magic ep561-570

ตอนที่ 561: แบ่งหุ้นส่วน


เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น อาเล็กก็ได้มารอเธออยู่ที่บ้านแล้ว


ฟู่เยี่ยนจึงได้กล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากที่เธอออกไปข้างนอกมาทั้งวัน ตามเสื้อผ้าของเธอจึงเต็มไปด้วยฝุ่น


ตอนนี้สมาชิกในครอบครัวก็กำลังทยอยกันกลับบ้านมาทีละคน ไม่นานนักภาพครอบครัวใหญ่อันแสนอบอุ่นก็กลับมาอีกครั้ง วันนี้ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินกลับมาเร็วกว่าทุกวัน ส่วนวังจื่อหยวนก็ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยเหตุผลหลักก็คือเขาต้องการที่จะมาเกลี้ยกล่อมฟู่เหมี่ยว


ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากห้อง เธอสวมเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่าย และเห็นว่าตอนนี้ทุกคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน


ฟู่ต้านีกำลังพูดคุยกับฟู่เหมี่ยวเกี่ยวกับเรื่องต่างๆในโรงงาน แม้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม แต่เธอก็ยังคงออกแบบเสื้อต่อ โดยการตั้งครรภ์ครั้งนี้ได้ทำให้เธอนึกถึงเสื้อผ้าเด็กขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงกำลังพูดคุยกับฟู่เหมี่ยวอย่างมีชีวิตชีวา


ไป๋โม่เฉินเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้ทำการจัดเรียงข้อมูลต่างๆร่วมกับอาจารย์ โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาต่างประเทศ และต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ตอนนี้เขากำลังคุยกับฟู่เซินและอาเล็กเกี่ยวกับเรื่องอาคารเก่าที่เขาได้ถ่ายรูปเอาไว้


ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆโดยเธอกำลังมองหาฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยอยู่ ก่อนจะพบว่าแม่ของเธอกำลังทำบะหมี่ ส่วนพ่อของเธอกำลังสับเนื้อเพื่อทำเกี๊ยว เพราะเมื่อตอนเช้าฟู่เหยาบ่นว่าอยากกินเกี๊ยว


ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเป็นคนที่ตามใจลูกๆมาก ไม่ว่าลูกของพวกเขาอยากกินอะไร ทั้งสองก็พร้อมที่จะทำให้ แต่เมื่อตอนเที่ยงพวกเขาไม่ว่าง จึงทำให้กินในมื้อเย็นแทน


ฟู่เยี่ยนจึงได้ถามทั้งสองไปว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างใกล้เสร็จแล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงได้ขอให้ทุกคนมาช่วยกันทำเกี๊ยว


เมื่อเมิ่งอ้ายชวนและเหมี่ยวชานชานมาถึง ทั้งสองก็ต้องพบว่าทุกคนกำลังยุ่งกันอยู่


“คุณลุง คุณป้าครับ วันนี้ทำเกี๊ยวกันอย่างนั้นเหรอครับ เยี่ยมไปเลย ! กินเกี๊ยวคู่กับเหล้าเนี่ย ยิ่งดื่มยิ่งเพลินเลย !” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับชูเหล้าสองขวดในมือของเขาขึ้นมา


“ชวนจื่อ นายมาแล้วเหรอ มาเร็วเข้า เกี๊ยวใกล้จะพร้อมแล้ว มีทั้งไส้เนื้อแกะ ไส้กะหล่ำปลี ไส้หมู และไส้ต้นหอมเลยนะ ป้าจำได้ว่านายชอบกินกับกระเทียมด้วยใช่ไหม” หวังซู่เหมยพูดด้วยความใส่ใจดั่งเช่นทุกที


“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมก็เป็นคนที่โชคดีมากๆแล้วล่ะครับ ชานชาน ไปช่วยทำเกี๊ยวเถอะ เกี๊ยวที่คุณป้าทำยอดเยี่ยมมากเลยนะ” เมิ่งอ้ายชวนพูดแค่สั้นๆ และบรรยากาศในตอนนี้ก็ดูมีชีวิตชีวามาก 


ขณะที่ทุกคนกำลังทำเกี๊ยวอยู่ ฟู่ต้าอันและไป๋โม่เฉินก็ได้เข้าไปช่วยปรุงเกี๊ยวเงียบๆ


เขาไปที่ห้องครัวเพื่อเติมน้ำ ต้องบอกเลยว่าผู้ชายในตระกูลฟู่ทุกคนนั้นเข้าครัวมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว


ดังนั้นฟู่ต้าอันจึงสามารถทำงานในครัวได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่อยู่บ้านกับหลี่โม่ลี่ เขาก็ได้เข้าครัวทำอาหารอยู่บ่อยๆ


การกินเกี๊ยวกับเหล้าดีๆนั้นเป็นอะไรที่เข้ากันมาก และพวกเขาก็ได้พูดถึงเรื่องการซื้อที่ดินอีกครั้ง


เมื่อรู้ว่าพวกเขามีเรื่องบางอย่างที่ต้องคุยกัน ดังนั้นโต๊ะของพวกเขาจึงถูกแยกจากคนอื่น 


“อาเล็ก ได้ถามเรื่องนั้นหรือยังคะ ? ที่ดินผืนนั้นเป็นของใครกัน ?” ฟู่เยี่ยนเป็นคนถามขึ้นมาก่อน


“ฉันได้ถามมาแล้ว ที่นั่นเป็นโรงฆ่าสัตว์ของหน่วยงานท้องถิ่น ต่อมาผู้คนต่างก็พูดกันว่ามีกลิ่นเหม็นออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ย้ายโรงฆ่าสัตว์ออกไป และย้ายไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว”


“ฉันได้เข้าไปดูที่นั่นแล้วล่ะ ที่นั่นมีพื้นที่ประมาณสองหมู่กว่า แต่ฉันยังได้สังเกตเห็นที่ดินแปลงข้างๆอีกสองสามแห่งด้วยนะ”


“คนในสำนักงานบอกกับฉันว่าที่ดินเหล่านั้นไม่ได้เป็นของพวกเขา มันเป็นโกดังของโรงงานทอผ้าของรัฐ ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขา”


“ฉันกำลังคิดว่าจะลองไปถามดูว่าพอจะให้เราเช่าที่นั่น หรือเราสามารถซื้อมันโดยตรงได้หรือไม่ แต่ก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมขายมันให้”


เมื่อฟู่ต้าอันอธิบายเรื่องนี้เสร็จ ไม่มีใครคิดเลยว่าสถานการณ์จะดูซับซ้อนแบบนี้


“อาเล็กครับ ? อากำลังพูดถึงโรงงานสิ่งทอหมายเลขหนึ่งของรัฐอยู่หรือเปล่า” เมิ่งอ้ายชวนถามแทรกขึ้นมาทันที


“ใช่แล้ว พื้นที่ของโกดังแห่งนั้นค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว มันกว้างกว่าโรงฆ่าสัตว์ประมาณสามสี่หมู่ได้ และยังอยู่ติดกับโรงฆ่าสัตว์ ฉันลองไปตรวจดูรอบๆที่นั่นแล้ว และพบว่าหากเรารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกทั้งหมด ที่ดินผืนนั้นจะเป็นที่ดินสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สวยมากๆ อีกทั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบก็ไม่เลวเลย ทั้งยังมีถนนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้เดินทางสะดวกมากอีกด้วย”


“ผมเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ผมจะลองไปถามดู ทุกคนรอข่าวจากผมก็พอ ถ้าเราสามารถซื้อที่ดินผืนนั้นมาได้จริงๆ ก็จะดีมากเลย” เมิ่งอ้ายชวนกล่าว


“ไม่ว่าจะเป็นบริษัทก่อสร้างหรือโรงงานเฟอร์นิเจอร์ก็สามารถย้ายไปที่นั่นได้ แถมยังมีที่ของอาจารย์จูอีกด้วย เราสามารถย้ายส่วนของโรงงานตัดหยกออกมาได้ ถ้าไม่อย่างนั้นด้วยเสียงเครื่องจักรที่ดังเกินไป จะส่งผลเสียต่อการพักฟื้นของเขา”


ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เฒ่าจูเริ่มมีอาการป่วย จึงจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากขึ้น เขาไม่ได้มีอะไรผิดปกติมากนัก เพียงแต่ว่าเสียงที่ดังสนั่นของเครื่องจักรไปรบกวนการพักผ่อนของเขาเท่านั้น


“หรือไม่เราก็ลองไปถามรายละเอียดของสถานที่แห่งนั้นดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกันดีกว่า หากไม่สามารถซื้อที่นั่นได้ก็ทำสัญญาเช่าระยะยาว แบบนั้นก็ถือว่าที่นั่นเป็นที่ของเราเหมือนกัน” 


ฟู่เยี่ยนรู้ดีอยู่ในใจแล้วว่าสถานที่แห่งนั้นจะถูกรื้อถอนในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้า หากซื้อมันในตอนนี้ ในอนาคตมันจะต้องทำกำไรได้อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน


“ฉันเดาว่าที่ดินแถวนั้นน่าจะไม่แพงเท่าไหร่ เราควรเช่าดีกว่าจะซื้อขาดนะ” ฟู่ต้าอันเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันของเขา โดยได้ชี้ให้เห็นว่าการซื้อบ้านนั้นไม่มีขาดทุนอย่างแน่นอน


“ไม่มีปัญหา ! ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ มาเถอะครับ อาเล็ก เรามาดื่มกันสักหน่อยดีกว่า”


หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเฟอร์นิเจอร์โบราณอีกครั้ง และฟู่ต้าอันก็รู้ว่าเมิ่งอ้ายชวนอยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเขาด้วย


การขายในอนาคตนั้นยังต้องอาศัยของฟู่เยี่ยน หรือไม่ก็ต้องเปิดร้านของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ก็ยังคงต้องขายที่ย่านโรงงานหลิวหลี่อยู่ดี เพราะที่นั่นมีคนซื้อเฟอร์นิเจอร์โบราณมากที่สุด


“เสี่ยวฮั่ว สิ่งที่ฉันคิดเอาไว้ก็คือเราจำเป็นต้องแบ่งหุ้นส่วนให้กับทุกคน โดยเงินทุนที่ทุกคนให้มาจะเป็นเงินทุนเริ่มต้น” ฟู่ต้าอันพูดอย่างชัดเจน ซึ่งเขาได้เคยชินกับเรื่องนี้แล้ว เพราะหลานสาวของเขาก็มักจะใช้วิธีนี้เช่นกัน


“ชวนจื่อ นายมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เราควรแบ่งหุ้นส่วนกันอย่างไรดี ?” ไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องโรงงานเฟอร์นิเจอร์มากนัก ตราบใดที่ฟู่เยี่ยนยังมีหุ้นส่วนกับที่นี่ เขาก็ต้องเคารพความคิดเห็นของชวนจื่อและอาเล็กด้วย


“ความคิดเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์โบราณของฉันก็คือ ส่วนหนึ่งคือการผลิต อีกส่วนหนึ่งคือการขาย อาเล็กคุ้นเคยกับส่วนการผลิตเป็นอย่างดี ดังนั้นในส่วนนี้จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของอาเล็ก”


“ส่วนฟู่เยี่ยนกับฉันจะรับผิดชอบเรื่องขายมันเอง นับจากนี้เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ผลิตออกมาจะถูกขายให้กับเรา ที่ย่านโรงงานหลิวหลี่ไม่มีอะไรที่ขายไม่ออกแน่นอน”


เมิ่งอ้ายชวนรู้ดีว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของฟู่ต้าอันจะต้องทำเงินได้อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เรื่องนี้ ในอนาคตตลาดเฟอร์นิเจอร์โบราณจะต้องเปิดกว้าง และจะนำกระแสของลูกค้ามาที่ร้านขายวัตถุโบราณของพวกเขาด้วย ดังนั้นนี่จึงถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย


เขาเลยไม่ได้สนใจจำนวนหุ้นเท่าไหร่นัก แม้จะมีหุ้นน้อย แต่เขาก็ยังได้รับเงินปันผลในอนาคตอยู่ดี การทำแบบนี้เป็นการบ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนนอกสำหรับทุกคนที่นี่


“เอาล่ะพี่ชวนจื่อ จากนี้ไปอาเล็กจะเป็นคนดูแลโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เราไม่สามารถเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้ และการลงทุนในตอนแรกนั้นจะถูกนับเป็นหุ้นทั้งหมด ให้อาเล็กรับหุ้นไป60% ส่วนที่เหลือนั้น ฉันกับพี่ชวนจื่อจะแบ่งกัน แบบนี้ดีหรือเปล่า ?”


ฟู่เยี่ยนเสนออัตราส่วนนี้ เพราะเธอกลัวว่าอาของเธอจะไม่สามารถนำเงินมากมายขนาดนั้นมาลงทุนได้ ส่วนในอนาคต หากเขามีเงินแล้วก็สามารถซื้อหุ้นคืนได้


“ไม่มีปัญหา ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หากทุกคนลงทุนเยอะเกินไป ฉันอาจจะหาเงินมากมายขนาดนั้นไม่ได้ ฉันคงต้องขายทุกอย่างและลงเงินเก็บทั้งหมดแน่ๆ”


ฟู่ต้าอันพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เขากลัวว่าเสี่ยวฮั่วจะลงทุนแทนเขามาโดยตลอด ดังนั้นการกระจายหุ้นแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว


“พอเถอะค่ะอาเล็ก อาเล็กมาตั้งโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในเมืองหลวงแล้ว ยังจะกลัวว่าจะทำเงินไม่ได้อีกเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่เชื่อสิ่งที่ฟู่ต้าอันพูดเลย


ตอนที่ 562: ความไม่เข้าใจกันระหว่างสามีภรรยา


“เธอคิดว่าจะสามารถหาเงินจากการทำเฟอร์นิเจอร์ได้มากแค่ไหนกัน การทำโซฟาหนึ่งตัวนั้นประกอบด้วยสปริงและฟองน้ำอีกสองสามชิ้น แค่สามเดือนหลังจากที่วางขาย ก็มีของลอกเลียนแบบในตลาดแล้ว อาจะทำเงินได้ก็แค่ช่วงแรกๆเท่านั้นแหละ”


ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา เด็กคนนี้คิดว่าเธอกำลังจะสร้างโซฟาทองคำอยู่หรือ?


“อาเล็ก หากอามีปัญหาเรื่องเงินทุน อาก็มายืมเงินหนูก่อนก็ได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าอาเล็กมักจะพูดความจริงเสมอ


ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้หยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาเพื่อร่างข้อตกลง นี่คือการประชุมครั้งแรกของผู้ถือหุ้นโรงงานเฟอร์นิเจอร์โบราณ


ฟู่ต้าอันรู้สึกมีความสุขมาก และดื่มร่วมกับพวกเขาไปหลายแก้ว ในที่สุดเรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุปร่วมกัน หากไม่หารือกัน เขาคงจะเป็นกังวลอยู่คนเดียวแน่นอน


โดยการซื้อที่ดินนั้นได้มีการตกลงกันเอาไว้ว่าจะแบ่งตามหุ้น ฟู่เยี่ยนยังได้บอกกับเขาอีกว่าหากเขาหาเงินไม่ทัน เธอจะให้เขายืมเงินก่อน


หลังจากที่คุยกันเสร็จ เขาก็เดินกลับบ้านแทบจะไม่ตรงเพราะดื่มไปหลายแก้ว ตอนนี้หลี่โม่ลี่กำลังเตรียมแผนการสอนอยู่ที่บ้าน


“นี่คุณไปดื่มที่ไหนมา ? คุณไม่ได้ไปบ้านพี่ใหญ่มาหรอกเหรอ ?” หลี่โมลี่รีบเข้าไปประคองเขามานั่งที่โซฟา


“ผมไปบ้านพี่ใหญ่มาจริงๆ และได้ดื่มหลังจากที่หารือเรื่องโรงงานนิดหน่อย ทำไมคืนนี้คุณไม่ไปกินมื้อค่ำกับพวกเราล่ะ พี่สะใภ้ทำเกี๊ยวด้วยนะ ผมจะเอามันไปใส่ชามให้กับคุณเอง หากกินพรุ่งนี้เช้ามันคงจะเย็นหมดแน่ๆ”


ฟู่ต้าอันเมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีสติอยู่


“พอดีวันนี้มีผู้ปกครองของนักเรียนคนหนึ่งมาพบฉัน ก็เลยต้องกลับช้า ฉันเลยไม่ได้ตามไป คุณไปล้างหน้าสักหน่อยไหม ดูสิ กลิ่นเหล้าหึ่งเลย” หลี่โมลี่ปิดจมูกด้วยความรังเกียจ เพราะกลิ่นเหล้าจากตัวของฟู่ต้าอันนั้นแรงเกินไป


“อืม ถ้าอย่างนั้นผมขอไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน คุณไปเตรียมแผนการสอนของคุณต่อเถอะ” ฟู่ต้าอันรู้ตัวแล้วว่ากลิ่นเหล้าบนตัวเขานั้นแรงจริงๆ จึงได้ขอตัวไปอาบน้ำก่อนเพราะว่าหลี่โม่ลี่จะถูกรมควันนั้นเอง


เขาถอดเสื้อคลุมออก ก่อนจะวางมันเอาไว้บนโซฟา จึงทำให้กระดาษที่ไป๋โม่เฉินเขียนหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา หลี่โม่ลี่จึงได้หยิบมันขึ้นมาอ่าน ก็เลยรู้ว่ามันเป็นข้อตกลงในการตั้งโรงงาน


ตอนนั้นเธอยังไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่เข้าไปที่เดิม และนั่งลงพร้อมกับเริ่มเตรียมแผนการสอนอีกครั้ง แต่ก็ยังคาใจกับเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้นอยู่


ไม่นานนัก ฟู่ต้าอันก็ได้อาบน้ำเสร็จและเดินออกมา ตอนนี้อากาศยังคงหนาวมาก ดังนั้นเขาจึงรีบอาบน้ำเร็วเป็นพิเศษ


ฟู่ต้าอันหยิบเสื้อคลุมของเขาขึ้นมาเพื่อที่จะเอามันไปแขวนไว้บนไม้แขวนเสื้อ และทันทีที่เขาหยิบมัน ข้อตกลงก็ได้หล่นลงมาอีกครั้ง แต่ฟู่ต้าอันก็ไม่ได้สนใจ เขาหยิบข้อตกลงขึ้นมาและวางมันลงบนโต๊ะของหลี่โม่ลี่


“ที่รัก คุณช่วยเก็บมันเอาไว้ด้วยนะ นี่คือข้อตกลงหุ้นส่วนของโรงงาน ผมกลัวว่าจะทำมันหายโดยไม่ตั้งใจ”


หลี่โม่ลี่แสร้งทำเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอเปิดมันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง และหลังจากที่อ่านได้ประมาณสิบบรรทัด ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป


“ทำไมถึงได้มีชื่อคนนอกอยู่ด้วยล่ะ ? คุณไม่ได้มีเสี่ยวฮั่วเป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวหรอกเหรอ ?” หลี่โมลี่เอ่ยถามออกไป


เธอกำลังคิดว่าหากมีคนนอกเป็นหุ้นส่วนด้วย ต้าอันจะสามารถไว้ใจคนๆนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ? ด้วยความที่เสี่ยวฮั่วเป็นหลานสาวของเขา ในอนาคตเรื่องส่วนแบ่งจึงไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับบุคคลภายนอก นี่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ก็ได้


“โอ้ คุณหมายถึงชวนจื่อเหรอ เนื่องจากเสี่ยวฮั่วไม่ค่อยมีเวลา และเสี่ยวไป๋ก็ยุ่งมากเช่นกัน ดังนั้นชวนจื่อจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลความสะดวกต่างๆในโรงงานแทน หากคุณไม่แบ่งส่วนให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาจะมาดูแลธุรกิจให้กับเราฟรีๆได้อย่างไร ?”


ฟู่ต้าอันยังคงไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงในคำพูดของภรรยา


“แต่คุณไม่ได้พูดตั้งแต่แรกหรอกเหรอว่าหุ้นส่วนของเราจะมีเพียงแค่เสี่ยวฮั่วเท่านั้น ? ตอนนี้เราถือหุ้นเพียงแค่60% ในอนาคตอาจจะมีอะไรผิดพลาดก็ได้ไม่ใช่หรือไง ?”


หลังจากที่หลี่โม่ลี่พูดจบ เธอก็ได้มองไปที่ฟู่ต้าอัน ก่อนจะเห็นเขากำลังมองมาที่เธอด้วยความสับสน


“มีอะไรผิดพลาดไปอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นกันล่ะ ?”


“ก็หมายถึงว่าในอนาคตเราไม่ต้องแบ่งเงินจำนวนมากให้กับคนอื่นหรือไง ?” หลี่โมลี่ยังคงไม่พูดออกมาตามตรง


“ภรรยาที่ซื่อบื้อของผม คุณคิดว่าทุกคนเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตอย่างนั้นเหรอ? คุณกำลังคิดว่าหุ้น20% ของชวนจื่อเป็นเงินที่เราต้องจ่ายให้กับเขาฟรีๆสินะ ไม่เลย นับจากนี้เป็นต้นไป ผมจะรับผิดชอบเรื่องการผลิตในโรงงาน ส่วนเขาจะรับผิดชอบเรื่องการขาย หากไม่มีเขา ผมจะเอาเฟอร์นิเจอร์ไปขายที่ไหนกันล่ะ!”


“นอกจากนี้ ชวนจื่อยังเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เขาสามารถพูดโน้มน้าวใจผู้คนได้ ผมคิดว่าหุ้น20%นั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ หากนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเสนอ ผมจะให้หุ้นกับเขา30%เลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้การที่เราเป็นผู้ถือหุ้นมากกว่าคนอื่น นั่นก็ยังหมายความว่าเงินลงทุนเริ่มต้นของเราก็ต้องเยอะกว่าคนอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้เราไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น”


ตอนนี้ฟู่ต้าอันได้สร่างเมาลงไปบ้างแล้ว เขามองไปยังหลี่โม่ลี่ที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับทบทวนในสิ่งที่เธอพูด มีใครเป่าหูเรื่องนี้กับเธอ ? หรือว่าเธอคิดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองกัน ?


หากนี่เป็นความคิดของภรรยาเขาเอง นั่นก็แสดงว่าภรรยาของเขาเริ่มมีเล่ห์เหลี่ยมแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาควรจะดีใจ แต่ถ้าเป็นคนอื่นสอนมา นั่นก็คงจะหนีไม่พ้นแม่ยายของเขาแน่นอน


ฟู่ต้าอันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ทำไมเขาถึงไม่สามารถหลบหนีจากเรื่องนี้ได้เลย แม้ว่าเขาจะย้ายมาอยู่ถึงเมืองหลวงแล้วก็ตาม ตอนนี้เขายังคงมองไปที่หลี่โม่ลี่เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของเธอ


“ฉัน... แค่กลัวว่าคุณจะถูกโกงไม่ได้เลยเหรอ ? นอกจากนี้ การทำธุรกิจที่ต้องมีผู้ถือหุ้นหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กับเสี่ยวฮั่วนั้นฉันไม่ได้เป็นห่วงหรอก แต่หากคุณต้องการซื้อหุ้นคืนในอนาคต การมีคนนอกเข้ามาร่วมธุรกิจคงไม่ง่ายที่จะพูดถึงเรื่องนี้ คุณไม่กลัวว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อคุณในอนาคตเลยเหรอ ?”


หากแม่ยายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คำพูดของหลี่โม่ลี่คงจะไม่มีอะไรดูผิดปกติเลย และทุกสิ่งที่เธอพูดก็เพื่อประโยชน์ของฟู่ต้าอันทั้งนั้น


“ที่รัก ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเลยว่าคุณฉลาดขนาดนี้ ถึงขั้นเข้าใจเรื่องการทำธุรกิจได้ด้วยเหรอ ? ส่วนเรื่องหุ้นนั่น ผมเองยังรู้แค่ครึ่งเดียวเลย !” 


ฟู่ต้าอันพูดออกไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งหลี่โม่ลี่ก็รู้จักสามีของเธอดี เธอรู้ว่าฟู่ต้าอันเองก็รู้สึกไม่สบายใจและไม่มีความสุขแม้แต่น้อย ซึ่งเธอเองก็รู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้เช่นกัน


“คุณกำลังจะเปิดโรงงานและเริ่มต้นธุรกิจใหญ่ แต่หากมันไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง ? จากนี้ไปคุณก็ดูแลเรื่องธุรกิจของคุณไปเถอะ ฉันเองก็จะตั้งใจทำงานของฉันเหมือนกัน เราอย่ามาพูดถึงเรื่องนี้กันอีกเลย”


หลี่โมลี่ยังมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่เหมือนกัน เธอไม่ได้พูดออกไปว่าคำพูดเหล่านี้มาจากแม่ของเธอทั้งนั้น


“โม่ลี่ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้ดี และพวกเขาก็จะไม่หักหลังผมอย่างแน่นอน แล้วทำไมผมถึงต้องอยากได้หุ้นของเสี่ยวฮั่วคืนด้วยล่ะ ? เสี่ยวฮั่วสมควรได้รับสิ่งนี้ เพราะในช่วงแรก เธอลงทุนลงแรงกับเรื่องนี้ไปเยอะมากๆ”


“แต่ถึงแม้จะไม่มีเรื่องนั้น เสี่ยวฮั่วก็ยังคงเป็นหลานสาวของผมอยู่ดี เธอช่วยผมในทุกๆครั้งที่เจอปัญหา หากต้องมอบหุ้นให้กับเธอฟรีๆ ผมก็เต็มใจจะทำ !”


ฟู่ต้าอันไม่ได้พูดออกไปตามตรง แต่ทุกคำพูดของเขาล้วนแทงใจดำของหลี่โม่ลี่เข้าอย่างจัง


“คุณกำลังหมายความว่าอย่างไร ? ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้นี้ก็เพราะอยากจะเตือนให้คุณระวัง กลับกลายเป็นฉันเองที่ผิดอย่างนั้นเหรอ ?” หลี่โมลี่รู้สึกเสียใจมาก และคิดว่าสิ่งที่แม่ของเธอเคยพูดนั้นสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ยังไม่ทันเปิดโรงงาน เขาก็เริ่มมาบ่นว่าเธอเข้าไปยุ่งย่ามกับเขามากเกินไปแล้ว


หากเขากลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ขึ้นมา มันจะไม่ยิ่งกว่านี้หรือไง ?


“ผมเข้าใจถึงความตั้งใจของคุณดี แต่ผมก็บอกกับคุณไปหลายครั้งแล้วว่าเสี่ยวฮั่วไม่ใช่คนนอก เธอเป็นหลานสาวของผม และผมก็รู้สึกว่าเธอไม่ต่างอะไรกับลูกสาวของผมอีกด้วย ! แต่ถึงผมจะรู้สึกแบบนั้นก็ยังต้องชำระบัญชีให้ชัดเจน ผมจะไม่รับเงินของคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผล มันดูไม่ดีเลยหากต้องใช้เงินของคนอื่นเพื่อหาประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะไม่มีใครหาเงินได้จากอากาศหรอกนะ !”


หลังจากที่ฟู่ต้าอันพูดจบ ความง่วงหลังจากที่ดื่มเหล้าก็ได้เข้ามาครอบงำเขา ดังนั้นเขาจึงได้เข้านอนโดยไม่สนใจหลี่โม่ลี่อีก


เมื่อเห็นฟู่ต้าอันหลับไปแล้ว หลี่โม่ลี่ก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย คำพูดตักเตือนของเธอไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเขาเลย แม้ว่าเสี่ยวฮั่วจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่เสี่ยวฮั่วก็ยังคงเป็นลูกสาวของพี่ใหญ่ และอีกไม่นานเสี่ยวฮั่วก็กำลังจะแต่งงานแล้ว ทั้งยังมีตระกูลไป๋คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกด้วย


หลี่โมลี่คิดถึงคำพูดของแม่แล้วตัดสินใจว่าจะไปที่บ้านฟู่ต้าหย่งในวันพรุ่งนี้ เพื่อพูดคุยกับฟู่เยี่ยน


ตอนที่ 563: เรื่องน่าอึดอัดใจ


วันต่อมา ทันทีที่เลิกงาน หลี่โม่ลี่ก็ได้ปั่นจักรยานตรงไปที่บ้านตระกูลฟู่ ซึ่งในตอนเช้าเธอได้ออกไปโรงเรียนตั้งแต่ที่ฟู่ต้าอันยังไม่ตื่น และในตอนกลางวันหลี่โม่ลี่ก็ไม่ได้กลับไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านอีกด้วย เธอเลือกที่จะกินมื้อเที่ยงที่โรงเรียนแทน


ฟู่ต้าอันจึงไม่เลยรู้ว่าเธอมาบ้านพี่ใหญ่ของเขา เมื่อหลี่โม่ลี่เข้าไปข้างใน ก็บังเอิญที่ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนกำลังลองชุดแต่งงานอยู่พอดี


“อาสะใภ้เล็กเองเหรอคะ ? มาได้ทันเวลาพอดีเลยค่ะ ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมคะว่าชุดนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ในวันแต่งงาน หนูควรสวมชุดกี่เพ้าหรือชุดนี้ดี ?”


ชุดนี้ถูกออกแบบขึ้นโดยอาหญิงของพวกเธอ ซึ่งเธอและเสี่ยวฮั่วต่างก็มีมันคนละหนึ่งชุด โดยทั้งสองชุดเป็นชุดสีแดงสด แต่จะมีการออกแบบที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย


ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นท่าทางของหลี่โม่ลี่แล้ว และรู้ว่าจะต้องมีบางอย่างผิดปกติไปอย่างแน่นอน แต่หลี่โม่ลี่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ดังนั้นเธอจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้


ฟู่เยี่ยนยังคงถือชุดกี่เพ้าและทาบมันลงไปบนตัวของฟู่เหมี่ยว ซึ่งผ้าที่ใช้ตัดชุดกี่เพ้านี้เป็นของฝากจากทวดของพวกเธอ แม้ว่ามันจะเป็นสีแดง แต่ก็ไม่ได้ดูฉูดฉาดจนเกินไป และเมื่อนำมันมาตัดเป็นชุดกี่เพ้าก็ยังดูดีมากอีกด้วย


และที่สำคัญ มันถูกตัดเย็บโดยช่างเย็บผ้าที่มีฝีมืออยู่ในระดับปรมาจารย์ ดังนั้นจึงดูพอดีตัวเป็นพิเศษ


“พี่ พี่จะสวมมันทั้งสองชุดเลยก็ได้นะ ตอนเช้าชุดนึง ตอนพิธียกน้ำชาก็ค่อยเปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่ง แบบนี้พี่ก็จะได้สวมมันทั้งสองชุดเลย” ซึ่งงานแต่งงานในยุคที่เธอจากมานั้นล้วนทำอย่างที่เธอบอกทั้งนั้น แต่งานแต่งงานในยุคนี้ไม่สามารถสวมชุดสีขาวได้ ต้องเป็นชุดสีแดงทั้งตัวเท่านั้น


“เสี่ยวฮั่ว เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ หากฉันมัวแต่เลือกอยู่แบบนี้ ต่อให้ใช้เวลาไปครึ่งวันก็คงจะยังเลือกไม่ได้แน่ๆ” จากนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ได้เชิญให้หลี่โม่ลี่นั่งลงอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องกับเสี่ยวฮั่ว


“นี่ๆ เธอเห็นสีหน้าของอาสะใภ้เล็กหรือเปล่า ฉันว่าจะต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลย” ฟู่เหมี่ยวเองก็สังเกตเห็นถึงสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีนักของหลี่โม่ลี่เช่นกัน


“อืม ฉันเห็นแล้ว เธอน่าจะทะเลาะกับอาเล็กมาแน่ๆ อย่ากังวลไปเลย มันไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี ปลาตุ๋นดีหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก และรู้ว่าที่หลี่โม่ลี่มาที่นี่ก็เพื่อมาพบเธออีกด้วย


“เอาล่ะ เรารีบเก็บชุดแล้วไปตกปลากันดีกว่า วันนี้เธอช่วยทำปลาผัดรสเผ็ดให้ฉันกินหน่อยได้ไหม ? ฉันชอบปลารสเผ็ดที่เธอทำมากๆเลย” ฟู่เหมี่ยวจงใจที่จะให้ฟู่เยี่ยนทำปลาผัดรสเผ็ดเพราะเธอรู้ว่าหลี่โม่ลี่ไม่ชอบกินเผ็ด


ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา พี่สาวของเธอเองก็สังเกตเห็นเรื่องนี้เหมือนกันสินะ สิ่งที่ตระกูลหลี่ทำนั้นได้ทิ้งหนามอันแหลมคมเอาไว้ในใจของทุกคน ซึ่งมันได้ทิ่มแทงหัวใจของพวกเขาตลอดมา


“ได้สิ ฉันจะทำตามที่พี่ขอ” สองพี่น้องยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ และหลังจากที่เก็บชุดเสร็จ ทั้งสองก็ตรงไปที่สวนหลังบ้านทันที


ตอนนี้หลี่โม่ลี่กำลังนั่งอยู่ในห้องโถงด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวาย จึงทำให้หวังซู่เหมยที่กำลังเย็บเสื้อให้กับฟู่เหยาอยู่ข้างๆนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไป


“โม่ลี่ วันนี้เธอตั้งใจมาทำอะไรที่นี่เหรอ ? ทำไมเธอถึงได้ดูร้อนรนใจแบบนั้นกันล่ะ ? เธอดูไม่ค่อยดีเลย ทะเลาะกับต้าอันมาหรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยอยากจะแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่เธอก็ไม่เห็นว่าหลี่โม่ลี่จะพูดออกมาสักที


ทันใดนั้นเอง หลี่โม่ลี่ก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการมาหาเสี่ยวฮั่วเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหุ้นส่วนของโรงงานเฟอร์นิเจอร์นั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เธอจึงยิ้มและบอกไปว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายเล็กน้อย จึงอยากจะมาให้เสี่ยวฮั่วตรวจชีพจรสักหน่อย


“พี่สะใภ้ใหญ่ เมื่อฉันตื่นมาในตอนเช้า ฉันรู้สึกแน่นหน้าท้องมากเลยล่ะ จึงอยากให้เสี่ยวฮั่วช่วยตรวจดูหน่อยว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยก็ได้มองไปที่ใบหน้าของน้องสะใภ้ พลางคิดกับตัวเองว่าน้องสะใภ้ของเธอกำลังท้องหรือเปล่า ?


“อาการเป็นอย่างไรบ้าง ? ลองบอกฉันมาหน่อยได้ไหม ?”


“ตอนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ และหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังรู้สึกเศร้าทั้งวันอีกด้วย”


หลี่โม่ลี่อธิบายความรู้สึกของเธอออกมาตามความจริง เมื่อหวังซู่เหมยได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่อาการของการตั้งครรภ์ในระยะแรกหรือ ?


ซึ่งในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่หลี่โม่ลี่อธิบายก็คือความรู้สึกเสียใจมากๆ หลังจากที่ทะเลาะกับฟู่ต้าอันต่างหาก


“นั่งลงก่อเถอะ อย่าเพิ่งกังวลไปเลย เธอจำได้หรือเปล่าว่าประจำเดือนในเดือนที่แล้วของเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” หวังซู่เหมยถามขึ้นมาอีกครั้ง


เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลี่โม่ลี่ดูจะรู้สึกตกใจเล็กน้อย ช่วงนี้อารมณ์ของตัวเองแปรปรวนอยู่บ่อยๆ จะเป็นไปได้ไหมว่าเธอตั้งท้องแล้ว ? แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที เพราะถ้าตัวเธอตั้งท้อง ฟู่ต้าอันก็ยังมาทะเลาะกับเธออีก ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนชีวิตจะไปต่อไม่ได้แล้ว


“เฮ้อ เธอร้องไห้ทำไม ? แค่ให้เสี่ยวฮั่วมาตรวจชีพจรของเธอดู เราก็จะรู้แล้วว่าเธอเป็นอะไร มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย และผู้หญิงทุกคนก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับเรื่องนี้อยู่แล้ว”


เมื่อเห็นคนกำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้า มือของของหวังซู่เหมยก็รู้สึกชาไปหมด ในชีวิตนี้เธอกลัวความรู้สึกแบบนี้มากที่สุดแล้ว


แม้ว่าหวังซู่เหมยจะมีท่าทีที่ดูเป็นคนขี้บ่น แต่เธอกลับไม่รู้วิธีพูดปลอบใจผู้อื่นตอนร้องไห้เลย และเธอก็ไม่รู้ว่าน้องสะใภ้ของเธอร้องไห้ทำไมอีกด้วย


“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันไม่เป็นไร แค่ได้ร้องไห้ออกมาสักพักก็คงจะรู้สึกดีขึ้นเอง” หลังจากที่ได้ร้องไห้ออกมา อารมณ์หดหู่ของเธอก็ได้หายไปบ้างแล้ว และหัวใจของเธอก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนก่อนหน้านี่อีกต่อไป


ขณะที่สองพี่น้องกำลังจับปลาด้วยกันอย่างมีความสุขนั้น หวังซู่เหมยก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนช่วยมาตรวจชีพจรของหลี่โม่ลี่


“เสี่ยวฮั่ว ลูกลองมาตรวจชีพจรของอาสะใภ้เล็กดูหน่อยสิ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอหรือเปล่า” หวังซู่เหมยไม่ได้พูดถึงเรื่องการตั้งครรภ์แต่อย่างใด


ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมอาสะใภ้เล็กถึงอยากให้เธอตรวจชีพจรให้กันล่ะ ? เธอไม่เข้าใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก มียารักษาสำหรับรักษาสิ่งนี้ด้วยหรือ ? แต่เธอก็ยังคงเชื่อฟังแม่ของเธอ และตรวจชีพจรของหลี่โม่ลี่อย่างเชื่อฟัง


“เสี่ยวฮั่ว... เป็นอย่างไรบ้าง ?” หลี่โม่ลี่มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างมีความหวัง


“ไม่มีอะไรผิดปกติเลยค่ะ ช่วยนี้อาสะใภ้แค่เครียดเกินไปเท่านั้น จึงส่งผลเกี่ยวกับตับเล็กน้อย หากกลับไปถึงบ้าน ให้ชงชากุหลาบดื่มนะคะ อายังเก็บชาที่หนูให้ครั้งล่าสุดเอาไว้อยู่หรือเปล่า หากหมดแล้วหนูจะไปเอามันมาให้เพิ่ม” หลังจากที่ตรวจดูชีพจรของหลี่โม่ลี่ ฟู่เยี่ยนไม่พบความผิดปกติใดๆเลย มันเป็นเพียงแค่ความตื่นตระหนกเท่านั้น


“เสี่ยวฮั่ว ฉันไม่ได้ท้องใช่ไหม ? แต่เดือนนี้ประจำเดือนของฉันยังไม่มาเลยนะ”


“อาสะใภ้เล็กคะ ตับของอามีอาการล้าสะสม จึงส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ วิธีการรักษาก็คือดื่มชากุหลาบแล้วพักผ่อนให้มากๆค่ะ จากนั้นประจำเดือนก็จะมาตามปกติเอง ไม่มีอะไรร้ายแรงเลย อย่าลืมบอกอาเล็กให้ซื้อเนื้อหรือตีนเป็ดตุ๋น ไม่ก็ของที่ช่วยบำรุงให้อากินด้วยนะคะ”


ฟู่เยี่ยนรู้ว่าอาสะใภ้เล็กของเธอชอบกินตีนเป็ดตุ๋น ซึ่งเมื่ออาสะใภ้มีความสุข ปัญหาทั้งหมดก็จะหายไปเอง


หลี่โม่ลี่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย วันนี้เธอไม่ได้กินข้าวเลยด้วยซ้ำ จากนั้นเธอก็ได้ปั่นจักรยานกลับไปที่โรงเรียน โดยบอกกับทุกคนว่าเธอยังต้องกลับไปสอนเด็กๆต่อ และไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องหุ้นของโรงงานเลย


แต่สิ่งนี้ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของฟู่เยี่ยนไปได้ บางทีเมื่อคืนอาเล็กอาจจะคุยเรื่องหุ้นส่วนโรงงานกับอาสะใภ้เล็กก็เป็นได้ วันนี้อาสะใภ้เล็กจึงได้ดูอึดอัดแบบนี้ ! ความคิดของมนุษย์นั้นเป็นอะไรที่เข้าถึงยากมากจริงๆ มีอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ ?


ฟู่เยี่ยนไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก อย่างไรก็ตามหลี่โม่ลี่รู้สึกว่าฟู่เยี่ยนได้สังเกตเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเธอแล้ว เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย ทำไมเธอถึงได้หมกมุ่นอยู่กับมันจนต้องมาหาฟู่เยี่ยนและทำตัวงี่เง่าแบบนี้ด้วยนะ


หลังจากที่ทะเลาะกันเมื่อคืนนี้ แม้ว่าฟู่ต้าอันจะเมาเล็กน้อยก็ตาม แต่เขาก็ยังจำเรื่องราวทั้งหมดได้ และเขาเองก็รู้สึกแย่กับเรื่องนี้มากเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เขาจึงกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ทั้งยังซื้อผักเพื่อมาทำอาหารจานโปรดให้กับหลี่โม่ลี่อีกด้วย


ทันทีที่หลี่โม่ลี่กลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่าฟู่ต้าอันได้ทำอาหารมื้อเย็นรอเธอแล้ว โดยมีทั้งถั่วเหลืองและตีนเป็ดตุ๋นด้วย


เมื่อเธอเห็นจานอาหารตรงหน้า เธอก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก นี่เป็นสิ่งที่ฟู่เยี่ยนแนะนำหรือ ?


เมื่อตอนนี้เธอยังคงรู้สึกไม่สบายอยู่ ดังนั้นเธอจึงกินอะไรไม่ค่อยลง ส่วนฟู่ต้าอันก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เขาคิดว่าหลังจากที่กินมื้อค่ำเสร็จ ความตึงเครียดระหว่างพวกเขาก็คงจะดีขึ้นเอง ทว่าหลี่โม่ลี่กลับวางตะเกียบลงหลังจากกินไปได้เพียงแค่ไม่กี่คำ


ในใจฟู่ต้าอันรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน: ทำไมเธอถึงขี้ระแวงขนาดนี้ล่ะ ? ฉันอุตส่าห์ไม่ไปเอาความกับเธอ ทำกับข้าวเสร็จก็รอเธอกลับบ้าน แต่เธอกลับกินไปแค่สามคำก็ไม่กินแล้ว ยังจะมาชักสีหน้าใส่ฉันอีก นี่มันทำให้เธอเคยชินกับพฤติกรรมแบบนี้ ! งั้นแบบนี้ฉันก็ไม่ต้องตามใจแล้ว !


เมื่อคิดได้เช่นนี้ รอยร้าวระหว่างทั้งคู่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม กว่าฟู่ต้าหย่งและคนอื่นจะรู้เรื่องนี้ เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเองและไม่ได้เจอหรือพูดคุยกันเลย


หลี่โม่ลี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ได้ผ่านไปแล้ว ส่วนฟู่ต้าอันเองก็มีงานให้ต้องคิดมากมายจนเขาไม่มีเวลาว่างเลย เมื่อกลับมาถึงบ้าน หากมีเวลาว่าเขาก็เอาแต่อ่านหนังสือ โดยที่ไม่ได้คุยอะไรกับเธอ จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาดูห่างเหินเข้าไปอีก


ตอนนี้เองที่เธอก็รู้แล้วว่าสามีเริ่มมีความไม่พอใจต่อเธอแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เธอยังไม่อยากยอมแพ้ เพราะเธอเองก็จำคำที่แม่พูดได้ว่า ‘ใครเป็นฝ่ายยอมก่อน คนนั้นจะต้องยอมไปตลอดชีวิต’


ตอนที่ 564: ไกล่เกลี่ย


ทางด้านฟู่ต้าอัน ตอนนี้ความโกรธของเขาแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจมากที่พวกเขาต้องเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ไม่อยากเป็นฝ่ายยอมก่อน เพราะเขาเป็นฝ่ายถูก เธอต่างหากล่ะที่ผิด


ตอนนี้หลี่โมลี่ไม่สามารถไปปรึกษาพี่สะใภ้ของเธอได้ หากเธอให้พี่สะใภ้ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ เหตุผลที่ทำให้สถานการณ์ต่างๆ เป็นแบบนี้ก็จะถูกเปิดเผย ซึ่งหากเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่าเธอเองที่จะเป็นฝ่ายมีปัญหาไม่ใช่หรือ ?


เธอยังคงเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ดังนั้นเธอจึงคิดไม่ตกกับเรื่องที่จะพังกำแพงระหว่างพวกเธอทั้งคู่ลงได้อย่างไรมาระยะหนึ่งแล้ว


ด้วยเหตุนี้ หลี่โม่ลี่ที่มีเรื่องในใจจึงกลายเป็นคนเหม่อลอย ไม่มีสมาธิ เวลาทำงานในโรงเรียนก็ขาดความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด


ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกสังเกตเห็นโดยครูใหญ่หวังแล้ว สามีของเธอเป็นเพื่อนกับฟู่ต้าจวง และนอกจากนี้ หลี่โม่ลี่ก็ยังทำงานให้กับครูใหญ่หวังอีกด้วย


แม้ว่าหลี่โม่ลี่จะสำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ และเพิ่งทำงานได้ไม่นานนัก แต่ก็ยังคงมีความรับผิดชอบเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นเหมือนกับน้องสาวอีกคนหนึ่งของฟู่ต้าจวง


ทักษะการสอนของหลี่โม่ลี่นั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยทีเดียว และครูใหญ่หวังก็รู้สึกถูกชะตากับเธอมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อเห็นเธอเป็นแบบนี้ ครูใหญ่หวังจึงได้คุยเรื่องนี้กับฉือหมิ่นเป็นการส่วนตัว


ในตอนนั้น ฉือหมิ่นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที ทำไมหลี่โม่ลี่ถึงได้ดูหงอยๆแบบนี้ ? หรือว่าไปทะเลาะกับต้าอันมา ? เธอรู้เรื่องราวในครอบครัวของหลี่โมลี่ดี เพราะพี่สะใภ้ใหญ่เล่าให้ฟังหมดแล้ว


ครั้งนี้เธอไม่อยากสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ก็ยังต้องบอกกับต้าอัน ดังนั้นเมื่อฟู่ต้าจวงกลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้เล่าให้เขาฟังในทันที


“พี่หวังเป็นคนใจดีและดีกับเรามาก ฉันไม่อยากจะไปรบกวนพี่สะใภ้ เพราะเธอยังต้องดูแลลูกๆก็เลยคิดว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ คุณช่วยไปถามต้าอันหน่อยได้ไหมว่าได้ทะเลาะกับโม่ลี่หรือเปล่า ?”


“หากพวกเขาทะเลาะกันก็ให้รีบปรับความเข้าใจกันเถอะ โตๆกันแล้ว อย่าทำตัวเหมือนเด็กอยู่เลย เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเธอ หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ ในอนาคตก็จะต้องกระทบต่อเรื่องอื่นด้วยอย่างแน่นอน”


ฉือหมิ่นมองไปยังเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังเล่นอยู่ขณะที่คุยกับฟู่ต้าจวงไปด้วย เด็กทั้งสองกำลังนั่งเล่นตัวต่อ ซึ่งเป็นของขวัญที่ฟู่เยี่ยนให้มา


“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร ? เอาเถอะ วันมะรืนนี้ผมจะไปคุยกับต้าอันเอง” ฟู่ต้าจวงคิดว่าน้องชายของเขาต้องเป็นฝ่ายผิดอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก


“อย่าไปตำหนิต้าอันแรงจนเกินไปล่ะ บางทีมันอาจไม่ใช่ความผิดของเขาก็ได้ เพียงแต่คนเป็นผู้ชายก็ไม่ควรไปถือสาเอาความกับผู้หญิงตัวเล็กๆมากไป อะไรที่ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อยผ่านเสียเถอะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป จะได้อยู่ด้วยกันยืดยาว !”


ฟู่ต้าจวงไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตระกูลหลี่ทำ เพราะฉือหมิ่นไม่ได้บอกอะไรเขาเลย ดังนั้นเธอจึงแนะนำเขาล่วงหน้าว่าควรใช้เหตุผลช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าฟู่ต้าจวงจะใช้วิธีที่รุนแรงเกินไป


“มีบางอย่างที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า ?” ฟู่ต้าจวงมองไปที่ฉือหมิ่น พลางสงสัยว่าทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น !


“อืม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่น้องสะใภ้เอาแต่ฟังคำพูดแม่ของเธอ จนทำให้ต้าอันต้องเดือดร้อนอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง แต่ต้าอันก็ยังพอรับมือได้ ที่เหลือก็ไม่ต้องไปยุ่งอะไรอีกแล้ว”


ฉือหมิ่นเล่าอย่างไม่ใส่ใจ ในเมื่อหลี่โม่ลี่ไม่สามารถแบกรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้ ดังนั้นก็ไม่ควรไปตำหนิต้าอันที่กำลังโกรธอยู่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับใครก็ตามที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ สิ่งนี้จำเป็นต้องคิดได้ด้วยตัวเองก่อนจึงจะสามารถมีชีวิตที่ดีได้


ตอนนี้พวกเขาทั้งสองยังไม่มีลูก จึงยากที่จะบอกว่าพวกเขาจะสามารถอยู่ด้วยกันไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้หรือเปล่า ซึ่งนี่เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว เพราะหากเด็กต้องเกิดมาแล้วกลายเป็นเด็กมีปัญหา จะเป็นอะไรที่รับมือได้ยากมาก


“การฟังแม่นั้นไม่ใช่เรื่องผิดหรอก เพียงแต่พวกเขาแต่งงานแล้ว กำลังสร้างครอบครัวของตัวเอง จะให้ทุกเรื่องฟังแต่แม่ไปหมดก็ไม่ไหว” ฟู่ต้าจวงพูดแทรกขึ้นมา น้องชายของเขาดูซื่อๆงงๆเหมือนกัน สองคนที่นิสัยงงๆเหมือนกันมาเจอกัน ก็ดูจะเข้ากันได้พอดี


เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าจวงก็ได้ไปที่บ้านของฟู่ต้าอัน บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเขาพอดี เขาจึงได้พาฉือหมิ่นและลูกๆไปที่บ้านของพี่ชายเพื่อให้เด็กๆเล่นด้วยกัน


หลังจากที่ไปส่งฉือหมิ่นและลูกๆที่บ้านตระกูลฟู่เสร็จ ฟู่ต้าจวงก็ได้ตรงไปที่บ้านของฟู่ต้าอันทันที เขาอยากถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับฟู่ต้าอัน เพราะเมื่อไม่นานมานี้เขาได้ยินว่าเมิ่งอ้ายชวนพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ดินด้วย


เมื่อฟู่ต้าจวงมาถึง ฟู่ต้าอันยังไม่ตื่น นั่นเพราะเขาไม่มีอะไรทำและกำลังมีสงครามเย็นกับภรรยา เขาจึงไม่ลุกไปซื้ออาหารเช้าให้กับเธอ และเขากลับรู้สึกสบายใจที่ได้ปล่อยตัวตามสบาย


พอได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็หยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วเดินไปเปิด พร้อมคิดในใจว่า: หวังว่าจะไม่ใช่คนมาเก็บค่าไฟนะ


“พี่รอง ทำไมพี่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะ ?” ฟู่ต้าอันรู้สึกประหลาดใจมาก


ส่วนฟู่ต้าจวงก็ได้มองไปยังน้องชายของเขาพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น น้องชายของเขาเพิ่งตื่นอย่างนั้นหรือ ดูจากทรงผมที่เหมือนเล้าไก่ก็พอจะเดาออกแล้ว


“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว นายเพิ่งตื่นเหรอ ? ช่วงนี้นายไม่มีอะไรทำเลยหรือไง ?” เขาพูดตำหนิ


“เฮ้ ผมก็แค่ไม่มีอะไรทำนี่นา กำลังคิดว่าจะไปหาพี่ใหญ่ตอนเที่ยงอยู่เลย ! พี่รอง เข้ามานั่งก่อนสิ” ฟู่ต้าอันเห็นว่าฟู่ต้าจวงดูอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงได้พูดออกไปอย่างระมัดระวัง


ดูเหมือนว่าพี่ชายทั้งสองของเขาจะเป็นคนที่ใจดีมาก แต่เขาก็รู้ดีว่าทั้งสองคนนั้นไม่ใช่คนที่จะเข้าไปยุ่งด้วยได้


ฟู่ต้าจวงจึงเดินเข้าไป ก่อนจะพบว่าภายในบ้านยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยดี เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเบาๆ อย่างน้อยก็คงจะไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น


จากนั้นฟู่ต้าอันก็เดินเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำ เขาวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าฟู่ต้าจวง และยังคงสงสัยด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี่พี่ชายของเขาถึงได้มาที่นี่


“พี่รอง วันนี้เป็นวันหยุดของพี่เหรอ ?”


“อืม ฉันเพิ่งจะส่งพี่สะใภ้ของนายที่บ้านพี่ใหญ่มา ปันปันอยากไปเล่นกับเสี่ยวถู่ ฉันก็เลยมาที่นี่คนเดียวเพื่อจะคุยกับนาย มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างนายกับโม่ลี่ ?”


“ทำไมล่ะ ? เธอไปเล่าอะไรให้พี่ฟังเหรอ ?” ดวงตาของฟู่ต้าอันเบิกกว้างขึ้นมาทันที เขาไม่คิดเลยว่าหลี่โม่ลี่จะกล้าไปเล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ฟัง


“พวกนายสองคนทะเลาะกันเหรอ ? เธอไม่ได้ไปเล่าอะไรให้ฉันฟังหรอก ครูใหญ่หวังเห็นว่าช่วงนี้เธอเอาแต่เหม่อลอย จึงได้มาบอกกับพี่สะใภ้ของนาย พี่สะใภ้ของนายเลยมาขอให้ฉันลองมาถามนายดู ทำไมพวกนายถึงได้ทะเลาะกันล่ะ ?”


ฟู่ต้าจวงจ้องเขม็งไปที่น้องชายของเขา ซึ่งครั้งนี้เขารู้สึกโกรธมากจริงๆ


“เฮ้อ ฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ” ฟู่ต้าอันไม่อยากพูดถึงมันอีก หากเขาพูด ทุกคนอาจจะมองหลี่โม่ลี่เปลี่ยนไปก็ได้ ดังนั้นเขาจึงอยากจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง


“มีเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้กันล่ะ ?” ฟู่ต้าจ้วงพูดขึ้น เพราะในหัวเขาไม่เคยมีปัญหาแบบนี้ให้ต้องกังวลเลย


ฉือหมิ่นเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆได้อย่างชัดเจน เมื่อตอนที่แม่ยายดูถูกเขา เธอไม่เคยพูดอะไรเลย และที่สำคัญในเวลานั้นฟู่ต้าจวงก็ไม่ดีเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ด้วย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ต้องยอมรับมันเท่านั้น


ต่อมาพอเขามีลูก จึงเริ่มค่อยๆคุ้นเคยกับเรื่องนี้ มีใครบ้างที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ?


“พี่รอง อย่ากังวลไปเลย ช่วงสองสามวันนี้ผมจะคุยกับโม่ลี่เอง แค่นี้งานของพี่ก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว อย่าให้เรื่องนี้ไปรบกวนใจพี่เลย” ฟู่ต้าอันรู้ดีว่าเขาต้องหาข้อแก้ตัวเพื่อคุยกับหลี่โม่ลี่แล้ว


“ดีแล้วล่ะ นายเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าไปถือสาเอาความอะไรกับผู้หญิงเลย หากมีอะไรก็พูดคุยปรับความเข้าใจกันเถอะ อย่าให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่องานของพวกนาย แล้วเรื่องโรงงานของนายเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ?” ฟู่ต้าจวงเปลี่ยนเรื่องมาถามถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์แทน


สองพี่น้องคุยกันอยู่นาน ก่อนจะไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่งพร้อมกัน


“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่รู้นะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่าให้พวกเขาต้องมากังวลเรื่องนี้เลย” ฟู่ต้าจวงพูดออกไปแค่นั้น ซึ่งความหมายก็ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว และยังขอให้น้องชายของเขาแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดอีกด้วย


“เข้าใจแล้วครับพี่รอง ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง ไม่ต้องห่วง ตระกูลฟู่ของเรายังคงเป็นตระกูลที่ให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบอยู่แล้ว”


หลังจากที่ฟู่ต้าอันพูดจบก็รู้สึกไม่สบายใจ ตัวเขาเองรู้ดีว่าพ่อของเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร พอคิดถึงฟู่เหล่าชวนแล้ว เขาก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว


“พี่รอง ตอนนี้พี่ใหญ่มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ? เสี่ยวฉุ่ยกับเสี่ยวฮั่วกำลังจะแต่งงาน พวกเราควรบอกเรื่องนี้ให้พ่อรู้ด้วยหรือเปล่า ?”


ฟู่ต้าอันคิดว่าไม่ควรบอกเรื่องนี้กับพ่อ เพราะหากบอกให้รู้ก็จะเป็นเรื่องอีก อาจจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาก็ได้ แม้ฟู่เหล่าชวนจะไม่เคยทำผิดกฎหมายอะไร แต่จิตใจคนเรานั้นก็ยากแท้ที่จะหยั่งถึง


“บอกเรื่องนี้กับเขาอย่างนั้นเหรอ ลืมมันไปเสียเถอะ ! ทุกครั้งที่เขาโทรหาฉันก็มีแต่จะขอเงินเท่านั้นแหละ เขาไม่เคยถามสารทุกข์สุกดิบของพวกเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในใจของเขามีเพียงแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่สำคัญที่สุด”


ฟู่ต้าจวงพูดอย่างเย้ยหยัน


ตอนที่ 565: สายเรียกเข้าจากบ้านเกิด


สองพี่น้องคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าก่อนที่จะหมดวัน พวกเขาจะได้รับสายโทรศัพท์จากบ้านเกิด


ตอนเที่ยง เนื่องจากฟู่ต้าจวงพึ่งมีเวลาว่างหลังจากยุ่งมาหลายเดือน มื้อกลางวันจึงทำออกมาอย่างหรูหราและจัดเต็มมากเป็นพิเศษ


“มาๆ หลบหน่อย จะวางหม้อแกะตุ๋น !” หวังซูเหมยยกอาหารขึ้นโต๊ะ พลางพูดด้วยน้ำเสียงสดใส 


“เนื้อแกะนี่ พี่ชายของพวกเธอเพิ่งไปซื้อมาตอนเช้า สดมากเลย รีบลองชิมดูสิ !” พูดแล้ว เธอก็เร่งให้ทุกคนลงมือกินกันเร็วๆ


“พี่สะใภ้ ฝีมือพี่ไม่ตกเลยนะครับ !” ฟู่ต้าอันพูดพลางกินไปพร้อมกับชูนิ้วโป้งชมอย่างจริงใจ


“เห็นไหมล่ะ ขอแค่เป็นฝีมือที่เรียนมาแล้ว ก็ไม่มีทางลืมหรอก เอาไว้ตอนนายกลับ ฉันจะฝากมันกลับไปให้โม่ลี่ด้วย เพราะเธอก็ชอบเนื้อแกะเหมือนกัน” หวังซู่เหมยพูดด้วยรอยยิ้ม


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่าทีของฟู่ต้าอันก็ได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย และไม่พูดอะไรอีก หวังซู่เหมยไม่ทันได้สังเกตเห็นสิ่งนี้ ก่อนจะหันไปคุยกับคนอื่นต่อ


“ต้านี กินให้เยอะๆเลยนะ ตอนนี้เธอต้องกินให้เยอะขึ้น และดูแลตัวเองให้ดี ดูท้องของเธอตอนนี้สิ ! เสี่ยวหลิว นายเองก็กินให้เยอะๆด้วยนะ ช่วงนี้ฉันจะดูแลเวยเวยกับหรงหรงให้เอง พวกเธอโตแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กดีมากๆอีกด้วย”


หวังซู่เหมยย้ำให้ลุงหลิวดูแลฟู่ต้านีให้ดี เพราะอายุครรภ์ของเธอนั้นมากแล้ว แม้ว่าจะดูแลตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม แต่การตั้งครรภ์ฝาแฝดนั้นก็ยังคงเป็นอันตรายกับตัวของผู้เป็นแม่มากๆ


“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่ากังวลไปเลย ผมจะดูแลเธออย่างดี รวมไปถึงเวยเวยและหรงหรงด้วย พวกเราสามารถอยู่ด้วยกันได้ เด็กทั้งสองคนก็ไปโรงเรียนแล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไรครับ”


ลุงหลิวรู้ว่าช่วยนี้เขายังไม่มีงาน หากมีอะไรที่ต้องทำก็แค่ไปประชุมเพื่อศึกษาเรื่องชีพจรมังกรที่ไหนสักแห่งเท่านั้น เพราะพวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวมากจนเกินไปได้ และเขาก็ตั้งใจว่าจะพักการรับภารกิจเอาไว้ประมาณหกเดือน


หลังจากที่ต้านีคลอดลูกและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้งแล้ว เขาค่อยกลับไปทำภารกิจอย่างสบายใจ


“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ไม่ต้องทำเพื่อฉันถึงขนาดนั้นก็ได้ อย่ากังวลไปเลยค่ะ ฉันยังแข็งแรงดี ไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลย” ที่ผ่านมาฟู่ต้านีได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และมีคนรอบตัวเธอคอยห่วงใยอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าเธอหรือลูกสาวสองคนต่างก็มีชีวิตที่สะดวกสบายมาก ซึ่งพวกเธอต่างก็ดูมีความสุข แค่นี้ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเธอได้รับการดูแลดีมากแค่ไหน


“ท้องนี้ดูแลดีขนาดนี้ ฉันคิดว่าจะต้องคลอดก่อนครบกำหนดอย่างแน่นอน ในตอนนั้นฉันเองก็คลอดตอนแปดเดือนเหมือนกัน” ฉือหมิ่นมองดูผิวพรรณของฟู่ต้านี ก่อนจะพูดปลอบใจ


“ฉันเองก็หวังว่าเด็กทั้งสองคนนี้จะคลอดอย่างราบรื่นเหมือนกัน ฉันพยายามเดินออกกำลังกายไปรอบๆลานบ้านทุกวันอย่างที่เสี่ยวฮั่วบอกเลยนะ !” ฟู่ต้านีพูดขึ้นมา


“อย่ากังวลไปเลย ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้เรามีแพทย์แผนจีนโบราณอยู่ในครอบครัวแล้ว !” ฉือหมิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม


“จริงสิ พูดถึงเสี่ยวฮั่ว ฉันมีบางอย่างจะเล่าให้ทุกคนฟังด้วยนะ คุณตาของฉันเขาจะมาเยี่ยมพวกเรา เขาจะมาที่นี่เพื่อร่วมงานแต่งงานของเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่ว” 


“เสี่ยวฮั่วได้โทรหาเขาแล้ว และเขาจะแจ้งให้เราทราบอีกทีเมื่อมาถึง” ฟู่ต้าหย่งเล่าเรื่องนี้ให้กับทุกคนฟัง


“จริงเหรอ ผมไม่เคยเจอกับคุณตามาก่อนเลย เขาจะมีหน้าตาอย่างไร เขาจะเก่งขนาดไหน ?” ฟู่ต้าอันพูดแทรกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น


“เสี่ยวฮั่วไม่ได้บอกแล้วหรือว่าคุณตาเป็นคนใจดีมาก เมื่อรู้ว่าเด็กทั้งสองกำลังจะแต่งงาน เขายังส่งผ้ามาให้ตัดชุดด้วยนะ” ฉือหมิ่นเองก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน


“ใช่แล้ว เขาส่งผ้ามาให้เราตัดชุดเจ้าสาว เอาไว้ฉันจะเอามาให้ทุกคนดูทีหลังก็แล้วกัน มันเป็นชุดที่ดูดีมากจริงๆ !” หวังซู่เหมยพูดเสริมขึ้นมา


ตอนนี้บทสนทนาของครอบครัวยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสิ่นกั๋วเฉียง ก่อนที่ทุกคนจะพูดถึงแม่ของพวกเขาอีกครั้ง ซึ่งทำให้พวกเขาต้องถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว คงจะดีมากจริงๆ หากแม่ของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ !


“ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่คงจะมีชีวิตที่ดีและมีความสุขมากๆเลยนะ เฮ้อ... ทุกสิ่งล้วนยากที่จะคาดเดาได้จริงๆ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ซึ่งคนๆนั้นก็คือภรรยาของเหล่าเถียนนั่นเอง ตอนนี้มีโทรศัพท์อยู่ทุกซอยแล้ว และภรรยาของเหล่าเถียนก็เป็นคนดูแลโทรศัพท์ของซอยนี้ หากมีใครโทรมา เธอก็จะเป็นคนไปแจ้งให้ทุกคนทราบ


“พี่สะใภ้ มีอะไรหรือเปล่าถึงได้มาที่นี่ ? แล้วพี่กินอะไรมาหรือยังล่ะคะ ?” หวังซู่เหมยกล่าวทักทายอย่างอ่อนน้อม


“ต้าหย่ง ครอบครัวของนายโทรมา น้ำเสียงของเขาฟังดูร้อนรนใจแปลกๆด้วยนะ รีบไปรับโทรศัพท์เร็วเข้าเถอะ พวกเขาบอกว่าอีกสักพักจะโทรกลับมา ฉันก็เลยบอกไปว่าให้พวกเขาโทรกลับมาอีกครั้งในอีกครึ่งชั่วโมง” ภรรยาของเหล่าเถียนพูดออกมาพร้อมกับหายใจอย่างเหนื่อยหอบ


“มีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านอย่างนั้นเหรอ ? ต้าหย่ง คุณรีบไปเถอะ” หวังซู่เหมยเร่งเร้าสามีของเธอทันที


ฟู่ต้าหย่งจึงได้ลุกขึ้น ก่อนจะรีบเดินออกไป ฟู่ต้าจวงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ตามพี่ชายไปด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ฟู่ต้าอันเองก็ตามพี่ชายทั้งสองไปด้วย


“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่มันเรื่องวุ่นวายอะไรกัน ! มันเกิดอะไรขึ้น !” ฉือหมิ่นกับหวังซู่เหมยหันมามองหน้ากัน ก่อนจะคาดเดาสถานการณ์ไปต่างๆนานา


หลังจากที่ใช้เวลาเดินอยู่ประมาณสิบนาที พวกเขาก็ได้เดินมาถึงสำนักงานตรงหน้าปากซอย ภรรยาของเหล่าเถียนก็ได้นั่งลงตรงหน้าโทรศัพท์ ไม่นานนัก เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น


เธอจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา ปลายสายนั้นคือฟู่เฉิงนั่นเอง ทันทีที่ฟู่ต้าหย่งรับโทรศัพท์ เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนของฟู่เฉิงดังขึ้น ซึ่งน้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก


“ต้าหย่ง รีบกลับมาที่หมู่บ้านเร็วเข้า ปู่สามไม่ไหวแล้ว !” เสียงของฟู่เฉิงดังขึ้นมาจากปลายสายอย่างชัดเจน


ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขากำลังคิดว่าตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่า จึงได้ถามกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ


“นายพูดถึงใครนะ ? ใครกำลังจะตาย ?”


“ปู่สาม มีคนทุบหัวเขา ตอนนี้เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลประจำเขตแล้ว แพทย์ได้บอกว่าอาการของเขารุนแรงมาก และยังอาการแย่ลงเรื่อยๆอีกด้วย ! ต้าหย่ง รีบกลับมาเร็วเข้าเถอะ !”


ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันที่อยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย มันเกิดอะไรขึ้นกัน? ทำไมจู่ๆถึงได้มีคนมาทำร้ายพ่อของพวกเขาได้ล่ะ?


ก่อนที่ฟู่ต้าหย่งจะทันได้ถามอะไรต่อ ฟู่เฉิงก็ได้บอกว่ามีคนมาใช้โทรศัพท์เยอะมาก จึงต้องขอวางสายก่อน!


ในตอนนี้ ทั้งสามพี่น้องต่างก็ตกอยู่ในความสับสน ดูเหมือนว่าสถานการณ์นี้จะเร่งด่วนมาก มิเช่นนั้นฟู่เฉิงคงจะไม่โทรหาพวกเขาแบบนี้


ที่บ้านเกิดของพวกเขานั้น หากมีคนแก่เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน จะถือว่าเขาผู้นั้นโชคไม่ดีที่ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วยในวาระสุดท้าย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหากฟู่เหล่าชวนใกล้จะเสียชีวิตจริงๆ ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องกลับไปที่หมู่บ้าน ไม่ควรขาดใครคนใดคนหนึ่งไปอย่างเด็ดขาด


“พี่ใหญ่…” ฟู่ต้าอันอยากรู้ว่าพี่ชายของเขาจะทำอย่างไรต่อไป


“รีบกลับบ้านกันก่อนเถอะ พี่สะใภ้เถียน ฉันขอใช้โทรศัพท์อีกครั้งหนึ่งนะ” ฟู่ต้าหย่งยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะกดหมายเลขเพื่อโทรไปยังบ้านตระกูลไป๋ เพราะตอนนี้ลูกสาวของเขาได้ไปตรวจชีพจรให้กับผู้เฒ่าทั้งสองที่บ้านตระกูลไป๋


อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนได้มารับโทรศัพท์แล้ว และรู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องเร่งด่วนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งคงไม่โทรหาเธอแบบนี้ หลังจากที่ตรวจชีพจรเสร็จ เธอก็ได้ขอให้ไป๋โม่เฉินไปส่งเธอกลับบ้านทันที


“เสี่ยวฮั่ว เกิดอะไรขึ้นที่บ้านอย่างนั้นเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินไม่รู้ว่าฟู่ต้าหย่งพูดอะไรผ่านทางโทรศัพท์บ้าง


“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พ่อไม่ได้บอกรายละเอียดกับฉันเลย แต่คงจะไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวเราก็รู้เองนั่นแหละ” ฟู่เยี่ยนมีลางสังหรณ์ที่เป็นลางร้ายอยู่ในใจ แต่เธอก็ไม่ได้พูดมันออกมา


ขณะที่นั่งอยู่ในรถนั้น เธอก็ได้แสร้งทำเป็นว่าเธอกำลังหลับ แต่แท้จริงแล้ว นิ้วของเธอยังคงคำนวณอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็ได้สังเกตเห็นมือของฟู่เยี่ยนกำลังขยับอยู่เช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ขับรถต่อไปเท่านั้น


ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ลืมตาขึ้นมา เธอรู้แล้วว่าทำไมพ่อของเธอถึงต้องเรียกให้เธอกลับบ้านแบบนี้ ครั้งนี้เธอเกรงว่าทั้งครอบครัวคงจะต้องกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้งหนึ่งแล้ว


เธอชำเลืองมองไปที่ไป๋โม่เฉิน และรู้สึกว่าเขาเองก็คงหนีไม่พ้นเช่นกันที่จะต้องขอลากับอาจารย์อีกครั้ง


ไม่มีการสนทนาใดๆเลยตลอดทางกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลฟู่ ทุกคนก็ได้รู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว และกำลังคุยกันอยู่ว่าใครจะกลับไป


“ต้าจวง งานของนายยังคงยุ่งมากๆอยู่ ครั้งนี้ฉันจะกลับไปกับต้าอันเอง หากมีอะไรเกิดขึ้น เราจะจัดการแทนนายทั้งหมด และหากมีอะไรผิดพลาดจริงๆ ฉันจะโทรหานายทันที แล้วนายค่อยไปที่นั่นก็ยังทัน เพราะถึงอย่างไรการเดินทางไปที่นั่นโดยรถไฟก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น”


ฟู่ต้าหย่งกลัวว่าหากครั้งนี้ชายชรามีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่ และมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ทุกคนก็จะเสียเวลาและสิ่งต่างๆมากมายก็จะยิ่งล่าช้าออกไป โดยครั้งล่าสุดที่เขากลับไปนั้น ทุกคนในครอบครัวต่างก็ไม่พอใจกับสิ่งที่เขาทำ แต่ทว่าถึงอย่างไร ชายชราก็ยังคงเป็นพ่อของเขา


ขณะที่ฟู่ต้าจวงกำลังจะพูดนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกัน


“พ่อคะ รีบเก็บของกันเถอะ เราทุกคนต้องรีบกลับไปที่หมู่บ้านโดยเร็วที่สุด”


ตอนที่ 566: กลับบ้าน


คำพูดของฟู่เยี่ยนประโยคนี้ ทำเอาฟู่ต้าหย่งและคนอื่นใจสั่นไม่น้อย ถึงแม้ปกติจะไม่ค่อยชอบผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่ แต่พอมาถึงจุดนี้ก็อดรู้สึกทำอะไรไม่ถูกไม่ได้


“เสี่ยวฮั่ว เธอไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม ?” ฟู่ต้าอันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เขาเพิ่งกลับไปเยี่ยมฟู่เหล่าชวนก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองหลวง ตอนนั้นใบหน้าของฟู่เหล่าชวนยังดูปกติอยู่เลย และเขายังได้พบกับคนรักคนใหม่อีกด้วย ในเวลาว่างนั้น เขามักจะไปเล่นไพ่กับชายชราสองสามคนแถวนั้น ซึ่งถือว่าชีวิตของเขานั้นสุขสบายเกินบรรยาย !


ฟู่เยี่ยนมองไปยังใบหน้าของทุกคน ซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างก็มีสีหน้าดูซีดเซียวลงเล็กน้อย เธอจึงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะมองไปที่ฟู่ต้าหย่ง เพื่อรอให้เขาตัดสินใจ


“เสี่ยวฮั่วไม่ได้ล้อเล่น รีบเก็บของใช้ส่วนตัวของแต่ละคนเถอะ หากเป็นอย่างที่ฟู่เฉิงพูดจริงๆ พวกเราทุกคนต้องรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด รวมถึงเด็กๆทุกคนก็ต้องไปด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับมองไปที่ฟู่ต้านี


“พี่ใหญ่ อย่ากังวลเรื่องของฉันเลย ถึงอย่างไรพ่อก็ยังเป็นพ่อของฉัน ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ต้องกลับไป เรายังมีเสี่ยวฮั่วอยู่ทั้งคน และเราก็แค่ไปที่หมู่บ้านอันผิงเอง ฉันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง”


ฟู่ต้านีรู้ดีว่าฟู่ต้าหย่งหมายถึงอะไร แต่อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าเป็นเรื่องในครอบครัว ครั้งนี้เธอต้องไป แม้ว่าเธอจะรู้สึกอึดอัดใจก็ตาม หากเธอไม่ไป คงจะเป็นตราบาปติดตัวเธอไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน


“เสี่ยวฮั่ว ลูกกับเสี่ยวไป๋ไปหาจางเหว่ย เขาน่าจะหาตั๋วได้ พ่อไม่รู้ว่ายังมีรถไฟไปที่นั่นหรือเปล่า และวันนี้เรายังสามารถซื้อตั๋วทันไหม ?”


“พ่อคะ ไม่ต้องห่วง หนูจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง จะต้องมีตั๋วรถไฟอยู่แน่นอน เพราะลูกพี่ลูกน้องของจางเหว่ยทำงานอยู่ที่สถานีรถไฟ เราน่าจะคุยกับเขาได้” ฟู่เยี่ยนตอบกลับไปทันที


“เสี่ยวไป๋ ครั้งนี้นายต้องกลับไปกับพวกเราด้วยนะ นี่คือกฎของตระกูล” ฟู่ต้าหย่งอธิบายให้ไป๋โม่เฉินเข้าใจ


“ผมเข้าใจครับคุณลุง มันควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับ” ไป๋โม่เฉินเข้าใจกฎเกณฑ์นี้ดี เพราะทุกตระกูลต่างก็ใช้กฎนี้เหมือนกัน และคงจะไม่ดีเท่าไหร่นักหากไม่ปฏิบัติตาม อีกทั้งงานไว้ทุกข์ย่อมมีพิธีรีตองมากกว่างานมงคลทั่วไปอยู่แล้ว


“ต้าจวง นายช่วยติดต่อเสี่ยวจินหน่อยสิ ถามเขาว่าสะดวกกลับบ้านตอนนี้หรือเปล่า ?”


“แล้วรีบไปรับเจี๋ยฟ่างที่โรงเรียนได้เลย ช่วยรับเวยเวยกับหรงหรงมาด้วยนะ ต้าอัน นายรีบเก็บของและรับภรรยาของนายมาเร็วเข้า ส่วนเสี่ยวฮั่ว ลูกช่วยแวะรับพี่ชายและพี่สาวของลูกที่สำนักงานการค้าระหว่างประเทศด้วย”


ทันทีที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็ได้ถอนหายใจออกมา พ่อของเขาช่างน่าระอาเสียจริง ตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายชราคนนี้ไม่เคยหยุดสร้างปัญหาเลย แม้แต่ตอนที่ใกล้จะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังทำให้ลูกหลานวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้


“พี่ใหญ่ ไม่ต้องห่วง ฉันจะกลับไปที่ค่ายทหารและถามเรื่องนี้ให้ เสี่ยวหมิ่น เรารีบกลับไปเตรียมเสื้อผ้าให้กับเด็กๆกันเถอะ”


ทุกคนต่างก็รู้กฎของบ้านเกิดดี หากเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ก็ไม่มีอะไรต้องพูดถึง แต่ถ้าคนตายเพราะอุบัติเหตุ นั่นแหละถึงจะยุ่งยาก เพราะคนในครอบครัวต้องไปส่งดวงวิญญาณกันให้ครบ หากไม่ไปส่งดวงวิญญาณของผู้ตายในวาระสุดท้าย คนทั้งหมู่บ้านจะต้องประณามทุกคนในครอบครัวนั้นอย่างแน่นอน


นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสามารถทำลายภาพลักษณ์ทางศีลธรรม ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะละเลยเรื่องนี้


ไม่ว่าจะเป็นหลานชาย หลานสาว หรือแม้กระทั่งใครในครอบครัวที่หมั้นหมายแล้ว คู่หมั้นของคนๆนั้นก็ต้องมาแสดงความไว้ทุกข์ และอยู่ช่วยงานศพจนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย


หากขาดคนไปแม้แต่คนเดียว ไม่เพียงแต่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะไม่ยอม แม้แต่คนในตระกูลที่มีแซ่เดียวกันก็ไม่มีทางยอมด้วยเช่นกัน


ถ้าเป็นยุคหลัง กฎเกณฑ์พวกนี้ก็คงลดน้อยลงไป และการจัดงานศพที่เรียบง่ายขึ้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย


เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าพี่น้องตระกูลฟู่จะปักหลักอยู่ในเมืองหลวงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่อาจละเลยความคิดหรือสายตาของคนที่บ้านเกิดได้


เช่นเดียวกันกับการที่ต้องต้อนรับผู้คนที่มาร่วมงาน หากไม่มีความระมัดระวัง มันอาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงได้เลยทีเดียว


ฟู่ต้าจวงรีบกลับไปที่บ้านพร้อมกับครอบครัวของเขา และได้นัดว่าจะมาพบกันอีกครั้งที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง ส่วนฟู่ต้าอันเองก็รีบกลับไปเช่นกัน เนื่องจากบ้านของเขาอยู่ค่อนข้างไกล จึงไม่มีเวลาให้ตกใจมากนัก


ทางด้านฟู่เยี่ยนก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเช่นกัน เธอกับไป๋โม่เฉินรีบไปหาจางเหว่ยตามคำสั่งในทันที


หวังซู่เหมยจัดกระเป๋าของตัวเอง บ้านของเธอไม่ได้มีของมีค่าอยู่เลย และเสี่ยวฮั่วก็ได้ตั้งค่ายกลรอบบ้านเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาอีกด้วย ส่วนของมีค่าทั้งหมดได้ถูกเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าของจะหาย


ขณะที่เธอกำลังเก็บข้าวของอยู่นั้น ก็ได้ถามฟู่ต้าหย่งไปว่าฟู่เฉิงพูดอะไรบ้าง และเรื่องนี้เชื่อถือได้หรือไม่


“เขาไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากนัก บอกแค่ว่ามีคนมาทำร้ายพ่อ ตอนนี้ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลประจำเขตแล้ว แพทย์บอกว่าอาการของพ่อสาหัสมาก และน่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน จึงขอให้เรากลับไปโดยเร็วที่สุด เสี่ยวฮั่วก็ได้ยืนยันแล้ว คุณไม่เชื่อในความสามารถของลูกเหรอ ?”


ฟู่ต้าหย่งรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ครั้งสุดท้ายที่เขาได้คุยโทรศัพท์กับพ่อคือเรื่องเงินที่ส่งให้รายเดือน ฟู่เหล่าชวนขอเงินเดือนเพิ่มเป็นห้าสิบหยวนต่อเดือน เพราะไม่พอใช้


ซึ่งพวกเขาก็ได้ให้เงินไปตามที่พ่อขอ สิ่งที่เหล่าพี่น้องสามารถทำได้คือการให้เงินเท่านั้น พวกเขาไม่ได้อยู่ดูแลพ่อที่หมู่บ้านได้ และทุกคนก็รู้ถึงเหตุผลข้อนี้ดี จึงไม่มีอะไรจะวิจารณ์พวกเขา


“ครั้งที่แล้ว โม่ลี่บอกกับฉันว่าพ่อของคุณได้พบคนรักใหม่อีกครั้ง และเขาก็ให้เงินกับผู้หญิงคนนั้นเป็นส่วนใหญ่ แต่หนิวชุ่ยฮวาก็ต้องใช้เงินนั่นเหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็ยังเป็นคนที่ดูแลเขามาโดยตลอด เรื่องครั้งนี้…อาจจะวุ่นวายไม่น้อย คุณต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมด้วยนะ”


หลังจากที่พูดจบ หวังซู่เหมยก็ได้ถอนหายใจออกมาเช่นกัน พ่อสามีของเธอขยันสร้างความวุ่นวายให้กับทุกคนได้ตลอดเวลาจริงๆ แม้ว่าเขาใกล้จะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงสร้างปัญหาให้ลูกๆต้องจัดการไม่รู้จบ


“ผมรู้ จะมีเรื่องอะไรที่จะทำให้คนเขาเอาเรื่องถึงขั้นนี้ได้ล่ะ ? ก็คงไม่พ้นพวกเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอก ! ช่างมันเถอะ ไม่ถามแล้ว เดี๋ยวกลับไปก็คงรู้เอง บ้านเราตรงนั้นน่าจะยังมีลมหนาวของต้นฤดูใบไม้ผลิอยู่ เอาเสื้อผ้าไปเพิ่มให้เสี่ยวถู่ด้วยนะ ส่วนผมไม่ต้องหรอก คุณเตรียมของไป เดี๋ยวผมไปดูที่ลานหลังบ้านก่อน”


 “อย่าลืมเอาเสื้อกันหนาวไปให้เสี่ยวถู่ด้วยล่ะ ไม่ต้องเตรียมของผมไปนะ คุณเก็บของต่อเถอะ ผมจะไปดูที่สวนหลังบ้านสักหน่อย”


ฟู่ต้าหย่งไม่วางใจเรื่องเหล้าของเขา จึงจำเป็นต้องไปตรวจดูให้แน่ใจ เขาเดินตรวจตราทั้งบ้านรอบหนึ่ง เผื่อจะมีช่องโหว่หรือปัญหาอะไรที่มองข้ามไป


หวังซู่เหมยรู้ดีว่าสามีของเธอกำลังไม่สบายใจ แม้ว่าเขาจะเกลียดฟู่เหล่าชวนแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังเป็นพ่อลูกกัน แม้จะไม่อยากเจอชายชราอีกแล้ว แต่ก็ยังหวังว่าชายชราจะมีชีวิตที่ดี


หวังซู่เหมยทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ ก่อนจะรีบเก็บเสื้อผ้าต่อ ส่วนฟู่เหยาก็ได้มองดูแม่ที่กำลังเก็บข้าวของอย่างเร่งรีบ ก่อนจะถามออกมาด้วยความสับสนว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน ?


“เรากำลังจะกลับไปที่บ้านเกิดของลูกไงล่ะ ลูกยังจำบ้านเกิดของเราได้หรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยมองดูลูกชายของเธอ พร้อมกับตอบคำถาม


“จำได้ครับ ! มีภูเขาอยู่ที่หลังบ้านของเราด้วย” ฟู่เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เขาจำได้ขึ้นมา


หวังซู่เหมยลูบไปที่ศีรษะของเขาเบาๆ เธอไม่ได้กลับไปที่นั่นหลายปีแล้ว หากเป็นไปได้ เธอก็อยากจะพาพ่อกับแม่ของเธอมาอยู่ที่เมืองหลวงสักพักหนึ่ง เพราะบ้านของเธอมีพื้นที่เพียงพออยู่แล้ว เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาอะไร


แต่ครั้งนี้กลับเป็นเรื่องยากสำหรับฉือหมิ่น เนื่องจากลูกแฝดทั้งสองคนของเธอยังเด็กมาก ที่นั่นมีอะไรมากมายที่แปลกตาสำหรับพวกเขาทั้งสอง


“เอาเสื้อกันหนาวของลูกๆติดไปด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้ที่บ้านคงอากาศหนาวอยู่ ลูกอาจจะป่วยเพราะอากาศหนาวเกินไปได้” ฟู่ต้าจวงเตือนภรรยาของเขา


“อืม แล้วคุณติดต่อเสี่ยวจินได้หรือยัง ? ถ้าขาดเขาไปคนหนึ่งแบบนี้ แล้วพวกเขาไม่ยอมให้ทำพิธีฝังศพจะทำอย่างไร ?” ฉือหมิ่นพูดออกมาด้วยความกังวล


“เขาน่าจะขอลาได้นะ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ผมจะโทรหาพวกเขาเอง และจะเข้าไปที่กรมเพื่อคุยเรื่องนี้กับหัวหน้าก่อน ฝากคุณดูแลเรื่องที่บ้านด้วยนะ”


“อืม ไม่มีปัญหา ฉันเองก็ต้องเร่งมือแล้วเหมือนกัน” ฉือหมิ่นรีบเก็บเสื้อผ้าสองสามชุดเข้าไปในกระเป๋าโดยไม่เสียเวลาเลือก ในขณะที่กำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่นั้น เธอก็แอบบ่นอยู่ภายในใจว่าบางทีครั้งนี้พ่อสามีของเธออาจจะทำเรื่องผิดกฎหมายก็เป็นได้ !


ทางด้านฟู่ต้าอันก็ได้มาถึงโรงเรียนที่หลี่โม่ลี่สอนอยู่แล้วเช่นกัน ซึ่งบังเอิญว่าตอนนี้เธอไม่มีสอน และยังอยู่พักอยู่ที่ห้องพักครู เมื่อได้ยินว่าสามีของเธอมาหา ในตอนแรกเธอก็รู้สึกมีความสุข แต่วินาทีต่อมา เธอก็ต้องขมวดคิ้วแน่น


ฟู่ต้าอันเป็นคนที่รู้กาลเทศะอยู่เสมอ แล้วนี่เขามาหาถึงที่ทำงานเธอได้อย่างไร ? ดูท่าจะมีเรื่องด่วนแน่นอน หลี่โม่ลี่จึงรีบออกไปในทันที


ตอนที่ 567: เรื่องเล่าระหว่างนั่งรถไฟ


ฟู่ต้าอันได้รอภรรยาของเขาอยู่ที่ด้านล่างของอาคารเรียน และหลี่โม่ลี่ก็ได้วิ่งมาด้วยความเหนื่อยหอบ ก่อนจะถามฟู่ต้าอันว่าเกิดอะไรขึ้น ?


“โม่ลี่ คุณช่วยไปขอลาหยุดกับครูใหญ่สักสองสามวันเถอะ เราต้องรีบกลับไปที่บ้านโดยด่วนที่สุด”


“กลับไปที่บ้านเกิดของคุณเหรอ ? มันเกิดอะไรขึ้น ? ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ?” ใบหน้าของหลี่โม่ลี่เต็มไปด้วยความสับสน


“พ่อ... คงอยู่ได้อีกไม่นาน และทุกคนก็ต้องกลับไปที่นั่น มันเป็นกฎของตระกูล เราจะเดินทางโดยรถไฟในคืนนี้ คุณรีบไปขอลาหยุดก่อนเถอะ แล้วผมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังตอนที่เรากลับบ้าน”


ใบหน้าของฟู่ต้าอันแสดงให้เห็นถึงความกังวลและความลำบากใจอย่างชัดเจน ซึ่งเขาไม่สามารถพูดสิ่งนี้ออกมาได้


หลี่โม่ลี่ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว เธอก็เข้าใจถึงเหตุผลทุกอย่าง ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปเพื่อขอลาหยุดโดยไม่พูดอะไรอีก ไม่ถึงสิบนาที หลี่โม่ลี่ก็ได้กลับออกมา


“เราจะกลับบ้านกันก่อนใช่ไหม ?” หลี่โม่ลี่พูดพร้อมกับนั่งบนเบาะหลังของจักรยาน


“เราต้องกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าก่อน แล้วไปเจอกันที่บ้านของพี่ใหญ่ ถึงค่อยออกเดินทางพร้อมกัน” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างรวดเร็ว


อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้มาหาจางเหว่ย ซึ่งตอนนี้เขากำลังตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างที่ย่านโรงงานหลิวหลี่อยู่


เนื่องจากเขาเป็นคนตกแต่งร้านทั้งสามแห่งนี้ จึงทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในย่านโรงงานหลิวหลี่ไปแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ มีร้านค้าหลายร้านที่เซ็นสัญญากับจางเหว่ย


ทันทีที่ได้ยินฟู่เยี่ยนพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาก็ได้ตามฟู่เยี่ยนไปที่สถานีรถไฟทันที โดยไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย


ไม่นานหลังจากที่จางเหว่ยเข้าไปข้างใน เขาก็ได้กลับออกมาพร้อมกับตั๋วรถไฟปึกหนึ่งอยู่ในมือ


“นี่คือตั๋วนอน ลูกพี่ลูกน้องของฉันบอกว่ามีทั้งหมด30ใบ แต่ฉันก็ไม่ได้นับมันหรอกนะ คิดว่าคงน่าจะเยอะพอสำหรับทุกคนแล้ว”


“เธอเอาไปเถอะนะ ที่บ้านมีคนเยอะ อย่าให้เบียดกันเลย ให้เด็กๆได้หลับสบายหน่อย อาหญิงก็ยังท้องอยู่ไม่ใช่เหรอ ? ในนี้มีตั๋วที่นอนนุ่มอยู่บ้าง เอาให้อาหญิงกับเด็กๆไปนอนเถอะ”


“บอกทุกคนอย่าลืมนำเสื้อกันหนาวติดตัวไปด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้ที่นั่นยังอากาศเย็นอยู่เล็กน้อย !”


จางเหว่ยยื่นตั๋วรถไฟเหล่านั้นให้กับไป๋โม่เฉิน ก่อนจะยั้งมือของไป๋โม่เฉินที่กำลังจะหยิบเงินออกมาเอาไว้ พวกเขาต่างก็เป็นคนกันเอง คงไม่เหมาะหากจะรับเงินจำนวนนี้เอาไว้


“อย่าคิดที่จะให้เงินกับฉันเชียวนะ เก็บมันเอาไว้เถอะ รีบกลับไปได้แล้ว พวกนายยังต้องกลับไปเก็บของอยู่ไม่ใช่เหรอ นี่กุญแจรถ เอารถฉันไปได้เลย แล้ววางกุญแจเอาไว้ประตูบ้านตระกูลฟู่นั่นแหละ ตอนเย็นฉันจะไปเอามันเอง”


เนื่องจากรู้จักกันมานาน ดังนั้นพวกเขาทั้งสองคนจึงสนิทกันแล้ว ! 


ตอนนี้เขายังต้องไปที่สำนักงานการค้าระหว่างประเทศเพื่อรับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกลับบ้าน ทั้งยังต้องไปรับวังจื่อหยวนอีก เพราะทุกคนจำเป็นต้องกลับไปในครั้งนี้


รถไฟขบวนนี้จะออกเดินทางในเวลา 18.00น. ดังนั้นทุกคนจึงต้องไปถึงสถานีรถไฟเวลา 17.00น. ซึ่งระยะทางจากบ้านไปถึงสถานีรถไฟใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้ใกล้จะบ่ายสามแล้ว


ทั้งสองจึงได้โทรหาพี่ชายและพี่สาว ก่อนจะไปรับทั้งสอง พวกเขาวางแผนว่าจะเล่าเหตุการณ์นี้ระหว่างทาง โชคดีที่วังจื่อหยวนทำงานอยู่ข้างๆ มิเช่นนั้นพวกเขาอาจจะกลับไปไม่ทันก็ได้


เมื่อขึ้นมาบนรถและได้ยินเรื่องนี้ ทั้งสามคนก็ต้องตกตะลึงจนถึงกับพูดไม่ออกไปทันที


ทันทีที่กลับมาถึงบ้านก็พบว่าทุกคนได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว เหลือเพียงแค่พวกฟู่เยี่ยนเท่านั้น


โชคดีที่ไป๋โม่เฉินมีเสื้อผ้าสองสามตัวที่นี่ มิเช่นนั้นเขาคงต้องวุ่นวายกว่าคนอื่นแน่นอน สำหรับวังจื่อหยวน เขาสามารถสวมเสื้อผ้าของฟู่เซินได้ เพราะพวกเขามีความสูงไล่เลี่ยกัน


หลังจากที่เก็บของเสร็จ ทุกคนก็รีบไปที่สถานีรถไฟทันที เด็กๆไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงดูตื่นเต้นมาก พวกเขาคิดว่ากำลังจะไปเที่ยว


ในทางตรงกันข้าม ผู้ใหญ่ทุกคนกลับไม่ค่อยพูดอะไรเลย และเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าพวกเขาดูไม่มีความสุขเท่าไหร่ ซึ่งฟู่เจี๋ยฟ่างและฟู่เวยต่างก็สังเกตเห็นถึงสีหน้าของทุกคนแล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงเลือกที่จะนั่งเงียบๆโดยไม่ส่งเสียงใด 


ลุงหลิวจัดที่นอนนุ่มๆให้กับฟู่ต้านี ก่อนจะเรียกเด็กๆตัวน้อยทุกคนมานอนด้วยกัน ด้วยตั๋วนอนเหล่านี้ เด็กๆทุกคนจึงสามารถนอนหลับได้อย่างสบายตลอดการเดินทาง


สำหรับผู้ใหญ่ แม้จะได้นอนก็จริง แต่พวกเขาเป็นคนหลับยากอยู่แล้ว และไม่มีใครสนใจที่จะหลับเลย เพียงแค่นั่งเงียบๆทั้งคืนเท่านั้น


ตอนกลางคืน, ฟูต้าหย่งและฟู่ต้าจวงยืนอยู่ในทางเดินของตู้รถนอน ทั้งสองพูดคุยกันว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ไม่ใช่แค่การจัดการเรื่องไว้ทุกข์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ฟู่เหล่าชวนถูกทำร้ายอีกด้วย


แม้ว่าพ่อของพวกเขาจะทำเรื่องที่น่าละอายใจมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยฆาตกรไปได้ ต้องทำให้เรื่องนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ทว่าพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร จึงคุยกันได้เพียงแค่คร่าวๆเท่านั้น


สองพี่น้องพูดคุยกันอยู่นานเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ และเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า


“นายได้ติดต่อกับเสี่ยวจินบ้างหรือเปล่า ? เขาว่าอย่างไรบ้าง ?” ฟู่ต้าหย่งยังคงกังวลว่าเสี่ยวจินอาจจะไม่สามารถกลับมาได้


“ฉันติดต่อครูผู้ฝึกสอนของพวกเขาแล้วล่ะ เขาสามารถขออนุญาตลาได้ แต่ลาได้เพียงสองวันเท่านั้น ไม่นับเวลาเดินทาง ตอนนี้เสี่ยวจินได้ไปประจำการอยู่ใกล้จากบ้านเกิดของเรามาก บางทีเขาอาจจะไปถึงที่นั่นพร้อมกับพวกเราก็ได้” ฟู่ต้าจวงตอบพี่ชายของเขาไปตรงๆ


“ก็ยังดี ส่วนแฟนของเสี่ยวจินยังไม่ได้หมั้นหมายกัน ดังนั้นช่างเถอะ”


ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ ตราบใดที่พวกเขาทุกคนกลับไป แค่นี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว


“นายไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันว่าจะดูต้านีสักหน่อย” ฟู่ต้าหย่งคิดว่าไม่สามารถให้เสี่ยวหลิวแบกเรื่องนี้ไว้คนเดียวได้ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ช่วงนี้เขานอนไม่หลับเลย


“พี่ใหญ่ ให้ฉันไปด้วยเถอะ”


“ฉันเดาว่าช่วงนี้พวกเราคงจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนมากนักหรอกนะ นายไปนอนก่อนเถอะ ฉันแค่จะไปดูความเรียบร้อย แล้วก็จะกลับไปพักผ่อนเหมือนกัน” ฟู่ต้าหย่งหยุดน้องชายของเขาเอาไว้ ก่อนจะเดินไปดูน้องสาวเพียงลำพัง


ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มารวมตัวเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งวังจื่อหยวนไม่คิดเลยว่าบ้านเกิดของพวกเขาจะยังมีกฎนี้อยู่ ตอนที่เขาอยู่ที่หมู่บ้านอันผิง ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องที่ว่าหากมีผู้เฒ่าเสียชีวิตลง ลูกหลานทุกคนจะต้องไว้ทุกข์แบบนี้มาก่อนเลย 


“นั่นก็เพราะว่า ตอนนั้นไม่มีใครเกิดอุบัติเหตุขึ้น ตระกูลฟู่เป็นกรณีแรกในรอบหลายสิบปีจริงๆ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากเลยล่ะ ! !” ฟู่เซินพูดออกมาอย่างประชดประชัน


“ครั้งนี้ก็ถือเป็นการกลับมาที่เก่าอีกครั้ง ตอนที่ฉันเป็นเด็กฝึกงานอยู่ในหมู่บ้าน ทุกคนต่างก็รู้ว่าเด็กๆที่บ้านพวกนายเยอะและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ทุกคนต่างก็เดากันไปว่า คุณลุงกับคุณป้าคงจะมีทองคำเก่าที่สืบทอดมาจากรุ่นก่อนแน่ๆ”


เพื่อทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาขึ้น วังจื่อหยวนจึงเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทุกอย่างดูสวยงามไปหมด แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนักก็ตาม


“ที่จริงตอนนั้นพวกคุณพูดถึงพวกเรายังไงบ้างล่ะ ? พี่เขยบอกหน่อยสิ ว่าพี่เริ่มสนใจพี่สาวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”


ฟู่เยี่ยนกระซิบถามออกไปเบาๆ จากนั้นเธอก็ได้ขยิบตาให้ฟู่เหมี่ยว เพราะฟู่เหมี่ยวก็อยากรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมกับสายตาทุกคู่ที่จ้องมองไปยังวังจื่อหยวน


“พี่สาวของเธอคงจะลืมไปแล้วว่าเธอกับพี่ใหญ่ได้มารับฉันตั้งแต่วันแรกที่ฉันมาถึงหมู่บ้านอันผิง ในตอนนั้นเธอตามพี่ใหญ่มาเพื่อมาช่วยเราขนสัมภาระ”


“นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับพี่สาวของเธอ และฉันก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้สวยมาก ฉันอยู่ที่เมืองหลวงมานาน แต่ยังไม่เคยเจอผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย !”


วังจื่อหยวนเหลือบมองฟู่เหมี่ยวแวบหนึ่ง ทำเอาฟู่เยี่ยนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว สายตาของทั้งสองคนช่างหวานจนดูเลี่ยนสุดๆ !


“ทำไมฉันถึงไม่สังเกตเห็นสิ่งนั้นเลยล่ะ” ดวงตาของฟู่เหมี่ยวเบิกกว้างด้วยความสงสัย และเธอจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนั้น


“ตอนนั้นเธอยังไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ เราเดินสวนกันบนถนนอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็มองข้ามฉันไปตลอด !” วังจื่อหยวนพูดด้วยความน้อยใจ


“ก็ตอนนั้นแม่สอนฉันว่าอย่าให้มีเรื่องผู้ชายเข้ามาก่อนจะเรียนจบ ดังนั้น... ฉันก็เลยไม่รู้ว่าเมื่อเจอนายฉันต้องทักทายแบบไหน” ฟู่เหมี่ยวพูดออกไปอย่างเก้อเขิน


“คุณป้าพูดถูกแล้ว ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก ยังแยกแยะคนดีหรือไม่ดีไม่ออกเลยด้วยซ้ำ” วังจื่อหยวนพูดพร้อมกับพยักหน้า


ตอนที่ 568: นอนไม่หลับ


เมื่อถึงกลางดึก ในขณะที่เด็กๆกำลังนอนหลับฝันดีอยู่นั้น ผู้ใหญ่ทุกคนในตระกูลฟู่ต่างก็ไม่มีใครหลับลงเลย


“ต้าหย่ง เด็กๆเป็นอย่างไรบ้าง ต้านีกำลังท้องอยู่ด้วย เสี่ยวหลิวจะรับผิดชอบหน้าที่นี้คนเดียวได้หรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา


ด้วยความที่ฟู่เหยายังเด็ก ดังนั้นเขาจึงนอนไม่หลับหากต้องห่างกับแม่ เขาจึงได้นอนกับหวังซู่เหมยที่นี่


“ไม่เป็นไรหรอก ผมจะไปดูเด็กๆในช่วงดึกเอง จะได้ให้เสี่ยวหลิวพักผ่อนบ้าง คุณเองก็หลับสักงีบเถอะ พรุ่งนี้เรายังต้องตื่นแต่เช้า !” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับหลับตาลงเพื่อที่จะพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วเขานอนไม่หลับเลย


ทุกคนต่างมีความคิดในใจของตัวเอง หลี่โม่ลี่เองก็นอนไม่หลับ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเธอรู้สึกเสียใจมากอยู่แล้ว และพอได้เจอหน้ากันวันนี้ ใจของเธอก็เหมือนสะดุดขึ้นมาทันที ท่าทีของเขาในวันนี้ได้บอกทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเธอแล้ว


หากเป็นเมื่อก่อน ฟู่ต้าอันจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังทุกครั้งที่เจอกัน แต่ตอนนี้เขากลับไม่พูดอะไรเลย นั่นไม่ได้แปลว่าเขาไม่ต้องการเธออีกต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ ?


นอกจากนี้ ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เธอยังคงคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคำพูดบางคำที่แม่ของเธอเคยพูดนั้นไม่เป็นความจริงเลย เธอเสียใจมากที่ถูกแม่ของตัวเองสอนมาแบบนี้ จึงรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย


เธอตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้เธอต้องทำอะไรสักอย่าง นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเธอแล้ว เธอต้องหาเวลาคุยกับต้าอัน เพราะหากเป็นแบบนี้ต่อไปมันคงจะไม่ดีแน่


ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องบังเอิญโดยไม่ได้ตั้งใจ ฟู่ต้าอันคิดว่าอีกไม่นานหลี่โม่ลี่คงได้รู้เรื่องที่ฟู่เหล่าชวนทำไว้แน่ๆ จึงไม่มีหน้าพอที่จะพูดออกไป แต่ไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งนี้กลับทำให้หลี่โม่ลี่เข้าใจผิดแทน


วันนี้ฟู่ต้าอันก็รู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย ที่พอเขาเอ่ยเรื่องนี้ เธอก็ไม่ลังเลและตามเขามาทันที พอคิดดูดีๆ เขาเองก็ยอมรับว่ามีส่วนผิดอยู่เหมือนกัน


ก่อนที่เขาจะแต่งงาน พี่สะใภ้ได้เคยเตือนเขาว่าอย่าทะเลาะกับภรรยาเพราะเรื่องของครอบครัวแต่ละฝ่าย เพระมันเป็นอะไรที่ไม่คุ้มค่าเลย เว้นเสียแต่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นจะย่ำแย่มากจริงๆเท่านั้น


หลังจากที่แต่งงานไปแล้ว เขาก็ตระหนักถึงทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในครอบครัว และทุกคนในครอบครัวต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว หากครั้งนี้ไม่ว่าหลี่โม่ลี่ตัดสินใจอย่างไร เขาก็พร้อมที่จะทำตาม เขาไม่อยากทำสงครามเย็นกับเธออีก


เพราะพวกเขาทั้งสองคนโตพอที่จะสร้างครอบครัวและมีลูกได้แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีหากครอบครัวของเขามีความรักและสามัคคีต่อกัน !


โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ทุกวันนี้หลี่โม่ลี่ไม่ต้องทนตื่นขึ้นมาฟังแม่ของเธอพูดเรื่องไร้สาระอีกต่อไปแล้ว เธอสามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติและมีชีวิตที่ดีได้ตามที่เธอต้องการ


ช่วงกลางคืน ฟู่ต้าหย่งก็ได้ลุกไปดูเด็กๆที่ตู้นอนด้านหลังเพื่อเปลี่ยนให้ลุงหลิวไปพักผ่อน ขณะที่เขากำลังเดินอยู่นั้น เขาก็พบว่าเสี่ยวฮั่วยังไม่นอนเช่นกัน


จากนั้น ทั้งพ่อและลูกสาวก็ได้เดินไปยังตู้นอนด้านหลังพร้อมกัน


หลังจากที่เปลี่ยนให้ลุงหลิวไปพัก ทั้งสองก็ได้นั่งลงตรงทางเดิน ซึ่งที่นั่นมีโต๊ะเล็กๆ ตั้งเอาไว้สำหรับคนที่ซื้อตั๋วตู้นอน จึงมีขนาดพอดีที่คนสองคนที่จะนั่งได้


“พ่อคะ หนูมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะบอกให้พ่อรู้ล่วงหน้าค่ะ เมื่อตอนบ่าย หนูได้ทำนายตวงชะตาของตากับยาย และพบว่าท่านทั้งสองก็มีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าจะร้ายแรงอะไรมากนัก หนูยังไม่แน่ใจ เอาไว้ไปถึงที่นั่น หนูจะไปตรวจดูชีพจรของตากับยายอย่างละเอียดอีกที”


ฟู่เยี่ยนบอกเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งไปตามตรง ถึงตอนนั้นจะได้มีคนโน้มน้าวใจแม่ของเธอได้


“ลูกเห็นอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ?” ฟู่ต้าหย่งถามออกไปอีกครั้ง


“หนูเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่สาเหตุหลักๆของปัญหานี้น่าจะอยู่ที่ลูกๆ บางทีอาจจะเป็นความผิดของลุงใหญ่ก็ได้ค่ะ แต่ตากับยายก็แก่แล้ว ไม่แปลกหรอกค่ะที่ทั้งสองจะเริ่มมีอาการป่วยให้เราเห็น”


“ลุงของลูกไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ เมื่อนานมาแล้ว เขาได้โทรหาพ่อ โดยบอกว่าตอนนี้เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตามไปด้วย


“พ่อคะ หนูคิดว่าตอนที่เราจะกลับเมืองหลวง เราชวนตากับยายไปเที่ยวที่บ้านของเราสักระยะหนึ่ง แม่จะได้อยู่กับตายายให้นานขึ้น จะได้ไม่ต้องทนคิดถึงกันค่ะ”


“อืม พ่อเองก็คุยเรื่องนี้กับแม่แล้วเหมือนกัน เราจะพาทั้งสองคนไปอยู่ที่บ้านของเราสักพัก”


ฟู่ต้าหย่งพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อก่อนตอนที่ชีวิตของพวกเขาลำบาก ก็เป็นพ่อตาและแม่ยายของเขาที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด ในเมื่อตอนนี้ครอบครัวของเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนผู้เฒ่าทั้งสองบ้าง


“ส่วนเรื่องของปู่... พ่อคงต้องเตรียมใจเอาไว้บ้างนะคะ หนูเกรงว่าตอนนี้อาการของปู่น่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก”


ฟู่เยี่ยนไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว คุณปู่ผู้โชคร้ายคนนี้ ตั้งแต่วันที่เธอข้ามเวลามาก็ไม่เคยทำเรื่องดีๆสักอย่าง พอตอนจะตายก็ยังได้ทำลายชื่อเสียงของตระกูล จนพ่อและอารองของเธอดูแย่ในสายตาของคนในหมู่บ้านอีกด้วย !


“ทำไมพ่อต้องเตรียมใจด้วยล่ะ ? พ่อชินกับเรื่องนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเตรียมใจหรอก เขาทำไม่ดีกับพวกเรามาโดยตลอด ลูกยังคิดว่าพ่อควรจะเสียใจกับพ่อแบบนี้อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูขมขื่นออกมา


ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้นสองพ่อลูกก็ได้นั่งเงียบตลอดทาง จนกระทั่งรุ่งสาง และรถไฟก็ได้มาถึงที่หมายในเวลาแปดโมงเช้า


ซึ่งทุกคนเองก็ได้ตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้าแล้ว เพราะการนอนแปลกที่นั้นทำให้พวกเขานอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ และยังต้องคิดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำอีกมากมายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ด้วย


เมื่อรถไฟมาถึงยังสถานีปลายทาง ทุกคนก็ได้เก็บข้าวของของตัวเองและลงไปจากรถไฟในทันที ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะมาชมทิวทัศน์ของที่นี่ จากนั้นทุกคนก็ได้รีบเดินออกไปจากชานชาลาอย่างรวดเร็ว


“พี่ใหญ่ เราต้องไปที่ไหนต่อเหรอ ?” ฟู่ต้าอันเป็นคนแรกที่ถามขึ้นมา


“เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า” จากนั้นทุกคนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ได้เดินออกไปข้างนอก ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็เห็นฟู่ซินที่กำลังยืนโบกมืออยู่ไม่ไกลนัก


“พ่อ อารอง อาเล็ก แม่ ทางนี้ครับ !”


“พ่อครับ เดินทางมาเหนื่อยๆ ให้ผมช่วยถือของเถอะครับ” ฟู่ซินพูดพร้อมกับรับของมาจากมือของฟู่​​ต้าหย่งและหวังซู่เหมย


“เสี่ยวจิน ลูกมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”


“ผมมาถึงที่นี่ได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วครับ ผมรู้แล้วว่าทุกคนนั่งรถไฟขบวนนี้มา จึงอยู่รออยู่ที่นี่ครับ”


จากนั้นทุกคนก็ได้เดินออกมาจากสถานีรถไฟ และฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมการต่างๆ


“ต้าจวง ต้าอัน เรารีบไปที่โรงพยาบาลกันก่อนเถอะ ซู่เหมย คุณเองก็ต้องไปกับผมด้วย ส่วนคนอื่นกลับไปเก็บข้าวของที่บ้านและหาข้าวหาปลาให้เด็กๆกินก่อนก็แล้วกัน”


“พ่อครับ ผมขอไปด้วยสิ ขาดผมไปสักคนคงไม่เป็นอะไรหรอกครับ เพราะยังมีเสี่ยวไป๋และจื่อหยวนกลับไปพร้อมกับทุกคนแล้ว” ฟู่เซินพูดแทรกขึ้นมาทันที


“อืม ถ้าอย่างนั้นลูกก็ตามพวกเรามาเถอะ”


หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็ได้แยกย้ายกัน บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ส่วนฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงก็ได้ตรงไปยังโรงพยาบาลประจำเขตทันที


ในเวลานี้ ฟู่เฉิงได้รออยู่ที่โรงพยาบาลประจำเขตแล้วเช่นกัน ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน ทั้งยังโตมาด้วยกันกับฟู่ต้าหย่ง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ และเมื่อเช้านี้ฟู่เหล่าชวนก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเพราะบาดแผลบริเวณศีรษะติดเชื้ออย่างรุนแรง


ท้ายที่สุดแล้ว ชายชราก็ไม่สามารถทนรอจนลูกๆของเขามาถึงได้


“เฉิงจื่อ เราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี ? ต้าหย่งและคนอื่นจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ ? เราไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้เองได้หรอกนะ !” คนที่พูดคือฟู่ต้ากวง


“เมื่อวานนี้ฉันได้โทรหาเขาแล้ว หากไม่มีปัญหาอะไร วันนี้พวกเขาก็น่าจะมาถึงแล้ว ฉันจะไปทำเรื่องเอกสารก่อน หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น เราจะนำศพของเขากลับไปรอที่บ้าน” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เฉิงก็ได้หันหลังกลับ และกำลังจะเดินออกไปเพื่อจ่ายค่ารักษารวมไปถึงจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ


โดยห้องชำระเงินของโรงพยาบาลประจำเขตนั้นอยู่บริเวณชั้นหนึ่ง ที่นี่มีอาคารที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก มีเพียงสามชั้นเท่านั้น ขณะที่กำลังจะจ่ายเงินนั้น เขาก็เห็นฟู่ต้าหย่งและคนอื่นกำลังเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่าคนไข้ที่ถูกส่งตัวมาเมื่อวานนี้อยู่ที่ไหน ?


“ต้าหย่ง ! นายมาถึงแล้วเหรอ !” ฟู่เฉิงตะโกนเรียกพวกเขาด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าเล็กน้อย


“ขอโทษด้วยที่มาช้า แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนกันล่ะ ?” ฟู่ต้าหย่งที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ถามออกไปทันที


“ต้าหย่ง พวกนายมาช้าไปก้าวหนึ่งแล้วล่ะ ปู่สามเพิ่งเสียชีวิตเมื่อประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันนี้เอง” ทันทีที่ฟู่เฉิงพูดจบ เขาก็เห็นว่าสีหน้าของทุกคนดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเขาเองก็ได้ถอนหายใจออกมา ก่อนจะกลั้นน้ำตาเอาไว้และเงยหน้าขึ้นมองไปบนเพดาน


ตอนที่ 569: ห้องโถงไว้ทุกข์


“ต้าหย่ง ฉันเสียใจด้วยนะ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องจัดการ ปู่สามเสียชีวิตแบบไม่คาดคิด และที่เกิดเหตุยังตรงกับต้นไม้เก่าในหมู่บ้านของเราอีก นี่เป็นงานศพ หากทุกคนในครอบครัวของนายไม่มาที่นี่ คงจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน”


“นายรีบโทรบอกให้ทุกคนกลับมาเถอะ หากขาดใครคนใดคนหนึ่งไปจะไม่สามารถจัดงานศพได้ นายเองก็รู้กฎบ้านเกิดนี้ดีอยู่แล้ว รีบไปจัดการเรื่องนี้เถอะ ส่วนฉันจะจัดการเรื่องที่โรงพยาบาลเอง แล้วค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านอีกที”


ทว่าฟู่เซินกลับหยุดฟู่เฉิงเอาไว้ ก่อนจะรับใบเสร็จนั้นมาและไปชำระเงินด้วยตัวเอง ตอนนี้ศพของฟู่เหล่าชวนได้ถูกนำส่งไปยังห้องดับจิตแล้ว


“เสี่ยวจิน ลูกกับเสี่ยวมู่ออกไปซื้อผ้าห่อศพให้ปู่เถอะ อย่าลืมซื้อรองเท้า หมวก และชุดใหม่ที่ดูเหมาะกับปู่มาด้วยล่ะ ทางนี้อารอง อาเล็กกับแม่จะจัดการเอง”


หวังซู่เหมยมองไปยังฟู่ต้าหย่ง เมื่อเห็นว่าเขายังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ เธอจึงรีบสั่งให้ลูกชายทั้งสองคนรีบออกไปซื้อผ้าห่อศพในทันที


เนื่องจากที่นี่มีกฎอยู่ว่าเมื่อชายชราเสียชีวิตลง ลูกสาวและลูกสะใภ้จะต้องเป็นคนแต่งตัวให้ แต่ตอนนี้ต้านีกำลังตั้งครรภ์ จึงไม่เหมาะที่จะทำแบบนั้นได้


ส่วนหลานสาวทั้งสองก็ไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้เช่นกัน ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวกำลังจะแต่งงานในอีกไม่ช้า ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงลังเลกับเรื่องนี้เล็กน้อย


“ต้าหย่ง ทำไมต้านีถึงไม่มาด้วยกันล่ะ การแต่งตัวให้กับพ่อถือว่าเป็นหน้าที่ของลูกสาวนะ”


การที่ต้องมีลูกสาวอยู่ด้วยนั้นเป็นเพราะพวกเขากลัวว่าการแต่งกายของชายชราจะไม่เรียบร้อย เพราะลูกสาวสามารถทำเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ได้ จึงต้องเป็นลูกสาวที่รับหน้าที่แต่งตัวมาโดยตลอด


“ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับนายเลยสินะ ตอนนี้ต้านีกำลังตั้งท้องลูกแฝด ฉันก็เลยกลัวว่าหากเธอมาที่นี่มันจะส่งผลเสียต่อลูกในท้องของเธอ และหากจะพูดตามหลักเกณฑ์แล้ว เมื่อลูกสาวไม่สามารถมาได้ หน้าที่นี้จะตกไปที่หลานสาว”


แต่เสี่ยวฉุ่ยกับเสี่ยวฮั่วกำลังจะแต่งงาน พวกเธอทั้งสองกำลังจะแต่งงานในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ฉันควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ต่อไปดี มันคงไม่เหมาะที่จะให้ทั้งสองมาทำหน้าที่นี้หรอกใช่ไหม ?”


ฟู่ต้าหย่งบอกเรื่องนี้กับฟู่เฉิงอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปจริงๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นอยู่ของคนที่ยังมีชีวิตย่อมสำคัญกว่าคนที่ตายไปแล้วอย่างแน่นอน


ฟู่เฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าฟู่เหล่าชวนได้เสียชีวิตไปแล้ว ทุกคนก็รู้กันหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง ฉะนั้นตอนนี้ก็ช่างมันเถอะ !


“ต้าหย่ง นายพอจะรู้จักญาติๆในตระกูลบ้างหรือเปล่า ?” ฟู่เฉิงกำลังพูดถึงว่ามีใครในครอบครัวของฟู่เหล่าชวนที่สามารถช่วยเรื่องนี้ได้หรือไม่ ?


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้โบกมือปฏิเสธ เพราะตอนทีย่าของเขายังอยู่ ย่าก็ได้ทำให้ครอบครัวฝ่ายแม่ของตนเองไม่พอใจ จึงไม่มีใครติดต่อกับเธออีกเลย


“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนพี่สะใภ้แล้วล่ะ ต้าหย่ง นายเองก็มาช่วยฉันด้วยเถอะ” ฟู่เฉิงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะหากพวกเขายังคงล่าช้าต่อไป ร่างไร้วิญญาณของชายชราก็จะเย็นจนไม่สามารถทำอะไรได้


“ไม่มีปัญหา ต้าหย่ง เราสองคนมาช่วยกันดีกว่า” หวังซู่เหมยที่อยู่ข้างๆ ได้พูดแทรกขึ้นมาทันที


สาเหตุของการเสียชีวิตของฟู่เหล่าชวนคือได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคลี่คลายว่าใครเป็นคนทำ เพราะทุกคนเห็นกันหมดว่าใครเป็นคนลงมือและเหตุการณ์มันชัดเจนมาก ฟู่เฉิงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว


ทั้งสองคนรีบสวมชุดนอนที่ฟู่ซินและฟู่เซินซื้อมาให้กับร่างของฟู่เหล่าชวนอย่างเรียบร้อย ในตอนนี้มันมีหลายจุดที่ไม่ค่อยเหมาะสม แต่ก็ไม่มีเวลาให้เลือกมากนัก การมีชุดนี้ใส่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว


“ต้าหย่ง ฉันติดต่อรถแล้ว อีกสักพักเขาจะพาพวกเรากลับไป เราจะกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกับรถเลย ปู่สามจากไปอย่างกะทันหัน ฉะนั้นเรายังต้องไปเตรียมโลงศพและจัดการเรื่องอื่นๆอีกมากมายเลย”


“เฉิงจื่อ ขอบคุณมากนะ ฉันต้องขอบคุณนายมากจริงๆ !” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของฟู่เฉิง เขาซาบซึ้งเป็นอย่างมากและไม่มีคำพูดใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว


“อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้วนะ อีกอย่างคณะกรรมการจัดการงานศพในหมู่บ้านเราก็ทำงานมาอย่างมีประสบการณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้”


“งานศพจะจัดในอีกสองวันข้างหน้า ก่อนหน้านั้นเราต้องหาคนมาจัดการสุสานให้ปู่สามก่อน และก็ต้องซ่อมบ้านเก่าให้เรียบร้อยด้วย งานนี้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนญาติที่ต้องแจ้งก็ควรแจ้งให้ครบเถอะ !”


ฟู่เฉิงช่วยฟู่ต้าหย่งคิดทุกอย่าง และทุกรายการก็มีความละเอียดชัดเจนมาก 


“ต้าจวง นายกลับไปกับฉัน ฉันจะไปติดต่อให้คนไปทำสุสาน ส่วนต้าอัน นายเองก็ควรแจ้งเรื่องนี้กับพ่อตาของนายให้พวกเขามาร่วมงานศพด้วยนะ”


“พี่ใหญ่ ผมจะกลับไปจัดห้องโถงไว้ทุกข์เอง พี่กับต้าอันหาอะไรกินก่อนเถอะ แล้วค่อยไปติดต่อเรื่องโลงศพ” ฟู่ต้าจวงเสนอความคิดของเขา


“ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นนายก็ไปเถอะ ฉันกับต้าอันจะไปแจ้งเรื่องนี้กับทุกคนและจัดการเรื่องโลงศพกับเรื่องอื่นเอง” ฟู่ต้าหย่งพูดอย่างอ่อนแรง


หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ พวกเขาก็ได้แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม จากนั้นฟู่ต้าจวงก็ได้นำศพของฟู่เหล่าชวนกลับไปที่หมู่บ้าน ไม่มีใครคาดคิดถึงเรื่องนี้เลย ดังนั้นการจัดเตรียมห้องโถงไว้ทุกข์จึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย


“นี่มันบ้านของฉันนะ จะเอาศพของเขาไปในบ้านของฉันไม่ได้อย่างเด็ดขาด ! ไม่ได้ ฉันไม่เห็นด้วย !” หนิวชุ่ยฮวากางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อหยุดทุกคนเอาไว้ เธอปฏิเสธและไม่ยอมให้พวกเขาเอาศพของฟู่เหล่าชวนเข้าไปข้างใน


“หนิวชุ่ยฮวา หลบไป อย่ามาขวางทางแบบนี้ เธอเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของใคร ? ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะว่าการที่พ่อของฉันจะกลับบ้านของตัวเอง จำเป็นต้องขออนุญาตใครด้วย” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่หนิวชุ่ยฮวาอย่างเย็นชา


“ฉันหย่ากับฟู่เหล่าชวนแล้ว และเขาก็ได้ยกบ้านหลังนี้ให้กับฉันแล้วด้วย นายไม่มีสิทธิ์เอาศพของเขาเข้าไป นี่คือบ้านของฉัน และตอนนี้ฉันก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว”


หนิวชุ่ยฮวาหดตัวลงด้วยความกลัว แต่เธอก็ไม่ยอมหลีกทางให้แต่อย่างใด จึงทำให้ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์เริ่มซุบซิบนินทาขึ้นมาในทันที


“เรื่องที่หนิวชุ่ยฮวาพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ? ทำไมเราไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ เธอหย่าแล้วเหรอ ? แล้วทำไมถึงยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้อยู่อีก”


“เธอกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ อย่างน้อยเธอก็ควรจะเอาใบหย่ามาให้พวกเราดูด้วย การที่เธอทำแบบนี้มันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเธอต้องการที่จะยึดบ้านเป็นของตัวเอง !”


“ใช่แล้วล่ะ เธอกล้าปิดประตูไม่ให้คนอื่นเข้าไปทั้งที่ไม่ได้แสดงใบหย่าเลย แม้ว่าฟู่เหล่าชวนจะตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีลูกชายและลูกสาวอยู่ อีกทั้งหลานๆทุกคนของเขาก็ยังได้เข้าศึกษาในวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย ไม่คิดเลยหนิวชุ่ยฮวาจะกล้าพูดแบบนั้นออกมาได้ !”


“เธอบอกว่าหย่ากับพ่อแล้วเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นใบหย่าอยู่ที่ไหนกันล่ะ ? แล้วที่เธอบอกว่าเขาให้บ้านหลังนี้กับเธอ มีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเปล่า ? พยานอยู่ไหน ? เรียกทั้งหมดมา หากเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ พวกเราจะเป็นฝ่ายไปจากที่นี่เอง แต่หากไม่มีหลักฐานอะไรเลย เราจะนำศพเขาเข้าไปข้างใน”


ฟู่ต้าจวงยังคงไม่ยอมแพ้ เขาได้พูดกดดันให้หนิวชุ่ยฮวานำใบหย่าออกมาแสดงในทันที


ทว่าหนิวชุ่ยฮวามีใบหย่าเสียที่ไหน ? ตอนที่ฟู่เหล่าชวนยังมีชีวิตอยู่ หากเธอพูดถึงเรื่องการหย่าร้างก็เท่ากับว่าเป็นการกระตุ้นให้ฟู่เหล่าชวนไล่เธอออกจากบ้านไม่ใช่หรือ ? อย่างน้อยเขาก็ยังมีเงินค่าเลี้ยงดูถึงเดือนละสามสิบหยวนเลยนะ


ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกผิดก็ได้ฉายชัดขึ้นมาในแววตาของเธอ


“เราสองคนตกลงกันด้วยปากเปล่า ยังไม่ได้ไปขอใบหย่า แต่ที่จริงแล้วเราแยกทางกันแล้ว เขาก็ไปคบหากับแม่หม้ายหลิวจากหมู่บ้านข้างๆ ถามใครในหมู่บ้านก็รู้ เรื่องนี้ใครก็พูดกันแล้ว ถ้าจะตั้งห้องโถงไว้ทุกข์ก็ควรตั้งที่บ้านของเธอ”


“และที่สำคัญเป็นลูกชายของแม่หม้ายหลิวเองนั่นแหละที่ทำร้ายเขา มีพยานที่รู้เห็นเรื่องนี้ด้วย !” หนิวชุ่ยฮวาเริ่มใช้กลอุบายอีกครั้ง


“ในเมื่อไม่มีใบหย่า ก็แสดงว่าบ้านหลังนี้ยังคงเป็นบ้านของพ่อ ถึงแม้จะมีใบหย่าก็ตาม แต่ชื่อของเธอก็ไม่ได้เป็นเจ้าบ้านอยู่ดี หนิวชุ่ยฮวา รีบออกไปให้พ้นทางเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นก็อย่ามาหาว่าฉันไม่สุภาพก็แล้วกัน”


“ส่วนคนที่ทำร้ายพ่อของฉันก็ต้องชดใช้ชีวิตไปตามกฎหมาย เป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ ! ฉันไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆอย่างแน่นอน !” แม้ว่าตอนนี้ฟู่ต้าจวงจะแต่งกายด้วยชุดลำลอง แต่เขาก็ยังคงแผ่ออร่าอันแข็งแกร่งออกมาอย่าน่าเกรงขาม


ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวที่ทราบข่าวนี้ก็ได้รีบมาที่นี่ในทันที เมื่อเห็นว่ามีคนกำลังพยายามขวางทางอยู่ ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าไปดึงหนิวชุ่ยฮวาที่ยืนขวางอยู่ออกมา


จากนั้น ชายหนุ่มจากตระกูลฟู่ก็ได้ยกร่างของฟู่เหล่าชวนเข้าไปข้างใน ทันทีที่ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนปล่อยตัวหนิวชุ่ยฮวา เธอก็ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วเริ่มร้องโวยวายและแสดงท่าทีดุร้ายออกมา


“คิดว่าจะทำอะไรกับฉันก็ได้อย่างนั้นเหรอ ! พอเห็นฉันเป็นแค่หญิงหม้ายก็เลยรังแกฉันสินะ !” ทว่ากลับไม่ได้มีใครสนใจเลยแม้แต่คนเดียว ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้านไป ห้องโถงไว้ทุกข์จะต้องมีโต๊ะ ธูป และตะเกียงที่มีไฟลุกอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังต้องมีคนคอยเฝ้าดูแลสิ่งนี้อยู่ตลอดอีกด้วย


ผู้คนเดินไปมา ไม่มีใครสนใจเธอเลย หนิวชุ่ยฮวารู้สึกตกใจ เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้านและมองดูห้องของตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเข้าไปในนั้น


ตอนที่ 570: งานศพ


เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นท่าทีของหนิวชุ่ยฮวา เธอก็ได้เดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะปิดประตูลงและเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ จนพบว่าหนิวชุ่ยฮวาได้ซ่อนเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ คาดว่าเป็นเงินเก็บสำหรับใช้ส่วนตัว


ฟู่เยี่ยนยังไม่ลืมความเกลียดชังที่เธอได้รับจากหนิวชุ่ยฮวาในตอนนั้น ตอนนี้ถึงเวลาที่หนิวชุ่ยฮวาต้องชดใช้แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ทำให้หนิวชุ่ยฮวาออกไปจากที่นี่ในตอนแรกนั้นเป็นเพราะฟู่เหล่าชวนยังมีชีวิตอยู่


แม้ว่าจะไม่มีหนิวชุ่ยฮวา แต่ก็อาจจะมีหวังชุ่ยฮวา หรือไม่ก็จางชุ่ยฮวาเข้ามา เธอจึงขี้เกียจเกินกว่าจะรับมือกับเรื่องไร้สาระของฟู่เหล่าชวนอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้หนิวชุ่ยฮวาอยู่อย่างสุขสบายมาจนถึงวันนี้ และตอนนี้ฟู่เหล่าชวนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป ฉะนั้นมาทำอะไรสนุกๆกันหน่อยดีกว่า !


ฟู่เยี่ยนขยับข้อมือเบาๆ และยันต์ก็ได้ถูกดีดไปที่ประตูห้องนอนของหนิวชุ่ยฮวาทันที มันคือยันต์มายาขนาดเล็กที่มีพลังอันแข็งแกร่งซ่อนอยู่ !


มันจะทำให้หนิวชุ่ยฮวาสามารถมองเห็นฟู่เหล่าชวนได้ตลอดเวลา หลังจากที่คู่รักคู่หนึ่งต้องแยกทางกัน คงจะดีไม่น้อยหากได้รำลึกถึงภาพความรู้สึกเก่าๆด้วยกันเสียหน่อย


เพียงไม่นานหลังจากที่ยันต์ถูกใช้งาน หนิวชุ่ยฮวาที่เดินเข้ามาในห้องก็ได้กรีดร้องด้วยความตกใจ


“ตาเฒ่า คุณมีความคับข้องใจอะไรกับฉันกัน ฉันไม่ได้เป็นคนทำร้ายคุณสักหน่อย ลูกชายของแม่หม้ายหลิวต่างหากล่ะที่ใช้ก้อนอิฐตีหัวคุณ ฉันแค่เคยพูดคุยกับเขาเพียงไม่กี่คำเท่านั้น แต่ฉันไม่ได้บอกเขาว่าคุณเป็นชู้กับแม่ของเขา คุณอย่าทำอะไรฉันเลย......!”


คำพูดที่หนิวชุ่ยฮวาตะโกนออกมานั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงไว้ทุกข์ได้ยินมันอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปดูเธอเลย


เมื่อฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็ได้มืดลงแล้ว และได้มีแขกมากมายมาร่วมงานศพ ไม่ว่าจะเป็นญาติๆ หรือแม้แต่เพื่อนฝูง ดังนั้นที่นี่จึงดูค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าฟู่เหล่าชวนจะต้องมาเสียชีวิตลงด้วยเหตุการณ์แบบนี้


การเตรียมงานต่างๆนั้นเป็นความรับผิดชอบของลูกชายและหลานชายของตระกูลอยู่แล้ว ซึ่งไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนไม่ได้ต้องการที่จะทำแบบนั้น เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นแค่หลานเขยที่ได้หมั้นหมายกันเอาไว้ จึงได้แค่ช่วยอำนวยความสะดวกในห้องโถงไว้ทุกข์เท่านั้น


ทุกคนต่างก็ยุ่งตลอดทั้งวัน ในช่วงบ่าย หวังซู่เหมยได้พาฉือหมิ่นและหลี่โม่ลี่ไปทำความสะอาดบ้าน เพื่อจะใช้ที่นั่นเป็นที่พักของทุกคนในครั้งนี้


ส่วนเด็กๆต่างก็ดูสนุกสนานมาก เมื่อได้กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง โดยเด็กๆที่โตแล้วจะรับหน้าที่ดูแลน้องๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเลย อย่างไรก็ตาม เด็กๆก็เล่นได้เพียงแค่ในลานบ้านเท่านั้น ไม่มีทางที่พวกเขาจะหนีออกไปเล่นข้างนอกได้


ทางด้านฟู่ต้านีที่ช่วยทำงานหนักไม่ได้ จึงได้เป็นคนเตรียมชุดสีขาวสำหรับทุกคนเพื่อใช้สวมใส่ในงานศพแทน ไม่มีอะไรที่เธอต้องเสียใจเลย ในฐานะพ่อลูก เธอได้ตอบแทนบุญคุณไปหมดแล้ว ทั้งยังต้องทนทุกข์กับบาปทั้งหมดที่พ่อของเธอก่ออีกด้วย ดังนั้นการตายของเขาจึงไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเธอมากนัก


ลุงหลิวเองก็ยุ่งมากเช่นกัน เขาเอาผ้าห่มไปตาก ก่อนจะออกไปร้านขายของชำ และกลับมาทำความสะอาดในบ้าน เพราะทุกคนยังต้องกลับมากินข้าวที่นี่


หน้าที่การทำอาหารมื้อเย็นนั้นตกเป็นของฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวไปโดยปริยาย พวกเธอทั้งสองคนไม่เพียงแค่ต้องทำอาหารให้ครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องทำอาหารให้กับเหล่าเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานด้วย


ดังนั้นเธอจึงทำตุ๋นกะหล่ำปลี หัวไชเท้า และมันฝรั่งหม้อใหญ่ขึ้นมา เพื่อเป็นการขอบคุณที่ทุกคนมาช่วยจัดเตรียมสถานที่


ทุกคนช่วยกันทำงานจนทุกอย่างสำเร็จ และตราบใดที่งานศพผ่านไปได้อย่างราบรื่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว


ทางด้านป้าเหอและลูกสะใภ้ก็ได้นำอาหารมากมายมาช่วยด้วยอีกแรง เมื่อรู้ว่าตระกูลฟู่เพิ่งกลับมาถึงและคงจะวุ่นวายมากแน่ๆ เธอและครอบครัวจึงรีบไปช่วยจัดเตรียมสถานที่ในทันที


นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งข่าวเรื่องงานศพให้พ่อกับแม่ของหลี่โม่ลี่ทราบด้วย หากจะพูดตามหลักของเหตุและผลแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องมาร่วมงานศพในครั้งนี้ เพราะถึงอย่างไรคนที่เสียชีวิตลงไปนั้นก็เป็นถึงพ่อสามีของลูกสาวพวกเขา


ส่วนครอบครัวของฉือหมิ่นนั้นอยู่ไกลเกินไป จึงไม่สามารถมาร่วมงานศพได้ พวกเขาคงจะมาไม่ทัน ในตอนที่แต่งงาน พวกเขายังได้ขอให้ป้าเหอช่วยมาเป็นญาติฝ่ายฉือหมิ่นให้เลยด้วยซ้ำ


ทางด้านครอบครัวของหวังซู่เหมย พวกเขาจะมาร่วมงานศพครั้งนี้ด้วยอย่างแน่นอน เพราะเมื่อวานนี้ฟู่ต้าหย่งได้ไปแจ้งข่าวเรื่องงานศพกับพวกเขาที่บ้านแล้ว


ในวันรุ่งขึ้น สุสานของฟู่เหล่าชวนก็ได้ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากจะทำตามหลักการนั้น ควรฝังศพของเขาเอาไว้ข้างๆหลุมศพของเสิ่นซู่ฉี แต่เสิ่นซู่ฉีได้ทิ้งจดหมายเอาไว้แล้ว โดยเนื้อความในจดหมายบอกว่าพวกเขาทั้งสองหย่าร้างและขาดจากกันแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องฝังด้วยกันอีกต่อไป


ดังนั้นพวกเขาจึงได้หาที่ใหม่ โดยเป็นที่ดินในสุสานของตระกูลฟู่ และสร้างสุสานใหม่สำหรับฟู่เหล่าชวนขึ้นมา


โลงศพของเขาเป็นโลงศพที่มีคุณภาพดีที่สุด และเมื่อคนในหมู่บ้านเห็นเช่นนั้นต่างก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นไม่ได้กลับมาที่บ้านเกิดมาสองสามปีแล้ว ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าฟู่เหล่าชวนเป็นคนแบบไหน


นอกจากนี้ พวกเขายังรู้สึกอิจฉามากที่ตระกูลฟู่ทำแบบนี้ การที่ลูกชายของเขาจัดงานศพอย่างใหญ่โตให้แบบนี้ ถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้เป็นพ่อมากแล้ว


ซึ่งงานใหญ่ที่สุดก็คืองานศพในวันที่สาม ในวันนี้โลงศพของฟู่เหล่าชวนจะต้องถูกหามไปยังสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุก่อน แล้วจึงจะสามารถนำขึ้นไปบนภูเขาได้


ฟู่เยี่ยนไม่มีทางยอมปล่อยให้เรื่องนี้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างราบรื่น


คนจากสิบกว่าบ้านที่อยู่ใกล้กับต้นไม้เก่าแก่ที่เกิดเรื่องต่างยืนดูอยู่ข้างๆ พวกเขาตรวจดูคนในตระกูลฟู่ทีละคน เพื่อดูว่ามีใครหายไปหรือไม่ เพราะถ้าคนในตระกูลฟู่ขาดหายไป อาจทำให้ลูกหลานของพวกเขาเดือดร้อนได้


อีกทั้งพวกเขายังต้องชดใช้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นไม่กล้าประมาทในเรื่องนี้เลย แม้แต่ฟู่เหยาและคนอื่นก็ยังต้องติดตามมาอย่างเชื่อฟัง และไม่กล้าเล่นซุกซนเลยแม้แต่น้อย


ไม่เว้นแม้แต่หนิวชุ่ยฮวา ในวันนี้เธอเองก็ได้สวมชุดสีขาวและไปร่วมงานศพด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อวาน ‘ฟู่เหล่าชวน’ ได้มาคุยกับเธอ โดยบอกว่าหากเธอมาร่วมงานในวันนี้ ทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี !


หลังจากที่จัดการเรื่องงานศพต่อไปได้โดยที่ไม่มีปัญหาใดๆ ในที่สุดทุกคนก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงและได้ขอบคุณคนที่มาให้การช่วยเหลือเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ฟู่ซินต้องกลับเข้ากองทัพพอดี


ส่วนทุกคนในตระกูลฟู่ก็ได้ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อตื่นมาอีกทีก็พบว่าเป็นเช้าของวันรุ่งขึ้นแล้ว


สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือการจัดการกับสาเหตุการตายของฟู่เหล่าชวน และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของหนิวชุ่ยฮวา


ฟู่ต้าหย่ง ฟู่ต้าจวง และฟู่ต้าอันได้แจ้งความจับคนที่เอาก้อนอิฐไปตีฟู่เหล่าซวน แต่จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้เลย


ตระกูลฟู่ทุกคนจึงเดาว่าอาจมีคนคอยช่วยเหลือเขาอยู่


“เสี่ยวฮั่ว พอจะมีวิธีที่ทำให้รู้ว่าตอนนี้คนคนนั้นอยู่ที่ไหนได้บ้างหรือเปล่า ?”


เรื่องนี้ยังไม่จบ หากไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ เรื่องหลังจากการเสียชีวิตของฟู่เหล่าซวนก็ถือว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาตัวคนร้ายให้ได้ คนตระกูลฟู่ไม่ได้คิดจะต่อว่าหรือทำร้ายใคร แต่จะมอบให้ตำรวจจัดการตามกฎหมายต่อไป


“เขามีลุงอยู่ค่ะ และตอนนี้เขาก็น่าจะหลบไปอยู่ที่บ้านลุงของเขา” หลังจากที่นับนิ้วมือเพื่อทำนายอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวง


“พี่ใหญ่ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง ฉันจะบอกเรื่องนี้กับตำรวจ อย่ากังวลไปเลย” ฟู่ต้าจวงหยุดฟู่ต้าหย่งเอาไว้ บอกว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


“เอาล่ะ น้องรอง นายช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วยแล้วกัน ช่วงนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ ได้พักสักหน่อยก็คงจะดี” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้นอนหลับอย่างสนิทมาสองสามวันแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเพลียเป็นอย่างมาก


ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ตามเข้าไปตรวจดูชีพจรของผู้เป็นพ่อทันที แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติกับร่างกายของเขา เขาแค่พักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น


เธอจึงได้ไปที่บ้านของป้าเหอเพื่อขอแม่ไก่แก่มาหนึ่งตัว จากนั้นเธอก็ได้หยิบโสมชิ้นเล็กๆสองสามชิ้นออกมาจากดินแดนต่างมิติ เธอคิดว่าจะตุ๋นมันให้ทุกคนทานเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้า


ส่วนเรื่องของหนิวชุ่ยฮวาก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจัดการ เพราะทั้งเธอและบ้านไม่มีทางหนีไปไหนได้อยู่แล้ว


เธอจะอยู่บ้านหลังนั้นไม่ได้อีกแล้ว คนในครอบครัวตกลงกันเรียบร้อยว่าจะบริจาคบ้านหลังนั้นให้หมู่บ้านเพื่อใช้ทำโรงเรียนประถม ซึ่งโรงเรียนประถมของหมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้กับบ้านเก่าของตระกูลฟู่ ถือว่าเป็นการทำบุญสร้างกุศลให้กับคนรุ่นหลังต่อไป


ของขวัญชิ้นใหญ่ที่ฟู่เยี่ยนเตรียมไว้ให้เธอยังไม่จบ เมื่อคืนฟู่เยี่ยนแอบออกไปข้างนอกและตั้งค่ายกลไว้ให้เธอ ถ้าหากหนิวชุ่ยฮวามีความลับหรือความผิดติดอยู่ในใจ ก็จะอยู่ที่นี่ไม่ได้และต้องหาคนมาคอยอยู่เป็นเพื่อน


ถึงเวลานั้นก็จะได้เห็นเรื่องสนุกแน่นอน !



จบตอน

Comments