ตอนที่ 601: ตรวจสอบภูมิหลัง
กู้ฮุยซึ่งถูกฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมองว่ามีปัญหา กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในตอนนี้
“ผมรู้ครับแม่ วันนี้ผมยังไม่ได้กลับบ้านนะครับ พอดีผมไปที่บ้านของรุ่นพี่มา เธอคือพี่ฟู่เยี่ยนครับ เราได้พูดคุยกันบ้างแล้ว ตามนี้นะครับ ผมจะกลับบ้านวันพุธหน้า เพราะวันนั้นผมไม่มีเรียน แม่ดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยนะครับ แล้วพ่อยังไม่กลับมาอีกเหรอ ? ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หลังจากที่วางสายโทรศัพท์ไป กู้ฮุยก็นึกถึงใบไม้บนตัวของซ่งอิงไฉ ในบ่ายวันนี้เขาต้องไปที่สวนหลังบ้านของพี่ฟู่มาอย่างแน่นอน เพราะที่นั่นมีต้นแปะก๊วยอยู่ และใบของมันก็เริ่มร่วงหล่นแล้วด้วย
เขาจำสิ่งที่เถียนเล่ยขอให้เขาช่วยเหลือซ่งอิงไฉในวันนั้นได้ ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่ชัดเจนมากนัก เป็นแค่การบอกเป็นนัยเท่านั้น เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ กู้ฮุยจึงคิดว่าพรุ่งนี้เขาจะไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น
กู้ฮุยยังคงมีความสงสัยมากมายอยู่ภายในใจ เขาไม่รู้เลยว่าเถียนเล่ยกับซ่งอิงไฉกำลังทำอะไรอยู่ ทันใดนั้นเอง เขาก็ดูเหมือนจะนึกอะไรออกและรู้สึกว่านี่ต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
อีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เห็นผลการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของกู้ฮุยและซ่งอิงไฉ ซึ่งผลลัพธ์นั้นเกินความคาดหมายของเธอมากๆเลยทีเดียว
“ลุงกำลังจะบอกว่าตัวตนของกู้เหิง พ่อของกู้ฮุยถูกปิดเป็นความลับอย่างนั้นเหรอคะ ?”
“ใช่ เขาเพิ่งกลับมาตอนช่วงมัธยมต้นพร้อมกับพ่อของเขา ก่อนหน้านั้นเขาอยู่ต่างประเทศมาโดยตลอด เพราะสถานะพิเศษของพ่อเขา พอฉันเริ่มเคลื่อนไหว ก็มีคนมาบอกเรื่องนี้กับฉันทันที”
“กู้ฮุยไม่ควรถูกตรวจสอบอีกต่อไปแล้ว ทั้งนิสัยและภูมิหลังของเขาล้วนบ่งชี้ว่าเขาไม่มีทางทำเรื่องพวกนี้ได้ อาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็ได้ และปกติแล้วเขาก็มีคนคอยปกป้องอยู่เสมอ”
ผู้อำนวยการหลี่จิบชาพลางบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนอย่างใจเย็น
กู้เหิงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งความรักชาติของเขานั้นทั้งบริสุทธิ์และไร้มลทิน ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงมากที่กู้ฮุยจะถูกเข้าใจผิด
“เรื่องนี้ก็ฟังดูสมเหตุสมผลนะคะ เราไม่สามารถทำให้ผู้มีพระคุณขุ่นเคืองใจได้ ฉันเข้าใจจุดนี้ดี เพียงแต่ว่าเขาดูแปลกไปจริงๆ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็นอะไร แต่ถ้ามองในแง่นี้ ก็เป็นไปได้มากว่ามีคนใช้เขาเป็นเครื่องมือ”
ฟู่เยี่ยนนึกถึงคำถามของนักศึกษาหญิงที่ชอบกู้ฮุยถามบนโต๊ะอาหารขึ้นมา เพียงแต่เธอจำชื่อของเด็กสาวที่จะได้รับตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัยไม่ได้ เด็กสาวคนนั้นมีชื่อว่าอะไรกันนะ ?
“เรายังไม่สามารถประมาทเรื่องนี้ได้ ฉันคิดว่าจะขอให้คนของเราตามดูเขาตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เธอเองก็ควรใส่ใจเรื่องนี้ด้วยนะ มันคงจะดูแปลกนิดหน่อยที่คนของฉันจะเข้าไปในมหาวิทยาลัย”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ ดูเหมือนว่าเธอยังคงต้องรับหน้าที่ผู้ช่วยสอนต่อไปสินะ แบบนี้ศาสตราจารย์หวงคงจะมีความสุขไปอีกพักใหญ่เลย
“แล้วซ่งอิงไฉล่ะคะ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสงสัย ในเมื่อคนนี้ไม่มีปัญหา แล้วคนนั้นล่ะ น่าจะมีปัญหาบ้างใช่ไหม ?
“สถานการณ์ของเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกเสียดายมากจริงๆ มันน่าเสียดายจริงๆ” เมื่อผู้อำนวยการหลี่พูดแบบนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับซ่งอิงไฉอย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วครอบครัวของซ่งอิงไฉนั้นตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากมากๆ พ่อของเขาเคยเป็นทหาร แต่กลับได้รับบาดเจ็บที่ขาระหว่างเข้าร่วมสงคราม จึงส่งผลให้เขาไม่สามารถทำงานได้อีก
แม้ว่าจะยังมีเงินบำนาญ แต่ก็ไม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายของลูกๆหลายคนในครอบครัวได้ ครอบครัวนี้มีลูกๆถึงเจ็ดคน ซ่งอิงไฉเป็นลูกคนที่สี่ และน้องชายอีกสามคนของเขาก็ยังเด็กมากๆ
การเดินทางมาเรียนมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ คนทั้งหมู่บ้านจึงช่วยกันบริจาคค่าเดินทางให้กับเขา ครอบครัวของเขามาจากเมืองทางภาคเหนือ ซึ่งผู้คนที่นี่ต่างก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ และก็เป็นเช่นนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าการที่เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น ไม่เพียงแค่เป็นความภาคภูมิใจเฉพาะครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งหมู่บ้าน และแม้แต่คนทั้งเมืองอีกด้วย ด้วยความที่เมืองทางภาคเหนือนั้นเป็นเมืองหลวงโบราณที่มีชื่อเสียง ดังนั้นการเข้ารับการศึกษาในภาควิชาโบราณคดีจึงมีศักยภาพที่ดีในอนาคตอย่างแน่นอน
ผู้อำนวยการหลี่ได้ส่งคนไปตรวจสอบบ้านของเขาแล้ว และปรากฏว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ตอนนี้พ่อของเขาทำงานเป็นช่างไม้อยู่ที่บ้าน ส่วนแม่ของเขาทำงานในทุ่งนาทั้งหมด
พี่ชายพี่สาวต่างของเขาก็มีครอบครัวของตัวเองแล้ว พวกเขาทั้งหมดเป็นชาวนา ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วตลอดทั้งปีแทบไม่มีเงินเก็บเลย ลมแห่งการปฏิรูปยังไม่ได้พัดผ่านมาถึง คิดดูแล้วชีวิตของพวกเขาคงจะดีขึ้นได้อีก แต่คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
ในบ้านของพวกเขายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และพวกเขายังคงทำเกษตรกรรมอย่างขยันขันแข็ง ดังนั้น สำหรับซ่งอิงไฉแล้ว เรื่องเงินจึงทำให้เขาตาบอดได้อย่างง่ายดาย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหลี่ก็ไม่ต้องการที่จะพูดถึงเรื่องนี้อีก สำหรับเด็กที่มีชีวิตลำบาก เรื่องนี้ก็คาดเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก แต่ทั้งสองก็ยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้เขาจะเลือกเดินไปทางไหนต่อ
“ลุงหลี่ แล้วถ้าเขามาหาหนูเพื่อสารภาพเรื่องนี้ เราควรจะให้โอกาสเขาไหมคะ ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเห็นใจเขา เธอไม่เพียงแค่รู้สึกแบบนี้กับซ่งอิงไฉเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพ่อกับแม่ของเขาด้วย
ตอนนี้เขายังไม่ได้ทำอะไรที่เลวร้ายมากนัก แต่หากเขาถลำลึกลงไปมากกว่านี้ บาปของเขาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“หากเขากลับตัวได้ทันในตอนนี้ ถือว่าเขายังไม่มีความผิด และเราจะไม่ลงโทษเขา แต่ถ้า…”
“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้เลยแล้วกัน พรุ่งนี้หนูจะลองเตือนเขาดู หากเขากลับตัวได้ทัน หนูคงต้องรบกวนลุงหลี่อีกที แต่ถ้าเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนี้ หนูก็จะไม่ยุ่งกับเขา”
“อืม ทำตามที่เธอพูดได้เลย อันที่จริงแล้วครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ดีครอบครัวหนึ่งเลยนะ และน้องชายทั้งสามคนของเขาต่างก็มีผลการเรียนดีอีกด้วย หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา เส้นทางของเด็กๆเหล่านั้นจะต้องถูกทำลายไปโดยปริยายแน่ๆ”
ผู้อำนวยการหลี่ถอนหายใจออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กๆจากครอบครัวในชนบทจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นหากเขาไม่ได้รับการชี้นำอย่างเหมาะสม และเกิดอะไรขึ้นกับเขา สมาชิกในครอบครัวของเขาจะสู้หน้าคนอื่นได้อย่างไร ?
ในคืนนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้กับไป๋โม่เฉินฟัง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จัดการได้ยากมากจริงๆ
“ในเมื่อลุงหลี่พูดแล้ว งั้นเธอก็ลองชี้แนะเขาสักหน่อยเถอะ ซ่งอิงไฉเป็นเด็กฉลาด เพียงแค่พอมาอยู่ในเมืองใหญ่แล้วรู้สึกด้อยค่าไปบ้าง อีกทั้งยังถูกเงินทองบังตา”
ไป๋โม่เฉินปลอบใจฟู่เยี่ยน ส่วนเรื่องของกู้ฮุยนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอให้ไป๋โม่เฉินตรวจสอบประวัติของเขาเพิ่มเติมแล้ว
“เอาล่ะ นี่คือความคิดทั้งหมดของฉัน หากพี่ยืนยันเรื่องนี้อีกคน เราก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่เคยลังเลที่จะช่วยเหลือใครอยู่แล้วตราบใดที่เธอสามารถช่วยได้
“เราจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่เธอต้องระวังตัวและอย่าเปิดเผยตัวตนมากจนเกินไปด้วย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับลูบไปที่แผ่นหลังของฟู่เยี่ยนเพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็กอดกันโดยที่ไม่พูดอะไรอีก
ไป๋โม่เฉินมองไปที่เธอ ก่อนจะค่อยๆดึงผ้าห่มมาห่มให้ เมื่อเร็วๆนี้เสี่ยวฮั่วกังวลมากเกินไป ซึ่งความเครียดนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก และร่างกายของเธอก็จะตึงเหมือนเชือกไม่มีผิด
หลังจากที่แน่ใจว่าฟู่เยี่ยนหลับไปแล้ว ไป๋โม่เฉินจึงได้ลุกขึ้นไปคุยโทรศัพท์
“เฮ้ พี่ใหญ่ ทำไมพี่ถึงได้โทรมาตอนนี้กันล่ะ ? พี่รู้ได้อย่างไรว่าวันนี้ฉันเข้าเวร ?”
หลินหว่างอยู่ในห้องทำงาน วันนี้เขามีเวรกะกลางคืน และกำลังจะเข้านอน โดยไม่คาดคิดว่าจู่ๆก็ได้มีสายโทรศัพท์จากพี่ใหญ่ของเขาโทรเข้ามา
“จริงสิ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ บอกฉันมาได้เลย แต่อีกสามวันข้างหน้าฉันจะลาพักร้อนนะ ฉันสะสมวันหยุดของปีนี้ไว้แล้ว อะไรนะ ? เรื่องนี้เหรอ ได้สิ ได้อยู่ แต่...…”
“เจ้าเด็กคนนี้ ไหนลองบอกฉันสิว่านายมีอะไรต้องทำอีก” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็บอกพี่สะใภ้แนะนำสาวๆให้ฉันรู้จักหน่อยสิ ฉันยังโสดอยู่เลย ! ไม่เหมือนกับพี่ที่แต่งงานแล้วจะพูดแบบไหนก็ได้ ฉันจะจัดการเรื่องที่พี่ขอภายในสามวันก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นฉันขอวางสายก่อนก็แล้วกันนะ”
หลังจากที่หลินหว่างคุยกับพี่ใหญ่ของเขาเสร็จ เขาก็ได้เข้านอนในที่สุด ! พรุ่งนี้เขาจะบอกเรื่องนี้กับพี่น้องทุกคน และพวกเขาจะต้องอิจฉามากๆอย่างแน่นอน !
ส่วนไป๋โม่เฉินที่คุยโทรศัพท์เสร็จก็ได้กลับไปหาฟู่เยี่ยน ตอนนี้เธอยังคงหลับอย่างสนิท เขาจึงไปหยิบผ้าห่มอีกผืนหนึ่งออกมาเพื่อที่จะไม่ให้ไปรบกวนการนอนของเธอ
ตอนที่ 602: เตือนสติทางอ้อม
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น วันนี้ศาสตราจารย์หวงมีสอน และฟู่เยี่ยนเองก็มาถึงมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า
ในตอนเช้า ไป๋โม่เฉินได้บอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนแล้ว เพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องของกู้ฮุยอีก
ตอนนี้ ตราบใดที่ฟู่เยี่ยนมีสมาธิกับการจัดการเรื่องของซ่งอิงไฉแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการเรื่องนี้ก็คือต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เขายอมอธิบายเรื่องราวต่างๆด้วยตัวเอง
หากเขายังไม่ยอมพูดมันออกมา ก็แค่รอและใช้เขาเป็นตัวล่อจับปลาตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของเขาเท่านั้น
เรื่องนี้เร่งด่วนมาก บันทึกของเสิ่นเฉิงหมินกล่าวว่าเวลาที่จะทำให้มันหายไปคือสิบปี ตอนนี้ผ่านมาแล้วมากกว่าสองปี เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว ฟู่เยี่ยนไม่มั่นใจว่าจะสามารถฟื้นฟูชีพจรมังกรทั้งหมดในประเทศให้เสร็จสมบูรณ์ได้หรือไม่
ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด และสิ่งที่สำคัญก็คือ เธอไม่สามารถรอพวกเขาได้ และเวลาก็ไม่เคยรอใครอีกด้วย !
ฟู่เยี่ยนไปถึงห้องทำงานของศาสตราจารย์หวงก่อน เธอหยิบเอกสารการสอนแล้วไปที่ห้องเรียนเลย เธอต้องช่วยศาสตราจารย์รักษาระเบียบในชั้นเรียน พูดกับนักศึกษาว่ามีการเรียนการสอนอะไรในวันนี้ และให้พวกเขาเตรียมสมุดบันทึกและหนังสือให้พร้อม
ส่วนศาสตราจารย์หวงก็ยังคงมีงานฟื้นฟูโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมรออยู่ ซึ่งเขาก็ต้องไปที่พระราชวังต้องห้ามอยู่บ่อยๆ
ศาสตราจารย์หวงมักจะสอนเสร็จก่อนเวลาเสมอ หากมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ เขาจะสอนเพียงครึ่งคาบสอนเท่านั้น ที่เหลือฟู่เยี่ยนจะรับหน้าที่ต่อ นั่นคือสิ่งที่ผู้ช่วยสอนต้องทำอยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนได้นำเอกสารไปแจกที่ห้องเรียน ส่วนทางด้านไป๋โม่เฉินก็เป็นผู้ช่วยสอนเช่นกัน พวกเขาทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาในเดือนหน้า และหลังจากนั้นพวกเขาก็จะสามารถรับเงินเดือนอย่างเป็นทางการได้แล้ว
เมื่อฟู่เยี่ยนมาถึงห้องเรียน นักศึกษาก็ได้เข้ามานั่งรออยู่แล้ว ในปีแรกนั้นภาควิชาโบราณคดีมีนักศึกษาเพียง6คนเท่านั้น ส่วนในปีที่สองมีนักศึกษาถึง12คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นนี่จึงเป็นการพิสูจน์ทางอ้อมถึงความขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถในด้านนี้
ทว่านักศึกษาเกือบทั้งหมดที่นี่นั้นได้รับการโอนย้ายมา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ต้องการเรียนวิชานี้จริงๆ หนึ่งในนั้นก็คือกู้ฮุย เขาจะสอบเข้าภาควิชานี้ตั้งแต่แรกแล้ว และผลคะแนนของเขาก็ดีมากๆเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ให้ความสนใจกับเขามากนัก และมุ่งความสนใจไปที่ซ่งอิงไฉแทน ตอนนี้ซ่งอิงไฉยังไม่มามหาวิทยาลัย เป็นไปได้ว่าเขาน่าจะรู้สึกกังวลอยู่บ้างเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนดูตารางเรียนของสัปดาห์นี้ และเห็นว่าตารางเรียนนั้นแน่นมาก ซึ่งเป็นปกติของนักศึกษาชั้นปีที่สามอยู่แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหลักสูตรทั้งหมดของปีสี่ด้วย เพราะปีสุดท้าย พวกเขาต้องออกไปฝึกงานแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ตารางเรียนของพวกเขาจึงแน่นมาก หากเธอไม่มามหาวิทยาลัย ซ่งอิงไฉก็ไม่มีโอกาสได้เข้าหาเธอแล้ว เพราะเนื้อหาชุดสุดท้ายที่เธอให้พวกเขาไปเพียงพอให้พวกเขาทำความเข้าใจได้นานถึงสิบวันหรือครึ่งเดือนเลยทีเดียว
ตราบใดที่มาเรียนอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดภายในสองเดือนนี้ได้เป็นอย่างดี
แน่นอน ตอนนี้คลาสเรียนของพวกเขาใกล้จะจบลงแล้ว และศาสตราจารย์หวงก็ไม่กลับเข้ามาสอนแล้วเช่นกัน วันนี้ชั่วโมงเรียนของพวกเขาเป็นสองชั่วโมงติดต่อกัน ดังนั้นในชั่วโมงที่สอง ฟู่เยี่ยนจึงได้มาสอนแทนศาสตราจารย์หวง
เธอพาพวกเขาเรียนรู้เนื้อหาในหนังสือจนจบ และเสริมความรู้ในบางประเด็นเพิ่มเติม นักศึกษาบางคนสามารถเข้าใจได้ แต่บางคนก็ไม่เข้าใจ ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจของแต่ละคนเอง
ฟู่เยี่ยนจงใจพูดถึงเนื้อหาที่เธอต้องการจะสอนพวกเขาในเชิงลึก ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้เลย แต่โดยธรรมชาติแล้ว สิ่งนี้ได้กระตุ้นความสนใจของทุกคนอย่างไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าหลังเลิกเรียน ฟู่เยี่ยนก็ได้ถูกรายล้อมด้วยคนกลุ่มหนึ่ง และนักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาหาเธอนั้นต่างก็สนใจในเนื้อหาที่เธอพูดถึง ดังนั้นทุกคนจึงมาหาหาฟู่เยี่ยนและเริ่มถามคำถามทีละคน
“คําถามของพวกนายทำให้ฉันสับสนไปหมดแล้ว เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าพวกนายไม่มีคาบเรียนในชั่วโมงถัดไปก็มาหาฉันที่ห้องพักก็แล้วกัน แล้วฉันจะอธิบายให้ฟังอีกที ตอนนี้พวกนายออกไปก่อนเถอะ ยังมีนักศึกษาภาควิชาอื่นรอใช้ห้องเรียนนี้อยู่”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชี้ไปที่นักศึกษาที่ยืนรออยู่ด้านนอก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นนักศึกษาที่มาจากภาควิชาอื่น
ดังนั้นนักศึกษาเหล่านี้จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องถือของของตัวเองเดินตามหลังฟู่เยี่ยนไป ต้อนนี้ฟู่เยี่ยนมีสำนักงานเป็นของตัวเองแล้ว เพราะตอนนี้อาคารของภาควิชาโบราณคดีมีพื้นที่เพียงพอ ฟู่เยี่ยนจึงมีห้องเป็นของตัวเอง
เมื่อพวกเขามาถึงสำนักงานของเธอ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบขนมออกมาให้พวกเขากิน ก่อนจะให้พวกเขาถามคำถามเธอทีละคน
จากนั้น เธอก็ได้เพิ่มบทเรียนอีกบทหนึ่งเพื่อไขข้อสงสัยทั้งหมดของพวกเขา หลังจากที่ได้รับคําตอบ พวกเขาก็ได้ทยอยกันออกไปทีละคน
มีเพียงซ่งอิงไฉเท่านั้นที่อยู่จนจบ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“รุ่นน้องซ่ง นายยังมีคําถามอะไรอยู่อีกหรือเปล่า ?” เห็นได้ชัดเลยว่าในวิชาเอกนั้น ซ่งอิงไฉทำได้ดีมากจริงๆ
“รุ่นพี่ครับ ผมอ่านข้อมูลที่รุ่นพี่ให้เอาไว้เมื่อครั้งก่อนหมดแล้ว และผมก็มีคําถามอยู่สองสามข้อที่อยากจะถามรุ่นพี่ ไม่ทราบว่าตอนนี้รุ่นพี่พอจะมีเวลาหรือเปล่าครับ”
ซ่งอิงไฉยังคงมีท่าทีดูเขินอายราวกับว่าเขาตอนนี้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเรียนรู้
ฟู่เยี่ยนมองดูนาฬิกาของเธอพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอตั้งใจแสร้งทำเป็นว่ามีบางอย่างที่ต้องทำ
“ฉันมีนัดตอนเที่ยง เอาล่ะ ฉันมีเวลาให้นายครึ่งชั่วโมง มีอะไรก็ถามมาเถอะ”
แน่นอนว่าในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมาหลังจากที่ซ่งอิงไฉได้ถามคำถามของเขาไปแล้ว เขาก็ได้ถามฟู่เยี่ยนอีกครั้งว่าเธอมีนัดที่ไหนในตอนเที่ยง
แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้หลีกเลี่ยงคำถามนี้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ เธอไม่ได้เปิดเผยว่าเธอจะไปที่ไหน
“รุ่นพี่ ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนก็ได้ครับ ผมขอตัวก่อน” ซ่งอิงไฉยังคงมีท่าทีที่ดูจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าวันนี้เขาไม่สามารถถามอะไรได้อีกแล้ว
“อืม รุ่นน้องซ่ง ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”
ในขณะที่ซ่งอิงไฉหันหลังกลับและกำลังจะเดินออกไปจากห้องนั้น จู่ๆ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยุดเขาเอาไว้ เธอเลื่อนลิ้นชักก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาและยื่นให้กับเขา
“โอ้ จริงสิ เดี๋ยวก่อน รุ่นน้องซ่ง นี่ตั๋วรถจักรยานของนายใช่ไหม ? วันนั้นหลังจากพวกนายไปแล้ว ฉันเจอมันอยู่ใต้ที่นั่งของนาย”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ใบหน้าของซ่งอิงไฉก็ซีดเผือดลงไปในทันที เขาหามันอยู่นาน แต่ก็หาไม่เจอ ที่แท้มันตกอยู่ที่บ้านรุ่นพี่ของเขานี่เอง
ในตอนนี้ เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะถูกเปิดโปง ประกอบกับดวงตาที่คมกริบราวกับมีดของฟู่เยี่ยน จนผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ได้แสร้งทำเป็นว่าสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะเดินเข้าไปรับตั๋วจักรยานใบนั้นมา
“ขอบคุณรุ่นพี่มากเลยนะครับ ผมหามันตั้งนาน”
แต่ปลายอีกด้านของตั๋วรถจักรยานกลับถูกฟู่เยี่ยนจับไว้ในมือ เธอไม่ได้ปล่อยมือออกเลย
“รุ่นน้องซ่ง บางสิ่งที่ดูสวยงาม แต่จริงๆแล้วอาจมีพิษแฝงอยู่ อย่าทำเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจเลยนะ ครอบครัวของนายต่างก็หวังให้นายประสบความสำเร็จ !” พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ปล่อยมือที่จับตั๋วรถจักรยานไว้
“อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง นายช่วยไปบอกกับคนอื่นด้วยว่าช่วงนี้ฉันจะไม่เข้ามาที่มหาวิทยาลัย ฉันจะมาอีกทีในวันที่1 เดือนหน้า ฉะนั้นให้ทุกคนอ่านหนังสือและทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ไปด้วย วันที่ฉันกลับมา ฉันจะถามคำถามกับทุกคน หวังว่าพวกนายคงจะตอบคำถามฉันได้นะ”
“ได้เลยครับ……รุ่นพี่ ผมจะไปบอกเรื่องนี้กับทุกคนเอง” ตอนนี้ เสื้อผ้าในฤดูใบไม้ร่วงของซ่งอิงไฉเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เขาไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ
การแสดงเมื่อครู่นี้ของรุ่นพี่ดูเหมือนว่าเธอจะรู้อะไรบางอย่างแล้ว แบบนี้เขาควรทำอย่างไรต่อไปดี ? จากนั้นเขาก็ได้เดินออกไปจากห้องทำงานของฟู่เยี่ยนด้วยความงุนงง และเผลอบีบตั๋วจักรยานในมือของเขาแน่นจนยับยู่ยี่ไปหมด
เหงื่อในฝ่ามือของเขาทำให้ตั๋วเกือบจะเปียกชุ่มไปทั้งแผ่น เขาจึงได้มองไปที่ตั๋วจักรยานในมืออีกครั้ง นี่เป็นค่าตอบแทนส่วนหนึ่งสำหรับเขา และเขาก็ไม่รู้เลยว่าทำไมสิ่งนี้เคยสำคัญกับเขาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ตอนนี้รุ่นพี่คงรู้ถึงเจตนาของตัวเขาแล้ว ทำให้ตัวเขาเองเข้าไปใกล้เธอได้ยากขึ้น และตัวเขาก็หมดความสำคัญไปในทันที
‘บางสิ่งที่ดูสวยงาม แต่จริงๆแล้วอาจมีพิษแฝงอยู่ อย่าทำเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจเลยนะ ครอบครัวของนายต่างก็หวังให้นายประสบความสำเร็จ !’
คําพูดของฟู่เยี่ยนยังคงก้องกังวานอยู่ในหัวของซ่งอิงไฉ ในตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาแล้ว เขาเดินเหม่อลอยกลับไปยังหอพัก ก่อนจะนั่งลงที่เตียงของตัวเอง
ตอนที่ 603: ความคืบหน้า
“ซ่งอิงไฉ ใครชื่อซ่งอิงไฉ ? มีจดหมายถึงนาย ฉันวางมันไว้ที่ห้องส่งพัสดุด้านล่างนะ” ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีคนตะโกนขึ้นมาจากด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ซ่งอิงไฉก็รู้สึกตกใจมาก แต่หลังจากที่ตั้งใจฟังดีๆแล้ว ปรากฏว่ามีจดหมายถึงเขานั่นเอง เขาจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะลุกขึ้นและเดินลงไปยังชั้นล่าง
เขาเดินตรงไปที่ห้องส่งพัสดุโดยตรง และก็ได้พบกับจดหมายของเขา เมื่อดูที่อยู่ของผู้ส่ง เขาก็พบว่ามันคือจดหมายจากครอบครัวของเขา ส่วนจดหมายอีกฉบับหนึ่งนั้นมีชื่อของเขาเขียนอยู่ แต่ไม่ได้ระบุชื่อของผู้ส่ง
เขาสัมผัสได้ถึงกระดาษบางๆหลายแผ่นที่อยู่ข้างใน จึงรู้ทันทีว่าจดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากไหน เขาไม่ได้กลับขึ้นไปบนหอพักโดยเลือกไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าหอพักแทน เขานั่งพิงต้นไม้ต้นนั้น ก่อนจะเริ่มเปิดอ่านจดหมาย
จดหมายนั้นถูกส่งมาโดยน้องสาวคนเล็กของเขาเอง เด็กๆในครอบครัวของเขาต่างก็เป็นเด็กที่เรียนดี ซึ่งเขาก็เป็นคนสอนน้องๆด้วยตัวเอง และยังคาดหวังว่าในอนาคต น้องสาวคนเล็กของเขาจะสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย
‘พี่สี่ พี่เป็นอย่างไรบ้าง ฉันได้ยินมาว่าสภาพอากาศในเมืองหลวงเริ่มหนาวแล้ว และที่บ้านของเราก็เริ่มหนาวแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ทุกคนต่างก็พากันค้นเสื้อผ้าหน้าๆมาสวมกันหมด พ่อบอกว่าเราต้องสวมเสื้อผ้าหนาๆจะได้ไม่ป่วย’
‘ส่วนลุงหัวหน้าหมู่บ้านก็มาที่บ้านของเราบ่อยๆเช่นกัน ทุกคนต่างก็ยกย่องครอบครัวของเรา เพราะพี่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้’
‘และเฟอร์นิเจอร์ของพ่อก็มีคนสั่งมากขึ้นอีกด้วย ทำให้พ่อมีรายได้เพิ่มขึ้น พ่อจึงซื้อเนื้อให้เรากินสัปดาห์ละหนึ่งวันเลยนะ’
‘ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ก็ได้คลอดหลานสาวแล้ว พี่ช่วยตั้งชื่อให้หลานสาวของเราด้วยนะ พี่ใหญ่บอกว่าพี่เป็นถึงนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ดังนั้นพี่ต้องตั้งชื่อที่ดีได้อย่างแน่นอน และในอนาคตพี่ก็จะสอนหลานสาวตัวน้อยของเราให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วย’
‘ทางด้านพี่สามและพี่เขยรองก็มักจะเอาอาหารอร่อยๆมาให้เราอยู่เสมอด้วยเหมือนกัน พ่อบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตี้ตูได้
‘พี่สี่ คราวนี้ฉันสอบได้ที่หนึ่งเลยนะ ครูบอกว่าฉันต้องสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายในตัวเมืองจังหวัดแน่ๆ ฉันภูมิใจในตัวพี่มากจริงๆ’
‘พวกเราทุกคนคิดถึงพี่มากๆเลยนะคะ พี่ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย ฉันจะรอวันที่พวกเราได้กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งนะ’
ซ่งอิงไฉปาดน้ำตาบนแก้มของตัวเอง เขาร้องไห้ออกโดยที่ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ เป็นความภาคภูมิใจของคนในครอบครัว ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนในหมู่บ้านอีกด้วย ชาวบ้านทุกคนต่างก็ช่วยกันบริจาคค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยของเขา
แต่เขากลับไม่เคยกลับบ้านเลยในสามปีของการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มันเป็นเพราะเขาอยากอยู่ที่นี่มากกว่ากลับบ้าน และทำงานต่างๆที่ได้เงิน ด้วยวิธีนี้ เขาจะสามารถหาเงินด้วยตัวเองได้ แม้ว่ามันจะเป็นเงินแค่เล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเขาได้รบกวนครอบครัวน้อยลง
ทว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาถูกจับได้ ? ทั้งครอบครัว พี่น้อง และคนในหมู่บ้านจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เขาทำด้วยหรือเปล่า ?
เมื่อก่อน เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองนั้นเป็นความภาคภูมิใจของสวรรค์ เพราะการที่เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนี้ได้นั้น แสดงว่าเขาต้องเรียนเก่งมากๆ แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวง เขาก็ได้พบว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย
ที่มหาวิทยาลัยตี้ตูนั้น นักศึกษาทุกคนต่างก็ได้รับการยอมรับ ทั้งยังมีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่อีกมากมายเลยทีเดียว
ซ่งอิงไฉยังจำได้ว่าวันแรกที่เขามาเรียนที่มหาวิทยาลัย เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ รวมถึงกระเป๋าที่เขาถืออยู่นั้นดูเหมือนกับตัวตลกไม่มีผิด
แม้ว่าจะยังมีนักศึกษาที่มาจากชนบทเหมือนกับเขามากมายก็ตาม แต่ครอบครัวของนักศึกษาเหล่านั้นก็ไม่ได้มีฐานะที่ยากจนมากนัก ซึ่งแตกต่างจากเขาที่ต้องกังวลเรื่องเงินจนต้องกินแต่หมั่นโถวอยู่นานเลยทีเดียว
ดังนั้นไม่ใช่แค่เขาจะเรียนหนักเพียงอย่างเดียว เขายังต้องทำงานหนักอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีคนที่ทำได้ดีกว่าเขาอยู่เสมอ มีคนที่ทำคะแนนได้สูงกว่าเขา เข้ากับคนอื่นๆได้ง่ายกว่าเขา และที่สำคัญสาวๆต่างก็ชอบคนแบบนั้นมากกว่าเขาอีกด้วย
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สิ่งนี้คือปมที่ติดอยู่ภายในใจของเขามาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อมีใครบางคนให้เงินกับเขา โดยขอให้เขาพยายามเข้าใกล้รุ่นพี่อย่างฟู่เยี่ยน เขาจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
แต่พ่อกับแม่ของเขาไม่เคยเห็นเงินเหล่านั้นมาก่อนเลย เขาเก็บมันเอาไว้ที่ตัวเอง เพราะมันเป็นเงินที่เขาได้จากความพยายามอย่างหนักในการเข้าหาฟู่เยี่ยนนั่นเอง
เพียงแต่เขาไม่คิดว่าจะถูกรุ่นพี่จับได้เร็วขนาดนี้เท่านั้น แล้วแบบนี้เขาควรทำอย่างไรต่อไปดี ?
