคนอยู่หอพักเดียวกันครับ”


ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับของบางอย่าง ทำเอาจ้าวชุนฮวาและสามีของเธอต่างก็ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ


“คุณลุงครับ คุณป้าครับ ช่วยรับมันเอาไว้ด้วยเถอะ ช่วงนี้เราต้องรบกวนพวกคุณ ผมได้ยินเหวินเฉียงพูดอยู่บ่อยๆ ว่าคุณป้าทำอาหารอร่อยมาก ส่วนเหล้านี้พ่อตาของผมหมักมันเอง มันไม่ได้มีขายตามท้องตลาดทั่วไป คุณลุงกับคุณป้าจะไม่ลองชิมมันดูสักหน่อยเหรอครับ ?”


หากไป๋โม่เฉินต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับใครสักคน เขาจะทำให้คนๆนั้นรู้สึกราวกับว่าเป็นสายลมของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็มั่นใจในสิ่งนี้เช่นกัน หลังจากนั้นไม่นาน พ่อกับแม่ของเหวินเฉียงก็ได้ยืดตัวขึ้น


“เด็กสาวสองคนนี้ช่างเป็นคนที่มีการศึกษาตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว น่าอิจฉาจริงๆ สำหรับคนที่ได้รับโอกาสเรียนแบบนี้ ไม่สิ ลูกสาวของฉันเองก็เตรียมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน เหวินเซียงทักทายพี่สาวทั้งสองสิ”


จ้าวชุนฮวาคิดกับตัวเองว่าเด็กสาวทั้งสองคนนี้เป็นคนที่เก่งมาก ไม่ว่าคนไหนก็เหมาะที่จะเป็นลูกสะใภ้ของเธอ นี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษของตระกูลเหวินเฝ้าขอพรมาตลอดสิบแปดชั่วอายุคนแล้ว !


บางทีแววตาที่แม่ของเขาแสดงออกมาอาจจะดูเปิดเผยมากเกินไป เหวินเฉียงจึงคิดจะบอกแม่ของเขาในภายหลังว่าฟู่เยี่ยนเป็นคู่หมั้นของไป๋โม่เฉิน มิเช่นนั้นหากเกิดการเข้าใจผิดขึ้นมาคงแย่แน่ ! นั่นเท่ากับการฆ่าตัวตายชัดๆ !


“สวัสดีค่ะคุณป้า หนูชื่อเสี่ยวฟู่ ลูกสาวของคุณป้าชื่อเหวินเซียงใช่ไหมคะ ? แล้วปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นการจ้องมองของจ้าวชุนฮวาแล้ว ดังนั้นเธอจึงรีบเป็นเรื่องคุยโดยพูดถึงเหวินเซียงแทน


“อย่าเสียมารยาทสิ เหวินเซียง มาคุยกับพี่สาวของลูกหน่อยสิ ลูกไม่ชอบคนที่เรียนเก่งๆอย่างนั้นเหรอ ?” จ้าวชุนฮวาสะกิดเหวินเซียงจากด้านหลัง เพื่อให้เธอเข้ามาคุยกับฟู่เยี่ยนและหูจิน


“ฉันชื่อเหวินเซียง ปีนี้ฉันมีอายุ18ปีแล้ว” เหวินเซียงเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก เมื่อปีที่แล้วเธอพลาดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนื่องจากอาการป่วย ปีนี้เธอจึงเตรียมตัวมาตลอดทั้งปี


“สวัสดี ฉันแซ่หู เรียกฉันว่าเสี่ยวหูก็ได้ ฉันคิดว่าเธอต้องทำได้อย่างแน่นอน แล้วการเรียนของเธอเป็นยังไงบ้าง ?”


เธอต้องแสร้งทำตัวเองให้ดูสมบทบาทที่สุด ซึ่งการพูดและอารมณ์โดยรวมของหูจินนั้น ดูราวกับว่าเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจริงๆ


จากนั้น ฟู่เยี่ยนและหูจินก็ได้เริ่มพูดคุยกับเหวินเซียง แต่การพูดคุยของพวกเธอนั้นไม่ได้ดูเป็นทางการเท่าไหร่ เพราะพวกเธอไม่จำเป็นต้องหาเบาะแสจากคนในครอบครัวนี้มากนัก


ฟู่เยี่ยนใช้โอกาสตอนที่หูจินกำลังพูดคุยกับเหวินเซียง ลอบสังเกตโหงวเฮ้งของสมาชิกหลายคนในตระกูลเหวิน เหตุการณ์ของเหวินเฉียงเป็นภัยพิบัติที่มาอย่างไม่คาดคิด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดวงชะตาของเขาเลย


เหวินเซียงสนิทกับหูจินและฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว และรู้สึกว่าทั้งคู่มีทักษะการพูดที่หลากหลายมาก


หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนก็ได้เริ่มคุยกัน ช่วงนี้อากาศยังไม่ค่อยหนาวมากนัก จึงไม่มีใครเข้านอนเร็ว เมื่อพูดถึงเรื่องประเพณี พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงสิ่งต่างๆในหมู่บ้าน


พ่อของเหวินเฉียงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านของเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน พวกเขาพูดคุยกันแค่เรื่องทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงประเด็นหลักเลย


ฟู่เยี่ยนยังคงจำได้ว่าตอนมาถึง เธอเห็นภูเขาที่อยู่ด้านหลังของหมู่บ้านมีกลิ่นอายของพลังอภิปรัชญาจางๆแผ่ออกมา เธอจึงคิดว่าจะไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้ บางทีอาจจะมีเบาะแสบางอย่างก็ได้


เมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้งและเห็นว่าดึกมากแล้ว ทุกคนจึงได้แยกย้ายกันเข้านอน



ตอนที่ 498: จับคู่



จ้าวชุนฮวาได้จัดห้องเอาไว้ให้กับทุกคนแล้ว บ้านของเธอยังมีห้องว่างอยู่ โดยเริ่นเปียวและฉางหยู่เซิงจะนอนห้องเดียวกัน อีกห้องหนึ่งคือฟู่เยี่ยนและหูจิน ส่วนไป๋โม่เฉินก็นอนกับเหวินเฉียง


หลังจากที่เหวินเฉียงจัดที่นอนให้กับไป๋โม่เฉินเสร็จ เขาก็ได้ไปที่ห้องของพ่อกับแม่


“เฉียงจื่อ บอกความจริงมา ลูกกลับมาทำไมกัน ?” พ่อของเขารู้สึกสงสัยว่าพวกเขามาที่นี่ทำไมกัน ?


“พ่อครับ แม่ครับ ที่พวกเรามาที่นี่ในครั้งนี้ก็เพื่อรวบรวมขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้านของหมู่บ้านเรา นี่คืออีกมุมหนึ่งของการสำรวจข้อมูลประชากรเบื้องต้น พูดไปพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจหรอกครับ” เหวินเฉียงพยายามพูดบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น


“ทำไมพ่อจะไม่เข้าใจกันล่ะ พ่อเห็นชีวิตของผู้คนมามากมายขนาดไหนแล้ว ? อาจารย์ของลูกไม่ได้มาที่นี่เพื่ออยากจะสำรวจหมู่บ้านของเราหรอกใช่ไหม ?” ต้องบอกเลยว่าไหวพริบของเขานั้นดีมากจริงๆ


“หมู่บ้านของเรามีหลายอย่างให้สำรวจอยู่แล้วครับ พ่อพักผ่อนก่อนเถอะ !” เหวินเฉียงกลัวว่าพ่อของเขาจะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาจึงได้หันหลังกลับและกำลังจะกลับไปที่ห้องของเขา


“เฉียงจื่อ เดี๋ยวก่อน อย่าไปฟังที่พ่อของลูกพูดเลย เขาไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านสักหน่อย เขาก็แค่ถามไปอย่างนั้นแหละ”


“เฉียงจื่อ แม่คิดว่าเด็กสาวที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของลูกดูหน้าตาดีทั้งคู่เลยนะ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงร่างสูงคนนั้น ลูกคิดว่าเธอเป็นยังไงบ้าง ? ลูกชอบเธอหรือเปล่า ?” จ้าวชุนฮวาถามกับเหวินเฉียงออกไปตรงๆ ตอนนี้เธอเห็นเด็กสาวทุกคนเป็นลูกสะใภ้ของเธอหมดแล้ว


“แม่ครับ ! หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว เสี่ยวฟู่เป็นคู่หมั้นของไป๋โม่เฉิน และพวกเขาทั้งคู่ก็กำลังจะหมั้นหมายกันเร็วๆนี้อีกด้วย ส่วนเสี่ยวหูก็เป็นคนรักของเสี่ยวฉาง แม่อย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าพวกเขาอีกเลยครับ เดี๋ยวจะลำบากใจกันเปล่าๆ”


ตอนนี้เหวินเฉียงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบอกว่าหูจินและฉางหยู่เซิงเป็นคู่รักกัน และคิดกับตัวเองว่าพรุ่งนี้เขาต้องบอกเรื่องนี้กับคนทั้งสอง


“ไอ้หยา? เป็นแบบนั้นเองหรอกเหรอ แล้วยังมีเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้หญิงคนอื่นอีกหรือเปล่า ? ลูกควรลองมองหาใครสักคนได้แล้วนะ ในอนาคตลูกต้องอยู่ที่เมืองหลวงอยู่แล้ว หาใครสักจากเมืองหลวง เพื่อที่ครอบครัวของพวกเธอจะช่วยดูแลลูกกับว่าที่ภรรยาในอนาคตได้”


“พ่อกับแม่มีพี่ชายของลูกอยู่ที่บ้านแล้ว ดังนั้นลูกไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเรา” จ้าวชุนฮวาเป็นคนฉลาดและวางแผนสำหรับลูกชายของเธอตั้งแต่เนิ่นๆ


“เฮ้อ ใครมันจะมาชอบคนแบบผมกัน ? หากต้องการหาคู่ ผมคงต้องจุดธูปขอพรให้มากขึ้นแล้วล่ะครับ”


เมื่อเหวินเฉียงได้ยินสิ่งที่แม่ของเขาพูด เขาก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องระหว่างเขากับฟางจ้าวตี้เลย เพราะฟางจ้าวตี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่แม่ของเขาพูดมาแม้แต่น้อย


“เป็นอะไรไป ? ลูกเป็นถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยตี้ตูอันทรงเกียนติเชียวนะ แม้ว่าหมู่บ้านของเราจะอยู่ห่างจากที่นั่นกว่าหนึ่งร้อยลี้ แต่ลูกก็สามารถสอบเข้าเป็นนักศึกษาได้ จะมีสักกี่คนกันที่ทำได้แบบนี้ ?”


“นอกจากนี้ลูกเองก็ไม่ได้ดูแย่เลย ลูกทั้งสูงและหน้าตาดี แม้ว่าจะไม่ได้ดูดีเท่าเพื่อนร่วมหอพักของลูกก็ตาม แต่ลูกเองก็ยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง”


จ้าวชุนฮวารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากกับการที่เหวินเฉียงดูถูกตัวเองแบบนี้ โดยธรรมชาตินั้นผู้เป็นแม่ก็มักจะคิดว่าลูกชายของตัวเองเก่งในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว


“แม่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ เอาไว้ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง ช่วงนี้แม่คงต้องช่วยทำอาหารให้ทุกคนด้วยนะครับ พวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นชาวเมือง คงจะไม่ค่อยชินกับอาหารพื้นถิ่นมากเท่าไหร่” เหวินเฉียงเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอีกครั้ง


“แม่รู้แล้ว ! ลูกลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอว่าครอบครัวของเราปฏิบัติต่อแขกอย่างไร พรุ่งนี้แม่จะเชือดแม่ไก่ตัวใหญ่ และทำอาหารเพิ่มอีกสักสองสามอย่างให้กับทุกคนเอง” จ้าวชุนฮวามองไปยังลูกชายของเขาด้วยสีหน้าที่ดูโกรธเคือง เด็กคนนี้ช่างไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ !


หากยังมีนิสัยแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่เขาถึงจะมีคู่กันล่ะ ?


“ได้เลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ หลังจากที่นั่งรถมาตลอดทั้งวัน ผมเหนื่อยมากเลย เอาไว้ค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้นะครับ” เหวินเฉียงแทบรอไม่ไหวที่จะกลับไปยังห้องของตัวเอง การที่เขามาที่นี่มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย


“เฉียงจื่อ พ่อเห็นนะว่าเพื่อนร่วมหอพักของลูกมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ลูกต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้นะ” พ่อของเขาพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ พร้อมกับจุดบุหรี่


เมื่อเห็นเช่นนั้น เหวินเฉียงก็ได้ถอนหายใจยาวออกมา แววตาพ่อของเขาช่างเยือกเย็นมากจริงๆ


ครอบครัวของไป๋โม่เฉินนั้นทั้งร่ำรวยและมีเกียรติ นี่เป็นความเข้าใจของทุกคนที่อยู่ร่วมหอพักกับเขา


“เข้าใจครับพ่อ มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมชั้นของผมคงจะไม่ดีแน่ๆ หากมีเรื่องอื่นเข้ามาปะปน”


ไม่ว่าครอบครัวของไป๋โม่เฉินจะเป็นอย่างไร เหวินเฉียงก็ไม่ต้องการที่จะปกปิดความรู้สึกของเขาเลย เพราะนี่เป็นเรื่องของความนับถือที่เขามีต่อครอบครัวของไป๋โม่เฉินนั่นเอง


หลังจากที่ออกมาจากห้องของพ่อกับแม่ เหวินเฉียงก็เห็นน้องสาวคนเล็กของเขายืนอยู่หน้าห้อง ราวกับว่าเธอกำลังรอเขาอยู่


“เซียงเซียง ? ทำไมถึงยังไม่นอนอีกล่ะ ? เธอสบายดีหรือเปล่า ? แน่ใจแล้วเหรอว่าเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ? เธอต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองให้มากๆนะ หากมีไข้ขึ้นสูงเหมือนกับปีที่แล้ว ก็อย่าเพิ่งไปสอบเลย” เหวินเฉียงคุยกับน้องสาวคนเล็กของเขาอย่างเป็นห่วง


“อืม เข้าใจแล้วค่ะพี่ชาย ฉันมีบางอย่างที่อยากถามกับพี่ ผู้หญิงที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นทั้งสองคนของพี่มีคนรักแล้วหรือยัง ?” เหวินเซียงเห็นว่าทั้งฟู่เยี่ยนและหูจินต่างก็เป็นคนดี เธอจึงมีความคิดที่จะช่วยหาคู่ให้กับพี่ชายของเธอ


“เป็นเรื่องนี้เองหรอกเหรอ เสี่ยวฟู่กับเสี่ยวไป๋เป็นคู่หมั้นกัน ส่วนเสี่ยวหูกับเสี่ยวฉางก็กำลังดูใจกันอยู่ พวกเขาต่างก็มีคู่กันหมดแล้ว” เหวินเฉียงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบอกไปว่าหญิงสาวทั้งสองคนนี้มีคนรักอยู่แล้ว


“เอ๋? ทำไมพี่ถึงไม่หาคนดีๆแบบนี้มาเป็นพี่สะใภ้ของฉันล่ะ มันคงจะดีมากเลย” คำพูดของเหวินเซียงทำให้เหวินเฉียงรู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งขึ้น


“อืม เธอก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วย รีบเข้านอนเถอะ ตอนกลางคืนมันหนาวนะ”


เหวินเฉียงพาน้องสาวของเขาไปส่งที่ห้อง ก่อนจะรีบกลับไปยังห้องนอนของเขา


…….....


“เฮ้ พี่สาม พี่คิดว่าใครคือคนที่ทำร้ายฉัน ? พี่ได้ถามฟู่เยี่ยนบ้างหรือเปล่าว่าเธอมีเบาะแสอะไรบ้างไหม ?” เหวินเฉียงยังคงเป็นกังวลในเรื่องเล็กน้อย และยิ่งเขาอยู่ที่บ้านมากเท่าไร เขาก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นเท่านั้น เขาแทบรอไม่ไหวและอยากจะทราบผลในวันพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ


“อย่าเพิ่งคิดมากสิ นายก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าฉันไม่มีโอกาสได้คุยกับฟู่เยี่ยนเลย ! นอนก่อนเถอะ ฉันคิดว่าเธอต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วแน่ๆ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าฉันจะถามเธอให้ก็แล้วกัน”


“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราเข้านอนกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า”


“เป็นการดีกว่าหากเราจะยังไม่บอกเรื่องนี้กับคุณลุงและคุณป้า รอจนกว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลายก่อนดีกว่า ถึงตอนนั้นปฏิกิริยาของพวกเขาคงจะเบาลงกว่านี้” ไป๋โม่เฉินพูดเตือนออกไป


“พี่พูดถูก ที่ฉันไม่ได้บอกพ่อกับแม่ของฉันก็เพราะฉันกลัวเรื่องนี้นั่นแหละ” เหวินเฉียงถอนหายใจออกมาด้วยความทุกข์ใจ


…....…


ฟู่เยี่ยนมีหูและสายตาที่เฉียบแหลมอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ได้ และเธอก็ได้คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว บนภูเขาจะต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน พรุ่งนี้เธอจะต้องขึ้นไปตรวจสอบดูสักหน่อยแล้ว


พรุ่งนี้เธอยังต้องถามอีกว่ามีใครในหมู่บ้านที่ดูดวงได้บ้าง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะถามถึงเรื่องนี้ เพราะหากคนเลวพวกนั้นต้องการทำร้ายผู้อื่น พวกเขาจะต้องปิดบังความสามารถของตัวเองเอาไว้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว


หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้ผล็อยหลับไป การเดินทางในวันนี้ช่างเหนื่อยมากจริงๆ


ไม่ไกลจากบ้านตระกูลเหวินมากนักมีบ้านที่ดูทรุดโทรมหลังหนึ่งอยู่ เมื่อฟู่เยี่ยนและคนอื่นเข้ามาในหมู่บ้าน หญิงชราที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก็ได้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะมองออกไปไกลๆราวกับกำลังฟังเสียงอะไรบางอย่างอยู่


“คนของตระกูลหูเหรอ ? นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันในรอบหลายปีเลยทีเดียว” หญิงชราพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับสีหน้าที่รำลึกถึงเรื่องราวในอดีต


แต่หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอทั้งร้องไห้และหัวเราะออกมาพร้อมกัน ประกอบกับใบหน้าที่ดูเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ หากใครเห็นเธอในตอนกลางคืน คงจะต้องกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างแน่นอน


หญิงชราเปิดกล่องใบหนึ่งออกด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะหยิบรูปถ่ายที่เก่ามากออกมา ซึ่งเธอเก็บรักษามันเอาไว้เป็นอย่างดี


“สิบห้าปี คุณจากไปสิบห้าปีแล้วสินะ เมื่อฉันล้างแค้นได้สำเร็จ ฉันจะตามไปอยู่กับคุณ ที่ฉันยอมละทิ้งครอบครัวก็เพื่อคุณ ในที่สุดฉันก็ได้รับมรดกจากแม่สามีแล้ว คุณอยู่บนสวรรค์เคยรู้บ้างไหมว่าฉันเหงาขนาดไหน ?”


หญิงชราลูบไล้ไปที่ใบหน้าของบุคคลที่อยู่ในภาพ หากไม่เห็นถึงสีหน้าที่ดูแปลกประหลาดของเธอ มันจะเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความคิดถึงอย่างสุดซึ้งเลยทีเดียว



ตอนที่ 499: เบาะแส



เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนและคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นกันตั้งแต่เช้า


ช่วงนี้กว่าฟ้าจะสางก็เป็นเวลาหกโมงเช้าแล้ว ซึ่งตระกูลเหวินเคยชินกับการตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว แต่พวกเขาไม่คิดเลยว่าผู้คนจากเมืองหลวงเองก็จะตื่นแต่เช้าเช่นกัน


“เสี่ยวฟู่ เสี่ยวหู ทั้งสองคนตื่นแล้วเหรอ ? ฉันพยายามเดินเบาๆ เพราะกลัวจะไปทำให้พวกเธอทั้งสองคนตื่น แล้วเมื่อคืนนี้หลับสบายกันหรือเปล่า ?” จ้าวชุนฮวารู้สึกอารมณ์ดีมากเมื่อเห็นเด็กสาวทั้งสองคน แม้ว่าทั้งสองจะไม่สามารถเป็นลูกสะใภ้ของเธอได้ก็ตาม แต่เธอก็ยังคงมีความสุขที่ได้เห็นสองสาว


“คุณป้าคะ พวกเรานอนหลับสบายมากเลยค่ะ ตอนกลางคืนของที่นี่เงียบมาก หนูนอนหลับสนิทกว่าที่หอพักของมหาวิทยาลัยเสียอีกค่ะ” คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย


“ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปทำกับข้าวมื้อเช้าก่อน พวกเธอสองคนไปเดินเล่นในสวนก่อนก็ได้ แต่บ้านของเราเลี้ยงไก่ พื้นอาจไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่นะ ระวังรองเท้าของพวกเธอเปื้อนด้วย” จ้าวชุนฮวามองไปที่ฟู่เยี่ยนและหูจิน ซึ่งทั้งคู่สวมเสื้อผ้าที่ดูสะอาดมาก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายเล็กน้อย


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า ที่บ้านของพวกเราก็เลี้ยงไก่เอาไว้เยอะเหมือนกัน หนูจะทำความสะอาดสวนให้คุณป้าเองค่ะ !”


ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบไม้กวาดที่อยู่ข้างๆขึ้นมาและเริ่มกวาดสวนในทันที เธอปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นกันเองมากๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น หูจินก็ได้หยิบถังขึ้นมาเช่นกัน จากนั้นเธอก็ได้ไปตักน้ำจากบ่อน้ำขึ้นมารดสนามหญ้า


“ดูนั่นสิ เด็กสาวทั้งสองคนช่างน่ารักมากจริงๆ เฉียงจื่อ รีบเข้าไปช่วยพวกเธอเร็วเข้าสิ นี่มันงานของลูกไม่ใช่เหรอ” จ้าวชุนฮวารู้สึกมีความสุขมากจริงๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเหวินเฉียงที่เพิ่งตื่นนอน


“ฉันจะทำมันเอง ทำไมพวกเธอถึงแอบมาทำกันล่ะ ?” หลังจากที่เหวินเฉียงพูดจบ เขาก็ได้เดินเข้าไปหยิบถังที่หูจินถืออยู่ ส่วนไป๋โม่เฉินที่เดินตามมาด้านหลังก็ได้เข้าไปหยิบไม้กวาดจากมือของฟู่เยี่ยนเช่นกัน


“ทุกคนตื่นกันแล้วเหรอ ? ฉันกับเสี่ยวฉางออกไปเดินเล่นข้างนอกมา ที่หมู่บ้านนี้อากาศดีมากจริงๆ โดยเฉพาะภูเขาที่อยู่ด้านหลัง ต้นไม้บนภูเขาอุดมสมบูรณ์มาก วันนี้เราไปที่นั่นกันดีกว่า เราจะสำรวจพันธุ์พืชของภูเขาแห่งนี้กัน”


ในขณะนั้น เริ่นเปียวและฉางหยู่เซิงก็ได้เดินเข้ามาจากด้านนอก ซึ่งเริ่นเปียวเองก็ได้สังเกตเห็นภูเขาด้านหลังของหมู่บ้านแล้วเช่นกัน เขาคิดว่าบนภูเขาลูกนี้จะต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน จึงได้ตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะออกไปสำรวจรอบๆ


“อาจารย์เริ่น คุณขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้านไม่ได้หรอกนะคะ ไม่มีใครอยากขึ้นไปที่นั่นเลย เพราะข้างบนนั้นมีสิ่งชั่วร้ายอยู่มากมาย มีคนเคยขึ้นไปบนนั้นก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ คนในหมู่บ้านต่างก็ช่วยกันตามหาอยู่หลายวันแต่ก็หาไม่เจอ พวกเราจึงไม่ขึ้นไปที่นั่นมาหลายปีแล้ว” จ้าวชุนฮวาพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง


“แม่ครับ ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไรกัน ? ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมยังเคยขึ้นไปเก็บพุทราบนภูเขาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ?” เหวินเฉียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องในวัยเด็กของเขา


“แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน น่าจะสามหรือห้าปีที่แล้วนี่แหละ ลูกไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขากี่ปีแล้ว ลูกเรียนหนักจนจำอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ ?”


“ไม่มีใครกล้าขึ้นไปที่นั่นเลยเหรอครับ ?” เหวินเฉียงกำลังสงสัยว่าต้องมีบางอย่างบนภูเขาหลังหมู่บ้านแน่ๆ มิเช่นนั้นเริ่นเปียวคงไม่ตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปสำรวจที่นั่นอย่างแน่นอน


“มีอยู่คนหนึ่ง มีแค่ยายใบ้คนเดียวเท่านั้นที่ขึ้นไปที่นั่น แต่เธอเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร เธอมักจะเอาแต่เก็บตัวอยู่คนเดียวเสมอ และยังไม่เข้าใจที่เราพูดด้วย ฉะนั้นลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ” จ้าวชุนฮวาพูดขึ้นมา


คำพูดของจ้าวชุนฮวาทำให้ฟู่เยี่ยนต้องครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ดูเหมือนว่าหญิงชราที่เป็นใบ้คนนั้นจะมีบางอย่างผิดปกติไป บางทีเธออาจเป็นคนที่ทำร้ายเหวินเฉียงก็เป็นได้ ฉะนั้นเธอจะผลีผลามไปที่นั่นไม่ได้ หากอยากไปที่นั่นจริงๆ คงจะไปได้เฉพาะกลางคืนเท่านั้น


มาเริ่มกันที่การสังเกตพฤติกรรมของคนในหมู่บ้านนี้กันก่อนดีกว่า ดูเหมือนว่าหญิงชราที่เป็นใบ้คนนั้นจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเสียแล้ว


“เรามาทานข้าวกันก่อนเถอะ” จ้าวชุนฮวายกอาหารเช้าออกมา และทุกคนก็ได้พูดคุยกันระหว่างกินอาหารไปด้วย


“ว่าแต่พี่สะใภ้ครับ ที่หมู่บ้านของคุณมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในสิ่งต่างๆ และเข้าใจเรื่องฮวงจุ้ยบ้างหรือเปล่า พวกเราได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านมาหลายแห่งแล้ว และแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อาศัยอยู่ด้วย” เริ่นเปียวถามคำถามนี้ออกไปอย่างจงใจ


“ที่นี่เคยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านอภิปรัชญาอยู่ เขาเป็นสามีของยายใบ้ แต่เขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครสืบทอดแทนเขาอีกเลย นอกจากนี้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านก็ไม่สนับสนุนเรื่องนี้ด้วย”


จ้าวชุนฮวาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยของกองทหารอาสาในหมู่บ้าน ดังนั้นเธอจึงมีจิตสำนึกและอุดมการณ์ที่เด็ดเดี่ยวมาก


ขณะที่ทุกคนกำลังกินมื้อเช้ากันอยู่นั้น จู่ๆ ประตูก็ได้ถูกเปิดออก พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามา


“เอ๊ะ มีแขกมาที่บ้านของนายเหรอ เฉียงจื่อ นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ผู้หญิงที่เดินเข้ามามีอายุประมาณสี่สิบปี เธอมีสีหน้าที่ดูดุร้าย ด้วยดวงตาทรงสามเหลี่ยมคู่นั้น สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเธอเป็นคนที่มีจิตใจคิดคดทรยศ


ทันทีที่เข้ามา เธอก็ได้มองไปที่ทุกคน ขณะที่เธอกำลังสังเกตคนอื่นอยู่นั้น ทุกคนก็ได้สังเกตเธอด้วยเช่นกัน


ฟู่เยี่ยนมองไปที่หญิงวัยกลางคนเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะตัดสินใจอย่างไม่ลังเล ดูเหมือนว่าป้าคนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเหวินเฉียงด้วย แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ผู้บงการ แต่ก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด


เพียงแค่มองผ่านโหงวเฮ้งบนใบหน้าก็พอจะเห็นถึงความเกลียดชังและความอิจฉาที่เธอมีต่อผู้อื่นได้แล้ว


“พี่สะใภ้ เหวินเฉียงเพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง ส่วนคนเหล่านี้คือเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ของเขา พวกเขามาที่นี่เพื่อสำรวจข้อมูลด้านต่างๆของหมู่บ้านของเรา”


จ้าวชุนฮวารู้ดีว่าพี่สะใภ้คนนี้ของเธอเป็นคนแบบไหน เธอจึงพูดออกไปแค่ไม่กี่คำ และไม่ได้แนะนำทุกคนให้รู้จักอย่างละเอียดมากนัก


“ฉันจะมาบอกว่ารถคันใหญ่ที่จอดอยู่ด้านนอกกำลังเป็นที่สนใจของเด็กๆ ลองออกไปดูสิ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยลูกลิงแล้ว” ป้าของเหวินเฉียงพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเยาะ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหวินเฉียงก็ได้รีบเดินออกไปดูทันที ก่อนจะตะโกนบอกให้เด็กๆลงมาจากรถ ทั้งยังกล่าวตักเตือนเด็กๆอีกว่าพวกเขาสามารถเล่นที่รถได้ แต่อย่าทำให้รถได้รับความเสียหาย


“โอ้ เด็กสาวสองคนนี้หน้าตาดีจริงๆ สมัยนี้หาผู้หญิงสวยขนาดนี้ยากมากแล้ว !”


เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนและหูจิน ป้าของเหวินเฉียงไม่สามารถละสายตาไปจากทั้งสองคนได้เลย คงจะดีไม่น้อยหากเธอมีลูกสะใภ้สวยๆแบบนี้


“สาวน้อย พวกเธอมีคู่แล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่มี ป้ามีคนที่จะแนะนำให้พวกเธอรู้จักด้วยนะ” หญิงวัยกลางคนพูดออกมาตรงๆ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กสาวทั้งสองจะมาจากไหน


จ้าวชุนฮวากลอกตาไปมา พี่สะใภ้ของเธอเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ? ทำไมอยู่ดีๆถึงได้ไปถามคนอื่นว่ามีคู่หรือยังแบบนั้นน่ะ


ที่จริงแล้วการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ทำไมต้องมาหาคู่ที่นี่ด้วย ? เธอเป็นแม่แบบไหนกัน เธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสาวสวยทั้งสองคนนี้มาจากไหนไม่ใช่หรือ ?


“พี่สะใภ้ พี่คงไม่อยากแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกับครอบครัวของพี่จริงๆหรอกใช่ไหม ? เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลยดีกว่า ที่สำคัญเด็กสาวทั้งสองคนก็มีคนรักอยู่แล้ว ซึ่งคนรักของพวกเธอก็คือเด็กหนุ่มสองคนนี้ยังไงล่ะ” จ้าวชุนฮวาพูดพร้อมกับมองไปที่ไป๋โม่เฉินและฉางหยู่เซิง


สำหรับไป๋โม่เฉินนั้นยังคงดูปกติดี แต่ฉางหยู่เซิงกลับหน้าแดงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ที่เหวินเฉียงบอกว่าหูจินและฉางหยู่เซิงเป็นคู่รักกัน เขาทำถูกต้องแล้ว


“โอ้ แต่ลูกๆของฉันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”


ป้าใหญ่ไม่ชอบคนที่พูดถึงลูกๆของเธอในทางที่ไม่ดี และหลังจากที่พูดไม่กี่คำ เธอก็ได้ออกไปโดยไม่ได้บอกเลยว่าเธอมาที่นี่ทำไม !


ส่วนเหวินเฉียงเองก็ได้เดินกลับเข้ามาจากด้านนอกเช่นกัน เขามีท่าทีที่ดูโกรธเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าป้าใหญ่พูดอะไรกับทุกคนบ้าง


“เฉียงจื่อ พ่อของลูกเข้าไปในหมู่บ้านแล้วนะ เขาบอกว่าจะรีบกลับมา แล้วค่อยพาทุกคนไปดูรอบๆหมู่บ้านตามจุดต่างๆ ที่ทุกคนต้องการจะไป” จ้าวชุนฮวาพูดขณะกำลังจัดข้าวของ


“ให้พ่อเข้าไปในหมู่บ้านเถอะครับ ผมจะพาทุกคนไปดูรอบๆเอง” เหวินเฉียงปฏิเสธความมีน้ำใจของผู้เป็นพ่อ เพราะการที่เขาพาทุกคนไปดูรอบๆด้วยตัวเองนั้นมีอิสระมากกว่า


“ถ้าอย่างนั้นก็บอกพ่อของลูกเถอะว่าลูกจะจัดการเรื่องนี้เอง”


หลังจากที่จ้าวชุนฮวาเก็บจานเสร็จ เธอก็ได้ไปในหมู่บ้าน ผู้บัญชาการหญิงคนนี้ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย ทุกวันนี้เธอยังคงต้องทำงาน


จึงเหลือเพียงเหวินเซียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่บ้าน เธออ่านหนังสือทั้งวัน หากดูจากการเรียนที่หนักมากๆของเธอ ปีนี้เธอจะต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน


หลังจากที่ทุกคนทานมื้อเช้าเสร็จ พวกเขาก็ได้เดินออกไป โดยอันดับแรกนั้น พวกเขาต้องหาสถานที่ที่เงียบสงบเพื่อหารือถึงเรื่องนี้กันก่อน



ตอนที่ 500: เริ่มปฏิบัติการ



พวกเขาไม่ได้ไปที่ไหนไกลเลย ครั้งนี้พวกเขาใช้ลานนวดข้าวเป็นที่ประชุม โดยแสร้งว่ากำลังตรวจพื้นของลานนวดข้าว


“ฟู่เยี่ยน ฉันคิดว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติกับหญิงชราที่เป็นใบ้คนนั้นอย่างแน่นอน เมื่อเช้าฉันกับเสี่ยวฉางไปตรวจสอบบริเวณเชิงเขามาแล้ว มีคนกำลังปิดบังบางอย่างเกี่ยวกับภูเขาลูกนี้ เพราะฉันไม่ได้รู้สึกถึงความผันผวนของค่ายกลใดๆเลย”


เมื่อเช้าเริ่นเปียวได้ไปสอบถามกับคนที่อยู่แถวนี้แล้ว ประกอบกับคำพูดของจ้าวชุนฮวา เขาก็สรุปเบาะแสเล็กๆน้อยๆนี้ได้แล้ว


“ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้เรามีผู้ต้องสงสัยแล้ว วันนี้เรามาเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆหมู่บ้านโดยแสร้งว่ามาทำวิจัยกันก่อนเถอะ จะได้ใช้โอกาสนี้ไปสอบถามยายใบ้คนนั้นด้วย”


นับตั้งแต่ที่มาถึงหมู่บ้านของเหวินเฉียง ฟู่เยี่ยนเองก็มีลางสังหรณ์ว่าเธอจะได้เบาะแสบางอย่างจากที่นี่เช่นกัน แต่เธอก็ไม่รู้ว่าลางสังหาณ์ครั้งนี้คืออะไรเช่นกัน


เมื่อคืนนี้ หูจินก็ได้บอกเช่นกันว่ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างแปลกๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัมผัสที่หกของผู้หญิงนั้นไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเลย


“เอาล่ะ เราจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรกันดี เราไม่สามารถตรวจสอบหมู่บ้านทั้งหมดภายในวันเดียวได้หรอกนะ” เริ่นเปียวมีความคิดว่าควรจะแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่มเพื่อจะได้ตรวจสอบได้เร็วขึ้น


“อาจารย์เริ่น พาเสี่ยวฉางกับเสี่ยวหู่ไปเยี่ยมผู้สูงอายุในหมู่บ้านเถอะค่ะ ส่วนพี่ไป๋โม่เฉินกับฉันจะไปที่ทุ่งนาเพื่อดูว่าคนในท้องถิ่นปลูกพืชอะไร เหวินเฉียง นายช่วยขอให้น้องสาวของนายพาอาจารย์เริ่นและคนอื่นไปสำรวจแถวนี้ได้หรือเปล่า ?”


ฟู่เยี่ยนยังคงต้องการให้เหวินเฉียงอยู่กับเธอ เพื่อที่เรื่องราวต่างๆจะได้สะดวกมากขึ้น จะเป็นการดีที่สุดหากมีคนพื้นถิ่นอยู่ด้วย


“เอาล่ะ ฉันจะไปถามเธอก่อน แต่คงไม่น่ามีปัญหาอะไร อาจารย์เริ่น ให้เซียงเซียงพาพวกคุณไปสำรวจหมู่บ้านเถอะครับ” หลังจากที่พูดจบ เหวินเฉียงก็ได้กลับเข้าไปหาน้องสาวของเขาที่อยู่ข้างในบ้าน


เหวินเซียงอยากจะตามทุกคนไปด้วย แต่เธอก็ไม่สามารถละทิ้งการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนได้


“เซียงเซียง เอาไว้ในตอนเย็นหลังจากที่เธอกลับมา ฉันจะขอให้ฟู่เยี่ยนสอนพิเศษให้เธอก็แล้วกัน ฟู่เยี่ยนเรียนเก่งมากเลยนะ ฉันเชื่อว่าถ้ามีคนสอนให้ คงดีกว่าที่เธออ่านหนังสือด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน”


เหวินเฉียงได้ยินไป๋โม่เฉินพูดว่า ฟู่เยี่ยนทำคะแนนได้สูงสุดตอนที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตู


“จริงเหรอ ?” เหวินเซียงพูดอย่างไม่อยากเชื่อ


“ฉันจะโกหกเธอไปทำไมล่ะ ? ตอนที่ฟู่เยี่ยนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว เธอทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งเลยนะ ทั้งยังทำคะแนนได้สูงกว่าพวกเราเยอะมากอีกด้วย !” เหวินเฉียงตอบน้องสาวของเขา


“อืม ฉันจะไปกับพวกเขาก็ได้ พี่ชาย พี่ต้องขอให้พี่ฟู่ช่วยสอนฉันด้วยนะ ! ฉันเองก็อยากจะเรียนที่มหาวิทยาลัยตี้ตูด้วยเหมือนกัน !” เดิมทีเหวินเซียงมีความประทับใจต่อมหาวิทยาลัยตี้ตูอยู่แล้ว


หลังจากที่ได้พบกับฟู่เยี่ยนและหูจินเมื่อวานนี้ เธอก็เริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิม ในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยคนแบบนี้เลยอย่างนั้นหรือ แล้วเธอจะเก่งเหมือนพวกเขาได้หรือเปล่า!


สองพี่น้องคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกมา


“เซียงเซียง ช่วยพาทีมของอาจารย์เริ่นไปเยี่ยมผู้สูงอายุในหมู่บ้านหน่อยนะ เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ” หลังจากที่เหวินเฉียงพูดออกไป เหวินเซียงก็พยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเธอเข้าใจในทันที


“อาจารย์เริ่น ฉันจะพาคุณไปที่บ้านย่าทวดของฉันก่อน ย่าทวดของฉันแก่มากแล้ว คงพอรู้เรื่องราวของที่นี่อยู่บ้างค่ะ” เหวินเซียงเป็นเด็กที่ฉลาด เธอรู้ดีว่าขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ต้องถามจากผู้สูงอายุเท่านั้น


ในปัจจุบันนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงทำให้หลายคนไม่รู้จักประเพณีเก่าแก่ ภายใต้สิ่งนี้ เริ่นเปียวและคนอื่นจึงต้องทำการแสดงก่อน


“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวเหวินก็แล้วกัน”


ส่วนกลุ่มของฟู่เยี่ยนก็ได้ตามเหวินเฉียงไปที่ภูเขาทันที แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการหลงทางบนภูเขา แต่ตราบใดที่มีฟู่เยี่ยนอยู่ด้วย เรื่องนั้นก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป


“ฟู่เยี่ยน เราจะขึ้นไปบนภูเขาจริงๆเหรอ ? เธออยากให้ฉันไปหาพ่อเพื่อให้เขาช่วยนำทางหรือเปล่า ?” เหวินเฉียงยังคงรู้สึกกังวลเล็กน้อย


“เราไปสำรวจบริเวณเชิงเขากันก่อน แล้วค่อยขึ้นไปดีกว่า ฉันคิดว่าคงจะไม่เป็นอะไรหรอกนะ” ไป๋โม่เฉินตามฟู่เยี่ยนมานาน จึงได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของอภิปรัชญามาบ้าง


“ใช่แล้ว เราไปดูกันก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนก็พูดออกมา พวกเขาทั้งสองมีความคิดเหมือนกัน


ด้วยความเข้าใจกันของทั้งสอง จึงทำให้เหวินเฉียงรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน แต่เขาก็ยังคงอดทนกับมันเงียบๆ


หมู่บ้านของเหวินเฉียงมีชื่อว่าหมู่บ้านเฟิงเหอ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างเก่าแก่ เพราะแค่สังเกตดูจากต้นไหวขนาดใหญ่หลายต้นในหมู่บ้านก็พอจะรู้แล้ว


“ฉันเคยได้ยินมาจากพ่อของฉันว่าตอนที่เขาเป็นเด็ก มีต้นไม้เหล่านี้อยู่เยอะมาก ไม่รู้เลยว่ามันมีอายุกี่ปีแล้ว แต่เขาบอกว่าตอนที่ก่อตั้งหมู่บ้าน พวกเขาก็เห็นต้นไหวสามต้นนี้แล้ว”


เหวินเฉียงเล่าเรื่องนี้ให้ทั้งสองคนฟังขณะที่กำลังเดินไปยังเชิงเขา ทั้งสามคนถือสมุดบันทึกในมือ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงของที่ใช้ตบตาผู้คนก็ตาม แต่สำหรับฟู่เยี่ยน เธอได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆ


ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้เดินไปครึ่งหมู่บ้านแล้ว ซึ่งเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่หลายสิบต้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง นอกจากต้นไหวที่ใหญ่ที่สุดสามต้นบริเวณทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ยังมีต้นไม้อีกแปดเก้าต้นที่กระจายไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งพันธุ์ไม้โดยทั่วไปของที่นี่นั้นจะเป็นต้นไหว


ผู้คนในหมู่บ้านเฟิงเหอค่อนข้างมีใจอนุรักษ์ธรรมชาติ พวกเขารู้ว่าต้นไม้พวกนั้นมีอายุเก่าแก่มาก ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะไม่โค่นต้นไม้ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการมองการณ์ไกลเลยก็ว่าได้ เพราะต้นไม้เก่าแก่เหล่านั้นจะปกป้องสถานที่อยู่ของพวกเขาให้ปลอดภัย


ในแง่ของอภิปรัชญา ต้นไม้ทุกต้นจะมีวิญญาณ และในแง่ของวิทยาศาสตร์นั้น ต้นไม้สามารถควบคุมระบบนิเวศของหมู่บ้านได้


หากมีต้นไม้ ก็จะมีสัตว์ตัวเล็ก รวมไปถึงนกชนิดต่างๆ ก่อนจะค่อยๆก่อตัวเป็นวงจรชีวิตขึ้น


ฟู่เยี่ยนยังคงเขียนและวาดภาพลงในสมุดบันทึกของเธอ และเธอยังรู้สึกว่าการปลูกต้นไม้ของที่นี่ดูเหมือนจะเป็นค่ายกลการป้องกันแบบโบราณอีกด้วย


เมื่อไป๋โม่เฉินเห็นถึงความจริงจังของฟู่เยี่ยน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังค้นพบบางสิ่ง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา และปล่อยให้ฟู่เยี่ยนได้มีเวลาคิดเรื่องนี้อย่างเต็มที่


“พี่สาม ฟู่เยี่ยนกำลังทำอะไรอยู่เหรอ ?” เมื่อเห็นท่าทีของฟู่เยี่ยน เหวินเฉียงจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ ทำไมเธอถึงจดบันทึกลักญณะของต้นไม้ทุกต้นที่เธอเห็นกันล่ะ มันมีอะไรร้ายแรงถึงขนาดนั้นเลยหรือ !


“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย ฉันเดาว่าเธอคงจะค้นพบเบาะแสบางอย่างแล้ว เราไปกันต่อเถอะ”


จากนั้นทั้งสามคนก็ได้เดินไปรอบๆหมู่บ้าน และค่อยๆเข้าใกล้ภูเขาที่อยู่ด้านหลังของหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ


อีกด้านหนึ่ง กลุ่มของเริ่นเปียวก็ได้ตามเหวินเซียงไปที่บ้านย่าทวดของเธอ ปู่กับย่าของเหวินเซียงเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นย่าทวดจึงเป็นคนเลี้ยงดูพ่อและลุงของเธอมาตั้งแต่พวกเขายังเด็ก


ตอนนี้ย่าทวดของเธออาศัยอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง โดยมีพ่อและลุงของเธอผลัดเปลี่ยนกันมาส่งอาหาร ปีนี้หญิงชราอายุมากกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว เธอยังคงได้ยินเสียงและมองเห็นเป็นปกติ ทั้งยังสามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกอีกด้วย


“ย่าทวดคะ หนูมาเยี่ยมค่ะ”


เหวินเซียงพูดพร้อมกับเปิดประตูออก ก่อนจะเห็นว่าหญิงชรากำลังทำความสะอาดลานบ้านอยู่


“ย่าทวดไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ หนูจะกวาดสวนให้เอง” เหวินเซียงรีบเข้าไปช่วยพยุงหญิงชราไปนั่ง และกำลังจะเดินไปหยิบไม้กวาด ทว่าฉางหยู่เซิงกลับหยิบไม้กวาดขึ้นมาและเริ่มกวาดลานบ้านให้อย่างไม่ลังเล


“เซียงเอ๋อ นั่นใครกัน ?” หญิงชรามองไปที่เริ่นเปียวและคนแปลกหน้าอีกสองคน


“ย่าทวดคะ พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพี่ชายค่ะ พวกเขามาที่หมู่บ้านของเราเพื่อทำวิจัย ตอนนี้พี่ชายกำลังแยกไปสำรวจบริเวณเชิงเขา และจะตามมาที่นี่ทีหลังค่ะ” เหวินเซียงตอบคำถามหญิงชรา


“เด็กน้อย เชิญนั่งก่อน พ่อหนุ่ม ไม่ต้องกวาดแล้วล่ะ นายเป็นแขกนะ เซียงเอ๋อ ช่วยไปชงชาให้ย่าหน่อยสิ ชาอยู่ในตู้ มันเป็นชาที่ดีที่สุดของย่าเลยนะ”


หลังจากได้ยินเช่นนั้น เธอจึงรีบไปชงชาที่ย่าทวดของเธอพูดถึงทันที


“อย่าให้เป็นการรบกวนแม่เฒ่าเลยครับ พวกเรามาที่นี่เพื่อพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง” ด้วยความที่แม่ของเริ่นเปียวเองก็มีอายุพอกันกับหญิงชราตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงเข้าใจหญิงชราคนนี้เป็นอย่างดี


“อย่าสุภาพไปเลย ทุกคนเป็นแขกของเฉียงจื่อ ก็เท่ากับว่าเป็นแขกของฉันด้วยเช่นกัน” ต้องบอกว่าหญิงชราเองก็เป็นคนที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเช่นกัน


จากนั้น เริ่นเปียว หูจิน และฉางหยู่เซิงก็เริ่มพูดคุยกับย่าทวดของเหวินเซียง



จบตอน

Comments