magic ep581-590

ตอนที่ 581: ในที่สุดก็ได้พบกัน


ตีห้าของเช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกขึ้นจากที่นอน เพราะทวดของเธอเป็นคนที่ตื่นเช้ามาก แม้ว่าเขาจะอายุเยอะแล้วก็ตาม อีกทั้งเธอก็ยังนอนไม่ค่อยหลับด้วย ดังนั้นเธอจึงตั้งใจว่าจะไปที่นั่นแต่เช้าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท


เมื่อฟู่เยี่ยนเดินมาที่ลานหน้าบ้าน เธอก็บังเอิญเจอกับฟู่ต้าหย่งเข้า ซึ่งเขาเองก็ดูเหมือนจะมีบางอย่างอยู่ภายในใจเหมือนกัน จึงได้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้


เมื่อมองไปในครัว ตอนนี้หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารแล้ว


เธอจึงได้เดินเข้าไปดู วันนี้หวังซู่เหมยเลือกที่จะปรุงอาหารเช้าแบบง่ายๆ ซึ่งพวกเขามักจะทำแบบนี้ในตอนที่อยู่บ้านเกิด ส่วนฟู่ต้านีก็กำลังนั่งห่อเกี๊ยวอยู่ เพราะเมนูเกี๊ยวเป็นสิ่งที่เธอถนัดมากที่สุดนั่นเอง


“เอาล่ะ เสี่ยวฮั่ว เราไปกันเถอะ” ฟู่ต้าหย่งเรียกฟู่เยี่ยนให้ออกไปกับเขา เพื่อเชิญเสิ่นกั๋วเฉียงและคนอื่นมาทานมื้อเช้าที่บ้าน


ฟู่เยี่ยนมองดูชุดที่ฟู่ต้าหย่งสวมอยู่ วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ และดูจะประหม่าเล็กน้อย ส่วนฟู่ต้าหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็ก้มลงไปมองดูการแต่งตัวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าจะมีบางอย่างผิดปกติไป


“อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณทวดเป็นคนที่ใจดีมาก หากเขาได้พบกับพ่อ เขาจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ พ่อรู้หรือเปล่าคะว่าแววตาของพ่อดูคล้ายกับคุณย่ามาก” ฟู่เยี่ยนพูดปลอบใจฟู่ต้าหย่ง


แน่นอนว่าหลังจากที่ได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งก็ดูผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย จากนั้นสองพ่อลูกก็ได้เดินออกไปข้างนอกพร้อมกัน


“เมื่อคืนนี้พี่ใหญ่ของเธอถึงกับนอนไม่หลับเลยนะ ฉันเห็นเขาเอาแต่พลิกตัวไปมาไม่หยุดเลย คงจะเป็นเพราะเขากังวลกับเรื่องนี้มากแน่ๆ” หวังซู่เหมยบอกกับฟู่ต้านีขณะที่กำลังกวนโจ๊กในหม้อไปด้วย


“อย่าว่าแต่พี่ใหญ่ดูประหม่าเลยค่ะ ตอนนี้ฉันเองก็เป็นกังวลไม่ต่างจากเขาเหมือนกัน ตั้งแต่ตอนที่เรายังเด็ก ฉันไม่ค่อยรู้มาก่อนเลยว่าเรายังมีญาติเหลืออยู่ และฉันเองก็มีเรื่องอื้อฉาวอีกด้วย หากจะพูดกันตามตรงแล้ว ฉันเองก็ควรต้องไปที่นั่นด้วยเหมือนกัน”


“ให้พี่ใหญ่ของเธอไปนั่นแหละดีแล้ว เธอเองก็กำลังท้องอยู่ ส่วนเสี่ยวหลิวก็ยังต้องดูแลลูกๆ เอาล่ะ เธอเลิกห่อเกี๊ยวได้แล้ว ไปนั่งพักก่อนเถอะ ฉันจะทำมันเอง”


หวังซู่เหมยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่เห็นฟู่ต้านีคิดแบบนี้ จึงได้รีบพาเธอออกไปเดินเล่นข้างนอกในทันที


ฟู่เหมี่ยวได้ยินที่ทั้งสองคุยกันแล้ว เธอกับฟู่เซินจึงได้ลุกขึ้นมาจากเตียง และเมื่อฟู่เหมี่ยวเห็นทั้งสองคน เธอจึงรีบเข้าไปช่วยในครัวอย่างไม่รอช้า


อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้เสิ่นกั๋วเฉียงกำลังรำไทเก็กอยู่ที่ลานบ้าน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฟู่เยี่ยนได้สอนเขา โดยผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวก็มาเรียนกับเขาด้วยเช่นกัน


หลังจากที่รำไทเก็กเสร็จ ทั้งสามคนก็ถึงกับเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย


“ฟู่เยี่ยนได้สอนเทคนิคการรำไทเก็กนี้ให้กับฉัน หลังจากที่เราทำจนครบทุกกระบวนท่าแล้ว มันทำให้ฉันสดชื่นขึ้นมากจริงๆ” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดพร้อมกับเช็ดเหงื่อตามตัวของเขาด้วยผ้าเช็ดตัว


“ใช่แล้วล่ะ ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ผมเองก็พยายามออกกำลังกายเหมือนกัน เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนี้ผมเลือกกินของที่มีประโยชน์และดื่มน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว” ลุงห่าวเองก็รู้สึกสบายทั้งกายและใจเช่นกัน


“นั่งพักเช็ดเหงื่อสักหน่อยแล้วค่อยไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องโถงเถอะ” ผู้เฒ่าเฮ่อก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเหมือนกัน แม้ว่าช่วงนี้อากาศจะเริ่มร้อนแล้วก็ตาม แต่ลมในยามเช้าก็ยังถือว่าเย็นสบายอยู่


เมื่อฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งเดินเข้ามา พวกเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องนั่งเล่นพอดี โดยมีเสิ่นรั่วหยุนและเสิ่นรั่วหลิงยืนอยู่ข้างๆ ส่วนผู้เฒ่าเฮ่อดูจะไม่ค่อยชอบใจเล็กน้อยเพราะต้องตื่นแต่เช้า


“คุณทวด ทายสิคะว่าหนูพาใครมา ?” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นพร้อมกับตะโกนเสียงดังออกมา จากนั้นสองพ่อลูกก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน


ทันใดนั้นเอง ท่าทีของเสิ่นกั๋วเฉียงก็ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะค่อยๆลุกขึ้นจากโซฟา เมื่อเห็นว่าเป็นฟู่เยี่ยน เขาจึงได้เดินไปที่ประตู จนได้พบกับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆหลานสาวของเขา ไม่ผิดแน่ คนๆนั้นต้องเป็นฟู่ต้าหย่ง หลานชายของเขาอย่างแน่นอน


“ต้าหย่ง นายคือต้าหย่งใช่ไหม ?” เสิ่นกั๋วเฉียงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ


ทางด้านฟู่ต้าหย่งก็ได้มองไปที่เสิ่นกั๋วเฉียงทันทีเช่นกัน ชายชราคนนี้คือคุณตาที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้อย่างนั้นหรือ จากนั้นเขาก็ได้นึกถึงคำพูดต่างๆที่แม่เคยพูดถึงตาของเขาให้ฟังขึ้นมา


อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด เมื่อฟู่ต้าหย่งได้พบกับชายชรา อาการสั่นแปลกๆก็แวบเข้ามาในหัวใจของเขาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าเขาจะไม่เคยพบกับชายชราคนนี้มาก่อนก็ตาม แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาภายในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งทำให้เขาอยากจะเข้าไปใกล้ๆชายชราอย่างห้ามไม่ได้


“ผมเองครับ... คุณตา ผมฟู่ต้าหย่ง เป็นลูกชายคนโตของแม่เองครับ แม่ของผมชื่อเสิ่นซู่ฉี คุณตาครับ ผมมาที่นี่เพื่อคำนับคุณตาแทนแม่ของผมครับ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับคุกเข่าลงและคำนับต่อเสิ่นกั๋วเฉียงในทันที


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้คุกเข่าตามเขาด้วยเช่นกัน เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เธอจะยืนทั้งที่พ่อของเธอคุกเข่าอยู่


“หลานชาย ลุกขึ้นมาเถอะ ลุกขึ้น ลุกขึ้น เรามานั่งคุยกันหน่อยดีกว่า” เสิ่นกั๋วเฉียงก้าวไปข้างหน้าเพื่อประคองฟู่ต้าหย่งให้ลุกขึ้น


แต่ทว่าเนื่องจากชายชรามีอายุมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงเซเล็กน้อย ฟู่ต้าหย่งจึงเป็นฝ่ายที่เข้าไปประคองเขาแทน


ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งสองได้ใกล้กันมากกว่าเดิม สองตาหลานยืนมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ความรู้สึกในอดีตจะหวนคืนมาอีกครั้ง


“เสี่ยวฮั่ว ! ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ หากเธอไม่ได้ไปที่เกาะฮ่องกง ในชีวิตนี้ฉันคงไม่ได้พบกับพวกเธออย่างแน่นอน และพวกเราก็จะห่างหายกันไปในที่สุด”


“ความปรารถนาสุดท้ายในชีวิตของฉันก็คือการตามหาแม่ของนาย แต่ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะจากพวกเราไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าเธอจะจากโลกนี้ไปก่อนฉัน !”


ความเศร้าโศกและอารมณ์ของเสิ่นกั๋วเฉียงส่งผลต่อสุขภาพของเขาโดยตรง เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รีบเข้าไปตรวจดูชีพจรของเสิ่นกั๋วเฉียงในทันที เพราะหากอารมณ์ของเขาแปรปรวนแบบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน


“ทวดคะ นั่งพักก่อนดีกว่าค่ะ หายใจเข้าลึกๆนะคะ”


“ใช่แล้วครับ คุณตาไปนั่งพักก่อนดีกว่า แล้วเราค่อยคุยกันต่อ” ฟู่ต้าหย่งช่วยประคองชายชราไปนั่งตรงโซฟาอย่างรวดเร็ว


จากนั้น เสิ่นกั๋วเฉียงก็ได้ดึงฟู่ต้าหย่งให้มานั่งข้างๆเขา ก่อนจะมองไปที่หลานชายให้ชัดๆอีกครั้งเพื่อหาความคล้ายคลึงกับเสิ่นซู่ฉีในตัวเขา


แววตาของเด็กคนนี้ดูคล้ายกับซู่ฉีมาก ดวงตาของพวกเขาดูเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียว หากลูกสาวของเขายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไรนะ ? ในที่สุด เสิ่นกั๋วเฉียงก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาของเขาเอาไว้ได้


“ดวงตาของนายช่างเหมือนกับแม่ไม่มีผิดเลย” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดพร้อมกับจับมือฟู่ต้าหย่งเอาไว้ไม่ยอมปล่อย


“เรื่องมันผ่านไปนานมากแล้วครับ ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยต่อว่าคุณตาเหมือนกัน ผมคิดว่าเป็นเพราะคุณตาทิ้งแม่ไป แม่จึงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัสแบบนี้ แต่หลังจากที่เสี่ยวฮั่วกลับมาจากเกาะฮ่องกง เธอก็ได้บอกกับผมว่าเธอได้พบกับคุณตาแล้ว และยังเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ผมฟังอีกด้วย ผมถึงได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร”


“หากแม่ยังอยู่ เธอจะต้องไม่ตำหนิคุณตาอย่างแน่นอนครับ เธอเป็นคนที่ใจกว้างมาก และสิ่งหนึ่งที่แม่จะไม่มีวันละทิ้งเลยในชีวิตของเธอก็คือคุณตากับครอบครัวของเธอครับ


ถ้าแม่รู้ว่าสักวันหนึ่งพวกเราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ผมเชื่อว่าแม่จะต้องมีความสุขมากแน่ๆครับ !” ฟู่ต้าหย่งพูดความรู้สึกที่แท้จริงของเขาออกไป และเสิ่นกั๋วเฉียงเองก็รับรู้ได้เช่นกัน


“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฉันเป็นหนี้แม่ของนายเยอะมากจริงๆ ...” ทั้งสองมองหน้ากันและกำลังจะร้องไห้ออกมา


“ลุงเฉียง พี่สาวเลี้ยงลูกของเธอได้ดีมากจริงๆ ไม่อย่างนั้นลุงจะมีหลานชายที่นิสัยดีถึงขนาดนี้ได้อย่างไร? อย่าเศร้าไปเลยครับ การที่ครอบครัวของเราได้มารวมตัวกันอีกครั้งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากแล้วไม่ใช่เหรอ!” ผู้เฒ่าเฮ่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดแทรกขึ้นมา เขาไม่อยากให้วันแห่งความสุขกลายเป็นวันที่โศกเศร้า


“ใช่แล้ว ดีแล้วที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง แม่ของนายจะไม่มีวันเสียใจในชีวิตของเธอ และพวกนายทุกคนต่างก็เป็นเด็กดีอีกด้วย” เสิ่นกั๋วเฉียงปาดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง ก่อนจะแนะนำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องรู้จักกับฟู่ต้าหย่ง


“นี่คือน้าเขยของหลาน ปีนั้นตอนที่ตากับแม่ของหลานแยกจากกัน น้าสาวของหลานยังเด็กอยู่เลย เธอจากไปได้หลายปีแล้ว พวกเธอสองพี่น้องล้วนมีอายุไม่ยืนยาว”


“ส่วนนี่คืออาห่าว เรียกเขาว่าลุงห่าวก็ได้ ในตอนนั้นเขากับตงฟางไปที่ทะเลทางตอนใต้กับฉัน ตอนนั้นเขายังเด็กอยู่เลย แต่ดูตอนนี้สิ เขากลายเป็นปู่คนไปแล้ว”


“และเด็กทั้งสองคนนี้คือหลานชายคนโตกับหลานสาวของหลาน, รั่วหยุน รั่วหลิง นี่คือลุงของพวกเหลนทั้งสอง รีบมาทักทายเขาสิ !”


เมื่อทุกคนได้พบกันและทำความรู้จักกันอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่าถึงเวลามื้อเช้าแล้ว ก่อนจะเชิญทุกคนกลับไปที่บ้านของเธอ


ตอนที่ 582: พบกันโดยบังเอิญ


เป็นเรื่องที่ดีมากกับการได้มาพบกันอีกครั้ง หลังจากที่แนะนำตัวและทำความรู้จักกันแล้ว ทุกคนก็ได้มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเริ่มกินมื้อเช้าด้วยกันอย่างพร้อมหน้า โดยก่อนหน้านี้หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีได้จัดโต๊ะอาหารรอพวกเขาอยู่แล้ว


วันนี้มีเกี๊ยวสูตรพิเศษของฟู่ต้านี และแป้งทอดสูตรพิเศษของหวังซู่เหมย นอกจากนี้พวกเธอยังได้เตรียมชาชั้นเยี่ยมเอาไว้ด้วย ซึ่งของพวกนี้ล้วนเป็นรสชาติที่ทำให้คิดถึงบ้านเกิดทั้งนั้น


เดิมทีเสิ่นรั่วหยุนไม่ได้คาดหวังกับอาหารจากตระกูลฟู่มากนัก และเมื่อวานนี้เขาก็ได้มาที่นี่อย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ยังถือว่าเขาได้นอนหลับอย่างสบายพอสมควร และในตอนนี้เขาก็ถูกเกี๊ยวตรงหน้าดึงดูดความสนใจไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว


แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ถามว่าไส้ข้างในของเกี๊ยวคืออะไร ลุงห่าวก็ได้ถามขึ้นมาเสียก่อน


“หลานสาว เกี๊ยวนี้ไส้อะไรเหรอ ทำไมถึงได้มีรสชาติที่หวานได้ถึงขนาดนี้กันล่ะ ?” ลุงห่าวได้มองว่าตัวเองเป็นลุงของพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงได้เรียกหวังซู่เหมยว่าหลานสาว


“เราใช้เนื้อปลาที่เลี้ยงเอาไว้ในสระหลังหลังบ้านของพวกเรามาทำค่ะ ต้าหย่งตื่นไปจับปลาตั้งแต่เช้าแล้ว ส่วนต้านีเป็นคนทำ เธอบอกว่าอยากทำให้คุณตาลองกินดู”


หวังซู่เหมยพูดด้วยรอยยิ้ม แท้จริงแล้วปลาเหล่านี้ถูกนำออกมาจากดินแดนต่างมิติ และเลี้ยงเอาไว้ที่สระหลังบ้านของเธอมาระยะหนึ่งแล้ว มันจึงมีรสชาติดีกว่าปลาตามธรรมชาติทั่วไป


“ฉันเคยไปลองกินที่ร้านน้ำชาตอนเช้าในเกาะฮ่องกงมาแล้ว แต่รสชาติของมันเทียบกับที่เธอทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญซุปของเธอก็อร่อยมากอีกด้วย !” ลุงห่าวเป็นนักชิมอาหารตัวยงอยู่แล้ว เขาน่าจะเข้ากับเมิ่งอ้ายชวนได้เป็นอย่างดี


“ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆนะคะ ยังมีเกี๊ยวอยู่ในครัวอีกเยอะเลยค่ะ” คนทำอาหารมักจะชอบเวลาที่ได้รับคำชมอยู่แล้ว


ทางด้านเสิ่นกั๋วเฉียงเองก็เพลิดเพลินไปกับอาหารมื้อนี้เช่นกัน เขาชอบแป้งทอดและชามากเสียจนต้องขอแป้งทอดเพิ่มถึงสองชิ้นเลยทีเดียว


“ซู่เหม่ย ฉันไม่ได้กินอาหารรสชาติแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดูเหมือนว่าช่วงนี้ฉันต้องมาที่นี่เพื่อกินแป้งทอดทุกเช้าเสียแล้วสิ !”


“คุณตาสามารถกินเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการเลยครับ อีกอย่างในซอยบ้านของเรายังมีของอร่อยอีกเยอะเลย เอาไว้พรุ่งนี้เราไปลองกินกันหน่อยนะครับ”


ฟู่ต้าหย่งเองก็เริ่มมีรอยยิ้มแล้วเช่นกัน


“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดพร้อมกับกินเกี๊ยวต่ออีกสองสามคำ ตอนนี้เขาอิ่มจนกินอะไรไม่ได้อีกแล้ว


ทางด้านเสิ่นรั่วหยุนเองก็ได้ลองชิมแป้งทอดกับชาแล้วเช่นกัน อาหารทุกอย่างอร่อยมากจริงๆ เช้านี้เขารู้สึกอิ่มมาก เขาคุ้นเคยกับการกินอาหารรสเลิศจากทะเล แต่กลับไม่เคยกินอาหารที่มีรสชาติดั้งเดิมแบบนี้มาก่อนเลย


ส่วนเสิ่นรั่วหลิงและนายน้อยรองของตระกูลเฮ่อก็รู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนี้เช่นกัน และยังชื่นชมฝีมือของหวังซู่เหมยและฟู่ต้านีมากๆอีกด้วย


หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จ ทุกคนก็ได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟู่ต้าหย่ง ในช่วงเช้าฟู่ต้าอันยังไม่สามารถมาที่นี่ได้ เขาจะรีบตามมาในช่วงบ่ายแทน ดังนั้นทุกคนจึงต้องอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ตลอดทั้งวัน


เมื่อถึงตอนเย็น ฟู่เยี่ยนก็ได้พาทุกคนไปกินมื้อเย็นที่ภัตตาคารชั้นหนึ่ง เพราะอาหารของที่นั่นอร่อยมาก และหากจะให้แม่ของเธอเป็นคนทำอาหารเองทุกมือ แม่คงจะเหนื่อยมากเกินไป


ดังนั้นพวกเขาจึงตกลงกันว่าจะไปจองก่อน ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงล่วงหน้าไปยังร้านอาหารทันที ส่วนคุณทวดของเธอและพวกที่เหลือเดินตามไปเรื่อยๆอย่างสบายๆ เพราะไม่ได้ไกลมาก ใช้เวลาเดินเพียงสิบกว่านาทีก็ถึง


ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองหลวงและทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังจะอยู่ที่นี่ยาวไปจนถึงสิ้นเดือนเพื่อรอร่วมงานแต่งงานของฟู่เยี่ยนด้วย


ด้วยความที่เธอคุ้นเคยกับภัตตาคารชั้นหนึ่งเป็นอย่างดี ดังนั้นเธอจึงมักจะจองห้องส่วนตัวเพื่อที่จะได้สะดวกในการกินข้าวและพูดคุยกัน


ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกำลังเดินไปที่ห้องส่วนตัว แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าไปข้างในนั้น พวกเขาก็ได้พบกับคนรู้จักยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าห้องส่วนตัวโดยบังเอิญ


“ฟู่เยี่ยน ? เธอเองก็มากินข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอ ?” กวงหยุนทักทายเธอด้วยความประหลาดใจ


“พี่หยุน ? พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? แล้วพี่มาคนเดียวเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่ได้พบกับกวงหยุนที่นี่ เพราะเธอได้ยินมาว่ากวงหยุนเพิ่งจะได้รับการเรื่องตำแหน่ง ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงพักร้อนของเธอนั่นเอง


“ฉันเพิ่งกลับมา พอดีมีธุระที่บ้านน่ะ ฉันก็เลยต้องมาที่นี่กับป้า เธอไปเข้าห้องน้ำอยู่ พอดีลูกพี่ลูกน้องของฉันกำลังจะหมั้น วันนี้เลยมาทานข้าวกับคู่หมั้นของเธอ ถือโอกาสทำความรู้จักกันไปด้วย แล้วพวกเธอล่ะ ช่วงนี้เป็นวันหยุดของพวกเธอทั้งสองสินะ ? แล้วมากินข้าวกันแค่สองคนเหรอ ?”


กวงหยุนยังคงสวมชุดทหารอยู่ ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอเพิ่งจะกลับมาจากกองทัพ


“ไม่ใช่หรอก พ่อกับแม่ของฉันกำลังตามมา พอดีช่วงนี้ญาติของเราจะมาพักอยู่ที่บ้าน พี่หยุน หากพี่ว่างอยู่ก็ไปเยี่ยมพวกเราที่บ้านได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะกล่าวคำเชิญออกไป แน่นอน ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นคือว่าที่พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอในอนาคตนั่นเอง


“อืม เอาไว้ฉันจะไปเยี่ยมพวกท่านที่บ้านก็แล้วกันนะ ฉันได้ยินพี่ใหญ่ของเธอบอกว่าเธอกับเสี่ยวฉุ่ยกำลังจะแต่งงานอย่างนั้นเหรอ แย่จัง ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย เพราะช่วงนี้ฉันยุ่งมากจริงๆ”


กวงหยุนยังคงต้องการที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับน้องสาวของว่าที่สามีของเธอทั้งสองคน หลังจากที่รู้จักกันมานานกว่าสองปี ดังนั้นเธอจึงรู้ว่าฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนเป็นคนแบบไหน


“ไม่เป็นไรค่ะ ครอบครัวของเรามีคนเยอะอยู่แล้ว พวกเราช่วยกันเตรียมงานคนละไม้คนละมือ ไม่นานก็เสร็จ ฉันเข้าใจดีว่าพี่กับพี่ใหญ่ยุ่งมากๆ ขอแค่พี่มาร่วมงานแต่งงานของพวกเราได้ แค่นี้ฉันก็ดีใจมากแล้ว” ฟู่เยี่ยนใช้โอกาสนี้เชิญกวงหยุนไปร่วมงานแต่งงานของเธอทันที


“อืม ฉันจะไปร่วมงานแต่งงานของเธออย่างแน่นอน และจะไปร่วมงานแต่งงานของเสี่ยวฉุ่ยด้วย ฉันจะใช้วันหยุดของเดือนเพื่อไปร่วมงานของพวกเธอ” กวงหยุนได้วางแผนเอาไว้แล้ว เนื่องจากเธอไม่ได้ช่วยเรื่องงานแต่งงานของทั้งสองเลย ดังนั้นเธอจะพลาดไปร่วมงานไม่ได้


ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ก็ได้มีคนสองคนเดินขึ้นบันไดมา


“พี่สาว !” หวังเจียเจียตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ


“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้” ไป๋โม่อันที่เห็นไป๋โม่เฉินยืนอยู่ที่นั่นจึงได้รีบทักทายในทันที


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนจึงได้หันกลับไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งกวงหยุนไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้ แม้ว่าเธอจะอยู่ในกองทัพ แต่ก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าคู่หมั้นของหวังเจียเจียคือไป๋โม่อัน


แต่เธอก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและทักทายกับไป๋โม่อันอย่างเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม อารมณ์ที่เปลี่ยนไปเพียงชั่วครู่ของเธอนั้นก็หนีไม่พ้นสายตาของฟู่เยี่ยน หรือว่ากวงหยุนจะมีอะไรบางอย่างที่ค้างคากับไป๋โม่อันกันแน่ ?


“เจียเจีย นี่คือคนที่ผมเคยบอกกับคุณก่อนหน้านี้ นี่คือพี่ใหญ่ของผม และนี่ก็คือพี่สะใภ้ของผม พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ นี่คือเจียเจีย” ไป๋โม่อันแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกันอย่างสงบ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงได้หันกลับไปทักทายไป๋โม่อันและหวังเจียเจีย


“พี่ฟู่ สวัสดีค่ะ ฉันเคยได้ยินพี่สาวของฉันพูดถึงพี่อยู่บ่อยๆ ในที่สุดวันนี้เราก็ได้เจอกันแล้ว ช่างบังเอิญมากจริงๆ !” หวังเจียเจียอายุน้อยกว่าทุกคน ปีนี้เธอมีอายุแค่สิบเก้าปีเท่านั้น


เธอยังคงดูไร้เดียงสา และเป็นหญิงสาวที่ยังไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอก เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นท่าทีที่ดูเขินอายของหญิงสาวตรงหน้า เธอจึงพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้นและเป็นกันเอง


เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่อันก็ได้แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก ในตอนแรกเขาคิดว่าพี่ใหญ่และพี่สะใภ้จะไม่สนใจเขาเสียอีก ไม่คิดเลยว่าเขาจะคิดมากเกินไปเอง


หลังจากคุยกันไม่กี่คำ คนตระกูลฟู่ก็มาถึง ทั้งสองฝ่ายทักทายกันตามมารยาท หวังซู่เหมยก็ดูจะมีท่าทีที่เป็นมิตรและอบอุ่นขึ้น เพราะในที่สุดเธอก็ทำใจได้ว่าในเมื่อฟู่ซินชอบและอยากแต่งงานกับกวงหยุน ต่อให้ตัวเองจะไม่ชอบแค่ไหนก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับมันไปเสียจะดีกว่า


เพียงแต่ความกระตือรือร้นนี้ดูจะไม่ค่อยจริงใจนัก หากจะให้เธอเปลี่ยนความคิดจริงๆ คงต้องดูจากการแสดงออกในภายหลัง ส่วนกวงหยุนเองก็รู้สึกได้เล็กน้อย ด้วยความที่เธอค่อนข้างไวต่อความรู้สึก จึงสัมผัสได้ว่าแม่ของฟู่ซินยังคงมีบางอย่างอยู่ในใจ


แม้ว่าการได้เจอกันในครั้งนี้จะดูมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษก็ตาม แต่ก็ยังดูไม่สนิทใจเท่าที่ควร เธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีก เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่ได้หมั้นหมายกับฟู่ซิน และแม่สามีของเธอก็ยังไม่รู้จักเธอมากพอ


จากนั้น กวงหยุนก็ได้ขอตัวแยกออกไป เธอยังมีสถานการณ์อื่นที่ต้องเผชิญ เธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอไปหมั้นกับไป๋โม่อันได้อย่างไร


แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าแม่ของไป๋โม่อันถูกจับไปแล้ว และแม้ว่าแม่ของเขาจะพ้นโทษออกมาในอนาคต ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็คงจะตั้งหลักในตระกูลไป๋ได้แล้ว


นอกจากนี้ ลุงของเธอกับไป๋จวินก็ยังเป็นสหายร่วมรบกันอีกด้วย ส่วนฐานะทางครอบครัวป้าของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยเช่นกัน เมื่อแม่ของไป๋โม่อันพ้นโทษออกมา เธอจะต้องชอบลูกสะใภ้แบบนี้แน่นอน !


ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่ตัวเธอเอง ชาติที่แล้วเธอไม่มีลูกจนต้องหย่าร้าง แต่ในชาตินี้ทุกอย่างย่อมไม่เหมือนเดิม !


หลังจากคิดไปคิดมา จู่ๆ เธอก็ย้อนนึกถึงคำพูดของฟู่เยี่ยนในตอนที่เจอกันครั้งแรกได้ พอนำมาใช้กับสถานการณ์ตอนนี้ ก็เข้ากันได้อย่างพอดีเลยทีเดียว


อดีตที่ผ่านไปเป็นแค่ส่วนอารัมภบท !


ตอนที่ 583: เปลี่ยนกะทันหัน


หลังจากที่กวงหยุนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความคับแค้นใจที่เธอมีต่อไป๋โม่อันก็ได้หายไป เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอเลย ตราบใดที่เจียเจียมีชีวิตที่ดี เรื่องอื่นก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป


หวังซู่เหมยเองก็สังเกตเห็นน้องชายของไป๋โม่เฉินด้วยเช่นกัน แม้ว่าเธอจะเคยเจอกับเขาเพียงแค่ครั้งเดียวก็ตาม แต่ก็ยังคงจำเขาได้ดี เธอจึงได้แอบถามฟู่เยี่ยนว่าเกิดอะไรขึ้น


ฟู่เยี่ยนจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังอย่างเงียบๆ เมื่อหวังซู่เหมยได้ยินเช่นนั้น เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นสองแม่ลูกก็ไม่ได้พูดอะไรอีก


ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่พวกเธอจะไปสนใจเรื่องอื่น เพราะยังมีเรื่องที่พวกเธอต้องทำอีกมากมาย ! เธอยังต้องรับแขกให้ดีที่สุด รวมไปถึงงานแต่งงานของฟู่เหมี่ยวที่ใกล้เข้ามาทุกวันอีกด้วย


ในตอนเที่ยง พวกเขากินมื้อเที่ยงที่แสนเรียบง่าย และในตอนเย็น ครอบครัวของฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันก็ได้มาถึง ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกออกมากินที่ร้านแทนการทำอาหารกินกันเอง


เสิ่นกั๋วเฉียงจำเด็กๆทุกคนได้ และเริ่มแจกของขวัญให้กับพวกเขา ทำให้บรรยากาศได้เต็มไปด้วยความครึกครื้นตลอดช่วงหัวค่ำ และเมื่อเข้านอนในคืนนั้น น้ำตาของเขาก็ได้ไหลซึมออกมาผ่านทางหางตาอย่างควบคุมไม่ได้


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้ดูแลตระกูลเสิ่นเป็นเวลาสองวัน เธอก็ได้มอบหมายให้ฟู่ต้าหย่งช่วยดูแลทุกคนต่อ เสิ่นกั๋วเฉียงกับหลานชายคนโตคุยกันได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงไม่มีปัญหาหรือคัดค้านการหายตัวไปของฟู่เยี่ยนเลย


ส่วนเรื่องงานแต่งงานของพี่สาวเธอนั้นก็ไม่ได้มีอะไรผิดพลาดเลย พ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่ยังคงสบายดี การที่เสิ่นกั๋วเฉียงมาในครั้งนี้ เสิ่นหลานก็ได้นำของขวัญวันแต่งงานมาให้ด้วย เพราะเธอรู้ว่าหลานชายของเธอกำลังจะแต่งงานนั่นเอง


จากที่เสิ่นรั่วหลิงเล่าให้ฟัง เสิ่นหลานก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกลับมาแล้ว เพราะสองปีก่อนก็ได้บอกเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับที่นี่ให้เธอฟังแล้ว นอกจากของขวัญแต่งงานในครั้งนี้ เธอก็ไม่ได้เอ่ยถึงลูกชายหรือหลานชายของตัวเองเลย ส่วนเรื่องของคุณปู่ของวังจื้อหยวนก็ยิ่งไม่ถูกพูดถึงเลยสักนิด


แต่ปัญหากลับมาจากตัวผู้เฒ่าวังเสียเอง ในตอนแรกศาสตราจารย์ฉู่กับวังซู่เหมยตกลงกันไว้แล้วว่าจะจัดงานแต่งที่บ้านตระกูลฟู่ เพื่อความสะดวกสบาย และวังจื่อหยวนกับฟู่เหมี่ยวก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้


ความสัมพันธ์ภายในตระกูลวังนั้นเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก และพ่อของวังจื่อหยวนก็ไม่ได้มีญาติเยอะ มีเพียงแค่น้องสาวและครอบครัวของสามีน้องสาวเท่านั้น


ส่วนความสัมพันธ์ของศาสตราจารย์ฉู่นั้นเรียบง่ายยิ่งกว่าเสียอีก ในครอบครัวของเธอมีญาติน้อยมาก และแม้ว่าจะยังมีญาติอยู่ก็ตาม แต่ทุกคนก็อยู่ในมหาวิทยาลัยตี้ตูและยุ่งอยู่กับงานของตัวเองเป็นส่วนใหญ่


ทว่าผู้เฒ่าวังกลับไม่เห็นด้วยที่จะจัดงานแต่งที่บ้านฝ่ายหญิง เพราะจะทำให้ดูเหมือนเป็นการแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านฝ่ายหญิง เขาตัดสินใจไม่ยอมอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าเขาจะไม่ยอมก็ควรบอกแต่แรกแล้ว ไม่ใช่มาบอกเปลี่ยนสถานที่ก่อนถึงวันงานอีกแค่สามวันแบบนี้ !


เรื่องนี้ทำให้พ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่โกรธเป็นอย่างมาก แต่ใครจะคิดว่าคราวนี้ผู้เฒ่าวังจะยืนกรานไม่ยอมแพ้ เขาบอกชัดเจนว่าสามารถให้ของขวัญในวันเข้าบ้านฝ่ายหญิงที่บ้านตระกูลฟู่ได้ แต่การจัดงานแต่งที่บ้านฝ่ายหญิงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยอมเด็ดขาด !


พอเห็นท่าทีของลูกชายและลูกสะใภ้ที่เหมือนจะไม่ทำตาม ผู้เฒ่าวังก็ล้มลงไปนอนนิ่งๆ กับพื้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พ่อของวังจื่อหยวนขายหน้ามากเมื่อเห็นท่าทางของพ่อตัวเองในตอนนั้น เขาไม่อยากจะทะเลาะในช่วงเวลานี้ จึงต้องมาที่บ้านตระกูลฟู่และบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง


เมื่อฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว หากจะเปลี่ยนไปจัดงานแต่งงานที่โรงแรม ในเวลานี้โรงแรมที่ไหนจะจัดงานแต่งงานให้เราได้กัน ?


วังจื่อหยวนรู้สึกโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา เขาคิดว่าคุณปู่ของเขาน่าจะถูกอาของเขาเป่าหู ครั้งก่อนที่เขาไม่ได้ให้ของขวัญกับลูกพี่ลูกน้อง อาหญิงของเขาก็เอาแต่พูดซ้ำๆเป็นร้อยครั้งว่าเขาไม่สนิทใจกับเธอแล้ว!


เขาโกรธมากจนอยากจะเข้าไปเถียงกับผู้เฒ่าวัง แต่ไป๋โม่เฉินก็ได้รั้งเขาเอาไว้เสียก่อน หากยังหาข้อตกลงไม่ได้ ก็แค่ไปที่ร้านอาหารที่พวกเขาชอบไปเป็นประจำเท่านั้น และเชิญแค่เฉพาะคนจากตระกูลวังไปที่นั่นก็พอ ส่วนญาติของครอบครัวฟู่ก็ให้มาที่บ้านตระกูลฟู่


เพียงเท่านี้โต๊ะที่พวกเขาเตรียมเอาไว้ก็ไม่ต้องสูญเปล่าแล้ว เพราะทั้งสองคนใช้เวลาในการเตรียมงานเลี้ยงถึงสองวันเลยทีเดียว


เมื่อถึงเวลานั้น วันที่จัดงานแต่งงานไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นครอบครัววังจึงต้องจัดงานเลี้ยงในวันก่อนหน้าแทน แต่การแจ้งเปลี่ยนแปลงในนาทีสุดท้ายของผู้เฒ่าวังทำให้ศาสตราจารย์ฉู่และพ่อของวังจื่อหยวนยุ่งมากๆ


เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลฟู่ ผู้อาวุโสจินที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลฟู่มาอย่างยาวนานก็ได้ตัดสินใจที่จะมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมไปถึงปู่ของจางเหว่ย ปู่ของเหมี่ยวชานชาน ไป๋ซ่ง และคนอื่นต่างก็มาร่วมงานเลี้ยงของครอบครัวฟู่ด้วยเช่นกัน


เรื่องนี้ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว ตอนนี้ตระกูลวังสามารถเชิญเพื่อนร่วมงานหรือญาติๆมาร่วมงานเลี้ยงได้มากเท่าที่ต้องการ สำหรับเพื่อนร่วมชั้นของวังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยว ทั้งสองยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเลย เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไรต่อ


วังจื่อหยวนเคยคิดถึงปู่ของเขาอยู่เสมอ แต่หลังจากงานแต่งงานของเขาผ่านพ้นไปแล้ว ความรู้สึกของเขาที่มีต่อชายชราคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเขาจะกลับไปเยี่ยมชายชราแค่ช่วงปีใหม่เท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาเจอนั้นมันยากที่จะรับได้จริงๆ


หากไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ก็แค่พูดมันออกมา แต่ในตอนแรกชายชราดูจะเต็มใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน ทว่าเมื่อเขาไปได้ยินเรื่องซุบซิบบางอย่าง เขากลับไม่อยากจัดงานในบ้านหลังนั้นอีกแล้ว


พ่อของวังจื่อหยวนโกรธมากจนดุน้องสาวของตัวเองเรื่องที่เธอมีเจตนาไม่ดี ก่อนที่เขาจะโน้มน้าวผู้เป็นพ่อให้เปลี่ยนใจอีกครั้ง แต่พ่อของเขายังยืนกรานว่าหากไม่เปลี่ยนสถานที่จัดเลี้ยงก็จะไม่มาร่วมงาน


หากพ่อของวังจื่อหยวนยังอยากรักษาหน้าของตัวเอง เขาจะปล่อยให้พ่อของเขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นพ่อลูกกัน นอกจากนี้เขายังต้องเข้ารับการประกาศแต่งตั้งให้เป็นคณบดีประจำสาขาวิชาในเร็วๆนี้อีกด้วย ดังนั้นจะให้เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นกับเขาในช่วงนี้ไม่ได้


ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกัดฟันและยอมรับมันเอาไว้


ดังนั้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฟู่เยี่ยนจึงได้ช่วยเรื่องสถานที่ในการจัดงานเลี้ยงให้ โดยพ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่ได้ประเมินจำนวนแขกมาให้ ซึ่งแขกที่จะมาร่วมงานนั้นมีประมาน7-8โต๊ะ ฟู่เยี่ยนจึงเตรียมเผื่อเอาไว้สิบโต๊ะ จะได้ไม่ดูแออัดจนเกินไป


ด้วยความที่เจ้าของร้านอาหารรู้จักกับฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดี และลูกๆของเขาก็ช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่เช่นกัน พวกเขามารอเธอที่ประตูอยู่แล้ว และเขาก็ได้ตอบตกลงที่จะช่วยเธอในทันทีอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังคงต้องเจอกับปัญหาเรื่องขาดแคลนคนที่จะช่วยในการจัดเตรียมสถานที่ แต่เธอไม่มีเวลาที่จะสนใจเรื่องนี้แล้ว ก่อนจะสั่งซื้อของที่จำเป็นในทันที


ทางด้านวังจื่อหยวนกับฟู่เหมี่ยวต่างก็เหนื่อยไม่ต่างไปจากทุกคนเลย ตอนนี้พวกเขาต้องตกแต่งสถานที่และเตรียมเมนูอาหารต่างๆให้พร้อม พวกเขาต้องทำที่นี่ให้ดูดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และฟู่เซินเองก็เริ่มทำงานของตัวเองเช่นกัน


ดังนั้นไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนจึงใช้เวลาช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ไปเยี่ยมชมตลาดขายส่ง และไปดูของที่ชาวบ้านหลายคนได้นำมาวางขาย เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว และเจ้าของร้านอาหารร้านประจำของพวกเขานั้นเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง ซึ่งเขาจะจัดการเรื่องวัตถุดิบต่างๆให้ด้วยตัวเอง


เมื่อไม่มีอะไรต้องทำแล้ว เธอจึงได้มาที่นี่และพาเมิ่งอ้ายชวนกับจางเหว่ยมาด้วย ตอนนี้ทางร้านอาหารได้ยืนยันแล้วว่าวัตถุดิบทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว ส่วนเรื่องผู้ช่วยก็ไม่ต้องกังวลแล้วเช่นกัน เพียงแต่มีอาหารบางเมนูเท่านั้นที่จำเป็นต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนสองวัน


เมื่อส่วนผสมทั้งหมดพร้อม ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก ไม่มีผู้เฒ่าจากตระกูลฟู่คนไหนมาช่วยดูความเรียบร้อยที่นี่เลย เพราะตอนนี้พวกเขาได้แยกงานเลี้ยงกันไปแล้ว ที่นี่จะถือว่าเป็นงานเลี้ยงเฉพาะตระกูลวัง จึงไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง


มีเพียงญาติๆของพวกเขาแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มาช่วย เพราะคำพูดของผู้เฒ่าวังคนเดียวที่ทำให้คนอื่นต่างก็หันหลังให้กับเขา แม้แต่ภรรยาและลูกสาวสุดที่รักของเขาก็ยังไม่มีใครมาช่วยเลยด้วยซ้ำ


ในวันที่วังหมิงจูมาถึง เธอได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่และมาในฐานะแขกคนหนึ่ง เธอไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพียงแค่รอดูเรื่องตลกของพี่ชายตัวเองเท่านั้น


เมื่อมาถึงยังพูดคำหวานอีก เธอบอกไม่คิดเลยว่าพี่ชายและพี่สะใภ้จะมีเส้นสายดีขนาดนี้ สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามที่ต้องการ ส่วนอาเขยของวังจื่อหยวนอย่างหยูจื้อเหวินก็มีท่าทีไม่ต่างไปจากภรรยาของตัวเอง


ซึ่งตอนแรกที่สองสามีภรรยาคู่นี้หมั้นหมายกันนั้น เขาก็แค่สนใจในความสัมพันธ์ของตระกูลฟู่ และต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากพวกเขามาช่วยเรื่องงานของตนเอง แต่พ่อของวังจื่อหยวนก็ได้เข้ามาห้ามเอาไว้เสียก่อน และหลังจากเหตุการณ์นี้ พวกเขาต่างก็เป็นเหมือนหยินกับหยางที่ปั้นหน้าใส่กันมากว่าสองปีแล้ว


หากพูดในมุมของพ่อของวังจื่อหยวน เขาก็จะบอกว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักประมาณตนเอง ตัวเองก็เป็นแค่ครูมัธยมต้นคนหนึ่ง แต่ยังอยากย้ายเข้าไปทำงานในสำนักงานเขตการศึกษา ทั้งยังอยากเป็นหัวหน้าในสำนักงานนั้น ความทะเยอทะยานนั้นสูงไม่เบา แต่เขาเคยทำผลงานหรือคุณความดีอะไรบ้างล่ะ ?


ที่จริงแล้วถ้าพูดดีๆกันก็น่าจะเข้าใจได้ เพราะหากไม่เหนือบ่ากว่าแรง พ่อของวังจื่อหยวนก็ยังมีเพื่อนดีๆหลายคน ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็สามารถจัดการได้แน่นอน


ใครจะรู้ว่าหยูจื้อเหวินกลับทำท่าทางเหมือนกับว่า ‘ที่ฉันใช้ประโยชน์จากคุณก็เพราะเห็นคุณค่าในตัวคุณ’ แบบนี้มีหรือที่พ่อของวังจื่อหยวนจะไปเล่นตามน้ำด้วย ? หากเขาช่วยก็คงเป็นเขาที่เสียสติไปแล้ว !


ตอนที่ 584: ไม่อยากไปโรงเรียน


เนื่องจากพวกเขารู้แล้วว่าผู้เฒ่าวังเป็นแบบนี้ พ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่จึงไม่ได้เชิญครอบครัวของพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงของตระกูลฟู่


ในวันงาน วังจื่อหยวนก็ได้มารับเจ้าสาวที่บ้านตระกูลฟู่ตั้งแต่เช้า สิ่งเรื่องที่ตกลงกันไว้ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


คู่บ่าวสาวรินชาให้วังเฉิงผิงและศาสตราจารย์ฉู่ในห้องที่จัดงานแต่งงาน พร้อมทั้งคำนับฟ้าดิน หลังจากนั้นก็กลับมาที่บ้านตระกูลฟู่อีกครั้ง งานเลี้ยงช่วงเที่ยงยังคงจัดขึ้นที่นี่เหมือนเดิม


ตั้งแต่ช่วงเช้า แขกก็ได้เริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับช่วงเวลาแห่งความสุขของตระกูลฟู่เป็นอย่างดี พวกเขาย่อมอยากมาดื่มเหล้าของตระกูลฟู่เป็นธรรมดา มีใครไม่รู้บ้างว่าเหล้าที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยทำนั้นรสชาติดีขนาดไหน


ไม่นานนัก เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและญาติๆของตระกูลฟู่ รวมไปถึงคนสนิทของฟู่เยี่ยนต่างก็ทยอยกันเข้ามาร่วมงานจนเต็มลานบ้านแล้ว


มันเป็นวันที่ดูวุ่นวายมาก ซึ่งแขกที่มาต่างก็เป็นคนสนิทของครอบครัว และแขกบางคนก็ยังมีผู้ติดตามมาด้วย แม้แต่ฟู่เหมี่ยวเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน เมื่อเธอกลับเข้ามาในบ้านช่วงกลางดึก เธอถึงกับไม่อยากขยับตัวเลยแม้แต่น้อย


ไม่คิดเลยว่าการแต่งงานจะเหนื่อยขนาดนี้ เธอไม่อยากจะแต่งงานอีกแล้ว ! นี่เป็นคำพูดที่เธอพูดกับฟู่เยี่ยนเมื่อเข้ามาในบ้าน ซึ่งฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้มองไปยังวังจื่อหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลัง


วังจื่อหยวนโบกมือไปมาเบาๆ เขาเองก็คิดแบบนั้น เรื่องพวกนี้มีแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว สาเหตุหลักก็คือปู่ของเขาที่ทำให้การแต่งงานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น


เพราะเรื่องการแต่งงานของลูกชาย พ่อของวังจื่อหยวนจึงตัดขาดความสัมพันธ์ทางใจกับผู้เป็นพ่อของตนไปโดยสิ้นเชิง หลายปีมานี้เขาก็แค่หลอกตัวเองไปวันๆ และตอนนี้คงถึงเวลาที่เขาควรตาสว่างเสียทีแล้ว


แต่ศาสตราจารย์ฉู่กลับไม่อาจยอมกล้ำกลืนความไม่พอใจนี้ได้ เธอเองก็พอมีเส้นสายอยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอยู่บ้าง เกรงว่าชีวิตของวังหมิงจูและสามีในวันข้างหน้าคงจะไม่ราบรื่นนัก


วังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และพวกเขาทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอาหญิงที่เห็นแก่ตัวแบบนี้อีกต่อไป


หลังจากที่งานแต่งงานของฟู่เหมี่ยวเสร็จสิ้นลง ฟู่เยี่ยนก็มีงานเข้า ตอนงานแต่งงานของฟู่เหมี่ยว ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้มาร่วมงานด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่ฟู่เยี่ยนก็พอจับใจความได้ว่าอีกฝ่ายอยากให้เธอรับศิษย์สักคน


ตอนนี้ลูกชายคนเล็กของผู้อำนวยการหลี่เพิ่งจะอายุ13ปี และเขาก็เอาแต่งอแงไม่อยากไปโรงเรียน ดังนั้นผู้อำนวยการหลี่จึงตีและดุเขา แต่ลูกของเขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะไปโรงเรียน


ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไปที่บ้านของผู้อำนวยการหลี่ในวันนั้นทันที ผู้อำนวยการหลี่มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองหลวงมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว อีกทั้งเขายังเคยเป็นทหาร และเป็นทหารที่ดีมากๆอีกด้วย


ภรรยาของเขาเป็นคนตัวสูงและพูดจาดูร่าเริง ซึ่งเมื่อได้พบกับฟู่เยี่ยน เธอก็ดูจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ฟู่เยี่ยนจึงได้เรียกเธอว่าป้าสะใภ้ แม้ว่าผู้อำนวยการหลี่จะดูเป็นคนที่จริงจัง แต่ภรรยาของเขานั้นดูเป็นคนที่ใจดีและเข้าถึงได้ง่ายมาก


“เมื่อลุงของเธอกลับมา เขามักจะพูดให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆว่าเธอเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ และตอนนี้ลูกชายของฉันกำลังทำให้ฉันโกรธมาก แม้ว่าพ่อของเขาจะตีและดุเขาอย่างไรก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ยอมไปโรงเรียน ฉันเลยคิดว่าอยากจะให้เธอช่วยสอนทักษะบางอย่างแก่เขา”


“ช่วยลองดูหน่อยเถอะ บางทีมันอาจได้ผลก็ได้ แต่หากไม่ได้ผล ฉันก็จะไม่โทษเธอ ฉันกับพ่อของเขาจะหาทางออกเอง”


จากบทสนทนาไม่ได้มีท่าทีว่าจะสร้างความลำบากใจให้ฟู่เยี่ยนแต่อย่างใด แถมยังแฝงไปด้วยความกังวลของหญิงวัยกลางคนเล็กน้อย เธอกลัวว่าฟู่เยี่ยนอาจจะรับลูกของเธอเป็นศิษย์เพียงเพราะเกรงใจผู้อำนวยการหลี่เท่านั้น


“คุณป้าคะ หนูได้ยินลุงหลี่พูดถึงเหตุการณ์นี้แล้วล่ะค่ะ เด็กแต่ละคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง ขอแค่มีด้านใดด้านหนึ่งที่ก้าวหน้าได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่หนูขอพูดไว้ก่อนเลยว่าวงการของเราไม่ใช่ใครอยากเข้าก็จะเข้ามาได้ หนูไม่ได้ดูแค่พรสวรรค์เท่านั้น”


“การมีพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็เปล่าประโยชน์หากคนๆนั้นไม่มีความเข้มแข็งที่มากพอ หากเขามีความตั้งใจอย่างจริงจัง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหนูก็พร้อมที่จะเป็นอาจารย์ให้กับเขา แต่ไม่ว่าหนูจะลงโทษเขาด้วยวิธีไหนก็ตาม ป้าสะใภ้กับลุงหลี่ต้องห้ามเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาดนะคะ”


ฟู่เยี่ยนเลือกที่จะพูดคำที่ไม่รื่นหูออกไปก่อนเพื่อกันไว้ก่อน หากเด็กคนนั้นเหมาะสม เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับเขาเป็นศิษย์ เดิมทีเธอก็มีแผนจะรับศิษย์อยู่แล้ว เพียงแต่นี่เป็นการเร่งให้แผนนั้นเกิดขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้นเอง


“จากที่ได้ฟังเธอพูดแล้ว ฉันรู้สึกยินดีมากๆที่ได้คนแบบเธอมาช่วยจัดการเรื่องนี้ หากเขาเป็นศิษย์ของเธอ แน่นอนฉันจะให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมดว่าจะทำอะไรกับเขา”


เมื่อตกลงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้พาลูกชายคนเล็กของเขาเข้ามา และทันทีที่ทั้งสองพบกัน ฟู่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่อยากไปโรงเรียน


เด็กคนนี้มีใบหน้าที่ดูฉลาดเฉลียว แต่กลับมีท่าทีดื้อรั้นอยู่บ้าง คาดว่าน่าจะเป็นเพราะครูที่อบรมเขายังไม่สามารถนำพาเขาไปในทางที่ถูกต้องได้


“จะมัวยืนนิ่งอยู่ทำไมกันล่ะ รีบเข้าไปทักทายพี่ฟู่สิ เธอคือพี่สาวของลูกนะ” ผู้อำนวยการหลี่ตะคอกออกไปเบาๆ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูกชายของเขาก็ได้ทักทายฟู่เยี่ยนอย่างไม่เต็มใจ ทั้งยังดูไม่พอใจเล็กน้อยอีกด้วย


ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เธอก็ยังคงมองไปที่เขาอย่างไม่ละสายตา จากนั้นผู้อำนวยการหลี่ก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับสาเหตุที่เขาไม่ยอมไปโรงเรียน


“ครูอ่านคำผิด เด็กคนนี้อาศัยว่าพี่ชายของเขาสอนอยู่ที่บ้าน พอยืนขึ้นก็แก้คำให้ครู ผลก็คือครูพูดไปไม่กี่คำ เจ้านี่กลับเถียงขึ้นมาเสียอีก”


และหลังจากนั้น เขาก็ไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลย เขาไม่ยอมฟังสิ่งที่ครูสอนในชั้นเรียน และสอบตกในภาคเรียนนี้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ในวันที่ฉันตาย เขาก็คงยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2อยู่อย่างแน่นอน แล้วแบบนี้ฉันควรจะทำอย่างไรกับเขา ?”


ด้วยเหตุนี้ ผู้อำนวยการหลี่จึงมักจะออกไปทำงานข้างนอก เพราะหากอยู่ที่บ้าน เขาก็ต้องเห็นหน้าภรรยากับลูกชายของเขา ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะออกไปข้างนอกเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งนี้


ทันทีที่ลูกชายของเขาบอกว่าจะไม่ไปโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้นกว่าเดิมและทุบตีลูกชายของเขาโดยไม่ถามถึงเหตุผลใดเลย จึงทำให้ลูกชายของเขาไม่อยากไปโรงเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ


พอได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ในยุคนี้ความสามารถของครูต่างกันไป บางครั้งมันก็ไม่ใช่ความผิดของเด็กเสมอไป


ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ครูต้องการจะช่วยให้เด็กสวมรองเท้ายังสามารถทำได้หลายวิธีเลย เพียงแต่พ่อแม่ในสมัยนี้มักจะคิดว่าสิ่งที่ครูสอนนั้นถูกต้องเสมอ เด็กจะไปมีสิทธิ์โต้เถียงกับครูได้อย่างไรกัน ?


“นายชื่ออะไร ?” ฟู่เยี่ยนเป็นฝ่ายเริ่มถามเขาก่อน


“ไม่ได้ยินที่พี่ฟู่ถามอย่างนั้นเหรอ !” ผู้อำนวยการหลี่โกรธมากเมื่อเห็นลูกชายของเขาเป็นแบบนี้


ฟู่เยี่ยนจึงได้รีบหยุดเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว เขาสอนลูกๆของเขาแบบนี้ได้อย่างไร ? เด็กคนนี้เป็นเด็กที่ดื้อรั้นอยู่แล้ว หากทำแบบนี้ก็จะยิ่งทำให้เด็กต่อต้านมากขึ้น


“หลี่ลี่เฉียง” เด็กชายก้มหน้าลง พร้อมกับตอบคำถามอย่างไม่เต็มใจ


“จากอักษรจีนตัวไหน ?” ฟู่เยี่ยนยังคงถามต่อ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ลี่เฉียงก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันราวกับว่าเขากำลังดูถูกว่าฟู่เยี่ยนอ่านหนังสือไม่ออก


“ลี่จากคำว่าลี่เลี่ยงที่แปลว่าพลัง เฉียงจากจื้อเฉียงที่แปลว่าพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเอง”


“ชื่อดีนะ พ่อของนายหวังให้นายกลายเป็นคนที่มีพลังในตัวเอง เข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองให้ได้ เธอเข้าใจความหมายนี้ไหม ?”


ฟู่เยี่ยนตอบกลับไปด้วยท่าทีที่สงบ เธอชอบเด็กคนนี้ แต่หากต้องการที่จะโน้มน้าวใจของเขา เธอต้องใช้กลอุบายบางอย่างเข้ามาช่วย เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด มือของผู้อำนวยการหลี่ก็เริ่มสั่น ที่เขาเลือกชื่อนี้ก็เพราะมีความหมายอย่างที่เธอพูดจริงๆ


หลี่ลี่เฉียงหันกลับไปมองที่ผู้อำนวยการหลี่อีกครั้ง และดูเหมือนว่าเขาจะมีท่าทีที่ดูซาบซึ้งขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพ่อของเขาจะคาดหวังในตัวของเขามากถึงเพียงนี้


แต่ถ้าพ่อมีความคาดหวังในตัวของเขาจริงๆ ทำไมพ่อถึงไม่รับฟังคำพูดของเขาบ้างเลยล่ะ ? เขาบอกว่าครูหวังจงใจลงโทษเขา และเมื่อถึงคาบเรียน ครูก็มักจะให้เขาออกไปยืนหน้าห้องเสมอ


หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร ? เพราะแม้แต่ครูคนอื่นก็ปฏิบัติต่อเขาแบบนั้นเหมือนกันหมด มีเพียงครูสอนภาษาจีนเท่านั้นที่เป็นครูที่ดีและไม่เป็นเหมือนครูหลายๆคน


“ลุงหลี่ หนูคิดว่าบางครั้งเด็กก็ไม่ได้โกหกเสมอไปหรอกนะคะ ลุงควรจะถามเหตุผลกับเขาให้มากกว่านี้ด้วย ไม่ใช่ด่วนตัดสินว่าเขาผิดแบบนี้”


ฟู่เยี่ยนมองไปที่ชายวัยกลางคนตรงหน้า เธอรู้ดีว่าเขาเองก็มีความคิดเห็นในมุมของเขาเอง แต่ก็ไม่ควรด่วนตัดสินลูกชายของเขาอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้


หลี่ลี่เฉียงชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เธอช่วยพูดเพื่อเขา


“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะให้แบบฝึกหัดกับเขาสักสองสามข้อ หากเขาสามารถทำได้ ฉันก็จะรับเขาเป็นศิษย์ แต่ฉันจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะสอนอะไรเขา” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบก็ขอให้ผู้อำนวยการหลี่หาปากกากับกระดาษมาให้ เขาก็เดินเข้าไปในห้องและนำมันมาให้ทันที


ฟู่เยี่ยนเขียนแบบฝึกหัดขึ้นมาสองสามข้อ ก่อนที่ปากกาในมือของเธอจะหยุดลง และได้เพิ่มคำถามที่เกี่ยวกับทักษะทางการแพทย์เข้าไปอีกสองสามข้อ


หลังจากที่เขียนแบบฝึกหัดเสร็จ เธอก็ได้ยื่นมันให้หลี่ลี่เฉียงไป โดยขอให้เขาตอบตามที่เขาเข้าใจ เพราะหนังสือลับหลายเล่มของลัทธิเต๋ามักจะถ่ายทอดทักษะตามที่ผู้เขียนเข้าใจอยู่แล้ว


ตอนที่ 585: เตรียมงานแต่งงานของตัวเอง


หลังจากที่ได้ตรวจแบบฝึกหัดแล้ว เธอก็พบว่าความรู้พื้นฐานของเขานั้นค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเลย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เขียนแบบฝึกหัดเพิ่มอีกสองสามข้อ ก่อนจะขอให้เขาท่องมัน เธอถึงได้พบว่าเขามีความจำที่ดีมาก แค่อ่านเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นก็สามารถท่องจำบทเรียนได้แล้ว


ในตอนแรก ฟู่เยี่ยนเพียงต้องการแค่จะให้ผู้อำนวยการหลี่เห็นถึงความสามารถของลูกชายเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอเริ่มเห็นด้วยกับการรับเด็กคนนี้เป็นศิษย์แล้ว !


“ลุงหลี่ เรามาเริ่มพรุ่งนี้กันเลยดีกว่าค่ะ ให้เขาไปที่หาหนูที่บ้านทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน แล้วหลังจากที่ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว หนูจะตัดสินใจเองว่าควรสอนอะไรกับเขา แบบนี้ลุงคิดว่าดีไหมคะ ?”


“ดีเลย ! งั้นเราลองแบบนี้ไปก่อน หากไม่ได้ผล ฉันค่อยคิดหาวิธีอีกทีหลัง” ผู้อำนวยการหลี่ก็หมดทางแล้ว เด็กคนนี้ถ้าไม่เรียนหนังสือก็มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้สิ่งไม่ดีได้เร็วแน่ ! 


จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ลาพวกเขาและขอตัวกลับบ้าน ส่วนภรรยาของผู้อำนวยการหลี่ที่ได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดจึงได้ถามลูกชายของเธอว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงเรียน


ครั้งนี้หลี่ลี่เฉียงไม่รอช้าอีกต่อไป เขาพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด เมื่อผู้อำนวยการหลี่ได้ยิน เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าครูเหล่านั้นนิสัยไม่ดีจริงๆ ซึ่งเขาได้ตำหนิลูกชายโดยไม่มีเหตุผลอีกด้วย


“คุณคะ ฉันคิดว่าเราควรให้ลูกไปโรงเรียนดีกว่า ! ทำไมต้องไปที่บ้านของฟู่เยี่ยนด้วย...” ภรรยาของผู้อำนวยการหลี่กำลังมองว่าลูกชายของเธอเป็นคนโง่ และยังถูกครูนิสัยไม่ดีทำให้การเรียนของเขาล่าช้า


ผู้อำนวยการหลี่กำลังจะเห็นด้วยกับภรรยาของเขา แต่ก่อนที่จะทันได้พูดอะไร เขาก็นึกถึงคำพูดของฟู่เยี่ยนขึ้นมาได้ ก่อนจะมองไปที่ลูกชายของเขา


“ลูกมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ? อยากไปโรงเรียนหรือไปที่บ้านของพี่ฟู่”


“หากผมไปโรงเรียน ก็คงจะไม่ได้เรียนรู้อะไรกับครูแบบนั้นหรอกครับ ผมอยากลองไปบ้านพี่ฟู่ดูก่อน” หลี่ลี่เฉียงรู้สึกว่าอย่างน้อยๆ พี่ฟู่ก็ไม่ใช่คนแบบครูหวัง


“ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ลูกก็จงพิสูจน์ตัวเองซะ !” ความหมายของผู้อำนวยการหลี่ชัดเจนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากตัดสินใจแล้วก็ควรที่จะต้องลงมือทำอย่างตั้งใจ


“ผมคิดดีแล้วครับ ผมจะเรียนกับพี่ฟู่ ผมยังไม่ได้ลองทำเลย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันดีหรือไม่ดี” หลี่ลี่เฉียงมองไปที่พ่อของเขา และไม่เต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้


“ถ้าอย่างนั้นก็มาลองดูกันสักตั้งเถอะ พรุ่งนี้พ่อจะส่งลูกเอง จำเอาไว้หากภายในหนึ่งเดือนนี้ลูกสอบตก พ่อจะส่งลูกเข้าร่วมกับกองทัพ และลูกจะต้องเป็นทหารอีกหลายปีเลยทีเดียว ฉะนั้นลูกควรจะรีบหาตัวตนของลูกให้เจอโดยเร็วที่สุด”


ผู้อำนวยการหลี่ยังคงทิ้งท้ายประโยคด้วยคำพูดที่เย็นชา


“ผมจะต้องทำให้พี่ฟู่ยอมรับผมเป็นศิษย์ให้ได้ !” หลี่ลี่เฉียงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ และเขาก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าฟู่เยี่ยนจะยอมรับเขาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน


เช้าวันรุ่งขึ้น ที่บ้านของฟู่เยี่ยนก็ได้มีแขกประจำ หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่มาส่งลูกชายของเขาในวันแรก เขาก็ได้อยู่ดูแลลูกชายที่นี่ด้วย เนื่องจากลูกชายของเขายังเด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพาเขามาที่นี่โดยไม่อยู่ดูแลความเรียบร้อยได้


ฟู่เยี่ยนแวะอรุณสวัสดิ์ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมย จากนั้นเธอก็ได้พาฟู่เหยาไปเรียนกับหลี่ลี่เฉียงในวันแรกด้วย


เนื่องจากวันนี้เป็นการเรียนวันแรก ฟู่เยี่ยนก็ได้ให้หนังสือกับพวกเขา ก่อนจะสอนเนื้อหาในหนังสือประมาณยี่สิบหน้า และสั่งให้พวกเขาท่องจำมัน


ในตอนแรก หลี่ลี่เฉียงยังไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก เขาเป็นคนที่มีความจำค่อนข้างดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะยากอะไร แต่หลังจากที่ผ่านช่วงเช้าไป เขาก็พบว่าความสามารถของตัวเองนั้นยังสู้เด็กอายุห้าขวบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


เขาจำได้แค่สิบหน้าเท่านั้น ส่วนฟู่เหยาจำได้ทั้งหมด ในเวลานี้หลี่ลี่เฉียงรู้สึกแย่เล็กน้อย แต่หลังจากที่ท่องจำบทเรียนและทานมื้อเที่ยงที่บ้านตระกูลฟู่เสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ให้เขากลับบ้าน โดยให้เอาหนังสือกลับไปด้วย แล้วค่อยกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้


เขาเป็นเด็กที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก และพยายามท่องจำบทเรียนทั้งหมดยี่สิบหน้าจนดึกดื่น กระทั่งในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมาถึงบ้านตระกูลฟู่ เขาก็ได้ท่องเนื้อหาทั้งหมดยี่สิบหน้าให้ฟู่เยี่ยนฟังทันที


เมื่อเห็นท่าทางที่ดูโอ้อวดว่าตัวเองทำได้ของเด็กคนนั้น ฟู่เยี่ยนก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ฟู่เหยาท่องจำหนังสือเล่มนี้ได้ตั้งแต่สองเดือนที่แล้วเสียด้วยซ้ำ และยังสามารถท่องได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย


เมื่อเห็นว่าเขายังคงมีความมุ่งมั่น ฟู่เยี่ยนจึงได้ชี้ไปที่อีก20หน้าถัดไป ก่อนจะให้ฟู่เหยาเริ่มท่องเนื้อหาเหล่านั้น ซึ่งฟู่เหยาก็ได้ท่องมันอย่างราบรื่น เมื่อเขาท่องจบ เธอจึงได้โบกมือให้เขาออกไปเล่นได้


ตอนนี้เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่ถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่ด้วยความว่างเปล่า เขาจึงเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ความสามารถของเขาเทียบกับเด็กคนนั้นไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ


ทว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียความตั้งใจเลย แต่มันกลับกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาให้ลุกโชนเพิ่มขึ้นไปอีก และเป็นอีกวันที่เขาท่องบทเรียนจนดึก


สิ่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปถึงสามวัน และในที่สุดเขาก็ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบ ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้รีบเปลี่ยนหนังสือใหม่แต่อย่างใด เธอใช้วิธีสุ่มเลือกเนื้อหาในหนังสือหน้าหนึ่ง และให้พวกเขาท่องให้เธอฟัง


ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลี่ลี่เฉียงก็สามารถท่องจำหนังสือได้หลายเล่ม เพียงแค่ชี้ไปที่หน้าใดก็ตามของหนังสือที่เขาเคยอ่าน เขาก็สามารถบอกเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้นได้อย่างละเอียดเลยทีเดียว


ฟู่เยี่ยนมองเห็นความมุ่งมั่นของเขา และเห็นว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่นิสัยดี หากจะบอกว่าเขามีอุปนิสัยที่ไม่ได้ต่างไปจากผู้อำนวยการหลี่เลยก็ไม่ผิด


ดังนั้นเธอจึงได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยบางอย่างกับฟู่เหยา ก่อนที่ฟู่เหยาจะบอกหลี่ลี่เฉียงไปว่าเขาท่องจำหนังสือพวกนั้นได้อยู่ก่อนแล้ว


ในตอนแรก หลี่ลี่เฉียงรู้สึกโกรธเล็กน้อย เขารู้สึกว่าฟู่เยี่ยนกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ แน่นอนว่าเด็กในวัยนี้ค่อนข้างจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง และรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง หากจะพูดว่านี่คือการทะนงตัวเกินไปก็ไม่ผิด


แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้สงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะค่อยๆคิดทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องการบอกกับเขา จนเขาเข้าใจว่าโลกภายนอกยังมีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่อีกมากมาย หรือที่ทุกคนมักจะพูดกันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้านั่นเอง !


ฟู่เยี่ยนยังคงรอให้เด็กๆถามคำถามกับเธอ แต่จู่ๆเธอก็เห็นเขามีท่าทีที่ดูสงบลงและไม่ได้ถามอะไรเลย ฟู่เยี่ยนจึงได้แอบพยักหน้าอย่างลับๆ เขาได้ผ่านการทดสอบในด่านที่สองแล้ว


หลังจากที่เรียนเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปส่งเขากลับบ้านด้วยตัวเอง เธอได้บอกกับผู้อำนวยการหลี่และภรรยาของเขาไปว่าช่วงนี้ลูกชายของพวกเขาไม่ต้องไปเรียนที่บ้านของเธอแล้ว เธอจะให้การบ้านและหนังสือกับเขา เขาสามารถอ่านมันที่บ้านได้เลย


ซึ่งผู้อำนวยการหลี่ก็เข้าใจดีว่าตอนนี้ใกล้จะถึงวันงานแต่งงานของฟู่เยี่ยนแล้ว ดังนั้นช่วงนี้เธออาจจะยุ่งมาก และเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ฟู่เยี่ยนทำ เธอเป็นคนที่บริหารเวลาได้ดีมากจริงๆ เพราะลูกชายของเขาไม่ได้หยุดการเรียนรู้เลย แม้ว่าจะไม่ได้ไปที่บ้านของเธอก็ตาม


ด่านที่สามง่ายมาก เพียงแค่ดูความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ ก็จะเหลือแค่การฝึกสอนเท่านั้น


ฟู่เยี่ยนมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเด็กคนนี้จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง และช่วงนี้เธอยังต้องยุ่งกับการเตรียมงานแต่งงานของตัวเองด้วย


งานแต่งงานของเธอเป็นงานที่ดูเรียบง่ายมาก ทางตระกูลไป๋แค่อยากจัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆ เพื่อให้ทุกคนได้มาร่วมยินดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะครอบครัวทหารอย่างพวกเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่อยู่แล้ว


ความกังวลของผู้เฒ่าไป๋นั้นถูกต้องตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ข่าวการแต่งงานของหลานชายถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนมาถามหามากมาย เพราะทุกคนอยากจะมาร่วมแสดงความยินดีกับเขา


ภายหลังได้ยินมาว่าที่บ้านตระกูลไป๋จะจัดพิธีแต่งงานในห้องจัดเลี้ยงให้หลานทั้งสองคน พวกเขาพูดคุยกันเป็นเรื่องขำขันว่าคงจะจัดงานเล็กๆเรียบง่าย ใช้เวลาทำพิธีไม่นาน


ทำให้หลายคนที่อยากจะเข้าหาไป๋จวินต่างก็รู้สึกผิดหวัง เพราะพวกเขาคิดว่าในงานมงคล ถ้าพวกเขาไปพร้อมของขวัญ ก็ไม่น่าจะมีใครไล่พวกเขาออกไปหรอก


แต่ในเมื่อมันเป็นงานที่จัดเล็กๆในครอบครัว เรื่องนี้คงลำบากหน่อย เพราะผู้ที่ผู้เฒ่าไป๋เชิญมาล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมรบเก่า ส่วนผู้ที่ไป๋จวินเชิญมานั้นก็มีแค่ไม่กี่คนที่สนิทกันจริงๆ


อย่างเช่นตระกูลเหมี่ยว ตระกูลเมิ่ง และตระกูลหวัง ซึ่งพวกเขาต่างก็เป็นคนที่เข้าร่วมงานทั้งสองที่ แต่พวกเขาก็รู้ว่างานมงคลวันจริงจะจัดขึ้นที่บ้านตระกูลฟู่


ฟู่เยี่ยนเองก็คิดว่าการจัดงานแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีแขกอาวุโสมาร่วมเป็นพยานในงานแต่งงานของเธอมากมาย และทุกคนต่างก็ยินดีที่จะมาร่วมงานอีกด้วย เดิมทีเธอแค่อยากจัดงานแต่งงานแบบเรียบง่าย แต่นี่มันจะเป็นงานเล็กๆได้อย่างไร?


“จะมีสักกี่คนกันที่สามารถเชิญผู้อาวุโสที่ผู้คนต่างก็ให้การเคารพเหล่านั้นมางานแต่งงานได้ล่ะ เรื่องนี้จะต้องเป็นที่พูดถึงไปอีกนานอย่างแน่นอน เพราะเราเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เชิญพวกเขามาร่วมงานได้ !”


เดิมทีไป๋โม่เฉินคิดว่างานเลี้ยงครั้งนี้ดูเรียบง่ายและน่าเบื่อเกินไปเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ เขาก็รู้สึกว่ามันฟังดูสมเหตุสมผลเช่นกัน


แต่เขาก็ยังรู้สึกอยู่ภายในใจเสมอว่าฟู่เยี่ยนอาจจะชอบสิ่งที่เขาได้เตรียมเอาไว้ เขาแอบคิดว่าเสี่ยวฮั่วจะต้องรู้สึกประหลาดใจมากอย่างแน่นอน !


ตอนที่ 586: เซอร์ไพรส์


ในงานแต่งงานของฟู่เหมี่ยว สิ่งที่ผู้เฒ่าวังทำนั้นได้ทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตัดสินใจแล้วว่าชายชราผู้นั้นไม่เหมาะที่พวกเขาจะไปคบค้าสมาคมด้วย


จากคำพูดของหวังซู่เหมย เธอกำลังหมายความว่ายังมีคนที่นิสัยเหมือนกับปู่ของเขาอยู่อีกมากมาย


แม้ว่างานแต่งงานของตระกูลไป๋จะดูเรียบง่ายก็ตาม แต่ก็มีการตกลงกันมานานมากแล้ว ซึ่งหวังซู่เหมยได้ยินจากฟู่เยี่ยนว่างานเลี้ยงน้ำชานั้นมีความสำคัญมาก เพราะมีแขกอาวุโสมาร่วมงานด้วยนั่นเอง


โชคดีที่ชายชราจากตระกูลไป๋ไม่มีนิสัยเหมือนกับคนจากตระกูลวัง หากเด็กสาวทั้งสองคนในบ้านต้องมาเจอกับคนแบบนี้ มันคงทำให้พวกเขาตกตะลึงจนตายอย่างแน่นอน ! นอกจากนี้นี่ยังเป็นการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองอีกด้วย


หลังจากที่งานฝั่งตระกูลไป๋เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ผู้เฒ่าไป๋ก็ได้ไปทักทายแขก ก่อนจะขอให้ทั้งสองกลับไปพักผ่อน ส่วนพวกเขายังคงยุ่งอยู่ที่นั่น และเขายังได้มอบกล่องใบหนึ่งให้กับฟู่เยี่ยนอีกด้วย เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนจึงได้เปิดมันออกจนได้พบว่ามีเครื่องประดับและสมุดบัญชีธนาคารอยู่ด้านใน


ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ได้ดูอยู่ข้างๆเช่นกัน เขาหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ตัวเลขบนนั้น นี่คงเป็นเงินเก็บที่ปู่ของเขาเคยบอกเอาไว้ว่าจะให้เขา


“เงินจำนวนนี้คือเงินเก็บของคุณปู่กับคุณย่า พวกท่านทั้งสองได้ตัดสินใจว่าจะมอบเงินครึ่งหนึ่งให้กับฉัน และส่วนที่เหลือพวกท่านจะเก็บเอาไว้ให้กับไป๋โม่อันและไป๋โม่ฉิง”


ไป๋โม่เฉินรู้สึกเศร้าลงไปเล็กน้อย คุณปู่มักจะปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากคนอื่นเสมอ แน่นอนว่าเราทุกคนต่างมีความลำเอียงอยู่ในตัวเอง ตัวเขาเองก็มีเช่นกัน และคุณปู่และคุณย่าของเขาก็รักเขาแบบเปิดเผยและชัดเจนมาโดยตลอด


“เสี่ยวฮั่ว ฉันเองก็มีคนที่รักและเป็นห่วงฉันอยู่เหมือนกันสินะ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับโอบฟู่เยี่ยนเอาไว้ ก่อนจะกระชับกอดเธอให้แน่นขึ้น


“ใช่แล้ว มีทั้งฉันและคุณปู่กับคุณย่าเลย อันที่จริงพ่อของพี่ก็รักพี่มากๆเลยนะ เพียงแต่เขาแสดงออกไม่เก่งเท่านั้นเอง วันนี้ฉันบอกกับคุณปู่ว่าจะให้เขามาอยู่ที่บ้านของเราสักพัก และเขาก็ดูมีความสุขมากเลยด้วย แต่เขาคิดว่าคงจะไม่สะดวกหากต้องมีคนจำนวนมากติดตามเขามาด้วย”


ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าสิ่งที่ไป๋โม่เฉินใส่ใจมากที่สุดนั้นคือครอบครัวของเขา


“ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยดี เสี่ยวฮั่ว ฉันเตรียมของขวัญบางอย่างให้เธอด้วยนะ เธอต้องชอบมันมากๆอย่างแน่นอน” ไป๋โม่เฉินคลายอ้อมกอดฟู่เยี่ยน ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินจากบ้านตระกูลฟู่ไปที่ห้องจัดงานแต่งงาน


ฟู่เยี่ยนยังคงไม่รู้ว่าไป๋โม่เฉินได้เตรียมของขวัญอะไรเอาไว้ ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ขอให้เธอหลับตา พร้อมกับพาเธอเดินเข้าไปในห้องนอน


ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็คิดกับตัวเองว่าเธอควรจะใช้เนตรสวรรค์ดีหรือเปล่านะ ? แต่แล้วอีกใจก็บอกว่าเธอทำแบบนั้นมันก็จะไม่โรแมนติก เธอจึงแค่หลับตาลงอย่างเชื่อฟังเท่านั้น !


“เสี่ยวฮั่ว อย่าแอบมองนะ ช่วยรออีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวเธอก็จะได้เห็นมันด้วยตาของเธอเองแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูด พร้อมกับมีเสียงกรอบแกรบและเสียงสะบัดผ้าดังขึ้น


“เอาล่ะ ลืมตาได้แล้ว” ไป๋โม่เฉินเดินอ้อมมาอยู่ด้านหลังของฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดพร้อมกับจับไปที่ไหล่ของเธอ


ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้พบว่าภายในห้องถูกตกแต่งไปด้วยสีแดง ซึ่งไป๋โม่เฉินเป็นคนตกแต่งห้องนี้ด้วยตัวเองทั้งหมด มีผ้าม่านสีแดงซ้อนกันเป็นชั้นๆ เมื่อมองไปที่เตียง ทุกอย่างก็ถูกตกแต่งโดยใช้สีแดงทั้งหมด และยังมีชุดแต่งงานสีแดงสดวางอยู่ตรงกลางของเตียงอีกด้วย


ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปพร้อมกับหยิบชุดขึ้นมาอย่างนุ่มนวล ในเวลานี้ มันเป็นชุดที่ทำมาจากวัสดุที่หาได้ยาก และยิ่งไปกว่านั้นชุดนี้ยังถูกปักลวดลายลงไปอย่างปราณีตอีกด้วย ซึ่งลายที่ปักลงไปเป็นรูปหงส์กับดอกโบตั๋น


“เธอชอบมันหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินพูดพลางแอบสังเกตดูสีหน้าของฟู่เยี่ยนอย่างระมัดระวัง


ฟู่เยี่ยนค่อยๆวางชุดลงอย่างเบามือ ก่อนจะหันกลับมาและเข้าไปกอดเขาเอาไว้


“ฉันชอบมันมาก ! มันคงแพงมากเลยใช่ไหม ?” เธอซบหน้าลงในอ้อมอกของเขา พลางพูดเสียงอู้อี้ออกมา


“ขอแค่เธอชอบมัน ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่มันก็ไม่สำคัญอยู่แล้ว พรุ่งนี้เธอช่วยสวมมันหน่อยได้ไหม ?” ไป๋โม่เฉินก้มลงไปก่อนจะกระซิบเบาๆที่ข้างหูของฟู่เยี่ยน ซึ่งทำให้เธอรู้สึกถึงกลิ่นหอมอันอบอุ่นในอ้อมแขนของเขาได้อย่างชัดเจน และหัวใจของเธอก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาทันที


“ยังมีอีกอย่างหนึ่ง แต่มันอาจไม่ได้เป็นของที่ดูมีค่ามากมายอะไรหรอกนะ” หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างอบอุ่นอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋โม่เฉินก็ได้ปล่อยเธอ ก่อนจะเปิดกล่องใบหนึ่งที่อยู่ข้างๆออก


วินาทีต่อมา สิ่งนั้นก็ได้ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของฟู่เยี่ยนไปในทันที มันคือมงกุฎเฟิ่งหวง ซึ่งยังมีอัญมณีและไข่มุกประดับอยู่ครบถ้วนทุกจุด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมันมีอายุที่นานมากแล้ว จากสีทองดั้งเดิมก็ได้กลายเป็นสีทองหม่นไปเล็กน้อย รวมไปถึงไข่มุกเองก็ดูเปลี่ยนเป็นสีออกเหลืองนวลด้วยเช่นกัน ซึ่งบ่งบอกได้ว่ามันถูกเก็บรักษามาอย่างไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก


อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ไม่สามารถวัดคุณค่าของมันได้อยู่แล้ว และนี่ก็เป็นของโบราณจริงๆ


“พี่ไปเจอมันที่ไหนเหรอ ? ทำไมถึงเอามันกลับมาได้ล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าสิ่งนี้เป็นของโบราณที่เก่าแก่มาก เพราะแค่มองก็ดูออกแล้วว่ามันมีอายุที่เก่าแก่มากจริงๆ เรียกได้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาสำหรับราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งโดยเฉพาะเสียด้วยซ้ำ ซึ่งหากจะให้เธอเดา เธอคิดว่าน่าจะเป็นของราชวงศ์หมิง


“ฉันไม่รู้ว่าจะให้ของขวัญอะไรกับเธอดี ดังนั้นหลังจากที่เราหมั้นกันแล้ว ฉันจึงได้ขอให้ชวนจื่อช่วยหามันให้ เขาใช้เวลาถึงหนึ่งปีเลยกว่าจะหามันเจอ เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างก็ได้ตรวจดูมันแล้ว และเขาก็ได้บอกว่ามันมาจากราชวงศ์หมิง”


ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าโชคของตัวเองดีมาก ตอนที่เพิ่งกำหนดวันแต่งงาน ก็มีคนเอาสิ่งนี้มาขาย เขาไปดูถึงสามครั้งกว่าจะตัดสินใจซื้อได้ แน่นอนว่าราคาของมันนั้นสูงมากอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ


“อีกอย่างนะ ฉันคิดมาตลอดว่าเราสองคนควรจะมีแหวนแต่งงานสักคู่ เธอดูสิ ชอบอันนี้ไหม ?” ไป๋โม่เฉินพูดพลางหยิบแหวนทองคำคู่หนึ่งออกมาอย่างเก้ๆกังๆ ไม่มีลวดลายใดๆ เป็นแค่ห่วงวงกลมเรียบง่ายเท่านั้น


“พี่ทำมันเองเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หากดูจากการออกแบบของแหวนแล้ว เขาต้องเป็นคนทำมันขึ้นมาเองแน่ๆ เพราะหากแหวนแบบนี้ถูกวางขายตามร้าน คงไม่มีใครอยากซื้อมันอย่างแน่นอน


“อาจารย์จูช่วยแนะนำเรื่องนี้กับฉัน ฉันก็ได้เรียนรู้และทำมันมาระยะหนึ่งแล้ว เดิมทีฉันอยากจะฝังอัญมณีลงไปด้วย แต่การฝังนั้นยากเกินไป และฉันก็ไม่อยากเลียนแบบคนอื่นด้วย เลยทำมันให้ดูเรียบง่ายแบบนี้”


ไป๋โม่เฉินพูดด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย จริงๆแล้วหากเขาต้องการจะซื้อมัน เขาสามารถซื้อได้ทันทีอยู่แล้ว แต่มันก็คงจะไม่ภูมิใจเหมือนของที่เขาทำด้วยตัวเอง


ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ยื่นมือของเธอออกไปทันที ก่อนจะพยักหน้าให้ไป๋โม่เฉินนำมันมาให้เธอ เธอมีทองคำมากมาย และเพชรที่ปู่ทวดได้มอบให้กับเธอก็ล้วนเป็นของที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย นอกจากนี้เธอยังสามารถทำแหวนหยกได้ทุกแบบตามที่ต้องการ แต่เวลานี้ แค่แหวนทองคำธรรมดากลับทำให้หัวใจของเธออิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก


ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไม่เคยคิดที่จะซื้อแหวนแต่งงานของพวกเขาเลย เพราะหวังซู่เหมยได้บอกว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร และไป๋โม่เฉินก็ไม่เคยพูดถึงมันเลยด้วย เธอจึงคิดไม่ถึงว่าเขาจะให้แหวนเพื่อเซอร์ไพรส์เธอแบบนี้


ทว่าใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่แหวนทองคำ แต่เป็นเรื่องที่เขาทำมันขึ้นมาด้วยตัวเองมากกว่า


ไป๋โม่เฉินวางมือที่สั่นเทาของเขาลงบนมือของฟู่เยี่ยน ยิ่งเขามองไปที่มือของเธอมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากขึ้น จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้สวมมันให้กับเขา ก่อนที่ทั้งสองจะจับมือกันพร้อมกับมองดูแหวนด้วยรอยยิ้ม


“แหวนวงนี้ยังหยาบไปนิดหน่อย เอาไว้ในอนาคตฉันจะทำแหวนที่ดีกว่านี้ให้เธอใหม่ก็แล้วกัน” เขาพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะของฟู่เยี่ยนเบาๆ ราวกับกำลังจะบอกว่าตัวเองจริงจังมากแค่ไหน


“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ ฉันคิดว่ามันดูไม่เหมือนใครดีนะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกอย่างชัดเจนเลยว่าของขวัญแต่งงานหลายชิ้นของไป๋โม่เฉินนั้นเป็นอะไรที่เธอพึงพอใจมาก


ทั้งสองพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มจนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน เมื่อหวังซู่เหมยสังเกตเห็นแหวนบนนิ้วมือของทั้งสองพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของลูกสาว เธอก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น


ในช่วงเย็น บ้านตระกูลฟู่ก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ซึ่งทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อดูว่ามีใครขาดเหลือหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรอีกหรือเปล่า


เมิ่งอ้ายชวนมาที่นี่พร้อมกับเหมี่ยวชานชาน ส่วนหวังอันกั๋วก็ได้มาพร้อมกับคนรักของเขา รวมไปถึงจางเหว่ยและเหล่าพี่น้องของเขา ตลอดจนเพื่อนร่วมชั้นภาควิชาโบราณคดีของฟู่เยี่ยน และเพื่อนร่วมชั้นของไป๋โม่เฉินก็มาที่นี่ด้วยเหมือนกัน ฟู่เยี่ยนได้จัดให้เพื่อนร่วมชั้นหนุ่มสาวของพวกเขาทั้งสองนั่งด้วยกัน ซึ่งต้องใช้โต๊ะถึงสี่ห้าโต๊ะเลยทีเดียว


ตอนที่ 587: โชคชะตาได้พัดพาให้มาพบกันอีกครั้ง


เมื่อคนหนุ่มสาวมารวมตัวกัน พวกเขาต่างก็มีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย แต่หัวข้อก็มักจะเกี่ยวกับงานแต่งงานของฟู่เยี่ยน ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณสองเดือนก่อนที่พวกเขาจะสำเร็จการศึกษาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นทุกคนจึงดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก


แน่นอน พวกเขาไม่ควรแต่งงานก่อนเรียนจบอยู่แล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นทั้งสองจึงได้บอกเรื่องนี้กับอาจารย์และอธิการบดีแล้ว


ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการหลี่ได้ช่วยพูดเรื่องนี้ให้ทั้งสองแล้วเช่นกัน สำหรับเขาเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย มันเป็นแค่การแต่งงาน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว


“ฟู่เยี่ยน ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าบ้านของเธอใหญ่โตขนาดนี้ ตอนนี้หาบ้านแบบนี้ยากมากแล้ว ถ้าเป็นกลางวัน ฉันคงจะยืมกล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปที่นี่เอาไว้อย่างแน่นอน ฉันอยากให้พ่อของฉันได้เห็นบ้านหลังนี้ เพราะผู้เฒ่าแถวบ้านของฉันต่างก็บอกว่าสมัยนี้การที่ได้อาศัยอยู่บ้านหลังใหญ่ๆหาได้ยากมากแล้ว”


คนที่พูดก็คือเฉินจิ้งนั่นเอง แม้ว่าในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เธอจะไม่ได้อยู่ที่หอพักตลอดก็ตาม แต่เธอยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน ซึ่งเมื่อตอนที่เฉินจิ้งออกฝึกงาน เธอก็ได้ไปฝึกงานที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศ นั่นถึงได้ทำให้ทุกคนเพิ่งรู้ว่าครอบครัวของเธอมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา


“ดูเธอพูดเข้าสิ มันหมายความว่าอะไร เธอเองก็อยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ? ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินมาว่าเธอมีบ้านอยู่อีกหลายหลังเลยนะ !” ไป๋หยูสนิทกับเฉินจิ้งมากที่สุด ดังนั้นเธอจึงรู้เรื่องทางครอบครัวของเฉินจิ้งพอสมควร


ครอบครังของเฉินจิ้งไม่ใช่คนธรรมดา และการที่เธอได้เข้าฝึกงานที่ดีกว่าคนอื่นนั้น เห็นได้ชัดเลยว่าครอบครัวของเธอให้การสนับสนุนเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง


“หากมีใครต้องการขายมัน ฉันก็พร้อมที่จะซื้อมันเอาไว้” เฉินจิ้งพูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย เธอชอบบ้านแบบนี้มากจริงๆ


“บ้านแบบนี้มีราคาที่สูงมาก แต่ถ้าเธอสามารถซื้อได้ ซื้อมันเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนพยักหน้า และเฉินจิ้งก็ได้มองมาที่เธอเหมือนกัน ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มออกมา


ทางด้านฟางจ้าวตี้เองก็มาที่นี่เป็นครั้งแรกเช่นกัน ตอนนี้เธอฝึกงานอยู่ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์รายวัน ส่วนจะได้อยู่ต่อหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่สำหรับเหวินเฉียง เขาได้กำหนดไว้นานแล้วว่าจะอยู่ทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อ


ดังนั้นทั้งสองคนก็กำลังคิดกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างยาวนาน เหวินเฉียงจึงได้มาบ่นเรื่องนี้ให้กับไป๋โม่เฉินฟัง


“ครอบครัวของจ้าวตี้ค่อนข้างลำบาก เธอยังมีน้องชายและน้องสาวให้ต้องเลี้ยงดู หากฉันทำงานต่อที่มหาวิทยาลัย เงินเดือนของฉันก็ยังพอที่จะเลี้ยงเราสองคนได้ เรื่องบ้านก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพียงแต่ทางหาเงินมันไม่มีนี่สิ !”


เหวินเฉียงมีความตั้งใจดีมาก เมื่อเขาตัดสินใจที่จะรักผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องคำนึงถึงเรื่องครอบครัวของเธอด้วย


ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าหลักสูตรเกี่ยวกับภาควิชาจิตวิทยานั้นใช้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ แต่ถ้าไป๋โม่เฉินสามารถช่วยเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นการช่วยให้เพื่อนของเขามีรายได้ด้วยนั่นเอง


“พวกนายทั้งสองคนเขียนหนังสือเก่งกันทั้งคู่ ถ้าไม่ไหวก็ลองเขียนบทความส่งดูสิ ฉันว่าน่าจะโอเคอยู่นะ อีกอย่าง ทางฉันก็มีงานที่เหมาะกับนายอยู่ เดี๋ยวฉันช่วยคิดให้ด้วย”


“พี่สามพูดมีเหตุผล ลองทำดูก่อนเถอะ หากไม่ได้ผล นายก็ยังคงมีพวกเราอยู่ตรงนี้ !” ฉวีโจวเองก็มาจากชนบทเช่นกัน และครอบครัวของเขาก็ยินดีที่จะให้เขาอยู่ทำงานต่อที่มหาวิทยาลัย แต่เขาไม่อยากทำ จึงได้ไปสมัครงานที่แผนกจิตวิทยาของโรงพยาบาล


“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองทำมันดูก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณพี่น้องทุกคนด้วย !” เหวินเฉียงพูดพร้อมกับยกเหล้าขึ้นมาจิบ


เสิ่นรั่วหลิงเฝ้าดูกลุ่มคนที่กำลังวุ่นวายอยู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย เธอยังคงนั่งคุยกับฟู่เหมี่ยวเกี่ยวกับเกาะฮ่องกง ทั้งสองคนดูจะเข้ากันได้ดีมากและพูดคุยกันอย่างถูกคอ


ก่อนหน้านี้ เสิ่นรั่วหลิงได้เรียนหนังสือในเขตทะเลทางตอนใต้ และเมื่อมาถึงเกาะฮ่องกง เธอก็ได้เข้ารับการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสตรี ในสาขาวิชาการบัญชี


“ฉันอิจฉาพวกเธอมากจริงๆ ที่มีเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้”


“เธอเองก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ? เพื่อนร่วมชั้นของเธอนิสัยไม่ดีหรือ ?” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกงุนงงเล็กน้อย


เสิ่นรั่วหลิงส่ายหน้าไปมาเบาๆ แม้ว่าเธอจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในฐานะนักเรียนที่เรียนดีก็ตาม แต่เพื่อนร่วมชั้นของเธอต่างก็เป็นลูกหลานของคนที่มีฐานะดีทั้งนั้น เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีไว้สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมากๆเท่านั้น


ดังนั้นสังคมในมหาวิทยาลัยของเธอนั้นจึงมีแต่ลูกหลานของนักธุรกิจบริษัทต่างๆ ซึ่งพวกเขาจะดูก่อนว่าบ้านนี้มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับบ้านตัวเองหรือเปล่า แล้วค่อยดูว่าบ้านนั้นมีอิทธิพลแค่ไหน จะคบหากับใครล้วนไม่ได้มาจากความจริงใจ แต่ต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลทั้งสิ้น


คนหนุ่มสาวที่เรียนเก่งมักจะไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมด ส่วนคนที่ยังคงอยู่บนเกาะฮ่องกงนั้นมีเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่เอาไหนบางคนเท่านั้น


หลักสูตรของเธอในเขตทะเลทางตอนใต้นั้นแตกต่างจากที่นี่มาก นอกจากนี้ปู่ทวดของเธอก็ยังบอกว่าเธอมีหุ้นในธุรกิจของตระกูลอยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองในอนาคต และไม่ต้องเข้มงวดกับเรื่องนี้มากจนเกินไป


เธอเลือกที่จะคบหากับทุกคน ตอนนี้พี่ชายคนโตของเธอยังไม่แต่งงาน จึงทำได้เพียงแค่พึ่งพาตัวเองเท่านั้น การที่ต้องย้ายมาจากถิ่นฐานเดิมก็เท่ากับว่าต้องมาเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลเฮ่อและลุงห่าวก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถพึ่งพาพวกเขาในทุกเรื่องได้


“เพื่อนร่วมชั้นของฉันทุกคนเป็นคนที่ฉลาดมาก พวกเขามีธุรกิจของทางบ้านที่ดีอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดคิดโครงการอื่นๆ เพื่อที่จะหาเงินเพิ่มเลย พวกเขามีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นมาก แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และไม่มีใครสามารถเข้าร่วมกลุ่มได้”


เสิ่นรั่วหลิงบอกเรื่องนี้กับฟู่เหมี่ยวอย่างระมัดระวัง


ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ไม่ยากนัก มีแม่น้ำและทะเลสาบอยู่ทุกหนทุกแห่ง นับประสาอะไรกับเกาะฮ่องกง ที่นั่นย่อมมีคนที่มีนิสัยแตกต่างกันอยู่แล้ว


“ไปกันเถอะ เราไปคุยกับทุกคนดีกว่า” ฟู่เหมี่ยวรีบดึงเสิ่นรั่วหลิงไปนั่งร่วมโต๊ะกับทุกคนทันที


เมื่อทั้งสองมาถึง ความสนใจของทุกคนก็ได้เปลี่ยนมาที่เสิ่นรั่วหลิงทันที และทุกคนต่างก็เอาแต่ถามว่าที่เกาะฮ่องกงเป็นอย่างไรบ้าง และที่นั่นแตกต่างจากที่นี่หรือเปล่า


ด้วยความที่เสิ่นรั่วหลิงเป็นคนที่มีการศึกษา เธอจึงตอบคำถามได้ดีมาก และไม่ได้แสดงท่าทีที่ดูอึดอัดหรือรำคาญเลย


“ดูสิ ทันทีที่ฉันได้พบกับเธอ ฉันรู้สึกได้เลยว่าเธอต้องเป็นคนที่น่าสนใจมากแน่ๆ !” ไป๋หยูพูดอย่างมีไหวพริบ เพราะหากดูจากวิธีการวางตัวและการแต่งตัวของเสิ่นรั่วหลิงนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่าครอบครัวของเธอสอนมาดีมากจริงๆ


“ฉันอิจฉาพวกเธอมากที่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้” เสิ่นรั่วหลิงรู้วิธีพูดเป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดเท่าไหร่นัก


ทุกคนต่างก็คิดว่าหญิงสาวจากเกาะฮ่องกงคนนี้มีบุคลิกที่ดีมาก เธอไม่ได้มีท่าทีที่เย่อหยิ่งเลย ดังนั้นบรรยากาศภายในโต๊ะอาหารของพวกเขาจึงดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก


เมื่อมู่อี้อันมาถึง ทุกคนก็กินอาหารกันเกือบจะหมดแล้ว ช่วงนี้เขาเอาแต่เก็บตัวอยู่บ้าน เพราะมีปัญหาหนึ่งที่เขายังไม่ได้แก้ไข เขาถึงขั้นมาร่วมงานแต่งงานของฟู่เหมี่ยวไม่ได้ด้วยซ้ำ


ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าปัญหาที่เขากำลังพยายามจะเอาชนะนั้นคือปัญหาสำคัญในการตั้งค่ายกลนั่นเอง ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ค่ายกลของมู่อี้อันมีความซับซ้อนขึ้นมาก ตอนนี้หากมีค่ายกลที่ไม่ใหญ่มากนักเกิดขึ้น เขาสามารถนำทีมออกไปจัดการด้วยตัวเองได้ในทันที


เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายมาร่วมงานของตระกูลฟู่ ในช่วงบ่ายเขาก็ได้ออกไปเตรียมของขวัญมาสองชิ้น และตรงไปที่บ้านตระกูลฟู่ในทันที โดยของขวัญชิ้นหนึ่งนั้นสำหรับฟู่เหมี่ยว และอีกชิ้นสำหรับฟู่เยี่ยน


“ดูเหมือนว่าฉันจะมาได้ทันเวลาพอดีอย่างนั้นสินะ ?” เมื่อมู่อี้อันเข้ามาและเห็นทุกคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ เขาจึงได้กล่าวทักทายออกไป


ผู้เฒ่ามู่มาถึงนานแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังพูดคุยกับผู้เฒ่าเสิ่นอยู่ ชายชราทั้งสองต่างก็ผ่านโลกมาเยอะ ดังนั้นพวกเขาจึงพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างถูกคอ


“โอ้ นั่นหลานชายของผมเอง เขาโตแค่ตัว แต่สมองยังไม่บรรลุนิติภาวะ อย่าไปสนใจเขาเลยพี่ชาย !” หากนับตามรุ่นจากฟู่ต้าหย่งแล้ว ผู้เฒ่ามู่ต้องเรียกเขาว่าลุง


อย่างไรก็ตาม เสิ่นกั๋วเฉียงได้บอกกับทุกคนให้พูดคุยกันอย่างสบายๆจะดีกว่า อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องความอาวุโสมากเกินไปเลย จึงทำให้ชายชราทั้งสองนับถือกันเป็นพี่น้องในที่สุด


“เสี่ยวอันเป็นคนดี เราได้รู้จักกันก่อนหน้านี้แล้วล่ะ ที่สำคัญ เรายังได้เล่นหมากรุกด้วยกันแล้วด้วย !” เสิ่นกั๋วเฉียงพูดพร้อมกับมองไปที่ขาของเด็กหนุ่มซึ่งตอนนี้ได้หายดีแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าตอนที่พบกันครั้งก่อนมาก


“จริงด้วย ผมลืมเหตุการณ์ในตอนนั้นไปเสียสนิทเลย ทั้งสองคนได้เจอกันแล้วนี่นา !” ผู้เฒ่ามู่นึกถึงเรื่องที่เสี่ยวอันเคยบอกว่าฟู่เยี่ยนเจอตาทวดของเธอแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก


จากนั้นมู่อี้อันก็ได้เข้ามาทักทายกับแขกคนอื่น เพราะเขาเองก็รู้จักแขกส่วนใหญ่แล้วเช่นกัน ทันทีที่พวกเขาได้พบปะและพูดคุยกัน ทุกคนต่างก็ได้บอกให้เสิ่นกั๋วเฉียง ผู้เฒ่าเฮ่อ และลุงห่าวอยู่ต่อที่เมืองหลวงนานๆ


เมื่อเห็นเทียนจื่อ เขาก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะเด็กคนนี้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาแล้ว ทั้งยังติดตามลุงห่าวในผู้คุ้มกันอีกด้วย ! ลุงห่าวเองก็ไม่ได้มองเขาเป็นคนภายนอกแต่อย่างใด


หลังจากที่มู่อี้อันกล่าวทักทายกับทุกคนเสร็จ เขาก็ได้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับไป๋โม่เฉิน ก่อนจะพูดคุยกับทุกคน ซึ่งเสิ่นรั่วหลิงก็ได้มองไปที่เขาพลางครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ ตอนที่เขาเอายาซานจาให้เธอ เธอจำได้ว่าเขาก็ไม่ได้ดูหล่อขนาดนี้เลยนะ ?


ตอนที่ 588: แต่งตัวเจ้าสาว


ไม่ใช่แค่เสิ่นรั่วหลิงเท่านั้นที่กำลังมองไปที่มู่อี้อัน แต่มู่อี้อันเองก็ได้แอบชำเลืองมองเสิ่นรั่วหลิงด้วยเช่นกัน


มู่อี้อันคิดว่าหญิงสาวคนนี้ดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เจอกันครั้งนี้เธอดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนมากขึ้นจนในที่สุดทั้งสองก็ได้สบตากันโดยบังเอิญ ก่อนที่มู่อี้อันจะรู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัวราวกับกำลังถูกไฟไหม้


ส่วนเสิ่นรั่วหลิงก็ดูมีท่าทีที่เขินอายเล็กน้อยเช่นกัน มันเป็นเรื่องที่ดูค่อนข้างน่าอายหากถูกจับได้ว่าเธอกำลังแอบมองเขาอยู่


ไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา ตอนนี้ทุกคนยังคงมุ่งความสนใจไปที่การพูดคุยเรื่องงานแต่งงานในวันมะรืนนี้ ไป๋โม่เฉินต้องมารับเจ้าสาวของเขา แล้วพาฟู่เยี่ยนไปยังสถานที่จัดงานและทำการคำนับฟ้าดิน


และงานเลี้ยงในวันนั้นก็จะจัดขึ้นที่นั่น โดยที่ญาติๆของตระกูลฟู่และตระกูลไป๋ก็จะไปที่นั่นเช่นกัน


ทุกคนต่างก็พูดว่าที่นั่นไม่ได้อยู่ไกลเท่าไหร่ ในวันนั้นพวกเขาจะเดินไปที่นั่นดีหรือเปล่า ? เพราะหากนำรถส่วนตัวมา ด้วยความแคบของซอย ไม่น่าจะนำรถเข้าไปได้


เดิมทีเมิ่งอ้ายชวนอยากแนะนำให้ใช้รถยนต์ แต่เมื่อเขาลองคิดดูอีกทีแล้ว ไม่มีทางที่จะทำแบบนั้นได้เลย เขากลัวว่าวิธีนี้จะทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม แล้วแบบนี้เขาควรจะทำอย่างไรดี ? จะให้เพื่อนของเขาแอบย่องไปอุ้มภรรยาออกมาอย่างนั้นหรือ ?


แต่มันก็ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะต้องใช้เวลาเดินถึงสิบนาทีเลยทีเดียว ! เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ดวงตาของชวนจื่อก็ได้จ้องไปที่ไป๋โม่เฉินอีกครั้ง เขาสำรวจดูร่างกายของไป๋โม่เฉินเพื่อดูว่าเพื่อนของเขาสามารถทำได้หรือเปล่า


ไป๋โม่เฉินรู้สึกตกใจกับการจ้องมองนี้เล็กน้อย ชายคนนี้กำลังมองมาที่เขาทำไมกัน ?


“ถ้าอย่างนั้น ทำไมนายไม่อุ้มเธอไปล่ะ ? จะไหวหรือเปล่า ?” สายตาของชวนจื่อทำให้เขาสงสัยในตัวเองขึ้นมา


เขากำลังจะบอกว่าสิ่งนี้เป็นความคิดที่ดี และหากมันไม่ได้ผล เขาก็แค่แบกเธอเอาไว้บนหลังแทนก็ได้ ทว่ากลับมีคนพูดขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน


“ใช้จักรยานสิ ! จักรยานเป็นทางเลือกที่แปลกใหม่สำหรับงานแต่งงานเหมือนกันนะ !” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เธอพูดด้วยท่าทางขบขันเหมือนจะช่วยไป๋โม่เฉินออกจากสถานการณ์นั้น แต่สายตาของคนรอบข้างกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองอยากจะมุดดินหนีแทน


สายตาของพวกเขาชัดเจนเหมือนจะพูดว่า ‘ร่างกายของนายก็ดูดีนะ’ แต่เรื่องจริงมันคงต้องเป็นฟู่เยี่ยนที่รู้ดีที่สุด !


ไป๋โม่เฉินกัดฟันแน่น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกว่าวิธีที่เขามองเธอนั้นดูอันตรายแปลกๆ ฟู่เยี่ยนจึงทำได้แค่ยิ้มกลบเกลื่อนเพื่อจะบอกกับเขาว่าเธอไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี


ไป๋โม่เฉินแอบสาบานอยู่ภายในใจว่าเขาจะทำให้เสี่ยวฮั่วเห็นถึงร่างกายที่แข็งแรงของเขา เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตาเท่านั้น !


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดขัดจังหวะขึ้นมา เรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุปและไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องหารือกันอีกแล้ว หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับ และได้ตกลงกันเอาไว้ว่าจะมาที่นี่ในบ่ายของวันพรุ่งนี้ หากไม่มีอะไรให้จัดการแล้ว ก็แค่มากินมื้อเย็นด้วยกันก็พอ


ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินไปส่งทุกคนที่หน้าบ้าน ก่อนจะกลับเข้ามาเก็บกวาดโต๊ะอาหาร และช่วยกันล้างจาน เพราะงานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างหนักพอสมควรเลย


ดังนั้นลูกเขยทั้งสองจึงอาสารับหน้าที่นี้ จากนั้นฟู่เซิน มู่อี้อัน ฟู่เหมี่ยว และฟู่เยี่ยนก็ได้เข้ามาช่วย แต่พวกเขาก็ได้ไล่ให้สองสาวออกไปพักผ่อนข้างนอก


ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกไปกวาดพื้น


“ฉันคิดว่าเราควรจัดงานเลี้ยงที่โรงแรมจะดีกว่า แค่ล้างจานที่บ้านก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว” วังจื่อหยวนพูดขนะที่ล้างมือและเงยหน้าขึ้นมาจากอ่าง


นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาคงต้องทำงานทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองเสียแล้ว เพราะภรรยาของเขามักจะยุ่งตลอดทั้งวัน หากเขาไม่ทำ แล้วใครกันที่จะทำหน้าที่นี้ ?


“ใช่แล้ว ฉันเองก็คิดว่าในอนาคตคงจะมีโรงแรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราควรจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงอื่นๆในโรงแรมดีกว่า เพราะเราไม่ต้องเหนื่อยในการเตรียมอะไรเลย”


ฟู่เซินเองก็ตระหนักถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี้แล้วเช่นกัน และเริ่มมองถึงอนาคตคนของตัวเองแล้ว ส่วนฟู่เยี่ยนก็รู้สึกโล่งใจกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลย ตอนนี้พี่รองของเธอดูจะโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้ว


“สิ่งนี้ช่วยปลดเปลื้องผู้หญิงออกจากการทำงานบ้านอันแสนยุ่งยาก และในอนาคตสถานะของผู้หญิงก็จะสูงขึ้นไปอีก” สิ่งที่วังจื่อหยวนพูดนั้นคือความจริง


“เลิกพูดเรื่องนั้นเถอะ ฉันคิดว่าตอนนี้งานทั้งหมดตกเป็นของผู้ชายไปแล้ว โชคดีที่บ้านของฉันมีแค่ฉันกับปู่อยู่กันสองคน ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ทำงานบ้านทั้งหมดคนเดียว” มู่อี้อันพูดพร้อมกับจัดจานชามให้เรียบร้อย


“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรไม่ดีสักหน่อย ภรรยาของตัวเองก็ต้องรักและดูแลเองสิ !” ไป๋โม่เฉินพูดแทรกขึ้นมา แล้วจัดทุกอย่างกลับคืนเหมือนเดิม ใช่แล้ว เขายังคงมีความสามารถในการเป็นสามีที่ดูแลครอบครัวได้ดี


อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้จัดห้องเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพวกเธอจึงไปคุยกับเสิ่นกั๋วเฉียงต่อ


และแล้ววันแต่งงานของฟู่เยี่ยนก็มาถึง เธอตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งหน้า ซึ่งเธอจะแต่งหน้าด้วยตัวเอง ส่วนเพื่อนเจ้าสาวอย่างเสิ่นรั่วหลิงและเฉินจิ้งก็พร้อมแล้วเช่นกัน


ส่วนเหมี่ยวชานชานก็ได้หมั้นหมายแล้ว และจะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ดังนั้นเธอจึงไม่เหมาะที่จะเป็นเพื่อนเจ้าสาว


“ฟู่เยี่ยน ฝีมือการแต่งหน้าของเธอดีมากจริงๆ !” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนแต่งหน้าเสร็จ เฉินจิ้งก็พูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา การมีพื้นฐานหน้าตาที่ดีอยู่แล้วนั้นช่างเป็นอะไรที่ดีมากจริงๆ แค่ปัดแก้มเล็กน้อยก็ทำให้ดูสวยขึ้นมากแล้ว


ยิ่งลองมองดูอีกที ชุดกี่เพ้าสีแดงสดปักดิ้นทองยิ่งขับให้เธอดูโดดเด่นมากขึ้นอีก ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนเป็นสาวสวยที่มีความเย็นชาอยู่เล็กน้อย แต่วันนี้พอได้สวมชุดสีแดงสดและแต่งหน้าแบบจัดเต็มแล้ว ทำให้เธอดูราวกับกลายเป็นคนละคนเลยทีเดียว


“เธอดูดีมาก ไม่ว่าจะสวมชุดไหนเธอก็ดูดีไปหมดจริงๆ !” เสิ่นรั่วหลิงก็ได้พูดชมฟู่เยี่ยนเช่นกัน และทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงมู่อี้อันขึ้นมา หากเธอแต่งงานกับเขา งานแต่งของเธอจะเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ ?


“วันแต่งงานของเธอ เธอเองก็จะต้องสวยที่สุดเหมือนกันนั่นแหละ เสี่ยวจิ้ง ฉันได้ยินมาว่าเธอเองก็กำลังคบหากับใครบางคนอยู่ไม่ใช่เหรอ ? แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้ไปงานเลี้ยงแต่งงานของเธอล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก พวกเธออยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย จนวันนี้พวกเธอใกล้จะจบการศึกษาแล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ของเธอกับเฉินจิ้งจึงใกล้ชิดกันมากขึ้นตามกาลเวลานั่นเอง


“โอ้ ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้! บางทีวันนี้ฉันอาจจะเจอเนื้อคู่ของฉันที่นี่ก็ได้นะ ?” เฉินจิ้งถือดอกไม้หลายชิ้น เธอกำลังดูว่าอันไหนเหมาะที่จะติดเอาไว้บนผมของฟู่เยี่ยน


“ฉันคิดว่าจะใช้เครื่องประดับรูปหงส์คู่” ฟู่เยี่ยนเลือกเครื่องประดับด้วยตัวเอง ซึ่งเครื่องประดับรูปหงส์คู่นี้เป็นของขวัญวันแต่งงานจากผู้เฒ่าจู ตัวเครื่องประดับทำมาจากทองคำ ปากของหงส์แต่ละชิ้นคาบไข่มุกเม็ดใหญ่ไว้ ส่วนต่างๆของตัวหงส์ฝังด้วยอัญมณีหลากชนิด เพิ่มความงดงามและล้ำค่าให้กับชิ้นงานนี้


นี่คือสมบัติของชายชรา ในวันนั้นเขาได้เอามันมาให้เธอด้วยตัวเอง ด้วยความที่สุขภาพของผู้เฒ่าจูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก จึงทำให้เขาไม่สามารถมาร่วมงานแต่งงานของเธอได้


แต่ชายชรายังคงปรารถนาที่จะให้เธอประดับมันเอาไว้ในวันแต่งงาน


“วันนี้เป็นวันที่ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เครื่องประดับคู่นี้มีราคาพอๆกับบ้านหนึ่งหลังเลยนะ” เฉินจิ้งรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงฐานะได้เป็นอย่างดี


“ที่เธอพูดก็ไม่ผิด แต่มันเป็นเพียงความปรารถนาของผู้เฒ่าที่ฉันเคารพเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังสวมสร้อยข้อมือ ซึ่งสิ่งนี้เป็นของขวัญที่อาจารย์ของเธอมอบให้


ความแวววาวของกำไลข้อมือนั้นทำให้หลายคนถึงกับตกตะลึง แม้แต่เสิ่นรั่วหลิงเองก็มีท่าทีที่ดูไม่ต่างไปจากคนอื่น แม้ว่าบ้านของเธอจะมีเหมืองเพชร แต่ก็ยังไม่เคยเห็นสร้อยข้อมือแบบนี้มาก่อน มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับธรรมดาเท่านั้น แต่มันคือเครื่องประดับโบราณ


ฟู่เยี่ยนไม่ได้นำเครื่องประดับที่เหลือของเธอออกมา เพราะแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หลังจากที่แต่งตัวเสร็จ หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ได้เข้ามาดูเธอ ทั้งสองชมว่าวันนี้ลูกสาวของพวกเขาสวยมาก ก่อนที่พวกเขาจะหันหลังและแอบเช็ดน้ำตาอย่างเงียบๆ


ลูกสาวของพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทั้งยังสวยมากอีกด้วย วันนี้ลูกสาวกำลังจะแต่งงานเป็นภรรยาคนอื่นและสร้างครอบครัวของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะเตรียมใจเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย


จากนั้น หวังซู่เหมยก็ได้ออกไปจากห้อง ก่อนจะพูดกับฟู่ต้าหย่ง


“วันที่เสี่ยวฉุ่ยแต่งงาน ฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัดขนาดนี้เลย แต่ทำไมวันที่เสี่ยวฮั่วกำลังจะแต่งงาน ฉันถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังทำของบางอย่างหล่นหายไปกันล่ะ” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าเล็กน้อย


ฟู่ต้าหย่งพยักหน้ารับเช่นกัน ใช่แล้ว เขาเองก็รู้สึกราวกับว่ามีชิ้นส่วนบางอย่างภายในหัวใจหายไปเหมือนกัน นี่อาจเพราะในความเป็นจริงนั้น พวกเขาต่างก็พึ่งพาเสี่ยวฮั่วมาโดยตลอดนั่นเอง


ตอนที่ 589: งานแต่งงาน (1)


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนแต่งตัวเสร็จ เธอก็ได้ไปกินมื้อเช้าก่อน เพราะวันนี้ยังต้องมีพิธีการหลายอย่างที่เธอต้องทำ ฉะนั้นเธอจึงต้องกินให้อิ่มท้องก่อนเป็นอันดับแรก


ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้มีเสียงดังมาจากลานหน้าบ้าน ดูเหมือนว่าเป็นไป๋โม่เฉินจะมาถึงแล้ว เขามาพร้อมกับชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเพื่อมารับตัวเจ้าสาว จึงทำให้เกิดเสียงดังไปทั่วทั้งลานบ้านเลยทีเดียว


ไม่นานนัก ประตูก็ได้ถูกเปิดออก ก่อนที่ฟู่เหยา ฟู่เวย ฟู่หรง และฟู่เจี๋ยฟ่างจะวิ่งเข้ามา


“พี่ เราจะเฝ้าประตูเอาไว้ให้พี่เอง จะไม่มีใครผ่านเข้ามาได้ทั้งนั้น” ฟู่เหยาพูดพร้อมกับตบไปที่หน้าอกของตัวเอง


“จะไม่มีใครเข้ามาได้ทั้งนั้น นอกจากต้องให้ซองสีแดงกับพวกเราก่อน !” ฟู่เจี๋ยฟ่างพูดพลางลูบไปที่ศีรษะของฟู่เหยา


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ฉันต้องได้ซองค่าผ่านประตูก่อน และพี่เสี่ยวฉุ่ยยังบอกอีกว่าต้องให้พี่เสี่ยวไป๋สัญญาว่าจะดูแลพี่เสี่ยวฮั่วเป็นอย่างดีด้วย หากเขาไม่ยอมทำ ฉันจะไม่ปล่อยให้เขาเข้ามาอย่างเด็ดขาด” ฟู่หรงกำหมัดแน่นด้วยท่าทีที่ดูจริงจัง


ฟู่เยี่ยนรู้สึกขบขันเป็นอย่างมาก เธอมีน้องชายและน้องสาวหลายคนเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่วันนี้ไป๋โม่เฉินจะผ่านเข้ามาได้


“พวกเขาต้องให้ค่าผ่านทางกับเราก่อนถึงจะแต่งงานกับพี่สาวของเราได้ พี่ไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้พี่ใหญ่กับพี่รองเองก็เฝ้าอยู่ด้านนอกแล้วเหมือนกัน !” คำพูดของฟู่เหยาทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกปนะหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย พี่ใหญ่ไม่ได้ออกไปทำภารกิจอยู่หรอกหรือ ?


“พี่ใหญ่กลับมาแล้วเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นพร้อมกับถามฟู่เวย


“ใช่แล้วค่ะ พี่ใหญ่เพิ่งกลับมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ร่วมงานได้ไม่นานนะคะ เขาบอกว่าแค่แวะมาดูพี่เท่านั้น แล้วจะรีบกลับเข้ากองทัพโดยเร็วที่สุด” แม้ว่าฟู่เวยจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เธอก็เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงกระแทกประตูดังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ฝั่งเจ้าบ่าวได้ผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามาได้แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหลายคนก็รีบวิ่งออกไปทันที เหลือเพียงฟู่หรงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในห้อง


ฟู่เยี่ยนถึงกับปวดหัวตุ้บๆ โอ้โห ! ประตูไม้แดงแสนล้ำค่าของฉัน ถ้าถูกชนพังแล้วจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้ ? หลังจากนั้นไม่นานนัก เสียงของฟู่เซินและฟู่ซินที่อยู่ด้านนอกประตูห้องก็ได้ดังขึ้น


“พวกหนุ่มสาวสมัยนี้ ทำไมถึงใจร้อนกันนักล่ะ ? จะแต่งงานกับน้องสาวฉันทั้งที มันจะปล่อยให้แต่งง่ายๆได้อย่างไร ? เร็วเข้าไอ้น้องเขย แสดงน้ำใจกันหน่อย เด็กๆในบ้านรออยู่ทั้งนั้น ! เจี๋ยฟ่าง ไปเรียกคนมา !”


“พี่เสี่ยวไป๋ เสี่ยวถู่กับผมกำลังรอพี่อยู่พอดีเลย !” ฟู่เจี๋ยฟ่างพูดออกมาด้วยท่าทีที่เกรี้ยวกราด ทำเอาผู้คนที่เห็นต่างก็พากันหัวเราะในความน่าเอ็นดูนี้


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เจี๋ยฟ่างก็ได้ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย วินาทีต่อมา ซองสีแดงสี่ซองก็ได้ถูกสอดเข้ามาจากด้านนอก ฟู่เซินจึงได้หยิบซองแดงตรงหน้าส่งให้หับฟู่เจี๋ยฟ่าง ก่อนจะพูดคุยกับคนที่อยู่ด้านนอกครู่หนึ่งและเปิดประตู


ในตอนนี้ ฟู่เจี๋ยฟ่างและฟู่เหยายังไม่ยอมเปิดประตู พวกเขายังคงป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาข้างในได้ เมิ่งอ้ายชวนเองก็ตามไป๋โม่เฉินมาด้วยเช่นกัน เขารู้อยู่แล้วว่าเด็กทั้งสองต้องไม่ยอมง่ายๆอย่างแน่นอน


“เปิดประตูเถอะ เสี่ยวถู่ นายสองคนอยากได้ซองแดงเพิ่มหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็รีบเปิดประตูสิ ฉันจะให้ซองทั้งหมดที่มีกับพวกนายเลย !” เขาพยายามล่อหลอกเด็กทั้งสองคนโดยใช้เงินล่อ


เมื่อได้ยินเสียงของพี่ชวนจื่อ ฟู่เจี๋ยฟ่างก็นึกถึงคำพูดของพี่สาวที่บอกเอาไว้ว่าวันนี้อย่าเชื่อสิ่งที่พี่ชวนจื่อพูดขึ้นมาได้


“ไม่ ฉันจะไม่ให้ใครผ่านไปได้ แม้จะมีซองแดงมากแค่ไหนก็ตาม” ด้วยความที่ฟู่เหยายังเด็ก แม้จะพูดแบบนั้นออกไป แต่เขาก็ยังคงแบมือ เขาลืมไปแล้วว่าเสี่ยวฉุ่ยได้สอนอะไรกับเขา เขาจึงทำได้เพียงแค่เกาศีรษะอย่างช่วยไม่ได้


เมื่อฟู่หรงเห็นฉากนี้เข้า เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาลืมคำพูดเมื่อก่อนหน้านี้ไปแล้ว


“ทำไมนายถึงได้โง่ขนาดนี้กัน ! พี่เสี่ยวไป๋ พี่ต้องสัญญาว่าจะทำดีกับพี่สาวของหนูให้มากๆ และไม่ทอดทิ้งเธอ ! นับจากนี้เป็นต้นไป พี่ต้องทำงานบ้านทุกอย่างและให้เงินทั้งหมดกับพี่สาวของหนู !”


เมื่อฟู่เหยาได้ยินเช่นนั้น เขาก็รีบพูดซ้ำในทันที และตอนสุดท้ายเขายังได้พูดเสริมอีกว่า “ถ้าพี่ทำไม่ดีกับพี่สาวของผม ผมจะเป็นคนจัดการกับพี่เอง !”


ไป๋โม่เฉินเห็นน้องเขยของเขากำหมัดเล็กๆเอาไว้แน่น พร้อมกับสีหน้าที่ดูจริงจัง เขาจึงได้หยุดยิ้ม ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง


“ฉันต้องทำดีกับพี่สาวของนายอยู่แล้ว และจะไม่ทอดทิ้งเธอไปไหน ฉันจะทำงานบ้านทุกอย่าง และให้เงินทั้งหมดกับเธอ หากฉันทำไม่ดีกับเธอ เชิญนายทุบตีฉันได้ตามสบายเลย !”


ฟู่เหยาครุ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าพี่เสี่ยวไป๋ไม่ได้ล้อเล่น ดังนั้นเขาจึงได้ยอมหลีกทางและถอยออกไปจากประตู


“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเข้ามาได้ ! แต่อย่าลืมซองแดงของผมนะ !”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ด้านหลังก็หัวเราะออกมา เด็กคนนี้ช่างน่าสนใจมากจริงๆ และคนแบบเขาก็ยังหายากมากอีกด้วย


ไป๋โม่เฉินเดินเข้าไปที่ประตูพร้อมกับเคาะเบาๆ ตอนนี้ทางด้านฟู่เวยและฟู่หรงก็พร้อมแล้วเหมือนกัน


“พี่เสี่ยวไป๋ หนูจะเปิดประตูก็ต่อเมื่อพี่ให้ซองสีแดงกับหนูเท่านั้น แต่หากพี่ให้แค่ซองเล็กๆ หนูคงเปิดประตูให้พี่ไม่ได้หรอกนะคะ ! หนูอยากได้ซองที่หนาที่สุดเท่านั้น” แม้ว่าฟู่หรงและไป๋โม่เฉินจะค่อนข้างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็ตาม แต่วันนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะเธอคงไม่ยอมฟังที่พวกเขาพูดแน่ๆ


“ไม่มีปัญหา ชวนจื่อ เอาซองที่หนาที่สุดมาให้ฉันที !” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับขยิบตา และเมิ่งอ้ายชวนก็หยิบซองแดงออกมาในทันที


เมื่อเห็นว่าซองแดงไม่สามารถสอดเข้าไปได้ มู่อี้อันจึงแสร้งพูดออกไปว่าช่วยเปิดประตูให้มีช่องกว้างพอที่จะสอดมันเข้าไปได้ก่อน และชวนจื่อก็ได้ผลักประตูเข้าไปในทันที !


ฟู่เวยตอบสนองกับสิ่งนี้อย่างรวดเร็ว แต่ก็สายไปเสียแล้ว ส่วนฟู่หรงนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ประตูก็ได้ถูกเปิดออกเสียแล้ว เมื่อประตูถูกเปิด คนหลายคนก็ได้หลั่งไหลกันเข้ามา


แม้ว่าจะหลอกสาวน้อยให้เปิดประตูได้สำเร็จก็ตาม แต่เมิ่งอ้ายชวนก็ยังคงมอบซองสีแดงให้กับเด็กสาวทั้งสองคน รวมถึงเสิ่นรั่วหลิงและเฉินจิ้งด้วย


“นี่เป็นของขวัญสำหรับทุกคน ฉันรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ ตอนนี้เราทุกคนต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับทุกคน และทุกคนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้


เสิ่นรั่วหลิงเพิ่งเคยเห็นพิธีแบบนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าซองแดงในมือช่างมีค่ามาก การได้สัมผัสกับความเป็นมงคลแบบนี้ อาจทำให้ตัวเองเจอเนื้อคู่ที่แท้จริงเร็วขึ้นก็เป็นได้ !


พอคิดได้ดังนั้น เธอก็อยากเก็บซองแดงไว้ แต่หาที่เก็บอยู่นาน วันนี้ดันใส่กระโปรงที่ไม่มีแม้แต่กระเป๋า แถมกระเป๋าถือก็ไม่ได้พกมาด้วย แบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ ?


ท่าทีที่เธอกำลังกลัดกลุ้มตกอยู่ในสายตาของมู่อี้อันทั้งหมด เสียงอึกทึกจากอีกฝั่งไม่ได้เข้าถึงหูของเขาเลย มีเพียงแต่ท่าทางซื่อๆของเธอที่ดึงดูดความสนใจเขาไว้ทั้งหมด


ทั้งที่ไม่ได้ขาดอะไรเลย แต่เธอกลับกลุ้มใจเรื่องจะเก็บซองแดงนี้ไว้ที่ไหน มู่อี้อันรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองพลันสั่นไหวขึ้นมา ความรู้สึกหวานล้ำอบอวลไปทั่ว หวานเสียจนเหมือนจะปวดฟัน เป็นความหวานที่ทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้


ในตอนนี้ เขาก็ได้เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้สนใจเธอมากถึงขนาดนี้


“จูบเลย จูบเลย !” ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนของผู้คนก็ได้ดังก้องเข้ามาในหูของเขา


มู่อี้อันได้สติจึงรีบเข้าร่วมกลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนเสิ่นรั่วหลิงก็ก้าวไปข้างหน้าช่วยปกป้องฟู่เยี่ยน พร้อมกับหาเรื่องแกล้งเจ้าบ่าวเล็กน้อย เดี๋ยวให้เขาร้องเพลง เดี๋ยวก็ให้เขาวิดพื้น ทำให้มีเสียงหัวเราะและความสนุกสนานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ไม่ว่าไป๋โม่เฉินจะทำอะไรก็ตาม เขาไม่เคยละสายตาไปจากฟู่เยี่ยนเลย และฟู่เยี่ยนเองก็มองไปที่เขาพร้อมกับยิ้มหวานให้เช่นกัน


ความคิดแรกของเขา: วันนี้เสี่ยวฮั่วช่างดูดีมากจริงๆ ! เธอสวยสะดุดตามาก ! ไม่ว่าจะมองมุมไหน เธอก็ดูดีไปหมด !


ส่วนความคิดที่สอง: อืม เขามีร่างกายที่แข็งแรงอยู่แล้ว! แต่เรื่องร้องเพลงนี่สิ เขาเคยร้องเพลงที่ไหนกัน ? เขาไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้กับใครเลย


เมื่อเห็นคิ้วที่เริ่มขมวดเข้าหากันของเขา ทุกคนต่างก็มองมาที่เขาในทันที ซึ่งมันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงาน ! แต่เขาต้องมาทำเรื่องที่ไม่ถนัดต่อหน้าผู้คนจริงๆอย่างนั้นหรือ


ทางด้านคนที่มีคู่อยู่แล้วอย่างเมิ่งอ้ายชวน, หวังอันกั๋ว และเหวินเฉียงต่างก็ตั้งตารองานแต่งของตัวเอง เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรมเนียม


ส่วนคนที่ยังไม่มีคู่ก็ทำได้แค่อิจฉาเท่านั้น เพราะฉากนี้เป็นฉากที่บีบหัวใจคนโสดมาก ทำไมพวกเขาถึงไม่มองหาคนที่ใช่กันล่ะ ? หากไม่ได้ผล ก็ให้ครอบครัวนัดดูตัวให้ก็ได้


หลังจากที่พิธีการนี้เสร็จสิ้นลง ทั้งสองฝ่ายก็ได้ไปที่ลานหน้าบ้าน โดยที่นั่นมีฟู่ต้าหย่ง ภรรยาของเขา ฟู่ต้าจวง ฟู่ต้าอัน ครอบครัวของฟู่ต้านี ผู้อาวุโสจิน ตระกูลเสิ่น แม้ว่าผู้เฒ่าจูจะมาร่วมงานไม่ได้ แต่ผู้เฒ่าหลิวและอาจารย์เก๋อก็ยังมาร่วมแสดงความยินดี รวมไปถึงผู้เฒ่าเหมี่ยวก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเพิ่งจะมาถึงเมื่อเช้านี้เอง


ทุกคนกำลังรอให้คู่บ่าวสาวมาทำพิธียกน้ำชาอยู่ ตอนนี้ถ้วยชาได้ถูกเตรียมเอาไว้รอแล้ว จากนั้นฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็เห็นลูกสาวของพวกเขาเดินออกมา โดยมีเสี่ยวไป๋เดินอยู่ข้างๆ


ตอนที่ 590: งานแต่งงาน (2)


เมื่อเห็นฉากนี้ ดวงตาของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็มีน้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตอนที่ฟู่เหมี่ยวแต่งงาน พวกเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาจึงมีประสบการณ์และคิดว่าตัวเองไม่มีทางที่จะร้องไห้อีก


ใครจะไปคิดว่า เมื่อได้เห็นลูกสาวของตัวเอง ผู้เป็นพ่อแม่ก็อดไม่ได้ที่จะสะเทือนอารมณ์ มองดูคู่บ่าวสาวคุกเข่าเรียบร้อยต่อหน้า แล้วทยอยทำความเคารพผู้ใหญ่ทีละคน


ทันทีที่เห็นฉากนี้ หวังซู่เหมยก็ไม่สามารถฝืนตัวเองเอาไว้ได้อีก และในที่สุดน้ำตาของเธอก็ไหลออกมา ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังไม่ได้คลุมศีรษะ และเธอเองก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน


มันเหมือนกับในละครไม่มีผิด จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ในอดีตตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวของเธอเป็นฉากๆ


ภาพตอนที่ตัวเองยังไม่ตื่น พ่อแม่ก็พร่ำตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพที่ตัวเองช่วยชี้แนะการทำเหล้าบ้าน และภาพที่เธอทำเงินได้ครั้งแรก ตอนนั้นพ่อกับแม่ดีใจสุดๆ จากนั้นก็เป็นวันที่ตัวเธอเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ


ทุกการเติบโตของเธอมีพ่อและแม่คอยดูแลตลอดมา และทุกครั้งก่อนที่เธอจะออกไปข้างนอก แม่ของเธอจะดูเศร้าลงไปทันที แต่ก็ไม่ได้ห้าม แต่ยังคงตั้งตารอวันที่เธอกลับเสมอ ส่วนพ่อของเธอเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด แต่ทุกครั้งที่เธอกลับมาบ้าน เขาก็จะเตรียมของอร่อยไว้รอต้อนรับเธอเสมอ


ภาพต่างๆผุดขึ้นมาในความทรงจำ ทุกเรื่องราวล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรักที่พ่อแม่มีให้กับตัวเอง ทุกครั้งที่กลับบ้าน ผ้าห่มในห้องตัวเองมักจะมีกลิ่นของแสงอาทิตย์ และเฟอร์นิเจอร์ในห้องก็สะอาดเอี่ยม ไม่มีฝุ่นแม้แต่นิดเดียว


เนื่องจากไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ พ่อกับแม่ของเธอจึงเตรียมกระติกน้ำร้อนเอาไว้ในห้องเสมอ แม้จะรู้ว่าเธอมีดินแดนต่างมิติก็ตาม แต่ก็ยังคงเตรียมมันเอาไว้ให้เธอ


ความรักนี้ไม่ได้แสดงออกมาเป็นคำพูด แต่ก็บ่งบอกถึงความรักและความห่วงใยของทั้งสองได้อย่างชัดเจน


ฟู่เยี่ยนไม่อาจกลั้นน้ำตาของเธอเอาไว้ได้เลย ก่อนจะทำความเคารพทั้งสองพร้อมกับไป๋โม่เฉินสามครั้ง


ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่ได้พูดอะไรมากนัก พวกเขาแค่อวยพรให้ลูกทั้งสองมีชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและใช้ชีวิตอย่างมีสติ


ส่วนญาติๆที่อยู่ภายในห้องก็รู้สึกซาบซึ้งไปตามๆกัน ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นครอบครัวไหนที่ลูกสาวกำลังจะแต่งงาน ทุกครอบครัวมักจะรู้สึกลังเลแบบนี้อยู่แล้ว เพราะท้ายที่สุดลูกสาวของพวกเขาก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านของคนอื่น ซึ่งในอนาคตลูกสาวของพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวของลูกสาวเองแล้ว


“ต่อจากนี้ไป หากเสี่ยวฮั่วทำอะไรผิด ก็ให้มาบอกพ่อได้เลยนะ แล้วพ่อจะสั่งสอนเธอเอง” ฟู่ต้าหย่งพูดความรู้สึกที่อยู่ภายในใจกับไป๋โม่เฉิน ซึ่งตอนที่ฟู่เหมี่ยวแต่งงาน เขาก็พูดแบบนี้เหมือนกัน


“พ่อครับ อย่ากังวลเรื่องนี้เลย ผมจะให้เกียรติเสี่ยวฮั่วเสมอ ไม่ว่าเสี่ยวฮั่วจะทำอะไรก็ตาม ผมจะเป็นคนที่คอยสนับสนุนเธอ เธอจะเป็นดั่งนกอินทรีบนท้องฟ้า และผมจะให้เธอโบยบินได้อย่างอิสระแน่นอนครับ”


ชายทั้งสองคนมองหน้ากัน และไม่ได้พูดอะไรอีก ฟู่ต้าหย่งยังคงจำตอนที่เขาพูดเรื่องเหล้ากับไป๋โม่เฉินเมื่อครั้งที่พวกเขาเจอกันครั้งแรกได้ดี


ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งรู้สึกพอใจมาก ก่อนจะตบไปที่มือของลูกเขยเบาๆ


เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนหยุดร้องไห้แล้ว หวังซู่เหมยก็ได้ปาดน้ำตาของตัวเองอย่างระมัดระวัง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร หากเธอยังมีอะไรที่อยากจะพูดจริงๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดตอนนี้ เพราะถึงอย่างไรลูกสาวของเธอก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากเธออยู่แล้ว


หลังจากที่พิธีการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไป๋โม่เฉินก็ได้กอดภรรยาของเขาเอาไว้ ก่อนจะพาเธอเดินออกไป วันนี้เขาได้ปั่นจักรยานมารับภรรยาของเขาจริงๆ และกลุ่มชายหนุ่มที่ตามมาต่างก็มีจักรยานมาด้วยเช่นกัน


จักรยานของไป๋โม่เฉินมีผ้าสีแดงผูกอยู่ เขาอุ้มฟู่เยี่ยนไปนั่งที่เบาะด้านหลังของจักรยาน และหลังจากที่ตรวจดูให้แน่ใจแล้วว่าเธอนั่งอย่างมั่นคง เขาก็ได้เริ่มปั่นจักรยานออกไปทันที


ระหว่างทางที่ทั้งสองปั่นจักรยานนั้นไม่ได้ดูเงียบเหงาเลย เพราะกลุ่มชายหนุ่มหลายคนต่างก็ช่วยกันร้องเพลงไปด้วย จึงทำให้เพื่อนบ้านต่างก็พากันออกมาดู เมื่อเห็นเจ้าบ่าวกำลังมารับเจ้าสาว ทุกคนต่างก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู


หลังจากที่ปั่นจักรยานวนไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปยังบ้านของทั้งสอง ซึ่งตอนนี้ตระกูลไป๋ได้มารออยู่ที่นี่แล้ว ทันทีที่พวกเขาเข้ามาในลานบ้าน ทุกคนต่างก็รู้จากเสียงที่ดังอึกทึกครึกโครม


ตระกูลไป๋เป็นครอบครัวเล็กๆ เพราะไป๋ซ่งมีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น และครั้งนี้มีคนในครอบครัวของพวกเขามาร่วมงานด้วย ซึ่งก็คือไป๋โม่อันและไป๋โม่ฉิง


ไป๋โม่อันได้ร่วมขบวนไปรับเจ้าสาวด้วย ส่วนไป๋โม่ฉิงนั่งรออยู่ที่นี่กับแม่เฒ่าเฉิน เมื่อก่อนเธอมักจะรู้สึกอับอายหากต้องอยู่กับคนในครอบครัวของเธอเสมอ แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น ความคิดของเธอก็ได้เปลี่ยนไป และถือว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีเลยทีเดียว


หลังจากที่เข้ามาในห้องรับแขก ทั้งสองก็ได้ยกน้ำชาให้กับผู้เฒ่าไป๋ แม่เฒ่าเฉินและไป๋จวิน ตอนนี้พิธีการก็ได้ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น ฟู่เยี่ยนจึงได้กลับไปที่ห้องของเธอก่อน ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่เธอจะออกไปขอบคุณแขก และที่สำคัญแขกที่จะมาร่วมงานยังมาไม่ครบอีกด้วย


อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้พ่อครัวจากภัตตาคารชั้นหนึ่งได้มาถึงแล้ว และพวกเขากำลังปรุงอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่ในครัว


เมื่อเข้ามาในห้อง ฟู่เยี่ยนก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ส่วนเสิ่นรั่วหลิงและเฉินจิ้งที่ไม่มีอะไรทำก็ได้ตามฟู่เยี่ยนมาด้วยเช่นกัน


“ฟู่เยี่ยน ฉันขอกลับไปที่บ้านก่อนนะ พอดีพี่ชายของฉันพกกล้องติดตัวมาด้วย ฉันอยากถ่ายรูปของเราเก็บไว้ดู ตอนนี้เขาคงจะถ่ายรูปคุณปู่ทวดเสร็จแล้วล่ะ” เสิ่นรั่วหลิงพูดกับฟู่เยี่ยน


“ได้สิ ฉันจะหาคนกลับไปเป็นเพื่อนเธอก็แล้วกันนะ” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเธอก็มีความคิดบางอย่าง


ในยุคนี้ไม่มีกฎตายตัวว่าเจ้าสาวไม่สามารถออกจากบ้านได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ออกไปข้างนอก ซึ่งเธอก็พบว่าไป๋โม่เฉินกำลังพูดคุยกับใครบางคนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง เมื่อเห็นเธอเดินลงมา ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


“มีอะไรหรือเปล่า ? มีเมล็ดแตงโมอยู่ในบ้านด้วยนะ หากเธอไม่มีอะไรทำ ก็ไปพักผ่อนก่อนเถอะ” ไป๋โม่เฉินจับมือของฟู่เยี่ยนไว้


“ลูกพี่ลูกน้องของฉันบอกว่าเธอกำลังจะกลับไปที่บ้านเพื่อไปเอากล้องมาถ่ายรูปพวกเรา พี่ช่วยหาใครสักคนไปกับเธอหน่อยได้ไหม ตรอกนี้ดูซับซ้อนเกินไป ฉันกลัวว่าเธอจะหลงทางเสียก่อน” ฟู่เยี่ยนขยิบตาพร้อมกับบีบมือของไป๋โม่เฉินเบาๆ ก่อนจะมองไปทางมู่อี้อันที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก


ไป๋โม่เฉินจึงหันกลับไปมอง และเห็นมู่อี้อันที่เล่นไพ่กับคนอื่นอยู่ ฟู่เยี่ยนเข้าใจและสังเกตเห็นบางอย่างแล้ว แต่เนื่องจากเธอรู้แล้วว่าเขาเป็นคนแบบไหน ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องช่วยเขาในเรื่องนี้


“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการเอง ฉันจะขอให้เสี่ยวอันไปส่งลูกพี่ลูกน้องของเธอที่บ้าน” ไป๋โม่เฉินเข้าใจในทันที ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้กลับเข้าบ้านด้วยความพอใจ


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา แม่เฒ่าเฉินก็มาพร้อมกับไป๋โม่ฉิง ฟู่เยี่ยนจึงรีบเชิญให้ทั้งสองนั่งลงก่อน เพื่อที่ทั้งสองจะได้ไม่ต้องออกไปหาไป๋โม่เฉินในตอนนี้


ไป๋โม่ฉิงไม่ได้พูดอะไร ที่เธอมาร่วมงานในวันนี้เป็นเพราะคุณย่าขอให้เธอทำเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งเธอได้มองดูใบหน้าของฟู่เยี่ยนใกล้ๆ เธอก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าของฟู่เยี่ยนมากขึ้น นี่... ทำไมเธอรู้สึกเหมือนจะเคยเห็นพี่สะใภ้ที่ไหนสักแห่งมาก่อนล่ะ


เธอรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยเจอกันที่ไหน


เมื่อเห็นว่าคุณย่าของเธอดูจะพอใจกับพี่สะใภ้คนนี้มาก ไป๋โม่ฉิงก็ได้เริ่มเดินสำรวจไปรอบๆบ้านหลังใหม่หลังนี้ ก่อนจะพบว่าเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดที่อยู่ภายในบ้านดูค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว


ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่ฉิง ตอนนี้เธอดูรู้เรื่องราวมากขึ้นแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คอยแต่จะเอาแต่ใจตัวเอง


แม่เฒ่าเฉินลูบไปที่มือของฟู่เยี่ยนเบาๆ พร้อมกับพูดคุยด้วยท่าทีที่เป็นมิตร หญิงชราคิดอยู่ภายในใจเสมอว่าตอนนี้หลานชายของเธอรับหลานสะใภ้เข้าบ้านแล้ว นั่นแสดงว่าเธอใกล้จะได้อุ้มเหลนแล้วใช่ไหม ?


อีกด้านหนึ่ง เสิ่นรั่วหยุนก็ได้ถ้ายรูปให้กับตระกูลฟู่อยู่ เมื่อมู่อี้อันกลับมาพร้อมกับเสิ่นรั่วหลิง เขาเกือบจะถ่ายรูปเสร็จแล้ว และกำลังจะตามไปร่วมงานที่บ้านของเจ้าบ่าวพอดี


เมื่อเสิ่นรั่วหลิงรับกล้องถ่ายรูปมาจากพี่ชายแล้ว เธอก็ได้กล่าวลาทุกคน ตอนนี้เธอยังไม่มีรูปถ่ายกับคู่บ่าวสาวเลย ! ส่วนมู่อี้อันก็ได้ตามเธอกลับมาเช่นกัน เมื่อทั้งสองมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างอยู่ในใจของพวกเขา


ชั่วขณะหนึ่ง เสิ่นรั่วหลิงรู้สึกเหมือนมีกวางกำลังวิ่งอยู่ในหัวใจของเธอ ตอนนี้หัวใจของเธอกำลังเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอกแล้ว เธอจึงไม่กล้ามองหน้ามู่อี้อัน เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย


ขณะที่กำลังเดินไปตามถนนอยู่นั้น เธอก็พบว่ามีบางอย่างที่ดูผิดปกติไป นี่ไม่ใช่ทางไปงานแต่งงานไม่ใช่หรือ ! ทันใดนั้น เสิ่นรั่วหลิงก็ได้หันกลับมาอย่างกะทันหัน และเห็นว่ามู่อี้อันก็ยังคงเดินตามเธออยู่เหมือนเดิม ซึ่งเขาไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอกำลังไปผิดทาง


“เรา... กำลังเดินมาผิดทางอยู่หรือเปล่า !” เสิ่นรั่วหลิงพูดออกมาด้วยท่าทีที่เขินอาย ตรอกนี้มีทางแยกเยอะแยะไปหมด จึงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนเพิ่งเคยมาจะหลงทาง


เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อี้อันก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองได้ทำตัวโง่เขลาออกมาเสียแล้ว ! เขาจึงได้หันหลังกลับในทันที ก่อนจะพาเสิ่นรั่วหลิงกลับไปที่งานแต่งงาน หลังจากที่เดินไปตามถนนอยู่ครู่หนึ่ง ตอนที่ทั้งสองกลับมาถึง ทุกคนก็ได้ช่วยกันจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว


เสิ่นรั่วหลิงจึงรีบไปที่ห้องของฟู่เยี่ยนทันทีโดยไม่หันกลับมามอง จากนั้นเธอก็ได้เอามือลูบไปที่ใบหน้าของตัวเอง ซึ่งตอนนี้มันร้อนผ่าวไปหมด !


“ลูกพี่ลูกน้อง ทำไมหน้าของเธอถึงได้แดงแบบนั้นกันล่ะ ?” เมื่อได้ยินเสียงนี้ เธอก็เงยหน้าขึ้นไปมองทันที ก่อนจะเห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของฟู่เยี่ยนปรากฏอยู่ตรงหน้า


“คือว่า, มู่อี้อันน่ะ…. เขามีคนรักแล้วหรือยัง ?”



จบตอน

Comments