ซ่งอิงไฉรู้สึกว่าการตัดสินของรุ่นพี่นั้นถูกต้องแล้ว เธอรู้เรื่องนี้และอยากให้เขาสารภาพมันด้วยตัวเอง และพยายามจะเตือนสติให้เขาคิดถึงพ่อแม่และพี่น้องของเขาที่อยู่ที่บ้านให้มากๆ ปีหน้าน้องสาวของเขาจะต้องสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายแล้ว และหากเธอทำได้ เธอก็จะได้เรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง สิ่งนี้จะช่วยทำให้น้องสาวของเขามีโอกาสมาอยู่ที่เมืองหลวงในอนาคต
จากนั้น เขาก็ได้เปิดซองจดหมายที่ไม่มีตราของไปรษณีย์ ซึ่งหลังจากที่เปิดมันออก ก็ได้มีกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งและธนบัตรอีกสองสามฉบับตกลงมา
บนกระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ระบุข้อความอะไรมากนัก มีแค่ข้อความที่กระตุ้นให้เขากลับไปตรวจสอบสวนหลังบ้านของฟู่เยี่ยนอีกครั้งเท่านั้น
ซ่งอิงไฉรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าตอนนี้เขาได้ตกลงไปในวังวนขนาดใหญ่เสียแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
อีกด้านหนึ่ง กู้ฮุยนั้นมักจะรู้สึกว่ามีคนคอยติดตามเขาอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะพยายามที่จะสังเกตไปรอบๆแล้วก็ตาม แต่กลับไม่เห็นคนแปลกหน้าในมหาวิทยาลัยเลย
ในใจเขารู้สึกแปลกๆ หรือว่านี่จะเป็นคนที่ถูกส่งมาคุ้มครองเขาอีกแล้ว ? ทำไมครั้งนี้ถึงไม่บอกเขาล่วงหน้าเลย ? คนที่มาครั้งนี้ดูเหมือนจะเก่งกาจกว่าครั้งก่อนมาก
หลินหว่างเองก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกันว่าเด็กคนนี้ดูระมัดระวังตัวเล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเกือบจะถูกจับได้อยู่หลายครั้งอีกด้วย แต่ก็ยังเอาตัวรอดมาได้ นั่นเป็นเพราะเขามีประสบการณ์มากกว่าเด็กหนุ่มคนนั้นนั่นเอง
ตอนนี้กู้ฮุยยืนอยู่ริมทะเลสาบ เขากำลังรอเถียนเล่ยอยู่ ครั้งที่แล้วที่พวกเขาเจอกัน เขาอยากถามว่าเถียนเล่ยกำลังหมายถึงอะไร ? แต่เถียนเล่ยกลับเปลี่ยนเรื่องคุย และเลือกที่จะไม่ตอบคําถามของเขา
ครั้งนี้กู้ฮุยอาศัยข้ออ้างในการฝากของให้เขา เพื่อที่จะลองหยั่งเชิงเขาอีกครั้ง ดูว่าเขาคิดอะไรกันแน่
“กู้ฮุย ! ฉันทำให้นายรอนานหรือเปล่า พอดีฉันเพิ่งเรียนเสร็จ ครั้งนี้แม่ฉันฝากอะไรมาให้ฉันอีกล่ะ ?” เถียนเล่ยเป็นนักศึกษาภาควิชาภาษาจีน และยังเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเป็นดาวมหาวิทยาลัยตี้ตูอีกด้วย
ด้วยความที่บ้านของกู้ฮุยและบ้านของเถียนเล่ยอยู่ในละแวกเดียวกัน อีกทั้งพวกเขายังเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีกด้วย เนื่องจากความสนิทกันระหว่างทั้งสองครอบครัว แม่ของทั้งสองจึงมักจะฝากของให้พวกเขาเอามาให้อีกฝ่ายอยู่เสมอ
“คุณป้าฝากเสื้อกันหนาวมาให้ และยังบอกอีกว่าช่วยนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ตอนที่เธอกลับบ้าน คุณป้าลืมให้เธอเอามันกลับมาด้วย จึงขอให้ฉันเอามันมาให้เธอ”
เถียนเล่ยเห็นเสื้อไหมพรมตัวนั้น ใจของเธอสะท้านเล็กน้อย เธอฝืนกลั้นความกลัวในใจ พยายามทำเป็นไม่สนใจและรับเสื้อไหมพรมมา
“ขอบคุณนายมากนะกู้ฮุย ฉันยังมีเรียนในช่วงบ่าย นายกินข้าวมาแล้วหรือยัง ? เราไม่ได้กินข้าวด้วยกันมานานมากแล้วนะ ไปโรงอาหารกันดีกว่า”
เถียนเล่ยพูดแค่สั้นๆ และต้องการที่จะไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ซึ่งกู้ฮุยก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเธอกำลังพยายามหลีกเลี่ยงบางอย่างอยู่
ด้วยความที่เขาต้องเผชิญกับกฎระเบียบและการรักษาความลับต่างๆมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเหมือนกับได้ค้นพบสิ่งที่น่ากลัวเข้าแล้ว เขาจึงไม่ได้พูดอะไรกับเถียนเล่ยต่อ ก่อนจะขอแยกตัวออกไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น เถียนเล่ยก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอปรายตามองไปที่เขา และยืนอยู่ที่นั่นเกือบครึ่งนาที ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากไป
แต่สิ่งที่เธอไม่ทันได้สังเกตก็คือ ห่างจากจุดที่พวกเขาทั้งสองคนยืนอยู่นั้น ได้มีคนเดินออกมาจากหลังต้นไม้ช้าๆ
หลินหว่างรู้สึกว่าเขาอาจจะพบกุญแจสำคัญของเรื่องนี้แล้ว เขาจึงแทบรอไม่ไหวที่จะรายงานเรื่องนี้กับลูกพี่ของเขา
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้พูดเตือนสติกับซ่งอิงไฉ ตอนนี้ก็แค่รอเวลาเท่านั้น และเธอก็เดาว่ายันต์ลวงตาที่เธอใช้กับเขาก็น่าจะแสดงผลแล้วเช่นกัน
เมื่อซ่งอิงไฉได้รับจดหมายจากที่บ้าน เขาก็จะนึกถึงผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา และยันต์ลวงตาก็จะทำให้ความคิดของเขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เมื่อดูนาฬิกา เธอก็พบว่าถึงเวลาไปกินมื้อเที่ยงแล้ว เธอจึงได้รีบไปหาสามีของเธอเพื่อจะไปกินข้าวด้วยกัน
เนื่องจากทั้งคู่ทำงานเป็นผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันและกลับบ้านพร้อมกันได้ ฟู่เยี่ยนมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้มาก และยังคิดอยู่ในใจอีกว่าชีวิตแบบนี้ก็ดีมากๆเหมือนกัน
ส่วนซ่งอิงไฉก็ได้เข้าใจถึงสถานการณ์ของตัวเองแล้ว ทันใดนั้นเอง ความกล้าหาญภายในใจของเขาก็ได้ลุกโชนขึ้นมา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไร เขาจะไปหารุ่นพี่ฟู่เยี่ยนและสารภาพทุกอย่าง
มีคนบอกกับเขาว่ารุ่นพี่ฟู่เยี่ยนนั้นมีตัวตนที่พิเศษซ่อนอยู่ เขาเชื่อว่าความซื่อสัตย์ของเขาจะสามารถช่วยเรื่องนี้ได้
ตอนที่ 604: ตั๊กแตนตําข้าวจ้องจะจับจักจั่น
“พี่ใหญ่ ฉันเจอข้อมูลอะไรดีๆเข้าแล้ว วันนี้เด็กหนุ่มที่พี่ขอให้ฉันสะกดรอยตามได้ไปพบสาวสวยคนหนึ่ง”
“ฉันสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นดูมีบางอย่างที่ผิดปกติเล็กน้อย ตามสัญชาติญาณของฉัน ในสองคนนั้นต้องมีแผนการชั่วร้ายอยู่อย่างแน่นอน และฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้น”
หลินหว่างรายงานถึงสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นให้กับไป๋โม่เฉินทราบ และก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะทันได้ตอบสนอง เสียงเคาะประตูห้องทำงานของเขาก็ได้ดังขึ้น โดยมีจังหวะเคาะสั้นๆสองครั้ง ตามด้วยเคาะยาวๆหนึ่งครั้ง และเคาะสั้นๆอีกหนึ่งครั้ง นี่เป็นรหัสระหว่างเขากับฟู่เยี่ยนนั่นเอง
หลินหว่างมองไปที่พี่ใหญ่ที่เมื่อครู่นี้มีท่าทีดูจริงจังมาก แต่ตอนนี้เขากลับกำลังเดินไปที่ประตูด้วยรอยยิ้ม เมื่อประตูถูกเปิดออก ปรากฏว่าเป็นพี่สะใภ้ของเขานั่นเองที่มาที่นี่
“ไปกินข้าวกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครอยู่ในห้องทำงานของไป๋โม่เฉินหรือเปล่า
“สวัสดีครับพี่สะใภ้” หลินหว่างก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับกล่าวทักทาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปยังคนที่อยู่ในห้องทำงานของไป๋โม่เฉิน คนคนนี้คือสหายร่วมรบของไป๋โม่เฉินไม่ใช่หรือ ? เธอจึงได้ยื่นมือออกไปจับกับมือของอีกฝ่าย ก่อนจะทักทายหลินหว่าง
“สวัสดี ฉันชื่อฟู่เยี่ยน เป็นภรรยาของพี่ไป๋โม่เฉิน”
หลินหว่างมองไปยังมือของฟู่เยี่ยนที่ยื่นมาตรงหน้าเขาพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะรีบจับมือกับฟู่เยี่ยนเพื่อรับการทักทายนี้
“พี่สะใภ้ ฉันต้องขอบคุณพี่มากจริงๆ ที่ช่วยพี่ใหญ่เอาไว้” ประโยคนี้ทำเอาฟู่เยี่ยนถึงกับต้องหัวเราะออกมา
“ได้เวลากินมื้อเที่ยงแล้ว เราไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันดีไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามความคิดเห็นของไป๋โม่เฉิน
“อย่าเพิ่งรีบไปตอนนี้เลย ตอนนี้เราได้พบข้อมูลบางอย่างแล้ว มาวิเคราะห์เรื่องนี้กันก่อนเถอะ” ไป๋โม่เฉินหยุดฟู่เยี่ยนเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสามคนจะนั่งลงและเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่หลินหว่างได้ข้อมูลมา
“นายกำลังจะบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเถียนเล่ย......อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนยังคงจำได้ว่าเถียนเล่ยคนนี้คือใคร
“เสื้อกันหนาวตัวนั้นอาจเป็นการให้สัญญาณบางอย่าง มันน่าจะมีความหมายเฉพาะอยู่ในตัว” ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ ตอนนี้สิ่งต่างๆ ดูซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เรื่องของกู้ฮุยและซ่งอิงไฉยังไม่จบ ก็มีเรื่องของเถียนเล่ยเข้ามาอีกคนแล้ว
“หลังเลิกเรียนในวันนี้ ฉันได้พูดเตือนสติซ่งอิงไฉไปแล้ว หากเขาสำนึกผิดจริงๆ เขาจะต้องกลับมามาหาฉันอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของกู้ฮุย ตอนนี้ยังไม่สำคัญเท่าไหร่”
“ฉันขอใช้โทรศัพท์หน่อยสิ เราจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลของเถียนเล่ยอย่างละเอียด และต้องทำโดยเร็วที่สุดด้วย”
หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้โทรหาผู้อํานวยการหลี่ทันที เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ผู้อํานวยการหลี่ก็มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน และหลังจากที่วางสาย ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอจำเป็นต้องทำนายเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูสักหน่อยเสียแล้ว
ฟู่เยี่ยนหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิสามเหรียญออกมาจากกระเป๋าของเธอ ก่อนจะโยนมันลงไปบนโต๊ะ เมื่อเห็นสัญลักษณ์เหล่านั้น เธอก็ต้องขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที
จากนั้น เธอก็ได้เก็บเหรียญห้าจักรพรรดิกลับมารวมไว้ในมือ แล้วก็เริ่มโปรยมันลงบนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อความคิดในใจของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางของการทำนายก็เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่ทำนายไปสามครั้ง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่เธอคิดต่างก็มีคำตอบอยู่ภายในตัวเองอยู่แล้ว
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย เราต้องรีบตามหาซ่งอิงไฉโดยเร็วที่สุด เขากำลังตกอยู่ในอันตราย เถียนเล่ยคนนี้มีบางอย่างที่ผิดปกติจริงๆ รีบไปกันเถอะ !” คำทำนายเมื่อครู่นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าซ่งอิงไฉกำลังตกอยู่ในอันตราย และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เถียนเล่ยจะเป็นคนทำ
แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออันตรายแบบไหน แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะนี้
เมื่อเห็นฉากนี้ หลินหว่างที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้อยู่แล้วว่าพี่สะใภ้ของเขาเป็นคนที่มีความสามารถรอบตัว แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีความสามารถด้านนี้ด้วย ! เมื่อครู่นี้ เขามองไปที่ฝ่ามือของเธอ แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนนักว่าเหรียญทองแดงทั้งสามเหรียญนั้นถูกโยนออกมาได้อย่างไร และพวกมันถูกเก็บกลับไปตอนไหน ?
“อืม ถ้าอย่างนั้นเรารีบออกไปตามหาซ่งอิงไฉกันก่อนเถอะ ส่วนเรื่องของเถียนเล่ย ฉันเดาว่าผู้อํานวยการหลี่จะต้องมีคำตอบให้กับเราเร็วๆนี้อย่างแน่นอน” จากนั้นทั้งสามคนก็ได้รีบออกไปในทันที เพราะเรื่องนี้ต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด
ทันทีที่ทั้งสามคนเดินออกไป โทรศัพท์ในห้องพักของไป๋โม่เฉินก็ได้ดังขึ้น ตอนนี้มีเรื่องเร่งด่วนมากที่พวกเขาต้องรู้ และคนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์ก็อยู่ในอารมณ์ที่วิตกกังวลเป็นอย่างมาก
ผู้อำนวยการหลี่ไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ และคิดว่าฟู่เยี่ยนจะต้องดำเนินการเรื่องนี้แล้วอย่างแน่นอน เขาจึงได้กดหมายเลยโทรศัพท์ในห้องพักของฟู่เยี่ยนอีกครั้ง และเสียงโทรศัพท์ได้ดังขึ้น7-8ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครรับสายเลย ถึงตอนนี้ผู้อํานวยการหลี่ก็รู้สึกกังวลใจจนนั่งไม่ติด
หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ได้โทรไปที่บ้านตระกูลมู่อีกครั้ง
“ท่านผู้เฒ่า ไม่ทราบว่าเสี่ยวอันอยู่ที่บ้านหรือเปล่าครับ ? หากเสี่ยวอันอยู่ที่บ้าน รบกวนให้เขามารับโทรศัพท์ด้วย” น้ำเสียงของผู้อำนวยการหลี่มีความวิตกกังวลเล็กน้อย
“เสี่ยวอันออกไปข้างนอกแล้ว มีเพียงเสี่ยวหลิวเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ ให้เสี่ยวหลิวมารับสายแทนก่อนได้ไหม ?” ผู้เฒ่ามู่ถามออกไป
“ถ้าอย่างนั้นให้เสี่ยวหลิวมารับสายแทนก็ได้ครับ ! ต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว” ผู้อํานวยการหลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ถึงอย่างไรเสี่ยวหลิวก็เป็นอาเขยของฟู่เยี่ยน ดังนั้นการเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นมากเกินไป ก่อนที่ผู้อำนวยการหลี่จะบอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกไปตรงๆ
เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด หลิวผิงอันก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย และหลังจากที่วางสาย เขาก็ได้เดินออกไปด้วยท่าทีที่ดูรีบร้อน
“เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมถึงได้ดูรีบร้อนขนาดนั้น ?” ผู้เฒ่ามู่ที่เห็นว่าเขากำลังจะออกไปก็ได้ถามขึ้นมา
“เกิดเรื่องขึ้นแล้วครับ ! เอาไว้กลับมาผมจะเล่าให้คุณท่านฟังก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้ผมต้องรีบไปหาฟู่เยี่ยนก่อน” ลุงหลิวรีบไปขึ้นรถทันที ซึ่งระหว่างที่เดินทางนั้น เขาก็รู้สึกสงสัยและกำลังคิดหาเหตุผลของเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตอนนี้เขาควรรีบตามหาทุกคนให้เจอก่อนดีกว่า
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้อํานวยการหลี่ถึงได้รีบร้อนขนาดนั้น เมื่อครู่เขาได้รับข้อมูลของเถียนเล่ยและแม่ของเธอ และพบปัญหาหลายอย่าง ถ้าวิเคราะห์ให้ดีจะรู้ได้ทันทีว่าข้อมูลชุดนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่และถูกแก้ไขมาแล้ว
สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีอำนาจมากเพียงใด ดังนั้นผู้อํานวยการหลี่จึงรู้สึกร้อนรนใจเป็นอย่างมาก มันไม่ได้ต่างอะไรไปจากแมลงเม่าที่กำลังบินเข้าไปหากองไฟเลย แต่เขาก็ยังต้องจับคนพวกนั้นให้ได้ ! เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่จะตัดสินใจโทรหาตระกูลมู่
เขาได้สั่งการกับหลิวผิงอันฟังแล้วว่าจะต้องร่วมมือกับฟู่เยี่ยจับกุมเถียนเล่ยมาให้ได้ พวกเขาต้องรีบจับกุมเธอโดยเร็วที่สุด และไม่สามารถปล่อยเธอไปได้ นอกจากนี้เขายังได้ส่งคนไปคุมตัวแม่ของเถียนเล่ยแล้วด้วยเหมือนกัน
ตอนนี้สามารถระบุได้แล้วว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง และหากพวกเขาไม่เร่งดำเนินการในตอนนี้ พวกเขาจะต้องสูญเสียโอกาส รวมไปถึงหลักฐานที่สำคัญไปอย่างแน่นอน
ทางด้านซ่งอิงไฉไม่มีสมาธิจะกินข้าว เขาต้องรีบกลับไปที่สำนักงานของรุ่นพี่ฟู่เพื่อบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง ซ่งอิงไฉรีบเดินไปที่อาคารสำนักงาน โดยไม่ได้สังเกตว่าเถียนเล่ยกำลังจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร
ขณะที่เถียนเล่ยกำลังเดินอยู่บนทางไปโรงอาหาร เธอก็คิดถึงความหมายที่แม่ส่งเสื้อไหมพรมสีแดงให้เธอ เมื่อหลายปีก่อนแม่เคยบอกกับเธอว่า ถ้าวันหนึ่งแม่ส่งเสื้อไหมพรมสีแดงมาให้เธอ มันย่อมแฝงความหมายบางอย่าง
นั่นหมายความว่าสถานการณ์คงจะเร่งด่วนมาก เธอจะต้องจัดการกับทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน เธอกำลังคิดว่าสิ่งที่ต้องจัดการมีมากมายแค่ไหน
โดยคนแรกที่ตกเป็นเป้าหมายของเธอก็คือซ่งอิงไฉ ตามด้วยกู้ฮุย แต่การที่จะจัดการกู้ฮุยนั้นไม่ง่ายเลย เบื้องหลังของเขามีคนที่คอยปกป้องอย่างลับๆอยู่ อีกทั้งตอนนี้ยังมีคนแอบสะกดรอยตามเธออีกด้วย ดังนั้นหากไม่ระวัง แผนการของเธออาจถูกเปิดเผยเอาได้
ฉะนั้นคนแรกที่เธอต้องจัดการก็คือซ่งอิงไฉ ดังนั้น เถียนเล่ยจึงเริ่มเดาว่าซ่งอิงไฉจะอยู่ที่ไหนในเวลานี้ เขาจะอยู่ที่หอพักหรือโรงอาหารกันนะ ?
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็ได้เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเห็นซ่งอิงไฉกำลังเดินไปที่ไหนสักแห่งด้วยท่าทีที่รีบร้อน เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของเถียนเล่ยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที และความคิดบางอย่างก็ได้ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
ทิศทางที่เขากำลังเดินไปนั้นเป็นอาคารของแผนกภาควิชาโบราณคดีอย่างแน่นอน ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากและเดินตามไปในทันที ในเวลานี้มีคนอยู่ในแผนกแค่ไม่กี่คน และอาจารย์ก็ได้ออกไปกินข้าวกันหมดแล้ว
หากเป็นแบบนี้ เธอก็จะสามารถจัดการกับซ่งอิงไฉในแผนกได้เลย ดังนั้นเถียนเล่ยจึงตัดสินใจเดินตามซ่งอิงไฉไปอย่างเงียบๆ
ส่วนกู้ฮุยที่ตามดูเถียนเล่ยอยู่ห่างๆ ก็เห็นแล้วว่าเธอกำลังแอบตามซ่งอิงไฉไป เดิมทีเขาแค่ตั้งใจจะตามไปดูว่าเถียนเล่ยคิดจะทำอะไร ? แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเห็นเธอแอบสะกดรอยตามซ่งอิงไฉไปอย่างเงียบๆแบบนี้
ทว่าเขากลับประเมินเถียนเล่ยต่ำเกินไป และคิดว่าเธอไม่รู้ถึงการเคลื่อนไหวของเขา หลังจากที่เขาตามมาได้ครู่หนึ่ง เถียนเล่ยก็สังเกตเห็นแล้วว่ากู้ฮุยแอบตามเธอมา เธอจึงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย ในเมื่อเขาแอบตามเธอมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็มาจัดการพวกเขาทั้งสองคนพร้อมกันเลยดีกว่า !
ตอนที่ 605: เข็มอาบยาพิษ
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้ออกจากอาคารของแผนกภาควิชาจิตวิทยาแล้ว เนื่องจากภาควิชาจิตวิทยาจำเป็นต้องทำการทดลองเป็นครั้งคราว ดังนั้นอาคารของพวกเขาอยู่ในที่ที่ค่อนข้างห่างไกลกว่าภาควิชาอื่น และตั้งอยู่ใกล้กับประตูด้านหลังของมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
“พี่สะใภ้ แล้วเราจะไปตามหาเขาได้จากที่ไหน ?” ก่อนที่หลินหว่างจะทันได้พูดจบ เขาก็เห็นฟู่เยี่ยนหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญออกมาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ได้โยนมันลงไปบนพื้น และทันใดนั้นเองมันก็ได้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งทิศทางนั้นเป็นอาคารของแผนกภาควิชาโบราณคดีนั่นเอง
“เป็นไปได้ไหมว่าตอนนี้ซ่งอิงไฉกำลังตั้งใจจะไปหาฉัน ?” ฟู่เยี่ยนมีข้อสงสัยนี้ขึ้นมาในใจ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เธอได้ถามอะไรมากนัก เธอทำได้แค่รีบตามไปดูเท่านั้น
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เราลองไปดูที่นั่นกันก่อนดีกว่าไหม ?” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้ดึงฟู่เยี่ยนและหลินหว่างวิ่งออกไปทันที ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้มาถึงอาคารของแผนกภาควิชาโบราณคดีแล้ว
และเมื่อทั้งสามคนกำลังจะเข้าไปข้างใน ไป๋โม่เฉินก็ได้ชะงักฝีเท้าลง ตอนนี้พวกเขาทั้งสามจะเห็นซ่งอิงไฉกำลังเดินเข้าไปในอาคาร
และด้านหลังของเขานั้นมีเถียนเล่ย หญิงสาวที่เปรียบดั่งดอกไม้งามของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตามมาอยู่ห่างๆ ส่วนเถียนเล่ยนั้นก็ถูกกู้ฮุยสะกดรอยตามมาอีกที
มันเกิดอะไรขึ้นกัน ? ทำไมพวกเขาทั้งสามคนถึงมาที่นี่กันล่ะ ? แต่ดูเหมือนว่าอันตรายของซ่งอิงไฉจะมาจากเถียนเล่ยคนนั้น
ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปที่หลินหว่าง ก่อนจะกระซิบบางอย่างออกไป และหลินหว่างก็พยักหน้าเบาๆ จากนั้นเขาก็แสร้งทำเป็นว่ารีบ ก่อนจะวิ่งผ่านเถียนเล่ยไปที่อาคารอย่างรวดเร็ว
เถียนเล่ยไม่ได้สนใจเขา เธอคิดว่าเขาเป็นอาจารย์ อาจารย์คนนี้คงกำลังรีบไปเข้าห้องน้ำสินะ เถียนเล่ยหัวเราะเยาะเขาอยู่ในใจ คิดว่าเขาน่าจะไม่ไหวแล้ว
ห้องทำงานของฟู่เยี่ยนอยู่ที่ชั้นสอง และเวลานี้ซ่งอิงไฉก็ได้มาถึงหน้าประตูแล้ว ซึ่งตอนที่ฟู่เยี่ยนออกไป เธอไม่ได้ล็อคประตูเพราะไม่ได้มีของมีค่าอะไรอยู่ในห้องอยู่แล้ว
เขาผลักประตูและเข้าไปทันที และก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนอง ก็ได้มีคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามา แต่คนคนนั้นกลับไม่ได้พูดอะไรเลย ก่อนจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังประตู
คนที่เข้ามาคือหลินหว่างนั่นเอง ขณะที่ซ่งอิงไฉกำลังจะตะโกนออกไปนั้น หลินหว่างก็ได้ปิดปากของเขาเอาไว้ แต่ก่อนที่หลินหว่างจะทันได้พูดอะไร เถียนเล่ยก็ได้เข้ามา
เถียนเล่ยเห็นซ่งอิงไฉเข้าไปในห้องๆหนึ่งแล้ว และกู้ฮุยก็ตามหลังเธอมา ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปในห้องๆนั้น เธอตั้งใจว่าจะจัดการซ่งอิงไฉก่อน แล้วค่อยออกมาจัดการกับกู้ฮุย
ในความคิดของเธอ เมื่อกู้ฮุยเห็นว่าเธอเข้าไปข้างใน เขาจะต้องตามเธอเข้าไปด้วยอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นเธอก็จะสามารถจัดการกับคนทั้งสองได้อย่างง่ายดาย
“เธอ เธอกำลังสะกดรอยตามฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ ?” ซ่งอิงไฉไม่ใช่คนโง่ ระหว่างที่เดินมาที่นี่ เขาไม่เห็นเถียนเล่ยเลย
“ฉันมีบางอย่างที่ต้องบอกให้นายรู้” เถียนเล่ยพูดพร้อมกับเดินเข้ามา เธอปิดประตูอย่างไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้สังเกตเห็นหลินหว่างที่ยืนอยู่ด้านหลังประตูเลย ดังนั้นหลินหว่างจึงได้ยืนนิ่งๆอยู่ที่เดิม
“เธอมีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ?” ซ่งอิงไฉยังคงมองไปที่เธออย่างระแวดระวัง เขาพิงไปที่โต๊ะของฟู่เยี่ยน มือของเขาจับขวดหมึกไว้เงียบๆ
ตอนนี้รังสีความอำมหิตของเถียนเล่ยได้แผ่ออกมาอย่างยากที่จะควบคุม เธอเป็นเหมือนดอกไม้มีพิษ ไม่ว่าใครก็ตามที่แตะต้องมัน คนคนนั้นก็จะต้องตาย !
หลินหว่างยังคงกลั้นหายใจและมองดูว่าเถียนเล่ยต้องการจะทำอะไรกันแน่ ซึ่งเถียนเล่ยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนอยู่ที่นี่ด้วย เธอคิดว่าที่นี่มีแค่เธอกับซ่งอิงไฉอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
“ฉันแค่จะมาถามนายเกี่ยวกับเรื่องของรุ่นพี่ฟู่เยี่ยนเท่านั้นเอง ทำไมนายถึงได้ดูเป็นกังวลขนาดนั้นกันล่ะ?”
ในขณะที่พูดนั้น เท้าของเถียนเล่ยก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เธอคิดว่าต้องแก้ปัญหาจากซ่งอิงไฉก่อน เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเขาเริ่มไหวตัวทันแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินหว่างก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังวางแผนจะฆ่าเด็กหนุ่มคนนั้น หึ ใช่แล้ว ผู้หญิงสวยนั้นย่อมมีพิษที่ร้ายแรงเสมอ !
ขณะที่เถียนเล่ยกำลังพุ่งตัวเข้าไปนั้น หลินหว่างก็ได้เข้าไปขวางในทันที เพียงแต่ในวินาทีต่อมา เถียนเล่ยก็ชะงักอยู่กับที่ ซึ่งหลินหว่างก็ได้มองไปที่หมอนสีเขียวในมือของเธอ และเหงื่อเย็นของเขาก็ไหลออกมาในทันที
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้ยืนอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ก่อนจะเห็นหลินหว่างยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับเหงื่อที่ผุดออกมาเต็มหน้าผาก หากพวกเขามาช้าไปอีกแค่เสี้ยววินาที เข็มอาบยาพิษเล่มนั้นคงถูกใช้งานอย่างสมบูรณ์ไปแล้วอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไป เธอถอดเข็มออกด้วยผ้าเช็ดหน้า จากนั้นหลินหว่างก็ได้พบว่าบนตัวของเถียนเล่ยมีกระดาษยันต์ติดอยู่ ด้วยความที่ฟู่เยี่ยนรีบมาที่นี่ เธอจึงได้ดีดยันต์ไปที่เถียนเล่ยโดยตรงนั่นเอง
“พี่สะใภ้ หากพี่มาไม่ทัน ฉันคงต้องลำบากแน่ๆ มันคือพิษอะไรเหรอ ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องตรวจสอบมันอย่างละเอียดก่อน แต่ตอนนี้ยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ด้านนอกประตู ไปเรียกเขาเข้ามาเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมา
หลินหว่างจึงได้เปิดประตูออกไปและเรียกกู้ฮุยที่อยู่ด้านนอกเข้ามา เมื่อกู้ฮุยเห็นเถียนเล่ยที่ตอนนี้ถูกยันต์ตรึงเอาไว้ เขาก็ได้ตกตะลึงไปชั่วขณะ
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นๆไม่ได้สนใจเขา และเลือกจะปล่อยให้เขายืนตัวแข็งทื่ออยู่แบบนั้น ตอนนี้พวกเขาต้องรีบแก้ไขปัญหาของเถียนเล่ยก่อน เธอต้องรายงานผู้อํานวยการหลี่เพื่อให้เขาส่งคนมาตรวจสอบที่นี่
“สวัสดีค่ะลุงหลี่ หนูเข้าใจแล้ว ตอนนี้ลุงหลิวยังมาไม่ถึง และหนูก็คิดลุงต้องมาดูสถานการณ์ที่นี่ด้วยตัวเองแล้ว หนูจะรอลุงที่อาคารแผนกภาควิชาโบราณคดีนะคะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนวางสาย ศาสตราจารย์หวงก็รู้สึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ฟู่เยี่ยนจึงได้เล่าให้เขาฟังสั้นๆ เธอเล่าเฉพาะเรื่องที่สามารถเล่าได้เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เป็นความลับออกไปแต่อย่างใด
ศาสตราจารย์หวงที่ได้ยินก็ถอนหายใจออกมา ภาควิชาโบราณคดีมีนักศึกษาเพียงแค่ไม่กี่คน และแต่ละคนก็มีความสำคัญมาก ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้กัน
“ฟู่เยี่ยน เธอบอกความจริงกับฉันมาเถอะ ความผิดพลาดของซ่งอิงไฉมีความร้ายแรงมากน้อยแค่ไหน ?” ศาสตราจารย์หวงยังต้องการที่จะเข้ามาช่วยเรื่องนี้
“เรื่องนี้คงต้องดูว่าซ่งอิงไฉมีความตั้งใจที่จะยอมรับผิดมากแค่ไหน ฉันก็แค่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเขา” ฟู่เยี่ยนเห็นท่าทางของเถียนเล่ยที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ แต่เธอยังไม่รู้ว่าซ่งอิงไฉมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
“อืม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจารย์ทุกคนต่างก็เป็นหนี้เธอแล้ว อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่เราก็ต้องให้โอกาสเด็กคนนี้ได้กลับตัวกลับใจด้วย”
ฟู่เยี่ยนกลับไปที่ห้องทำงานของเธออีกครั้ง ในเวลานี้ เถียนเล่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม และลุงหลิวก็ได้มาถึงแล้ว แม้ว่าเขาจะรีบมาที่นี่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังช้าเกินไป โชคยังดีที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
หลังจากที่ทักทายกันเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ชำเลืองมองไปที่ซ่งอิงไฉและกู้ฮุย ตอนนี้กู้ฮุยยังคงรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย เขาคิดว่าเถียนเล่ยกำลังวางแผนที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะกล้าฆ่าคนแบบนี้
ณ จุดนี้ เขาก็ได้เริ่มทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม่ของเขาไปสนิทกับแม่ของเธอได้อย่างไร งานที่พ่อของเขาทำนั้นเป็นความลับมากๆ ทั้งยังมีคนคอยดูแลรักษาความปลอดภัยครอบครัวของเขาตลอดเวลา แต่คนพวกนั้นกลับปล่อยให้สองแม่ลูกคู่นี้เข้ามากลมกลืนและเข้ากับแวดวงสังคมเดียวกันกับของครอบครัวของพวกเขาได้อย่างไร ?
ซ่งอิงไฉตัวสั่นไปทั้งตัว เขาเห็นกระบวนการทั้งหมด และเห็นเข็มของเถียนเล่ยด้วย และเขาก็ได้รู้จากฟู่เยี่ยนแล้วว่ามันเป็นเข็มอาบยาพิษ แสดงว่าเขาเป็นเป้าหมายแรกที่เถียนเล่ยต้องการจะจัดการนั่นเอง
เขารู้สึกว่ามีใครอยู่ข้างหลังตลอดเวลา จึงทำให้เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา และวินาทีที่กระดาษยันต์ของรุ่นพี่ฟู่เยี่ยนถูกโยนออกมา เขารู้สึกได้ถึงลมกระโชกแรงนััน
“รุ่นพี่...... ฉัน......” คำพูดของซ่งอิงไฉถูกหยุดเอาไว้โดยท่าทางของฟู่เยี่ยน จริงอยู่ที่ซ่งอิงไฉต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมด แต่เขาไม่ควรที่จะพูดต่อหน้าทุกคนแบบนี้
“เอาไว้เราค่อยมาพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลัง กู้ฮุย ทำไมนายต้องแอบสะกดรอยตามเถียนเล่ยมาแบบนี้ ?” ฟู่เยี่ยนเลือกที่จะถามกู้ฮุยก่อน เพื่อดูว่าผู้ชายคนนี้มีปัญหาหรือไม่
“เมื่อวานนี้ผมกลับไปที่บ้าน แม่ของเธอก็ขอให้ผมเอาของบางอย่างมาให้กับเธอ ครั้งก่อน... เธอเคยบอกเป็นนัยๆให้ผมช่วยซ่งอิงไฉ ดังนั้นตอนที่เราไปที่บ้านของรุ่นพี่ ผมก็เลยช่วยหยิบใบแปะก๊วยที่ติดอยู่บนตัวของเขาออก......”
“หลังจากที่กลับมา ยิ่งผมคิดเกี่ยวกับเรื่องระหว่างเถียนเล่ยกับซ่งอิงไฉมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้มากขึ้น และเมื่อผมลองหยั่งเชิงเธอ เธอก็มักจะเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่นเสมอ”
“จนวันนี้ เมื่อผมเอาเสื้อกันหนาวมาให้เธอ สีหน้าของเธอก็ได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอทำราวกับว่าไม่อยากจะเห็นมันอย่างไรอย่างนั้น ผมก็เลย...... ตัดสินใจสะกดรอยตามเธอมา แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเห็นเธอกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่”
กู้ฮุยพูดพร้อมกับมองไปที่ซ่งอิงไฉ
ตอนที่ 606: ความจริงปรากฏ
คำพูดของกู้ฮุยสะท้อนถึงหลายสิ่งหลายอย่าง หากพูดเช่นนี้แล้ว แม่ของเถียนเล่ยก็คงไม่พ้นเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงของแม่ลูกคู่นี้เป็นอย่างไร
แน่นอนว่าเมื่อผู้อำนวยการหลี่มาถึง แม่ของเถียนเล่ยก็ได้ถูกพาตัวไปที่หน่วยงานของเขาแล้ว แต่ตอนนี้เธอยังไม่ยอมรับสารภาพอะไรทั้งนั้น และยังตะโกนออกมาอีกว่าพวกเขาจับคนผิดแล้ว
ฟู่เยี่ยนปรายตามองไปที่เถียนเล่ย ซึ่งตอนนี้ได้ถูกยันต์ของเธอตรึงเอาไว้อยู่จนไม่สามารถขยับไปไหนได้ แต่การจะนำตัวเถียนเล่ยออกไป ก็ต้องถอดยันต์ของเธอออก แต่ก่อนหน้าที่จะดึงยันต์ออกนั้น ต้องตรวจร่างกายของเถียนเล่ยอย่างละเอียดก่อน
แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนพบเข็มอาบยาพิษซ่อนอยู่ที่ผมและเล็บมือของเธอ แม้แต่ภายในปากก็ยังมีถุงพิษซ่อนอยู่ด้วย เหอะ ! เธอดูเหมือนนักฆ่ามากกว่านักศึกษาเสียอีก
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนค้นตัวเถียนเล่ยเสร็จ ผู้อำนวยการหลี่และทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะเป็นนักศึกษา เพราะนักศึกษาคนไหนจะมีความสามารถระดับนี้ได้
“เราปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว รีบกลับกันเถอะ” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกว่าตัวเองประเมินสองแม่ลูกคู่นี้ต่ำเกินไปจริงๆ
จากนั้น พวกเขาก็ได้รีบออกไปจากที่นี่ในทันที เมื่อมาถึงที่หมาย ก็พบว่าเจ้าหน้าที่ทั้งห้าคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บและนอนอยู่บนพื้น พวกเขาทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึก และยังเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการหลี่ตอนที่เขายังเป็นทหารอีกด้วย
แต่ท้ายที่สุด เธอก็เข้าไปติดอยู่ในค่ายกลขนาดใหญ่ที่ฟู่เยี่ยนตั้งเอาไว้ โชคดีแล้วที่เธอติดอยู่ในนั้น มิเช่นนั้นจะต้องเกิดการสูญเสียมากกว่านี้อย่างแน่นอน เมื่อพวกเขามาถึง ก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินวนไปมาอยู่ที่เดิม !
