ตอนที่ 51 ตั้งครรภ์
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนจึงรีบวิ่งตามออกไปดูหวังซู่เหมยทันที ฟู่ต้าจวงจึงบอกให้พาเธอไปหาแพทย์แผนจีนประจำหมู่บ้านทันที แต่ฟู่ต้าหย่งบอกว่าจะพาเธอไปโรงพยาบาลในเมืองแทน ทำเอาฟู่ต้าอันที่เห็นฉากนี้ก็รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที เขาคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ต้องกินอะไรที่ผิดสำแดงในตอนที่พวกเขาอยู่ที่บ้านตระกูลหลี่อย่างแน่นอน! จึงรีบเข้าไปเข็นรถให้ทันที
ฉือหมิ่นที่เห็นเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเงียบๆ พร้อมกระซิบเบาๆที่ข้างหูของเธอ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ประจำเดือนเดือนที่แล้วของพี่มาปกติหรือเปล่าคะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะพบว่าประจำเดือนของเธอไม่มาถึง 2เดือนแล้ว ซึ่งเธอยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองนั้นเข้าสู่วัยที่หมดประจำเดือนแล้วหรือเปล่า?
หวังซู่เหมยจึงตอบน้องสะใภ้ของเธอไปตามตรง ทำเอาฉือหมิ่นที่ได้ยินนั้นไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี พี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งจะมีอายุเพียง 36ปีเองไม่ใช่หรือ!? แล้วมันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน!?
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่กำลังจะทำให้ฉันหัวเราะจนตายอยู่นะ ปีนี้พี่เพิ่งจะอายุ 36ปีเองไม่ใช่เหรอคะ ประจำเดือนของพี่จะหมดได้อย่างไรกัน! เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ!” หลังจากที่ฉือหมิ่นหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้โพล่งออกมา
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งมีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ใช่แล้ว ใช่แล้ว!!!
“หรือว่าคุณ กำลัง...?”
หวังซู่เหมยเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เธอจึงทำได้เพียงมองไปที่เขาด้วยความสงสัยเท่านั้น
“อืม ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว โชคชะตา ไม่ได้เลือกถามเราว่าพร้อมหรือไม่หรอกนะคะ” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นพูดด้วยท่าทีที่ดูเคร่งขรึม
“ใช่แล้ว เสี่ยวฮั่ว ช่วยทำนายโชคชะตาให้แม่หน่อยได้ไหม” หวังซู่เหมยยังคงเชื่อใจลูกสาวของเธออยู่
“แม่คะ แบบนี้หนูคงต้องตรวจชีพจรของแม่สักหน่อยแล้วล่ะค่ะ หนูคิดว่าการทำนายโชคชะตาคงจะไม่ได้ผล?”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ประคองหวังซู่เหมยมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะใช้นิ้วสามนิ้ววางลงไปบนข้อมือของผู้เป็นแม่ เพื่อตรวจดูชีพจร
“แม่คะ ไหนหนูขอลองตรวจชีพจรมือซ้ายของแม่ดูอีกครั้งหน่อยสิคะ” ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรอย่างละเอียด และสิ่งที่เธอสัมผัสได้นั้นไม่ต่างจากตอนเช้าเลย อีกทั้งตอนนี้เธอยังรู้สึกถึงจังหวะการเต้นของชีพจรได้ชัดเจนกว่าก่อนหน้านี้อีกด้วย
“ไอ้หยา อย่าทำให้ฉันเป็นกังวลมากไปกว่านี้เลย เสี่ยวฮั่ว เธอไม่ได้เรียนวิชาแพทย์แผนจีนมาสักหน่อย!” ฟู่ต้าอันพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูหงุดหงิด
“ใครบอกว่าหนูทำไม่ได้กันล่ะคะ?”
“แม่คะ อันที่จริงหนูรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ แม่ถูกกำหนดให้มีลูกชาย 3คน และลูกสาว 2คน เมื่อเช้าหนูบังเอิญจับไปที่แขนของแม่ และหนูก็พบว่าชีพจรของแม่ดูแปลกไป! ซึ่งหนูก็ได้ตรวจดูให้แน่ใจอีกครั้งแล้ว ก่อนจะพบว่าแม่น่าจะตั้งครรภ์ได้ 3เดือนครึ่งแล้วค่ะ!” ฟู่เยี่ยนอธิบายให้หวังซู่เหมยฟังอย่างชัดเจน
“ถึงว่าล่ะ แม่ก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมลูกถึงห้ามไม่ให้แม่ดื่มไวน์ตอนเราอยู่ที่บ้านตระกูลหลี่! เด็กคนนี้นี่ ทำไมถึงไม่บอกแม่ให้รู้เรื่องนี้ก่อนกันล่ะ!” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข เธอเป็นคนที่รักเด็กมาโดยตลอดอยู่แล้ว และตอนนี้ไวน์ของเธอก็ขายดีมากอีกด้วย เธอจึงยิ่งรู้สึกดีมากๆ ที่กำลังจะมีลูกอีกคน!
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีจนพ่อถึงกับพูดไม่ออกเลยใช่ไหมล่ะคะ!” ฟู่เยี่ยนมองไปยังฟู่ต้าหย่งที่กำลังนั่งอยู่เงียบๆ
“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ต้าหย่ง คุณไม่มีความสุขที่จะได้ลูกชายเพิ่มอีกคนอย่างนั้นเหรอ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับท่าทีที่ฮึดฮัดเล็กน้อย เพราะอารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์นั้นแปรปรวนง่ายอยู่แล้ว
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย? ผมกำลังมีความสุขอยู่ต่างหากล่ะ ผมมีความสุขมากจนพูดอะไรไม่ออกเลย! เด็กคนนี้เป็นดังของขวัญสำหรับผมเลยก็ว่าได้!” ในที่สุด ฟู่ต้าหย่งก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง และตอนนี้เขาก็รู้สึกสงสัยว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากที่เขาดื่มน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเสี่ยวฮั่วหรือเปล่า
เพราะน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นช่วยขับสิ่งที่ไม่ดีต่างๆออกจากร่างกายได้ไม่น้อยเลย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ภรรยาของเขาตั้งครรภ์อีกครั้งก็เป็นได้
ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็มีความสุขเป็นอย่างมาก และฉือหมิ่นเองก็ทั้งรู้สึกมีความสุขและอิจฉาไปพร้อมกัน เพราะหลังจากที่เธอให้กำเนิดเจี๋ยฟ่างนั้น เธอก็ไม่ตั้งครรภ์อีกเลย ก่อนหน้านี้ ฟู่ต้าจวงมักจะออกไปปฏิบัติภารกิจอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้านมากนัก แต่ตอนนี้ฟู่ต้าจวงได้กลับมาประจำการที่ค่ายทหารแล้ว และเขาก็อยู่บ้านมากว่าครึ่งปีแล้วด้วย ทว่าเธอก็ยังไม่มีข่าวดีสักที
เธออยากมีลูกสาวอีกสักหนึ่งคน! คงจะดีไม่น้อยหากเธอมีลูกสาวที่หน้าตาน่ารัก เหมือนหลานสาวทั้งสองคนของเธอ!
ฉือหมิ่นมองไปที่ฟู่เยี่ยน พร้อมกับครุ่นคิดอยู่ภายในใจว่าเธอควรจะขอให้เสี่ยวฮั่วช่วยหาวิธีแก้ปัญหานี้ดีหรือเปล่า? หากทำแบบนั้นมันจะน่าอายเกินไปไหม? ตอนนี้ฉือหมิ่นกำลังรู้สึกลังเล เพราะเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีนั่นเอง
ส่วนทางด้านฟู่ต้านีก็ได้เริ่มเตรียมทำอาหารเพื่อที่จะฉลองทันที โดยมีหวังซู่เหมยตามเข้าไปในครัวเพื่อเป็นผู้ช่วย แต่กลับถูกฉือหมิ่นและฟู่ต้านีบอกให้เธอออกไปนั่งพักผ่อนข้างนอกแทน
เมื่อหวังซู่เหมยเห็นว่าเธอได้ถูกห้ามไม่ให้ช่วยเตรียมอาหาร เธอจึงคิดว่าจะไปที่สวนหลังบ้านเพื่อดูไวน์สักหน่อย แต่กลับถูกฟู่ต้าหย่งห้ามเอาไว้เสียก่อน โดยบอกว่าเขาจะไปดูให้แทน จึงทำให้หวังซู่เหมยโกรธและมองไปที่เขาอย่างไม่พอใจ
เธอจึงได้เดินกลับออกมาจากสวนหลังบ้าน และทำได้เพียงนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ดูเด็กๆวิ่งเล่นเท่านั้น เนื่องจากเธอเคยทำสิ่งต่างๆอย่างอิสระ เมื่อต้องมานั่งอยู่เฉยๆ จึงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูไม่มีความสุขของผู้เป็นแม่ ฟู่เยี่ยนจึงได้หัวเราะออกมาทันที แม่ของเธอคุ้นเคยกับการทำงานมาโดยตลอด ดังนั้นหลังจากที่ถูกห้าม จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะรู้สึกว่าสูญเสียอะไรบางอย่างไป
“แม่คะ เพราะอาเล็ก และอาสะใภ้รองเป็นห่วงแม่ถึงได้ทำแบบนี้ เอาไว้พรุ่งนี้เราไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมืองสักหน่อยดีกว่าค่ะ หากหมอบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แม่ก็ยังพอที่จะทำงานเบาๆได้บ้าง แม่จะได้ไม่เบื่ออย่างไรล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดปลอบใจแม่ของเธอที่กำลังอารมณ์แปรปรวนอยู่
“แม่ยังต้องไปโรงพยาบาลอีกอย่างนั้นเหรอ? แม่ไม่ได้ไปที่นั่นอีกเลยตั้งแต่ตอนที่คลอดลูกแล้วนะ อีกอย่าง ลูกก็ตรวจชีพจรของแม่แล้วไม่ใช่เหรอ? หากลูกยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ เอาไว้แม่จะขอให้หมอจางมาตรวจดูชีพจรของแม่อีกครั้งก็แล้วกัน” หวังซู่เหมยรู้สึกงุนงงเล็กน้อย มีผู้หญิงในหมู่บ้านคนไหนบ้างที่ไปโรงพยาบาลหลังจากคลอดบุตร!
“แม่คะ ตอนที่แม่คลอดพวกหนู แม่อายุเท่าไหร่กัน ตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็ไปโรงพยาบาลกันทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่เชื่อแม่ก็ลองไปถามอาสะใภ้รองดูก็ได้” ฟู่เยี่ยนพยายามโยนเรื่องนี้ไปให้ฉือหมิ่นรับช่วงต่อ
เมื่อได้ยินสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูด ฉือหมิ่นที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวก็ได้เดินออกมาทันที
“พี่สะใภ้ใหญ่ เสี่ยวฮั่วพูดถูกแล้วล่ะคะ เมื่อก่อนไม่ได้มีหมอเฉพาะทางสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ แต่ตอนนี้ในโรงพยาบาลทหารได้มีสูติแพทย์และนรีแพทย์แล้วนะคะ เอาไว้พรุ่งนี้เราลองไปที่โรงพยาบาลในเมืองเพื่อตรวจดูอาการสักหน่อยเถอะค่ะ การใช้วิธีตรวจทางวิทยาศาสตร์นั้นย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอยู่แล้ว และพวกเขายังสามารถทำอัลตราซาวนด์เพื่อดูว่าเด็กมีสุขภาพที่แข็งแรงดีหรือเปล่าอีกด้วยค่ะ!”
“อัลตราซาวนด์อย่างนั้นเหรอ? ใช่ที่ใครต่างก็พูดกันว่าสามารถดูเด็กผ่านทางหน้าท้องได้ใช่หรือเปล่า?” หวังซู่เหมยเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ซึ่งเธอเองก็รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากจริงๆ
“ใช่แล้วค่ะ มันถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งในโรงพญาบาลของกองทัพได้มีสิ่งนี้แล้ว ฉันจึงคิดว่าโรงพยาบาลในเมืองก็น่าจะมีเหมือนกัน”
“แม่คะ แม่ไม่อยากลองดูหน่อยเหรอ พรุ่งนี้เราไปโรงพยาบาลกันเถอะนะคะ” ฟู่เยี่ยนชื่นชมอาสะใภ้รองของเธอเป็นอย่างมาก เพราะแค่พูดไม่กี่คำ ก็สามารถชักชวนแม่ของเธอได้สำเร็จแล้ว
“ก็ได้ เอาไว้พรุ่งนี้เราลองไปดูกันแล้วกัน” หวังซู่เหม่ยพูดพร้อมกับตบไปที่ต้นขาของตัวเองเบาๆ
แต่ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เธอกลับไม่ได้ไปโรงพยาบาลอย่างที่พูดเอาไว้ เนื่องจากฟู่เหล่าชวนได้มาที่บ้านของพวกเธอตั้งแต่เช้าตรู่
ก่อนหน้านี้ ฟู่ต้าจวงและฉือหมิ่นได้ไปที่บ้านของเขา แต่วันนั้นเขาไม่อยู่บ้าน และเขาก็เพิ่งจะกลับมาที่บ้านเมื่อวานนี้เอง และเขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีนักหากจะมาหาลูกชายของเขาที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง
แต่เมื่อครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว ความละอายใจของเขาก็ได้หายไปในทันที เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อวานนี้จะมีคนของตระกูลฟู่ไปที่บ้านตระกูลหลี่เพื่อหารือเรื่องการแต่งงาน ซึ่งฟู่เหล่าชวนได้ยินเรื่องนี้มาจากป้ากุ้ยหลันเพื่อนบ้านของเขา และยังได้ไปที่บ้านแม่สามีของฟู่ต้าอันมาแล้วอีกด้วย
และฟู่เหล่าชวนก็รู้สึกโกรธมากๆ เพราะพวกเขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการแต่งงานของฟู่ต้าอันเลยด้วยซ้ำ เขาจึงต้องยอมกลับมาที่บ้านของตัวเองอีกครั้ง และครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน และยังคงรู้สึกไม่พอใจแม้แต่น้อย จึงได้ขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยลางานให้กับเขา ก่อนจะมาถามเรื่องราวทั้งหมดกับฟู่ต้าหย่งในวันนี้
นั่นเป็นเหตุผลที่ฟู่เหล่าชวนมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาอยากจะมาที่นี่เพื่อสอบถามเรื่องที่หนิวชุ่ยฮวาได้เล่าให้เขาฟังด้วย ซึ่งเธอได้บอกกับเขาว่า ลูกชายคนรองของเขาไม่ได้รับจดหมายที่เขาส่งไปเลย แบบนั้นก็แสดงว่าแผนการที่เขาได้วางเอาไว้ก็ต้องเปล่าประโยชน์ไปด้วยอย่างนั้นหรือ?
เช้าตรู่ของวันนี้ เหล่าพี่น้องตระกูลฟู่ก็ได้ตื่นกันตั้งแต่เช้าเพื่อมาออกกำลังกาย ซึ่งวันนี้อารองได้เรียนรู้เทคนิคการฝังเข็มทั้งหมดแล้ว และที่เหลือก็เพียงแค่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำไปประยุกต์ใช้เท่านั้น ในผลการเรียนรู้ขั้นสุดท้ายนี้ ฟู่เหมี่ยวมีทักษะที่ดีกว่าฟู่เซินและอารองของพวกเขาเล็กน้อย ทั้งยังดูมีความยืดหยุ่นมากกว่าอีกด้วย
“เสี่ยวฉุ่ย ทำได้ดีมาก ในอนาคตเธอสามารถใช้มันป้องกันตัวได้ดีเลยทีเดียว แต่เธอต้องห้ามประมาทเด็ดขาด เพราะยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเธออยู่มากมายเลย” ฟู่ต้าจวงมองไปยังฟู่เหมี่ยวที่กำลังภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะพูดตักเตือนออกไป
“อารองคะ เสี่ยวฮั่วก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าผู้เชี่ยวชาญในด้านการฝังเข็มมีแค่พวกเราเพียงสี่คนบนโลกใบนี้เท่านั้น! และตอนนี้หนูก็เป็นอันดับสองรองจากเสี่ยวฮั่วด้วยนะคะ!” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ และสิ่งนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นปลอดภัยเป็นอย่างมากอีกด้วย
“ดูพูดเข้าสิ ถ้าอย่างนั้นเรามาประลองฝีมือกันหน่อยดีหรือเปล่า ฮึ! เก่งจริงเธอก็เข้ามาเลย ดูสิว่าเธอจะแตะต้องตัวฉันได้หรือเปล่า!” ฟู่เซินพูดด้วยความมั่นใจ แต่เมื่อก้าวไปข้างหน้า เขาก็รู้สึกได้ในทันทีว่าความยืดหยุ่นของเขานั้นเป็นรองน้องสาวมากๆ ดังนั้นเขาจึงเริ่มรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็ดูจะกระตือรือร้นในการประลองครั้งนี้มากเช่นกัน เข้ามาเลย
“ไอ้หยา โอ้ย แขนของฉัน เสี่ยวฉุ่ย ฉันยังไม่ทันได้บอกให้เริ่มการประลองเลยนะ! ทำไมเธอถึงรีบนักล่ะ” ฟู่เซินที่ถูกโจมตีเข้าไปก็โวยวายขึ้นมาทันที
“นี่คือสิ่งที่นายควรจะได้รับหากพูดจาดูถูกคนอื่น หากนายกำลังต่อสู้กับใครก็ตามข้างนอก จำเอาไว้อย่าพูดโอ้อวดตัวเองให้มันมากนัก เวลานายโดนอัดเสียเองจะได้ไม่ต้องอับอาย! แบบนั้นมันดูตลกมากเลยนะ รู้หรือเปล่า!” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
ส่วนฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะตามเช่นกัน บางครั้งพี่รองของเธอก็ช่างเป็นคนที่ซื่อบื้อมากจริงๆ!
ตอนที่ 52 คำถามที่อัดอั้น
แน่นอน ฟู่เซินยังคงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ทักษะของเขานั้นด้วยกว่าฟู่เหมี่ยวจริงๆ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่มองไปที่น้องสาวฝาแฝดของตัวเองด้วยความขุ่นเคืองใจเท่านั้น
ส่วนฟู่ต้าจวงที่ยืนดูอยู่ข้างๆก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันที และเขาเองก็ต้องการที่จะประลองกับฟู่เหมี่ยวด้วยเช่นกัน แต่ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้ทำแบบนั้น ฟู่เหล่าชวนก็ได้เปิดประตูรั้วเข้ามาเสียก่อน
“พ่อ? ทำไมพ่อถึงมาที่นี่ได้กันล่ะครับ?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามออกไปพร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ทำไม บ้านของฟู่ต้าหย่งเป็นบ้านของจักรพรรดิหรือยังไงกัน ฉันถึงมาที่นี่ไม่ได้?” ฟู่เหล่าชวนตะคอกออกมาด้วยความโกรธ
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าการมาของชายชราคนนี้จะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน
“ผมก็แค่รู้สึกประหลาดใจเท่านั้นเองครับ ทำไมพ่อถึงมาที่นี่ไม่ได้กันล่ะ ก็ที่นี่เป็นบ้านลูกชายของพ่อนี่ครับ” ฟู่ต้าจวงยังคงไม่คุ้นเคยกับนิสัยแย่ๆของผู้เป็นพ่อ เขาจึงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม
“อย่ามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่เลย ไปเรียกฟู่ต้าหย่งมาพบฉันเดี๋ยวนี้! ฉันอยากจะถามเขาเรื่องงานแต่งงาน เขากล้าดียังไงถึงได้ตัดสินใจโดยที่ไม่บอกฉันสักคำแบบนี้!” ฟู่เหล่าชวนตะโกนเสียงดังลั่นออกมา
ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้ปิดประตูห้องให้กับหวังซู่เหมยเบาๆก่อนจะเดินออกไปข้างนอก ซึ่งในตอนนี้หวังซูเหม่ยกำลังหลับอยู่ เนื่องจากเธอมีอาการคลื่นไส้ตลอดทั้งคืน ดังนั้นวันนี้เธอจึงได้ตื่นสายกว่าทุกวัน
ส่วนฉือหมิ่นและฟู่ต้านีก็กำลังยืนอยู่ที่ประตูห้องครัว โดยทั้งสองได้มองไปยังฟู่ต้าหย่งที่กำลังเดินออกมาและรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้หวังซู่เหมยกำลังไม่สบาย
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เหล่าชวนรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทั้งคืน และยิ่งเขาคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ความโกรธของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ลูกอกตัญญูกล้าทำเรื่องแบบนี้โดยไม่ไว้หน้าเขาเลยอย่างนั้นหรือ! คิดว่าสิ่งที่ทำมันถูกแล้วหรืออย่างไรกัน!
“ฟู่ต้าหย่ง ไหนแกลองบอกฉันมาหน่อยสิ! พ่อตาของต้าอันต้องการที่จะหารือเรื่องงานแต่งอย่างนั้นเหรอ? แล้วทำไมแกถึงไม่บอกเรื่องนี้กับฉัน!”
ฟู่ต้าหย่งมองไปที่พ่อของเขาด้วยความโกรธ พร้อมกับความโศกเศร้าที่กำลังก่อขึ้นภายในใจของเขา ทำไมกัน? ทำไมพ่อของเขาถึงได้เป็นแบบนี้อยู่เสมอเลยล่ะ?
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบมองไปที่ฟู่เหล่าชวน ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม มักจะมีพ่อแม่บางคนที่คิดว่าลูกๆนั้นเป็นเหมือนข้าราชบริพารตัวเอง จึงได้จ้องที่จะบงการชีวิตและทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของลูกๆอยู่เสมอ อีกทั้งพวกเขายังไม่เคยให้การสนับสนุนใดกับลูกๆเลย แต่กลับคาดหวังเป็นอย่างมากว่าลูกๆจะดูแลพวกเขาในยามแก่ชรา
“อะไรนะครับ? พ่อกำลังจะพูดว่าพ่อต้องการที่จะทำหน้าที่ของพ่ออย่างนั้นเหรอ? พ่อต้องการที่จะจัดงานแต่งงานให้กับต้าอันอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
“เด็กไม่มีความรับผิดชอบคนนั้นน่ะเหรอ? คงจะลืมไปแล้วว่าฉันเป็นพ่อแท้ๆนี่ก็หลายปีแล้วที่ต้าอันไม่ได้กลับมาเยี่ยมฉัน แม้แต่ช่วงตรุษจีนก็ยังไม่กลับมา แล้วจะให้ฉันจัดงานแต่งงานให้ได้อย่างไร?” ฟู่เหล่าชวนพูดถึงเรื่องแย่ๆของฟู่ต้าอันออกมา เพื่อที่จะกลบเกลื่อนเรื่องเขาไม่อยากจัดงานแต่งครั้งนี้ขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันก็ได้มองไปที่ฟู่เหล่าชวนพร้อมกับกำหมัดแน่น แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ค่อยๆคลายมือออก เขาเองก็รู้นิสัยของผู้เป็นพ่อดีอยู่แล้วเช่นกัน จึงไม่อยากให้พี่น้องต้องมาเดือดร้อนเพราะตนอีก!
“พ่อครับ ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพ่อ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะพาพ่อตาของผมและคนอื่นๆมาที่ที่ เพื่อที่พ่อและพ่อตาของผมจะได้คุยกันอีกครั้งดีไหมครับ?” ฟู่ต้าอันพูดออกไปโดยไม่มีความคาดหวังหรือความรู้สึกใดๆต่อพ่อของตนเลย ตอนนี้เขาต้องการแค่ให้เรื่องนี้คลี่คลายโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
“แกกำลังพูดไร้สาระอะไร? แกพูดว่ากำลังจะแต่งงานอย่างนั้นเหรอ? ฉันยังไม่รู้เลยว่าครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แล้วแบบนี้งานแต่งจะมีขึ้นได้อย่างไร?!” ฟู่ต้าอันที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยายามข่มอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้ เขารู้ว่าพ่อของเขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหาให้กับพวกเขาอยู่แล้ว
“เราได้หารือกันถึงเรื่องการแต่งงานเอาไว้แล้วครับ ซึ่งพ่อตาของผมอยากจะให้ผมซื้อบ้านหลังเล็กๆในหมู่บ้านของพวกเขา และผมก็ได้เลือกบ้านเอาไว้แล้ว ซึ่งบ้านหลังนั้นมีราคาอยู่ที่ 1,000หยวน แต่ผมคิดว่าจะต่อรองราคากับเจ้าของบ้านอีกสักหน่อย น่าจะได้ในราคา 950หยวน ซึ่งตอนนี้ผมเองก็ยังคงรู้สึกเป็นกังวลในเรื่องนี้อยู่พอดี หากพ่อต้องการที่จะช่วยผมเจรจา มันคงจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมไปเลยครับ!”
ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย หากมีฟู่เหล่าชวนช่วยพูด เขาเองก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“อะไรนะ?! บ้านราคา 1,000หยวน ทำไมพวกเขาถึงได้กล้าขอเงินมากมายขนาดนี้กันล่ะ! แกจะเอาคนแบบนี้มาเป็นภรรยาได้อย่างไร ไม่ได้การแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะให้ชุ่ยฮวาหาผู้หญิงดีๆให้กับแกก็แล้วกัน! ฉันได้ยินมาว่าหลานสาวของเธอก็ยังไม่ได้แต่งงานเหมือนกัน!” เมื่อฟู่เหล่าชวนได้ยินว่าพวกเขากำลังจะซื้อบ้านที่มีราคาแพงมาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“ตอนนี้ภรรยาของต้าอันทำงานอยู่ที่โรงงานทอผ้าครับ ทั้งยังเป็นหัวหน้าแผนกอีกด้วย ส่วนพ่อของเธอก็เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยมต้นในหมู่บ้าน อีกทั้งพี่เขยของต้าอันก็ยังมีงานที่ดีเช่นกัน เขาทำงานอยู่ที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคของหมู่บ้านด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่าหนิวชุ่ยฮวาจะสามารถหาคนที่ดีกว่านี้ให้กับต้าอันได้หรือเปล่า ยังมีผู้หญิงที่เพียบพร้อมเหมือนกับเสี่ยวหลี่อยู่อีกเหรอครับ?” ฟู่ต้าจวงแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยถามฟู่เหล่าชวนไปตามตรง
“อย่างน้อยสินสอดก็ไม่ได้แพงถึงขนาดนี้ยังไงล่ะ! ไม่ ไม่ได้สำคัญหรอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมต้นหรือเปล่า คิดว่าอยู่ในครอบครัวที่ดีแล้วตัวของเธอจะทำมาจากทองคำหรืออย่างไร!” ฟู่เหล่าชวนพึมพำออกมา
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นที่อยู่ข้างๆก็ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไปเช่นกัน เดิมทีฟู่เหมี่ยวรู้สึกไม่ค่อยชอบฟู่เหล่าชวนอยู่แล้ว เธอจึงต้องการที่จะพุ่งเข้าไปเพื่อสั่งสอนเขาเขาในทันที แต่ทว่ากลับมีคนที่เร็วกว่าเธอ
“ใช่แล้วครับ มันไม่ได้สำคัญเลยว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแบบไหน พ่ออย่าคิดว่าผมจะทำตัวเหมือนกับพ่อสิครับ? ผมไม่มีวันเอาของสกปรก สกปรกที่มีกลิ่นเหม็นกลับมาที่บ้านหรอกนะ” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าอันก็ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
“ลูกไม่รักดี! รู้ตัวหรือเปล่าว่าแกพูดอะไรออกมา!” ฟู่เหล่าชวนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลูกชายของเขาที่มีนิสัยขี้อายมาโดยตลอดจะพูดแบบนี้ออกมา
“พ่อยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดอีกอย่างนั้นเหรอครับ! ในเมื่อที่นี่ไม่ได้มีคนนอกอยู่ ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอพูดอะไรหน่อยแล้วกัน พ่อรู้หรือเปล่าครับว่าข้างนอกคนอื่นเขาพูดถึงตระกูลฟู่อย่างไรบ้าง? รู้หรือเปล่าว่าพวกเขาพูดถึงพ่อว่ายังไง! และพวกเขาคิดยังไงกับพวกเรา?! หากพวกเรายังคงทำตัวแบบนี้ โดยที่ไม่สนใจอะไรเลย ตระกูลของพวกเราจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร! พ่อรู้หรือเปล่าครับว่าคำพูดนั้นเป็นนายเราเสมอ!”
“ในสายตาของพ่อ พ่อมองว่าทุกคนบนโลกใบนี้ต่างก็เป็นหนี้พ่ออยู่อย่างนั้นเหรอครับ โดยเฉพาะแม่ พี่ใหญ่และพี่สาวของผม พ่อคิดว่าพวกเราทุกคนเป็นหนี้พ่ออยู่ใช่ไหม! หรือว่าชาติที่แล้วพวกเราไปทำอะไรไม่ดีที่หลุมศพบรรพบุรุษของพ่อ? ชาตินี้พ่อถึงไม่อยากเห็นพวกเราได้ดีแบบนี้!”
“พ่อดูสิครับ! ดูรอยแผลเป็นบนศีรษะของเสี่ยวฮั่วสิ หลานสาวแท้ๆของพ่อเกือบจะต้องตายเพราะหกล้ม! ซึ่งบาดแผลก็ไม่ใช่น้อยๆเลย! ส่วนเสี่ยวจินตอนนี้ก็ได้เข้าร่วมกองทัพไปแล้ว ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ชื่นชมเขา! มีลูกหลานที่ดีแบบนี้ มีบ้านไหนบ้างที่ไม่ภูมิใจ?!”
“ก่อนหน้านี้ พ่อไม่เคยสนับสนุนเรื่องเงินกับพวกเราเลย แต่เมื่อได้ยินว่าพี่ใหญ่ซื้อจักรยานใหม่ พ่อกลับรีบมาที่นี่เพื่อถามเพียงแค่ว่า พวกเราเป็นลูกของพ่อหรือเปล่า?”
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตดีๆแบบคนอื่นเลยอย่างนั้นเหรอครับ? พ่ออยากให้พวกเราทำงานหนักและมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากไปตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ! พวกเราต้องเป็นแบบนั้นใช่ไหมครับ พ่อถึงจะพอใจ?”
“ผมไม่เข้าใจเลยว่าพ่อเป็นพ่อแบบไหนกัน? จิตใจของพ่อยังคงเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า? พ่อไม่คิดว่าแม่จะเสียใจบ้างเหรอครับ? ทั้งที่แม่เพิ่งจะจากพวกเราไปได้เพียงแค่ 2วัน พ่อก็พาหนิวชุ่ยฮวาเข้ามาอยู่ที่บ้านแล้ว แบบนี้พ่อคิดว่าตัวเองยังมีค่าพอที่จะเป็นพ่อคนอยู่หรือเปล่า? คิดว่าพ่อเป็นสามีที่ดีพอแล้วหรือ?!”
“พ่อขัดขวางไม่ให้พี่ใหญ่เข้ารับราชการทหารยังไม่พอ พ่อยังตกลงให้พี่สาวของผมหมั้นหมายกับใครก็ไม่รู้ขณะที่เธอกำลังเมาไม่ได้สติ จนทำให้เธอเกือบจะถูกหญิงชราบ้ามนต์ดำจากตระกูลเก่อฆ่าตาย! พ่อดูรอยแผลเป็นบนร่างกายของเธอสิ ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะพ่อคนเดียว!”
“ที่สำคัญ หลังจากที่พ่อแต่งงานกับหนิวชุ่ยฮวาและได้พาเธอกับจู่จื่อย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของเรา เธอก็ได้โยนผ้าปูที่นอนทั้งหมดของพวกเราทิ้งลงไปในบ่อปุ๋ย แต่พ่อกลับไม่พูดอะไรเลยสักคำ ทำไมกันล่ะครับ?! ทั้งที่เธอรังแกพวกเราและยังทานอาหารของพวกเราทั้งหมด ซึ่งพ่อก็เห็นในสิ่งที่เธอทำกับพวกเราด้วย หากพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ห้ามผมเอาไว้ ผมคงจะฆ่าจู่จื่อและหนิวชุ่ยฮวาไปแล้ว!”
จู่ๆ ฟู่ต้าอันก็โพล่งออกมา ในตอนแรกนั้นเขาถามคำถามออกไปด้วยความโกรธ แต่ในที่สุดเขาก็พูดออกมาพร้อมกับร้องไห้ด้วยความอัดอั้น ซึ่งแม้แต่ตอนที่พูดจบแล้ว เขาก็ยังคงสะอื้นไม่หยุด! เขายังถามฟู่ต้าหย่งและคนอื่นอีกด้วยว่าพวกเขาทำอะไรผิด? ทำไมพ่อถึงได้มองว่าพวกเขาราวกับเป็นคนอื่นแบบนี้?
ในตอนที่เสิ่นซู่ฉีเสียชีวิต ฟู่ต้าอันมีอายุเพียงแค่ 16ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังคงเด็กมาก หากฟู่ต้าหย่งไม่ห้ามเขาเอาไว้ ป่านนี้เขาคงต้องติดคุก หรือไม่ก็ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตไปแล้ว!
โดยฟู่ต้าหย่งใช้เวลาถึง 2ปีในการทำให้ฟู่ต้าอันไม่จมอยู่กับเรื่องนี้ และโน้มน้าวใจให้เขากลับมาเคารพฟู่เหล่าชวนในฐานะพ่ออีกครั้ง และในขณะเดียวกันนั้น เขาเองก็ปล่อยวางด้วยเช่นกัน
ด้วยคำพูดแย่ๆของฟู่เหล่าชวน จึงทำให้ความเกลียดชังที่ฝังอยู่ภายในใจของฟู่ต้าอันมาเป็นเวลานานระเบิดออกมาในที่สุด เมื่อมองไปยังน้องชายที่ตอนนี้กำลังทรุดตัวลงไปกับพื้นและร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่ ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงก็กัดฟันแน่นขึ้นมาทันที ตอนนี้ในช่องปากของพวกเขาทั้งสองคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายจากเลือดของตัวเอง
ส่วนฟู่ต้านีเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน เธอไม่เคยรู้เลยว่าหลายปีที่ผ่านมา! พ่อของเธอปล่อยให้หนิวชุ่ยฮวาทำอย่างนี้กับพี่น้องของเธอมาโดยตลอด!
ตอนที่ 53 ทวงความยุติธรรม
“ฉันเป็นพ่อของแกนะ! อย่าพูดแบบนี้กับฉันอีก! ไม่ว่าอย่างไรแกก็ต้องเชื่อฟังสิ่งที่ฉันพูด!” หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหล่าชวนก็รีบพูดขึ้นมาทันที ซึ่งเขาคิดว่านี่เป็นการท้าทายอำนาจของเขา เขาจึงต้องระงับเรื่องทั้งหมดนี้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะไม่สามารถระงับมันได้
ด้วยความโกรธที่อยู่ภายในใจ จึงทำให้ฟู่เหล่าชวนมีความกล้ามากขึ้น เมื่อนึกถึงสิ่งที่หนิวชุ่ยฮวาพูดเมื่อคืนนี้ ฟู่เหล่าชวนก็ยืดตัวตรงขึ้นมาอีกครั้ง
หนิวชุ่ยฮวาพูดถูกแล้ว ในเมื่อเขาเป็นพ่อ พวกเขาเป็นลูกก็ต้องเชื่อฟังพ่ออยู่แล้ว มิเช่นนั้นเขาสามารถฟ้องเรื่องนี้กับทางการในข้อหาที่พวกเขาอกตัญญูต่อบุพการีได้! แม้ว่าลูกชายคนโตของเขาอาจไม่กลัวก็ตาม แต่ลูกชายคนรองของเขารับราชการทหารและกำลังมีอนาคตที่สดใส มีหรือที่จะไม่กลัว? และหากลูกชายคนที่สามยังไม่ยอมอีก เขาก็จะทำให้ลูกชายคนนี้เสียงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ดูสิว่ายังจะมีหน้ามาพูดเรื่องแต่งงานอีกไหม!
ในตอนนี้ ความคิดของฟู่เหล่าชวนได้เข้าสู่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์แล้ว และคำพูดของหนิวชุ่ยฮวาก็ได้ปลุกความคิดชั่วร้ายของเขาให้ตื่นขึ้นมา แม้ว่าในใจลึกๆของเขาจะไม่อยากทำแบบนี้ก็ตาม แต่วันนี้พวกลูกอกตัญญูต้องยกสินสอดของหญิงชราให้กับเขาด้วยความเต็มใจ!
“บอกผมมาเถอะ ว่าพ่อกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่?” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็พูดขึ้นมา ทำเอาทุกคนต่างก็หันไปมองเขาอย่างพร้อมเพรียง
ซึ่งก่อนที่ฟู่เหล่าชวนจะได้พูดอะไรออกไปนั้น เขาก็ถูกฟู่ต้าหย่งถามขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน ทั้งยังถามอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย
ฟู่เหล่าชวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจของเขารู้สึกอยู่เสมอว่าคนอื่นก็มีนิสัยที่มืดมนไม่ต่างไปจากเขาเท่าไหร่นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยชินกับคำพูดที่ตรงไปตรงมาแบบนี้เท่าไหร่
“ฉัน... ฉัน...” ในตอนนี้ฟู่เหล่าชวนตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
เขายังนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรดี จึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย
“เสี่ยวฮั่ว ไปที่ห้องของพ่อ แล้วขอให้แม่ของลูกเอากล่องของคุณย่าออกมา ส่วนต้าอัน นายกับเสี่ยวมู่ไปที่บ้านของทวดหกเพื่อเชิญผู้เฒ่าฟู่มาที่นี่ เสี่ยวฉุ่ย ลูกพาน้องๆเข้าไปเล่นในบ้านก่อนเถอะ”
เมื่อได้ยินที่ฟู่ต้าหย่งสั่ง ฟู่ต้าอันก็รีบเช็ดน้ำตาทันที ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับฟู่เซิน
ส่วนฟู่เยี่ยนก็รีบเดินเข้าไปในห้องนอนของหวังซู่เหมยเงียบๆ และทันทีที่เข้ามา เธอก็พบว่าหวังซู่เหมยตื่นแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงและฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้านนอกอยู่
“แม่คะ อาการของแม่เป็นอย่างไรบ้าง? รู้สึกดีขึ้นหรือยัง? แล้วแม่ตื่นตั้งแต่เมื่อไรคะ?” ฟู่เยี่ยนรีบเดินเข้าไปหาหวังซู่เหมยพร้อมกับเอามือไปแตะที่หน้าผากของผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง
“แม่ดีขึ้นมากแล้วล่ะ อาสามของลูกตะโกนเสียงดังขนาดนั้น จะไม่ให้แม่ตื่นได้อย่างไร? แล้วตอนนี้แม่เริ่มหิวนิดหน่อยแล้วด้วย แต่ทำไมคุณปู่ของลูกถึงได้มาสร้างปัญหาแต่เช้าเลยล่ะ ช่างน่ารำคาญจริงๆ!” หวังซู่เหม่ยรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยที่พ่อสามีของเธอมาสร้างปัญหาที่นี่
“แม่คะ พ่อบอกให้หนูเข้ามาหยิบกล่องของคุณย่าค่ะ? แม่เก็บมันเอาไว้ตรงไหนเหรอ?” ฟู่เยี่ยนนึกถึงสิ่งที่พ่อของเธอสั่งขึ้นมาได้อีกครั้ง
หวังซู่เหมยชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนึกไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว เธอก็พอจะนึกออกว่ามันน่าจะเป็นกล่องใบเล็กๆที่อยู่ในกล่องเครื่องสำอางค์อย่างแน่นอน
“ลูกลองไปดูสิว่ามีกล่องใบเล็กๆอยู่ในกล่องเครื่องสำอางของคุณย่าหรือเปล่า พ่อของลูกน่าจะหมายถึงกล่องใบนั้นนั่นแหละ”
ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปดูที่กล่องเครื่องสำอางค์ของคุณย่าทันที หลังจากที่เปิดมันออก เธอก็พบกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กที่วางอยู่ข้างในนั้น ก่อนจะที่เธอจะหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มันมีน้ำหนักที่เบามาก ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคืออะไร
ฟู่เยี่ยนเพ่งมองไปยังกล่องใบนั้น ก่อนจะเห็นว่ามีกระดาษหรือจดหมายบางอย่างอยู่ข้างใน ซึ่งหากมองมันอย่างละเอียดแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีข้อความที่เกี่ยวกับพวกเขาถูกเขียนเอาไว้ด้วย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะอีกไม่นานเธอก็คงจะได้รู้พร้อมกับคนอื่น!
เมื่อได้ยินว่าฟู่ต้าหย่งเชิญอาหกของเขาให้มาที่นี่ ฟู่เหล่าชวนก็มีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็กลับมามีท่าทีที่สงบลงอย่างรวดเร็ว และจำในสิ่งที่หนิวชุ่ยฮวาได้บอกกับเขาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นถึงอาหกจะมาที่นี่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร!
หนิวชุ่ยฮวาได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะให้ฟู่เหล่าชวนเรียกค่าเลี้ยงดูจากลูกๆของเขานั่นเอง มาดูกันว่าลูกๆของเขาจะกล้าพูดอะไรได้อีกหรือเปล่า! และหากลูกๆของเขาไม่ยอม เธอก็จะให้เขายึดของที่หญิงชราทิ้งเอาไว้ให้แทน!
ตอนนี้อาหกของเขามีอายุได้ 70ปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดีเหมือนตอนที่ยังเป็นหนุ่ม ซึ่งเช้านี้ หลังจากที่ตื่นนอนแล้ว เขาก็กำลังทานมื้อเช้าอยู่ที่บ้าน แต่จู่ๆ ฟู่ต้าอันก็ได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ปู่หกครับ ตอนนี้พ่อของผมสร้างปัญหาอีกแล้วครับ เขาไม่ยอมให้ผมแต่งงาน ด้วยความที่พ่อตาของผมเป็นถึงผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยม เขาจึงขอให้ผมซื้อบ้านหลังเล็กๆเป็นสินสอด ซึ่งผมก็เห็นด้วยในข้อตกลงนี้ แต่พ่อกลับไม่เห็นด้วย เขาก็เลยจะให้ผมแต่งงานกับหลานสาวของหนิวชุ่ยฮวาแทน เขาเป็นพ่อประสาอะไรกัน?”
“และตอนที่เสี่ยวจินจะไปรายงานตัวกับกองทัพ เขาก็พยายามขัดขวางด้วยเหมือนกัน ทั้งที่หลานชายของเขากำลังจะออกจากบ้านเกิดเพื่อทำตามความฝัน แต่เขากลับไม่ยอม เขายังบอกอีกว่าหากเสี่ยวจินเลือกที่จะเข้าร่วมกองทัพ ก็ไม่ต้องมาเรียกเขาว่าปู่อีก! แล้วแบบนี้จะให้ผมคิดกับเขาอย่างไรกันครับ?”
ทวดหกจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กๆเหล่านี้มาที่นี่เพื่ออะไร ดังนั้นเขาจึงลูบไปที่ศีรษะของฟู่ต้าอันเบาๆ เพื่อปลอบใจหลานชาย
ฟู่กวางจง ลูกชายของปู่หกก็เป็นผู้อาวุโสในตระกูลฟู่คนหนึ่งเช่นกัน ซึ่งฟู่ต้าหย่งยังเรียกเขาว่าลุงใหญ่อีกด้วย
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของฟู่ต้าอัน เขาก็รู้สึกตกใจจนต้องลุกขึ้นยืนในทันที
“ชวนจื่อกำลังคิดอะไรอยู่กัน? มันไม่ง่ายเลยที่เด็กๆในตระกูลของเราจะสร้างชื่อเสียงที่มีเกียรติแบบนี้ไม่ใช่หรือ? มีเด็กสักกี่คนกันที่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้? ฉันอยากจะถามจริงๆว่าเขาเสียสติไปแล้วหรือเปล่า!” ฟู่กวางจงรู้สึกโกรธจนสั่นไปทั้งตัว ในใจก็ด่าทอฟู่ต้าชวนว่า: เขาเป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร? ทำไมถึงได้ทำกับลูกหลานของตัวเองแบบนี้?
“อย่ากังวลไปเลย เรารีบไปที่นั่นกันก่อนเถอะ ฉันอยากไปเห็นหน้าคนแก่ที่เห็นแก่ตัวคนนั้นแล้ว!” ปู่หกยังคงมีความเลือดร้อนเหมือนเด็กหนุ่มอยู่ เขามาจากครอบครัวที่ดี จึงทำตัวเหมือนกับชายหนุ่มและดูค่อนข้างอารมณ์ร้อนเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะแก่แล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังพร้อมที่จะสั่งสอนเหล่าลูกหลานที่ทำผิดอยู่เสมอ
ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปประคองปู่หกของเขาอย่างระมัดระวัง แต่ปู่หกกลับไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้น
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้แก่จนลุกเดินเหินไม่ได้เสียหน่อย! แค่นี้ฉันเดินเองได้สบายๆอยู่แล้ว ไม่ล้มหรอก” ทวดหกเดินไปข้างหน้าราวกับว่าตัวเองไม่ใช่คนแก่ เนื่องจากชายชรารำไทเก็กเป็นประจำในทุกเช้าอยู่แล้ว ดังนั้นร่างกายของเขาจึงไม่ได้ดูเหมือนคนแก่ทั่วไป หากจะพูดตามตรงแล้ว เขายังดูแข็งแรงกว่าฟู่เหล่าชวนเสียอีก
ในเวลาที่ หมู่บ้านอันผิงต่างก็เต็มไปด้วยควัน เพราะตอนนี้ทุกครัวเรือนต่างก็เริ่มตื่นนอนและหุงหาอาหารกันแล้ว ซึ่งขณะที่ปู่หกเดินไปตามถนนนั้น เขาก็ได้ทักทายผู้คนไปตลอดทางอีกด้วย
“ปู่หก คุณกำลังจะไปที่ไหนแต่เช้าเลยล่ะ?”
“ลุงหก จะไปพักผ่อนที่ไหนอย่างนั้นเหรอ? แล้วทานมื้อเช้าหรือยัง?”
“ปู่หก ฉันเพิ่งจะทำหมั่นโถวเสร็จ มากินด้วยกันไหม!”
เมื่อปู่หกเห็นทุกคนเอ่ยทักทายเขา เขาจึงได้ยิ้มให้กับทุกคน แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก
เมื่อมาถึงบ้านของฟู่ต้าหย่ง ฟู่กวางจงก็ได้เดินเข้าไปหาหลานชายทั้งสองคนของเขา ก่อนจะยืนพูดคุยกัน
เมื่อเห็นว่าปู่หกมาถึงบ้านของพวกเขาแล้ว ทุกคนจึงได้หลีกทางให้ และปู่หกก็ได้เดินตรงเข้าไปหาฟู่เหล่าชวนในทันที พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เขาด้วยแววตาที่เดือดดาล
“อาหก สวัสดีครับ!” ฟู่เหล่าชวนรีบกล่าวทักทายในทันที
“โอ้ นั่นใครกัน ชวนจื่อเองเหรอ? นายเองก็กลับบ้านหลังจากรับข้าราชการด้วยอย่างนั้นเหรอ?” อาหกของฟู่เหล่าชวนเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยตาขึ้น
“อาหก อากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันครับ ผมไปเป็นข้าราชการตอนไหนกัน!” ฟู่เหล่าชวนรู้ดีว่าชายชรากำลังพูดประชดตนอยู่
“จริงเหรอ? ฉันคิดว่านายเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอะไรสักอย่างเสียอีก ถึงได้เข้ามาขวางการรับราชการทหารได้! ไหนลองบอกฉันมาสิว่าอนาคตที่ดีของเสี่ยวจินสำหรับนายเป็นแบบไหน? หากสิ่งที่นายพูดมานั้นดีพอ อาหกอย่างฉันก็จะยอมขอโทษนาย!”
ในตอนนี้ ปู่หกทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ต้นกล้าของตระกูลกำลังจะได้ดี ทำไมคนแก่กะโหลกกะลาอย่างฟู่ต้าชวนถึงต้องฉุดรั้งเด็กเอาไว้ด้วย!
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง ผมไม่ได้ห้ามเขาแล้ว ใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับอาหกกันล่ะ? นี่ผมกำลังถูกใส่ร้ายอยู่อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เหล่าชวนพูดออกมาพร้อมกับมองไปที่ลูกชายของเขาด้วยความไม่พอใจ
“นายถูกใส่ร้ายนายอย่างนั้นเหรอ งั้นก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังสิ!” ปู่หกพูดพร้อมกับใช้มือทุบลงไปบนโต๊ะ
ด้วยความที่ฟู่เซินเป็นเด็กฉลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบเข้าไปประคองทวดหกของเขาทันที!
“เสี่ยวมู่ ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ไม่ว่าเหลนจะเจอกับทวดที่ไหนก็จะรีบตะโกนเรียกทวดมาแต่ไกลเลย ส่วนเสี่ยวจินเองก็เป็นเด็กดีเช่นกัน เวลาที่เจอกัน เขาก็มักจะเข้ามาทักทายก่อนทุกครั้ง”
“ดูสิ พวกเขาต่างก็เป็นเด็กดีถึงขนาดนี้ นายยังไม่เห็นอีกเหรอ! นายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?”
ตอนที่ 54 สิ่งที่แม่ทิ้งไว้ให้
เมื่อได้ยินคำพูดของอาหก ฟู่เหล่าชวนก็ถึงกับนั่งไม่ติด ก่อนหน้านี้ฟู่เหล่าชวนอาจจะกลัวอาหกของเขามากๆ แต่ตอนนี้เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องกลัวเลย!
“ทำไมนายไม่อยู่ที่บ้านแล้วทานมื้อเช้ากับครอบครัวของนายกันล่ะ มีเหตุผลอะไรที่นายถึงมาที่นี่” ปู่หกทนดูพฤติกรรมนี้ของฟู่เหล่าชวนไม่ไหวอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ตะคอกออกไปในทันที!
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหล่าชวนก็ได้มองไปยังฟู่ต้าอันที่ตอนนี้กำลังหลบอยู่ข้างหลังอาหกของเขา แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าลูกชายตัวดีของเขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องอาหกหรือเปล่า เขาจึงตัดสินใจพูดออกไปตามตรง
“ผมได้ยินมาว่าต้าอันกำลังจะแต่งงาน แต่กลับไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผมเลย ดังนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อถามถึงเรื่องนี้” ฟู่เหล่าชวนพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย ลูกชายจะแต่งงานทั้งคน แต่เขากลับไม่รู้เรื่องนี้เลยได้อย่างไร?
“ทำไมเขาถึงไม่บอกเรื่องนี้กับนาย?! นายยังไม่รู้ตัวอีกหรือ?”
“ผมเป็นพ่อของเขานะ เขาทำแบบนี้กับผมได้อย่างไร?” ฟู่เหล่าชวนพูดพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่ยอม
“ต้าอัน ขอโทษพ่อของนายซะ คุกเข่าลงต่อหน้าเขาพร้อมกับคำนับด้วย! ขอโทษเขาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องอื่นกันจะดีกว่า” ปู่หกขอให้ฟู่ต้าอันขอโทษฟู่เหล่าชวนเสียก่อน เพราะเด็กควรจะขอโทษผู้ใหญ่ก่อนถึงจะถูก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันจึงค่อยๆเดินเข้ามา ก่อนจะโค้งคำนับให้กับฟู่เหล่าชวน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
“เอาล่ะ ปู่จะถือว่านี่เป็นการขอโทษก็แล้วกัน ต้าอัน ไหนลองบอกสิ่งที่พ่อตาของหลานขอมาอีกครั้งสิ! หลานจะยอมเขาอย่างนั้นเหรอ?! หลานอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพียงเพราะครอบครัวของเธอมีหน้าที่การงานที่ดีเท่านั้นหรือเปล่า? แล้วหลานคิดว่าพวกเขาต่างจากหนิวชุ่ยฮวาตรงไหน?”
หลังจากที่พูดจบ ใบหน้าของฟู่เหล่าชวนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้เขาจะสามารถปรามฟู่ต้าอันลงไปได้แล้ว แต่อาหกก็ยังคงจ้องจะจับผิดเขาต่อหน้าคนมากมายอยู่ แต่เขาก็ทำอะไรมากไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่แอบสาปแช่งฟู่ต้าหย่งที่ทำตัวเรื่องมากอยู่ภายในใจเท่านั้น
“พ่อตาขอให้ผมซื้อบ้านใกล้ๆกับบ้านของพวกเขาครับ” ฟู่ต้าอันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์
“แล้วพวกเขามีคำขออื่นอีกหรือเปล่า?” ทันใดนั้นเอง ปู่หกก็ได้เอ่ยถามแทรกขึ้นมา
“ไม่ครับ นี่เป็นเพียงคำขอเดียวของพวกเขา”
“ชวนจื่อ บอกฉันมาหน่อยสิว่านายจะช่วยซื้อบ้านให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของลูกชายได้หรือเปล่า?” ปู่หกเอ่ยถามออกมาอีกครั้งด้วยท่าทีที่สบายๆ พร้อมกับหยิบกล้องยาสูบขึ้นมาสูบ
“ผม... ผมไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอกครับ ผมไม่มีเงินซื้อบ้านให้กับเขาหรอก แม้แต่เงินเก็บผมยังไม่มีเลย” ฟู่เหล่าชวนพูดโกหกออกไปอย่างหน้าตาเฉย
“นายเป็นพ่อ แต่กลับไม่มีเงินซื้อบ้านให้ลูกได้อย่างไร? ฉันไม่เชื่อคำพูดของนายหรอกนะ” ฟู่กวางจงทนดูไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้พูดแทรกขึ้นมา
“ใช่แล้วล่ะ ชวนจื่อ พวกเราไม่ใช่เด็กอมมือกันแล้วนะ ตอนนี้นายเองก็มีงานที่มั่นคงทำ นายควรจะเก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้สักหน่อย ในวันที่เราแก่ตัวมาจะได้มีเงินไว้คอยสนับสนุนคนรุ่นหลังบ้าง ไม่อย่างนั้นนายจะออมเงินไปเพื่อใครกันล่ะ?” ฟู่เหย่าจู่ลูกชายคนรองของอาหกได้พูดขึ้นมา ซึ่งปกติเขามักจะเป็นคนที่อารมณ์ร้อนและชอบมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ่อยๆอีกด้วย
“ฉันไม่มีเงินจริงๆนะ!” ฟู่เหล่าชวนไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นเลย และเขาก็ยังคงยืนกรานว่าตัวเองไม่มีเงิน!
“จะมาโทษฉันไม่ได้นะ ต้าอันไม่ยอมฟังฉันเอง ฉันเสนอเรื่องที่จะขอให้ชุ่ยฮวาแนะนำหลานสาวของเธอให้กับต้าอันไปแล้ว เธอเป็นแค่ผู้หญิงบ้านๆ ดังนั้นเราสามารถจัดงานแต่งแบบเรียบง่ายโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองได้เลย หากเป็นหลานสาวของชุ่ยฮวา ฉันก็พร้อมที่จะจัดการเรื่องทั้งหมดให้กับเขา”
“ชวนจื่อ นายกำลังพูดถึงลูกสาวของตระกูลจางที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเหอเท่าจู่ใช่ไหม? นายพูดจริงอย่างนั้นเหรอ? ลูกสาวของตระกูลจางเป็นหม้ายมานานกว่าห้าปีแล้ว และตอนนี้ลูกๆของเธอก็โตแล้วด้วย!” ฟู่กวางจงทำงานในท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง
“พี่ใหญ่ นั่นพี่กำลังพูดถึงหลานสาวคนโตของตระกูลจางอยู่ คนที่ฉันพูดถึงคือหลานสาวคนสุดท้องต่างหากล่ะ”
“ไม่ว่าเด็กน้อยหรือคนแก่ ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าหลานสาวคนเล็กของตระกูลจางแห่งหมู่บ้านเหอเท่าจู่นั้นประพฤติตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แม้ว่าเธอจะมีอายุเพียงแค่ 16ปี แต่กลับแอบไปขลุกอยู่กับผู้ชายในที่ลับตาคนอย่างไม่ซ้ำหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้ถูกทุบตีมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เธอเป็นเด็กที่มีนิสัยไร้ยางอายเหมือนกับป้าของเธอไม่มีผิด นี่นายตั้งใจจะแนะนำผู้หญิงแบบนี้ให้กับต้าอันอย่างนั้นเหรอ? นายยังเป็นพ่อของเขาอยู่หรือเปล่า?” ฟู่กวางจงทนไม่ไหวจึงได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนฟู่ต้าหย่งก็ได้กำหมัดแน่นเช่นกัน หากชายที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่พ่อของเขา วันนี้คงจะมีคนตายในลานบ้านของเขาอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าอันก็ได้ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหันหน้าไปยังทิศเหนือ
“แม่ครับ ลูกชายของแม่คนนี้ช่างไร้ประโยชน์และความสามารถ ผมไม่สามารถทำตามคำขอของพ่อได้จริงๆ! แม่ช่วยมาพาผมไปอยู่ด้วยทีเถอะครับ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็มองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยสายตาตำหนิ
ส่วนฟู่เหล่าชวนที่ได้ยินฟู่ต้าอันเรียกหาหญิงชรา เขาก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เขายังคงไม่ยอมถอย และเผชิญหน้ากับทุกสายตาที่จ้องมาที่เขาอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องนี้กันต่อดีกว่า พวกนายตกลงกันเองก็แล้วกัน เพราะตอนนี้ฉันเองก็ไม่มีเงินซื้อบ้านให้หรอก” ในที่สุด ฟู่เหล่าชวนก็ยอมถอยหนึ่งก้าว แต่คำพูดประโยคต่อมาของเขานั้นกลับทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
“ต้าอัน นายก็ลองถามพี่ชายของนายดูสิ ว่าก่อนที่แม่ของนายจะตาย เธอได้ทิ้งมรดกอะไรเอาไว้ให้นายบ้าง บางทีมรดกเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยนชีวิตของนายไปเลยก็ได้นะ ให้เขาเอามรดกพวกนั้นมาให้กับนายสิ นายจะได้เอาไปซื้อบ้านและแต่งงานยังไงล่ะ!” ในที่สุดฟู่เหล่าชวนก็พูดคำๆนี้ออกมา
“ไอ้หยา อาหก ผมไม่ได้อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องแบ่งมรดกกัน ดูร่างกายของผมตอนนี้สิ ช่วงนี้ผมรู้สึกเริ่มคัดจมูกและหายใจไม่ค่อยออกเท่าไหร่ คงต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสักหน่อยแล้ว เฮ้อ ที่จริงแล้วผมเองก็ควรจะได้ส่วนแบ่งนี้ด้วยใช่หรือเปล่า!?”
“ต้าหย่ง เป็นความจริงอย่างนั้นเหรอ?” ปู่หกมองไปที่ฟู่ต้าหย่งพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา
“ปู่หก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่พ่อของผมพูดทั้งหมด ก่อนที่แม่ของผมจะสิ้นใจ เธอได้มอบกล่องใบหนึ่งให้กับผมเอาไว้ โดยไม่ได้มีสิ่งของอื่นๆนอกจากนั้นอีกเลย” ฟู่ต้าหย่งได้คิดถึงเหตุการณ์ในวันนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่สิ เป็นเสิ่นซู่ฉีต่างหากที่วางแผนรับมือกับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
“ไม่มีทรัพย์สินอื่นเลยอย่างนั้นเหรอ? ต้าหย่ง พูดความจริงออกมาเถอะ จะไม่มีทรัพย์สินเลยได้อย่างไรกัน? ก็เห็นกันอยู่ว่าแม่ของนายมาจากตระกูลที่ร่ำรวยนี่นา!” เมื่อได้ยินว่าไม่มีทรัพย์สินใดๆเลย ฟู่เหล่าชวนจึงได้โพล่งออกมาทันที
“ต้าหย่ง แล้วกล่องใบนั้นยังอยู่หรือเปล่า? ถ้ายังอยู่ ปู่ขอดูมันหน่อยได้ไหม?”
“ปู่หกครับ ผมได้ให้เสี่ยวฮั่วไปเอามันออกมาแล้วครับ”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกมาจากห้องและยื่นกล่องใบนั้นให้กับฟู่ต้าหย่ง
“ปู่หก นี่คือกล่องใบนั้นครับ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับยื่นกล่องในมือของเขาให้กับปู่หก
“อืม ตอนนี้สายตาของฉันพร่ามัวจนมองอะไรไม่ค่อยชัดแล้ว ฉันจะให้กวางจง ลุงของนายอ่านมันให้ฟังก็แล้วกัน กวางจง เหย้าจู่ พวกนายช่วยดูหน่อยสิ ว่าซู่ฉีได้ทิ้งอะไรไว้ให้พวกเขาบ้าง”
ฟู่กวางจงที่ได้ยินเช่นนั้นก็รับมันมา ก่อนจะพบกับจดหมายที่มีตราประทับเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ด้านในกล่องใบนั้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นจดหมายที่ถูกส่งต่อกันมาให้คนรุ่นหลังได้อ่าน
ฟู่เหล่าชวนมองไปที่กล่องใบนั้นอย่างไม่ละสายตา แต่เมื่อเขาเห็นมันถูกเปิดออก และพบว่ามีเพียงกระดาษปึกหนึ่งอยู่ข้างในเท่านั้น เขาจึงดูเป็นกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมกัน ไม่มีทองคำ เงิน หรือเครื่องประดับใดๆเลยอย่างนั้นหรือ?
หลังจากที่ ฟู่กวางจงอ่านจบ เขาก็ได้มองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เหล่าชวนก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พ่อครับ พวกเราอ่านจบแล้ว” ฟู่กวางจงใส่จดหมายทั้งหมดกลับลงไปในกล่องดังเดิม พร้อมกับมองไปที่พ่อของเขา
“ต้าหย่ง ช่วยบอกปู่หน่อยได้ไหมว่าก่อนที่แม่ของหลานจะเสียชีวิต เธอได้พูดอะไรกับหลานบ้าง?”
“ปู่หก ก่อนที่แม่ของผมจะเสียชีวิต เธอได้ยื่นกล่องใบนี้ให้กับผมครับ และเธอได้บอกกับผมว่าห้ามเอาของที่อยู่ข้างในออกมาจนกว่าพ่อของผมจะถามว่าแม่ทิ้งอะไรเอาไว้ให้พวกเราบ้าง” ฟู่ต้าหย่งก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ซู่ฉีช่างเป็นแม่ที่ดีมากจริงๆ แม้แต่ลูกสะใภ้ของฉันเองก็ยังเทียบเธอไม่ติดเลย พูดต่อเถอะ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของนายเลย!” เมื่อครั้งที่เสิ่นซู่ฉียังมีชีวิตอยู่ ปู่หกก็ได้แวะมาเยี่ยมและพูดคุยกับเธออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเสิ่นซู่ฉีเองก็มักจะให้ซาลาเปากับเขาอยู่เสมอ
“แม่ของผมบอกว่าก่อนที่เธอจะไม่สบาย เธอได้หย่ากับพ่อของผมแล้ว และเธอก็ได้จัดการเรื่องต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัวทั้งหมดโดยระบุเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วด้วยครับ ซึ่งบ้านเก่าของพวกเราที่พ่ออาศัยอยู่ตอนนี้และโฉนดที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมด ต่างก็เป็นชื่อของแม่แต่เพียงผู้เดียว”
“เดิมที ที่ดินทั้งฝั่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นที่ดินที่ซื้อด้วยเงินสินสอดของแม่ ซึ่งแม่ได้บอกกับผมว่า แม้ว่าพ่อจะทำไม่ดีต่อเธอก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายเช่นกัน และเธอก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นพ่อมีชีวิตที่น่าสังเวชในวัยชรา”
“แม่จึงใช้ปิ่นปักผมสีทองที่เป็นสินสอดของเธอเพื่อซื้อที่ดินทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเอาไว้ แต่เนื่องจากต้าอันยังไม่ได้แต่งงาน แม่จึงได้สงวนที่ผืนนั้นเอาไว้ให้กับต้าอันหลังจากที่เขาแต่งงาน ทว่าหากพ่อของผมแต่งงานใหม่ ก็ให้ต้าอันสร้างกำแพงแบ่งครึ่งบนที่ดินผืนนั้นได้เลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่ร่วมกันสองครอบครัว”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่ต้าหย่งพูด ฟู่ต้าอันก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม่ได้ทิ้งสิ่งดีๆเอาไว้ให้กับเขามากมายขนาดนี้ จึงทำให้เขายิ่งร้องไห้ออกมาด้วยความสะเทือนใจ
ตอนที่ 55 จดหมายฉบับสุดท้าย
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังฟู่เยี่ยน ในตอนนี้เขาดูไม่เหมือนอาสามที่มักจะอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลาเลยแม้แต่น้อย! หากย่าของเธอมาเห็นสภาพของเขาตอนนี้ คงจะต้องเป็นทุกข์มากแน่ๆ!
“แม่ของผมยังบอกอีกว่าที่ดินทางทิศตะวันตกนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง โดยฝั่งที่อยู่ทางตะวันตกนั้น เธอจะสร้างบ้านที่มี 5ห้องเอาไว้สำหรับพ่อของผม ส่วนฝั่งตะวันออกจะเป็นบ้านที่มี 2ห้อง เธอจะยกมันให้กับต้านี แม่บอกกับผมว่าแม่ติดค้างต้านีมากที่สุดในชีวิตแล้ว แม่ไม่ได้ช่วยอะไรในการแต่งงานของต้านีเลย จึงอยากจะมอบห้องทั้ง 2ห้องให้กับต้านีครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้านีก็ได้สะอื้นออกมาเบาๆ และวินาทีต่อมา เธอก็ต้องร้องไห้อีกครั้ง
“แม่ยังมอบเตียงเก่าที่แม่ใช้ตอนมีชีวิตให้กับซู่เหมยอีกด้วย ส่วนชุดเก้าอี้นั้น แม่ได้มอบให้กับต้าจวง โต๊ะเครื่องแป้งมอบให้ต้านี และอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยต่างๆได้มอบให้กับต้าอัน เพื่อจะได้มอบให้กับภรรยาของเขาในอนาคต โดยแม่ได้บอกเอาไว้ว่า สิ่งของพวกนี้จะเป็นตัวแทนของแม่”
“ซึ่งบ้านขนาด 5ห้องในที่ดินทางทิศตะวันตกนั้นก็เพียงพอที่จะให้พ่อของผมได้อาศัยอยู่แล้ว และแม่ก็ได้พูดย้ำกับผมหลายครั้งมากๆ โดยเธอได้บอกว่าหากพ่อไม่มาถามถึงทรัพย์สินที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา ห้ามผมพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ผมจึงต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ตลอดมา”
“ซึ่งตอนนี้พ่อก็ได้ถามถึงมันแล้ว แต่ถึงแม้ว่าพ่อจะอยากขายมันให้กับคนอื่นก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้หรอกครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ความกตัญญูต้องมาก่อนเสมอ!”
หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบ ก่อนที่ปู่หกและคนอื่นๆจะได้พูดอะไร ฟู่เหล่าชวนก็ได้ตะโกนแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“หย่าอย่างนั้นเหรอ? ฉันได้หย่ากับเสิ่นซู่ฉีเมื่อไหร่กัน? เธอยังเป็นสมาชิกในครอบครัวของตระกูลฟู่อยู่ แม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม เธอก็ยังคงเป็นคนของตระกูลฟู่!” ฟู่เหล่าชวนไม่คิดเลยว่าเขาไม่เพียงแต่ไม่ได้สมบัติเท่านั้น แต่ตอนนี้เขายังต้องมีปัญหากับทุกคนที่อยู่ที่นี่อีกอย่างนั้นหรือ?
สำหรับข้าวของที่เสิ่นซู่ฉีเคยใช้ ฟู่เหล่าชวนไม่ได้มีความรู้สึกเสียดายมันเลย เพราะตอนนี้มันได้ถูกกองรวมกันเอาไว้ที่ลานในทิศตะวันออกของบ้านซึ่งไม่มีใครแตะต้องมันเลย และหนิวชุ่ยฉวาก็ได้นำข้าวของเครื่องใช้ใหม่เข้ามาแทนที่ทั้งหมด ทั้งยังทำมาจากไม้เนื้อดีอีกด้วย
“ปู่หกครับ แม่ของผมได้หย่าแล้วจริงๆ ซึ่งป้าของผม คุณย่าเหล่าเถียน และหัวหน้าหมู่บ้านเป็นพยานเรื่องนี้ได้ครับ ทั้งยังมีเอกสารจากหัวหน้าหมู่บ้านเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย”
ทันใดนั้น ปู่หกก็ได้จิบชา ก่อนจะวางแก้วลงและพูดช้าๆว่า “ใช่แล้วล่ะ พ่อกับแม่ของหลานได้หย่าร้างกันแล้ว และโฉนดที่ดินทั้งหมดของครอบครัวก็เป็นชื่อแม่ของหลานอีกด้วย ซึ่งพ่อของหลานเองก็ได้ลงนามรับรองเรื่องนี้เอาไว้แล้วด้วย”
“เสิ่นซู่ฉีก็แค่พูดไร้สาระไปอย่างนั้นเอง! เราไม่ได้หย่ากันสักหน่อย!” ฟู่เหล่าชวนพูดพร้อมกับสั่นไปทั้งตัว
ทันใดนั้นเอง ปู่หกที่เห็นท่าทางของเขาจึงได้พูดออกไปด้วยสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ว่า “ชวนจื่อ นายขังต้าหย่งเอาไว้ถึง 3วันเพื่อไม่ให้เขาไปรายงานตัวเข้าร่วมกองทัพ! ซึ่งไม่ว่าเธอจะขอร้องยังไง แต่นายก็ยังคงมีท่าทีที่เมินเฉย ในตอนนั้นซู่ฉีทนไม่ไหวและได้พูดเรื่องนี้กับฉันด้วยเหมือนกัน ต่อมาต้าหย่งก็ได้สละสิทธิ์ของเขาให้กับต้าจวง นายถึงได้ยอมปล่อยเขาออกมา”
“ซึ่งหลังจากที่ต้าจ้วงได้เข้าร่วมกองทัพแล้ว ซู่ฉีก็ไม่อยากที่จะอยู่บ้านเดียวกับนายอีกต่อไป เธอไม่อยากแม้แต่จะพูดกับนายเสียด้วยซ้ำ จึงได้ไปหารือเรื่องหย่าร้างที่สำนักงานหมู่บ้าน จากนั้นเธอก็ได้นำทะเบียนสมรสกลับมาที่สำนักงานหมู่บ้านพร้อมกับลงนามในใบหย่า”
“ซึ่งใบรับรองนั้นประกอบด้วยลายมือของนาย ลายมือของฉัน และลายมือของเหล่าซ่ง เรายังได้ทำสำเนาของใบรับรองนั้นเก็บเอาไว้ที่ห้องโถงบรรพบุรุษของตระกูลฟู่ และสำนักงานหมู่บ้านอีกด้วย”
“กวางจง ช่วยไปเอาใบรับรองนั่นมาให้เขาดูหน่อยสิ!” หลังจากที่ปู่หกพูดจบ เขาก็ได้จิบชาแล้วพูดต่อ “ส่วนบ้านของนาย ตอนที่ซู่ฉีกับนายแต่งงานกัน พวกนายได้พูดคุยกันเกี่ยวกับการซื้อบ้านด้วยเช่นกัน แต่เป็นเพราะนายกลัวว่าจะถูกชาวบ้านนินทาและมองว่านายชุบมือเปิบ! ฮึ่ม! นายจึงได้ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อที่จะจดทะเบียนในชื่อของซู่ฉี”
“นายลืมเรื่องนี้ไปแล้วอย่างนั้นเหรอ? นายไม่ได้แก่ถึงขั้นขี้ลืมสักหน่อย! อีกอย่างบ้านหลังนั้นก็ถูกซื้อมาด้วยสินสอดของซู่ฉีทั้งหมด ซึ่งนายไม่ได้ช่วยจ่ายเงินเลยแม้แต่หยวนเดียวไม่ใช่เหรอ? และการที่ซู่ฉีทิ้งจดหมายฉบับนี้ แต่ลูกของนายไม่เคยคิดจะเปิดอ่านมันเลย นั่นก็เป็นเพราะเขาเชื่อฟังและกตัญญูต่อแม่ของเขายังไงล่ะ? แบบนี้นายยังมีหน้ามาขอส่วนแบ่งกับพวกเขาอีกอย่างนั้นเหรอ?”
“เหย้าจู่ นายไปเรียกลุงซ่งกับพี่สะใภ้ของนายมาที่นี่หน่อย เพราะพวกเขาทั้งคู่รู้เรื่องนี้ดี มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะจำเรื่องนี้ได้หรือเปล่า! ใครเคยทำอะไรไว้ก็ควรรู้แก่ใจดีอยู่แล้ว!”
ด้วยคำพูดของปู่หก จึงทำให้ฟู่เหล่าชวนตัวแข็งทื่อไปทันที และสีหน้าของเขาก็ดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด นี่เขาเสียข้าวสารไปหนึ่งกำมือ แต่กลับไม่ได้ไก่เลยสักตัวอย่างนั้นหรือ!
ไม่นานนัก เหล่าซ่ง พ่อของหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้มาถึง และภรรยาของฟู่กวางจงก็ได้มาถึงด้วยเช่นกัน
“เหล่าซ่ง เนื่องจากคุณเป็นคนจดทะเบียนบ้านของชวนจื่อ ดังนั้นคุณจึงเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด คุณยังพอจะจำเรื่องราวในวันนั้นได้หรือเปล่า?”
“ฉันยังจำเรื่องนี้ได้ดี ในวันนั้นหลานชายคนโตได้มาที่บ้านของฉัน และได้บอกกับฉันว่าเขาจะเอาเงินสินสอดของหลานสะใภ้มาซื้อบ้าน และต้องบันทึกเป็นชื่อของหลานสะใภ้ รวมถึงที่ดินทั้งหมดด้วยเช่นกัน”
“แต่ก็มีที่ดินผืนหนึ่งที่ถูกแบ่งครึ่ง โดยครึ่งหนึ่งจะเป็นชื่อของหลานชายคนโต ซึ่งน่าจะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในที่ดินทางทิศตะวันตก และอีกครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกนั้นยังคงเป็นชื่อของหลานสะใภ้ ซึ่งฉันเป็นคนรับรองคำขอนี้ด้วยตัวเอง”
คำพูดของเหล่าซ่งนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อฟู่เหล่าชวนเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาคิดในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเขากำลังคิดว่าเสิ่นซู่ฉีทำเกินไปแล้ว!
หลังจากที่เหล่าซ่งพูดจบ เขาก็ได้เดินไปรอบๆลานบ้าน เพื่อชมดอกไม้และพืชพันธุ์ต่างๆที่ฟู่เยี่ยนได้ปลูกเอาไว้ ก่อนที่จะขอตัวกลับไป
“สะใภ้ใหญ่ เธอยังจำเรื่องการหย่าร้างของซู่ฉีได้หรือเปล่า? ช่วยบอกเรื่องนี้กับชวนจื่อหน่อยสิ”
“พ่อคะ หนูจำเรื่องนี้ได้ดีเลยล่ะค่ะ เพราะครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวแรกในหมู่บ้านที่มีการหย่าร้าง แต่เพียงแค่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เท่านั้น! ชวนจื่อ ทั้งที่ลูกและหลานของนายต่างก็เป็นเด็กที่กตัญญูและกำลังจะมีอนาคตที่ดี แต่ทำไมนายถึงยังไม่พออีกล่ะ?”
“ตอนนี้ต้าจวงก็รับราชการทหาร อีกทั้งเสี่ยวจินก็กำลังจะกลายเป็นทหารอีกคน หากฉันมีหลานชายแบบนี้บ้างล่ะก็ ฉันคงจะดีใจจนยิ้มทั้งวันไปแล้ว! ต้าจวง ตอนนี้ยศของนายอยู่ระดับไหนแล้ว?”
“ป้าสะใภ้ครับ ตอนนี้ผมได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการกองพันแล้วครับ” ฟู่ต้าจวงพูดออกมาตามความจริง
“ดูสิ เขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง ทั้งยังมีความสามารถอีกด้วย แม้ว่าหลานชายของฉันก็เป็นทหารเหมือนกันก็ตาม แต่ตอนนี้เขามีตำแหน่งเพียงแค่หัวหน้าหมวดเท่านั้น! ชวนจื่อ ทั้งที่ชีวิตของนายดีขนาดนี้ ทำไมนายถึงทำให้มันแย่ลงด้วยล่ะ!”
“ฮึ่ม! หากใจของคนเรามีความเอนเอียง ก็มักจะเห็นผิดเป็นถูกอยู่เสมอนั่นแหละ!” ปู่หกพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหล่าชวนก็ได้ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้!
“อาหก ผมยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูด ไม่ว่าผมจะทำเรื่องที่ดูแย่มากแค่ไหน แต่ผมก็ยังคงเป็นพ่อของพวกเขา และผมก็เป็นคนที่เลี้ยงดูพวกเขามาตั้งแต่เด็กจนโต ดังนั้นหากจะมีการแบ่งทรัพย์สินของครอบครัว ผมก็ควรจะได้รับค่าเลี้ยงดูด้วยเหมือนกัน ลูกชายคนโตและลูกชายคนรองจะต้องให้ค่าเลี้ยงดูกับผม ซึ่งหากจะนับแล้ว ทั้งสองแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองได้ 18ปีแล้ว ดังนั้นพวกเขาก็ควรจะจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลา 18ปีให้กับผมด้วย ส่วนต้าอัน จะต้องจ่ายให้กับผมหลังจากนี้!” เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เหล่าชวน ทุกคนต่างก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“ทำไมกัน ไม่มีใครจะพูดะไรหน่อยเลยอย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเรามาคำนวนกันหน่อยดีกว่า หากต้องจ่ายเดือนละ 10หยวน ปีหนึ่งก็จะเป็นเงิน 120หยวน 10ปีก็เป็นเงิน 1,200หยวน ฉันคิดพวกนายคนละ 2,000หยวน ก็แล้วกัน! ส่วนต้าอัน ปีนี้นายเพิ่งจะอายุ22 นายจ่ายมาแค่ 500หยวนก็พอแล้ว!”
ช่างโลภมากอะไรเช่นนี้! นี่ฟู่เหล่าชวนบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ!
“ฉันไม่คิดเลยว่านายจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้!” ปู่หกด่าเขาออกไปตามตรง
“ปู่หก อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยครับ เสี่ยวมู่ ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านกับลุงเฉิงมาหน่อย เราจะขอให้พวกเขามาเป็นพยาน! ปู่หก ระหว่างรอพวกเขา มาดื่มชากันก่อนดีกว่าครับ” ฟู่ต้าหย่งกล่าวเชิญทวดหก ก่อนจะรินชาให้ และรอไปพร้อมกับทุกคน
ซึ่งตอนนี้ปู่หกเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อแล้วเช่นกัน เพราะไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องมาพูดกับคนไร้ยางอายแบบนี้
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านและฟู่เฉิงได้ยินเรื่องนี้ ทั้งสองจึงได้รีบมาในทันที
“หัวหน้าหมู่บ้าน ฟู่เฉิง ที่ฉันเชิญทั้งสองมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อที่จะพูดคุยถึงเรื่องเงินค่าเลี้ยงดูพ่อของฉัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจะจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูผู้อาวุโสหรอกนะ ที่จริงแล้วเป็นพ่อของฉันต่างหากล่ะที่ขอมัน แต่เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย และเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ฉันจึงต้องทำแบบนี้ ปู่หกครับ นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของแม่ เชิญปู่หกอ่านมันได้เลยครับ!”
“กวางจง ช่วยอ่านให้ฉันฟังหน่อยสิ!” ปู่หกมองไปที่ฟู่เหล่าชวน เด็กคนนี้ช่างมีนิสัยเหมือนแม่ของเขาทุกประการจริงๆ!
ซึ่งหลังจากที่ฟู่กวางจงอ่านจดหมายของเสิ่นซู่ฉีจบ ทุกคนรวมไปถึงฟู่ต้าจวงและฟู่ต้านีต่างก็รู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่แม่ของพวกเขาทำเป็นอย่างมาก
ซึ่งเนื้อหาในจดหมายได้เขียนเอาไว้ว่า: ต้าหย่ง ต้าจวง ต้าอัน ต้านี เด็กดีของแม่ แม่รู้ดีว่าคนอย่างฟู่เหล่าชวนนั้นจะต้องแต่งงานใหม่อย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้เขาเองก็ได้มีความสัมพันธ์กับหญิงหม้ายในหมู่บ้านข้างๆแล้วด้วย!
หากเขาจะมาขอค่าเลี้ยงดูจากลูก และต้องการที่จะฟ้องร้องเรื่องที่ลูกไม่แสดงความกตัญญูต่อเขา ให้ลูกเอาบ้านหลังนี้แทนค่าเลี้ยงดูได้เลย หากคำนวณค่าเลี้ยงดูตั้งแต่วันที่เกษียณอายุแล้ว บ้านหลังนี้ก็คงจะชดเชยได้พอดี
โดยมีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อย เขาจะต้องลงนามในจดหมายและมีใบรับรองนี้แนบมาด้วย เพื่อที่จะยืนยันว่าลูกได้จ่ายค่าเลี้ยงดูกับเขาไปแล้ว และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกันอีก ยกเว้นแค่เรื่องทำศพให้กับเขาตอนที่เขาเสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น!
นอกจากนี้ หากเขายังขอค่าเลี้ยงดูอีก ข้อยกเว้นเรื่องจัดงานศพจะถือเป็นโมฆะในทันที
และนี่ก็คือเนื้อหาในจดหมายฉบับสุดท้ายที่เสิ่นซู่ฉีได้ทิ้งเอาไว้!
จบตอน
Comments
Post a Comment