magic ep551-560

ตอนที่ 551: มันฝรั่งชั้นดี


มันยุติธรรมมากสำหรับพ่อแม่ที่จะจัดการกับเรื่องนี้ และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย และทุกคนก็เชื่อว่าพี่ใหญ่เองก็เข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน


การตัดสินใจของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยนั้นคือการป้องกันไม่ให้เด็กๆทะเลาะกันหลังจากที่พวกเขาตายไปแล้วนั่นเอง ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เชื่อใจลูกๆของตัวเอง แต่หลังจากที่ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัว พวกเขาก็จะมีเรื่องให้ต้องคิดมากขึ้นตามไปด้วย


แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจะเป็นสิ่งที่ดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่หลังจากที่มีลูก ความเห็นแก่ตัวของแต่ละคนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจากเหตุการณ์ของกวงหยุน จึงทำให้ทั้งสองรู้สึกไม่พอใจ จึงต้องจัดการกับเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้า


“หลังจากที่พ่อกับแม่จากโลกนี้ไปแล้ว พวกเราจะทิ้งพินัยกรรมเอาไว้ให้ ซึ่งทุกอย่างจะถูกแบ่งออกตามพินัยกรรม” หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบ เขาก็รู้สึกเศร้าลงไปเล็กน้อย


“พ่อคะ พ่อยังสบายดีอยู่เลย ทำไมถึงได้พูดถึงเรื่องพินัยกรรมแบบนี้กันล่ะ ?” ฟู่เหมี่ยวที่ได้ยินก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย


“ใช่แล้วครับพ่อ พ่อกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ? พ่อยังต้องอยู่กับพวกเราไปอีกนาน นานชั่วห้าอายุคนเลยล่ะครับ” ฟู่เซินพูดด้วยรอยยิ้ม


“ยังจะหวังให้พ่ออยู่ถึงห้าชั่วคนอีกเหรอ ? แค่ได้เห็นลูกชายของลูกเกิดก็ดีแค่ไหนแล้ว” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับกลอกตามองไปที่ฟู่เซิน ทำให้เขาถึงกับไปไม่เป็น


“นั่นก็ไม่แน่เสมอไปนะ เผลอๆพ่ออาจทันได้เห็นเหลนของผมด้วยซ้ำ” ฟู่เซินตอบกลับพ่อของเขาอย่างมีชั้นเชิง


“เอาไว้พี่ใหญ่ของลูกลับมา เราค่อยมาพูดคุยเรื่องแบ่งเงินกันอีกที วันนี้พ่อแค่อยากบอกให้ทุกคนรู้เรื่องนี้ล่วงหน้าเท่านั้น”


“หลังจากพวกลูกแต่งงานกันแล้ว แม่กับพ่อจะไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว ทุกคนไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเสี่ยวถู่เลย ถึงอย่างไรแม่กับพ่อก็ยังไม่แก่ พวกเราดูแลเขาได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว แต่ในฐานะพี่น้อง หากทุกคนเต็มใจที่จะช่วยเหลือก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม”


หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งอธิบายเรื่องนี้เสร็จ เขาก็ได้ให้ทุกคนออกไป เมื่อลูกๆของเขากลับไปกันหมดแล้ว เขาก็ได้นั่งลงบนโซฟาพร้อมกับถอนหายใจออกมา


“คุณคะ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ? รู้สึกไม่สบายใจเหรอ ?” หวังซูาเหมยเดินเข้ามานั่งลงข้างๆเขา แล้วรินน้ำใส่แก้วส่งให้


“คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำไมผมถึงรู้สึกไม่สบายใจที่ลูกสาวกำลังจะแต่งงานแบบนี้กัน ?” ฟู่ต้าหย่งรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาคิดว่าลูกสาวทั้งสองคนที่เขาฟูมฟักเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดกำลังจะถูกพรากไปจากอกของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ ?


“ทำไมคุณถึงรู้สึกไม่สบายใจกันล่ะ ? เสี่ยวฮั่วยังอยู่ที่บ้านกับเรานะ ส่วนเสี่ยวฉุ่ย ถึงจะแยกออกไปอยู่ข้างนอก แต่ด้วยนิสัยของเธอ ถึงอย่างไรก็ต้องกลับมากินข้าวที่บ้านอาทิตย์ละหกวันอยู่แล้ว”


“ส่วนเราเองก็ยังอยู่ตรงนี้ เราเป็นคนเลือกลูกเขยทั้งสองด้วยตัวเอง ยังต้องมีอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจอีก คิดเสียว่าเราได้ลูกชายเพิ่มมาอีกสองคนก็แล้วกัน !”


“พวกเราสองคนถึงแม้จะบอกว่าหลังแต่งงานจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรอีก แต่ถึงเวลาจริงๆ ยังไงก็ต้องยุ่งเกี่ยวอยู่ดี ! คุณวางใจได้เลย ยังไงก็ไม่หลุดพ้นสายตาคุณหรอก ! ลูกสาวสองคนนั้นของคุณ ถ้าไม่ไปแกล้งคนอื่นก็นับว่าโชคดีแล้ว !”


หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดปลอบใจอยู่พักหนึ่ง ฟู่ต้าหย่งก็ได้คลายความอึดอัดลงไปไม่น้อย เด็กทั้งสองคนเป็นเด็กดีและพวกเธอก็รู้ด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้สิ่งที่เขายังกังวลมีแค่เรื่องการแต่งงานของลูกชายคนโต และเรื่องที่ว่าลูกชายคนรองจะเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองเมื่อไรเท่านั้น ?


จะให้ลูกสาวแต่งงานก็ไม่อยากจะยอมปล่อยมือ ลูกชายไม่มีคู่ก็เป็นกังวล พอมีคู่แล้วก็ยังกังวลอีก ! ดูๆไปแล้ว สุดท้ายลูกสาวนี่แหละที่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่เพียงแต่หาคนที่เหมาะสมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่คนที่เจอก็ยังดีเลิศอีกด้วย !


หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้เข้านอน เพราะพรุ่งนี้ตระกูลไป๋จะมาเยี่ยมพวกเขา และยังคงต้องเป็นวันที่วุ่นวายอีกหนึ่งวันอย่างแน่นอน

……


อีกด้านหนึ่ง ไป๋โม่เฉินก็ได้ตามฟู่เยี่ยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติ เขาเข้าไปเล่นกับเสี่ยวเฮย ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ มันเข้ากับเขาได้ดีมาก เสี่ยวเฮยชอบเล่นกับไป๋โม่เฉิน ดังนั้นทันทีที่เขาเข้าไปในดินแดนต่างมิติ มันก็ได้กระโดดขึ้นไปบนไหล่ของไป๋โม่เฉินอย่างรวดเร็ว


โดยไม่คาดคิด ไป๋โม่เฉินเกือบจะเซล้มลงไปบนพื้นหลังจากที่มันกระโดดขึ้นมาบนตัวเขาในครั้งนี้ จากนั้นเขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจ ทำไมมังกรตัวนี้ถึงได้หนักขึ้นอีกแล้วล่ะ ?


ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ครั้งนี้เธอไปที่ภูเขาคุนหลุน แม้ว่าจะไม่ได้สัมผัสกับชีพจรมังกรโดยตรง แต่เสี่ยวเฮยก็ยังคงสามารถดูดซับลมหายใจของชีพจรมังกรที่มีอยู่หนาแน่นเหล่านั้นได้ จึงไม่แปลกที่มันจะตัวโตขึ้น


ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าเสี่ยวเฮยหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นเพราะเสี่ยวเฮยสามารถควบคุมรูปร่างของตัวเองได้ แต่มันไม่สามารถปกปิดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาได้


จากนั้นไป๋โม่เฉินก็ได้อุ้มเสี่ยวเฮยไปดูผักที่เขาปลูก หลังจากที่เข้ามาในดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนก็มีเรื่องวุ่นๆให้ต้องทำ แล้วเขาจะทำอะไรได้กันล่ะ ?


ดังนั้นเขาจึงหาอะไรทำในดินแดนต่างมิติ โดยเขาได้ปลูกผักทุกอย่างที่เขานึกออก ซึ่งเมื่อสองเดือนที่แล้ว เขาได้ปลูกมันฝรั่งเอาไว้ และตอนนี้มันก็โตขึ้นมากแล้ว


ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ไปอ่านหนังสือตามปกติ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เธอไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านหนังสือในดินแดนต่างมิติเลย ดังนั้นจึงมีหนังสืออีกหลายเล่มที่เธอยังไม่ได้อ่าน


หนังสือที่อยู่ในดินแดนต่างมิตินั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเธอได้ให้ความสนใจกับหนังสือโบราณที่สามารถพบได้ในตลาดค้าของเก่า รวมไปถึงตลาดวรรณกรรมและศิลปะในสถานที่ต่างๆ เธอมักจะค้นหาหนังสือเหล่านั้นอยู่เสมอ และจะเลือกเล่มที่ไม่ซ้ำกัน


หลังจากนั้น เธอก็ได้ให้ความสนใจกับหนังสือเหล่านี้มากขึ้น และเรียนรู้จากหนังสือเหล่านี้ มันมีความรู้ที่ครอบคลุมในทุกด้านและยังมีทักษะเกือบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋าอีกด้วย


แต่สิ่งเดียวที่ไม่มีบันทึกก็คือข้อมูลโดยละเอียดของมังกร


ฟู่เยี่ยนเคยคิดมาก่อนว่า เหตุใดในปีนั้นจักรพรรดิฉินฉื่อหวงถึงได้เผาหนังสือและฝังบัณฑิต ? หรือว่าเพื่อปกปิดบางสิ่ง ? หากในตอนนั้นมีบันทึกเกี่ยวกับมังกรอยู่ล่ะ ? ทำไมต้องเผาทำลายเช่นนั้นด้วย ?


ดูเหมือนว่ายังมีความลับที่ทุกคนไม่รู้อยู่ หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีพจรมังกร ก็คงพอจะอธิบายได้


และสิ่งนี้ยังอธิบายด้วยว่าเหตุใดจึงไม่มีหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในดินแดนต่างมิติเลย


แต่เธอก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เธอต้องตามหาความลับนั้นให้เจอ แม้ว่าจะเป็นเพียงคำพูดไม่กี่คำก็ตาม ตราบใดที่มันสามารถยืนยันความคิดในใจของเธอได้ แค่นั้นก็เกินคุ้มแล้ว


ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในใจของเธอมานานหลายปี แต่ยังไม่สามารถตรวจสอบให้แน่ชัดได้ ดังนั้นมันจึงส่งผลให้แนวคิดนี้ของเธอไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติจริง หากเธอยืนยันสิ่งนี้ได้ มันจะต้องเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากอย่างแน่นอน


หลังจากที่อ่านหนังสือจนดึก เธอก็รู้สึกว่าควรจะกลับออกไปพักผ่อนแล้ว จึงได้เดินออกไปหาไป๋โม่เฉิน


ในเวลานี้ ไป๋โม่เฉินก็ได้ทำงานของเขาไปกว่าหนึ่งไร่แล้ว นับตั้งแต่ที่เข้ามา เขาก็ได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มันฝรั่งไม่ได้ขุดยากเลย เพราะดินที่นี่เป็นดินที่มีความร่วนสูงมาก


“มันฝรั่งพวกนี้ช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ !” ฟู่เยี่ยนมองไปยังมันฝรั่งเหล่านั้น มันดูคล้ายกับว่าไม่เคยสัมผัสกับดินมาก่อนเลย ซึ่งแต่ละลูกนั้นมีสีเหลืองสะอาดราวกับว่าถูกล้างมาอย่างดี


“ใช่แล้วล่ะ มีมันฝรั่งเยอะมากเลย พรุ่งนี้เราเอามันไปแบ่งให้กับทุกคนดีกว่า ดูเหมือนว่าฉันคงต้องไปหาชวนจื่อเพื่อยืมรถของเขาสักหน่อยแล้ว” หลังจากที่ประเมินด้วยสายตาแล้ว ไป๋โม่เฉินคิดว่ามันฝรั่งเหล่านี้ต้องมีน้ำหนักหลายพันชั่งอย่างแน่นอน


พืชผักที่ปลูกในดินแดนต่างมิตินั้นมีรสชาติที่ดีกว่าพืชผักที่ปลูกด้านนอก ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บมันเอาไว้ในนี้ก่อน หากจะกินก็ค่อยเข้ามาหยิบมันไป ไม่ควรหยิบมันออกไปเยอะจนเกินไป เพียงแค่ถุงเดียวก็อิ่มได้ทั้งครอบครัวแล้ว


“เอาล่ะ ฉันจะไปเอาถุงมา เราสองคนรีบจัดการใส่ของให้เรียบร้อยกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนเก็บถุงผ้าเอาไว้ในดินแดนต่างมิติเสมอ ซึ่งมันจะทำให้เธอสะดวกเมื่อต้องการขนบางอย่างกลับบ้าน


ทั้งสองช่วยกันเก็บมันฝรั่งเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบังเอิญที่ไป๋จวินก็มาที่นี่ในพรุ่งนี้ด้วย เขาจึงตั้งใจว่าจะให้พ่อของเขาเอามันกลับไปกินที่บ้าน ส่วนที่เหลือก็จะแบ่งให้กับคนอื่นต่อ


หลังจากที่เก็บทั้งหมดแล้ว มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อยเลยทีเดียว ทั้งสองจึงได้นอนลงบนพื้นในดินแดนต่างมิติพลางมองดูเมฆบนท้องฟ้าโดยไม่ได้กลัวเปื้อนเลย ส่วนเสี่ยวเฮยก็ได้นอนหงายท้องเลียนแบบทั้งสองคนด้วยเช่นกัน


เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้มองมันไม่ต่างไปจากมองเด็กคนหนึ่ง


“เสี่ยวฮั่ว เธออยากได้ลูกสาวหรือลูกชายกันล่ะ ?” จู่ๆ เขาก็ได้ถามขึ้นมา ทว่าฟู่เยี่ยนก็ได้หลับตาลง และดูเหมือนว่าเธอกำลังหลับอยู่


“ได้ทั้งหมดเลย เราไม่สามารถกำหนดเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว มันไม่สำคัญเลยว่าเรามีลูกชายหรือลูกสาว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเพศไหนก็ตาม ตราบเท่าที่พวกเขาเป็นลูกของฉัน ฉันแค่อยากให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่านั้น”


หลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดคำเหล่านี้ออกมา


ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าเช่นกัน มันเป็นอย่างที่เธอพูดไม่มีผิดจริงๆ


“เธอพูดถูก มันเป็นแบบนั่นจริงๆ ลูกของเราจะต้องได้ทำทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการ !”


ตอนที่ 552: งานบ้าน


เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋โม่เฉินก็ได้พาฟู่เยี่ยนไปที่บ้านของเมิ่งอ้ายชวน


เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ย้ายมาอยู่ใกล้ๆบ้านของฟู่เยี่ยนแล้ว และงานแต่งงานของเขากับเหมี่ยวชานชานก็อยู่ในวาระการหารือกันอยู่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงได้เริ่มทำความสะอาดบ้านไว้รอแล้ว


หากต้องสร้างบ้านใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนผ้าม่านและเฟอร์นิเจอร์ด้วย และสิ่งนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้อาวุโสเมิ่งเลยแม้แต่น้อย


หลังจากที่ทั้งสองออกมาจากบ้านของเมิ่งอ้ายชวน ไป๋โม่เฉินก็ได้ขับรถไปรอบๆเมืองหลวง และเมื่อพวกเขากลับมาอีกครั้ง ท้ายรถก็เต็มไปด้วยมันฝรั่งแล้ว


ทั้งสองได้มอบมันให้กับผู้อาวุโสจินก่อน แล้วค่อยไปที่บ้านตระกูลมู่ จากนั้นก็ได้ไปที่บ้านของอาเล็กเพื่อนำมันฝรั่งไปให้


ในตอนนั้นฟู่ต้าอันกำลังจะกลับบ้าน และหลี่โม่ลี่ก็เพิ่งจะเริ่มทำงาน เดิมทีเธอจะต้องเริ่มงานในเดือนหน้า แต่มีครูคนหนึ่งกำลังจะคลอดลูก ดังนั้นเธอจึงต้องรับหน้าที่แทน ซึ่งหมายความว่าเธอได้ทำงานก่อนกำหนดนั่นเอง


เมื่อฟู่ต้าอันรู้ว่าชายชราแห่งตระกูลไป๋จะไปที่บ้านพี่ใหญ่ของเขาในวันนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะไปให้ความบันเทิงกับแขกด้วย ส่วนพี่รองของเขาไม่ว่างเลย และตอนนี้พี่รองก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของไป๋จวินอีกด้วย


เมื่อขึ้นมาบนรถ เขาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจที่เห็นมันฝรั่งมากมายอยู่เบื้องหน้า นี่คือมันฝรั่งชั้นเยี่ยมเลยไม่ใช่หรือ ? แม้แต่สิ่งสกปรกก็ยังถูกชะล้างออกไปจนหมด ?


ไป๋โม่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบตกลงเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาบังเอิญเจอกันระหว่างทาง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปกปิดเรื่องมันฝรั่งเหล่านี้ เขาจึงได้รวบรวมพวกมันและแบ่งให้กับทุกคน


“รถคันนี้ช่างสะดวกสบายมากจริงๆ ในอนาคตหากธุรกิจฉันไปได้สวย ฉันเองก็อยากได้มันสักคันเหมือนกันนะ อย่างน้อยหากฉันต้องรีบเดินทางไปแถวชานเมืองก็จะสามารถกลับไปกลับภายในวันเดียวได้” ฟู่ต้าอันมองดูรถคันนี้ด้วยความชื่นชอบ แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นยานพาหนะทางทหารที่ปลดประจำการแล้ว


ตอนนี้ถือว่ารถของชวนจื่อค่อนข้างเก่าแล้ว โดยสังเกตได้ว่าเวลาขับนั้นจะมีเสียงเอี๊ยดๆดังขึ้นมาตลอดเวลา ซึ่งไป๋โม่เฉินรู้มานานแล้วว่าสำนักงานการค้าระหว่างต่างประเทศได้นำเข้ารถยนต์ และเขาก็วางแผนที่จะซื้อรถยนต์เป็นของตัวเองหลังจากที่แต่งงานด้วย


“อาเล็กคะ หากพี่ชวนจื่ออยากจะเปลี่ยนรถ หนูจะซื้อรถคันนี้ให้อาเอง แล้วตอนนี้เรื่องที่ตั้งโรงงานของอาไปถึงไหนแล้วคะ ?” ฟู่เยี่ยนถือโอกาสนี้พูดเรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณกับอาเล็กของเธอ


“ฉันมีบางอย่างอยู่ในใจแล้วล่ะ มันอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเราเท่าไหร่ ตอนนี้บ้านต่างๆล้วนมีลานกว้างๆทั้งนั้น ฉันไปเจอที่แห่งหนึ่ง มันเคยเป็นโรงฆ่าสัตว์มาก่อน จนต่อมามันก็ได้ถูกย้ายไปแถวชานเมือง ตอนนี้จึงยังไม่มีใครใช้งานที่นั่น”


“อีกสองสามวันข้างหน้า ฉันว่าจะลองไปถามเจ้าของที่ดูก่อนว่าเขาต้องการขายมันหรือเปล่า ฉันอยากจะรื้อบ้านออกและสร้างโรงงานขึ้นมาแทน เพราะโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะต้องมีที่สำหรับเก็บไม้แปรรูป ตราบใดที่ยังมีที่เพียงพอ แค่นั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว”


ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ฟู่ต้าอันได้หาที่แถวนี้ดูบ้างแล้ว และในที่สุดเขาก็ได้พบที่ที่เหมาะสม


“โอ้? มันอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอ? เอาไว้ตอนที่หนูว่าง เราไปดูที่นั่นกันหน่อยดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาอีกครั้ง


เมื่ออาเล็กพูดถึงเรื่องนี้ เธอก็จำได้ว่าต้องใช้เวลามากกว่าสิบปีกว่าที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเฟื่องฟู และพื้นที่นั้นก็อยู่ในขอบเขตของการรื้อถอนเช่นกัน


แน่นอนว่ายิ่งที่ดินใหญ่เท่าไรก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้สำนักงานของไป๋โม่เฉินยังไม่มีที่ตั้งที่แน่นอน เขาใช้บ้านหลังเล็กๆของเขาทำเป็นสำนักงานชั่วคราวไปก่อน เมื่อธุรกิจขยายตัวขึ้นในอนาคต ก็ย่อมจะต้องมีการจัดการที่ดีมากขึ้นอย่างแน่นอน


“เสี่ยวฮั่ว เธอกำลังคิดอะไรอยู่?” ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นแววตาที่เป็นประกายของเธอ จึงรู้ได้ทันทีว่าเธอมีความคิดบางอย่าง


“อาเล็ก ใกล้ๆแถวนั้นมีบ้านอยู่บ้างหรือเปล่า? แล้วสถานที่แห่งนั้นมีความกว้างแค่ไหน?” ฟู่เยี่ยนต้องการถามให้แน่ใจเพราะการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้นต้องใช่เงินไม่น้อยเลย


“แถวนั้นมีบ้านเก่าหลายหลังเลย ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นั่น อีกทั้งยังมีบางหลังใกล้จะพังแล้วอีกด้วย ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น จึงอยากจะสอบถามเรื่องนี้ดูก่อน” ฟู่ต้าอันรู้จักหลานสาวของเขาเป็นอย่างดี หากเสี่ยวฮั่วดูสนใจที่นั่นขนาดนี้ แสดงว่าเธอจะต้องมีวิธีที่จะสร้างรายมหาศาลจากมันอย่างแน่นอน


“หากเป็นไปได้ เราควรจะซื้อที่นั่นทั้งหมด พี่ไป๋โม่เฉิน บริษัทก่อสร้างของพี่เองก็ยังต้องการพื้นที่ที่จะสร้างสำนักงานในอนาคตด้วยไม่ใช่เหรอ? ส่วนโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณก็ควรจะมีขนาดใหญ่และดูดีที่สุด หรือไม่ก็สามารถใช้เป็นโกดังสินค้าได้ในอนาคตได้”


“ตอนนี้ลานด้านหลังของหรงเป่าไจได้มีข้าวของอยู่เต็มไปหมดแล้ว และร้านค้าต่างๆก็ขยับขยายเพิ่มขึ้นจนเกือบจะไม่มีพื้นที่เหลือแล้วด้วย”


ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะรอแล้ว เธอแทบรอไม่ไหวที่จะหาโกดังเก็บของของตัวเอง


“เธอพูดถูก เรื่องนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน เราไปดูที่นั่นด้วยกันเถอะ ช่วงนี้ฉันไม่มีอะไรทำอยู่พอดีเลย” ไป๋โม่เฉินฝึกงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งเหล่าอาจารย์ของเขาได้ตกลงกันว่าจะให้เขาอยู่ที่นี่


โดยเขาได้เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยสอน ในตอนนี้สาขาวิชาที่มีระดับสูงกว่าปริญญาตรียังอยู่ระหว่างการก่อตั้ง จึงต้องค่อยๆเริ่มสอนแบบนี้ไปก่อน ปัจจุบันมีผู้ที่มีความสามารถเพียงไม่กี่คนในสาขานี้ และเพื่อนร่วมชั้นกว่า50%ของเขาก็ยังคงอยู่ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย


ส่วนคนที่เหลือได้ถูกส่งไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งสาขาจิตวิทยานั้นเป็นสาขาที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องมีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีความต้องการบุคลากรทางด้านนี้ค่อนข้างสูง


เรื่องนี้ต้องใช้ความพยายามของทุกคน ดังนั้นเพื่อนร่วมชั้นของไป๋โม่เฉินจึงค่อนข้างโชคดี และเหวินเฉียงก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ต้องฝึกงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย ส่วนหน่วยฝึกงานของฟางจ้าวตี้นั้นเป็นตัวแทนในการจัดการทั้งหมด ไม่ว่าเธอจะเลือกอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเองแล้ว


เมื่อทั้งสามกลับมาถึงบ้านตระกูลฟู่ ไป๋จวินและคนอื่นยังมาไม่ถึง ไป๋โม่เฉินจึงได้มองดูนาฬิกาของตัวเอง และประเมินว่าตอนนี้ทางบ้านของเขาน่าจะกำลังเดินทางมาที่นี่แล้ว


จากนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ได้ช่วยกันขนมันฝรั่งเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นมันฝรั่งชั้นเยี่ยมเหล่านั้น ดวงตาของหวังซู่เหมยก็เบิกกว้างขึ้นมา และเธอก็รู้ได้ทันทีเมื่อเห็นว่าที่ลูกเขยขยิบตาให้


หวังซู่เหมยรู้แล้วว่าเสี่ยวฮั่วบอกเรื่องดินแดนต่างมิติกับไป๋โม่เฉิน โดยบอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในการทดสอบผู้ชายคนนี้ เพราะเงินนั้นสามารถซื้อใจผู้คนได้ และสิ่งนี้ก็เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าของเธอ


โชคดีที่ในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น เธอสังเกตเห็นว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เชื่อถือได้ เมื่อเลื่อนวันแต่งงานให้ใกล้เข้ามา เธอจึงไม่ได้ลังเลเลย ทั้งยังแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเสียด้วยซ้ำ 


แต่ด้วยความเป็นแม่ เธอจึงรู้สึกโล่งใจได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น คงต้องรอให้ฟู่เยี่ยนมีลูกและลูกของฟู่เยี่ยนโตขึ้นมาเสียก่อน เธอถึงจะสามารถผ่อนคลายได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกนั้นไม่มีที่สิ้นสุดอยู่แล้ว


ซึ่งหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งทำหน้าที่ในข้อนี้ได้ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกคนไหน ทุกคนต่างก็ได้รับความยุติธรรมและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทุกคน


แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่พอใจกับว่าที่ภรรยาของฟู่ซิน แต่พวกเขาก็ไม่ได้กีดกันลูกของพวกเขาเลย นี่เป็นความต้องการของลูกชาย ตราบใดที่เขาเต็มใจ ก็ควรที่จะให้เขาได้เลือกด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ตาม


ถึงแม้เธอและสามีจะขัดขวางเรื่องนี้ได้สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนรักคนใหม่ของลูกชายคนโตจะสามารถโน้มน้าวให้เขาปฏิบัติตัวดีกับพี่น้องได้ ตราบใดที่ลูกชายของเธอมีความคิดของตัวเองอยู่แล้ว ใครจะพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น !


ส่วนเรื่องของฟู่เซินนั้น หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งรู้สึกโล่งใจกับสถานการณ์ของเขามาก  ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะไม่ทำให้พวกเขากังวลเลย ไม่ว่าจะทำอะไร เขามักจะเป็นคนที่มีความตั้งใจมาก ทั้งยังมองโลกในแง่ดีและมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนอีกด้วย


ดังนั้น พวกเขาจึงมีความกังวลในตัวของฟู่เซินน้อยกว่าคนอื่น 


แม้ว่าฟู่เหมี่ยวจะมีบุคลิกที่เข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วเธอเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนมาก ตราบใดที่ทำดีต่อเธอ เธอก็จะทำดีกลับไปอย่างสุดหัวใจ เหมือนกับที่เธอปฏิบัติต่อเสี่ยวฮั่ว โดยตอนเด็กๆ เธอดูเหมือนแม่ไก่แก่ที่หวงลูกไม่มีผิด และเมื่ออายุมากขึ้น เธอก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เธอยังคงรักและห่วงน้องสาวของเธอเสมอ


ซึ่งการที่เธอกำลังจะแต่งงานกับวังจื่อหยวนนั้นทำให้หวังซู่เหมยรู้สึกโล่งใจมาก เด็กสาวคนอื่นต่างก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อยที่เสี่ยวฉุ่ยสามารถพิชิตใจเขาได้ และเขาเองก็ไม่กลัวที่เสี่ยวฉุ่ยดูเป็นผู้หญิงห้าวๆแบบนี้อีกด้วย


เสี่ยวถู่ยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ยังสามารถหล่อหลอมได้ใหม่ แต่คนที่น่ากังวลที่สุดกลับกลายเป็นฟู่เยี่ยน คนที่ดูเหมือนจะเก่งกล้า แต่ที่จริงแล้วจิตใจอ่อนโยนมาก ถ้าเธอไม่คอยจับตาดูลูกสาวไว้บ้าง แล้วจะเป็นอย่างไรกันล่ะ ?


ตอนที่ 553: สถานการณ์พิเศษ


ไป๋โม่เฉินและฟู่ต้าอันช่วยกันขนมันฝรั่งเข้าไปในครัว และเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ในห้องใต้ดิน ซึ่งห้องใต้ดินได้ถูกขุดขึ้นมาหลังจากที่ตระกูลฟู่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาตั้งใจจะจะใช้มันเก็บผักเอาไว้สำหรับฤดูหนาวนั่นเอง


ก่อนที่คนทั้งสองสามคนจะทันได้นั่งพัก ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าประตู ตอนนี้ไป๋จวินได้มาถึงที่นี่พร้อมกับไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินแล้ว


ในตอนเช้า ไป๋ซ่งได้ปลุกลูกชายของเขาก่อนเวลาตื่นของกองทัพเสียอีก ซึ่งเมื่อไป๋จวินลุกขึ้นมาก็พบว่าท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดอยู่ เขารู้สึกพูดไม่ออกกับสิ่งนี้จริงๆ


แต่ก็ยังคงยอมจำนนต่อชะตากรรมนี้ เขาลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะไปช่วยเตรียมของขวัญ ครั้งนี้พวกเขาจะไปที่นั่นเพื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงาน ดังนั้นตามประเพณีแล้ว พวกเขาจะต้องเตรียมของขวัญอย่างน้อยหกสี


พวกเขาทั้งสามช่วยกันเตรียมของขวัญทั้งหมดตั้งแต่เช้ามืด และพวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนสามารถทำนายดวงชะตาได้ ทั้งยังรู้จักคนมากมายที่เชี่ยวชาญด้านนี้อีกด้วย ดังนั้นเขาจึงเดาว่าวันนี้พวกเขาจะต้องได้กำหนดวันแต่งงานด้วยอย่างแน่นอน


“เมื่อวานนี้เสี่ยวเฉินได้บอกฉันว่าหากจะให้ดี เราควรเลือกวันแต่งงานภายในครึ่งปีนี้ ซึ่งฉันได้คิดถึงเรื่องนี้มาทั้งคืนแล้วว่าเด็กคนนี้น่าจะมีบางอย่างที่อยากจะพูด แต่เราไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เลย เพราะฉันเองก็อยากจัดงานแต่งงานให้กับหลานชายและหลานสะใภ้แล้วเหมือนกัน”


ไป๋ซ่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่มีความสุข! ก่อนหน้านี้ เด็กทั้งสองได้บอกว่าจะยังไม่พูดถึงการแต่งงานในช่วงสองปีนี้ จากนั้นเด็กทั้งสองก็กลับมาและบอกว่าจะกำหนดวันแต่งงานภายในครึ่งปี ดังนั้นต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นจนจำเป็นต้องใช้การแต่งงานของพวกเขาช่วยปกปิดอย่างแน่นอน


หลานชายของเขาไม่ได้กังวลเรื่องนี้ ฉะนั้นอาจเป็นปัญหาของฟู่เยี่ยนมากกว่า ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าการสนทนาเรื่องการแต่งงานในวันนี้ต้องเป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน


เด็กทั้งสองคนต่างก็เป็นเด็กดีและมีความคิดเป็นของตัวเอง ส่วนตระกูลฟู่ก็เป็นครอบครัวที่ดีและอบอุ่นมากเช่นกัน การเจรจาเรื่องการแต่งงานในครั้งนี้จะต้องเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วแน่นอน


ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยที่ได้ยินจึงรีบออกมาต้อนรับและเชิญพวกเขาไปที่ห้องรับแขกทันที ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินจึงเดินตามเข้าไป และนั่งลงที่ห้องรับแขก


แม้ว่าทั้งสองคนตรงหน้าจะเป็นพ่อกับแม่ของฟู่เยี่ยน แต่หากพิจารณาจากอายุและความอาวุโสแล้ว พวกเขายังคงสามารถนั่งด้วยกันได้ ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนก็ได้รีบล้างผลไม้และชงชาทันที ส่วนฟู่ต้าอันก็ได้เข้าไปคุยกับไป๋จวินเช่นกัน


แค่พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวก็กินเวลาไปถึงสองชั่วโมงแล้ว ทันทีที่แม่เฒ่าเฉินและหวังซู่เหมยได้พบกัน พวกเธอต่างก็มีเรื่องให้พูดคุยกันอย่างไม่จบไม่สิ้น


แม่เฒ่าเฉินเคยคร่ำครวญว่าตัวเธอนั้นไม่เคยได้มีช่วงเวลาดีๆกับลูกสะใภ้เลย


หากเสี่ยวจวินสามารถหาลูกสะใภ้แบบซู่เหมยได้ในตอนนั้น ชีวิตของเธอคงจะไม่เป็นแบบนี้


ทางด้านไป๋ซ่งเองก็พูดคุยกับฟู่ต้าหย่งและไป๋จวินอย่างมีชีวิตชีวา พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันและนโยบายของประเทศ ซึ่งฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันเองก็พอจะมีความรู้ในเรื่องนี้อยู่บ้างเช่นกัน


สองพ่อลูกตระกูลไป๋ต่างก็ตีความในสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันออกไป ฟู่ต้าหย่งที่นั่งฟังอยู่ก็พยักหน้ารับอยู่บ่อยๆ เขาเคารพชายชราตระกูลไป๋มาก


หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน ก็ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการแต่งงานขึ้นมา ส่วนไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนยังคงนั่งฟังพวกเขาคุยกันอยู่ที่พื้นด้านล่างของโต๊ะ


ต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ไม่อยากฟังพวกเขาคุยกันอีกต่อไป เธอจึงแกล้งทำเป็นลุกขึ้นมาเติมชาและน้ำ ก่อนจะไปที่ห้องครัวเพื่อดูว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง และเริ่มเตรียมมื้อกลางวันทันที


เมื่อคืนนี้อาหญิงไปค้างที่บ้านตระกูลมู่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ซึ่งพวกเขาน่าจะกลับมาในตอนเที่ยงนี้


ดังนั้นมื้อเที่ยงของวันนี้คงต้องเตรียมอะไรเพิ่มอีกสักหน่อย เธอดูวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัว ตอนนี้มีไก่สำเร็จรูปอยู่สองตัว พวกมันได้ถูกเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้นำไปทำอาหาร


และยังมีมันฝรั่งที่เพิ่งเก็บมาสดๆอีกด้วย ฟู่เยี่ยนจึงได้พับแขนเสื้อของเธอขึ้นเพื่อเตรียมตัวทำอาหาร ในขั้นตอนแรก เธอสับไก่เป็นชิ้นเล็กๆ วันนี้เธอจะให้พวกเขาลองชิมเมนูใหม่ดูบ้าง เธอจะทำไก่อบหม้อดิน !


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้นำปลาตัวใหญ่ออกมาจากดินแดนต่างมิติของเธอ ด้วยความที่ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินไม่สามารถกินอาหารรสจัดได้ ดังนั้นเธอจึงจะทำปลาผัดเปรี้ยวหวานให้กับพวกเขา ส่วนเนื้อแกะดิบที่เหลือจากวันนั้น เธอได้ทำเนื้อแกะผัดยี่หร่าเพิ่มอีกจานด้วย


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนสับเนื้อและหั่นไก่เสร็จ เธอก็ได้ไปที่สวนหลังบ้านเพื่อดูว่ามีผักอะไรบ้าง เพื่อที่จะนำมันมาผัดกับทุกอย่างที่เธอได้เตรียมเอาไว้


หวังซู่เหมยเห็นลูกสาวของเธอเดินออกไปจากห้องรับแขก ซึ่งเธอก็รู้แล้วว่าลูกสาวของเธอกำลังเข้าไปในครัว ตอนนี้ก็ใกล้เวลามื้อเที่ยงแล้ว และสมาชิกทั้งสามของตระกูลไป๋ก็ยังคงกลับไม่ได้ เพราะพวกเธอยังไม่ได้หารือเรื่องการแต่งงานเลย


ไป๋ซ่งเองก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่อยู่เช่นกัน และเขาก็รู้แล้วว่าเด็กสาวกำลังไปเตรียมมื้อกลางวัน เขาจึงได้กระแอมเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อและพูดถึงเรื่องการแต่งงานของหลานชายของเขา


“ต้าหย่ง เด็กทั้งสองคนของเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลานชายของฉันอายุเยอะกว่าลูกสาวของนายถึงสองปี และกำลังจะสำเร็จการศึกษาเร็วๆนี้ หากไม่มีอะไรขัดข้อง ให้เด็กทั้งสองคนแต่งงานกันได้ไหม !”


“จากนี้เป็นต้นไป งานของพวกเขาทั้งคู่จะอยู่ในเมืองหลวง ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถอาศัยอยู่ที่นี่กับนายได้ หรือจะอาศัยอยู่ที่บ้านของพวกเขาเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะพอใจแบบไหน”


“หากเห็นด้วยกับเรื่องนี้ นายก็ไปพบเหล่าเฉินกับฉัน เราจะได้เลือกวันที่ดีที่สุด ฉันจะเป็นคนเตรียมทุกอย่างให้เอง หากนายต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็บอกได้เลยนะ ฉันพร้อมที่จะทำตามที่นายต้องการทุกอย่าง”


คำพูดของไป๋ซ่งทำให้ฟู่ต้าหย่งและภรรยารู้สึกถึงความจริงใจได้อย่างชัดเจน ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนเงิน และคำขอทั้งหมดก็ได้รับการตอบสนองแล้วด้วย


นอกจากนี้ ในเมื่อมีบ้านเป็นของขวัญหมั้น ก็คงจะไม่มีอะไรที่พวกเขาต้องการอีกต่อไปแล้ว ?


ที่นั่นได้รับการตกแต่งแล้ว และทั้งสองคนก็สามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้อย่างสบาย ไม่สำคัญเลยว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่นั่นตอนไหน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทั้งสองคนนั่นเอง


“คุณลุงครับ คุณลุงพูดถูก ทางเราไม่ได้มีข้อกำหนดใดอยู่แล้ว และเสี่ยวเฉินเองก็เป็นเด็กที่เรากำลังมองหา เขาเป็นเด็กดี ซู่เหมย คุณช่วยไปนำวันที่ผู้เฒ่ามู่หาไว้เมื่อวานมาหน่อยสิ เราจะได้เลือก เรามาจัดการเรื่องต่างๆให้จบในวันนี้กันเลยดีกว่า”


ฟู่ต้าหย่งขอให้หวังซู่เหมยไปหยิบกระดาษที่ถูกเขียนฤกษ์แต่งงานเอาไว้ออกมา ก่อนจะหันไปพูดคุยกับไป๋ซ่งเรื่องงานเลี้ยง เขาไม่จำเป็นต้องเรียกร้องใดๆเลย แต่งานเลี้ยงงานแต่งงานนั้นไม่สามารถประมาทได้ เพราะเขารู้ดีว่าตระกูลไป๋นั้นอยู่ในสถานการณ์พิเศษ


“คุณลุงครับ คุณลุงจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรเหรอครับ? ครอบครัวของเราจะได้ทำตามที่คุณลุงต้องการ เพราะยังต้องมีญาติของเรามาร่วมงาน รวมไปถึงเพื่อนและเพื่อนร่วมชั้นหลายคนของเสี่ยวฮั่วที่ต้องเชิญมาร่วมงานด้วย เราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี ?”


ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไปด้วยท่าทีที่สุภาพ เขาไม่แน่ใจว่าตระกูลไป๋ต้องการจัดงานครั้งนี้แบบยิ่งใหญ่หรือเรียบง่าย


“ต้าหย่ง นายเองก็รู้เรื่องนี้ดี แม้ว่าฉันจะไม่ได้บอกนายก็ตาม หากนายไม่เชิญเพื่อนเก่าเหล่านั้นของฉัน พวกเขาคงจะมาด่าฉันในภายหลังอย่างแน่นอน หากครอบครัวของเราเชิญแขกมาร่วมงาน ก็คงจะมีคนเยอะเกินไป”


“ฉันคิดแบบนี้นะ ทางบ้านเรา ฉันจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาง่ายๆให้พวกเขาสองคนที่ห้องโถงในลานใหญ่ เราแค่แจ้งข่าวเล็กน้อย แล้วก็จัดงานให้สนุกๆแค่นั้นก็พอ ส่วนทางบ้านนายก็แล้วแต่นายจะตัดสินใจเลย อยากจัดใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีปัญหา !”


“ตอนนี้ตัวตนของเสี่ยวจวินเองก็เป็นเรื่องที่ยากจะพูดถึงเช่นกัน แต่ในฐานะพ่อ เขาก็ยังต้องการที่จะทำเพื่องานแต่งงานของลูกชาย หากมีคนนำของขวัญมาให้เรา เราจะไล่คนๆนั้นออกไปได้อย่างไรกันล่ะ ? ดังนั้นสถานที่หลักในการจัดงานเลี้ยงจะยังคงอยู่ที่นี่”


“ผู้เฒ่าเฉิน เสี่ยวจวิน และฉันจะมาร่วมงานนี้ด้วยอย่างแน่นอน”


คำพูดของไป๋ซ่งฟังดูสมเหตุสมผลมาก ซึ่งฟู่ต้าหย่งก็เข้าใจเช่นกัน จากนั้นเขาก็ได้ชำเลืองมองที่ไป๋จวิน ตอนนี้พ่อสามีคนนี้กำลังแบกรับความรับผิดชอบที่หนักมากจริงๆ ฉะนั้นจะเกิดปัญหาใดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด


“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ครับ พรุ่งนี้ผมจะไปที่โรงแรมเพื่อติดต่อพ่อครัวให้มาทำอาหาร เราจะจัดงานเลี้ยงขึ้นที่นี่ ทั้งในบ้านและลานบ้านจะถูดใช้เป็นที่รับแขก ช่วงนี้อากาศก็ไม่ค่อยหนาวแล้ว”


ฟู่ต้าหย่งแสดงความคิดของเขาออกมา


หลังจากที่พูดคุยเรื่องงานแต่งงานอย่างละเอียดแล้ว หวังซู่เหมยก็ได้นำฤกษ์วันแต่งงานมาให้ทุกคนดู


กระดาษอีกแผ่นหนึ่งเป็นฤกษ์ของฟู่เหมี่ยว ซึ่งยังไม่ได้มีการตัดสินใจและหารือกับตระกูลหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่ามู่ได้บอกกับพวกเขาแล้วว่าฤกษ์ทั้งสองนั้นห่างกันเพียงครึ่งเดือน


“ช่างบังเอิญจริงๆ ที่เสี่ยวฉุ่ยเองก็มีดวงแต่งงานเร็วๆนี้เช่นกัน วันที่8ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันที่เหมาะกับดวงของเสี่ยวฉุ่ยมาก และในอีกครึ่งเดือน วันที่26 พฤษภาคมเป็นวันที่เหมาะกับเสี่ยวฮั่วและเสี่ยวเฉิน”


“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ วันที่26 พฤษภาคมสินะ ส่วนวันแต่งงานของเสี่ยวฉุ่ย ในเมื่อรู้วันแล้ว ฉันเองก็จะมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน !” ไป๋ซ่งพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา


จนถึงตอนนี้ ไป๋ซ่งก็มั่นใจมากว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับเสี่ยวฮั่ว และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขารู้สึกกังวล หลังจากที่แต่งงานเสร็จ หลานชายของเขาจะต้องได้อยู่ห่างจากเจ้าสาวหรือเปล่า ?


ตอนที่ 554: แจ้งข่าวดี


ระหว่างที่กำลังกินมื้อเที่ยงอยู่นั้น อาเล็กกับลุงหลิวก็ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว ซึ่งโต๊ะอาหารก็ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก


กับข้าวของฟู่เยี่ยนเป็นกับข้าวที่ค่อนข้างสมบูรณ์มากจริงๆ ด้วยของปรุงสำเร็จที่มีอยู่ในบ้าน เช่น เนื้อตากแห้ง ไส้กรอก และอื่นๆ เธอจึงทำอาหารเพิ่มอีกหลายจานเลยทีเดียว


ทั้งผู้เฒ่าไป๋และไป๋จวินต่างก็ชื่นชมในฝีมือของฟู่เยี่ยน โดยบอกว่าเสี่ยวเฉินได้เจอภรรยาที่ดีมาก ซึ่งนี้เป็นพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ชายแล้ว !


ส่วนแม่เฒ่าเฉินเองก็ยกย่องฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยด้วยเช่นกัน เธอได้บอกว่าพวกเขาเลี้ยงดูเด็กๆได้ดีมาก และเด็กทั้งห้าคนก็มีแนวโน้มที่ดีและมีความโดดเด่นในอนาคตอีกด้วย


แม้แต่เด็กน้อยของครอบครัวก็ยังเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เมื่อฟู่เหยาได้พบกับผู้เฒ่าไป๋ เขาไม่ได้กลัวชายชราเลย ซึ่งทั้งที่ชื่อเสียงของไป๋ซ่งในสนามรบอาจทำให้เด็กๆร้องไห้ได้อย่างง่ายดายเลยด้วยซ้ำ


ไม่เพียงแต่เขาจะไม่กลัวเท่านั้น แต่เขายังพยายามปีนขึ้นไปบนตักของไป๋ซ่งและเล่นเคราของชายชราอีกด้วย ทำเอาไป๋ซ่งหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข และอดไม่ได้ที่จะรอคอยการมาถึงของเด็กน้อยลูกชายของไป๋โม่เฉิน


หลังจากที่กินมื้อเที่ยงเสร็จ ไป๋จวินก็ได้ขอตัวกลับไปก่อน เขายังมีภารกิจในช่วงบ่ายจึงอยู่คุยด้วยได้ไม่นาน ซึ่งในช่วงเช้าเขาขอลางานมา ส่วนไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ ก่อนจะขอตัวกลับหลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ


ชายชรามีคนคุ้มกันส่วนตัวตามมาด้วย ส่วนไป๋โม่เฉินก็ตามเขากลับไปที่บ้านด้วยเช่นกัน


ทางด้านฟู่เยี่ยนก็มีความคิดบางอย่างในใจเช่นกัน ในช่วงบ่ายเธอได้ไปที่บ้านอาจารย์ของเธอ ในเมื่อการแต่งงานของเธอได้ข้อตกลงแล้ว เธอจึงอยากจะเชิญผู้อาวุโสจินให้มาร่วมงานเลี้ยงด้วย ที่สำคัญอาจารย์ของเธอกับผู้เฒ่าไป๋จะได้ทำความรู้จักกันด้วย


และแล้วก็เป็นไปตามที่เธอคาดเดาเอาไว้ ชายชราทั้งสองจะต้องเข้ากันได้ดีมากๆ อาจารย์เป็นคนที่รู้เรื่องราวทางวัฒนธรรม ในขณะที่ไป๋ซ่งไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การประดิษฐ์ตัวอักษรของเขาได้พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแม่เฒ่าไป๋ยังเป็นสมาชิกของสมาคมอักษรศาสตร์อีกด้วย ซึ่งลายมือของเธอก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว


ด้วยเหตุผลนี้ ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินจึงใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ ซึ่งก่อนเดินทางกลับนั้น ฟู่ต้าหย่งยังได้ชวนเขามานั่งเล่นที่บ้านยามว่างอีกด้วย


ไป๋ซ่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างมีความสุข ก่อนที่ทั้งสองจะได้นัดกันไปตกปลาในครั้งต่อไป โดยปกตินั้น ผู้เฒ่าไป๋ไม่สามารถไปยังสถานที่อย่างสวนสาธารณะเป๋ย์ไห่ได้อยู่แล้ว เขาทำได้เพียงตกปลาในสวนหลังบ้านตระกูลฟู่เท่านั้น


หลังจากที่ได้ข้อสรุปเรื่องงานแต่งงานแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรอีก ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเองต่างก็ทุ่มเทให้กับการแต่งงานของลูกสาวทั้งสองมากๆ


ตระกูลวังก็ได้ตกลงตามที่พวกเขาพูดเช่นกัน และได้เริ่มเตรียมความพร้อมต่างๆอย่างเต็มกำลัง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ศาสตราจารย์ฉู่ยอมพักงานของตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะตอนนี้เธอต้องเตรียมความพร้อมเรื่องงานแต่งงานของลูกชาย


ทางด้านฟู่เยี่ยนก็ได้นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ตอนอยู่ที่เกาะฮ่องกง เธอได้ตกลงกับปู่ทวดของเธอว่าจะเชิญเขามาร่วมงานแต่งงานของเธออย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงควรจะหารือเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยด้วย


ในช่วงสองปีที่ผ่านมา นโยบายเรื่องการติดต่อกับเกาะฮ่องกงได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่ ซึ่งพื้นที่โดยรอบของเกาะฮ่องกงสามารถติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ได้และกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชุดแรกไปแล้ว ดังนั้นทั้งสองสถานที่จึงมีความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดมากขึ้น ดังนั้นทั้งตระกูลเฮ่อและตระกูลเสิ่นจึงได้ตั้งสำนักงานในเขตทะเลทางตอนใต้ขึ้นมา


ซึ่งเธอก็มักจะเขียนจดหมายถึงปู่ทวดของเธออยู่บ่อยๆ โดยปกติปู่ทวดจะส่งจดหมายให้กับคนที่อยู่ในสำนักงาน จากนั้นคนในสำนักงานก็จะเป็นคนส่งจดหมายให้ และจะโทรหาเธอหรือไม่ก็ไป๋โม่เฉินเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เธอทราบ


“พ่อคะ แม่คะ หนูอยากโทรหาปู่ทวดเพื่อแจ้งข่าวเรื่องการแต่งงานของหนูค่ะ ตอนนี้ความตึงเครียดระหว่างแผ่นดินใหญ่กับฮ่องกงก็ได้ลดลงมากแล้ว บางทีครั้งนี้ปู่ทวดอาจจะมาเยี่ยมเราที่เมืองหลวงก็ได้ค่ะ”


“ตอนที่ติดต่อกันครั้งล่าสุด ปู่ทวดบอกกับหนูว่าสุขภาพของเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก หนูจึงเดาว่าเขาต้องอยากมาหาพวกเราอย่างแน่นอน”


ตลอดสองปีมานี้ ฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้ตัดขาดการติดต่อกับทางนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะให้อภัยกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นเฉินกั๋วเฉียงเองก็อายุมากแล้ว ครั้งนี้ถ้าไม่ใช้โอกาสงานแต่งของเสี่ยวฮั่วเพื่อพบกันอีกสักครั้ง ต่อไปคงยากที่จะหาโอกาสแล้ว


“อืม คุณตาอายุมากแล้ว จำเป็นต้องมีผู้ติดตามมาด้วย แล้วลูกสามารถโทรติดต่อเขาได้หรือเปล่า ?”


“ค่ะ แต่ตอนนี้ยังมีปัญหานิดหน่อย หนูจะจัดการเรื่องนี้ในช่วงบ่าย ตอนนี้ธุรกิจของตระกูลเสิ่นเกือบทั้งหมดถูกย้ายมายังเขตทะเลทางตอนใต้ของเกาะฮ่องกงแล้ว มีเพียงอุตสาหกรรมไม้เท่านั้นที่ยังไม่ได้ย้ายมา ตอนนี้พวกเขาตั้งสำนักงานใหญ่ที่เกาะฮ่องกงแล้วค่ะ”


ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เพื่อบอกว่าเธอสามารถติดต่อพวกเขาได้


แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เจอกันมานานมากแล้วก็ตาม แต่เธอก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตระกูลเสิ่น และยังรู้ด้วยว่าตอนนี้เสิ่นหลานเป็นคนดูแลธุรกิจที่เหลืออยู่ในเขตทะเลทางตอนใต้


ทั้งลุงห่าวและฉินเฟิงยังคงติดต่อกับเธออยู่ตลอด นอกจากนี้ผู้เฒ่าเฮ่อเองก็ยังติดต่อกับเธอไม่เคยขาด เธอยังเคยถามถึงเรื่องเครื่องตัดหยกที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศกับเขาอีกด้วย


การร่วมมือกันระหว่างคุณชายรองตระกูลเฮ่อกับผู้เฒ่าหลัวนั้นเป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้พวกเขาก็เกือบจะได้ต้นทุนทั้งหมดคืนแล้ว


ตามที่จดหมายของคุณชายรองเขียนมา ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ผู้เฒ่าหลัวได้สร้างผลิตภัณฑ์ชั้นดีออกมาอย่างต่อเนื่อง และพวกมันทั้งหมดก็ได้ถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย โดยคุณชายรองของตระกูลเฮ่อได้เป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด


ยิ่งผู้เฒ่าหลัวทำมากเท่าไร เขาก็ยิ่งคุ้นเคยกับมันมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงตรุษจีนจนถึงตอนนี้ ภายในระยะเวลาเพียง2-3เดือน เขาก็ได้สร้างผลงานชิ้นเอกขึ้นมาถึง6ชิ้นแล้ว


ฟู่เยี่ยนจึงเขียนจดหมายตอบกลับเขาไป โดยบอกให้พวกเขาใจเย็นลงบ้าง ไม่ควรหักโหมทำงานมากเกินไป หากเร่งทำสิ่งนี้ มันอาจจะไปกระตุ้นให้คนอื่นจับตามองก็เป็นได้


ทว่าเธอได้ยินเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นและตระกูลเฮ่อจากปากของเทียนจื่อแล้ว เมื่อตอนที่เธอกลับมา เธอได้ฝากเขาไว้กับฉินเฟิง และขอให้ฉินเฟิงดูแลเขา


ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ เทียนจื่อเองก็ทำได้ดีมากเช่นกัน ตอนนี้เขาติดตามฉินเฟิงและยังได้คอยดูแลกิจการบางอย่างของแก๊งค์หงอีกด้วย เขารู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนมาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงมักจะเขียนจดหมายถึงเธอเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงต่างๆของเขาให้เธอรู้


หลังจากที่คุยกับฟู่ต้าหย่งเสร็จ ในช่วงบ่าย ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ โดยเธอได้บอกกับเขาว่าเธอต้องการจะโทรไปยังเกาะฮ่องกง


ซึ่งการโทรไปยังสำนักงานในเขตหยางเฉิงนั้นต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงจะโอนสายได้


ในระหว่างที่รอ ผู้อำนวยการหลี่จึงได้พูดคุยกับฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับงานที่พวกเขากำลังทำอยู่


“ตอนนี้สาขาในแต่ละพื้นที่กำลังเริ่มเตรียมการกันอย่างเต็มที่ และคนที่ฉันส่งออกไปในช่วงแรกก็ได้ส่งจดหมายกลับมาแล้ว พวกเขาได้ขอให้ฉันส่งคนไปรับช่วงต่อ ฉันคิดว่าจะส่งคนที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ไปที่นั่น”


“คนในทีมของเธอไม่ควรทำงานสำคัญใดๆในเวลานี้ ควรจะมีตำแหน่งรับรองพวกเขาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจลับ จะได้ไม่มีใครไล่ตามพวกเขา”


“ส่วนใครจะไปที่ไหนนั้น ควรหารือเรื่องนี้ก่อน นี่คือรายการที่ฉันได้ร่างขึ้นมา เธอลองดูมันก่อนเถอะ หากมีตรงไหนที่ไม่เหมาะสมก็บอกฉันมาได้เลย และหลังจากที่เราหารือกันเสร็จแล้ว ฉันจะแจ้งข้อสรุปให้เธอทราบในวันพรุ่งนี้”


ผู้อำนวยการหลี่ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งในนั้นได้เขียนที่ที่ทุกคนต้องไปประจำการเอาไว้


ฟู่เยี่ยนมองไปยังกระดาษแผ่นนั้นและเห็นชื่อของเยี่ยนหวู่โจวถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจน และสถานที่ที่เขาต้องไปประจำการนั้นคือเจียงไห่ ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าผู้อำนวยการหลี่จะพิจารณาและส่งเยี่ยนหวู่โจวไปที่นั่น


เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้อำนวยการหลี่ได้ทุ่มเทฝึกฝนเขาโดยหวังให้เขาเป็นผู้สืบทอด


“ฉันไม่สามารถซ่อนอะไรจากเธอได้เลยจริงๆ เขาอยากมารับหน้าที่แทนฉัน แต่ก่อนอื่นก็ต้องออกไปฝึกฝนประสบการณ์ก่อน เนื่องจากงานของเสี่ยวหยูมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหวู่โจวจึงต้องออกไปทำภารกิจในครั้งนี้ด้วย”


ฟู่เยี่ยนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผู้อำนวยการหลี่ได้จัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมที่สุดแล้ว


“ไม่มีอะไรที่หนูต้องเสริมแล้วล่ะค่ะ แล้วลุงจะให้เขาไปเมื่อไหร่เหรอคะ ?”


“ฉันตัดสินใจเรื่องนี้แล้วล่ะ ฉันจะส่งหนังสือแจ้งการประชุมในวันพรุ่งนี้ โดยการประชุมจะถูกจัดขึ้นในวันมะรืน และเราจะเริ่มงานภายในเดือนนี้เลย ฉันจะไม่อธิบายความตั้งใจของฉันให้พวกเขาทราบล่วงหน้า พวกเขาจะรู้ด้วยตัวเองเมื่อมีภารกิจ”


ผู้อำนวยการหลี่มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากภารกิจครั้งนี้มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย หากสื่อสารกันผิดพลาด สิ่งที่พวกเขาทำมาทั้งหมดจะไร้ประโยชน์ไปทันที แต่การที่กระจายสาขาออกไปในพื้นที่ต่างๆก็มีข้อดีเช่นกัน อย่างน้อยงานของทุกคนก็จะเบาลง และเงินเดือนยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย


“ตกลง งั้นหลังจากประชุมเสร็จ หนูจะจัดการเอง จัดงานเลี้ยงส่งให้ทุกคน แล้วลุงหลี่ก็มาด้วยนะ ! เดี๋ยวหนูจะหาร้านดีๆสักที่หนึ่ง”


ผู้อำนวยการหลี่พยักหน้าเบาๆในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฟู่เยี่ยนมีความคิดที่ละเอียดและซับซ้อนในงานของเธอมากขึ้นแล้วจริงๆ


ตอนที่ 555: การหารือเล็กๆที่บ้านตระกูลเสิ่น


หลังจากที่ใช้เวลาครู่หนึ่งในการพูดคุยกับผู้อำนวยการหลี่ การต่อสายไปยังเกาะฮ่องกงของฟู่เยี่ยนก็สำเร็จ เธอรับสายและเสียงของเสินกั๋วเฉียงก็ได้ดังขึ้นมาจากปลายสายอย่างชัดเจน


“สาวน้อย หนูโทรหาทวดอย่างนั้นเหรอ นึกว่าลืมคนแก่คนนี้ไปแล้วเสียอีก ? ครั้งล่าสุดทวดได้ขอให้คนส่งของไปให้ หนูได้รับมันแล้วหรือยัง ?”


ตอนนี้ชายชราอยู่ที่เกาะฮ่องกง ซึ่งเขามีทุกอย่างที่ควรจะมี บางครั้งเขายังส่งรังนกและกระเพาะปลามาให้ฟู่เยี่ยนอีกด้วย โดยเขาได้บอกว่าสิ่งนี้หาได้ยากในแผ่นดินใหญ่ และที่เกาะฮ่องกงก็มีของที่คุณภาพดีกว่า ซึ่งของที่เขาส่งมาเมื่อครั้งที่แล้วนั้นคือกระเพาะปลาที่มีอายุหลายสิบปีเลยทีเดียว


“หนูได้รับแล้วค่ะทวด ได้ยินทวดพูดแบบนี้แล้ว แสดงว่าทวดยังคงแข็งแรงดีอยู่ใช่ไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม


ที่ปลายสาย เฉินกั๋วเฉียงกระแอมอย่างไม่สบายใจ จะบอกว่าตัวเองป่วยก็กลัวเด็กๆจะเป็นห่วง จะบอกว่าไม่ป่วยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ฟู่เยี่ยนใส่ใจเขาอยู่ดี


“สาวน้อย วันนี้หนูมีเรื่องกังวลใจอะไรหรือเปล่า ถึงได้โทรหาทวดแบบนี้ ? ปกติแล้วไม่ค่อยโทรหาทวดเลยนี่นา” เสิ่นกั๋วเฉียงมีนิสัยคล้ายเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอาแต่ใจ


“ทวดคะ ที่หนูไม่ได้โทรหาทวดเป็นเพราะหนูต้องไปทำงานมาสักพักหนึ่งแล้วล่ะค่ะ แต่วันนี้หนูมีข่าวดีจะบอกกับทวด หนูกำลังจะแต่งงานแล้วนะคะ” ฟู่เยี่ยนบอกเรื่องนี้กับเสิ่นกั๋วเฉียงไปตามตรง ผ่านไปประมาณครึ่งนาที จู่ๆก็ได้มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมา


“สาวน้อย หนูรู้หรือเปล่าว่าฉันเองก็กำลังจะไปเยี่ยมพวกหนูเร็วๆนี้เหมือนกัน แล้วหนูจะจัดงานแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ ?” คำพูดของเสิ่นกั๋วเฉียงทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาจะมาเยี่ยมพวกเธออย่างนั้นหรือ ?


“ทวดคะ ทวดพูดจริงหรือเปล่าคะ ? แล้วทวดจะมาเมื่อไหร่ ?”


“ช่วงนี้ตงฟางกับอาห่าวว่างพอดี ครั้งนี้พวกเขาจึงชวนทวดไปหาพวกหนู ทีนี่หนูตอบทวดมาได้หรือยังว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่ ?” เห็นได้ชัดเลยว่าเสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกมีความสุขมาก 


“ทวดคะ ไม่ได้มีงานเดียวที่ทวดจะมีความสุขนะคะ ! วันที่8 พฤษภาคมจะเป็นงานแต่งงานของพี่สาวหนู ส่วนงานแต่งงานของหนูจะจัดขึ้นวันที่26 พฤษภาคมค่ะ ทวดจะมาร่วมงานทันหรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนเองก็มีความสุขมากเช่นกัน


“ไม่ว่าอย่างไรทวดก็จะไปให้ได้ มีงานใหญ่และเป็นงานมงคลถึงสองงาน ทวดต้องไปอย่างแน่นอน ! ว่าแต่บ้านของหนูพอจะมีพี่พักสำหรับพวกเราหรือเปล่า ครั้งนี้ทวดพาคนไปด้วยหลายคนเลย ทั้งตงฟาง อาห่าว และคนอื่นอีก แต่ทวดก็ไม่ได้สนใจพวกเขาหรอกนะ ตราบใดที่ทวดสามารถพักอยู่ที่บ้านของหนูได้ก็พอแล้ว”


ตอนนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกตื่นเต้นมาก เขาไม่ได้ถามถึงรายละเอียดเลยว่าทำไมวันแต่งงานของทั้งสองพี่น้องถึงได้จัดใกล้กันแบบนี้ ตัวเขาเองแค่อยากไปเมืองหลวงเท่านั้น !


“ไม่มีปัญหาค่ะทวด ลุงห่าวกับผู้เฒ่าเฮ่อเองก็สามารถพักอยู่ที่บ้านของเราได้เหมือนกัน บ้านของเรากว้างมากเลยค่ะ หากจะมาวันไหนก็ช่วยบอกหนูล่วงหน้าด้วยนะคะ หนูจะได้ทำความสะอาดบ้านรอ พ่อของหนูเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอทวดอยู่เหมือนกันนะคะ !”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดให้เขาสบายใจแล้ว เธอก็ได้วางสายไป


หลังจากที่วางสายโทรศัพท์ เสิ่นกั๋วเฉียงก็ได้โทรหาเหลนของเขา เสิ่นรั่วหลิงได้ติดตามเสิ่นกั๋วเฉียงมาอยู่ที่เกาะฮ่องกงด้วยเช่นกัน


ภรรยาคนที่สองของผู้เฒ่าเฮ่อค่อนข้างสนิทกับเธอมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอได้พาเสิ่นรั่วหลิงไปไหนมาไหนด้วยทุกที่ และยังพาเสิ่นรั่วหลิงไปผูกมิตรกับผู้หญิงคนอื่นบนเกาะฮ่องกงอีกด้วย ดังนั้นเสิ่นรั่วหลิงจึงมีความสุขมากในทุกๆวัน ที่นี่ดีกว่าที่เธอเคยอยู่เมื่อก่อนหน้านี้มาก


“ทวดคะ ทวดโทรหาหนูมีอะไรหรือเปล่า ? ทำไมทวดถึงได้ดูมีความสุขมากขนาดนั้นกันล่ะคะ ?” เสิ่นรั่วหลิงกลายเป็นคนที่ร่าเริงขึ้นมาก เธอพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข


“ช่วยไปบอกให้พ่อบ้านเตรียมรถด้วย เราจะออกไปซื้อของกัน ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวกำลังจะแต่งงาน เราไปซื้อของขวัญแต่งงานให้ทั้งสองคน และซื้อของขวัญสำหรับทุกคนในตระกูลฟู่กันเถอะ”


เสิ่นกั๋วเฉียงตื่นเต้นมากจนลืมไปเลยว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแล้ว หากเขาเก็บของเสร็จและออกไปตอนนี้ ร้านค้าทุกร้านก็คงจะปิดแล้ว เสิ่นรั่วหลิงจึงต้องโน้มน้าวให้เขาไปวันพรุ่งนี้


“ทวดคะ เราควรไปซื้อของเหล่านั้นพรุ่งนี้ฝดีกว่า วันนี้ร้านทุกร้านคงจะปิดแล้ว หนูคิดว่าพรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปที่นั่นดีไหมคะ ? นอกจากนี้เรายังมีเพื่อนเก่าที่เปิดร้านอยู่ด้วย เราบอกให้พวกเขาส่งของมาที่บ้านโดยตรงได้ค่ะ !”


“จริงด้วย เหลนพูดถูก ทวดจะไปโทรหาตงฟางกับอาห่าวและขอให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด” เสิ่นกั๋วเฉียงเข้าใจเรื่องนี้ได้ในทันที ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาผู้เฒ่าเฮ่อ


“ตงฟาง เรื่องที่นายพูดถึงนั้น เมื่อไหร่จะจัดการให้เสร็จ ? วันนี้ฟู่เยี่ยนโทรหาฉัน บอกว่าเธอจะแต่งงานในเดือนพฤษภาคม แล้วตระกูลฟู่ก็มีงานมงคลถึงสองงานเลยนะ !”


“เราไปที่นั่นก่อนกำหนดได้หรือเปล่า ? นายมาหาฉันที่บ้านได้ไหม ? ตกลง ตกลง ฉันจะรอนายอยู่ที่บ้านแล้วกัน ฉันขอโทรหาอาห่าวก่อนนะ”


วันนี้นับเป็นวันที่เสิ่นกั๋วเฉียงมีความสุขที่สุดในรอบสองปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้


เมื่อเสิ่นรั่วหยุนกลับมาถึงบ้าน เขาก็ต้องรู้สึกสับสนเมื่อเห็นท่าทีที่ดูมีความสุขของปู่ทวด ปกติแล้วปู่ทวดเป็นคนที่เคร่งขรึมมาโดยตลอด แต่ทำไมตอนนี้ชายชราถึงได้ทำตัวเหมือนเด็กแบบนี้ล่ะ ?


เขากำลังจะถามน้องสาวเงียบๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับปู่ทวด ? แต่ก็ต้องพบว่าน้องสาวของเขาก็กำลังยิ้มอย่างมีความสุขและตื่นเต้นมากๆเช่นกัน


“วันนี้ฟู่เยี่ยนโทรมาบอกว่าเธอกำลังจะแต่งงาน ทวดบอกจะพาฉันไปเมืองหลวงด้วยนะ พี่ใหญ่ พี่จะวางมือจากงานในบริษัทแล้วตามพวกเราไปยังเมืองหลวงหรือเปล่า ?”


ทันใดนั้นเอง เสิ่นรั่วหยุนก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ชื่อของฟู่เยี่ยนดังก้องอยู่ในหูของเขาไม่หยุดเลย


ในบางครั้งปู่ทวดของเขาก็มักจะเล่าให้เขาฟังว่าฟู่เยี่ยนเป็นอย่างไร และน้องสาวของเขาเองก็ยังพูดถึงเธอเป็นครั้งคราวอีกด้วย แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องของเขาอย่างเสิ่นรั่วเฉิงก็ยังพูดถึงฟู่เยี่ยนอยู่บ่อยครั้ง


บางครั้งเมื่อพ่อของเขามาที่บ้าน ก็มักจะชื่นชมฟู่เยี่ยนให้เขาฟังไม่หยุด


ดังนั้นเขาจึงรู้สึกสนใจในตัวของฟู่เยี่ยนมาโดยตลอด เธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกันนะ ทำไมทุกคนยังคงคิดถึงเธอไม่หยุดแบบนี้


“ช่วงนี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในบริษัท เราเพิ่งย้ายมาที่นี่เมื่อปีที่แล้ว และธุรกิจของเรากำลังเริ่มต้น ฉันจะลองจัดการทุกอย่างดูก่อน หากทุกอย่างยังไม่ลงตัว ให้รั่วเฉิงทำแทนไปก่อนก็แล้วกัน”


เสิ่นรั่วหยุนยังคงต้องแก้ไขปัญหาในบริษัทอีกมากมาย และเขากำลังวางแผนที่จะทิ้งเรื่องทั้งหมดในบริษัทให้กับเสิ่นรั่วเฉิงทำ


เมื่อผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวมาถึง ก็ถึงเวลามื้อเย็นพอดี หลายคนพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหาร พร้อมกับปรึกษากันว่าจะเตรียมของขวัญอะไรให้ฟู่เยี่ยน เพื่อแสดงความยินดีในงานแต่งงานของเธอ


“ไม่ว่าจะเตรียมอะไรก็ไม่สำคัญทั้งนั้นนั่นแหละ สิ่งที่เราควรคำนึงถึงในตอนนี้ก็คือไม่ควรพาคนติดตามไปเยอะเกินไป เหตุผลแรกก็คือ มันอาจจะมีผลกระทบต่อครอบครัวของฟู่เยี่ยนได้ ส่วนเหตุผลข้อที่สอง หากเราพาคนไปที่นั่นเยอะเกินไป มันจะต้องไม่ดีต่อพวกเราด้วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนาย” เสิ่นกั๋วเฉียงพูด พร้อมกับชี้ไปที่ลุงห่าว


“ผมรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วครับ ผมจะให้ฉิงเฟิงจัดการเรื่องทั้งหมดที่นี่แทนไปก่อน และให้เทียนจื่อตามผมไปที่แผ่นดินใหญ่” ลุงห่าวได้วางแผนและหาวิธีแก้ปัญหานี้อย่างรวดเร็ว


“ผมเองก็จะไปร่วมงานด้วยเหมือนกัน ครั้งนี้ผมจะพาเจ้ารองไปด้วย เจ้าใหญ่ยังคงยุ่งอยู่กับงานที่บริษัท อีกทั้งตอนนี้สะใภ้ใหญ่ก็กำลังตั้งครรภ์ ส่วนหลานชายคนโตก็ไม่ยอมห่างแม่ของเขาเลย”


ลินดาเพิ่งแต่งงานก้าวเข้ามาในบ้านก็ตั้งท้องแล้ว ไม่นานก็มีลูกสองคนในสามปี ตอนนี้ลูกคนที่สองก็อยู่ในท้องและใกล้คลอดเต็มที แม้คุณเฮ่อจะไม่พอใจอะไรมากมาย แต่พอได้เห็นหลานสองคนนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว


“งั้นก็ดี จัดการเรื่องเอกสารให้เร็วที่สุด แล้วก็คิดให้ดีว่าใครจะไปบ้าง ครั้งนี้รั่วหยุน เหลนเองก็ไปด้วย ฝากงานบริษัทไว้กับรั่วเฉิงสักครึ่งเดือน บริษัทขาดเหลนไปแค่นี้คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก”


“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เมืองหลวงเองก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน หากเป็นไปได้ เหลนควรจะพิจารณาและวางแผนเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าด้วย ทวดทำงานหนักนอกบ้านมาตลอดชีวิต ทั้งยังถูกบีบให้หนีออกมาจากบ้านเกิดของตนเอง และตอนนี้ทวดมีโอกาสได้กลับไปที่นั่นอีกครั้งหนึ่งแล้ว อย่างน้อยๆ ทวดก็ควรจะทำประโยชน์ให้กับพวกเขาบ้าง”


เสิ่นรั่วหยุนพยักหน้ารับเบาๆ เขายังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการตลาดในแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล


หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ เขาก็ได้โทรหาเสิ่นรั่วเฉิงและค่อยๆอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทจะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้นในตอนที่เขาไม่อยู่นานกว่าครึ่งเดือน


ตอนที่ 556: ชีวิตหลังจากเรียนจบ


ไม่กี่วันต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ต้องเริ่มฝึกงานตามปกติแล้ว เนื่องจากเธอฝึกงานกับผู้อาวุโสจิน ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกลับบ้าน และอยู่กินมื้อเที่ยงที่บ้านผู้อาวุโสจินเลย


แม่เฒ่าได้เตรียมอาหารเอาไว้แล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ตรงไปที่ครัวและช่วยทำอาหาร วันนี้ไป๋โม่เฉินยังถูกเรียกให้มากินมื้อกลางวันที่นี่ด้วย


หลังจากที่กินเสร็จ ผู้อาวุโสจินก็พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นอาจารย์และศิษย์ก็ได้ทำงานต่อ ซึ่งการฝึกงานครั้งนี้ดูผ่อนคลายมากสำหรับฟู่เยี่ยน


งานหลักของเธอตอนนี้คือการซ่อมแซมโบราณวัตถุที่ชำรุดบางส่วน ซึ่งสิ่งแรกที่ผู้อาวุโสจินมอบหมายให้เธอทำนั้นเป็นโบราณวัตถุที่ค่อนข้างสมบูรณ์ หากไม่มองมันอย่างละเอียด ไม่มีทางที่จะสังเกตเห็นจุดที่ชำรุดได้อย่างแน่นอน


ผู้อาวุโสจินคอยถ่ายทอดความรู้หลายอย่างอย่างช้าๆ ซึ่งทุกอย่างได้ขึ้นอยู่กับฟู่เยี่ยนแล้วว่าจะซ่อมแซมโบราณวัตถุเหล่านั้นได้ดีมากแค่ไหน ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้รับแจกันลายครามชิ้นหนึ่งมา เธอพบว่าบริเวณปากของมันมีชิ้นส่วนเล็กๆขนาดเท่าปลายก้อยที่หายไป


โดยทั่วไปแล้วของประเภทนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดแสดงในนิทรรศการ หากต้องการจะนำมันไปจัดแสดง ต้องทำการซ่อมแซมมันให้กลับไปอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อน ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ความสามารถของเธอเอง


นักศึกษาส่วนใหญ่จากภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูถูกจัดให้มาทำงานร่วมกับฟู่เยี่ยน ศาสตราจารย์หวงเองก็ให้ความสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับเส้นทางหลังจบการศึกษาของฟู่เยี่ยน


เขาหวังว่าฟู่เยี่ยนจะยังคงอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่อ เพราะนักศึกษาแบบเธอนั้นหาได้ยากมาก เธอสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว และมีทักษะพื้นฐานที่น่าทึ่งมาก แม้ว่าเธอจะทำงานบกพร่องไปบ้างเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


ดังนั้นในระหว่างการฝึกงาน เขาจึงให้นักศึกษาภาควิชาโบราณคดีทั้งหมดไปฝึกงานกับผู้อาวุโสจิน เมื่อพิจารณาดูแล้ว หากนักศึกษาของเขาเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ หลังจากที่ฝึกงานครึ่งปี ผู้อาวุโสจินจะเป็นคนประเมินพวกเขาด้วยตัวเอง


ต้องเข้าใจว่าในแวดวงโบราณวัตถุนี้ การได้รับคำชมจากผู้อาวุโสจินก็เปรียบเสมือนมีเครื่องรางคุ้มกันตัว ทุกหน่วยงานต่างก็แย่งชิงตัวกันทั้งนั้น


ศาสตราจารย์หวงยังบอกกับผู้อาวุโสจินในเรื่องที่เขาคิดเกี่ยวกับฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้อาวุโสจินก็เห็นด้วยกับการที่ฟู่เยี่ยนจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยต่อ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในหน่วย753 และฟู่เยี่ยนก็เป็นบุคคลที่องค์กรขาดตัวไปไม่ได้เช่นกัน


หากเธออยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็แค่หาช่วงเวลาเตรียมการสอน ในช่วงแรกสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนให้กับศาสตราจารย์หวงได้


แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้อาวุโสจินเองก็คิดที่จะให้ฟู่เยี่ยนมาเป็นผู้ช่วยของเขาเหมือนกัน แต่ข้อเสียของเรื่องนี้ก็คือเธอต้องมาทำงานทุกวัน ซึ่งจุดนี้คิดว่าลูกศิษย์ของเขาคงทำไม่ได้


ฟู่เยี่ยนเองก็เคยคิดถึงเส้นทางหลังจบการศึกษาแล้ว แต่เธอก็มีความคิดเป็นของตัวเอง และยังคงต้องการพูดคุยกับศาสตราจารย์หวงก่อน


ผู้อำนวยการหลี่บอกว่าเธอสามารถมาที่หน่วยได้ทันทีหลังจากสำเร็จการศึกษา หรือไม่ก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยต่อ เพราะนักศึกษาชั้นปีแรกยังคงมีความต้องการสูงอยู่ ซึ่งทางหน่วยจะเข้าไปประสานกับศาสตราจารย์หวงเอง เมื่อฟู่เยี่ยนต้องออกไปทำภารกิจ เธอจำเป็นจะต้องลาพักร้อน


ในตอนนี้ จึงมีแนวโน้มว่าเธอจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยสูงมาก เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอได้ทุ่มเทในการตามหาชีพจรมังกรอย่างหนัก และนอกจากนี้ยังเผยให้เห็นถึงปัญหาใหญ่อีกด้วย ตอนนี้คนของพวกเขายังมีไม่เพียงพอนั่นเอง


สองปีที่ผ่านมา คนในทีมของเธอได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ซึ่งหากไม่มีคนเหล่านี้ก็คงจัดการกับปัญหาต่างๆไม่ได้ ดังคำที่ว่า ‘เราไม่สามารถยกหินได้ด้วยนิ้วมือเพียงนิ้วเดียว’ การมีเพื่อนร่วมทีมที่ดีจะนำไปสู่ความสำเร็จ


หากไม่มีผู้ช่วยที่มีความสามารถ ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอน ซึ่งบางอย่างมันก็ยากเกินไปที่จะทำคนเดียว ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกว่าหากต้องการให้ลัทธิเต๋าเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนคนที่มีพรสวรรค์ขึ้นมาจำนวนมาก


โดยทั่วไปแล้ว ผู้เฒ่าในลัทธิเต๋ารุ่นก่อนๆ จะรับศิษย์และให้ศิษย์สืบทอดพร้อมกับพัฒนาความสามารถของตัวเองต่อไป ซึ่งศิษย์เหล่านั้นก็มักจะเป็นญาติทางสายเลือด อาจจะเป็นลูกชายหรือหลานชายของพวกเขาเอง


หากศิษย์คนนั้นเป็นลูกชายของพวกเขา แน่นอนผู้ถ่ายทอดจะสอนในทุกสิ่งที่พวกเขารู้ แต่หากศิษย์คนนั้นเป็นคนนอก ก็จะได้รับการถ่ายทอดวิชาที่ต่างจากศิษย์ทางสายเลือดออกไป


หากศิษย์ผู้นั้นล้มเหลวในการเรียนรู้ ผู้เป็นอาจารย์ก็สามารถถ่ายทอดความสามารถเจ็ดส่วนให้ศิษย์ ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือจะถูกซ่อนไว้โดยอาจารย์ของพวกเขา เพราะหากฝืนให้ศิษย์ฝึกต่อไป ผู้เป็นอาจารย์ก็มีแต่จะอดตายเปล่าๆ


หากได้พบศิษย์ที่มีพรสวรรค์และความสามารถที่ยอดเยี่ยม พวกเขาก็สามารถถ่ายทอดความสามารถเจ็ดส่วนให้กลายเป็นเก้าส่วนได้ ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนจะเป็นความสามารถของลูกศิษย์เอง


นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลัทธิเต๋าค่อยๆเสื่อมถอยลงไปทีละรุ่น


ปัจจุบันนี้ เหล่าปรมาจารย์ในลัทธิเต๋ายังคงต้องการสอนทุกอย่างกับศิษย์ของพวกเขา แต่ผู้คนกลับไม่ต้องการให้ลูกๆของพวกเขาสืบทอดสิ่งนี้ต่อ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น ต้องรับมรดกจากบรรพบุรุษของพวกเขาเท่านั้น


ก็เหมือนกับผู้เฒ่าถาน เขารับมู่อี้อันเป็นลูกศิษย์ เมื่อกลับมาจากเกาะฮ่องกงในปีนั้น เขาทิ้งหนังสือเอาไว้แล้วไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก หลังจากกลับไปบ้านเกิด เวลาที่ได้ใช้ร่วมกันก็มีไม่มาก แล้วจะสามารถให้คำแนะนำได้มากแค่ไหนกัน ?


ด้วยความที่มู่อี้อันเป็นคนที่เรียนรู้ได้ไวมาก และผู้เฒ่ามู่เองก็สามารถให้คำแนะนำกับเขาได้ไม่น้อย จึงทำให้เขาสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้เฒ่าถานถ่ายทอดให้ได้ถึงห้าส่วน ถ้าเป็นลูกศิษย์คนอื่นที่ไม่ได้รับการสอนอย่างละเอียดขนาดนี้ จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ?


นอกจากนี้สิ่งต่างๆในลัทธิเต๋านั้นค่อนข้างเป็นอะไรที่คลุมเครือและเข้าใจได้ยากมาก ขนาดเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างฟู่เหยาก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น เขาทำได้แค่ท่องจำหนังสือเหล่านั้นอย่างเครื่องจักร


เพราะท้ายที่สุดแล้วเขายังเด็กมาก ดังนั้นจึงเป็นการดีที่จะอ่านหนังสือเหล่านั้นด้วยตัวเอง ซึ่งคนนอกไม่มีเวลาแม้แต่จะอ่านมันเสียด้วยซ้ำ


ด้วยเหตุนี้ ฟู่เยี่ยนจึงคิดที่จะหาเด็กที่มีพรสวรรค์สักสองสามคน และเธอจะค่อยๆสอนพวกเขาไปทีละขั้น หากพวกเขาสามารถสืบทอดสิ่งที่เธอสอนได้ พวกเขาก็จะเป็นคนส่งต่อสิ่งนี้แทนเธอในอนาคต


แต่เด็กแบบนี้จะไปหาที่ไหนได้ล่ะ ? แม้แต่ในตระกูลฟู่เองก็หายาก เพราะฟู่เยี่ยนเองก็เคยดูแล้วว่าเด็กๆเหล่านี้มีพรสวรรค์แค่ไหน


มีเพียงฟู่ปังเท่านั้นที่พอจะมีความสามารถบางอย่างอยู่บ้าง แต่ฟู่เยี่ยนคงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะอารองของเธอมักจะพูดอยู่เสมอว่าเขาจะให้ฟู่ปังรับช่วงต่อการเป็นทหารจากเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาสะใภ้รองของเธอเลย เพราะอาสะใภ้รองเองก็คาดหวังว่าลูกชายของเธอจะเป็นใหญ่ในภายภาคหน้าเช่นกัน


แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ แต่พรสวรรค์นั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งพอ แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังรู้สึกมีความสุขมากที่รู้ว่าเขามีพรสวรรค์ และในอนาคตเธอก็จะยอมรับเขาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน


ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามในโลกนี้ มันจะคงอยู่กับตัวเราไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้พวกเขายังคงเป็นเพียงแค่เด็กอายุไม่กี่ขวบเท่านั้น และพวกเขาก็ยังไม่สามารถเลือกได้ ดังนั้นความคาดหวังต่างๆ ก็มักจะมาจากพ่อแม่ของพวกเขา


นอกจากนี้ ด้วยตำแหน่งและความสำเร็จในปัจจุบันของอารอง ลูกๆของเขาจึงไม่สามารถเดินตามเส้นทางนี้ได้อยู่แล้ว


ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าหากเธอทำงานในมหาวิทยาลัย เธออยากจะเปิดหลักสูตรนี้ในมหาวิทยาลัยตี้ตู ส่วนการศึกษาศาสตร์ด้านฮวงจุ้ยจะทำให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองในเรื่องนี้ได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นเรื่องของอนาคต


ถ้าหนึ่งปียังไม่สำเร็จ เธอก็จะทำไปอีกสองปี หรือห้าปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต ค่อยๆซึมซับไปเรื่อยๆ สุดท้ายเธอเชื่อว่าจะมีสักคนที่เข้าใจมันได้ อภิปรัชญาเป็นศาสตร์หนึ่ง ไม่ใช่แค่ความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือความงมงายเท่านั้น


เธอเชื่อว่าเมื่อสังคมและจิตใจของผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น ลัทธิเต๋าก็จะหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของผู้คนมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน


ฟู่เยี่ยนก็เคยคิดเหมือนกันว่าความพยายามแบบนี้อาจจะเป็นการทำงานหนักโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ ? หรือบางทีอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ บางคนอาจจะตั้งคำถาม วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งใส่ร้ายเธอ


แต่คนที่เป็นคนแรกที่ลองทำสิ่งใหม่ๆ มักจะต้องเผชิญกับการถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจและต้องการจะพูดคุยเรื่องนี้กับศาสตราจารย์หวงก่อน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ลำพังแค่จากภาควิชาโบราณคดีของเธอ เมื่อพวกเขาไปสำรวจสุสานโบราณ หากไม่มีคนที่มีความรู้ด้านฮวงจุ้ย พวกเขาอาจจะพลาดบางอย่างไปก็ได้


ซึ่งศาสตราจารย์หวงควรจะเป็นคนที่สนับสนุนเธอในเรื่องนี้มากที่สุด ฟู่เยี่ยนมั่นใจในจุดนี้ แต่ไม่รู้ว่าศาสตราจารย์หวงจะยอมเสี่ยงทำสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทางของคนทั่วไปหรือไม่


ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนก็ต้องการพูดคุยกับเหล่าอาจารย์ในภาควิชาไว้ล่วงหน้า การจัดตั้งภาควิชาและการเปิดสอนหลักสูตรนั้นสามารถปรึกษาหารือกันได้ แต่ถ้าเธอจะเปิดสอนเอง เธอก็ยังต้องขอความเห็นจากศาสตราจารย์หวงก่อน


ฟู่เยี่ยนจึงได้ตัดสินใจและวางแผนว่าจะไปมหาวิทยาลัยเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กับศาสตราจารย์หวง เธออยากรู้ว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง


ตอนที่ 557: ผู้เชี่ยวชาญ


แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้ไปที่มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์หวงก็ได้มาหาเธอเสียก่อน


ศาสตราจารย์หวงอยากจะมาดูว่านักศึกษาของเขาประพฤติตัวดีหรือเปล่า เพราะนักศึกษาของเขาเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นนักศึกษาที่เขาเอาใจใส่มาก


จำนวนนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกในปีที่สองและปีที่สามนั้นมีไม่ค่อยมากนัก และความสามารถก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรอีกด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับความสนใจเหมือนกับนักศึกษารุ่นแรก


ศาสตราจารย์หวงถอนหายใจและทำได้แค่รอดูนักศึกษาของภาคเรียนหน้าเท่านั้น เพียงแต่ว่าภาควิชาโบราณคดีเป็นวิชาเอกที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันเท่าไหร่ เด็กๆมักจะชอบเรียนภาควิชาภาษาจีนหรือวารสารศาสตร์มากกว่า


จริงอยู่ที่ว่างานในภาควิชาโบราณคดีนั้นมีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นที่ดึงดูดความสนใจเท่าไหร่ มันไม่ได้เป็นงานด้านอุตสาหกรรมที่สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งยังต้องออกไปทำงานนอกสถานที่เป็นครั้งคราวอีกด้วย และเหตุนี้เอง ฟู่เยี่ยนจึงเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในหมู่นักศึกษาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา


เมื่อเดินไปถึงที่ทำงาน หลิวเจี้ยนกั๋วได้ดื่มชากับผู้อาวุโสจินหนึ่งแก้วแล้วเริ่มเดินสำรวจดูรอบๆ เขาได้รับมอบหมายให้ทำงานในห้องเอกสาร ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือทั้งหมด หลิวเจี้ยนกั๋วมองดูครู่หนึ่ง ก่อนที่จะออกไปพร้อมกับผู้อาวุโสจิน


ยิ่งเดินเข้าไปข้างใน เขาก็ยิ่งได้เจอกับผู้คนมากขึ้น ก่อนจะเดินตรงไปหาฟู่เยี่ยน


พวกเขาหลายคนกำลังฝึกงานอยู่ที่นี่ เพียงแต่อยู่กันคนละแผนก มีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่เริ่มต้นทำงานเหมือนพนักงานประจำทันที และยังเป็นงานซ่อมแซมที่ไม่มีใครสามารถทำได้อีกด้วย


หลิวเจี้ยนกั๋วและคนอื่นต่างก็อยากรู้มานานแล้วว่าฟู่เยี่ยนมีความสามารถแค่ไหน เพียงแต่ว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในเลย ดังนั้นเขาจึงใช้ประโยชน์โดยการตามอาจารย์เข้าไปดูอย่างไร้ยางอาย


ศาสตราจารย์หวงไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้มาก่อน ซึ่งเขาเองก็รู้สึกอิจฉาทักษะของฟู่เยี่ยนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนเหล่านี้เลย


“อาจารย์ครับ ผมขอตามอาจารย์เข้าไปที่นั่นด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มีโอกาสเห็นการทำงานของฟู่เยี่ยนอย่างแน่นอน เธอเป็นเหมือนกับสมบัติแห่งชาติของที่นี่เลยล่ะครับ” หลินอีพูดแทรกขึ้นมาทันที


นักศึกษาเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีคุณสมบัติคล้ายๆกัน แต่ด้านงานฝีมือนั้นถือว่าเป็นมรดกตั้งแต่บรรพบุรุษของตระกูลหลินเลย ปู่ของเขาคือหลินต้าจือ ปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในการระบุที่มาของโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมในเมืองหลวง


ตอนแรกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มารู้ตอนที่เรียนจบแล้วว่าเด็กคนนี้มาจากตระกูลหลินผู้โด่งดัง


“พวกนายก็ลองถามกับฟู่เยี่ยนดูเองสิ คนอย่างเธอจะหวงวิชาไว้คนเดียวได้อย่างไร ? เธอชอบแบ่งปันความรู้กับทุกคนอยู่แล้ว หรือว่าพวกนายทุกคนไม่อยากเสียหน้าก็เลยให้ฉันไปถามให้อย่างนั้นเหรอ ?”


“ใบหน้าของพวกนายมีมูลค่าแค่ไหนกัน ? หากฉันมีเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้ ฉันคงจะขอให้เธอสอนทักษะเหล่านั้นทุกวันแน่ๆ”


ศาสตราจารย์หวงพูดพร้อมกับพยักหน้าให้กับคนเหล่านี้ ซึ่งนี้ไม่ใช่คำวิจารณ์ มันเป็นการบอกพวกเขาทางอ้อมว่าถ้าพวกเขาไม่กล้าที่จะถาม ความรู้คงจะไม่วิ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยตัวเอง !


“มันไม่ดูน่าอายไปหน่อยเหรอครับ ? ฟู่เยี่ยนไม่ใช่เด็กผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิงนะครับ” เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชาย จึงมักจะรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้หญิง ขณะที่พูดนั้นหน้าของเขาก็แดงขึ้นมาเล็กน้อย


ศาสตราจารย์หวงมองเขาด้วยสายตาที่ทั้งเสียดายและไม่พอใจ: แค่นี้ก็คิดไม่ออก ! สมแล้วที่เป็นต้นตำรับของพวกไร้คู่ ไม่มีใครในบ้านช่วยเหลือเรื่องนี้ แถมดูท่าเรื่องหาคู่ก็คงไม่ง่ายด้วยเหมือนกัน !


หลิวเจี้ยนกั๋วเป็นคนที่ติดต่อกับฟู่เยี่ยนมากที่สุด ส่วนคนอื่นเพิ่งจะมารู้จักกับฟู่เยี่ยนในระหว่างการแข่งขันบาสเกตบอลเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง


“อาจารย์ครับ พวกเราไม่ได้เขินเหรอนะครับ ? เพียงแต่วันนี้อาจารย์อยู่ที่นี่ เราก็เลยถือโอกาสนี้ตามอาจารย์เข้าไปดูก็เท่านั้นเอง”


ศาสตราจารย์หวงบ่นพวกเขาในใจด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ส่วนผู้อาวุโสจินที่เดินตามพวกเขามาก็แทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ คนเหล่านี้ช่างเป็นสมบัติที่มีชีวิตเช่นกัน พวกเขาสามารถทำให้เหล่าหวงโกรธได้มากขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ


จากนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ก่อนจะเดินตามอาจารย์ทั้งสองไปที่ห้องบูรณะโบราณวัตถุทางวัฒนธรรม


ตอนนี้ฟู่เยี่ยนเพิ่งจะเริ่มทำงานที่ได้รับมอบหมาย ในช่วงนี้มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาที่นี่ เพราะภรรยาของนักวิจัยอีกคนเพิ่งจะลาไปคลอดลูก ดังนั้นจึงต้องหยุดงานกว่าหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว


ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังทำการซ่อมแซมขวดโหลสีน้ำเงินและสีขาวขนาดเล็กอย่างมุ่งมั่น ฟู่เยี่ยนประกอบมันเข้าด้วยกันทีละชิ้นทีละชิ้น จากที่ก่อนหน้านี้มันแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว


ฟู่เยี่ยนสามารถเลือกชิ้นส่วนที่ถูกต้องออกมาจากกองเศษชิ้นส่วนได้ เพราะชิ้นส่วนนั้นๆเปล่งแสงสีเดียวกันออกมา ดังนั้นเธอจึงสามารถเห็นถึงรายละเอียดอันน้อยนิดพวกนั้นได้


มีเพียงบริเวณปากโหลเท่านั้นที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประกอบมันเข้าด้วยกันได้ เพราะมันแตกเป็นชิ้นเล็กๆ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อจะตามหาชิ้นส่วนนั้นมาให้ครบ


อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประกอบมันเข้าด้วยกันแล้ว ทุกคนก็จะได้ศึกษามัน อย่างน้อยๆ ภายนอกของมันก็ดูสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว


แม้ว่าจะประกอบมันเข้าด้วยกันได้ แต่รอยแตกก็ยังคงปรากฏให้เห็น ซึ่งฟู่เยี่ยนตั้งใจที่จะทำให้มันดูไม่สมบูรณ์แบบจนเกินไป เธอไม่ใช่คนโง่ เธอสามารถทำมันให้สมบูรณ์แบบได้มากกว่านี้อยู่แล้ว แต่มันจะดูเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำได้ หากเป็นแบบนั้น คนที่ลำบากก็คงจะเป็นเธอเสียมากกว่า


เธอติดชิ้นส่วนบริเวณปากอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำก็คือรอเท่านั้น ขณะที่กำลังจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอก็หันกลับไปและเห็นว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังเต็มไปหมด


“อาจารย์ อาจารย์มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ? ทำเอาหนูตกใจแทบแย่ !”


ฟู่เยี่ยนตบไปที่หน้าอกของตัวเองเบาๆ เธอตกใจมาก เมื่อครู่นี้เธอมัวแต่มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่โบราณวัตถุตรงหน้า ดังนั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของเธอจึงถูกปิดไปโดยธรรมชาติ เธอไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใดเลยแม้แต่น้อย


ศาสตราจารย์หวงและผู้อาวุโสจินไม่ได้สนใจที่จะตอบเธอ ตอนนี้พวกเขากำลังจ้องไปที่ขวดโหลตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา


ด้วยความที่สายตาของผู้อาวุโสจินไม่ค่อยดีนัก เขาจึงได้หยิบแว่นขยายออกมาจากกระเป๋าเสื้อและเริ่มมองมันจากระยะไกล ส่วนศาสตราจารย์หวงก็ได้ปรับแว่นตาของตัวเอง และมองไปที่สิ่งนั้นอย่างระมัดระวัง


คนอื่นต่างก็รู้สึกงุนงงมากเช่นกัน มันเป็นแค่ขวดใบเล็กเองไม่ใช่หรือ ?


ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าอาจารย์ทั้งสองไม่ได้ตั้งใจจะดูขวดโหลใบนั้น แต่พวกเขากำลังวิเคราะห์ฝีมือของเธอต่างหาก ตอนนี้มันยังไม่ได้ถูกขัดเงา และเป็นเพียงการประกอบเศษชิ้นส่วนเบื้องต้นเท่านั้น


เมื่อขัดเงาออกมาแล้ว เพียงแค่ชำเลืองมองในแวบแรกก็จะต้องดูไร้ที่ติอย่างแน่นอน ซึ่งข้อนี้ตัวเธอเองมั่นใจได้อยู่ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด จะสามารถมองออกได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกประกอบขึ้นมาอย่างประณีต


ฟู่เยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร และรออยู่อย่างเงียบๆ เพื่อให้ทั้งสองตรวจดูผลงานของเธอ ในบรรดานักศึกษาที่อยู่ด้านหลัง มีเพียงหลิวเจี้ยนกั๋วเท่านั้นที่มองเห็นความสามารถบางอย่างได้ ด้วยความที่ทั้งสองสนิทกัน แต่เขาก็คิดไม่ถึงเลยว่าฟู่เยี่ยนจะสามารถประกอบมันได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนี้


หลิวเจี้ยนกั๋วแอบยกนิ้วให้กับฟู่เยี่ยนอย่างเงียบๆ เพื่อจะบอกว่าเธอเก่งมาก ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ทำท่าทางเหมือนกับว่าเธอยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ


คนอื่นต่างก็มองไปยังทั้งสองคนด้วยความงุนงง พวกเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้คืออะไร


“ช่างเป็นพรสวรรค์ที่สุดยอดมากจริงๆ ! เสี่ยวฟู่ ! ของพวกนี้ประกอบได้ดีมาก แค่ฝีมือแบบนี้ ชาตินี้เธอไม่มีวันอดตายแน่” หลังจากที่ศาสตราจารย์หวงได้เห็นสิ่งที่เธอทำ เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าทักษะของฟู่เยี่ยนจะดีขึ้นเรื่อยๆแบบนี้


ผู้อาวุโสจินเองก็คาดไม่ถึงว่า กองของเก่ากระจัดกระจายพวกนี้จะถูกเสี่ยวฮั่วประกอบจนกลายเป็นของล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ! ถ้าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าฝีมือของเธอคงทำให้ผู้คนแห่กันมาจนประตูบ้านแทบพังแน่ !


“ฟู่เยี่ยน นี่เธอไปคุ้ยของพวกนี้มาจากไหน ?” ผู้อาวุโสจินถามขึ้น เพราะเขาไม่เคยให้ของพวกนี้กับเธอเลยสักครั้ง


“อาจารย์คะ หนูเอามาจากกล่องที่อยู่ตรงเท้าของอาจารย์ค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชี้ไปที่กล่องกระดาษแข็งใบหนึ่งตรงเท้าของเขา


ผู้อาวุโสจินก้มตัวลงมอง พลางจ้องฟู่เยี่ยนด้วยสายตาเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ความหมายในแววตานั้นคือ ‘นี่เธอคงไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม ?’ เพราะกล่องใบนั้นเต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนที่แตกละเอียดจนไม่มีชิ้นดี ด้านในมีแต่เศษเครื่องลายคราม !


“นี่… เธอยังสามารถหามันออกมาจากของเหล่านี้ได้อีกเหรอ ?” ผู้อาวุโสจินพูดพร้อมกับดึงกล่องใบนั้นออกมา


“คาดว่าน่าจะทำออกมาได้อีกสักสองชิ้น แต่ก็คงไม่สมบูรณ์นัก” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับแตะไปที่คางของตัวเอง


เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็เกือบจะสำลักออกมา ผู้หญิงคนนี้เริ่มฝีมือดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว !


ตอนที่ 558: ศาสตราจารย์


หากฟู่เยี่ยนสามารถพูดสิ่งไหนออกมาได้ เธอก็จะพูดมันออกไปตามตรง อย่างไรก็ตามผู้อาวุโสจินเองก็จำได้เช่นกันว่าของทั้งหมดนี้ถูกขุดขึ้นมาจากในสวนแห่งหนึ่ง


ตอนที่ได้มา มันก็แตกจนไม่เหลือชิ้นดีอยู่แล้ว ตอนนี้แม้จะได้เครื่องลายครามยุคหยวนออกมาชิ้นหนึ่ง ก็ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้ ต้องทำออกมาให้ได้อีกหลายชิ้น ถึงจะยืนยันได้ว่าใครคือเจ้าของของพวกนี้


ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้ทำให้ของเหล่านี้มีคุณค่าขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว พวกเขาต้องรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้


“เธอมากับฉันหน่อยสิ เหล่าหวง หากคุณมีคำถามที่อยากจะถามฟู่เยี่ยน ค่อยกลับมาใหม่วันหลังเถอะ วันนี้เธอไม่ว่างแล้ว” ผู้อาวุโสจินเรียกฟู่เยี่ยนก่อนจะเดินจากไป


ผู้อาวุโสจินรู้ดีว่าวันนี้ศาสตราจารย์หวงต้องการมาหาฟู่เยี่ยนเพื่อคุยกับเธอเรื่องที่อยากให้เธอช่วยสอนที่มหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขามีบางอย่างที่อยากจะคุยกับฟู่เยี่ยน


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศาสตราจารย์หวงก็ถึงกับพูดไม่ออก ผู้อาวุโสจินต้องมีบางอย่างที่อยากพูดอย่างแน่นอน


“ไปทำงานของพวกเธอก่อนเถอะ ฉันจะเดินดูรอบๆสักหน่อย เดี๋ยวฉันจะขออนุญาตลาพักให้พวกเขาเอง บ่ายค่อยกลับมาทำงานกันใหม่”


ศาสตราจารย์หวงมองดูคนที่อยู่ข้างหลัง แล้วได้แต่คิดว่าคงปล่อยให้พวกนี้อยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องชี้แนะอะไรบางอย่างเสียหน่อยแล้ว !


ผู้อาวุโสจินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพราะยังมีเรื่องสำคัญที่เขาต้องทำ


หลังจากที่ผู้อาวุโสจินและฟู่เยี่ยนเดินจากไป ศาสตราจารย์หวงก็ได้หันกลับไปมองทุกคน ยกเว้นหลิวเจี้ยนกั๋ว ซึ่งทำเอาทุกคนถึงกับตกตะลึง และไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น


“พวกนายคงมึนงงไปหมดแล้วใช่ไหม ? คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นล่ะสิ ? ตามมาหาฉันเถอะ” เขาคิดในใจว่าอยากจะตบหน้าทุกคนให้รู้สึกตัวบ้างเหลือเกิน


จากนั้นอาจารย์และเหล่านักศึกษาก็ได้ไปที่ร้านอาหารเล็กๆที่อยู่แถวนั้น เนื่องจากตอนนี้ถึงเวลากินข้าวแล้ว


“พวกนายไม่สังเกตเห็นอะไรเลยเหรอ ?” ศาสตราจารย์หวงมองไปรอบๆ ก่อนจะมองไปเหล่านักศึกษาตรงหน้า


หลิวเจี้ยนกั๋วยืนอยู่ข้างๆอย่างมั่นใจ เขาสามารถมองออกได้ว่ามันเป็นแบบนี้เพราะเขารู้ว่าฟู่เยี่ยนน่าทึ่งมากอยู่แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเธอเก่งแค่ไหนเลย


ศาสตราจารย์หวงถอนหายใจออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สิ่งนี้เป็นพรสวรรค์เฉพาะคนจริงๆ


“โถที่ฟู่เยี่ยนเพิ่งซ่อมไปนั้นเป็นเครื่องลายครามขนาดเล็กจากสมัยราชวงศ์หยวน อย่าว่าแต่ฉันเลย แม้แต่ผู้อาวุโสจินเองก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งนี้เช่นกัน เนื่องจากมีเครื่องลายครามสมัยราชวงศ์หยวนที่มีรูปร่างแบบนี้อยู่น้อยมาก และโถใบนี้ยังมีสวดลายเป็นมังกรอยู่อีกด้วย”


เมื่อศาสตราจารย์หวงพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็ต้องประหลาดใจขึ้นมา รวมถึงหลิวเจี้ยนกั๋วด้วย


“ฟู่เยี่ยนสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ ?” หลินอีพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ


“ใช่แล้ว เพราะเหตุนี้ผู้อาวุโสจินจึงได้ให้ความสำคัญกับเธอมากอย่างไรล่ะ บางทีเขาอาจค้นพบอะไรบางอย่างก็ได้ ลองคิดดูสิ หากฟู่เยี่ยนไม่มีความรู้พื้นฐานที่มากพอ เธอจะสามารถมองของพวกนั้นออกและซ่อมแซมมันได้อย่างไร ?”


ศาสตราจารย์หวงพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่พวกเขา


“พวกนายต่างก็มักจะบ่นว่าไม่สามารถลงมือทำได้ แต่เมื่อเราเข้ามาในสถาบันวิจัยแห่งนี้ ที่นี่ไม่มีของปลอมเลย ตอนนี้พวกนายคงจะรู้สึกว่าพื้นฐานยังไม่แน่นพอแล้วใช่ไหม ? ทีนี้รู้หรือยังว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดหมายถึงอะไร ?”


คำพูดของศาสตราจารย์หวงทำให้เหล่านักศึกษาตระหนักขึ้นมาได้ว่าพวกเขายังต้องเรียนรู้อีกมากมายเลยทีเดียว


ในที่สุด พวกเขาต่างก็คิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากพวกเขาได้รับคำแนะนำจากฟู่เยี่ยนมากขึ้นกว่านี้


“เอาล่ะทุกคน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนอยู่กับพวกนายที่นี่แล้ว หากมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็แค่ถามเธอ เธอต้องบอกพวกนายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ? ก่อนหน้านี้เธอมีหลายอย่างที่ต้องทำ และมักจะขอลาอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้เธออยู่ที่นี่แล้ว รีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้เถอะ !”


ศาสตราจารย์หวงเหน็ดเหนื่อยใจที่ต้องคอยเป็นห่วงคนพวกนี้ ส่วนใครจะรับฟังได้หรือไม่ก็สุดแล้วแต่ เพราะคนเราย่อมมีความแตกต่างกัน และเราก็ต้องยอมรับในความแตกต่างนั้น


อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสจินยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาพาฟู่เยี่ยนไปที่โกดัง ซึ่งเกือบทั้งหมดในนั้นเป็นเครื่องลายครามที่แตกเสียหาย ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าไม่สามารถซ่อมแซมพวกมันได้แล้ว


“มาดูกันเถอะว่ามีอะไรที่มีค่าอยู่ที่นี่บ้าง วันนี้เราจะไม่ทำอะไรเลย มาตรวจสอบที่นี่กันดีกว่า จะได้ประหยัดเวลา ฟู่เยี่ยน เธอทำให้ฉันประหลาดใจมากจริงๆ !”


หลังจากที่พูดจบ ผู้อาวุโสจินก็เริ่มย้ายกล่อง ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ยอมให้ผู้อาวุโสจินย้ายกล่องคนเดียว และรีบเข้าไปช่วยย้ายกล่องลงมาทีละกล่อง


มีกล่องอยู่ประมาณสิบกว่ากล่อง และทั้งหมดก็เต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนของวัตถุโบราณ จากนั้นอาจารย์และศิษย์ก็ได้ค่อยๆค้นหาของเหล่านั้นทีละกล่อง


“หากเธอเห็นชิ้นส่วนไหนที่คล้ายกัน ให้เธอค้นหามันต่อทันที แล้วเราค่อยนำมันมาประกอบกันทีหลัง” ผู้อาวุโสจินหยิบชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะมองดูมันกลางแดด ที่จริงแล้วทุกคนต่างก็มองหาสิ่งเหล่านี้อยู่


ในสายตาของเขา ของพวกนี้ไม่มีทางซ่อมได้ แต่พอหันไปดูทางฟู่เยี่ยนก็เห็นว่ามีของกองเล็กๆอยู่ข้างมือเธอแล้ว ผู้อาวุโสจินกลืนคำพูดที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงลงไป ในใจได้แต่คิดว่า: ลูกศิษย์คนนี้ ไม่ว่าเธอจะสร้างความประหลาดใจแบบไหน ฉันก็รับได้ทั้งนั้น


หลังจากที่ทำงานตลอดทั้งวัน ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบโบราณวัตถุ5-6ชิ้นใส่ลงไปในกล่อง


“เธอแน่ใจใช่ไหมว่าจะซ่อมมันได้ ?” ผู้อาวุโสจินพูดพร้อมกับมองดูเศษชิ้นส่วนเล็กๆเท่าเล็บมือเหล่านั้น


“หนูจะลองทำมันดูค่ะ หนูคิดว่าหนูสามารถทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้กลายเป็นโบราณวัตถุที่สมบูรณ์ได้ ส่วนชิ้นอื่นมีชิ้นส่วนหายไปเยอะเกินไป มีเพียงของ5-6ชิ้นนี้เท่านั้นที่สามารถซ่อมแซมได้” ฟู่เยี่ยนบอกกับผู้อาวุโสจินไปตามความจริง


“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและคาดไม่ถึงมากจริงๆ ตราบใดเราสามารถซ่อมแซมมันได้สำเร็จ ก็จะรู้ได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร” ผู้อาวุโสจินพูดให้กำลังใจเธอ เมื่อซ่อมแซมโบราณวัตถุชุดนี้เสร็จ เขาจะหานักวิจัยมาให้เธอ


“อาจารย์คะ หนูมีบางอย่างที่อยากจะขออาจารย์ค่ะ” ฟู่เยี่ยนมีความคิดเกี่ยวกับความตั้งใจของศาสตราจารย์หวงที่พาทุกคนมาที่นี่ในวันนี้ บางทีเขาอาจจะไม่ได้ต้องการสอนทุกคนก็ได้


“บอกมาได้เลย หากมันไม่ยากเกินไป ฉันสัญญาว่าจะหามันมาให้กับเธอเอง” ผู้อาวุโสจินเป็นคนใจกว้างมาก และฟู่เยี่ยนเองก็ไม่เคยขออะไรที่มากเกินไปอีกด้วย


“หนูอยากให้เพื่อนร่วมชั้นของหนูมาเป็นผู้ช่วยสักสองสามวันค่ะ หนูอยากสอนสิ่งนี้กับพวกเขาด้วย ในอนาคตหนูไม่ได้มีเวลามาทำเรื่องนี้ตลอดเวลาหรอกนะคะ หากพวกเขาเรียนรู้ทักษะนี้ มันจะกลายเป็นงานที่มีความสุขมากอย่างแน่นอน”


ยกเว้นเรื่องเนตรสวรรค์เท่านั้นที่เธอไม่สามารถสอนได้ ส่วนทักษะอื่นสามารถฝึกฝนได้อยู่แล้ว คนเหล่านี้ล้วนมีความรู้พื้นฐานที่ดีกว่าเธอเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีปัญหาในการนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้เท่านั้นเอง


เธอไม่เคยเห็นแก่ตัวเลย และพร้อมที่จะปลุกพรสวรรค์บางอย่างในตัวของพวกเขาให้สร้างประโยชน์ต่อสถาบันต่อไป


ผู้อาวุโสจินนิ่งคิดอยู่นาน เขาไม่คาดคิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมีจิตใจที่เปิดกว้างถึงเพียงนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป การที่เขาหวงแหนสิ่งของเหมือนทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาตลอดหลายปีนี้อาจเป็นความคิดที่ผิดพลาดอยู่บ้างหรือเปล่า ?


“เอาล่ะ ให้พวกเขามาช่วยเธอเถอะ ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอแล้ว หากเธอสามารถฝึกพวกเขาออกมาได้สักคนสองคน ฉันก็จะหาตำแหน่งนักวิจัยให้กับเธอ”


ผู้อาวุโสจินไม่เคยพูดเกินจริง สิ่งที่เขาพูดคือสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำจริงๆ ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับตัวเธออยู่ไม่น้อย


“ถ้าอย่างนั้น หนูคงต้องขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าแล้วล่ะค่ะ !” จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ย้ายกล่องกลับที่เดิม ก่อนจะล็อคประตู ตอนนี้เลิกงานแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้เธอค่อยมาเริ่มงานก็ยังไม่สาย


วันรุ่งขึ้น ทันทีที่หลิวเจี้ยนกั๋วและคนอื่นมาทำงาน หัวหน้าของพวกเขาก็ได้ให้พวกเขาไปหาฟู่เยี่ยน หัวหน้ายังคงยิ้มพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของเขาเพื่อบอกให้ตั้งใจเรียน ก่อนจะเดินจากไป


หลิวเจี้ยนกั๋วมาที่ห้องบูรณะโบราณวัตถุของฟู่เยี่ยนด้วยความงุนงง ก่อนจะมองดูทุกคนที่อยู่ที่นี่ด้วยความงุนงง


ในเวลานั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็เพิ่งจะมาถึงพอดี เมื่อเธอเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็มองมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ


“วันนี้ที่ฉันตามพวกนายมาที่นี่ก็เพื่อที่จะซ่อมแซมโบราณวัตถุเหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับพวกนายแล้วล่ะว่าจะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน” ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรมากนัก เธอสวมเสื้อคลุมและเริ่มงานในทันที


เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็รีบเปลี่ยนชุดและตามฟู่เยี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโอกาสดีๆที่พวกเขาจะได้เรียนรู้มาถึงแล้ว


เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ศาสตราจารย์หวงมาที่นี่เมื่อวานนี้ พวกเขาก็รู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนมีทักษะที่สูงมาก หากพวกเขาได้เรียนรู้จากเธอด้วยตัวเอง ในอนาคตพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกต่อไป


ดังนั้นครึ่งเดือนต่อมา ฟู่เยี่ยนและเพื่อนร่วมชั้นของเธอก็ได้ซ่อมแซมโบราณวัตถุทั้งห้าหกชิ้นนี้เสร็จ


ในบรรดาสิ่งของเหล่านั้น มีสองชิ้นที่เป็นเครื่องลายครามยุคราชวงศ์หยวน หนึ่งในนั้นคือแจกันลายดอกเหมย ส่วนอีกชิ้นดันเป็นของคู่กับกระปุกใบก่อนหน้า ซึ่งบนกระปุกใบนี้มีลวดลายหงส์ เรื่องนี้ทำให้เกิดความฮือฮาขึ้นทันที หลายหน่วยงานต่างส่งจดหมายและโทรศัพท์เข้ามาเพื่อขอเข้าชมสิ่งของเหล่านี้ !


ตอนที่ 559: เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว


ผู้อาวุโสจินเป็นคนรักษาคำพูดอย่างแน่นอน ไม่เพียงแต่ตำแหน่งนักวิจัยของฟู่เยี่ยนจะได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วเท่านั้น แต่เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานขึ้นไปยังเบื้องบน เธอก็ยังได้รับเงินโบนัสก้อนโตอีกด้วย !


ส่วนหลิวเจี้ยนกั๋วและคนอื่นก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดได้ถูกย้ายให้มาทำงานในห้องบูรณะโบราณวัตถุทางวัฒนธรรม ที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ที่ดีมาก ไม่เพียงแต่จะได้เห็นของแท้เท่านั้น แต่ยังสามารถคว้าตำแหน่งนักวิจัยมาได้อย่างมั่นคงอีกด้วย !


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานของฟู่เยี่ยน แต่ในเวลานี้เธอกลับเลือกที่จะปิดทองหลังพระ ไม่เผยชื่อเสียงหรือความสำเร็จให้ใครรับรู้ ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ในบ้านของศาสตราจารย์หวงอย่างเงียบๆ


“หมายความว่าอย่างไร เธออยากอยู่ทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อเหรอ ?” ศาสตราจารย์หวงฟังแล้วก็ปลื้มใจจนแทบจะยิ้มไม่หุบ แต่เขายังคงเก็บอาการไว้ พร้อมถามต่อเพื่อให้แน่ใจว่าเธอจริงจังกับการทำวิจัยหรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงกันแน่ !


“ใช่ค่ะอาจารย์ ที่จริงแล้วฉันมีทางเลือกมากมาย แต่หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว ฉันยังคงชอบบรรยากาศของมหาวิทยาลัยมากที่สุด และที่สำคัญฉันก็มีความต้องการส่วนตัวอยู่บ้าง”


ฟู่เยี่ยนพูดอย่างสุภาพ เธอรู้สึกว่าศาสตราจารย์หวงก็น่าจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด


“โอ้ ? เธอมีความต้องการส่วนตัวอะไรกัน ? ไหนลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันรู้ดีว่าไม่ว่าเธอจะไปทำงานที่ไหนก็ตาม ทุกคนต่างก็ยินดีต้อนรับเธอทั้งนั้น” ศาสตราจารย์หวงรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเธอได้รับการลงทะเบียนเป็นนักวิจัยจากผู้อาวุโสจิน


เธอไม่จำเป็นต้องทำงานเลยด้วยซ้ำ เพราะเธอได้ลงทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษอีกด้วย


“อาจารย์ อาจารย์คิดอย่างไรกับศาสตร์ของฮวงจุ้ยบ้างคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่เสียเวลา และหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูดในทันที


“ฉันคิดว่ามันก็มีข้อดีอยู่นะ เพียงแต่คนทั่วไปไม่เข้าใจมันเท่านั้นเอง และสิ่งที่พวกเขารู้ก็เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น” ศาสตราจารย์หวงตอบอย่างตรงไปตรงมา โดยใช้คำพูดที่ดูเป็นกลาง


อย่างน้อยมันก็จะไม่ทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกขุ่นเคืองใจ ตรงกันข้ามเธอยังรู้สึกโล่งใจมากอีกด้วย


“ถูกต้องแล้วค่ะอาจารย์ มันเป็นเรื่องจริงที่ใครๆก็ไม่เข้าใจ หากจะพูดถึงเรื่องนี้ อาจารย์รู้หรือเปล่าคะว่าหนูไปทำอะไรมาตอนที่ไม่ได้ไปเรียน ? เหตุผลส่วนหนึ่งที่หนูอยากทำงานที่มหาวิทยาลัยก็คือหนูสามารถบรรยายเรื่องนี้ด้วยตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้”


“ฉันอยากเปิดคอร์สหนึ่งขึ้นมาชื่อว่าการศึกษาปรัชญาฮวงจุ้ยค่ะ”


เมื่อฟู่เยี่ยนพูดออกมาเช่นนั้น ศาสตราจารย์หวงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะมองไปที่เธอได้ ก่อนหน้านี้เขายังประเมินเธอต่ำไป ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะมีจิตใจที่กว้างขวางถึงเพียงนี้ ต่อไปเขาคงต้องประเมินนักศึกษาคนนี้ใหม่อีกครั้ง !


“สาวน้อย ความคิดของเธอไม่เลวเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ฉันเกรงว่ามันคงจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ !”


ศาสตราจารย์หวงพูดพร้อมกับส่ายศีรษะ เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของฟู่เยี่ยน


“อาจารย์คะ หนูแค่อยากจะบอกกับอาจารย์เท่านั้น หนูยังไม่คิดที่จะทำมันในตอนนี้ค่ะ แค่หวังว่าสักวันหนึ่งหนูจะทำมันให้ได้ก็เท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างจริงจัง


“ฉันเข้าใจดี บางทีเธออาจทำเรื่องนี้สำเร็จก็ได้นะ”


“การทำงานที่มหาวิทยาลัยนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย ผู้อำนวยการหลี่ได้บอกกับฉันแล้วว่าถ้าเธอมีภารกิจอะไรในอนาคตก็ให้ขอลาหยุดได้ตลอด ส่วนงานวิจัยที่ให้ไปในช่วงแรกนั้นก็แค่ทำให้เสร็จเรียบร้อย ถ้าทำเสร็จเรียบร้อยก็ถือว่าผ่านแล้ว ส่วนคนอื่นๆ เธอไม่ต้องไปสนใจ”


ศาสตราจารย์หวงพูดขึ้นมา


“ถ้าอย่างนั้นหนูต้องขอบคุณอาจารย์มากๆเลยนะคะ หนูจะพยายามทำงานวิจัยของอาจารย์ให้สำเร็จค่ะ” ฟู่เยี่ยนยังคงพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง


“อืม ถ้าอย่างนั้นไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านของฉันกันดีกว่า วันนี้ฉันจะขอให้ภรรยาของฉันทำอาหารเอง !” เมื่อพูดคุยเรื่องงานเสร็จ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพูดถึงงานเลี้ยง


“ถ้าอย่างนั้น หนูเองก็ไม่เกรงใจแล้วนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม


“ฉันได้ยินมาว่าเธอกำลังจะแต่งงานเหรอ อย่าลืมเชิญฉันไปร่วมงานด้วยล่ะ ฉันจะพาภรรยาของฉันไปร่วมยินดีกับเธอด้วย !” ศาสตราจารย์หวงพูดถึงเรื่องน่ายินดีที่กำลังจะเกิดขึ้น


“ได้เลยค่ะ เอาไว้หนูจะเอาบัตรเชิญมาให้อาจารย์ทีหลังนะคะ หนูดีใจมากที่อาจารย์จะไปร่วมงานค่ะ !” ฟู่เยี่ยนพูดไปตามน้ำ


“เด็กคนนี้ ! ฮ่าฮ่า...”


หากฟู่เยี่ยนต้องการทำให้ใครก็ตามมีความสุข เธอมักจะพูดให้คนๆนั้นรู้สึกสบายใจอยู่เสมอ


ในตอนเที่ยง พวกเขาก็ได้ไปกินมื้อเที่ยงแบบง่ายๆที่บ้านของศาสตราจารย์หวง ซึ่งฝีมือภรรยาของเขานั้นไม่มีที่ติเลย และหลังจากที่กินเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอตัวกลับ


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนกลับไปแล้ว ภรรยาของศาสตราจารย์หวงก็ได้มองดูโสมและรังนกบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ


“ตาเฒ่าหวง ลูกศิษย์ของคุณเป็นนักศึกษาที่น่าทึ่งมากจริงๆ ! ฉันไม่เคยเห็นรังนกกับโสมคุณภาพดีขนาดนี้มาก่อนเลย !” ภรรยาของศาสตราจารย์หวงมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ดังนั้นเธอจึงเคยเห็นของเหล่านี้บ่อยๆ


“เก็บมันเอาไว้ให้ดีล่ะ เอาไว้เราจะกินมันวันหลัง ผมชื่นชมฟู่เยี่ยนมาก แต่ผู้อาวุโสจินกลับกลายเป็นหัวขโมยรับเธอไปเป็นศิษย์เสียก่อน !”


ศาสตราจารย์หวงรู้สึกเสียดายที่เขาช้าเกินไป !


“ถึงอย่างไรคุณก็เป็นอาจารย์ของเธอไม่ใช่เหรอ ตอนที่คุยกัน ฉันเห็นว่าเธอเคารพคุณมากเลยนะ !”


“ใช่แล้ว เด็กคนนี้ไม่เคยทำพลาดเลย เธอมีความทะเยอทะยานสูงมาก แต่ผมคิดว่าแผนของเธอคงจะเป็นไปไม่ได้”


แม้ว่าศาสตราจารย์หวงจะพูดเหมือนกับว่าเห็นด้วยกับฟู่เยี่ยน แต่เขาก็ยังคงไม่แน่ใจในเรื่องนี้ ไม่มีใครสามารถยืนยันได้เลยว่าในอนาคตการศึกษาจะพัฒนาไปในทิศทางไหน หากไม่เป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้ล่ะ!


“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องช่วยเธอให้มากกว่านี้สิ ! ลูกศิษย์ของคุณไม่ได้เป็นคนนอกนี่ ! คุณบอกว่าฟู่เยี่ยนกำลังจะแต่งงานเหรอ ? แล้วคุณรู้หรือยังว่าเธอจะจัดงานที่ไหน ?”


ศาสตราจารย์หวงพูดคุยถึงรายละเอียดของเรื่องนี้กับภรรยา


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนออกมา เธอก็ได้หันหลังกลับและเดินตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง วันนี้ผู้อำนวยการหลี่ควรจะได้ข้อสรุปการประชุมมาแล้ว มาดูกันหน่อยดีกว่าว่าพวกเขาตกลงกันว่าอย่างไรบ้าง ?


ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เธอก็เห็นเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเดินออกมาด้วยหน้าตาบูดบึ้ง และเมื่อได้พบกับฟู่เยี่ยน เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย


“พี่ฟู่ พี่มาแล้ว !”


“เธอเป็นอะไรไป ? ทำไมถึงได้หน้าบึ้งจนแขวนถังน้ำได้แบบนั้นกันล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอได้รับแจ้งภารกิจแล้ว


เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไม่ได้รับมอบหมายให้ออกไปข้างนอก ทักษะของเธออ่อนแอเกินไป เธอจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมค้นหาชีพจรมังกรเลย เพราะแมลงกู่ของเธอไม่ได้มีประโยชน์กับเรื่องนี้


“พี่หูได้รับมอบหมายให้ไปประจำอยู่ทางตอนใต้ของจีน ฉันคงต้องเหงามากแน่ๆ !” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวยังคงเหมือนเด็ก แม้ว้าเธอจะอายุยี่สิบปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงจับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้พร้อมกับเขย่าด้วยท่าทางเอาแต่ใจ


“ทุกงานเลี้ยงบนโลกใบนี้ย่อมมีวันเลิกรา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเธอหรือพี่หูต่างก็มีภารกิจ แล้วฉางหยู่เซิงล่ะ เขาได้รับมอบหมายให้ไปประจำการที่ไหน ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมาอีกครั้ง


ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในช่วงสองปีนี้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หูจินดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจและรู้จักการเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ข้างกายแล้ว ส่วนฉางหยู่เซิงก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เขากลับไม่แน่ใจว่าระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไปถึงขั้นไหนแล้ว


“ทั้งคู่ได้ไปประจำการทางตอนใต้ของจีน แต่อยู่คนละเมือง” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเองก็รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองแล้วเช่นกัน


“รีบเช็ดน้ำตาเร็วเข้าเถอะ มันดูไม่ดีเอาเสียเลย การฝึกค่ายกลครั้งล่าสุดของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ? ฉันจะลองทดสอบเธอดูหน่อยดีไหม ?”


เด็กสาวคนนี้ฝึกฝนอย่างหนักในช่วงสองปีที่ผ่านมา และทันใดนั้นฟู่เยี่ยนก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น หากเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวสามารถผ่านการทดสอบได้ในตอนนี้ จะต้องมีที่ว่างในทีมค้นหาชีพจรมังกรสำหรับเธออย่างแน่นอน


“พี่ฟู่ พี่สามารถทดสอบได้ทุกเมื่อเลย ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวไม่ใช่คนโง่ เธอรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนกำลังชักนำพวกเขาให้ทำเรื่องที่เป็นความลับอยู่ และเธอก็เคยอยากเข้าร่วมทีมนี้มาก่อน แต่ย่าของเธอกลับบอกว่าเธอจะต้องทำไม่ได้


ดังนั้นเธอจึงพยายามอย่างหนักเพื่อเรียนรู้การตั้งค่ายกล และตอนนี้เธอก็สามารถทำมันได้สำเร็จแล้ว


ฟู่เยี่ยนจึงได้พาเธอไปที่แผนกและชี้ไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่


“ไหนเธอลองตั้งค่ายกลบังตาที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ดูหน่อยสิ ถ้ามีคนผ่านมาห้าคนแล้วยังไม่มีใครสังเกตเห็น แสดงว่าทำสำเร็จ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้อ่อนข้อให้ แม้ว่าค่ายกลบังตาจะดูเรียบง่าย แต่ก็มีความล้ำลึกซ่อนอยู่เสมอในวิธีการของมัน


ตราบใดที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็สามารถดัดแปลงให้กลายเป็นค่ายกลลวงตาได้หลากหลายรูปแบบ


เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวจึงได้รีบตั้งค่ายกลด้วยใบหน้าเปี่ยมความสุข เธอตั้งค่ายกลบังตาขึ้นในโถงทางเดินหน้าห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่


หลังจากที่ออกแบบค่ายกลเสร็จ เธอก็ได้ไปรออยู่ข้างๆกับฟู่เยี่ยน ทันใดนั้นเอง เริ่นเปียวและคนอื่นก็ได้เดินเข้ามาโดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นมันเลยแม้แต่น้อย


จากนั้น ฉางหยู่เซิง, เชอต้าไห่, เยี่ยนโหลว และลุงหลิวก็ได้เดินผ่านเข้าไป เมื่อเห็นเช่นนั้น เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวก็ได้ยืนขึ้นพร้อมกับตะโกนออกไปอย่างมีความสุข


“ฉันผ่านการทดสอบแล้ว !”


ตอนที่ 560: กำไลหยก


ทุกคนยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่มองไปรอบๆ พวกเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่านี่เป็นค่ายกลบังตาขั้นพื้นฐาน ซึ่งหลังจากที่เห็นสิ่งนี้ พวกเขาต่างก็ยกนิ้วและชื่นชมในความสามารถของเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยว ทักษะของเธอก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมากเลยทีเดียว


“พี่ฟู่ ฉันผ่านการทดสอบแล้วใช่ไหม ?” เหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวพูดด้วยท่าทีที่มีความสุข หลังจากที่เธอฝึกฝนอย่างหนักมานาน ฝีมือของเธอก็พอใช้ได้บ้างแล้ว


“ก็ไม่เลวนะ เธอทำได้ดีมาก จากนี้ไปยังมีอะไรให้เธอต้องเรียนรู้อีกมากมาย หากไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามฉันได้ทุกเมื่อเลยนะ” ฟู่เยี่ยนคิดว่าเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวสามารถออกไปปฏิบัติภารกิจได้แล้ว และจากนี้ก็คอยฝึกฝนเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ


“ฟู่เยี่ยน เกิดอะไรขึ้นกัน…” เชอต้าไห่เดินเข้ามา เรื่องของชีพจรมังกรเพิ่งจะมีความคืบหน้าเล็กน้อย แล้วจู่ๆก็จะให้ทุกคนแยกย้ายไปอีก แบบนี้หมายความว่าอย่างไร?


เขามองไปที่ฟู่เยี่ยน ในใจอยากถามคำถามนี้กับเธอมาหลายวันแล้ว


“ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เอาไว้สุดสัปดาห์นี้ฉันจะเลี้ยงข้าวทุกคนเอง ผู้อำนวยการหลี่ก็จะมาร่วมกินข้าวกับพวกเราด้วย เราทำงานร่วมกันมาสองปีแล้ว ก่อนจากกันก็ควรดื่มอวยพรกันสักแก้ว เพื่อส่งท้ายให้ทุกคน!” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของเชอต้าไห่ออกไปตรงๆ


เธอเชื่อว่าพวกเขาทุกคนฉลาดอยู่แล้ว และทุกคนก็คงจะคาดเดาเรื่องนี้ได้


ในบรรดาคนเหล่านี้ มีเพียงเหมี่ยวเมี่ยวเมี่ยวเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกส่งไปประจำการที่อื่น ส่วนลุงหลิวก็ยังคงอยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน เพราะภรรยาของเขากำลังจะคลอดในอีกประมาณครึ่งปีนี้


ครั้งนี้เยี่ยนโหลวได้ไปประจำการอยู่ทางตอนเหนือของจีน แต่สำนักงานใหญ่ของเขาอยู่ที่เทียนจิน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่เขาจะได้กลับมา แต่เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญสำหรับเขา และตอนนี้เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมาก 


ส่วนเริ่นเปียวและเยี่ยนหวู่โจวได้รับมอบหมายให้ไปที่เจียงไห่ เป้าหมายก็คือให้พวกเขาคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน เชอต้าไห่จะประจำการอยู่ทางภาคตะวันออก ซึ่งที่นั่นเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล และเป็นสถานที่ที่ดีมาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากเหมาซาน ตอนนี้นักพรตเผยก็แก่มากแล้ว แบบนี้เชอต้าไห่จะได้เทียวไปดูแลอาจารย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น


ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่ใช่คนโง่ เรื่องของชีพจรมังกรยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจน ตอนนี้กลับให้ทุกคนแยกย้ายกันไปยังพื้นที่ต่างๆแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่แน่ๆ


อย่างไรเรื่องชีพจรมังกรก็ต้องได้รับการแก้ไขอยู่ดี ในเมื่อทุกคนล้วนถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน เรื่องนี้มันจึงชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเหตุผลเบื้องลึกนั้นไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด แค่ทีมของพวกเขายังไม่ถูกยุบ นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่จบแน่นอน


“เยี่ยมไปเลย ฟู่เยี่ยน เธอต้องหาร้านอาหารอร่อยๆด้วยนะ ครั้งนี้พวกเราจะกินให้พุงกางไปเลย !” หูจินพูดแทรกขึ้นมา ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่าเธอเข้าใจว่าฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร


ส่วนเริ่นเปียวก็ได้ดึงเชอต้าไห่เอาไว้ เพื่อที่จะไม่ให้เขาพูดอะไรต่อ 


ทำไมเขาถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี่กันนะ !


“ไม่มีปัญหา เอาไว้เมื่อถึงเวลาฉันจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกทีแล้วกัน แล้วเราจะมาสนุกด้วยกัน !” เธอพูดพร้อมกับมองไปที่หูจินด้วยรอยยิ้ม ฟู่เยี่ยนรู้ว่าหูจินเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว


จากนั้น เธอก็พยักหน้าให้กับเริ่นเปียวอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง


หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอตัวกลับบ้าน มีเรื่องมากมายที่เธอยังต้องจัดการ และตอนนี้อาเล็กของเธอก็คงมารออยู่ที่บ้านแล้ว


เมื่อใกล้จะถึงย่านโรงงานหลิวหลี่ เธอจึงได้เข้าไปที่นั่นเพื่อจะขอให้เมิ่งอ้ายชวนช่วยหาร้านอาหารดีๆให้


ใครจะไปคิดว่าหลังจากที่เธอเดินเข้าไปในหรงเป่าไจ เธอก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นั่น หากฟู่เยี่ยนไม่เห็นเมิ่งอ้ายชวนกำลังให้บริการคนเหล่านั้นอยู่ เธอคงคิดว่าตัวเองเดินเข้ามาผิดร้านอย่างแน่นอน


จากนั้นเธอก็มองไปรอบๆ ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงปีใหม่เลยไม่ใช่หรือ ! ทำไมถึงได้มีคนเยอะขนาดนี้ ? เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ เธอก็เห็นเมิ่งอ้ายชวนกำลังนำกำไลหยกมาแสดงให้ทุกคนดูอยู่


“ดูนี่สิครับ กำไลหยกชิ้นนี้ช่างเป็นกำไลที่สวยมากจริงๆ มันมีสีเขียวสดใสและเป็นเนื้อหยกน้ำแข็งผสมอีกด้วย คุณภาพแบบนี้หาแทบไม่ได้เลย ต่อให้ใช้ตะเกียงส่องหาก็เถอะ ! นี่เป็นของแท้มือหนึ่งทั้งหมด ทำมาจากแผ่นหยกชิ้นเดียวกันเลยนะ”


เมิ่งอ้ายชวนกำลังแนะนำสิ่งนี้กับลูกค้าตรงหน้า เมื่อเขาเห็นฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา จึงได้พยักหน้าบอกให้ฟู่เยี่ยนหาที่นั่งด้วยตัวเองไปก่อน


ฟู่เยี่ยนจึงได้ไปนั่งข้างๆชั้นวางโบราณวัตถุ ก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านรอ หลังจากอ่านหนังสือไปได้ครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไป โดยหนังสือที่เธออ่านนั้นกลับกลายเป็นนิยายเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น


ฟู่เยี่ยนแอบหัวเราะอยู่ภายในใจ วัฒนธรรมของเกาะฮ่องกงนั้นมีอิทธิพลที่ถูกส่งต่อกันแบบนี้อยู่ ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มยอมรับเรื่องนี้แล้วสินะ


“อย่ากังวลไปเลยครับ นี่เป็นหยกน้ำดีอย่างแน่นอน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณมา ผมคงไม่เอาออกมาให้ดูด้วยซ้ำ สบายใจได้เลยนะ คราวหน้าก็แวะมาดูบ่อยๆ เรามีช่องทางจัดหาหยกเนื้อดี รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน !”


หลังจากที่นั่งรอกว่าครึ่งชั่วโมง เมิ่งอ้ายชวนก็ส่งลูกค้ากลับไป ในครั้งนี้เขาสามารถขายกำไลหยกได้ถึงห้าชิ้นพร้อมกันเลยทีเดียว


“ไม่เลวเลย ! รายได้เข้ามาเร็วขนาดนี้ ธุรกิจไปได้สวยนี่นา !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับวางหนังสือในมือลง


“อืม ! ตอนนี้ฉันแค่ค่อยๆเอากำไลหยกออกมาขายทีละน้อย หากเราเอามันออกมาขายในจำนวนที่มากเกินไป มันอาจทำให้คนสงสัยได้ โดยเฉพาะไอ้หนุ่มบ้านตระกูลหวัง อย่าให้เขาเกิดระแวงขึ้นมาว่าหินไม่กี่ก้อนในโรงงานตอนนั้นมีของดีอยู่ข้างใน”


เมิ่งอ้ายชวนพูดขณะที่นับเงินไปด้วย


“ตอนแรกฉันคิดว่าเราคงต้องเก็บกำไลหยกเหล่านี้เอาไว้สักพักใหญ่ๆเลย ไม่คิดว่ามันจะเป็นที่ต้องการของตลาดแบบนี้ ?” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความประหลาดใจ


“เธอเห็นหรือเปล่าว่าไม่มีการพูดตะกุกตะกักเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับคนจนที่จู่ๆก็รวยขึ้นมาอย่างกะทันหัน และไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร”


“พี่กำลังหมายถึงอะไร ?” ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกสับสนกับคำพูดนี้


เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้ว เมิ่งอ้ายชวนจึงวางเงินในมือลง ก่อนจะพูดคุยกับฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับคนกลุ่มนั้นเงียบๆ


“ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีคนคืนสมบัติตระกูลกันเยอะ ลูกหลานก็แบ่งกันไปหลายคน เงินพวกนี้เลยเก็บไว้ในมือไม่ได้นาน คนที่มาเมื่อครู่นี้ก็มากันทั้งครอบครัว เป็นสะใภ้หลายคนจากในตระกูล พวกเธอ้างว่ามาเตรียมสินสอดให้ลูก พอลงมือซื้อก็จัดกำไลหยกไปรวดเดียวห้าชิ้น แถมยังเป็นหยกเนื้อน้ำแข็งน้ำดีทั้งหมดอีกด้วย”


“บอกได้เลยว่าความเมตตาของบรรพบุรุษ ได้ถูกใช้ที่นี่ไปจนหมดแล้ว !”


รู้จักเมิ่งอ้ายชวนคนนี้น้อยไปเสียแล้ว ทันทีที่มีคนไม่กี่คนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ เขาก็พร้อมที่จะเสนอขายทุกอย่างออกไป นั่นเป็นเหตุผลที่เขาพยายามแนะนำสินค้าอย่างขยันขันแข็ง และสามารถเข้าถึงใจผู้คนได้อย่างรวดเร็ว กำไลหยกนั้นเป็นแค่เรื่องรอง สิ่งที่เขาต้องการจริงๆก็คือให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจเหมือนอยู่ที่บ้านของตัวเองต่างหาก


“เราควรใจเย็น เพราะผู้คนต่างก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้วอย่างนั้นสินะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม


“ใช่แล้วล่ะ ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่ เย็นนี้ชวนเฉินจื่อมาที่บ้านของฉันสิ” เมิ่งอ้ายชวนยังคงนับเงินต่อไปพร้อมกับพูดไปด้วย


“ฉันอยากเลี้ยงมื้อเย็นเพื่อนๆสักหน่อย พี่พอจะมีร้านอาหารดีๆ หรือไม่ก็สถานที่ที่เงียบสงบบ้างหรือเปล่า”


“มีอยู่ที่หนึ่ง หลังจากที่เราไปในตอนนั้น เขาก็ได้เพิ่มเมนูให้เยอะขึ้นและมีคนเริ่มรู้จักมากขึ้นอีกด้วย เธอจะไปเมื่อไหร่ล่ะ ฉันจะได้บอกให้เขาจัดห้องส่วนตัวให้กับเธอ เย็นนี้เราลองไปที่นั่นกันก่อนดีไหม ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมา


“เอาไว้วันหลังเราค่อยไปกินมื้อเย็นด้วยกันดีกว่า คืนนี้อาเล็กอยากหารือเรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณกับฉัน พี่จะไปที่บ้านของฉันด้วยก็ได้นะ”


เรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณยังต้องปรึกษาชวนจื่อ เพราะถึงอย่างไรอาเล็กก็ยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่แถวนี้เท่าไหร่


“อืม ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ฉันจะไปที่บ้านของเธอแล้วกัน ฉันไม่ได้เจอคุณลุงนานมากแล้ว ถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมเขาสักหน่อยแล้วกัน”


ฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณให้เขาฟัง และดูเหมือนว่าเขาเองก็อยากจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ด้วย ทั้งเธอและเฉินจื่อคงมองว่าตัวเขาเป็นเหมือนผู้จัดการใหญ่ของบ้านแล้วล่ะ


เมิ่งอ้ายชวนไม่ได้รู้สึกรำคาญกับเรื่องเหล่านี้เลย เขารู้ดีว่าเพื่อนๆของเขากำลังทำอะไรอยู่


“นอกจากเรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์แล้ว ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่พี่ต้องรู้ด้วย ตอนนี้เราเจอที่ดินอยู่ผืนที่หนึ่ง ซึ่งมีอาคารเก่าๆหลังหนึ่งอยู่แล้ว โดยเราสามารถรื้อและสร้างบางส่วนเพิ่มเติมได้ และเราจะสร้างห้องสำหรับทำเป็นสำนักงานไว้ด้านบน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ”


ฟู่เยี่ยนพูดถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ออกไป


“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ! หากเรารื้อและปรับปรุงตัวอาคารก็สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นโกดังและปล่อยให้เช่าต่อได้ !” เมิ่งอ้ายชวนดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที


“อืม เอาไว้คืนนี้เรามาหารือกันหน่อยดีกว่า ฉันคิดว่าอาเล็กเองก็น่าจะเข้าใจถึงสถานการณ์นี้แล้วเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ พี่อย่าลืมไปรับชานชานไปที่บ้านของฉันด้วยนะ” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้ลุกขึ้นเพื่อจะกลับบ้าน


“เข้าใจแล้ว !”



จบตอน

Comments