ฟู่เยี่ยนปรายตามองไปยังเถียนเล่ยที่อยู่ข้างๆ และพบว่าใบหน้าของเถียนเล่ยไม่ได้มีการแสดงออกใด ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธออย่างไรอย่างนั้น
ทางด้านกู้ฮุยและซ่งอิงไฉก็ได้ถูกพามาที่นี่ด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเขายังต้องมาอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อซ่งอิงไฉเห็นฉากตรงหน้า เขาก็ตระหนักขึ้นมาในทันทีว่าเขาได้ทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว
รุ่นพี่ฟู่เยี่ยนต้องมีบางอย่างที่เป็นความลับอย่างแน่นอน เถียนเล่ยถึงได้หลอกเขาให้มาสืบความลับนี้ ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้มองไปที่เถียนเล่ยอีกครั้ง และอยากจะเข้าไปทุบตีเธอจนแทบจะทนไม่ไหว
เถียนเล่ยสังเกตเห็นแววตาของซ่งอิงไฉแล้ว ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ผู้ชายที่โง่เขลาอย่างเขาจะทำลายแผนการของเธอได้อย่างไรกัน ตอนนี้เธอได้ตัดสินใจแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าใครจะเหนือกว่ากัน !
สำหรับเรื่องที่เหลือ ผู้อำนวยการหลี่ไม่อนุญาตให้ฟู่เยี่ยนทำต่อ ฟู่เยี่ยนไม่ใช่คนของเขา หากเรื่องแค่นี้ คนในหน่วยงานของเขาไม่สามารถจัดการได้ ถ้าย่างนั้นก็ให้พวกเขาทั้งหมดกลับไปบ้านทำสวนที่บ้านเกิดเสียเถอะ
ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการซ่อมแซมค่ายกลขนาดใหญ่ของที่นี่อยู่ ขณะที่เธอกำลังยุ่งอยู่นั้น มู่อี้อันก็ได้เดินเข้ามาอย่างร้อนใจ
“ฟู่เยี่ยน เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? ทันทีที่ฉันกลับไปถึงบ้าน ปู่ก็ได้บอกให้ฉันมาที่นี่ทันที !”
“เฮ้ นายไม่ได้อยู่กับลูกพี่ลูกน้องของฉันเหรอ ! แล้ววันนี้พวกนายไปที่ไหนกันมาล่ะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับแสร้งทำเป็นอิจฉาเขา
“ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวของรั่วหลิงจะสร้างโรงงานในเขตชานเมือง ก็เลยไปดูฮวงจุ้ยให้ แต่ที่ฉันไม่ได้โทรบอกเธอก็เพราะเห็นว่าเธอไม่ว่าง !” มู่อี้อันรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร
“อะไรกัน นี่นายรักประเทศชาติน้อยกว่าผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ ? โชคดีที่ฉันเป็นคนอารมณ์ดีนะ ไม่อย่างนั้นฉันคงจะด่านายไปแล้วแน่ๆ วันนี้นายทำผิดพลาดครั้งใหญ่เลยนะ รีบมาช่วยฉันซ่อมค่ายกลเร็วเข้า จะได้กลับบ้านกัน”
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าช่วงนี้ความรักของเขากำลังพัฒนาไปในทางที่ดี ซึ่งเธอก็อยากให้เขามีความสุขเช่นกัน
“ได้เลย ได้เลย เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันจะทำมันต่อเอง” มู่อี้อันพูดพร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบเก้าอี้มานั่งข้างๆ และมองไปที่เขา
ตอนนี้การซ่อมแซมส่วนใหญ่ได้ทำไปหมดแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงยกที่เหลือให้มู่อี้อันทำมันด้วยตัวเองได้ แม้จะช้ากว่าเธอก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นไร
ช่องโหว่ในค่ายกลได้รับการซ่อมแซมแล้ว ส่วนจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆนั้น มู่อี้อันสามารถทำแทนฟู่เยี่ยนได้อย่างสบายๆ และกำลังยืนรอรับคำสรรเสริญอยู่ !
ฟู่เยี่ยนพูดคุยกับเขาอยู่ครู่หนึ่ง และทั้งคู่ก็ได้ข้อตกลง ทางด้านผู้อำนวยการหลี่ก็มีความคืบหน้าเล็กน้อยแล้วเช่นกัน ตอนนี้แม่ของเถียนเล่ยยอมพูดแล้ว
แท้จริงแล้วสองแม่ลูกได้เข้าร่วมกระบวนการนี้โดยบังเอิญ และความจริงนั้นทั้งสองไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆ อีกทั้งยังเป็นตัวปลอมกันทั้งคู่ ตอนนี้เถียนเล่ยตัวจริงยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเกิด
เมื่อหลายปีก่อน พ่อของเถียนเล่ยและพ่อของกู้ฮุยต่างก็ทำงานให้กับหน่วยลับ แต่พ่อของเถียนเล่ยได้เสียชีวิตลงขณะที่ออกไปปฏิบัติภารกิจ
ซึ่งแม่ของเถียนเล่ยตัวปลอมคนนี้มีชื่อว่าหลิวกุ้ยฟาง เดิมทีเธอเคยเป็นเพื่อนบ้านของเถียนเล่ยตัวจริงมาก่อน ต่อมาเมื่อสามีของเธอเสียชีวิตลง เธอจึงต้องออกไปทำงานเป็นแม่บ้านในหมู่บ้าน ตอนนั้นมีชายชราคนหนึ่งต้องการแม่บ้านมาทำอาหารให้พอดี
ด้วยความที่เธอเป็นหญิงหม้ายที่หน้าตาดีและอายุยังน้อย ภายในครึ่งปี ชายชราก็ดึงดันที่จะแต่งงานกับเธอให้ได้ จึงทำให้ชาวบ้านพากันขับไล่เธอออกจากหมู่บ้านไป หลังจากที่ถูกขับไล่ เธอก็ไม่ได้กลับบ้าน และยังคงเดินเร่ร่อนอยู่ในเมือง พยายามหางานเป็นแม่บ้านของบ้านหลังอื่นต่อ
ด้วยความบังเอิญ เธอก็ได้มาที่บ้านของเถียนเล่ยตัวปลอม โดยครอบครัวนี้มีพ่อและลูกสาวอยู่ด้วยกันเพียงสองคน ในตอนแรกเธอแอบดีใจเล็กน้อย แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่านี่เป็นกับดัก
หลังจากที่เธอถูกจับได้ว่าขโมยเงิน ชายคนนั้นจึงได้ขอให้เธอมาเป็นแม่ของลูกสาวของเขา แน่นอนเธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะถูกหลอกให้มาเป็นแม่ตัวปลอมให้กับลูกสาวของเขา
หลังจากที่ชายคนนั้นสัญญาว่าจะให้เงินก้อนโต เธอก็ถูกล่อลวงไปอย่างสมบูรณ์ เธอรู้ดีว่าหากเธอได้ย้ายไปอยู่เกาะฮ่องกง ชีวิตของเธอก็จะดีขึ้น และตราบใดที่เธอมีเงิน การเอาชีวิตรอดก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เธอและชายคนนั้นจึงได้แสร้งเป็นสามีภรรยากัน และผู้ชายคนนั้นก็มักจะไปเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็ตาม เขาจะมีสถานะที่ดูเป็นทางการอยู่เสมอ
พวกเขาทำทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน และผู้ชายคนนั้นก็ยังสอนทักษะต่างๆกับเธอมากมาย ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้ทำให้เธอรู้สึกชอบชีวิตแบบนี้มากขึ้นอีกด้วย
ต่อมา ชายคนนั้นก็บอกว่าเขาต้องการจะมาที่เมืองหลวงเพื่อทำบางอย่าง และตัวตนที่เธอต้องแสดงก็คือเถียนเล่ย และแม่ของเถียนเล่ย จากนั้นทั้งสามก็ได้ไปปรากฏตัวที่บ้านของคนเหล่านั้น โดยแสดงเป็นแม่ ลูกสาว และพี่น้องกัน
ผู้อำนวยการหลี่สามารถสังเกตเห็นเรื่องนี้ได้เร็ว เพราะเขารู้จักพ่อของเถียนเหล่ย และรู้ดีว่า ลูกสาวกับภรรยาของเขาคงจะไม่มาถึงเมืองหลวงแน่ๆ เพราะทางครอบครัวไม่รู้จักที่ทำงานของผู้เฒ่าเถียนมาก่อนเลยนั่นเอง
ตอนที่พ่อของเถียนเล่ยเสียชีวิต ผู้อำนวยการหลี่เป็นคนฝังร่างของเขาด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถบอกให้ครอบครัวรับรู้ได้ ดังนั้นการเสียสละชีวิตของเขาจึงถูกเป็นความลับ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีช่องโหว่ให้คนทั้งสองคนแอบอ้างตัวตนของเถียนเล่ยเพื่อแทรกซึมผ่านการรักษาความปลอดภัยเข้ามาได้นั่นเอง
ผู้อำนวยการหลี่ได้ถามไปแล้วว่าใครคือคนที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา เพราะหากไม่มีใครคอยช่วยเหลือเรื่องนี้ ทั้งสามคนคงจะไม่สามารถแฝงตัวเข้ามาได้อย่างราบรื่นแบบนี้แน่นอน
เมื่อพิจารณาจากคำรับสารภาพของหลิวกุ้ยฟางแล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องทั้งหมดไม่ได้มีแค่คนเดียวอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นพวกเขาจะรู้ถึงตัวตนของคนที่พวกเขาปลอมตัวมาได้อย่างไร ? การจะทำแบบนี้ได้นั้น ต้องมีการจัดการทะเบียนบ้านในท้องถิ่น เมื่อคนหายไปแล้วก็ต้องมีการจัดการเรื่องหลังจากนั้น......
ผู้อำนวยการหลี่ปวดขึ้นมาหัวเล็กน้อย ! นี่มันเรื่องอะไรกัน !
ส่วนเถียนเล่ยก็ได้ถูกสอบปากคำเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอปิดปากเงียบสนิท ตอนนี้พ่อของเธอก็หายตัวไปจนไม่เห็นร่องรอยแล้ว
ตามคำให้การของหลิวกุ้ยฟางนั้น หลังจากที่เขาขอให้หลิวกุ้ยฟางนําเสื้อกันหนาวสีแดงมาให้เถียนเล่ย เขาก็ได้ออกไปข้างนอกในทันที และไม่ได้บอกเลยว่าเขาจะไปที่ไหน
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการนำตัวชายคนนั้นกลับมา ผู้อำนวยการหลี่เป็นกังวลไม่น้อย เพราะคำให้การตอนนี้ไม่ได้บอกอะไรเลย เขาได้แค่รู้ว่ามีกลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในประเทศ และมีเจตนาร้ายต่อประเทศของพวกเขา
ตอนนี้เขาคิดว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องชีพจรมังกรให้มากขึ้น และจะเกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด คนเหล่านี้ต้องเป็นคนที่รับช่วงต่องานของเสิ่นเฉิงหมินหลังจากที่เขาถูกจับกุมอย่างแน่นอน
แต่ทุกอย่างก็ยังต้องดำเนินต่อไป ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่ยังต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนฟู่เยี่ยนก็ต้องการปรับปรุงค่ายกลให้สมบูรณ์แบบที่สุด ในขณะที่เรื่องการฟื้นฟูชีพจรมังกรก็เร่งด่วนไม่แพ้กัน
ตอนที่ 607: กำหนดแผนการอีกครั้ง
ในช่วงนี้ แม้แต่มู่อี้อันก็ยังไม่มีเวลาออกไปเที่ยวกับเสิ่นรั่วหลิงเช่นกัน เขากำลังใช้เวลาทั้งหมดร่วมมือกับฟู่เยี่ยนและคนอื่นเพื่อทำการทดสอบในขั้นตอนสุดท้าย
การวางค่ายกลนั้นจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันจึงจำเป็นต้องศึกษาแม่แบบคร่าวๆก่อน เพื่อที่จะรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดคิดให้ได้
แม้ว่าจะผ่านไปนานพอสมควรแล้วก็ตาม แต่กลับไม่มีข่าวความคืบหน้าใดเลย ตอนนี้เถียนเล่ยตัวปลอมยังคงไม่ยอมพูดอะไร และคนที่พวกเขาตามหาก็ยังคงไร้วี่แวว
หลังจากที่ไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างละเอียด เขาก็คิดว่าไม่น่าจะหยุดอยู่เฉยๆ ควรเริ่มดำเนินการต่อไป เพราะไม่สามารถยึดติดกับสิ่งเล็กน้อยจนทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักได้ ในเมื่อทุกคนก็ไม่ได้ทำอะไรมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว
หลังจากที่พูดคุยเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน ในที่สุด กำหนดการวันออกเดินทางก็ใกล้เข้ามาแล้ว
“เธออยากเริ่มจากตรงไหน ?” ผู้อำนวยการหลี่ให้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดในภารกิจครั้งนี้กับฟู่เยี่ยน ก่อนจะขอให้เธอดูว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน
“เราจะเริ่มจากทางตอนใต้ของประเทศจีนค่ะ ที่นั่นมีชีพจรมังกรเล็กๆอยู่หลายแห่งเลย และหนูก็เชื่อว่าในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานี้ หูจินและฉางหยู่เซิงก็สัมผัสถึงมันได้เหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากครั้งนี้ไม่ได้ใช้เวลาซุ่มอยู่นานถึงครึ่งปี เรื่องนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ
“ได้เลย เราจะเริ่มจากฝั่งของหูจินก่อน ฉันจะจัดการเรื่องการประสานงานทั้งหมดเอง แล้วครั้งนี้เธอจะพาใครไปด้วยบ้าง ?” ผู้อำนวยการหลี่รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนได้วางแผนเรื่องนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว
“ภารกิจครั้งนี้ เราต้องใช้บุคลากรให้น้อยที่สุด ครั้งนี้หนูจะไปกับมู่อี้อันและลุงหลิวค่ะ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว เพราะยังมีหูจินและฉางหยู่เซิงอยู่ที่นั่น หลังจากที่จัดการปัญหาเสร็จ เราจะพักครู่หนึ่งแล้วค่อยวางแผนเรื่องชีพจรมังกรทางภาคตะวันออก และจีนตอนกลางต่อ”
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าชีพจรมังกรตามสถานที่เหล่านี้มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เห็นผลของจริงก็คือชีพจรมังกรบนเทือกเขาคุนหลุน ครั้งล่าสุดที่ไปที่นั่น เธอเกือบจะพลาดท่าอยู่บนนั้นเสียแล้ว เธอเชื่อว่าหลังจากที่ฟื้นฟูชีพจรมังกรในพื้นที่อื่นเสร็จแล้ว ทางด้านนั้นจะต้องฟื้นฟูได้อย่างราบรื่นแน่นอน
“โอเค ถ้าอย่างนั้นเธอก็นําเอกสารเหล่านี้ติดตัวไปด้วย แล้วฉันจะออกเอกสารย้ายให้เธอหนึ่งฉบับ หากมีเรื่องอะไรเร่งด่วนให้เธอรีบโทรกลับมาทันที แล้วฉันจะส่งทุกอย่างที่เธอต้องการไปโดยเร็วที่สุด” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
สิ่งที่เขาพูดนั้นบ่งบอกถึงความสำคัญในภารกิจได้อย่างชัดเจน และเขาก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนฟู่เยี่ยนอย่างเต็มที่
“ลุงหลี่ หนูเข้าใจดีค่ะว่าลุงกำลังหมายถึงอะไร หนูขอเวลาจัดการเรื่องที่บ้านครึ่งเดือน แล้วเราจะะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ โดยไม่มีการประโคมข่าวนี้มากนัก จนกว่าพวกเราทั้งสามคนจะไปถึงสถานที่เหล่านั้น ข้อมูลทั้งหมดจะรั่วไหลออกไปไม่ได้เด็ดขาด”
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าเมื่อมีหนูอยู่ในบ้าน ต้องทำการทุกอย่างให้รัดกุม เพื่อไม่ให้พวกมันขโมยข้าวของไป
“อืม ฉันจะดูแลเรื่องนี้และเตรียมเสบียงให้กับพวกเธอเอง แล้วจะเอามันไปให้พวกเธอเมื่อถึงเวลา จริงสิ เธอมีกระเป๋าใบนั้นอยู่นี่ ฉันจะเตรียมของให้กับเธอเพิ่มอีกหน่อยก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอบคุณลุงหลี่ล่วงหน้าด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าผู้อำนวยการหลี่กำลังพูดถึงกระดาษยันต์ ชาด และอาวุธบางอย่างของเธอ
“ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของการทำงาน อย่ากังวลไปเลย ในช่วงที่เธอไม่อยู่ ฉันจะดูแลสิ่งต่างๆที่บ้านให้เอง ไม่ต้องห่วง ฉันจะส่งคนไปคอยดูแลความปลอดภัยที่บ้านของเธอเอง เธอจะได้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น” ผู้อำนวยการหลี่ให้สัญญากับฟู่เยี่ยน
ตอนนี้ภารกิจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงมีหลายเรื่องให้ต้องจัดการ
ก่อนออกเดินทางนั้น เธอต้องเข้าร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาก่อน และชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยสี่ปีของเธอกำลังจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
จากนี้ไป เธอกำลังจะเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว และใช้ชีวิตในสังคมภายนอกแล้ว
ตอนนี้พ่อกับอาเล็กของเธอก็ได้ไปดูที่ดินทั้งหมดแล้ว ซึ่งอาคารโรงฆ่าสัตว์เก่าที่เธอเคยไปดูฮวงจุ้ยในก่อนหน้านี้ก็ได้รับคำตอบแล้วเช่นกัน ตอนนี้เหลือแค่ต้องจ่ายเงินและทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลย เมิ่งอ้ายชวนรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเท่านั้น ส่วนอาสะใภ้เล็กก็ใกล้จะคลอดแล้ว ฟู่เยี่ยนต้องเตรียมยันต์สำหรับการคลอดธรรมชาติไว้ด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น
ที่เหลือก็มีแค่ต้องตั้งค่ายกลเอาไว้ที่บ้านของเธอ บ้านของอาเขย บ้านของอารอง และบ้านของฟู่เหมี่ยวเท่านั้น
เรื่องงานแต่งงานของพี่ใหญ่ก็ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน ในเดือนหน้าช่วงที่เขาได้วันลาพัก เขาจะไปพบกับครอบครัวลุงของกวงหยุน แต่ดูเหมือนว่าเธอจะกลับมาไม่ทัน
ส่วนงานแต่งงานของเหมี่ยวชานชานกับเมิ่งอ้ายชวนนั้นถูกกำหนดไว้ที่ปลายปี วันที่สิบแปดของเดือนสิบสอง ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนได้พูดติดตลกว่าจะมีเงินหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่การได้เมียมาในวันปีใหม่นับเป็นเรื่องดี
ไป๋โม่เฉินเป็นคนช่วยเขาคิดเรื่องนี้ ทางด้านฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกลังเลมาก นอกเหนือจากคนในครอบครัวของเธอแล้ว คนที่เธอไม่อยากจะแยกจากกันเลยก็คือไป๋โม่เฉิน เธอเพิ่งจะแต่งงานได้ไม่ถึงสองเดือน แต่ตอนนี้เธอกำลังจะออกไปปฏิบัติภารกิจอีกครั้งแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าวันนี้เธอจะทำอาหารเย็นรอไป๋โม่เฉินที่บ้าน วันนี้ไป๋โม่เฉินไปส่งหลินหว่าง ตอนนี้เขาได้วันหยุดพักร้อน20วัน เขาจะอยู่เที่ยวที่เมืองหลวง10วัน ก่อนจะกลับไปเยี่ยมบ้าน บ้านของเขาอยู่ที่จินกัง และจะอยู่ที่นั่นประมาณ2-3วัน
ฟู่เยี่ยนเข้าไปในครัวและลงมือปรุงอาหารในทันที วัตถุดิบทั้งหมดนั้นถูกนําออกมาจากดินแดนต่างมิติ รวมทั้งปลาและกุ้งด้วย ซึ่งปลาเธอจะนำมาทำเป็นปลาผัดพริก ส่วนกุ้งเธอจะนำมาผัดแห้ง จากนั้นเธอก็ไปที่สวนผักเพื่อหาผักใบเขียว ก่อนจะกลับมาต้มโจ๊กลูกเดือยอีกหนึ่งหม้อ
เธอทำเมนูง่ายๆ และตอนนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว เหลือแค่รอให้ไป๋โม่เฉินกลับบ้านเท่านั้น และตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาที่เขาจะกลับบ้านแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ไป๋โม่เฉินก็ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว แต่เขาไม่ได้กลับมาคนเดียว ไป๋จวินก็กลับมากับเขาด้วย
ทันทีที่ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าประตู ฟู่เยี่ยนก็รู้ว่าไป๋โม่เฉินกลับมาถึงบ้านแล้ว เธอจึงรีบจัดโต๊ะอาหารค่ำโดยตั้งใจว่าจะเซอร์ไพรส์เขา เพราะช่วงนี้เธอยุ่งอยู่ตลอดเวลา จนไม่ได้ให้เวลากับไป๋โม่เฉินเลย
โดยไม่คาดคิด จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็กลับมาพร้อมกับพ่อสามีของเธอ และใบหน้าของเขาทั้งคู่ก็ดูไม่มีความสุขอีกด้วย
“พ่อคะ พ่อก็มาด้วยอย่างนั้นเหรอ หนูทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย เรามากินข้าวด้วยกันเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรีบไปเตรียมชามและตะเกียบมาเพิ่มอีกหนึ่งชุด
เมื่อมีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคน อาหารมื้อนี้จึงดูจะไม่เพียงพอ ดังนั้นฟู่เยี่ยนเลยไปหยิบไข่มาทำอาหารเพิ่มอีกจาน
“เสี่ยวฮั่ว อย่าลำบากเลย มากินข้าวเถอะ !” เมื่อไป๋จวินได้พบกับฟู่เยี่ยน อารมณ์ของเขาก็ดูจะผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย
ส่วนไป๋โม่เฉินยังคงไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเดินตามฟู่เยี่ยนเข้าไปในครัว
“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า ?” ใบหน้าของไป๋โม่เฉินเองก็ดีขึ้นมากเช่นกัน
“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ฉันทำเสร็จหมดแล้ว พี่อาจจะไม่ชินกับปลาผัดพริก ฉันก็เลยจะทำผัดผักเพิ่มอีกหนึ่งจาน พี่ออกไปรอข้างนอกเถอะ” ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าสองพ่อลูกกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่
เธอผัดผักอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะ ทว่ากลับพบว่าพวกเขาไม่ได้ขยับตะเกียบเลย ฟู่เยี่ยนจึงตระหนักขึ้นมาในใจทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เมื่อครู่นี้อารมณ์ของพวกเขาดูผ่อนคลายลงบ้างแล้วไม่ใช่หรือ ?
“กินข้าวกันกันเถอะ ! พ่อคะ ลองชิมดูสิคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ตอนนี้บรรยากาศภายในห้องดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่กินมื้อเย็นด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ ไป๋จวินก็นึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างที่ต้องทำ เขาจึงได้กลับไปที่กองทัพ ฟู่เยี่ยนจึงได้รีบให้ไป๋โม่เฉินเดินออกไปส่งพ่อสามีของเธอ
ไป๋จวินไม่ได้กินกับข้าวที่ปรุงเองที่บ้านแบบนี้มานานมากๆ เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้มีช่วงเวลาดีๆแบบนี้กับแม่ของไป๋โม่เฉินนั้นผ่านมากี่ปีแล้ว
หลังจากที่เขาได้พบกับเสิ่นหยู ทุกอย่างดูดีแค่ช่วงสองสามปีแรกเท่านั้น ส่วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอด
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้หยุดเดิน ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อจะบอกกับไป๋โม่เฉินว่าไม่ต้องไปส่งเขา
“จงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อย่าเป็นเหมือนพ่อ ฟู่เยี่ยนเป็นคนดี ลูกต้องช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านให้มากขึ้น ส่วนเรื่องบริษัทก่อสร้างก็เป็นความคิดที่ดีมากเช่นกัน ลูกสามารถเขียนคำร้องขอเงินทุนบางส่วนได้นะ เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่ก็ถือว่าเป็นการช่วยให้ทหารผ่านศึกได้เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งเช่นกัน”
“พ่อจะคอยดูเรื่องนี้นะ ตั้งใจทำเข้าล่ะ !” หลังจากพูดจบ ไป๋จวินก็ได้หันหลังเดินกลับไป
“พ่อครับ ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ” ไป๋โม่เฉินกล่าวลาแค่สั้นๆ และไม่ได้พูดอะไรอีก
ไป๋จวินสัมผัสได้ถึงความห่วงใยนี้ได้อย่างชัดเจน เขาชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นรถ แล้วรถก็ได้แล่นออกไปจากที่นี่ทันที
ตอนที่ 608: ความวุ่นวายในตระกูลเหม่ย
เมื่อรถแล่นออกไปแล้ว ไป๋โม่เฉินก็ได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังล้างจานอยู่ในครัว เขาจึงได้เข้าไปช่วย แต่ฟู่เยี่ยนล้างใกล้จะเสร็จแล้ว ดังนั้นเธอจึงได้บอกกับเขาว่าไม่ต้องช่วยเธอ และขอให้เขาเช็ดน้ำบนชามแทน
“พี่กับพ่อมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ? ทำไมถึงได้ดูมีท่าทีแปลกๆแบบนี้ล่ะ ?”
“วันนี้บ่ายฉันกับพ่อไปบ้านตระกูลเหม่ยกัน คุณตาอาการไม่ดี บอกว่าอยากเจอพ่อ พอดีฉันเพิ่งไปส่งหลินหว่างเสร็จ แล้วเจอพ่อที่ปากทางเข้าบ้านตระกูลเหม่ย ก็เลยไปด้วยกัน”
ไป๋โม่เฉินไปส่งหลินหว่างในช่วงบ่าย วันนี้ขากลับเขาก็คิดจะไปเยี่ยมคุณตาอยู่แล้ว เพราะทางตระกูลเหม่ยส่งคนมาบอกเรื่องนี้หลายวันแล้ว
เขาคิดทบทวนอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไปเยี่ยม ไม่ว่าอย่างไรเมื่อก่อนคุณตาก็เคยรักและเอ็นดูเขาอย่างจริงใจ แม้ภายหลังจะทำอะไรไม่ยุติธรรม แต่ก็อาจเป็นเพราะต้องการปกป้องลูกๆของตัวเองมากกว่า
ผู้เฒ่าเหม่ยป่วยเป็นมะเร็งปอด ตอนนี้ก็อยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว โรงพยาบาลไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป ทำได้เพียงให้กลับไปพักที่บ้านเท่านั้น ซึ่งนี่ก็แทบจะเท่ากับการประกาศโทษประหารชีวิตเลยทีเดียว
เขาจึงกินและดื่มทุกอย่างที่ต้องการ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไม่มีขีดจำกัดเลยก็ว่าได้ เพราะผู้เฒ่าเหม่ยรู้ดีว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
หากมองย้อนกลับไปในชีวิตของเขา เรื่องเดียวที่เขาเสียใจก็เรื่องลูกสาวคนโตและหลานชายคนโตของเขา
ดังนั้นเขาจึงได้ขอให้ใครสักคนไปบอกเรื่องนี้กับไป๋จวินและไป๋โม่เฉิน และนั่นก็คือเหตุผลที่สองพ่อลูกไปเจอกันหน้าปากซอยบ้านตระกูลเหม่ย
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน และรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอึดอัดใจมาก
“พี่อยากให้ฉันไปดูคุณตาสักหน่อยไหม ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตรงๆ และไป๋โม่เฉินก็รู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฟู่เยี่ยนได้ฝึกฝนทักษะการฝังเข็มของเธอจนอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญแล้ว ดังนั้นหากเธอต้องการจะรักษาใครสักคน เธอย่อมทำมันได้อยู่แล้ว
“ไม่ต้องหรอก ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของโชคชะตา รักษาโรคได้ แต่รักษาชะตาชีวิตไม่ได้ การจากไปแบบนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา คนป่วยอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องทนทรมานอีกต่อไป
“อย่าเศร้าเกินไปเลย ทุกคนต่างก็ต้องพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันทั้งนั้น”
“ฉันไม่ได้กังวลอะไรเลย เธอคิดว่าการที่ชายชราอยากพบฉันกับพ่อเพราะสำนึกผิดจริงๆงั้นเหรอ ?” ไป๋โม่เฉินยิ้มอย่างเย้ยหยัน พร้อมกับส่ายหัวเบาๆ
เขาปล่อยวางเหตุการณ์ในช่วงบ่ายนี้ลงแล้วจริงๆ ส่วนน้าสาวของเขาอย่างเหม่ยชิงก็ป่วยด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่ระยะสุดท้ายของโรค แต่เธอก็ยังต้องทรมานไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นนี้จึงถือว่าเป็นผลแห่งกรรมที่ดูสมเหตุสมผล ไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำความชั่ว ก็ย่อมจะได้รับบทลงโทษอยู่แล้ว
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เมื่อช่วงบ่ายผู้เฒ่าเหม่ยได้บอกกับพวกเขาทั้งสองคนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาเสียใจ นั่นอาจเป็นเพราะชายชราอยากจะยุติความเกลียดชังทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นได้
ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ด้วยความที่ตระกูลไป๋เป็นตระกูลที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของตัวเองมากๆ เขาจึงรู้สึกเป็นกังวลมากว่าหลังจากที่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ไป๋โม่เฉินและไป๋จวินจะพบกับปัญหาอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าผู้เฒ่าเหม่ยจะคิดอย่างไร หลังจากที่ไป๋จวินและไป๋โม่เฉินเห็นว่าชายชรากำลังป่วย ทั้งสองจึงได้ให้เงินกับเขา ก่อนจะขอตัวกลับ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ใบหน้าของสองพ่อลูกดูไม่ค่อยดีนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี คนที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกหลาน แม้กระทั่งก่อนตายก็ยังไม่ลืมกำจัดปัญหาในอนาคต ไป๋จวินและไป๋โม่เฉินเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี ทันทีที่ผู้เฒ่าเหม่ยจากไป ทุกอย่างก็จะเลือนหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาคำนวณไว้แล้วว่าด้วยสถานะของไป๋จวินในตอนนี้ จะไม่มีทางทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเหม่ยอีก ที่จริงแล้วไป๋โม่เฉินก็ได้ปล่อยวางไปนานแล้ว เพราะบางคนไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาเล็กน้อย สำหรับไป๋โม่เฉิน คนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากคนที่ไม่รู้จักทองคำและหยกเลย เธอจึงได้กอดไปที่เอวของไป๋โม่เฉินเพื่อปลอบโยนเขา
เมื่อได้รับการสัมผัสอันอ่อนโยนนี้ มือของไป๋โม่เฉินที่กำลังเช็ดชามอยู่ก็ชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็ได้วางชามลง ก่อนจะหันกลับไปกอดฟู่เยี่ยน แม้แต่ชายที่แข็งแกร่งก็ยังไม่สามารถทนต่อสัมผัสที่อ่อนโยนนี้ได้เลย
และแล้ว ผลที่ตามมาของการกอดในครั้งนี้ก็ได้สร้างปัญหาไปจนถึงช่วงกลางดึก เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ราวกับถูกบางสิ่งบดขยี้จนแทบลุกไม่ขึ้น
เธอมองไปที่นาฬิกา พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว และไป๋โม่เฉินก็คงไปที่มหาวิทยาลัยแล้วเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนจึงลุกขึ้นจากเตียง และหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เธอก็ได้เดินไปที่สวนหลังบ้าน ช่วงนี้อากาศเริ่มอบอุ่นแล้ว เธอจึงได้ชงชาและไปนั่งอ่านหนังสือที่นั่นจนถึงมื้อกลางวัน
เมื่อคืนนี้ เธอรู้สึกมีความสุขมาก แต่ยังไม่ได้บอกไป๋โม่เฉินถึงเรื่องที่เธอกำลังจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เลย เธอจึงตั้งใจว่าจะบอกเขาในคืนนี้ และจะกลับบ้านไปคุยกับพ่อและแม่ของเธอในตอนเย็น
ฟู่เยี่ยนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน โดยหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือโบราณที่เธอเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เธอก็สามารถหยิบของต่างๆ เข้าออกจากดินแดนต่างมิติได้อย่างอิสระมากขึ้น
เธอสามารถเข้าไปหาเสี่ยวเฮยเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ และตั้งแต่ที่เธอแต่งงาน เสี่ยวเฮยก็ได้เข้าสู่ภาวะจำศีล ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปดูมันทุกวันว่ามันตื่นขึ้นมาหรือยัง
แต่ทว่ามันก็ยังคงหลับใหลอยู่เหมือนเดิม บางทีภารกิจครั้งนี้ของเธออาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้
หลังจากนั่งอ่านหนังสืออยู่นาน ก็ถึงเวลากินมื้อกลางวันแล้ว ฟู่เยี่ยนกินก๋วยเตี๋ยวที่เธอทำเองแบบง่ายๆ ก่อนจะไปวาดยันต์ต่อ การเตรียมตัวที่ดีนั้นย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ตราบใดที่เธอเตรียมตัวมาอย่างดี ก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้
เธอยังเตรียมหยกและมรกตเอาไว้สำหรับตั้งค่ายกลด้วย โดยเธอจะตัดมันเป็นชิ้นเล็กๆขนาดเท่ากับไพ่นกกระจอกแล้วแกะสลักยันต์ลงไป ทำให้ผลลัพธ์ของค่ายกลสามารถคงอยู่ได้เป็นเวลานาน
กระเป๋าเฉียนคุนสามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเปิดเผยในภารกิจครั้งนี้ และเธอก็ได้มอบมันให้กับลุงหลิวไปแล้ว ซึ่งการออกไปปฏิบัติภารกิจของเขาในครั้งนี้ เมื่อเขากลับมา ลูกๆของเขาอาจจะเดินได้แล้วก็ได้
ฟู่เยี่ยนใส่ผ้านวมและสิ่งของต่างๆที่เธอเตรียมเอาไว้ลงไปในกระเป๋าเฉียนคุน หลังจากที่ออกไปข้างนอกนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย
ในช่วงนี้ ทางตอนเหนือของประเทศจีนเริ่มมีอากาศหนาวแล้ว และลมเหนือก็ได้พัดเอามวลอากาศเย็นลงมาด้วย นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ควรจะสวมเสื้อกันหนาวหนาๆได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนยังต้องมอบหมายการบ้านให้กับฟู่เหยาและหลี่ลี่เฉียง โดยกำชับให้ทั้งสองคนเรียนรู้ด้วยตัวเอง จะได้ไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะถ้าหายไปครึ่งปีแล้วยังเรียนไปไม่ถึงไหน มันจะไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเลย
ที่สำคัญ เธอยังต้องเตรียมยาให้กับเหล่าผู้เฒ่าหลายคนล่วงหน้าอีกด้วย เธอวางมันเอาไว้ที่บ้าน และไป๋โม่เฉินจะเอามันไปส่งเอง ส่วนอาจารย์ของเธอนั้น เมื่อถึงฤดูหนาว หัวใจของเขาจะเต้นแรงกว่าปกติ ดังนั้นเธอจึงต้องไปเตือนให้เขาระวังตัวด้วย
ทันทีที่กำลังจะออกไป ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ และทุกอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่โชคยังดีที่เธอมีไป๋โม่เฉินคอยช่วยเหลือ และการมีโทรศัพท์ที่บ้านนั้นก็สะดวกมากเช่นกัน
ทุกอย่างถูกเตรียมทีละเล็กละน้อยตลอดช่วงบ่าย ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะหยุดและกลับไปที่บ้านของเธอต่ออย่างไม่หยุดพัก
ลุงหลิวเองก็รู้แล้วว่าเขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ จึงได้อธิบายเรื่องนี้กับภรรยาของเขาแล้ว โดยบอกว่าช่วงที่เขาไม่อยู่นี้ เธอคงจะลำบากเล็กน้อย แต่ยังโชคดีที่มีคนมากมายในครอบครัว เรื่องนี้จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่
เขายังบอกกับฟู่ต้านีอีกว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับใครอย่างเด็ดขาด เพราะฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาว่าในภารกิจครั้งนี้ พวกเขาจะเคลื่อนไหวกันอย่างเงียบๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนจะเป็นคนบอกเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยแบบนี้เอง
“ฉันรู้ดีว่าควรทำอย่างไร ถ้าเวยเวยและหรงหรงถาม ฉันจะบอกว่าคุณเดินทางไปทำธุรกิจ” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับมองไปยังเด็กทั้งสองคนในอ้อมแขนของเธอที่เพิ่งจะหลับไปหลังจากให้นม
“ภารกิจครั้งนี้ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว ผมเดาว่าคงจะต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีเลย” ลุงหลิวมองไปยังลูกชายทั้งสองของเขาพร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะทนไม่ไหวและเข้าไปกอดฟู่ต้านีเอาไว้
ฟู่ต้านีมองค้อนเขา แต่การกอดของเขานั้นได้ทำให้เด็กๆรู้สึกอึดอัด เธอจึงรีบวางลูกๆลง ก่อนจะไปนั่งกับลุงหลิว
ก่อนหน้านี้ หลายคนในหมู่บ้านมักจะพูดกันว่าดวงของพวกเขาทั้งสองจะไม่มีลูกชาย แต่พวกเขาก็มีลูกชายถึงสองคนในคราวเดียว ดังนั้นนี่จึงเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
ฟู่ต้านียังคงมองไปที่เด็กน้อยทั้งสองคน และยิ่งเธอมองเด็กทั้งสองมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกชอบพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ทางด้านฟู่เวยและฟู่หรงก็ชอบน้องชายทั้งสองคนของพวกเธอมากเช่นกัน ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน พวกเธอก็มักจะเข้าไปกอดน้องชายทั้งสองคนก่อนเสมอ
สิ่งที่ลูกสาวทั้งสองคนทำนั้น ทำให้ฟู่ต้านีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตอนที่เธอกำลังตั้งครรภ์ เธอรู้สึกกังวลว่าหากเธอคลอด ลูกสาวทั้งสองคนจะรักน้องชายของพวกเธอหรือเปล่า ! ไม่คิดเลยว่าพวกเธอทั้งสองจะรักน้องมากถึงขนาดนี้ !
ตอนที่ 609: จัดการเรื่องราววุ่นๆในครอบครัว
เมื่อฟู่เยี่ยนไปเยี่ยมน้องชายวัยแบเบาะทั้งสองคนของเธอในตอนเย็น เธอก็ได้บอกกับอาหญิงของเธอไปว่าการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆเลย เพื่อที่อาหญิงของเธอรู้สึกสบายใจมากขึ้น
“การที่ต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอกนั้นไม่ได้สะดวกเหมือนตอนอยู่บ้านอยู่แล้ว ใครๆต่างก็บอกว่าการที่ได้อยู่บ้านของตัวเองนั้นเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว จะไม่ให้ฉันกังวลใจคงเป็นไปไม่ได้หรอก แม้แต่พ่อกับแม่ของเธอเองก็ยังรู้สึกกังวลมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ”
ฟู่ต้านีรู้ดีว่าหลานสาวของตนมีความสามารถ แต่ในฐานะผู้ใหญ่ ก็ยังคงเป็นห่วงว่าเด็กๆจะต้องเจออะไรไม่ดีนอกบ้านบ้าง
“อาหญิงไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ หนูยังมีของวิเศษอยู่ และครั้งนี้หนูก็ตั้งใจว่าจะใช้มัน อาหญิงมีอะไรที่อยากให้อาเขยพกไปด้วยก็นำมันออกมาได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับอุ้มน้องชายแฝดคนโตของเธอขึ้นมา ส่วนอาหญิงก็อุ้มคนน้องขึ้นมาพร้อมกัน
ลูกชายคนโตของอาหญิงดูมีความสุขุม รอบคอบ ส่วนคนเล็กนั้นดูซุกซน กระโดดโลดเต้น แค่เห็นเขานอนอยู่บนเตียงก็ยังไม่ยอมหยุดมองไปมา แม้จะเป็นเด็กที่อายุไม่ถึงสองเดือน แต่ก็ยังพอเห็นลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้
“อย่าเอาแต่อุ้มพวกเขาแบบนั้นสิ ให้พวกเขาได้นอนหลับพักผ่อนบ้าง หากเด็กไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ จะเป็นอันตรายได้นะ” หวังซู่เหมยออกไปเก็บผ้าอ้อมและกำลังเดินเข้ามา ในยุคนี้ยังไม่มีผ้าอ้อมสำเร็จรูป เธอจึงใช้ผ้าเนื้อนุ่มแทน
ซึ่งงานประจำวันส่วนใหญ่ของลุงหลิวนั้นคือการซักผ้าอ้อม และเมื่อลุงหลิวต้องออกเดินทางไปทำภารกิจ งานนี้จึงตกเป็นหน้าที่ของป้าหลี่แทน ส่วนหวังซู่เหมยก็ได้มาช่วยดูแลความเรียบร้อยอยู่บ้าง และตอนนี้ฟู่ต้านีก็สามารถดูแลตัวเองได้บ้างแล้ว
โชคดีที่ฟู่เวยและฟู่หรงต่างก็โตพอที่จะช่วยเลี้ยงน้องได้ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทั้งสองจะมาช่วยเลี้ยงน้องอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ฟู่ต้านีและหวังซู่เหมยจึงมีเวลาพักผ่อนได้บ้าง
ฟู่เยี่ยนอุ้มเด็กๆอยู่ครู่หนึ่ง และเด็กทั้งสองก็ได้ผล็อยหลับไป ฟู่ต้านีรู้ดีว่าหลานสาวของเธอมีบางอย่างที่อยากจะพูด เธอจึงบอกไปว่าเธอจะดูลูกๆเอง เพื่อที่จะให้สองแม่ลูกไปคุยกัน
หวังซู่เหมยจึงได้พาฟู่เยี่ยนออกไป ตอนนี้เธอทั้งรู้สึกเหนื่อยและตื่นตระหนกไปพร้อมกัน วันนี้เธอไม่ได้นอนพักในช่วงกลางวัน จึงทำให้รู้สึกไม่ชินเล็กน้อย
“แม่คะ สีหน้าของแม่ไม่ค่อยดีเลย ช่วงนี้แม่คงจะเหนื่อยมากเลยใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนเข้าไปช่วยประคองหวังซู่เหมยเอาไว้
“แม่ไม่เป็นไร ตอนนี้อาหญิงของลูกกำลังลำบาก จะให้แม่อยู่เฉยๆได้อย่างไร ? หลายปีที่ผ่านมานี้ อาหญิงช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ไปได้มากจริงๆ หรือแม้แต่ตอนที่แม่มีเสี่ยวถู่ ก็เป็นอาหญิงที่คอยอยู่ช่วยแม่ทุกวัน”
“พวกเราทุกคนต่างก็พึ่งพาอาหญิงสำหรับเรื่องอาหารในหลายๆมื้อ และตอนนี้สามีของเธอกำลังจะออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอก ลูกช่วยทำให้พวกเรามั่นใจได้หรือเปล่าว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ? อาเขยของลูกเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี และเขาจะต้องสามารถเลี้ยงดูลูกๆของเขาให้เติบโตเป็นคนดีได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ลูกของเขากำลังเด็ก อย่าให้เขาต้องทำอะไรที่เสี่ยงเกินไปเลย”
หวังซู่เหมยยังคงยืนยันเสมอว่าตัวเองโชคดีมากที่ไม่ได้ทำงานหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสุขภาพของเธอก็ยังคงแข็งแรงดี การดูแลเด็กๆตลอดทั้งวันนั้นดูเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ก็ยังคงมีความสนุกไปพร้อมๆกัน
“ถ้าอย่างนั้น ก่อนที่หนูจะออกไป หนูจะให้น้ำศักดิ์สิทธิ์กับแม่มากกว่าครั้งก่อนๆ แม่อย่าลืมดื่มมันก่อนนอนทุกคืนด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนกระซิบเบาๆ
หวังซู่เหมยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ตบไปที่มือของลูกสาวเบาๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะนั่งลง
“ลูกเพิ่งจะแต่งงาน แต่กลับมีงานต้องทำอีกแล้วเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ให้เสี่ยวเฉินมากินมื้อเย็นที่นี่แล้วกัน ฝีมือการปรุงอาหารของป้าหลี่ไม่ธรรมดาเลยนะ หากให้เขาทำกับข้าวกินเองก็คงลำบากเกินไป ให้เขามากินที่นี่จะดีกว่า แค่เตรียมตะเกียบและชามเพิ่มอีกสักชุดก็ไม่ได้ยากอะไรอยู่แล้ว”
“ได้เลยค่ะ หากหนูบอกเขา เขาต้องดีใจมากแน่ๆ และเขายังบอกอีกนะคะว่าการมากินข้าวที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กินข้าวอยู่ที่บ้านเลย” ฟู่เยี่ยนนั่งลง ก่อนจะเทน้ำให้กับหวังซู่เหมยหนึ่งแก้ว
“ดีแล้วล่ะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อวันก่อน แม่ได้ถามกับอาเล็กของลูกเป็นการส่วนตัวแล้วว่าอาสะใภ้เล็กใกล้จะคลอดแล้ว มีใครช่วยดูแลลูกของเขาหรือยัง ! อาเล็กก็ได้บอกกับแม่ว่าเขาจะกลับบ้านไปถามอาสะใภ้เล็กก่อน ว่าเธออยากให้แม่ของเธอมาช่วยดูแลหรือจะจ้างพี่เลี้ยง”
ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ หวังซู่เหมยจึงไม่ต่างอะไรจากแม่สามี ดังนั้นเธอจึงต้องถามถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะต้าอันเองก็เป็นคนในครอบครัวของเธอเช่นกัน แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นต่างจากเมื่อก่อน เนื่องจากเขาแต่งงานแล้ว ดังนั้นจึงต้องฟังความคิดเห็นของภรรยาเขาด้วย
“อาสะใภ้เล็กคงไม่อยากให้แม่ของเธอมาหรอกค่ะ เพราะตอนที่เด็กทั้งสองคนนี้มีอายุครบหนึ่งเดือน เธอยังถามหนูอยู่เลยว่าหาพี่เลี้ยงเด็กคนนี้มาจากไหน จากที่ได้ฟังเธอพูดแบบนี้ ก็คงจะเดาไม่ยากแล้วล่ะค่ะ”
“การเลี้ยงดูเด็กสำหรับอาสะใภ้เล็กนั้นคงจะเป็นเรื่องที่ยากมากแน่ๆ และตอนนี้หลายคนก็ไม่สามารถไปที่นั่นได้ ! ส่วนธุรกิจของอาเล็กก็กำลังได้รับการขยับขยายอย่างต่อเนื่อง เรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป มันขึ้นอยู่กับว่าอาสะใภ้เล็กจะคิดอย่างไรมากกว่า”
ฟู่เยี่ยนจึงบอกกับหวังซู่เหมยไปว่าให้ไปถามเรื่องนี้กับจางเหว่ย แล้วหวังซู่เหมยจะรู้ได้ทันทีเลยว่ามีพี่เลี้ยงเด็กดีๆอยู่ที่ไหนบ้าง
ป้าหลี่เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมาก แต่ทำงานได้ละเอียดรอบคอบ เป็นคนตรงไปตรงมา หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้เข้มงวดอะไร ทำให้ทั้งสองคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี
“เรื่องนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความคิดของต้าอันและโม่ลี่แล้ว แต่แม่ก็อดที่จะเป็นห่วงโม่ลี่ไม่ได้อยู่ดี เอาไว้เมื่อเธอคลอด แม่จะไปอยู่ดูแลเธอสักสองวันก็แล้วกัน ส่วนหลังจากนั้นเธอก็จะรู้ด้วยตัวเองว่าต้องทำอย่างไรต่อไป”
หวังซู่เหมยยังคงคิดว่าหากไฉเฉี่ยวเหอไม่ก่อเรื่องขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ เธอคงจะให้ไฉเฉี่ยวเหอมาช่วยดูแลหลานแล้ว แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หวังซู่เหมยก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนั้นอีกต่อไป เห็นได้ชัดเลยว่าไฉเฉี่ยวเหอเห็นลูกชายดีกว่ามาโดยตลอด
“ค่ะ ตอนที่หนูไม่อยู่ แม่กับพ่อช่วยกำชับให้เสี่ยวถู่ทำการบ้านด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้ถูกเขาหลอกได้ ครั้งนี้มู่อี้อันกับลุงหลิวจะไปกับหนู ฉะนั้นผู้เฒ่ามู่อาจต้องมาอยู่กับเราที่นี่นะคะ”
“ไม่มีปัญหา บ้านของเรามีห้องเยอะแยะเลย อีกอย่างผู้เฒ่ามู่ก็ยังแข็งแรงดี เขาช่วยแม่ดูแลเด็กๆได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว” หวังซู่เหมยยินดีต้อนรับผู้เฒ่ามู่อยู่แล้ว เพราะหากเขามาอยู่ที่นี่ เธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการบ้านของฟู่เวยและฟู่หรงเลย
“ใช่เลยค่ะ มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวเลยทีเดียว แต่ว่าภารกิจครั้งนี้ของหนูต้องทำอย่างเงียบที่สุด แม่คะ มีแค่แม่ พ่อ และอาหญิงเท่านั้นนะคะที่รู้เรื่องนี้”
“หากพวกพี่สามถาม แม่ช่วยบอกว่าหนูยุ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็ได้ค่ะ แต่หากเธอไม่ได้ถามก็ไม่ต้องบอก” ฟู่เยี่ยนเตือนถึงหัวข้อสำคัญในเรื่องนี้
“โอเค แม่รู้ ลูกเองก็ต้องระวังตัวให้มากๆด้วย ร่างกายของลูกยังคงแข็งแรงดีใช่ไหม ?” หวังซู่เหมยมองเสี่ยวฮั่วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เนื่องจากลูกสาวของเธอเพิ่งจะแต่งงาน หากตั้งครรภ์คงจะไม่สะดวกกับการออกไปข้างนอกแบบนี้
“หนูดูเหมือนคนที่ไม่สบายอย่างนั้นเหรอคะ ? แม่อย่ากังวลไปเลย!” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าแม่ของเธอหมายถึงอะไร และเธอก็รู้ดีว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งครรภ์ ตอนนี้เธอยังมีลูกไม่ได้
“เด็กคนนี้นี่ แม่กำลังพูดถึงเรื่องการตั้งครรภ์ต่างหากล่ะ หากลูกท้อง ให้รีบกลับบ้านทันที เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม ?” หวังซู่เหมยพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง
“ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ หนูรู้อยู่ในใจ อีกอย่าง ตอนนี้หนูก็ยังเด็ก ยังไม่รีบร้อนที่จะมีลูกในตอนนี้ อย่ากังวลไปเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดแบบนี้ออกไป
“ใช่แล้ว พี่สาวของลูกต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายรีบ แม่ได้ยินมาว่าตอนนี้ประเทศของเราจะมีการบังคับนโยบายการวางแผนครอบครัวแล้ว บอกว่าแต่ละครอบครัวจะมีลูกได้แค่ลูกคนเดียว ถ้ายังไม่มีการบังคับจริงๆ ก็ควรจะรีบมีลูกอีกสักสองสามคน”
หวังซู่เหมยยังคงคิดว่ายิ่งมีลูกมาก ยิ่งมีความสุข แม้ว่าจะต้องกังวลมากหน่อย แต่ในอนาคตก็จะมีความสนุกสนานมากขึ้น เพราะมีลูกคนเดียวคงเหงาอยู่บ้าง
“แล้วแม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่สามหรือยังคะ ตอนนี้งานที่โรงงานของพี่สามยุ่งมากๆเลยไม่ใช่เหรอ ? และยังเป็นช่วงทำเงินของเธออีกด้วย” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าตอนนี้ฟู่เหมี่ยวกำลังรีบหาเงินอยู่
“ใช่ มีอยู่คืนหนึ่ง พี่รองของลูกกลับมาพร้อมเงินถุงใหญ่ ในนั้นมีเงินอยู่เยอะมาก แม่กับพ่อกลัวจนนอนไม่หลับทั้งคืนเลย จนวันรุ่งขึ้น พี่รองของลูกก็ได้นํามันไปฝากธนาคาร แม่ถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้น”
“ลูกคิดว่าแค่ขายเสื้อผ้า สามารถทำเงินได้มากมายถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ?”
