ตอนที่ 501: ศึกษาประเพณีพื้นถิ่น
หลังจากพูดคุยกับหญิงชราไปสักพัก เริ่นเปียวก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเฟิงเหอตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าพวกเขากำลังพูดถึงพิธีงานแต่งงานและพิธีจัดงานศพเป็นหลัก เพราะท้ายที่สุดแล้วหัวข้อที่พวกเขานำมาอ้างในการทำวิจัยครั้งนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมและประเพณีของท้องถิ่น
“ตอนที่ผมเพิ่งมาถึงที่นี่ ผมได้ยินมาว่าเราไม่สามารถขึ้นไปบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้านได้ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ? พอดีว่าการวิจัยของเราในครั้งนี้จำเป็นต้องขึ้นไปสำรวจพันธุ์ไม้บางชนิดบนภูเขาด้วย” เริ่นเปียวถามขึ้นมา
“เรื่องมันเป็นแบบนี้ เรื่องราวทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อห้าหกปีที่แล้ว มีคนในหมู่บ้านบางคนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตัดฟืน และพวกเขาหลงทางอยู่บนนั้นเป็นเวลาสามวัน ในตอนนั้นพวกเขาหนาวจนแทบจะตัวแข็งตายอยู่แล้ว”
“ต่อมา ยังคงมีคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้และได้ขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาก็ได้หายตัวไปเช่นกัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนต่างก็พูดกันว่าเทพเจ้าแห่งขุนเขากำลังโกรธ จึงทำให้เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น จึงไม่มีใครกล้าขึ้นไปอีก ชาวบ้านจะไปหาฟืนแค่เฉพาะบริเวณเชิงเขาเท่านั้น”
หญิงชราเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
“ไม่เคยมีใครขึ้นไปอีกเลยเหรอคะ ? เมื่อตอนเช้า หนูได้ยินป้าจ้าวบอกว่ามีหญิงชราที่เป็นใบ้คนหนึ่งสามารถขึ้นไปที่นั่นได้นะคะ” หูจินทำเป็นดันขอบแว่นตา ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมา
ทันทีที่เธอพูดจบ สีหน้าของหญิงชราก็ได้เปลี่ยนไป
“ที่หญิงชราคนนั้นมักจะขึ้นไปบนภูเขาอยู่บ่อยๆ นั่นเป็นเพราะสามีของเธอเสียชีวิตบนภูเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาโดนตัวอะไรกัดตาย แต่เขาตายอย่างน่าอนาถ”
“แม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ เธอจึงได้ทำหลุมศพของเขาเอาไว้ที่นั่น และถือว่ามันคือสุสานของเขา”
หลังจากที่พูดจบ หญิงชราก็ได้ถอนหายใจออกมา
เริ่นเปียวรู้อยู่ในใจแล้วว่าหากหญิงชราคนนี้เป็นคนพูด มันก็คงจะเป็นเรื่องจริง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ฟังดูน่าเหลือเชื่อก็ตาม
“มาเถอะ เรามาชิมชาของฉันกันก่อนดีกว่า” หญิงชราชักชวนทุกคนให้มาดื่มชา
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและทีมของเธอก็ได้เข้าใกล้เชิงเขาเรื่อยๆแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการเคลื่อนไหวของพวกเธอยังถูกใครบางคนกำลังจับตาดูอยู่อีกด้วย
ซึ่งขณะที่เดินสำรวจไปกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่เชิงเขา ไป๋โม่เฉินได้สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนแอบตามพวกเขามาด้านหลัง ส่วนฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นตั้งนานแล้ว
“อย่าเพิ่งหันกลับไปมอง แค่เดินต่อไปแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็นก็พอ” ฟู่เยี่ยนรีบพูดขึ้นมาทันทีเพื่อไม่ให้ไป๋โม่เฉินหันกลับไปมอง
“เสี่ยวฮั่ว เธอกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมา
“ตอนนี้เราอย่าเพิ่งทำให้ศัตรูรู้ตัวจะดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาออกมา
ทางด้านเหวินเฉียง เขายังคงตกอยู่ในความงุนงง เขาไม่รู้เลยว่าทั้งสองคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขารู้ดีว่าตัวเองจะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดในภายหลังอยู่แล้ว ดังนั้นถามไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์
ต้องบอกเลยว่าเหวินเฉียงเป็นคนที่ฉลาดมาก
ฟู่เยี่ยนกลัวว่าคนที่กำลังแอบสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกเธอจะไหวตัวทัน ดังนั้นหากเธออยากรู้เบาะแส จึงจำเป็นต้องให้คนๆนั้นแอบสังเกตพวกเธอต่อไปเท่านั้น เธอยังไม่รู้ว่าคนนี้กำลังจับตามองเหวินเฉียงอยู่คือใคร และตอนนี้ทีมของเริ่นเปียวเองก็น่าจะมีคนลอบสังเกตพวกเขาอยู่เช่นกัน
จากนั้น ฟู่เยี่ยนและทีมของเธอก็ได้ค่อยๆเดินต่อไปที่เชิงเขา
“เสี่ยวฮั่ว เธอช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเธอได้เบาะแสอะไรมาบ้าง ?” ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนมีทักษะที่เหนือกว่าคนทั่วไป
“มีร่องรอยการก่อตัวของค่ายกลอยู่ที่นี่ น่าจะเป็นค่ายกลบังตา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหลงทางหลังจากที่ขึ้นไปบนภูเขา” ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์ของเธอมองไปรอบๆ
“แล้วเรายังจะขึ้นไปบนภูเขาอยู่หรือเปล่า ?” เหวินเฉียงเอ่ยถามขึ้นมาทันที แม้เขาจะไม่รู้ว่าค่ายกลบังตาคืออะไร แต่เขาก็รู้สึกว่าฟู่เยี่ยนดูจริงจังกับเรื่องนี้มาก
“หากยังไม่ขึ้นไปตอนนี้ ก็คงต้องรอจนกว่าจะมืดก่อน ฉันอยากรู้ว่าใครกันที่มาก่อปัญหาที่นี่” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาเสียงดัง พร้อมกับแววตาที่ดูมุ่งมั่น
ไป๋โม่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เห็นได้ชัดเลยว่าเสี่ยวฮั่วกำลังวางเบ็ดล่อปลาอยู่ ซึ่งเขาเองก็ให้ความร่วมมือกับเธออย่างเต็มที่
“เอาล่ะ เราค่อยกลับมาที่นี่อีกครั้งในตอนเย็นก็แล้วกัน เหวินเฉียง เรากลับไปหาอาจารย์เริ่นกันก่อนดีกว่า หากพวกเขารู้ว่าเราเจออะไรบ้าง พวกเราจะต้องได้รับคำชมอย่างแน่นอน” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับขยิบตาให้กับเหวินเฉียง
“โอ้ ! โอ้... เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เรากลับไปทานมื้อเที่ยงกับอาจารย์เริ่นกันก่อนดีกว่า จะได้ดูว่าพวกเขาเก็บข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหนแล้วด้วย” เหวินเฉียงเข้าใจดีว่าสิ่งนี้เป็นความตั้งใจของทั้งสอง
“ไปกันเถอะ !”
จากนั้น ทั้งสามคนก็ได้เดินลงไปจากเชิงเขา ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ขยับนิ้วมือของเธออย่างเงียบๆ โดยที่ไม่เผยพิรุธใดออกมา ไม่นานนักก็ได้มีคนปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังต้นไม้ ซึ่งก็คือหญิงชราที่แอบมองทุกคนอยู่ในบ้านเมื่อคืนนี้นั่นเอง
เธอมองดูเหล่าคนที่กำลังเดินจากไปด้วยสีหน้าที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมาเลย
การคาดเดาของฟู่เยี่ยนนั้นไม่ผิดเลย ตอนนี้เริ่นเปียวและหูจินก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่าคนที่ติดตามพวกเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นป้าสะใภ้ใหญ่ของเหวินเฉียงนั่นเอง หากจะพูดตามหลักแล้ว ที่นี่คือบ้านคุณย่าของเธอ ดังนั้นเธอจึงสามารถเข้าออกได้ตามต้องการโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครก่อนอยู่แล้ว
ป้าสะใภ้เหวินเฉียงไม่ได้เข้าไปข้างใน เธอเพียงแค่ซ่อนตัวอยู่ด้านนอกประตูและแอบฟังสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันเท่านั้น ไม่นานนัก หูจินก็ได้ค้นพบว่าเธอแอบอยู่ด้านนอก
แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไร และยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พ่อของเหวินเฉียงรู้ว่าเริ่นเปียวและคนอื่นอยู่ที่นี่ พอเขาแวะมาจึงบังเอิญเจอกับพี่สะใภ้ของเขาที่หน้าบ้านพอดี
“พี่สะใภ้มาถึงนานแล้วหรือยังครับ ทำไมไม่เข้าไปข้างในล่ะ ?” พ่อของเหวินเฉียงที่เห็นพี่สะใภ้ยืนอยู่ที่ประตูจึงได้เอ่ยถามออกไป
“อ่า ? ดูเหมือนว่าจะมีแขกอยู่นะ ฉันก็เลยไม่เข้าไปดีกว่า กลัวจะไปรบกวนคุณย่ากับแขกของเธอ” เธอพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเรียบเฉย และไม่ได้มีท่าทีที่ดูตื่นเต้นอะไร เธอควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี
“โอ้ เข้าไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอกครับ อาจารย์เริ่นกับทุกคนใจดีมากอยู่แล้ว” พ่อของเหวินเฉียงไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้จะแอบฟังคนอื่นคุยกันอยู่ด้านนอกประตูแบบนี้
“ไม่ ไม่เป็นไร ฉันต้องรีบกลับบ้านไปทำอาหารให้กับคุณย่าก่อน น้องเขย นายเข้าไปข้างในเถอะ” หลังจากที่พูดจบ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ได้รีบเดินออกไปราวกับสุนัขที่กำลังวิ่งไล่กระต่าย
พ่อของเหวินเฉียงที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย มันเกิดอะไรขึ้น ? เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
“อาจารย์เริ่น คุณอยู่ที่นี่เองหรอกเหรอ ผมตามหาคุณตั้งนาน ตอนนี้หัวหน้าหมู่บ้านรู้แล้วว่าพวกคุณมาที่นี่เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ฉะนั้นเขาจึงอยากจะเลี้ยงมื้อเที่ยงพวกคุณ เอ๊ะ ? แล้วเฉียงจื่อกับคนอื่นอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
พ่อของเหวินเฉียงเห็นว่าลูกชายไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเพียงแค่ลูกสาวของเขาเท่านั้น
“เหวินเฉียงพาเสี่ยวฟู่กับเสี่ยวไป๋ไปสำรวจรอบๆหมู่บ้าน อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะกลับมา และพวกเขาก็รู้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่นี่ ตอนนี้เรากำลังฟังแม่เฒ่าเล่าถึงประเพณีท้องถิ่นอยู่ มันน่าเหลือเชื่อมาก!”
“เพียงเท่านี้เราก็รู้ข้อมูลที่ต้องการเกือบทุกอย่างแล้วล่ะครับ ต้องขอขอบคุณแม่เฒ่าสำหรับความกรุณาในครั้งนี้มาก!”
เริ่นเปียวใช้คำพูดที่สุภาพมาก แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดที่เรียบง่าย แต่ก็ยังคงเป็นคำพูดที่ถ่อมตํว
“เดิมทีคุณย่าของผมมาจากตระกูลที่ร่ำรวย แต่ตอนนี้เธออายุมากแล้ว พ่อกับแม่ของผมเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก คุณย่าจึงเป็นคนเลี้ยงดูผมกับพี่ชายมาโดยตลอด ทั้งยังสอนให้พวกเราอ่านหนังสือ จนมีความรู้ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้”
พ่อของเหวินเฉียงพูดถึงความทรงจำที่ผ่านมาของเขาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
“เจ้ารอง เลิกพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว หลานบอกว่าหัวหน้าหมู่บ้านกำลังรอพวกเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ รีบพาทุกคนไปเถอะ ! นี่ก็ใกล้จะถึงเวลามื้ออาหารแล้ว” หญิงชราไม่ต้องการที่จะฟังหลานชายของเธอระลึกถึงความเศร้าโศกที่ผ่านมาในอดีต ดังนั้นเธอจึงได้รีบไล่ให้เขาออกไป
“โอ้ จริงด้วย อาจารย์เริ่น เรารีบไปกันดีกว่า ย่าครับ อีกสักพักพี่สะใภ้คงจะมาที่นี่ เอาไว้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจะให้เฉียงจื่อมาหาย่านะครับ” เมื่อพูดจบ เขาก็ได้พาเริ่นเปียวและคนอื่นเดินออกไป
“ไปเถอะ ไปเถอะ ยังมีเวลาอีกตั้งมากมาย” หญิงชราพูดด้วยท่าทีที่ดูใจร้อนเล็กน้อย
ขณะที่พวกเขากำลังเดินไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านนั้น ก็ได้พบกับฟู่เยี่ยนและคนอื่นที่บังเอิญเดินมาทางนี้พอดี
“อาจารย์เริ่น !”
“พ่อครับ ! พ่อกำลังจะไปที่ไหนเหรอครับ ?” เหวินเฉียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หัวหน้าหมู่บ้านอยากจะเลี้ยงอาหารทุกคน ก็เลยมอบหมายให้พ่อมาตามทุกคนไปร่วมงานเลี้ยง !” พ่อของเหวินเฉียงพูดออกมาอย่างมีความสุข
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูด เหวินเฉียงก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ได้ในทันที หากหัวหน้าหมู่บ้านได้รับรู้เรื่องนี้ เขาจะต้องอยากดูแลแขกอยู่แล้ว และหากได้ทานอาหารร่วมกับอาจารย์เริ่น หัวหน้าหมู่บ้านก็ต้องชวนพวกเขาพูดคุยเพื่อนำแนวคิดใหม่ๆไปพัฒนาหมู่บ้านด้วย
ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยใด ทุกคนรู้แค่ว่าพวกเขาเป็นคนจากมหาวิทยาตี้ตูเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงและความทรงพลังของอาจารย์เริ่น ปล่อยให้พ่อของเขารู้แบบนี้ไปก่อน อีกไม่นานเรื่องทั้งหมดก็จะกระจ่างแล้ว
จากนั้นทุกคนก็ได้เดินไปทานข้าวพร้อมกัน
ตอนที่ 502: ทานอาหารกลางวันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน
ในตอนนี้ ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านจางเพิ่งจะเชือดไก่เสร็จ และกำลังเตรียมอาหารต้อนรับแขก แต่ก็ยังคงบ่นออกมาด้วยความไม่เต็มใจอยู่บ้าง
“แม่ไก่ของเรากำลังจะวางไข่ เรากำลังจะทำเงินได้จากการขายไข่ของมัน แต่ตอนนี้กลับสูญเปล่าหมดแล้ว ! พวกเขาเป็นแขกของเหล่าเหวิน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมเราต้องเลี้ยงต้อนรับพวกเขาด้วยล่ะ ! แบบนี้มันมีประโยชน์อะไรกัน !”
เมื่อได้ยินภรรยาบ่น หัวหน้าหมู่บ้านจางก็ได้ชะโงกศีรษะออกมาจากในบ้านทันที
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว คุณรู้อะไรบ้างหรือเปล่า ? เขาเป็นถึงอาจารย์สอนระดับมหาวิทยาลัยเลยนะ คนที่จะสอนในมหาวิทยาลัยได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว !”
“เมื่อปีที่แล้ว ลูกชายคนรองของตระกูลเหวินได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยตี้ตู คุณรู้หรือเปล่าว่ามหาวิทยาลัยตี้ตูเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีขนาดไหน ? ถ้าไม่รู้อะไรเลยก็หยุดพูดแล้วทำอาหารต่อเถอะ !”
หัวหน้าหมู่บ้านจางมีแรงจูงใจที่จะเห็นแก่ตัวในครั้งนี้ เพราะในปีนี้ลูกชายคนเล็กของเขาก็กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเช่นกัน ปีที่แล้วลูกชายของเขาสอบไม่ผ่านเพราะเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ดังนั้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ลูกชายของเขาจึงพยายามอ่านหนังสืออย่างหนัก ดังนั้นเขาจึงอยากช่วยลูกชายคนเล็กของเขาโดยขอคำแนะนำ และดูว่าลูกชายของเขามีคุณสมบัติเพียงพอแล้วหรือยัง นั่นคือความคิดที่อยู่ภายในใจของเขา
นอกจากนี้ เขาเองก็เป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้าน ในเมื่อมีคนมาขออนุญาตสำรวจหมู่บ้านของเขา เขาจะมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไปได้อย่างไร ! อีกทั้งเหล่าเหวินก็เป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านอีกด้วย ซึ่งตำแหน่งนั้นมีความสำคัญไม่ต่างไปจากหัวหน้าหมู่บ้านเลยไม่ใช่หรือ ?
หัวหน้าหมู่บ้านจางค้นหาบางอย่างจนทั่วบ้านของเขา ก่อนจะพบเหล้าที่เขาเก็บรักษาเอาไว้หลายปี เขาไม่กล้าดื่มมันมาก่อนเลย แต่ก็ได้วางแผนว่าจะดื่มมันในมื้อเที่ยงนี้ ตราบใดที่ลูกชายของเขาสามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ เรื่องเหล้า ย่อมกลายเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยอยู่แล้ว
ขอแค่ลูกของเขาประสบความสำเร็จในชีวิต เขาก็ไม่เสียดายเหล้าขวดนี้แล้ว ! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่ไก่ตัวหนึ่งเลย
ไม่นานนัก พ่อของเหวินเฉียงก็ได้พาทุกคนมาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจางแล้ว และเขาก็รู้อีกด้วยว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่หัวหน้าหมู่บ้านคิดจะใช้โอกาสนี้พูดคุยเรื่องลูกชายคนเล็กของตัวเองด้วย
เราไม่สามารถไปร่วมทานข้าวกับคนอื่นมือเปล่าได้ ดังนั้นพวกเขาจึงกลับไปที่บ้านก่อนเพื่อเตรียมของขวัญ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ขอให้ไป๋โม่เฉินไปที่รถ และนำเนื้อแห้งที่แม่ของเธอได้เตรียมเอาไว้สำหรับเธอพร้อมกับเหล้าหนึ่งถัง เพื่อที่จะใช้มันเป็นของขวัญให้พวกเขา
ในยุคสมัยนี้ ไม่มีใครไปร่วมงานเลี้ยงฟรีๆ โดยที่ไม่มีของขวัญติดไม้ติดมือไปได้ ถึงอย่างไรพวกเธอก็เป็นฝ่ายที่มารบกวนพวกเขา ดังนั้นเธอเองก็ควรแสดงความนอบน้อมต่อหัวหน้าหมู่บ้านด้วย
หัวหน้าหมู่บ้านจางออกไปต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นว่าทุกคนได้ถือของขวัญมาด้วย เขาก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้น
เมื่อภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านจางเห็นว่าพวกเขานำของขวัญมาด้วย ความรู้สึกเสียใจต่อแม่ไก่ของเธอก็ได้เลือนหายไปในทันที จากนั้นเธอก็ได้ต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น ก่อนจะนั่งทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมหน้า
จางเทียนหมิงลูกชายคนเล็กของครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านจาง เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเหวินเซียง และเขาเองก็มีความปรารถนาที่จะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยตี้ตูเหมือนกัน
“พี่เฉียงจื่อ ช่วยเล่าเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยตี้ตูให้ฉันฟังหน่อยสิ ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง?” จางเทียนหมิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ปีนี้นายก็สอบเข้าให้ได้สิ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง บรรยากาศในมหาวิทยาลัยนั้นดีมากๆเลยนะ” เหวินเฉียงพูดอย่างสุภาพ พร้อมกับพูดชมมหาวิทยาลัยของเขาอย่างไม่รู้ตัว
หัวหน้าหมู่บ้านจางแอบเบะปากอยู่ภายในใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยรู้จักลูกชายคนรองของตระกูลเหวินมาก่อน เมื่อก่อนเด็กคนนี้ไม่ได้พูดเหมือนตอนนี้เลย ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ จะเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากที่เด็กคนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตอนนี้เด็กหนุ่มจากตระกูลเหวินได้โตขึ้นมากจริงๆ
เขาจึงเสนอขึ้นมาว่าอยากให้ทุกคนช่วยดูการทบทวนตำราของลูกชายเขา และช่วยตรวจดูว่ามีตรงไหนที่ต้องหาความรู้เพิ่มเติมอีกบ้าง
“อาจารย์เริ่น ให้เป็นหน้าที่ของฉันกับพี่ไป๋โม่เฉินเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางกะพริบตาปริบๆ และมองไปที่เริ่นเปียว
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ทั้งสองจึงคิดที่จะรับช่วงต่อเรื่องนี้เอง เพราะถึงอย่างไรเริ่นเปียวก็ไม่ใช่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยจริงๆอยู่แล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องฝากพวกเธอช่วยดูด้วยว่าจุดไหนที่หนุ่มน้อยคนนี้ต้องพัฒนาเพิ่มเติม”
จากนั้น พวกเขาก็ได้นัดหมายกันอีกครั้ง และทั้งสองคนยังมีคำถามชุดหนึ่งให้เขาทำเพื่อที่จะตรวจสอบระดับความรู้เบื้องต้นของเขา ด้วยวิธีนี้จะทำให้ทราบถึงจุดอ่อนของเขาได้เร็วขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านจางก็รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ไม่ได้ไร้ประโยชน์อีกต่อไป ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้น เธอก็ได้ขอบคุณพ่อของเหวินเฉียงครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังรู้สึกอีกว่าหากไม่มีเขา คณะนักศึกษาพวกนี้คงไม่ให้เกียรติพวกเธอขนาดนี้แน่นอน
ขณะนี้ บรรยากาศโดยรวมได้เต็มไปด้วยความกลมเกลียว
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นยังคงไม่ลืมสาเหตุหลักที่พวกเขามาที่นี่ ตอนนี้เรื่องของเหวินเฉียงยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
ดังนั้น หัวข้อการสนทนาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เธอยังได้พูดถึงภูเขาหลังหมู่บ้านและหญิงชราใบ้ที่มักจะขึ้นไปบนภูเขาบ่อยๆคนนั้น
ทางด้านหัวหน้าหมู่บ้านจางก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกันว่าหญิงชราที่เป็นใบ้คนนั้นมาจากไหน เขารู้แค่ว่าสามีที่เสียชีวิตไปแล้วของเธอเป็นคนในหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต หญิงชราคนนั้นก็ยังไม่ไปไหน และอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากพูดคุยกันอยู่นาน พวกเขากลับไม่ได้มีเบาะแสสำคัญใดกลับมา
เมื่อทานมื้อเที่ยงเสร็จ ทุกคนก็ได้ออกมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ก่อนจะวางแผนหาสถานที่เงียบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว มีเพียงบ้านตระกูลเหวินเท่านั้นที่ค่อนข้างปลอดภัยที่สุด
ในช่วงบ่าย จ้าวชุนฮวาและพ่อของเหวินเฉียงขอตัวไปเยี่ยมพ่อตา ส่วนเหวินเซียงก็อ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ฟู่เยี่ยนจึงได้เรียกทุกคนให้ไปรวมตัวกันที่ลานบ้านทันที
เธอสะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อโยนก้อนหิน2-3ก้อนไปตามจุดต่างๆ เพื่อสร้างม่านเสียงขึ้นมา จากนั้นทุกคนจึงได้เริ่มพูดคุยกัน
พวกเขาพูดถึงเรื่องข้อมูลที่ได้รับมา ตอนนี้หญิงชราที่เป็นใบ้คนนั้นยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง เพราะมีเพียงเธอเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปบนภูเขาได้ อีกทั้งยังมีค่ายกลบังตาแบบเรียบง่ายอยู่บนภูเขาด้วย หากไม่ใช่ฝีมือของเธอแล้ว มันจะเป็นฝีมือของใครไปได้อีก
ในขณะเดียวกันนั้น เธอก็ยังเป็นผู้หญิง จึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัยมาก ตอนนี้เธอกำลังเป็นจุดเด่นไม่ต่างไปจากเหาที่อยู่บนศีรษะของคนหัวล้านเลย
หากต้องการที่จะยืนยันเรื่องนี้ คืนนี้พวกเขาคงต้องขึ้นไปสำรวจบนภูเขาหลังหมู่บ้านดูสักหน่อยแล้ว
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูด ในช่วงเช้า เธอได้วาดแผนที่เพื่อแสดงตำแหน่งของต้นไม้ที่มีอายุมากกว่าศตวรรษทั่วทั้งหมู่บ้านเอาไว้แล้ว
เมื่อดูจากภาพโดยรวม ต้นไม้เหล่านี้ดูเหมือนว่าจะถูกปลูกเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งพวกมันกำลังทำหน้าปกป้องบางอย่างอยู่
หากจะพูดถึงพลังของค่ายกลนี้แล้ว มันไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก และฟู่เยี่ยนก็คาดเดาว่าประสิทธิภาพของค่ายกลนี้อาจจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็เป็นได้
เธอจึงต้องการที่จะหาข้อสรุปให้แน่ใจก่อน แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับทุกคน
“ดูเหมือนว่าคืนนี้เราจำเป็นต้องขึ้นไปสำรวจบนภูเขาดูสักหน่อยแล้วนะ ฟู่เยี่ยน ฉันขอเป็นหนึ่งในทีมสำรวจภูเขาด้วยก็แล้วกัน” เริ่นเปียวยังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเธอ แม้ว่าผู้อำนวยการหลี่จะมีคำสั่งอย่างไรก็ตาม แต่เขาเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดในทีม ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นคนที่รับหน้าที่ต่างๆ มากกว่าทุกคนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
“ได้คะ พี่ไป๋โม่เฉิน พี่กับเสี่ยวฉางอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยของเหวินเฉียงเถอะ ฉันจะขึ้นไปบนภูเขากับหูจินและลุงเริ่นเอง”
เหวินเฉียงควรต้องมีคนดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพราะหากเป็นเธอ เธอจะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะจัดการเหวินเฉียงอย่างแน่นอน เพราะหากฆ่าเขาได้ ทุกอย่างก็จะจบ
“เอาล่ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้” ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าแม้เขาจะตามขึ้นไปบนภูเขาก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
หลังจากที่การประชุมเล็กๆครั้งนี้จบลง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ยืมกระดาษและปากกาของเหวินเซียง ก่อนจะมอบเอกสารให้กับจางเทียนหมิงและเหวินเซียงคนละหนึ่งชุด
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าการแนะนำพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่ได้ต่างไปจากการขับรถที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเลย ซึ่งมันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก เธอแค่ต้องหาบททดสอบที่ดี และคัดลอกมันลงไปในกระดาษเพื่อให้พวกเขาฝึกฝนเท่านั้น
ทุกคนต่างก็อยู่ที่บ้านตระกูลเหวินตลอดช่วงบ่ายโดยที่ไม่ได้ออกไปไหนเลย เพราะพวกเขาต้องพักผ่อนเพื่อจะได้มีแรงออกไปทำภารกิจในคืนนี้
ในตอนเย็น เหวินเฉียงก็ได้ไปส่งแบบฝึกหัดที่บ้านของผู้นำหมู่บ้าน ทันทีที่เดินออกมาจากประตูบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เขาก็พบกับคนสองคนที่กำลังปั่นจักรยานเข้ามา
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกพี่กลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ?!” เหวินเฉียงตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ ผู้ที่มาเยี่ยมคือเหวินเผิง พี่ชายคนโตของเหวินเฉียง ซึ่งมาพร้อมกับหวงเยี่ยน พี่สะใภ้ใหญ่ของเขานั่นเอง
“เฉียงจื่อ ฉันได้ยินมาว่านายกลับมาเยี่ยมบ้าน ก็เลยพาพี่สะใภ้กลับมาเยี่ยมนาย เฮ้ เจ้าน้องชาย นายไปแค่หกเดือนเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้ดูผิวคล้ำขนาดนี้กันล่ะ นายเล่นกีฬากลางแจ้งที่มหาวิทยาลัยมากเกินไปหรือเปล่า?” เมื่อเห็นน้องชาย เขาก็ได้รีบกระโดดลงจากจักรยานในทันที
สองพี่น้องเดินกลับบ้านด้วยกัน พร้อมกับพูดคุยกันไปด้วย ส่วนหวงเยี่ยนก็ได้จูงจักรยานตามมาด้านหลัง ดูเหมือนเธอจะมีสุขภาพที่อ่อนแอมาก
บังเอิญที่ตอนนั้นจ้าวชุนฮวาเพิ่งจะหุงข้าวเสร็จและกำลังวางมันลงบนโต๊ะพอดี
“เผิงจื่อ ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเสี่ยวเยี่ยนอยู่ไหน?” จ้าวชุนฮวาถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“เธอตามมาด้านหลังครับ เธอกำลังจูงจักรยานตามมา ผมเอาแต่ดีใจมากๆ จนลืมเธอไปเลย” เหวินเผิงพูดพลางเกาศีรษะของตัวเองด้วยความเขินอาย ก่อนจะหันกลับไปช่วยภรรยาของเขาเข็นจักรยานทันที
จากนั้นทุกคนในครอบครัวก็ได้มานั่งทานมื้อเย็นร่วมกัน
ตอนที่ 503: ตกอยู่ในอันตราย
ที่เหวินเผิงกลับมาครั้งนี้ เป็นเพราะเขาได้ยินคนในหมู่บ้านเดียวกันบอกว่าน้องชายของเขากลับมาเยี่ยมบ้าน ทั้งยังพาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นหลายคนมาด้วย ดังนั้นเขาจึงได้ขอลางานและรีบกลับมาที่บ้านพร้อมกับภรรยาในทันที
เมื่อสองสามีภรรยาได้พบกับทุกคน ในตอนแรกหลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ทั้งสองต่างก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าน้องชายกับเพื่อนร่วมชั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังไม่ได้มีท่าทีดูถูกเหยียดหยามพวกเธอ สองสามีถึงผ่อนคลายลง
ฟู่เยี่ยนมองไปที่หวงเยี่ยน ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
พี่สะใภ้ของเหวินเฉียงดูเหมือนกำลังตั้งครรภ์ แต่ดูจากพลังปราณบนร่างกายแล้ว เกรงว่าลูกในครรภ์ควรจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่หากต้องการที่จะรู้ถึงสาเหตุเฉพาะเจาะจงก็จำเป็นต้องตรวจชีพจรของเธอดูก่อน
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้แอบไปคุยกับจ้าวชุนฮวาผู้เป็นแม่ของเหวินเฉียง ขณะที่เธอกำลังจะไปเข้าห้องน้ำ
“ป้าจ้าว”
“โอ้ ทำไมเธอถึงไม่อยู่คุยกับทุกคนในบ้านกันล่ะ ?” ตอนนี้จ้าวชุนฮวากำลังล้างจานอยู่ในครัว พร้อมกับหวงเยี่ยนที่กำลังช่วยจัดข้าวของอยู่ข้างๆ
“ป้าจ้าว หนูพอจะมีทักษะทางด้านการแพทย์แผนจีนอยู่บ้างเล็กน้อย หนูคิดว่าตอนนี้พี่สะใภ้ดูอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จึงอยากจะขอตรวจดูชีพจรของเธอสักหน่อยค่ะ”
ฟู่เยี่ยนยังไม่สามารถตัดสินใจในวิธีที่จะช่วยเหลือได้ในทันที เธอต้องรู้ถึงสาเหตุที่แน่ชัดก่อน หากร่างกายของหวงเยี่ยนยังไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ บางทีอาจจะมีผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาได้
หวงเยี่ยนจึงได้มองไปที่แม่สามีของเธอด้วยความลังเลเล็กน้อย เด็กสาวคนนี้สามารถทำได้จริงๆหรือ ?
“เสี่ยวฟู่ เธอมีทักษะด้านการแพทย์แผนจีนจริงๆเหรอ ? ช่างเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ เสี่ยวเยี่ยน ลองให้เสี่ยงฟู่ตรวจดูชีพจรของเธอดูสักหน่อยสิ”
จ้าวชุนฮวาเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ในสายตาของเธอ เธอมองว่าเพื่อนร่วมชั้นของเหวินเฉียงนั้นมีความสามารถรอบด้านอยู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความสามารถถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ยังดีที่สามารถตรวจชีพจรได้
เมื่อได้ยินแม่สามีของพูดเช่นนั้น หวงเยี่ยนก็ไม่คิดอะไรมากอีก และยื่นมือออกไปในทันที
ฟู่เยี่ยนจึงได้ทำการตรวจชีพจรของเธอในครัว ซึ่งพบว่าชีพจรของเธอนั้นดูอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด
“พี่สะใภ้คะ ช่วงนี้พี่รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนหวงเยี่ยนจะยังไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์
“หากจะพูดถึงอาการไม่สบาย ฉันก็รู้สึกอึดอัดนิดอยู่บ้างเล็กน้อย เวลาที่ทำงานฉันมักจะรู้สึกว่าหน้าท้องช่วงล่างของฉันมักจะหน่วงๆอยู่เสมอ ตอนแรกฉันก็นึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่พอไปเข้าห้องน้ำ กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และช่วงหลังๆมานี้ฉันก็มักจะรู้สึกอ่อนเพลียมากอีกด้วย”
เมื่อได้ยินคำถามของฟู่เยี่ยน หวงเยี่ยนก็นึกถึงอาการไม่สบายตัวตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ จึงอธิบายให้ฟู่เยี่ยนทราบโดยละเอียด
“ป้าจ้าว ตอนนี้พี่สะใภ้กำลังตั้งครรภ์ค่ะ แต่ว่ายังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียทารกในครรภ์ไป หากทุกคนเชื่อใจหนู หนูจะสั่งยาเม็ดกันแท้งให้หนึ่งเม็ด และจะฝังเข็มให้พี่สะใภ้ด้วย”
โชคดีที่ฟู่เยี่ยนนำเข็มทองคำของเธอติดตัวมาด้วย ไม่เช่นนั้นหวงเยี่ยนคงจะต้องแท้งลูกภายในสามวันนี้อย่างแน่นอน เป็นโชคดีของเธอแล้ว
เมื่อจ้าวชุนฮวาได้ยินว่าลูกสะใภ้ของเธอกำลังตั้งครรภ์ เธอก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้ยินว่าหลานของเธอที่อยู่ในครรภ์กำลังตกอยู่ในอันตราย ทำให้เธอรู้สึกสับสนและมึนงงขึ้นมาเล็กน้อย
“เสี่ยวฟู่ มันอันตรายมากหรือเปล่า ? เยี่ยนเอ๋อ รีบไปนอนเถอะ หยุดจัดของได้แล้ว” จ้าวชุนฮวารีบวางชามและตะเกียบในมือของเธอลง ก่อนจะเร่งเร้าให้ลูกสะใภ้ของเธอไปนอนพัก
“เซียงเซียง ช่วยจัดเตียงในห้องของลูกให้พี่สะใภ้นอนพักหน่อยสิ” จ้าวชุนฮวารีบเรียกลูกสาวของเธอให้รีบจัดเตียงในทันที
หวงเยี่ยนเองก็รู้สึกกลัวมากเช่นกัน เธอแต่งงานกับเหวินเผิงมา3-4ปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกสักที ในตอนนี้ใบหน้าเล็กๆของเธอจึงซีดเผือดด้วยความตกใจ เธอทำอะไรไม่ถูก จึงรีบทำตามคำแนะนำของจ้าวชุนฮวาแม่สามีของเธอ และรีบเข้าไปนอนพักอย่างรวดเร็ว
“ป้าจ้าว อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูขอไปหยิบเข็มของหนูก่อน และต้องบอกเรื่องนี้กับพี่เหวินด้วย แถวนี้มีที่ไหนที่พอจะหายาได้บ้างหรือเปล่าคะ หนูต้องไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด”
เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทานยาเพื่อป้องกันทารกในครรภ์ หากทานยาหลังจากการฝังเข็ม มีโอกาสสูงมากที่ทารกในครรภ์จะปลอดภัย แต่หากทานช้า ผลกระทบก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“อืม ฉันจะไปที่นั่นตอนนี้เลย” จ้าวชุนฮวาเองก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน ตอนนี้ลูกสะใภ้ของเธอกำลังตั้งท้อง ครอบครัวของเธอกำลังจะมีช่วยเวลาแห่งความสุข ดังนั้นเธอจะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ได้ !
เมื่อได้ยินว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์และมีภาวะเสี่ยงแท้งสูง เหวินเผิงที่นั่งอยู่ในห้องก็ถึงกับตกตะลึง เขาเดินออกไปด้วยความงุนงง และเกือบจะสะดุดประตูล้ม โชคยังดีที่น้องชายของเขาช่วยประคองเอาไว้ทัน
“พี่ใหญ่ ระวังด้วยสิ ตอนนี้พี่สะใภ้ยังต้องการให้พี่ช่วยดูแลอยู่นะ !”
ฟู่เยี่ยนได้รีบวิ่งออกจากประตูไปแล้ว เธอเข้าไปในรถเพื่อจะหาที่ลับตาผู้คน ก่อนจะหยิบเข็มทองคำของเธอออกมาจากดินแดนต่างมิติ
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนคิดว่าความลับของเธอคงไม่อาจจะปกปิดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะตอนที่เดินทางมาที่นี่ เธอไม่ได้มีสัมภาระใดมาด้วยเลย เธอบอกได้คำเดียวว่าเธอเก็บมันเอาไว้ในรถมาโดยตลอดเท่านั้น
แต่ก็ทำได้เพียงแค่หลอกคนอื่นเท่านั้น เธอไม่สามารถหลอกไป๋โม่เฉินได้ ฟู่เยี่ยนยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แม้ว่าวันนี้ความลับของเธอจะถูกเปิดเผยออกไป เธอก็ไม่สามารถเมินเฉยต่อการช่วยชีวิตผู้คนได้อยู่ดี
ฟู่เยี่ยนจึงกัดฟันแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนว่าหากกลับไปครั้งนี้ เธอคงต้องสารภาพกับไป๋โม่เฉินแล้ว
ฟู่เยี่ยนนำเข็มทองคำมาอย่างรวดเร็ว ส่วนเหวินเผิงเองก็เฝ้าดูภรรยาของเขาอยู่ข้างๆเตียงไม่ยอมห่าง ต้องยอมรับเลยว่าเขารู้สึกตกใจมากๆ และทำได้เพียงจับมือของหวงเยี่ยนเอาไว้แน่นโดยไม่พูดอะไรเท่านั้น
“ฉันจะฝังเข็มให้พี่สะใภ้ ทุกคนออกไปก่อนเถอะ ให้พี่เหวินอยู่ที่นี่แค่คนเดียวก็พอแล้ว” ฟู่เยี่ยนเชิญทุกคนออกไป ซึ่งจ้าวชุนฮวาเองก็อยากจะอยู่ด้วยเช่นกัน ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้เธออยู่ต่อได้
“อย่าเพิ่งพูดอะไรขณะที่หนูกำลังฝังเข็มนะคะ แค่ดูเงียบๆก็พอ หนูจะเขียนใบสั่งยาก่อน จะได้ให้คนไปซื้อยามาทันเวลา”
ฟู่เยี่ยนเขียนใบสั่งยาและมอบมันให้กับเหวินเฉียง เพราะเหวินเผิงคงไม่สามารถไปไหนได้ในตอนนี้ ดังนั้นเหวินเฉียงจึงต้องทำหน้าที่เป็นคนไปซื้อยาแทน
ไป๋โม่เฉินจึงอาสาที่จะขับรถไปร้านขายยาในเมืองให้ ซึ่งพ่อของเหวินเฉียงก็ได้ตามไปด้วยเช่นกัน
“ฉันจะไปด้วยเอง หมอเฒ่าที่อยู่ในเมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับย่าทวดของเรา และตอนนี้หลานชายของเขากำลังเปิดร้ายขายยาอยู่ หากฉันไปด้วย ทุกอย่างก็จะรวดเร็วขึ้น”
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบเข็มทองคำของเธอออกมา ซึ่งเมื่อจ้าวชุนฮวาและเหวินเผิงเห็นสิ่งนี้ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมาในทันที พวกเขาเคยเห็นการฝังเข็มของแพทย์แผนจีนมาก่อนแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเข็มที่เป็นทองคำแท้มาก่อนเลย
จ้าวชุนฮวาจึงเกิดคำถามขึ้นมาในใจ โดยเธออยากจะถามว่ามันเป็นเข็มทองคำจริงๆหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะฟู่เยี่ยนได้บอกเอาไว้ในก่อนหน้านี้แล้ว เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงเข็มออก และการฝังเข็มก็สิ้นสุดลง
“เสี่ยวฟู่ เข็มของเธอทำมาจากทองคำแท้เหรอ ?” นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวชุนฮวาได้เห็นเข็มที่สวยงามขนาดนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะมองมันอย่างไม่กะพริบตา
“ป้าจ้าว มันคือทองคำจริงๆค่ะ หนูบังเอิญเจอมันตอนเดินทางไปทำธุระที่เกาะฮ่องกง และนี่ก็เป็นครั้งที่สองที่หนูนำมันออกมาใช้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยิ้มออกมา ก่อนจะเก็บเข็มทองคำของเธอ
ในตอนนี้ หวงเยี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงก็รู้สึกสบายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างน้อยๆ หน้าท้องช่วงล่างของเธอก็ไม่ค่อยบวมมากนักแล้ว
“เสี่ยวฟู่ ขอบคุณนะ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากเลยล่ะ” หวงเยี่ยนรู้สึกว่าเพื่อนร่วมชั้นของน้องเขยคนนี้เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตเลยจริงๆ ! เธอมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยแท้จริง !
“พี่สะใภ้ ระหว่างที่พี่ตั้งครรภ์ ควรจะนอนพักให้มากๆนะคะ เพราะตำแหน่งของทารกในครรภ์อยู่ต่ำไปหน่อย และร่างกายของพี่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ หากพี่อยากให้ลูกของพี่ปลอดภัย คงต้องระวังให้มากๆแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนเตือนถึงสิ่งที่ควรระวัง
หวงเยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้ลังเลขึ้นมาเล็กน้อย เธอเป็นพนักงานในโรงงานทอผ้า หากต้องลางานบ่อยๆ เธออาจจะถูกไล่ออกได้
“เยี่ยนเอ๋อ อย่าเอาแต่ห่วงเรื่องงานเลย ตอนนี้ลูกของเธอสำคัญที่สุดแล้ว หากเธอตัดสินใจผิดพลาดไป เผิงจื่อก็คงจะเหมือนตายทั้งเป็นไปด้วย”
ต้องบอกว่าจ้าวชุนฮวาเป็นแม่สามีที่ดีมากๆเลยทีเดียว
“พี่สะใภ้คะ ฉันมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับพี่ หากพี่เสียลูกคนนี้ไป ในอนาคตพี่จะมีลูกยากมาก” คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้หวงเยี่ยนตัดสินใจได้ในทันที
“อืม ฉันเข้าใจ เผิงจื่อ พรุ่งนี้คุณช่วยไปที่โรงงานของฉันและขอลาป่วยให้ฉันด้วยนะ ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาฉันไม่ได้ลาพักเลย ฉันขอลาหยุดจนกว่าจะคลอดลูกก็แล้วกัน”
“ได้เลย ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าคุณกับลูกอีกแล้ว หากพวกเขาไล่คุณออก เราก็ยังหางานใหม่ได้”
“อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้ไปเลย ผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าเป็นเพื่อนกับพ่อของเธอ เอาไว้ฉันจะขอให้พ่อของเธอไปขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อเป็นของขวัญรับหลานก็แล้วกัน ฉันเชื่อว่าผู้อำนวยการหลิวจะต้องให้ความร่วมมือกับพ่อของเธอแน่นอน แต่หากไม่เป็นไปตามที่เราคิดก็ไม่เป็นไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ครอบครัวของเรากำลังมีแนวโน้มที่ดี พ่อกับแม่สามารถดูแลเธอได้อยู่แล้ว”
จ้าวชุนฮวารู้ดีว่าตอนนี้เธอต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกสะใภ้ ไม่เพียงแค่เพื่อหลานของเธอเท่านั้น แต่ยังเพื่อสุขภาพของลูกสะใภ้ด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องแสดงจุดยืนของตัวเองออกมา
แน่นอนว่าหวงเยี่ยนรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ ที่แม่สามีของเธอเอาใจใส่เช่นนี้ และตอนนี้สามีของเธอก็ยังมีรายได้ที่เพียงพอในการใช้จ่ายในครอบครัวด้วย
ตอนที่ 504: พิสูจน์ความรู้
ตอนนี้ทุกอย่างที่บ้านกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น หลังจากที่หวงเยี่ยนได้รับการฝังเข็มเสร็จ เธอก็ได้ผล็อยหลับไป และไม่นานหลังจากนั้น ทางด้านเหวินเฉียงก็ได้เกิดความผิดพลาดบางอย่างขึ้น
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากที่เห็นใบสั่งยา หมอหวังก็ได้ปฏิเสธที่จะจ่ายยาให้กับเขาในทันที แม้ว่าพ่อของเหวินเฉียงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขามากก็ตาม แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธ
“ไม่ได้ ไม่ได้ เราจ่ายยานี้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มันเป็นยาอันตราย ซึ่งอาจจะอันตรายถึงชีวิตเลยก็ว่าได้ ! ฉันไม่สามารถจ่ายยาที่มีฤทธิ์แรงขนาดนี้ได้จริงๆ” หมอหวังยังคงยืนกรานที่จะไม่จ่ายยาให้
ตอนนี้เหวินเฉียงและพ่อของเขาจึงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก พี่สะใภ้ของเขายังคงรอยาอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ต้องการที่จะเดินเข้าไปเพื่อโต้แย้งสิ่งนี้กับหมอหวังต่อ ไป๋โม่เฉินจึงได้ห้ามทั้งคู่เอาไว้
“หมอครับ รถของเราจอดอยู่ข้างนอก พอจะเป็นไปได้หรือเปล่าครับที่คุณจะนำยานี้ไปที่บ้านกับพวกเรา ตอนนี้คนสั่งยาอยู่ที่นั่น”
คุณจะได้ไปถามเธอด้วยว่าทำไมถึงต้องสั่งยานี้ แล้วหลังจากเสร็จธุระ ผมจะกลับมาส่งคุณเอง แบบนี้ดีหรือเปล่าครับ ?”
ปีนี้หมอหวังมีอายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ทั้งยังเป็นคนที่เข้มงวดกับชีวิตมาโดยตลอด เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาจึงได้ตกลงในทันที โดยจะให้หลานชายของเขาตามไปด้วย
“ไม่มีปัญหา ไปหยิบยาเถอะ แล้วเราจะไปดูอาการของคนป่วยด้วยกัน”
หมอหวังให้หลานชายไปหยิบยาตามใบสั่ง และหลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ขึ้นไปบนรถของไป๋โม่เฉินทันที
ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็ได้มาถึงบ้านตระกูลเหวินแล้ว และหวงเยี่ยนก็ยังคงหลับอยู่
จ้าวชุนฮวารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าลูกชายของเธอไปรับยาและพาหมอกลับมาด้วย เด็กตัวเหม็นคนนี้ไม่เชื่อใจเสี่ยวฟู่เลยอย่างนั้นหรือ ?
“หมอหวัง คุณมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยเหรอคะ ? ฉันต้องขอโทษด้วยที่รบกวนคุณ” พวกเขาสามารถมีปัญหากับใครก็ได้ ยกเว้นหมอ
จ้าวชุนฮวากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม ส่วนหมอหวังเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ต้องทำให้ผู้อื่นเสียหน้า
“แม่ครับ หมอหวังต้องการมาที่นี่เพื่อหารือกับเสี่ยวฟู่ แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนล่ะครับ ?” เหวินเฉียงรีบพูดขึ้นมาทันที
“เสี่ยวฟู่อยู่ในห้องของเหวินเซียง คุณต้องการให้ฉันเรียกเธอออกมาหรือเปล่าคะ ?”
“ไม่เป็นไร ฉันแค่อยากพบกับคนไข้เท่านั้น” หมอหวังต้องการจะตรวจดูอาการของคนไข้ก่อน
จ้าวชุนฮวาจึงไม่ได้หยุดเขา หมอหวังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมือง ถ้าเธอทำให้เขาขุ่นเคืองใจ เขาอาจจะโกรธและปฏิเสธการรักษาสมาชิกในครอบครัวของเธอในอนาคตได้ หากเป็นเช่นนั้น เธอจะทำอย่างไร ?
ขณะที่หวงเยี่ยนหลับไปได้ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนจึงได้พูดคุยกับเหวินเซียงอยู่ภายในห้อง จู่ๆ ก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
“นี่พวกนายกำลังพยายามหลอกฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ ? คนที่เขียนใบสั่งยาอยู่ที่ไหนกัน ?” เมื่อหมอหวังเห็นว่ามีเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสองคนอยู่ภายในห้อง เขาก็ได้หันกลับมาถามผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเหวินทันที
“ฉันเป็นคนเขียนใบสั่งยานั่นเองค่ะ” เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นใบสั่งยาของเธออย่างแน่นอนที่ทำให้ชายชราคนนี้มาถึงที่นี่ ดังนั้นเธอจึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เป็นเธอเองเหรอ สาวน้อย เธอเคยเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์มาก่อนหรือเปล่า เธอกล้าสั่งยาแบบนี้ได้ยังไง เธอไหมว่ายาที่เธอสั่งสามารถฆ่าคนได้เลยนะ !” หมอหวังไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ และพูดดูถูกฟู่เยี่ยนออกไป
“ท่านผู้เฒ่า ตรวจดูชีพจรของคนไข้ก่อนเถอะค่ะ แล้วเราค่อยมาพูดถึงเรื่องอื่นกันทีหลัง” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ก่อนจะขอให้หมอหวังเข้าไปตรวจชีพจรของหวงเยี่ยนดูก่อน
หมอหวังมองไปยังหวงเยี่ยนที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ และทำการตรวจดูชีพจรของหวงเยี่ยนในทันที แต่เมื่อยิ่งตรวจดูชีพจรอย่างชัดเจนมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้นเท่านั้น
นี่คือการรักษาของผู้เชี่ยวชาญ และเธอก็สามารถช่วยทารกในครรภ์เอาไว้ได้จริงๆ จากนั้นเขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้เป็นคนทำมันทั้งหมดอย่างนั้นหรือ
“เธอใช้วิธีอะไรรักษา ? คิดว่ารักษาทารกในครรภ์เอาไว้ได้หรือ ? เห็นได้ชัดว่านี่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะเลือดลมตก ซึ่งรักษาทารกในครรภ์เอาไว้ไม่ได้แน่นอน” หมอหวังสรุปเหตุการณ์ครั้งนี้
“ท่านผู้เฒ่าครับ ที่ภรรยาของผมนอนหลับอย่างสบายแบบนี้ เป็นเพราะเมื่อครู่นี้เสี่ยวฟู่ได้ฝังเข็มให้กับเธอโดยใช้เข็มทองคำครับ และหลังจากที่ฝังเข็มเสร็จ เธอก็ได้ผล็อยหลับไป แล้วทำไมหมอถึงยังบอกว่าไม่สามารถช่วยทารกในครรภ์ได้กันล่ะครับ ? มันไม่ฟังดูย้อนแย้งไปหน่อยอย่างนั้นเหรอ !” เหวินเผิงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้
“เข็มทองคำเหรอ ? หมายความว่ายังไง ?” หมอหวังเพิกเฉยต่อท่าทีของเหวินเผิง โดยเขาสนใจเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ ‘เข็มทองคำ’ นั่นเอง
“นายกับครอบครัวของนายเชิญฉันมาที่นี่เพื่อคิดจะหลอกฉันเหรอ ? เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มส่วนใหญ่ก็ทำมาจากเงินทั้งนั้น แต่มันก็ไม่ใช่เงินบริสุทธิ์ เพราะเงินบริสุทธิ์นั้นมีเนื้อที่อ่อนเกินกว่าจะทำการฝังลงไปในผิวหนังได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทองคำเลย มีเพียงผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเท่านั้นที่จะสามารถใช้เข็มทองคำได้ !”
หมอเฒ่าหวังยังคงไม่เชื่อเรื่องนี้ และรู้สึกว่าตระกูลเหวินกำลังหลอกลวงเขาอยู่
“เสี่ยวฟู่ เธอช่วยเอาเข็มทองคำของเธอออกมาให้หมอหวังดูหน่อยได้ไหม แม้ว่าเขาจะทำไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะทำไม่ได้ไม่ใช่เหรอ !” เมื่อหมอหวังพูดแบบนี้ เหวินเผิงก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าฟู่เยี่ยนไม่ใช่คนธรรมดา
ในเวลานี้ ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยน และรอให้เธอหยิบเข็มทองคำออกมา
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหยิบถุงเก็บเข็มทองคำขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่สามารถทำตัวให้ดูเหมือนคนธรรมดาได้อีกแล้ว
“ท่านผู้เฒ่า ดูสิ่งนี้ด้วยตัวเองเถอะค่ะ” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเปิดถุงออก เข็มทองคำก็ได้เปล่งประกายแสงสีทองสว่างจ้าออกมา
“นี่มัน... มันคือเข็มทองคำจริงๆ” หมอหวังมองไปที่มันอย่างไม่อยากเชื่อ ในชีวิตที่ยาวนานของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเข็มทองคำและได้สัมผัสมันด้วยมือของตัวเอง
เมื่อเห็นว่าเขายังไม่เชื่อ ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหยิบเข็มที่สั้นที่สุดเล่มหนึ่งขึ้นมา
“ผู้เฒ่าคะ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ไหล่และคอของคุณรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยใช่หรือเปล่า ให้หนูฝังเข็มเพื่อรักษาอาการให้กับคุณดีไหมคะ ?”
“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันรู้สึกไม่สบายบริเวณไหล่และคอ ?” ในตอนนี้ หมอหวังได้จ้องไปยังเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าของเขาด้วยความตกตะลึง
“มันไม่ได้ยากเลยค่ะ หนูเห็นว่าเวลาที่คุณเดิน ไหล่ของคุณมักจะตก และยังพยายามจัดท่าทางให้สบายตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงการยกไหล่โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าคุณรู้สึกไม่สบายที่ไหล่และคอค่ะ”
คำพูดของฟู่เยี่ยนฟังดูมีเหตุผลพอสมควร ดังนั้นหมอหวังจึงหยุดพูด ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่อฟัง เพื่อที่จะให้ฟู่เยี่ยนฝังเข็มให้กับเขา
ฟู่เยี่ยนมีเนตรสวรรค์อยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงสามารถมองเห็นจุดฝังเข็มได้ชัดเจนกว่าคนปกติ เธอใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีในการฝังเข็ม และหมอหวังก็ก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั่วทั้งตัวจริงๆ
“เอาล่ะค่ะ ท่านผู้เฒ่า หากคุณป่วยอีกครั้งในอนาคต เพียงแค่ทาเกลือร้อนลงบริเวณนี้ อาการของคุณก็จะบรรเทาลง เพราะตอนนี้ฉันได้เปิดเส้นลมปราณให้กับคุณแล้ว ต่อจากนี้ไปคุณไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไปแล้วค่ะ”
“สหายตัวน้อย เธอเรียนสิ่งนี้มาจากใครกัน ?” หมอหวังยังคงมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตา เพียงแต่ตอนนี้เขาดูสุภาพมาก และดูเคารพเธอมากขึ้นเล็กน้อยแล้ว
ฟู่เยี่ยนส่ายหน้าไปมา ก่อนจะบอกกับเขาไปว่าเธอเรียนรู้สิ่งนี้ด้วยตัวเอง
สิ่งที่เธอพูดนั้นทำเอาหมอเฒ่าหวังถึงกับต้องอ้าปากกว้าง รวมถึงหลานชายของหมอหวังเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
“อัจฉริยะ ! อัจฉริยะมากจริงๆ ช่างน่าละอายใจในมากๆ ที่ฉันกล้าถามเพื่อนของเธอว่ากล้าดียังไงถึงเขียนใบสั่งยาพวกนี้ ? เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเธอมีความสามารถแค่ไหน !”
ในตอนนี้ หมอหวังก็ได้หยิบใบสั่งยาที่ฟู่เยี่ยนเขียนเมื่อก่อนหน้านี้ขึ้นมา
“นี่เป็นยาที่อันตรายมาก โดยส่วนมากหากใช้ยาชนิดนี้ผิดวิธี มันจะเปลี่ยนจากการช่วยชีวิตไปเป็นการทำลายชีวิตในทันที เธอช่วยดูใบสั่งยานี้อีกครั้งหนึ่งเถอะ ดูว่ายาทั้งสองตัวจะเข้ากันได้จริงๆหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปที่โต๊ะ ก่อนจะหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมา เธอเขียนใบสั่งยาขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งใบสั่งยานี้เป็นยาที่เธออยากจะให้หวงเยี่ยนทาน ซึ่งมันจะช่วยดูแลสุขภาพของหวงเยี่ยนนั่นเอง เมื่อตอนนี้หมอหวังอยู่ที่นี่ เธอจึงเขียนมันและให้เขาดูก่อน
หมอหวังหยิบใบสั่งยาขึ้นมาดู พร้อมกับรู้สึกชื่นชมเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เขาฝึกฝนวิชาแพทย์มาตลอดชีวิต และเขาก็ไม่เคยคาดหวังมาก่อนเลยว่ามีวิธีนี้อยู่ด้วย
“ใช่แล้ว คลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า และคนรุ่นหลังก็จะต้องแข็งแกร่งกว่าคนรุ่นก่อนยิ่งขึ้น ! ฉันฝึกฝนทักษะทางการแพทย์มาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยคิดเลยว่ายาทั้งสองชนิดนี้จะนำมาใช้ร่วมกันได้”
“ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยทารกในครรภ์ได้เท่านั้น แต่ตัวยาจะทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่แข็งแรงขึ้นและให้สารอาหารกับทารกในครรภ์ได้ดีมากอีกด้วย วิเศษมาก ช่างวิเศษมากจริงๆ!”
หมอหวังอยู่พูดคุยกับฟู่เยี่ยนจนดึก และในที่สุดหวงเยี่ยนก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
แน่นอนว่าการตรวจชีพจรในตอนที่เธอหลับนั้นไม่ค่อยแม่นยำเท่ากับตอนที่เธอตื่นอยู่แล้ว หมอหวังและฟู่เยี่ยนจึงได้ตรวจดูชีพจรของเธออีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะบอกว่าตราบใดที่เธอทานยาอย่างตรงเวลา ทารกในครรภ์ของเธอก็จะปลอดภัย เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในตระกูลเหวินก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ตอนที่ 505: คืนที่เงียบสงัด
หมอหวังรู้สึกประทับใจในความสามารถของฟู่เยี่ยนมาก และเธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาในด้านการแพทย์อีกด้วย
หมอหวังจึงได้มอบยาให้กับตระกูลเหวิน ก่อนจะเตรียมตัวกลับ
ทว่าในตอนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เกิดความคิดหนึ่งขึ้น เธอรู้ดีว่าทักษะต่างๆของแพทย์แผนจีนนั้นค่อนข้างเป็นนามธรรม และเรียนรู้ได้ยากมาก ดังนั้นในโลกอนาคต ทุกคนจึงหันไปให้ความสนใจกับแพทย์แผนตะวันตกมากขึ้น จึงทำให้ความนิยมที่มีต่อแพทย์แผนจีนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งหมอเก่งๆก็หายากมาก กล่าวได้ว่าพวกเขาไม่ค่อยถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้แก่คนนอกตระกูล
หมอหวังและหลานชายต่างก็เป็นคนที่อดทนยึดมั่นถือมั่นมาก แล้วเหตุใดจึงไม่มีน้ำใจปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของแพทย์แผนจีนให้คนอื่นกันล่ะ ? เพราะการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนั้นอาจจะไม่ได้ผลก็ได้
ฟู่เยี่ยนนึกถึงตำราโบราณในดินแดนต่างมิติของเธอขึ้นมา ซึ่งไม่ได้มีคุณค่าสำหรับการเก็บสะสมอะไรเป็นพิเศษ เธอจึงคิดจะนำไปให้หมอหวังดู การมีคนช่วยกันศึกษามากขึ้นถือเป็นเรื่องดี
“ผู้เฒ่า ค่อยๆเดินช้านะคะ พรุ่งนี้พอจะมีเวลาว่างหรือเปล่า ฉันอยากจะไปเยี่ยมคุณ”
หมอหวังตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ก่อนที่ทั้งสองจะนัดพบกันอีกครั้ง และไป๋โม่เฉินก็ได้ไปส่งพวกเขากลับ
ทุกคนในตระกูลเหวินต่างก็แสดงความขอบคุณกับเธอ รวมไปถึงเหวินเฉียงเองก็รู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนอย่างสุดซึ้งเช่นกัน
“เสี่ยวฟู่ หากวันนี้เธอไม่ได้มาเยี่ยมพวกเราที่นี่ เสี่ยวเยี่ยนคงจะต้องลำบากมากแน่ๆ ดูสิ ฉันไม่รู้ว่าจะขอบคุณเธออย่างไรจริงๆ ! ไม่คิดเลยว่าเด็กอย่างเธอจะมีความสามารถมากกว่าหมอหวังเสียอีก !” จ้าวชุนฮวาพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น สวรรค์ได้ส่งเด็กผู้หญิงคนนี้มาช่วยชีวิตของพวกเธอเอาไว้จริงๆ !
“ใช่แล้ว สาวน้อย สำหรับครอบครัวของเรา เธอคือผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง !” พ่อของเหวินเฉียงก็รู้สึกขอบคุณเธอมากเช่นกัน ส่วนเหวินเผิงกลับมีท่าทีที่ดูงุ่มง่าม เขาไม่รู้ว่าควรจะกล่าวขอบคุณออกไปอย่างไรดี
เหวินเฉียงคิดกับตัวเองว่าสิ่งที่พ่อของเขาพูดนั้นค่อนข้างถูกต้องเลยทีเดียว ฟู่เยี่ยนคือผู้มีพระคุณสำหรับครอบครัวของเขาจริงๆ
“คุณลุง คุณป้าคะ แม้ว่าทุกคนจะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับหนู แต่หนูก็ยังจะช่วยเหลือทุกคนอยู่ดี อย่าไปสนใจเลยค่ะ อีกอย่างเหวินเฉียงก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของหนู เราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดกับพวกเขาอย่างสุภาพ
ทางด้านหูจินและคนอื่นนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนมีทักษะนี้ ซึ่งพวกเขาต่างก็มีความคิดบางอย่างอยู่ภายในใจเช่นกัน แน่นอนว่าความคิดแรกที่ผุดขึ้นก็คือ ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวป่วยจนเอาชีวิตไม่รอดอีกแล้ว !!
เนื่องจากคืนนี้ยังมีงานที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ ดังนั้นทุกคนจึงได้แยกย้ายกันเข้านอน ส่วนทุกคนในตระกูลเหวินก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาแล้ว เมื่อเห็นว่าหวงเยี่ยนสบายดี พวกเขาก็ได้เข้านอนเช่นกัน
เหวินเซียงจึงได้ยกห้องนอนของเธอให้กับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ ส่วนเธอก็ไปนอนกับพ่อและแม่แทน
ทางด้านฟู่เยี่ยนและคนอื่นต้องรอจนกว่าคนในตระกูลเหวินจะหลับไปเสียก่อน พวกเธอถึงจะขึ้นไปบนภูเขาได้ โดยไม่คาดคิดว่าหลังจากที่ล้มตัวลงนอน เธอก็หลับลึกไปในทันที
เมื่อฟู่เยี่ยนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าหูจินได้หายตัวไปแล้ว ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าหูจินได้แอบออกไปสำรวจภูเขาเพียงลำพังด้วยซ้ำ
แต่เมื่อลุกขึ้นมาแต่งตัว เธอก็สังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างที่อยู่บนพื้น
เนื่องจากภายในบ้านตระกูลเหวินยังคงเป็นพื้นดิน ไม่ได้ถูกปูด้วยอิฐ หลังจากที่รู้สึกตัว ฟู่เยี่ยนก็ได้สบถอยู่ภายในใจ : นี่หลงกลคนพวกนี้เข้าแล้ว !
จากนั้นเธอจึงรีบสำรวจรอบๆอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เธอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จึงทำให้เธอไหวตัวได้ทันท่วงที ก่อนจะพยายามติดตามตำแหน่งของหูจิน เธอคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่มีพบเบาะแสอะไรเลย
คนคนนี้ต้องเป็นคนเดียวกับที่คิดร้ายต่อเหวินเฉียงอย่างไม่ต้องสงสัย วิธีการก็เหมือนกันไม่มีผิด ทั้งยังปกปิดร่องรอยเบาะแสได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย
ขณะที่เธอกำลังหงุดหงิดอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากห้องของไป๋โม่เฉินและเหวินเฉียง ทันใดนั้นเอง ดวงตาของฟู่เยี่ยนก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ก่อนที่เธอจะเดินไปที่เปิดประตู ซึ่งบังเอิญที่ไป๋โม่เฉินออกมาจากห้องพอดี
“ฟู่เยี่ยน เรากำลังถูกคนลอบทำร้ายอยู่เหรอ แล้วเธอเป็นยังไงบ้าง ?” หลังจากที่ไป๋โม่เฉินได้สติกลับมา เขาก็รีบออกมาหาฟู่เยี่ยนในทันที
“ฉันสบายดี แต่หูจินหายตัวไป แล้ว เหวินเฉียงล่ะ เขาเป็นยังไงบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้คิดอะไรมากนัก เนื่องจากสมรรถภาพทางร่างกายของไป๋โม่เฉินนั้นดีกว่าคนอื่น จึงทำให้เขาฟื้นคืนสติได้เร็วกว่าคนปกตินั่นเอง !
“เขาไม่เป็นไร ตอนนี้เขายังคงหลับลึกอยู่ ฉันคิดว่าพรุ่งนี้เขาน่าจะตื่นเองนั่นแหละ ไปดูคนอื่นกันเถอะ”
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงรีบไปที่ห้องของเริ่นเปียวและฉางหยู่เซิง เมื่อมาถึงพวกเขาก็ได้เคาะประตูเบาๆ แต่กลับไม่มีใครตอบเลย ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพังประตูบุกเข้าไปเท่านั้น
“พวกเขาเองก็ถูกวางยาด้วยเหรอ เธอมีวิธีปลุกพวกเขาให้ตื่นหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินจับไปที่ชีพจรคอของพวกเขา ก่อนจะหันกลับไปถาม
“มันก็พอจะมีวิธีอยู่นะ” จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงยันต์เรียกสติออกมาจากดินแดนต่างมิติ และแปะมันไปที่หน้าผากของพวกเขา
หลังจากนั้นไม่นาน เริ่นเปียวและฉางหยูเซิงก็ได้ตื่นจากการหลับใหล เริ่นเปียวกุมไปที่ขมับของตัวเองด้วยความงุนงง ทำไมเขาถึงได้หลับลึกขนาดนี้กันล่ะ ?
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เขาจึงสังเกตเห็นว่าไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนกำลังยืนอยู่ข้างๆเตียง จึงอดไม่ได้ที่จะตกใจสะดุ้งตัวโยน
“ฟู่เยี่ยน มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ? เกิดอะไรขึ้นเหรอ ?” การแสดงออกของเริ่นเปียวเปลี่ยนไปในทันที
“ลุงเริ่น เรากำลังตกหลุมพรางของใครบางคนอยู่ และตอนนี้หูจินก็ได้หายตัวไปแล้ว เราต้องรีบออกไปตามหาเธอให้เจอโดยด่วนที่สุด” ฟู่เยี่ยนรู้สึกกังวลเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าเหมือนตัวเองล้มเหลว !
เธอเองก็อยากรู้มากว่าคนคนนั้นคือใคร !
“อะไรนะ ? เสี่ยวจินหายตัวไปเหรอ ?” ฉางหยู่เซิงรีบลุกขึ้นมาจากเตียงในทันที พร้อมกับแววตาที่ดูแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ ครั้งนี้เธอเจอคนมีฝีมือเข้าแล้ว หากเพียงแค่ล่อให้พวกเธอไปตามหา ยังพอพูดได้ว่าไม่น่าห่วง แต่ถ้าคนคนนั้นคิดร้ายขึ้นมา หูจินอาจถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอด !
“อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ฉันคิดว่าไหนๆ เราก็กำลังจะขึ้นไปบนภูเขาอยู่แล้ว และคนคนนั้นก็คงจะรู้แล้วว่าเรากำลังมีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับภูเขาลูกนี้ ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มหาเบาะแสจากที่บ้าน แล้วค่อยไปที่นั่นกันดีกว่า”
ภายนอกฟู่เยี่ยนยังคงมีท่าทีที่ดูสงบ แต่ในใจของเธอกลับเดือดดาล นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาเล่นงานเธอแบบนี้ ! คนคนนี้น่ะหรือ ? คิดจะมาหลอกฉัน งั้นก็เตรียมตัวรับมือให้ดี เพราะฉันจะทุ่มสุดตัว !
“ไป๋โม่เฉินกับฉันจะตรวจสอบภายในบ้านตระกูลเหวินเอง ส่วนทั้งสองคนรีบเก็บของแล้วออกไปตรวจดูเบาะแสด้านนอกลานบ้านเถอะ” ฟู่เยี่ยนรีบตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนตรวจสอบสมาชิกทุกคนในตระกูลเหวินตามลำดับ ซึ่งพวกเขายังคงหลับสนิท และน่าจะตื่นในพรุ่งนี้เช้า อีกด้านหนึ่ง เริ่นเปียวและฉางหยู่เซิงก็ได้ตรวจสอบด้านนอกเกือบจะเสร็จแล้วเช่นกัน
“ฟู่เยี่ยน คนคนนั้นไม่ได้เดินผ่านประตูเข้ามา เพราะประตูยังลงกลอนอยู่ แต่มีรอยอยู่บนกำแพง ฉันคิดว่าเขาน่าจะปีนกำแพงเข้ามา” เริ่นเปียวมองไปยังร่องรอยที่เขาพบ ก่อนจะสรุปให้ฟู่เยี่ยนฟัง
“ถ้าอย่างนั้น เราลองไปตรวจสอบดูที่บ้านของหญิงชราใบ้คนนั้นกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยไปที่ภูเขา เราจะพลาดที่ไหนไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด” ฟู่เยี่ยนเน้นย้ำกับทุกคน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
จากนั้นทั้งสี่คนก็ได้วิ่งไปที่บ้านของหญิงชราใบ้พร้อมกัน ตอนนี้เป็นเวลาตีสองแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลับลึกที่สุด อีกทั้งในหมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขเห่าแม้แต่ตัวเดียวอีกด้วย
“ไม่สิ ทำไมถึงไม่มีสุนัขตัวไหนเห่าเลยล่ะ ?”
ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นถึงบางสิ่งที่ผิดปกติไป เมื่อตอนกลางวัน เธอเห็นว่าที่หมู่บ้านเฟิงเหอแห่งนี้มีสุนัขอยู่มากมายเลยทีเดียว และพวกมันก็ยังเห่าเธออีกด้วย แต่ตอนนี้พวกเธอเดินมาหลายนาทีแล้ว กลับไม่ได้ยินเสียงเห่าของสุนัขเลยสักตัว
“ใช่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ?” เริ่นเปียวและคนอื่นต่างก็สงสัยเช่นกัน
“ไม่เพียงเท่านั้นนะ ที่นี่ไม่มีลมเลย แม้แต่ใบไม้สักใบก็ยังไม่ขยับ” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปกตินี้อีกครั้ง
ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่รู้ถึงสาเหตุของเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ? ทำไมกัน? และทันใดนั้นเอง เลือดของฟู่เยี่ยนก็ได้สูบฉีดอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะกระอักเลือดออกมา
“ฟู่เยี่ยน !”
“ฟู่เยี่ยน !”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?
ในตอนนี้ไม่มีใครเดินเข้ามาหาเธอ ตอนนี้ไม่ว่าฟู่เยี่ยนจะช้าแค่ไหน แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ !
ฟู่เยี่ยนพยายามข่มตัวเองและกลับมาครองสติอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงไปกับพื้น เธอพยายามเค้นพลังของเธอออกมา ทว่าเธอก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เพราะพลังของเธอกลับไม่ยอมเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?
ทันใดนั้นเอง หัวใจของฟู่เยี่ยนก็เริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะค่อยๆหลับตาลงและคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆอยู่ภายในใจ
ไม่มีลม ไม่มีเสียงสุนัขเห่า และคนรอบตัวเธอก็คงจะ…….ไม่ใช่มนุษย์ !
ตอนที่ 506: คาถาลวงตา
ตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งสี่คนเดินออกมาด้วยกัน มีแค่เธอเท่านั้นที่รู้สึกว่าที่นี่ไม่มีสุนัขเห่าเลย แม้แต่ใบไม้ก็ไม่ขยับ ราวกับว่าโลกทั้งใบนี้ไม่มีลมอีกด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเธอกำลังอยู่ตัวคนเดียวใต้ต้นไหวต้นใหญ่
ฟู่เยี่ยนจึงตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่าเธอกำลังตกอยู่ภายใต้คาถาลวงตาที่แข็งแกร่ง แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าคาถาลวงตานี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
ก่อนอื่นเลย สิ่งนี้ไม่ใช่ค่ายกล เพราะหากเป็นค่ายกลประสาทหลอน เธอคงจะรับรู้ได้ตั้งนานแล้ว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้อีกครั้ง เธอสงสัยว่าตัวเองกำลังมองข้ามอะไรไปบ้าง มีข้อผิดพลาดอะไรหรือเปล่า ทำไมเธอถึงได้ตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัวแบบนี้ ?
ตอนที่เธอตื่นขึ้นมาก็พบว่าหูจินไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว ดูเหมือนว่าคนคนนั้นกำลังมองหาช่องว่างที่จะลักพาตัวหูจินมานานมากแล้ว
ถ้าอย่างนั้น เธอตกอยู่ภายใต้คาถาลวงตานี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ตอนที่เธอไปปลุกเริ่นเปียวและฉางหยู่เซิงอย่างนั้นหรือ ? หรือจะเป็นตอนที่เธอเดินออกมาจากบ้านตระกูลเหวิน หรือว่าตอนที่ฟื้นขึ้นมา เธอก็ได้ตกอยู่ภายใต้คาถาลวงตาเลยกันแน่ ?
แล้วไป๋โม่เฉินและคนอื่นล่ะ ? ฟู่เยี่ยนค่อยๆพิจารณาไปทีละขั้นตอน หากทักษะต่างๆของเธอไม่สามารถใช้งานได้ ถ้าอย่างนั้นคงต้องพึ่งพาสัญชาตญาณแล้ว
เมื่อไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนขึ้นและเดินต่อไปเท่านั้น หากเธอต้องการทำลายสถานการณ์นี้ลง ก็แค่หาแก่นแท้และช่องโหว่ของคาถาลวงตานี้ให้เจอ
ไม่มีอะไรสามารถทำให้เธอสะดุดได้ !
ฟู่เยี่ยนยังคงทำตามแผนเดิม โดยตรงไปยังบ้านของหญิงชราใบ้ก่อน หากเป็นไปตามความคาดเดาของเธอ จะต้องมีบางอย่างรอเธออยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน
โดยไม่คาดคิด ขณะที่ฟู่เยี่ยนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากระยะไกล ซึ่งเธอก็ได้รีบหลบซ่อนตัวตามสัญชาติญาณ แต่ทว่าดูเหมือนคนเหล่านั้นจะมองไม่เห็นเธอ
“เร็วเข้า รีบไปหานายหญิงกันก่อนเถอะ นายน้อยกลับมาแล้ว และยังพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาด้วย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ! วันนี้เกรงว่าได้เกิดเหตุการณ์บ้านแตกขึ้นแน่นอน”
ผู้หญิงหลายคนกำลังเดินมาทางนี้ ดูจากเสื้อผ้าและการแต่งกาย พวกเธอไม่ได้มาจากยุคนี้ ออกจะเป็นแนวยุคต้นสาธารณรัฐประชาชนจีนเสียมากกว่า
ฟู่เยี่ยนจึงได้ตามพวกเธอไป เพื่อต้องการจะดูว่าใครกำลังเล่นกลอะไรที่นี่
หญิงวัยกลางคนเหล่านั้นวิ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง แต่มันดูไม่เหมือนกับบ้านที่เธอเห็นในหมู่บ้านเมื่อก่อนหน้านี้เลย แค่มองจากประตูก็พอจะรู้แล้ว
หลังจากที่ประตูถูกเปิดออก เธอก็ได้เห็นเฟอร์นิเจอร์และคนรับใช้ภายในบ้านอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าครอบครัวนี้เป็นครอบครัวของนักธุรกิจเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างดูวิจิตรงดงาม แต่ก็ไม่ได้ดูพิเศษมากนัก ดูเหมือนว่าแค่วางมันเอาไว้เพื่อประดับบ้านเท่านั้น
“หลันจือ ฉันขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะ หากเว่ยหมินเซิงกล้าพาผู้หญิงเข้ามา ฉันจะทุบตีเขาให้ตายคามือเลย” คนที่กำลังพูดอยู่นั้นดูเหมือนจะเป็นคนที่มีสถานะเหนือกว่าหลายๆคน เพราะเสื้อผ้าของเธอแตกต่างไปจากผู้หญิงคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
“คุณป้าคะ ช่างเถอะค่ะ ฉันยอมรับความจริงได้แล้ว ผู้ชายในยุคนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ เพียงแต่หมินเซิงเขาไม่ควรทำแบบนี้เลย… มันเหมือนกับเป็นการตบหน้าฉัน ทั้งที่พวกเราเพิ่งแต่งงานกันได้ปีเดียวเท่านั้น”
สะใภ้สาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในบ้าน เธอก้มหน้าลงพร้อมกับร้องไห้ออกมา ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ เธอนั้นน่าจะเป็นแม่สามีของเธอ และกำลังถอนหายใจออกมาด้วยความระอา
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่านี่อาจจะไม่ใช่คาถาลวงตาที่เกิดจากความไม่พอใจของใครบางคน เพราะเธอยังไม่เข้าใจถึงความหมายของคาถาลวงตานี้เลยด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก เธอก็ได้ออกไปนอกบ้าน ก่อนจะพบกับคู่ชายหญิงสองคน ซึ่งชายคนนั้นคือเว่ยหมินเซิงนั่นเอง เขาเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างดี ทั้งยังดูมีความสามารถอีกด้วย
ส่วนผู้หญิงที่มากับเขานั้นมีรูปร่างที่บอบบางและดูมีเสน่ห์มาก เธอเดินตามเว่ยหมินเซิงเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้มที่สดใส หากดูจากโหงวเฮ้งของเธอนั้น ชายคนนี้คือคนที่เธอจะแต่งงานด้วยนั่นเอง
“หมินเซิง คุณคิดว่าแม่ของคุณจะชอบฉันหรือเปล่า ?” ผู้หญิงคนนั้นถามออกมาอย่างเงียบๆ พร้อมกับมองไปที่เว่ยหมินเซิงด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย
ใบหน้าของเว่ยหมินเซิงดูรู้สึกผิดเล็กน้อย และการแสดงออกของเขาก็ยังดูไม่เป็นธรรมชาติอีกด้วย
“อย่ากังวลไปเลย แม่ของผมใจดีมากเลยนะ เธอต้องชอบคุณอย่างแน่นอน ฟางฟาง คุณเคยบอกกับผมเมื่อก่อนหน้านี้ว่าไม่ว่าผมจะเป็นใคร คุณก็พร้อมที่จะอยู่กับผมตลอดไปใช่ไหม?” ดูเหมือนว่าเว่ยหมินเซิงกำลังต้องการถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“แน่นอน ฉันยอมทรยศครอบครัวของฉันเพื่อมาอยู่กับคุณ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ฉันก็จะตามคุณไปทุกที่” ฟางฟางดูมีความสุขมาก เพียงแค่เธอมองไปยังผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความหลงใหลแล้ว
“นายน้อย กลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอครับ ! นายหญิงกับคุณนายกำลังรอนายน้อยอยู่ในบ้านครับ” ชายคนหนึ่งซึ่งดูจะเป็นพ่อบ้านได้รายงานให้เว่ยหมินเซิงทราบในทันทีที่เขามาถึง
ดูเหมือนหญิงสาวที่ชื่อฟางฟางจะไม่ได้สังเกตเลยว่าผู้หญิงทั้งสองคนที่ชายคนนั้นพูดถึงจะเป็นภรรยาและแม่ของคนรักของเธอ
ในเวลานี้ ใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยความหวัง เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความเมตตาจากแม่สามี และเธอเองก็ตั้งตารอที่จะแสดงความเคารพต่อแม่สามีเพื่อทำให้เว่ยหมินเซิงรู้สึกสบายใจอีกด้วย
“ฟางฟาง มากับฉันเถอะ” เขาจับมือฟางฟางเอาไว้แน่น แม้ประตูที่อยู่เบื้องหน้าเป็นประตูนรก แต่พวกเขาก็ต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้
ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจแล้ว จึงได้พาฟางฟางกลับมาด้วย และในขณะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าทองคำเสียอีก
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน
คนสารเลว !
“แม่ครับ หมินเซิงลูกชายของแม่กลับมาแล้วครับ” เขาเดินเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ เขาก็ได้โค้งคำนับในทันที แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าแม่ของเขาจะกรีดร้องออกมา จึงทำให้เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
ทางด้านฟางฟางที่เห็นผู้หญิงสองคนนั่งรออยู่ด้านในก็ตกตะลึงไปเล็กน้อยเช่นกัน
“หมินเซิง นี่คือพี่สาวของคุณเหรอ ? เธอสวยมากเลยนะ !” คำพูดที่ไร้เดียงสาของฟางฟางได้ทำให้เว่ยหมินเซิงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเธอ
“เหอะ หมินเซิง ลูกกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้พาผู้หญิงคนนี้กลับมาด้วย สาวน้อย เขาไม่ได้บอกเธอเลยเหรอว่าเขาแต่งงานแล้ว ?” หญิงชราตรงหน้าพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าใจ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟางฟางก็ได้หันไปมองเว่ยหมินเซิงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“คุณแต่งงานแล้วเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นเธอก็เป็นภรรยาของคุณใช่ไหม ? แล้วฉันล่ะ ?” ฟางฟางพูดขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่เขาด้วยแววตาที่สั่นไหว
“แม่ครับ ผมกับฟางฟางเรารักกัน และเราก็ตกลงที่จะแต่งงานกันแล้วด้วย ต่อจากนี้เป็นต้นไป เธอจะเป็นภรรยาของผมไม่ต่างจากหลันจือ หลันจือ คุณจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือเปล่า ?” เว่ยหมินเซิงเงยหน้าขึ้น ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น
“อย่าแม้แต่จะคิดเลย ! หากลูกพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามา ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ต่างไปจากเมียรองเท่านั้น ไม่มีทางที่ใครจะสามารถเทียบเท่าหลันจือได้ ลูกจะต้องมีภรรยาที่ถูกต้องเพียงคนเดียวเท่านั้น !”
หญิงชราพูดออกไปอย่างเด็ดขาด เธอไม่สามารถปล่อยให้ลูกชายสารเลวคนนี้ทำลายรากฐานของตระกูลเว่ยได้ !
“คุณเป็นภรรยาของเขาเหรอคะ ? แต่หมินเซิงก็รักฉันเหมือนกันนะ” ฟางฟางเงยหน้าขึ้นไปมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าของเธอ ก่อนจะพูดออกมาอย่างมั่นคง
ตอนนี้เธอไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว ชีวิตของเธอเหลือแค่หมินเซิงคนเดียวเท่านั้น เธอจึงไม่สามารถปล่อยมือไปจากเขาได้ !
เว่ยหมินเซิงเองก็จับมือของเธอเอาไว้แน่นเช่นกัน พวกเขาทั้งสองทำราวกับว่าแม้แต่สวรรค์ก็ไม่สามารถแยกพวกเขาทั้งสองไปจากกันได้
“แม่คะ ไม่เป็นไรค่ะ ! ไม่ว่าจะในฐานะภรรยาเอกหรือเมียรอง หมินเซิงก็ได้พาเธอกลับมาด้วยแล้ว อย่าโกรธเขาเลยค่ะ” หลันจือพูดพลางข่มอาการสั่นของเธอเอาไว้
“แม่ไม่อยากจะเห็นหน้าพวกลูกแล้ว พาเธอออกไปให้พ้นหูพ้นตาแม่เดี๋ยวนี้ จะไปที่ไหนก็ไป”
ดูเหมือนว่าหญิงชราจะยังไม่ยอมรับเรื่องนี้ แต่อันที่จริงเธอได้ประนีประนอมเรื่องนี้แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกชายของเธอ เดิมทีเธอคิดว่าเธอคงจะมีข้อแก้ตัวหากลูกสะใภ้ของเธอคัดค้านอย่างฉุนเฉียว โดยเธอจะไม่ให้ผู้หญิงที่ไม่รู้ที่มาที่ไปคนนั้นเข้ามาในครอบครัวได้
ทางด้านเว่ยหมินเซิงเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพาฟางฟางออกไปก่อนเท่านั้น ซึ่งเขายังคงจับมือของเธอเอาไว้ และเดินออกไปพร้อมกัน
“หลันจือ ป้าสนับสนุนเธอจนถึงขนาดนี้แล้ว แต่ทำไมเธอถึงไม่โกรธเขาเลยล่ะ เธอกำลังจะทำให้ป้าโกรธนะ !” หญิงชราพูดกับลูกสะใภ้ของเธอด้วยความหงุดหงิด
“แม่คะ หนูรู้ว่าแม่กำลังทำเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวหนูอยู่ แต่ในเมื่อหัวใจของหมินเซิงไม่ได้อยู่กับหนูอีกต่อไปแล้ว หากหนูไม่ยอมประนีประนอม ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปหนูคงจะไม่มีที่ยืนในบ้านหลังนี้อีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”
“แม่สามารถไล่เขาออกไปจากตระกูลได้ก็จริง เพราะเขาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเว่ย เรื่องธุรกิจต่างๆภายในตระกูลยังต้องพึ่งพาเขา แม่คะ อย่าให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกต้องมาถูกทำลายลงไปเพราะหนูเลยค่ะ”
หลันจือเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน ตอนนี้ครอบครัวของเธอก็ได้จากไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงแค่ต้องพึ่งพาแม่สามีของเธอ เพราะเธอไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตเพียงลำพังได้ !
ตอนที่ 507: จัดการเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
ฟู่เยี่ยนรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังดูละครเรื่องหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น วินาทีต่อมา ฉากทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนไป ตอนนี้ผู้หญิงทั้งสองคนได้ตั้งครรภ์แล้ว
ไม่ว่าหัวใจของเว่ยหมินเซิงจะอยู่ที่ใครก็ตาม แต่หลันจือก็ยังคงตั้งท้องลูกของเขา เพราะคำพูดของผู้เป็นแม่ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขา โดยเธอได้พูดเอาไว้ว่า:
“หมินเซิง ลูกกำลังเลอะเลือนอยู่หรือเปล่า ? ผู้หญิงที่ยอมตามลูกกลับมาที่บ้านเพียงแค่พูดไม่กี่คำจะเป็นคนที่ดีที่สุดได้อย่างไร ! ตระกูลเว่ยของเรามีธุรกิจใหญ่โต ลูกอยากได้ผู้หญิงแบบไหนย่อมมีมาให้เลือกมากมายไม่ใช่เหรอ ?”
“ในอนาคต ลูกจะให้ทายาทที่เกิดจากผู้หญิงคนนั้นเป็นใหญ่อย่างนั้นเหรอ ? หากลูกไม่ทำให้หลันจือท้อง อย่าหาว่าแม่ใจร้ายก็แล้วกัน แม้ลูกจะเป็นลูกชายทางสายเลือดของแม่ก็ตาม แต่แม่จะไม่มีวันปล่อยให้รากฐานที่เก่าแก่นับศตวรรษของตระกูลเว่ยต้องมาสูญหายไปเพราะลูกหรอกนะ !”
เว่ยหมินเซิงรู้สึกเป็นทุกข์มากเมื่อเห็นฟางฟางต้องเจ็บปวดจากการคลอดลูก และเขาก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารอเด็กคนนี้ให้เป็นเด็กผู้ชาย ไม่ว่าแม่ของเขาจะพูดอะไร ในใจของเขาก็ยังคงมีแต่ลูกของฟางฟางเท่านั้น
และในเวลาเดียวกันนั้น หลันจือภรรยาอีกคนของเขาก็กำลังปวดท้องและกำลังจะคลอดเช่นกัน ทว่าเธอกลับไม่ได้มีสามีคอยอยู่เคียงข้าง ดังนั้นเธอจึงต้องอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ยังคงกัดฟัน เพราะตราบใดที่เธอมีลูก ทุกอย่างก็จะราบรื่นเรียบร้อยดี
แม้ว่าลูกของเธอจะเป็นเด็กผู้หญิงก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังมีคนให้ได้พึ่งพาไปตลอดชีวิตแล้ว
ด้วยความบังเอิญ ทั้งสองต่างก็ได้ให้กำเนิดบุตรในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังเป็นเด็กผู้ชายคนคู่อีกด้วย แต่ลูกชายของฟางฟางคลอดก่อนลูกชายของหลันจือไปหลายชั่วโมงเลย
เมื่อเห็นฉากนี้ ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องการจะบอกอะไรกับเธอกันแน่ ?
แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น ตอนนี้ฉากตรงหน้าได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ทำได้เพียงแค่เฝ้าดูด้วยความอดทนต่อไปเท่านั้น
ตอนนี้ลูกชายของหลันจือได้โตขึ้นมากแล้ว เขาเป็นคนที่เก่งทั้งในด้านปฏิบัติและเรื่องการเรียนรู้ ทั้งยังฉลาดมากอีกด้วย ส่วนลูกชายของฟางฟางกลับไม่ได้สนใจการเรียน และไม่มีทักษะใดเลย ซึ่งต่อมาเขาก็ได้เริ่มเล่นการพนันและสูบบุหรี่
เว่ยหมินเซิงมองไปที่ลูกชายทั้งสองคนของเขา ซึ่งคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีความโดดเด่นในทุกด้าน ส่วนอีกคนกลับเป็นเด็กเสเพล แน่นอนว่าเขาต้องชอบลูกชายคนที่โดดเด่นมากกว่าอยู่แล้ว
ส่วนฟางฟางเองก็ถูกสามีรังเกียจเช่นกัน เพราะลูกชายของเธอเป็นหนี้การพนันจำนวนมาก จนสุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถูกไล่ออกจากบ้านตระกูลเว่ยไปพร้อมกับลูกชายของเธอ
ตอนนี้ลูกชายของหลันจือได้แต่งงานแล้ว ทั้งยังได้เข้าทำงานในองค์กรของภาครัฐในตำแหน่งที่ดีอีกด้วย ทางด้านธุรกิจของตระกูลเว่ยก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก เว่ยหมินเซิงก็มีหลานชาย แต่หลังจากที่หลานชายของเขาคลอดได้ไม่นาน เขาก็ได้ล้มป่วยและเสียชีวิตลงในที่สุด
หลันจือจึงได้กลายเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว และครอบครัวของเธอก็ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ส่วนฟางฟางและลูกชายของเธอที่ถูกไล่ออกจากบ้านก็ได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่อดอยาก และสุดท้ายพวกเธอก็ได้นอนตายอยู่ข้างถนน
เมื่อเห็นฉากนี้ ฟู่เยี่ยนก็รับรู้ถึงการเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เหตุการณ์ในช่วงหลังนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นความปรารถนาของหลันจือทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด
คนคนนั้นเป็นใครกัน ? เป็นหลันจือหรือฟางฟางกันแน่ ?
และฉากก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนได้ยืนอยู่หน้าประตูบ้านของหญิงชราผู้เป็นใบ้แล้ว
เธอจึงได้ผลักประตูให้เปิดออกอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ใช่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์เอาไว้จริงๆ ภาพลวงตาทั้งหมดนี้เป็นปมในใจของหญิงชรา มันคือความคิดทั้งหมดของหญิงชรานั่นเอง
แต่เธอก็ยังคงคิดไม่ออกว่าหญิงชราใบ้คนนี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตัวละครทั้งหมด และละครเรื่องนี้กำลังจะสื่อถึงอะไร ?
เมื่อฟู่เยี่ยนเปิดประตูเข้าไป เธอกลับไม่เห็นใครอยู่ข้างในเลย เธอจึงได้มองไปรอบๆห้อง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันเป็นเพียงห้องธรรมดาเท่านั้น ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่บ้านคนหนึ่งก็ได้วิ่งเข้ามา
“คุณนายคะ คุณนาย แย่แล้วค่ะ นายน้อยกลับมาแล้ว แต่เขาพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาด้วย ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะรับเธอไปเป็นเมียน้อยนะคะ”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ผู้หญิงคนนั้นกำลังคุยกับเธออยู่หรือเปล่า
สาวใช้คนนั้นคิดว่านายหญิงของเธอจะต้องเสียใจมากแน่ๆ หากได้ยินเรื่องนี้ จึงรีบก้าวเข้าไปเพื่อจะปลอบใจผู้เป็นนายหญิงของเธอทันที
ฟู่เยี่ยนจึงได้หันกลับไปมองกระจกทองสัมฤทธิ์ที่อยู่ข้างหลังเธออีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเสื้อผ้าของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว เธอกำลังสวมชุดที่หลันจือสวมอยู่เมื่อครู่นี้อยู่ ใช่แล้ว เธอกำลังอยู่ในร่างของหลันจือ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การทดสอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปเท่านั้น
“ใครเป็นคนสั่งให้เธอมาบอกเรื่องนี้กับฉันกัน แม่สามีของฉันอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมา ซึ่งเสียงของเธอยังคงเป็นเสียงของหลันจืออย่างชัดเจน
สาวใช้ชะงักไปเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้นกับนายหญิงกัน ? เธอยังคงมองไปที่นายหญิงของเธอ ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้นายหญิงดูเด็ดเดี่ยวและฉลาดมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
“คุณนาย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคุณนายเองนะคะ หากผู้หญิงแบบนั้นเข้ามาในตระกูลเว่ย เป็นคุณนายเองไม่ใช่เหรอคะที่ต้องลำบาก ?” สาวใช้อธิบายถึงวิกฤตในครั้งนี้ให้กับฟู่เยี่ยนฟัง
ฟู่เยี่ยนยังคงเย้ยหยันอยู่ภายในใจ: เหอะ นั่นคือสิ่งที่แม่สามีของเธอคิดอย่างนั้นหรือ ? ที่จริงหญิงชราก็แค่หลอกให้เธอกันไม่ให้คนนอกเข้ามาสร้างความวุ่นวายเท่านั้นแหละ !
“ดูนี่สิ ในยุคสมัยนี้การหย่าร้างไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก ในหนังสือพิมพ์ก็ได้บอกเอาไว้ไม่ใช่เหรอ ? หลังจากที่ชีวิตการแต่งงานเก่าพังทลาย ความรักครั้งใหม่ก็จะตามมา” ฟู่เยี่ยนหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางบนโต๊ะขึ้นมา ซึ่งในนั้นมีข่าวการหย่าร้างพูดเขียนเอาไว้
“คุณนาย คุณนายจะหย่าไม่ได้นะคะ !” สาวใช้ตะลึงกับคำพูดเหล่านี้เป็นอย่างมาก ก่อนจะพูดออกไปอย่างตะกุกตะกัก และรีบวิ่งออกไปเพื่อจะกลับไปหาหญิงชรา
จากนั้น ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้ตอบสนอง เธอก็พบว่าฉากตรงหน้าได้เปลี่ยนไป และตัวเธอเองได้นั่งอยู่ตรงข้ามกับหญิงชราแล้ว ฟู่เยี่ยนแอบยิ้มอยู่ภายในใจ ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน และเธอก็แทบรอไม่ไหวแล้วที่จะเห็นปฏิกิริยาของเขา
“หลันจือ เธอจะยอมให้เขาพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาได้อย่างเด็ดขาดเลยนะ หากเป็นแบบนั้น รากฐานที่เก่าแก่นับศตวรรษของตระกูลเว่ยจะต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของพวกเขาอย่างแน่นอน !”
“เธอต้องเอาหัวใจของเขากลับมาให้ได้ และให้กำเนิดหลานชายโดยเร็วที่สุด เพราะจากนี้เป็นต้นไปลูกของเธอจะเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเว่ย อย่าคิดเรื่องหย่าร้างเลยนะ !”
“สำหรับผู้หญิงอย่างเรานั้น หลังจากที่แต่งงาน เราก็ต้องอยู่กับสามีไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว เราไม่ควรคิดเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ! นอกจากนี้หากต้องหย่าร้างจริงๆ เธอจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ? ตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอก็ได้เสียชีวิตไปทั้งคู่แล้ว แต่ฉันก็ยังรักเธอเหมือนลูกสาวคนหนึ่งเลยนะ !”
หญิงชรายังคงไม่หยุดที่จะพูดถึงความฝันอันแสนหวาน อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักของหญิงชรายังคงเป็นเรื่องของผู้สืบทอดตระกูล
“หมินเซิงเรียนจบตั้งสูง และยังมีความรู้มากมาย ส่วนหนูนั้นไม่ได้มีความรู้อะไรเลย หนูรู้แค่ว่าคนข้างนอกต่างก็พากันโห่ร้องเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพเท่านั้น”
“หากจะพูดถึงอิสรภาพ ความรักเองก็ยังต้องการอิสรภาพด้วยเหมือนกัน ! ตอนนี้หมินเซิงได้พบรักที่เขาต้องการแล้ว และหนูก็คงทนรับเรื่องนี้ไม่ไหวอย่างแน่นอน ถูกแล้วที่หนูจะยอมถอยออกไป และคืนอิสรภาพให้กับเขา”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดกับตัวเอง หญิงชราไม่อยากทำให้ลูกชายต้องขุ่นเคืองใจ ก็เลยอยากจะใช้ภรรยาของเขาเป็นเครื่องมือในการขัดขวางเขาแทนอย่างนั้นเหรอ ? เธอจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด แต่เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองต่อผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
เมื่อหญิงชราได้ยินคำพูดที่ทำร้ายจิตใจนี้ เธอก็ถึงกับอ้าปากค้าง และชะงักไปครู่หนึ่ง !
“หลันจือ เธอเป็นสะใภ้ที่ถูกต้องของตระกูลเว่ยนะ โดยธรรมชาติแล้วเธอต้องนึกถึงตระกูลเว่ยเป็นอันดับแรก หากเธอจะยอมให้เขาพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาก็ไม่มีปัญหา แต่ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นได้เพียงแค่เมียน้อยเท่านั้น ! และในอนาคตลูกๆที่เกิดจากผู้หญิงคนนั้นจะไม่มีสิทธิ์ใดทั้งสิ้น”
“เธอเป็นสะใภ้เพียงคนเดียวของตระกูลเว่ยของฉัน ! ฉะนั้นเธอจะไม่สามารถคิดถึงเรื่องการหย่าร้างได้อีกต่อไป ผู้หญิงที่หย่าร้างเหล่านั้นช่างเป็นคนที่น่าสังเวชนัก ! ไม่ว่าใครก็ตามที่สนับสนุนการหย่าร้างในครั้งนี้ มันต้องตายสถานเดียว !”
“การเป็นภรรยาที่ถูกต้องของตระกูลเว่ยนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย เรื่องให้กำเนิดลูก หนูไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ แต่ตอนนี้เว่ยหมินเซิงได้พบกับความรักของเขาแล้ว และหนูก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปขัดขวางเขาอีกด้วย ! หนูตัดสินใจแล้วค่ะ หนูต้องการจะหย่า !”
ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เธอลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดออกไปตรงๆ เธออยากเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้จะมีท่าทีอย่างไร
ทว่าคนที่อยู่เบื้องหลังกลับไม่ได้ให้โอกาสเธอเลย ในที่สุด เพียงแค่พริบตาเดียว วันครบกำหนดคลอดก็ได้มาถึง เมื่อเห็นว่าภรรยาของเขาดูอ่อนแอลงไปมาก เว่ยหมินเซิงจึงวางแผนที่จะฆ่าเธอ !
โดยเขาวางแผนเอาไว้ว่าจะมีเพียงลูกของเขากับฟางฟางเท่านั้น การให้กำเนิดทารกนั้นเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงมากอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าทั้งแม่และลูกจะเสียชีวิตขณะที่ทำคลอด
ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจที่จะรับรู้ถึงสิ่งนี้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ต้องการที่จะฆ่าเธอ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะทำตามสิ่งที่เคยเกิดขึ้นหรือเปล่า
ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้รัดไปที่คอของเว่ยหมินเซิงโดยตรง จนทำให้เขาถึงกับหายใจไม่ออก
ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงเด็กร้องก็ได้ดังขึ้น ก่อนที่ลูกชายคนที่สองของเว่ยหมินเซิงจะคลอดออกมา ฟู่เยี่ยนจึงค่อยๆคลายมือของเธอออก และเว่ยหมินเซิงก็ได้รีบวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเขากำลังมองเห็นวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น
ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างวาบขึ้นมา ฟู่เยี่ยนจึงได้ยกมือเพื่อบังแสงนั้นเอาไว้ ก่อนจะพบว่าเธอได้กลับมานั่งอยู่ใต้ต้นไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่งแล้ว
เมื่อมองขึ้นไป เธอก็พบว่าที่นี่ยังคงมืดอยู่ และเสียงเห่าของสุนัขก็ได้แว่วเข้ามาในหูของเธอ พร้อมกับสายลมที่พัดมาเอื่อยๆ ฟู่เยี่ยนจึงรู้ได้ทันทีว่าคาถาลวงตาเมื่อครู่นี้ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว แท้จริงแล้วสิ่งเดียวที่จะทำลายคาถาลวงตานี้ลงได้คือการฆ่าเว่ยหมินเซิงนั่นเอง
หากรู้แบบนี้ ฟู่เยี่ยนคงจะฆ่าเขาตั้งแต่ตอนที่เขาปรากฏตัวออกมาแล้ว!
ตอนที่ 508: ขึ้นไปบนภูเขา
ฟู่เยี่ยนใช้พลังปราณภายในของเธออีกครั้ง ก่อนจะรีบวิ่งไปที่เชิงเขาอย่างรวดเร็ว และแล้วก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เธอได้พบหูจินและหญิงชราใบ้คนนั้น ซึ่งทั้งคู่อยู่บนภูเขาจริงๆ แบบนี้ทุกคนในตระกูลเหวินก็น่าจะยังสบายดี
หากตอนนี้เธอยังตามหาคนที่อยู่เบื้องหลังไม่เจอ ชีวิตต่อจากนี้ของเธอคงจะอยู่อย่างเปล่าประโยชน์
ไม่นานนัก เธอก็ได้มาถึงเชิงเขาแล้ว บนภูเขามีค่ายกลจริงด้วย เพียงแต่มันคือค่ายกลบังตาแบบง่ายเท่านั้น ฟู่เยี่ยนจึงทำลายค่ายกลนี้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินขึ้นไปบนภูเขา
แม้ว่าที่นี่จะมืดมากก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงมองเห็นทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน และโดยธรรมชาติแล้ว เธอยังสามารถมองเห็นกระท่อมที่มุงด้วยใบจาก และหลุมบ่อต่างๆรอบภูเขาได้อย่างชัดเจน
ดูเหมือนว่าความสามารถของคนคนนี้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว อย่างน้อยเขาก็มีประสบการณ์มากมายในการสร้างคาถาลวงตานี้ขึ้นมา ช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่ขาของมู่อี้อันยังไม่หายดี หากครั้งนี้เขาตามเธอมาด้วย เขาคงจะช่วยเธอได้มากเลยทีเดียว !
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปยังกระท่อมที่มุงด้วยใบจากหลังนั้น เธอมองดูทิวทัศน์รอบตัว ก่อนจะพบว่าที่นี่คือจุดศูนย์กลางของค่ายกลทั้งหมด โดยตั้งใจที่จะป้องกันไม่ให้คนอื่นขึ้นมาบนภูเขา เพราะหญิงชราใบ้ได้สร้างสุสานขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้ พร้อมกับหลุมศพขนาดใหญ่สามหลุมที่ถูกสร้างขึ้นบนภูเขาด้วย
ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปใกล้หลุมศพ ก่อนจะเห็นชื่อของเว่ยหมินเซิงถูกสลักเอาไว้อย่างชัดเจนที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังนั้นก็มีป้ายหลุมศพเล็กๆอยู่เช่นกัน แต่ยังไม่ได้มีการเขียนอะไรลงไป
ฟู่เยี่ยนจึงมีความสงสัยอยู่ภายในใจว่าอาจจะเป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้น หูจินที่ตอนนี้อยู่ในกระท่อมมุงจากก็ได้เห็นอย่างชัดเจนว่าฟู่เยี่ยนกำลังเดินตรงไปยังกับดัก
แต่ก็น่าเสียดายที่เธอถูกหญิงชราใบ้คนนั้นวางยา จึงทำให้ตอนนี้เธอไม่สามารถส่งเสียงใดออกมาได้เลย เธอรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก และต้องการที่จะหลุดจากพันธนาการนี้โดยเร็วที่สุดเพื่อจะออกไปเตือนฟู่เยี่ยน แต่โชคร้ายที่ทักษะของเธอด้อยกว่าคนอื่นมาก แม้ว่าเธอจะพยายามอย่างหนักจนเหงื่อท่วมตัวแล้วก็ตาม
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว หญิงชราใบ้ที่อยู่ข้างๆ เธอแสยะยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ อีกแค่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น การสังเวยเด็กผู้หญิงสองคนในขั้นตอนครั้งสุดท้ายก็จะเสร็จสมบูรณ์
เพียงแต่เธอไม่คาดคิดว่าฟู่เยี่ยนจะหยุดอยู่ที่สองก้าวสุดท้าย
ฟู่เยี่ยนยิ้มพร้อมกับมองไปยังกระท่อมมุงจากหลังนั้น ซึ่งรอยยิ้มของเธอได้คลายความหวาดกลัวของหูจินได้เป็นอย่างมาก หูจินจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โชคดีที่ฟู่เยี่ยนรู้ตัวแล้ว
‘เด็กตัวเหม็น’ หญิงชราใบ้สาปแช่งอยู่ในใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
“แม่เฒ่า คุณเห็นเพื่อนร่วมชั้นของฉันที่ชื่อหูจินบ้างหรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนเห็นหญิงชราเดินออกมา จึงได้เอ่ยถามด้วยท่าทีที่สุภาพ
“ถ้าเธออยากจะช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาสิ”
ใช่แล้ว หญิงชราคนนี้ไม่ได้เป็นใบ้ เธอยังคงต้องการหลอกล่อให้ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่ได้หายไป เธอก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่ก่อนที่เท้าของเธอจะสัมผัสพื้น เธอก็ได้ดึงเท้ากลับไป
“แม่เฒ่า คิดว่าฉันโง่มากเลยอย่างนั้นเหรอ ? ก็เห็นอยู่ว่ามันคือกับดัก นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ? ทำไมคุณถึงไม่พัฒนาความคิดขึ้นบ้างเลยล่ะ ?”
“คุณควรจะออกมาคุยกับฉัน แล้วค่อยๆหลอกล่อให้ฉันติดกับดักของคุณโดยที่ไม่ตั้งใจสิ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ หญิงชราก็รู้สึกโกรธมาก เธอหันกลับไปในกระท่อมพร้อมกับคว้าไปที่คอของหูจิน ก่อนจะดึงหูจินมาไว้ข้างหน้าตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะพูดอะไรกับเธออีกต่อไปแล้ว หากเธอไม่เดินเข้ามา ฉันจะจัดการเพื่อนของเธอเดี๋ยวนี้แหละ” หญิงชราพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
“อย่ากังวลไปเลยค่ะคุณนายหลัน เรายังต้องพูดคุยกันถึงเรื่องเก่าๆอีกเยอะ หลังจากที่ดูละครเรื่องนี้แล้ว ฉันได้แง่คิดต่างๆมากมายเลย และยังมีบางอย่างที่อยากจะพูดคุยกับคุณ หากไม่ได้พูดมันออกไป ฉันคงต้องอึดอัดไปจนตายอย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่แน่ใจว่าการคาดเดาของเธอนั้นถูกต้องหรือเปล่า เธอจึงเดิมพันว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นคือหลันจือนั่นเอง
“เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันคือหลันจือ ? เสียใจด้วยนะ เธอเดาผิดแล้ว ฉันคือฟางฟางต่างหากล่ะ” หญิงชราใบ้ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“มันไม่ได้มีอะไรมากนักหรอก ฉันก็แค่เดาเท่านั้น หากคุณคือฟางฟาง ถ้าอย่างนั้นในคาถาลวงตา ฉันก็ต้องอยู่ในร่างของฟางฟางด้วยใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนแอบสังเกตไปที่สีหน้าของหญิงชรา เพื่อที่จะยืนยันว่าเธอเดาถูกหรือเปล่า
“ที่จริงแล้วฉันคิดว่าคุณคิดผิดอยู่หลายครั้งเลยนะ หากคุณรีบหนีไปเสียตั้งแต่เนิ่นๆ คุณคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้หรอก คุณคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดนี้ถูกต้องหรือเปล่า ? ว่าไงคะ คุณนายหลัน ?”
ฟู่เยี่ยนไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ หากต้องการจะช่วยหูจิน เธอต้องหาโอกาสจัดการกับหญิงชราคนนี้เสียก่อน
“ฉันไม่ผิด สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงชั่วกับผู้ชายโรคจิตคนนั้นต่างหาก !” หญิงชราใบ้ตะโกนออกไปอย่างหมดความอดทน
“ชีวิตนี้ยังอีกยาวนาน คุณจะทำเพื่อผู้ชายคนเดียวน่ะหรือ ? แน่ใจหรือว่าเป็นเพียงเพราะเรื่องนี้ ?” นี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนคิดจริงๆ
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว หากเธออยากจะช่วยชีวิตเด็กผู้หญิงคนนี้ เธอก็ยอมรับเงื่อนไขของฉันซะ” หญิงชราพูดพร้อมกับกระชับมือที่จับคอของหูจินให้แน่นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยบอกฉันหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่าฉันพอจะทำมันได้หรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนยังคงคอยแอบสังเกตดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งในเวลานี้เธอมีแผนการอยู่ภายในใจแล้ว หญิงชราคนนี้เป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก ดังนั้นเธอจึงต้องจบเรื่องราวทั้งหมดโดยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว!
“ฉันคิดว่าเธอทั้งสองคนเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋าที่มีทักษะค่อนข้างดีเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นให้ฉันเป็นแม่บุญธรรมของพวกเธอทั้งสองคนสิ แล้วฉันจะสอนเธอเอง แบบนี้ดีหรือเปล่า?” หญิงชราพูดขึ้นมา
หูจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายศีรษะเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงรู้ได้ทันทีว่าหูจินต้องถูกหญิงชราวางยาพิษอยู่อย่างแน่นอน
“การที่จะให้คุณเป็นแม่บุญธรรมนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ฉันจำเป็นต้องรู้ชื่อและที่อยู่ของคุณเสียก่อน เพราะฉันไม่สามารถมีแม่บุญธรรมโดยที่ไม่รู้อะไรเลยได้ และนับจากนี้เป็นต้นไป ฉันเองก็ยังต้องแสดงความกตัญญูต่อคุณในวันเกิดหรือเทศกาลต่างๆอีกด้วย หากฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย ฉันจะทำแบบนั้นได้อย่างไรกันล่ะ แล้วฉันจะให้ของขวัญกับคุณได้ที่ไหน?”
ฟู่เยี่ยนใช้โอกาสนี้โดยการเริ่มพูดเรื่องไร้สาระต่างๆนานา และยังคงเก็บความลับบางอย่างและเอามือไพล่หลังเอาไว้ เธอต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่สุด และหูจินจะต้องไม่ได้รับอันตรายอีกด้วย
“แม้ว่าเธอจะยังเป็นเด็ก แต่เธอเป็นคนที่ช่างคิดมากๆ การที่ฉันเป็นแม่บุญธรรมของเธอ เธอเองก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วยเหมือนกันนะ” หญิงชรายังคงเดาถูก เด็กผู้หญิงคนนี้ต้องมีเจตนาไม่ดีอย่างแน่นอน
“ประโยชน์อย่างนั้นเหรอ ? เหมือนกับเหวินเฉียงหรือเปล่า ? คุณจะดูดซับพลังของฉันกับเธอตลอดเวลาอย่างนั้นใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเบื่อเล็กน้อย เธอจึงได้กางแขนทั้งสองข้างออกพร้อมกับพูดขึ้นมา เธอไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
“สาวน้อย เธอช่างรู้มากเกินไปจริงๆ ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าคนที่สอดแนมวันเกิดของเด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อไม่นานมานี้คือเธอเองใช่หรือเปล่า !” เมื่อหญิงชรารู้คำตอบ ความหวาดกลัวต่อฟู่เยี่ยนภายในใจของเธอก็ได้เพิ่มมากขึ้น เธอจึงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหูจินและระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม
“ใช่แล้ว ฉันเอง ! เมื่อวานนี้คุณคงจะเป็นคนที่แอบสะกดรอยตามพวกเราสินะ คุณไม่เห็นผงยาที่ฉันโรยลงไปบนพื้นหรอกเหรอ ตอนนี้มันได้ซึมลงไปบนเสื้อผ้าของคุณจนหมดแล้ว” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หัวเราะออกมา
“ผงยาอย่างนั้นเหรอ ?” หญิงชราได้กลิ่นแปลกๆ บางอย่างอยู่ตามเสื้อผ้าของเธอจริงๆ
“ใช่แล้วล่ะ มันคือผงยาสูตรลับเฉพาะที่ฉันคิดค้นมันขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ผลของมันจะทำให้คัน และต้องเกาไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อจะหลุดออกมาทีละชิ้น”
คำอธิบายของฟู่เยี่ยนนั้นฟังดูน่าสะอิดสะเอียนจนทำให้ท้องไส้ของคนที่ได้ฟังรู้สึกปั่นป่วน
ในเวลาเดียวกันนี้ ด้วยคำพูดของฟู่เยี่ยน จึงทำให้หญิงชรารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอแอบก้มศีรษะลงเพื่อที่จะดมดูกลิ่นของผงยาตามเสื้อผ้าของตัวเอง
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้โยนยันต์แผ่นหนึ่งออกไป
เมื่อเห็นว่าหญิงชราตัวแข็งทื่อไปแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่หูจินยังคงถูกแขนของหญิงชรารัดเอาไว้อยู่ เธอจึงรีบเข้าไปช่วยหูจินก่อน
ขั้นตอนแรก เธอได้เดินไปที่หินก้อนใหญ่สองก้อนก่อน แล้วขยับหินก้อนนั้น และฉากตรงหน้าก็ได้เปลี่ยนไปในทันที หูจินมองไปที่หลุมขนาดต่างๆ ตรงหน้าของเธอด้วยความหวาดกลัว ในหลุมเหล่านั้นมีหนามแหลมที่ทำมาจากไม้อยู่เต็มไปหมด
ฟู่เยี่ยนเดินหลบหลุมเหล่านั้น และเดินตรงไปที่หูจินทันที เธอดึงหูจินออกมา ก่อนจะตรวจดูชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง
ใช่แล้ว หูจินถูกวางยาจริงๆ
แต่ฟู่เยี่ยนไม่ได้เตรียมยามาด้วยเลย ดังนั้นเธอจึงได้หยิบเข็มทองคำออกมา หูจินได้รับการฝังเข็ม และเจาะบริเวณปลายนิ้วเพื่อถ่ายเลือดเสียออก
“เอาล่ะ ไปเธอลองพูดดูหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนตบไปที่แขนของหูจินเบาๆ
“ฟู่เยี่ยน ฉันดีใจมากที่เธอมาที่นี่ เมื่อกี้นี้ฉันคิดว่าฉันคงต้องตายแล้วแน่ๆ” หูจินรู้สึกหายใจไม่ออก มันแย่มากที่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลยแบบนั้น !
ตอนที่ 509: คุณนายหลัน
หลังจากที่หูจินฟื้นตัวได้สักพัก เธอก็มองไปยังหลุมขนาดใหญ่ที่อยู่รอบตัวเธอ หญิงชราคนนี้เป็นคนที่ชั่วร้ายมากจริงๆ ที่ตั้งใจขุดหลุมมากมายเหล่านี้ขึ้นมา ไม่รู้ว่ามีคนตายเพราะหลุมพวกนี้มากแค่ไหนแล้ว !
“หญิงชราคนนี้น่ารังเกียจมาก”
“เธอถูกจับตัวมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่หญิงชรา
“น่าจะประมาณเที่ยงคืน เพราะตอนที่ฉันตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเธอแบกฉันเอาไว้บนหลังแล้ว” หูจินเองก็มองไปยังหญิงชราที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเช่นกัน
“เราไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรอยู่ในกระท่อมหลังนี้บ้าง” จากนั้น ฟู่เยี่ยนและหูจินก็ได้เดินเข้าไปในกระท่อมมุงจากพร้อมกัน
กระท่อมหลังนี้มีขนาดเล็กแค่พอให้คนสองคนอยู่ได้เท่านั้น และด้านในก็แทบจะไม่มีอะไรเลย มีเพียงฟางที่รองอยู่บนพื้นและฟูกทรงกลมอยู่ด้านบนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่านี่คือที่ที่ใช้เพื่อนั่งสมาธิ
ฟู่เยี่ยนนั่งลงบนฟูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน และพบเข้ากับกล่องใบเล็กที่วางอยู่บนคานของกระท่อม
“หูจิน มีบางอย่างถูกวางเอาไว้บนคานด้วยล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชี้ขึ้นไปที่คาน จากนั้นเธอก็ได้กระโดดขึ้นไปเพื่อหยิบมันออกมา
มันเป็นกล่องสีดำขนาดเล็ก และยังถูกล็อคเอาไว้อีกด้วย ซึ่งหากดูจากรูปทรงของแม่กุญแจแล้ว ลูกกุญแจน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“ไม่มีลูกกุญแจอยู่ที่นี่” หูจินเขย่ากล่องใบนั้น แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรเลย แน่นอน ฟู่เยี่ยนเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงเดาว่าลูกกุญแจน่าจะอยู่กับหญิงชรา
หลังจากที่มองไปรอบๆ ที่นี่ไม่มีอะไรอยู่เลย หากอยากรู้ว่าอะไรคือมรดกของหญิงชรา คงต้องค้นจากตัวของเธอเท่านั้น
หูจินจึงได้เดินออกไป เธอมองหาอยู่นาน ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาจากเข็มขัดของหญิงชรา แต่หากดูดีๆแล้ว ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่ลูกกุญแจของกล่องใบนั้น
ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่แม่กุญแจบนกล่องอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ได้มองไปยังส่วนต่างๆ ตามร่างของหญิงชรา
“หูจิน ช่วยดึงปิ่นปักผมของแม่เฒ่าออกมาที”
หูจินจึงมองไปหญิงชราอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงปิ่นปักผมของหญิงชราออกมา ทว่ามันก็เป็นแค่ปิ่นปักผมที่ทำจากไม้ธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้มีรูปร่างใกล้เคียงกับลูกกุญแจเลย
ฟู่เยี่ยนรับมันมา ก่อนจะมองซ้ายมองขวาและออกแรงเพียงเล็กน้อย และปิ่นปักผมนั้นก็หักในทันที
“มันซ่อนอยู่ลึกมากๆ หากเป็นฉันคงหามันไม่เจออย่างแน่นอน” หูจินพูดออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะมองไปที่ลูกกุญแจดอกเล็กที่ถูกซ่อนอยู่ในปิ่นปักผม
“รีบเปิดดูข้างในเถอะ ระวังด้วยนะ มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้” ฟู่เยี่ยนยื่นลูกกุญแจให้กับหูจิน เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับหูจินมากกว่า ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะให้หูจินเปิดมันด้วยตัวเอง
หูจินจึงสอดลูกกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจบนกล่องทันที เมื่อตัวล็อคถูกปลดออก เธอก็ได้เปิดกล่องใบนั้น
หูจินหยิบของที่อยู่ด้านในออกมา ซึ่งพบว่ามันถูกพับเอาไว้เป็นอย่างดี และเมื่อเธอคลี่มันออก ปรากฏว่าสิ่งนี้คือหนังแกะนั่นเอง
ความหนาของหนังแกะนั้นถือว่าบางมาก และยังมีสัญลักษณ์บางอย่างถูกเขียนเอาไว้บนนั้นอีกด้วย เมื่อหูจินเห็นมัน ดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้นมาในทันที
“มันคืออะไร ? เธอรู้จักมันหรือ ?” ฟู่เยี่ยนชะโงกหน้าเข้าไปดู ก่อนจะเห็นสัญลักษณ์บางอย่าง เธอสามารถเข้าใจมันได้เพียงครึ่งประโยคเท่านั้น จึงไม่รู้ว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้หรือเปล่า
“ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับตระกูลหูของฉันนะ แล้วทำไมมันถึงมาอยู่กับหญิงชราคนนี้ได้กันล่ะ ?”
หูจินยังคงจำเรื่องที่ย่าของเธอเคยบอกเอาไว้ได้ ในอดีตมีผู้หญิงคนหนึ่งในตระกูลหูได้หนีตามผู้ชายไป ตอนนั้นเธอได้เอามรดกตกทอดที่เป็นวิชาลับของตระกูลหูไปด้วย
“เธอเป็นคนของตระกูลหูจริงๆเหรอ ?” ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของหญิงชราแล้ว ดูเหมือนว่าภาพลวงตาเมื่อก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องราวของหญิงชราเองทั้งหมด ซึ่งมันเป็นความขุ่นเคืองที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอนั่นเอง
หากสิ่งนี้เป็นวิชาลับของตระกูลหู ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว เพราะตระกูลหูนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคาถาลวงตามาก
เนื่องจากหูทงหู่เป็นลูกหลานผู้สืบทอดเซียนจิ้งจอก ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องการสร้างความสับสนให้กับจิตใจของผู้คนโดยตรงอยู่แล้ว
“ฉันแน่ใจ ย่าของฉันเคยเล่าให้ฟังว่าน้องสาวของปู่ฉันเป็นคนที่มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ยังเด็ก และเธอยังเรียนรู้มรดกต่างๆของตระกูลหูได้กว่าครึ่งอีกด้วย”
“แต่หลังจากที่เธอหนีออกจากบ้านไป ปู่ทวดของฉันก็โกรธมากจนหมดสติและจากโลกใบนี้ไปในที่สุด ส่วนมรดกของตระกูลก็ได้เลือนหายไป เป็นไปได้หรือเปล่าที่เธอจะเป็นย่าอีกคนของฉัน ?”
หูจินบอกความลับทั้งหมดของตระกูลหูให้ฟู่เยี่ยนรู้ จากนั้นเธอก็ได้มองดูใบหน้าของหญิงชราอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อพยายามค้นหาร่องรอยของตระกูลหู แต่เธอก็มองไม่ออก เพราะตอนนี้หญิงชราแก่มากแล้ว
“เธอไม่มีทางที่จะหาร่องรอยใดเจอหรอก เพราะน้องสาวของปู่เธอน่าจะตายไปแล้ว แต่ฉันเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ฉะนั้นเราควรถามกับแม่เฒ่าไปตามตรงเลยดีกว่า !” ฟู่เยี่ยนมองไปที่หญิงชรา ก่อนจะแนะนำแนวคิดของเธอออกไป
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้หญิงชราทำอุบายใดๆได้ เธอจึงไม่ได้ถอดยันต์พันธนาการออก เธอเพียงแค่เปลี่ยนยันต์โดยให้หญิงชราพูดได้ แต่ยังคงขยับร่างกายไม่ได้เหมือนเดิม
ทันทีที่กระดาษยันต์ถูกถอดออก หญิงชราก็คิดที่จะขยับตัวในทันที แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงโยนยันต์อีกแผ่นหนึ่งออกไปทันเวลา จึงทำให้หญิงชราที่กำลังจะวิ่งหนีตัวแข็งทื่อไปอีกครั้ง
“เจ้าเด็กตัวเหม็น ฉันเป็นย่าของเธอนะ หากยังมีจิตสำนึกอยู่ก็รีบปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้ !” เมื่อหญิงชรารู้ว่าตัวเองพูดได้ เธอก็ได้สบถคำหยาบคายออกมา หลังจากที่ฟังได้ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป
เธอจึงได้แตะไปที่จุดฝังเข็มเพื่อให้หญิงชราหยุดพูดโดยที่ไม่ต้องใช้ยันต์
“หากยอมพูดดีๆฉันจะแก้ให้ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่ใช่คนอารมณ์ดี และไม่ค่อยให้โอกาสกับใครอยู่บ่อยๆหรอกนะ ดังนั้นคุณควรที่จะรักษามันเอาไว้”
หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ปลดจุดฝังเข็มของหญิงชราอีกครั้ง
“เจ้าเด็กตัวเหม็น เธอไปเรียนรู้สิ่งนี้มาจากใครกัน ? มีวิธีแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ ?” หญิงชรามองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“มันก็แค่จุดฝังเข็มทั่วไปเท่านั้น จำเป็นต้องเรียนด้วยเหรอ ? ฉันเรียนรู้สิ่งนี้ได้ด้วยตัวเอง และมันก็ไม่ได้ยากเลยด้วย คุณนายหลัน ไม่รู้ว่าที่ฉันเรียกคุณแบบนี้มันผิดหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้
ส่วนหูจินก็กำลังดูตำราลับอยู่เงียบๆ เธออยากรู้ว่าพอจะมีวิธียุติสัญญาหมั้นหมายระหว่างคนเป็นกับคนตายเพื่อช่วยเหวินเฉียงได้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของเหวินเฉียงยังคงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า ส่วนการจับกุมหญิงชราเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น
“ฉันไม่เคยคาดหวังมาก่อนเลยว่าจะได้ยินคนเรียกฉันว่าคุณนายตอนที่ฉันอยู่ที่นี่ เรียกฉันว่าย่าหลันเถอะ ! เธอฉลาดมากที่ไม่ได้เรียกฉันว่าหูฟาง ยัยผู้หญิงที่งี่เง่าคนนั้น”
หญิงชรามองไปที่ฟู่เยี่ยน ก่อนจะชมเธออีกครั้ง แต่เมื่อฉันพูดถึงฟางฟาง สีหน้าของหญิงชราก็มีแต่ความเกลียดชัง
“ฉันไม่คู่ควรกับคำชมของย่าหลันหรอกค่ะ ขอถามหน่อยเถอะ ทำไมคุณถึงได้ให้หวังเฉียงทำพันธะสัญญาแต่งงานเล่า ? ถ้าหากคุณพูดตามความจริง บางทีพวกเราอาจจะหาวิธีที่ดีสำหรับทุกฝ่ายก็ได้นะ”
ฟู่เยี่ยนได้พิจารณาใบหน้าของหญิงชราแล้ว พบว่าหญิงชราไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายใหญ่หลวง เพียงแต่สิ่งที่ทำอาจไม่ค่อยถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเท่าไรนัก เธอมีความเกี่ยวข้องกับหวังเฉียง แต่พันธะสัญญาแต่งงานที่ติดตัวหวังเฉียงนั้น กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับย่าหลันเลยแม้แต่น้อย
“เดิมทีฉันไม่ได้คิดจะยุ่งเกี่ยวกับหวังเฉียงเลย แต่เป็นป้าสะใภ้ของเขาต่างหากที่รู้ว่าฉันมีฝีมืออยู่บ้าง จึงเป็นฝ่ายยื่นวันเดือนปีเกิดของเขามาให้ฉันเอง ของที่ยื่นมาให้ฟรีๆแบบนี้ ฉันย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”
ย่าหลันหัวเราะออกมาราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ฟู่เยี่ยนเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที ว่าเหตุใดตอนนั้นจึงมองออกว่าผู้ที่ลงมือทำร้ายหวังเฉียงเป็นญาติสนิทของเขา นั่นก็เพราะทุกอย่างล้วนชี้ไปที่ป้าสะใภ้ของเขานั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยยกเลิกพันธะสัญญาแต่งงานของหวังเฉียงก่อนได้ไหม ? ตอนนี้เขามีคนที่รักใคร่ชอบพอกันอยู่แล้ว ย่อมไม่ควรปล่อยให้เขาต้องล่าช้าในเรื่องนี้ คุณเองก็เคยเจ็บปวดกับเรื่องแบบนี้มาก่อน คงไม่อยากเห็นคนรักกันต้องพลัดพรากใช่ไหม !”
เมื่อฟู่เยี่ยนกล่าวเช่นนั้น คาดไม่ถึงเลยว่าย่าหลันจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ !
“คู่รักที่สมหวังอะไรกัน ! คนมีความรักก็ต้องเหยียบย่ำผู้อื่นหรือ ? หากพวกเขามีความรักก็ให้ไปรักกันเอง ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปทำร้ายคนอื่น !”
ย่าหลันตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้แหย่รังแตนโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว ส่วนหูจินก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนและยังคงสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่
ตอนที่ 510: อดีตอันขมขื่น
หลังจากนั้น ย่าหลันก็ได้เล่าเรื่องราวของพวกเธอทั้งสามคนให้กับฟู่เยี่ยนและหูจินฟัง
ในปีที่หูฟางย้ายเข้ามา เว่ยหมินเซิงก็ไม่เคยพยายามต่อต้านแม่ของเขาเลย เขายอมให้หูฟางเป็นเพียงเมียรองเท่านั้น แต่เขากับหูฟางก็รักกันมาก แม้ว่าหูฟางจะเป็นเพียงเมียรองก็ตาม ซึ่งเธอได้รับการดูแลเอาใจใส่มากกว่าย่าหลันที่เป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียอีก
เว่ยหมินเซิงไม่เคยมาที่ห้องของย่าหลันเลยด้วยซ้ำ ในช่วงนั้นเขาแทบจะอยู่ที่ห้องของหูฟางเป็นหลักเลยก็ว่าได้
แน่นอน แม่สามีของเธอไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตอนนั้นแม่สามีอยากได้ทายาทของตระกูลเว่ยที่เกิดมาจากท้องหลานสาวของตัวเอง
ภายใต้แรงกดดันของแม่สามีที่มีต่อหูฟาง ทั้งจากการที่ถูกนำหูฟางมาข่มขู่ต่างๆนานา เว่ยหมินเซิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกลับไปที่บ้านของย่าหลันอีกครั้ง
ในตอนแรก ย่าหลันไม่ได้ยอมรับเขา ซึ่งในเวลานั้นย่าหลันพอใจกับสิ่งที่ได้รับแล้ว ตราบใดที่เธอยังมีที่ซุกหัวนอน มีอาหารดีๆให้ทาน แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว เธอใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำอาหาร สวดมนต์ และอ่านหนังสือที่เธอชอบ
เพียงแต่เธอไม่คิดว่าเมื่อหลวมตัวเข้ามาอยู่ในเกมแล้ว ก็ต้องแข่งขันและแย่งชิงกันไป
แม้ว่าพ่อกับแม่ของย่าหลันจะจากไปแล้วก็ตาม แต่เธอยังมีน้องชายวัยเยาว์อยู่คนหนึ่ง ซึ่งแม่สามีก็ได้ใช้อนาคตน้องชายของเธอมาเกลี้ยกล่อมเธอ โดยบอกว่าตราบใดที่เธอให้กำเนิดลูกชายได้ เด็กคนนั้นจะเป็นทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลเว่ย
ตอนนั้นย่าหลันยังเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เธอจึงไม่มีความรู้และการวางแผนอนาคตในระยะยาว เธอจึงคิดว่าคงจะดีเหมือนกันหากมีลูก อย่างน้อยเธอก็ยังมีคนที่จะฝากผีฝากไข้ได้ แต่เธอไม่ได้นึกไปไกลถึงเรื่องทายาทตระกูลเว่ยเลย
เธอหวังแค่ว่าลูกของเธอจะได้เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง ให้เธอมีที่พึ่งทางใจ
แต่ถึงแม้เว่ยหมินเซิงจะมาที่ห้องของเธอ เวลาที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันกลับมีน้อยมาก ปกติแล้วก็แค่นอนคุยกันใต้ผ้าห่มเท่านั้น ถ้ารู้สึกดีก็คุยกันสองสามประโยค ถ้าไม่พอใจก็ไม่มีแม้แต่คำพูดเดียว การมาที่นี่ก็เป็นเพียงการทำตามใจแม่สามีเท่านั้น
โดยไม่คาดคิด สิ่งที่แม่สามีของเธอทำนั้นไม่ได้เปล่าประโยชน์เลย หลังจากที่ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในที่สุดย่าหลันก็ได้ตั้งครรภ์หลังจากที่หูฟางตั้งครรภ์ได้เพียงหนึ่งเดือน
ในเวลานั้นหูฟางก็รู้ข่าวเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร ทว่ามันกลับเป็นเหมือนสิ่งที่กีดขวางอยู่ภายในใจของเว่ยหมินเซิง แม้ว่าเขาจะยังคงมีใบหน้าที่เย็นชา แต่หัวใจของเขากลับร้อนรุ่มไปหมด เว่ยหมินเซิงรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่แม่ของเขาและย่าหลันทำเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเขากับหูฟางนั่นเอง
ในตอนนั้น ธุรกิจของตระกูลเว่ยเกิดปัญหา เว่ยหมินเซิงจึงจำเป็นต้องออกจากบ้านเพื่อจัดการเรื่องนี้
ตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกวุ่นวายมาก ซึ่งเว่ยหมินเซิงต้องห่างบ้านไปนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว
จนหูฟางและย่าหลันต่างก็ได้ให้กำเนิดลูกชาย หลังจากที่คลอดเสร็จ ย่าหลันก็เอาแต่เก็บตัวอยู่บ้านและไม่ออกไปข้างนอกเลย เธอแค่อยากเลี้ยงดูลูกชายของเธอให้ดีที่สุดเท่านั้น
ในทางกลับกัน หูฟางซึ่งให้กำเนิดลูกชายคนโต ประกอบกับนิสัยที่ค่อนข้างแข็งกร้าวของเธอ ทำให้เธอเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของตระกูลเว่ยอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งถึงกับล่วงเกินแม่สามีโดยไม่เกรงใจ
ซึ่งสิ่งนี้ทำให้แม่สามีของเธอรู้สึกหงุดหงิดมาก ดังนั้นแม่สามีของเธอจึงเริ่มหาวิธีที่จะกำจัดหูฟาง
แม่สามีมองไปยังหลานสาวที่ตอนนี้อยู่ในสถานะลูกสะใภ้ของเธอเอง พลางอดที่จะนึกถึงลูกชายไม่เอาไหนของเธอขึ้นมาไม่ได้ เธออยากจะสนับสนุนให้ลูกสะใภ้ต่อสู้กับหูฟาง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าย่าหลันกลับไม่ได้มีท่าทีใดๆเลย ซึ่งยิ่งทำให้หูฟางกล้าหาญมากขึ้นกว่าเดิม
กระทั่งในใจของแม่สามีพลันคิดแผนการขึ้นมา โดยกล่าวอ้างว่าเว่ยหมินเซิงจากไปแล้ว ไม่มีข่าวคราวใดๆ ทั้งหมดเป็นความผิดของหูฟาง บอกว่าหูฟางเป็นตัวกาลกิณีที่ทำให้เว่ยหมินเซิงเป็นเช่นนี้
ดังนั้นแม่สามีจึงสั่งให้คนพาตัวลูกชายของหูฟางไป แล้วส่งหูฟางไปอยู่ที่วัด เพื่อสวดภาวนาอวยพรให้เว่ยหมินเซิง
หูฟางเป็นคนที่อดทนอดกลั้น แต่ไม่ได้เป็นคนที่จะนั่งรอความตายอย่างเฉยเมย เธอคิดถึงวิชาตระกูลหูที่ตนเคยพยายามศึกษาก่อนจะแต่งงาน แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
หูฟางเป็นคนที่มีความสามารถสูงที่สุดในตระกูลของเธอแล้ว ตอนอยู่ที่วัด เธอก็ได้เริ่มฝึกทบทวนวิชาที่เคยร่ำเรียนในวัยเด็กอีกครั้ง
เธอใช้เวลากว่าครึ่งปี และในที่สุดเธอก็สามารถฝึกฝนวิชาลับของตระกูลหูได้สำเร็จ
จนกระทั่งก่อนที่เว่ยหมินเซิงกลับมา หูฟางก็ไม่ยอมทนอีกต่อไป เธอหนีออกจากวัดประจำตระกูล ก่อนจะพาตัวลูกชายของเธอกลับมาและตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมกับแม่สามีโดยไม่อายใคร ซึ่งหญิงชราทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะด้วยความระอาเท่านั้น
หูฟางยังคงเลียนแบบย่าหลัน โดยเธอได้อยู่แต่ในบ้านเพื่อเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด เพื่อรอให้เว่ยหมินเซิงกลับมา
ส่วนทางด้านย่าหลันยังคงเก็บเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้านเอาไว้ในใจ เพราะเธอเองก็ไม่อยากจะไปยั่วยุใครอีกแล้วเหมือนกัน การกระทำที่แม่สามีของเธอทำนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากการจุดไฟใกล้กับน้ำมันเลย เธอแค่อยากจะเลี้ยงลูกของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น
เมื่อแผนการแรกของแม่สามีล้มเหลว ก็คิดแผนใหม่ขึ้นมาโดยไม่สนใจสายสัมพันธ์ระหว่างป้าหลาน แม่สามีได้สั่งให้คนมาพาตัวลูกชายของคุณย่าหลันไป
เพื่อเห็นแก่ลูก คุณย่าหลันไม่มีทางเลือก จึงจำต้องรับหน้าที่ดูแลบ้านใหญ่ต่อจากแม่สามี
ดังนั้น ย่าหลันจึงรู้สึกว่าพวกเธอทั้งสองเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อีกทั้งแต่ละคนก็ยังให้กำเนิดลูกชาย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดทรัพย์สินของตระกูลในอนาคต อีกฝ่ายก็จะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
ย่าหลันคิดว่าหากเว่ยหมินเซิงเสียชีวิตลงขณะไปทำงานข้างนอก มันคงจะดีกว่าสำหรับเธอ แต่หากเว่ยหมินเซิงกลับมาในภายหลัง และรู้ว่าเธอได้เข้าไปแตะต้องคนรักของเขาแล้วล่ะก็ ตัวเธอคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากไม่น้อย
ดังนั้นย่าหลันจึงไม่เคยทำให้หูฟางลำบากใจเลย ทั้งยังให้เงินค่าอาหารและเสื้อผ้ากับเธอเท่าเดิม ย่าหลันรู้ดีว่าตัวเธอนั้นไม่ได้มีความมั่นใจในเรื่องนี้ และเธอก็ไม่ต้องการที่จะทำให้เรื่องราวต่างๆ มันยุ่งยากไปกว่านี้
แต่การคำนวณของคนยังไม่เท่ากับโชคชะตา ภายในไม่กี่เดือนเว่ยหมินเซิงก็กลับมา เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็พบว่าบ้านของเขากำลังวุ่นวาย โดยผู้เป็นแม่ได้ใช้ภรรยาของเขาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านหูฟางนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหูฟางร้องไห้ฟูมฟาย เว่ยหมินเซิงยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้น หูฟางเองก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องดีๆของย่าหลันให้เว่ยหมินเซิงฟังเลย เพราะเธอยังคงจดจำและไม่พอใจที่เว่ยหมินเซิงมีภรรยาอยู่แล้ว
จริงอยู่ที่เขาไม่สามารถล่วงเกินแม่ของตัวเองได้ แต่เขายังต้องเกรงกลัวภรรยาของตัวเองด้วยหรือ ? ในตอนนี้ครอบครัวของย่าหลันไม่มีใครแล้ว เหลือเพียงน้องชายวัยเยาว์ของเธอคนเดียวเท่านั้น เว่ยหมินเซิงจึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอะไร
ไม่ว่าย่าหลันจะพยายามอธิบายมากแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังคงต้องประสบกับหายนะ ตอนนี้ลูกชายของเธอกำลังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของแม่สามี ซึ่งเธอไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้เลยแม้แต่น้อย และเธอยังต้องถูกขังให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหนเลยอีกด้วย
ในตอนนี้ หูฟางมีอำนาจเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะเธอมีทั้งสามีรักและเอาใจใส่ ลูกชายก็สดใสและน่ารัก แม่สามีถึงกับต้องยอมถอย ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเธอโดยตรงอีกต่อไป
หูฟางจึงมีชีวิตที่ดีมาหลายปีเลยทีเดียว แต่ช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นไม่ได้ยั่งยืนนัก ในระยะเวลาไม่ถึงห้าปี ธุรกิจของตระกูลเว่ยก็ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าเว่ยหมินเซิงบริหารได้ไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจที่แย่ลงนั่นเอง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง เว่ยหมินเซิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขายทรัพย์สินของบรรพบุรุษ แต่ว่าบ้านหลังใหญ่ของเขาที่ขายไปนั้นก็เพียงพอแค่ชำระหนี้สินเท่านั้น เขาได้ให้ทุกคนในครอบครัวย้ายไปอาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆแทน
ในตอนนี้แม่สามีป่วยหนักจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงต้องให้ลูกชายของเธอมาอยู่กับเธอที่เป็นแม่แท้ๆเพื่อเลี้ยงดู หลังจากที่ถูกกักขังมาเป็นเวลาหลายปี สภาพจิตใจของคุณย่าหลันก็เริ่มสับสน ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนคนปกติอีกครั้ง
แต่ลูกชายของเธอถูกแม่สามีเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ หากเปรียบเทียบกับลูกชายของหูฟางแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หลังจากนั้นไม่นาน แม่สามีของเธอก็ได้เสียชีวิตลง และเว่ยหมินเซิงก็ได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบตระกูลเว่ยทั้งหมด
เดิมทีเว่ยหมินเซิงรักลูกชายของหูฟางมากๆ และนอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหูฟางก็ไม่ได้ให้กำเนิดลูกอีกเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่เขาคิดว่าฝากฝังได้
ส่วนลูกชายที่เกิดจากย่าหลันนั้น เขากลับทุบตีและดุด่าราวกับเป็นลูกของคนรับใช้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งย่าหลันก็ได้สอนลูกชายของเธอให้ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้มาโดยตลอด เธอเฝ้าคอยให้ความรู้และความอบอุ่นแก่ลูกชายของเธอเพียงลำพังมาอย่างยากลำบาก
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ลูกชายของย่าหลันก็ได้ถูกเพื่อนๆชักจูงไปในทางที่ไม่ดี ไม่นานเขาก็เริ่มติดบุหรี่ ในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของหูฟางกลับมีทั้งบุคลิกที่ดี ทั้งยังเรียนเก่งอีกด้วย เว่ยหมินเซิงจึงตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวเพื่อส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองฝ่ายแล้ว เว่ยหมินเซิงไม่แม้แต่จะมองมาที่ลูกชายของย่าหลันเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเพราะลูกชายของเธอติดบุหรี่ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปขอความช่วยเหลือจากสามีของเธอเท่านั้น
แต่ตอนนี้ เขาเป็นเพียงพ่อค้าขายขนสัตว์ธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปฏิเสธการช่วยเหลือลูกชายคนเล็ก เพื่อที่จะมีเงินมากพอในการส่งลูกชายคนโตให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศนั่นเอง
ในสมัยนั้น บุหรี่มีราคาแพงมาก หากเขาให้เงินกับลูกชายคนเล็กเพื่อไปซื้อมัน เขาคงไม่มีเงินเพียงพอที่จะส่งลูกชายคนโตไปเรียนต่อต่างประเทศได้
แต่โชคร้ายที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นยังไม่หมดแค่นี้ ลูกชายคนเล็กของเขาไม่ได้เป็นแค่นักสูบบุหรี่ตัวยงเท่านั้น แต่ยังริเริ่มเป็นโจร กระทั่งถูกยิงตายอยู่ข้างถนนในที่สุด
เมื่อทราบข่าวนี้ ย่าหลันจึงทำได้เพียงแค่จัดงานศพให้ลูกชายของเธอเท่านั้น แต่เธอก็ไม่ได้ตำหนิหูฟางเลย เธอเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นคนที่ทำให้ชีวิตต้องมาตกต่ำแบบนี้ หลังจากที่เสียลูกชาย เธอก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ทว่าเธอกลับคิดไม่ถึงเลยว่าความแค้นของเธอกับหูฟางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment