ตอนที่ 591: คืนส่งตัวเข้าหอ
อีกด้านหนึ่ง
“เอ่อ คือว่า….ลูกพี่ลูกน้องของฟู่เยี่ยนมีคนรักแล้วหรือยัง ?” มู่อี้อันเดินเข้าไปหาฟู่เซิน ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง
“นายพูดว่าอะไรนะ ?” ฟู่เซินกำลังจดจ่ออยู่กับการดูคนอื่นเล่นไพ่อยู่ จึงไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพูดเท่าไหร่นัก
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร !” มู่อี้อันรู้สึกเขิน จนอยากจะหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“เฮ้ เฮ้ นายจะรีบไปไหนกัน เมื่อกี้นี้นายกำลังหมายถึงรั่วหลิงหรือเปล่า ?” ฟู่เซินรีบหยุดมู่อี้อันเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะหันกลับมาคุยกัน
“ใช่… ใช่แล้ว !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับมองไปยังฟู่เซินด้วยสายตาที่มีความหวัง
“นายชอบเธอเหรอ ?” ฟู่เซินยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา
“อืม พี่เสี่ยวมู่ ช่วยถามเธอให้ฉันหน่อยสิ” หลังจากที่พูดถึงเรื่องนี้ มู่อี้อันก็ไม่รู้สึกอายอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจรีบพูดต่อในทันที
“ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีนะ แต่ฉันคงต้องไปถามให้แน่ใจอีกครั้งก่อน นายอย่าเพิ่งกังวลไปเลย !” ฟู่เซินพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของมู่อี้อันเบาๆ
…....
ทางฝั่งฟู่เยี่ยน
“ก็แค่... ฉันคิดว่าเขาค่อนข้างดูดีใช้ได้เลย ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเขามีคนรักแล้วหรือยัง” เสิ่นรั่วหลิงมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรไม่ถูก
“ไม่นะ สิ่งที่ฉันจะบอกเป็นความจริงอย่างแน่นอน เขายังโสด และยังไม่เคยมีความรักมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่เคยเห็นเขาชอบผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย” ฟู่เยี่ยนกระซิบออกไปเบาๆ
“ฟู่เยี่ยน เธอมีกล้องถ่ายรูปหรือเปล่า ตอนนี้ชานชานและคนอื่นมาถึงแล้ว !” ก่อนที่เสิ่นรั่วหลิงจะทันได้พูดอะไร เฉินจิ้งก็ได้เปิดประตูเข้ามา เธอมาพร้อมกับเหมี่ยวชานชานและเพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคน
เมื่อเห็นว่าคนอื่นกำลังเดินเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงได้แอบตบไปที่มือของเสิ่นรั่วหลิงเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเธอรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว
“อยู่นี่ อยู่นี่ เราออกไปถ่ายรูปกันเถอะ !” เสิ่นรั่วหลิงรีบลุกพร้อมกับชูกล้องถ่ายรูปในมือของเธอขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปหามุมเพื่อที่จะถ่ายรูปเลย เพราะทุกคนต่างก็สวยราวกับดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่แล้ว
จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ถูกลากมา เสิ่นรั่วหลิงถ่ายรูปให้ทั้งคู่หลายใบ ขณะถ่ายเธอก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา “สองคนนี้เข้ากันจริงๆ !” เธอถ่ายรูปให้ทั้งคู่จนหมดฟิล์มหลายม้วน
ต่อมา เหมี่ยวชานชานและคนอื่นก็ได้ขึ้นไปถ่ายรูปกับฟู่เยี่ยน เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็ได้หยุดเล่นไพ่และพากันไปถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เกิดความโกลาหลเล็กๆขึ้นมาครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง และแขกจำนวนมากก็เริ่มทยอยเข้ามาแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้กลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนชุด ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ออกไปต้อนรับแขกก่อน
เมื่อฟู่เยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ได้ออกไปช่วยรับแขก พวกเขาทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนัก งานเลี้ยงได้ได้เริ่มขึ้น
จากนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้เริ่มดื่มอวยพรร่วมกับแขกทีละโต๊ะ เมื่อพวกเขามาถึงโต๊ะหลัก ชายชราก็ได้อวยพรคู่บ่าวสาว
แขกของตระกูลฟู่ก็มาร่วมงานที่นี่ด้วยเช่นกัน จึงทำให้ลานบ้านเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ส่วนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็ยังคงดื่มอวยพรไปทีละโต๊ะ หลังจากที่ผ่านวันนี้ไป พวกเขาต้องเหนื่อยจนก้าวเท้าไม่ออกแน่ๆ
ในช่วงบ่าย แขกหลายคนก็ได้ขอตัวกลับไป และในช่วงเย็น เพื่อนร่วมชั้นและคนที่มาช่วยงานก็กลับมาสนุกสนานกันอีกครั้งจนถึงดึก ถึงได้ส่งแขกคนสุดท้ายกลับไป
เมื่อทั้งคู่กลับเข้าห้องมา ต่างก็ไม่อยากขยับตัวไปไหนอีกแล้ว แม้ว่าทั้งสองจะมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ก็ยังรู้สึกเหนื่อยจนแทบจะทนไม่ไหว ที่ผ่านมาไม่เคยรู้เลยว่าการแต่งงานมันเหนื่อยขนาดนี้
ในบ่ายวันนี้ ไป๋ซ่งกลับไปที่บ้านใหญ่แล้ว ถ้าเขาพักที่นี่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและคนขับรถก็ต้องพักที่นี่ด้วย ซึ่งแบบนั้นคงลำบากฟู่เยี่ยนมาก ดังนั้นเขาจึงได้ขอให้หลานทั้งสองกลับไปทานมื้อค่ำในวันพรุ่งนี้แทน
ทางด้านไป๋จวินเองก็กลับเข้ากองทัพหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จ เพราะเขายังต้องลงไปที่กองร้อยเพื่อตรวจสอบที่นั่นในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากต้องส่งกำลังทหารไปยังชายแดนอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องมีการฝึกทางทหารอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนไป๋โม่อันและไป๋โม่ฉิงก็ได้ตามไป๋ซ่งกลับไปเช่นกัน เนื่องจากที่นี่เป็นบ้านของพี่ใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย ดังนั้นจึงดูไม่เหมาะเท่าไหร่ที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาเองก็รู้ตัวดีในเรื่องนี้
เมื่อวันก่อน เสิ่นกั๋วเฉียงและคนอื่นก็ได้ย้ายไปพักที่บ้านใหญ่ตระกูลฟู่แล้วเช่นกัน ดังนั้นคืนนี้จึงเหลือเพียงคู่บ่าวสาวเท่านั้นที่อยู่ที่นี่
ทั้งสองคนนอนลงบนเตียงอยู่นานด้วยความเหนื่อยล้า และคิดว่าตัวเองน่าจะผล็อยหลับไปในไม่ช้า ไป๋โม่เฉินเอียงศีรษะพลางมองไปที่ฟู่เยี่ยน ก่อนจะเชยชมความงดงามอันไร้ที่ติของเธอ
แม้ว่าเครื่องสำอางค์ในวันนี้เริ่มเลือนลางไปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของเธอลดลงไปแม้แต่น้อย จึงทำให้ไป๋โม่เฉินเผลอลูบไล้ไปที่ใบหน้าของฟู่เยี่ยนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลืมตาขึ้นมา เธอมองไปที่ไป๋โม่เฉินก่อนจะจับมือของเขาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด และหลับตาลงอีกครั้ง ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ
ไป๋โม่เฉินจึงได้ขยับตัวช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลที่มือของเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้น วันนี้เขายังไม่ได้อาบน้ำเลย
ฟู่เยี่ยนจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกัน ?
“ฉันว่าจะไปอาบน้ำสักหน่อย เธอพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วค่อยไปอาบน้ำทีหลังก็ได้” ตอนนี้หัวใจของไป๋โม่เฉินเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ คืนนี้เป็นคืนแต่งงานคืนแรกของเขา ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร
จากนั้น เขาก็ได้เดินออกไปโดยที่ฟู่เยี่ยนไม่ทันตอบอะไร เธอจึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เมื่อเปิดมันออกมา เธอก็เห็นชุดแต่งงานสีแดงสดถูกแขวนอยู่ด้านใน
ฟู่เยี่ยนมองไปที่มัน และรู้ได้ทันทีว่าเธอยังไม่ได้ลองสวมมันเลย อย่างไรก็ตาม เธอจำเป็นต้องล้างเครื่องสำอางค์บนใบหน้าออกก่อน รวมไปถึงต้องสระผมด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะบ้านหลังนี้มีห้องน้ำถึง2ห้อง
จากนั้น เธอก็ได้หยิบชุดแล้วเดินไปยังปีกทางตะวันออกอย่างระมัดระวัง
เมื่อไป๋โม่เฉินออกมาจากห้องอาบน้ำ เขาก็พบว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้อยู่ในห้อง ก่อนจะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นมาจากปีกทางตะวันออก เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าฟู่เยี่ยนไปอาบน้ำที่นั่น
เขาค่อยๆเช็ดผมของตัวเอง และในตอนนี้เขาก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว ในใจคิดว่าไม่ควรใจร้อนเกินไป เดี๋ยวจะทำให้ภรรยาตัวเองตกใจ
เขาค่อยๆเก็บผ้าห่มที่ไม่จำเป็นออกจากเตียง แล้วหยิบผ้าห่มที่ต้องใช้ในคืนนี้ออกมา จัดการพับรอยยับที่อยู่บนผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นก็ไปหยิบขวดน้ำอุ่นที่ต้มน้ำเสร็จแล้วมาวางไว้ข้างเตียง
จากนั้น เขาก็ได้แขวนเสื้อผ้าทั้งหมดเอาไว้ในตู้ และคิดว่าจะตามออกไปดูดีหรือไม่
ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงดังมาจากประตู เขาจึงหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว และเขาก็ได้เห็นฟู่เยี่ยนสวมชุดแต่งงานสีแดงยืนอยู่ที่ประตู
ก่อนที่จะเข้ามา ฟู่เยี่ยนได้เข้าไปเป่าผมให้แห้งในดินแดนต่างมิติแล้ว ตอนนี้เธอดูสวยกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก แล้วแบบนี้เขาจะควบคุมตัวเองได้อย่างไร ?
“ชุดนี้พอดีตัวมากเลย ดูสิ เหมือนกับว่ามันถูกตัดมาเพื่อฉันอย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหมุนตัวให้ไป๋โม่เฉินดู
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนหมุนตัว360องศา ไป๋โม่เฉินก็ได้เห็นแล้วว่าชุดนี้สวยอย่างไม่มีที่ติเลยจริงๆ
“มันถูกออกแบบมาเพื่อเธอโดยเฉพาะเลยนะ” หลังจากที่ได้สติกลับมาหลังจากที่ตกตะลึงไปกับความงามของภรรยา ไป๋โม่เฉินก็ได้พูดออกไปด้วยความยากลำบาก
“พี่เคยวัดตัวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่รอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของเธอยังคงสะท้อนอยู่ในดวงตาของไป๋โม่เฉิน
“มาใกล้ๆสิ แล้วฉันจะบอกเธอ” ไป๋โม่เฉินยื่นมือออกไปหาฟู่เยี่ยน และรอให้หญิงสาวตรงหน้ากระโดดเข้ามาในอ้อมกอดของเขา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไม่ใช่คนที่ขาดความโรแมนติก เธอรีบก้าวไปไม่กี่ก้าวแล้วโอบเอวของไป๋โม่เฉินเอาไว้ในอ้อมแขน สุดท้ายพวกเขาก็…..
ไป๋โม่เฉินกอดฟู่เยี่ยนเอาไว้แน่น และพูดบางอย่างข้างหูของเธอ จากนั้นใบหน้าของฟู่เยี่ยนก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาพร้อมกับชกไปที่เขาเบาๆด้วยความเขินอาย
ไป๋โม่เฉินคว้ามือเล็กๆของเธอเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อคลุมของเขาออก และทั้งสองก็ได้ล้มตัวลงบนผ้าห่มที่ได้เตรียมเอาไว้เมื่อครู่นี้
ในค่ำคืนนี้ ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเรือลำเล็กที่ลอยไปตามคลื่นทะเล ค่อยๆลอยขึ้นลงสลับไปมาทั้งเร็วทั้งช้า ทั้งเบาและหนัก จนกระทั่งกลางดึก จึงได้ขึ้นฝั่งเสียที
ไป๋โม่เฉินมองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้ดูง่วงนอนมาก เขาห่มผ้าให้กับเธอ ก่อนจะกอดเธอเอาไว้แล้วก็ได้ผล็อยหลับไป
ชีวิตคนเรามีความสุขแปดประการ ได้แก่ ฝนอันชุ่มฉ่ำหลังจากฤดูแล้ง, ได้พบเพื่อนเก่าที่ต่างถิ่น, คืนแต่งงานที่เต็มไปด้วยความสุข, การสอบได้ผลสำเร็จ, การเลื่อนตำแหน่งและการได้รับบำเหน็จ, ความมั่งคั่งร่ำรวย, ครอบครัวสุขสันต์และสุขภาพแข็งแรง, และการได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข
สำหรับไป๋โม่เฉินนั้น เขาเชื่อว่าคืนแรกของวันแต่งงานนั้นเป็นสิ่งที่มีความสุขมากที่สุดแล้ว
ตอนที่ 592: วันแรกหลังจากแต่งงาน
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋โม่เฉินยังคงตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม นี่เป็นนิสัยที่เขาถูกหล่อหลอมมาจากกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เขามองดูฟู่เยี่ยนที่กำลังหลับอยู่ ก่อนจะบรรจงจูบไปที่หน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน และลุกขึ้นไปแต่งตัว
เขาออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้ออาหารเช้า ซึ่งเขาได้ซื้อมาหลายอย่างเลยทีเดียว ไป๋โม่เฉินได้เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะของสามีแล้ว
เมื่อฟู่เยี่ยนตื่น เธอก็พบว่าไป๋โม่เฉินไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะตื่นตั้งนานแล้วด้วย
ฟู่เยี่ยนจึงได้ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัวและเดินไปที่ลานหน้าบ้าน แม้ว่าลานบ้านทุกแห่งจะมีห้องครัว แต่ตอนนี้ครัวของเธอยังไม่พร้อมที่จะทำอาหาร
ทันทีที่เดินออกมาจากบ้าน เธอก็เห็นไป๋โม่เฉินกลับเข้ามา เขากลับมาพร้อมกับแป้งทอดของโปรดเธอและเต้าหู้ทรงเครื่อง
“ตื่นแล้วเหรอ ?”
“อืม ฉันตื่นได้สักพักแล้ว พี่ไปซื้ออะไรมาเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชะโงกหน้าออกไปดู
“ฉันออกไปซื้อแป้งทอดกับเต้าหู้ทรงเครื่องมาด้วย ฉันจำได้ว่าเธอชอบกินมัน !”
ทั้งสองจึงได้กลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง พวกเขาวางอาหารลงบนโต๊ะเล็กๆ ก่อนจะเริ่มกินมื้อเช้ามื้อแรกหลังแต่งงานด้วยกัน
ฟู่เยี่ยนรู้สึกหิวมาก เธอกินแป้งทอดสามชิ้นหมดลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกินเต้าหู้ทรงเครื่องจนหมดอีกด้วย เมื่อกินมันคำแรก เธอก็รู้ได้ทันทีเลยว่าไป๋โม่เฉินไปซื้อมันมาจากร้านที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นร้านที่ต้องต่อคิวยาวมาก
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขาด้วยความสงสัย ผู้ชายคนนี้ไม่เหนื่อยบ้างเลยหรือ ? ทั้งที่เมื่อคืนนี้...
จู่ๆ เธอก็หน้าแดงขึ้นมาเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ก่อนจะขยับตัวอย่างไม่ค่อยสบายใจ ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวของฟู่เยี่ยนเช่นกัน เขาจึงแอบหัวเราะคิกคักอยู่ภายในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงมันออกมา
“เธอกินหมดแล้วเหรอ ? แล้วอยากกินอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันอิ่มแล้ว” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนอิ่มมาก เธอกำลังจะเก็บโต๊ะอาหารและไปทำความสะอาดบ้านต่อ
“เธอลืมเรื่องที่ฉันพูดเอาไว้เมื่อวานนี้ไปแล้วเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินจับมือของเธอเอาไว้ ก่อนที่เขาจะนำจานและตะเกียบไปล้างด้วยตัวเอง
“พี่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“เมื่อวานนี้เสี่ยวถู่ให้ฉันสัญญาแล้ว ฉันจะทำดีกับเธอ รวมถึงงานบ้านทั้งหมดเอง และยังจะให้เงินทั้งหมดที่ฉันหามาได้กับเธออีกด้วย ทำไมเธอถึงลืมมันเร็วจังล่ะ ? แล้วแบบนี้เธอจะไม่ลืมเรื่องเมื่อคืนไปแล้วเหรอ?” ไป๋โม่เฉินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
หากเธอลืม เขาจะช่วยเตือนความจำให้เอง ฟู่เยี่ยนคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และแน่นอน เธอรีบลุกขึ้น ก่อนจะผลักเขาให้ไปล้างจาน และแอบไปซ่อนตัวอยู่ในห้องทันที
ฟู่เยี่ยนมองไปที่เงาร่างของไป๋โม่เฉินที่กำลังล้างจาน รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งรอดพ้นจากภัยร้ายมาได้
วันนี้พวกเขาทั้งสองคนต้องไปกินมื้อเย็นกับผู้เฒ่าไป๋ ซึ่งไป๋โม่อันกับคนรักของเขาก็จะมาร่วมกินมื้อเย็นด้วย
หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นอีก วันนี้ทั้งสองได้นัดกับผู้เฒ่าจูเอาไว้ เนื่องจากตอนนี้สุขภาพของเขาไม่ค่อยแข็งแรงนักเพราะความชราของเขา ฟู่เยี่ยนจึงไม่กล้าที่จะประมาทกับเรื่องนี้ ดังนั้นเธอจึงไปตรวจดูชีพจรของเขาในทุกๆเดือนเพื่อความปลอดภัย และนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอต้องทำ
“ไปกันเถอะ ? เธออยากกลับไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านด้วยหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเก็บข้าวของไปด้วย วันนี้ฟู่เยี่ยนไม่เพียงแค่ต้องไปกินข้าวเท่านั้น แต่เธอยังต้องนำยาไปให้ชายชราทุกคนอีกด้วย
“ยังไม่ไป แม่บอกให้ฉันกลับบ้านวันพรุ่งนี้ ก็เลยคิดว่าจะยังไม่กลับไปวันนี้ ดังนั้น…” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยักไหล่ของเธอขึ้น
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ วันนี้ยังมีงานที่เราต้องทำมากมายเลยทีเดียว” ไป๋โม่เฉินรับหน้าที่ขับรถในวันนี้ ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนานไปตลอดทาง ซึ่งเรื่องหลักๆนั้นเป็นเรื่องของเสิ่นรั่วหลิงกับมู่อี้อันนั่นเอง
“เธอคิดว่าระหว่างพวกเขาพอจะเป็นไปได้หรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินถามติดตลกออกไป
“แน่นอน หากทั้งสองคนต้องการที่จะศึกษาดูใจกันจริงๆ รั่วหลิงก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อ หรือไม่มู่อี้อันก็ต้องตามไปที่เกาะฮ่องกง ไม่มีใครรู้อนาคตได้ ! ฉันคิดว่าพวกเขาเป็นคู่ที่ดีเลย แค่ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนจะจัดการมันอย่างไรเท่านั้น !”
“แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะในอนาคตการเดินทางระหว่างทั้งสองสถานที่นั้นจะสะดวกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากพวกเขาอยากอยู่ด้วยกันจริงๆ พวกเขาคงต้องเสียสละบางอย่างบ้างเล็กน้อย” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมา
ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเรื่องของอนาคต หากพวกเขาอยากอยู่ด้วยกัน ธรรมชาติมักจะสร้างสมดุลได้อยู่แล้ว
เมื่อพวกเขามาถึงบ้าน หวังเจียเจีย คนรักของไป๋โม่อันก็ได้อยู่ที่นี่แล้ว เธอเป็นหญิงสาวที่สดใสมาก และเห็นได้ชัดเลยว่าเธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอีกด้วย
เธอยังคงพูดคุยกับฟู่เยี่ยนโดยที่ไม่ได้สนใจใบหน้าบึ้งตึงของไป๋โม่ฉิงเลยแม้แต่น้อย
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ช่างเป็นคนพิเศษจริงๆ เธอเองก็ใช่ว่าจะมองไม่ออกว่าไป๋โม่ฉิงไม่พอใจ ซึ่งความไม่พอใจนี้เป็นการมุ่งเป้าไปที่ตัวเธอโดยเฉพาะ
“โม่ฉิง เธอดูไม่ค่อยดีเลยนะ ไม่สบายหรือเปล่า ? หากเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายก็ไปพักผ่อนเถอะ ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่คนนอก อย่าเกรงใจพวกเราเลย” หวังเจียเจียพูดแค่สั้นๆ แต่กลับทำเอาไป๋โม่ฉิงถึงกับพูดไม่ออก
ไป๋โม่อันมองไปที่หวังเจียเจียและฟู่เยี่ยน ก่อนจะเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาภายในใจ แม้ว่าพี่ใหญ่จะไม่ค่อยยอมรับเขาเท่าไหร่นัก แต่การที่ได้พูดคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่มากขึ้น บางทีมันอาจช่วยบรรเทาบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจของเขาลงไปได้บ้างก็ได้
เขาจ้องไปที่น้องสาวของตัวเองอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเธอสามารถเรียนรู้ชีวิตอย่างเข้าใจแล้ว แต่เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะยังเป็นคนที่งมงายถึงขนาดนี้อยู่ ส่วนไป๋โม่ฉิงก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยเช่นกันที่เห็นพี่ชายจ้องมาที่เธอแบบนี้ เธอจึงเดินขึ้นไปยังชั้นบนด้วยความโกรธ
“พี่โม่อัน โม่ฉิงไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ? พี่อยากขึ้นไปดูหน่อยไหม ?”
“ไม่เป็นไรหรอก เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวสักพักเถอะ” ไป๋โม่อันพูดออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
หวังเจียเจียเป็นคนตรงไปตรงมา และคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นน้องสามีของลูกพี่ลูกน้องเธออีกด้วย
เรื่องการแต่งงานของเธอเองกับไป๋โม่อันนั้นถือเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว อนาคตยังต้องมีเวลาอยู่ร่วมกันและติดต่อกับพี่ฟูอีกยาวไกล ไหนจะเรื่องที่ตัวเองสนิทกับลูกพี่ลูกน้องสาวของตัวเองมากกว่าอีก แน่นอนว่าทุกอย่างก็ต้องคิดถึงพี่สาวเป็นหลัก ใครจะสนใจล่ะว่าเธอจะทำหน้าบึ้งหรือไม่ !
ในที่สุด ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจแล้วว่าหวังเจียเจียไม่ได้เป็นคนใจร้าย เธอแค่บอกความรู้สึกของตัวเองออกมาตรงๆ เธอแค่อยากจะสานสัมพันธ์กับฟู่เยี่ยนให้มากขึ้นเท่านั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประทับใจในตัวของหวังเจียเจียขึ้นมาเช่นกัน
ไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว หากฟู่เยี่ยนเปิดใจรับน้องสะใภ้คนนี้ เขาก็พร้อมที่จะทำตามเธอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ส่วนเรื่องของเขากับไป๋โม่อันนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่แข็งทื่อจนเกินไป อย่างไรก็ตาม คุณปู่กับคุณย่าของพวกเขาก็อายุมากแล้ว และผู้เฒ่าทั้งสองก็อยากเห็นคนในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันนั่นเอง
ทั้งไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินสักเกตเห็นเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขามาโดยตลอด และยังรู้อีกด้วยว่าเสี่ยวเฉินมีท่าทีที่อ่อนลงบ้างแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะเห็นแก่พวกเขาสองคน ทั้งตัวเขาเองและภรรยาชราของเขา
เขาและภรรยาจึงได้แอบถอนหายใจเงียบๆ มันไม่ได้สำคัญเลยว่าเด็กทั้งสองจะสนิทกันหรือเปล่า ตราบใดที่เด็กทั้งสองยังตระหนักได้ว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เหลือแค่ฉิงฉิงคนนี้ที่ดูจะไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกนั้นไปได้จริงๆ
“หลานๆของเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ พวกเขาต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งกัน นี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ก่อนหน้านี้เขากับเสี่ยวเฉินเข้ากันไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ต่อต้านซึ่งกันและกันแล้ว” แม่เฒ่าเฉินพูดขึ้นมา
“ตระกูลฟู่มีเด็กหลายคนขนาดนั้น ทว่าพวกเขารักและสามัคคีกันมาก แต่บ้านของเรามีกันอยู่แค่นี้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้กันนะ ?”
คนเป็นแม่นั้นมีความสำคัญกับลูกมากจริงๆ ! หากเสิ่นหยูเป็นคนดี หลานๆของเขาคงไม่เป็นแบบนี้อย่างแน่นอน ไป๋ซ่งยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเกลียด !
“โชคดีที่เรื่องการแต่งงานของโม่อันเป็นไปด้วยดี ครั้งนี้เสี่ยวจวินเลือกสะใภ้ได้ดีมากจริงๆ เจียเจียเป็นเด็กนิสัยดีและเข้ากับโม่อันได้ดีมาก ตอนนี้เรื่องเดียวที่ฉันยังคงเป็นกังวลอยู่ก็คือโม่ฉิง เธอเป็นเด็กเอาแต่ใจ และมักจะสร้างเรื่องปวดหัวให้กับทุกคนได้ตลอดเวลา !”
เมื่อนึกถึงเรื่องการแต่งงานของไป๋โม่ฉิง แม่เฒ่าเฉินก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
หากคนที่มาแต่งงานกับเธอฐานะครอบครัวดีเกินไป เธอก็คงควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ อีกทั้งเธอก็ไม่ใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร ถ้าจะหาคนที่ฐานะครอบครัวไม่ดีนัก ก็กลัวว่าจะเอาเธอไม่อยู่เช่นกัน เด็กคนนี้ถูกตามใจในบ้านจนเสียคน…เฮ้อ !
“อย่าไปสนใจเรื่องนี้เลย ให้เสี่ยวจวินจัดการเองเถอะ ถึงอย่างไรโม่ฉิงก็เป็นลูกสาวของเขา แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยได้ดูแลเธอตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้เธอก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่สนใจเธอเลยหรือ ? จะให้เราสองคนมาคอยกังวลเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน ?”
“เอาเถอะ ถึงอย่างไรพี่ชายทั้งสองคนของเธอก็เป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้ว เรามาดูกันเถอะว่าวันนี้เธอจะมีท่าทีอย่างไรบ้าง ?”
ผู้เฒ่าทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง และรู้สึกว่าการแต่งงานของไป๋โม่ฉิงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ !
ตอนที่ 593: กลับไปเยี่ยมบ้านหลังแต่งงาน
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ในตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเตรียมของขวัญกลับบ้านกันอยู่ ซึ่งผู้เฒ่าไป๋เองก็มาช่วยเตรียมด้วยเช่นกัน แต่ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่ามีบางอย่างได้ขาดหายไป ดังนั้นเขาจึงพาฟู่เยี่ยนออกไปซื้อมัน
ปีนี้สหกรณ์การค้าได้ปรับโครงสร้างใหม่ ตอนนี้เรียกกันว่า ‘ห้างสรรพสินค้า’ แล้ว ไม่ได้ขายแค่สินค้าอุปโภคบริโภคและเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังมีโทรทัศน์ขายด้วย หวังอันกั๋วได้บอกไป๋โม่เฉินมานานแล้วว่าจะเก็บโทรทัศน์ไว้ให้เขาหนึ่งเครื่อง
วันนี้ทั้งสองมีโอกาสได้มาที่นี่ ก็เลยตั้งใจว่าจะเอาโทรทัศน์กลับบ้านไปด้วยเลย เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นโทรทัศน์ในยุคนี้ เธอก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย เพราะหน้าจอของโทรทัศน์ในชีวิตก่อนของเธอมีขนาดใหญ่และภาพคมชัดกว่านี้มาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการมาของโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ จึงทำให้ไม่มีคนนิยมดูโทรทัศน์อีกต่อไป และโทรทัศน์ก็ได้กลายเป็นแค่ของตกแต่งบ้านไปในที่สุด
แต่ในยุคนี้มันดูเป็นอะไรที่ล้ำสมัยมาก หากบ้านของใครมีโทรทัศน์ คนทั้งหมู่บ้านก็จะพากันมาดูด้วย พูดตรงๆก็คือยุคนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ และความบันเทิงน้อยมาก
ตอนนี้โทรทัศน์เครื่องนี้เป็นโทรทัศน์สีที่นำเข้า แม้ว่าในตอนนี้คนทั่วไปก็สามารถซื้อได้ แต่ก็ต้องรอไปอีกห้าหรือหกปีกว่าที่โทรทัศน์ที่ผลิตในประเทศจะออกมาวางขาย
เมื่อถึงเวลานั้น สินค้าหลักทั้งสี่รายการในห้างสรรพสินค้าก็จะไม่ใช่ วิทยุ จักรยาน จักรเย็บผ้า และนาฬิกาอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโทรทัศน์สี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องบันทึกเทปแทนนั่นเอง
ในตอนนี้ ประเทศกำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และชีวิตของผู้คนก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้ดูข่าวสารต่างๆผ่านทางโทรทัศน์ ฟู่ต้าหย่งและเสิ่นกั๋วเฉียงต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตอนนี้ประเทศของพวกเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว แม้ว่าจะยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้ แต่นี่ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างมากจริงๆ
ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อรอกินอาหาร และฟู่ต้าหย่งก็ได้มองไปที่ลูกสาวทั้งสองคนของเขา ซึ่งทั้งสองคนนั้นยังคงสบายดี ไม่ว่าจะเป็นวังจื่อหยวนหรือไป๋โม่เฉิน ทั้งสองถือว่าเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาในสายตาของเขา ดังนั้นเขาจึงรู้นิสัยของเด็กหนุ่มทั้งสองเป็นอย่างดี
เมื่อเห็นลูกสาวทั้งสองคนสบายดี เขาก็รู้สึกโล่งใจ และนอกจากนี้ ลูกสาวทั้งสองคนของเขาก็ไม่ใช่คนที่จะถูกใครควบคุมได้อีกด้วย อืม หากในอีกหนึ่งปีหรือสองปีข้างหน้าตอนที่พวกเธอมีลูก ชีวิตก็จะยิ่งดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
เมื่อวานนี้ลูกชายคนโตของเขาก็ได้กลับมาเช่นกัน แต่ก็อยู่ได้แค่สองสามชั่วโมงเท่านั้น หลังจากที่ส่งตัวเสี่ยวฮั่วเสร็จ ลูกชายของเขาก็ได้ขึ้นรถกลับไป เขาเคยคิดว่าการเป็นทหารนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด เพราะลูกชายของเขาแทบจะไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเลยด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ตราบใดที่ลูกชายของเขาเต็มใจ เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนในการตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของลูกชายเสมอ เพราะถึงอย่างไร เขาและภรรยาก็ยังคงแข็งแรงพอที่จะทำหลายๆอย่างได้
ทุกคนกินข้าวอย่างมีความสุข ทางด้านหลี่โม่ลี่ที่จู่ๆก็ได้กลิ่นกับข้าวอันไม่พึงประสงค์ เธอจึงได้ย่นจมูกทันทีโดยไม่รู้ตัว
จากนั้น เธอก็ได้แอบสะกิดหวังซู่เหมยเบาๆ ก่อนจะกระซิบออกไปว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ได้ทำผักดองเอาไว้หรือเปล่า ?”
หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ โดยปกติแล้วเธอต้องเสิร์ฟผักดองทุกครั้งที่กินอาหาร แต่วันนี้ไม่ใช่วันสำคัญอะไร เธอจึงไม่เสิร์ฟมัน
“อืม ถ้าเธออยากกินมัน ฉันจะไปเอามาให้เอง”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ให้ฉันไปหยิบมันเองเถอะคะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันรู้สึกว่าอยากอยากกินมันมากๆเลย” หลังจากที่พูดจบ หลี่โมลี่ก็ได้ลุกไปหยิบผักดองทันที ซึ่งหวังซู่เหมยก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อกินมื้อเย็นเสร็จ เหล่าผู้ชายทั้งหลายก็กำลังจะพากันไปเล่นหมากรุก เนื่องจากเห็นว่าวันนี้มีคนมากมายอยู่ที่นี่ เสิ่นกั๋วเฉียงก็เลยชวนพวกเขาไปเล่นไพ่นกกระจอกแทน จึงไม่มีใครไปเล่นหมากรุก
ตอนที่เขามาถึงที่นี่ เมื่อเขาไม่มีอะไรทำ เขาก็ได้ไปเรียนรู้กลเม็ดเล็กๆน้อยๆมาจากชายชราที่อาศัยอยู่ทางเข้าซอย ซึ่งเขารู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่จะลองเล่นมันกับคนอื่น จึงได้ดึงฟู่ต้าหย่งกับลุงหลิวมาเล่นด้วยกันก่อน
อีกด้านหนึ่ง หวังซู่เหมยก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่นั้น หลี่โม่ลี่ได้ถือชามผักดองและกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมท้องของอาหญิงถึงได้ใหญ่ขนาดนี้กันล่ะ ? ลูกช่วยตรวจชีพจรของเธอดูหน่อยสิ”
“สุขภาพของอาหญิงปกติดีค่ะ ตอนนี้อายุครรภ์ของอาเล็กก็เข้าสู่เดือนที่หกแล้ว จากนี้เป็นต้นไป อาเล็กต้องระมัดระวังตัวเองให้มากๆนะคะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรวจดูชีพจรของฟู่ต้านีอีกครั้ง
“ช่วงนี้ฉันรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย” ฟู่ต้านีกุมไปที่ท้องของตัวเอง ในตอนนี้ไม่ว่าเธอจะนั่งหรือเดินไปที่ไหน เธอก็มักจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรค่ะ นั่นเป็นเพราะเด็กในท้องกำลังโตขึ้น อาหญิงต้องลุกไปเดินเล่นบ้างและไปตรวจครรภ์ตามเวลานัดของหมอด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วว่าเด็กแฝดทั้งสองคนมีพัฒนาการที่ดี การตั้งครรภ์นี้จะราบรื่นไปจนอาหญิงคลอดเด็กแฝดออกมา
“อืม ฉันจะทำตามที่เธอบอกอย่างเคร่งครัด และจะไปตรวจตามนัดทุกครั้ง” ฟู่ต้านีเชื่อสิ่งที่หลานสาวของเธอบอกมาโดยตลอด และยังไปตรวจครรภ์ตรงเวลาทุกเดือนอีกด้วย ซึ่งหมอเจ้าของไข้เป็นหมอที่มีชื่อเสียง พี่รองของเธอเป็นคนแนะนำมา เขาเป็นหมอในกองทัพ และเป็นหมอที่มีฝีมือดีเป็นอันดับต้นๆในโรงพยาบาลเลยก็ว่าได้
“ใช่แล้ว วันนั้นฉันไปพบหมอซูมา เธอบอกกับฉันว่าต้านีได้รับการดูแลที่ดีตลอดการตั้งครรภ์ ดังนั้นเธอจะต้องคลอดอย่างราบรื่นแน่นอน” บ้านของหมอที่ตรวจครรภ์ให้กับฟู่ต้านีอยู่ข้างๆบ้านของฟู่ต้าจวง
“เสี่ยวฮั่ว ช่วยตรวจชีพจรของฉันบ้างสิ สุขภาพช่วงนี้ของฉันเป็นอย่างไรบ้าง” ฉือหมิ่นพูดพร้อมกับยื่นมือออกไป ก่อนหน้านี้เสี่ยวฮั่วแสดงความสามารถให้เธอเห็นแล้ว และเธอก็ได้กินยาตามที่เสี่ยวฮั่วให้มาระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน ซึ่งมันก็ทำให้เธอรู้สึกแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“สุขภาพของอาสะใภ้รองปกติดีค่ะ ตอนนี้การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดของอาสะใภ้รองเป็นไปในทิศทางที่ดี จากนี้ไปสามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่อาหารที่กึ่งดิบกึ่งสุกก็ควรกินให้น้อยลงด้วย แค่นี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วค่ะ”
ฟู่เยี่ยนพูดคุยกับฉือหมิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งเธอก็ได้บอกทุกอย่างออกไปตามความจริง และตอนนี้เธอก็ได้ให้ความสนใจไปที่หลี่โม่ลี่อีกครั้ง ตอนนี้เธอเตรียมตรวจชีพจรให้โม่ลี่แล้ว
“ฉันสบายดี แค่ช่วงนี้ฉันรู้สึกเจริญอาหารมากขึ้นเท่านั้นเอง ก็เลยดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย” หลี่โม่ลี่ยื่นมือออกมาด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้ม และตั้งใจว่าจะขอให้เสี่ยวฮั่วเขียนใบสั่งยาให้ เพื่อที่เธอจะได้ตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุด
แน่นอน หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้ตรวจดูชีพจรของหลี่โม่ลี่อย่างละเอียด เธอก็พบว่าหลี่โม่ลี่ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว
“อาสะใภ้ ต่อจากนี้ไปอาต้องระวังให้มากขึ้นด้วยนะคะ เพราะว่าตอนนี้อากำลังตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว หากไม่จำเป็น ควรเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูงก่อนนะคะ” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรเสร็จ เธอก็ได้บอกกับทุกคนอย่างใจเย็น
เมื่อมองไปที่หลี่โม่ลี่อีกครั้ง ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอกำลังตกตะลึงจนไม่สามารถตอบสนองอะไรได้เลย
“เธอท้องจริงๆอย่างนั้นเหรอ ? ถึงว่าตอนที่กินข้าว ฉันเห็นเธอเอาแต่กินผักดองไม่หยุดเลย ซึ่งมันเหมือนกับตอนที่ฉันท้องเสี่ยวถู่ไม่มีผิดเลย” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดต้าอันก็กำลังจะมีลูกแล้ว
“ถ้าต้าอันรู้เรื่องนี้ เขาคงจะมีความสุขมากแน่ๆ เอาไว้ค่อยบอกเขาทีหลังดีกว่า ฉันอยากเห็นว่าเขาจะดีใจจนตีลังกาหรือเปล่า” ฉือหมิ่นและฟู่ต้านีต่างก็พากันหัวเราะออกมา
ทันใดนั้นเอง หลี่โม่ลี่ก็น้ำตาคลอ เธอไม่มีลูกมาหลายปี คำพูดที่คนข้างนอกพูดถึงเธอนั้นช่างบาดใจเธอเสียเหลือเกิน แม้แต่แม่ของเธอก็เร่งเร้าเธออยู่เสมอ แต่พี่สะใภ้ทั้งสองคนและพี่ต้านีกลับไม่เคยพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับเธอเลย ตรงกันข้าม พวกเธอกลับปลอบโยนเธออยู่ตลอด เมื่อคิดถึงเรื่องในอดีต เธอก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ว่าเคยทำตัวแย่ขนาดไหนมาก่อน
“ดูนั่นสิ ทำไมเธอถึงร้องไห้กันล่ะ นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่เหรอ หากเธอร้องไห้ มันจะส่งผลกระทบต่อเด็กในท้องนะ” หวังซู่เหมยรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อมน้องสะใภ้ของเธออย่างรวดเร็ว และเธอก็รู้ดีว่าโม่ลี่กำลังร้องไห้ด้วยความดีใจ !