ในตอนนี้ หวังซู่เหมยรู้สึกไม่สบายใจมาก เธอรู้สึกว่าเงินเหล่านั้นมาเร็วเกินไป ขนาดเสี่ยวฮั่วสามารถวาดยันต์ได้ ยังหาเงินไม่ได้เร็วขนาดนี้เลย
“แม่คะ อย่ากังวลไปเลย ตอนนี้พี่สามกำลังจับทางธุรกิจของเธอได้ เธอไปดูการแต่งตัวของคนที่หยางเฉิง เพราะคนที่นั่นมีความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือกว่าเรามากๆ !”
ฟู่เยี่ยนพูดคุยกับหวังซู่เหมยอยู่ครู่หนึ่ง และได้ปัดเป่าความสงสัยของผู้เป็นแม่ออกไปทั้งหมด และการที่ผู้หญิงสองคนได้พูดคุยกันนั้น ย่อมใช้เวลานานเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ตอนที่ 610: ภารกิจได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้ว
เมื่อกำหนดการออกเดินทางมาถึง สภาพอากาศในเมืองหลวงก็หนาวมากๆ และฟู่เยี่ยนจึงคิดอยู่ในใจว่าเธอต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อนวันตรุษจีน
การเดินทางของเธอในครั้งนี้ ไป๋โม่เฉินได้ใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวของเขาเพื่อหาซื้อตั๋วนอนให้กับทั้งสามคน ซึ่งหากต้องเดินทางไกลนั้น มันจะสบายกว่านั่นเอง
พวกเขาทั้งหมดพกแค่กระเป๋าใบเล็กๆติดตัวเอาไว้ พร้อมกับอาหารอีกเล็กน้อย ซึ่งดูเบาและเรียบง่ายมาก ดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีอะไรเลย
แต่ในความเป็นจริงนั้น ของทั้งหมดได้ถูกบรรจุลงไปในกระเป๋าเฉียนคุนแล้ว โดยของพวกนั้นคือของที่ทางบ้านเตรียมให้นั่นเอง
หวังซู่เหมยได้ทำเนื้อตากแห้งและมัดเอาไว้เป็นมัดๆ หลายสิบมัดให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งบางมัดก็เป็นเนื้อวัว ส่วนบางมัดนั้นเป็นเนื้อหมู ที่ต้องเตรียมถึงขนาดนี้ เป็นเพราะเธอกลัวว่าฟู่เยี่ยนจะไม่มีอะไรกินหากต้องไปยังที่ทุรกันดาร
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนมีดินแดนต่างมิติ ซึ่งเธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลย เขาจึงไปที่ร้านผักดอง ซื้อผักดองมาให้ฟู่เยี่ยนจำนวนมาก รวมถึงขนมจากร้านเหลาเฉียนหมิง, เนื้อแห้ง, ไส้กรอก และอาหารง่ายๆ
ทางด้านลุงหลิวก็ได้ห่อซาลาเปาไส้เนื้อที่ป้าหลี่ทำไปด้วย อีกทั้งยังมีหมั่นโถวดอกไม้แสนอร่อย โดยสามารถกินได้ถึงครึ่งเดือนเลยทีเดียว ที่ต้องให้ป้าหลี่ทำแทนนั้นเป็นเพราะฟู่ต้านีไม่มีเวลาว่างเลย
ดังนั้นแค่เสบียงอาหารก็มีปริมาณถึงหนึ่งในสามของกระเป๋าแล้ว และฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอสามารถอยู่ได้ถึงหนึ่งเดือนโดยไม่ต้องซื้ออาหารเลยด้วยซ้ำ
จากนั้น ทั้งสามก็ได้ไปขึ้นรถไฟ โดยรถไฟขบวนนี้จะแล่นผ่านสถานีจินกัง และเยี่ยนโหลวก็จะขึ้นรถไฟที่นั่น ซึ่งเขาเพิ่งจะได้รับการติดต่อไปเมื่อวานนี้
ส่วนหูจินและฉางหยู่เซิงยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะหากทุกคนไปถึงที่นั่นแล้ว ทั้งสองก็จะรู้เอง
ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา หูจินได้โทรหาฟู่เยี่ยนอยู่ตลอด และเธอก็มักจะพูดคุยกับฟู่เยี่ยนถึงเรื่องค่ายกลอยู่เสมอ
ตั้งแต่ที่หูจินถูกส่งมาอยู่ที่นี่ เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องทำอะไร และทางด้านฉางหยู่เซิงก็รู้ถึงสถานการณ์นี้ดีเช่นกัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงเตรียมพร้อมที่จะถูกเรียกตัวให้ไปปฏิบัติภารกิจอยู่เสมอ
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย และความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ได้พัฒนาไปในทางที่ดีด้วยเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองครอบครัวก็ได้รู้เรื่องระหว่างพวกเขาแล้ว เนื่องจากทั้งตระกูลหูและตระกูลฉางต่างก็เป็นตระกูลที่มีความสามารถที่ค่อนข้างส่งเสริมกัน ดังนั้นหากเด็กทั้งสองแต่งงานกัน มันจะเป็นการผสมผสานที่แข็งแกร่งมากๆ ด้วยเหตุนี้พ่อกับแม่ของทั้งสองจึงมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อครั้งก่อน ตอนที่แม่เฒ่าหลันก่อเรื่อง หูจินรู้สึกก็โกรธครอบครัวของตัวเองมากๆ แต่ในที่สุดนั้น เป็นพ่อของหูจินเองที่รีบไปยังเมืองหลวง และจัดการกับเรื่องนี้
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการหลี่ยังให้พ่อของเธอแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองอีกด้วย เพราะความผิดของแม่เฒ่าหลันนั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก และเธอก็เหมาะสมสำหรับที่จะให้คำแนะนำกับตระกูลหูต่อไปได้ ดังนั้นเขาจึงขอให้พ่อของหูจินพาแม่เฒ่าหลันกลับไป แต่ก็ยังมีการทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลหูเอาไว้ด้วย
ไม่เพียงแค่ตระกูลหูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตระกูลฉาง และตระกูลที่มีชื่อเสียงทางด้านลัทธิเต๋าหลายตระกูลด้วย ซึ่งเนื้อหาในข้อตกลงนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย โดยเขาจะให้อำนาจบางอย่างกับแต่ละตระกูล และให้แต่ละตระกูลร่วมมือกับแผนกอภิปรัชญาในภูมิภาคนั้นๆ เพื่อจัดการและควบคุมเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอภิปรัชญาในเขตรับผิดชอบของตัวเอง
ทั้งยังมีสัญญาว่าเด็กๆที่มีพรสวรรค์ของแต่ละตระกูลสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาหรือเข้าร่วมแผนกอภิปรัชญาในภูมิภาคนั้นๆได้ อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ทุกคนมีอาชีพรองรับแล้วนั่นเอง ซึ่งผู้คนในลัทธิเต๋าต่างก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การมีตำแหน่งในหน่วยงานนั้นยังคงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ ความกระตือรือร้นของทุกคนก็เริ่มมีมากขึ้น การทำสัญญานี้มีความสำคัญมาก ทำให้ลูกหลานแต่ละตระกูลที่มีความสามารถที่โดดเด่นปรากฏขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
เมื่อพวกเขามาถึงสถานีจินกัง เยี่ยนโหลวก็ได้ขึ้นมาบนรถไฟ ก่อนที่พนักงานจะพาเขาไปหาฟู่เยี่ยน จากนั้นรถไฟก็ได้มุ่งหน้าลงทางตอนใต้ ซึ่งจุดหมายของพวกเขาคือทางตอนใต้ของเจียงซี ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและคนอื่นเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว และยังต้องต่อรถอีกหนึ่งครั้ง เนื่องจากภารกิจในครั้งนี้เป็นความลับ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีการปลอมตัวเพื่อปกปิดตัวตนด้วย
ฟู่เยี่ยนซ่อนผมของเธอเอาไว้ในหมวก และสวมเสื้อผ้าผู้ชายสีน้ำเงิน เหมือนกับชุดที่มู่อี้อันสวมอยู่ เมื่อทั้งสองมายืนใกล้ๆกัน จึงดูเหมือนพี่กับน้องกันไม่มีผิด
นอกจากนี้ ฟู่เยี่ยนยังทาครีมรองพื้นสีเข้มลงบนใบหน้าของตัวเอง จากที่ผิวขาวซีดกลายเป็นเด็กที่มีสีผิวคล้ำขึ้น มาพร้อมกับรูปร่างที่เพรียวบาง ดูเหมือนคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก
มู่อี้อันก็ถูกฟู่เยี่ยนแต่งหน้าด้วยเช่นกัน และหลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็ได้เปลี่ยนใบหน้าของเขาให้ดูแก่ขึ้นกว่าเดิมประมาณสองถึงสามปี
ส่วนลุงหลิวก็ได้ติดหนวดเพิ่ม และแสร้งว่าเป็นพ่อของพวกเขา ลุงหลิวได้แต่งตัวด้วยชุดเสื้อคอจีนสไตล์ถัง พร้อมกับสวมหมวกที่ชายชรามักจะชอบสวมกัน และเส้นผมของเขาก็ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีดอกเลาอีกด้วย
“ฟู่...... พี่รอง พี่กับพี่ใหญ่ดูเหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆเลย...... นี่พี่ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันจริงๆหรือเปล่า ! ทำไมถึงได้ดูคล้ายกันมากขนาดนี้ !”
เมื่อเยี่ยนโหลวขึ้นมาบนรถไฟ เขาก็รู้สึกขบขันกับชุดของฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันทันที ทางด้านฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนจะมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ราวกับกำลังจะบอกว่า: คิดหรือว่านายจะหนีพ้น ?
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยืนขึ้น ก่อนจะให้เยี่ยนโหลวเข้าไปข้างในและขอให้ทั้งสองคนช่วยแต่งตัวให้กับเยี่ยนโหลว
เมื่อฟู่เยี่ยนเข้าไปอีกครั้ง ในตู้นอนก็กลายเป็นพ่อและลูกชายรวมกันสี่คน จากเดิมที่จะมีสองพี่น้อง ตอนนี้ได้กลายเป็นสามพี่น้องโดยมีฟู่เยี่ยน เยี่ยนโหลว และมู่อี้อันปลอมตัวเป็นพี่น้องกัน อีกทั้งทรงผมของเขายังถูกเปลี่ยนให้ล้าสมัยลงอีกด้วย
เยี่ยนโหลวจับไปที่ทรงผมของตัวเอง ก่อนจะมองดูเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่อีกครั้ง ซึ่งก็พบว่ามันดูเหมือนกับชุดที่ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันสวมอยู่ทุกประการ แต่ทำไมทั้งสองคนถึงได้ดูดีเมื่อสวมมันกันล่ะ ? ดูเขาสิ ทำไมถึงได้ดูอึดอัดไม่สบายตัวแบบนี้
ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันแสร้งทำเป็นไม่เห็นฉากนี้ เรียกได้ว่าเขาดูไม่ต่างไปจากเด็กซื่อบื้อคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ !
ด้วยการปลอมตัวในครั้งนี้ เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนชายชราจากชนบทที่เดินทางพร้อมกับลูกชายทั้งสามคน เพื่อตั้งใจจะไปทำงานหาเลี้ยงชีพทางตอนใต้ของประเทศไม่มีผิด !
“เยี่ยมไปเลยเสี่ยวฮั่ว ทักษะนี้ของเธอไม่เลวเลยนี่นา ! ตอนนี้พวกเราทั้งสี่คนดูเหมือนเป็นพ่อลูกกันจริงๆเลย” ลุงหลิวลูบไปยังเคราบนใบหน้าของตัวเอง ซึ่งตอนนี้มันได้ปกคลุมไปทั่วแก้มของเขาไปหมดแล้ว
“พ่อครับ อย่ากังวลไปเลย ครั้งนี้เราจะต้องหางานดีๆได้อย่างแน่นอน ตอนนี้มีทองคำอยู่ทุกหนทุกแห่งในภาคใต้เลยล่ะ พวกเรากำลังจะรวยแล้ว !” มู่อี้อันพูดออกมาแค่สั้นๆ และทั้งสี่คนก็ได้พยายามกลั้นขำเอาไว้!
“แน่นอน มีพี่ใหญ่อยู่ที่นี่ทั้งคน ทุกอย่างจะต้องราบรื่นอยู่แล้ว พี่ใหญ่ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เรามากินข้าวกันก่อนเถอะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับลุกไปหยิบกระเป๋าของเธอ
ทางด้านมู่อี้อันก็เข้าใจสิ่งนี้ในทันที ก่อนจะเปิดกระเป๋าของตัวเองออกและหยิบของส่วนตัวของตัวเองออกมา ก่อนออกเดินทาง เขาไม่ได้เตรียมอะไรเลย ผู้เฒ่ามู่จึงได้สั่งให้ใครบางคนเตรียมไก่ย่างยี่สิบตัวและเป็ดย่างอีกสิบตัวให้กับเขา !
เพื่อไม่ให้หลานชายต้องอดอยาก ถึงอย่างไรก็มีที่เก็บแยกอยู่แล้ว และกระเป๋าใบนี้ยังสามารถรักษาความสดของอาหารได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารจะเน่าเสียเลย !
“อย่าตกใจก็แล้วกัน มาทานข้าวกันดีกว่า !” หลังจากที่มู่อี้อันพูดจบ ลุงหลิวและฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบของออกมาจากกระเป๋าทีละชิ้น
ด้วยความที่ว่ามีกระเป๋าเฉียนคุนอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงสามารถหยิบของออกมาจากดินแดนต่างมิติได้อย่างง่ายดาย และสะดวกมาก ซึ่งในขวดน้ำของเธอมักจะมีน้ำอยู่เสมอเพราะเธอใส่ถังน้ำไว้ในกระเป๋าเฉียนคุน
เยี่ยนโหลวมองไปยังมายากลนี้ด้วยความตกตะลึง และบางอย่างก็แวบเข้ามาในใจของเขา...... นี่มัน, ใช่......กระเป๋าเฉียนคุนในตำนานหรือเปล่า ?
เขาไม่สนใจอาหารแสนอร่อยตรงหน้าเลย เขารีบเข้าไปหาฟู่เยี่ยน และขอดูกระเป๋าของเธอในทันที
“ฟู่...... เอ่อ พี่รอง สิ่งนี้คืออะไรอย่างนั้นเหรอ ? มันคือสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ใช่หรือเปล่า ?” เยี่ยนโหลวแอบถามฟู่เยี่ยนอย่างเงียบๆ
มู่อี้อันและลุงหลิวต่างก็หัวเราะออกมาเมื่อเห็นฉากนี้ แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่พวกเขาเริ่มภารกิจนี้อย่างกะทันหัน จึงทำให้ฟู่เยี่ยนเลือกคนที่จะออกปฏิบัติภารกิจเพียงแค่สี่คนเท่านั้น และพวกเขาก็เดาว่าเด็กคนนี้จะต้องไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน !
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ ซึ่งเยี่ยนโหลวก็ได้รีบปิดปากของตัวเองเอาไว้ด้วยความตื่นเต้น หากไม่ทำแบบนี้ เขาจะต้องเผลอตะโกนออกไปอย่างแน่นอน เมื่อเยี่ยนโหลวได้สติกลับมาอีกครั้ง เขาก็เดินไปรอบๆด้วยความกระวนกระวายใจในพื้นที่เล็กๆของตู้นอน
“พี่รอง พี่พอจะมีเหลืออีกสักใบหรือเปล่า ? ช่วยแบ่งมันให้ฉันบ้างได้ไหม ?” ทางเยี่ยนโหลวตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรจากเด็กที่อยากได้ของเล่นชิ้นใหญ่เลย และเขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาอยากได้มันจริงๆ
ฟู่เยี่ยนจึงได้กางมือของเธอออกอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เธอมีเพียงแค่สี่ใบเท่านั้น และอีกใบหนึ่ง เธอก็ได้ให้มันกับสามีของเธอไปแล้ว วัสดุของมันเป็นของหายาก คาดว่าเขาคงต้องผิดหวังแล้ว !
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนโหลวจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาหิวมากจนไม่สามารถทนต่อกลิ่นหอมอันเย้ายวนของไก่ย่าง และเนื้อตากแห้งที่วางอยู่ตรงหน้าได้อีกแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment