ตอนที่ 531: เตรียมงาน
หลังจากที่กลับออกมาจากเรือนจำ ฟู่เยี่ยนก็ค่อนข้างยุ่งมาก และไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่นเปียวก็ได้กลับมาพร้อมกับหูจินและฉางหยู่เซิง
พวกเขานำข้อมูลกลับมามากมาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยืมมาจากห้องเอกสาร และจะต้องนำกลับไปคืนก่อนเดินทางกลับหมู่บ้านเฟิงเหอ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีอายุกว่าร้อยปี ทุกคนจึงต้องช่วยกันจัดเรียงและจัดการข้อมูลเหล่านี้ให้เรียบร้อยในช่วงเวลานี้
เนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงหมู่บ้านเฟิงเหอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆทั่วทั้งเมืองอีกด้วย แม้ว่าข้อมูลบางปีจะไม่ได้บันทึกเอาไว้ก็ตาม แต่ก็ยังคงคาดเดาผ่านสภาพอากาศและข่าวสารต่างๆในปีนั้นได้
ตัวอย่างเช่น มีอยู่ปีหนึ่ง จู่ๆก็ได้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงขึ้น ทำเอาแม่น้ำสาขาต่างๆต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤต หรือไม่ก็มีภัยพิบัติทางธรณีวิทยาต่างๆ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศขึ้นนั่นเอง
ผู้อำนวยการหลี่เรียกทุกคนให้มาประชุมโดยด่วนที่สุด หลังจากที่อธิบายถึงเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะมีคนตกใจหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกคนก็เริ่มทำงานในทันที
ไม่เว้นแม้แต่มู่อี้อันที่ขายังไม่หายดีก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน หากจะพูดถึงเรื่องค่ายกล เขาเป็นหนึ่งในกำลังหลักอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไร เขากับฟู่เยี่ยนก็ถือเป็นคนที่ทำงานเข้าขากันที่สุด ทั้งสองสามารถรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายเพียงการมองตาแค่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
“ฟู่เยี่ยน เธอหาข้อมูลมากมายขนาดนี้มาได้อย่างไร ?” มู่อี้อันมองไปที่สมุดบันทึกและข้อมูลต่างๆที่วางอยู่บนโต๊ะ
“พวกเราทำงานกันเป็นทีม และทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง เมื่อเจอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ก็ให้คัดลอกมาและทำสรุปรายวัน จากนั้นเราก็มาดูผลลัพธ์เพื่อกำหนดทิศทางการค้นหาของวันถัดไป”
ฟู่เยี่ยนหยิบบันทึกขึ้นมาดูเป็นคนแรก ซึ่งก็พบว่ามันมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ข้อมูลต่างๆถูกบันทึกเอาไว้ในนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่สภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภัยพิบัติทุกประเภทอีกด้วย
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้คำนวณว่าการเสื่อมถอยของชีพจรมังกรนั้นน่าจะเริ่มขึ้นเมื่อห้าสิบหรือไม่ก็หกสิบปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นสาธารณรัฐจีนอยู่ ดังนั้นบันทึกนี้จึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญเลยก็ว่าได้
พวกเขาไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะเริ่มทำงานของตัวเองทันที ทางด้านเหล่าชายชราก็ดูจะตื่นตัวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ปัญหานี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงกำลังครุ่นคิดว่าตัวเองเคยพบเบาะแสเกี่ยวกับชีพจรมังกรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบ้างหรือเปล่า
เนื่องจากพักพรตเผยสงสัยว่ามีชีพจรมังกรบนภูเขาเหมาซาน ดังนั้นเขาจึงได้เป็นแขกรับเชิญในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ชายชราหลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่
ต้องบอกเลยว่าเมื่อพวกเขามารวมตัวกันครั้งนี้ ก็ได้พบเบาะแสเกี่ยวกับชีพจรมังกรมากยิ่งขึ้น จากนั้นพวกเขาก็ได้ค้นหาตามตำแหน่งของแผนที่ และทำเครื่องหมายลงบนภูเขาทั้งหมดที่สงสัยว่าจะมีชีพจรมังกรอยู่
เมื่อเห็นถึงตำแหน่งต่างๆ ผู้อำนวยการหลี่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้ว่าเหล่าหนุ่มสาวจะมีความสามารถในการทำงาน แต่ถ้าพูดถึงประสบการณ์ที่โชกโชน ก็ยังต้องยกให้บรรดาผู้ร่วมงานรุ่นเก๋าเหล่านี้อยู่ดี
ในเวลาเพียงไม่กี่วัน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านเฟิงเหอตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกไขข้อสงสัยลงอย่างสมบูรณ์
“เคยมีแม่น้ำอยู่ที่เชิงเขาในหมู่บ้านเฟิงเหอจริง แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อประมาณหกปีที่ผ่านมา เกิดภัยแล้งที่รุนแรงจนทำให้แม่น้ำสายนั้นเหือดแห้งไปในที่สุด และไม่มีน้ำอีกต่อไป”
“และเมื่อปีก่อน ต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านก็ได้ถูกฟ้าผ่าจนยืนต้นตาย”
หูจินสรุปการสำรวจข้อมูลของเธอในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
“ทั้งหมดนี้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ฉันคิดว่าแม่น้ำสายนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลด้วย ส่วนต้นไม้ใหญ่พวกนั้นน่าจะเป็นตาของค่ายกล เนื่องจากตาของค่ายกลถูกทำลาย ค่ายกลก็เลยถูกทำลายลงไปด้วย ดังนั้นกลิ่นอายของชีพจรมังกรทั้งหมดจึงได้รั่วไหลออกมา”
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าฟ้าผ่าในครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน มีคนที่รู้เรื่องนี้พยายามจะขโมยชีพจรของมังกร แต่กลับล้มเหลวจนถูกโจมตีกลับนั่นเอง
ชีพจรมังกรแต่ละแห่งจะมีค่ายกลป้องกันตัวเองอยู่แล้ว เช่นเดียวกับมังกรยักษ์ที่อยู่บนภูเขาไท่ผิง ซึ่งมีวัดเสือขาวคอยป้องกันอยู่ และการที่ฟ้าผ่าลงมานั้นคงจะเป็นการป้องกันตัวเองขั้นสุดท้าย
แต่เมื่อค่ายกลถูกทำลายลง ชีพจรมังกรจึงไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะซ่อมแซมตัวเองได้ จึงต้องซ่อนตัวไป เมื่อพิจารณาจากเรื่องของมังกรขาว หากเป็นเช่นนี้ บางทีเธออาจจะปลุกชีพจรมังกรในหมู่บ้านเฟิงเหอขึ้นมาอีกครั้งก็ได้
ครั้งนี้คงไม่มีโชคดีแบบครั้งก่อนอีกแล้ว มังกรขาวยอมสละพลังทั้งหมดของตัวเอง เพราะแม่ของเสี่ยวเฮยเป็นพี่น้องกับมัน
ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้สนใจ เพราะเธอสัญญากับมังกรยักษ์เอาไว้แล้วว่าจะช่วยปกป้องชีพจรมังกร ซึ่งเธอก็จะทำตามที่สัญญาเอาไว้อย่างดีที่สุด แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีพลังมากมาย แต่ก็ยังเชื่อว่าเสี่ยวเฮยจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับบุญกุศลของเธอได้
“เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนั้น ? หากมันไม่มีข้อผิดพลาดใดเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากค่ายกลซ่อมแซมนี้เกิดผิดพลาดขึ้น ทุกคนก็จะได้รับบาดเจ็บไปด้วย” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อยเกี่ยวกับความปลอดภัยของฟู่เยี่ยนและคนอื่น
“หากคุณปู่ต้องการความแน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณปู่คงต้องไปดูมันเองแล้วล่ะค่ะ จากสิ่งที่หนูเห็นเมื่อครั้งล่าสุด หนูคิดว่ามันไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย” ฟู่เยี่ยนรู้ดีอยู่ในใจ หากชายชราเป็นคนยืนยันสิ่งนี้อีกครั้ง ทุกอย่างคงจะชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ รีบลงมือเถอะ เรื่องนี้ควรจะรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ฟู่เยี่ยน หากเธอต้องการความช่วยเหลือก็บอกมาได้เลยนะ” ผู้อำนวยการหลี่ยังคงต้องการที่จะเริ่มภารกิจครั้งนี้โดยเร็วที่สุด และหลังจากที่ตรวจสอบทุกอย่างแล้ว เขาค่อยรายงานต่อผู้บังคับบัญชาอีกที ทั้งยังคงสนับสนุนฟู่เยี่ยนอย่างเต็มที่อีกด้วย
“ก่อนหน้านี้หนูพักอยู่ที่บ้านของเพื่อนร่วมชั้น ครั้งนี้เราจึงไม่ต้องกังวลอะไรเลย ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงงานวิจัย แต่หนูหวังว่าทางหน่วยงานจะประสานงานและออกใบรับรองให้เรา คงจะดีไม่น้อยหากจะเป็นใบรับรองจากมหาวิทยาลัยของเราค่ะ”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาว่าครั้งนี้เธอต้องขึ้นไปบนภูเขาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเธอจึงต้องไปทักทายหัวหน้าหมู่บ้านก่อน ทั้งยังต้องจ่ายเงินให้กับครอบครัวของเหวินเฉียงอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นค่าอาหารและค่าที่พักด้วย
“ไม่มีปัญหา เรื่องรายละเอียดพวกเธอไปจัดการกันเอง ฉันจะออกเอกสารรับรองให้ทุกอย่าง ส่วนบัตรประจำตัวของหน่วย753 ให้พยายามใช้น้อยที่สุด ฉันจะจัดหาอีกสถานะหนึ่งให้พวกเธอใช้แทน”
เรื่องนี้จะต้องถูกเก็บเป็นความลับระดับสุดยอด ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่ หากมีคนรู้เรื่องนี้เข้าคงจะไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นจึงต้องระวังคนที่มีเจตนาไม่ดีเหล่านี้เอาไว้ด้วย
ผู้อำนวยการหลี่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ก่อนจะตัดสินใจว่าให้เธอไปในนามของมหาวิทยาลัยตี้ตูคงจะสะดวกกว่า ตราบใดที่มีใบรับรองนี้ ชาวบ้านก็จะไม่พูดอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบดำเนินการโดยประสานไปยังสำนักงานวิชาการของมหาวิทยาลัยตี้ตูเพื่อที่จะขอออกบัตรประจำตัวสำหรับอาจารย์และนักศึกษาให้กับฟู่เยี่ยนและคนอื่นในทันที
“ครั้งนี้เราจะเดินทางโดยรถยนต์ โดยจะมีรถสองคัน มีใครขับรถเป็นบ้างไหม หากไม่มี ฉันจะขอให้เสี่ยวไป๋มาขับให้” ผู้อำนวยการหลี่เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง เขาเองก็สนิทกับไป๋โม่เฉินเช่นกัน
“ผู้อำนวยการ ผมขับได้ครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยขับรถขนพืชผลทางการเกษตรที่บ้าน” เชอต้าไห่ยกมือขึ้นในทันที
“หนูเองก็ขับได้เหมือนกันค่ะ ช่วงนี้พี่ไป๋โม่เฉินคงจะงานยุ่งมาก และยังต้องเข้าร่วมการสัมมนาอีกด้วย”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตาบอด นี่เป็นโอกาสที่ดีที่ไป๋โม่เฉินจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาเลือก ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องการที่จะให้เขาเลื่อนการเรียนออกไปเพราะเรื่องของเธอ
“เธอขับรถเป็นด้วยเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย แล้วเราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่ดีล่ะ ?” ผู้อำนวยการหลี่ยังคงเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก ซึ่งฟู่เยี่ยนก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“หนูต้องเตรียมของอีกนิดหน่อยค่ะ เอาไว้อีกสองวัน เรามาเจอกันที่นี่ก็แล้วกันค่ะ ใครมีคำถามอะไรอีกไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนยังคงต้องเตรียมยันต์ต่างๆ สำหรับการตั้งค่ายกล
การที่จะซ่อมแซมค่ายกลนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนกับตั้งค่ายกลขึ้นมาใหม่ หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้ เรื่องทั้งหมดก็จะเป็นไปได้ด้วยดี
ตอนนี้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามแผนเดิมที่วางไว้ และไม่สามารถทำพลาดได้แม้แต่น้อย ดังนั้นช่วงนี้จึงมีงานที่ต้องทำมากมายเลยทีเดียว
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้รีบเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที เธอตรวจสอบค่ายกลป้องกันทั้งหมดอย่างละเอียด ในหัวคิดวางแผนอย่างรอบคอบ และตั้งใจวาดยันต์ทั้งหมดที่อาจต้องใช้ออกมาให้พร้อมล่วงหน้า
เมื่อเสี่ยวเฮยเห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังยุ่งอยู่ มันก็ไม่ได้สนใจเธอมากนัก และยังคงดื่มด่ำกับแสงแดดบนแท่นศิลาสีครามด้วยความสบายใจ ที่นี่ช่างเป็นที่ที่ทำให้มันรู้สึกสบายใจมาก
พอฟู่เยี่ยนวาดยันต์เสร็จแล้วไปดูเสี่ยวเฮย ก็พบว่าเจ้าตัวกำลังพ่นไฟเล่นอยู่ในห้องปรุงยา ทำเอาฟู่เยี่ยนตกใจแทบแย่ นี่มันเป็นมังกรไฟอย่างนั้นหรือ ?
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงคิดกับตัวเองว่ามันสามารถพ่นน้ำได้ด้วยหรือเปล่า ? เธอจึงได้อุ้มเสี่ยวเฮยขึ้นมา ก่อนจะพามันไปที่บ่อน้ำและสอนให้มันอมน้ำเข้าไปในปริมาณมากๆ จากนั้นก็สอนให้มันพ่นน้ำออกมา
หลังจากที่มันเอาน้ำเข้าไปในปาก มันก็ได้กลืนลงไปและไม่ได้พ่นออกมา จากนั้นมันก็ลองทำดูอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม จนสุดท้ายมันก็ได้ดื่มน้ำในบ่อน้ำไปเกือบครึ่ง…..
ฟู่เยี่ยน: ……สิ่งที่คิดนั้นผิดทั้งหมด ฉันไม่ควรสอนให้มันดื่มน้ำเลยจริงๆ
ในขณะที่เธอกำลังรู้สึกเศร้าอยู่นั้น จู่ๆ เสี่ยวเฮยก็ได้ทำเสียงราวกับว่ามันกำลังจะอาเจียน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเห็นมันพ่นน้ำกลับลงไปในบ่อน้ำอีกครั้ง และยังมีปลาตัวเล็กพร้อมกับกุ้งออกมากับน้ำอีกด้วย
ใช่แล้ว นี่คือการปลุกความสามารถทางเผ่าพันธุ์ของมัน...
ตอนที่ 532: ออกเดินทางอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน หลังจากที่กินข้าวเสร็จ เธอก็ได้บอกฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยว่าเธอต้องเดินทางไปทำภารกิจอีกครั้ง
ในตอนแรกทั้งสองก็รู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกนั้นก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้แล้ว
“แม่รู้ว่าลูกกำลังทำเรื่องที่สำคัญมากๆอยู่ และพ่อกับแม่ก็ไม่สามารถหยุดลูกได้ด้วย แต่มีเรื่องหนึ่งที่แม่อยากจะขอกับลูก เวลาที่ออกไปข้างนอก แม่ขอให้ลูกใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยนะ อย่าทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป” หวังซู่เหมยพูดเน้นย้ำกับลูกสาว
“แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะทำตามที่แม่บอกอย่างเคร่งครัด แม่ไม่รู้หรืออย่างไรกันว่าลูกสาวของแม่เก่งแค่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก
“ไม่ว่าลูกจะเก่งแค่ไหนก็เถอะ แต่ลูกก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองด้วย ! พวกเราทุกคนต่างก็เป็นห่วงลูกกันทั้งนั้น ยังมีอีกเรื่อง ลูกจะกลับมาเมื่อไหร่ ? นี่ก็ใกล้จะถึงวันหมั้นของลูกแล้วนะ !” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมาอีกครั้ง
คงไม่ดีหากจะพลาดวันหมั้นหมายของตัวเอง เพราะในชีวิตคนเราก็มีเหตุการณ์สำคัญเพียงหนึ่งหรือสองเหตุการณ์เท่านั้น
ฟู่เยี่ยนก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะนับวันในทันที ตอนนี้เหลือเวลาเพียงหนึ่งเดือนครึ่งก็จะถึงวันหมั้นของเธอแล้ว
“อย่ากังวลไปเลยค่ะแม่ หนูจะรีบทำงานให้เสร็จ แค่ไม่กี่วันหนูก็คงจะกลับมาแล้ว และครั้งนี้หนูจะกลับมาแบบไม่มีรอยขีดข่วนใดๆอีกด้วย หนูจะต้องกลับมาทันงานหมั้นอย่างแน่นอนค่ะ” ฟู่เยี่ยนยืนยันกับหวังซู่เหมยอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไม่มีเรื่องไหนสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว! เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม” อย่างที่บอกไว้ ฟู่เยี่ยนไม่ควรพลาด เธอจึงท่องจำเรื่องเวลาให้ขึ้นใจ
ฟู่เยี่ยนสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าแม่ของเธอจะเลิกพูดถึงเรื่องนี้
“เสี่ยวฮั่ว พ่อมีเรื่องจะเล่าให้ลูกฟังด้วยนะ พ่อกำลังคิดเรื่องนี้กับแม่ของลูกอยู่พอดีเลย และพ่อก็ต้องให้ลูกช่วยเรื่องนี้ด้วย เรามาคุยกันหน่อยเถอะ” ฟู่ต้าหย่งเทน้ำลงไปในแก้ว ก่อนจะยื่นให้กับฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนรับแก้วน้ำมาจากพ่อของเธอ เธอรู้แล้วว่าอาเล็กได้มาที่นี่ และยังรู้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติกับเรื่องนี้อีกด้วย แต่เธอก็ยุ่งมาก จึงไม่ได้สนใจที่จะถามถึงเรื่องนี้
“มีอะไรเหรอคะพ่อ ?”
“ที่อาเล็กของลูกมาในครั้งนี้ เขาอยากจะเอาบ้านของเขาที่อยู่ในเมืองมาจำนองกับพ่อ และบอกว่าต้องการจะยืมเงิน ซึ่งพ่อก็ได้บอกไปแล้วว่าหากต้องการเงินก็เอาไปเลย ไม่ต้องเอาบ้านมาจำนองไว้ก็ได้”
“แต่อาเล็กกลับไม่เห็นด้วย เขาบอกกับพ่อว่าเขากำลังรับงานใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง เขาก็เลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเอาบ้านมาจำนองกับพ่อ และเขายังเขียนสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรมาด้วยนะ”
เดิมทีเรื่องนี้ก็ดูไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อฟู่ต้าอันกลับไป ฟู่ต้าหย่งจึงได้มอบสัญญากู้ยืมเงินและโฉนดบ้านให้กับหวังซู่เหมยเป็นผู้ดูแล ถึงตอนนั้นเองถึงได้พบว่า จำนวนเงินกู้ที่เขียนไว้บนกระดาษนั้นไม่ถูกต้อง !
“พ่อของลูกบอกกับแม่ว่าอาเล็กต้องการเงิน5พัน.หยวน แต่เมื่อแม่ดูสัญญาแล้ว มีเลขศูนย์เกินมาอยู่หนึ่งตัว ซึ่งก็เท่ากับว่ามันกลายเป็น5พัน.หยวนไปแล้ว แม่จึงอยากให้พ่อของลูกโทรไปหาอาเล็กอีกครั้งเพื่อที่จะได้ถามเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่พ่อของลูกบอกว่าบางทีอาจมีเรื่องอื่นก็ได้”
“ตอนนี้แม่จึงอยากถามลูกว่าอาเล็กได้บอกอะไรกับลูกบ้างหรือเปล่า”
หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไม่ได้รีบโทรไปทันที เพราะหากมันเป็นแค่ความสะเพร่า ก็แค่เขียนเลขผิดไปนิดหน่อยยังสามารถแก้ไขได้ แต่ถ้ามันเป็นการจงใจเขียนผิดขึ้นมา นั่นแหละจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
“พ่อคะ แม่คะ ตอนนี้บ้านที่อยู่ในเมืองหลังนั้นสามารถขายได้ราคาเท่าไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปทันที
“พ่อได้ขอให้พี่เฉิงของลูกถามมาแล้ว อาหญิงของลูกเร่งเร้าให้พ่อขายมันเพื่อที่จะนำเงินมาคืนให้ลูก ดูเหมือนมันจะได้ราคาหมื่นกว่าหยวน เพราะบ้านหลังนั้นของพวกเรามีพื้นที่กว้าง อีกทั้งยังเป็นบ้านสามทางเข้าอีกด้วย”
ฟู่ต้าหย่งบอก ซึ่งมูลค่าหมื่นกว่าหยวนถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล ดังนั้นบ้านหลังนั้นน่าจะยังขายไม่ออกไประยะหนึ่ง
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้นับนิ้วมือของเธอเพื่อจะทำนาย เธอพบว่าอาเล็กกำลังประสบปัญหาจริงๆ แต่ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่โรงงานของเขา ตราบใดที่เขาสามารถสรุปคำสั่งซื้อนี้ได้สำเร็จ สถานการณ์ต่างๆภายในโรงงานก็จะพลิกกลับในทันที
แต่ปัญหาเกิดขึ้นที่บ้านของเขาต่างหาก อาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่ยายของเขา หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องการซื้อบ้านในเมืองหลวง ซึ่งแม่ยายของเขาคงจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ก็เป็นได้
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนอธิบายเรื่องนี้ หวังซู่เหมยก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
“ตอนที่พวกเขาแต่งงานกัน แม่ก็พอจะมองออกแล้วว่าไฉเฉี่ยวเหอไม่ใช่คนง่ายๆ ตอนนั้นดูเหมือนทำเพื่อลูกสาวของตนเอง แต่ตอนนี้เธอทำไปเพื่ออะไร ?”
“ตอนนั้นเธอยังบอกอยู่เลยว่าระหว่างลูกชายและลูกสาวของเธอนั้นไม่มีใครสำคัญไปกว่ากัน แต่คนอย่างเธอจะไม่ลำเอียงได้อย่างไร ตอนนี้เห็นโม่ลี่สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว ส่วนต้าอันก็เริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว แบบนี้ยิ่งไม่ทำให้ลูกชายของเธอดูน่าสงสารมากขึ้นอย่างนั้นเหรอ ?”
ฟู่ต้าหย่งรู้ว่าน้องชายของเขามีชีวิตที่ดี ทำให้มันไปโดนจุดอ่อนของบ้านตระกูลหลี่เข้าเต็มๆ !
“ไม่เป็นไรคะ ในเมื่ออาเล็กตัดสินใจแบบนี้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เราเองก็ไม่ใช่คนนอก อาเล็กคงจะอุ่นใจหากบ้านของเขาอยู่กับเรา ไม่ว่าอะไรที่เป็นของเขา ก็ยังเป็นของเขาอยู่เสมอ”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมครั้งล่าสุดที่อาเล็กจะซื้อบ้าน เขาถึงได้บอกเราว่าอย่าอยู่ใกล้กันมากเกินไป หนูเดาว่าคงจะเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ๆเลยค่ะ !”
ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงแค่สงบจิตใจของเธอลงเท่านั้น
“นี่มันอะไรกัน! ไม่สิ ฉันต้องไปที่บ้านของผู้เฒ่าเถียนเพื่อโทรหาหลี่โม่ลี่สักหน่อยแล้ว ถึงเวลาที่เสือต้องแสดงความดุร้ายออกมาบ้างแล้ว ตระกูลฟู่ของเราจะต้องไม่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้ ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม!”
ตอนนี้หวังซู่เหมยโกรธมาก ฟู่ต้าอันไม่ได้เป็นเพียงแค่น้องชายสามีของเธอเท่านั้น เธอเฝ้าดูเขาเติบโตมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ต่างอะไรกับลูกชายอีกคนหนึ่งของเธอเลย คิดว่าตระกูลฟู่เป็นอะไรกัน กล้าดีอย่างไรถึงได้มารังแกเขาแบบนี้!
“แม่คะ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย หากอาเล็กมีแผนการบางอย่างอยู่แล้ว ไม่เท่ากับว่าเราไปทำให้แผนการทั้งหมดของเขาพังอย่างเหรอคะ ? อย่าเพิ่งวู่วามดีกว่า ! เขาบอกแล้วว่าโซฟาชุดแรกจะถูกส่งมอบในอีกครึ่งเดือนนี้ไม่ใช่เหรอคะ ?”
“เอาไว้ถ้าเขามา เราค่อยถามเขาอีกครั้งก็ได้ แล้วค่อยดูปฏิกิริยาของเขาอีกที เมื่อถึงตอนนั้น ยังไม่สายเกินไปที่เราจะสนับสนุนเขา !”
ฟู่เยี่ยนรีบพูดเพื่อให้แม่ของเธอใจเย็นลง หากแผนการของอาเล็กถูกขัดขวาง เขาจะต้องลำบากมากแน่ๆ
ฟู่ต้าหย่งเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของฟู่เยี่ยนเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจครูใหญ่หลี่เล็กน้อย ทำไมชายชราถึงไม่ดูแลภรรยาให้ดี ปล่อยให้เธอทำให้เรื่องยุ่งยากเช่นนี้ได้อย่างไร? หรือว่าชายชราเลอะเลือนไปแล้ว?
ฉะนั้นเรื่องนี้จึงพักไว้เพียงเท่านี้ก่อน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องชีพจรมังกร เพราะมันสำคัญมาก ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็กำลังยุ่งอยู่เช่นกัน เขากำลังประชุมกับที่ปรึกษาของเขา ซึ่งครั้งนี้เป็นการประชุมระดับชาติเลยก็ว่าได้
ในที่สุด คณะของพวกเธอสิบกว่าคนก็ได้ออกเดินทางไปที่หมู่บ้านเฟิงเหอ โดยก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้ไปหาเหวินเฉียงเพื่อขอให้เขาช่วยติดต่อพ่อแม่ของเขาให้ ในครั้งนี้พวกเธอตั้งใจจะไปพักที่บ้านเขาเหมือนเดิม แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะไม่พอพัก ดังนั้นยังต้องหาบ้านพักเพิ่มอีกสักหลัง
เหวินเฉียงพร้อมที่จะช่วยเธออย่างเต็มใจ และที่บ้านของเขาก็ตอบตกลงเช่นกัน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกโล่งใจมาก มิเช่นนั้นการหลับนอนและเรื่องอาหารการกินของคนนับสิบจะต้องเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนแน่นอน
ขณะที่กำลังจะเดินทางออกจากเมืองหลวง เธอก็ได้ซื้อข้าว แป้ง ธัญพืชและน้ำมันไปด้วย หากไปถึงที่หมู่บ้านเฟิงเหอ เธอจะมอบมันให้กับพ่อของเหวินเฉียง และขอให้เขาช่วยดูแลเรื่องอาหารให้กับพวกเธอ
ครั้งนี้มู่อี้อันได้เดินทางมากับทุกคนด้วย แต่เขาก็ยังขยับขาไม่ได้ เขายังคงรู้สึกเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อและกระดูกอยู่ หากรักษาแบบปกติ เขาคงต้องใช้เวลาเป็นครึ่งปีอย่างแน่นอน แต่ด้วยการฝังเข็มของฟู่เยี่ยนและได้กินยาที่ฟู่เยี่ยนจัดให้ อาการป่วยของเขาจึงดีขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับ
“ฟู่เยี่ยน ฉันจะขึ้นไปบนภูเขาในสภาพแบบนี้ได้อย่างไร? ฉันจะอยู่ที่นี่แหละ ฉันไม่อยากไปเป็นภาระของคนอื่น” มู่อี้อันนั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสาร และเขาก็เป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้มาตลอดทาง
“พี่อัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่เราเถอะ เราจะแบกพี่ขึ้นไปที่นั่นเอง พี่ไม่จำเป็นต้องขยับอะไรเลย” ทั้งฉางหยู่เซิงและเยี่ยนโหลวต่างก็อาสาที่จะแบกมู่อี้อันขึ้นไปบนภูเขาเอง
ฟู่เยี่ยนขับรถพลางยิ้มออกมา นับตั้งแต่มู่อี้อันใช้ค่ายกลมายาขังพวกเขาทั้งสองคนไว้ พวกเขาทั้งคู่ก็ยอมเชื่อฟังมู่อี้อันโดยไม่มีข้อสงสัย
“ก็ได้ หากไม่ใช่เพราะทุกคนบอกว่าขาดฉันไม่ได้ ฉันก็คงจะไม่มาแล้ว อยู่ที่บ้านสบายกว่านี้เป็นไหนๆ !”
“ฉันเห็นว่าขาของนายไม่ดีแล้ว หากยังเอาแต่อยู่ที่บ้านไม่ยอมออกไปไหนบ้างเลย เกรงว่าสมองของนายก็คงจะไม่ทำงานด้วยแล้ว !” ทันทีที่พูดจบ ลุงหลิวก็ได้กลอกตามองไปที่เขา
ตอนนี้มู่อี้อันยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ และยังเป็นที่รักของทุกคนอีกด้วย โดยมีฟู่ต้านีคอยเอาใจใส่เขาอยู่ไม่ห่าง ส่วนหวังซู่เหมยก็มักจะทำของว่างมาให้เขาอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าเขามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายเกินไป ผู้เฒ่ามู่จึงจะตำหนิแต่ก็โดนพวกเธอห้ามไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เข้ากับฟู่เหยาได้ดี ทั้งยังคอยชี้แนะให้เด็กน้อยด้วย
ซึ่งเหตุผลที่ลุงหลิวบอกว่าสมองเขาจะไม่ทำงานนั้น เป็นเพราะมู่อี้อันไม่ยอมตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ เขาเอาแต่อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยจนตอนนี้ขาของเขาก็ยังไม่หายจากการบาดเจ็บ และสมองของเขาก็เกือบจะเป็นสนิมไปแล้ว
ครั้งนี้ เมื่อฟู่เยี่ยนขอให้มู่อี้อันตามมาด้วย ผู้เฒ่ามู่จึงแทบจะใช้สองขายันให้เขาออกไปกับเธอ !
ตอนที่ 533: วางแผนอีกครั้ง
เมื่อมาถึงหมู่บ้านเฟิงเหอ พ่อของเหวินเฉียงก็ได้เข้ามาทักทายทุกคนทันที และหลังจากที่มาถึงบ้านของเหวินเฉียง ก็พบว่าที่พักถูกจัดเอาไว้รอแล้ว
เมื่อวานนี้เหวินเฉียงได้โทรมายังที่ทำการหมู่บ้าน ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าบ้านของตัวเองไม่ได้กว้างพอสำหรับที่จะรองรับคนเยอะขนาดนั้นได้ แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะช่วยเรื่องนี้อย่างเต็มที่
บ้านของเขากว้างพอแค่รองรับคนได้ห้าหรือหกคนเท่านั้น พ่อของเหวินเฉียงจึงได้ออกไปดูรอบหมู่บ้าน ก่อนจะพบว่ามีแค่บ้านของเขาและบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นยังดูใหม่และดีพอที่จะรับรองแขกในครั้งนี้ได้
ซึ่งพ่อของเหวินเฉียงก็ไม่ได้พูดถึงตัวตนที่แท้จริงของฟู่เยี่ยนแต่อย่างใด และเหวินเฉียงเองก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน เขาบอกแค่ว่าจะมาที่นี่เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมของภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน เพราะกลัวว่าจะเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาขึ้นมา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมาสำรวจเพื่อหาวิธีการป้องกันนั่นเอง
ตอนที่ฟู่เยี่ยนกลับไปครั้งสุดท้าย เธอได้บอกเอาไว้ว่าอย่าเพิ่งขึ้นไปบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน เพราะหลุมศพบนเขายังคงอยู่ที่เดิม แม้ว่าย่าหลันจะทำผิด แต่เธอก็จะไม่ขุดหลุมศพของใครทั้งนั้น
เพื่อความไม่ประมาท ฟู่เยี่ยนจึงจัดการวางคาถาบังตาขนาดเล็กไว้ หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ทุกคนก็จะสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้ตามปกติ
ครั้งนี้มีคนมามาร่วมทำภารกิจเยอะมาก คิดว่าครั้งนี้คงเป็นเรื่องใหญ่มาก มิเช่นนั้นทุกคนคงจะไม่กลับมาที่นี่อย่างแน่นอน ดังนั้นพ่อของเหวินเฉียงจึงครุ่นคิดอยู่ภายในใจว่าต้องดูแลทุกคนให้ดีที่สุด
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้ช่วยเหลือครอบครัวของเขาเอาไว้มากมายจริงๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ตระหนี่เลย
เมื่อรู้ว่าทุกคนจะมาถึงในช่วงบ่าย เขาจึงตื่นแต่เช้าและทำการเชือดไก่ที่บ้าน ก่อนจะบอกให้จ้าวชุนฮวานำมันไปตุ๋น เขาอยากทำมันเป็นอาหารต้อนรับสำหรับทุกคนเป็นมื้อแรก
“ฟู่เยี่ยน เธอมาถึงแล้วเหรอ ? เชิญเข้ามาก่อนสิ ป้าของเธอได้เตรียมอาหารรอแล้ว มากินกันก่อนสิ !” พ่อของเหวินเฉียงรู้สึกกระตือรือร้นมากเมื่อเห็นพวกเธอเดินเข้ามา
“คุณลุงคะ ไม่ต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยากก็ได้ค่ะ พาพวกเราไปเก็บสัมภาระก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องกินข้าวทีหลัง” ฟู่เยี่ยนกล่าวพลางขอให้ทุกคนนำของลงมา ซึ่งล้วนเป็นข้าวสารและแป้งคุณภาพดี ของพวกนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากทีเดียว
“อืม ฉันจะพาเธอไปที่บ้านของผู้นำหมู่บ้านเอง บ้านของเขากว้างขวางกว่าที่นี่ และสามารถรองรับคนได้จำนวนมาก ว่าแต่ทำไมเธอถึงได้เอาของพวกนี้มาด้วยล่ะ ? ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะจัดการเรื่องอาหารการกินให้เอง ?”