“เวยเวย ช่วยไปเรียกอาเล็กของลูกมาหน่อยสิ” ฟู่ต้านีให้ลูกสาวของเธอไปตามฟู่ต้าอันมาที่นี่
“ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ” ฟู่เวยรีบออกไปในทันที
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันแค่รู้สึกมีความสุขมากเท่านั้นเองคะ” หลี่โมลี่ปาดน้ำตาของตัวเอง ก่อนจะพูดกับหลายๆคน
“ตอนนี้เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้ดี เอาไว้ต้าอันเข้ามา ฉันจะบอกเขาให้ดูแลเธอให้ดีมากขึ้น เธออยากกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกฉันได้เลยนะ เสี่ยวฮั่ว ลูกมียาอะไรจะให้อาสะใภ้กินบำรุงหรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยยังคงกลัวว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ของน้องสะใภ้จะมีปัญหา
“ไม่เลยค่ะ อาสะใภ้มีสุขภาพที่แข็งแรงดีอยู่แล้ว !” ฟู่เยี่ยนโบกมือปัด การตั้งครรภ์ของหลี่โม่ลีนั้นแตกต่างจากฟู่ต้านีอย่างสิ้นเชิง ที่เธอต้องให้ยากันแท้งกับฟู่ต้านีนั้น เพราะฟู่ต้านี้อายุเยอะ ทั้งยังตั้งครรภ์ลูกแฝดด้วย
ไม่นานนัก ฟู่เวยที่ไปเรียกฟู่ต้าอันมาที่นี่ เขาเดินเข้ามาอย่างมีความสุข และเอาแต่ถามไม่หยุดว่านี่คือเรื่องจริงหรือเปล่า เขาแทบจะไม่หยุดถามเลยด้วยซ้ำ
และแล้ววันกลับไปเยี่ยมบ้านในวันนี้ก็ได้ผ่านไปด้วยความสุขยินดีท่ามกลางบรรยากาศแห่งความมงคลสองต่อ
ตอนที่ 594: เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ยังมีงานที่ยุ่งเหยิงรออยู่ แม้ว่าเธอจะไม่ต้องไปที่ไหนและคนในกลุ่มต่างก็แยกย้ายกันไปยังจุดต่างๆ แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ทำในสิ่งที่เธอต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์
ตอนนี้เวลาประชุม ทุกคนก็มักจะมารวมตัวกันที่บ้านใหม่ แม้แต่ผู้อำนวยหลี่ก็ยังมาบ่อยๆ เหตุผลหนึ่งคือเพื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ และอีกเหตุผลคือ หลี่ลี่เฉียงได้รับการรับเป็นศิษย์จากฟู่เยี่ยนแล้ว ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ศิษย์พี่ใหญ่ที่สืบทอดตำแหน่งหลักคือฟู่เหยาอยู่ดี
ส่วนมู่อี้อันกลับมาบ่อยที่สุด แถมยังชอบไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านตระกูลฟู่พร้อมกับฟู่เยี่ยนอยู่เสมอ ส่วนวัตถุประสงค์นั้น ฟู่เหยียนก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดแค่ว่าผู้ชายโตแล้วก็ต้องหาคู่แต่งงานเป็นธรรมดา !
ทางด้านเสิ่นรั่วหยุนก็ได้กลับไปอยู่กับทีมตรวจสอบแล้ว รวมถึงผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวเองก็ได้กลับไปแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงเหลือเพียงเสิ่นกั๋วเฉียงและเสิ่นรั่วหลิงเท่านั้นที่ยังคงพักอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่
เสิ่นกั๋วเฉียงต้องการอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก เขายังไม่อยากกลับตอนนี้ ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีญาติอยู่ในเมืองหลวง เขาไม่จำเป็นต้องกังวลกับบริษัทอีกต่อไปแล้ว เพราะรั่วหยุนจะเป็นคนดูแลทุกอย่าง ดังนั้นชายชราจึงรู้สึกผ่อนคลายและสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่เขาต้องการ
เดิมทีเสิ่นรั่วหยุนพยายามเกลี้ยกล่อมเขาให้กลับไป เขาอยากให้ชายชรากลับไปดูแลสถานการณ์โดยรวมของบริษัท เนื่องจากการตัดสินใจบางอย่างเขายังไม่สามารถทำมันอย่างเด็ดขาดได้ เป็นผลให้เสิ่นกั๋วเฉียงโมโหเขามาก
“แกโตแล้วจะรับผิดชอบได้เมื่อไหร่ ? บริษัทก็เป็นแบบนี้แล้ว อนาคตก็ต้องเป็นของแก แกก็ไปจัดการเองเถอะ ! ทวดเชื่อในความสามารถของแก อีกอย่างนะ แกไม่ใช่จะมาลงทุนที่นี่เหรอ ? ให้ทวดอยู่ที่นี่ดูแลสถานการณ์ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน”
“หลังจากที่แกกลับไปแล้ว ให้ส่งผู้จัดการมาหาฉัน ตอนนี้แกไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีรั่วหลิงอยู่ที่นี่ทั้งคน ! ถึงเวลาที่เธอต้องได้เรียนรู้ประสบการณ์บ้างแล้ว ครอบครัวของเราไม่ได้มีแค่ผู้ชายหรอกนะที่จะสืบทอดธุรกิจได้ เมื่อเธอมีประสบการณ์แล้ว ในอนาคตเธอก็จะช่วยแกได้”
“นอกจากนี้ ธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เช่นเดียวกับในยุโรปและอเมริกา เราต้องพยายามพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นไป แกกลับไปก่อนเถอะ ! กลับไปจัดการกับเรื่องต่างๆให้เรียบร้อย และอย่ากลัวที่จะล้มเหลว !”
เสิ่นรั่วหยุนทำได้แค่ยิ้มแหยๆ แล้วตามคณะสำรวจกลับไป ไม่ใช่แค่ตระกูลเสิ่นที่มาลงทุนโครงการในพื้นที่นี้ แต่ตระกูลเฮ่อและแก๊งค์หงก็วางแผนจะขยายธุรกิจในแผ่นดินใหญ่ด้วย นับว่าเป็นการเปิดโอกาสในการดึงดูดการลงทุนให้กับพื้นที่นี้
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ธุรกิจของตระกูลเฮ่อในฝั่งนี้จะถูกดูแลโดยคุณชายรอง ส่วนคุณชายใหญ่ยังต้องดูแลฐานที่มั่นหลักของธุรกิจตระกูลอยู่ฝั่งโน้น ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายๆ
ทางฝั่งลุงห่าว เขาส่งหลานชายของเขามารับหน้าที่ในครั้งนี้ หลานชายคนโตจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษพอดี ลุงห่าวจึงถือโอกาสส่งมาฝึกประสบการณ์ที่นี่ ด้วยการที่ตระกูลเฮ่อและตระกูลเสิ่นคอยดูแลอยู่ รับรองว่าไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ฟู่เหมี่ยวต้องการที่จะไปสำรวจสักหน่อย จึงตามคณะสำรวจไปที่หยางเฉิง หากทำได้ เธอก็เตรียมจะไปเที่ยวที่เกาะฮ่องกงต่อด้วย แต่วังจื่อหยวนไม่สามารถไปได้ เขาติดประชุมทุกวัน จึงต้องขอให้ฟู่เซินไปกับฟู่เหมี่ยวแทน
หากมีพี่รองคอยดูแลฟู่เหมี่ยว เขาจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยอีก เพราะสองพี่น้องอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตามทั้งบริษัทและโรงงานของพวกเขานั้นมีผู้จัดการที่ทำหน้าที่ต่างๆแทนอยู่แล้ว วังจื่อหยวนแค่ต้องเข้ามาดูเป็นครั้งคราวเท่านั้น
แต่สำหรับหวังซู่เหมยแล้ว เธออยากให้ลูกสาวรีบมีลูกมากกว่า เรื่องงานค่อยทำภายหลังก็ได้ หากตอนนี้ลูกสาวของเธอเอาแต่เดินทางไปที่ต่างๆแบบนี้ ก็จะทำให้โอกาสมีลูกนั้นล่าช้าออกไป เธอจึงได้พูดคุยเรื่องนี้กับฟู่เหมี่ยวเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง
ทว่าในท้ายที่สุดนั้น เป็นฟู่เยี่ยนเองที่ช่วยฟู่เหมี่ยวเอาไว้ เธอบอกว่าเธอจะดูแลพี่สาวและพี่เขยเอง ตอนนี้ขอให้แม่อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไปเลย
ในช่วงนี้ หวังซู่เหมยมีท่าทีที่ดูจริงจังมาก ทุกครั้งที่วังจื่อหยวนมากินมื้อเย็นที่บ้าน เธอมักจะถามเขาอยู่เสมอว่าเขากินยาตรงเวลาหรือเปล่า และตอนที่เขาออกไปทำงาน เธอยังบอกให้เขาแวะมากินมื้อเที่ยงที่บ้าน เพราะเธอจะทำอาหารบำรุงกำลังให้กับเขาด้วย
สิ่งนี้ทำให้วังจื่อหยวนตกตะลึงมาก แม่ยายของเขาดูกระตือรือร้นมากจริงๆ ! ฟู่เยี่ยนจึงได้ตรวจดูชีพจรของเขา ก่อนจะพบว่าผู้ชายคนนี้มีสุขภาพที่ดีมาก เขาไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมใดเลย รวมถึงการกินยาก็ไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกด้วย
เมื่อรับรู้ถึงเรื่องนี้ ความกระตือรือร้นของหวังซู่เหมยก็ได้หายไป ก่อนที่เธอจะหันไปให้ความสนใจกับไป๋โม่เฉินอีกครั้ง
เธอได้บอกกับฟู่เยี่ยนเอาไว้แล้วว่าหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บในปีนั้น หากมีสิ่งใดที่ต้องรักษาเพิ่มเติม ก็ให้ทำการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะถึงอย่างไรก็ตาม เธอก็มีหมอฝีมือดีอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว
ไป๋โม่เฉินรู้สึกเขินอายมากจนเขาไม่กล้าไปที่บ้านตระกูลฟู่อยู่หลายวัน เมื่อหวังซู่เหมยเห็นว่าลูกเขยของเธอไม่มาหลายวันแล้ว เธอก็คิดว่างานของเขาคงจะยุ่งมากแน่ๆ ดังนั้นเธอจึงได้ปรุงอาหารจานโปรดของเขา ก่อนจะนำส่งไปให้เขาที่บ้านด้วยตัวเอง
ตอนนี้ไป๋โม่เฉินต้องรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ถึงแม้จะมีธุระในตอนกลางคืน เขาก็จะโทรไปบอกแม่ยายก่อน
ส่วนผู้อำนวยการหลี่ก็ได้มาใช้โทรศัพท์ที่บ้านตระกูลฟู่เป็นการส่วนตัวเช่นกัน เขามักจะอยู่ที่บ้านของฟู่เยี่ยนเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขามีเรื่องบางอย่างที่ต้องคุยกับเธอ ทั้งยังต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดอีกด้วย
เขาจะมาขอใช้โทรศัพท์เพื่อโทรไปที่สำนักงานในตอนที่มารับลูกชายของเขา ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะแจ้งเรื่องงานประจำวันเท่านั้น โดยจะไม่พูดถึงเรื่องที่เป็นความลับ
หลังจากที่ต้องทำแบบนี้อยู่พักหนึ่ง ไป๋โม่เฉินจึงได้ตัดสินใจว่าจะติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้านใหม่ของเขา แต่การที่จะติดตั้งโทรศัพท์นั้น เขาต้องขอให้คุณปู่ช่วยพูดเรื่องนี้กับคุณย่าก่อน ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมาก ต้องขอบคุณผู้อำนวยการหลี่ที่เข้ามาช่วยพูดเรื่องนี้ให้ เขาจึงสามารถติดตั้งโทรศัพท์ได้ แต่ก็ต้องเสียเงินไม่น้อยในการติดตั้งโทรศัพท์ครั้งนี้
เมื่อมีโทรศัพท์ การพูดคุยกับไป๋ซ่งจึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบายขึ้นมาก และนอกจากนี้การจัดการกับเรื่องที่มหาวิทยาลัยและพูดคุยเรื่องงานกับอาจารย์ก็ยังสะดวกมากขึ้นอีกด้วย
ทันใดนั้นเอง เมื่อฟู่เยี่ยนมาถึง เธอก็ได้ยินหวังซู่เหมยกำลังคุยโทรศัพท์กับฉือหมิ่นอยู่ ! พวกเธอทั้งสองกำลังพูดถึงหลี่โม่ลี่อยู่นั่นเอง
“การตรวจครรภ์เป็นอย่างไรบ้าง ? ดีเลย ไม่ใช่ท้องแฝดใช่ไหม ? ค่อยๆคลอดทีละคนน่ะดีแล้ว ! ถ้าคลอดสองคนพร้อมกันมันน่ากังวลมากเลยนะ ฉันถึงกับไม่ให้ต้านีไปอยู่ใกล้คนอื่นเลย !”
“อืม ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจแล้ว ไว้เจอกันช่วงสุดสัปดาห์นะ คุณตาบอกว่าเขาอยากมีเหลนเพิ่ม อืม ฉันต้องวางสายแล้ว แค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ !”
ในยุคนี้ การโทรศัพท์นั้นเป็นการโทรแบบเรียกเก็บเงินทั้งสองทาง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนโทรหรือคนที่รับสายต้องเสียเงินด้วย ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงรีบคุยและรีบวางสาย
ตอนนี้หลี่โม่ลี่ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ซึ่งเธอก็ได้ไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพอย่างตรงเวลา และทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดี ฉือหมิ่นจึงได้โทรมาบอกกับหวังซู่เหมยเพื่อให้พี่สะใภ้ใหญ่คลายความวิตกกังวลต่างๆลง
“การมีโทรศัพท์อยู่ที่บ้านก็สะดวกดีเหมือนกันนะ เวลามีใครโทรมา เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปรับอีกแล้ว ! แต่ก็เสียตรงที่ค่าโทรแพงเกินไปหน่อย คุยกันแค่ไม่เท่าไรก็ต้องเสียเงินหลายเหมาเลยทีเดียว”
ไม่เพียงแค่หวังซู่เหมยเท่านั้นที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้กับเธอ ทางด้านฟู่ต้าหย่งเองก็คิดว่ามันสะดวกมากจริงๆ เพราะวันไหนหากฟู่เยี่ยนไม่ได้มากินมื้อเย็นที่บ้าน เขาก็มักจะโทรไปเรียกเธออยู่เสมอ
“เสี่ยวฮั่ว ได้เวลามื้อเย็นแล้ว มากินข้าวกันเถอะ ! วันนี้แม่ของลูกทำซี่โครงตุ๋นด้วยนะ !”
“เสี่ยวฮั่ว ตอนเช้ามาที่นี่ก็เอาจานสองใบที่เอากลับไปเมื่อคืนมาด้วยนะ !”
“เสี่ยวฮั่ว แล้วเสี่ยวเฉินอยู่ที่ไหน เราจะกินกันก่อนหรือต้องรอเขา ?”
ตอนนี้การโทรกลับไปกลับมาระหว่างสองบ้านนั้นกลายเป็นนิสัยใหม่ของพวกเขาไปเสียแล้ว แต่หลังจากที่หวังซู่เหมยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เธอก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง ทำไมต้องโทรไปด้วยล่ะ ? จากบ้านของเธอไปที่บ้านของลูกสาวใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเองไม่ใช่หรือ !
“จริงสิ คุณคิดว่าอย่างไรบ้าง ? เรามีโทรศัพท์แล้ว จะโทรไปไหนก็ได้ไม่ใช่เหรอ ? เอาไว้ฉันจะโทรหาฟู่เฉิงอีกครั้ง จะได้ขอหมายเลขโทรศัพท์ของเขาเอาไว้”
แม้ว่าหวังซู่เหมยจะดูจู้จี้จุกจิกขนาดไหน แต่คนอื่นกลับไม่ได้สนใจเธอเลย เพราะความแปลกใหม่ของโทรศัพท์นั้นยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก
สิ่งนี้สำหรับเด็กๆก็เป็นสิ่งใหม่เสมอ พวกเขามักจะแย่งกันโทรศัพท์ ตอนนี้โทรศัพท์ยังเป็นโทรศัพท์แบบเก่าที่ต้องหมุนเบอร์ เด็กๆชอบสิ่งนี้มาก
เมื่อผู้ใหญ่ต้องการจะใช้โทรศัพท์ เหล่าเด็กๆก็มักจะมาแอบฟังอยู่ใกล้ๆ และหากมีใครโทรเข้ามา เด็กๆก็จะเป็นคนที่มารับสายก่อนเสมอ ก่อนจะส่งหูฟังให้กับผู้ใหญ่
“สวัสดีครับ ผมชื่อฟู่เหยา คุณต้องการจะคุยสายกับใครครับ ? ขอสายพี่ใหญ่อย่างนั้นเหรอ ? อาเล็กเองเหรอครับ พ่อครับ มารับโทรศัพท์ด้วยครับ อาเล็กโทรมา !”
ส่วนใหญ่จะเป็นฟู่เหยาที่รับสาย แต่หากฟู่เวยและฟู่หรงไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาสามคนก็จะกลายเป็นคู่แข่งกันในทันที
ดังนั้นพวกเขาจึงได้จัดโต๊ะเพื่อทำการบ้านในห้องที่โทรศัพท์วางอยู่ ใช่แล้ว การที่มีโทรศัพท์อยู่ในบ้านนั้นทำให้ชีวิตของทุกคนดูมีสีสันขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ
ตอนที่ 595: อันตราย
วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุด ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็ได้กลับมาจากการไปดูธุรกิจเสื้อผ้าในเขตหยางเฉิง พวกเขาไปนานกว่าสองเดือน และตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนแล้ว
“การที่ฉันได้ออกไปข้างนอกครั้งนี้มันทำให้ฉันได้มองโลกกว้างขึ้นจริงๆ ไม่เพียงแค่ฉันจะได้เห็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของที่นั่นเท่านั้น แต่ยังได้เห็นตลาดขายส่งขนาดใหญ่ที่ฉันสั่งซื้อผ้าทั้งหมดด้วย”
“ปัจจุบันนี้มีบริษัทหลายแห่งบนเกาะฮ่องกง พวกเขาเลือกที่จะเปิดโรงงานที่นั่นเพราะค่าแรงของที่นั่นต่ำมาก ! ฉันกับพี่รองได้ไปเที่ยวรอบเกาะฮ่องกงมาแล้วด้วย แม่เฒ่าเฮ่อเป็นคนพาฉันไปดูสถานที่ต่างๆด้วยตัวเองเลย”
การแต่งกายของฟู่เหมี่ยวในตอนนี้ได้ดึงดูดทุกคนให้มองมาที่เธอทันทีที่กลับมา ส่วนหวังซู่เหมยก็ได้มองไปที่ลูกสาวเช่นกัน เพราะชุดที่ลูกสาวของเธอสวมนั้นดูสะดุดตามาก ซึ่งมันเป็นชุดสีแดงที่มีลายจุดสีขาวดูทันสมัย
แต่เรื่องชุดนั้นไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญก็คือเธอสวมแว่นตากันแดดขนาดใหญ่ และทำผมดัดเป็นลอนเหมือนขนแกะ ทำให้เธอดูทันสมัยมาก
แล้วตัดภาพมาดูฟู่เซินกันบ้าง เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายตาราง กางเกงขาม้า และสวมแว่นตากันแดด ขาดแค่ผมทรงใหม่ก็จะทำให้เขาดูเหมือนคนละคนแล้ว
ฟู่เหมี่ยวหยิบเสื้อผ้าที่เธอซื้อมาออกมาวางบนเตียง เธอตั้งใจว่าจะเอาเสื้อผ้าเหล่านี้มาให้ฟู่เยี่ยน พร้อมกับเร่งเร้าให้ฟู่เยี่ยนลองสวมมันดู
ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบกางเกงยีนส์ขึ้นมาลองสวมดู ไม่ต้องพูดถึงหุ่ณของเธอเลย เพราะเธอมีเอวที่เพรียวและขาที่เรียวยาว ทำให้เธอสวมกางเกงยีนส์ทรงขาม้าแบบนี้ได้ดูดีมาก ต้องบอกเลยว่าหากเป็นคนหุ่นไม่ดี คงสวมออกมาได้ไม่สวยเท่านี้อย่างแน่นอน
และในยุคสมัยนี้ ผู้คนเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ในอนาคตกางเกงแบบนี้จะต้องเป็นที่นิยมในตลาดอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอคงต้องแก้ทรงสักหน่อยแล้ว เพราะกางเกงขาม้าแบบนี้ทำให้เธอดูไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก เธอคิดว่ากางเกงขากระบอกแบบในโลกอนาคตยังดีกว่าเยอะ
กางเกงออกกำลังกายเป็นกางเกงที่ดีมากจริงๆ ฟู่เหมี่ยวเองก็เคยสวมมันเหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นกางเกงขายาว แต่ในวันที่อากาศหนาวยังสามารถสวมมันเอาไว้ข้างในได้
หากจับคู่ท่อนบนกับเสื้อกันหนาวไหมพรมตัวยาวก็ดูเก๋ไปอีกแบบ !
“พี่รอง พี่สาม พี่ซื้อเสื้อผ้าพวกนี้กลับมาหรอ ? ฉันยังไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบบนี้วางขายในเมืองหลวงมาก่อนเลย ทำไมพี่ไม่ลองขายมันดูล่ะ บางทีอาจจะทำเงินให้กับพี่มากมายเลยก็ได้นะ !”
ฟู่เยี่ยนรู้ถึงสถานการณ์ในยุคนี้ดี ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จิตใจของผู้คนจึงได้รับการปลดปล่อยอย่างช้าๆ และยอมรับเสื้อผ้าที่ดูทันสมัยมากขึ้น
“ไม่ต้องห่วง สินค้ากำลังเดินทางมา เราจะทำเงินจากมันได้มากมายอย่างแน่นอน !” ฟู่เซินรู้สึกว่าตัวเองมีแรงบันดาลใจมากหลังจากที่ได้ออกไปดูโลกภายนอกครั้งนี้ ทำให้เขาเข้าใจหลักการที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มากจริงๆ
“แม่ตามแฟชั่นไม่ทันแล้ว นี่มันเสื้อผ้าอะไร ใส่ออกไปข้างนอกไม่ได้เลย กางเกงตัวนี้ยังพอไหว แล้วก็นี่ชุดกีฬาก็ใช้ได้ ดูเหมาะกับการทำงานดี” หวังซู่เหมยรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าใจแฟชั่นในยุคนี้ ส่วนกางเกงทรงขาบานใหญ่บานเบอะแบบนั้น ใส่ทำงานก็คงไม่สะดวก !
ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนต่างก็หัวเราะออกมา ในขณะที่ฟู่เซินเองก็หัวเราะในความหัวโบราณของแม่เช่นกัน ทำให้เขาถูกหวังซู่เหมยตีเพราะความโกรธ
อีกด้านหนึ่ง หลี่โม่ลี่กำลังนั่งกินลูกแพร์อยู่ ตอนนี้เธอสวมชุดคลุมท้องแล้ว จึงทำได้เพียงแค่มองเสื้อผ้าทันสมัยเหล่านี้เท่านั้น
“อาคิดว่ามันดูดีมากเลยนะ เสี่ยวฉุ่ย อย่าลืมเก็บเอาไว้ให้อาด้วยล่ะ อาจะสวมมันหลังคลอด จริงสิ การที่เธอดัดผมแบบนี้ก็ดูสวยเหมือนกันนะ น่าเสียดายที่ในเมืองหลวงไม่มีที่ไหนทำแบบนี้ได้เลย”
“อาสะใภ้สามช่างตาถึงมากจริงๆ บนเกาะฮ่องกงนิยมทำแบบนี้กันมากเลยล่ะค่ะ คุณนายรองตระกูลเฮ่อพาหนูไปที่ทำ จริงสิ มีใครเห็นรั่วหลิงบ้างหรือเปล่า ?” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเสิ่นรั่วหลิงไม่ได้อยู่ที่นี่กับพวกเธอ
“รั่วหลิงกับมู่อี้อันออกไปเดินเล่นด้วยกันข้างนอก ลูกยังไม่รู้เหรอว่าทั้งสองคนต่างก็ตกหลุมรักกัน และคุณตาของพ่อเขาก็ชอบเสี่ยวอันมากอีกด้วย บางทีเราอาจจะมีข่าวดีเร็วๆนี้ก็ได้นะ !” หวังซู่เหมยพูดด้วยรอยยิ้ม
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มู่อี้อันมาที่นี่ทุกวัน แต่เสิ่นรั่วหลิงก็ยังไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และยังคงเอาแต่เก็บซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้ทั้งที่เธอก็รู้สึกดีต่อมู่อี้อันมาก
จนท้ายที่สุด เสิ่นกั๋วเฉียงก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว เขาจึงเรียกเสิ่นรั่วหลิงไปถามเป็นการส่วนตัวว่าเธอคิดอย่างไรต่อมู่อี้อัน
“ทวดคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่ใช้ได้เลยนะ เหลนกำลังเป็นกังวลเพราะทวดอยู่หรือเปล่า ? อย่าคิดมากไปเลย ต่อให้อยู่ที่เมืองหลวงก็ไม่มีปัญหาอะไร ทวดจะได้ไม่ต้องคิดหาข้ออ้างอีก มีทวดอยู่ทั้งคน จะกลัวอะไร ?”
“หนูแค่คิดว่า บ้านของเราสองคนอยู่ไกลกันเกินไป อีกหน่อยเวลาจะกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ก็คงไม่สะดวก…” เสิ่นรั่วหลิงพูดอย่างเก้อเขิน เพราะเธอไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้นมาก่อน
“เฮ้อ เด็กน้อย หากเธอชอบเขาก็แค่ทำตามที่ใจต้องการเถอะ ในอนาคตการเดินทางระหว่างเกาะฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่จะสะดวกขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอะไรเลย ! อีกอย่างหากเหลนอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ทวดจะให้เหลนรับผิดชอบธุรกิจของเราที่นี่ ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรทำหรอกนะ อีกอย่างทวดเองก็อายุมากแล้ว อาจจะดูแลเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ !”
เสิ่นกั๋วเฉียงคิดว่ามู่อี้อันเป็นคนดี และไม่ต้องการให้เธอพลาดโอกาสดีๆแบบนี้ไป เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน ดังนั้นด้วยเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนี้ เขาก็อยากจะใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ
เด็กคนนี้เป็นคนที่รู้ความมาตั้งแต่เด็ก แถมที่บ้านก็ไม่ได้ต้องการให้เธอแต่งงานเพื่อผลประโยชน์อะไร เรื่องทางบริษัทก็มีรั่วหยุนกับรั่วเฉิงดูแลอยู่แล้ว อีกอย่าง พอมีตระกูลเหอและอาเฮ่าอยู่ด้วย ตระกูลเสิ่นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลย
“ถ้าอย่างนั้น หนูควรลองเปิดโอกาสให้ตัวเองดีหรือเปล่าคะ ?” ใบหน้าของเสิ่นรั่วหลิงเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
“ลุยเลยสิ ! เหลนยังเด็ก จะมองเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าคนแก่อย่างทวดได้อย่างไรกัน !”
ดังนั้น เมื่อมู่อี้อันมาที่นี่อีกครั้ง เสิ่นรั่วหลิงจึงได้ขอให้เขาพาเธอออกไปเที่ยวข้างนอก ทั้งสองได้ไปที่สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ไปเดินป่าในเขตชานเมือง และสถานที่ที่อื่นๆที่เหล่าคนรักมักจะพากันไปเดินเล่น
หลังจากที่ผู้เฒ่ามู่รู้เรื่องนี้ เขาก็ได้แอบคำนวณเพื่อทำนายโชคชะตาของหลานชาย ตอนนี้โอกาสได้มาถึงแล้ว เขาต้องบอกให้หลานชายคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ได้ เพราะตอนที่เขาได้พบกับเสิ่นกั๋วเฉียงและเจอกับเสิ่นรั่วหลิงครั้งแรก เขาเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้มากเช่นกัน
เมื่อเด็กทั้งสองต่างก็มีความสนใจซึ่งกันและกัน ฉะนั้นผู้ใหญ่ก็ดีใจและเห็นดีเห็นงามด้วย จึงได้เปิดโอกาสให้ทั้งสองคบหากันอย่างเปิดเผย
ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินต่างก็รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้มาก มิน่าล่ะ ตอนที่พวกเขากำลังจะกลับมา เสิ่นรั่วหยุนได้ฝากกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยของใช้ส่วนตัวของเสิ่นรั่วหลิงมาด้วย
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขนั้น จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น หวังซู่เหมยจึงได้รีบไปรับสายในทันที
“สวัสดี นั่นใครกัน ? เสี่ยวหลิวเองเหรอ อะไรนะ ? ต้านีกำลังจะคลอดเหรอ ? วันนี้เธอเพิ่งไปตรวจสุขภาพก่อนคลอดเองไม่ใช่หรือ ? อืมๆ ได้เลย ไม่ต้องกังวล พวกเราจะรีบตามไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลังจากที่วางสาย เธอก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที ต้านีเพิ่งจะท้องได้แปดเดือนกว่าเท่านั้น ทำไมถึงจะคลอดแล้วล่ะ ? หลังจากคิดอยู่สักพักแล้ว เธอจึงโทรหาฉือหมิ่นก่อน ให้เธอไปดูอาการก่อนเป็นอันดับแรก
“แม่คะ เรารีบไปที่โรงพยาบาลกันก่อนดีกว่า รถจอดอยู่ที่บ้านของหนู หนูจะพาแม่ไปที่นั่นเอง” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมาทันที
“เสี่ยวมู่ ลูกอยู่บ้านรอรับเวยเวยและหรงหรงก็แล้วกันนะ ตอนนี้ทั้งสองกำลังเรียนเขียนอักษรอยู่ เสี่ยวฮั่ว ลูกไปเอารถมาที่นี่ ส่วนเสี่ยวฉุ่ยไปช่วยแม่เก็บของเร็วเข้า”
“โม่ลี่ เธออยู่ที่บ้านน่าจะปลอดภัยกว่า ช่วยโทรหาต้าอันแล้วบอกให้เขากับพี่ใหญ่ของเขารีบกลับมา หากพวกเขากลับมาแล้ว บอกให้พี่ใหญ่ของเธอไปรับพี่เลี้ยงเด็กด้วย เขารู้แล้วว่าผู้ช่วยอยู่ที่ไหน”
หวังซู่เหมยสงบสติอารมณ์ของเธอลง ก่อนจะจัดการแบ่งหน้าที่ให้กับทุกคน ซึ่งทุกคนต่างก็พยักหน้ารับในทันที เพราะในท้องของต้านีมีเด็กอยู่ถึงสองคน ดังนั้นจึงต้องมีพี่เลี้ยงเด็กมาช่วย ก่อนหน้านี้จางเหว่ยได้แนะนำญาติของเขาให้แล้ว
“พี่สะใภ้ ฉันจะอยู่ที่บ้านดูแลเสี่ยวถู่เอง อย่ากังวลไปเลยค่ะ ตอนนี้เขากับลี่เฉียงกำลังเรียนอยู่ ฉันจะไปโทรหาต้าอันก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะติดต่อเขาได้หรือเปล่า เขาบอกกับฉันว่าจะไปดูที่กับพี่ใหญ่” หลี่โมลี่รีบอธิบายทันที
“แม่คะ หนูจะโทรหาพี่ชวนจื่อและขอให้เขาตามจางเหว่ยให้เอง อย่ากังวลไปเลยค่ะ ตอนนี้เราไม่สามารถติดต่อพ่อกับอาเล็กได้แน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้หวังซู่เหมยรู้สึกร้อนรนใจเป็นอย่างมาก เธอต้องรีบไปหาต้านีโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้เธอไม่รู้เลยว่าเด็กทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง ต้องยอมรับเลยว่าเธอรู้สึกกังวลมากจริงๆ หลายปีที่ผ่านมานี้เธอดูแลน้องสามีเป็นอย่างดี และไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
“แม่คะ อาเล็กมีอายุครรภ์แค่แปดเดือนกว่า แต่เธอกำลังจะคลอดเหรอ ? แล้วแบบนี้จะมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ?” ฟู่เหมี่ยวถามด้วยความสงสัย
“อาเขยของลูกไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย แต่เสียงของเขาก็ฟังดูเป็นกังวลนะ เอาไว้ไปถึงเราก็รู้เองนั่นแหละว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า อย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้เลย” หวังซู่เหมยรีบหยิบสิ่งของที่จำเป็น ก่อนจะเดินออกไปในทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ขับรถมาจอดรออยู่ตรงปากตรอก กำลังรอหวังซู่เหมยกับฟู่เหมี่ยว เมื่อครู่เธอรู้สึกแวบขึ้นมาในใจ คำนวณได้ว่าอาหญิงของเธออาจมีเรื่องอันตรายอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
เธอไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีเรื่องอะไรอยู่ หรืออาจเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่รู้มาก่อนก็ได้
ตอนที่ 596: เคราะห์ร้ายไม่รู้ตัว
ทันทีที่หวังซู่เหมยและคนอื่นออกไป หลี่โม่ลี่ก็ได้พยายามติดต่อฟู่ต้าอันต่อ วันนี้เขาได้บอกกับเธอว่าจะไปดูที่ดินกับพี่ใหญ่ และเธอก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากลับมาหรือยัง
หลี่โม่ลี่จึงได้โทรไปที่โรงงาน ก่อนจะมีคนรับสายและบอกว่าเขาออกไปแล้ว เธอจึงต้องยอมแพ้ไปในที่สุด ส่วนเมื่อครู่นี้เสี่ยวฮั่วก็ได้โทรหาจางเหว่ยแล้ว และเขาก็ได้บอกว่าจะพาพี่เลี้ยงเด็กไปที่โรงพยาบาลในอีกไม่ช้า
“อาสะใภ้เล็ก ผมจะไปรับเวยเวยและหรงหรงก่อน ฝากอาสะใภ้เล็กช่วยดูเสี่ยวถู่ด้วยนะครับ เสี่ยวถู่ อย่าสร้างปัญหาให้อาสะใภ้เล็กล่ะ เข้าใจหรือเปล่า ?” ฟู่เซินพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะของน้องชาย ตอนนี้หลี่โม่ลี่เองก็มีอายุครรภ์ได้สี่เดือนครึ่งแล้วเช่นกัน
“พี่รอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ ผมจะดูแลศิษย์น้องกับอาสะใภ้เล็กเอง” ฟู่เหยามักถือว่าตัวเองเป็นศิษย์พี่ เพราะเขาเริ่มเรียนก่อน ซึ่งหลี่ลี่เฉียงก็รู้สึกงุนงงกับเรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาก็ยอมรับว่าพรสวรรค์ของเด็กคนนี้ดีกว่าเขาจริงๆ
“ลุงรองครับ อย่ากังวลไปเลย เราทั้งสองคนรู้ถึงสถานการณ์นี้ดี เราจะดูแลอาจารย์หลี่เองครับ” ตอนนี้หลี่ลี่เฉียงโตเป็นวัยรุ่นแล้ว เขาจึงสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลย
ฟู่เซินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนกับเด็กทั้งสองคนมาก นี่พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ?
หลี่โม่ลี่เองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน หลังจากวันหยุดภาคฤดูร้อนของเธอ ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอให้เธอช่วยสอนวิชาวัฒนธรรมให้กับทั้งสอง ซึ่งหลี่ลี่เฉียงยังต้องไปโรงเรียนตอนเปิดภาคเรียน เพียงแต่เขาแค่ย้ายโรงเรียนแล้ว
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะรีบไปรีบกลับแล้วกัน” หลังจากที่พูดเสร็จ ฟู่เซินก็รีบไปรับเด็กสาวทั้งสองคนที่ตอนนี้กำลังเรียนเขียนอักษรอยู่ที่บ้านของผู้อาวุโสจิน !
เมื่อฟู่เยี่ยนพาหวังซู่เหมยมาถึงโรงพยาบาล ฉือหมิ่นก็ได้มารออยู่แล้ว ส่วนฟู่เจี๋ยฟ่างได้อยู่ดูแลน้องๆของเขาที่บ้าน เพราะตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉือหมิ่นเท่าไหร่ ดังนั้นเธอจึงมาถึงก่อน และเมื่อเห็นพี่สะใภ้ใหญ่มาถึง เธอจึงได้เข้ามาทักทายทันที
“น้องสะใภ้รอง ต้านีเป็นยังไงบ้าง ?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ เธอสบายดี เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ วันนี้หมอซูจะเป็นคนทำคลอดด้วยตัวเอง ต้านีจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน” ฉือหมิ่นรีบปลอบใจหวังซู่เหมยให้กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
“แล้วเสี่ยวหลิวล่ะ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ?”
“ตอนนี้น้องเขยอยู่ดูแลน้องสะใภ้ข้างในค่ะ เขาคอยดูแลต้านีไม่ยอมห่างเลย แต่ตอนนี้ต้านีเข้าไปในห้องคลอดแล้ว คงจะกลับออกมาในอีกไม่ช้า”
“เมื่อเช้าตอนที่ต้านีออกมาจากบ้าน เธอยังสบายดีอยู่เลยนี่นา มันเกิดอะไรขึ้นกัน ? ทำไมอยู่ดีๆถึงได้คลอดอย่างกะทันหันแบบนี้ล่ะ ?” หวังซู่เหมยถามถึงอาการของน้องสามี เพราะมันค่อนข้างอันตรายไม่น้อย
“คือว่า...” ฉือหมิ่นดูจะลังเลเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองมองไปรอบๆ และทุกคนก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ข้างๆเธอเต็มไปหมด ซึ่งมีคนถึงสามคนที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ และคนที่อยู่ตรงกลางนั้นยังเป็นคนที่ฟู่เยี่ยนรู้จักอีกด้วย
“ไป๋โม่ฉิง ?” ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นเธอแล้วเช่นกัน
“พี่สะใภ้ใหญ่…” ไป๋โม่ฉิงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด ตอนนี้ใบหน้าที่ดูเขินอายของเธอกำลังถูกมองโดยคนที่เธอไม่ชอบมากที่สุดอยู่
ส่วนอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ เธอนั้นยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา ทั้งสองคนเป็นผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงอีกหนึ่งคน จากนั้นฉือหมิ่นก็ได้พูดถึงเรื่องที่ฟู่ต้านีถูกชนจนล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง
เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานของไป๋โม่ฉิง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าไป๋และแม่เฒ่าเฉินยังคงเป็นกังวลมาก แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะไปคบหาดูใจกับใครบางคนข้างนอกเอง ซึ่งคนๆนั้นก็คือหูเทียน เพื่อนร่วมชั้นของเธอเอง เขาเคยอาศัยอยู่บ้านใกล้กับเธอ แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายออกไป
ทั้งสองคนได้ดูใจกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างเอาแต่ใจของไป๋โม่ฉิง ช่วงหลังๆ หูเทียนจึงไม่ได้เอาใจเธอมากนัก และเริ่มตีตัวออกห่างเธอเรื่อยๆ
แต่ครอบครัวของเขารับรู้เรื่องนี้แล้ว จึงได้ขอให้เขาดูแลเธอให้ดี เพราะตราบใดที่เขาแต่งงานกับลูกสาวตระกูลไป๋ ชีวิตของเขาก็จะดีขึ้น
ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะไม่ซื่อสัตย์ ด้านหนึ่งเขาก็ปั่นหัวไป๋โม่ฉิง อีกด้านหนึ่งก็แอบไปมีความสัมพันธ์กับสาวใช้ของตัวเอง ทั้งสองแอบไปทำอะไรกันอยู่พักหนึ่ง ไม่นานสาวใช้ก็ออกมาบอกว่าตัวเองตั้งท้อง แล้วบังคับหูเทียนให้แต่งงานด้วย หูเทียนสติแตกไปชั่วขณะเลยตอบตกลงไปทันที
ถึงแม้หูเทียนจะยินยอม แต่ครอบครัวของเขากลับไม่ยอมรับ ! สถานะของสาวใช้จะไปเทียบกับลูกสาวตระกูลไป๋ได้อย่างไร ? เรื่องนี้ยิ่งกดดันหูเทียนเข้าไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หูเทียนต้องพาสาวใช้มาตรวจสุขภาพอย่างลับๆแทน
ในตอนแรก หูเทียนคิดว่าจะพาสาวใช้มาตรวจสุขภาพก่อนคลอด แต่บังเอิญเพื่อนสนิทของไป๋โม่ฉิงมาเห็นเข้า หลังจากตรวจสอบประวัติการรักษาของทั้งสองก็รู้ว่าเป็นการมาตรวจครรภ์ แล้วนำเรื่องนี้ไปบอกกับไป๋โม่ฉิงทันที
ไป๋โม่ฉิงที่รู้ข่าวก็ได้รีบมาที่นี่เพื่อจะเอาเรื่องกับสองคน เธอขอลางานและตรงมาที่โรงพยาบาลในทันที ซึ่งเมื่อเธอเห็นหูเทียนมากับผู้หญิงอีกคน เธอก็เข้าไปทุบตีผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่รอช้า แต่หูเทียนก็ได้เข้ามาปกป้องผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอโกรธมากขึ้นไปอีก
ครั้งนี้ฟู่ต้านีนับว่าเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้ตัว เดิมทีเธอมาตรวจครรภ์ตามปกติ และกำลังเตรียมตัวกลับหลังจากตรวจเสร็จ แต่ทันทีที่เดินออกจากห้องตรวจของหมอ เธอก็โดนหูเทียนกับสาวใช้ที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนชนเข้าเต็มๆ
หลังจากนั้น เธอก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา เมื่อหมอซูได้ตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้งก็พบว่าน้ำคร่ำของฟู่ต้านีแตกแล้ว ฟู่ต้านีรู้สึกตกใจมาก และหมอซูก็ได้นำตัวเธอไปที่ห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ
ส่วนลุงหลิวก็ได้โทรกลับไปที่บ้านเพื่อแจ้งข่าวนี้กับทุกคน เดิมทีเขาต้องการจะเรียกตำรวจให้มาที่นี่ด้วย แต่โรงพยาบาลแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ทุกจุด และพวกเขาก็ได้เข้ามาคุมตัวคนที่ก่อความวุ่นวายเอาไว้ในทันที หากมีอะไรเกิดขึ้นกับฟู่ต้านีจริงๆ เขาไม่มีทางปล่อยให้สามคนนี้รอดไปได้อย่างแน่นอน
“อาสะใภ้รองคะ ช่วยพาหนูเข้าไปข้างในหน่อย ทุกคนรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ตอนนี้เราต้องเอายันต์แคล้วคลาดไปให้อาหญิงก่อน”
ยันต์นี้จะทำให้แม่และเด็กปลอดภัย และการคลอดก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
“เอาล่ะ เอามันมาให้ฉันเถอะ ฉันจะขอให้พยาบาลเอามันเข้าไปให้ต้านีเอง” ฉือหมิ่นกวักมือเรียกฟู่เยี่ยน ทันใดนั้นเองฉือหมิ่นก็นึกขึ้นมาได้ แท้จริงแล้วหญิงสาวคนนั้นคือน้องสาวของสามีฟู่เยี่ยนนี่เอง แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ก่อเรื่องในครั้งนี้ทั้งหมด แต่ตระกูลไป๋ก็ยังต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้โทรหาไป๋โม่เฉินทันที เธอได้ขอให้เขาไปคุยเรื่องนี้กับไป๋โม่อัน เพราะเธอไม่อยากจัดการเรื่องนี้โดยที่ไม่ปรึกษาใครเลย แม้ว่าไป๋โม่ฉิงจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่เธอก็มีส่วนกับความวุ่นวายในโรงพยาบาลครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ไป๋โม่เฉินกำลังช่วยอาจารย์จัดการกับปัญหาบางอย่างอยู่ในสำนักงาน ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยสอนแล้ว ดังนั้นเอกสารและข้อมูลต่างๆ จึงต้องผ่านมือเขาเป็นส่วนใหญ่
“สวัสดี ? อะไรนะ ? แล้วอาหญิงเป็นอย่างไรบ้าง ? อืม เข้าใจแล้ว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ไป๋โม่เฉินวางสายโทรศัพท์พร้อมกับคิ้วที่ขมวดแน่น ไป๋โม่อันต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ส่วนไป๋จวินถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ต้องมีคนนำเรื่องนี้ไปบอกเขาอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และโทรไปหาไป๋จวินก่อน ที่ทำแบบนี้เพราะเขาไม่รู้หมายเลขโทรศัพท์ของไป๋โม่อัน
เมื่อไป๋จวินรับสาย เขาคิดอยู่เสมอว่าลูกชายทั้งสองคนนั้นสบายดี แต่ไป๋โม่เฉินกลับโทรมาเพื่อขอแค่หมายเลขโทรศัพท์ของไป๋โม่อันเท่านั้น และไม่ได้พูดอะไรอีกเลย เขาจึงได้ให้มันไปด้วยความสับสน
ทันทีที่วางสายไป ก็ได้มีสายจากโรงพยาบาลโทรเข้ามา เมื่อไป๋จวินฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากเท่าไร เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น ทำไมกัน ! ทำไมเขาต้องมาเจอกับเรื่องน่าปวดหัวแบบนี้ทุกวันด้วย และเมื่อนึกถึงสายเรียกเข้าเมื่อครู่นี้ เขาก็รู้ได้ว่าลูกชายของเขาไม่อยากให้เขารู้เรื่องนี้
ความโกรธภายในใจของเขาได้หายไปครึ่งหนึ่ง หากเขาไม่ออกไปจัดการเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย ทางฝั่งญาติผู้ใหญ่ของฟู่เยี่ยนจะมองเขาเป็นคนแบบไหนกัน ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ได้ตรงไปที่โรงพยาบาลอย่างไม่ลังเล และตอนนี้ ไป๋โม่ฉิงและอีกสองคนที่ก่อความวุ่นวายก็ได้ถูกคุมตัวเอาไว้ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้ว ตระกูลฟู่ตัดสินใจที่จะไม่แจ้งความเรื่องนี้กับตำรวจ แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ไม่กล้าปล่อยพวกเขาไป
“พ่อคะ ? ทำไมพ่อถึงได้มาที่นี่ล่ะ ?” เมื่อเห็นไป๋จวิน ไป๋โม่ฉิงก็ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“จะให้ฉันทนอยู่เฉยๆได้อย่างไร ? หากมีใครเป็นอะไรขึ้นมา ลูกจะชดเชยให้พวกเขาไหวเหรอ ! ใครก็ได้ช่วยบอกฉันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมลูกไม่อยู่ที่กองทัพ บอกพ่อมาว่าลูกมาทำอะไรที่นี่ ?”
ไป๋จวินดูจริงจังมาก และในขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉิน และไป๋โม่อันก็ได้เดินเข้ามาพอดี
“พ่อคะ พ่อมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ” ฟู่เยี่ยนรีบเข้าไปทักทายเขาอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวฮั่ว อาของหนูเป็นอย่างไรบ้าง ?” ไป๋จวินพูดด้วยความละอายใจ
“ตอนนี้อาหญิงยังอยู่ในห้องคลอดค่ะ หนูยังไม่ได้ไปพบกับเธอเลย พ่อคะ พ่อคุยกับทุกคนก่อนเถอะค่ะ หนูขอตัวเข้าไปข้างในก่อน” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และให้ไป๋จวินเป็นคนจัดการเอง
ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้กล่าวทักทายไป๋จวิน ก่อนจะตามฟู่เยี่ยนไปที่หน้าห้องคลอด เหลือเพียงไป๋โม่อันและไป๋จวินเท่านั้นที่อยู่ที่นี่
ตอนที่ 597: สอนบทเรียน
ไป๋จวินที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลาย ลูกสาวของตัวเองดันซวยไปคบกับคนแบบนี้ แถมไอ้เด็กคนนี้ยังทำสาวใช้ท้องอีก !
“โทรหาตำรวจ และให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้ !” ไป๋จวินหันไปพูดกับไป๋โม่อัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่อันก็ได้ตอบสนองในทันที เขาไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลเพื่อขอใช้โทรศัพท์แจ้งความ
ที่นี่คือโรงพยาบาลทหาร ปกติแล้วสถานีตำรวจมักจะไม่เข้ามาที่นี่ หากมีปัญหาอะไร คนที่นี่ก็มักจะจัดการกันเองได้ พอไป๋จวินฟังเรื่องทั้งหมดอย่างชัดเจน ก็รู้ว่าคนที่ชนไม่ใช่ลูกสาวของตัวเอง เธอแค่เกี่ยวข้องทางอ้อมเท่านั้น
แต่ถึงจะไม่เป็นแบบนี้ หากความผิดทั้งหมดเกิดมาจากตัวลูกสาวของเขาจริงๆ แบบนั้นเธอก็ควรได้รับบทเรียนด้วยตนเองเช่นกัน
ไป๋โม่ฉิงมองไปที่พ่อของเธออย่างไม่อยากเชื่อสายตา พ่อของเธอขอให้พี่ชายโทรหาตำรวจ และเขาก็ทำจริงๆอย่างนั้นหรือ
“พ่อคะ !”
“อยู่ที่นี่ไปก่อน รอให้ตำรวจมาแล้วบอกทุกอย่างกับพวกเขาไปตามตรง ที่เหลือให้พวกเขาเป็นคนจัดการต่อได้เลย” ไป๋จวินไม่เคยรู้สึกอับอายขนาดนี้มาก่อนเลย เขารู้สึกว่าลูกสาวของเขามีนิสัยที่เหมือนกับแม่ของเธอไม่มีผิด
แม้ว่าเสี่ยวเฉินจะไม่ได้อยู่ในกองทัพแล้ว แต่เขาก็ยังมีงานที่ดีทำ เขาทำงานในมหาวิทยาลัยชื่อดัง หากวันไหนที่ไม่มีสอน เขาก็จะกลับมาดูแลผู้เฒ่าทั้งสองที่บ้าน
ส่วนโม่อันนั้น ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยทำให้ครอบครัวต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวเขามาก่อนเลย แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง แต่เขาก็ตั้งใจเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้สำเร็จและกลับมาอยู่ที่เมืองหลวงในที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างหนักของเขาเองทั้งหมด
มีเพียงไป๋โม่ฉิงเท่านั้นที่ถูกแม่ของเธอตามใจจนกลายเป็นคนที่แยกแยะถูกผิดไม่ออกแบบนี้
ไป๋โม่ฉิงได้ยินสิ่งที่พ่อของเธอพูดแล้ว และคำพูดของพ่อนั้นถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นเธอจึงหยุดพูด อย่างแย่ที่สุดเธอก็แค่ถูกลงโทษเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คงจะเพียงพอแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋โม่อันก็กลับมา และไป๋จวินก็ได้ลุกขึ้น เขาจะไปดูฟู่ต้านีที่ห้องคลอดสักหน่อย โดยให้ไป๋โม่อันคอยกำกับดูที่นี่เอาไว้
“พ่อครับ อีกสักครู่ตำรวจก็น่าจะมาถึงแล้ว ให้ผมอยู่ที่นี่เถอะครับ พ่อไปดูทางนู้นก่อนดีกว่า ผมเพิ่งได้ยินพยาบาลพูดกันว่าอาของพี่สะใภ้ใหญ่ตั้งครรภ์ลูกแฝดด้วยนะครับ...”
ไป๋โม่อันปรายตามองไปที่น้องสาวของเขาด้วยหางตา และเห็นว่าตอนนี้เธอกำลังสั่นไปทั้งตัว เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แค่เธอรู้สึกกลัวก็สามารถบอกได้แล้วว่าเธอยังคงมีจิตสำนึกอยู่ แบบนี้ยังพอมีความหวังที่เธอจะกลับตัวได้ !
ไป๋จวินเดินออกไปโดยไม่มองหน้าไป๋โม่ฉิงเลยด้วยซ้ำ เขารู้อยู่ในใจแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงออกไปจากที่นี่โดยที่ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก แต่ก่อนที่จะเดินออกไปนั้น เขาก็ได้มองไปยังไป๋โม่อันด้วยสายตาที่แฝงความนัย ราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง
ไป๋โม่อันพยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าถ้าหากน้องสาวของเขายังไม่ถูกสอนบทเรียนบ้าง เธอก็จะจริงจังไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้เธอได้เห็นเองว่าแฟนที่เธอเลือกมาเป็นคนแบบไหน !
หูเทียนเป็นคนที่หัวแข็งมาก เดิมทีเขายังคงต้องการที่จะใช้เรื่องที่เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับไป๋โม่ฉิงมาแก้ปัญหาครั้งนี้ แต่เขาไม่คิดเลยว่าพ่อของไป๋โม่ฉิงจะมาที่นี่ เขาจึงรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
ส่วนสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ก็ตกใจมากเช่นกัน ชายที่สวมชุดทหารคนนั้นจะต้องเป็นผู้นำที่มีตำแหน่งใหญ่โตอย่างแน่นอน ขณะที่เธอกำลังตกใจมากๆนั้น มันก็ได้ส่งผลให้เธอรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรงขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัสมากเลยทีเดียว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของหูเทียนก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที ก่อนจะตะโกนออกไปว่า: เธอคนนี้ก็กำลังท้องลูกของเขาอยู่เหมือนกัน ! มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย พวกเขาไม่ได้ตั้งใจชนผู้หญิงคนนั้น แต่ตอนนี้ผู้หญิงของเขากำลังแท้งลูกแล้ว !
ทันทีที่พูดจบ สถานการณ์ก็กลายเป็นความยุ่งเหยิงวุ่นวายกันไปหมด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง สิ่งที่เห็นก็คือภาพแบบนี้ พวกเขาจึงทำได้เพียงเริ่มจากการทำบันทึกปากคำของไป๋โม่ฉิง ส่วนอีกฝ่ายแท้งลูกไปแล้ว สถานการณ์มันแก้ไขไม่ได้ จึงต้องไปตรวจสอบอาการของผู้หญิงคนที่ถูกพวกเขาชนก่อนว่าอาการในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็แจ้งไป๋โม่อันว่าถ้าสามารถขอยอมความจากผู้เสียหายได้ เรื่องนี้ก็จะสามารถทำให้เป็นเรื่องเล็กลงได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลจากอาการของผู้เสียหายก่อนว่าเป็นอย่างไร
ไป๋โม่อันขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูดออกมา เขาคิดว่าเอาเถอะ เรื่องมันเป็นแบบนี้แล้ว เขาจึงตามเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปชั้นบน ตอนนี้ฟู่ต้านีคลอดลูกแล้ว เป็นลูกชายฝาแฝด ตอนนี้ทั้งคุณแม่และเด็กๆ ได้ถูกพาไปที่ห้องผู้ป่วยแล้ว
ทางด้านไป๋จวินก็ได้ไปพบคณบดีและได้ขอห้องพักเดี่ยวให้กับต้านี เพราะห้องพักเดี่ยวนั้นมีพื้นที่มากมาย ทั้งยังมีเตียงนอนหลายเตียงอีกด้วย ไม่นานนัก เขาก็ได้เห็นไป๋โม่อันเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้รู้ว่าสาวใช้คนนั้นแท้งลูกไปเสียแล้ว
“มันขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะครับว่าต้องการแบบไหน หากคุณต้องการให้พวกเขารับโทษและปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ เราก็จะทำตามนั้น แต่หากคุณไม่ติดใจอะไร ก็ให้คนเหล่านั้นมาขอโทษคุณได้” คนที่ดูแลเรื่องนี้คือตำรวจอาวุโส ซึ่งเขาก็รู้ถึงความผิดปกติของสถานการณ์นี้ดี
หากไม่มีการแท้งลูกเกิดขึ้น ก็แค่ดำเนินการตามกฎข้อบังคับที่ต้องทำเท่านั้น แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายต้องประสบกับความสูญเสีย เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ยากในการดำเนินการอย่างแน่นอน
ลุงหลิวรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาจึงไม่อยากพูดคุยเรื่องนี้กับเด็กทั้งสองคนให้พวกเขาลำบากใจ น้องสาวของเสี่ยวไป๋ไม่ได้ทำให้ต้านีเป็นแบบนี้ เป็นสองคนนั้นต่างหาก ดังนั้นเขาจึงมีความคิดบางอย่างอยู่ภายในใจแล้ว
“เป็นสองคนนั้นต่างหากล่ะครับที่ชนภรรยาของผม ผมจึงอยากให้ดำเนินการกับพวกเขาจนถึงที่สุด ส่วนเด็กสาวอีกคนหนึ่งแค่ตามพวกเขามาเท่านั้น แถมยังช่วยพยุงภรรยาของผมขึ้นมาตอนที่โดนสองคนนั้นชนด้วย เด็กสาวคนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด ผมยินดีไม่เอาความเธอครับ”
ไป๋โม่เฉินรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่ลุงหลิวพูดนั้นก็เพื่อจะรักษาหน้าของพวกเขาเอาไว้ เขาจึงได้มองไปที่ไป๋จวินอย่างเงียบๆ และตอนนี้อาหญิงก็ปลอดภัยแล้ว ดังนั้นลุงหลิวจึงไม่ได้ติดใจอะไรกับไป๋โม่ฉิงอีก
หากไป๋จวินไม่ได้มาที่นี่และอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับต้านี ลุงหลิวคงไม่จริงจังกับเรื่องนี้ ทุกคนในครอบครัวต่างก็รู้ดีว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับสองคนนี้เท่าไหร่ และที่สำคัญเป็นเพราะเขาเห็นแก่เสี่ยวฮั่วด้วยนั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงเข้าใจทุกคน และเรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ไป๋จวินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกกระดากอายมากขึ้นกว่าเดิม ชายตรงหน้าทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้เลยหรือ
เมื่อเห็นเช่นนี้ ตำรวจอาวุโสก็เข้าใจถึงสถานการณ์ทั้งหมดเช่นกัน เขาจึงได้ลงไปชั้นล่างทันที แม้ว่าอีกฝ่ายจะแท้งลูกไปแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ไป๋โม่อันก็ตามลงไปด้วย เพราะถ้าเขายืนอยู่ที่นั่นก็รู้สึกอับอายจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี !
“น้องหลิว ทำไมถึงทำแบบนี้กันล่ะ พวกนายไม่จำเป็นต้องแก้ต่างให้กับเราเลย ฉันก็แค่อยากจะให้เสี่ยวฉิงได้รับบทเรียนบ้างก็เท่านั้นเอง”
“พี่เขย เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะให้บทเรียนกับเธอหรอกนะ แต่เพราะเธอเองก็เป็นหลานสาวคนหนึ่งของผมเหมือนกัน เธอยังเด็ก หากกลับไป พี่ก็ค่อยๆพูดกับเธอเถอะครับ ส่วนเรื่องคนที่ทำผิดกับผม พวกเขาก็ได้ชดใช้ไปแล้ว” แม้ว่าลุงหลิวจะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เขาก็ยังคงพูดถึงแต่เรื่องดีๆ
ในเมื่อเรื่องทั้งหมดได้ผ่านไปแล้ว เขายังต้องพูดอะไรอีก ? โชคดีมากแล้วที่ทั้งภรรยาและลูกๆของเขาปลอดภัย
“ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องขอตัวก่อน ต้านี เธอต้องพักผ่อนเยอะๆนะ เอาไว้ถ้าจัดงานเลี้ยงต้อนรับเด็กทั้งสองคนอย่าลืมชวนฉันด้วยล่ะ ฉันอยากไปดื่มฉลองด้วย” หลังจากที่พูดจบ ไป๋จวินก็ได้กลับออกไป ซึ่งไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนก็ได้ตามเขาออกไปเช่นกัน
“เธอกลับไปช่วยดูแลลูกพี่ลูกน้องของเธอก่อนเถอะ ฉันจะไปส่งพ่อเอง” ไป๋โม่เฉินหันกลับมาพูดกับฟู่เยี่ยน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รู้ดีว่าเขามีบางอย่างจะคุยกับพ่อของเขา
“พ่อคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ”
“สาวน้อย หนูกลับไปช่วยแม่ของหนูเถอะ” ไป๋จวินพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะกลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนกลับเข้าไปแล้ว สองพ่อลูกก็ได้เดินลงไปชั้นล่างด้วยกัน
“ขอบคุณที่ช่วยพ่อแก้ไขปัญหาในวันนี้ด้วย ครั้งนี้เป็นความผิดของโม่ฉิง เอาไว้กลับไป พ่อจะสอนบทเรียนให้กับเธอเอง” ไป๋จวินพูดกับไป๋โม่เฉิน
ส่วนไป๋โม่เฉินยังคงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ การให้บทเรียนกับไป๋โม่ฉิงเป็นหน้าที่ของพ่ออยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
“ผมมาส่งพ่อแค่นี้นะครับ ผมขอกลับขึ้นไปช่วยดูแลข้างบนก่อนนะครับ !” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้หันหลังกลับทันที ทิ้งให้ไป๋จวินยืนอยู่ที่เดิม ไป๋จวินถอนหายใจเบาๆด้วยความเหนื่อยใจ
เมื่อเขาลงไปชั้นล่าง ตำรวจอาวุโสก็ได้พาหูเทียนไปที่สถานีตำรวจแล้ว และคาดว่าเขาคงต้องถูกกักขังนานถึงสิบห้าวัน ส่วนไป๋โม่ฉิงยังคงสบายดี โดยเธอถูกปรับเงิน500หยวนเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี
ไป๋โม่อันได้จ่ายเงินให้กับเธอไปแล้ว และทั้งสองก็กำลังยืนรอไป๋จวินกลับลงมาอยู่ ไป๋จวินไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกับทั้งสองคน
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนกำลังคุยกับลุงหลิวเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่
“ไม่ต้องเห็นแก่หนูถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เธอไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราอยู่แล้ว”
“เด็กน้อย พ่อสามีของเธอมาที่นี่และเขาก็เป็นคนอำนวยความสะดวกพร้อมกับช่วยเหลือเราทุกอย่าง สิ่งที่เขาทำ ลุงรู้สึกประทับใจมากจริงๆ และที่สำคัญ น้องสาวสามีของเธอก็ไม่ได้เป็นคนทำให้ต้านีเป็นแบบนี้ด้วย”
ลุงหลิวเล่าความจริงออกไป และฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้อีกต่อไป ไม่นานนัก ไป๋โม่เฉินก็ได้เปิดประตูเข้ามา ก่อนจะถามว่ามีอะไรที่เขาต้องทำอีกหรือเปล่า
หวังซู่เหมยจึงได้ขอให้เขากลับไปที่บ้าน เพราะตอนนี้ที่นั่นมีแค่เด็กๆ และผู้หญิงตั้งครรภ์อยู่กันตามลำพัง!
ตอนที่ 598: ผลประโยชน์แอบแฝง
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าไป๋จวินจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร เธอรู้แค่ว่าตอนนี้ไป๋โม่ฉิงถูกย้ายกลับมาทำงานด้านธุรการในหน่วยงานใต้บังคับบัญชาของเขา
ช่วงนี้เธอยุ่งมากเลยทีเดียว และยังต้องระวังไม่ให้คนภายนอกสังเกตเห็น ดังนั้นเธอเลยกลับบ้านทุกวัน แม้ภายนอกจะดูเหมือนเธอกำลังช่วยอาหญิงดูแลเด็กๆ แต่แท้จริงแล้วเธอกำลังศึกษาค่ายกลร่วมกับลุงหลิวอย่างลับๆ
ตอนนี้ หวังซู่เหมยคอยดูแลอาหญิงไม่ห่าง และยังพี่สะใภ้หลี่ พี่เลี้ยงเด็กที่จางเหว่ยช่วยหามาให้ช่วยเลี้ยงเด็กทั้งสองคนด้วย เธอเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กมาก่อน แต่นายจ้างคนเก่าของเธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศ จึงทำให้ช่วงนี้เธอว่างงาน จางเหว่ยจึงได้แนะนำเธอให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับตระกูลฟู่
เธอเป็นคนที่สะอาดสะอ้าน เรียบร้อย ไม่ค่อยพูด ทำกับข้าวเก่ง และยังสามารถดูแลเด็กๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เธอช่วยดูแลเด็กทารกทั้งสองอย่างไม่มีที่ติ โดยที่ลุงหลิว ฟู่ต้าหย่ง และหวังซู่เหม่ยแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วน้องสาวของเขายังต้องให้นมลูก และตามธรรมเนียมแล้ว ลูกสาวก็ต้องห่างคนเป็นพ่ออยู่แล้ว ยิ่งเป็นน้องสาวของเขาด้วย เขาจึงมักจะอยู่ข้างนอกคอยดูแลเด็กๆที่โตแล้วแทน
เมื่อฟู่เยี่ยนมาถึง เธอก็ได้เข้าไปช่วยอุ้มเด็กทั้งสองเอาไว้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรืออาจจะเป็นเพราะน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติที่ฟู่เยี่ยนให้อาหญิงดื่มไปก่อนหน้านี้ เด็กทั้งสองคนจึงชอบเวลาที่ได้อยู่ใกล้กับเธอมาก
ผู้เฒ่ามู่เองก็อยากเจอเด็กทั้งสองคนเหมือนกัน ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น เขาจึงรีบมาหาพวกเขาในทันที และพวกเขายังได้ช่วยกันตั้งชื่อให้กับเด็กทั้งสองคนอีกด้วย คนโตมีชื่อว่าหลิวหลิงหยุน และคนเล็กชื่อว่าหลิวเทียนหยุน ชื่อนี้ก็สะท้อนถึงความตั้งใจของเขา ‘หลิงหยุน’ หมายถึงความทะยานสู่ฟ้า และ ‘เทียนหยุน’ ก็หมายถึงการโบยบินไปถึงท้องฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหวังและความปรารถนาของผู้เฒ่ามู่อย่างชัดเจน
ในเมื่อมีชื่อจริงแล้ว ลุงหลิวจึงได้ขอความเห็นจากฟู่ต้าหย่งในการช่วยตั้งชื่อเล่นให้กับลูกชายฝาแฝดทั้งสองคนของเขาด้วย เขาอยากให้ลูกของเขามีชื่อเล่นเหมือนกับลูกๆของฟู่ต้าหย่ง ที่เสิ่นซู่ฉีได้ตั้งไว้ให้ตามชื่อธาตุทั้งห้า
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งสุดท้ายเขาก็ตั้งชื่อเล่นให้เด็กน้อยทั้งสอง คนหนึ่งชื่อ ‘เสี่ยวหมิง’ ส่วนอีกคนชื่อ ‘เสี่ยวเหลียง’
ลุงหลิวคิดอยู่ในใจ มันเป็นชื่อที่ไม่เลวเลยทีเดียว เขาจึงไม่ได้โต้แย้งอะไร...
ในที่สุดการตั้งชื่อก็ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสองมีชื่อเล่นว่าเสี่ยวหมิงและเสี่ยวเหลียง แม้ว่าพวกเขาจะคลอดก่อนกำหนด แต่ทั้งสองก็ยังคงแข็งแรงดี
น้ำหนักตอนคลอดของคนโตหนัก2.7กิโลกรัม ส่วนคนเล็กหนัก2.6กิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่ได้เบาเลย หลังจากผ่านช่วงปรับตัว พวกเขาก็ได้ชั่งน้ำหนักของเด็กทั้งสองอีกครั้ง ปรากฏว่าเด็กทั้งสองคนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาคนละ1กิโลกรัมเลยทีเดียว
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่าเด็กทั้งสองคนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอจึงคิดว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย ตราบใดที่ฟู่เยี่ยนอยู่ที่บ้าน เธอมักจะแอบเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์มาปรุงอาหารให้กับอาหญิงอยู่เสมอ
บางครั้งเธอก็แอบเอามันไปวางในครัว หรือไม่ก็แอบเติมลงไปในซุป มันไม่ได้ส่งผลกระทบใดต่อรสชาติของอาหารเลย และยังไม่มีใครสังเกตเห็นอีกด้วย ดังนั้นหลังจากที่ผ่านช่วงพักฟื้นร่างกายหลังคลอด ฟู่ต้านีจึงดูมีน้ำมีนวลขึ้น รวมไปถึงมีผิวที่ขาวเนียนขึ้นอีกด้วย
เสิ่นกั๋วเฉียงเองก็รู้สึกชอบเด็กชายสองคนมากเช่นกัน ยิ่งเขามีอายุที่เยอะขึ้น เขาก็ชอบเด็กๆมากขึ้นตามไปด้วย เข้ามักจะมาดูเด็กทั้งสองคนอยู่บ่อยๆด้วยความรู้สึกนี้ เขาจึงอยากจะเร่งเร้าให้เสิ่นรั่วหลิงแต่งงานเร็วๆ หากเป็นไปได้ เขาอยากให้เธอแต่งงานโดยเร็วที่สุดเสียด้วยซ้ำ !
ตอนนี้ เสิ่นรั่วหลิงกำลังอยู่ในช่วงคบหาดูใจ ดังนั้นเธอจึงยังไม่ได้คิดถึงเรื่องแต่งงานเลย ส่วนมู่อี้อันก็คิดว่าเขาอยากให้เสิ่นรั่วหลิงเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ในช่วงเวลาที่วุ่นวายนี้ สัญญาครึ่งปีระหว่างฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหลี่ก็ใกล้เข้ามาถึง เรื่องราวต่างๆกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ จนฟู่เยี่ยนยังรู้สึกได้ว่าในช่วงนี้มีคนมากมายวนเวียนไปมาอยู่รอบตัวเธอ
ส่วนใหญ่ก็เพราะถึงช่วงฤดูจบการศึกษา ครั้งนี้เป็นการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัย และฟู่เยี่ยนยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอาจารย์ให้กับศาสตราจารย์หวงด้วย ทำให้มีคนมากมายแวะเวียนมาหาเธอเพื่อทำความรู้จัก หรือแอบคบค้าสมาคม ทั้งฝั่งฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็มีเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
ซึ่งผู้คนเหล่านี้มีเจตนาแอบแฝงอย่างชัดเจน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องคัดกรองอย่างละเอียดก่อน เนื่องจากฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินไม่ได้ปิดบังเรื่องที่เริ่มทำธุรกิจ เมื่อทุกคนเห็นว่าธุรกิจของทั้งสองกำลังไปได้ด้วยดี จึงมีบางคนต้องการจะสอบถามดูว่าตัวเองสามารถทำธุรกิจแบบนี้บ้างได้หรือไม่
ทางด้านนักศึกษารุ่นน้องก็ต้องการถามเกี่ยวกับวิชาเอกของตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่มีใครสามารถรอดพ้นสายตาของฟู่เยี่ยนได้เลย เช่นเดียวกับนักศึกษารุ่นน้องอย่างซ่งอิงไฉที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้
“รุ่นพี่ ผมได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยของเรากำลังจะเปิดสอนชั้นเรียนวิชาฮวงจุ้ยด้วย จะเปิดสอนเมื่อไหร่เหรอครับ ?”
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะพบกับรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่ยังคงแฝงความผิดปกติเอาไว้ เขาทำราวกับว่าสนใจในหลักสูตรนี้และกระตือรือร้นที่จะเรียนมากๆ
“ใช่แล้วล่ะ รุ่นน้อง นายสนใจเหรอ ?”
“ใช่แล้วครับ คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมของเราจำเป็นต้องทำงานในสุสานโบราณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว และทุกอย่างก็เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ย บางครั้งการที่เราเชื่อในเรื่องวัตถุนิยมมากเกินไปก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เจอได้ ดังนั้นผมจึงอยากศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมครับ”
ซ่งอิงไฉดูเป็นเด็กดีมากๆ ด้วยท่าทางของเขา สามารถบอกถึงสถานะทางครอบครัวได้อย่างชัดเจน เขาดูไม่ใช่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ทั้งยังแต่งตัวคล้ายกับเด็กที่มาจากครอบครัวชาวนาอีกด้วย
ทว่าบังเอิญเด็กหนุ่มลูกชาวนาคนนี้กลับสวมเสื้อสเวตเตอร์ขนสัตว์ ซึ่งเขาได้สวมมันเอาไว้ภายใต้ชุดเก่าๆ มีเพียงปกเสื้อเล็กๆเท่านั้นที่ยื่นออกมา
ครั้งสุดท้ายที่ฟู่เยี่ยนเห็นมันในห้างสรรพสินค้า เสื้อตัวนี้มีราคาสูงถึง80หยวนเลยทีเดียว ซึ่งด้วยเงินจำนวนนี้ เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่มหาวิทยาลัยได้ถึงครึ่งปีเลยทีเดียว
หากจะไม่สงสัยอะไรเกี่ยวกับชายคนนี้คงเป็นไปไม่ได้สำหรับฟู่เยี่ยนอย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงคิดจะใช้เขาเพื่อทดลองยันต์ชนิดใหม่ของเธอ
โดยเธอได้แรงแรงบันดาลใจเหล่านี้มาจากตอนที่เธอไปเกาะฮ่องกงเมื่อครั้งล่าสุด ฟู่เยี่ยนจึงได้พัฒนายันต์ที่สามารถแอบฟังเสียงทั้งหมดของคนๆหนึ่งได้ถึงสามวันขึ้นมา
หลังจากที่พูดคุยกับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้สัญญาว่าจะให้ข้อมูลบางอย่างกับเขาในวันพรุ่งนี้ และซ่งอิงไฉก็ได้แยกตัวออกไปเพราะถึงเวลาเรียนของเขาแล้ว ขณะที่เขาหันหลังกลับ ฟู่เยี่ยนก็ได้สะบัดมืออย่างรวดเร็ว และยันต์ของเธอก็ได้พุ่งไปที่หลังของเขาโดยตรง
ซ่งอิงไฉไม่ได้มีท่าทีโต้ตอบใดๆเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมีท่าทีที่ดูอิ่มเอมใจขณะที่ได้เข้าใกล้รุ่นพี่คนสวยอย่างฟู่เยี่ยน ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองสามารถรายงานผลได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง หากทุกคนที่ถูกส่งมาเป็นแบบนี้ทุกคน เช่นนั้นก็คงจัดการได้ง่ายขึ้นหน่อย ทว่าต่อให้เธอใช้ยันต์ติดตามกับอีกฝ่าย แต่มันก็เป็นการละเมิดกฎ ดังนั้นเธอจึงต้องบอกเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหลี่เสียก่อน
วันนี้เธอจึงตัดสินใจกลับไปที่บ้านในทันที เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผู้อำนวยการหลี่มาส่งหลี่ลี่เฉียงที่บ้านของเธอพอดี ตอนนี้หลี่ลี่เฉียงไปโรงเรียนแล้ว และตกลงกันว่าจะมาที่บ้านของเธอหลังเลิกเรียน
ในช่วงบ่าย เธอได้ใช้โทรศัพท์ในห้องทำงานของศาสตราจารย์หวงโทรหาผู้อำนวยการหลี่แล้ว โดยเธอได้ขอให้เขารอเธออยู่ที่บ้านตอนที่มาส่งลูกชาย
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน หลี่ลี่เฉียงก็กำลังพูดคุยกับฟู่เหยาอยู่ข้างนอก ส่วนผู้อำนวยการหลี่นั้นกำลังคุยกับเสิ่นกั๋วเฉียงในห้องรับแขก โดยทั้งสองได้พูดคุยกันถึงเรื่องทั่วไป
เสิ่นกั๋วเฉียงต้องการจะซื้อบ้านในเมืองหลวง แต่ตอนนี้บ้านเรือนสี่ประสานห้าทางเข้านั้นหายากมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องการจะซื้อบ้านสามทางเข้าแทน เขาอยากทำเป็นเรือนหอให้กับเสิ่นรั่วหลิง ซึ่งเรื่องเงินนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย
ส่วนจางเหว่ยก็ได้รับฟังสิ่งที่ชายชราต้องการและหามันจนทั่วแล้ว เขาไม่พบบ้านแบบที่ชายชราต้องการเลย และบ้านหลังอื่นที่เขานำมาเสนอก็ไม่ค่อยถูกใจชายชราเท่าไหร่
“ตอนนี้ที่ดินในย่านนี้มีหลายที่ประกาศขายด่วน แต่ก็มีหลายที่ที่จัดการยาก แค่เรื่องสิทธิ์ในที่ดินก็เกี่ยวข้องกับหลายครอบครัวถึงสิบกว่าครอบครัวเลย ดังนั้นมันจึงไม่ง่ายที่จะซื้อ ถ้ามีเงินแบบนั้น ไปซื้อของคนอื่นดีกว่า”
ผู้อำนวยการหลี่รู้ถึงสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างดี เขาไม่ใช่คนที่รู้แค่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
“ทวดคะ อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้ไปเลยค่ะ ทวดจะต้องซื้อบ้านของตัวเองได้อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ตอนที่เธอซื้อบ้าน เธอเลือกที่นี่ก็เพราะว่ามันจะไม่ถูกรัฐซื้อคืนนั่นเอง
เอาไว้ค่อยสอบถามเรื่องนี้กับครอบครัวที่อยู่ในละแวกนี้ก็ได้ เมื่อทุกอย่างดูเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ค่อยติดต่อกับเจ้าของบ้านอีกครั้งในภายหลัง
เสิ่นกั๋วเฉียงรู้อยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหลี่มีเรื่องต้องคุยกัน ดังนั้นเขาจึงได้ลุกออกไปเพื่อให้ทั้งสองได้คุยกันต่อ
ตอนที่ 599: แผนการตกปลาตัวใหญ่
เมื่อฟู่เยี่ยนเล่าถึงเรื่องนี้ ผู้อำนวยการหลี่กลับไม่ได้รู้สึกท้อแท้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขารู้สึกตื่นเต้นเสียมากกว่า
“เธอรู้หรือเปล่า ฉันเก็บเรื่องนี้เอาไว้กับตัวเองมาครึ่งปีแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องพูดถึงมันสักที ยกเว้นสมาชิกในทีมรวมทั้งตัวฉันและผู้อำนวยการหยู เราต่างก็รู้ว่าคนอื่นคิดว่าภารกิจที่ทีมของเธอรับผิดชอบอยู่เสร็จสิ้นลงไปแล้ว”
“แต่ฉันกลับเข้าออกบ้านของเธออยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกสับสนขึ้นมาอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วภารกิจของเธอเสร็จสิ้นลงแล้วหรือยัง บางทีบันทึกของเสิ่นเฉิงหมินอาจไม่ได้เป็นความลับอะไรก็ได้”
“เขามีบุคคลระดับสูงคอยสนับสนุนอยู่เบื่องหลัง แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าบุคคลระดับสูงคนนั้นเป็นคนของประเทศนั้นหรือประเทศไหน”
“มันไม่สำคัญเลยว่าเธอจะเคลื่อนไหว แต่ถ้าเธอเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง คาดว่าพวกเขาก็คงจะรู้เรื่องนี้ได้ทันที !”
ดวงตาของผู้อำนวยการหลี่ดูเฉียบคมมาก เลือดจะไม่ไหลออกมาหากไม่มีบาดแผล ฉะนั้นมันถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
“หนูได้ยินพี่รองกับพี่สาวของหนูบอกว่าพวกเขาก็มีคนที่พยายามเข้าหาเยอะเหมือนกัน คนพวกนั้นน่าจะมุ่งเป้ามาหาหนูแน่ๆ แต่ยังต้องคัดกรองดูอีกที เพราะทั้งสองคนทำธุรกิจโรงงานอยู่นอกบ้าน ส่วนทางครอบครัวของเราไม่ใช่ว่าจะไม่มีแขก หนูจะระวังเรื่องนี้ให้ดี”
“ครอบครัวของหนูมีแขกมาเยี่ยมเกือบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว ไว้หนูจะบอกเรื่องนี้กับลุงหลิวเอง”
ฟู่เยี่ยนวิเคราะห์ว่าคนพวกนี้คงจะวางแผนแบบ ‘หว่านแหเป็นวงกว้าง’ พวกเขาไม่สนว่าจะสำเร็จกับใคร แค่เข้าใกล้สมาชิกในครอบครัวของเธอได้ ก็เท่ากับเข้าใกล้ตัวเธอเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว
“อืม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเธอเปิดทางให้คนเหล่านั้นเข้ามา เราก็ต้องวางแผนระยะยาวเพื่อจับปลาตัวใหญ่ให้ได้ อีกอย่างเราได้พักภารกิจเอาไว้เกือบครึ่งปีแล้ว มันถึงเวลาที่เราต้องเร่งแก้ไขเรื่องชีพจรมังกรโดยเร็วที่สุดแล้ว ดังนั้นครั้งนี้มันขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะว่าจะสามารถจับตัวคนๆนั้นได้หรือเปล่า !”
ผู้อำนวยการหลี่รู้ดีว่า เรื่องนี้น่าจะมีหนอนบ่อนไส้ภายในเกี่ยวข้องด้วย แต่เรื่องเหล่านี้เขาสามารถจัดการได้เอง ขอแค่รักษาความปลอดภัยให้แน่นหนา ก็ไม่น่าจะมีการรั่วไหลของข้อมูล
“เอาล่ะค่ะ การที่เราแสร้งทำเหมือนกับเป็นเสือที่กำลังหลับอยู่นั้น ก็เพื่อทำให้คนเหล่านั้นตายใจเท่านั้นเอง”
ทั้งสองวางแผนแล้ว และฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่มู่อี้อันจะกลับมาร่วมทีมกับเธออีกครั้ง ในช่วงนี้เขาว่างอยู่พอดี ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ได้ศึกษาและฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ไม่ว่าผลการฝึกของเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถึงเวลาที่เขาต้องออกเดินทางแล้ว !
ด้วยเหตุนี้ มู่อี้อันจึงได้รับแจ้งจากฟู่เยี่ยนว่าวันหยุดที่แสนสุขของเขากำลังจะจบลง และตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาต้องมาที่บ้านฟู่ทุกวัน
เมื่อเร็วๆนี้ทุกคนในครอบครัวต่างก็รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนกำลังยุ่ง รวมไปถึงมู่อี้อันและลุงหลิวก็เช่นกัน ฟู่เยี่ยนไปที่มหาวิทยาลัยไม่บ่อยนัก แต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่ไปเลย เพราะหากเธอไม่ไป แล้วคนพวกนั้นจะเข้าหาเธอได้อย่างไรกัน ?
ตราบใดที่เป็นชั้นเรียนของศาสตราจารย์หวง ฟู่เยี่ยนก็จะไปเป็นผู้ช่วยสอน เธอได้บอกกับศาสตราจารย์หวงไปว่าช่วงนี้เธอยังมีเวลาว่างพอที่จะมาช่วยได้ แต่ก็คงจะมีงานยุ่งในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน
ศาสตราจารย์หวงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เด็กคนนี้ไม่ได้บอกกับเขาว่าเธอจะมาเป็นผู้ช่วยสอนของเขาตลอดไปหรอกหรือ ? ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้กันล่ะ ?
เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เพียงแค่มองไปที่ฟู่เยี่ยนแล้วยิ้มเท่านั้น ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร เขาก็พร้อมที่จะยอมรับ ทั้งยังไม่ถามถึงเรื่องส่วนตัวของเธออีกด้วย เพราะเขาคิดว่าเธอต้องกำลังทำอะไรที่สำคัญมากอยู่อย่างแน่นอน !
ซ่งอิงไฉ ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่ฉลาดมาก เขาไม่ได้มาหาฟู่เยี่ยนพร้อมกับคนอื่น โดยเขาจะเลือกมาหาเธอเวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วย เพื่อจะสามารถพูดคุยกับเธอได้อย่างสะดวกนั่นเอง
แต่ระยะนี้เขาได้พาเพื่อนร่วมหอพักเดียวกันกับเขา ซึ่งเรียนภาควิชาโบราณคดีด้วยกันมาด้วย เด็กคนนั้นมีชื่อว่ากู้ฮุย
เพียงแต่ฟู่เยี่ยนไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์ของเขาคืออะไร ดังนั้นเธอจึงแสร้งพูดคุยกับพวกเขาด้วยความกระตือรือร้น และยังเคยให้เอกสารบางอย่างกับเขา ซึ่งก็เป็นเอกสารที่ฟู่เยี่ยนจัดเตรียมไว้เอง เป็นข้อมูลที่ง่ายที่สุดและไม่รั่วไหลอะไร
หลังจากที่ได้คุยกันไม่กี่ครั้ง ซ่งอิงไฉและกู้ฮุยก็ดูจะสนิทสนมกับฟู่เยี่ยนมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนไป๋โม่เฉินก็รู้ดีว่าเธอกำลังวางแผนตกปลาตัวใหญ่อยู่ และเขาก็ได้พบกับทั้งสองคนหลายครั้งแล้วในโรงอาหาร ซึ่งเขาก็เป็นคนที่ใจดีมาก และยังชวนให้ทั้งสองมาเที่ยวเล่นที่บ้านอีกด้วย
ในตอนนี้ ซ่งอิงไฉกำลังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฟู่เยี่ยนก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว จึงได้ติดต่อกับคนที่อยู่เบื้องหลังของเขาอีกที
ฟู่เยี่ยนได้ใช้ยันต์กับเขาไปหลายครั้ง แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จนในที่สุด ด้วยความช่วยเหลือของไป๋โม่เฉิน แผนการของเธอจึงมีความก้าวหน้าเสียที
ฟู่เยี่ยนเผากระดาษยันต์ในมือของเธอ ตอนนี้เธอคิดว่าในที่สุดเธอก็จับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว มีใครบางคนอยู่เบื้องหลังซ่งอิงไฉจริงด้วย ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้ว ดูเหมือนว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่คนธรรมดา
แต่ก็ยากที่จะบอกว่าปลาตัวนั้นเป็นปลาใหญ่หรือไม่ เพราะชายคนนั้นไม่ได้ให้คำตอบโดยตรง และขอให้เขารอก่อน โดยจะให้คำแนะนำในภายหลัง ส่วนกู้ฮุยนั้น เธอยังไม่สังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติ
หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่รู้ เขาก็ได้กำหมัดแน่น และแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เริ่มการต่อสู้ครั้งใหญ่
ในที่สุด ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซ่งอิงไฉและกู้ฮุยก็ได้บอกว่าพวกเขาจะพาเพื่อนร่วมชั้นมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับศาสตร์ของฮวงจุ้ยกับฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนใช้บ้านหลังใหม่ของเธอต้อนรับพวกเขา และบ้านทั้งหลังก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเธออย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าใครจะทำอะไรในบ้านของเธอ ไม่มีอะไรที่สามารถรอดพ้นสายตาเธอไปได้เลย
ดังนั้นเธอจึงได้ปล่อยให้นักศึกษารุ่นน้องเหล่านี้เยี่ยมชมบ้านของเธออย่างเป็นกันเอง และตอนที่มาถึงเรือนกระจกในสวนหลังบ้าน
ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกกับทุกคนไปว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเธอใช้เป็นสถานที่ทำการทดลองต่างๆ หากเข้าไปเธอเกรงว่าจะไปรบกวนการเตรียมการของเธอ จึงไม่อยากให้ใครเข้าไปข้างใน จากนั้นเธอก็ได้พาทุกคนไปที่ห้องนั่งเล่นแทน
เห็นได้ชัดเลยว่าหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เธอพูด ดวงตาของซ่งอิงไฉก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างผิดปกติ และสิ่งนี้ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของฟู่เยี่ยนไปได้
แต่สำหรับกู้ฮุยนั้น เขาอาจจะมีตำแหน่งสูงกว่าซ่งอิงไฉ หรือไม่ก็อาจจะใช้ประโยชน์จากซ่งอิงไฉอยู่
ช่างน่าสนใจจริงๆ !
หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เธอยังไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา ตอนนี้เธอกำลังสงสัยว่าพวกเขากำลังทำเพื่อเงินอยู่หรือเปล่า ?
หากพวกเขาสามารถเข้าเรียนภาควิชาโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยตี้ตูได้ พวกเขาย่อมได้รับการรับประกันว่าจะมีงานทำอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็จะได้กลับไปทำงานที่บ้านเกิด เพราะไม่ว่าจะเป็นในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือทีมโบราณคดี ทุกแห่งล้วนต้องการคนทำงานทั้งนั้น
หากพวกเขาเก่งในวิชาเอกที่เลือกเรียน หรือมีครอบครัวเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่กว้างขวาง ก็เป็นไปที่พวกเขาจะอยู่ในเมืองหลวง ดังนั้นแม้ว่าอาชีพนี้จะมีความที่ดูเฉพาะเจาะจง มันก็ยังคงมีประโยชน์หากอยู่ถูกที่ถูกทาง
ในมุมมองของคนรุ่นนี้ นี่ถือเป็นการได้ทำงานที่มั่นคงกับรัฐบาล ซึ่งดีกว่าการทำไร่ทำนาเยอะมาก
หากเป็นซ่งอิงไฉ ก็สามารถเห็นได้ชัดว่าเขาทำไปเพื่อเงิน เพราะเสื้อผ้าหน้าผมของเขาดูดีขึ้นมาก ไม่เหมือนตอนที่ดูขัดสนก่อนหน้านี้ ชัดเจนว่าเขาน่าจะเป็นคนที่ถูกเงินซื้อใจไปแล้ว แต่ถ้าเป็นกู้ฮุย ฟู่เยี่ยนคิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น
เธอสามารถสังเกตได้เลยว่าชายคนนี้ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง เพราะนาฬิกาข้อมือที่เขาสวมอยู่นั้นมีราคาที่แพงมาก ทั้งยังเป็นของนำเข้าอีกด้วย ดังนั้นการที่เขาซื้อของแบบนี้ได้จึงบ่งบอกว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลย
ฟู่เยี่ยนคิดในใจหลายรอบ ดูเหมือนว่าเธอต้องขอให้ผู้อำนวยการหลี่ช่วยตรวจสอบกู้ฮุยให้ละเอียด รวมถึงตรวจสอบความสัมพันธ์ในสังคมที่เขามีอยู่ด้วย
เพราะเธอไม่รู้ว่าจะจุดเชื่องโยงเรื่องนี้ได้จากที่ไหน ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงไม่สามารถละเลยได้ และซ่งอิงไฉ่ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย อาจไม่จำเป็นต้องตรวจสอบตัวเขาเอง แต่ต้องไปตรวจสอบคนในครอบครัวของเขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฟู่เยี่ยนจึงได้พาพวกเขาไปที่ห้องนั่งเล่นก่อน
“โอ้ ฉันลืมเวลาไปเสียสนิทเลย ตอนนี้กี่โมงแล้วเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อย และถามกับคนที่อยู่รอบๆตัวเธอ ซึ่งหลังจากที่มองไปที่พวกเขาแล้ว มีเพียงกู้ฮุยคนเดียวเท่านั้นที่มีนาฬิกา
เขาจึงได้ยกมือขึ้นมาช้าๆ เพื่อดูนาฬิกา และตอนนี้ก็เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว ซึ่งขณะที่เขายกมือขึ้นนั้น ฟู่เยี่ยนก็สามารถมองเห็นสัญลักษณ์หลังหน้าปัดของนาฬิกาได้อย่างชัดเจน
ฟู่เยี่ยนรู้ว่านาฬิกานำเข้าด้านหลังจะไม่มีสัญลักษณ์นี้ นั่นหมายความว่านาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มาจากช่องทางนำเข้า แต่เป็นนาฬิกาที่คนอื่นนำมามอบให้เขา
ตอนที่ 600: หาผู้ต้องสงสัย
“พวกนายอยู่กินมื้อเที่ยงที่นี่เลยก็แล้วกัน ฉันจะขอให้พี่เขยของพวกนายสั่งอาหารให้” เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว เธอจึงได้ขอให้ทุกคนอยู่ต่อ
รุ่นน้องของเธอยังคงเกรงใจเล็กน้อย ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงอยากจะปฏิเสธ แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกไปว่าเธอต้องกลับไปที่บ้านของพ่อกับแม่เพื่อไปค้นเนื้อหาที่เธอจะให้กับทุกคน จึงขอให้ทุกคนรออยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องอยู่รอเธอ
ฟู่เยี่ยนยังคงลอบสังเกตดูปฏิกิริยาของทั้งสองคน กู้ฮุยไม่ได้มีปฏิกิริยาใดเลย แต่ซ่งอิงไฉนั้นดูจะตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อเห็นเช่นนี้ฟู่เยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเดินออกมาที่ห้องโถง เธอก็ได้โทรหาไป๋โม่เฉิน สุดสัปดาห์นี้เขาได้ไปที่บ้านตระกูลฟู่ทุกเช้าเพื่อช่วยดูแลเด็กๆ และวันนี้ฟู่เหยากับหลี่ลี่เฉียงก็อยู่ในการดูแลของเขา
“แม่คะ พี่ไป๋โม่เฉินอยู่ที่นั่นหรือเปล่า ช่วยตามเขามารับโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ อืม พี่ วันนี้ฉันชวนรุ่นน้องมากินมื้อเที่ยงที่บ้านของเรา พี่ช่วยไปที่ภัตตาคารชั้นหนึ่งแล้วสั่งอาหารให้ฉันด้วยนะ ให้พวกเขามาส่งใกล้ๆเที่ยงก็ได้”
“อ้อ พี่อย่าลืมบอกเสี่ยวเฉียงกับพ่อของเขาด้วยนะ ที่สำคัญอย่าลืมสั่งเมนูเด็ดของภัตตาคารชั้นหนึ่งด้วย อีกเรื่องหนึ่ง พอดีฉันมีข้อมูลบางอย่างที่ต้องใช้อยู่ที่บ้าน”
“พี่ช่วยหยิบมันมาให้ฉันด้วยนะ จริงสิ พี่เข้าไปในห้องนั้นไม่ได้นี่นา ไม่เป็นไร ไว้ฉันค่อยไปเอามันเองก็ได้ พี่มาอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาที่นี่เถอะ แค่นี้ก่อนนะ ไว้เจอกัน”
ไป๋โม่เฉินวางสายโทรศัพท์ เสี่ยวฮั่วบอกบอกเรื่องนี้กับพ่อของลี่เฉียงด้วย บางทีเธออาจอยากให้เขาตามผู้อำนวยการหลี่ไปที่บ้าน จากนั้นเขาก็ได้ยื่นของเล่นในมือให้กับฟู่เหยา ก่อนจะให้หวังซู่เหมยดูแลฟู่เหยาแทน และออกไปจัดการเรื่องต่างๆให้ภรรยา
เขาไปที่ภัตตาคารชั้นหนึ่งเพื่อสั่งอาหารก่อน จากนั้นก็ได้ตรงไปยังที่ทำการไปรษณีย์เพื่อโทรหาผู้อำนวยการหลี่ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะค่อนข้างซับซ้อนไม่น้อยเลยทีเดียว
เนื่องจากโทรศัพท์ตั้งอยู่ใกล้กับห้องอาหาร ดังนั้นทุกคนจึงสามารถได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดได้อย่างชัดเจน และฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาของทุกคนด้วยเช่นกัน
เมื่อซ่งอิงไฉได้ยินว่าเขาไม่สามารถเข้าไปในห้องนั้นได้ ดวงตาของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ในทางกลับกัน กู้ฮุยนั้นเอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา และเปลือกตาของเขาก็ยังสั่นจนเห็นได้ชัดว่าเขากำลังคิดบางอย่างอยู่ในใจ
หลังจากที่ได้ยินฟู่เยี่ยนคุยโทรศัพท์กับไป๋โม่เฉิน นักศึกษาหญิงบางคนที่ก็ได้พูดติดตลกว่า “รุ่นพี่คะ ฉันคิดว่าพี่เขยต้องหลงรุ่นพี่มากแน่ๆ ช่วยสอนวิธีการรับมือกับผู้ชายให้อยู่หมัดแบบนี้กับเราด้วยได้หรือเปล่า เราจะได้นำไปใช้บ้าง !”
“เรื่องแบบนี้ไม่สามารถสอนกันได้หรอกนะ มันอยู่ที่คนสองคนต้องศึกษากันและกันด้วยตัวเอง แต่พี่เขยของพวกเธอมักจะพูดว่าเราควรเคารพและดูแลซึ่งกันและกัน บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราสองคนอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็ได้ !”
ฟู่เยี่ยนพูดกับพวกเธอด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม จากนั้นหัวข้อในการพูดคุยก็ได้เปลี่ยนไปเป็นเรื่องต่างๆ พวกเธอคุยกันอยู่นาน ก่อนที่จะคุยกันเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบในมหาวิทยาลัยอย่างเช่นเรื่องที่ว่าใครคือผู้ที่จะเป็นดาวมหาวิทยาลัยคนต่อไป และมีใครที่เป็นคู่แข่งบ้าง
“เฮ้ กู้ฮุย ไม่นานมานี้ฉันเห็นนายกับฟางอี้คุยกันในป่า พวกนายสองคนกำลังคบกันอยู่เหรอ ?” ดูเหมือนว่าเหล่านักศึกษาหญิงเหล่านี้จะสนใจกู้ฮุยเป็นพิเศษ และในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็ได้มีคนถามคำถามนี้ขึ้นมา
“ไม่นะ เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ” กู้ฮุยปฏิเสธออกไปตรงๆ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกครุ่นคิดตามไปเล็กน้อย แต่เธอก็เปลี่ยนเรื่องไปทันที เธอเริ่มพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับสุสานขนาดใหญ่ที่อาจารย์เป็นผู้นำในการขุดค้นในปีนี้
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับสายอาชีพของพวกเขา ดังนั้นในเวลานี้พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากๆ
ต้องรอจนกว่าพวกเขาจะอยู่ปีสามก่อน อาจารย์จึงจะเลือกคนที่มีผลการเรียนที่โดดเด่นเข้าร่วมทีมสำรวจ ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดนั้นก็เป็นอะไรที่น่าดึงดูดความสนใจได้มากจริงๆ ทุกคนจึงฟังเธออย่างกระตือรือร้น
ไม่นานนัก ไป๋โม่เฉินก็กลับมาพร้อมกับอาหารจากภัตตาคารชั้นหนึ่ง จากนั้นทุกคนก็ได้มีช่วงเวลาที่ดีในการกินอาหารด้วยกัน ไป๋โม่เฉินก็ได้กินมื้อเที่ยงกับพวกเขาด้วย ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติพวกเขาไม่น้อย
ครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนไม่เพียงแค่ต้องการตรวจสอบสายลับสองคนนี้เท่านั้น แต่เธอยังทำเพื่อฝึกฝนความสามารถเพิ่มเติมให้กับแผนกโบราณคดีในอนาคตอีกด้วย ทั้งคู่สบตากัน และฟู่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าผู้อำนวยการหลี่กำลังรอเธออยู่ที่บ้าน
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้เล่นไพ่กับทุกคน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ออกไปเอาเนื้อหาที่เธอต้องการ เธอจะรีบไปและรีบกลับมา เพราะหากทิ้งพวกเขาให้อยู่ที่นี่ มันคงจะวุ่นวายมากๆอย่างแน่นอน
เมื่อฟู่เยี่ยนออกไป เธอก็ได้เพิ่มยันต์บันทึกภาพเอาไว้ และทำลายค่ายกลป้องกันทั้งหมดออก ซึ่งนี่จะทำให้เธอเจอตัวคนที่เคยไปสวนหลังบ้านของเธอได้อย่างชัดเจน ส่วนที่เรือนกระจกนั้นก็ไม่มีอะไรอยู่เลย เพราะเธอแค่ต้องการหลอกล่อให้พวกเขาเข้าไปเท่านั้น
สุดท้ายก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ หลังจากที่ฟู่เยี่ยนออกไป ซ่งอิงไฉก็ได้แอบไปที่สวนหลังบ้านโดยอ้างว่าเขาปวดท้องและขอไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้สนใจเขา เพราะก่อนที่เสี่ยวฮั่วจะออกไป เธอได้ขยิบตาส่งสัญญาณให้กับเขาแล้ว
พวกเขาทั้งสองเข้าใจกันโดยปริยาย ไป๋โม่เฉินจึงได้ชวนทุกคนมาเล่นไพ่ และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“ทำไมรุ่นน้องซ่งถึงยังไม่กลับมาอีกล่ะ ? เขาปวดท้องมากเลยเหรอ ? ถ้าอย่างนั้นพวกนายรอฉันก่อนก็แล้วกัน ฉันขอไปดูเขาหน่อย”
การแสดงของไป๋โม่เฉินนั้นยังคงยอดเยี่ยมไม่เคยเปลี่ยน ด้วยท่าทางและน้ำเสียงของเขา ทุกคนที่อยู่ที่นี่จึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่ากู้ฮุยนั้นไม่ได้เล่นไพ่กับทุกคน ดังนั้นเขาจึงอาสาที่จะไปตามเพื่อนร่วมชั้นให้ บางทีซ่งอิงไฉอาจจะกลับมาเร็วๆนี้ก็ได้ ไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้สนใจอะไร และปล่อยให้เขาไปแทน
ดังนั้นกู้ฮุยจึงได้เดินออกไป ก่อนจะเห็นซ่งอิงไฉกลับมาพอดี ทั้งสองจึงได้กลับเข้าไปในบ้านพร้อมกัน
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมา เธอก็เห็นว่าทุกคนกำลังเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเธอยังคงไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะหาข้ออ้างโดยบอกว่าจะไปหยิบกระเป๋า ก่อนจะให้ข้อมูลต่างๆกับทุกคน แต่แท้จริงแล้วเธอไปเก็บยันต์กลับมา
แน่นอนว่าคนที่ติดกับนั้นคือซ่งอิงไฉ ขณะที่เดินอยู่นั้น เธอก็ได้รับข้อมูลต่างๆจากยันต์ และไม่คาดคิดเลยว่ากู้ฮุยก็ได้ออกมาตามเขา แต่เขาดูจะระมัดระวังตัวมาก จนได้พบกับซ่งอิงไฉในที่สุด
ฟู่เยี่ยนเห็นเขาอยู่ด้านหลังของซ่งอิงไฉ่ เขาหยิบใบไม้ที่ติดอยู่กับตัวซ่งอิงไฉ่ออกมา แล้วทิ้งมันลงในลานบ้าน
หลังจากที่ส่งคนเหล่านี้กลับไปแล้ว ไป๋โม่เฉินก็ได้บอกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฟู่เยี่ยน
“เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆด้วย ซ่งอิงไฉคือผู้ต้องสงสัย เขาน่าจะเป็นนกต่อให้กับใครบางคน อย่างมากที่สุดเขาก็น่าจะเป็นแค่ลูกน้องตัวเล็กๆ ปลาใหญ่ตัวจริงใกล้จะติดเบ็ดเราแล้ว”
ฟู่เยี่ยนยกยิ้มที่มุมปาก และตอนนี้เธอก็ใช้ยันต์ติดตามตัวของทุกคนแล้ว ในสามวันนี้เธอจะต้องรู้ข่าวที่มีประโยชน์อย่างแน่นอน ตอนนี้เพียงแค่ต้องรอเท่านั้น
จากนั้น ฟู่เยี่ยนจะขอให้ผู้อำนวยการหลี่แถลงการณ์ พร้อมกับเชิญเธอไปประชุมที่หน่วย ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนเร่งด่วน พวกเธอไม่ต้องกลัวว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะไม่ร้อนใจ
“คนที่ชื่อกู้ฮุยคนนั้นดูเป็นคนที่แปลกมากจริงๆ เธอสังเกตเห็นเรื่องนี้หรือเปล่า” ไป๋โม่เฉินยังไม่ลืมที่เขาสังเกตเห็น
“โอ้ ? พี่สังเกตเห็นอะไรบ้าง ช่วยบอกฉันหน่อยสิ” ทั้งสองคนกำลังจะเข้านอนแล้ว แต่เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเรื่องนี้ เธอก็ได้ลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
“นอนลงก่อนเถอะ ฉันจะเล่าให้เธอฟังเอง อันที่จริงฉันก็ไม่ได้เห็นอะไรหรอก มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่ใช่คนจีน แต่ก็ยังไม่แน่ใจหรอกนะ ต้องคอยสังเกตดูเขาอีกครั้ง”
ไป๋โม่เฉินกำลังพิจารณาบางอย่างอยู่ในใจ
“เขาดูไม่เหมือนคนจีนอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงคำพูดนี้ หากจะพูดถึงเรื่องหน้าตาแล้ว มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่มีหน้าตาคล้ายกับคนจีน ซึ่งจำเป็นต้องสังเกตอย่างละเอียดมากๆ ถึงจะแยกออกได้
“ใช่แล้ว ฉันคิดว่าการใช้ชีวิตของเขาดูไม่เหมือนกับคนจีนอย่างพวกเราเลย อย่างเช่นตอนกินข้าว ทุกคนต่างก็ใช้ตะเกียบ แต่เขากลับจะใช้ตะเกียบเพียงแค่ตอนที่คนอื่นๆมองไปที่เขาเท่านั้น”
“ฉันสังเกตเห็นว่าเขาใช้ตะเกียบไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่นัก มันดูเหมือนตอนที่ฟู่เหยาเพิ่งหัดใช้ตะเกียบไม่มีผิด มันดูงุ่มง่ามไปหมด แต่เขาก็พยายามที่จะซ่อนสิ่งนี้เอาไว้ หากไม่สังเกตอย่างละเอียด จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน”
หลังจากที่ไป๋โม่เฉินพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เริ่มเกิดความรู้สึกว่าปัญหาอาจอยู่ที่กู้ฮุย !
จบตอน
Comments
Post a Comment