ตอนที่ 6 เนตรสวรรค์
ประมาณเจ็ดโมงเช้า ชาวบ้านหมู่บ้านฉวนอันเริ่มพากันทยอยกลับจากทุ่งนา
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกินข้าวเช้าแล้วไปโรงเรียน ฟู่ต้าหย่ง หวังซู่เหมย และฟู่ซินไปทำงานตามปกติ แต่ฟู่เยี่ยนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ เธอจึงหยุดพักฟื้นอยู่ที่บ้านอีกสองสามวัน
ดังนั้นที่บ้านจึงเหลือแค่ฟู่เยี่ยนเพียงลำพัง ขณะที่เธอกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงนั้น จู่ๆ เธอก็นึกถึงหนังสือที่ได้มาเมื่อวาน จึงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือออกจากชั้นวางหนังสือเรียน
ฟู่เยี่ยนเปิดหน้าหนังสือ เธอนึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดวงตาของเธอสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้ เธอจึงลองตั้งสมาธิและใช้สายตามองไปที่หนังสือ
หนังสือเล่มนี้ไม่อาจถูกมองทะลุผ่านได้เหมือนสิ่งอื่นๆเมื่อวานนี้ แต่มันกลับเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ออกไปอย่างน่ามหัศจรรย์ แต่เดิมที่เป็นหนังสือเล่มเก่ามีฝุ่นเกาะหนาเกรอะ จู่ๆก็มีแสงทองแววาวเปล่งประกายออกมา แต่พอในใจของฟู่เยี่ยนไม่อยากใช้สายตาเพ่งมองมันแล้ว มันก็กลับมามีรูปลักษณ์เดิมที่ดูเก่าแก่อีกครั้ง
นี่…มันเหมือนการเปิดสวิตช์วิเศษ ที่กุญแจของทุกสิ่งก็คือดวงตาของเธอเอง
ฟู่เยี่ยนเปิดหนังสือแล้วอ่านช้าๆ มีข้อความอยู่ที่หน้าชื่อเรื่องของหนังสือว่า “ไว้ให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นอ่าน” ฟู่เยี่ยนคิดในใจว่าย่าของเธอคือคนตระกูลเสิ่น งั้นเธอเองก็น่าจะถูกนับรวมว่าเป็นคนตระกูลเสิ่นเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงเปิดหน้าถัดไป
แต่พอพลิกหน้าใหม่อ่านกลับไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงรูปภาพลายกลอนโบราณที่ล็อคไว้เท่านั้น และพอพลิกหน้าถัดไปกลับว่างเปล่าเช่นเดิม ราวกับเป็นสิ่งต้องห้าม
ฟู่เยี่ยนลองคิดใคร่ครวญ ให้ลูกหลานตระกูลเสิ่นอ่าน…ดูเหมือนเธอต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าตนเองเป็นลูกหลานของตระกูลเสิ่นถึงจะได้
วิธีพิสูจน์นั้นเรียบง่ายและหยาบโลนมาก โดยใช้การพิสูจน์ด้วยสายเลือด ซึ่งเหมือนกับการระบุ DNA ในยุคสมัยต่อๆไปนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนไปนำเข็มจากตะกร้าอุปกรณ์เย็บปักของหวังซู่เหมยมาหนึ่งเล่ม แล้วแทงไปที่ปลายนิ้วของตนเองหนึ่งที
ซี๊ด……
ฟู่เยี่ยนเค้นเลือดออกมาได้หนึ่งหยด เธอค่อยๆถูเลือดไปบนรูปภาพกลอนโบราณนั้น แต่หลังจากถูเสร็จแล้ว ทุกอย่างกลับว่างเปล่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใด
ในขณะที่เธอเกือบจะคิดว่าตัวเองใช้เลือดหยดนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์นั้น จู่ๆ แสงสีทองแวววาวก็ส่องประกายออกมา เมื่อเธอมองไปยังกระดาษหน้านั้นอีกครั้ง รูปกลอนโบราณก็ได้หายไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนประหลาดใจกับความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้ จนเธอแทบทนรอไม่ไหวที่จะเปิดหน้าอื่นเพื่ออ่านมัน
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นนั่นเอง ในหน้าแรกได้เขียนแนะนำอัตชีวประวัติของผู้เขียนโดยละเอียด
เสิ่นอ๋าวเกิดในสมัยจักรพรรดิ์ฮั่นอู่ตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่น เขาเกิดมาพร้อมกับเนตรหยินหยาง ชำนาญศาสตร์ปัญจธาตุและแผนผังแปดทิศ ทำนายดวงชะตาได้แม่นยำ สามารถปราบผีสยบมารได้…หนังสือเล่มนี้เริ่มด้วยเรื่องราวสุดมหัศจรรย์และวีรกรรมอันกล้าหาญของบรรพบุรุษท่านนี้ และระบุว่านี่เป็นอัตชีวประวัติที่เสิ่นอ๋าว บรรพบุรุษของตระกูลเสิ่นได้เขียนเมื่ออายุได้ 90 ปี
ในหนังสือเขียนบอกเอาไว้ว่า บรรพบุรุษรู้ว่าเวลาของเขาเหลือน้อยแล้ว และเขาได้คร่ำครวญว่าลูกหลานตลอดทั้งสามรุ่นของเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านอภิปรัชญา ดังนั้นเขาจึงบันทึกและรวบรวมทุกสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตของเขา และยังฝากฝังให้ลูกหลานของเขาส่งต่อหนังสือเล่มนี้เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
เสิ่นอ๋าวหวังว่าจะมีลูกหลานสักรุ่นหนึ่งที่มีพรสวรรค์เหมือนกับตัวเขา เขาจึงเขียนบันทึกสอนทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตในหนังสือเล่มนี้ ลูกหลานตระกูลเสิ่นผู้ที่เปิดเนตรสวรรค์แล้วเท่านั้นถึงจะสามารถอ่านมันได้อย่างราบรื่น
ฟู่เยี่ยนอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลา สาวน้อยเผลอทำน้ำในถ้วยหกใส่หน้าหนังสือ เธอจึงรีบใช้แขนเสื้อเช็ดออก แต่ก็ต้องทึ่งเมื่อพบว่าหยดน้ำนั้นได้กลิ้งลงไปที่พื้นแล้ว ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้จะมีการวางค่ายกลบางอย่าง ทำให้มันสามารถกันน้ำและไฟได้
เมื่อคิดถึงคำพูดของแม่ เธอคิดว่าคงเป็นเพราะย่าของเธอเผาหนังสือทุกเล่มแล้ว แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่ได้รับความเสียหาย ดังนั้นย่าถึงได้ซ่อนมันไว้ใต้ก้อนอิฐ
เพราะพรแห่งเนตรสวรรค์ ฟู่เยี่ยนจึงอ่านเข้าใจได้เร็วมาก และตลอดทั้งเช้านี้ เธอก็เข้าใจเนื้อหาในหนังสือเกือบหมดแล้ว
เธอพอจะรู้คร่าวๆแล้วว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร แม้ว่าหนังสือจะดูบาง แต่มันไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวต่างๆของบรรพบุรุษเธอเท่านั้น แต่ยังบันทึกศาสตร์ลัทธิเต๋าที่บรรพบุรุษของเธอศึกษาและมีประสบการณ์มาตลอดชีวิตของเขาด้วย
ในหนังสือยังมีบันทึกสถานการณ์ที่เธอกำลังประสบอยู่เช่นกัน บรรพบุรุษบอกว่ามันคือระดับสูงสุดของเนตรหยินหยางที่ถูกเรียนว่า…เนตรสวรรค์
เนตรสวรรค์สามารถมองเห็นอดีตและล่วงรู้อนาคต บอกโชคลาภ 3 ประการของมนุษย์ และฆ่าภูติผีปีศาจได้
ในช่วงบ่าย หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไปทำงาน ทำให้เธอศึกษาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น เธอจดจ่อกับการอ่านและหมกมุ่นอยู่กับมันมากขึ้นเรื่อยๆ
จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้นั้นจะต้องใช้เนตรสวรรค์อ่าน ในตอนแรกเธอจะรู้สึกแสบตาเล็กน้อย ไม่สามารถอ่านต่อได้ ฟู่เยี่ยนจึงต้องพักตาบ้างเป็นบางช่วง จากนั้นจึงค่อยๆอ่านต่อได้นานยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกต้องพักนานถึงครึ่งชั่วโมงก็เหลือเพียง 20 นาที จากแต่เดิม 20 นาทีเริ่มเหลือเพียง 10 นาที กระทั่งเธอสามารถอ่านมันได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่แสบตาแล้ว
ฟู่เยี่ยนทำตัวเหมือนฟองน้ำแห้งๆ ที่ดูดซับเนื้อหาในหนังสือตลอดทั้งวันจนกระทั่งอ่านจบ
หลังจากอ่านหน้าสุดท้ายจบ เธอก็ปิดหนังสือ หลับตาลงและค่อยๆนึกถึงเนื้อหาจากหน้าหนังสือในใจ ในเวลานี้เอง จู่ๆ หนังสือในมือก็กลายเป็นลำแสงกลืนหายเข้าไปในร่างของฟู่เยี่ยน แล้วพุ่งทะลุเข้าไปในหัวของฟู่เยี่ยนแล้ว
ฟู่เยี่ยนหน้ามืด เธอรู้สึกราวกับหัวของเธอกำลังถูกบีบอัด สาวน้อยเวียนหัว เกิดอาการคลื่นไส้ ความรู้สึกทรมานนี้กินเวลาราวครึ่งชั่วโมง
กระทั่งตอนที่สติปัญญากลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนลืมตามองก็พบว่าตนเองกำลังอยู่ในดินแดนอันแสนพิเศษ รอบตัวของเธอมีแต่หมอกหนาทึบสีขาว เธอไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย ในขณะที่เธอกำลังจะลองก้าวเดิน จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมาขวางไว้
พอเธอมองขึ้นไปก็มีข้อความสองสามบรรทัดลอยอยู่ในอากาศ ข้อความนั้นระบุว่า ‘นี่คือแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ เรียกให้เข้าใจง่ายคือมิติ แต่หากให้ระบุอย่างชัดเจนก็คือ หนังสือเล่มนั้นเป็นเพียงรูปร่างที่มิตินี้จำแลงขึ้นมา’
‘นี่คือมิติที่บรรพบุรุษของเจ้าซ่อนเอาไว้ ต่อให้เป็นผู้ที่มีเนตรสวรรค์ แต่หากไม่สนใจศาสตร์อภิปรัชญาและอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ มิตินี้ก็จะไม่ปรากฎขึ้น
เฉพาะผู้ที่ใช้เนตรสวรรค์ซึมซับเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้เท่านั้นจึงจะสามารถครอบครองมิตินี้ได้ และในขณะนี้ มิติแห่งนี้ก็ได้เชื่อมต่อกับฟู่เยี่ยนไว้อย่างแน่นหนาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ มิติแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก ตรงมุมมีบ่อน้ำอยู่หนึ่งบ่อ เมื่อเธอโน้มตัวลงไปดูก็พบว่าปากบ่อไม่ใหญ่นัก แต่น้ำก็ดูจะไม่ลึก ในบ่อมีน้ำใสมาก ฟู่เยี่ยนจึงวักน้ำขึ้นมาลองจิบดูก็พบว่าน้ำช่างหวานชื่นใจ!