พ่อของเหวินฉียงเงยหน้าขึ้น และดูไม่ค่อยมีความสุขมากนัก
“คุณลุงคะ พวกเราไม่สามารถเป็นผู้รับฝ่ายเดียวได้หรอกนะคะ ครั้งนี้พวกเราก็มีงบประมาณอยู่แล้ว รับไว้เถอะ ไม่ต้องเกรงใจ !” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ขยิบตาให้กับทุกคนเพื่อบอกให้พวกเขาขนของต่อ
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรับมันเอาไว้แล้วกัน ไหนๆเราก็มีข้าวและบะหมี่แล้ว วันนี้ฉันขอเชิญทุกคนมาทานข้าวที่บ้านของฉันแล้วกัน แล้วค่อยไปพักผ่อนที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน” พ่อของเหวินเฉียงพูดขึ้นมา
“ไม่มีปัญหาค่ะ !” ฟู่เยี่ยนรับปากเขา
ทันทีที่ทุกคนเข้าไปในบ้านตระกูลเหวิน ก็พบว่าลานบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอม ทั้งยังมีลูกสุนัขที่กำลังนั่งยองอยู่ด้านนอกห้องครัวและดมกลิ่นหอมอันเย้ายวนนี้ด้วยเช่นกัน
“เชิญทุกคนเข้ามาพักผ่อนข้างในก่อนเถอะ แล้วเราค่อยมากินข้าวด้วยกัน” จ้าวชุนฮวาเองก็ดูจะกระตือรือร้นมากเช่นกัน และเมื่อเธอเห็นว่ามีคนขนข้าวและบะหมี่จำนวนมากมายเข้ามาให้เธอ เธอจึงได้ทักทายทุกคนอย่างกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
เดิมทีเธอตั้งใจแล้วว่าจะดูแลเรื่องอาหารของทุกคนเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้แพงอะไรมากอยู่แล้ว เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากบ้านของเธอทั้งนั้น หลังจากที่ฟู่เยี่ยนกลับไปเมื่อครั้งที่แล้ว หมอหวังก็ได้มาตรวจดูชีพจรให้กับลูกสะใภ้ของเธอเป็นการส่วนตัว
และจากสิ่งที่หมอหวังพูดนั้น ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเชิญหมออย่างฟู่เยี่ยนได้ ยิ่งใบสั่งยายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
ตอนนี้การตั้งครรภ์ของลูกสะใภ้เธอเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ว่าลูกสะใภ้ของเธอจะไม่สามารถทำงานหนักได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังช่วยทำความสะอาดบ้านเล็กๆน้อยๆ เช่น ช่วยทำอาหาร รวมไปถึงช่วยเลือกผักได้ ซึ่งอาหารทั้งหมดในวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือลูกสะใภ้ของเธอทั้งสิ้น
เมื่อรู้ว่าฟู่เยี่ยนกำลังจะมา จ้าวชุนฮวาจึงได้เปลี่ยนผ้าห่มและผ้าปูที่นอนใหม่ทั้งหมด ทั้งยังเอาที่นอนออกไปตากไว้กลางแดดหลายวันอีกด้วย ครั้งนี้พวกเธอต้องแสดงความจริงใจต่อผู้มีพระคุณและทำให้พวกฟู่เยี่ยนได้พักอย่างสบาย
ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงสิ่งนี้ได้ทันทีที่เธอเข้ามาในห้อง เพราะเมื่อเข้ามา เธอก็รู้ว่ามันถูกทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด และยังดูสะอาดมากอีกด้วย รวมไปถึงผ้าห่มเองก็ถูกเปลี่ยนใหม่เช่นกัน
“ป้าจ้าวทำความสะอาดห้องให้กับเราได้สะอาดมากจริงๆ !” หูจินเองก็รู้สึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน ครั้งนี้เธอมาโดยไม่ได้พาเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมาด้วย เพราะเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวมีบางอย่างที่ต้องทำที่บ้านนั่นเอง
“ใช่แล้ว เราต้องไม่ทำให้ที่นี่สกปรก และเมื่อเราจะกลับ ฉันคิดว่าเราควรทิ้งเงินเอาไว้ให้กับตระกูลเหวินด้วย เธอช่วยเตือนฉันทีก็แล้วกันนะ เผื่อว่าฉันจะลืม” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมา
“ไม่มีปัญหา ฉันจะเตือนเธอเอง”
นอกจากฟู่เยี่ยนและหูจินแล้ว คนที่อาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลเหวินก็คือมู่อี้อันและฉางหยู่เซิง ส่วนลุงหลิว เชอต้าไห่ เริ่นเปียวและเยี่ยนโหลวได้ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
ตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่ลับทิวเขา จึงเร็วเกินไปที่จะทานมื้อเย็น พวกเขาก็เลยลองขึ้นไปสำรวจดูบนภูเขา แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดเลย พวกเขาจึงยอมแพ้และรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จค่อยมาสำรวจภูเขาทั้งลูกดูอีกครั้ง
ภูเขาด้านหลังนี้เชื่อมต่อกับอีกสองหมู่บ้าน โดยพื้นที่และความสูงนั้นค่อนข้างต่างกัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำการสำรวจภูมิประเทศโดยละเอียดก่อน แล้วค่อยหาเบาะแสทีหลัง
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ ฟู่เยี่ยนและเริ่นเปียวจึงได้ไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมกับของขวัญ โดยทั้งสองได้ขอให้เขาช่วยประสานไปยังหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองหมู่บ้าน โดยขอความร่วมมือชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านอย่าเพิ่งขึ้นไปเก็บฟืนบนภูเขาในช่วงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ในทันที โดยที่ฟู่เยี่ยนยังไม่ได้แสดงใบรับรองการสำรวจของเธอเสียด้วยซ้ำ
แม้เขาจะไม่เข้าใจว่านักศึกษาเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม แต่เขาก็ควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะครั้งที่แล้วลูกชายของเขาได้รับชุดคำถามในการเรียนขั้นพื้นฐานมาหลายชุดเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกชายของเขานำคำถามชุดนั้นไปที่โรงเรียน ครูประจำชั้นก็ได้เห็นชุดคำถามนั้น และใช้เป็นคำถามตัวอย่างสำหรับเพื่อนร่วมชั้นในชั้นเรียนลูกชายของเขาอีกด้วย
บุคคลเหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นบุคคลทางการศึกษาที่มีคุณภาพมาก ดังนั้นการที่เขาจะช่วยเหลือเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
ทุกอย่างจึงถูกจัดเตรียมและดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยพรุ่งนี้เช้าพวกเขาสามารถเริ่มทำการสำรวจภูเขาได้ในทันที
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันในห้องของฟู่เยี่ยนเพื่อหารือถึงเรื่องต่างๆ เพราะพรุ่งนี้พวกเขาไม่สามารถขึ้นไปบนภูเขาด้วยกันทั้งหมดได้ จึงต้องแบ่งคนออกเป็นกลุ่ม
“แผนการของเรามีอยู่ว่าจะมีคนหนึ่งอยู่ที่บ้านกับมู่อี้อัน ส่วนคนอื่นจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม หูจินกับฉันเป็นคนที่คุ้นเคยกับภูเขาด้านหลังหมู่บ้านเฟิงเหอมากที่สุด ดังนั้นฉันกับหูจินจะพาคนอื่นขึ้นไปบนภูเขา”
“ส่วนฉัน ลุงหลิว กับลุงเชอจะไปสำรวจจากอีกฝั่งหนึ่ง หลังจากที่สำรวจภูเขาจนทั่วแล้ว เราค่อยมาวางแผนโดยการวาดทุกอย่างที่ทุกคนเห็น แล้วนำมันมารวมเข้าด้วยกัน”
ฟู่เยี่ยนรู้แล้วว่าภูมิประเทศของที่นี่เป็นอย่างไร และการสำรวจภูมิประเทศที่เธอพูดถึงนี้เป็นเพียงการตรวจสอบช่องว่างและเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น เพื่อที่จะยืนยันอีกครั้งว่าค่ายกลในก่อนหน้านี้เป็นค่ายกลแบบไหน
หลังจากที่แบ่งหน้าที่กันเสร็จ พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้พวกเขาต้องขึ้นไปสำรวจบนภูเขากันแต่เช้า และเมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น พวกเขาก็จะสามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดขึ้นด้วยนั่นเอง
ตอนนี้เหวินเซียงยังคงเดินวนไปรอบๆลานบ้าน เธอมีคำถามที่อยากถามฟู่เยี่ยน เนื่องจากเธอต้องเรียนด้วยตัวเองอยู่ที่บ้าน แม้ว่าเธอจะสามารถไปที่โรงเรียนเพื่อถามครูได้ก็ตาม แต่คำตอบนั้นก็ไม่ได้ดีเท่ากับคำตอบจากฟู่เยี่ยนนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนเดินออกมาส่งทุกคน และบังเอิญเห็นเหวินเซียงกำลังเดินวนไปรอบๆ ลานบ้านราวกับว่ามีปัญหาบางอย่างอยู่พอดี
“เหวินเซียง ? เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนเป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน
“พี่ฟู่ ฉันขอถามคำถามกับพี่สัก2-3ข้อได้ไหม ? พอดีฉันมีคำถามวิชาคณิตศาสตร์ที่ไม่เข้าใจอยู่2-3ข้อ” เหวินเซียงเอ่ยถามออกไปด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นเราไปที่ห้องของเธอกันดีกว่าไหม”
เหวินเซียงไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะตอบตกลงทันทีแบบนี้ ก่อนจะหยิบหนังสือคำถามของตัวเองออกมาอย่างมีความสุข และขอคำแนะนำจากฟู่เยี่ยนทันที
ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมาอ่านดู ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่คำถามที่ยากอะไรเลย ดังนั้นเธอจึงสอนวิธีทำพร้อมกับอธิบายให้เหวินเซียง ซึ่งเหวินเซียงก็ทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
เด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีอนาคต และจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน
ทางด้านเหวินเซียงที่ได้รับคำอธิบายอย่างกระจ่างแจ้งจากฟู่เยี่ยน เธอก็รู้สึกว่าตอนนี้เธอสามารถเข้าใจประเด็นต่างๆที่ไม่เคยเข้าใจในก่อนหน้านี้ได้มากขึ้นแล้ว
ตอนที่ 534: สำรวจภูเขา
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง มีเพียงมู่อี้อันเท่านั้นที่ยังคงนอนอยู่ เนื่องจากขาของเขายังไม่หายดี จึงไม่สะดวกที่จะตามทุกคนไปนั่นเอง
โดยมีฉางหยู่เซิงที่ไม่ได้ไปกับคนอื่น และอยู่ดูแลมู่อี้อันอยู่ที่บ้าน ซึ่งเขาเองก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน
“ไม่ต้องเสียใจไป ฟู่เยี่ยนน่ะเจ้าเล่ห์ขนาดนั้น เธอคงวางแผนไว้ล่วงหน้านานแล้ว วันนี้ก็แค่ขึ้นเขาไปตรวจสอบความเรียบร้อย ดูว่ามีข้อผิดพลาดในแผนของเธอหรือเปล่า สบายใจได้เลย !”
มู่อี้อันปลอบฉางหยู่เซิงว่าไม่ต้องไปอิจฉาใคร หันมาวาดกระดาษยันต์อยู่ที่บ้านให้ดีดีกว่า เพราะคาดว่าพรุ่งนี้งานคงไม่ง่ายเหมือนกัน !
ฉางหยู่เซิงเองก็เห็นว่ามู่อี้อันกำลังวาดยันต์อยู่เช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถตามไปด้วยได้ แต่เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆอย่างเกียจคร้านเลย
ใช่แล้ว เขาสามารถขอคำแนะนำในการวาดยันต์จากมู่อี้อันได้ ซึ่งมู่อี้อันเองก็ไม่ได้พยายามเก็บซ่อนความลับนี้เอาไว้เช่นกัน หากมีตรงไหนที่ฉางหยู่เซิงไม่เข้าใจ มู่อี้อันก็จะคอยอธิบายอยู่เสมอ หลังจากที่วาดยันต์ไปได้สักพัก เขาก็สามารถวาดยันต์ที่มู่อี้อันสอนได้สำเร็จ
ฉางหยู่เซิงจึงรู้สึกว่ามู่อี้อันเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก !
“ฉันดูเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ ? ทักษะของฉันเทียบกับฟู่เยี่ยนไม่ติดเลย เธอมักจะประสบความสำเร็จเพียงการวาดแค่ครั้งเดียวเสียด้วยซ้ำ และยันต์ของเธอก็มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมาอีกด้วย เราไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับเธอได้จริงๆ ฉันทำได้เพียงแค่ต้องศึกษาและฝึกฝนให้หนักขึ้นเท่านั้น !”
ขณะที่วาดยันต์นั้น มู่อี้อันก็ได้บอกกับฉางหยู่เซิงถึงความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยน ซึ่งฉางหยู่เซิงก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเองนี้ จริงเหรอ เขาไม่เคยเห็นฟู่เยี่ยนวาดยันต์มาก่อนเลย เคยเห็นแค่ตอนที่เธอใช้มันเท่านั้น
แท้จริงแล้วความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยนนั้นสูงกว่าพวกเขาอย่างนั้นเหรอ !
ไม่น่าเชื่อเลย ! คนอื่นวาดแค่แผ่นเดียวก็สำเร็จ แต่พอมาดูตัวเองที่พยายามวาดยันต์ป้องกันระดับต่ำสุด กลับวาดไปสิบแผ่นแล้วยังไม่สำเร็จแม้แต่แผ่นเดียว ! นี่แหละที่เรียกว่าความต่าง !
เมื่อมองไปที่มู่อี้อันอีกครั้ง ก็พบว่ามู่อี้อันวาดยันต์ไปได้ห้าหกแผ่นแล้ว การที่ทำแบบนี้ได้มันเป็นความต่างที่น่ากลัวมาก ดูเหมือนว่าเขาจำเป็นต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้แล้ว
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังวาดยันต์กันอย่างขะมักเขม้นนั้น อีกด้านหนึ่ง คนทั้งสองกลุ่มก็กำลังปีนขึ้นไปสำรวจภูเขาอยู่ วันนี้ท้องฟ้าดูสดใสมาก เมื่อพวกเขาปีนขึ้นไปถึงยอดเขาก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นทิวเขาขึ้นมาพอดี
ฟู่เยี่ยนจึงสามารถมองเห็นรอบๆได้อย่างชัดเจน และภูมิประเทศทั้งหมดของเทือกเขาก็ได้ปรากฏต่อหน้าเธอแล้ว
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงรีบวาดทิศทางทั้งหมด รวมไปถึงตำแหน่งที่เป็นไปได้ของชีพจรมังกรขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฟู่เยี่ยนเขียนและวาดมันลงบนกระดาษ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับตำแหน่งของต้นไม้ใหญ่แล้ว เธอก็เริ่มคำนวณลักษณะดั้งเดิมของค่ายกลทั้งหมด
ไม่นานนัก เธอก็วาดชีพจรมังกรทั้งหมดเสร็จแล้ว ทั้งยังวาดค่ายกลปกป้องทั้งหมดขึ้นมาในเวลาเดียวกันอีกด้วย หากไม่มีอะไรผิดพลาด แค่นี้ก็คงเพียงพอที่จะซ่อนชีพจรมังกรบนภูเขาลูกนี้เอาไว้ได้แล้ว
หากต้องการให้ชีพจรมังกรกลับมาทำงานอีกครั้ง เธออาจจะต้องซ่อมแซมค่ายกลป้องกันให้สมบูรณ์ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการเรื่องอื่นต่อไปได้
ส่วนลุงหลิวและคนอื่นก็ได้ถูกมอบหมายให้ไปสำรวจรอบๆ เพื่อดูว่ามีเครื่องหมายพิเศษอื่นอยู่อีกหรือไม่ บางทีชีพจรมังกรอาจจะทิ้งร่องรอยเอาไว้โดยที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนก็ได้
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังมุ่งความสนใจไปที่สิ่งนี้ และตำแหน่งที่เธอกำลังอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นส่วนลำตัวของมังกร ดังนั้นเธอจึงต้องตามหาตำแหน่งหัวของมันให้เจอเสียก่อน หากมีลูกแก้วมังกรตกหล่นอยู่ ถ้าไม่เก็บก็คงเสียของเปล่า !
ดังนั้นเธอจึงเดินขึ้นตามกระดูกสันหลังของมังกรจนกระทั่งไปถึงตำแหน่งหัวของมันในที่สุด เธอมองไปรอบๆอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบอะไร ดูเหมือนว่าชีพจรมังกรนี้ยังคงถูกซ่อนเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่
เพียงแต่ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ว่าฟ้าฝ่าที่คร่าชีวิตต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเกิดจากธรรมชาติ หากเป็นฝีมือของมนุษย์ การซ่อมแซมค่ายกลป้องกันในครั้งนี้ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หากสวรรค์ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น…
ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย ทันใดนั้นเอง หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาราวกับว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่เธอมองไม่เห็น
หากนี่เป็นประสงค์ของสวรรค์ นั่นก็แสดงว่าครั้งนี้เธอจะต้องต่อสู้กับสวรรค์ และหากเธอไม่สามารถต้านทานได้ ทุกคนก็จะตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอควรบอกกับทุกคนให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรหากพบเจอกับสถานการณ์นี้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อเจตจำนงของสวรรค์ อย่างไรก็ตาม การเสื่อมถอยของชีพจรมังกรนั้นเป็นผลมาจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความพยายามของมนุษย์ จะให้เธอยืนดูเส้นชีพจรมังกรสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา เธอทำไม่ได้ เพราะชีพจรมังกรถือว่ามีบทบาทต่อชะตากรรมในอนาคตของประเทศจีนในระดับหนึ่งเลย
ทุกสิ่งล้วนเป็นชะตากรรม แม้แต่น้อยก็ไม่อาจฝืนได้
แท้จริงแล้วคำพูดนี้ถูกหรือผิดกันแน่ ?
ในกรณีของฟู่เยี่ยน สิ่งนี้ไม่ได้เป็นความจริงเลย ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร และทำไมเธอถึงต้องมาที่นี่
เพียงแต่เธอยังคงเชื่อว่าสวรรค์เป็นผู้ประทานทักษะนี้ให้กับเธอ และอนุญาตให้เธอเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเธอเท่านั้น แต่ยังให้เธอช่วยเหลือผู้คนและประเทศชาติด้วย
ซึ่งเธอมีความคิดนี้ตั้งแต่ที่ได้พบกับชีพจรมังกรในครั้งแรก เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะเป่ย์ไห่ เธอก็รู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง
ความสุขแบบนี้ไม่สามารถทดแทนด้วยสิ่งอื่นใดได้ มันเป็นความรู้สึกจากภายในสู่ภายนอก ฟู่เยี่ยนคิดว่าความสุขของเธออาจเป็นเพราะเธอได้ช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่า
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ความลังเลที่อยู่ภายในใจของฟู่เยี่ยนก็ได้หายไป เพียงแค่ต้องทำมันเท่านั้น ! เรื่องนี้เธอจะเป็นคนตัดสินเอง ! แม้ว่าจะฝ่าฝืนเจตจำนงของสวรรค์ก็ตาม เธอจะไม่มีวันถอยอย่างเด็ดขาด !
“ฟู่เยี่ยน ช่วยมาดูตรงนี้หน่อยสิ มีก้อนหินอยู่ที่นี่ด้วย” จู่ๆ ลุงหลิวก็ได้ตะโกนขึ้นมา
ฟู่เยี่ยนจึงรีบวิ่งไปในทันที ตอนนี้ลุงหลิวและเชอต้าไห่ได้พบกับหินก้อนหนึ่ง ซึ่งมันดูไม่เหมือนหินที่อยู่บนภูเขาตามธรรมชาติเลย หินก้อนนั้นมีสีดำ ทั้งยังมีข้อความบางอย่างถูกสลักเอาไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย
“ฟู่เยี่ยน มันเขียนว่าอะไรเหรอ ? ดูเหมือนจะเป็นอักษรประทับตราเลยนะ” เชอต้าไห่เอ่ยถามขึ้นมา
ฟู่เยี่ยนคุกเข่าลงไปกับพื้น ก่อนจะมองดูมันอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามันเป็นตราประทับจริงๆ แต่หินนั้นเก่าแก่มากจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัด แต่ถ้าเธอได้เห็นมันสักครึ่งหนึ่ง ก็คงจะสามารถบอกถึงความหมายของมันได้
เธอยังคงนั่งอยู่บนพื้น ก่อนจะหยิบกิ่งไม้มาและเริ่มวาดลงไปบนพื้น โดยเริ่มจากการเติมคำที่หายไป ก่อนจะเริ่มอ่านและเรียบเรียงความหมายของประโยคที่ถูกสลักเอาไว้
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังเขียนตัวอักษรลงไปบนพื้น ลุงหลิวและเชอต้าไห่ที่อยู่ข้างๆ ก็แทบจะไม่กล้าหายใจ เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิฟู่เยี่ยน
ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฟู่เยี่ยนก็สามารถถอดรหัสได้สำเร็จ ซึ่งมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย โดยความหมายทั่วไปนั้นได้ระบุเอาไว้ว่ามีร่องรอยของมังกรอยู่ที่นี่ ดังนั้นคนรุ่นต่อๆไปจึงต้องปกป้องพวกมันเอาไว้
“ฟู่เยี่ยน นี่มันหมายความว่าอย่างไร ?” เชอต้าไห่ยังคงไม่เข้าใจว่า ‘ร่องรอยของมังกร’ หมายถึงอะไร
“มีคนค้นพบร่องรอยของมังกร และขอให้คนรุ่นหลังช่วยกันปกป้องมังกรเอาไว้ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะผ่านมานานมากแล้วนะ” ฟู่เยี่ยนมองไปที่หินก้อนนั้น ซึ่งมันน่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ที่มีทักษะด้านอภิปรัชญาเพื่อเตือนคนรุ่นหลังนั่นเอง
“สิ่งนี้คือการยืนยันการคาดเดาของเราว่าเคยมีชีพจรมังกรอยู่ที่นี่มาก่อนจริงๆอย่างนั้นสินะ” ลุงหลิวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แววว่าที่นี่จะเป็นที่ตั้งของชีพจรมังกรเลย
เมื่อครู่นี้เขาพยายามมองหาเบาะแสแล้วเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนัก เพราะด้วยความสามารถของเขา เขาไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้เลย จึงต้องให้ฟู่เยี่ยนมาดูมันด้วยตัวเอง เพราะเธอเป็นคนเดียวที่สามารถมองเห็นมันได้
“แน่นอนว่าเคยมีมังกรอยู่ที่นี่จริง หนูเดาว่าตราบเท่าที่เราซ่อมแซมค่ายกลป้องกันทั้งหมดได้ ชีพจรมังกรก็จะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราจะต้องทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกำหมัดของเธอเอาไว้แน่น และทันทีที่เธอพูดจบ ก็ได้มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาทันที ซึ่งเมื่อได้ยินเสียงนั้นสีหน้าของลุงหลิวและเชอต้าไห่ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
อะไรกัน ?
“ฟู่เยี่ยน…” ลุงหลิวรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก นี่เป็นการเตือนว่าพวกเขาไม่ควรที่จะทำแบบนี้หรือเปล่า ?
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า เธอรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในใจเล็กน้อย ก่อนจะคิดว่าแค่ฟ้าร้องจะทำให้ฉันยอมแพ้ได้อย่างนั้นหรือ ?
ฝันไปเถอะ !
ตอนที่ 535: มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี
เมื่อลุงหลิวเห็นท่าทางของฟู่เยี่ยน เขาก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าเช่นกัน เขาไม่ได้ก้มหน้า ไม่แม้แต่จะโน้มตัวลง ในใจของเขาก็เกิดคลื่นไหวใหญ่หลวง
เสียงฟ้าร้องนี้ยังได้ยืนยันความคิดของเขาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณหรือกระดูกของมังกร สวรรค์คงไม่อยากให้สิ่งนี้หลงเหลืออยู่ ดูเหมือนว่าหนทางการฟื้นฟูชีพจรมังกรจะเต็มไปด้วยความยากลำบากเสียแล้ว
“เรารีบกลับไปหารือกับทุกคนกันเถอะ !” ตอนนี้เธอเห็นทุกอย่างที่นี่แล้ว เธอจึงอยากจะไปดูว่าอีกสองหมู่บ้านนั้นมีต้นไม้ใหญ่เหมือนกันกับที่นี่หรือเปล่า
ตอนนี้ความกังวลของลุงหลิวก็ได้หายไปแล้วเช่นกัน เพราะฟู่เยี่ยนได้แสดงให้เขาเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้ตกใจกับสิ่งนี้เลย เธอตั้งใจที่จะทำมันจริงๆ เขาจึงเดินตามหลังเธอไป ขนาดเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆยังไม่กลัวเลย แล้วเขาจะกลัวได้อย่างไร !
ทางด้านมู่อี้อันที่อยู่ที่บ้านก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องด้วยเช่นกัน ซึ่งมันได้ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะมีบางอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้น
มู่อี้อันจึงเริ่มทำนายดวงชะตาในทันที มันเป็นวิธีการทำนายที่อาจารย์ของเขาสอนมา แต่เขาเองยังไม่เคยใช้มาก่อน เพราะเขาได้รับบาดเจ็บที่ขาเมื่อเร็วๆนี้ จึงได้ทำการฝึกฝนด้วยตัวเองมาหลายวันแล้ว และครั้งนี้เขาจึงลองใช้วิธีที่เขาฝึกฝนมา
หลังจากที่อ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นมาแล้ว เขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่น กำลังจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้นอย่างนั้นเหรอ ! เขายังคงไม่เชื่อเรื่องนี้ จึงได้ทำการทำนายอีกครั้ง แต่หลังจากที่เขาทำนายถึงสามครั้งติดกัน ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม !
ฉางหยู่เซิงที่อยู่ข้างๆ ก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน และตอนนี้สีหน้าของมู่อี้อันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย
“พี่ชาย มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ?”
“ผลการทำนายไม่ค่อยดีเลย !” มู่อี้อันหันไปมองฉางหยู่เซิง ก่อนจะพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูจริงจัง
ฉางหยู่เซิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปทันที หมายความว่าอย่างไร ?
“เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ สิ่งที่เรากำลังจะทำในครั้งนี้อาจเป็นสิ่งที่อันตรายมากก็เป็นได้” มู่อี้อันพูดออกไปตามความจริง และเขาก็กำลังสงสัยว่าฟู่เยี่ยนจะรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง ?
อันตรายอย่างนั้นหรือ ? แต่ที่ผ่านมา เขากับฟู่เยี่ยนทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาไม่น้อยเลยนี่ ! จะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ ? เดิมทีผู้คนในลัทธิเต๋าต่างก็เป็นผู้ที่มีชีวิตเพื่อท้าทายสวรรค์อยู่แล้ว
พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา คนในลัทธิเต๋าสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่างเลยทีเดียว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้
มู่อี้อันหยิบอาวุธวิเศษของเขาขึ้นมา ไม่ว่าจะต้องต่อต้านสวรรค์หรือไม่ก็ตาม เขาจะต้องช่วยคลี่คลายเรื่องนี้ให้ได้
…….
ทางด้านฟู่เยี่ยนและคนอื่นไม่พบสิ่งผิดปกติแล้ว ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ ต้นไม้ใหญ่ที่เธอเห็นมีอยู่แค่ในหมู่บ้านเฟิงเหอเท่านั้น
เธอใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการสำรวจภูมิประเทศทั้งหมด ตอนนี้สิ่งเดียวที่เหลือคือแค่กลับไปหารือกันเกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูค่ายกลเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลเหวิน จ้าวชุนฮวาก็หุงข้าวเสร็จพอดี เธอได้เตรียมทั้งเนื้อสัตว์และผักมากมายรอพวกเขาเอาไว้แล้ว
“ฟู่เยี่ยน เธอกลับมาได้ทันเวลาพอดีเลย ป้าได้ทำซี่โครงตุ๋นรอทุกคนด้วยนะ”
“โอ้ ขอบคุณคุณป้ามากเลยนะคะ ฝีมือการทำอาหารของคุณป้าสุดยอดมากเลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวชมด้วยรอยยิ้ม
หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ทุกคนก็ได้มารวมตัวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูค่ายกลต่อ
“ฟู่เยี่ยน เธอเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้มากที่สุด และฉันก็พร้อมที่จะทำตามที่เธอบอกแล้ว ฉันไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับค่ายกลนี้เลยจริงๆ” เชอต้าไห่พูดขึ้นมา
“เอาล่ะ เราจะพูดถึงการฟื้นฟูค่ายกลกันทีหลัง สิ่งที่ฉันอยากจะพูดในตอนนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการตั้งค่าค่ายกลเสียอีก”
ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เธอคิดว่าตัวเองควรบอกถึงความเสี่ยงทั้งหมดให้ทุกคนรับรู้ จะปล่อยให้เงียบไว้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ลุงหลิวชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน และรู้ได้ทันทีว่าเธอต้องการจะพูดบางอย่าง เช่นนั้นก็ปล่อยให้เธอพูดเถอะ ทุกคนจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำนั้นอันตรายแค่ไหน
“ฟู่เยี่ยน หากมีอะไรจะพูดก็พูดมาตามตรงเถอะ พวกเราทุกคนพร้อมจะฟังเธอ ดูจากค่ายกลในตอนนี้ คงมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ เราพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งของเธอแล้ว”
เริ่นเปียวแสดงทัศนคติของเขาออกมาเป็นคนแรก เมื่อครู่นี้พวกเขาทุกคนต่างก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องด้วยเช่นกัน และด้วยท่าทางของฟู่เยี่ยนในตอนนี้ พวกเขาก็พอจะเดาออกมาได้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไร
“ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเราทุกคนก็พร้อมที่จะสู้ไปกับเธอ” หูจินมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่แน่วแน่ เธอเองก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยง่าย
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ และเห็นว่าทุกคนต่างก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง เธอจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา แบบนี้ก็ไม่ยากแล้ว
“วันนี้ทุกคนได้ยินเสียงฟ้าร้องแล้วใช่ไหม เรื่องครั้งนี้คงไม่สำเร็จได้ง่ายๆ และอาจมีอันตรายถึงชีวิต พวกเราต้องเตรียมใจไว้ให้พร้อม หรือพูดได้ว่าหากถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้าอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน !”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ สีหน้าของทุกคนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เธอจึงได้แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“พวกเราไม่ได้กลัวอันตรายหรอก หากต้องเสี่ยงอันตราย แต่สามารถช่วยฟื้นฟูค่ายกลกลับมาได้จริงๆ มันก็คุ้มค่า มีบรรพบุรุษของเราคนไหนบ้างที่ไม่เคยขัดต่อเจตจำนงของสวรรค์ ?” ลุงหลิวพูดขึ้นมาเป็นคนแรก เขายังคงยืนยันที่จะให้การสนับสนุนกับฟู่เยี่ยน และการสนับสนุนนี้ก็หมายความว่าเขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างต่อไป
ทุกคนต่างก็หันมามองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็คิดแบบเดียวกัน ถึงแม้สิ่งที่เรียกว่าการแสวงหาความมั่งคั่งนั้นจะอันตรายและไม่เหมาะสมก็ตาม แต่ความมุ่งมั่นของทุกคนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ค่ายกลนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่เลยเมื่อเทียบกับค่ายกลในสวนสาธารณะเป่ย์ไห่ มันมีขนาดที่เล็กกว่านั้นมาก”
“นอกจากนี้ ฉันยังเชื่อว่าหากชีพจรมังกรยังมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่ มันจะต้องต่อต้านได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น มันจะเป็นฝ่ายช่วยเราเอง”
ฟู่เยี่ยนเชื่อว่าชีพจรมังกรจะต้องสามารถช่วยทุกคนได้อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยเลย จากเหตุการณ์ของมังกรขาวก็สามารถพิสูจน์ได้แล้ว
“เมื่อตอนอยู่บ้าน ฉันได้ทำนายดวงชะตาของพวกเรา ซึ่งผลการทำนายนั้นแสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะเผชิญกับความโชคร้าย อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำนายของฉันนั้นมีจำกัด ฟู่เยี่ยน เธอช่วยลองทำนายดูอีกครั้งดีไหม ? บางทีครั้งนี้มันอาจจะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปก็ได้” มู่อี้อันพูดแทรกขึ้นมา
ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้ตอบสนอง เริ่นเปียวและคนอื่นก็เริ่มขอให้เธอทำนายดวงชะตา พวกเขาอยากรู้ว่าวันนี้พวกเขาจะโชคร้ายหรือโชคดี
“ฟู่เยี่ยน เธอช่วยดูหน่อยได้ไหมว่าพรุ่งนี้ภารกิจของเราจะราบรื่นหรือเปล่า ?” ทุกคนต่างก็พูดเร่งเร้าให้ฟู่เยี่ยนทำนายดวงชะตาให้
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิออกมาสามเหรียญ ก่อนจะทำการโยนมันเพื่อเสี่ยงทายในทันที
ผลจากการทำนายทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าโชคดีและโชคร้ายนั้นเท่าๆกัน นั่นหมายความว่าเรื่องราวในอนาคตยังคงมีความไม่แน่นอน ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะชนะหรือแพ้ อย่างไรก็ตาม ในคำทำนายมีพลังแห่งความหวังเล็กๆซ่อนอยู่ บางทีอาจจะมีโชคหรือโอกาสพิเศษรออยู่ก็เป็นได้
มู่อี้อันเข้าไปใกล้เพื่อดูคำทำนายของฟู่เยี่ยน ทว่าเขากลับต้องตกตะลึงทันทีที่ได้มอง หลังจากดูได้เพียงไม่กี่นาที เขาก็รีบหลบสายตากลับมา เพราะในคำทำนายนั้นกลับซ่อนพลังอันไร้ขอบเขตไว้มากมาย เกือบทำให้เขาถูกมันสะกดให้ติดอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัวแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีของมู่อี้อัน ฟู่เยี่ยนจึงได้เก็บเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญของเธอขึ้นมา
“นายนี่บุ่มบ่ามจริงๆ คำทำนายของฉันมันเชื่อมกับจิตใจของฉันโดยตรง ใครจะมาดูแล้วเข้าใจง่ายๆได้ล่ะ ? พอนายยื่นหน้ามาดูแบบนั้นก็ต้องโดนพลังสะท้อนกลับอยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมหัวเราะ
นิสัยของเขาก็ยังเหมือนเดิม ทำอะไรก็ไม่ค่อยรอบคอบ
“ฉันก็แค่ไม่คาดคิดเอง ก่อนหน้านี้เหรียญของเธอไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำอย่างกับว่าฉันไม่เคยดูเหมือนมาก่อนอย่างนั้นแหละ” มู่อี้อันพึมพำออกมาด้วยความไม่พอใจ
“เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน และปัจจุบันก็คือปัจจุบัน คำทำนายนี้แม้แต่ฉันยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะดูออก นับประสาอะไรกับนาย ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของเขา
“คำทำนายเป็นอย่างไรบ้าง ?” หูจินและคนอื่นมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความกระตือรือร้น
“ตามคำทำนายมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี โอกาสในครั้งนี้มีไม่มากนัก หากเราคว้าโอกาสนี้เอาไว้ไม่ได้ บางทีเราอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูค่ายกลให้กลับมาเหมือนเดิมได้เลย ฉะนั้นทุกคนต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ภารกิจในวันพรุ่งนี้ของพวกเราจะต้องอันตรายมากๆอย่างแน่นอน”
“นี่คือคำทำนายที่ฉันเห็น แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของมนุษย์ด้วย”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็ยังคงแสดงท่าทีที่ห้าวหาญออกมา และคิดเพียงแค่ว่าตราบใดที่เรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จ มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงแล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวไปเตรียมยันต์ก่อน เอาไว้พรุ่งนี้เช้าฉันจะมอบมันให้กับทุกคน”
นี่คือทั้งหมดที่ฟู่เยี่ยนสามารถทำได้ ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและเจตจำนงของสวรรค์แล้ว
ตอนที่ 536: ขึ้นไปบนภูเขาเพื่อสร้างค่ายกล
หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันเสร็จ พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน วันนี้พวกเขาต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อที่พรุ่งนี้จะมีแรงในการฟื้นฟูค่ายกล
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ไปหาจ้าวชุนฮวา ก่อนจะขอให้เธอช่วยนึ่งอาหารแห้งสัก2-3หม้อ เพื่อที่ฟู่เยี่ยนจะได้นำมันติดตัวไปในวันพรุ่งนี้ ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าครั้งนี้พวกเธอจะต้องไปกี่วัน บางทีอาจกินเวลาถึงสิบวันเลยก็ได้
“ไม่ต้องห่วง ป้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เธออย่างแน่นอน ป้าจะลางานในช่วงบ่าย แล้วจะขอให้เหวินเซียงและทุกคนมาช่วยด้วย” จ้าวชุนฮวารู้ดีว่าฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังจะทำเรื่องใหญ่ เธอจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
“ถ้าอย่างนั้นหนูต้องขอบคุณคุณป้ามากเลยนะคะ คุณป้า หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลากี่วัน หากหัวหน้าหมู่บ้านหรือคนในหมู่บ้านมาถามถึงพวกเรา ช่วยบอกไปว่าเรากำลังเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืชบนภูเขาและสำรวจภูมิประเทศก็พอนะคะ อย่าให้ใครขึ้นไปตามหาพวกเราบนภูเขาเด็ดขาดเลยนะคะ”
ฟู่เยี่ยนเตือนเพราะกลัวว่าหากมีชาวบ้านขึ้นไปบนภูเขา อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้
“เสี่ยวฟู่ ป้าเข้าใจแล้ว แต่พวกเราต่างก็หากินกับภูเขาลูกนี้มานานแล้ว ในอนาคตพวกเรายังสามารถขึ้นไปที่นั่นได้หรือเปล่า ?” จ้าวชุนฮวาใช้โอกาสนี้เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
เธออยากถามเรื่องนี้มานานแล้ว ภูเขาหลังหมู่บ้านนั้นอุดมสมบูรณ์มาก สมัยก่อนเธอมักจะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเพื่อเก็บกิ่งไม้มาก่อไฟ นอกจากนี้ยังมีผักต่างๆในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วงที่อร่อยมากเช่นกัน !
“หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในอนาคตทุกคนก็จะสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้ตามปกติค่ะ” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในใจของเธอ เธอจะต้องปลูกฝังแนวคิดเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้หยั่งรากลึกลงไปในใจของทุกๆคนด้วย
แต่เรื่องนี้จะทำอย่างหุนหันพลันแล่นไม่ได้ ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เธอต้องทำให้ทุกคนตระหนักว่าสภาพแวดล้อมที่ดีนั้นจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อทุกคน ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงจะช่วยปกป้องชีพจรมังกรอย่างเดียวเท่านั้น ในทางกลับกัน ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่รอบๆชีพจรมังกรด้วย
“แบบนั้นก็ดีเลย ! จากนี้ไปฉันก็จะได้ขึ้นไปเก็บผักและผลไม้ป่าแล้ว” จ้าวชุนฮวาพูดพร้อมกับเดินไปเตรียมอาหารแห้งอย่างมีความสุข
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังไม่สามารถเข้าไปในดินแดนต่างมิติได้ ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงแค่กลับไปที่ห้องแล้วหยิบกระดาษยันต์ออกมาวาดยันต์เท่านั้น เธอต้องรีบวาดยันต์ให้เสร็จ เพราะเธอยังมีเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับการฟื้นฟูค่ายกลให้ต้องคิด
ฟู่เยี่ยนนั่งวาดยันต์จนดึก ก่อนจะบิดขี้เกียจและมองไปทางเตียง ซึ่งตอนนี้หูจินก็ได้หลับไปแล้ว
เธอจึงได้เดินไปนั่งที่เตียง ขณะที่เธอกำลังห่มผ้านั้น เธอก็ได้ยินหูจินพูดเบาๆว่า
“ฟู่เยี่ยน เธอมั่นใจมากแค่ไหนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?” แท้จริงแล้วหูจินเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน เธอยังคงรู้สึกกังวลถึงเรื่องนี้อยู่ในใจตลอดเวลา
“ฉันคิดว่าโอกาสสำเร็จมีครึ่งต่อครึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราด้วย ฉันเชื่อว่าเราจะต้องสามารถฟื้นฟูค่ายกลนี้กลับคืนมาได้อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรมากนัก ตอนนี้เธอค่อนข้างมั่นใจแล้วว่ามันจะสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังคงต้องได้รับการจัดการอย่างระมัดระวัง
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรารีบนอนกันเถอะ พรุ่งนี้เรายังต้องออกเดินทางตั้งแต่รุ่งสาง” ครั้งนี้หูจินตั้งใจว่าจะหลับจริงๆแล้ว
ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้คิดมากเช่นกัน เธอจึงเข้านอนในทันที การพักผ่อนให้เพียงพอนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะยังมีการต่อสู้ที่ยากลำบากรอเธออยู่ในวันพรุ่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงไก่ขันและนกที่เริ่มออกหากินก็ได้ดังขึ้น บ่งบอกให้รู้ว่าวันอันแสนวิเศษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทันทีที่ไก่ในลานบ้านเริ่มขัน ฟู่เยี่ยนก็ได้ตื่นแล้ว ขณะที่เธอกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น หูจินที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ได้ตื่นขึ้นมาเช่นกัน ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่งตัวเงียบๆ ก่อนจะออกไปล้างหน้าข้างนอก
ปีนี้ไม่ค่อยหนาว แต่ก็ยังถือว่าอากาศเย็นพอสมควร เพราะเวลาที่ลมพัดมาโดนใบหน้าให้ความรู้สึกไม่ต่างจากถูกใบมีดบาดเลย
หลังจากที่ล้างหน้าเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ทาครีมบำรุงผิวหน้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เธอยังคงต้องห่วงสุขภาพผิวของตัวเองด้วย
ก่อนหน้านี้ หูจินมีชีวิตที่ยากลำบากมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ทาครีมบำรุงผิวหน้าเลย ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ยื่นครีมของตัวเองให้กับหูจินลองใช้ดู
“ลองนี่ดูสิ ฉันทำมันขึ้นมาเองเลยนะ”
หูจินจึงได้รับมันมา เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมของดอกมะลิได้โชยออกมา เธอจึงเกลี่ยมันไปทั่วใบหน้าและทาเบาๆ จากนั้นก็คืนมันให้กับฟู่เยี่ยนไป
“ฉันให้มันเป็นของขวัญสำหรับเธอ ถึงอย่างไรเราก็ควรจะบำรุงผิวหน้าสักหน่อยนะ มันคงจะใช้ได้อีก2-3วัน ไม่ต้องห่วงฉันพกกระปุกสำรองมาไว้แล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังเตรียมกระเป๋าของเธอ
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากเลยนะ” หูจินตอบฟู่เยี่ยนอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมันเป็นครีมบำรุงผิวที่ดีและเธอเองก็ชอบมันด้วย เพราะทันทีที่ทา เธอก็รู้สึกสบายผิวมาก
หลังจากที่พวกเธอทั้งสองเก็บของเสร็จ มู่อี้อันและฉางหยู่เซิงที่อยู่ห้องติดกันก็ตื่นแล้วเช่นกัน จากนั้นพวกเขาทั้งสี่คนก็ได้เดินไปที่ภูเขาหลังหมู่บ้านทันที
เมื่อวานนี้พวกเขานัดรวมตัวกันที่เชิงเขา ฉางหยู่เซิงช่วยเข็นรถเข็นของมู่อี้อัน ส่วนมู่อี้อันก็ได้ถือถุงอาหารแห้งใบใหญ่เอาไว้ โดยเมื่อถึงเวลา มันจะถูกแบ่งให้กับทุกคน ด้วยอาหารแห้งที่มี มันจะทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้หลายวันเลย
เมื่อพวกเขามาถึงที่เชิงเขา ซึ่งทุกคนที่พักอยู่ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้มาถึงกันหมดแล้ว จากนั้นทุกคนก็เริ่มแบ่งอาหารแห้งและยันต์อย่างรู้งาน ก่อนจะเดินขึ้นไปบนภูเขาในทันที
ตอนนี้ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ บนภูเขามีสายหมอกลอยเอื่อยเล็กน้อย
หลังจากที่ทุกคนได้พูดคุยกันแล้ว จากนี้เป็นต้นไปไม่จำเป็นต้องดูแลต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านอีกแล้ว เพราะพวกเขาจะตั้งค่ายกลขึ้นมาบนภูเขาโดยตรง เพื่อที่จะไม่ต้องกลัวว่าค่ายกลจะถูกทำลายลงไปอีกครั้งนั่นเอง
หลังจากที่ขึ้นไปบนภูเขา ทุกคนต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง เมื่อวานนี้ฟู่เยี่ยนได้มอบหมายงานให้กับทุกคนอย่างชัดเจนแล้วว่าใครอยู่ในตำแหน่งไหนและทำอะไร
สำหรับตำแหน่งหัวหน้าทีม ฟู่เยี่ยนต้องรับตำแหน่งนี้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว โดยมีมู่อี้อันเป็นผู้ช่วย เมื่อขึ้นมาบนภูเขาแล้ว ฉางหยู่เซิงก็ได้แบกมู่อี้อันไว้บนหลัง ส่วนเชอต้าไห่รับหน้าที่แบกรถเข็น และลุงหลิวถือไม้ค้ำยัน
หลังจากที่วางมู่อี้อันลง ทุกคนก็ได้เดินไปยังทิศทางที่ได้กำหนดเอาไว้ ตอนนี้ภารกิจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ฟู่เยี่ยนยืนมองดูทุกคนที่กำลังเดินไปยังตำแหน่งของตัวเอง จากนั้นเธอก็ได้ย่อตัวลงเพื่อคุยกับมู่อี้อัน
“นายต้องตั้งใจฟังสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดต่อไปให้ดีนะ หากสิ่งที่ฉันทำทั้งหมดล้มเหลว นายจะต้องทำทุกอย่างต่อในทันที ไม่ต้องลังเลอะไรทั้งสิ้น เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดกับมู่อี้อันด้วยท่าทีที่จริงจัง
ตอนนี้มู่อี้อันรู้แล้วว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงยังคงยืนกรานที่จะพาเขามาด้วย ทั้งที่ขาของเขายังไม่หายดี แต่เธอก็ยังให้คนแบกเขาขึ้นมา
“ทำแบบนี้มันไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยเหรอ ? ก่อนหน้านี้เธอได้ปรึกษากับใครมาบ้างแล้วหรือยัง ?” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย
“หากมีทางเลือกอื่น ฉันก็คงจะไม่ทำให้ตัวเองต้องมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้หรอก นี่เป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองตามู่อี้อัน เธอดูจริงจังมาก และไม่มีท่าทีว่าจะล้อเล่นเลย
“หากเธอทำไม่ได้ คิดว่าฉันจะทำได้อย่างนั้นเหรอ ! เธอควรเลือกคนที่พร้อมมาทำหน้าที่นี้แทนฉัน ไม่ใช่เอาคนที่แค่จะเดินยังเดินไม่ได้แบบนี้มาเป็นคนที่คอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังของเธอ” มู่อี้อันยังคงเป็นกังวลและไม่เต็มใจที่จะทำเรื่องนี้ เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับภารกิจของฟู่เยี่ยนขึ้นมาแล้ว
ถึงเขาจะเป็นผู้ชายก็จริง แต่เขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ !
แต่ฟู่เยี่ยนรู้ถึงจุดเชื่อมต่อสุดท้ายของค่ายกลแล้ว สิ่งที่เธอกำลังจะบอกกับมู่อี้อันก็คือ ในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อค่ายกลเสร็จสมบูรณ์ หากเกิดเหตุการณ์ฟ้าฝ่าลงมา เธอก็จะโยนยันต์สายฟ้าขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที เพื่อที่จะใช้มันดึงดูดความสนใจของสายฟ้าทั้งหมดมาที่ตัวเธอ
หากสายฟ้าฟาดลงมาและทำลายค่ายกลอีกครั้ง สิ่งเดียวที่มู่อี้อันต้องทำก็คือตั้งค่ายกลอันใหม่ขึ้นมา
“เสี่ยวฮั่ว ! เธอเสียสติไปแล้วหรือไง ? หากทำแบบนั้น เธออาจตายเลยก็ได้นะ !” มู่อี้อันเกือบกระโดดลงจากรถเข็น ทำไมเธอถึงได้ตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ได้กัน !
“นี่เป็นวิธีเดียวที่สามารถทำได้ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง หลังจากที่เราฟื้นฟูค่ายกลได้สำเร็จ พลังที่หลงเหลืออยู่ของชีพจรมังกรอาจตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในกรณีนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับวิถีของสวรรค์ เพราะชีพจรมังกรจะช่วยคลี่คลายวิกฤตนี้ !”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พยายามพูดปลอบในมู่อี้อันเลย เธอพูดออกไปตรงๆ ซึ่งเธอรู้ดีว่าความเป็นไปได้ของเรื่องนี้มีน้อยมากๆ แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง บางทีมันก็อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้ทันเวลาก็เป็นได้
ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน เพราะเธอยังมีทางหนีอยู่ หากไม่มีอะไรสามารถช่วยเธอได้จริงๆ เธอก็จะหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในดินแดนต่างมิติ แบบนี้สวรรค์จะทำอะไรเธอได้ ?
ตอนที่ 537: ฝ่าฝืนเจตจำนงของสวรรค์
“เธอกำลังใช้ชีวิตของตัวเองเดิมพันกับสิ่งนี้อยู่นะ ! ฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ฉันจะบอกให้ลุงหลิวเลิกทำเดี๋ยวนี้แหละ เรากลับลงไปกันได้แล้ว ! ค่ายกลนี้จะไม่ถูกฟื้นฟูแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม !” หลังจากที่พูดจบ มู่อี้อันก็กำลังจะหันรถเข็นไปหาลุงหลิว
“มู่อี้อัน นายฟังฉันให้ดีนะ ฉันจะไม่ยอมให้นายทำลายขั้นตอนสุดท้ายนี้อย่างแน่นอน ! หากนายไม่ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ โครงสร้างของชีพจรมังกรทั้งหมดในประเทศจีนจะต้องเปลี่ยนไป”
“แม้แต่สถานะของเราในลัทธิเต๋าเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน นายไม่อยากถูกเรียกว่าอาจารย์มู่ตอนที่ออกไปข้างนอกบ้างอย่างนั้นเหรอ ?”
คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้มู่อี้อันรู้สึกเชื่อมั่นในตัวของเธอขึ้นมาอีกครั้ง
เฮ้อ ลืมมันไปเสียเถอะ ! ถ้าผู้หญิงคนนี้อยากจะบ้า ก็แค่บ้าไปกับเธอเท่านั้น อย่างเลวร้ายที่สุดเขาก็แค่ต้องกลายเป็นเนื้อย่างเพราะถูกฟ้าผ่าไปกับเธอ !
เมื่อฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันพูดคุยกันเสร็จ ทั้งคู่ก็ได้เงียบเสียงลง พวกเขาจะทำให้ทุกคนตกใจไม่ได้ ดังนั้นมู่อี้อันจึงเป็นฝ่ายประนีประนอมและหยุดโต้เถียงกับฟู่เยี่ยนไปในที่สุด
หลังจากที่ผ่านไปได้กว่าครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็ได้เข้าประจำตำแหน่งของตัวเองและเริ่มตั้งค่ายกลขึ้น
ฉางหยู่เซิง เชอต้าไห่ และเยี่ยนโหลวได้รับผิดชอบหน้าที่ที่ไม่ค่อยยากนัก เนื่องจากพวกเขาทั้งสามคนมีทักษะที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับคนอื่น จึงรับหน้าที่ในการเชื่อมโยงค่ายกลแต่ละจุดเข้าด้วยกัน
ส่วนทางด้านหูจิน ลุงหลิว และเริ่นเปียวมีทักษะที่ถือว่าอยู่ในระดับสูงแล้ว ฉะนั้นนอกจากฟู่เยี่ยนที่ต้องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดแล้ว ก็ยังมีพวกเขาคอยจัดการในส่วนที่เหลือ
กระบวนการนี้ใช้เวลานานมาก ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้ยืนอยู่ในที่ตำแหน่งของผู้นำทีมและกำลังมองดูตำแหน่งต่างๆจากระยะไกล เธอมองดูพวกเขาสร้างค่ายกลเล็กๆขึ้นทีละจุด ส่วนมู่อี้อันที่อยู่ข้างๆก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพของตัวเองเพื่อไม่ให้แสดงท่าทีตื่นตระหนกใดออกมา !
ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ในตำแหน่งหัวของมังกรและมองไปยังสัญลักษณ์ที่ได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ตอนนี้แทบจะไม่มีสิ่งกีดขวางค่ายกลเล็กๆเหล่านั้นเลย ด้วยความแข็งแกร่งของลุงหลิวและคนอื่น พวกเขาสามารถทำมันให้สำเร็จสมบูรณ์ได้อย่างง่ายดาย
เช่นเดียวกับค่ายกลเมื่อก่อนหน้านี้ของฟู่เยี่ยน พวกเขาได้ฝังยันต์ลงในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพียงแต่คราวนี้เพิ่มเทคนิคพิเศษของฟู่เยี่ยนเข้าไป ซึ่งครั้งนี้เธอได้แกะสลักยันต์ลงบนหยกแทนนั่นเอง
ยันต์ที่สลักลงไปบนหยกจะมีประสิทธิภาพมากกว่ายันต์กระดาษ ตราบใดที่หยกไม่แตกหัก การก่อตัวจะยังคงมีประสิทธิภาพเดิม ซึ่งฟู่เยี่ยนได้คำนวณเวลาเอาไว้แล้ว มันจะอยู่ได้เกือบหนึ่งร้อยปีเลยทีเดียว ดังนั้นมันจึงคุ้มค่าที่เธอต้องจ่ายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการหลี่จะต้องคืนเงินจำนวนนี้ให้กับเธออยู่แล้ว ดังนั้นความเศร้าของฟู่เยี่ยนจึงได้บรรเทาลงไปในที่สุด และการใช้หยกมาทำยันต์นั้นสามารถรับประกันอัตราความสำเร็จได้ดีกว่ายันต์กระดาษอีกด้วย
ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็เห็นยันต์ส่งสัญญาณโดยมันได้กระพริบเร็วๆ รวมกันแปดครั้ง เธอจึงได้หยิบยันต์หยกที่เธอเตรียมเอาไว้ขึ้นมาและเตรียมที่จะฝังมันลงไปในตำแหน่งของหัวมังกรทันที
แต่ในขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะฝังยันต์หยกแผ่นแรกนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ฟ้าแลบขึ้นมา จากนั้นเสียงฟ้าร้องก็ได้ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
ฟู่เยี่ยนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องนั้นราวกับว่าจะดังก้องอยู่ในหูของเธอ ในเวลานี้ เธอต้องมีสายตาและมือที่รวดเร็ว และเธอเองก็ต้องเร่งมือเช่นกัน มันเป็นเรื่องยากมากที่จะเปลี่ยนยันต์หยกทั้งเก้าจุดให้กลายเป็นค่ายกลเล็กๆได้
ตอนนี้ใบหน้าของฟู่เยี่ยนเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เธอฮึดฮัดออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเร่งดำเนินการตามแผนต่อ
ส่วนมู่อี้อันที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เขาจึงได้หยิบไม้ค้ำยันและยืนขึ้น ก่อนจะค่อยๆพยายามเดินไปหาฟู่เยี่ยน ซึ่งระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้
ในเวลานี้ เขาจะเอาแต่นั่งมองอยู่บนรถเข็นไม่ได้แล้ว เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมา มันคงจะสายเกินไปอย่างแน่นอน
ขณะที่ฟู่เยี่ยนจัดวางยันต์หยกทั้งเก้าเสร็จ เมื่อยันต์หยกเริ่มก่อตัวเป็นแถวเล็กๆ ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ได้เริ่มดังกึกก้องมากขึ้นกว่าเดิม
จากนั้น ค่ายกลเล็กๆของเธอก็ได้เริ่มเชื่อมต่อกับค่ายกลทั้งแปดจุดที่ถูกตั้งเมื่อครู่นี้ เช่นเดียวกับค่ายกลที่เสียหายไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ทุกอย่างได้ถูกรวมเข้าด้วยกันและสร้างค่ายกลป้องกันที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เมื่อแสงสีทองเปล่งประกายไปทั่วบริเวณ นั่นก็หมายความว่าการตั้งค่ายกลทั้งหมดได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว !
ทันทีที่ค่ายกลก่อตัวเสร็จสิ้น สายฟ้าบนท้องฟ้าได้รวมตัวจนกลายเป็นสสารและฟาดลงมาในทันที ซึ่งฟู่เยี่ยนก็มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน เธอหยิบยันต์สายฟ้าที่เตรียมเอาไว้ออกมา ก่อนจะโยนมันขึ้นไปบนท้องฟ้าในทิศทางตรงกันข้าม โดยเธอหวังว่าจะใช้ยันต์สายฟ้านี้มาต่อต้านการโจมตีสายฟ้าจากสวรรค์ !
เมื่อเห็นฉากนี้ มู่อี้อันก็ได้ชะงักฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าหากเขาไปที่นั่นในตอนนี้ ก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเปล่าๆ เขาจึงได้แต่จิกมือกำหมัดแน่นจนมีเลือดไหลซึมมาบริเวณฝ่ามือเต็มไปหมด
ครั้งแรกที่สายฟ้าฟาดลงนั้น ฟู่เยี่ยนได้ใช้ยันต์สายฟ้าของเธอหลบการโจมตี โดยเธอใช้ยันต์สายฟ้าไปถึงสิบแผ่นเลยทีเดียว
ส่วนครั้งที่สองที่สายฟ้าฟาดลงมา เธอได้ใช้ยันต์สายฟ้าถึงยี่สิบแผ่นเลยทีเดียว
จากนั้นระยะเวลาที่สายฟ้าฟาดลงมาในแต่ละครั้งก็เริ่มถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
ครั้งที่สาม...
ครั้งที่สี่...
……..
เมื่อสายฟ้าครั้งที่หกกำลังจะมาถึง ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบยันต์สายฟ้าที่เหลืออยู่ออกมา โดยเธอคิดว่าครั้งนี้เธออาจจะไม่สามารถต่อต้านการโจมตีได้อีกแล้ว
ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินโซซัดโซเซเข้ามา เขารู้อยู่นานแล้วว่าฟู่เยี่ยนกำลังเล่นกับไฟ และเดิมพันทุกอย่างด้วยชีวิตของตัวเอง
ไม่ได้ ! ในตอนนี้ความคิดเดียวที่อยู่ในใจของเขาก็คือ เขาต้องปกป้องฟู่เยี่ยนเอาไว้ให้ได้ !
ขณะที่สายฟ้าครั้งที่เจ็ดกำลังก่อตัว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงคำรามของมังกรดังขึ้นมาในหูของเธอ ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้นมา ในที่สุด ลมหายใจที่เหลืออยู่ของชีพจรมังกรที่อยู่ที่นี่ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว !
ทว่ายังเร็วเกินไปที่จะมีความสุข เพราะตอนนี้ประกายของสายฟ้าก็ได้สว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ก่อนที่สายฟ้าครั้งที่เจ็ดกำลังจะฟาดลงมา ฟู่เยี่ยนก็คิดได้ว่ายังมีสายฟ้าอีกหลายสาย…...
ฟู่เยี่ยนจึงไม่รอช้า เธอรีบโยนยันต์สายฟ้าขึ้นไปบนท้องฟ้าในทันที แต่ก่อนที่มันจะแสดงผล ยันต์จำนวนหนึ่งก็ได้กลายเป็นขี้เถ้าไปในพริบตา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของมู่อี้อันก็ได้เบิกกว้างขึ้นมาเช่นกัน ยันต์สายฟ้าใช้ไม่ได้ผลอย่างนั้นหรือ ? หากครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่สามารถต่อต้านได้ จะต้องเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน เขาจึงได้เร่งฝีเท้าเดินกะเผลกอย่างสุดชีวิต เพื่อเข้าไปช่วยฟู่เยี่ยน
แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปถึงตำแหน่งที่ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ เขาก็ได้เห็นเงาบางอย่างปรากฏขึ้นมาตรงหน้า ก่อนจะมีแสงสว่างจ้าขึ้นมาจนเขาต้องหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างก็ได้สงบลงไปแล้ว
เขามองเห็นได้ไม่ค่อยชัดเจนนักว่ามันคือเงาของอะไร ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ยืนมองฉากตรงหน้าโดยไม่ขยับเขยื้อนเช่นกัน เธอเห็นเงาของมังกรที่กำลังบินขึ้นมาจากพื้นดินและเผชิญหน้ากับสายฟ้าอย่างไม่เกรงกลัว
ฟู่เยี่ยนอยากจะมองดูฉากนี้ชัดๆ แต่แสงสีทองนั้นสว่างจ้าเกินไป ฟู่เยี่ยนจึงต้องหลับตาลงในที่สุด
วินาทีต่อมา เสียงฟ้าร้องก็ได้เงียบลง และหลังจากนั้นไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนจึงค่อยๆลืมตาขึ้น
ในที่สุดหายนะครั้งนี้ก็ได้ผ่านพ้นไป ดูเหมือนว่าชีพจรมังกรนี้จะสามารถต่อต้านสายฟ้าทั้งเก้าของสวรรค์ได้ เพราะสายฟ้าเพิ่งจะฟาดลงมาแค่เจ็ดครั้ง และมันก็ได้หายไปแล้ว
จากนั้นเธอก็ได้มองไปยังมู่อี้อันที่ตอนนี้ได้โยนไม้เท้าทิ้งไปแล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมา พวกเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังว่าค่ายกลจะใช้งานได้ปกติหรือไม่ ?
ทั้งสองสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าออร่าของชีพจรมังกรนั้นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก เพียงแต่มันเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ร่างวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาเท่านั้น และพลังงานส่วนใหญ่ก็ได้ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ใช้เนตรสวรรค์มองลงไปบนพื้น ซึ่งเธอกลับมองไม่เห็นร่องรอยของมังกรเลย แต่ชีพจรมังกรได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเดิมที พลังที่เหลืออยู่ของชีพจรมังกรนั้นอ่อนแอ
เมื่อเธอมองย้อนกลับไปด้านหลัง ก็ได้พบว่าเทือกเขาทั้งลูกได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง และใบไม้ของต้นไม้บนภูเขาก็ได้ร่วงโรยไปจนหมดแล้ว ทว่าเธอยังคงรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ตัวเล็ก รวมไปถึงฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้ได้ ทุกคนอยู่ในสภาพแวดล้อมเล็กๆบนภูเขาหลังหมู่บ้าน และรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็เริ่มนั่งสมาธิ แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็ยังนั่งสมาธิไปพร้อมกับทุกคนเช่นกัน เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำสิ่งนี้
ส่วนมู่อี้อันที่ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ เขาจึงได้นั่งลงบนรถเข็นเงียบๆ ก่อนจะหลับตาลงและทำสมาธิเช่นกัน
การทำสมาธิในครั้งนี้กินเวลาไปกว่าสามวันสามคืน เมื่อทุกคนหลับตาลงและกำลังทำจิตใจให้สงบ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นแสงสีทองเล็กๆที่กำลังตกลงมาบนตัวพวกเขาเลย
มีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่สัมผัสถึงบางอย่างที่ดูแปลกไปนี้ได้ มันจะต้องเป็นแสงสีทองแห่งบุญกุศลอย่างแน่นอน ไม่ว่าสวรรค์จะไม่เห็นด้วยกันสิ่งนี้ก็ตาม แต่ตราบใดที่มีแสงสีทองแห่งบุญกุศลสาดส่องลงมา นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่พวกเธอทำในครั้งนี้ได้สร้างบุญกุศลให้กับตัวเองและคนรุ่นต่อๆไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเส้นทางแห่งสวรรค์นี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับผู้คนภายใต้การปกครองของทรราช การต่อต้านคือหนทางเดียวเท่านั้น
ตอนที่ 538: ทุกอย่างได้จบลงแล้ว
ในที่สุด ทุกคนก็ได้ออกจากภวังค์ ฟู่เยี่ยนลืมตาขึ้นช้าๆก่อนจะลุกขึ้นยืน ซึ่งเธอก็ได้พบว่ามู่อี้อันกำลังมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เป็นประกาย
“ทำไมนายถึงได้มองฉันแบบนั้นล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับลูบไปที่ใบหน้าของตัวเอง มีสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ใบหน้าของเธอหรือเปล่า ?
“เรายังมีชีวิตอยู่ ! สุดยอดไปเลย…” มู่อี้อันพูดยังไม่ทันจบ น้ำตาของเขาก็เอ่อออกมา
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงได้หัวเราะจนแทบจะหายใจไม่ออก ดูผู้ชายคนนี้สิ ! ตอนที่ฟ้าผ่าลงมา เขารีบเข้ามาปกป้องเธอโดยที่ไม่ร้องไห้เลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาปกติ และท้องฟ้าก็แจ่มใสแล้ว เขากลับร้องไห้ออกมาอย่างนั้นหรือ ?
ทั้งสองยังคงยืนอยู่ด้วยกัน โดยที่คนหนึ่งร้องไห้ ส่วนอีกคนหนึ่งก็หัวเราะออกมาไม่หยุด ขณะนั้นเอง หูจินและลุงหลิวก็กำลังเดินไปรวมกับทุกคน เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้จะถึงตำแหน่งของฟู่เยี่ยน ก็ได้เห็นว่าที่นี่มีความรู้สึกที่หลากหลายมากๆ
“ทั้งสองคนเป็นอย่างไรบ้าง ? เมื่อกี้นี้มีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นไปหมด พวกเราอยากมาช่วยมากๆ แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างตรึงเราเอาไว้ที่จุดนั้นจนเราไม่สามารถขยับตัวได้” ลุงหลิวพูดพร้อมกับมองไปที่ทั้งสองด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
“ใช่แล้วล่ะ ตอนที่ฟ้าร้องดังสนั่นนั้น ฉันอยากจะมาที่นี่แต่กลับขยับตัวไม่ได้เลย มันเหมือนกับว่าฉันกำลังถูกพื้นดินดูดลงไป ฉันจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยืนอยู่ที่นั่น ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่แหนะ” หูจินพูดพร้อมกับดึงฟู่เยี่ยนเข้ามา ก่อนจะสำรวจดูว่าเพื่อนของเธอได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
“ฉันสบายดี ! แล้วทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง ? ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ทุกคน ซึ่งตอนนี้ทุกคนสบายดี ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลย ทั้งยังมีใบหน้าที่แดงเรื่อ และยังมีจิตใจที่เบิกบานอีกด้วย
“พวกเราสบายดี หลังจากที่ได้นั่งสมาธิ ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยล่ะ”
ดูเหมือนว่าในอนาคตหากต้องทำภารกิจนี้อีกครั้ง ทุกคนดูจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็จบลงไปได้ด้วยดี
หลังจากที่เก็บข้าวของเสร็จ ทุกคนก็ได้เตรียมตัวลงจากภูเขา ขณะเดินทางนั้น พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าทิวทัศน์ระหว่างทางดูอุดมสมบูรณ์มากขึ้นกว่าตอนที่ขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่างานที่รออยู่เบื้องหน้านั้นยังคงเป็นงานที่หนักมาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ได้จะเป็นการยืนยันว่าชีพจรมังกรมีอยู่จริงเท่านั้น แต่ยังยืนยันได้อีกว่าหากชีพจรมังกรได้รับการฟื้นฟูก็จะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกด้วย
โดยบันทึกในสมุดบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของเสิ่นเฉิงหมินนั้นบอกว่าชีพจรมังกรทั้งหมดนั้นมีอยู่หลายสิบเส้น ซึ่งจะมีทั้งขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนเดาว่าจริงๆแล้วอาจจะมีมากกว่านั้นเสียอีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ยอดเขาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่างเช่นที่หมู่บ้านเฟิงเหอแห่งนี้ก็ยังคงมีกลิ่นอายของชีพจรมังกรหลงเหลืออยู่ด้วย
ในเวลานี้ จ้าวชุนฮวาและพ่อของเหวินเฉียงก็กำลังกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมานี้มีเสียงฟ้าร้องและลมกรรโชกแรงบนภูเขา แต่กลับยังไม่มีใครลงมาเลยแม้แต่คนเดียว
ถึงแม้จะรู้ว่าคนในแวดวงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีความสามารถก็ตาม แต่เธอก็ยังคงอดที่จะรู้สึกกังวลไม่ได้ เพราะความผิดพลาดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว
“คุณคะ เราควรทำอย่างไรกันดี ? เราไปตามคนในหมู่บ้านขึ้นไปตามหาพวกเขาบนภูเขากันดีหรือเปล่า ? นี่ก็ผ่านมาสามวันสามคืนแล้วนะ” หลังจากที่ตื่นนอนในตอนเช้า จ้าวชุนฮวาก็เริ่มกระตุ้นสามีของเธอให้ขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตามหาฟู่เยี่ยนทันที
พ่อของเหวินเฉียงยังคงนั่งอยู่ที่เตียง เขาจุดบุหรี่พร้อมกับสีหน้าที่เคร่งเครียด หลังจากที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ยังคงรู้สึกว่าไม่ควรรีบขึ้นไปบนภูเขาในตอนนี้
“อย่ากังวลไปเลย ตอนที่เสี่ยวฟู่จะขึ้นไป เธอได้บอกเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าให้ใครขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ? หากเราทำแบบนั้น ก็เท่ากับว่าเราทำให้พวกเขาลำบากและงานของพวกเขาก็ล่าช้าลงไม่ใช่เหรอ ? นี่ก็แค่ผ่านมาไม่กี่วันเอง เมื่อสองวันก่อนมีฟ้าร้องก็จริง แต่วันนี้ก็มีแดดปกติแล้วนี่”
จ้าวชุนฮวาเองก็นึกถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนได้บอกเอาไว้ก่อนออกเดินทางเช่นกัน ซึ่งเธอก็รู้สึกว่าคำพูดของสามีนั้นฟังดูค่อนข้างสมเหตุสมผลจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้สวรรค์อวยพรพวกเขาด้วยแล้วกัน ! ขอให้สวรรค์คุ้มครองพวกเขาด้วยเถอะ ! พวกเขาจะได้ลงมาจากภูเขาอย่างปลอดภัย แต่ว่าคุณคะ คุณคิดว่าวันนี้อากาศดีเป็นพิเศษหรือเปล่า ? ทันทีที่ตื่นขึ้นมา ฉันก็รู้สึกว่าวันนี้อากาศสดชื่นมากเลย” จ้าวชุนฮวาพูดกับสามีพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
พ่อของเหวินเฉียงเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่รู้สึกว่าเช้านี้อากาศดีเป็นพิเศษ แต่มันยังได้กระจายไปจนทั่วหมู่บ้านเฟิงเหอและหมู่บ้านข้างๆ เรียกได้ว่ามันได้ครอบคลุมไปทั่งทั้งมณฑลเลยก็ว่าได้
ทุกคนต่างก็คิดว่าวันนี้เป็นวันที่อากาศดีมาก ดังนั้นพวกเขาต่างก็ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ส่วนบางคนก็ได้ออกไปเดินชมธรรมชาติ ซึ่งรู้สึกได้ว่ามันอุดมสมบูรณ์กว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
“คุณคิดว่าสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นเพราะพวกเสี่ยวฟู่หรือเปล่า ? เธอบอกกับฉันตอนที่จะออกเดินทางว่าเมื่อพวกเธอกลับมา พวกเราก็จะสามารถขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้านได้” จ้าวชุนฮวาบอกกับสามีด้วยท่าทีที่ดูซับซ้อน
“อย่าออกไปพูดเรื่องนี้กับใครที่ไหนเด็ดขาดเชียวนะ ทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับตลอดไป แม้ว่าเราจะรู้เรื่องนี้ก็ตาม คุณต้องคอยห้ามใจตัวเองให้ดีด้วย เพราะปรมาจารย์อย่างพวกเขาคงไม่อยากให้พวกเราพูดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”
พ่อของเหวินเฉียงไม่ต้องการให้จ้าวชุนฮวาพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะเวลาที่ผู้หญิงพูดนั้นมักจะห้ามใจตัวเองไม่ได้ หากออกไปข้างนอกและได้พูดคุยกับเพื่อนสนิท พวกเธอก็มักจะพูดคุยกันไม่หยุด
“ฉันเองก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่า ? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พูดได้หรอกนะ และฉันก็ได้เตือนเจ้าใหญ่กับภรรยาแล้วเหมือนกันว่าอย่าพูดถึงเรื่องนี้ให้คนอื่นได้ยิน”
“ดีแล้ว ! นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ดั่งคำพูดที่ว่าปลาหมอตายเพราะปาก เราควรเงียบเอาไว้ดีกว่า การที่ครอบครัวของเราได้รู้จักกับปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ เราก็ควรช่วยปกปิดตัวตนของพวกเขาเอาไว้ด้วย” ตอนนี้แนวคิดของภรรยาของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงอยากจะสอนบทเรียนให้กับจ้าวชุนฮวาอยู่
“คุณพูดถูก ยังมีตระกูลหลิวอีก คุณต้องหาเวลาไปเยี่ยมพวกเขาสักหน่อยแล้ว จะได้เตือนพวกเขาว่าอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ เสี่ยวฟู่คือผู้ช่วยชีวิตลูกสาวของพวกเขา ตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจแล้วว่าพวกเขาเคยคิดไม่ดีกับเฉียงจื่อ แต่เรื่องนี้ฉันจะไม่ยอมให้เสี่ยวฟู่ต้องเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด” จ้าวชุนฮวาพูดด้วยท่าทีที่ดูเป็นกังวล
“อย่ากังวลไปเลย ผมรู้ดี เราอย่าไปสนใจเลยดีกว่า ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบอะไรอีกแล้ว ตระกูลหลิวมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย เราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันเถอะ ไปทำอาหารได้แล้ว อีกเดี๋ยวทุกคนก็คงจะตื่นแล้ว บางทีเสี่ยวฟู่กับคนอื่นอาจจะกลับมาวันนี้ก็ได้นะ”
ทันทีที่สามีของเธอพูดจบ เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น
“นั่นเสี่ยวฟู่และคนอื่นกลับมาแล้วใช่ไหม ? คุณ ! รีบไปเปิดประตูเร็วเข้า” จ้าวชุนฮวารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะเขย่าแขนของสามีเพื่อกระตุ้นให้เขาไปเปิดประตู
ทางด้านพ่อของเหวินเฉียงก็ได้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและไปเปิดประตูอย่างรวดเร็วเช่นกัน แน่นอน คนที่มาเคาะประตูคือฟู่เยี่ยนและทุกคนนั่นเอง
“โอ้ เธอกลับมากันแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้ทำเอาพวกเรากังวลแทบแย่เลย เข้ามาก่อน เข้ามาก่อน ฉันกำลังให้ป้าของเธอไปทำอาหาร เรามาทานข้าวด้วยกันก่อนเถอะ !” พ่อของเหวินเฉียงรีบเชิญให้ทุกคนเข้ามาในบ้าน
จากนั้น จ้าวชุนฮวาก็ได้เดินออกมา เมื่อเห็นว่าทุกคนเพิ่งจะกลับมาเหนื่อยๆ และไม่ได้กินของอร่อยมาหลายวัน เธอจึงรีบเข้าครัวไปทำมื้อเช้าในทันที
“เสี่ยวฟู่ ภารกิจของเธอเสร็จสมบูรณ์แล้วใช่ไหม ?” พ่อของเหวินเฉียงเป็นคนฉลาดมาก เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคน เขาก็พอจะเดาออกแล้วว่าภารกิจนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
“ใช่แล้วค่ะคุณลุง วันนี้หนูคงต้องขออยู่ที่บ้านของคุณลุงเพื่อพักผ่อนอีกสักหนึ่งวันก่อน แล้วพรุ่งนี้เราจะกลับเมืองหลวงกันค่ะ” ฟู่เยี่ยนยังมีเรื่องอื่นที่ต้องกลับไปทำ แต่วันนี้ทุกคนต่างก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
“ได้อย่างไรกัน ฉันยังอยากให้เธออยู่พักผ่อนที่นี่ต่ออีกสัก2-3วันเลยด้วยซ้ำ ! จริงสิ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หัวหน้าหมู่บ้านได้มาถามกับฉันว่าเธอไปที่ไหนด้วยนะ ? แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรมากนักหรอก แค่บอกไปว่าเธอขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเก็บตัวอย่างพืชพันธุ์เท่านั้น แม้ว่าคนอื่นจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาก็ตาม แต่ฉันคิดว่าไม่บอกเขาจะดีกว่า”
พ่อของเหวินเฉียงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว และเลือกที่จะไม่ได้เปิดเผยภารกิจของฟู่เยี่ยนให้กับหัวหน้าหมู่บ้านทราบ
“คุณลุง คุณลุงตัดสินใจถูกต้องแล้วล่ะค่ะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชูนิ้วโป้งของเธอขึ้นมา ซึ่งทำให้พ่อของเหวินเฉียงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที
“พวกเธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันจะไปที่สำนักงานของหมู่บ้านก่อน คืนนี้เรามาดื่มฉลองกันหน่อยดีกว่า” หลังที่พูดคุยกันเสร็จ พ่อของเหวินเฉียงก็ได้ขอตัวไปทำงาน
แต่ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังไม่สามารถไปพักผ่อนได้ เธอยังคงต้องไปหาหมอหวังเพื่อมอบหนังสือทางการแพทย์ให้กับเขาก่อน ส่วนเรื่องลูกสาวของหลิวต้าเหนียนนั้น เธอคิดว่าหมอหวังจะต้องตรวจดูชีพจรมาแล้ว ซึ่งเอาไว้ไปถึงที่นั่นเธอค่อยปรึกษากับเขาอีกครั้ง
ตอนที่ 539: กาลเวลาที่ผันผ่าน
ในช่วงบ่ายของวันถัดไป ทุกคนก็ได้กลับมาถึงหน่วย753แล้ว แต่ทว่าไม่ได้มีใครรีบกลับบ้านเลย เพราะทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ควรต้องรายงานให้ผู้อำนวยการหลี่ทราบในทันทีนั่นเอง
ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ ฟู่เยี่ยนได้โทรหาผู้อำนวยการหลี่แล้ว โดบบอกว่าเธอจะกลับมาถึงเมืองหลวงในวันนี้ ดังนั้นผู้อำนวยการหลี่จึงรู้แล้วว่าพวกเขาจะกลับมา ดังนั้นเขาจึงได้เชิญให้ทุกคนมาที่นี่ ตอนนี้เหล่าชายชราจึงได้มารอทีมของฟู่เยี่ยนที่นี่แล้ว
เมื่อมาถึง พวกเขาก็ได้จัดประชุมขึ้นในทันที โดยจะเป็นการประชุมเพื่ออธิบายถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด และหาข้อสรุปเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวางรากฐานที่ดีในการทำงานในอนาคต และหลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้ว พวกเขาก็จะส่งคนออกไปค้นหาชีพจรมังกรอีกครั้ง
พวกเขาจะลองค้นหาตามบันทึกก่อน แล้วจึงค่อยออกตามหาในสถานที่อื่นต่อไป
ชายชราอย่างผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าโจวก็ได้มารอทุกคนอยู่แล้วเช่นกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ฉะนั้นพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และในเวลาเดียวกันนั้น พวกเขาก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของฟู่เยี่ยนดี
ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แม้แต่คนแก่อย่างพวกเขาก็ยังไม่สามารถไปเทียบเธอได้เลยด้วยซ้ำ การพัฒนาอภิปรัชญาในอนาคตของจีนต้องขึ้นอยู่กับเธอและกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังของเธอแล้ว
อย่างที่คิดเอาไว้ ทุกคนที่ไปกับเธอในครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากเบื้องบนเป็นพิเศษ เพราะเหตุการณ์นี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะเป็นเพียงชาวลัทธิเต๋าที่ดูธรรมดา แต่ก็สามารถสนับสนุนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ !
ตอนนี้ทุกคนได้นั่งอยู่ในห้องประชุมอย่างพร้อมเพรียงแล้ว รอแค่ให้ฟู่เยี่ยนออกมาพูดถึงรายละเอียดต่างๆ ของสถานการณ์ในครั้งนี้เท่านั้น ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้เป็นคนพูดมันด้วยตัวเอง แต่เธอให้มู่อี้อันช่วยพูดถึงเรื่องนี้แทน
“ตอนที่เราอยู่ที่นั่น จู่ๆก็ได้มีสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรง มันทำเอาหัวใจของผมแทบจะหลุดออกจากมาอกเลยล่ะ...”
“แต่ในวินาทีสุดท้าย เสียงฟ้าร้องก็ได้เบาลงเนื่องจากเหตุผลบางอย่าง สายฟ้าไม่ได้ฟาดลงมาที่ฟู่เยี่ยน และดูเหมือนว่ามันจะอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพวกเราก็รู้ได้ทันทีว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว ! ตอนนั้นผมก็รู้แล้วว่าเธอได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง !”
มู่อี้อันปรึกษาเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนแล้ว ทั้งสองได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องเงาร่างมังกรเด็ดขาด ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้เป็นความลับตลอดไป
ไม่ต้องพูดถึงว่าคนอื่นจะมองเห็นหรือไม่เห็น แค่พูดออกมาก็เพียงพอที่จะล้มล้างความเข้าใจเดิมของทุกคนได้แล้ว
ดังนั้นเมื่อมู่อี้อันอธิบายถึงเหตุการณ์ทั้งหมด เขาจึงได้เก็บเรื่องเงาร่างมังกรเอาไว้ ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะบอกความจริงออกไป แต่ก็ไม่มีใครเห็นมันอยู่ดี
ไม่มีใครเห็นเงาร่างมังกรเลย นอกจากเขาและฟู่เยี่ยน
“จากเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนได้รับความดีความชอบเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ในนามของหน่วยงาน ฉันขอคารวะทุกคนจากใจจริง !” ผู้อำนวยการหลี่ยืนขึ้น ก่อนจะโค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพให้กับทุกคนที่ร่วมทำภารกิจในครั้งนี้
สำหรับผู้อำนวยการหลี่ นี่คือความเคารพอย่างสูงสุด ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้โค้งคำนับกลับเช่นกัน ทำเอาผู้อำนวยการหลี่ไม่รู้เลยว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“เรื่องนี้ทุกคนทำได้ดีมากจริงๆ และที่เราต้องทำต่อไปคือศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ฟู่เยี่ยน ฉันคงต้องขอให้เธอช่วยคัดลอกบันทึกของเสิ่นเฉิงหมินต่อด้วยนะ”
“เพียงแต่ไม่อนุญาตให้นำออกไปที่อื่น หากจะอ่านก็มาอ่านได้ที่นี่ และหลังจากที่เราทุกคนระดมความคิดแล้ว เราก็จะสามารถค้นหาชีพจรมังกรที่มีอยู่ในประเทศจีนทั้งหมดได้นั่นเอง สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ภายในวันเดียว ฉะนั้นเรายังต้องทำงานร่วมกันอีกนาน”
“ฉันจึงอยากขอบคุณทุกคนล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย !” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกว่าทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็เพราะความพยายามของทุกคน ครั้งนี้พวกเขาทำได้สำเร็จแล้ว ครั้งต่อไปก็จะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
หลังจากประชุมเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน เรื่องของชีพจรมังกรไม่ได้เป็นวาระรีบร้อนที่จะทำให้เสร็จในวันสองวัน เรื่องนี้อาจต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีถึงจะสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน พวกเขาควรวางแผนในระยะยาว !
นอกจากนี้ งานหมั้นของฟู่เยี่ยนก็ใกล้เข้ามาแล้วด้วย ดังนั้นเขาจึงต้องเผื่อเวลาไว้ให้ทุกคนไปจัดการเรื่องของตัวเองบ้าง
เรื่องที่ฟู่เยี่ยนต้องจัดการไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องงานหมั้นเท่านั้น เธอยังมีการบ้านจากมหาลัยที่ต้องทำด้วย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนมีภารกิจสำคัญ ดังนั้นอาจารย์หลายคนจึงได้อนุญาตให้เธอไม่ต้องเข้าเรียน ตราบใดที่เธอสามารถสอบผ่านได้ก็พอ
ส่วนผู้อาวุโสจินก็มักจะโทรหาเธอเป็นครั้งคราว เมื่อรู้ว่าเธอยุ่ง เขาจึงไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า โดยเลือกที่จะคุยกับเธอตรงๆ หากเธอสามารถจัดการทุกอย่างได้ เธอก็จะทำมันในทันที แต่หากเธอทำไม่ได้ เธอก็จะกลับไปคิดหาวิธีแก้ปัญหาในภายหลัง
ทางด้านเมิ่งอ้ายชวนก็คอยดูแลธุรกิจร้านค้าของพวกเขาเป็นอย่างดี และไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆเลย เพราะถึงอย่างไรฟู่เยี่ยนก็ยังคงต้องถามคำถามเหล่านี้กับเขาเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
……....
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า และแล้วเวลาสองปีก็ได้ผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ในตอนนี้ได้เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว
เช้าวันนี้ ฟู่ต้าหยงตื่นแต่เช้าออกไปซื้อของ เขาพบว่ามีเนื้อแกะสดขาย จึงซื้อแกะครึ่งตัวมาและหิ้วกลับบ้าน ระหว่างเดินกลับยังไม่ทันถึงปากตรอก ก็ได้ยินเสียงกริ่งจักรยานดังมาจากด้านหลัง ทำให้เขาเผลอหลบไปข้างทางโดยไม่รู้ตัว
“เหล่าฟู่ วันนี้คุณออกมาซื้อของเองแต่เช้าเลย จะมีแขกมาที่บ้านของคุณเหรอ ?” เหล่าเถียนหยุดจักรยาน ก่อนจะทักทายฟู่ต้าหย่ง
“ที่บ้านของเราไม่ได้มีแขกหรอก ลูกสาวของฉันกำลังจะกลับมาต่างหากล่ะ เธอไม่ได้กลับมาที่บ้านถึงสองเดือนแล้ว เมื่อวานเธอโทรมาบอกฉันว่าวันนี้เธอจะกลับบ้าน และบอกให้ฉันเตรียมของอร่อยๆรอเธอด้วย ! จะได้ทานข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้า”
ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปตามตรง เหล่าเถียนเป็นเพื่อนนักตกปลาของเขา ซึ่งพวกเขามักจะได้พบกันตอนที่ไปตกปลาอยู่บ่อยๆ
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วเหล่าเถียนก็ได้มาล้มที่หน้าบ้านของเขา ซึ่งฟู่เยี่ยนจับชีพจรให้และตรวจพบสัญญาณของโรคหลอดเลือดในสมอง ฟู่เยี่ยนจึงฝังเข็มให้กับเขา
“โอ้ ช่วงเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ ! เสี่ยวฮั่วจะกลับมาอย่างนั้นเหรอ ฉันมีกระต่ายอยู่สองตัว พอดีลูกพี่ลูกน้องของฉันนำมาให้ และฉันก็ยังไม่ได้แตะต้องพวกมันเลย ! เอาไว้ฉันจะให้มันกับคุณก็แล้วกัน คุณจะได้นำไปทำอาหารให้กับเสี่ยวฮั่ว”
เหล่าเถียนรู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของฟู่เยี่ยนมาโดยตลอด เขาได้ไปพบแพทย์ในภายหลัง และหมอยังบอกว่าหากเขาไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ตอนนี้เขาคงจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไปแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาที่เหล่าเถียนเจอของดีๆ ก็มักจะนำมาเป็นของฝากแก่ตระกูลฟู่อยู่เสมอ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่น้ำใจระหว่างคนรู้จักกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความขอบคุณอีกด้วย
ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่ใช่คนขี้เหนียว เมื่อเหล่าเถียนนำของฝากมาให้ ทั้งสองก็มักจะให้ของขวัญกลับไปเสมอ ซึ่งมันยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาดีมากยิ่งขึ้น
“ยินดีต้อนรับ เราจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆในตอนเย็น คุณเองก็มาดื่มด้วยกันกับฉันสิ” ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยรอยยิ้ม
เหล่าเถียนกำลังจะปฏิเสธ แต่ฟู่ต้าหย่งกลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาด้วยท่าทีลึกลับ พร้อมกระซิบบางคำพูดออกมา
“เหล้าที่ฉันจะใช้ในงานเลี้ยงเย็นนี้เป็นเหล้าที่ฉันเก็บสะสมไว้หลายปีแล้วนะ”
เหล่าเถียนเป็นนักดื่มตัวยงอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้นำกระต่ายและไก่ฟ้าไปที่บ้านตระกูลฟู่ในทันที
เมื่อภรรยาของเหล่าเถียนเห็นสามีหยิบของออกไป เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาจะต้องไปที่บ้านตระกูลฟู่อย่างแน่นอน ซึ่งเธอไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้เลย เพราะในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ เธอกับหวังซู่เหมยก็เป็นเหมือนพี่น้องกันไปแล้ว
“ตาเฒ่า ทำไมคุณถึงไม่ชวนฉันไปทานมื้อเย็นด้วยเลยล่ะ ?”
“โอ้ ผมมองไม่เห็นคุณเลย คุณกำลังซักผ้าอยู่เหรอ ? ถ้าอย่างนั้นผมล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน เอาไว้ใกล้ถึงเวลามื้อเย็น คุณก็รีบตามไปก็แล้วกัน จะได้ช่วยเตรียมกับข้าวด้วย วันนี้ฟู่เยี่ยนจะกลับมาที่บ้าน พ่อของเธอก็เลยจะเอาเหล้าดีๆที่เขาสะสมเอาไว้นานมากแล้วออกมาฉลอง !”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของแม่เฒ่าเถียนก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าเหล้าของตระกูลฟู่นั้นมีรสชาติที่วิเศษมากแค่ไหน
เหล้าที่ฟู่ต้าหย่งเคยนำมาให้ก่อนหน้านี้ เหล่าเถียนไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอะไรที่พิเศษสักเท่าไหร่ เลยเอาไปให้พี่เขยแทน แต่ไม่คาดคิดว่าพี่เขยกลับเป็นคนที่มีประสบการณ์และมองออกถึงคุณค่าของมัน
หากจะพูดกันตามตรงแล้ว เขาไม่สามารถซื้อเหล้าที่ดีแบบนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเหล้าที่รสชาติดีแบบนี้มีราคาที่สูงมาก จนทำให้เขาได้รับคำชมจากพี่เขย พี่เขยของเขาทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานของรัฐบาล และเป็นคนที่เก่งมาก ที่ผ่านมามักจะชอบดูถูกเขาอยู่เสมออีกด้วย
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น เหล่าเถียนก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนเขาถึงกับเอาเหล้าอีกสี่ไหที่เหลือไปซ่อนทันทีที่กลับมาถึงบ้าน และไม่อนุญาตให้ใครดื่มมันอย่างเด็ดขาด
เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเหล้าของตระกูลฟู่นั้นมีส่วนผสมของยาอะไรบ้าง รสชาติของมันไม่ได้เหมือนกับยาจีนโบราณเลย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะเหล้าที่ฟู่เยี่ยนได้มอบให้กับเขาในภายหลัง เมื่อเขาได้ดื่มมันเข้าไป ร่างกายของเขาก็รู้สึกสบายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังทำให้อาการป่วยเล็กๆน้อยๆของเขาหายขาดไปเลยอีกด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภรรยาของเหล่าเถียนจึงไม่สามารถเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้อีกต่อไป เธอรีบซักเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำมันไปตาก และเดินออกไปข้างนอก ในตอนนั้นเธอก็เห็นว่าลูกสาวคนเล็กของเธอกำลังปั่นจักรยานกลับมาพอดี
ตอนที่ 540: งานเลี้ยงของครอบครัว
ลูกสาวของเธอชื่อเถียนลี่ เมื่อปีที่แล้วเถียนลี่กำลังศึกษาอยู่ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยครู และปีนี้เธอก็ได้เรียนอยู่ในชั้นปีที่สองแล้ว เดิมทีเมื่อก่อนเธออยู่ในชนบท และเป็นเด็กที่เรียนดีมาก แต่เธอก็ต้องทำงานหนักมากด้วยเช่นกัน
“แม่คะ แม่กำลังจะไปไหนเหรอ ? นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาทำมื้อเย็นแล้วนะคะ เราจะกินอะไรกันดี ?” เถียนลี่จอดจักรยานพร้อมกับหยิบหนังสือเรียนในตะกร้าออกมา เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจึงกลับมาพักที่บ้าน
“ลูกทำกับข้าวเองได้เลย แม่จะไปกินมื้อเย็นที่บ้านป้าหวัง เอ๊ะ หรือว่าลูกจะตามแม่ไปที่นั่นด้วยดีล่ะ ?”
แม่เฒ่าเถียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความคิดของลูกสาว และเธอก็ดีใจมากที่จะได้เห็นความสำเร็จของลูกสาว ไม่เพียงแต่สถานะของตระกูลฟู่จะดูดีมากๆเท่านั้น แต่ลูกชายคนรองของตระกูลฟู่อย่างฟู่เซินก็เป็นคนดีมากเช่นกัน
แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดเกินเลยแบบนั้น
เถียนลี่ชอบฟู่เซิน และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังเลย ลูกสาวของเธอเองก็หุ่นดี หน้าตาสะสวย และการศึกษาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย หลังจากที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ลูกสาวของเธอสามารถเป็นครูได้สบายๆอยู่แล้ว
ทว่าอย่างไรก็ตาม ไม่มีเด็กคนไหนกล้าเปิดเผยเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน และแม่เฒ่าเถียนก็กลัวว่าลูกสาวของเธอจะเขินอายที่ต้องทำแบบนี้
“มีงานเลี้ยงเหรอคะ ? ถ้าอย่างนั้นหนูขอไปด้วยคน แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนเหรอคะ ?” เถียนลี่ไม่ได้รู้สึกเขินอายอะไร เป็นเรื่องดีเสียอีกที่เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดฟู่เซินและเป็นเพื่อนกันไปก่อน
ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเธอ เธอก็จะยอมรับมัน แต่เธอก็รู้อยู่ภายในใจแล้วว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป
ตอนนี้เธอยังมีหน้าที่ที่ต้องเรียน และฟู่เซินก็มีงานที่ยุ่งมาก ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีเวลาคิดเรื่องแบบนี้เท่าไหร่นัก ดังนั้นสิ่งที่เธอควรทำก็คือคอยเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆเขาไปก่อน
“พอพ่อของลูกได้ยินว่ามีเหล้าดีๆรออยู่ เขาก็รีบไปที่นั่นทันทีเลย ! แม่จะไปช่วยพวกเขาเตรียมอาหารก่อน ลูกค่อยตามไปทีหลังก็ได้นะ อย่าลืมเอาขนมไปฝากป้าหวังสักสองกล่องด้วยล่ะ”
“ได้เลยค่ะ แม่ไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูตามไป”
เถียนลี่เป็นคนมีนิสัยตรงไปตรงมา เธอมีส่วนสูงประมาณ160เซนติเมตร และมีรูปร่างหน้าตาที่ดูปานกลางค่อนไปทางดี ด้วยการที่เธอเป็นคนที่ดูแลตัวเอง ดังนั้นเธอจึงดูเป็นเด็กสาวที่น่ารักและไร้เดียงสาอยู่เสมอ
“อืม ถ้าอย่างนั้นแม่ไปช่วยพวกเขาก่อนนะ”
หลังจากที่แม่เฒ่าเถียนพูดจบ ก็ได้รีบเดินออกไปทันที ส่วนเถียนลี่ก็ได้เข้าไปในห้องและเริ่มแต่งตัวให้ตัวเองดูดีที่สุด เธอไม่ได้แต่งหน้าอะไรมากนัก เพื่อที่จะไม่ให้ดูเป็นทางการจนเกินไป แต่ก็ยังคงดูโดดเด่นแบบผู้หญิงบ้านๆ
ไม่นานนัก เธอก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอสวมกางเกงขายาวทรงกระบอกลายสก๊อตพร้อมกับเสื้อเชิ้ตสีขาว และมัดผมเป็นหางม้าเหมือนที่ฟู่เหมี่ยวชอบทำ
หลังจากที่ส่องกระจก เถียนลี่ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะหยิบขนมแล้วตรงไปที่บ้านตระกูลฟู่ทันที
ทางด้านตระกูลฟู่ก็กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายเช่นกัน ฟู่เยี่ยนไม่ได้กลับบ้านถึงสองเดือน ดังนั้นจึงไม่ได้มีเพียงแค่ครอบครัวของเธอเท่านั้น แต่ยังมีครอบครัวของอารองที่มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย
ส่วนฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่มาที่นี่ได้3วันแล้ว ตอนนี้หลี่โม่ลี่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษา จึงได้ใช้โอกาสจากเวลาว่างนี้มาพักผ่อนที่เมืองหลวง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรงงานของฟู่ต้าอันมีผลประกอบการที่ดีมาก เมื่อไม่นานมานี้ฟู่เยี่ยนก็ได้โทรหาเขาและบอกไปว่าร้านค้าในเมืองหลวงมีความมั่นคงมาก และต้องการที่จะร่วมมือกับเขาในการผลิตเฟอร์นิเจอร์สไตล์โบราณ
ในตอนนั้น ฟู่ต้าอันต้องการที่จะมาที่นี่ในทันที แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็มีธุระด่วนที่ต้องไปทำ และเธอก็เพิ่งจะกลับมาหลังจากที่หายไปนานถึงสองเดือน
“พี่สะใภ้ใหญ่ เสี่ยวฮั่วไม่ได้บอกพี่หรอกเหรอว่าเธอจะกลับมากี่โมง ?” คนที่ถามคือฉือหมิ่นนั่นเอง เธอช่วยดูแลเด็กสองคนและช่วยเลือกผักอยู่ในครัว เนื่องจากคืนนี้จะมีคนมาร่วมงานเลี้ยงเยอะมาก ดังนั้นเธอจึงได้เข้ามาช่วยในส่วนที่เธอพอจะช่วยได้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟู่ปันและฟู่ปังก็ได้โตขึ้นมากแล้ว ทั้งสองไปโรงเรียนอนุบาลในเขตทหาร ส่วนฟู่เจี๋ยฟ่างเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นแล้ว ซึ่งเขาเองก็โตขึ้นมากเหมือนกัน
ดังนั้นเธอจึงทำงานที่สำนักงาน แต่เป็นงานในฝ่ายสนับสนุน ซึ่งไม่ค่อยยุ่งมากนัก ทำงานตามเวลา เข้างานตามเวลาปกติและเลิกงานตรงเวลาเพื่อไปรับลูก ชีวิตจึงค่อนข้างจะสบายๆ
เมื่อเดือนที่แล้ว ฟู่ต้าจวงก็เพิ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเช่นกัน โดยตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีและเงินเดือนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นฉือหมิ่นจึงมีชีวิตที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม
“เธอบอกแค่ว่าจะกลับมา ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอจะไปที่มหาวิทยาลัยหรือไปที่บ้านของผู้อาวุโสจินก่อนหรือเปล่า ? เมื่อวานนี้เราคุยโทรศัพท์กันแค่เพียงไม่กี่คำเท่านั้นเอง แต่คิดว่าคงจะกลับมาก่อนมื้อเย็นแน่ๆ ดูนั่นสิ โม่ลี่ เธอเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนนั้นหรือเปล่า”
ในขณะที่กำลังทำบะหมี่อยู่นั้น หวังซู่เหมยก็ได้พูดหยอกล้อหลี่โม่ลี่ น้องสะใภ้ของเธอคนนี้เก่งทุกอย่าง แต่ดันสอบตกเรื่องแม่ของตัวเอง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แม่ของหลี่โม่ลี่ไม่ได้หยุดแทรกแซงเรื่องของเธอเลย และต้าอันก็ดูเหมือนจะเริ่มหมดความอดทนแล้วด้วย
“ใช่แล้ว โม่ลี่ ตอนนี้เธอเองก็เรียนจบแล้วนี่ ถึงเวลาที่เธอจะมีลูกได้แล้วนะ ตอนนั้นเสี่ยวฮั่วทำนายว่าพวกเธอจะมีลูกชายสองคนเลยนะ จะขาดไปสักคนก็ไม่ได้”
ฉือหมิ่นเองก็แหย่ขึ้นมาบ้างว่า “เรื่องของน้องสะใภ้ พี่สะใภ้ใหญ่ก็พูดไปสองสามคำแล้ว เธอเองก็รู้ดี ยิ่งเป็นแบบนี้ก็ยิ่งต้องทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดและไว้ใจเรา เธอจะได้เข้าใจว่าใครหวังดีกับเธอจริงๆ”
หลี่โม่ลี่หน้าแดง แต่ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงมองดูเด็กสองคนที่กำลังเล่นตัวต่ออยู่บนเตียง ในใจเธอเองก็อยากมีลูกสักคนเหมือนกัน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ของเธอก่อเรื่องวุ่นวายไม่หยุด เดี๋ยวก็เรื่องนั้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ ทำให้เธอไม่มีจิตใจจะคิดถึงเรื่องนี้เลย
ตามความปรารถนาของต้าอัน ตอนนี้พวกเธอได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงและใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบด้วยกันมาถึงสองปี มันคงถึงเวลาที่เธอจะต้องมีลูกได้แล้วจริงๆ เธอเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาต้าอันต้องอดทนกับแม่ของเธอเป็นอย่างมาก เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกเศร้าลงไปเล็กน้อย ซึ่งแม่ของเธอเองก็เคยพูดถึงเรื่องการมีลูกด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่แม่พูดกับพี่สะใภ้ทั้งสองนั้นไม่เหมือนกันเลย แม่บอกว่าถ้ามีลูกชายสักคน ฟู่ต้าอันก็คงจะอยู่เป็นหลักเป็นฐาน นี่ก็เพราะเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้าอันหาเงินได้มากขึ้น กลัวว่าเธอจะรั้งเขาไว้ไม่ได้
เธอรู้ความคิดของต้าอันดีทุกอย่าง เขาไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจโลเลเลย เป็นแม่ของเธอต่างหากที่พยายามบีบบังคับให้เธอผูกมัดเขาเอาไว้ เพื่อที่พี่ชายของเธอจะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยนั่นเอง
ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แม่ของเธอบอกว่าจะให้พี่ใหญ่ของเธอมาช่วยดูแลบัญชีให้กับต้าอัน แต่ต้าอันไม่เห็นด้วย ซึ่งในตอนนั้นแม่ก็มาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเธอ พูดไปพูดมาเหมือนบอกว่าตัวเธอเองไร้ประโยชน์
“ขอให้เป็นดังคำของพี่สะใภ้รองนะ ทางที่ดีที่สุดฉันอยากได้ลูกสาวสักคน” หลี่โมลี่มองไปที่ฟู่ปันและฟู่ปังด้วยสายตาอบอุ่น ในใจลึกๆ เธอหวังอยากได้ลูกแฝดชายหญิงสักคู่หนึ่ง
“จะเป็นลูกผู้หญิงหรือผู้ชายก็ดีทั้งนั้นแหละ ดูปันปันสิ ตอนอยู่ที่บ้านเธอซนมากเลยนะ เทียบกับปังปังแล้ว เธอซนกว่าเยอะเลย”
ฉือหมิ่นพูดขึ้นว่า “ลูกสาวที่บ้านเราอาจจะถอดแบบพี่สาวไปหลายคน ดูท่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมเต็มไปหมด แต่ลูกชายนี่สิ กลับเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไรเลย”
นี่ก็เพราะฟู่ปังเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก ปกติเขาไม่พูดอะไร เอาแต่เล่นของตัวเองเงียบๆ แต่เป็นเด็กที่รู้จักคิดและเข้าใจสิ่งต่างๆดี ถึงขนาดฟู่ต้าจวงผู้เป็นพ่อยังพูดชมเลยว่า: เจ้าหนูนี่น่ะรู้จักพอใจในใจตัวเอง แม้จะไม่พูดไม่จา แต่ในใจเขาเข้าใจทุกอย่างหมด
“พี่สะใภ้ ให้ฉันช่วยทำอาหารเถอะ มีอะไรให้ฉันช่วยบ้าง ?” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้านีก็ได้เดินเข้ามา ซึ่งตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่
“หยุดเดี๋ยวนี้เลย เธอไปนั่งพักก่อนเถอะ เธอกำลังท้อง จะมาทำอะไรแบบนี้ได้อย่างไร ยิ่งท้องแฝดยิ่งต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษเลยนะ ! ฉันรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร ฉันไม่อนุญาตให้เธอทำอะไรทั้งนั้น”
หวังซู่เหมยรีบให้เธอไปนั่งพัก แต่เพราะเธอทำงานบ้านจนเป็นนิสัย จู่ๆให้หยุดนิ่งเฉยๆ เธอคงรู้สึกไม่ค่อยชินนัก
ฟู่ต้านีเพิ่งตรวจพบเมื่อเดือนที่แล้วว่าตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ตอนนี้ท้องของเธอดูใหญ่กว่าคนทั่วไป นั่นเป็นเพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด แบบนี้ก็เป็นอย่างที่ฟู่เยี่ยนพูดถูกจริงๆ ครอบครัวนี้ดูเหมือนจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีลูกแฝดได้
ในตอนแรก ฟู่ต้านีคิดว่าร่างกายของเธอมีความผิดปกติบางอย่าง เพราะอยู่ดีๆ ประจำเดือนของเธอก็ไม่มาติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน เธอจึงสงสัยว่าตัวเองกำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้วอย่างนั้นหรือ ? เธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะท้อง เพราะเธอแต่งงานกับลุงหลิวมาถึงสองปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีข่าวดีเลย
เป็นฟู่เยี่ยนเองที่ตระหนักถึงบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับอาหญิงของเธอ ดังนั้นเธอจึงขอตรวจชีพจรดู และปรากฏว่าอาหญิงของเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่นั่นเอง
“ใช่แล้ว พี่สาวรีบมานั่งเถอะ ตอนนี้ร่างกายของพี่สาวสำคัญมาก ห้ามทำงานหนักเด็ดขาด เรื่องทำอาหารมีเราอยู่ พี่อย่าพึ่งยุ่งเลย พี่เขยทำไมยังไม่มาอีก ?”
“เขาออกไปทำงานข้างนอกได้สองเดือนแล้ว และครั้งนี้เขาจะกลับมาพร้อมกับเสี่ยวฮั่ว” ฟู่ต้านีรู้อยู่แล้วว่าหลิวผิงอันกำลังทำอะไรอยู่ แต่เธอก็ไม่สามารถบอกกับครอบครัวถึงเรื่องนี้ได้
เมื่อฉือหมิ่นเห็นเช่นนั้น เธอจึงไม่ถามอะไรอีก เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่เสี่ยวฮั่วและน้องเขยของเธอกำลังทำอยู่นั้นเป็นความลับที่แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถรู้เรื่องนี้ได้เลยด้วยซ้ำ
พวกเธอนั่งคุยกันพร้อมกับคอยดูฟู่ปันและฟู่ปังเล่นไปด้วย ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆก็ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านนอก
จบตอน
Comments
Post a Comment