magic ep56-60

 ตอนที่ 56 เฟอร์นิเจอร์เก่าของแม่

 

“ต้าอัน ต้าจ้วง ต้านี ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดสุดท้ายของแม่หรือเปล่า?” หลังจากที่ฟู่กวางจงอ่านจดหมายจบ ฟู่ต้าหย่งก็ได้ถามความเห็นจากน้องๆของเขาทันที

 

“พี่ใหญ่ พวกเราเห็นด้วยกับคำพูดของแม่” เหล่าน้องๆของเขาไม่มีใครโต้แย้งเรื่องนี้เลย

 

“เอาล่ะ ในเมื่อแม่ได้ตัดสินใจแบบนั้น เราก็คงจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนปู่หกช่วยจัดการเรื่องนี้แล้วล่ะครับ ผมไม่รู้ว่าพ่อจะเต็มใจหรือเปล่า แต่หากว่าพ่อเต็มใจ ผมก็พร้อมที่จะลงนามในเอกสารให้ครับ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับมองไปยังปู่หกของเขา

 

ปู่หกพยักหน้ารับเบาๆ ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของฟู่ต้าหย่งเช่นกัน

 

ส่วนฟู่เหล่าชวนเองก็มีสีหน้าที่มืดลงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้ารับเบาๆ

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกนั้นควรจะเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สุด แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกเราถึงเป็นแบบนี้ไปได้ พวกเราต่างก็เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อและแม่มาโดยตลอดอยู่แล้ว ฉะนั้นหลังจากที่พ่อเกษียณแล้ว ผมกับต้าจวง เราสองคนจะให้เงินกับพ่อเดือนละ 10หยวน ถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินบำนาญก็แล้วกันครับ”

 

“ส่วนเรื่องงานแต่งของต้าอัน หากพ่อไม่ต้องการจัดงานแต่งให้กับเขาก็ไม่เป็นไรครับ ผมกับต้าจ้วงจะจัดการเรื่องนี้เอง หากเขารับผิดชอบตัวเองได้และยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้แล้ว ค่อยให้เขาจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู”

 

“สำหรับต้านี ตอนนี้เธอเองก็มีลูกถึง 2คน ซึ่งเธอต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน เห็นแก่ที่เธอเป็นผู้หญิงเถอะครับ ช่วยละเว้นเธอไว้สักคนก็แล้วกัน”

 

“หากพ่อเห็นด้วย ผมจะให้ฟู่เฉิงร่างหนังสือสัญญาขึ้นมา เพื่อที่เราทุกคนจะได้ลงนามด้วยกันครับ”

 

หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบ ปู่หกก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

 

“ชวนจื่อ ทำไมหน้าของนายถึงได้แดงขนาดนั้นกันล่ะ? ดูสิ อย่างน้อยเด็กพวกนี้ก็ยังคิดถึงนายอยู่นะ!” ปู่หกมองไปยังฟู่เหล่าชวนอย่างหมดคำพูด เมื่อเขาแก่ตัวลง สักวันหนึ่งเขาก็จะรู้เองว่าเงินทองมันเป็นเพียงของนอกกายเท่านั้น

 

ทว่าฟู่เหล่าชวนไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ตอนนี้เขาคิดเพียงแค่ว่าเขาไม่ได้เงินหรือสมบัติใดๆเลย ทั้งยังเกือบจะเสียบ้านไปอีกด้วย แต่ก็ยังดีที่ลูกชายของเขาจะให้เงินค่าเลี้ยงดูคนละ10หยวนต่อเดือน อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!

 

“ต้าจวง ต้าอัน พวกนายทั้งสองเห็นด้วยหรือเปล่า?” ฟู่เหล่าชวนพูดขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอัน

 

“พวกเราเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ครับ!” ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปจัดการเรื่องเปลี่ยนชื่อเจ้าของบ้านกันเถอะ ไปที่สำนักงานหมู่บ้านตอนนี้เลย จะได้จัดการเรื่องนี้ให้มันจบๆไป!” เพื่อความปลอดภัย ฟู่เหล่าชวนจึงได้เร่งเร้าพวกเขาให้รีบเปลี่ยนชื่อโฉนดบ้านตามที่ตกลงเอาไว้ทันที

 

“อย่ากังวลไปเลยครับ ถึงยังไงเรื่องนี้ก็มีฟู่เฉิงและหัวหน้าหมู่บ้านเป็นสักขีพยาน ผู้นำหมู่บ้านครับ ผมคงต้องรบกวนคุณช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปด้วยท่าทีที่นอบน้อม

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวหน้าหมู่บ้านก็พยักหน้ารีบทันที ส่วนฟู่เฉิงที่เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดแล้ว เขาจึงได้ร่างสัญญาการจ่ายค่าเลี้ยงดูขึ้นมา เพื่อให้ฟู่เหล่าชวนและฟู่ต้าหย่งลงนามลงบนสัญญาฉบับนั้น

 

โดยเนื้อหาของสัญญามีดังนี้ บ้านที่ฟู่เหล่าชวนอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้จะถูกใช้เป็นค่าเลี้ยงดูหลังจากที่ฟู่เหล่าชวนเกษียณจากการทำงานที่เหมือง ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทรัพย์สินนี้อีกต่อไป อีกทั้งฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้กับฟู่เหล่าชวนเดือนละ 10หยวน ส่วนฟู่ต้าอันเองก็ต้องจ่ายเช่นกัน ซึ่งเขาจะต้องจ่ายหลังจากที่เขามีอายุครบ 35ปี

 

หลังจากที่ร่างสัญญาเสร็จ ทั้งสองฝ่ายก็ได้ประทับลายนิ้วมือลงไป

 

ในตอนนี้ ปู่หกก็ได้มองไปยังฉากตรงหน้าด้วยความรังเกียจ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ และต้องการที่จะเดินออกไป

 

ทว่าฟู่ต้าหย่งกลับหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน “ปู่หก วันนี้พวกเรามาทานมื้อเที้ยงด้วยกันสักมื้อเถอะครับ ผมได้เตรียมเหล้ารสชาติดีเอาไว้ให้กับปู่หกแล้ว! อย่าเพิ่งรีบกลับเลยนะครับ”

 

“ต้าหย่งช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ซึ่งต่างจากพ่อของหลานมากๆ ส่วนลูกๆของหลานต่างก็เป็นเด็กเก่งกันทุกคนเลย หลานอบรมสั่งสอนพวกเขาอย่างดี ทั้งยังสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนหนังสืออีกด้วย! ปู่ภูมิใจในตัวหลานมากๆเลยล่ะ!”

 

“ปู่เองก็อายุมากแล้ว จะให้ดื่มเหล้าเหมือนตอนหนุ่มๆคงจะไม่ได้ อีกอย่างวันนี้ก็เจอเรื่องน่าปวดหัวมาตลอดช่วงเช้าแล้ว ปู่คิดว่าปู่ขอตัวกลับก่อนจะดีกว่า!” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้เดินออกไปพร้อมกับลูกชายทั้งสอง

 

พวกเขาเดินออกไปโดยที่ไม่มีใครสนใจฟู่เหล่าชวนเลยแม้แต่คนเดียว

 

หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปแล้ว ฟู่เหล่าชวนจึงได้ลุกขึ้น และกำลังจะเดินออกไปเช่นกัน ทว่าฟู่ต้าจวงก็ได้หยุดเขาเอาไว้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง

 

“พ่อครับ ในเมื่อตอนนี้เราได้ประทับลายนิ้วมืออย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ก็ควรจะปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยใช่ไหมครับ พี่ใหญ่ น้องสาม เราไปที่บ้านของพ่อกันเถอะ ไปช่วยกันขนเก้าอี้เก่าของแม่กลับมากันดีกว่า นั่นคือของดูต่างหน้าที่แม่ให้กับพวกเราเชียวนะ” ฟู่ต้าจวงได้ชวยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันไปช่วยเขาขนเก้าอี้ในทันที

 

“เหอะ! ฉันไม่ได้สนใจเก้าอี้ที่พังแล้ว 2-3ตัวนั่นหรอกนะ ในเมื่ออยากได้มันก็ตามสบายเลย” ฟู่เหล่าชวนกำลังคิดว่าลูกชายอกตัญญูบางคนกำลังต้องการทำให้เขาโกรธ จึงได้พูดถึงเรื่องย้ายชุดโต๊ะเก้าอี้พวกนั้นขึ้นมา!

 

โดยฟู่เซินและฟู่เยี่ยนก็ได้ตามไปช่วยด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกิดเรื่องวุ่นๆขึ้นมาตลอดทั้งช่วงเช้า ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่ได้ทานข้าวเช้ากันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้ฟู่ต้านีและฉือหมิ่นก็กำลังช่วยกันอุ่นกับข้าวอยู่ เมื่อพวกเขากลับมาจะได้กินข้าวพร้อมกัน

 

หวังซู่เหมยเองก็ตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เธอแค่ไม่ออกจากห้องเท่านั้น โดยเธอรอให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปก่อนแล้วจึงออกมา

 

ส่วนอีกด้วยหนึ่ง เมื่อเห็นว่าฟู่เหล่าชวนออกไปข้างนอกตลอดทั้งช่วงเช้า หนิวชุ่ยฮวาจึงตั้งตารออย่างมีความหวัง บางทีครั้งนี้เขาอาจจะนำเครื่องประดับทองทำและเงินมากมายกลับมาด้วยก็ได้

 

เมื่อคิดถึงเรื่องที่ตัวเองจะได้เงินมากมาย หนิวชุ่ยฮวาจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เธอกำลังคิดถึงชีวิตที่สะดวกสบาย มีทรัพย์สมบัติมากมายมากองอยู่ตรงหน้า ทั้งยังไม่ลืมคิดถึงเรื่องหาภรรยาดีๆให้กับจู่จื่ออีกด้วย

 

หลังจากที่คิดเพลิดเพลินกับความฝันเสร็จ เธอก็ได้เดินไปที่เล้าไก่เพื่อจะจับไก่มาทำอาหาร แต่ขณะที่เธอกำลังจะหยิบมีดนั้น เสียงเคาะประตูก็ได้กังขึ้นมา

 

“คุณคะ คุณกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ? ฉันกำลังเตรียมไก่ตุ๋นของโปรดของคุณอยู่พอดีเลย” หนิวชุ่ยฮวารีบเอ่ยคำทักทายออกไปทันที

 

ทว่าก่อนที่เธอจะได้คำตอบจากฟู่เหล่าชวน เธอก็เห็นฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆอีกหลายคนเดินตามหลังเขาเข้ามา

 

“ของทั้งหมดอยู่ที่ลานทางด้านตะวันออก ฉันไม่ได้แตะต้องมันนานมากแล้ว พวกนายขนมันออกไปทั้งหมดได้เลย” เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เหล่าชวนพูด หนิวชุ่ยฮวาก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า? ทำไมพวกเขาถึงได้มาเอาของพวกนั้นไปกันล่ะ?

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็เดินตรงไปยังลานทางด้านทิศตะวันออกทันที เนื่องจากก่อนที่เสิ่นซู่ฉีจะเสียชีวิต เธอได้อาศัยอยู่ที่บ้านในลานทิศตะวันออก ซึ่งฟู่เหล่าชวนเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งในบ้านหลังนั้นเลย ดังนั้นจึงมีเพียงฟู่ต้าหย่งที่เคยเข้าไปที่นั่น

 

ส่วนจู่จื่อลูกชายของหนิวชุ่ยฮวานั้นก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านในลานทางทิศตะวันออกเพียงลำพังเช่นกัน แต่เขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งในบ้านของเสิ่นซู่ฉีเลย เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าแม่ของเขาทำไม่ถูกต้อง เนื่องจากฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอยู่กินด้วยกันมาหลายปีแล้ว ดังนั้นเขาในฐานะลูกชายจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?

 

ขณะที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆเดินเข้ามานั้น จู่จื่อยังคงหลับอยู่ ส่วนหนิวชุ่ยฮวาและฟู่เหล่าชวนก็ได้เดินตามเข้ามาด้วยเช่นกัน ซึ่งหนิวชุ่ยฮวากลัวว่าเสิ่นซู่ฉีจะซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ที่เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น

 

ทว่าตั้งแต่ที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เธอก็ได้ค้นดูทุกซอกทุกมุมไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ทั้งยังพยายามหามาตลอดหลายปีอีกด้วย

 

ฟู่ต้าหย่งได้พาทุกคนเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก และก็พบกับข้าวของต่างๆที่แม้ของเขาเคยใช้ เว้นแต่แต่อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเท่านั้นที่หายไป

 

“พ่อครับ แล้วอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของแม่ที่จะมอบให้กับภรรยาของต้าอันหายไปไหนเหรอ?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหล่าชวนจึงได้หันไปมองหนิวชุ่ยฮวา ทันใดนั้นเอง หนิวชุ่ยฮวาก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันถูกวางเอาไว้อีกที่หนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้จู่จื่อเอาไปไว้นั่ง

 

เธอจึงได้เดินเข้าไปในห้องๆหนึ่ง และไม่นานนักเธอก็ได้กลับมาพร้อมกับถือกล่องที่บรรจุอุปกรณ์เย็บปักถังร้อยเอาไว้ข้างใน

 

ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินที่อยู่ด้านหลังก็ได้เดินเข้ามา จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ก็ได้มองไปยังเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น ก่อนจะพบว่ามันเป็นเพียงแค่ไม้ธรรมดาธรรมดาเท่านั้น แต่มันก็ยังดูจะแข็งแรงกว่าไม้ทั่วไปเล็กน้อย ทั้งยังดูเก่าแก่มากๆอีกด้วย เธอจึงมั่นใจว่าในอนาคตมันจะต้องเป็นของที่มีราคาอย่างแน่นอน

 

เอ๊ะ? แสงสีทองนั่น

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังกล่องอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยที่อยู่ในมือของหนิวชุ่ยฮวาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็มองไปที่เตียงขนาดใหญ่ของคุณย่า ก่อนจะมองไปยังเก้าอี้ของอารอง และโต๊ะเครื่องแป้งของอาเล็กตามลำดับ ซึ่งของทุกอย่างนั้นต่างก็มีแสงที่เปล่งประกายออกมาเป็นของตัวเอง

 

ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าทำไมคุณย่าถึงไม่ได้ทิ้งทองคำ เงิน หรือเครื่องประดับใดๆเอาไว้เลย ซึ่งทั้งหมดนั้นได้อยู่ในของใช้เหล่านี้แล้วนั่นเอง! โดยที่ฟู่เหล่าชวนไม่เคยคิดเลยว่าเสิ่นซู่ฉีจะทำแบบนี้

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้แสดงท่าทีที่ผิดปกติออกมา เธอรู้ดีว่าฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาพยายามตามหาสิ่งนี้มานานมากแล้ว แต่หากดูจากจิตใจของพวกเขาทั้งสองแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันได้พบกับสิ่งนี้อย่างแน่นอน

 

เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นว่าทุกอย่างครบแล้ว เขาจึงบอกให้ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันย้ายโต๊ะเครื่องแป้งออกไปก่อน ส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เซินก็ช่วยย้ายเก้าอี้กับอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยตามออกไป และหลังจากนั้นค่อยกลับมาช่วยกันย้ายเตียง

 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังย้ายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยออกไปนั้น เธอก็ได้ศึกษาดูว่าจะสามารถซ่อมมันได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้มันชำรุดอยู่ ส่วนของใช้ที่ทำจากไม้พวกนั้นมีโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน ทั้งยังได้ลิ่มไม้เป็นตัวช่วยยึดโดยไม่มีตะปูแม้แต่ตัวเดียวอีกด้วย

 

ซึ่งฟู่เซินที่กำลังขนเก้าอี้อยู่นั้นก็ได้บ่นขึ้นมาว่า “ทำไมเก้าอี้ของคุณย่าถึงได้หนักขนาดนี้กันนะ มันดูหนักกว่าเก้าอี้ที่บ้านของเราเสียอีก”

 

“เก้าอี้ของคุณย่าทำมาจากไม้เนื้อแข็ง มันก็เลยมีน้ำหนักมากกว่าเก้าอี้ที่บ้านของเรายังไงล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนรีบพูดขัดจังหวะขึ้นมาทันที

 

ส่วนฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันเองก็รู้สึกว่าโต๊ะเครื่องแป้งนั้นก็หนักมากเหมือนกัน ซึ่งทำเอาทั้งคู่เปียกชุ่มไปทั้งตัวด้วยเหงื่อ!

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่พวกเขา อื่ม หากเอาของที่อยู่ข้างในนั้นออกมา ทุกคนก็จะไม่รู้สึกหนักแล้วล่ะ!



ตอนที่ 57 ทองคำแท่ง

 

หลังจากที่ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการย้ายเตียงกลับมาที่บ้าน และตอนนี้ เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดก็ได้ถูกวางเอาไว้ที่สวนหลังบ้านของฟู่ต้าหย่งแล้ว

 

หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นขนของเสร็จ พวกเขาก็ได้มาทานข้าวพร้อมกัน และหลังจากที่ทานเสร็จ ฟู่ต้าอันจึงได้แยกตัวออกไปหาบ้านต่อ เขาอยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ขอลางานเพียงแค่ 2วันเท่านั้น และพรุ่งนี้เขาจะต้องกลับไปทำงานแล้ว

 

ฟู่ต้าอันจึงได้บอกลาทุกคนและกำลังจะออกไป ทว่าฟู่เยี่ยนกลับหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“อาสาม อย่าเพิ่งไปค่ะ หนูมีเรื่องบางอย่างที่จะพูดกับอาสาม”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ส่วนฟู่ต้าจวงเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เสี่ยวฮั่วทักพวกเขา มันจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

“พี่รอง พี่ช่วยไปเฝ้าหน้าประตูรั้วให้หน่อยได้ไหมคะ อย่าให้ใครเข้าอย่างเด็ดขาดเลยนะ” ฟู่เยี่ยนบอกพี่ชายของเธอ ก่อนจะขอให้ฟู่เหมี่ยวพาเด็กๆออกไปเล่นที่ลานบ้านก่อน

 

ส่วนคนที่เหลือนั้นก็ได้เดินตามฟู่เยี่ยนไปยังสวนหลังบ้าน

 

“พ่อคะ พ่อช่วยเอาเครื่องมืองานไม้ของพ่อมาด้วยนะคะ”

 

ฟู่ต้าหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเดินไปหยิบเครื่องมือที่อยู่ข้างบ้านมาทันที ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยอย่างไม่กะพริบตา

 

ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกของกล่องอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยนั้นไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลย แต่ทว่าด้านล่างนั้นเหมือนจะมีกล่องบางอย่างเสริมอยู่ ดูเหมือนว่ามันจะถูกทำเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งเป็นเทคนิคดูยุ่งเหยิงมากๆ

 

แน่นอนฟู่เหล่าชวนนั้นไม่เคยเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบเช่นนี้มาก่อนอย่างแน่นอน เพราะเขาเกิดในชนบท จึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้มากนัก และนอกจากนี้หากมีสิ่งของที่ชำรุด ชาวบ้านในชนบทนั้นก็มักจะซ่อมและนำมันกลับมาใช้ใหม่ โดยพวกเขาจะไม่นิยมทิ้งพวกมันเท่าไหร่

 

และนั่นก็เป็นสาเหตุที่เขาไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยชิ้นนี้นั่นเอง

 

“พ่อ อารอง อาสาม ลองดูนี่ดีๆสิคะ ทุกคนสังเกตเห็นอะไรที่ดูผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนชี้ให้ทุกคนมองไปยังจุดๆหนึ่ง

 

ทว่าฟู่ต้าหย่งนั้นกลับไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใดๆเลย ส่วนอาสะใภ้รองและแม่ของเธอเองก็ได้มองไปยังสิ่งนั้นด้วยความสงสัยเช่นกัน

 

“สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าสิ่งนี้น่าจะถูกเพิ่มเข้ามาทีหลังนะ” หวังซู่เหม่ยมองไปยังสิ่งที่เธอคิดว่ามีการทำเพิ่มเข้ามา พร้อมกับแววตาที่ดูสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม

 

“พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแท่นปักผ้าชิ้นนี้ไม่พัง นอกจากนี้ คานของมันยังดูแข็งแรงกว่าแท่นปักผ้าธรรมดาทั่วไปอีกด้วยเลยด้วยซ้ำ” ฉือหมิ่นพอจะเคยเห็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์หมิงแบบนี้มาบ้างแล้ว เพราะยายของเธอเองก็เป็นคนที่ชอบเฟอร์นิเจอร์สไตล์หมิงมากเช่นกัน

 

“อาสาม ช่วยเคาะคานข้างล่างนี้เบาๆดูหน่อยสิคะ แต่ต้องระวังอย่าทำให้สะพานปักผ้าเสียหายด้วยนะคะ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันจึงใช้ค้อนเคาะมันอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่ได้มีอะไรขยับเลย เขาจึงได้เคาะแรงๆอีกครั้ง ด้วยความที่ไม้ไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากที่เขาเคาะไปอีกครั้ง ไม้ที่ถูกเสริมเข้ามาจึงหลุดออกทันที

 

ฟู่ต้าหย่งจึงได้ดึงมันออก ซึ่งขณะที่กำลังดึงนั้น เขาก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจน ทำไมมันถึงหนักแบบนี้กันล่ะ!

 

“พ่อคะ หนูคิดว่าเราลองใช้มีดแงะมันออกก็ได้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนรีบเสนอความคิดเห็นออกไปทันที

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้ใช้ไขควงสอดเข้าไปตรงรอยแยกนั้น ไม่นานนักมันก็หลุดออกขากกัน จนเผยให้เห็นทองคำแท่งที่เปล่งประกายระยิบระยังอยู่ข้างในถึง4แท่ง

 

ทำเอาทุกคนที่เห็นต่างก็ตกตะลึงไปทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

“แท่งไม้พวกนี้ พ่อช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่พ่อของเธอ

 

ทว่าเห็นได้ชัดเลยว่าฟู่ต้าหย่งเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเช่นกัน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงหันไปหามองฟู่ต้าอัน ก่อนจะหยิบแท่งไม้ที่หักขึ้นมา และพูดออกไปว่า “คุณย่าได้ตอกลิ่มไม้พวกนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นเทคนิคที่ยุ่งยากมากๆ ทั้งยังเป็นการออกแบบเพิ่มเติมที่ทุกคนไม่สามารถสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปกติใดๆเลยด้วยซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้น ทองคำแท่งพวกนี้ก็ได้ทำมาจากทองคำชิ้นเล็กๆหลายชิ้นโดยคุณย่าได้นำมันไปติดกาวเข้ากับเนื้อไม้นั่นเอง”

 

ฟู่ต้าอันจึงมองไปยังแท่งไม้ทันที ส่วนฟู่ต้าจวงและคนอื่นต่างก็กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้กันอยู่ แม่ของเขาค่อยๆซ่อนทองคำแท่งเอาไว้ข้างในนี้ทีละเล็กละน้อยอย่างนั้นหรือ

 

“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่หญิง พวกเราทุกคนต่างก็ได้ของจากแม้คนละชิ้นไม่ใช่เหรอ” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับปาดน้ำตาบนแก้มของเขาออก ตอนนี้เขาไม่อยากจะร้องไห้อีกต่อไปแล้ว

 

“ใช่แล้วค่ะ อย่าเสียใจไปเลยนะคะ คุณย่าได้ทิ้งของเอาไว้ให้ พ่อ อารอง และอาหญิงด้วยไม่ใช่เหรอ?”

 

“อะไรนะ? เฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ แม่ก็ทำแบบนี้เหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

“อารอง หนูว่าอารอง มาแข่งกับพ่อของหนูและอาเล็กดูหน่อยดีกว่า ว่าใครจะสามารถหาของที่คุณย่ามอบให้เจอก่อนกัน หากใครแพ้ คนๆนั้นจะต้องเข้าครัวไปเตรียมมื้อเที่ยง” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าสีหน้าของทุกคนดูเครียดๆ เธอจึงพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ออกมา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงหันไปมองหน้าเหล่าน้องๆของเขา และเข้าใจได้ในทันทีว่าเสี่ยวฮั่วกำลังหมายถึงอะไร

 

ฟู่ต้านีที่ได้ยินก็ยิ้มพร้อมกับพูดออกไปว่า “มื้อเที่ยงวันนี้ฉันจะทำเอง เสี่ยวฮั่วบอกฉันมาเถอะว่าของที่คุณย่าซ่อนเอาไว้อยู่ที่ไหน”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งทันที ก่อนที่เธอจะมองไปยังกระจกบานนั้น

 

“พ่อคะ ช่วยถอดกระจกบานนี้ออกให้หนูหน่อยค่ะ” ฟู่ต้าหย่งที่ได้ยินจึงเดินเข้ามา ก่อนที่เขาจะใช้ปลายของมีดงัดกระจกออกมาอย่างระมัดระวัง และก็เป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้ ตรงมุมทั้งสี่มุมของกระจกบานนั้นได้มีทองคำแท่งซ่อนอยู่ข้างในจริงๆ

 

ดังนั้น ฟู่ต้านีจึงได้ทองคำแท่ง 4แท่งด้วยเช่นกัน

 

หลังจากที่เห็นฉากนี้ ฟู่ต้าจวงก็ได้มองไปยังเก้าอี้ที่เขาได้รับอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอทองคำแท่งเลย ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอความช่วยเหลือจากหลานสาวเท่านั้น

 

“ไอ้หยา ช่วยบอกฉันด้วยสิ ฉันลองหาดูแล้ว แต่ก็ยังหาไม่เจอสักที!”

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอช่วยบอกอารองด้วยเถอะ แล้วฉันจะไปช่วยอาเล็กของเธอทำกับข้าวมื้อเที่ยงเอง!” ฉือหมิ่นมองไปยังสามีของเธอ และรับรู้ได้ทันทีว่าเขาหามันไม่เจอจริงๆ!

 

“อารองคะ เวลาอารองนั่งเก้าอี้ ตรงใต้ที่วางแขนจะมีเสาไม้อยู่2เสาใช่หรือเปล่า? อารองต้องลองปล่อยมือให้ห้อยลงมาค่ะ แล้วของสิ่งนั้นมันจะถูกซ่อนอยู่ตรงมือของอารองพอดี” ฟู่เยี่ยนไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรมากนัก เธอเพียงแค่แนะนำบางอย่างกับอารองไปก็เท่านั้น

 

ฟู่ต้าจวงจึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะเลื่อนมือลง จับไปที่เสาของที่พักแขนของเก้าอี้ทั้ง 2ตัว และในที่สุด เขาก็ถอดทองคำแท่งที่ซ่อนอยู่ 4แท่งออกมา

 

ส่วนฟู่ต้าหย่ง เขาเองก็ไม่สามารถหาทองคำเจอเช่นกัน แม้ว่าเขาจะพยายามหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

 

เตียงนี้ดูคล้ายกับโซฟามากๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเตียงอรหันต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเตียงอรหันต์ธรรมดาแล้ว ด้านล่างของเตียงจะมีกล่องอยู่ด้านซ้ายและด้านขวาเพิ่มขึ้นมา 2กล่อง ซึ่งมันเปิดได้เฉพาะทางด้านขวาเท่านั้น กล่องทางด้านซ้ายไม่สามารถเปิดได้

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ ฟู่เหล่าชวนก็เป็นกังวลเกี่ยวกับเตียงหลังนี้มากเช่นกัน แต่หลังจากที่เขาพยายามหาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ไม่มีอะไรอยู่ในกล่องทั้งสองใบนั้นจริงๆ

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะนอนลงไป หลังจากที่นอนราบไปกับเตียงแล้ว เธอก็ได้ใช้มือแตะไปตรงข้างๆเตียง ก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น และมองไปรอบๆอีกครั้ง

 

ในที่สุดเธอก็พบช่องว่างเล็กๆที่ซ่อนอยู่ด้านในของเตียง ซึ่งช่องนั้นมีลักษณะดูคล้ายกับอะไรบางอย่าง

 

“พ่อคะ แม่คะ คุณย่าเคยให้ของที่มีรูปร่างแบบนี้กับพ่อและแม่หรือเปล่าคะ?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้มองไปยังสิ่งนั้น

 

“คุณคะ ดูเหมือนว่าแม่จะให้ปิ่นปักผมไม้ที่มีรูปทรงแบบนั้นกับฉันมาด้วยนะ” ตอนที่เสิ่นซู่ฉียังมีชีวิตอยู่ เธอมักจะให้สิ่งของต่างๆกับหวังซู่เหมยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นของที่มีราคาอะไรมากนัก บางครั้งเธอก็ให้ผ้าเช็ดหน้าที่ปักขึ้นมาด้วยตัวเอง หรือไม่ก็เป็นพวกกระถางดอกไม้ที่เธอมักจะชอบปลูกอยู่เป็นประจำ

 

ต่อมา ก่อนที่แม่สามีของเธอจะเสียชีวิต หญิงชราก็ได้มอบปิ่นปักผมไม้สีเข้มที่ถูกขัดจนมันวาวให้กับเธอ ซึ่งเธอชอบมันมาก และมักจะใช้มันจัดแต่งทรงผมอยู่บ่อยๆ

 

“ฉันเพิ่งจะใช้มันไปเมื่อวานนี้เอง เสี่ยวฮั่วช่วยไปหยิบปิ่นปักผมไม้สีดำบนโต๊ะในห้องของแม่ให้หน่อยสิ”

 

ฟู่เยี่ยนจึงรีบเข้าไปในห้องของหวังซู่เหมยแล้ว หยิบปิ่นปักผมชิ้นนั้นออกมา และทันใดนั้นเอง เมื่อเธอสอดด้านบนของปิ่นปักผมลงไปในช่องว่างบนเตียง วินาทีต่อมา ของที่ถูกซ่อนอยู่ก็ได้ปรากฏขึ้น

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามกัน แน่นอน พวกเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น จึงไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลย

 

ฟู่ต้าหย่งจึงเอื้อมมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา แต่แทนที่ของข้างในจะเป็นทองคำแท่ง 4แท่งเหมือนกับที่เขาคาดหวังไว้ กลับมีเพียงแค่จดหมายจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้น

 

ซึ่งบนหน้าซองของจดหมายแต่ละฉบับนั้น มีชื่อลูกๆทั้งสี่คนของเธอเขียนเอาไว้

 

แต่มีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่งที่ไม่ได้เขียนชื่อใครเลย เมื่อเห็นจดหมายฉบับนั้น รูม่านตาของฟู่เยี่ยนก็หดลงไปทันที เพราะตรงมุมซ้ายบนของจดหมายฉบับนั้นมีสัญลักษณ์หนึ่งถูกวาดเอาไว้ ซึ่งเหมือนกับที่เธอเคยอ่านเจอในหนังสือของบรรพบุรุษเมื่อมาถึงที่แห่งนี้วันแรกนั่นเอง

 

หมายความว่าคุณย่าของเธอก็ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นเหมือนกัน แต่หญิงชราไม่ได้รับพรเนตรสวรรค์ จึงไม่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของหนังสือได้ใช่ไหม

 

ฟู่เยี่ยนจึงหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆ ต่างก็กำลังอ่านจดหมายที่มีชื่อของตัวเองกันอยู่

 

เมื่อเธอคลี่จดหมายฉบับนั้นออกมา ก็พบว่าเนื้อหาด้านในนั้นดูยุ่งเหยิงไปหมด หากฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อน เธอก็คงจะไม่สนใจมันอย่างแน่นอน

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนต้องแบ่งจดหมายทั้งหมดตามลำดับปากว้าเสียก่อน จึงจะอ่านจดหมายฉบับเต็มได้อย่างชัดเจน



ตอนที่ 58 กลไก

 

หลังจากที่อ่านจดหมายฉบับนั้นจบ ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมคุณย่าของเธอ คุณย่าของเธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมากจริงๆ!

 

โดยในจดหมายได้บอกเอาไว้ว่า หากใครก็ตามที่อ่านจดหมายฉบับนี้ได้ คนๆนั้นก็คือหลานของเธอ

 

เสิ่นซู่ฉีรู้อยู่แล้วว่าลูกของต้าหย่งคนใดคนหนึ่งจะสามารถศึกษาบันทึกเกี่ยวกับฮวงจุ้ยและหากล่องใบนี้จนพบในที่สุด ซึ่งฟู่เยี่ยนคือคนคนนั้นอย่างนั้นหรือ?

 

เดิมที เสิ่นซู่ฉีเจอหนังสือเล่มนั้นหลังจากที่เธอให้กำเนิดฟู่ต้าอันได้เพียง 1ปี ในตอนแรกเธอแค่อยากจะอ่านมันแก้เบื่อ ซึ่งเป็นอะไรที่ฆ่าเวลาได้ดีเลยทีเดียว แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่คิดเลยว่าเธอจะเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องอภิปรัชญา จากนั้นเธอก็ได้เริ่มศึกษามันด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

จนกระทั่งไม่กี่ปีก่อนที่เสิ่นซู่ฉีจะเสียชีวิต ความสามารถของเธอก็อยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว ซึ่งตามเนื้อหาในจดหมายฉบับนี้ เสิ่นซู่ฉีได้ทำนายดวงชะตาของตัวเองเอาไว้ ทั้งยังเป็นการคำนวณที่แม่นยำถึงเก้าครั้งจากการทำนายสิบครั้งอีกด้วย

 

โดยจดหมายฉบับนี้ได้บอกว่า ของที่เธอทิ้งเอาไว้ได้อยู่บนเตียงหลังนี้แล้ว หากสามารถอ่านจดหมายฉบับนี้ได้ เธอเชื่อว่าจะต้องหามันเจออย่างแน่นอน

 

ในช่วงท้ายของจดหมาย หากใครก็ตามที่เห็นจดหมายฉบับนี้ ได้โปรดช่วยตามหาตระกูลเสิ่น และถามพวกเขาด้วยว่าทำไมถึงขึ้นเรือไปโดยไม่รอเธอ ทำไมต้องปล่อยให้เธออยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยวแบบนี้ ทั้งยังไม่คิดที่จะกลับมาหาเธออีกด้วย

 

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมแม่ของเธอถึงบอกว่าก่อนที่คุณย่าจะเสียชีวิต คุณย่าได้ขอจากไปอย่างสงบบนเตียงหลังนี้ ทั้งยังเข้าใจอีกด้วยว่าทำไมคุณย่าถึงได้เตรียมการเรื่องของฟู่เหล่าชวนได้ล่วงหน้าแบบนี้

 

นั่นเป็นเพราะคุณย่าได้ศึกษาเรื่องนี้จนเข้าใจทุกอย่างแล้วนั่นเอง จึงได้เห็นถึงคุณธรรมของคนที่อยู่รอบๆตัวได้

 

หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้วางจดหมายลง ก่อนจะมองไปที่เตียงอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ และในขณะเดียวกันนั้นเอง เธอก็มั่นใจถึงระดับอภิปรัชญาของคุณย่าของเธอ แม้ว่าจะไม่มีเนตรสวรรค์ แต่ไม่สามารถมองข้ามความสำเร็จของคุณย่าในด้านอภิปรัชญาได้เลย

 

เสิ่นซู่ฉีได้วางกลไกที่ดูเรียบง่าย แต่ชาญฉลาดมากๆ เอาไว้บนเตียงหลังนี้แล้ว

 

เตียงหลังนี้มีกล่องที่เปิดได้เฉพาะฝั่งทางด้านขวาเท่านั้น ซึ่งกล่องทางด้านซ้ายเหมือนจะถูกปิดตายอยู่ แต่กล่องทางด้านซ้ายนั้นถูกบางอย่างปิดบังเอาไว้ จึงทำให้คนธรรมดามองไม่เห็นว่ากลไกของมันอยู่ตรงไหน

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งยองลงไปกับพื้น ก่อนจะเคาะไปที่มุมของกล่องทางด้านซ้าย วินาทีต่อ กล่องดังกล่าวก็ได้กลายเป็นกล่องที่มีฝาปิดอยู่ในทันที

 

เธอจึงเอื้อมมือไปเปิดฝานั้นออกอย่างง่ายดาย และเมื่อเปิดมันออกมา ข้างในนั้นก็ได้มีตู้คล้ายๆกับเซฟสมัยใหม่อยู่

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นที่กำลังอ่านจดหมายอยู่ต่างก็พากันตกตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง

 

นี่มัน... ทำไมถึงได้มีกลไกที่น่าทึ่งแบบนี้ซ่อนอยู่ได้กันล่ะ?

 

“เสี่ยวฮั่ว มองกลไกนี้ออกด้วยอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าอันชื่นชมหลานสาวของเขาเป็นอย่างมาก! เธอเปรียบดังนางฟ้าสำหรับเขาเลยก็ว่าได้

 

“นี่คือจดหมายที่คุณย่าได้ทิ้งเอาไว้ค่ะ พ่อคะ หนูคิดว่าพ่อกับอารองควรจะเป็นคนอ่านมันเองนะคะ” ฟู่เยี่ยนบอกถึงวิธีการอ่านจดหมายให้กับฟู่ต้าหย่ง ก่อนที่เธอจะกลับไปให้ความสนใจกับสิ่งของที่อยู่ข้างในกล่องต่อ

 

ตอนนี้มีกล่องอยู่สามกล่อง ซึ่งกล่องใบแรกนั้นเป็นกล่องที่บรรจุกล่องทองคำแท่งเอาไว้ ส่วนกล่องใบที่สอง เป็นกล่องใส่เครื่องประดับ และกล่องใบที่สามมีเหรียญห้าจักรพรรดิอยู่สามเหรียญ

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ถูกกล่องใบที่สามดึงดูดความสนใจไปทันที แม้ว่าของในนั้นจะไม่ได้ดีเท่ากับของที่เธอเก็บไว้ในดินแดนต่างมิติก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นของทางโหราศาสตร์ที่ค่อนข้างหายาก

 

เนื่องจากฟู่เยี่ยนได้ศึกษาบันทึกของบรรพบุรุษมาอย่างลึกซึ้งแล้ว ดังนั้นเธอจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับอภิปรัชญามากขึ้นและฝึกฝนทักษะในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย เมื่อรวมกับการศึกษาทางกายภาพในบันทึกเล่มนั้นในก่อนหน้านี้ จึงทำให้ประสาทสัมผัสทั้งหกของฟู่เยี่ยนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

และเนตรสวรรค์ของเธอก็ไวต่อความรู้สึกมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในตอนนี้เธอแทบจะไม่ต้องตั้งสมาธิเลย แค่มองสิ่งต่างๆ เพียงห้าวินาทีก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้แล้ว

 

ฟู่เยี่ยนเชื่อเสมอว่า ตราบใดที่เธอขยันฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก เธอจะต้องสามารถควบคุมเนตรสวรรค์ได้อย่างอิสระมากขึ้นแน่นอน

 

ในขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญอยู่นั้น ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆก็ได้อ่านจดหมายจบแล้ว

 

ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เก็บเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญเอาไว้ในกล่องเหมือนเดิม

 

“พี่ใหญ่ เนื่องจากนี่เป็นกลไกที่เสี่ยวฮั่วสามารถเปิดมันออกมาได้ ดังนั้นทุกอย่างก็ควรจะเป็นของเสี่ยวฮั่ว พี่ไม่ควรที่จะขโมยมันไปจากเธอนะ!” ฟู่ต้าอันรีบพูดเข้าข้างหลานสาวของเขา ซึ่งความรักและความชื่นชมที่เขามีต่อหลานสาวนั้นมันมากกว่าความรักที่เขามีต่อพี่ชายเสียอีก

 

“ทำไมแม่ถึงได้ลำเอียงขนาดนี้กันล่ะ ทำไมแม่ถึงไม่ให้ทองคำแท่งกับพี่ใหญ่เลย?” ซึ่งในข้อนี้ ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันต่างก็มีความคิดเห็นตรงกัน

 

“อารอง อาสาม ลองใช้ปลายมีดงัดกล่องใบนั้นดูสิคะ” ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะหยิบมันออกมานั้น เธอได้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ข้างในแล้ว ซึ่งเธอรู้ดีว่าสิ่งนั้นมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงจึงได้รับกล่องใบนั้นมา ก่อนจะค่อยๆเปิดมันออกเบาๆ และทันใดนั้นเอง ก็ได้มีกลิ่นหอมของบางอย่างฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

 

“นี่มันไม้อะไรกัน? ทำไมมันถึงหอมขนาดนี้กันล่ะ?” หลังจากที่ได้กลิ่นหอมนั้น หวังซู่เหมยก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

ในตอนนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีเพียงฉือหมิ่นคนเดียวเท่านั้นที่รู้

 

“พี่สะใภ้ใหญ่ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไม้กฤษณานะคะ!” ฉือมินพูดออกมาด้วยความตกใจ และเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้เธอเข้าใจแม่สามีมากขึ้นอีกด้วย

 

ไม่ใช่แค่เธอที่คิดแบบนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นได้เข้าใจในความคิดของผู้เป็นแม่อีกด้วย

 

“อาสะใภ้รองคะ มันไม่ใช่แค่ไม้กฤษณาธรรมดา มันยังเป็นของเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นถึงภูมิหลังของฉือหมิ่นได้ เธอจึงรู้ดีว่าอาสะใภ้รองของเธอนั้นมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย

 

“ว้าว แม่ของพวกเรารวยถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ! ทำไมแม่ไม่เอาของพวกนี้ออกเร็วกว่านี้กันนะ เฮ้อ!”

 

“หากแม่เอามันออกมาก่อนหน้านี้ ไม่แน่อาจจะไม่มีนายอยู่ที่นี่ในวันนี้ก็เป็นได้!” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปตามตรง

 

ใช่แล้ว อย่าไปพูดถึงเรื่องในอดีตเลย ในตอนนั้นหากพ่อของพวกเขารู้ว่าแม่มีสมบัติเหล่านี้อยู่ มันคงจะไม่ได้ตกทอดมาถึงพวกเขาในวันนี้อย่างแน่นอน

 

หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ฟู่ต้าหย่งก็ได้เอื้อมมือไปเปิดกล่องที่บรรจุทองคำแท่งเอาไว้ออก ก่อนจะนับทองคำแท่งที่อยู่ภายในนั้นซึ่งมีจำนวนถึง30แท่ง ทั้งยังมีข้อความเล็กๆถูกเขียนเอาไว้อีกด้วย โดยบอกว่าทองคำแท่งเหล่านี้จะต้องถึงส่งต่อให้กับหลานๆของเธอคนละ2แท่ง ส่วนคนที่หาเจอ จะได้รับทองคำแท่งที่เหลือ8แท่ง

 

“ไอ้หยา แบบนี้ฉันกับพี่รองก็เสียเปรียบที่สุดน่ะสิ!” ฟู่ต้าอันตะโกนแทรกขึ้นมาในทันที

 

“อารองคะ อย่างที่อารองเห็น ตอนนี้มีทองคำอยู่ทั้งหมด30แท่ง แต่จากที่หนูทำนายดูแล้ว ในรุ่นหลานของตระกูลจะมีเด็กถึง12คน ดังนั้นทองคำจะเป็นของรุ่นหลานในตระกูล24แท่ง หากไม่นับคนที่อยู่ในท้องแม่ของหนู ตอนนี้ก็ยังเหลืออีกสี่คนที่ยังไม่เกิด แต่พวกอาก็ตามพ่อของหนูไม่ทันอยู่ดี”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงก็คำนวณตามในทันที ก่อนจะพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ และตอนนี้ก็มีเด็กอีก4คนที่ยังไม่เกิด แบบนี้เขาต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว!

 

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ฉือหมิ่นจึงรีบฉวยโอกาสนี้ถามออกไปตามตรงโดยไม่สนใจผู้คนที่อยู่รอบข้าง “เสี่ยวฮั่ว เธอคิดว่าฉันมีโอกาสที่จะมีลูกสาวบ้างหรือเปล่า?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงมองไปที่เธอในทันที ก่อนที่เธอจะเห็นดวงชะตาของลูกๆ อาสะใภ้รองที่ตอนนี้มีสีทองจางๆเปล่งประกายออกมา ซึ่งเธอเห็นว่าอาสะใภ้รองจะมีลูกชาย2คน และลูกสาวอีก1คน ยิ่งไปกว่านั้นเป็นไปได้สูงมากที่น้องชายหรือไม่ก็น้องสาวของเธอกำลังจะมาเกิดแล้ว แต่เธอก็ไม่สามารถพูดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้

 

“อาสะใภ้รองคะ หนูมองเห็นอาสะใภ้รองจะมีลูกชาย2คนและลูกสาว1คนค่ะ ซึ่งนี่เป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ดังนั้นอาสะใภ้รองควรที่จะใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย แล้วความปรารถนาต่างๆของอาสะใภ้รองก็จะเป็นจริงเองค่ะ!”

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าจวงก็ได้เปิดกล่องใบที่สองสำเร็จ และในกล่องใบนี้ก็มีข้อความถูกเขียนอยู่เช่นกัน ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องประดับต่างๆสำหรับผู้หญิง อาทิเช่น หยก ทองคำ ไข่มุก หยกเหอเทียน ซึ่งมีเครื่องประดับรวมกว่า20ชิ้นเลยทีเดียว

 

และข้อความด้านในนั้นก็ได้บอกว่า เครื่องประดับเหล่านี้มีไว้สำหรับลูกสะใภ้และหลานสาวของเธอ ซึ่งมันจะถูกแบ่งให้คนละ2ชิ้น และคนที่คนพบสิ่งนี้ จะได้รับอีก3ชิ้นเพื่อเป็นรางวัล

 

เมื่อหวังซู่เหมยและคนอื่นได้ยินเช่นนั้น พวกเธอก็ได้เดินเข้าไปในทันที ซึ่งด้วยความที่พวกเธอผู้หญิง จึงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะชอบเครื่องประดับเหล่านี้

 

“หืม? เครื่องประดับทั้งหมดมี21ชิ้นพอดีเลยนี่นา หากนับพวกเรารวมกันแล้ว ตอนนี้ก็มีผู้หญิงทั้งหมด9คนพอดี ที่จริงแล้วครอบครัวของเรามีผู้หญิงอยู่8คน แต่เมื่อกี้นี้เสี่ยวฮั่วบอกว่าพี่สะใภ้รองมีดวงที่จะได้ลูกผู้หญิง1คน แบบนี้ก็พอดีกับเครื่องประดับเลยน่ะสิ หมายความว่าน้องเล็กจะไม่มีลูกสาวแล้วใช่ไหม?” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับนับนิ้วมือของตัวเอง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาทันที มีเพียงฟู่ต้าอันเท่านั้นที่ทำหน้าบูดบึ้งอยู่คนเดียว

 

“ฉันคิดว่าแม่คงจะทำนายผิดแล้วล่ะ ถึงยังไงฉันก็จะต้องมีลูกสาวอย่างแน่นอน เสี่ยวฮั่ว เธอช่วยพิสูจน์เรื่องนี้ให้กับฉันหน่อยสิ” ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาราวกับว่าเขากำลังประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

 

“ไม่ผิดหรอกค่ะ หนูเคยสังเกตโหงวเฮ้งของอาสะใภ้สามแล้ว ซึ่งเธอจะมีลูกชาย2คน หากไม่เชื่อ อาสามก็รอดูได้เลย! ฮ่าฮ่า!”

 

ทันใดนั้น ฟู่ต้าอันก็รู้สึกได้ทันทีว่าการมีหลานสาวที่มีความสามารถแบบนี้ มันทำให้เขาไม่สามารถปิดบังความลับอะไรได้เลยจริงๆ!



ตอนที่ 59 แบ่งเครื่องประดับ

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอเป็นคนหามันเจอ ฉะนั้นเธอก็สมควรที่จะเลือกก่อน” ฉือหมิ่นบอกให้ฟู่เยี่ยนเลือกเครื่องประดับก่อน

 

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูจะจัดการเรื่องนี้เอง หนูขอออกไปเรียกพี่สาม ลี่ลี่ และเฟินเฟินก่อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนได้แบ่งเครื่องประดับต่างๆออกเป็นหลายประเภท ก่อนที่เธอจะออกไปและเรียกฟู่เหมี่ยวเข้ามา

 

เมื่อฟู่เหมี่ยวและคนอื่นๆเข้ามาแล้ว ทันทีที่พวกเธอเห็นเครื่องประดับวางอยู่ตรงหน้า ดวงตาของพวกเธอก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที

 

“ลี่ลี่ เฟินเฟิน ทั้งสองคนเลือกก่อนสิ พวกหนูสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยนะ แต่จะหยิบได้คนละ2ชิ้นเท่านั้น ส่วนเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่ว ค่อยเลือกหลังจากที่น้องๆเลือกเสร็จก็แล้วกัน” หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบ ลี่ลี่และเฟินเฟินก็ได้เดินเข้าไปเลือกเครื่องประดับทันที

 

ท้ายที่สุดแล้ว ลี่ลี่และเฟินเฟินต่างก็เลือกหยิบเอาเครื่องประดับตามที่พวกเธอชอบ เด็กๆมักจะชอบสิ่งของที่ดูแวววาวอยู่แล้ว ทั้งสองจึงเลือกที่จะหยิบสร้อยข้อมือไข่มุกไปคนละชิ้นและไม่สนใจของอย่างอื่นอีกเลย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เลือกกำไลหยกสีเขียวแอปเปิลให้กับน้องสาวทั้งสองของเธอคนละชิ้นแทน

 

ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ได้หยิบสร้อยคอทองคำที่มีจี้หยก และกำไลหยกสปริงที่ลงยาตกแต่งด้วยสีสันต่างๆ

 

เมื่อมาถึงคิวของฟู่เยี่ยน เธอก็ได้บอกให้หวังซู่เหมยและคนอื่นเลือกก่อนได้เลย เพราะเครื่องประดับทุกชิ้นล้วนเป็นเครื่องประดับของดีและมีมูลค่าสูงอยู่แล้ว

 

ฟู่ต้าอันเองก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนเลือกเครื่องประดับ2ชิ้นให้กับหลี่โม่ลี่ด้วย โดยเขาตั้งใจที่จะมอบให้เธอหลังจากแต่งงาน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เลือกกำไลข้อมือหยกแกะสลัก และสร้อยคอทองคำที่มีจี้เป็นหยกเหอเทียนให้กับเธอ ซึ่งมันดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

ฉือหมิ่นสะดุดตากับกำไลหยกสีแดงอยู่นานแล้ว เธอตั้งใจว่าจะเก็บมันไว้สวมให้ลูกสาวในอนาคตของเธอ จากนั้นเธอก็ได้เลือกเครื่องประดับให้ตัวเอง โดยเลือกแต่ละชิ้นที่มีสไตล์แตกต่างกัน

 

ส่วนฟู่ต้านีนั้นไม่รู้ว่าควรจะเลือกอย่างไรดี ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้กับอาหญิงของเธอแทน ฟู่ต้านีเป็นคนที่มีผิวพรรณดี ทั้งยังเป็นคนที่มีผิวขาวอีกด้วย จึงเหมาะกับสร้อยคอทองคำที่ประดับด้วยทับทิมแดง แต่ด้วยมูลค่าของทับทิมนั้นไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเลือกสร้อยข้อมือที่ทำจากมรกตสีเขียวให้กับอาหญิงของเธออีกเส้น

 

เมื่อถึงคิวของหวังซู่เหมย หลังจากที่เฝ้ามองทุกคนเลือกเครื่องประดับที่ต้องการกันครบแล้ว เธอจึงได้หยิบสร้อยข้อมือหยกเหอเทียน และกำไลหยกอีกหนึ่งชิ้น

 

ส่วนเครื่องประดับที่เหลือก็ได้กลายเป็นของฟู่เยี่ยนไปโดยปริยาย ซึ่งดูจะเป็นเรื่องบังเอิญอยู่เล็กน้อย เพราะเธอได้รับสร้อยคอทองคำแบบเดียวกับของฟู่เหมี่ยว แต่มีจี้เป็นรูปน้ำเต้า ส่วนของฟู่เหมี่ยวเป็นรูปค้างคาว

 

ทั้งยังมีกำไลหยกอีกคู่หนึ่ง ซึ่งทำมาจากหยกเหอเทียนที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงาม ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นสร้อยข้อมือที่มีหลากสีสันที่ให้ความรู้สึกสดใสสมวัย และชิ้นสุดท้ายที่ฟู่เยี่ยนชอบมากๆก็คือกำไลคู่หนึ่งที่ถูกฝังด้วยหินตาแมว ซึ่งหินแต่ละก้อนนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับนิ้วหัวแม่มือเลยทีเดียว

 

ในตอนนี้ เหล่าผู้หญิงในตระกูลทุกคนต่างก็รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับเป็นอย่างมาก

 

ส่วนเรื่องทองคำแท่งนั้นก็ได้มีการตกลงแล้วเช่นกัน โดยทองคำแท่งในส่วนของเด็กๆที่ยังไม่เกิดมาจะถูกเก็บเอาไว้ที่ฟู่เยี่ยนก่อน และหลังจากที่ทายาทของครอบครัวคลอดแล้วก็ให้มารับทองคำแท่งไป ส่วนเหรียญห้าจักรพรรดิทั้ง3เหรียญนั้นก็ได้ตกเป็นของฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน

 

เพราะเธอเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ต้องใช้สิ่งนี้นั่นเอง

 

“หากทุกคนออกจากประตูบานนี้ไป ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย ห้ามบอกเรื่องนี้กับใครอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะกลับไปที่บ้านของพ่อแม่สะใภ้ก็ตาม ส่วนต้าอัน นายเองก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับภรรยาของนายด้วยล่ะ แค่บอกว่าแม่ของเราได้ทิ้งมันเอาไว้ให้ก็พอ” หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบ ทุกคนต่างก็พยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าตนเข้าใจ

 

เงินนั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว และในยุคนี้ทองคำแท่งนั้นก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นที่ดินหนึ่งผืนได้อย่างสบายๆเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหากเรื่องราวของทรัพย์สมบัติมหาศาลเช่นนี้รั่วไหลออกไป ทุกคนอาจจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้

 

“เสี่ยวฮั่ว ฉันขอฝากทองคำแท่งของฉันเอาไว้กับเธอก่อนก็แล้วกัน เอาไว้หากฉันต้องการจะใช้มันเมื่อไหร่ ฉันจะมาหาเธอเอง” ฟู่ต้าอันเชื่อใจหลานสาวของเขา จึงได้นำทองคำแท่งในส่วนของเขาฝากเอาไว้ที่ฟู่เยี่ยนแทน

 

“อาสามคะ ทำไมอาสามไม่ให้อาสะใภ้สามเป็นคนเก็บมันเองล่ะคะ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงงกับการกระทำของเขาเล็กน้อย ทำไมเขาถึงเอามันมาฝากในดินแดนต่างมิติของเธอกัน

 

“เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอก หากอามีเงินมากมายขนาดนั้น ทุกคนก็จะต้องมาขอยืมเงินจากอาน่ะสิ และหากอาไม่ให้ แบบนั้นทุกคนก็จะพาลโกรธอาไม่ใช่เหรอ?” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับมองไปที่เธอ

 

“พี่ใหญ่ พี่รอง ในเมื่อตอนนี้ฉันมีทองคำแท่งแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะเอาทองคำแท่งไปแลกเงินที่ตลาดมืดสักแท่งก็แล้วกัน จะได้ใช้เงินก้อนนั้นมาซื้อบ้าน พี่ทั้งสองคนจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนั้นให้กับฉัน!” ฟู่ต้าอันตัดสินใจเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ก่อนจะเตะไปที่ก้นของน้องชายตัวเอง “นายจะทำแบบนั้นได้อย่างไร? อยากถูกเป็นเป้าสายตาหรือไง!”

 

“เอ๋?” ฟู่ต้าอันรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที นี่เขาไม่สามารถเอาทองคำแท่งไปแลกเป็นเงินได้อย่างนั้นหรือ แล้วแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ?

 

“เอาอย่างนี้ดีไหมคะ หนูคิดว่าในวันพรุ่งนี้ จางเหว่ยน่าจะมารับยันต์แคล้วคลาดจากหนูพอดีเลยค่ะ เอาไว้หนูจะถามเรื่องนี้กับเขาตอนที่เขามาถึงก็แล้วกัน หากให้เขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ คงจะไม่มีปัญหาอะไร” ฟู่เยี่ยนลูบไปที่คางของตัวเอง พลางครุ่นคิดถึงคนที่พอจะไว้ใจได้ในเรื่องนี้

 

“เราไว้ใจเขาได้ใช่ไหม?” ฟู่ต้าจวงเองก็อยากจะเอาทองทำแท่งไปแลกเป็นเงินด้วยเช่นกัน

 

“จางเหว่ยเป็นลูกชายของนายกเทศมนตรีจาง ดังนั้นทองคำแค่นี้ เขาคงจะเคยเห็นมันมานักต่อนักแล้วล่ะค่ะ พ่อมีความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมคะ?”

 

“พ่อตาของนายกเทศมนตรีจางเป็นคนตระกูลใหญ่ ก่อนหน้านี้ฉันกับเสี่ยวฮั่วได้ไปส่งเหล้าหมักที่บ้านของพวกเขา ซึ่งในบ้านมีทองคำแท่งอยู่มากมายเลยล่ะ” ฟู่ต้าหย่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้เจอมาให้กับทุกคนฟัง

 

“เอาล่ะเสี่ยวฮั่ว ฉันเองก็อยากจะเอาทองคำแท่งไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสักแท่งด้วยเหมือนกัน” ฟู่ต้าจวงมีเงินออมอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของเขาจะค่อนข้างสูง แต่มันก็เพียงพอแค่สำหรับใช้จ่ายในครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

 

“ได้เลยค่ะ เอาไว้วันพรุ่งนี้หากทุกคนได้พบกับเขา ก็ลองพูดคุยกับเขาดูก่อนดีกว่าคะ จะได้รู้ว่าเขาน่าเชื่อถือหรือเปล่าด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างเป็นกลางและไม่ได้ชี้นำใดๆเลย

 

“ต้าจ้วง แล้วนายจะทำยังไงกับเก้าอี้เหล่านี้กันล่ะ? นายจะเอามันกลับไปด้วยหรือเปล่า” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับมองไปยังเก้าอี้ทั้งสองตัวที่วางอยู่ตรงหน้าของเขา

 

“ฉันคนต้องฝากมันเอาไว้ที่นี่ก่อน ฉันยังคงต้องกลับไปที่กองทัพ ดังนั้นของที่มีขนาดใหญ่แบบนี้คงจะยังเอากลับไปด้วยไม่ได้” ด้วยลักษณะงานของฟู่ต้าจวงนั้นจะต้องได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่

 

“เอาล่ะ หากฉันมีเวลาว่าง จะซ่อมและทาสีมันให้ก็แล้วกัน” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับพยักหน้ารับเบาๆ

 

ส่วนฟู่เซินที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกก็รู้แล้วว่าเขาได้รับทองคำแท่ง2แท่งที่ย่าทิ้งเอาไว้ให้ ดังนั้นเขาจึงดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก และอยากจะเก็บมันเอาไว้เอง แต่ทว่าเขาก็ต้องถูกหวังซู่เหมยดุเข้าเสียก่อน! ยิ่งไปกว่านั้น ฟู่เหมี่ยวเองก็ได้ฝากสมบัติที่เธอได้ทั้งหมดเอาไว้กับแม่ของเธอด้วยเช่นกัน ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้บอกกับทั้งสองไปว่า เธอจะมอบมันให้กับพวกเขาหลังจากที่พวกเขาแต่งงานมีครอบครัว

 

ในตอนนี้ ฟู่เซินรู้สึกไม่พอใจน้องสาวฝาแฝดของเขาเป็นอย่างมาก ทั้งยังแอบก่นด่าเธอในใจอีกด้วย

 

ท้ายที่สุด หวังซู่เหมยก็ได้นำสมบัติทั้งหมดไปฝากเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนอยู่ดี เพราะไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยเท่ากับที่แห่งนั้นอีกแล้ว

 

ส่วนฟู่ต้าอันก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนและพี่ใหญ่ของเขาจัดการเรื่องการแลกเปลี่ยนทองคำแท่งให้ ก่อนจะกล่าวคำลาและปั่นจักรยานจากไปทันที เพราะพรุ่งนี้เขาต้องกลับไปทำงานแล้ว อีกอย่างเขาเองก็ต้องไปดูที่ทางเพื่อจะสร้างบ้านอีกด้วย แต่ตอนนี้เขามีเงินอยู่ในมือแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกกังวลอีกต่อไป

 

เนื่องจากที่ดินแปลงเล็กๆที่เขาได้ดูไปก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ เขาจึงลองไปดูที่ดินผืนใหญ่กว่านั้นอีกหน่อย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ

 

ส่วนเครื่องประดับของลี่ลี่และเฟินเฟินก็ได้ถูกฟู่ต้านีเก็บเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเธอเองก็ตั้งใจที่จะมอบให้ลูกๆตอนที่ทั้งสองคนโตกว่านี้ และฟู่ต้านีเองก็ยังคงยืนกรานว่าเธอจะไม่รับค่าตอบแทนจากพี่ใหญ่ของเธอ ในตอนนี้เธอได้มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายแล้ว ส่วนทองคำแท่งในส่วนของเธอนั้น เธอตั้งใจจะเก็บมันเอาไว้เป็นหลักประกันให้กับลูกสาวทั้งสองคนของเธออีกด้วย

 

ในช่วงเย็น ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน หวังซู่เหมยจึงได้มาคุยกับฟู่ต้าหย่ง โดยเธอลูบไปที่ท้องของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มขยายขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว พร้อมกับพูดออกไปว่า

 

“ที่รัก ตั้งแต่เสี่ยวฮั่วได้เรียนรู้วิธีทำนายดวงชะตา ฉันคิดว่าครอบครัวของเราโชคดีมาโดยตลอดเลยนะ อีกอย่างเจ้าตัวน้อยคนนี้โชคดีมากๆที่มีพี่สาวแบบนี้”

 

“ใช่แล้วล่ะ บางครั้งเสี่ยวฮั่วก็ทำสิ่งต่างๆได้ดีกว่าผมเสียอีก ให้ตายเถอะ ต่อจากนี้ไปเราไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้ว ชีวิตของพวกเราหลังจากนี้จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน! ตอนนี้เหล้าหมักของเราขายดีมาก เราจะต้องร่ำรวยเหมือนแม่ในอดีตและจะส่งต่อมันให้กับลูกหลานสืบไป เรามาช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อคนรุ่นหลังกันเถอะ” ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยความมุ่งมั่น

 

“จริงสิ? หากพ่อของคุณรู้ว่าสิ่งที่เขาตามหามานานหลายปีนี้ถูกซ่อนเอาไว้ใต้จมูกของเขา เขาคงจะโกรธจนแทบกระอักเลือดแน่!” หวังซู่เหมยคิดถึงพ่อสามีที่ไร้ยางอายของเธอ โชคดีที่ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างได้ถูกคลี่คลายไปแล้ว มิเช่นนั้นหากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกๆสามวัน อาจจะเกิดการนองเลือดขึ้นในครอบครัวของเธอก็เป็นได้

 

ซึ่งสิ่งที่หวังซู่เหมยพูดนั้นไม่ได้ผิดเลย ในตอนนี้ฟู่เหล่าชวนก็ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขายังคงสงสัยว่าเสิ่นซู่ฉีนั้นแอบซ่อนทรัพย์สินต่างๆเอาไว้ที่อื่นหรือเปล่า

 

หลังจากที่พยายามคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทั้งวันทั้งคืน ฟู่เหล่าชวนก็ยังคิดอะไรไม่ออกเลย และเขาก็ทำได้เพียงกลับไปทำงานเท่านั้น



ตอนที่ 60 จับตาดู

 

ในวันนี้ หนิวชุ่ยฮวาเองก็ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ระทมเช่นกัน เธอไม่ค่อยพอใจที่เห็นฟู่ต้าหย่งและคนอื่นมาขนเฟอร์นิเจอร์เก่าออกไปจากบ้านเมื่อวานนี้ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

เย็นวานนี้ ฟู่เหล่าชวนได้บอกกับเธอแล้วว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของเสิ่นซู่ฉี! ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าหญิงชราคนนั้นจะรอบคอบขนาดนี้! หญิงชราจงใจให้บ้านหลังนี้เป็นชื่อของตัวเอง และสุดท้ายก็ใช้มันจ่ายคืนเป็นค่าเลี้ยงดูให้ฟู่เหล่าชวน

 

หนิวชุ่ยฮวารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้ หากเป็นแบบนี้ เธอจะทนอยู่กับฟู่เหล่าชวนไปทำไมกัน? เพราะที่เธอตัดสินใจอยู่กับเขาก็เพราะเรื่องเงินเท่านั้น

 

ต่อมา เธอก็ได้ยินฟู่เหล่าชวนพูดขึ้นว่าฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงจะให้เงินกับเขาเดือนละ10หยวนหลังจากที่เขาเกษียณ ซึ่งหากรวมกันแล้วก็จะได้20หยวนต่อเดือน หนิวชุ่ยฮวาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าพวกนั้นที่ถูกย้ายออกไป หนิวชุ่ยฮวาก็ยังคงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะทาสีมันใหม่เพื่อใช้มันเป็นของขวัญวันแต่งงานให้ลูกชาย แต่สุดท้ายความคิดนั้นของเธอก็ต้องถูกดับฝันไป

 

“คุณคะ เฟอร์นิเจอร์พวกนั้นมีเรื่องราวอะไรกับพวกเขาหรือเปล่า? ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าภรรยาเก่าของคุณจะปล่อยให้ลูกๆของเธอไม่มีบ้านอยู่ และให้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์เก่าๆเหล่านั้นกับพวกเขา” หนิวชุ่ยฮวาพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

 

“ฉันเองก็คิดว่าเสิ่นซู่ฉีต้องทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้กับพวกเขาเหมือนกัน แต่ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมพูดอะไรเลย แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่ยอมลงนามในสัญญาเท่านั้น หากไม่ทำแบบนี้ เราจะไม่ได้อะไรเลย แม้แต่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกก็จะหายไปด้วยเช่นกัน!” ฟู่เหล่าชวนพูดพร้อมกับตบไปที่ขอบเตียงอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ

 

“ฉันจะขอให้จู่จื่อกับเพื่อนของเขาอีก2-3คนไปที่บ้านของต้าหย่ง เพื่อเอาสิ่งของที่อยู่ในบ้านของพวกเขากลับมา เราจะทำเรื่องนี้อย่างเงียบๆไม่ให้ใครรู้ คุณคิดว่าอย่างไร?” หนิวชุ่ยฮวายังคงไม่ยอมเลิกรา

 

“อย่าสร้างปัญหาอีกเลย หากถูกจับได้ เธอคิดว่าเด็กพวกนั้นจะไม่คิดว่าฉันเป็นคนยุยงอย่างนั้นเหรอ? อีกอย่าง หากจูจื่อทำแบบนั้นแล้วถูกจับ คิดว่าคำวิงวอนของฉันยังจะใช้ได้ผลอีกหรือเปล่า?” ฟู่เหล่าชวนมีสีหน้าที่วิตกกังวลเล็กน้อย ก่อนจะรีบหยุดความคิดนี้เอาไว้อย่างรวดเร็ว

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาลองไปสังเกตการณ์ดูอย่างเงียบๆก็แล้วกัน จะได้ดูว่าตอนนี้พวกเขามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”

 

หนิวชุ่ยฮวายอมทำตามที่สามีของเธอบอกอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจของเธอกลับไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลย

 

…………………………………………

 

“พ่อ เช้านี้ผมเห็นจู่จื่อมาเดินเพ่นพ่านแถวบ้านของเราอยู่บ่อยๆด้วยล่ะ ทั้งยังมีท่าทางที่ดูเหมือนว่าเขากำลังแอบดูพวกเราอีกด้วย” ขณะที่กำลังทานมื้อเช้าอยู่นั้น ฟู่เซินก็ได้แอบบอกเรื่องนี้กับพ่อของเขา

 

“เขามาแอบสังเกตการณ์พวกเราน่ะสิ คงจะมีใครบางคนกำลังสงสัยเรื่องเฟอร์นิเจอร์เก่าของย่าอยู่แน่” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยันออกมา

 

“ไปกันเถอะ เจ้ารอง พ่อว่าเราไปเดินเล่นหลังมื้อเช้ากันหน่อยดีกว่า ดูสิว่าเขาจะตามพวกเราไปหรือเปล่า?” วันนี้ฟู่ต้าหย่งตั้งใจที่จะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาไม้มาทำถังเหล้าอยู่พอดีเลย

 

“ดีเลยพี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นเราถือโอกาสนี้ไปล่าสัตว์ด้วยเลยดีกว่า ตั้งแต่ที่ฉันกลับมา ยังไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาเลย ชักจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น เพราะตอนที่เขายังเด็กนั้น เขาชอบไปวิ่งเล่นบนภูเขามากๆ

 

“พ่อครับ ผมขอไปด้วยนะครับ!”

 

“อารอง พวกเราเองก็อยากไปด้วยเหมือนกัน!”

 

ทันใดนั้น มือเล็กๆหลายคู่ก็ยกขึ้นมารอบๆโต๊ะอาหารในทันที ซึ่งเป็นลี่ลี่ เฟินเฟิน และเสี่ยวเจี๋ยฟ่างนั่นเองที่ขอไปด้วย

 

“อารอง พวกเราไม่เคยขึ้นไปภูเขามาก่อนเลย ช่วยพาพวกเราไปด้วยได้ไหมคะ!” ก่อนหน้านี้ลี่ลี่และเฟินเฟินนั้นไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นจากพ่อและย่าของพวกเธอเท่าไหร่นัก ส่วนฟู่ต้านีนั้นก็ต้องทำงานบ้านทั้งหมด และที่สำคัญก็คือไม่มีใครสนใจพวกเธอเลยด้วย

 

“ลี่ลี่กับเฟินเฟินก็อยากไปด้วยเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงจึงเลือกที่จะไม่ปฏิเสธพวกเธอ

 

“หนูอยากไปค่ะ!” ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ลี่ลี่และเฟินเฟินปรับตัวได้แล้ว และความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนที่ต่ำต้อยของพวกเธอนั้นก็ค่อยๆหายไปแล้วเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองได้กลับมาเป็นเด็กที่ดูร่าเริงสมวัย ซึ่งจากความอบอุ่นที่พวกเธอได้รับนั้น ทำให้อารมณ์ของพวกเธอพัฒนาไปในทางที่ดีตามลำดับแล้ว

 

“เอาสิ ถ้าพวกเธออยากจะไปก็ไปได้เลย แต่ต้องห้ามอยู่ห่างจากพี่เสี่ยวมู่ พี่เสี่ยวฉุ่ย และพี่เสี่ยวฮั่วอย่างเด็ดขาดเลยนะ” เมื่อเห็นท่าทางที่ดูร่าเริงของหลานสาวตัวน้อยทั้งสอง ฟู่ต้าหย่งจึงพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข

 

เดิมทีฟู่เยี่ยนต้องการที่จะตรวจดูกล่องไม้กฤษณาที่ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่ราชวงค์หมิงอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ในเมื่อพ่อของเธอพูดเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะไปกับพวกเขา ฮึ่ม! จู่จื่อกำลังมองหาบางอย่างอยู่ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เขาเห็นว่าเธอมีสมบัติสักหน่อยก็แล้วกัน

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็คิดถึงกล้วยไม้ที่หลี่ซุ่นลี่ได้มอบให้กับเธอมา ซึ่งตอนนี้เธอได้ใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำการรักษามัน และได้เก็บมันเอาไว้ในดินแดงต่างมิติของเธออีกด้วย ซึ่งฟู่เยี่ยนยังคงหวังว่ามันจะแตกหน่อและขยายพันธุ์ได้ เพราะมันเป็นของที่หายากมาก ดังนั้นเธอจึงอยากจะอนุรักษ์มันเอาไว้ หลังจากที่ช่วยมันสำเร็จ

 

อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ชนิดนี้ยังต้องการสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มากๆอีกด้วย ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของมัน เธอจึงต้องนำดินที่มีใบของต้นสนทับถมอยางหนาแน่นจากบนภูเขามาฆ่าเชื้อด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอเสียก่อน ก่อนที่จะแอบนำดินเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอเพื่อนำมันไปปลูกกล้วยไม้

 

หลังจากที่ทานมื้อเช้าและเตรียมอุปกรณ์กันเสร็จแล้ว ทุกคนก็ได้ออกเดินทางทันที โดยการขึ้นไปบนถูเขาครั้งนี่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ส่วนหวังซู่เหมย ฉือหมิ่น และฟู่ต้านีก็มีสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน โดยวันนี้ถึงเวลาที่พวกเธอต้องทำเหล้าแล้ว

 

ในตอนนี้ทุกคนต่างก็กำลังมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาด้วยความร่าเริง ทว่าฟู่เยี่ยนนั้นกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับสิ่งนี้เลย และวันนี้ก็เป็นวันที่จางเหว่ยจะมารับยันต์แคล้วคลาดจากเธออีกด้วย

 

……………….……………………….

 

อีกด้านหนึ่ง จางเหว่ยได้เตรียมตัวไปที่หมู่บ้านอันผิงตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะที่เขากำลังจะออกไปนั้น นายกเทศมนตรีจางที่กำลังนั่นอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาก็ได้หยุดเขาไว้

 

“ช่วงนี้ลูกกำลังยุ่งกับอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ?” นายกเทศมนตรีจางรู้สึกปวดหัวมากๆ เมื่อเห็นลูกชายของตัวเอง เพราะหลังจากที่จางเหว่ยเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เขาก็ได้เสนอให้จางเหว่ยเข้าทำงานในโรงงานทอผ้า ทว่าจางเหว่ยกลับไม่เต็มใจเข้าทำงานที่นั่น

 

เมื่อเข้าไปทำงานในโรงงานนั้น เขาไม่ได้สนใจที่จะทำงานเลย เขาทำงานไม่จริงจัง เดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิก ทำเอาผู้อำนวยการปานผู้อำนวยการของโรงงานทอผ้าทนไม่ไหว จึงได้สั่งพักงานจางเหว่ยอย่างไม่มีกำหนด และยังไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้กับเขาอีกด้วย ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกไล่ออกในที่สุด!

 

และเมื่อเร็วๆนี้เอง นายกเทศมนตรีจางก็พบว่ามีคนจำนวนมากที่ได้แวะเวียนเข้ามาคุยกับลูกชายของเขาอยู่บ่อยๆ และยังดูมีท่าทางลับๆล่อๆอีกด้วย แต่ที่น่าแปลกใจไปมากกว่านั้นก็คือ แม้แต่รองนายกเทศมนตรีเฉินที่เพิกเฉยต่อเขามาโดยตลอด ตอนนี้เริ่มแสดงท่าทีที่มีน้ำใจต่อเขามากขึ้นแล้ว

 

นายกเทศมนตรีจางไม่ใช่คนโง่ ในทางกลับกันเขาเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบมาก ถึงได้มายืนอยู่จุดนี้ได้ ซึ่งหากสังเกตจากทัศนคติของรองนายกเทศมนตรีเฉินแล้ว นั่นหมายความว่ารองนายกเทศมนตรีเฉินเริ่มยอมรับในตัวเขาแล้วนั่นเอง

 

ซึ่งนี่ถือว่าเป็นข่าวดีเลยก็ว่าได้ ในอนาคตหากต้องทำงานบางอย่างก็จะไม่มีคนมาคอยโต้แย้งเขาแล้ว และนายกเทศมนตรีจางก็เชื่ออีกด้วยว่าลูกชายของเขาเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นมา

 

“พ่อครับ พ่อมีอะไรจะพูดกับผมก็รีบพูดมาดีกว่า ตอนนี้ผมกำลังรีบครับ!” ตอนนี้จางเหว่ยกำลังรีบไปหาฟู่เยี่ยน ซึ่งครั้งนี้มีคนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเลยทีเดียวเพื่อที่จะขอซื้อยันต์แคล้วคลาดจากเขา ดังนั้นเขาจึงอยากจะรีบเอาเงินไปให้เธอและบอกเรื่องนี้กับเธอด้วย

 

“ลูกกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนั้นกันล่ะ? บอกพ่อมาว่าก่อนหน้านี้ลูกได้ทำอะไรหรือเปล่า? ทำไมอยู่ดีๆ รองนายกเทศมนตรีเฉินถึงได้เอาแต่ยกย่องลูกอยู่แบบนั้น ทั้งยังมาคอยทำดีกับพ่ออีก เรามานั่งคุยกันถึงเรื่องนี่หน่อยเถอะ!” นายกเทศมนตรีจางพูดพร้อมกับมองไปยังลูกชายของตัวเองด้วยความโกรธ

 

“พ่อครับ พ่อกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน? พ่อของเฉินหมิงมาที่บ้านของเราด้วยอย่างนั้นเหรอครับ? ก่อนหน้านี้เฉินหมิงได้มาหาผมเพื่อที่จะต่อคิวซื้อยันต์แคล้วคลาด ซึ่งคิวของพวกเขาต้องรอถึงสิ้นปีเลยทีเดียว ผมคิดว่าการที่เขาพยายามเข้าใกล้พ่อ คงจะเป็นเพราะอยากแซงคิวมากกว่า อย่าไปสนใจเขาเลยครับ เพราะผมเองก็มีกฎของในการขายของผมอยู่แล้วเหมือนกัน” จางเหว่ยพูดออกไปสีหน้าที่เหยียดหยาม

 

“อะไรนะ? ยันต์แคล้วคลาด? ลูกทำอะไรกับอาจารย์ฟู่กัน ลูกเป็นพ่อค้าคนกลางอย่างนั้นเหรอ?” นายกเทศมนตรีจางเข้าใจความหมายที่ลูกชายของเขาเพิ่งจะพูดออกมาในทันที แต่เพียงแค่เขาไม่รู้ว่าลูกชายทำไปถึงขั้นไหนแล้วเท่านั้น

 

“ผมสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะครับ? เดิมทีผมได้ขอส่วนแบ่งจากอาจารย์ฟู่20% ซึ่งตอนแรกนั้นอาจารย์ฟู่ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ แต่ต่อมาเมื่ออาจารย์ฟู่เห็นว่าผมขายดี จึงยอมให้ส่วนแบ่ง20%กับผม” จางเหว่ยกอดอกพร้อมกับพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

 

“โอ้?” นายกเทศมนตรีจางรู้ว่าลูกชายของเขาเป็นคนฉลาดมาโดยตลอด แต่ไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์ฟู่จะมองลูกชายของเขาแตกต่างออกไปแบบนี้

 

“เธอยังขายเหล้าให้กับผมด้วยนะครับ เราได้ทำข้อตกลงกันอย่างลับๆแล้ว ซึ่งผมก็ได้เป็นตัวแทนในการขายมันอีกด้วย! อืม มันยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหมล่ะครับ พ่อครับ ผมต้องรีบไปแล้ว มีคนกำลังรอรับยันต์แคล้วคลาดในช่วงบ่ายของวันนี้อยู่” หลังจากที่พูดจบ จางเหว่ยก็รีบวิ่งออกไปด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย

 

“เฮ้...เฮ้ เด็กคนนี้ กลับมาก่อน!” เดิมทีนายกเทศมนตรีจางต้องการที่จะให้คำแนะนำบางอย่างกับจางเหว่ย แต่ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกไปนั้น จางเหว่ยก็ได้วิ่งหนีไปเสียก่อน เขาจึงทำได้เพียงเก็บเรื่องนี้เอาไว้พูดในตอนที่ลูกชายกลับมาเท่านั้น



จบตอน

Comments