ถัดจากบ่อน้ำมีพื้นที่เปิดโล่งเล็กๆ ถัดจากพื้นที่เปิดโล่งนั้นมีโต๊ะและม้านั่งทำจากหินอ่อนดูเรียบง่าย ประเมินด้วยสายตาแล้วน่าจะมีขนาดราว 60-70 ตารางเมตรได้
มีร่องรอยการปลูกพืชในที่โล่งนั้น แต่ตอนนี้ไม่มีพืชพรรณอะไรแล้ว คงจะเป็นร่องรอยที่บรรพบุรุษเสิ่นอ๋าวของเราเคยปลูกอะไรบางอย่างที่นี่
ฟู่เยี่ยนมองดูที่ดินผืนนี้แล้วรู้สึกมีความสุขมาก เธอคิดว่าถ้าได้ปลูกพืชก็คงจะดีมาก
เพราะท้ายที่สุดแล้วในยุคแห่งความขาดแคลนนี้ การกักตุนอาหารตุนไว้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ดังนั้น เธอจึงตั้งจิตออกจากมิติ และเมื่อมองดูเวลา เธอก็พบว่าเพิ่งผ่านไปแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น แบบนี้หมายความว่าเวลาในมิติไหลช้ากว่าด้านนอกน่ะสิ
ในตอนนี้เอง จมูกของเธอก็เริ่มสูดกลิ่นฟุดฟิด เธอดมที่ใต้วงแขนของตนเองแล้วก็ทำหน้าเหยเกทันที เธอข้ามเวลามาสองสามวันแล้วโดยที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ทำให้ตอนนี้บนตัวของเธอเริ่มมีกลิ่นแล้ว
นึกถึงน้ำจากบ่อน้ำในมิติที่หวานชื่นใจกว่าบ่อน้ำธรรมดาเป็นไหนๆ นอกจากนี้ดื่มเข้าไปแล้วยังรู้สึกสบายไปทั่วทั้งตัว เธอคิดว่ามันน่าจะมีฤทธิ์ชะล้างไขกระดูกและขับสารพิษ
คิดได้ดังนั้น ฟู่เยี่ยนก็ตั้งจิตเอาน้ำจากในมิติออกมาต้มอาบที่ด้านนอก
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เธอก็มองดูผิวขาวเนียนแวววาวของตนเอง ฟู่เยี่ยนดีใจมากที่เธอดูสวยขึ้น เพราะมีใครบ้างที่อยากหน้าตาน่าเกลียด ?
จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นแตะบาดแผลที่ด้านหลังศีรษะ บาดแผลที่แต่เดิมยังไม่ตกสะเก็ดกลับกลายเป็นเพียงบาดแผลตื้นๆเท่านั้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ฟู่เยี่ยนจึงวักน้ำที่เหลือรดใส่โคนต้นซานจา ต้นซานจาสั่นไหวราวกับกำลังขับขานบทเพลงอย่างเริงร่า และเมื่อสาวน้อยเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็เห็นว่าผลของต้นซานจาที่แต่เดิมมีขนาดเท่าหัวแม่มือ จู่ๆกลับขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงลองเติมน้ำลงในที่กินน้ำของไก่ ไก่กลุ่มหนึ่งรีบกระพือปีกปรี่มาดื่มน้ำ เพียงชั่วพริบตา ขนไก่ก็ดูมีสีสันมากขึ้น ดูเหมือนว่าน้ำนี้จะมีประโยชน์ต่อพืชและสัตว์
และเมื่อเห็นแม่ไก่ตัวใหญ่อวบอ้วนขนสีสดสวย ฟู่เยี่ยนกลับนึกถึงไก่ตุ๋น ไก่ผัดพริก สเต็กไก่ทอด ตีนไก่ดอง……สารพัดเมนูเนื้อไก่ที่เธอจะคิดได้ สาวน้อยยิ่งคิดก็ยิ่งน้ำลายสอแล้ว ! อยากกินเนื้อจังเลย !
ตอนที่ 7 ขึ้นเขา
ฟู่เยี่ยนเปลี่ยนน้ำในถังออกเล็กน้อย เพราะน้ำในบ่อมีฤทธิ์แรงเกินไป เธอจึงต้องทำแบบนี้ และอีก 2-3 วันต่อมา ฟู่เยี่ยนก็สนุกกับการทดลองความสามารถของมิติอยู่ในบ้านของเธอ
ขั้นแรก เธอลองย้ายสิ่งของในห้องของเธอเข้าและออกจากมิติ มันสามารถควบคุมได้ด้วยจิตของเธอ เพียงแค่เธอวางมือลงบนสิ่งของนั้นๆ ซึ่งในอนาคตมันสามารถใช้เป็นพื้นที่เก็บของได้
ตอนนี้พื้นที่ในมิติมีเพียงแค่ 60-70 ตารางเมตร ชายขอบของมิติยังมืดมน ฟู่เยี่ยนเดาว่ามันยังสามารถขยายขอบเขตได้ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเงื่อนไขในการขยายพื้นที่มีอะไรบ้าง
จากนั้น เธอลองไปถอนต้นหอมมาสามสี่ต้นเพื่อจะนำมาปลูกในมิติ แล้วไปไล่จับแม่ไก่มาหนึ่งตัวเพื่อจะลองย้ายเข้าไปเลี้ยงในมิติเช่นกัน ต้นหอมสามารถปลูกลงดินในมิติได้ แต่แม่ไก่ที่ยังมีชีวิตไม่สามารถย้ายเข้าไปในนั้นได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมิตินี้สามารถใช้ปลูกพืชได้ และสามารถใช้เก็บรักษาความสดของวัตถุดิบได้ เพราะเมื่อใส่วัตุดิบเข้าไปในสภาพใด มันก็จะอยู่ในสภาพนั้นไปตลอด
เมื่อฟู่เยี่ยนเข้าไปในมิติอีกครั้งในช่วงบ่าย ต้นหอมที่เธอทดลองปลูกไว้ในตอนเช้าได้เติบโตปกคลุมไปแล้วครึ่งหนึ่งของทุ่งนา
ฟู่เยี่ยนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นี่มันโตเร็วขนาดนี้เลยหรือ? เธอจึงจัดแจงขุดหัวหอมทั้งหมดแล้วกองไว้บนพื้น จากนั้นเธอทำได้เพียงขนย้ายมันออกมาได้ทีละน้อยเท่านั้น ดูเหมือนว่าเธอต้องปลูกต้นหอมที่บ้านเพิ่มแล้ว แบบนั้นจะไปนำมาสับเปลี่ยนกันได้ง่าย
ฟู่เยี่ยนยังทดลองนำเมล็ดฟักทองที่เหลือจากเมื่อวานเข้าไปปลูกในมิติอีกด้วย เธออยากรู้ว่าหากปลูกด้วยเมล็ดจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเติบโต
ดังนั้นเมื่อถึงเวลามื้อเย็นของวันนี้เอง จู่ๆก็มีต้นหอมกองใหญ่ปรากฏขึ้นในครัวของครอบครัวฟู่
“เสี่ยวฮั่ว ไปเอาหัวหอมมาจากไหน?”
“หนูเห็นว่าต้นหอมในสวนกำลังต้นสวย เลยอยากกินต้นหอมจิ้มซอส ดังนั้นหนูก็เลยไปถอนมาให้แม่ทำให้กิน” ฟู่เยี่ยนรู้สึกผิดเล็กน้อยที่โกหกแม่ของตนเอง
หวังซู่เหมยสงสัยว่าหัวหอมที่บ้านตัวเองต้นสวยขนาดนี้เชียวหรือ ? ดังนั้นเธอจึงไปดูแปลงผักของที่บ้านถึงพบว่าต้นหอมดูต้นใหญ่กว่าไม่กี่วันก่อนมาก นอกจากนี้ฟักทองยังออกลูกหลายลูกอีกด้วย และฟักทองที่ยังดูลูกเขียวเมื่อ 2-3 วันก่อนก็สุกได้ที่หมดแล้ว
ฟักทองออกลูกออกผลจนค้างฟักทองแทบจะรับน้ำหนักไม่ไหวแล้ว นอกจากนี้ผักบุ้งที่ปลูกไว้เป็นหย่อมเล็กๆ ข้างต้นซานจาก็ยังแข่งกันชูยอดเขียวอย่างแน่นขนัด ลำต้นทั้งอวบทั้งสูง ! หวังซู่เหมยขยี้ตาตัวเองซ้ำๆด้วยความเหลือเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เธอจัดแจงไปนำน้ำมารดพืชผักของตนเองอย่างขยันขันแข็ง นอกจากนี้ยังใส่ปุ๋ยบำรุงอย่างเต็มที่อีกด้วย
เธอคิดว่าทั้งหมดนี้คงเป็นผลงานจากความตั้งใจของเธอ ดังนั้นเธอจึงไปเลือกเด็ดผักมาอย่างอารมณ์ดี เพื่อนำไปทำมื้อเย็นแสนอร่อยให้ครอบครัวของเธอกิน
………………………..……
พอทุกคนในบ้านเข้านอนตอนกลางคืน ฟู่เยี่ยนเข้าไปในมิติอีกครั้งและพบว่าเมล็ดฟักทองที่ปลูกไว้เมื่อวานนี้เริ่มออกช่อดอกแล้ว เธอจึงคำนวณเวลาดู พรุ่งนี้น่าจะนำไปสลับกับฟักทองที่ปลูกที่บ้านได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนที่อยู่พักฟื้นที่บ้านมานานหลายวันเริ่มเบื่อแล้ว เธอจึงอยากขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาเก็บสมุนไพรจีน หากเธอสามารถย้ายยาจีนเข้าไปปลูกในมิติได้ล่ะก็ ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นหนทางนำพาเธอไปสู่ความร่ำรวยก็เป็นได้
ตอนนี้ครอบครัวฟู่มีลูกสามคนที่อยู่ในวัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น
และเมื่อคิดได้ว่าในอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้จะต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ฟู่เยี่ยนคิดว่าหากเธอและพี่น้องต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน เธอจะต้องรีบหาทางทำรายได้ให้แก่ครอบครัวของเธอโดยเร็วแล้ว
ตอนนี้เธอปลุกเนตรสวรรค์ขึ้นมาได้แล้ว ทั้งยังมีมิติวิเศษที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หากเป็นตอนที่เธออยู่ในวัยผู้ใหญ่เหมือนชาติที่แล้ว เธอก็คงดูแลคนอื่นได้ แต่ในยุคสมัยพิเศษนี้ เธอยังคงต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้นและลองใช้มาตรฐานปัจจุบันก่อน
ฟู่เยี่ยนจึงวางแผนไปท่องเที่ยวบนภูเขาเพื่อดูว่าพอจะหายาสมุนไพรจีนมาแลกเป็นเงินได้หรือไม่ แต่พอมาคิดดูแล้ว พ่อกับแม่คงไม่ยอมปล่อยให้เธอไปเองอย่างแน่นอน ดังนั้นเธอทำได้เพียงต้องรอโอกาสแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าโอกาสที่ว่านั้นจะมาหาเธอในวันรุ่งขึ้น
ฟู่ต้าหย่งตื่นแต่เช้าเรียกให้ฟู่ซินเตรียมอุปกรณ์ขึ้นไปตัดไม้บนภูเขา เมื่อวานนี้เขาลางานเรียบร้อยแล้ว วันนี้เขาจึงตั้งใจจะพาลูกชายคนโตฟู่ซินขึ้นเขาไปตัดไม้บนภูเขาเพื่อนำมาซ่อมประตูบ้าน เพราะฟู่ต้าหย่งรู้ดีว่าหนิวชุ่ยฮวาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร
แต่พอฟู่เยี่ยนขอไปด้วย ตอนแรกฟู่ต้าหย่งตอบตกลงแล้ว แต่แม่ของเธอกลับคัดค้านหัวชนฝา
“แม่ มีพ่อคอยดูแลอยู่ทั้งคน ไหนจะเสี่ยวจินที่สามารถดูแลเสี่ยวฮั่วได้ ลูกไม่เป็นไรหรอก ถือเสียว่าให้เสี่ยวฮั่วไปผ่อนคลายบ้าง” ฟู่ต้าหย่งช่วยพูดแทน
“ใช่แล้วค่ะแม่ มีทั้งพี่ใหญ่กับพ่ออยู่ทั้งคน แม่ไม่ต้องกังวลหรอก แม่คะ…แม่ให้หนูไปเถอะนะ…” ฟู่เยี่ยนเข้าไปกอดแขนหวังซู่เหมยและเว้าวอนขอให้แม่ยอมให้เธอไป
ฟู่เยี่ยนสรรหาคำดีๆมาพูดหมดแล้ว ทั้งยกกระบวนท่าออดอ้อนทั้งหมดที่มี และยังให้ผู้เป็นแม่ดูแผลที่หายดีแล้วด้วย นอกจากนี้เธอยังให้คำมั่นสัญญากับผู้เป็นแม่ว่าเธอจะดูแลตัวเองให้ดี จะไม่ทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ
หวังซู่เหมยที่ทนความอ้อนของลูกสาวไม่ไหวจึงได้แต่ตอบรับอย่างไม่เต็มใจ แต่เธอก็ยังไม่วายกำชับลูกชายว่าให้ดูแลน้องสาวให้ดี อย่าให้เธอเป็นอะไรไปได้เด็ดขาด
ฟู่เยี่ยนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่หลังจากรู้ตัว เธอก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะอายุจริงของเธอคือผู้ใหญ่วัย 30 ต้นๆแล้ว แต่กลับทำท่าทางเหมือนเด็กไปได้……
เมื่อเห็นลูกสาวของเธอมีความสุขขนาดนี้ หวังซู่เหมยก็หัวเราะ ดูเหมือนนิสัยของเสี่ยวฮั่วจะดูร่าเริงและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นหลังจากผ่านพ้นเรื่องร้ายๆไป ในเมื่อลูกสาวของเธอเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีแบบนี้ งั้นเธอก็ให้ลูกสาวทำตามใจหน่อยแล้วกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ฟู่ต้าหย่งได้พาลูกชายและลูกสาวนำอุปกรณ์ขึ้นเขาไปตัดไม้
“เสี่ยวจิน ลูกไปเรียกอาหลี่มาด้วยสิ” ฟู่ต้าหย่งกล่าว
ฟู่ซินพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป ไม่กี่นาทีต่อมา หลี่หงอี้ก็นำอุปกรณ์ตัดไม้เดินออกมาจากบ้านของตนเองเช่นกัน
ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้กล่าวสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามักจะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตามล่าหาสมบัติตามประสา มิตรภาพของทั้งสองถูกหล่อหลอมขึ้นในสมัยนั้น และต่อมาหลี่หงอี้ก็ไปรับราชการในกองทัพ เดิมทีฟู่ต้าหย่งสามารถไปรับราชการทหารได้เช่นกัน แต่เพราะติดเหตุบางประการ ทำให้เขาไม่ได้ไปรับราชการในกองทัพ
ภูเขาด้านหลังหมู่บ้านมีเนินเขาเชื่อมต่อกันสามลูก ชาวบ้านมักจะไปที่เนินเขาที่ใกล้ที่สุดเพื่อสับฟืนหรือล่าสัตว์ป่า
ไกลออกไปมีเนินเขาสองลูก เนินเขาลูกหนึ่งเต็มไปด้วยป่ารกทึบ ในขณะที่เนินเขาอีกลูกได้ยินมาว่ามีสัตว์ใหญ่อยู่ชุกชุม ดังนั้นเป้าหมายของพวกเขาคือป่าสนบนเนินเขาลูกที่สอง แค่ตัดต้นสนที่นั่นมาสักต้นก็เพียงพอให้ซ่อมประตูบ้านได้แล้ว
ฟู่ซินดูแลน้องสาวของเขาเป็นอย่างดี เวลาที่เขาเห็นดอกไม้ป่าสวยๆ เขาก็จะเด็ดมันมาร้อยเป็นพวงมาลัยเล็กๆให้น้องสาว จากนั้นเขาก็จะสวมมันเข้าที่ข้อมือของฟู่เยี่ยน หลี่หงอี้แนะนำให้พักกลางทาง พวกเขาจึงหาบริเวณที่มีแท่นหินเพื่อนั่งพักดื่มน้ำเติมความสดชื่น
นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนมายังโลกนี้ เธอยังไม่เคยได้กินเนื้อมาก่อนเลย ตอนนี้เธออยากจะล่าไก่ป่าสักตัวมากินให้หายอยากแล้ว
เมื่อนึกได้ว่าน้ำในบ่อน้ำของมิติสามารถดึงดูดพวกสัตว์มาได้ ฟู่เยี่ยนจึงนั่งยองทำทีเป็นสวมรองเท้า จากนั้นก็แอบนำน้ำจากบ่อในมิติออกมาพรมบนพื้นหญ้า
แบบนี้ก็น่าจะได้แล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าเธอประเมินมันต่ำไป เพราะน้ำจากบ่อน้ำในมิติมีแรงดึงดูดต่อเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ได้อย่างมหาศาล
หลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็อุทานด้วยความดีใจ “พ่อ ตรงนั้นมีกระต่ายด้วย!”
ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้เดินเข้าไปดูและเห็นฝูงกระต่ายอย่างน้อยสิบกว่าตัวอยู่บนพื้นหญ้า พวกมันแค่กำลังแทะเล็มหญ้ารอบตัวโดยไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัวแต่อย่างใด
ทั้งที่พวกมันได้ยินเสียงอุทานของฟู่เยี่ยน แต่พวกมันก็ยังคงไม่กระโดดหนี ราวกับผืนหญ้าตรงหน้าพวกมันมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้พวกมันไม่สนใจโลกภายนอกแล้ว
นี่มันไม่ต่างอะไรจากการนั่งรอกระต่าย กระต่ายก็มา ! ยังไม่ทันถึงที่หมายก็ได้กระต่ายมานับสิบตัวแล้ว
ฟู่ซินแบกกระต่ายพวกนั้นขึ้นหลัง แม้ว่ามันจะหนักมาก แต่เขากลับดีใจไม่น้อย เพราะเขาลองคำนวณแล้วว่าต่อให้แบ่งกับอาหลี่เท่าๆกัน ที่บ้านของเขาก็ยังได้ส่วนแบ่งมา 6ตัวอยู่ดี
แต่ฟู่เยี่ยนกลับตกใจ ตอนนี้เธอไม่กล้านำน้ำจากในมิติออกมาอย่างบุ่มบ่ามแล้ว โชคยังดีที่เธอแค่พรมไปบนพื้นหญ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงหนักหนาเอาการ
ดังนั้นตอนนี้ตามหายาจีนก่อนดีว่า ฟู่เยี่ยนรวบรวมสมาธิแล้วมองไปยังยอดเขา และเธอก็เห็นไอสีขาวลอยอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขา ในใจคิดว่าบริเวณนั้นคงจะมีน้ำเป็นแน่ “พี่ ตรงนั้นคือที่ไหนหรอ?” เธอชี้ไปทางด้านนั้นแล้วหันไปถามฟู่ซิน
“ที่นั้นเป็นลำธารตื้นๆ อีกเดี๋ยวพวกเราจะผ่านตรงนั้นอยู่แล้ว ปกติพ่อจะไม่ให้พวกเราไปที่นั่นเพราะกลัวว่าหมาป่าจะลงมากินน้ำที่ลำธาร แต่ตอนนี้เรามากันหลายคน เดี๋ยวเราจะไปที่นั่นกัน” ฟู่ซินพูดพลางหายใจหอบเหนื่อย
“เอาล่ะเสี่ยวจิน เปลี่ยนมาให้พ่อแบกกระบุงบ้าง” ฟู่ต้าหย่งเห็นฟู่ซินหายใจหอบ เขาจึงยื่นมือไปจะเอากระบุงมาแบกเอง
“ไม่เป็นไรพ่อ อีกเดี๋ยวพวกเราไปนั่งพักตรงนั้น ผมจะได้พักเหนื่อยและดื่มน้ำด้วย พ่อยังต้องตัดต้นไม้อีก ดังนั้นเก็บแรงไว้ก่อนดีกว่า”
หลังจากที่พวกเขาเดินไปได้ประมาณ 20 นาที ทั้งสี่คนก็มาถึงลำธารน้ำไหลที่ล้อมรอบด้วยไอหมอกขาว มีต้นสนสูงๆเติบโตตามลำธารและมีพืชที่ไม่รู้จักบางชนิดเติบโตในที่ลุ่มน้ำ มีผีเสื้อจำนวนมากบินวนอยู่ริมลำธาร สัตว์เล็กๆที่มาดื่มน้ำรีบซ่อนตัวเมื่อได้ยินเสียงของมนุษย์
ฟู่ซินถอดกระบุงลงจากหลัง แล้วสูดหายใจเข้าไปฟอดใหญ่ เขาก้มลงไปวักน้ำจากลำธารขึ้นมาดื่ม ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก!
และเมื่อหันมามองฟู่เยี่ยน เขาก็เห็นว่าเธอรีบถอดรองเท้าของตนเองแล้วเอาเท้าแช่น้ำอย่างอดใจไม่ไหว สาวน้อยถอนหายใจยาวออกมาด้วยสีหน้าแห่งความสุข
สบายเท้าจัง!
ฟู่ต้าหย่งมองลูกสาวแล้วรู้สึกขบขันในใจ ขณะที่หลี่หงอี้มองสาวน้อยด้วยความอิจฉา เพราะลูกชายทั้งสองคนของเขาเป็นเด็กเหลือขอ เขาอยากได้ลูกสาวบ้าง……
หลังจากนั่งพักไปครู่ใหญ่ ฟู่ต้าหย่งก็ลุกขึ้นเดินไปยังทางเล็กๆด้านข้าง ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับองุ่นป่า 2 พวง ผลองุ่นมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ละผลเป็นสีเขียวใสดูน่ารัก หลี่หงอี้ที่เห็นแบบนั้นก็นึกถึงลูกๆที่บ้านเช่นกัน เขาจึงเดินไปเก็บด้วย
ฟู่ซินและฟู่เยี่ยนต่างก็ถือองุ่นมากินคนละพวง ผลองุ่นมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ในขณะที่กำลังนั่งกินกันอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนกลับแอบโยนเมล็ดองุ่นเข้าไปปลูกไว้ในมิติ เพื่อหวังว่ามันจะหยั่งราก งอกเงยและออกลูกให้เธอไว้กิน!
แบบนี้เธอก็จะได้มีองุ่นไว้กินตลอดโดยไม่ต้องขึ้นเขามาเด็ดแล้ว ฟู่ซินกินองุ่นเสร็จแล้วก็เดินไปเด็ดองุ่นกับพ่อของเขาด้วย เขาตั้งใจว่าจะเก็บไปให้เจ้าแมวตะกละสองคนนั้นที่กลับจากเลิกเรียนมาคงหิวโซน่าดู
หลังจากเก็บองุ่นเสร็จก็เห็นว่าพระอาทิตย์ขึ้นกลางหัวแล้ว พวกเขาจึงหยิบซาลาเปาออกมากินเป็นมื้อกลางวัน หลังจากนั่งพักได้สักพัก ทั้งสี่คนก็เริ่มเดินทางต่อ เพราะจุดหมายของพวกเขายังต้องเดินต่อไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง
ฟู่เยี่ยนเดินตามอาหลี่ไป ระหว่างเดินเธอก็สอดส่องกวาดสายตามองเพื่อดูว่าพอจะมีพืชชนิดใดที่นำมาแลกเป็นเงินได้มาก แต่เดินมานานขนาดนี้กลับเห็นเพียงต้นจินอิ๋นฮวา [1] ที่มีใบสีเขียวอ่อนลอยปกคลุมอยู่ด้านบน ฟู่ต้าหย่งบอกฟู่เยี่ยนว่าต้นจินอิ๋นฮวานี้น่าจะมีอายุอย่างน้อย 20 ปีแล้ว
เดินไปได้สัก 2-3 นาที ฟู่เยี่ยนก็เงยหน้าขึ้น แต่แล้วดวงตาของเธอก็เป็นประกายสดใส ในใจของเธอคิดว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เพราะเธอเห็นไอสีเขียวเข้มลอยอยู่เหนือบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ และหากคำนวณตามไอสีเขียวที่บอกอายุของต้นจินอิ๋นฮวา สมุนไพรที่มีไอสีเขียวเข้มนั้นน่าจะมีอายุเป็นร้อยปีแล้ว!
[1] ต้นจินอิ๋นฮวา 金银花 หรือดอกสายน้ำผึ้ง ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ รักษาไข้หวัดใหญ่ รักษามีไข้ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
ตอนที่ 8 โสมร้อยปี
ฟู่เยี่ยนกำลังคิดว่าจะไปที่นั่นได้อย่างไร เพราะต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่พวกเธอวางแผนจะไปเลย
แต่แล้วเธอก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนจึงต้องแกล้งทำเป็นอยากเข้าห้องน้ำ ฟู่ซินจึงวางกระบุงไว้ที่เดิมแล้วเดินตามฟู่เยี่ยนไป สองพี่น้องเดินห่างออกไปจากผู้เป็นพ่อราว 50เมตร แต่ฟู่เยี่ยนกลับมีท่าทีว่าจะเดินเข้าไปต่อ
“เสี่ยวฮั่ว ไม่เดินไปด้านหน้าแล้ว ตรงนี้ก็ได้ เห็นไหมว่าด้านนั้นมีต้นไม้อยู่ด้วย เธอก็ทำธุระของตัวเองหลังต้นไม้ต้นนั้นได้ เดี๋ยวพี่จะหันหลังให้”
ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินไปข้างหน้าอีกประมาณ 10เมตร ในตอนนี้เองที่ไอสีเขียวนั้นปรากฏต่อหน้าต่อตาเธอแล้ว ฟู่เยี่ยนถอนวัชพืชที่ปกคลุมออกไป และแล้วก็มีพืชต้นหนึ่งปรากฏต่อหน้าเธอ
แวบแรกที่เห็นมัน แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะไม่ค่อยแน่ใจว่ามันคือต้นอะไร แต่เธอก็ดีใจมาก เพราะไอสีเขียวของพืชต้นนี้เป็นสีเขียวแก่ออกเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ มันเข้มข้นยิ่งกว่าต้นจินอิ๋นฮวาเมื่อกี้นี้เป็นสิบเท่า !
ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งกลับไปหาพ่อของเธอ
“พี่ เมื่อกี้หนูเห็นต้นอะไรก็ไม่รู้ ใบของมันใหญ่มาก มีผลสีแดงกลมๆเล็กๆขึ้นบนยอดของมัน มันสวยมากเลยนะ แถมยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย!” ระหว่างที่เดินหน้าต่อนั้น ฟู่เยี่ยนก็แสร้งทำเป็นพูดคุยกับพี่ชายของเธออย่างสบายๆ
และคำพูดนี้ของเธอก็ดึงความสนใจของฟู่ต้าหย่งได้สำเร็จ เขาถามลูกสาวอย่างตื่นเต้นว่า “เสี่ยวฮั่ว หญ้านั่นอยู่ที่ไหน รีบพาพ่อไปเร็วเข้า!”
ฟู่เยี่ยนแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วพาฟู่ต้าหย่งมายังบริเวณที่พืชต้นนั้นอยู่
แต่พอเห็นพืชที่ว่า ฟู่ต้าหย่งก็ตะโกนด้วยความตกตะลึง “ยอดไปเลย!”
ฟู่ต้าหย่งรีบคลายด้ายสีแดงที่ผูกกับกระบุงของฟู่ซินออกมา จากนั้นก็ผูกกิ่งของต้นโสมกับกิ่งไม้ แล้ววาดกรอบสี่เหลี่ยมขนาดหนึ่งตารางเมตรรอบต้นโสม วาดเสร็จเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูจากใบที่เป็นสีเขียวแก่และผลสีแดงเล็กๆ ที่ขึ้นเป็นกระจุกอยู่ด้านบน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นโสมภูเขาที่อายุเยอะแล้ว!
สมัยเด็ก ฟู่ต้าหย่งเคยเห็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านขุดโสมภูเขามาได้ เขาจึงได้เรียนรู้วิธีดูโสมมาจากสมัยนั้น โสมมีอายุยืนยาว โสมป่าสามารถอยู่ได้หลายร้อยปี ดังที่เราทราบกันดีว่าอายุขัยของต้นโสมสามารถสะท้อนให้เห็นผ่านรูปใบและหัวกกได้
และใบของโสมต้นนี้เป็นใบซ้อนถึง 8ใบ ! ส่วนอายุจริงของโสมต้นนี้นั้น ต้องรอขุดออกมาก่อนจึงจะประมาณอายุของมันได้ ฟู่ต้าหย่งยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมด
อีกสองคนก็ตกใจเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นโสมภูเขามาก่อน แต่เคยได้ยินคนพูดกันว่าพืชพวกนี้มีมูลค่าขนาดไหน!
ที่ฟู่ต้าหย่งวาดกรอบสีเหลี่ยมขนาดหนึ่งตารางเมตรรอบต้นโสมนั้น เพราะมีความเชื่อที่ว่าก่อนขุดโสมต้องวาดกรอบกั้นโสมไว้ไม่ให้มันหนี การขุมโสมมีธรรมเนียมหลายอย่างที่ต้องคำนึง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจับมันไว้ให้ดี เพราะว่ากันว่าโสมที่อายุเยอะจะมีจิตวิญญาณอยู่ด้วย
หลังจากปรับอารมณ์แล้ว ฟู่ต้าหย่งก็เตรียมขุดโสม ตอนนี้ในมือของเขาไม่มีเขากวางที่เป็นเครื่องมือใช้ในการขุดโสม ดังนั้นเขาจึงต้องใช้กิ่งมามาขุดแทน ฟู่ต้าหย่งรวบรวมสมาธิขณะเริ่มขุดโสม โดยเขาเริ่มขุดจากขอบนอกเข้ามาตรงกลาง
ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนยามผู้ศรัทธาที่ก้าวเท้าเดินทีละก้าวไปสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาปรารถนา หลังจากใช้เวลาขุดนานกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดรูปลักษณ์ของหัวโสมที่สมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ฟู่ต้าหย่งบรรจงหยิบขึ้นมาเขย่าเบาๆให้ดินร่วง เพราะเขาจะทำให้มันเสียหายแม้แต่รากเดียวไม่ได้ ฟู่ต้าหย่งเห็นโสมป่าแล้วก็รู้สึกตื่นตะลึง คราวนี้พวกเขารวยแล้ว ! !
โสมต้นนี้มีขนาดเท่าแขนเด็ก ในตอนนี้หลี่หงอี้ได้ไปหาเปลือกไม้และตะไคร่น้ำมา ขณะที่เตรียมจะห่อโสมนั้น เขาก็ให้เด็กๆได้ดูมันก่อน
ฟู่เยี่ยนได้แอบนำเมล็ดโสมเข้าไปเก็บไว้ในมิติตั้งแต่ตอนที่พ่อของเธอขุดหัวโสมขึ้นมาแล้ว ตอนนี้เธอพอใจแล้ว ดังนั้นสาวน้อยจึงกะพริบตาแล้วโน้มตัวเข้าไปถามด้วยความอยากรู้ “พ่อคะ มันอายุกี่ปีแล้วคะ? ”
ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “สมัยเด็กพ่อเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดว่าจำนวนใบของต้นโสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละปีจนกว่าต้นโสมจะมีอายุ 6ปี ในแต่ละปี ต้นโสมจะมีใบซ้อนเพียงก้านเดียวที่มีใบซ้อนกันเป็นใบเล็กๆ แค่ 3 ใบเท่านั้น”
พออายุโสมได้ 2 ปี ใบซ้อนแต่ละก้านจะมีใบเล็ก 5 ใบ พออายุได้ 3 ปี จะเริ่มแตกเป็นใบซ้อน 5 ใบจำนวน 2 ก้าน ต้นโสมต้องใช้เวลา 3 ปีจึงจะผลิดอกและออกผล พออายุ 4 ปีจะมีใบซ้อน 3 ก้าน อายุ 5 ปีมีใบซ้อน 4 ก้าน อายุ 6 ปีมีใบซ้อน 5-6 ก้าน”
“และเมื่อต้นโสมมีอายุ 6 ปีขึ้นไป จำนวนใบจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ต่อให้เป็นโสมอายุร้อยปี แต่ละปีก็จะมีใบซ้อนแค่ 5-6 ก้านเท่านั้น เมื่อครู่พ่อเพิ่งดูใบและกกหัวของโสมต้นนี้ พ่อเองก็คาดคะเนอย่างแม่นยำไม่ได้ แต่น่าจะมีอายุอย่างน้อยหลักร้อยปี ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของจริง”
ฟู่ต้าหย่งห่อโสมป่าอย่างระมัดระวังหลังจากที่อธิบายให้ลูกๆของเขาฟังจบ
หลี่หงอี้เหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูดตั้งแต่ตอนเห็นต้นโสมแล้ว ตอนนี้เขาพยายามใจกล้าและเอ่ยถามออกมาว่า “ต้าหย่ง เราเป็นพี่น้องกัน เวลาฉันมีอะไรก็จะพูดออกมาตามตรง นายวางแผนจะทำอย่างไรกับโสมนี้งั้นหรือ ? ”
ฟู่ต้าหย่งมองดูน้องชายคนสนิทของเขา เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับหลี่หงอี้ แต่เขาก็ยังส่ายหัวบ่งบอกว่าเขายังไม่ได้คิดเรื่องนี้
“ต้าหย่ง เราไม่ใช่คนนอก ดังนั้นฉันจึงไม่ขอปิดบัง ฉันมีผู้นำเก่าคนหนึ่ง เขาและภรรยาเข้าร่วมสงครามต่อต้านญี่ปุ่นทั้งคู่ พวกเขาถูกยิงเข้าที่ร่างกายระหว่างการสู้รบครั้งใหญ่ ทำให้พวกเขาเจ็บป่วยเรื้อรังมาจนถึงตอนนี้”
“ตอนฉันกลับมาครั้งนี้ คนในครอบครัวของพวกเขากำลังตามหาโสมอายุเยอะ พวกเขารู้ว่าบ้านของพวกเรามีภูเขาที่เคยมีคนขุดโสมได้ ลูกชายของเขาจึงได้ฝากฝังให้ฉันมาหาซื้อโสมกลับไปให้ หลายวันมานี้ฉันลองไปตามหาดูที่ร้านยาในเทศมณฑลมาแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาซื้อไม่ได้”
“หากนายยังไม่ได้นำโสมต้นนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นนั้นก็พอจะขายให้กับผู้นำเก่าของฉันก่อนได้ไหม นายไม่ต้องกังวล เราจะให้ราคาที่ยุติธรรมกับนายแน่นอน” หลี่หงอี้พูดจบก็ราวกับยกภูเขาออกจากอก
ถึงอย่างไรโสมภูเขาก็เป็นของที่หาได้ยาก ยิ่งโสมภูเขาต้นใหญ่ยิ่งหาได้ยากเข้าไปใหญ่ แต่สิ่งสำคัญในตอนนี้คือต้องช่วยชีวิตคนก่อน!
ฟู่ต้าหย่งได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าคิดหนัก แต่เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยิน ดวงตาของสาวน้อยกลับเป็นประกาย เพราะเธอมีมิติวิเศษอยู่ในมือแล้ว และเธอก็เก็บเมล็ดจากกกหัวของต้นโสมมาแล้วด้วย พอถึงตอนนั้นเธอก็จะมีโสมป่าคุณภาพดีและอายุเก่าแก่ตามต้นเดิมของมัน
แต่เธอไม่เข้าใจถึงการทำเพื่อคนอื่นของหลี่หงอี้
ฟู่เยี่ยนรวบรวมสมาธิแล้วมองไปยังใบหน้าของหลี่หงอี้ เขาคนนี้มีใบหน้าที่เที่ยงตรงและสง่าผ่าเผย มีแสงสีม่วงเรืองรองอยู่รอบตัว ดูเหมือนว่าเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งในไม่ช้าหลังจากกลับไปในครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนมองอย่างระมัดระวังอีกครั้ง เธอพบว่าในแสงสีม่วงยังมีแสงสีทองอ่อนๆปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางอีกด้วย
ดูเหมือนว่าอาหลี่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนมียศฐาบรรดาศักดิ์ แต่เห็นได้ชัดว่าความคิดของคนผู้นั้นยังคงคลุมเครือ ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นโชคสีแดงจึงเปล่งแสงไม่ชัดเจนในขณะนี้
โสมภูเขาเป็นของตาย มันคงจะคุ้มค่ากว่าหากสามารถแลกมาซึ่งอนาคตที่สดใสของพี่ใหญ่ได้ ฟู่เยี่ยนเหลือบมองฟู่ซินพลางตัดสินใจอย่างแน่วแน่
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนตรวจดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าของหลี่หงอี้เสร็จ เธอก็พอใจมาก จึงตัดสินใจได้ในทันที
ฟู่ต้าหย่งมองไปยังหลี่หงอี้ แล้วสลับไปมองฟู่เยี่ยน จากนั้นเขาถึงได้เอ่ยถามเธอว่า “เสี่ยวฮั่ว ลูกเป็นคนพบโสมภูเขาต้นนี้ มันคือของลูก พ่ออยากจะถามลูกว่าลูกยินดีจะนำโสมนี้ให้คุณปู่ท่านนั้นไหม ? ”
ถึงอย่างไรฟู่เยี่ยนก็ยังเป็นเด็กอยู่ เธอก้มหน้าลงเหมือนไม่มีความสุข แต่สักพักก็เงยหน้าขึ้นพูดกับหลี่หงอี้ว่า “อาหลี่ หนูไม่ขายโสมต้นนี้ หนูจะมอบมันให้คุณปู่ท่านนั้น แต่สิ่งที่หนูต้องการแลกเปลี่ยนคือให้พี่ชายคนโตของหนูได้รับตำแหน่งในกองทัพ”
ตอนที่ 9 ความหวังของพี่ใหญ่
เมื่อฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ออกมา ทั้งสามคนต่างพากันตกตะลึง โดยเฉพาะฟู่ซิน เขาไม่เพียงแต่ซาบซึ้งใจเท่านั้น แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นอีกด้วย เพราะการได้สวมเครื่องแบบทหารถือเป็นความฝันของเด็กผู้ชายเกือบทุกคน
ฟู่ต้าหย่งรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ลูกสาวของเขามีใจเป็นห่วงคนในครอบครัวขนาดนี้
หลี่หงอี้ชำเลืองมองฟู่ซิน เด็กคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ดูเปี่ยมไปด้วยพลัง อีกทั้งยังเก็บความรู้สึกเก่ง
ได้ยินมาว่าสมัยเรียนมีผลการเรียนดีมาก หากทหารมีการศึกษาดี นับว่าพอจะเป็นทหารที่มีอนาคตไกลได้
หลี่หงอี้มุมานะพยายามไต่เต้าจากเด็กบ้านนอกธรรมดาขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บังคับกองพัน เขาย่อมมองคนได้อย่างเฉียบแหลม
“พี่ต้าหย่ง ฉันยินดีรับปากเรื่องพาเสี่ยวจินเข้ากองทัพ แต่เรื่องโสมภูเขานี้ ถึงอย่างไรก็ต้องให้เงิน ครอบครัวผู้นำเก่าของฉันเป็นคนซื่อตรงมาก แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับ แต่ฉันก็จะหาวิธีให้โอกาสนี้แก่เสี่ยวจิน” หลี่หงอี้ตบแผงอกเป็นการให้คำมั่น
เมื่อเห็นหลี่หงอี้รับปากแล้ว ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย ฟู่ต้าหย่งเองก็ไม่คัดค้าน ส่วนฟู่ซินเหมือนจะตกอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเองไปแล้ว
หลังจากตัดสินใจเรื่องโสมภูเขาแล้ว พวกเขาก็เดินขึ้นเขาไปต่อ เพราะภารกิจหลักของพวกเขาในวันนี้คือการตัดต้นไม้มาซ่อมประตู ฉะนั้นพวกเขาจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้
จนกระทั่งเดินไปถึงป่าสน ฟู่ซินก็ยังคงอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง เขาไม่คาดคิดเลยว่าน้องสาวจะยอมแลกโสมภูเขาอันล้ำค่ากับอนาคตของเขา
ฟู่เยี่ยนเห็นท่าทางของพี่ชายตนเองก็รู้ได้ทันทีว่าในใจของพี่ชายคงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
“พี่ พี่คิดมากทำไมกัน? รอพี่เป็นทหารและได้รับเงินค่าจ้างเมื่อไร พี่ก็ซื้อที่ผูกผมสีแดงมาให้ฉัน วันนั้นฉันเห็นลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านผูกผมด้วยผ้าผูกสีแดง มันสวยมาก แล้วพี่ก็ต้องซื้อขนมให้ฉันกินด้วย!”
คำพูดของฟู่เยี่ยนสร้างความขบขันให้แก่ฟู่ซินได้สำเร็จ
ฟู่ซินยิ้มและลูบผมของน้องสาว น้องสาวของเขายังคงเป็นเด็กอยู่เสมอ “ได้ พี่จะซื้อให้เสี่ยวฮั่วแน่นอน!”
เขายังแอบสาบานในใจอย่างเงียบๆ ว่าเขาจะต้องโดดเด่นในหน้าที่การงาน และเป็นที่พึ่งพาให้แก่น้องสาวของเขาให้ได้
“เสี่ยวจิน รีบมาช่วยพ่อตัดไม้เร็วเข้า” ฟู่ต้าหย่งตะโกนมาจากทางด้านนั้น
“อ้อ ผมกำลังจะไปแล้ว”
เมื่อเห็นพี่ชายไม่คิดมากแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน
พวกเขาทั้งสามคนช่วยกันตัดไม้และรีบเก็บฟืน
และระหว่างทางลงภูเขา พวกเขายังจับไก่ฟ้าได้สองสามตัวตรงจุดที่จับกระต่ายได้
หลังจากจับไก่ฟ้ามัดแล้ว พวกเขาก็จับมันใส่ลงไปในกระบุง และปูหญ้าทับไว้ด้านบนหนาๆ จากนั้นก็เก็บผักป่ามาวางโปะไว้ แล้วใส่ฟืนลงไปอีกสองสามท่อน เนื่องจากภูเขาเป็นสมบัติส่วนรวม หากให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขาจับสัตว์ป่ามาได้ก็คงไม่วายต้องมีคนอื่นมาขอแบ่ง จะได้ขจัดปัญหายุ่งยากส่วนนั้นออกไป
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หวังซู่เหมยทำอาหารเย็นรออยู่ที่บ้าน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเลิกเรียนกลับมาบ้านแล้วเช่นกัน
ส่วนเรื่องโสมภูเขา ไว้รอให้วันพรุ่งนี้หลี่หงอี้โทรไปหาลูกชายของผู้นำเก่าก่อน จากนั้นค่อยคุยเรื่องราคากัน
วันนี้ราวกับเวลาผ่านไปหนึ่งปี ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด……
และเมื่อทุกคนในครอบครัวเห็นกระต่ายและไก่ฟ้าหลายตัวที่กองอยู่ตรงหน้า พวกเขาต่างก็ปิดปากของตนเอง เพราะกลัวจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
ฟู่เซินถึงขั้นทุบอก กระทืบเท้า เกลียดตนเองที่ไม่ยอมดื้อด้านอดทนโดนแม่ตีแล้วขอตามพ่อขึ้นเขาไปด้วย
ฟู่เยี่ยนที่เห็นแบบนั้นก็แอบหัวเราะ เธอสบตากับผู้เป็นพ่อ พลางคิดในใจว่าเรื่องเซอร์ไพรส์ยังมาไม่ถึง
หลังกินอาหารเย็นแล้ว เขาเรียกทุกคนเข้าไปในห้องและเปิดเปลือกโสมภูเขาอย่างระมัดระวัง ในขณะนั้น ทุกคนก็ตกใจมากจนพูดไม่ออก
ฟู่เซินอยากจะยื่นมือไปสัมผัสมัน แต่หวังซู่เหมยรีบตีมือเขาทันที
“เดี๋ยวมันก็ช้ำหมดหรอก!”
