ตอนที่ 571: ความเห็นแก่ตัว
อีกด้านหนึ่ง หลี่โม่ลี่ก็ได้พูดคุยกับฟู่ต้าอัน โดยเธออยากจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอที่บ้าน ตอนนี้การจัดงานศพก็ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล พวกเขาจึงจะออกเดินทางในตอนเช้า และกลับมาอีกครั้งในตอนบ่าย
“ได้สิ ! ผมขอเก็บของก่อน เดี๋ยวเรากลับไปด้วยกันหลังกินมื้อกลางวันแล้ว เมื่อวานนี้พ่อกับแม่ของคุณมาร่วมงาน เรายังไม่ได้ขอบคุณเลย ที่บ้านของเรามีเนื้อตากแห้งอยู่ด้วย ผมจะไปขอมันกับพี่สะใภ้สักสองชิ้นเพื่อจะได้เอามันไปเป็นของฝาก”
ก่อนที่หลี่โม่ลี่จะทันได้พูดอะไร ฟู่ต้าอันก็ได้วิ่งเข้าไปหาหวังซู่เหมย เนื้อตากแห้งเหล่านี้เป็นความช่วยเหลือจากตระกูลหวัง ซึ่งพวกเขาได้ขอให้หวังซู่เหมยมอบมันเป็นของขวัญตอบแทนให้กับครอบครัวหลายครอบครับที่สนิทกัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว หลี่ชุ่นลี่และครอบครัวของเธอก็ถือว่าไม่ใช่คนนอก
ความจริงนั้น หลี่โม่ลี่ต้องการที่จะกลับไปคนเดียวเพื่อคุยบางอย่างกับแม่ของเธอ ไม่คิดเลยว่าต้าอันจะอยากกลับไปกับเธอด้วย แต่เธอก็ไม่สามารถปฏิเสธความมุ่งมั่นของต้าอันได้
ในช่วงระยะเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เธอเข้าใจแล้วว่าตระกูลฟู่ทุ่มเทให้กับคนที่พวกเขารักมากๆ และไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทนเลย
แต่เป็นเธอเองที่งี่เง่าเกินไป จึงได้มองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะมักคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่จะมีอะไรที่เป็นเรื่องธรรมดาได้ล่ะ ? ถ้าเป็นครอบครัวเดียวกันก็ต้องร่วมมือกัน แต่ถ้าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน เขาจะต้องให้ความช่วยเหลือคุณไปทำไม ?
ฟู่ต้าอันเดินออกมาพร้อมกับถือเนื้อตากแห้งชิ้นใหญ่สองชิ้นในมือ จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ได้เดินไปที่บ้านตระกูลหลี่ วันนี้อากาศไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ทั้งสองออกมาเดินเล่นเลย
ขณะที่กำลังเดินไปด้วยกันนั้น หลี่โม่ลี่ก็รู้สึกลังเลอยู่หลายครั้ง ซึ่งฟู่ต้าอันเองก็ได้สังเกตเห็นทุกอย่างแล้วเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาไม่รู้ว่าหลี่โม่ลี่กำลังคิดอะไรอยู่
“ต้าอัน หยุดก่อน ฉันมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะบอกกับคุณ” หลี่โม่ลี่รู้สึกว่าหากเธอไม่อธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนก่อนถึงบ้าน เธอคงไม่สามารถผ่านอุปสรรคนี้ไปได้
เพราะถ้าแม่ของเธอเรียกร้องอะไรที่ดูไม่เหมาะสมอีกครั้ง มีหวังชีวิตคู่ของเธอคงต้องพังพินาศลงไปจริงๆเสียแล้ว
ฟู่ต้าอันจึงชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะมองไปที่หลี่โม่ลี่อย่างเงียบๆ
“ต้าอัน ฉันรู้ว่าฉันเคยเชื่อคำพูดของแม่มากเกินไปและเคยทำเรื่องที่ผิดมาก่อน ช่วงนี้ฉันได้คิดทบทวนดูแล้ว ซึ่งบางคำพูด แม่ก็ทำเพื่อตัวฉันเอง แต่ส่วนใหญ่นั้นจะเอนเอียงไปทางพี่ใหญ่เสียมากกว่า”
“แม้ว่าเมื่อก่อนพี่ใหญ่จะเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของคุณย่า และทุกคนก็คิดว่าแม่รักฉันมากกว่า แต่อันที่จริงแล้วแม่รู้สึกผิดต่อพี่ใหญ่มาโดยตลอด”
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ชีวิตของเราก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก จึงทำให้ความคิดของแม่เปลี่ยนไป หากเรายังอยู่ในอำเภอ แม่คงจะไม่ลำเอียงถึงขนาดนี้”
เมื่อเห็นว่าฟู่ต้าอันยังคงเงียบอยู่ หลี่โม่ลี่จึงรีบพูดออกไปอย่างร้อนรนใจ
“อย่ากังวลไปเลย ไม่ว่าในอนาคตแม่จะพูดอะไรก็ตาม ฉันจะไม่ฟังแม่อีกต่อไป หากฉันยังเอาแต่ฟังแม่ต่อไป คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับเราทั้งคู่แน่นอน”
“โม่ลี่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะเข้าใจ และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณจริงๆ แต่พ่อกับแม่ของคุณก็ยังเคยทำดีต่อผมมาก่อน ซึ่งผมก็ยังคงจำเรื่องนี้ได้ไม่เคยลืม”
“แต่สิ่งที่ผมทนไม่ได้จริงๆ ก็คือพวกเขาปฏิบัติต่อเราทั้งคู่เหมือนเป็นคนโง่ ที่พี่ใหญ่ต้องกลายเป็นแบบนี้ มันเป็นความผิดของเราเหรอ ? ตอนที่เขาต้องการจะเปลี่ยนงาน ผมก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่”
“แต่การทำอะไรต้องมีขอบเขต หรือคุณเองก็คิดว่าผมควรจะยกบ้านให้พี่ใหญ่ด้วย ?”
ฟู่ต้าอันที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้พูดอย่างเปิดใจ หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาก็ได้มีความคิดเห็นบางอย่างต่อหลี่ซุ่นหลี่และภรรยาเช่นกัน
หลี่โม่ลี่ส่ายหน้าปฏิเสธ แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดแบบนั้น
“ต้าอัน ฉันไม่ได้ขออะไรอย่างอื่น แค่อยากบอกคุณเรื่องหนึ่ง คาดว่าแม่เองคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว ไม่ว่าแม่เขาจะพูดอะไร คุณอย่าไปสนใจ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“อืม ก่อนที่เราจะกลับ เราควรจะให้เงินพ่อกับแม่ของคุณเอาไว้ด้วยนะ ผมคิดว่าจะให้เงินกับพวกเขาเดือนละยี่สิบหยวน แล้วค่อยเพิ่มให้ในอนาคต”
เมื่อฟู่ต้าอันเห็นว่าหลี่โม่ลี่มีความคิดบางอย่าง เขาจึงได้บอกวิธีแก้ปัญหาที่เขาคิดเอาไว้กับเธอไป
“ต้าอัน ขอบคุณมากเลยนะ ที่จริงแล้วหากคุณจะไม่ให้เงินกับฉันมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย คงยังไม่สายเกินไปหรอกที่เราจะมอบเงินให้กับพ่อแม่ของฉันในอนาคต แต่ตอนนี้ให้ฉันจัดการเรื่องทั้งหมดก่อนดีกว่า” หลี่โม่ลี่มีความคิดบางอย่างอยู่ในใจของเธอแล้ว
หลังจากที่ทั้งสองตกลงกันเสร็จ ความตึงเครียดระหว่างพวกเขาก็ดูผ่อนคลายลงไปมาก แต่ก็ยังคงมีความคับข้องใจกันอยู่เล็กน้อย ซึ่งหลี่โมลี่ก็รู้ดีว่ามันคงจะขึ้นอยู่กับท่าทีของเธอด้วย
เธอจึงได้ถอนหายใจออกมา ต้าอันเป็นคนที่มีจิตใจดี และเธอก็เลือกคนไม่ผิด
ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และดูเหมือนว่าตอนนี้สถานการณ์ได้กลับไปอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้หลี่ชุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอได้ไล่ลูกชายของพวกเขาออกไปจากบ้าน แต่หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
และในเวลานี้ ทั้งสี่คนก็กำลังพูดถึงเรื่องงานศพเมื่อวานนี้อยู่
“แม่ ฉันคิดว่าพี่รองของต้าอันมีตำแหน่งที่ใหญ่โตใช้ได้เลยทีเดียว เมื่อวานนี้ผู้นำกองทัพก็มาร่วมงานศพด้วยนะคะ แม้ว่านายอำเภอจะมาไม่ได้ แต่เขาก็ยังส่งเลขามาเป็นตัวแทน” ติงฮวาพูดคุยกับไฉเฉี่ยวเหอขณะที่เด็ดผักไปด้วย
“อันที่จริงพี่เขยรองของโม่ลี่ถือว่าเป็นนายทหารระดับสูงในเมืองหลวงเลยนะ เขาทำให้พวกเราดูตัวเล็กจ้อยไปเลย”
ใบหน้าของไฉเฉี่ยวเหอดูเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ ลูกสาวของเธอได้แต่งงานกับตระกูลที่ดี และตอนนี้เธอก็ดูจะปรามลูกสะใภ้ได้แล้ว ไม่นานมานี้ติงฮวาเชื่อฟังเธอมาก เนื่องจากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นติงฮวาจึงไม่กล้าปีกกล้าขาแข็งใส่เธออีก
“พ่อครับ ในเมื่อฟู่ต้าจวงมีตำแหน่งใหญ่โต พอจะให้เขาช่วยพูดเรื่องงานของผมได้หรือเปล่า ? ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ยอดขายของสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงไปมากเลย”
“เพราะมีร้านค้าเล็กๆ ตามท้องถนนเพิ่มขึ้นมากมาย และสินค้าที่วางขายในสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคก็ไม่ใช่สินค้าที่หายากอะไรขนาดนั้น ทั้งยังต้องใช้ตั๋วอาหารมาแลกซื้ออีกด้วย จึงทำให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการน้อยลง เมื่อรายได้ลดลง เงินเดือนของผมก็ต้องลดตามไปด้วยเหมือนกัน”
เมื่อวานนี้หลี่ซ่งไป่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของตระกูลฟู่มาแล้ว วันนี้จึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่คิดเรื่องนี้มาตลอดทั้งคืน เขาจึงพูดเรื่องนี้กับพ่อของเขาเป็นอันดับแรก
“มันจะยากอะไรกัน ? เอาไว้ต้าอันมาที่นี่ก็แค่ขอให้เขาช่วยพูดให้ เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว” ก่อนที่หลี่ชุ่นลี่จะทันได้พูดอะไร ไฉเฉี่ยวเหอก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อหลี่โม่ลี่และฟู่ต้าอันที่อยู่ข้างนอกได้ยินสิ่งนี้ มือที่กำลังเอื้อมไปเปิดประตูก็ได้ชะงักลง ก่อนที่หลี่โม่ลี่จะชำเลืองไปมองฟู่ต้าอันช้าๆ
ตอนนี้ใบหน้าของฟู่ต้าอันยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ และไม่มีการตอบสนองใดกับหลี่โม่ลี่ ทั้งสองยังคงยืนเงียบอยู่ด้านนอก และฟังการสนทนาด้านในต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของติงฮวาก็ได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย สิ่งที่หญิงชราพูดนั้นผิดทั้งหมด หากฟู่ต้าอันเป็นคนหัวอ่อนจริงๆ เขาคงไม่ให้ผู้เฒ่าทั้งสองกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อย่างแน่นอน แถมเธอก็ยังต้องมาคอยปรนนิบัติทั้งสองอีกด้วย
เมื่อคิดได้แบบนี้ เธอจึงพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูอึดอัดใจ
“แม่คะ ตอนนี้ต้าอันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ ลูกชายของแม่ แม่จะสั่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้าอันไม่ใช่ลูกชายของแม่ เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยดีกว่าค่ะ” ติงฮวาเย้ยหยันอย่างเย็นชาอยู่ภายในใจ แต่ก็ยังคงพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูสุภาพ
“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ? ในเมื่อเขาแต่งงานกับลูกสาวของฉัน เขาก็ต้องเชื่อฟังฉันสิ โม่ลี่เป็นถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีเกียรติเชียวนะ หากจะหาใครสักคนที่ดีกว่าฟู่ต้าอันก็คงจะไม่ยากเท่าไหร่ ที่สำคัญทั้งคู่ยังไม่มีลูก ยังมีคนรวยๆอีกมากมายที่อยากแต่งงานกับเธอ”
“หากเขาไม่ฟังฉัน จะให้เขาฟังใครได้อีก ?” ไฉเฉี่ยวเหอพูดข่มลูกสะใภ้ของเธอด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันที่ฟังอยู่ด้านนอกก็ได้แสยะยิ้มออกมา เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเลย ทำไมเขาถึงได้ปล่อยให้แม่ยายดูหมิ่นตัวเขาเองถึงขนาดนี้ และที่สำคัญเธอยังดูมั่นใจมากอีกด้วย
ทางด้านหลี่โม่ลี่ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไปเช่นกัน และหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีแต่จะทำให้ต้าอันโกรธมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเธอจึงเอื้อมมือออกไปเพื่อที่จะผลักประตูให้เปิดออก แต่ฟู่ต้าอันกลับจับมือเธอเอาไว้ ทั้งสองคนมองหน้ากันเงียบๆ และหลี่โม่ลี่ก็เข้าใจความหมายในแววตาของฟู่ต้าอันได้เป็นอย่างดี
ลืมมันไปเสียเถอะ เอาไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลังก็แล้วกัน การที่แม่พูดออกมาชัดเจนแล้วก็เป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะใช้ข้ออ้างนี้ และหลังจากนี้ถ้าแม่จะยื่นข้อเรียกร้องอะไรก็ไม่สามารถทำได้แล้ว
“นี่คุณกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร ? โม่ลี่แต่งงานกับต้าอันแล้ว และลูกก็มีครอบครัวที่ดีอีกด้วย อย่าพยายามเข้าไปวุ่นวายกับพวกเขาเลย คุณเองก็มีแค่ลูกสองคนเท่านั้น คิดว่าทำแบบนี้แล้ว หากคุณแก่ตัวไปยังจะหวังพึ่งพาพวกเขาได้อีกเหรอ ?”
หลี่ชุ่นลี่มีความคิดอย่างชัดเจนแล้วว่าเมื่อเขาแก่ตัวลง เขายังคงต้องให้ลูกสาวคอยดูแล เขาไม่เคยคาดหวังกับลูกชายและลูกสะใภ้ขี้ขลาดทั้งสองคนนี้เลย !
ตอนที่ 572: ความวุ่นวายในตระกูลหลี่
“เมื่อฉันแก่ตัวลง ฉันจะไปอยู่ที่บ้านของเขา เขาไม่มีสิทธิ์ไล่ฉันออกจากบ้าน ! และโม่ลี่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน !” ก่อนที่ไฉเฉี่ยวเหอจะทันพูดจบ เธอก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ด้านนอกประตู
หลี่ชุ่นลี่คิดในใจว่า: แย่แล้ว ขออย่าให้เป็นสองคนนี้กลับมาบ้าน แล้วได้ยินคำพูดพวกนี้จากข้างนอกเลยนะ
ทันใดนั้น เขาก็ได้รีบเดินไปเปิดประตู และก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ เขาเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกสาวและลูกเขย จึงรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองได้ยินบทสนทนาทั้งหมดแล้ว
“ต้าอัน โม่ลี่ เป็นทั้งสองคนเองเหรอ ทำไมถึงไม่เข้ามาข้างในกันล่ะ ? เข้ามาก่อนสิ !” หลี่ชุ่นลี่รีบบอกให้ทั้งสองคนเข้ามาข้างใน
แต่ใครจะไปคิดว่าฟู่ต้าอันกลับมอบเนื้อตากแห้งสองชิ้นให้กับหลี่ชุ่นลี่
“พ่อครับ นี่เป็นของขวัญตอบแทนจากครอบครัวของผม เราจะมอบมันให้กับแขกคนสนิทเท่านั้น” เขาพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูสุภาพ
“โอ้ พ่อกำลังอยากกินอยู่พอดีเลย” หลี่ชุ่นลี่พูดด้วยท่าทีไม่มั่นใจนัก พอเข้าประตูมาก็หันไปจ้องภรรยาด้วยสายตาไม่พอใจทันที
“นี่คุณ คุณไม่เห็นเหรอว่าใครมา ลูกเขยของเรามาเยี่ยม รีบไปชงชาเร็วเข้าสิ เอาชาที่ครูใหญ่ชิวให้ฉันมาเมื่อวันก่อนนะ ต้าอัน ลูกต้องลองชิมมันสักหน่อยแล้ว มันเป็นชาที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์มากเลยล่ะ”
หลี่ชุ่นลี่ต้องการที่จะยุติเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นสงบ ก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าลูกสาวและลูกเขยของเขากลับดูไม่มีความสุขเลย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าทั้งสองคนอาจจะได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันแล้ว
“ทำไม ? พวกแกสองคนมาทวงหนี้หรือไง ? ทำหน้าบึ้งใส่ใครกัน ?” ไฉเฉี่ยวเหอชิงพูดดักเอาไว้ก่อน ทั้งสองคนต้องได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันแล้วอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูค่อนข้างอึดอัด ติงฮวาจึงสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอไม่สามารถทำให้น้องเขยขุ่นเคืองใจได้ เพราะเธอยังคงหวังให้เขาช่วยเธอในอนาคต !
“แม่คะ ทำไมถึงพูดแบบนั้นกันล่ะ ? โม่ลี่กับต้าอันไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยๆนะคะ ถึงอย่างไรเราก็ไม่ใช่คนนอก ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามากินมื้อเที่ยงด้วยกันหน่อยดีกว่า ฉันจะไปทำอาหารอร่อยๆให้เอง !”
หลี่โม่ลี่ชำเลืองมองไปยังพี่สะใภ้ของเธอ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พี่สะใภ้ของเธอดูพัฒนาขึ้นมากจริงๆ ทั้งยังรู้วิธีรักษาความสัมพันธ์อีกด้วย แต่ทำไมแม่ของเธอถึงยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อีกล่ะ ? ยิ่งแก่ก็ยิ่งดูเหมือนว่าหญิงชราจะเลอะเลือนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว !
“ใช่ๆ ฉันจะออกไปซื้อของเดี๋ยวนี้แหละ น้องเขย นายนั่งพักเถอะ ฉันขอกลับไปที่ทำงานก่อน” หลี่ซ่งไป่รีบวิ่งหนีไปพร้อมกับคิดว่ามีบางอย่างดูผิดปกติอย่างชัดเจน
“คุณ เมื่อวานนี้ คุณยังไม่ได้เอาชุดที่คุณตัดให้โม่ลี่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ไปเอามันออกมาให้ลูกกันล่ะ ?” หลี่ชุ่นลี่โบกมือให้ไฉเฉี่ยวเหอ พร้อมกับบอกเธอผ่านแววตาว่าอย่าทำแบบนี้อีก
“เอาอะไรล่ะ ! ฉันก็ไม่ได้ทำให้เธอสักหน่อย” ไฉเฉี่ยวเหอรู้สึกว่าลูกสาวตัวเองเริ่มไม่เชื่อฟังแล้ว ความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในใจก็ยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นมา !
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ อย่าเสียเวลาคิดมากเลย แม่แค่ต้องการให้หนูก้มหัวยอมทำตามใจเธอ ถึงจะยอมหยุดน่ะ หลายปีมานี้พ่อยังมองไม่ออกอีกเหรอ ?”
หลี่โม่ลี่รู้สึกเศร้าเล็กน้อย ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แม่ของเธอยิ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ควบคุมเธอ แม่ก็จะรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว แต่ก่อนเธอคิดว่า นั่นเป็นเพราะพี่ชายเติบโตที่บ้านคุณย่า ส่วนเธอถูกแม่เลี้ยงดูเองตั้งแต่เล็ก แม่ลูกจึงมีความใกล้ชิดกันมากกว่า
ต่อมา เธอก็เริ่มตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่เป็นวิธีที่แม่ใช้เพื่อควบคุมเธอมาโดยตลอด เมื่อแม่ควบคุมพี่ชายของเธอไม่ได้ จึงหันมากดดันเธอแทน จนเธอแต่งงานกับต้าอันและกำลังมีชีวิตที่ดี แต่แม่ก็ยังพยายามเข้ามาแทรกแซงเธอไม่หยุด เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอ
ราวกับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนเชื่อฟังเธอ เมื่อได้ยินแม่พูดซ้ำๆนานเข้า ตัวเธอเองก็เริ่มได้รับอิทธิพลจนแทบแยกแยะดีชั่วไม่ออกเลย ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้ !
“เด็กเหลือขอ ! แกพูดอะไรออกมา ? ฉันเป็นแม่ของแกนะ จะทำร้ายแกได้อย่างไร ?” ไฉเฉี่ยวเหอตะคอกออกไปเสียงดัง
ติงฮวายังคงหลบอยู่ในครัว ไม่ออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มือยังคงคัดเลือกผักไปเรื่อยๆ แต่ในใจกลับคิดว่า แม่แท้ๆก็ใช่ว่าจะพูดถูกเสมอไป โชคดีที่โม่ลี่เป็นนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัย
“แม่ไม่ได้ทำร้ายหนูหรอกค่ะ แม่แค่ใช้หนูเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของพี่ใหญ่เท่านั้นเอง แม่คะ หนูโตแล้วนะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แม่ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว ถ้าพี่ใหญ่เดือดร้อน หนูก็พร้อมที่จะช่วยเท่าที่หนูช่วยได้ หนูไม่สามารถช่วยใครได้ทุกเรื่องหรอกนะคะ”
“และหนูกับต้าอันก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ลูกสาวของแม่คนนี้เป็นคนที่ไร้ความสามารถเกินไป พ่อคะ นี่คือเงิน100หยวน และนับจากนี้เป็นต้นไป หนูจะส่งเงินให้พ่อเดือนละ20หยวนทุกเดือน พ่อกับแม่สามารถนำมันไปใช้ได้ตามที่ต้องการเลยค่ะ ยังมีเรื่องที่ต้าอันกับหนูต้องกลับไปจัดการที่บ้าน วันนี้เราคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้วล่ะค่ะ”
หลี่โม่ลี่หยิบเงินออกจากกระเป๋าของเธอ ก่อนจะยัดมันเอาไว้ในมือของหลี่ชุ่นลี่ และดินออกไป ฟู่ต้าอันชำเลืองมองไปที่พวกเขา แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตามภรรยาออกไปเงียบๆ
หลี่ชุ่นลี่ก้มลงไปมองดูเงินในมือของเขาด้วยความตกตะลึง ครั้งนี้... ครั้งนี้มันดูจะรุนแรงเกินไปหน่อยแล้ว! เขาจ้องเขม็งไปที่ไฉเฉี่ยวเหอด้วยความโกรธ พร้อมกับตบเงินลงไปบนโต๊ะอย่างรุนแรง
“อยากได้มันมากใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปสิ ! ตอนนี้ความปรารถนาของคุณเป็นจริงแล้ว !”
ไฉเฉี่ยวเหอเป็นคนโง่ เธอคิดว่าเธอฉลาดที่สุดแล้ว เธอเข้าใจว่าทุกคนในครอบครัวต่างก็เข้าใจเธอ แต่มันกลับยิ่งทำให้เธอดูเหมือนคนโง่มากกว่าเดิม
เธอนั่งลงบนโซฟา และความยืดหยุ่นนุ่มนวลของโซฟาก็ได้พาจิตใจของเธอกลับมาอีกครั้ง โซฟาตัวนี้ผลิตจากโรงงานที่ลูกเขยของเธอเป็นเจ้าของ จากนั้นเธอก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองข้าวของต่างๆภายในบ้าน
แม้ว่าลูกสาวและลูกเขยของเธอจะไม่ได้ให้บ้านหลังนี้กับเธอ แต่เมื่อมองดูของต่างๆที่อยู่ในบ้านหลังนี้ เธอก็พบว่ามันถูกย้ายเข้ามาใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก
หลี่ชุ่นลี่มองไปที่ภรรยาของเขาอย่างเสียใจ เขาก็รู้สึกผิดไม่น้อย ตอนนั้นตัวเองเหมือนโดนความโง่ครอบงำ ปล่อยให้เธอทำเรื่องวุ่นวายแบบนั้น ดูตอนนี้สิ ผลลัพธ์มันชัดเจนแล้ว!
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ชะโงกศีรษะออกมาจากห้องครัว เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้นกว่าเดิม! และบังเอิญว่าหลี่ซ่งไป่กลับมาจากซื้อผักพอดี
“พ่อครับ แม่ครับ น้องเล็กไปไหนแล้วล่ะ ? พวกเขาไม่ได้อยู่กินข้าวที่บ้านกับพวกเราหรอกเหรอ ?”
หลี่ชุ่นลี่ปรายตามองไปที่ลูกชายของตัวเอง ตอนเกิดเรื่อง ลูกชายของเขากลับรีบหนีออกจากบ้านไป แล้วกลับมาตอนที่ทุกอย่างสงบลงแล้วอย่างนั้นหรือ เขาเลี้ยงลูกชายให้โตมามีนิสัยแบบนี้ได้อย่างไรกัน ?
ตระกูลฟู่มีแต่คนดี ! ทำไมภรรยาของเขาถึงไม่ยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันล่ะ ? เมื่อนึกถึงลูกสาว เขาก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนที่มีการศึกษาและมีสติที่ดี ดังนั้นในประเด็นนี้ เธอจึงไม่ได้ผิดอะไรเลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงได้เอื้อมมือไปดึงไฉเฉี่ยวเหอให้ลุกขึ้นมา ก่อนจะกลับไปที่ห้องเพื่อพูดคุยกับเธออย่างใจเย็น เขาไม่อยากให้สองแม่ลูกต้องมาบาดหมางกันข้ามคืน ตราบใดที่ภรรยาของเขามีเหตุผล ลูกสาวก็พร้อมที่จะให้อภัยอย่างแน่นอน
หลี่ซ่งไป่รู้สึกสับสนเล็กน้อย จึงได้ถามกับภรรยาของเขา
“มันเกิดอะไรขึ้น ?”
“ก็จะอะไรอีกล่ะ ? แม่ทำให้น้องสาวของคุณโกรธน่ะสิ ! สิ่งที่แม่ของคุณพูดน่าเกลียดมาก ! หากฉันโดยแบบนั้นบ้าง ก็คงจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอทันทีเหมือนกัน”
ติงฮวาเล่าทุกอย่างให้กับสามีของเธอฟัง โม่ลี่พูดถูก หญิงชรากำลังใช้ลูกสาวเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับลูกชายของตัวเอง หากไม่มีหญิงชราเข้ามาแทรกแซง บางทีตอนนี้เธออาจจะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโม่ลี่ได้แล้วก็เป็นได้
“คุณพอจะมีของขวัญดีๆบ้างหรือเปล่า ? พรุ่งนี้เราไปที่หมู่บ้านอันผิงเพื่อช่วยพูดเรื่องแม่ของคุณหน่อยดีกว่า ถึงอย่างไร พวกคุณก็เป็นพี่น้องกัน คงไม่ยากที่จะคุยเรื่องนี้” ติงฮวาพูดขึ้นมา
“ไม่มีทาง ผมจะไม่ไปที่นั่น ตอนนี้โม่ลี่ต้องเกลียดผมมากแน่ๆ เธอโกรธจนไม่อยากจะมองหน้าแม่เลยด้วยซ้ำ หากผมไป เธอไม่มีทางมองผมในแง่ดีอย่างแน่นอน” หลี่ซ่งไป๋เป็นคนแบบนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว
“หากคุณไม่ไป ก็เลิกคิดเรื่องเปลี่ยนงานของคุณไปได้เลย ฉะนั้นคุณต้องไปที่นั่น !” ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ติงฮวาตั้งใจทำงานในโรงงานสิ่งทอเป็นอย่างดี และตอนนี้เธอก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มแล้ว เธอจึงได้มองไปยังหลี่ซ่งไป่ที่ตอนนี้กำลังทำตัวอ่อนแอด้วยความหงุดหงิด
“ก็ได้ ก็ได้ ผมจะไปเอานกพิราบมาคู่หนึ่ง โม่ลี่ยังไม่มีลูก ดังนั้นเราก็ควรจะให้อะไรที่ดูเป็นการอวยพรสำหรับเธอ”
ติงฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในช่วงสองปีนี้ เธอก็พอจะหาวิธีควบคุมสามีได้แล้ว ขอแค่เขายอมเชื่อฟังเป็นพอ เพราะในอนาคต ลูกชายของเธออาจจะต้องพึ่งพาอาหญิงคนนี้ก็เป็นได้
ทันใดนั้น เธอก็เดินออกจากครัวไปยังห้องของสองสามีภรรยาผู้เฒ่า เธอคิดว่าพ่อตาไม่มีอะไรทำอยู่บ้าน ก็น่าจะให้เขาช่วยสอนหลานชายบ้าง จะได้ไม่โตมาเป็นแบบสามีของเธอที่ไม่มีอนาคตอะไร แค่เห็นก็หงุดหงิดแล้ว
ตอนที่ 573: พลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด
หลังจากที่ออกมาจากบ้านตระกูลหลี่ หลี่โม่ลี่และฟู่ต้าอันต่างก็พากันเดินเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย
หลี่โม่ลี่รู้สึกไม่สบายใจอยู่ภายในใจ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าแม่ของเธอต้องการให้ทำอะไร เธอไม่เคยขัดเลย แต่หลังจากที่แต่งงานแล้ว เธอก็ต้องใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนกัน
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จากนี้เป็นต้นไป แม่ของเธอคงจะไม่กล้าพูดคำเหล่านั้นอีกแล้ว และนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอควรทำตั้งแต่แรก เพราะจะได้ตัดความคิดเหล่านี้ออกไปเสียที
ฟู่ต้าอันเดินตามเธอไปช้าๆ เขารู้ดีว่าหากเป็นแบบนี้ เธอจะต้องกำลังรู้สึกไม่สบายใจอยู่อย่างแน่นอน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ก็พบว่าตอนนี้ได้เวลากินมื้อเที่ยงแล้ว
เขาจึงได้จับมือของหลี่โม่ลี่เอาไว้ ซึ่งหลี่โม่ลี่เองก็ได้หันกลับมามองที่เขาด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน
“ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว คุณไม่หิวเลยเหรอ ?” ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมา
ในตอนแรกเธอไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้ ท้องของหลี่โม่ลี่ก็ส่งเสียงโครกครากออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ไปกันเถอะ ผมจะพาคุณไปกินของอร่อยๆเอง” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าอันก็ได้พาภรรยาของเขาไปกินข้าวทันที ไม่ใช่ว่าเขาขี้ขลาด แต่จะให้เขาทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ? เมื่อลองคิดดูแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจแม่ยายของตัวเอง แต่เป็นเพราะเขาไม่สามารถถูกแม่ยายบงการชีวิตได้อีกต่อไปแล้วต่างหาก
วันนี้เขาได้ตัดสินใจทำตามคำพูดของพี่รองแล้ว หากเขาไม่ทำแบบนี้ ในอนาคตมันจะต้องย้อนกลับมาสร้างความรำคาญใจให้กับเขาอย่างแน่นอน
ฟู่ต้าอันพาหลี่โม่ลี่ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาก็ได้ไปพบกับอาจารย์ของฟู่ต้าอัน ซึ่งเป็นคนที่สอนเขาตอนทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ และลูกชายของเขาก็เป็นคนดีมากเช่นกัน
ฟู่ต้าอันจึงได้ทำข้อตกลงกับเขา และให้เงินไว้จำนวนหนึ่ง โดยนัดให้เขาไปพบกันที่เมืองหลวง ก่อนที่พวกเขาจะกล่าวคำลาและแยกย้ายกันไป
ระหว่างทางกลับบ้าน ฟู่ต้าอันก็ได้มองไปที่หลี่โม่ลี่ซึ่งตอนนี้เธอกำลังดูมีความสุข ก่อนที่จะแต่งงานเธอก็มีรอยยิ้มแบบนี้ แต่หลังจากที่แต่งงาน เธอก็เอาแต่กังวลเรื่องงานบ้านและไม่เคยยิ้มแบบนี้ให้เขาเห็นอีกเลย
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เป็นเพราะเขาเองที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
“คุณอย่าเศร้าไปเลยนะ หากในอนาคตพี่ใหญ่ของคุณเดือดร้อน ผมก็ยังคงพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาเสมอ แต่ผมแค่ไม่อยากให้เรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับพี่รอง ผมไม่อยากให้พี่รองมีปัญหาในอนาคต ส่วนเรื่องพ่อแม่ของคุณ เราค่อยเพิ่มเงินให้กับพวกท่านทีหลังก็ได้”
หลี่โม่ลี่มองไปที่เขาด้วยความตกใจ ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าเธอคงไม่สามารถกลับไปบ้านพ่อกับแม่ของเธอได้อีกแล้ว
“ทำไมคุณถึงมองผมแบบนั้นกันล่ะ ? ถึงอย่างไรพ่อกับแม่ก็เป็นคนที่เลี้ยงดูคุณมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นคุณก็ควรที่จะกตัญญูต่อพวกท่าน หากคุณได้ยินคำพูดอะไรที่รู้สึกไม่ค่อยดี ก็แค่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียเท่านั้น !” ฟู่ต้าอันพูดด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่โม่ลี่ก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ขณะที่ทั้งสองเดินกลับมาถึงหมู่บ้านอันผิง ตระกูลฟู่ทุกคนก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองดูเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคืนดีกันแล้วสินะ
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ใบหน้าอาสะใภ้ของเธอโดยบังเอิญ และดูเหมือนว่าตระกูลฟู่กำลังจะกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่งแล้ว ! ตราบใดที่อาเล็กผ่านเรื่องนี้ไปได้ เรื่องอื่นก็จะไม่ใช่ปัญหาอีก แต่เขาก็ยังต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ง่ายเลยที่ทุกคนจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ จากนี้ไปคงจะไม่มีอะไรมาทำให้พวกเขาผิดใจกันง่ายๆได้อีกแล้ว
ตอนนี้นอกเหนือจากเรื่องภายในครอบครัว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องทำ ซึ่งนั่นก็คือเธออยากจะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อดูว่าที่นี่มีชีพจรมังกรอยู่หรือเปล่า คงจะดีไม่น้อยหากเธอสามารถซ่อมแซมมันและตั้งค่ายกลพลังชีวิตเอาไว้
ครั้งนี้เธอต้องขอความช่วยเหลือจากลุงหลิวและไป๋โม่เฉิน เพราะต้องใช้การล่าสัตว์มาเป็นข้ออ้าง
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอบอกเรื่องนี้กับพ่อของเธอทันที แต่ก็ไม่ได้พูดรายละเอียดต่างๆชัดเจนมากนัก ซึ่งพ่อของเธอก็น่าจะรู้เช่นกัน และเมื่อพูดถึงเรื่องการล่าสัตว์ หลายคนก็รู้สึกสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา
วังจื่อหยวนเองก็ดูกระตือรือร้นที่จะลองเช่นกัน เขาไม่เคยออกไปล่าสัตว์มาก่อนเลย ตอนเด็กๆ ส่วนใหญ่เขามักจะยุ่งอยู่แต่กับการเรียน แม้ว่าจะเคยขึ้นไปบนภูเขา แต่ก็ไม่ได้มีทักษะในการล่าสัตว์เลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าใครก็สามารถไปด้วยได้ทั้งหมด ครั้งนี้ไม่ได้เป็นภารกิจที่ซับซ้อนอะไร แค่ฝังยันต์หยกเพียงสองสามจุดก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ พวกเขาก็พร้อมที่จะออกเดินทาง แต่ก่อนจะออกเดินทางนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้กระซิบบางอย่างกับลุงหลิวพร้อมกับยื่นถุงใบหนึ่งให้กับเขาไป เธออยากจะให้ลุงหลิวช่วย เพราะเขาไม่ได้ทำภารกิจมานานมากแล้ว นี่จึงถือว่าเป็นการฝึกไปในตัว
ทางด้านหวังซู่เหมยและคนอื่นไม่อยากตามไปด้วย เพราะเธอต้องดูแลเด็กๆที่บ้าน ส่วนฟู่เหยาก็อยากตามทุกคนไปเช่นกัน และแม่ของเขาก็ไม่ได้ห้าม ดังนั้นเมื่อถึงเวลาออกเดินทาง เขาจึงเดินตามฟู่เซินไปอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวว่าจะพลัดหลงกับทุกคน
ฟู่เซินมองไปยังน้องชายคนเล็กของเขาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะมองไปที่พ่อของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ไปเถอะ ! คอยเดินตามพี่รองของลูกเอาไว้ อย่าวิ่งออกนอกเส้นทางอย่างเด็ดขาด !” ฟู่ต้าหย่งยังคงปฏิบัติตามหลักการที่ว่าเด็กๆควรจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังบ้าง โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย เพราะเด็กที่ไม่ซนเลย เมื่อโตขึ้นจะต้องกลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
ตอนนี้ฟู่เหยายังเด็ก เมื่อได้ยินพ่อของเขาบอกว่าตามไปด้วยได้ เขาจึงกระโดดขึ้นมาด้วยความดีใจ ทุกคนในครอบครัวที่เห็นเช่นนั้นจึงหัวเราะออกมาทันที ในใจต่างก็คิดว่า: เสี่ยวถู่ของพวกเขาเริ่มจะกล้าหาญมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
หลังจากขึ้นไปบนภูเขา ทุกคนต่างก็มุ่งความสนใจไปกับการชมทิวทัศน์ ดังนั้นจึงไม่ได้มีใครสังเกตเลยว่าฟู่เยี่ยนและลุงหลิวได้ปลีกตัวออกไปแล้ว ในช่วงนี้บนภูเขามีผลไม้ป่าอย่างบลูเบอร์รี่ป่า ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย ซึ่งแค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว
ฟู่เยี่ยนปีนขึ้นไปบนตำแหน่งที่สูงที่สุดของภูเขาพร้อมกับลุงหลิว หากมองจากมุมนี้จะสามารถเห็นทิวทัศน์มุมกว้างของภูเขาหลายลูกในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน ซึ่งภูเขาแต่ละลูกนั้นมีป่าสนหนาทึบทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
“ช่างเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ !” ลุงหลิวพูดชื่นชม ก่อนจะคิดต่อในใจว่า: ถึงว่าไงล่ะ ภูเขาเขียว น้ำใส มักจะให้กำเนิดคนมีความรู้ แต่ภูเขาแห้งแล้ง น้ำขุ่นข้น มักจะให้กำเนิดพวกเจ้าเล่ห์ !
“ใช่แล้วค่ะ มันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ หนูเองก็ไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อนเหมือนกัน และตอนนี้หนูยังสังเกตเห็นว่าภูเขาแห่งนี้เคยมีชีพจรมังกรอยู่ด้วย เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ถูกรักษาไว้เท่านั้นเองค่ะ” น้ำเสียงของเธอแฝงความลึกซึ้ง ขณะจ้องมองแนวเขาที่ทอดยาวราวกับกำลังย้อนมองอดีตที่เคยรุ่งโรจน์และล่วงเลยไปแล้ว
“เธอมองออกด้วยหรือ ?” ลุงหลิวเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“มองออกสิคะ !” จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกความลับของที่นี่กับเขาไป จนสุดท้ายลุงหลิวก็ได้มุ่ยปากของตัวเอง ช่องว่างระหว่างเขากับฟู่เยี่ยนนั้นยังคงห่างไกลกันมากเลยทีเดียว !
จากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มตั้งค่ายกลของพวกเขาก่อน ตอนนี้สิ่งที่สำคัญก็คือต้องปกป้องภูเขาที่สวยงามและสายน้ำที่อุดมสมบูรณ์นี้เอาไว้
ทันทีที่ค่ายกลถูกสร้างขึ้น ทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาที่เคยมีอยู่ในป่าเก่าแก่แห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
“สำเร็จแล้ว !” ลุงหลิวพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่ว่าเขาจะเคยตั้งค่ายกลนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความสำเร็จและภูมิใจกับมันมากเสมอ
ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นได้อยู่แล้ว และตอนนี้เธอก็มองเห็นแสงสีทองแห่งบุญกุศลที่กำลังเปล่งประกายไปทั่วบริเวณได้อย่างชัดเจน !
ทันใดนั้นเอง ลุงหลิวก็รู้สึกว่าเขาคงจะเสียใจมากหากไม่ได้เจริญสมาธิท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์แบบนี้ เขาจึงนั่งลงไปบนพื้นและเริ่มทำสมาธิในทันที
ฟู่เยี่ยนเองก็ใช้โอกาสนี้นั่งสมาธิเช่นกัน และตอนนี้ความคิดของเธอก็ได้เปลี่ยนไป ทั้งยังรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยภายในดินแดนต่างมิติอีกด้วย
ภายในดินแดนต่างมิติที่ฟู่เยี่ยนไม่สามารถมองเห็นได้ ตอนนี้เสี่ยวเฮยก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน เมื่อเห็นแสงสีทองที่กำลังเปล่งประกายอยู่ทั่วท้องฟ้า มันจึงเริ่มดูดซับสิ่งนั้นอย่างมีความสุข โดยหลักการนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย แสงสีทองเหล่านี้ทำให้มันรู้สึกสบายนั่นเอง
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ได้ลุกขึ้น เพียงแค่นั่งสมาธิได้ไม่นาน แต่กลับได้ประโยชน์มากกว่าการฝึกฝนตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
“เสี่ยวฮั่ว ฉันมีความคิดบางอย่าง” ลุงหลิวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เทือกเขาแถวนี้น่ะ เราสองคนลองไปวางค่ายกลกันดูเป็นไง ?”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับมองเห็นโอกาสที่จะทำอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา ท่ามกลางภูเขาเหล่านี้ที่เต็มไปด้วยพลังแฝงเร้นอยู่ในธรรมชาติ
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เธอเองก็คิดว่านี่เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย แต่เกรงว่าพวกเธอจำเป็นต้องทำในนามของทีมสำรวจโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยตี้ตู ! ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่พวกเธอต่างก็คุ้นเคย
ขณะที่เดินลงจากยอดเขา ทั้งสองคนก็ได้พูดคุยกันถึงรายละเอียดต่างๆ ที่นี่มีภูเขาสามลูกอยู่ใกล้กัน และอีกสองลูกอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย โดยจะใช้เวลาสำหรับภารกิจครั้งนี้ประมาณสองวันเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้ยากสำหรับเธอกับลุงหลิวอยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นก็ไม่ได้มาเสียเที่ยว แค่ไม่นานนัก พวกเขาก็สามารถจับกระต่ายได้ ในฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูผสมพันธุ์ ดังนั้นกระต่ายป่าจึงดูอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าช่วงอื่น
“สุดยอดไปเลยครับพ่อ ! ดูผิวของกระต่ายตัวนั้นสิ มันดูเนียนตามากเลย ! แต่มีลูกน้อยอยู่ในท้องของมันด้วย ผมว่าเราปล่อยมันไปจะดีกว่าครับ !” ฟู่เซินพูดพร้อมกับลูบไปที่ท้องของกระต่าย
“อืม ปล่อยมันไปเถอะ ตรวจดูก่อนว่ามันมีลูกหรือเปล่า แล้วค่อยปล่อยมันไป” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมา
พวกเขายังคงล่าสัตว์ต่อไป และได้กระต่ายมาถึงสามตัว โดยตั้งใจว่าจะนำพวกมันไปทำเป็นเมนูพิเศษในคืนนี้ ก่อนจะตัดสินใจลงจากภูเขาจนมาพบฟู่เยี่ยนและลุงหลิวที่กำลังนั่งรออยู่ริมลำธาร !
ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับยิ้มออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ขยิบตาให้กับเขาเพื่อบอกว่างานของเธอเสร็จแล้ว
ตอนที่ 574: แค่เรื่องตลก
ไม่นานหลังจากที่ทุกคนกลับมาถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มาที่หน้าประตูบ้านของพวกเขา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาแจ้งกับพวกเขาว่าตอนนี้พบตัวคนที่ทำร้ายร่างกายฟู่เหล่าชวนได้แล้ว ซึ่งคนคนนั้นเป็นคนใกล้ตัวของแม่หม้ายหลิว คนรักคนใหม่ของฟู่เหล่าชวนนั่นเอง
“หมอนั่นหนีไปหลบอยู่ที่บ้านลุงของเขาจริงๆ เขาค่อนข้างจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านลุงของเขา เราไปพบเขาหลบอยู่ในป่าแถวนั้น”
ผู้กำกับหลิวเป็นหัวหน้าในการจับกุมครั้งนี้ เขาได้รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับหยิบถ้วยชาชั้นเยี่ยมขึ้นมาจิบ
“พูดแบบนี้ หมายความว่าจับตัวได้แล้วเหรอ ?” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับรินน้ำชาให้หัวหน้าสถานีตำรวจหลิว
คำถามของเขาแฝงด้วยความคาดหวัง ขณะที่มองไปยังอีกฝ่ายเพื่อรอฟังคำตอบที่แน่ชัด
“ใช่แล้วครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมมาพบพวกคุณในวันนี้” ผู้กำกับหลิวมาที่นี่เพื่อแสดงไมตรีจิตของเขา ปีนี้ลูกชายของเขากำลังเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร หากเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับฟู่ต้าจวง ย่อมเป็นประโยชน์ในอนาคตอย่างแน่นอน
“ครอบครัวของเรายังคงเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพวกคุณอย่างเต็มที่อยู่แล้วครับ !” ฟู่ต้าจวงพูดขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ก่อนที่ผู้กำกับหลิวจะทันได้โต้ตอบ จู่ๆก็ได้มีเสียงร้องไห้ดังมาจากหน้าประตูบ้านตระกูลฟู่ ! เมื่อได้ยินเสียงนี้ ทุกคนในตระกูลฟู่ต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกใจ มีเพียงผู้กำกับหลิวเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
“เป็นเสียงของแม่หม้ายหลิวไม่ผิดแน่ เพราะคนที่ถูกจับก็คือลูกชายของเธอเอง ! ผมไม่คิดเลยว่าข่าวจะเร็วถึงขนาดนี้ !” เขาตบไปที่ต้นขาของตัวเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิด คิดจะก่อความวุ่นวายไปถึงไหนกัน
ผู้กำกับหลิวถอนหายใจออกมาอย่างประชดประชัน และเสียงตะโกนสาปแช่งก็ได้ดังขึ้นมาที่ด้านนอกประตูไม่หยุด...
“ฟู่เหล่าชวน แกไม่เคยมีลูกหรือไง ! ทั้งที่แกตายไปแล้ว ยังจะมาทำให้ลูกชายของฉันต้องตายทั้งเป็นอีกเหรอ ! จะทำร้ายกันไปถึงไหน !” แม่หม้ายหลิวตะโกนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันครอบครัวหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ ซึ่งเป็นพี่น้องของสามีเก่าของเธอนั่นเอง
ห่างออกไปอีกเล็กน้อยมีชาวบ้านในหมู่บ้านอันผิงหลายคนมารวมตัวกัน เพื่อรอดูเรื่องตลกที่กำลังเกิดขึ้นที่บ้านตระกูลฟู่
“นี่เธอกำลังคิดจะทำอะไร ? เรามาที่นี่เพื่อขอความเมตตาจากพวกเขานะ หยุดด่าสักที ถ้าคุณด่าให้เขาโกรธ ใครจะยอมเซ็นหนังสือยอมความให้หวยจื่อได้ !” คนพูดคือพี่น้องของอดีตสามีแม่หม้ายหลิว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่พอใจ
เขามองย้อนกลับไปยังฝูงชนที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์ พลางรู้สึกว่าสิ่งที่น้องสะใภ้ของเขาทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าอายมาก !
“มันดูไม่มีเหตุผลเลย ! ทั้งที่เขาตายไปแล้ว แต่ยังจะทำให้ลูกชายของฉันเดือดร้อนไปด้วยอีก !” แม่หม้ายหลิวพูดออกไปเสียงดัง สิ่งที่เธอพูดนั้นได้ทำให้มิตรภาพที่ดีของฟู่เหล่าชวนกลับกลายเป็นความขมขื่นไปในทันที
คนตระกูลอู๋แต่ละคน ใบหน้าขึ้นสีแดงสลับขาวด้วยความกระอักกระอ่วนในใจ ไม่น่าเลย ! ไม่น่าบอกเรื่องนี้ให้ผู้หญิงปากเสียคนนี้รู้เลย ! นี่มันจะทำเรื่องให้แย่.ลงแท้ๆ คราวนี้หลานชายของตัวเองคงรอดยากเสียแล้ว
เมื่อมองไปยังผู้คนที่มามุงดู และตอนนี้ทุกคนต่างก็มองไปที่แม่หม้ายหลิว ซึ่งดูเหมือนว่าตระกูลอู๋ก็เสียหน้าเช่นกัน
“เธอก่อเรื่องเองแท้ๆ ยังจะมาทำให้หลานของฉันเดือดร้อนอีก ! หุบปากเน่าๆของแก.ซะ แล้วไปคุกเข่าขอโทษเดี๋ยวนี้ !” พี่ชายสามีของแม่หม้ายหลิวสุดจะทน จึงตวาดออกมาอย่างดุดัน
“ทะเลากันต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้ไม่อายบ้างเลยเหรอ ! ฉันทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ใครจะอยู่ก็อยู่เถอะ ฉันขอตัวก่อนก็แล้วกัน !”
แม่หม้ายหลิวได้ยินคำพูดนี้แล้วรู้สึกอับอายและโกรธจัด เรื่องระหว่างเธอกับฟู่เหล่าชวน พวกที่ไม่มีความกล้าหาญเหล่านี้ไม่ใช่ไม่รู้เสียหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ยอมช่วยเหลือ เธอก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้
ก่อนหน้านี้พวกเขายังอยากอาศัยเรื่องระหว่างเธอกับฟู่เหล่าชวนเพื่อหาเงินให้กับลูกชายของเธอ แต่ตอนนี้ทุกคนกลับกลายเป็นคนที่มีศีลธรรมขึ้นมาอย่างนั้นหรือ !
เธอจึงได้ยืนขึ้นและตั้งใจจะวิ่งเข้าไปชนกำแพง แต่ขณะที่เธอกำลังวิ่งนั้น จู่ๆก็ได้มีเด็กสาวคนหนึ่งออกมาจากประตูบ้านตระกูลฟู่ และคว้าตัวเธอเอาไว้ พร้อมกับดันไปข้างหน้าเล็กน้อย ทำให้แม่หม้ายหลิวล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้น
ฟู่เยี่ยนปัดฝุ่นออกจากตัว ราวกับเธอกำลังรู้สึกว่าการดึงตัวแม่หม้ายหลิวจะทำให้มือของเธอสกปรกไปด้วย ทุกคนที่เห็นท่าทางของเธอก็ยิ่งรู้สึกอับอายและลำบากใจมากขึ้นไปอีก !
“พวกคุณทำอะไรกันอยู่นี่ ? นี่ตั้งใจมารวมตัวกันสร้างความวุ่นวายหรือไง ?” ผู้กำกับหลิวบังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เขารู้สึกปวดหัวกับเหตุการณ์นี้มาก เขาคิดในใจว่าถ้าสถานการณ์นี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ล่ะก็ ความตั้งใจดีของเขาในครั้งนี้คงจบเห่แน่ๆ
ทางด้านตระกูลอู๋เองก็รู้สึกเสียใจมากเช่นกัน พวกเขาไม่ควรปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้มาที่นี่เลย ตระกูลฟู่นั้นไม่ใช่ตระกูลที่จะสร้างความขุ่นเคืองให้ได้ และที่สำคัญหลานชายของพวกเขาก็เป็นฝ่ายผิด ซึ่งนี่เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ในสายตาของสาธารณชน พวกเขาไม่สามารถมีปากเสียงกับตระกูลฟู่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ผู้กำกับหลิว คุณเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ เราแค่มาที่นี่เพื่อขอความเมตตาเท่านั้น หลานชายของผมทำเกินไปจริงๆ… เฮ้อ !” หัวหน้าตระกูลอู๋พูดขณะที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสถานการณ์แบบนี้ เขาควรจะพูดอย่างไรดี?
“คุณมาที่นี่เพื่อขอความเมตตาอย่างนั้นเหรอ ! สิ่งที่พวกคุณกำลังทำเขาเรียกว่าข่มขู่ ! ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว หากไม่มีหลักฐาน หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะของเราคงจะไม่บุกไปจับกุมเขาอย่างแน่นอน คุณคิดว่าพวกเราทุกคนโง่มากหรือไง ? อู๋ต้าหวยเป็นคนที่ใช้ก้อนอิฐตีไปที่ศีรษะของฟู่เหล่าชวนไม่ใช่เหรอ? และตอนนี้คนที่เขาทำร้ายก็ได้เสียชีวิตลงไปแล้ว พวกคุณก็รู้ดีใช่ไหม ?” ผู้กำกับหลิวพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา
เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะถึงอย่างไรชายชราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อแม่หม้ายหลิว และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ยินยอมกันทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่หนิวชุ่ยฮวาไม่คิดที่จะเอาเรื่อง คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้
แต่ใครจะไปคิดว่าแท้จริงแล้วหนิวชุ่ยฮวาจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ เธอได้ไปพูดบางอย่างกับอู๋ต้าหวย ซึ่งทำให้ชายหนุ่มวัยเลือดร้อนโกรธจนทนไม่ไหว และลงมือทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมลงไป !
“คนในตระกูลฟู่เป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง ฉะนั้นคุณก็เลยต้องปกป้องซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ! จริงอยู่ที่หลานชายของผมมีความผิด แต่ฟู่เหล่าชวนก็ผิดด้วยเช่นกัน ! ปรบมือข้างเดียว มันจะมีเสียงได้อย่างไรกัน คุณว่าไหม !” ในที่สุด ตระกูลอู๋ก็ได้แสดงความกังวลที่อยู่ภายในใจของพวกเขาออกมา เป็นเพราะพวกเขากลัวว่าคนในตระกูลฟู่จะใช้ความอิทธิพลกดดันให้ตัดสินลงโทษอู๋ต้าหวยอย่างหนัก
“ผู้กำกับหลิว ผมได้บอกถึงทัศนคติของพวกเรากับคุณไปแล้ว เราเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ฉะนั้นคุณสามารถตัดสินเรื่องนี้ตามหลักฐานที่คุณมีได้เลย เราเชื่อมั่นในตัวคุณ”
ฟู่ต้าจวงยังคงย้ำความตั้งใจของตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้บอกกับตระกูลอู๋และทุกคนว่าตระกูลฟู่นั้นไม่ใช้คนที่อยู่เหนือกฎหมาย
ผู้กำกับหลิวเองก็เป็นคนที่ฉลาดมากเช่นกัน สิ่งที่ตระกูลฟู่พูดมานั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะศักดิ์สิทธิ์ไปกว่ากฎหมายอีกแล้ว ! คำพูดนี้ได้แบ่งเบาภาระของเขาลงไปมากจริงๆ รอดูได้เลย สุดท้ายแล้วคนผิดก็ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด !
“คุณได้ยินแล้วใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านก่อนเถอะ ผมจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างโปร่งใส !”
คนในตระกูลอู๋มองหน้ากันไปมาราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้กำกับหลิวก็ได้เข้ามาไกล่เกลี่ยจนพวกเขายอมกลับไปในที่สุด เขาไม่สามารถให้ทุกคนสร้างปัญหาต่อไปได้อีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ เขาก็พอได้ยินมาบ้างว่าตระกูลฟู่มีอิทธิพลไม่น้อย
ในเมื่อมีการให้สัญญาต่อหน้าสาธารณชน ก็คงจะมีความน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้าง และไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
หลังจากเหตุการณ์นี้ หวังซู่เหมยไม่อยากจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกแล้ว เธอแทบอยากจะกลับเมืองหลวงในพรุ่งนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
“หากเราอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน ชื่อเสียงครอบครัวของเราคงต้องเสียหายไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน ! ส่วนผู้กำกับหลิวคนนั้น มีใครกล้าพูดไหมว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อสานสัมพันธ์กับต้าจวง ? ไม่ได้การแล้ว พรุ่งนี้เรามาพูดถึงปัญหาของหนิวชุ่ยฮวาเลยดีกว่า แล้วเราจะได้ไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”
“ขืนฉันต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสองสามวัน ฉันคงทนไม่ไหวแน่ๆ !” หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่แม่หม้ายหลิวพูด หวังซู่เหมยก็รู้สึกเกลียดฟู่เหล่าชวนมากขึ้นกว่าเดิม โชคดีที่ทุกคนในครอบครัวของเธอไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านเกิดแล้ว
ขืนถ้ายังอยู่ที่บ้านแบบนี้ ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะโดนคนอื่นลอบพูดลับหลังเรื่องอะไรบ้าง !
ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ลูกเขยทั้งสองคนของเธอเป็นคนที่อื่น และยังเป็นคนที่มีการศึกษา ดังนั้นเธอจึงไม่มีอะไรต้องกังวลอีก
ฉือหมิ่นเองก็เห็นด้วยกับพี่สะใภ้ของเธอเช่นกัน หากต้องอยู่ที่นี่ต่อไป เธอคงทนไม่ไหวกับผู้คนที่แวะเวียนมาผูกสัมพันธ์กับสามีของเธอแน่ๆ และนั่นก็คือสิ่งที่เธอรับไม่ได้เลย
“ใช่แล้วล่ะค่ะ พี่สะใภ้พูดถูก จะมีใครสนใจในสิ่งที่พ่อทำกัน ? คนภายนอกต่างก็มุ่งเป้ามาที่เราทั้งนั้น ที่สำคัญในอนาคตหากลูกๆของเรามาได้ยินแบบนี้เข้า คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่” ฟู่ต้าอันพูดแทรกขึ้นมาทันที เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงหลายคนในตระกูลของเขา
“พรุ่งนี้ฉันจะไปที่สำนักงานหมู่บ้าน และจะจัดการเรื่องบ้านให้เสร็จ ส่วนเรื่องของหนิวชุ่ยฮวา คนในหมู่บ้านจะจัดการเอง เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับเธอหรอก” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“พ่อคะ พรุ่งนี้ลุงหลิว หนู และพี่ไป๋โม่เฉินขอออกไปข้างนอกสักสองวันนะคะ พวกเราจะกลับไปทีหลัง อย่างช้าที่สุดก็คงจะเป็นช่วงบ่ายของวันมะรืนนี้”
“ลุงหลิวคะ พรุ่งนี้เราไปซื้อตั๋วรถไฟกันก่อนดีกว่า จะได้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่เราจะออกไปข้างนอก” ฟู่เยี่ยนเองก็ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลเช่นกัน
ฟู่ต้าหย่งชำเลืองมองไปที่ลูกสาวของเขา เขาไม่รู้เลยว่าเธอมีเรื่องสำคัญอะไรที่ต้องทำ แต่ก็ยังคงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ตอนที่ 575: จับได้คาหนังคาเขา
ในตอนเย็น ฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดคุยกับหวังซู่เหมยถึงเรื่องที่จะพาพ่อตาแม่ยายไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยสักพัก
“หลังจากที่เรากลับไปครั้งนี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ คุณไปรับพ่อกับแม่ไปอยู่ที่บ้านของเราสักพักเถอะ บ้านของเรายังมีห้องว่างอีกเยอะเลย” ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะพาเสี่ยวมู่และคนอื่นไปที่บ้าน จะได้ดูด้วยว่าพ่อกับแม่ของฉันคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ หากพวกเขาเต็มใจ ฉันก็จะจัดการเรื่องนี้เอง ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้วมีปัญหา ฉันก็ไม่อยากให้พวกเขาอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
สิ่งที่หวังซู่เหมยกำลังจะสื่อก็คือ แม้ว่าเธอจะกตัญญูต่อพ่อแม่ หรือให้เงินกับพวกท่านมากมายแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงคิดว่ายังไม่เพียงพอ
“คุณควรพูดออกไปตามตรงนะ ผมกลัวว่าพ่อกับแม่จะเป็นห่วงพี่ชายของคุณและไม่ยอมไปกับเรา หากเป็นแบบนั้น คุณก็ควรจะให้เงินกับพวกท่านมากกว่าเดิมอีกสักหน่อย เพื่อที่แม่ของคุณจะได้เก็บมันเอาไว้ใช้เมื่อจำเป็น”
“ฉันรู้ วันที่เจอกับพี่สะใภ้ ฉันได้พูดคุยกับเธอแล้ว แต่คำตอบของเธอยังดูคลุมเครือ ฉันก็เลยรู้สึกกังวลเล็กน้อย จึงอยากจะไปดูที่บ้านในวันพรุ่งนี้” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปทีฟู่เหยาซึ่งตอนนี้กำลังหลับอย่างสนิทอยู่บนเตียง ในฐานะครอบครัวใหญ่ เธอไม่สามารถเพิกเฉยกับเรื่องพวกนี้ได้จริงๆ
“เอาล่ะ ผมรู้ว่าการที่จะให้พวกเขาย้ายออกจากบ้านเกิดเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เราก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้วเหมือนกัน” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้านอนกันเถอะ หากพ่อของคุณไม่ก่อปัญหานี้ขึ้นมา เราก็คงอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีกสักพัก แต่ตอนนี้ถ้าแม่หม้ายหลิวคนนั้นกลับมาสร้างปัญหาอีกครั้ง พวกเราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยไม่ใช่เหรอ ?”
หวังซู่เหมยบ่นขึ้นมา ในวันนี้แค่ดูจากสีหน้าของสองพี่น้อง เธอก็แทบทนไม่ไหวแล้ว หากเธอไม่ได้พูดมันออกมา คงจะอึดอัดมากอย่างแน่นอน
“ผมรู้ เราจะอยู่ที่นี่ต่ออีกแค่สองวันเท่านั้น ผมยังต้องไปที่หลุมศพของแม่ก่อน เราเข้านอนกันเถอะ !”
หวังซู่เหมยรู้ดีว่าเขารู้สึกแย่มากแค่ไหน ดังนั้นเธอจึงได้ตำหนิถึงการกระทำของฟู่เหล่าชวน ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงทั้งหมด แต่ในเมื่อเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ได้ตายไปพร้อมกับเขาด้วย ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
หลังจากที่คิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ได้ผล็อยหลับไป
ก่อนรุ่งสางของวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้ออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ พวกเธอไม่อยากจะรบกวนคนอื่นที่กำลังหลับอยู่ ยังคงมีงานที่หนักมากรอพวกเธออยู่ แต่หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ก็คงจะใช้เวลาไม่เกินเที่ยงของวันพรุ่งนี้
เมื่อเสียงไก่ขันในตอนเช้าตรู่ดังขึ้น สมาชิกของตระกูลฟู่ก็เริ่มตื่นนอนกันแล้ว หวังซู่เหมยและหลี่โม่ลี่ได้ช่วยกันทำกับข้าวในครัว วันนี้หวังซู่เหมยจะกลับไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอ ส่วนฟู่ต้าหย่งและน้องๆของเขาจะไปจัดการเรื่องบ้าน
ทางด้านฟู่ต้านีและคนอื่นยังคงต้องอยู่บ้าน ซึ่งในช่วงนี้เธอไม่สามารถทำงานหนักได้ !
“ต้านี เสี่ยวหลิวออกไปตั้งแต่กี่โมง ?” เมื่อหวังซู่เหมยตื่นขึ้นมาก็ไม่พบใครเลย เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาออกไปแล้ว
“เขาออกไปตั้งแต่ตอนตีสี่แล้วค่ะ ตอนนั้นฉันบังเอิญตื่นขึ้นมาพอดี เขาบอกว่าคืนนี้จะยังไม่กลับมา แต่ก็จะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด พวกเขาได้เอาอาหารแห้งในครัว รวมถึงเนื้อกระต่ายที่ได้มาเมื่อวานนี้ติดตัวไปด้วย” ฟู่ต้านีตอบพี่สะใภ้ของเธอ
“อืม อย่ากังวลไปเลย พวกเขาคงมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ ฉันเชื่อว่าพวกเขาต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน เราจะไปซื้อตั๋วและออกเดินทางในวันพรุ่งนี้” หวังซู่เหมยมองไปที่ท้องของน้องสะใภ้ พลางรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ว่าฟู่เหล่าชวนจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาเคยทำเอาไว้ยังคงเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกสาวของเขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างไม่น่าให้อภัย !
อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่ภูเขาที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะไปนั้นอยู่ไม่ไกลมากนัก พวกเขาเดินผ่านภูเขาต้าอัน และมาถึงที่หมายตอนเก้าโมงเช้า เมื่อมาถึง พวกเขาก็ได้เริ่มปีนเขาในทันทีและขึ้นมาถึงยอดเขาในตอนเที่ยง
เมื่อจัดการกับค่ายกลเสร็จก็เป็นเวลาช่วงเย็นแล้ว ไป๋โม่เฉินได้เตรียมผ้าห่มเอาไว้แล้ว และคืนนี้พวกเขาต้องตั้งแคมป์บนภูเขา
เนื่องจากพวกเขาได้เตรียมวัตถุดิบมาทำอาหารแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบกระต่ายครึ่งตัวออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะจุดไฟย่างมัน พวกเขาเลือกที่จะพักอยู่ริมลำธาร ฉะนั้นเรื่องน้ำจึงไม่ใช่ปัญหา
“ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฉันกับฟู่เยี่ยนใช้ชีวิตแบบนี้กันเป็นปกติอยู่แล้ว คงยากสำหรับนายหน่อยนะที่จะปรับตัวให้เข้ากับมัน” ลุงหลิวพูดพร้อมกับมองไปที่ไป๋โม่เฉิน เด็กหนุ่มอย่างเขาคงจะไม่เคยลำบากแบบนี้มาก่อน
“ลุงครับ ตอนที่ผมเป็นทหารลำบากกว่านี้มากเลยครับ อย่างน้อยที่นี่ยังมีน้ำ และไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป สมัยก่อนผมต้องออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกในทุกๆสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผมไม่อยากพูดถึงมันอีกเลยจนถึงทุกวันนี้”
ไป๋โม่เฉินคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น แม้ว่าตอนนั้นเขาจะเจ็บปวดและยากลำบากมากก็ตาม แต่เขาก็ยังคงประสบความสำเร็จ สุดท้ายแล้วแม้เขาจะไม่สามารถเป็นทหารต่อไปได้ แต่เขาก็ไม่เคยเสียใจเลย
“สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า และสิ่งที่เราเคยประสบพบเจอมาตลอดหลายปีนั้นจะเป็นเรื่องที่เราสามารถพูดถึงได้อีกหลายปีเลยทีเดียว”
ลุงหลิวเป็นคนใจกว้างมากๆอยู่แล้ว หากเขาไม่เป็นคนแบบนี้ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเขาคงจะกลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว เพราะในตอนนั้นเขากับผู้เฒ่ามู่ต้องอดทนกับสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้
“ลุงครับ ลุงพูดถูก กระต่ายย่างพร้อมกินแล้วล่ะครับ เสี่ยวฮั่ว เธอมีเครื่องปรุงติดกระเป๋ามาด้วยบ้างหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามออกไป
“โอ้ จริงด้วย ฉันลืมปรุงเนื้อกระต่ายไปสินะ” ฟู่เยี่ยนหยิบผงยี่หร่าและพริกออกจากกระเป๋าของเธอ ก่อนจะยื่นมันให้กับไป๋โม่เฉิน
“เสี่ยวฮั่ว ครั้งก่อนตอนที่ฉันอยู่กับเสี่ยวอัน ฉันได้เห็นกระเป๋าเฉียนคุนที่เธอทำแล้วล่ะ มันดูสะดวกมากเลยนะ นี่เธอใส่ทุกอย่างลงไปในกระเป๋าของเธอเลยเหรอ !” ลุงหลิวพูดด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย
“ลุงคะ ทำไมถึงพูดแบบนั้นกันล่ะคะ ? เอาไว้กลับไปหนูจะทำให้ลุงใบหนึ่งก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปอย่างมีความสุข แท้จริงแล้วมู่อี้อันเป็นคนสอนเธอทำมันต่างหาก !
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ! เสี่ยวอันขี้เหนียวกับฉันมาก เขาไม่ยอมให้ฉันดูมันใกล้ๆเลยด้วยซ้ำ” ลุงหลิวคร่ำครวญถึงความตระหนี่ของมู่อี้อัน
ฟู่เยี่ยนยิ้มมุมปาก ที่เขาไม่ยอมให้ใครดู อาจเป็นเพราะว่าเขาอยากเป็นเพียงคนเดียวที่มีมันในครอบครองก็เป็นได้
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ หนูทำมันขึ้นมาสองใบ ใบหนึ่งหนูจะมอบมันให้กับลุง และอีกใบ หนูจะเก็บมันเอาไว้ให้เสี่ยวถู่ในภายหลัง” ฟู่เยี่ยนวางแผนสำหรับวัสดุที่เหลืออย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอก็แล้วกัน คราวนี้ฉันก็ไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าใบใหญ่หลายใบอีกต่อไปแล้ว” ลุงหลิวยกนิ้วให้ฟู่เยี่ยนอย่างชื่นชม
“ลุงพูดถูก หนูลืมเรื่องนี้ไปเลย เอาไว้คราวหน้าหากต้องออกไปทำภารกิจ หนูจะเอามันไปด้วย” ฟู่เยี่ยนลืมสิ่งนี้ไปเลยจริงๆ และเธอก็คุ้นเคยกับการใช้ดินแดนต่างมิติมากกว่าด้วย ดังนั้นกระเป๋าเฉียนคุนจึงไม่ได้จำเป็นสำหรับเธอเท่าไหร่
หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันเข้านอน เพราะเช้าวันพรุ่งนี้ พวกเขายังต้องไปที่ภูเขาลูกถัดไป
ทางด้านฟู่ต้าหย่งก็ได้จัดการปัญหาอย่างราบรื่นเช่นกัน เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ผู้คนในหมู่บ้านจะไปหาหนิวชุ่ยฮวาและดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างเอง เพราะบ้านหลังนี้เป็นของพี่ฟู่ต้าหย่งและภรรยา
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับข้อบังคับต่างๆเลย ส่วนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังคงเป็นของหนิวชุ่ยฮวา แม้ว่ามันจะดูเล็กและเก่าไปหน่อย แต่ก็ยังพออาศัยอยู่ได้
ฟู่ต้าหย่งกลัวว่าจะมีปัญหาตามมา ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนในหมู่บ้านที่จะมามุงดูเรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา และยังบอกกับทุกคนอีกว่าช่วยรอจนกว่าพวกเขาจะกลับไปเมืองหลวงก่อน ค่อยให้ทุกคนจัดการเรื่องบ้านหลังนี้
ใครจะรู้ว่าคนวางแผนก็ไม่สามารถควบคุมฟ้าลิขิตได้... ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง ก็ได้เกิดเรื่องขึ้นที่บ้านของหนิวชุ่ยฮวาเสียก่อน เธอมีคนอื่นจริงๆ เพียงแต่ว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ไม่สามารถปรากฎตัวออกสู่สาธารณะได้ ทั้งสองคนแอบคบกันมานานจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
แต่ทั้งสองไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงแค่แอบพบกันอย่างลับๆเท่านั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อตอนที่ฟู่เหล่าชวนยังมีชีวิตอยู่แล้ว และมันก็ได้ถูกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด
ชายคนนั้นเป็นน้องชายของพี่เขยหนิวชุ่ยฮวา และทั้งสองก็เป็นคู่รักกันตั้งแต่วัยเด็ก เพียงแต่ว่ามันฟังดูไม่ดีนักสำหรับเธอหากจะแต่งงานกับน้องชายของพี่เขย และตระกูลจางก็ไม่เต็มใจกับเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจึงได้ถูกผู้ใหญ่ขัดขวางเอาไว้
ทั้งยังมีเรื่องของจู่จื่อด้วย หลังจากที่เขาพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัว หนิวชุ่ยฮวาก็ถึงกับร้องไห้และขอให้ฟู่เหล่าชวนช่วยหางานในเหมืองให้กับเขา
มันเป็นงานขนถ่านหินขึ้นรถบรรทุก ซึ่งงานนี้เป็นงานสำหรับคนทั่วไป มันเป็นงานที่ทั้งสกปรกและน่าเบื่อ แต่อย่างน้อยก็ยังคงเป็นงานที่มีเงินเดือนสูงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้
ในงานศพของฟู่เหล่าชวน จู่จื่อเองก็ตามเธอมาอย่างเงียบๆเช่นกัน เขาต้องมาเพื่อให้คนในหมู่บ้านเห็น แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของชายชราอยู่แล้ว
ในวันนี้เขาทำงานกะดึก และเพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อตอนตีสี่ ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังแทรกขึ้นมา ซึ่งปฏิกิริยาแรกของเขานั้นต้องเป็นขโมยอย่างแน่นอน เขาจึงได้เปิดประตูเงียบๆ ก่อนจะย่องเข้าไปเตะคนคนนั้น
และร่างของชายปริศนาก็ล้มลงไปบนพื้นจนส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม
ตอนที่ 576: ความวุ่นวายได้จบลงแล้ว
“เจ้าโจรชั่ว แกมาจากไหน กล้ามาขโมยของในบ้านของฉันเหรอ รู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร !” จู่จื่อพูดพร้อมกับเตะไปที่คนคนนั้นอีกครั้ง
ทว่าคนที่นอนอยู่บนพื้นนั้นไม่ใช่ใครอื่น เป็นจางกวงนั่นเอง เขาแอบมาหาหนิวชุ่ยฮวาและกำลังจะแอบออกไปก่อนรุ่งสาง ทว่าโดยไม่คาดคิด เขากลับถูกจู่จื่อจับได้เสียก่อน
ในช่วงเวลานี้ของปี ท้องฟ้าจะมืดจนถึงตอนตีห้า และพระอาทิตย์จะขึ้นช้ากว่าปกติ หลังจากที่จางกวงถูกจู่จื่อเตะซ้ำเป็นครั้งที่สอง เขาก็หมดสติทันที
เมื่อหนิวชุ่ยฮวาออกมา เธอก็พบว่าเขาได้หมดสติไปแล้ว
“จู่จื่อ มันเกิดอะไรขึ้น ?” หนิวชุ่ยฮวารู้สึกสับสนเล็กน้อย เธอกลัวว่าลูกชายของเธอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
ต้องบอกว่าฟู่เหล่าชวนไม่สามารถขจัดความเหงาออกไปจากใจของเธอได้ มิเช่นนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจางกวงคงไม่ระอุขึ้นมาแบบนี้อย่างแน่นอน
พวกเขาสองคนเป็นคู่รักกัน แต่จู่จื่อกำลังคิดว่าเขาเป็นหัวขโมย ดังนั้นหนิวชุ่ยฮวาจึงใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เธอไม่ต้องการให้ลูกชายเรียกตำรวจ ก่อนที่หนิวชุ่ยฮวาจะบอกให้ลูกชายของเธออุ้มเขาเข้าไปข้างในและรอให้เขาฟื้นขึ้นมาก่อน
หากเรื่องนี้รู้ถึงหูของชาวบ้าน จะต้องมีปัญหาที่ยุ่งยากตามมาอย่างแน่นอน
เพราะจางกวงเองก็มีครอบครัวอยู่แล้วเช่นกัน ภรรยาของเขาก็เคยได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหนิวชุ่ยฮวาแล้วด้วย ทว่าอย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับไม่ได้มีความวุ่นวายใดๆเกิดขึ้นเลย พวกเขาจึงปล่อยมันไปและอยู่เงียบๆมาโดยตลอด
จางกวงทำงานในโรงงานกระจกในเทศมณฑล ซึ่งบางครั้งเขาต้องทำงานจนดึก จึงต้องนอนค้างที่โรงงานและกลับบ้านในตอนเช้า นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เขาทำมาหลายปีแล้ว
ตอนนี้จางกวงกำลังหมดสติ หนิวชุ่ยฮวาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพาเขาเข้ามาในบ้านก่อน จะให้ใครมาเห็นเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ซึ่งจู่จื่อก็ดูจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าเขารู้จักชายคนนี้ ชายคนนี้คือน้องชายของสามีป้า
เขาไม่ใช่คนโง่ และเขาก็เคยได้ยินเรื่องแม่ของเขาในตอนเด็กมาบ้างเช่นกัน หลังจากที่รู้แล้วว่าคนคนนั้นคือใคร แววตาที่เขามองไปยังหนิวชุ่ยฮวาก็ได้เปลี่ยนไป
เฮ้ นี่มันอะไรกัน หรือว่าถ่านไฟเก่าของแม่ถูกจุดขึ้นมา ?
เมื่อหนิวชุ่ยฮวาเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกชาย เธอก็พอจะเดาออกว่าเขารู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว จากนั้นเธอก็ได้บอกกับจู่จื่อไปว่าเมื่อไม่นานมานี้ เธอเห็นผีฟู่เหล่าชวน เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอให้เขามาอยู่เป็นเพื่อน
จู่จื่อยังคงไม่พูดอะไร หากนี่เป็นความต้องการของแม่ เขายังจะพูดอะไรได้อีกอย่างนั้นหรือ ? เขาจึงไม่สนใจเรื่องนี้อีก เนื่องจากเขาเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว จึงได้กลับเข้าห้องและหลับไปในทันที
หากควบคุมไม่ได้ก็แค่ปล่อยมันไป เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ได้ถามอะไรอีก หนิวชุ่ยฮวาก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปมองดูจางกวงซึ่งตอนนี้เขาก็ยังคงหายใจอยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้สนใจเขา และกลับเข้าไปนอนต่อในที่สุด
เมื่อเห็นว่าจางกวงยังไม่กลับ ภรรยาของเขาก็ได้ออกมาตามหา
เมื่อวานนี้จางกวงต้องทำงานกะกลางคืน และเขาก็ต้องนอนค้างที่โรงงาน แต่ใครจะไปคิดว่าในช่วงกลางดึก ลูกสาวของเขาจะมีไข้สูง ภรรยาและลูกชายคนโตของเขาจึงได้พาลูกสาวตัวน้อยไปโรงพยาบาลโดยด่วน
เมื่อมาถึงในเมือง พ่อของเด็กก็ต้องมาด้วย เพราะการรักษาพยาบาลนั้นมีค่าใช้จ่ายพอสมควรเลยทีเดียว ดังนั้นภรรยาของจางกวงจึงได้ไปที่บ้านพักของโรงงานเพื่อตามหาสามีของเธอ
แต่เมื่อเธอถามกับคนแถวนั้น กลับพบว่ามีบางอย่างผิดพลาดไป คนในบ้านพักได้บอกกับเธอว่าจางกวงกลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และเขาก็กลับไปนอนบ้านสองวันติดแล้วไม่ใช่หรือ ?
โชคดีที่ภรรยาของจางกวงเป็นผู้หญิงที่ฉลาด เธอข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะบอกไปว่าจางกวงได้ขอให้เธอมาเอาผ้าปูที่นอนกลับไปซัก
หลังออกมาจากบ้านพักโรงงาน เธอก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ไอ้บ้าคนนี้เขาไปอยู่ที่ไหน ? เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอก็จำรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของเขาได้ เธอก็สรุปได้ว่าสถานการณ์นี้ไม่สู้ดีนัก
ไม่ว่าเธอจะโกรธมากแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้ลูกสาวของเธอสำคัญที่สุด เธอจึงรีบกลับไปที่โรงพยาบาลทันที โดยหมอได้บอกว่าลูกสาวของเธอไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาล แค่ให้ยาลดไข้และกลับบ้านได้เลย
ทว่าก็ยังคงมีบางอย่างที่ผิดปกติอยู่ภายในใจของเธอ ซึ่งมันทำให้จิตใจของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด เธอคิดไปว่ามีใครขโมยสามีของตัวเองไปหรือเปล่า ระหว่างเดินก็คิดเรื่อยเปื่อย กระทั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวโจว และได้เจอกับน้องเขยของตัวเองที่นั่น
เขาได้ทักทายกับเธอเล็กน้อยแล้วแยกกันไป แต่ก่อนจะไป น้องเขยพูดขึ้นว่าเมื่อคืนเห็นสามีของเธอมุ่งหน้าไปหมู่บ้านอันผิง ที่นั่นถนนซ่อมเสร็จแล้วเหรอ ?
ทันทีที่ภรรยาของจางกวงได้ยินชื่อหมู่บ้านอันผิง เธอก็คิดถึงใครบางคนขึ้นมาได้ พอดีกับที่คนคนนั้นเพิ่งเสียสามีไปหมาดๆ เธอจึงได้แต่ตอบเลี่ยงๆน้องเขยไปว่า “ถนนใช้ได้แล้ว”
ครอบครัวของจางกวงมาจากหมู่บ้านเหอทัน ซึ่งเมื่อก่อนเคยมีถนนที่เชื่อมไปยังหมู่บ้านอันผิงอยู่ด้วย แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ทั้งสองหมู่บ้านต้องขัดแย้งกัน ถนนเส้นนั้นจึงได้ถูกปิดลงในที่สุด
พอได้ยินแบบนี้ ยังจะมีอะไรที่เธอไม่เข้าใจอีกล่ะ ? แน่ชัดเลยว่าเขาไปสานสัมพันธ์กับคนรักเก่าของเขา ! ภรรยาของจางกวงที่คิดได้แบบนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
“ฉันอุตส่าห์อยู่บ้านดูแลทุกอย่างให้ แต่เขากลับไปหาหญิงวัยกลางคนคนนั้น !”
หลังจากที่กลับไปส่งลูกสาวตัวน้อยที่บ้านเสร็จ ภรรยาของจางกวงก็ได้โทรหาพี่ชายของเธอและตรงไปที่บ้านของหนิวชุ่ยฮวาในทันที
เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย หนิวชุ่ยฮวาจะต้องเป็นฝ่ายล่อลวงสามีของเธอให้มาหา และตั้งใจที่จะแย่งเขาไปจากเธออย่างแน่นอน
เธอต้องการไปตามสามีของเธอคืนมา เธออยากจะฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆให้เขาหลาบจำ แต่พอมาคิดดูแล้วถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูคนอื่น เขาก็อาจจะถูกเลิกจ้างจากโรงงานกระจก เพื่อความมั่นคงในอนาคต ตอนนี้จึงต้องอดทนและยอมปล่อยผ่านไปก่อน
ในยุคนี้ การหย่าร้างยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นัก ไม่ใช่ว่าเธอไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ แต่การเป็นหม้ายนั้นเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยดี เธอจะต้องจัดการกับคนของเธอด้วยตัวเอง ดังนั้นภรรยาของจางกวงจึงเลือกที่จะจัดการเรื่องนี้เงียบๆ
……
ทางด้านหนิวชุ่ยฮวา เธอยังคงไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาหาตัว
ด้วยความที่ไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากยุ่งกับเธอ ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าหายนะกำลังมาเยือนเธอแล้ว
บังเอิญเหลือเกิน หนิวชุ่ยฮวาโดนภรรยาของจางกวงผลักจนหัวไปกระแทกกับขั้นบันได ตอนนั้นไม่มีเลือดออก และดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก
ผ่านไปไม่กี่วัน เมื่อตะกูลฟู่เพิ่งออกจากหมู่บ้านไปได้ไม่นาน และทางหมู่บ้านยังไม่ทันได้มาทวงบ้านคืน หนิวชุ่ยฮวาก็เป็นลมหมดสติขณะที่กำลังทำงานในทุ่งนาและเสียชีวิตในทันที
ฟู่เฉิงได้โทรบอกพวกเขาถึงเรื่องนี้ แน่นอนว่าผลกรรมย่อมคืนสนองต่อคนชั่ว ตอนนั้นเสี่ยวฮั่วก็ถูกเธอผลักจนหัวกระแทกแผ่นปูน จนฟู่เยี่ยนได้สลับร่างมาที่นี่
ตอนนี้กลายเป็นเธอที่เป็นฝ่ายถูกผลัก กะโหลกศีรษะของเธอน่าจะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถตรวจพบอาการได้ในขณะที่เกิดเหตุ จนทำให้เธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ดังนั้นการจัดการเรื่องบ้านจึงง่ายขึ้น และจู่จื่อเองก็ไม่สามารถฝ่าฝืนกฎของหมู่บ้านได้ หลังจากที่หนิวชุ่ยฮวาเสียชีวิตลง เขาก็ย้ายกลับมาบ้านของตัวเอง ก่อนจะได้พบกับหญิงหม้ายลูกติดคนหนึ่ง และทั้งสองก็ได้ตกลงที่จะสร้างครอบครัวด้วยกัน
คงบอกได้เพียงว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ
ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและลุงหลิวกำลังมีความสุขกับการค้นพบของพวกเขา พวกเขายืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง พร้อมกับมองไปยังภูเขาทั้งสามลูกตรงหน้าที่มีกลิ่นอายของชีพจรมังกรจางๆลอยออกมา
สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าก่อนหน้านี้มีชีพจรมังกรอยู่ที่นี่จริงๆ ฟู่เยี่ยนกับลุงหลิวจึงรีบตั้งค่ายกลขึ้นมา ก่อนจะสร้างค่ายกลขึ้นมาบนเนินเขาทั้งสามลูกนี้ให้สมบูรณ์ หากค่ายกลนี้เสร็จสมบูรณ์ มันจะสามารถอยู่ได้นานกว่าหนึ่งร้อยปีเลยทีเดียว
สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกร้อยปีต่อจากนี้ มันก็จะถูกส่งต่อไปยังลูกหลานของพวกเขา เธอเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ลัทธิเต๋าของจีนก็คงจะแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้นเธอจึงได้เปลี่ยนค่ายกลบนภูเขาทั้งสามลูกเล็กน้อย และในที่สุดพวกเขาก็ได้ลงจากภูเขาเพื่อกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตีสองของวันถัดไปแล้ว
พวกเขาทั้งสามมองหน้ากัน ตอนนี้ทุกคนในบ้านคงจะหลับอยู่ หากไปเคาะประตูก็คงจะไปรบกวนพวกเขาเปล่าๆ ดังนั้นทั้งสามจึงต้องใช้วิธีอื่น โดยไป๋โม่เฉินได้นั่งยองๆเพื่อส่งให้ฟู่เยี่ยนปีนกำแพงข้ามไปก่อน จากนั้นเธอก็ได้กระโดดลงไปในลานบ้านอย่างเงียบๆ
โดยธรรมชาติแล้ว ความสูงแค่นี้ไม่สามารถหยุดลุงหลิวเอาไว้ได้อย่างแน่นอน เมื่อทั้งสามเข้ามาในลานบ้านได้แล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับไปที่ห้องของเธอทันที
ส่วนลุงหลิวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนอนเบียดกันกับฟู่เซินและไป๋โม่เฉิน เพราะภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะไม่ได้รบกวนตอนเธอหลับ
พวกเขาต่างก็ง่วงมาก ก่อนจะหลับไปโดยที่ไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยด้วยซ้ำ จนเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อทุกคนตื่นก็พบว่าพวกเขาทั้งสามคนกำลังหลับอยู่
ตอนที่ 577: เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างพร้อมหน้า
เมื่อตระกูลฟู่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พวกเขาก็ได้พบว่าทั้งสามคนกลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ซึ่งหลังจากที่ถามกับทุกคน พวกเขาก็รู้แล้วว่าทั้งสามปีนกำแพงเข้ามา ทั้งยังบอกอีกว่าไม่ได้กินของอร่อยมาหลายวันแล้ว และตอนนี้ก็หิวมาก
หวังซู่เหมยและหลี่โม่ลี่จึงรีบไปซื้อของเพื่อมาทำกับข้าวให้กับทุกคนในทันที
“นี่คุณเป็นลุงประสาอะไรกัน ทำไมถึงไม่แนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้กับหลานทั้งสองล่ะ” ฟู่ต้านีบ่นสามีของเธอ
ลุงหลิวแค่หัวเราะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาคิดอยู่ในใจว่าเธอไม่เคยเห็นหลานสาวของตัวเองปีนกำแพงมาก่อนเลยหรืออย่างไรกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย
“ตอนที่เรากลับมา มันดึกมากแล้วค่ะ ลุงหลิวกลัวว่าหากพวกเราเสียงดังจะไปรบกวนทุกคนเข้า เราก็เลยแอบเข้าไปในบ้านเงียบๆแทนค่ะ” ฟู่เยี่ยนเข้ามาช่วยอธิบายให้กับอาของเธอฟัง
“ไม่ต้องมารวมหัวกันหลอกอาเลยนะ !” ฟู่ต้านีพูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่ลุงหลิว ซึ่งลุงหลิวที่เห็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหัวเราะออกมา และทุกคนต่างก็ขบขันไปกับสองสามีภรรยาคู่นี้ !
หลังจากที่กินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ได้เก็บโต๊ะอาหาร จากนั้นก็มาหารือกันว่าจะกลับเมื่อไหร่
“เมื่อวานนี้ฉันได้ไปถามตั๋วรถไฟ แต่ตอนนี้มีตู้นอนเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ฉันเลยคิดว่าวันนี้จะลองไปหาลูกพี่ลูกน้องของโม่ลี่ดู บางทีเขาอาจจะมีคำแนะนำที่ดี เพราะพวกเรามีกันหลายคน หากได้ตู้นอนคงสบายมากกว่า” ฟู่ต้าอันพูดแทรกขึ้นมา
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ให้เงินกับพวกเขาเพิ่มอีกสักหน่อยเถอะ มันยากมากที่จะหาตั๋วตู้นอนได้ในตอนนี้ และเราก็จำเป็นต้องมีที่นอนนุ่มๆสำหรับเด็กๆอยู่แล้ว” ฟู่ต้าหย่งเหลือบมองฟู่ต้าจวงพร้อมห้ามไม่ให้เขาพูดอะไรออกมาอีก
ด้วยความที่ฟู่ต้าจวงมีตำแหน่งหน้าที่ที่คนอื่นต้องเกรงใจ แต่มันคงไม่คุ้มหากจะเอาชื่อเสียงของเขามาทำเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ เขารู้จักกับพ่อของหลี่เทียนซื่อ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของโม่ลี่
“ผมเข้าใจพี่ใหญ่” ฟู่ต้าอันเองก็เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้เรื่องเล็กน้อยแบบนี้กระทบต่อหน้าที่การงานของฟู่ต้าจวง เพราะมันดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก
จากนั้น คนอื่นก็เริ่มเก็บข้าวของ หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คุยกันเอาไว้ ในช่วงบ่ายพวกเขาจะต้องเดินทางแล้ว
“แม่คะ คุณตากับคุณยายจะไปกับเราด้วยหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอมาที่นี่และกำลังจะกลับแล้ว ทุกอย่างดูจะกะทันหันมากๆ ซึ่งเธอเองก็ยังไม่มีเวลาแม้แต่จะไปเยี่ยมผู้เฒ่าทั้งสองที่บ้านเลยด้วยซ้ำ
“พวกเขาทั้งสองจะไม่กลับไปกับเรา พวกเขายังคงเป็นกังวลเรื่องลุงของลูก ทั้งยังบอกอีกว่าป้าสะใภ้ของลูกเลอะเลือนมากขึ้นทุกที แต่ตอนนี้ลุงของลูกได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นป้าสะใภ้ของลูกจึงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ตากับยายจึงอยากจะอยู่ดูแลพวกเขาที่นี่ และที่สำคัญพวกเขาทั้งสองก็ไม่อยากห่างบ้านไปไกลอีกด้วย”
หวังซู่เหมยยังคงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ของเธอต่างก็ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลูกชายของพวกเขา
“แม่คะ เอาไว้ในอนาคตหากหนูมีเวลาว่าง หนูจะพาแม่มาเยี่ยมคุณตากับคุณยายเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนรีบปลอบใจแม่ของเธอทันทีที่เห็นแววตาไม่สบายใจของผู้เป็นแม่
“ลูกไม่ต้องปลอบใจแม่หรอก แม่เตรียมใจเอาไว้แล้ว พวกเขาก็เป็นแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ และมันจะไม่มีทางเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน อีกไม่นานลูกทุกคนก็ต้องแต่งงาน เมื่อถึงตอนนั้น แม่ก็คงจะใจเย็นลงกว่านี้แล้วล่ะ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่อาจจะกลับมาอยู่ที่นี่กับพ่อของลูกสักพักหนึ่งก็ได้”
หวังซู่เหมยได้บอกว่าพ่อและแม่ของเธอว่าเธอจะดูแลพวกเขาเอง แต่ตอนนี้ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ เธอจึงยังทำหน้าที่ของลูกสาวได้ไม่ดีนัก อีกอย่างพ่อกับแม่ของเธอก็ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและยังทำงานได้ ! ดังนั้นเธอจึงได้ทิ้งเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้เฒ่าทั้งสองไว้ใช้ดูแลตัวเองเป็นจำนวนไม่น้อย
วิธีเดียวที่จะชดเชยเวลาที่ขาดหายไปได้ก็คือเงิน และไม่มีวิธีไหนดีไปกว่านี้อีกแล้ว
จากนั้น สาวๆก็ได้รีบจัดของในบ้าน แม้จะมีข้าวของไม่มากนัก แต่ก็ยังต้องจัดของในบ้านให้เรียบร้อย จากนั้นพวกเขาก็ได้แวะไปดูบ้านของหลี่หงอี้สักหน่อย เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้พวกเขาไม่ได้กลับมาที่นี่เลย
ปรากฏว่ามีรอยรั่วที่ชั้นบนสุดของบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงได้บอกเรื่องนี้กับฟู่เฉิง เพื่อให้เขาจัดการให้ในวันพรุ่งนี้ นับตั้งแต่ที่หลี่หงอี้ต้องย้ายไปอยู่ในเขตทหาร หนึ่งปีให้หลัง ครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายตามไปอยู่ที่เมืองหลวง
หากดูจากสถานการณ์แล้วคงจะอีกหลายปีเลยกว่าเขาจะได้กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง
ไม่นานนัก ฟู่ต้าอันก็กลับมา เขาซื้อตั๋วรถไฟรอบบ่ายเอาไว้แล้ว แต่ก็ได้ตู้นอนเพียงไม่กี่ตู้เท่านั้น และที่เหลือก็เป็นตั๋วธรรมดาทั้งหมด ในเวลานี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากต้องซื้อตั๋วเท่าที่มี
จากนั้นทุกคนก็รีบไปกินมื้อเที่ยงทันที
การที่ต้องนั่งรถไฟกลับไปเมืองหลวงครั้งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับทุกคนเลย จะมีก็แต่พวกเด็กๆและฟู่ต้านีเท่านั้นที่จำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟตู้นอน หลังจากที่ลงจากรถไฟ พวกเขาก็กลับไปที่บ้านในทันที ตอนนี้ทุกคนเหนื่อยมาก จึงกลับไปที่บ้านเพื่อพักผ่อนกันก่อน
ทางด้านไป๋โม่เฉินและหวังจื่อหยวนเองก็ได้ตามทุกคนไปที่บ้านเช่นกัน เพราะพวกเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยไม่ต่างไปจากคนอื่นเลย ทันทีที่พวกเขาเดินผ่านประตูเข้ามา ร่างกายของพวกเขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงบ้านของเราสักที หลายวันที่ผ่านมานี้ฉันเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยจนอยากจะนอนอยู่เฉยๆ และไม่อยากทำอะไรอีกเลย” แม้แต่หญิงแกร่งอย่างหวังซู่เหมยก็ยังหมดแรง
“แม่คะ แม่กับพ่อไปพักผ่อนก่อนเถอะ หนูกับพี่สามจะไปทำกับข้าวเอง ตอนนี้เสี่ยวถู่คงหิวแล้ว เอาไว้กับข้าวเสร็จ หนูจะมาเรียกนะคะ” ฟู่เยี่ยนบอกให้หวังซู่เหมยไปพักผ่อนก่อน
“ก็ได้ วันนี้แม่คงต้องให้ลูกช่วยจัดการเรื่องนี้แทนไปก่อน แม่ขอนอนพักสักหน่อย ต้านี เธอเองก็ไม่ต้องไปช่วยหลานล่ะ ไปพักผ่อนเถอะ วันนี้ให้หลานสาวทั้งสองช่วยกันทำกับข้าวก็พอแล้ว” หวังซู่เหมยเหนื่อยมากจริงๆ
“ฉันเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน แม้จะได้นอนที่นอนนุ่มๆก็เถอะ แต่มันก็ไม่เหมือนกับตอนนอนอยู่ที่บ้าน” ใบหน้าของฟู่ต้านีดูซีดเซียวเล็กน้อย ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้เช่นกัน เธอจึงได้แนะนำให้อาหญิงของเธอดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เพราะหลายวันที่ผ่านมานี้ อาหญิงของเธอเองก็ดูจะวุ่นวายมากเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงตกอยู่ในสภาวะขาดน้ำเล็กน้อยนั่นเอง
จากนั้น ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้เข้าครัวไปทำกับข้าว โดยมีไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนเป็นผู้ช่วย พวกเธอตัดสินใจว่าจะทำเมนูง่ายๆ อย่างบะหมี่ให้ทุกคนได้กินกันก่อน จะได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน
หวังซู่เหมยยังคงนอนอยู่ในห้อง แต่เธอก็ไม่ได้หลับ ตอนนี้เธอกำลังนอนคุยกับฟู่ต้าหย่ง
“เกิดอะไรขึ้นกับต้าอันกัน ? คุณรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้างหรือเปล่า ?”
“ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าน้องลูกสะใภ้เล็กดูเหมือนจะคิดได้แล้วนะ เมื่อวานเธอกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอที่บ้าน เธอกลับมาโดยที่ไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลยด้วยซ้ำ”
ฟู่ต้าหย่งพูดขณะที่หลับตาเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขาเหนื่อยมากจริงๆ หากจะพูดว่าเขาไม่ได้พักเลยก็ไม่ผิด !
“วันนั้นพวกเขาทั้งสองกลับมาในช่วงบ่ายไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงบอกว่าไม่ได้กินมื้อเที่ยงกับพ่อแม่กันล่ะ?” หวังซู่เหมยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้วล่ะ ฟู่เฉิงไปประชุมที่สำนักงานหมู่บ้านและบังเอิญเห็นทั้งสองคนกำลังเดินไปที่ร้านอาหาร บางทีอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านตระกูลหลี่ก็ได้ พวกเขาจึงออกมาโดยไม่อยู่กินมื้อเที่ยงที่บ้าน” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ น้องสะใภ้เล็กดูยิ้มแย้มกว่าเดิมนะ วันแรกที่ไปถึงที่นั่น เธอเอาแต่เงียบและไม่พูดกับใครเลย ดูเหมือนว่าเธอมีบางอย่างอยู่ในใจ” หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ คงจะเป็นเรื่องแม่ของเธออย่างแน่นอน แม่ประสาอะไร ทำไมถึงได้สร้างปัญหาให้ลูกสาวมากมายขนาดนี้ ?
“ต้าอันเล่าให้ฉันฟังแล้วล่ะ เขาบอกว่าพวกเขาทั้งสองยอมแพ้แล้ว และจากนี้ไปเขาจะให้เงินกับครอบครัวของน้องสะใภ้เล็กเดือนละยี่สิบหยวน นี่คือสิ่งที่เขาบอกกับผม ผมคิดว่าพวกเขาคงจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้วล่ะ” หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งรู้ว่าทั้งสองคิดได้แล้ว เขาจึงไม่สนใจเรื่องนี้อีก
“ดีแล้ว ก่อนหน้านี้โม่ลี่ยังเด็ก จึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะเชื่อฟังแม่ของเธอ แต่ตอนนี้เมื่อเธอคิดเรื่องนี้ได้ก็ดีแล้ว ต้าอันจะได้สบายใจขึ้น และหากพวกเขามีลูกด้วยกันในอนาคต ครอบครัวของพวกเขาก็จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์”
เมื่อหวังซู่เหมยคิดทบทวนเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาและไม่สนใจเรื่องนี้อีก
“พวกเราไม่ต้องไปยุ่งอะไร ขอแค่อย่าให้เรื่องบานปลายกลายเป็นปัญหาชัดเจนก็พอ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ต่อไปเรื่องของเสี่ยวสุ่ยกับเสี่ยวฮั่วก็ให้จัดการแบบเดียวกัน การยุ่งเรื่องคนอื่นไม่ใช่เรื่องดี พวกเราดูแลอบรมเสี่ยวถู่ให้ดีก็พอแล้ว”
“ว่าแต่เจ้าใหญ่ได้บอกหรือเปล่าว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ ? แล้วเขาวางแผนอย่างไรกับคนรักของเขา ?”
เรื่องแบบนี้ต้องให้คนเป็นแม่ไปถามเองถึงจะเหมาะกว่า
“เขาไม่ได้บอก ฉันเองก็ไม่ได้ถาม เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา ฉันได้ยินฉือหมิ่นพูดว่าเด็กคนนั้นเลื่อนตำแหน่งแล้ว ได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง” หวังซูเหมยไม่ได้สนใจเลยว่าลูกชายของตนเองจะเป็นผู้นำหรือไม่
“ผมไม่อยากสนใจเรื่องของเจ้าใหญ่อีกแล้ว ปล่อยให้เขาทำตามที่ตัวเองต้องการเถอะ เรามาดูเรื่องคนรักของเจ้ารองกันก่อนดีกว่า” ฟู่ต้าหย่งพูด.ออกไปตรงๆ เขาไม่สามารถควบคุมเรื่องนี้ได้อีกแล้ว แม้ว่าจะอยากทำแบบนั้นมากแค่ไหนก็ตาม !
“นั่นสิ ฉันคงคิดมากเกินไปจริงๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากขนาดนั้นก็ได้ เพราะตอนที่ฉันบอกว่าเจ้าใหญ่ไม่ดี น้องๆทั้งสามคนก็พร้อมที่จะปกป้องเขา ก็ดีเหมือนกัน ฉันหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องสาวจะไม่แตกแยกกันก็เท่านั้นเอง”
หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา ลูกทุกคนของเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และพวกเขาก็จะมีความคิดเป็นของตัวเอง ตราบใดที่พวกเขายังคงรักกันเหมือนเดิมก็เพียงพอแล้ว แต่เสี่ยวฮั่วกับเสี่ยวฉุ่ยดูเหมือนจะได้รับพรกันทั้งคู่ ส่วนลูกชายสองคนก็คงไม่เจออุปสรรคใหญ่โตอะไรในชีวิตเช่นกัน
แน่นอน สำหรับพ่อแม่นั้นย่อมต้องคาดหวังกับทุกอย่างอยู่แล้ว ตราบใดที่ยังมีเรื่องเลวร้ายรออยู่ พวกเขาก็จะเอาแต่คิดถึงปัญหาเหล่านั้นอยู่ภายในใจเสมอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้น และการแต่งงานก็ถือว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา ตราบใดที่ทุกคนยังอยู่ดีมีสุข แค่นี้ก็พอแล้ว
ตอนที่ 578: มาถึงแล้ว
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ก็ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ชีวิตของพวกเขากลับสู่ความปกติอีกครั้ง เมื่อข่าวสาเหตุการตายของหนิวชุ่ยฮวามาถึง หวังซูเหมยก็รู้สึกเหมือนได้ชำระแค้นลงเสียที
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้ เธอก็ได้แอบเข้าไปในสวดมนต์อย่างเงียบๆในดินแดนต่างมิติ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ทำเรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่ต่างอะไรจากตัวกระตุ้นเหตุการณ์นี้ เพราะการตายของหนิวชุ่ยฮวานั้นเป็นผลมาจากกรรมที่ตามสนองคนชั่ว
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และกาลเวลาก็ได้เปลี่ยนการแต่งตัวของผู้คนไปจากเดิมอย่างสมบูรณ์แบบ ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในด้านรูปแบบและสีสันของเสื้อผ้า
เนื่องจากชีวิตของผู้คนที่เริ่มดีขึ้น ดังนั้นการแต่งตัวของผู้คนจึงได้ดูหรูหราตามไปด้วย โดยเฉพาะในเมืองหลวง ด้วยความที่ว่าที่นี่เป็นเมืองหลวง สไตล์ใหม่ๆมักจะเริ่มต้นจากที่นี่ก่อนเสมอ
ด้วยเหตุนี้ โรงงานของฟู่เหมี่ยวจึงต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก แต่ช่วงนี้เธอไม่ค่อยมีเวลาดูแลโรงงานมากนัก จึงให้ฟู่เซินรับผิดชอบหน้าที่นี่แทนไปก่อน เพราะวันแต่งงานของเธอใกล้เข้ามาถึงแล้ว
“เสี่ยวฮั่ว ช่วยดูหน่อยสิว่าชิ้นไหนสวยกว่ากัน ไข่มุกชิ้นนี้หรือทองคำดี หากสวมเครื่องประดับทองคำ มันจะดูสะดุดตาเกินไปหน่อยหรือเปล่า ?”
ฟู่เหมี่ยวกำลังเลือกเครื่องประดับเพื่อที่จะเลือกชิ้นที่เหมาะกับตนเองที่สุด
“ไข่มุกก็ดูเข้ากับชุดดีนะ ส่วนชุดกี่เพ้ามันดูไม่เข้าเอาเสียเลย ใช้เข็มกลัดเพชรที่ปู่ทวดให้น่าจะดูเหมาะกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับควานหาเครื่องประดับในกล่องอยู่นาน แต่ก็ยังไม่พบเข็มกลัดเพชรที่ว่า
“ไม่เลวเลย ฉันจะใช้อันนั้นก็แล้วกัน ฉันแยกเข็มกลัดออกไปเก็บไปอีกที่หนึ่งแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้ลูกสาวอาหญิงของวังจื่อหยวนมาหาและเห็นมันเข้า เธอก็ได้ขอมันจากฉันทันที วังจื่อหยวนจึงบอกไปว่าสิ่งนี้ไม่สามารถให้ใครได้ สองแม่ลูกนั้นถึงยอมรามือ”
ฟู่เหมี่ยวไม่ชอบอาหญิงคนนี้อยู่แล้ว เธอชอบทำตัวเป็นคนดีมีการศึกษา แต่กลับทำเรื่องไม่น่าดูแบบนี้ขึ้นมาได้
“พวกเขาไม่ใช่ญาติเราจริงๆสักหน่อย อย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเองนั่นแหละ ฉันเชื่อว่าพี่เขยจะต้องยืนเคียงข้างพี่อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนแนะนำพี่สาวของเธอ
“ทั้งที่ไม่ใช่ญาติกันด้วยซ้ำ ทำไมพวกเขาถึงต้องเข้ามายุ่งวุ่นวายกับพวกเราด้วย ฉันอิจฉาเธอจริงๆเลย ! อย่างน้อยตระกูลไป๋ก็ไม่ได้มีคนเข้ามายุ่งวุ่นวายมากมายแบบนี้”
ความประทับใจที่ตระกูลวังมีต่อฟู่เหมี่ยวนั้น นอกจากพ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่แล้ว ทุกคนต่างก็คิดว่าเธอเป็นคนที่อ่อนโยน... ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจผิดที่สวยงามมากจริงๆ
“อะไรกัน บ้านพี่เขยของฉันยังมีปัญหาอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ ? ไม่มีอะไรง่ายดายเลยจริงๆ แต่อย่าไปสนใจเรื่องพวกนั้นเลย เรามาพูดถึงศาสตราจารย์ฉู่ แม่สามีของพี่กันดีกว่า เธอเองก็เป็นคนดีใช้ได้เลยไม่ใช่เหรอ ?”
คำพูดของฟู่เยี่ยนไม่ได้เป็นเรื่องไร้สาระเลย หลังจากที่ได้ฤกษ์วันแต่งงานแล้ว ศาสตราจารย์ฉู่ก็ได้มอบกล่องเครื่องประดับของเธอให้กับฟู่เหมี่ยว แม้ว่าฟู่เหมี่ยวจะไม่ได้ขาดแคลนในสิ่งนี้ แต่ของขวัญที่แม่สามีให้ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เปิดมันออกมา ฟู่เยี่ยนก็สามารถระบุได้ทันทีว่ามันคือกล่องตั้งแต่สมัยโบราณ และเครื่องประดับที่อยู่ข้างในก็เป็นของโบราณด้วยเช่นกัน เมื่อฟู่เหมี่ยวได้ยินเรื่องนี้ เธอก็ได้เก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี เธอไม่กล้าแม้แต่จะสวมมัน และตั้งใจแล้วว่าจะใช้มันเป็นของขวัญที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานของเธอในอนาคต
“ใช่แล้ว แม่สามีของฉันเป็นคนดีมากจริงๆ สมแล้วกับที่เป็นอาจารย์มีการศึกษา รู้หรือเปล่าว่าเธอพูดอะไรกับฉันบ้างตอนที่ทานมื้อเย็นด้วยกัน เธอบอกว่าในอนาคตงานของเธอคงจะยุ่งมาก และยังอีกนานกว่าเธอจะเกษียณ ดังนั้น จื่อหยวนกับฉันอย่าเพิ่งมีลูกในตอนนี้ เพราะเธอจะไม่มีเวลามาช่วยดูแลลูกให้...”
ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหมือนลูกหนูตัวน้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองพี่สาว เพราะพี่สาวรู้ว่าเธอถูกย่าของไป๋โม่เฉินเร่งเร้าให้เธอมีลูก
“ตามโชคชะตาก็แล้วกัน ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อไหร่จะมีโชคดีแบบนี้ ! แต่ก็ต้องรีบหน่อยนะ ทางที่ดีที่สุดควรมีลูกแฝดไปเลย ฉันได้ยินมาว่าเบื้องบนกำลังพิจารณานโยบายการให้กำเนิดบุตรอยู่”
เมื่อฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เหมี่ยวก็เข้าใจในทันที จากนั้นเธอจึงได้วางแผนว่าจะกลับไปหารือเรื่องนี้กับวังจื่อหยวนดูก่อน เพราะหากลองมาคิดๆดูแล้ว กว่าลูกของเธอจะเติบโตต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนานเลยทีเดียว
ตอนนี้โรงงานของเธอก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อีกอย่างเธอยังมีพี่รองช่วยดูแลเรื่องนี้อยู่ด้วย !
“แล้วเธอสองคนวางแผนเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ? เธอวางแผนที่จะมีลูกทันทีเลยหรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าน้องสาวของเธอวางแผนเรื่องนี้หรือยัง และพวกเธอทั้งสองคนจะมีลูกพร้อมกันได้หรือเปล่า
“เป็นไปไม่ได้หรอก หลังจากนี้ฉันยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ มันอาจใช้เวลาหลายปีเลยก็ได้ เอาไว้ค่อยมาคุยเรื่องนี้กันทีหลังเถอะ” อันที่จริงฟู่เยี่ยนเองก็ยังคงสับสนกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย
ฟู่เหมี่ยวเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอรู้ดีว่าเรื่องของเสี่ยวฮั่วมีแต่เรื่องใหญ่ทั้งนั้น ในใจพลันถอนหายใจเบาๆ เสี่ยวฮั่วนี่ช่างตรงกับคำพูดของเธอจริงๆ ที่ว่า: ยิ่งมีความสามารถมาก ยิ่งต้องรับผิดชอบมาก
ทางด้านตระกูลเสิ่นก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน พวกเขามาถึงก่อนวันงานแต่งงานของฟู่เหมี่ยวหนึ่งสัปดาห์
ตระกูลเสิ่นมาในนามของคณะสำรวจ ซึ่งเสิ่นรั่วหยุนเป็นสมาชิกของคณะสำรวจอยู่แล้ว และตอนนี้เขาก็ได้รับผิดชอบบริษัทของตระกูลเสิ่นอยู่
ส่วนตระกูลเฮ่อก็มาด้วยเช่นกัน เฮ่อตงฟางได้มาที่นี่พร้อมกับคุณชายรองตระกูลเฮ่อ และลุงห่าวก็มากับเทียนจื่อ ตอนนี้แก๊งค์หงได้ก่อตั้งเป็นบริษัท โดยเปิดให้บริษัทต่างๆ เข้าร่วมการลงทุนและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ลุงห่าวจึงมาที่นี่ในนามของบริษัทผู้ลงทุนนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีผู้คนจากทุกสาขาอาชีพในฮ่องกงมาด้วย นี่ถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว และทุกฝ่ายก็ให้ความสนใจกับการมาของพวกเขาเป็นอย่างมาก
เสิ่นกั๋วเฉียงรู้สึกเป็นกังวลมาก เขาต้องการไปพบตระกูลฟู่ทันทีที่มาถึง แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขากลับมาที่นี่ ดังนั้นเขาจึงต้องอยู่กล่าวทักทายกับทุกคนก่อน และทุกคนต่างก็รู้ถึงตัวตนของเขาดี เพราะเขาเป็นถึงหัวหน้าตระกูลเสิ่น
ในธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวจีน คนรุ่นเก่ายังคงได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า เพราะท้ายที่สุดนั้นพวกเขาก็ถือว่ามีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารบริษัท หากจะพูดตามตรงก็คือเขาก็เป็นเหมือนกับพ่อบ้านคนหนึ่ง เมื่อไม่สามารถทำงานบ้านต่อได้แล้วก็ต้องส่งต่อมันให้กับพ่อบ้านคนต่อไป เช่นเดียวกับหัวหน้าตระกูลเสิ่นอย่างเสิ่นกั๋วเฉียง เขาได้ยุติการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจภายในบริษัทเมื่อไม่กี่ปีก่อน และได้มอบอำนาจให้กับเสิ่นรั่วหยุนไปแล้ว
เสิ่นรั่วหยุนเองก็เป็นคนที่เด็ดเดี่ยวและมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมมาก เมื่อธุรกิจของตระกูลเสิ่นตกอยู่ภายใต้การบริหารของเขา ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี บริษัทก็เติบโตขึ้นมาถึงสองเท่า จึงทำให้เสิ่นกั๋วเฉียงไว้วางใจเขามากยิ่งขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็คือคนที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลเสิ่นในอนาคต
“คุณปู่ทวดช่วยอดทนอีกหน่อยเถอะค่ะ ตอนอยู่ที่หยางเฉิง เราโทรบอกเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ เธอรู้แล้วว่าเรามา พรุ่งนี้ค่อยไปก็ยังไม่สายค่ะ” เสิ่นรั่วหลิงเข้าไปพูดกับชายชรา
“อืม ทวดคงใจร้อนเกินไป เรายังมีเวลาอีกเยอะเลย ยังเหลืออีกหลายวันก่อนที่งานแต่งงานจะเริ่มขึ้น” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เสิ่นกั๋วเฉียงจึงได้นั่งรออาหารเย็นอย่างสงบ
ทางด้านฟู่เยี่ยนก็รับรู้แล้วว่าหลังจากคณะสำรวจมาถึง ก็ถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงตอนเย็นที่โรงแรมหรูในเมืองหลวง และที่พักของพวกเขาก็อยู่ที่นั่นด้วย
เธอกับไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร พอมาถึงก็แค่มากินข้าวมื้อหนึ่งแล้วค่อยกลับ รอให้งานเลี้ยงตอนเย็นจบลงก่อนแล้วค่อยไปหาทวดของเธอ
ในช่วงนี้ พวกเขาทั้งสองคนก็แทบจะไม่มีเวลาว่างเช่นนี้ ไม่เพียงแค่พวกเขาต้องเตรียมของสำหรับวันแต่งงานตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ผู้อำนวยการหลี่ยังมีภารกิจให้เธอทำอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงมีเวลาว่างน้อยมากๆ
“หมูตุ๋นนี่อร่อยมากเลยนะ ลองชิมดูสิ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบหมูตุ๋นวางลงในชามของฟู่เยี่ยน
“ไม่เลวเลยจริงๆ เอาไว้ครั้งต่อไปฉันจะพาพ่อกับแม่มาทานข้าวที่นี่บ้าง” ฟู่เยี่ยนพูดคุยกับตระกูลไป๋อย่างเป็นกันเองขณะที่ทานหมูตุ๋นไปด้วย
ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว ไป๋โม่อันได้หมั้นหมายแล้ว และกำลังจะแต่งงานในอีกไม่ช้า ดังนั้นทั้งไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินต่างก็มีความสุขเป็นอย่างมากที่จะได้จัดงานแห่งความสุขถึงสองครั้งติดต่อกัน
ส่วนไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ในชีวิตนี้พวกเขาสองคนคงไม่มีวันสนิทกันได้อย่างแน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็แค่ต่างฝ่ายต่างพูดคุยกันเมื่อมีเรื่องจำเป็นเท่านั้น
“พี่เคยเจอคู่หมั้นของไป๋โม่อันบ้างหรือเปล่า ? เธอเป็นคนแบบไหนกันเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย
“เคยสิ ดูเหมือนว่าเธอจะมีจมูกหนึ่งอัน และตาสองข้างนะ” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ ขณะกินอาหารตรงหน้าไปด้วย
“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนั้นล่ะ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นน้องสะใภ้ของพี่นะ !” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากพยายามถามอะไรออกไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา ทำให้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย ก็แค่การแต่งงานเพื่อรักษาหน้าตาเท่านั้น พ่อของเธอเป็นสหายร่วมรบกับพ่อของฉัน และพวกเขาก็รู้เรื่องครอบครัวของฉันเป็นอย่างดีอีกด้วย” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาแค่สั้นๆ
ฟู่เยี่ยนจึงไม่สนใจเรื่องนี้อีก แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่าคู่หมั้นของไป๋โม่อันจะเกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเขาด้วย
ตอนที่ 579: จัดแจงที่พัก
ในตอนนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว ทั้งสองรอนานกว่าหนึ่งชั่วโมง และในที่สุดคนที่เธอรออยู่ก็ปรากฏตัวออกมา
“ทวดคะ !” ฟู่เยี่ยนเห็นเสิ่นกั๋วเฉียงแล้ว ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยคอยติดตามอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่มาคอยต้อนรับชายชราทั้งนั้น
“สาวน้อย ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้” เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน รอยยิ้มที่เบ่งบานราวกับดอกไม้ก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเสิ่นกั๋วเฉียงทันที เขาไม่ได้เจอเธอมานานกว่าสองปีแล้ว และเด็กคนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปเลย จากนั้นเขาก็ได้มองไปยังไป๋โม่เฉินที่อยู่ด้านหลังของฟู่เยี่ยน ก่อนจะพยักหน้าให้อย่างลับๆ ดูเหมือนว่าเด็กทั้งสองคนจะเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
ส่วนเสิ่นรั่วหยุนก็ได้ประคองเสิ่นกั๋วเฉียงยืนอยู่ตรงนั้น เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ต้องตกตะลึงกับความงามของเธอ เขาไม่เคยเจอเธอมาก่อนจึงไม่รู้ว่าหน้าตาของเธอเป็นอย่างไร เธอดูคล้ายกับนางงามฮ่องกงที่เพิ่งได้รับตำแหน่งในปีนี้อย่างมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสิ่นรั่วหลิงก็ได้เดินเข้ามากอดฟู่เยี่ยนด้วยความดีใจ
“ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว ฉันดีใจมากจริงๆ ! คุณทวด ดูสิ ฟู่เยี่ยนดูสวยขึ้นกว่าเดิมอีกนะคะ แล้วแบบนี้หนูจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?”
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เสิ่นรั่วหลิงเปลี่ยนไปมาก เธอกลายเป็นสาวสังคมชั้นสูงในเกาะฮ่องกงไปโดยปริยาย ทั้งคำพูดและการกระทำล้วนแฝงความมั่นใจและคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่เด็กสาวขี้อายที่ไม่ชอบพูดจาอีกต่อไปแล้ว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบเดินเข้าไปหาเสิ่นกั๋วเฉียงและประคองเขาเอาไว้ พร้อมกับตรวจดูชีพจรของเขา
“คุณทวดสบายดีไหมคะ แล้วยังทานยาที่หนูให้เป็นประจำหรือเปล่า ?”
“กินสิ กินสิ ฉันกินทุกวันเลยล่ะ” ดวงตาของเสิ่นกั๋วเฉียงยังคงปกติดี ก่อนจะดึงฟู่เยี่ยนเข้ามาและมองไปที่เธอ
“คุณทวด ดูนี่สิคะ หนูสวยขึ้นอีกแล้วใช่ไหมคะ ? เมื่อกี้พี่สาวยังชมหนูเลย ! !” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าที่ดูซุกซน
“อืม หนูสวยมาก แถมดูเหมือนผิวหน้ายังหนาขึ้นด้วย !” ทันทีที่เสิ่นกั๋วเฉียงพูดคำเหล่านี้ เสิ่นรั่วหยุนก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“หนูว่าเป็นเพราะพันธุกรรมแน่ๆค่ะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ชายชราและรู้สึกมีความสุขมากๆอยู่ภายในใจ
“ฟู่เยี่ยน นี่คือรั่วหยุน เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของหนู รั่วหยุน นี่คือฟู่เยี่ยน เธอเป็นหลานสาวของย่าซู่ฉี ส่วนผู้ชายคนนั้นคือคู่หมั้นของเธอ ชื่อไป๋โม่เฉิน” เสิ่นกั๋วเฉียงแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน
เสิ่นรั่วหยุนพยักหน้าให้ฟู่เยี่ยน ก่อนจะเข้าไปจับมือกับไป๋โม่เฉิน ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น เขาก็ได้ลอบสังเกตคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเห็นออร่าที่เปล่งประกายของพวกเขา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนไม่ใช่คนธรรมดา
เมื่อไม่ได้เจอกันนานกว่าสองปี พวกเขาจึงพูดคุยกันอย่างมีความสุข และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูจะใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย
สำหรับเสิ่นกั๋วเฉียง เขาต้องไปพักที่บ้านตระกูลฟู่อยู่แล้ว ส่วนเสิ่นรั่วหยุนยังคงทำตัวไม่ถูก ดังนั้นเขาจึงมองไปที่ผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ
“ฟู่เยี่ยน บ้านของเธอพอจะมีห้องว่างอีกหรือเปล่า ฉันกับลุงห่าวขอไปพักด้วยได้ไหม ?” หลังจากที่พูดแบบนี้ เสิ่นรั่วหยุนก็คิดว่าบ้านของลูกพี่ลูกน้องคงไม่ดีเท่าที่โรงแรมแน่นอน
ส่วนผู้เฒ่าเฮ่อกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนเป็นคนรู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุข เธอต้องจัดบ้านให้น่าอยู่และสบายอย่างแน่นอน
“ไม่มีปัญหา ทุกคนสามารถไปพักที่บ้านของฉันได้เลย ฉันเตรียมห้องสำหรับทุกคนเอาไว้แล้ว แต่ฉันไม่รู้เลยว่าลูกพี่ลูกน้องจะมาด้วย จึงยังไม่ได้ทำความสะอาดเท่านั้นเอง” ฟู่เยี่ยนไม่สามารถบอกกับเสิ่นรั่วหยุนได้ว่าบ้านของเธอกว้างแค่ไหน !
ซึ่งนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แม้ว่าโรงแรมในเมืองหลวงจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีกว่าบ้านของเธอเสมอไป
เสิ่นกั๋วเฉียงถลึงตาใส่เสิ่นรั่วหยุน ตั้งแต่เด็กคนนี้ออกจากเกาะฮ่องกงก็เอาแต่บ่นว่าที่พักในหยางเฉิงไม่ดี พอมาถึงเมืองหลวงแล้วก็ยังทำท่าทางแบบนี้อีก
“หากไม่อยากไปก็พักที่โรงแรมได้ตามสบายเลย คืนนี้ฉันจะกลับบ้านกับฟู่เยี่ยน รั่วหลิง หนูจะไปกับทวดหรืออยู่กับพี่ชายของหนูกันล่ะ ?”
“หนูต้องตามคุณปู่ทวดไปด้วยอยู่แล้วสิคะ ! ฟู่เยี่ยน ฉันได้ยินเธอพูดถึงบ้านของตัวเองมานานมากแล้ว วันนี้ฉันขอไปดูมันกับตาหน่อยก็แล้วกัน” เสิ่นรั่วหลิงพูดได้ดีกว่าเสิ่นรั่วหยุนมาก
คนที่มารับรองก็ช่างรู้ใจ พอเห็นว่าตระกูลเสิ่นยังมีญาติอยู่ในเมืองหลวง พวกเขาจึงคิดว่าเรื่องการลงทุนก็ยิ่งปล่อยผ่านไปไม่ได้ ปีนี้เป้าหมายการลงทุนอาจจะมาจากตระกูลเสิ่นก็เป็นได้
“คุณเสิ่น เราได้เตรียมห้องพักรับรองเอาไว้สำหรับคุณแล้ว คุณสามารถมาพักที่นี่ได้ตลอดเวลาเลยค่ะ และทางเราก็ยังยินดีที่จะส่งรถไปรับคุณหากคุณต้องการอีกด้วย”
หลังจากที่พูดจบ พวกเขาก็ได้ไปจัดรถ โดยผู้เฒ่าเฮ่อได้ไปกับนายน้อยรองของตระกูลเฮ่อ ส่วนลุงห่าวไปกับเทียนจื่อ และเสิ่นกั๋วเฉียงไปกับเสิ่นรั่วหลิง
เสิ่นรั่วหยุนเดินตามอยู่ข้างหลังด้วย เพราะเขาต้องการดูที่พักของคุณปู่ทวด ถ้าสภาพที่นั่นไม่ดีจริงๆ เขาก็คงต้องพาตัวชายชรากลับมาใหม่ ดังนั้นเขาจึงกล่าวลาคนอื่นในคณะสำรวจ แล้วเดินตามกลุ่มคนออกไปข้างนอก
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและเสิ่นกั๋วเฉียงได้มาออยู่ที่ประตูแล้ว วันนี้ไป๋โม่เฉินขับรถมาที่นี่ด้วยตัวเอง โดยรถที่เขาขับนั้นคือรถจี๊ปนำเข้าที่ชวนจื่อเพิ่งจะได้มันมา
รถรับรองจอดรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว ทว่าเมื่อคณะรับรองเห็นรถที่ไป๋โม่เฉินขับมา พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เพราะราคาของรถคันนี้ถือว่าแพงมาก หากไม่มีเส้นสาย ต่อให้มีเงินก็หาซื้อมาไม่ได้
ดูเหมือนว่าญาติของตระกูลเสิ่นจะไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน ฉะนั้นพวกเขาคงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อยแล้ว เพราะบางทีนี่อาจเป็นช่องทางในการทำธุรกิจด้วยก็เป็นได้
“คุณทวด มาขึ้นรถของพี่ไป๋โม่เฉินเถอะค่ะ เขาจะเป็นคนขับพาเรากลับบ้านเอง !”
เสิ่นกั๋วเฉียงทำตัวสบายๆ เขาขึ้นไปบนรถอย่างไม่ลังเล ส่วนเสิ่นรั่วหลิงเองก็รีบตามขึ้นไปเหมือนกัน และคนอื่นก็ได้นั่งรถคันที่จอดอยู่ด้านหลัง
หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถ คณะรับรองก็ได้บอกให้คนขับรถขับตามรถจี๊ปคันข้างหน้าไป พวกเขาคิดว่ามันจะต้องเป็นการเดินทางที่ยาวนานอย่างแน่นอน แต่ไม่มีใครคาดหวังเลยว่าอีกสิบนาทีต่อมา พวกเขาก็ได้มาถึงที่หมายแล้ว
ทันทีที่คณะรับรองเห็นสิ่งนี้ ความคิดที่ไม่ดีก็ได้หายไปจนหมด เพราะใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ฐานะทางการเงินของพวกเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนได้จัดให้เสิ่นกั๋วเฉียงและคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ ส่วนห้องที่จะใช้จัดงานแต่งของเธอกับไป๋โม่เฉินจะอยู่ด้านหลัง จึงยังไม่สามารถให้ใครเข้าไปพักที่นั่นได้ชั่วคราว
ดังนั้นที่เหลือ, นอกจากพื้นที่ส่วนแรกที่เตรียมไว้สำหรับคุณปู่ไป๋แล้ว ยังมีเรือนดอกไม้สี่ห้าห้องที่สามารถใช้ต้อนรับแขกได้อีกด้วย
ซึ่งเรื่องนี้เธอได้ปรึกษากับพ่อและแม่แล้ว ถึงแม้ว่าบ้านของเธอจะมีขนาดใหญ่มาก แต่คนที่พักอยู่ที่นั่นก็มีหลายคนแล้ว เพื่อความสะดวกสบาย จึงตัดสินใจให้พักที่นี่แทน
“คุณปู่ทวด เรามาถึงแล้วค่ะ คืนนี้คุณปู่ทวดพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้พ่อกับแม่ของหนูจะมาที่นี่ หรือว่าเราจะไปหาพวกเขาก็ได้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนเปิดประตู พร้อมกับพาทุกคนเข้าไปข้างใน
“เอาล่ะ วันนี้ฉันเหนื่อยมามากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปดูบ้านของเธอแล้วกัน ว่าแต่ที่นี่ก็ดูสวยมากเลยทีเดียวนะ แม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ดูหรูหราไม่เบา !”
“ทวดคะ เดี๋ยวพอจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ทวดค่อยเดินดูรอบๆก็ได้ค่ะ ตอนนี้หนูจะพาทวดไปดูห้องก่อน ผู้อาวุโสเฮ่อ ลุงห่าว เชิญทางนี้ค่ะ”
ฟู่เยี่ยนดูแลทวดของเธออย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะดูแลผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวไปพร้อมๆกัน
“เธอเดินนำพวกเราไปได้เลย ฟู่เยี่ยน ทันทีที่ได้เห็นบ้านของเธอ ฉันก็รู้สึกชอบมันมากเลย!”
คณะรับรองได้ช่วยยกกระเป๋าของทุกคนเข้าไปข้างใน และถือโอกาสนี้เดินชม.รอบๆ หลังจากเดินชมบ้านแล้ว มันก็ทำให้พวกเขารู้ได้อย่างชัดเจนเลยว่าญาติของตระกูลเสิ่นนั้นไม่ใช่คนธรรมดาเลยจริงๆ ดูจากสภาพบ้านเรือนแล้ว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งปรับปรุงใหม่ไม่นาน
ฟังจากคำพูดแล้ว ที่นี่คงเป็นเรือนหอของหญิงสาวคนนี้ แถมเธอยังมีบ้านอีกหลังที่คนในครอบครัวพักอยู่ ช่างเป็นตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยจริงๆ ! วันนี้ถือว่าพวกเขามาถูกที่แล้ว ต่อให้พวกเขาไม่สามารถร่วมทุนกับตระกูลเสิ่นได้ แต่หญิงสาวคนนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีได้เช่นกัน
ตราบใดที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่มีใครสนใจที่มาของผลลัพธ์เหล่านั้นอยู่แล้ว !
เสิ่นรั่วหลิงก็รู้สึกว่าบ้านเรือนในเมืองหลวงนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวเช่นกัน เธอมองดูตลอดทางและเอาแต่แบ่งปันความรู้สึกกับเสิ่นรั่วหยุน แต่ทันทีที่เห็นบ้านหลังนี้ เสิ่นรั่วหยุนก็อดเสียใจไม่ได้
เมื่อมองผ่านลานบ้านออกไปด้านนอก ที่นี่ไม่ได้ดูต่างไปจากโรงแรมสุดหรูเลย ทั้งยังดูจะสะดวกสบายกว่าโรงแรมอีกด้วย จะไม่ให้เขารู้สึกเสียใจได้อย่างไร ?
เสิ่นรั่วหลิงมองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาเย็นชา ปล่อยให้พี่ชายเป็นฝ่ายกังวลไปเถอะ ที่ผ่านมาเขาเอาแต่คิดว่าฟู่เยี่ยนไม่มีความสามารถมากมายอะไร และในใจของเขาก็ยังคงไม่ยอมรับเธอเลย !
วันนี้เขาจะต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างอย่างแน่นอน ฮ่าๆ จากนี้ไปมารอดูเรื่องสนุกกันดีกว่า
เมื่อมาถึงเรือนชั้นที่สองของบ้าน ซึ่งภายในมีห้องพักเยอะ เสิ่นกั๋วเฉียงสามารถพักที่นี่พร้อมกับเสิ่นรั่วหยุน และเสิ่นรั่วหลิงได้ ส่วนผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวก็สามารถพักที่นี่ได้เช่นกัน เพราะเรือนชั้นที่สองนี้มีลานเล็กๆแยกออกไปสองแห่ง พอดีสำหรับแต่ละคนอย่างลงตัว
ตอนที่ 580: โดนตำหนิ
หลังจากที่วางสัมภาระเสร็จ คณะรับรองก็ได้กลับไป เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกเขาจึงไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของทุกคน
ฟู่เยี่ยนพาทุกคนไปดูห้อง ซึ่งพวกเขาต่างก็รู้สึกพอใจมาก ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน และห้องนอนแต่ละห้องก็มีห้องน้ำส่วนตัวที่สามารถใช้อาบน้ำได้
เสิ่นกั๋วเฉียงมองดูแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเด็กสองคนนี้มีความละเอียดอ่อนในจิตใจ บ้านหลังนี้ดูจากการตกแต่งก็รู้ว่าพวกเขาทุ่มเทใส่ใจมาก ที่สำคัญที่สุดคือการอยู่ที่นี่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและใกล้ชิดกับชีวิตจริง
“ทวดคะ ทวดคิดว่าห้องนี้ดีหรือเปล่า ? จะได้ให้ลูกพี่ลูกน้องของหนูพักที่ห้องตรงหน้าทั้งสองด้าน ส่วนอีกสองห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลานบ้าน หนูจะให้ผู้เฒ่าเฮ่อกับลุงห่าวพักที่นั่นค่ะ”
ฟู่เยี่ยนจัดแจงเรื่องห้องพักให้กับทุกคน และเสิ่นกั๋วเฉียงก็เห็นด้วยกับเธอเช่นกัน ที่นี่ทั้งสะดวกและกว้างขวาง ทั้งยังดูดีกว่าโรงแรมมาก และที่สำคัญที่สุดก็คือที่นี่มีความเป็นส่วนตัวมาก
เสิ่นกั๋วเฉียงจึงไม่เกรงใจฟู่เยี่ยนอีก เพราะเธอก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ดังนั้นบ้านของเธอก็เหมือนกับบ้านของเขาเหมือนกัน
“พอใจแล้ว ! แล้วหนูพักอยู่ที่ไหนล่ะ ? ไกลจากที่นี่หรือเปล่า ?” เสิ่นกั๋วเฉียงเอ่ยถามขึ้น
“บ้านของหนูอยู่ซอยข้างๆนี้เองค่ะ ใช้เวลาเดินจากที่นี่เพียงแค่สิบนาทีเท่านั้นเอง” ฟู่เยี่ยนบอกกับทุกคนว่าคืนนี้เธอจะกลับไปนอนที่บ้าน เพราะฟู่ต้าหย่งยังคงรอเธออยู่ หากเธอไม่กลับ เขาคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็รีบกลับเถอะ คนเราเมื่อแก่ตัวลงก็เริ่มอยู่ดึกไม่ไหว ทวดเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน” เสิ่นกั๋วเฉียงมองไปที่เสิ่นรั่วหยุน ซึ่งหมายความว่าเขาจะจัดการกับปัญหาความคิดบางอย่างของคนบางคนเสียหน่อย
“ทวดคะ พี่ไป๋โม่เฉินเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน เขาจะอยู่ทางด้านหลัง หากทวดต้องการอะไรในตอนกลางคืนก็เรียกเขาได้เลยนะคะ ภายในห้องนี้มีทุกอย่างครบครันก็จริง แต่หากคุณปู่ทวดต้องการอะไรเพิ่มก็บอกเขาได้เลยนะคะ”
“เข้าใจแล้ว อย่ามัวแต่พูดอยู่เลย ให้เสี่ยวไป๋ไปส่งหนูที่บ้านก็แล้วกัน ทางนี้พวกเราจัดการกันเองได้ เสี่ยวไป๋ หลังจากที่ไปส่งเธอเสร็จ เรามาคุยกันสักหน่อยนะ”
คำพูดที่ฟังดูขัดแย้งกันของเสิ่นกั๋วเฉียงทำให้ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา ก่อนจะกลับบ้านไปโดยมีไป๋โม่เฉินเดินไปส่ง และหลังจากที่ทั้งสองเดินออกไปแล้ว พวกเขายังมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันอยู่
เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินออกจากประตูไป เสิ่นกั๋วเฉียงก็ได้ถลึงตาใส่เสิ่นรั่วหยุนอย่างแรง เมื่อผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวไปจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว เขาถึงเริ่มตำหนิเสิ่นรั่วหยุน
“ไอ้เด็กคนนี้ ตั้งแต่จากเกาะฮ่องกงมาก็เริ่มบ่นไปทั่วว่าทำไมไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ไม่คิดเลยว่าเหลนจะเป็นคนขี้บ่นขนาดนี้เลย ! น้องสาวของเหลนยังไม่เป็นแบบนี้เลย !" เสิ่นกั๋วเฉียงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“โชคดีที่ฟู่เยี่ยนไม่ได้ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ เธอยังเตรียมห้องไว้ให้เหลนอย่างดี ทวดเพิ่งไปดูมา ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เหลนนี่นะ !”
เสิ่นกั๋วเฉียงกระแอมออกมาเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟา ซึ่งทันทีที่ได้สัมผัสกับโซฟาตัวนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าวัสดุที่ใช้ทำโซฟาตัวนี้เป็นวัสดุชั้นเยี่ยม โซฟาตัวนี้เป็นเฟอร์นิเจอร์โบราณที่เพิ่งผลิตในโรงงานของฟู่ต้าอัน ซึ่งฟู่ต้าอันได้มอบเฟอร์นิเจอร์ชุดแรกให้กับฟู่เยี่ยนก่อน
จากนั้น เขาก็ได้ยืนขึ้น ก่อนจะมองไปรอบๆอีกครั้ง จนพบว่าเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ภายในห้องเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบโบราณทั้งหมด แต่ก็ยังถูกออกแบบมาอย่างปราณีตเพื่อให้มันดูดีรับกับยุคสมัยยิ่งขึ้น
เพียงครู่เดียว เสิ่นรั่วหยุนก็ได้ถูกลืมไปโดยปริยาย หลังจากที่มองไปรอบๆอยู่นาน เขาก็ได้หันกลับไปมองที่เสิ่นรั่วหยุนอีกครั้ง
“เอาล่ะ ไปนอนก่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รั่วหลิง ช่วยหยิบกระเป๋าของทวดให้หน่อย” เสิ่นกั๋วเฉียงไม่ต้องการให้เสิ่นรั่วหยุนแตะต้องกระเป๋าของเขาเลยด้วยซ้ำ
“คุณปู่ทวดคะ พี่ใหญ่คงจะอิจฉาที่คุณปู่ทวดเอาแต่พูดชมฟู่เยี่ยนแน่ๆเลยค่ะ ฮ่าฮ่า เพราะที่ผ่านมาคุณปู่ทวดต่างชมพี่ใหญ่เพียงคนเดียวมาโดยตลอดเลยนี่นา” ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นพี่ชายของเธอ ดังนั้นเสิ่นรั่วหลิงจึงต้องเข้ามาช่วยพูดแทนเขา
เสิ่นรั่วหยุนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้จ้องเขม็งไปที่น้องสาวของเขา เพื่อบอกเป็นนัยให้เธอหยุดพูดได้แล้ว
เสิ่นกั๋วเฉียงหยุดชะงักไปเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นเพราะเหตุนี้ ตอนแรกเขาคิดว่าเสิ่นรั่วหยุนปั้นหน้าใส่ฟู่เยี่ยนเพราะเหตุผลอื่น เมื่อรู้ความจริงแล้วก็รู้สึกทั้งขำทั้งรู้สึกแปลกใจไปในคราวเดียว
“เหลนนะเหลน ! รีบไปให้พ้นหน้าทวดเลยนะ ส่วนรั่วหลิงอยู่กับทวดก่อน” เสิ่นกั๋วเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
เสิ่นรั่วหยุนเองก็ไม่อยากพูดอะไรกับน้องสาวของเขาอีก จึงได้หยิบกระเป๋าและเดินไปที่ห้องปีกทางทิศตะวันออกทันที ส่วนเสิ่นรั่วหลิงเองก็ได้เริ่มเปิดกระเป๋าเดินทางของเสิ่นกั๋วเฉียง ก่อนจะมองหาของใช้ส่วนตัว รวมไปถึงชุดนอนให้กับชายชรา
“พี่ชายของเหลนคิดแบบนั้นจริงๆเหรอ ?” เสิ่นกั๋วเฉียงแอบถามกับเสิ่นรั่วหลิงเงียบๆ
“หนูจะโกหกทำไมล่ะคะ หนูเป็นน้องสาวของเขานะ หนูจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดอะไรอยู่ ตอนเด็กๆ คุณปู่ทวดเคยชมพี่รองของหนูว่าเขาเล่นฟุตบอลเก่ง และหลังจากนั้นพี่ใหญ่ก็เริ่มฝึกซ้อมฟุตบอลอย่างจริงจังทุกวัน”
“จนในที่สุด เขาก็ได้เป็นกัปตันทีมและชวนคุณปู่ทวดไปดูเขาแข่ง คุณปู่ทวดลืมเรื่องนี้ไปแล้วเหรอคะ ?”
เสิ่นรั่วหลิงรู้ใจพี่ชายของเธอเป็นอย่างดี
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงก็ได้หลุดหัวเราะออกมา เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนขี้น้อยใจมาตั้งแต่เด็กแล้ว จากนั้นเขาก็ได้มองไปรอบๆอีกครั้ง ดูเหมือนว่าฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมีเงินค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว จึงทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาเมื่อเห็นทั้งสองคนเป็นคนที่มีความสามารถ
ทางด้านไป๋โม่เฉินเองก็ได้พูดคุยกับฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับท่าทีของเสิ่นรั่วหยุนเช่นกัน
“เธอคิดว่าท่าทีของเขาดูแย่ไปหน่อยหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าชายคนนี้ดูเป็นคนขี้อิจฉาเล็กน้อย
“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่แล้ว เขาก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องของฉันเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเขาหรอก ใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนเบ้ปาก เธอไม่ได้โง่เสียหน่อย ย่อมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกศัตรูที่เขาแอบแฝงอยู่
เพียงแต่เธอแค่ไม่อยากใส่ใจ เพราะเขาจะมีท่าทีอย่างไรมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอเลย แต่ทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องรักษาหน้าของเสิ่นกั๋วเฉียงเอาไว้ เธอถึงได้มีท่าทีดีต่อเขา แต่ดูจากลักษณะนิสัยของเขาแล้วก็ยังไม่ดีเท่ากับเสิ่นรั่วเฉิงที่เข้าหาง่ายกว่าเสียอีก
“ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเขาต่างก็เป็นแขก คิดเสียว่าทำเพื่อตาทวดก็แล้วกัน ! เอาล่ะ ฉันขอกลับก่อนก็แล้วกัน เธอก็รีบเข้าไปข้างในได้แล้ว อย่าให้คุณลุงกับคุณป้าต้องรอนานเลย !” เมื่อไป๋โม่เฉินมาส่งฟู่เยี่ยนถึงบ้าน เขาก็ได้กลับไปในทันที
ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็กำลังรอเธออยู่จริงๆ ทั้งสองกำลังสงสัยว่าฟู่เยี่ยนได้พบกับคนตระกูลเสิ่นแล้วหรือยัง
“จนป่านนี้แล้ว เสี่ยวฮั่วจะได้เจอกับพวกเขาแล้วหรือยังนะ ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับตรวจดูว่างานแต่งงานของฟู่เหมี่ยวยังขาดเหลืออะไรบ้าง แม้อาหารต่างๆจะถูกสั่งมาจากร้านอาหารชื่อดัง แต่ทางครอบครัวของเธอก็จำเป็นต้องเตรียมถั่วลิสง เมล็ดแตงโม และผลไม้เสริมเข้าไปด้วย
และเมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็จะถูกนำมาจัดเอาไว้ในลานบ้าน อีกทั้งครอบครัวของเธอยังต้องจัดการเรื่องดอกไม้และของประดับในลานบ้านทั้งหมด โชคดีที่เสี่ยวฮั่วอาสาจะจัดการมัน และเมื่อถึงวันแต่งงานของเธอ ดอกไม้ปลอมบางส่วนก็ยังคงนำกลับไปใช้อีกครั้งได้
เรื่องส่วนใหญ่ที่ต้องจัดการยังคงเป็นเรื่องของขวัญสำหรับฟู่เหมี่ยว เธอได้ทำผ้าห่มสำหรับงานแต่งงานขึ้นมา หากในช่วงนี้ไม่มีอะไรทำ เธอก็มักจะแวะเวียนไปดูความเรียบร้อยที่บ้านหลังเล็กของฟู่เหมี่ยวอยู่เสมอ
“ก็อก ก็อก ก็อก...” ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น
“แม่คะ หนูกลับมาแล้ว แม่หลับหรือยังคะ ?”
“เข้ามาก่อนสิ แม่กำลังรอลูกอยู่เลย !” หวังซู่เหมยไม่ได้ลุกไปเปิดประตู เธอตะโกนให้ฟู่เยี่ยนเข้ามาเอง
“ลูกได้เจอใครบ้างหรือเปล่า ? แล้วทำไมถึงกลับมาเอาป่านนี้กันล่ะ ?” ฟู่ต้าหย่งถามแทรกขึ้นมาทันที
“หนูได้พบกับทุกคนแล้วค่ะ และพาทุกคนไปพักที่บ้านแล้ว ตอนนี้พี่ไป๋โม่เฉินกำลังกลับไปดูแลพวกเขาอยู่ ผู้เฒ่าเฮ่อกับลุงห่าวก็มาด้วยนะคะ ผู้เฒ่าเฮ่อเป็นน้าเขยของพ่อ ในอดีตเขากับลุงห่าวได้รับการช่วยเหลือจากทวดค่ะ”
ฟู่เยี่ยนเล่าเรื่องของทุกคนให้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยฟัง ซึ่งก็ทำให้พวกเขาทั้งสองรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“เอาล่ะ แบบนั้นก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เช้าพ่อจะโทรหาอารองและบอกให้เขารีบกลับมา ไม่กี่วันก่อนพ่อก็ได้บอกเรื่องนี้กับเขาคร่าวๆ แล้วเหมือนกัน” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูโล่งใจ
“นั่นเป็นสิ่งที่เราควรทำ เราควรจะทำความรู้จักกับคนในครอบครัวของเราก่อน แล้วค่อยแนะนำพวกเขากับคนอื่น เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้เช้าลูกช่วยไปเชิญทุกคนให้มาทานมื้อเช้าที่บ้านของเราด้วยก็แล้วกัน !” หวังซู่เหมยเสริมขึ้นมา
“เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้เช้าพ่อจะไปกับลูกเอง คุณตาเป็นผู้อาวุโสของพ่อ ทั้งยังมีพวกน้าเขยของพ่อด้วย พ่อไม่ควรเสียมารยาทกับพวกเขา” ฟู่ต้าหย่งยังคงมีท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย เขากำลังกลัวว่าตัวเองจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอนั่นเอง
ไม่เพียงแค่ความรักในครอบครัวที่สูญหายไปนานหลายปีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปล่อยให้พวกเขามาดูแคลนเรื่องนี้ได้ และนี่ก็คือสิ่งที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ทุกคนยึดมั่นมาโดยตลอด
จบตอน
Comments
Post a Comment