ทุกคนมองหน้ากันและหัวเราะเบาๆ ความสุขหลั่งไหลเข้ามาเติมเต็มหัวใจของสมาชิกครอบครัวฟู่ในขณะนี้
หลังจากห่อโสมอย่างระมัดระวังและนำไปเก็บเรียบร้อย ฟู่ต้าหย่งก็กระแอมในลำคอและค่อยๆพูดตามที่ฟู่เยี่ยนบอกกับหลี่หงอี้ไปก่อนหน้านี้
วันนี้ทุกคนเจอเรื่องเซอร์ไพรส์มาไม่หยุดหย่อน พอเขาพูดเรื่องนี้ออกมา ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขมากยิ่งขึ้น
เพราะถึงอย่างไรโสมภูเขาก็เป็นสิ่งที่ดูได้แต่ไม่อาจกินได้ ถึงแม้มันจะมีราคาแพงมาก แต่สุขภาพร่างกายของคนในครอบครัวนั้นแข็งแรงดี และถ้าหากจะให้นำไปแลกเงินก็ไม่รู้ว่าจะนำไปขายที่ไหน ฉะนั้นนำมาแลกกับอนาคตอันแสนงดงามของเสี่ยวจินยังคุ้มค่ากว่าแลกเป็นเงินเสียอีก
ที่จริงตอนหลี่หงอี้เอ่ยปากขอตอนอยู่บนภูเขา ฟู่ต้าหย่งคิดแล้วก็มองออกถึงข้อดีข้อเสียของคำขอนี้ได้ทันที
เพียงแต่เขาคิดว่าลูกสาวเป็นคนพบมัน ดังนั้นเขาควรให้ลูกสาวตัดสินใจเอง
เขาคิดว่าต่อให้เสี่ยวฮั่วไม่ยอมก็ไม่เป็นไร เพราะเขาจะเก็บไว้เป็นสินสมรสของเธอในอนาคต
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าพอลูกสาวของเขาเอ่ยปาก เพียงเท่านี้เธอก็มอบความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้เขาได้แล้ว
ในเวลานี้ ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากลองไตร่ตรองดูแล้ว เขาก็ถามขึ้นว่า
“เสี่ยวมู่ เสี่ยวฉุ่ย พวกลูกอยากไปเป็นทหารไหม?” หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็จ้องไปที่ปฏิกิริยาของลูกทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด
ฟู่เซินยังคงปรารถนาที่จะรับราชการทหารมาโดยตลอด แต่เขาเคารพพี่ชายของเขาเสมอ
นอกจากนี้นี่ยังเป็นการตัดสินใจของฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนเป็นคนเจอโสม เขาย่อมไม่อาจมีข้อโต้แย้งได้ และในฐานะน้องชาย เขาจะแย่งของจากพี่ชายตัวเองได้อย่างไร?
“พ่อครับ ผมก็อยากใส่ชุดทหารเหมือนกัน แต่ผมจะไปหรือไม่ไปไม่สำคัญ พี่เขาเหมาะที่จะเป็นทหารมากกว่า”
“อีกอย่าง อีกไม่กี่ปีผมก็จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถึงตอนนั้นผมก็จะเป็นนักศึกษา และพี่ใหญ่จะต้องอิจฉาผมแน่นอน” ฟู่เซินกินองุ่นป่าด้วยสีหน้าโอ้อวด
ฟู่เยี่ยนหัวเราะ พี่รองของเธอดูทึ่มขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าเขาจะรู้จักพูดกับเขาด้วย
ทางด้านฟู่เหมี่ยวนั้น เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่มีความคิดเรื่องนั้นเลย เธอส่ายหัวจนตัวสั่น เพราะเธอขี้เกียจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากต้องให้ตื่นแต่เช้ามาฝึกทุกวันคงยากจะรับไหว
ฟู่ต้าหย่งจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาเริ่มหันไปกระตุ้นฟู่ซินว่า “เสี่ยวจิน ลูกจะประสบความสำเร็จไปถึงขั้นนั้นหรือไม่ อยู่ที่ความพยายามของลูกแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร ลูกไม่อาจลืมได้ว่าคนที่คว้าโอกาสนี้มาให้ลูกก็คือน้องสาวของลูกเอง”
“ใช่แล้วเสี่ยวจิน ลูกต้องรู้ว่าหากน้องสาวของลูกไม่เจอโสมภูเขา ลูกก็คงไม่มีโอกาสนี้ แล้วลูกสองคนก็เหมือนกัน อย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด จนกว่าพี่ใหญ่ของพวกลูกจะขึ้นรถไฟไป เข้าใจไหม?” หวังซู่เหมยเอ่ยเตือน
“แม่ของลูกพูดถูก พวกลูกต้องระวังปากไว้ให้ดี อย่าทำลายเรื่องดีๆของพี่ใหญ่เด็ดขาด”
“พ่อกับแม่วางใจได้ ผมรู้แล้ว” ฟู่ซินพยักหน้ารับ
“พ่อกับแม่ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นหรอก พี่ใหญ่ดีกับหนูที่สุดแล้ว อีกอย่างจะบอกว่าหนูเป็นคนค้นพบโสมภูเขาก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะหากพ่อไม่รู้จักต้นโสม หนูก็คงนึกว่ามันเป็นแค่หญ้าต้นหนึ่งเท่านั้น” คำพูดของฟู่เยี่ยนเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน
ยุคสมัยนี้ หากมีโอกาสได้ออกไปเติบโตด้านนอก บางทีโอกาสนี้อาจกลายเป็นโอกาสที่เปลี่ยนชะตาชีวิตไปเลยก็ว่าได้
ฟู่ต้าหย่งยังแอบกลัวว่าโชคลาภเงินทองเหล่านี้จะทำให้นิสัยของลูกๆเปลี่ยนไป แต่โชคยังดีที่ลูกๆของเขายังเป็นเด็กดีเหมือนเดิม
………………………………….
หวังซู่เหมยยิ้มไม่หุบตลอดทั้งคืน เธอไม่คิดว่าครอบครัวจะโชคดีขนาดนี้!
เธอยังคงมีความสุขอยู่กับเรื่องโสมภูเขาและเรื่องที่ลูกชายของเธอกำลังจะเข้าร่วมกองทัพ ทั้งที่ลูกๆทุกคนกลับไปที่ห้องของตัวเองแล้ว แต่เธอก็ยังคงนั่งยิ้มอยู่คนเดียว
ฟู่ต้าหย่งเห็นภรรยาของเขานั่งยิ้มราวกับคนโง่ เขาจึงวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะ
“นี่แม่ เรายังต้องถอนขนกระต่ายกับไก่ฟ้าอยู่นะ จะได้นำไปให้ครอบครัวของหงอี้ตอนมืดๆ แล้วตอนดึกเราค่อยตุ๋นไว้ซักตัว พรุ่งนี้จะได้ให้พวกเด็กๆได้กินกัน” ฟู่ต้าหย่งเรียกสติภรรยา
หวังซู่เหมยถึงได้ตื่นจากภวังค์ของตนเอง “จริงด้วย เดี๋ยวที่เหลือฉันจะนำมาทาเกลือแล้วทำเป็นไก่ตากแห้งกับกระต่ายตากแห้ง จะได้เก็บไว้กินได้นานๆ ”
“รอทำเสร็จแล้วก็แบ่งไปให้บ้านพ่อตากับแม่ยายด้วย”
“ได้ ฉันจะออกไปเรียกพวกเขามาช่วย” หวังซู่เหมยพูดพลางเดินออกไป
ตกกลางคืน ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเรียกให้พวกฟู่ซินมาช่วยกันทำถอนขนกระต่ายและไก่ฟ้า จากนั้นก็นำขนและเครื่องในของพวกมันไปฝังไว้ใต้ต้นซานจาเพื่อกำจัดซากและร่องรอย
จากนั้นก็เรียกให้ฟู่เซินอาศัยช่วงตกดึกตอนที่ไม่มีใครสนใจ นำกระต่ายและไก่ฟ้าไปให้หลี่หงอี้
ส่วนที่บ้านของพวกเขาตุ๋นกระต่ายและไก่ฟ้าไว้อย่างละตัว ที่เหลือถูกหวังซู่เหมยใส่เกลือนำไปแขวนไว้ที่ห้องเล็กๆภายในสวนหลังบ้าน พอแห้งก็จะกลายเป็นไก่ตากแห้งและกระต่ายตากแห้ง
………………………………
กลางดึกคืนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนนอนอยู่บนเตียงด้วยความตื่นเต้น เธอไม่ได้ตื่นเต้นเพราะพบโสมภูเขา แต่เป็นเพราะเธอค้นพบว่าความสามารถของดวงตาพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น เมื่อครู่นี้เธอสามารถมองทะลุลงไปใต้ดินที่ความลึก 1เมตร ทั้งยังมองเห็นพวกเครื่องในที่แม่เพิ่งฝังไว้ใต้ต้นซานจาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ฟู่เยี่ยนเหมือนจะค้นพบกฎเกณฑ์ของมันแล้ว หากเธอได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่เธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน ความสามารถของดวงตาก็จะดีขึ้นไปอีก เช่น การที่เธอเห็นแสงสีเขียวจากโสมต้นนั้น
ฟู่เยี่ยนอดนึกถึงช่วงบ่ายไม่ได้ ในตอนที่เธอและพ่อรับปากว่าจะขายโสมให้แก่อาหลี่แล้ว ดูเหมือนจุดคนอุปถัมภ์ของอาหลี่จะเปล่งประกายออกมา นอกจากโชคสีแดงที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีโชคสีม่วงเพิ่มขึ้นด้วย
หากคว้าโอกาสนี้ไว้แล้ว หน้าที่การงานของเขาจะก้าวหน้าไปอีกขั้นได้หรือไม่นั้นต้องดูที่ความสามารถของหลี่หงอี้เองแล้ว
ฟู่เยี่ยนรอจนกระทั่งฟู่เหมี่ยวหลับสนิทแล้ว เธอถึงได้แวบหายตัวเข้าไปในมิติเพื่อตรวจดูเมล็ดองุ่นที่โยนใส่ในมิติไปเมื่อตอนสาย
องุ่นป่าที่ถูกโยนลงดินอย่างสุ่มๆได้แตกยอดแล้ว คาดว่าพรุ่งนี้คงทำค้างขึ้นให้พวกมันได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนเพาะเมล็ดโสมอย่างระมัดระวังทีละหลุม จากนั้นเธอได้นำน้ำในบ่อมาค่อยๆบรรจงรดใส่ลงไปทีละหลุม
เธอยังเหลือเมล็ดโสมไว้อีก 2 เมล็ดเพื่อไว้ปลูกที่หลังบ้าน ไม่อย่างนั้นหากในอนาคตนำโสมออกมาก็คงยากที่จะหาคำอธิบายได้
หลังจากรดน้ำเมล็ดโสมอย่างระมัดระวัง เธอก็ออกมาจากมิติ
ฟู่เยี่ยนถึงได้นอนหลับไปอย่างมีความสุข แต่ในเวลาเดียวกันนั้น หนิวชุ่ยฮวาที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกลับนอนไม่หลับ เพราะวันพรุ่งนี้ฟู่เหล่าชวนจะกลับมาแล้ว และเธอไม่อาจปิดบังความจริงเรื่องที่เธอผลักฟู่เยี่ยนได้
ตอนที่ 10 ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล
หนิวชุ่ยฮวารู้สึกว่าตนเองโชคไม่ดีเลย หาของไม่เจอไม่พอ ยังมีคนมาจับได้อีก ทั้งยังต้องจ่ายค่าชดเชยให้เด็กบ้านั่นอีก 10หยวน
เธอมาทำความสะอาดคอกวัวหลายวันแล้ว กลิ่นนั้นมันทำเธอสะอิดสะเอียนจนแทบอ้วก ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจะนำของที่ว่านั้นไปซ่อนไว้ที่ไหนกันนะ ?
เธอไม่กล้าบอกฟู่เหล่าชวนถึงเรื่องที่เธอผลักเสี่ยวฮั่ว เพราะถึงอย่างไรเด็กนั่นก็เป็นหลานสาวแท้ๆของเขา แต่หากเธอไม่บอก เกิดเขารู้จากปากของคนอื่น เขาก็คงมาด่าเธอ
หนิวชุ่ยฮวานอนอยู่บนเตียง ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนไม่หลับ
………………………………….
วันต่อมา ฟู่เหล่าชวนกลับมาแต่เช้า ทันทีที่เขาเข้าไปในหมู่บ้าน เขาก็รู้สึกว่าสายตาของทุกคนดูแปลกไป
สายตาแปลกๆที่กำลังมองมาทางเขาแบบนั้น ดูเหมือนจะย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้ว……
เมื่อฟู่เหล่าชวนกลับถึงบ้าน หนิวชุ่ยฮวายังคงนอนหลับฝันหวานอยู่ เธอฝันว่าเจอของสิ่งนั้นแล้ว และจากนั้นเธอก็ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงนางพญา……
ในขณะที่เธอกำลังฝันหวาน ฟู่เหล่าชวนก็ดึงผ้าห่มออกจากตัวของเธอ
“ใครกันเนี่ย?!” หนิวชุ่ยฮวาลุกขึ้นนั่งทันทีที่เธอสะดุ้ง และเมื่อเห็นว่าเป็นชายชรา เธอจึงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่ลุกจากที่นอนอีก หรือรอให้ฉันทำอาหารแล้วยกมาให้เธอกินถึงที่นอน?!”
แม้ว่าหลังเลิกงาน ฟู่เหล่าชวนจะกินข้าวจากโรงอาหารมาแล้ว แต่พอเดินกลับมา ตอนนี้เขาก็เริ่มท้องหิวอีกแล้ว
ตอนแรกเขานึกว่ากลับมาถึงบ้านแล้ว ชุ่ยฮวาจะทำกับข้าวรอเขาอยู่ที่บ้าน คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะขี้เกียจจนถึงขั้นยังไม่ยอมลุกจากที่นอนด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้ เมื่อคืนฉันนอนดึกเลยตื่นสายไปหน่อย” หนิวชุ่ยฮวารีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วไปทำอาหาร
ระหว่างกินข้าว ขณะที่เธอกำลังใช้ช้อนคนโจ๊ก ในหัวของเธอก็กำลังคิดว่าจะพูดเรื่องนี้อย่างไร
ระหว่างกินข้าว หนิวชุ่ยฮวาเงยหน้ามองสีหน้าของฟู่เหล่าชวนเป็นระยะ เพื่อดูว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ในขณะที่หนิวชุ่ยฮวาจ้องมองเขาบ่อยๆ ทำให้ฟู่เหล่าชวนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“มื้อนี้เธอมองฉันเป็นสิบครั้งแล้วนะ ทำไมหรือ ? บนหน้าฉันมีดอกไม้ติดอยู่หรือไง”
“เป็นเพราะฉันไม่เจอคุณหลายวันต่างหาก ฉันเลยคิดถึงคุณไง!~” หนิวชุ่ยฮวาขยิบตาให้เขา
“ไว้คืนนี้ฉันค่อยจัดการเธอ”
หนิวชุ่ยฮวาเห็นว่าชายชราอารมณ์ดี เธอจึงพูดจาออดอ้อน ก่อนจะเริ่มพูดเรื่องสำคัญออกมา
“ตาเฒ่า ของสิ่งนั้นที่คุณให้ฉันไปหา ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ฉันแทบจะพลิกบ้านของเจ้าใหญ่ทุกซอกทุกมุมแล้ว ครั้งนี้ฉันไปหาอีกรอบ แต่ต้าหย่งและภรรยาของเขามาเจอเข้า”
“อะไรนะ?” ฟู่เหล่าชวนได้ยินก็ชะงักไป หัวใจของเขาเต้นโครมคราม นี่เจ้าใหญ่มาเห็นเข้าหรือ ?
“เรื่องจริงน่ะสิ ตอนนั้นลูกสะใภ้ใหญ่ของคุณโวยวายแทบตาย เธอหาว่าฉันจะไปขโมยของในบ้าน ถึงขั้นทำร้ายร่างกายฉันด้วยนะ” พูดแล้ว เธอก็หันหลังให้ฟู่เหล่าชวนดูปอยผมที่ถูกดึงร่วงไป
“และในวันนั้นตอนที่ฉันกำลังหาของ บังเอิญว่าหลานสาวของคุณเข้ามาเห็นเข้า ด้วยความตกใจ ฉันเลยผลักเธอล้มลง ผู้นำหมู่บ้านรู้เรื่องแล้ว เขาไม่เพียงแต่ลงโทษให้ฉันไปทำความสะอาดคอกวัวเท่านั้น แต่ยังให้ฉันชดใช้ค่ารักษาพยาบาลอีก 10 หยวน วันนี้ต้องนำเงินไปจ่ายแล้วด้วย……”
หนิวชุ่ยฮวาลอบมองสีหน้าของฟู่เหล่าชวน เธอยังไม่ได้ลงรายละเอียดที่เสี่ยวฮั่วหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่เธอก็เตรียมใจโดนฟู่เหล่าชวนด่าแล้ว
“เวลาเธอไปหาของ เธอหาทั่วทุกซอกทุกมุมหรือยัง หาตามกำแพงหรือซอกอิฐด้วยไหม? หามานานขนาดนี้แต่ก็ยังหาไม่เจอ เธอน่ะมันโง่จริงๆ!”
เหนือความคาดหมายของหนิวชุ่ยฮวา! ฟู่เหล่าชวนไม่ถามด้วยซ้ำว่าอาการบาดเจ็บของเสี่ยวฮั่วสาหัสหรือไม่
หญิงวัยกลางคนเกิดความกล้าหาญขึ้นมา เธอตัดสินใจบอกความจริงเกี่ยวกับอาการโคม่าของเสี่ยวฮั่วให้ฟู่เหล่าชวนฟัง
ฟู่เหล่าชวนก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แต่ในเมื่อเธอทำลงไปแล้ว ต้าหย่งไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แน่นอน เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะไปกับเธอ คนในครอบครัวเหมือนกันทั้งนั้น ยังจะมาคิดค่าชดเชยอะไรกัน ถึงตอนนั้นเธอขอโทษพวกเขาก็พอแล้ว”
…………………………………………….
วันนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้อยู่บ้านคนเดียวแล้ว เพราะเมื่อวานฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวสอบปลายภาคเสร็จแล้ว พวกเขารอรับใบรับรองผลการเรียนภายใน 3วัน หลังจากนั้นก็ปิดเทอมได้
ฟู่เซินกินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็ไปช่วยงานพ่อแม่ จะได้สะสมคะแนนช่วยงานในช่วงปิดเทอม ส่วนฟู่เหมี่ยวอยู่ทำความสะอาดบ้านและทำอาหารรอทุกคน ซึ่งหน้าที่สำคัญของเธอก็คืออยู่เป็นเพื่อนฟู่เยี่ยน
หลี่หงอี้มาหาแต่เช้าเพื่อบอกว่าวันนี้เขาจะไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์ของรัฐ และจะกลับมาให้คำตอบฟู่ต้าหย่งในตอนบ่าย
ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังทำข้อสอบปลายภาคที่ฟู่เหมี่ยวเอามาให้เมื่อวาน
ฟู่เหมี่ยวกำลังเด็ดผักอยู่ในสวน ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าตนเองเหลือเมล็ดโสมเอาไว้ เธอจึงลุกขึ้นเดินออกไปหาพี่สาว
“พี่ เมื่อวานตอนที่พ่อขุดโสม หนูแอบเด็ดเมล็ดโสมมาจากกกหัวของมันด้วย พวกเราลองปลูกในสวนดีไหม?”
“ปลูกในสวนแล้วมันจะขึ้นหรอ?” ฟู่เหมี่ยวคิดว่าน้องสาวของตัวเองคงอยากรวยจนบ้าไปแล้ว
“ลองดูได้ พี่ช่วยฉันหาที่ปลูกหน่อยสิ”
ในตอนที่ฟู่เหมี่ยวไม่ได้สนใจ ฟู่เยี่ยนก็แอบโปรยน้ำจากบ่อน้ำในมิติลงไปสองสามหยด เธอไม่กล้าโปรยลงไปในคราวละมากๆ เพราะกลัวว่าพี่สาวจะสงสัยเอาได้
พริบตาก็ถึงเวลาเลิกงานช่วงบ่าย
หนิวชุ่ยฮวาเดินตามฟู่เหล่าชวนมาอย่างไม่เต็มใจ วันนั้นหวังซู่เหมยดึงผมของเธอจนขาดร่วงเป็นกระจุก จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกแสบๆอยู่เลย
ที่บ้านฟู่ต้าหย่ง สมาชิกในครอบครัวกำลังล้อมดูโสมที่ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวปลูกไว้ เพราะสองพี่น้องเพิ่งช่วยกันปลูกในตอนสาย แต่ตอนนี้กลับมีแหลมๆโผล่ออกมาจากหน้าดินแล้ว
ฟู่เหมี่ยวตกใจมากจนเริ่มเชื่อว่าน้องสาวของเธออาจจะปลูกโสมได้จริงๆ!
และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ ฟู่เหมี่ยวจะเฝ้าประคบประหงมต้นอ่อนของโสมสองต้นนี้ราวกับกำลังประคบประหงมเด็กทารก
…………………………………………..
เมื่อฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาเดินเข้ามาก็เห็นภาพบรรยากาศของครอบครัวที่มีความสุข
หนิวชุ่ยฮวาเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไร แต่ภาพนี้มันกลับบาดลึกลงไปในใจของฟู่เหล่าชวน
นับตั้งแต่ที่เขาสงสัยว่าลูกชายคนโตไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา ทุกครั้งที่เขาเห็นเด็กๆที่รายล้อมรอบตัวต้าหย่ง หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง
“ต้าหย่ง พวกแกกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?” สีหน้าของฟู่เหล่าชวนดูไม่ดีเลย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็มองไปทางฟู่เหล่าชวน และจู่ๆ อุณหภูมิรอบตัวก็คล้ายกับจะลดลงอย่างกะทันหัน
หวังซู่เหมยเป็นคนแรกที่ทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจนี้
“พ่อมาหรือ” ไม่ว่าใครจะเป็นคนพูด มันก็จะมีแต่คำทักทายนี้เท่านั้น
ทุกคนไปช่วยกันย้ายโต๊ะและเก้าอี้มาให้ฟู่เหล่าชวน จากนั้นก็นั่งล้อมวงกันอยู่ใต้ต้นซานจา
“ต้าหย่ง วันนี้ฉันกลับบ้านจากที่ทำงานและได้ยินว่าชุ่ยฮวาก่อเรื่องขึ้น จึงพาเธอมาขอโทษ เราก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น พูดปรับความเข้าใจกันก็พอแล้ว ทำให้เรื่องมันวุ่นวายมีแต่จะเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นหัวเราะ” ฟู่เหล่าชวนสูบบุหรี่พลางพูดประโยคนี้ออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฟู่เยี่ยนก็เลิกคิ้วมองดูฟู่เหล่าชวน โอ้ คุณปู่ผู้โชคร้ายของฉัน ดูจากโหงวเฮ้งก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนที่แฝงไว้ด้วยเจตนาร้าย ภายนอกดูซื่อตรง แต่ภายในขี้ระแวงและเลวทราม นับว่าเป็นตัวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ
ฟู่ต้าหย่งขมวดคิ้วเป็นปม เขาไม่คาดคิดว่าพ่อของเขาจะไม่ทำสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นปู่ควรทำด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะถามไถ่อาการบาดเจ็บของเสี่ยวฮั่ว มาถึงก็คาดหวังให้เขาอดทนอดกลั้นกับเรื่องนี้ต่อไป
“พ่อ หนิวชุ่ยฮวาผลักเสี่ยวฮั่วล้มหัวกระแทกพื้นหิน ไม่รู้สึกตัวไปหนึ่งวันหนึ่งคืน หากไม่ใช่เพราะผมอ้อนวอนขอให้แม่คุ้มครองหลาน เสี่ยวฮั่วก็อาจจะยังไม่ฟื้นขึ้นมา” ฟู่ต้าหย่งพูดอย่างเย็นชา
“เสี่ยวฮั่วก็นั่งอยู่อย่างสบายดีไม่ใช่หรือ ทำไมแกถึงไม่ยอมให้เรื่องมันแล้วไปล่ะ!” ฟู่เหล่าชวนเพิกเฉยต่อเรื่องที่เสี่ยวฮั่วหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน
ฟู่เยี่ยนไม่มีความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม แต่พวกฟู่ซินได้กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแล้ว
หวังซู่เหมยยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“พ่อ ความหมายของพ่อก็คือต้องรอให้เสี่ยวฮั่วตายก่อน เราถึงจะทวงความยุติธรรมคืนได้ใช่ไหม?”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ที่ฉันจะบอกคือชุ่ยฮวาก็ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน” ฟู่เหล่าชวนพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์และเห็นแก่ตัว แต่กลับเป็นคนใช้คำพูดไม่เก่ง
“แค่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็สามารถลบล้างความผิดของตัวเองได้ งั้นถ้าฉันเจาะหัวของหนิวชุ่ยฮวาแล้วขอโทษ แบบนี้ฉันก็ไม่ผิดแล้วใช่ไหม?!” หวังซู่เหมยใกล้จะบ้าดีเดือดแล้ว
หนิวชุ่ยฮวาได้ยินแบบนั้นก็รีบหลบไปด้านหลังฟู่เหล่าชวน เธอไม่กล้าอวดดีแล้ว เพราะกลัวว่าหากไม่ระวังขึ้นมาจะถูกหวังซู่เหมยทำร้ายเอาได้
“เมียเจ้าใหญ่ นี่เธอยังเห็นฉันเป็นพ่อสามีอยู่หรือเปล่า? เจ้าใหญ่ แกจะยืนดูเฉยๆแบบนี้น่ะหรือ?” ฟู่เหล่าชวนโกรธจนหน้าแดง ตอนนี้เขางัดความอาวุโสมากดหวังซู่เหมยแล้ว
“ฉันเรียกพ่อว่าพ่อ พ่อก็ต้องเห็นเสี่ยวฮั่วเป็นหลานสาวของตัวเองด้วย พ่อเข้ามา ได้เคยถามไถ่อาการบาดเจ็บของหลานสาวตัวเองไหม?” หวังซู่เหมยโกรธมาก
“ผมไม่สามารถให้อภัยคนที่ทำร้ายลูกสาวของผมได้ และยิ่งไม่สามารถมองคนแบบนั้นเป็นคนในครอบครัวได้อีกด้วย” ฟู่ต้าหย่งไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน พ่อแบบนี้ หากผลักเขาล้ม เขายังพอมองว่าตัวเองโชคร้ายได้บ้าง แต่ลูกสาวของเขาไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้
“แก! แกพูดจากับพ่อของแกแบบนี้หรอ?!” ฟู่เหล่าชวนชี้หน้าด่าฟู่ต้าหย่งด้วยมือที่สั่นเทา
“พ่อ ถ้าพ่อมาเพื่อช่วยพูดให้พวกผมมองหนิวชุ่ยฮวาเป็นคนในครอบครัว เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย”
“แล้วอีกอย่างผมไม่เห็นว่าในบ้านของผมจะมีอะไรให้หนิวชุ่ยฮวาอยากได้นักหนา ถึงได้แอบเข้ามาหาอยู่หลายต่อหลายครั้งตอนที่คนอื่นไม่อยู่บ้าน ถ้าพ่อรู้ก็ช่วยบอกผมที” ฟู่ต้าหย่งจ้องไปที่ฟู่เหล่าชวน ราวกับพยายามอ่านอะไรบางอย่างจากใบหน้าของเขา
ฟู่เหล่าชวนฟังคำพูดเหล่านี้ ร่องรอยของความรู้สึกผิดก็ฉายแววบนใบหน้าของเขา แต่เขาไม่อาจเสียมาดได้
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นต่อไปนี้พ่อไม่มาที่บ้านของแกแล้ว แกเองก็กลับเข้าไปกินข้าวกับครอบครัวเถอะ!”
เขาลุกขึ้นยืน กำลังจะออกไป และไม่ลืมที่จะตะโกนเรียกหนิวชุ่ยฮวาให้กลับด้วย
หนิวชุ่ยฮวาลุกขึ้นแล้วเดินอย่างรวดเร็วไปที่ประตู
“แม่ ป้าชุ่ยฮวามาเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้หนูไม่ใช่หรอ?” ฟู่เยี่ยนถามหวังซู่เหมยด้วยสีหน้าสงสัย
แม้ว่าตอนนี้เธอยังทำอะไรหนิวชุ่ยฮวาไม่ได้ แต่วันนี้เธอต้องได้ค่ารักษาพยาบาล!
เมื่อฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็หันไปมองฟู่เยี่ยน
ดวงตาของหนิวชุ่ยฮวาแทบจะลุกเป็นไฟ เธอหดคอไม่พูดไม่จา เพราะเธออยากจะเฉไฉไม่ยอมชดใช้เงินก้อนนี้ ต่อไปเวลาใครถาม เธอจะได้บอกว่าครอบครัวฟู่ต้าหย่งไม่รับเงินเอง แบบนี้จะได้ช่วยลบล้างชื่อเสียงแย่ๆของเธอ
“เจ้าใหญ่ เธอเลี้ยงลูกมาอย่างไร ถึงได้คิดจะมาเอาเงินกับย่าตัวเองแบบนี้?!”
“ใครเป็นย่าของหนู แม่คะ ย่าของหนูตายไปแล้วไม่ใช่หรอ?” ฟู่เยี่ยนไม่อยากให้คนแก่นิสัยไม่ดีเสียนิสัยไปมากกว่านี้
“คนแบบนี้เป็นย่าแบบไหนกัน เป็นได้แค่คนหน้าไม่อายเท่านั้นแหละ!” หวังซู่เหมยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอคิดเหมือนลูกสาว
“เธอ! มันจะมากเกินไปแล้ว ทำไมไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่!”
คำพูดนี้ของหวังซู่เหมยเหมือนกับการกระชากใบหน้าของเขาออกแล้วกระทืบซ้ำกับพื้น
ฟู่เหล่าชวนไม่คิดเลยว่าสะใภ้ใหญ่จะไม่ไว้หน้ากันถึงเพียงนี้ ทว่าคำพูดต่อมาของฟู่ต้าหย่งกลับทำให้เขาแทบจะกระอักเลือดออกมาด้วยซ้ำไป
“เสี่ยวจิน ไปบ้านผู้นำหมู่บ้านแล้วเรียกพี่เฉิงของลูกมา พ่ออยากจะถามเขาว่าเรื่องค่าชดใช้ยังคิดอยู่หรือไม่ เสี่ยวมู่ ไปบ้านลุงเจ็ดแล้วถามเขาว่าย่าของเจ้าชื่อแซ่อะไร!” ฟู่ต้าหย่งพูดอย่างไม่แยแส
ฟู่ซินและฟู่เซินพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป ในตอนที่เดินผ่านฟู่เหล่าชวน พวกเขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ลังเลและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็ลุกขึ้นเดินเข้าบ้านไป หวังซู่เหมยและคนอื่นไม่ได้สนใจฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอีก ตอนนี้จึงเหลือเพียงฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาที่ยืนอยู่หน้าประตูเพียงลำพัง
“มันจะมากเกินไปแล้ว……มากเกินไปแล้ว……” ฟู่เหล่าชวนบ่นพึมพำในใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment