ตอนที่ 61 บทเรียนอันน่าจดจำ
ขณะที่จางเหว่ยกำลังปั้นจักรยานไปยังหมู่บ้านอันผิง อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้เดินมาถึงลำธารที่พวกเขามักจะนั่งพักเป็นประจำแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้น ฟู่เยี่ยนก็สังเกตได้ว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามพวกเธออยู่ ซึ่งเธอได้สังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วด้วย และฟู่ต้าจวงที่เป็นถึงหน่วยสอดแนมของกองทัพก็ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหนิวชุ่ยฮวา จู่จื่อก็ได้คอยมาเดินสอดส่องอยู่ในละแวกบ้านของฟู่ต้าหย่งอยู่เป็นเวลาหลายวันแล้ว เขากำลังรอให้ทุกคนออกไปจากบ้าน แต่แม้ว่าจะรอมาหลายวัน เขาก็ยังไม่พบโอกาสเลย
บ้านของฟู่ต้าหย่งนั้นมักจะมีคนอยู่บ้านเสมอ และตอนนี้ยังมีฟู่ต้าจวงที่เป็นทหารอยู่ที่นี่อีกด้วย
และในที่สุด วันนี้เขาก็ได้พบว่าคนส่วนใหญ่ได้ออกจากบ้านและกำลังจะมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขา เดิมทีจู่จื่อคิดว่าพวกเขาทุกคนจะออกไปด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงจะใช้โอกาสนี้แอบเข้าไปในบ้านของพวกเขา
แต่แล้วเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ยังคงเป็นเวลากลางวัน ซึ่งเสี่ยงที่จะมีคนเห็นเขาได้ง่าย ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะสะกดรอยตามทุกคนไปเพื่อที่จะดูว่าพวกเขาขึ้นไปทำอะไรบนภูเขา หรือว่าบนภูเขาจะมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่?
แน่นอนว่าบนภูเขานั้นไม่ค่อยมีชาวบ้านขึ้นไปเท่าไหร่อยู่แล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่จื่อจึงได้แอบสะกดรอยตามพวกเขาไปทันที ทั้งยังคอยรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกจับได้อีกด้วย
ทว่าการกระทำเหล่านี้กลับถูกฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้ว และเธอเองก็รู้สึกไม่พอใจมากๆอีกด้วย ซึ่งเดิมทีเธอนั้นมีความคับแค้นใจต่อหนิวชุ่ยฮวาอยู่แล้ว และตอนนี้ยังต้องมาเจอกับลูกชายของหนิวชุ่ยฮวาอีก ซึ่งต้องบอกเลยว่าทั้งสองคนเหมาะที่จะเป็นแม่ลูกกันจริงๆ
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้มีความคิดที่อยากจะสอนบทเรียนให้กับเขา เพื่อทำให้เขาไม่กล้ามาเพ่นพ่านแถวบ้านของเธออีก เธอไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวของเธอแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้
แม้ว่าเรื่องการผลิตเหล้านั้นจะไม่ได้เป็นความลับมากนักก็ตาม แต่ตอนนี้ครอบครัวของเธอยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขายมันได้อย่างถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่องของการขายยันต์แคล้วคลาดอีกด้วย หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เพราะเธออาจจะถูกกล่าวหาว่า ‘เผยแพร่ไสยศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว’ ซึ่งเธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้เลย
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพี่รองของเธอที่ตอนนี้กำลังเล่นอยู่น้ำอยู่ข้างๆลำธาร ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“พี่รอง มาทางนี้หน่อยสิคะ หนูมีบางอย่างจะคุยกับพี่” ฟู่เยี่ยนตะโกนเรียกฟู่เซินด้วยสีหน้าที่ดูลึกลับ
เมื่อฟู่เซินมาถึง ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดบางอย่างกับเขา และเมื่อฟู่เซินได้ฟัง ดวงตาของเขาก็ยิ่งเบิกกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
หากเป็นวิธีนี้แล้วล่ะก็ จู่จื่อจะต้องได้รับบทเรียนที่น่าจดจำอย่างแน่นอน!
ในตอนนี้ ทุกคนในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งก็ได้พักผ่อนจนหายเหนื่อยกันแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มออกเดินทางขึ้นไปบนภูเขาต่อ ทันใดนั้นเอง จู่จื่อก็ได้สังเกตเห็นฟู่เซินและน้องสาวได้เดินแยกออกไปอีกทาง ซึ่งเส้นทางนั้นไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวกับฟู่ต้าหย่ง
ขณะที่สองพี่น้องกำลังจะเดินแยกตัวออกไปนั้น ฟู่ต้าหย่งยังได้พูดเตือนพวกเขาให้รีบกลับมาอีกด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของจู่จื่อก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ในที่สุดโอกาสของเขาก็ได้มาถึงแล้ว!
จู่จื่อซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า และเมื่อเห็นว่าคนอื่นได้เดินหายไปหมดแล้ว เขาจึงได้เดินตามไปยังทิศทางที่ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนกำลังเดินไป ซึ่งเส้นทางที่สองพี่น้องกำลังมุ่งหน้าไปนั้นเป็นเส้นทางที่เหล่านายพรานมักจะไปล่าสัตว์ และยังมีคนไม่มากนักที่จะรู้เส้นทางนี้
หลังจากที่ติดตามฟู่ต้าหย่งมาที่นี่อยู่หลายครั้ง ฟู่เซินก็จำเส้นทางของที่นี่ได้เป็นอย่างดี
ฮึ่ม ครั้งนี้เขาและเสี่ยวฮั่วจะต้องสอนบทเรียนอันน่าจดจำให้กับจู่จื่ออย่างสาสม
ส่วนทางด้านจู่จื่อก็ได้แหวกพงหญ้าออก ก่อนจะรีบเดินตามไปทันที ซึ่งขณะที่เขากำลังสะกดรอยตามอยู่นั้น เขายังคงแอบก่นด่าอยู่ในใจ และรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทำไมเขาถึงไม่เคยเข้ามาในที่แห่งนี้มาก่อนเลยล่ะ มันเป็นถนนที่เดินยากมาก ทั้งยังเป็นป่ารกอีกด้วย ฉะนั้นจะต้องมีบางอย่างถูกซ่อนอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน!
ในตอนนี้ จู่จื่อกำลังคิดว่าเขาได้ค้นพบความลับบางอย่างเข้าแล้ว จึงทำให้เขามีแรงกระตุ้นมากขึ้น ส่วนทางฟู่เยี่ยนและฟู่เซิน แม้ว่าทั้งสองจะเคยมาที่แห่งนี้แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ถูกหญ้าที่อยู่ตามข้างทางบาด ซึ่งมันทำให้เกิดอาการคันพร้อมกับมีผื่นแดงขึ้นทั่งร่างกายเต็มไปหมด
จู่จื่อเองก็เดินไปด้วยเกาไปด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะที่เขากำลังเดินอยู่นั้น ก็ได้ยินสองพี่น้องพูดคุยกันว่า
“พี่รอง มันอยู่ที่นี่จริงๆเหรอคะ? พี่แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้ฟังผิด?”
“แน่ใจสิ พ่อเป็นคนบอกฉันเองว่ามันอยู่ที่นี่ เราลองมาช่วยกันหามันดูก่อนดีกว่า”
“พี่รอง ดูนั่นสิ ใช่ที่นั่นหรือเปล่า?”
“ดูเหมือนว่าจะใช่นะ เรารีบไปขุดมันกันเถอะ!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ จู่จื่อก็รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว! ในที่สุดเขาก็หาเจอแล้ว! เยี่ยมมาก ชีวิตต่อจากนี้ของเขาจะต้องเป็นชีวิตที่ดีมากอย่างแน่นนอน!
ตอนนี้เขากำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ซึ่งเขาต้องทนกับอาการคันและผื่นแดงที่ขึ้นตามร่างกายอยู่แบบนั้น โดยไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ทำไมถึงได้นานขนาดนี้กันล่ะ?
“พี่รอง พ่อให้เราเอามันไปแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น เราเอามันไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว รีบไปกันเถอะค่ะ”
“อืม ฉันจะฝังมันเอาไว้ เผื่อมีใครผ่านไปผ่านมา จะได้หามันไม่เจอ”
เมื่อจู่จื่อได้ยินว่าสองพี่น้องกำลังจะกลับออกไป เขาจึงได้รีบซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าอีกครั้ง และเมื่อเสียงฝีเท้าหายไปแล้ว เขาจึงค่อยๆคลานออกมาจากพงหญ้า ก่อนจะรีบวิ่งไปยังจุดที่สองพี่น้องขุดบางอย่างเมื่อครู่นี้ทันที
จู่จื่อมองไปยังหลุมที่เพิ่งถูกกลบ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวและอยากจะเข้าไปขุดมันขึ้นมาเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่ขณะที่กำลังวิ่งเข้าไปนั้น เขาก็รู้สึกว่าร่างของเขากำลังจะล้มลง!
ทันใดนั้นเอง จู่จื่อก็ได้ตะโกนออกมา ก่อนที่เขาจะตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ เขาโกรธมากจนตอนนี้ตัวเขาเองเริ่มหายใจไม่ค่อยออกแล้ว
ในตอนนี้ ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนที่เพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน จึงรู้ได้ทันทีว่าเขาตกลงไปในหลุมพรางแล้ว ทั้งสองจึงได้หันมามองหน้ากัน ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปหาฟู่ต้าหย่ง
ส่วนจู่จื่อที่คิดว่ามันคือสมบัตินั้น ตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าสิ่งที่ฟู่เซินพูดถึงเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่ต้นราสเบอร์รี่เท่านั้น
ตอนที่อยู่ริมลำธาร ฟู่เยี่ยนได้คุยกับฟู่เซินคุยกันถึงการมาที่นี่ในครั้งก่อน ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้เจอต้นราสเบอร์รี่เข้าโดยบังเอิญ ทว่าเมื่อหลายปีก่อน ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยกับดักล่าสัตว์ของนายพราน แต่ฟู่ต้าหย่งก็ได้เอาอาวุธอันตรายในกับดังเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เซินก็ดูหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งนั้นเขาเคยคิดที่จะหลอกฟู่ซินให้ติดกับดักนี้เช่นกัน แต่ไม่คิดเลยว่าฟู่ซินจะไหวตัวทันและกลับกลายเป็นเขาเองที่ถูกหลอกให้ตกลงไปในกับดักแทน
แม้ว่ากับดักจะมีขนาดใหญ่พอสมควร แต่ก็ยังมีเสาที่สามารถปีนขึ้นมาได้อย่างสบายๆ ดังนั้นมันจึงไม่ได้อันตรายอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่จู่จื่อตกลงไปในนั้น เขากลับโกรธจนหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนก็ได้ตามฟู่ต้าหย่งและคนอื่นๆทัน ซึ่งก่อนหน้าที่ตอนที่อยู่ริมลำธาร ฟู่เยี่ยนยังได้แอบพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงบนหญ้าที่อยู่ข้างลำธารเอาไว้ ทำให้ตอนนี้เธอแทบจะทนรอแกะที่จะมาเล็มหญ้าไม่ไหวแล้ว
ส่วนฟู่ต้าจวงนั้นกลับได้ยินตะโกนของจู่จื่อดังแว่วเข้ามาในหูของเขา แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ไกลมากก็ตาม หากดูจากการกระทำก่อนหน้านี้ของหลานชายและหลานสาวแล้ว ความคิดหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินได้มาถึงยังสถานที่ที่ทุกคนกำลังตัดไม้แล้ว ก่อนจะพบว่าที่นี่มีเพียงฟู่ต้าจวงที่รอพวกเขาอยู่เท่านั้น ส่วนฟู่ต้าหย่งได้พาฟู่เหมี่ยวและคนอื่นๆเดินล่วงหน้าไปแล้ว
“ไปทำอะไรมา?” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับมองไปยังหลานทั้งสองคนด้วยดวงตาที่เฉียบคม
“พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยครับ พวกเราก็แค่ไปเก็บราสเบอร์รี่เพื่อที่จะเอากลับไปปลูกที่บ้านเท่านั้นเอง” ฟู่เซินพูดพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอารองเลยด้วยซ้ำ
“คงไม่ได้หลอกจู่จื่อไปตกกับดักหรอกใช่ไหม?” เมื่อเห็นท่าทางของหลานชาย ฟู่ต้าจวงจึงได้เอ่ยถามออกไป
“คือว่า... อ่า...” ฟู่เซินที่เห็นสีหน้าของฟู่ต้าจวงก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก
ในตอนแรกนั้น สองพี่น้องคิดว่าอารองจะถามต่อ แต่จู่ๆ เขาก็ได้บอกให้พวกเขาเดินตามไปโดยไม่ถามอะไรอีก ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนจึงหันมามองหน้ากันพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ทันทีที่มาถึง เขาก็พบว่าฟู่ต้าหย่งได้ตัดไม้เป็นท่อนเล็กๆ และกำลังมัดมันเข้าด้วยกันอยู่ ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ได้พาน้องๆเก็บใบไม้เล่นอยู่บริเวณใกล้ๆ
“พี่ใหญ่ ตัดเสร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
“อืม เรียบร้อยแล้วล่ะ เหลือแค่มัดมันเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง เราจะได้รับกลับยังไงล่ะ พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จางเหว่ยจะมาหาเราที่บ้าน เรามีเวลาไม่มากแล้ว รีบลงจากภูเขาจะดีกว่า”
“อืม ให้ฉันช่วยเถอะ เสี่ยวมู่ นายเองก็รีบมาช่วยด้วยสิ!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าจวงและฟูเซินก็ได้เข้าไปช่วย จากนั้นพวกเขาก็ได้เก็บกวาดบริเวณนั้นให้เรียบร้อย
ขณะที่กำลังจะออกเดินทางนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้สั่งให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว ดูเด็กๆข้างหลัง ส่วนเขาและฟู่ต้าจวงจะออกเดินนำไปก่อน ซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่เขาได้รับในการมาตัดไม้ก่อนหน้านี้ เสี่ยวฮั่วมักจะทำให้เขาประหลาดใจเสมอเลย และไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็นสัตว์ชนิดไหนที่ติดกับดัก
ซึ่งอีกไม่กี่วันฟู่ต้าจวงก็จะต้องเดินทางกลับแล้ว ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงคิดที่จะหาของฝากให้น้องชายของเขาได้นำมันกลับไปด้วยนั่นเอง
แต่ก่อนที่จะเดินไปถึงลำธาร พวกเขาก็ได้กลิ่นคาวของเลือดโชยมาตามสายลม!
ตอนที่ 62 หมูป่า
ฟู่ต้าจวงเองก็ได้กลิ่นเช่นกัน ด้วยความที่เขาเป็นชายชาติทหาร ดังนั้นเขาจึงตื่นตัวและเตรียมพร้อมที่จะโจมตีกลับทันที
จากนั้น เขาก็ได้ขวางพี่ชายของตัวเองเอาไว้ ก่อนที่จะค่อยๆนั่งลงเพื่อซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า แล้วค่อยๆคลานเข้าไปตรวจดูสถานการณ์ข้างหน้า
ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าตั้งแต่ตอนที่เธออยู่ห่างออกไปกว่าห้าร้อยเมตรแล้ว เธอเห็นหมูป่าตัวใหญ่และแกะตัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกำลังลงมาที่ลำธาร ซึ่งบริเวณท้องของหมูป่ามีเลือดไหลออกมา ส่วนแกะตัวนั้นก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน ตอนนี้มันกำลังเล็มหญ้าริมลำธารอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงชายเสื้อของฟู่ต้าหย่งเบาๆ ก่อนจะส่ายศีรษะเพื่อส่งสัญญาณบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่อันตรายอะไร
ทันทีที่ฟู่ต้าจวงเห็นฉากนี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีจริงๆ ในตอนนี้ทั้งหมูป่าและแกะต่างก็ได้รับบาดเจ็บ จึงทำให้จัดการกับพวกมันได้ง่ายขึ้น
ฟู่ต้าหย่งจึงได้เดินเข้าไปข้างๆฟู่ต้าจวง จากนั้นสองพี่น้องก็ได้ตกลงกันว่าจะจัดการกับสัตว์ทั้งสองพร้อมกัน โดยที่ฟู่ต้าจวงจะรับหน้าที่จัดการหมูป่า ตอนนี้หมูป่าดูตื่นกลัวมากและเริ่มหายใจแรง ด้วยความที่ฟู่ต้าจวงกลัวว่าหมูป่าจะหันไปโจมตีใส่คนอื่นๆ เขาจึงเหวี่ยงขวานไปที่มันโดนตรง
ทำเอาหมูป่าตัวใหญ่ล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นทันที จากนั้นเขาก็หันกลับไปช่วยฟู่ต้าหย่งจัดการแกะต่อ ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็เห็นสิ่งนี้แล้วเช่นกัน แกะตัวนั้นมีบากแผลที่ดูสาหัสมากๆ เธอจึงรู้สึกว่าที่แกะตัวนั้นยังคงมีชีวิตอยู่อาจจะเป็นเพราะมันกินหญ้าที่มีน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอเข้าไปก็ได้
ในเวลาเดียวกันนั้น เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอสามารถยั่วยวนเหล่าสัตว์ต่างๆได้ดีเกินกว่าที่คาดเอาไว้เสียอีก ดังนั้นครั้งต่อไปหากเธอจะใช้มันคงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นแล้ว แต่วันนี้ก็ถือว่าครอบครัวของเธอโชคดีมาก ตอนนี้ครอบครัวของเธอได้ทั้งเงินและเนื้อสัตว์ เธอยังคิดว่าจะแบ่งเนื้อสัตว์บางส่วนให้กับจางเหว่ยอีกด้วย
แต่หากไม่ใช่เพราะว่าอารองของเธอกำลังจะกลับ เธอก็คงจะไม่ทำอะไรที่เสี่ยงแบบนี้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินและคนอื่นที่เดินตามมาก็ได้เห็นฉากนี้เข้า แม้ว่าฟู่เซินจะเคยเห็นมันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง
เยี่ยมไปเลย! มีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นอีกแล้ว!
เดิมทีเขาอยากจะกลับบ้านเร็วๆ เพราะหากกลับช้า เขากลัวที่จะพลาดมื้อเที่ยงนั่นเอง ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองดวงอาทิตย์ ก่อนจะคิดอยู่ในใจว่าให้จางเหว่ยรอเธอก่อน แล้วเธอจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด
ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงต่างก็แบ่งหน้าที่กัน โดยคนหนึ่งชำแหละหมูป่า ส่วนอีกคนก็ชำแหละแกะ ซึ่งมีฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวคอยช่วยพวกเขาอยู่ข้างๆไม่ยอมห่าง
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ใช้ต้นหญ้ามาสานเป็นรูปสัตว์ตัวเล็กๆเล่นกับน้องๆ เธอเล่นจนเบื่อ และในที่สุดฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงก็จัดการกับเนื้อสัตว์พวกนั้นเสร็จ
แต่การที่จะขนเนื้อสัตว์พวกนั้นกลับไปที่บ้านก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากเช่นกัน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่สามารถเปิดเผยการมีอยู่ของดินแดนต่างมิติของเธอได้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องซ่อนเนื้อแกะเอาไว้บนภูเขาแห่งนี้ก่อน แล้วค่อยกลับมาเอามันในช่วงบ่ายแทน
หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องล่าช้า เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าแล้ว
ซึ่งตอนนี้จางเหว่ยก็ได้มารออยู่ที่บ้านของพวกเขานานแล้ว ตอนที่เขามาถึงบ้านของฟู่ต้าหย่งในช่วงเช้า หวังซู่เหมย ฉือหมิ่น และฟู่ต้านีต่างก็ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี พวกเธอเชิญเขาให้ไปนั่งใต้ต้นไม้ ทั้งยังยกผลไม้มาให้ทานอีกด้วย
แม้ว่าจางเหว่ยอาจจะดูไร้ประโยชน์ในสายตาของนายกเทศมนตรีจาง แต่เขาก็ดูมีเสน่ห์มากๆ ในหมู่ผู้หญิงวัยกลางคนรวมไปถึงผู้สูงอายุ เพราะเขาเป็นคนช่างพูดนั่นเอง
เมื่อได้ยินว่าหวังซู่เหมยกำลังตั้งครรภ์ จางเหว่ยจึงได้ชักชวนให้เธอไปตรวจครรภ์ในเมืองทันที
“คุณป้าครับ พอดีว่าลูกพี่ลูกน้องพ่อของผมเป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเทศมณฑล ซึ่งเธอได้ดูแลแผนกสูตินรีเวชศาสตร์อีกด้วย เอาไว้ผมจะกลับไปคุยกับเธอและเตรียมการต่างๆเอาไว้ให้ เวลาที่คุณป้าไปถึงจะได้สะดวกในการเข้ารับการตรวจครับ!”
ตอนนี้หวังซู่เหม่ยยังคงรู้สึกอายเล็กน้อย เนื่องจากเธอตั้งครรภ์ตอนที่มีอายุมากแล้ว และอีกอย่างเธอก็รู้สึกเป็นกังวลที่ต้องไปรบกวนจางเหว่ยอีกด้วย
“คุณป้าครับ อย่ามองว่าผมเป็นคนอื่นเลย ตอนนี้อาจารย์ฟู่เป็นเหมือนผู้มีพระคุณของผมเลยก็ว่าได้ ส่วนพ่อกับแม่ของผมก็ไม่ได้มีปัญหาเช่นกัน นอกจากนี้ลูกพี่ลูกน้องพ่อของผมก็เป็นลูกค้าที่ซื้อยันต์แคล้วคลาดจากอาจารย์ฟู่อีกด้วยครับ หากเธอรู้ว่าคุณป้าเป็นแม่ของอาจารย์ฟู่ เธอคงจะดีใจมากแน่ๆ!”
จากนั้น เขาก็ได้มองไปยังฟู่ต้านีที่ตอนนี้กำลังเย็บผ้าอยู่ และดวงตาของเขาก็ได้เบิกกว้างขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณน้าครับ ฝีมือของคุณน้าช่างประณีตมากจริงๆ! ขนาดช่างเย็บผ้าในเมืองหลวงยังเก่งสู้คุณน้าไม่ได้เลยครับ มีใครสั่งจองเสื้อผ้าที่คุณน้าเย็บบ้างหรือเปล่าครับ? หากไม่มี คุณน้าอยากจะขายมันให้กับผมไหม ผมจะเอามันไปเป็นของฝากให้กับแม่ของผมครับ เธอจะต้องชอบมากแน่ๆ”
“อ่า? ชุดนี้เป็นชุดของป้ารองอย่างนั้นเหรอครับ? เอาไว้ผมจะหาวัสดุมาให้ รบกวนคุณป้าช่วยตัดชุดให้แม่ของผมด้วยจะได้หรือเปล่าครับ? เพื่อเป็นการตอบแทน ผมจะซื้อผ้าสวยๆมาให้คุณน้าไว้ตัดชุดของลี่ลี่และเฟินเฟินด้วย”
จางเหว่ยพูดชมหญิงวัยกลางคนทั้งสามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ทำให้หวังซูเหม่ยและคนอื่นต่างก็หัวเราะออกมา และในตอนเที่ยง ฉือหมิ่นยังได้ปรุงอาหารจานพิเศษให้กับจางเหว่ยอีกด้วย
ดังนั้นจึงทำให้เมื่อฟู่ต้าหย่งและคนอื่นเดินมาถึงประตูหน้าบ้าน พวกเขาจึงได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังลั่นไปทั่วลานบ้านทันที
“แม่คะ พวกเรากลับมาแล้วค่ะ” เมื่อเดินมาถึงประตู ฟู่เยี่ยนก็ตะโกนออกไปทันที
“โอ้ กลับมากันแล้วเหรอ ดูสิปล่อยให้เสี่ยวเหว่ยมารอตั้งนาน” ฟู่ต้านีเปิดประตูให้กับพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ฟู่ต้าหย่ง ฟูต้าจวง ฟู่เซิน ฟู่เหมี่ยว ฟู่เยี่ยน: ???
มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กัน?
เมื่อทุกคนเข้ามาในลานบ้าน หวังซู่เหมยที่ได้กลิ่นสาบของหมูป่าก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที ฟู่ต้านีจึงได้เปิดดูในตะกร้า พร้อมกับมองไปยังเนื้อหมูป่าที่อยู่ในนั้น
“พี่ใหญ่ นี่มันอะไรกัน?”
“โอ้ วันนี้พวกเราโชคดีก็เลยจับหมูป่าได้” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปเบาๆ
ทันใดนั้นเอง จางเหว่ยก็ได้พูดแทรกขึ้นมาทันที “อะไรนะครับ เนื้อหมูป่าอย่างนั้นเหรอ? ผมยังไม่ได้ชิมรสชาติของมันเลยสักครั้ง ขอผมดูมันหน่อยได้หรือเปล่าครับ?”
ตอนนี้มีเนื้อหมูป่าอยู่เต็มตะกร้าขนาดใหญ่ถึง2ใบ ทั้งยังเต็มจนแทบจะล้นออกมาอีกด้วย จึงทำให้ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงที่เป็นคนแบกมันกลับมานั้นเหนื่อยจนเหงื่อออกท่วมไปทั้งตัว
“ต้านี ช่วยเอามันไปทำความสะอาดก่อนเถอะ เอาไว้ตอนที่เสี่ยวจางจะกลับ จะได้ให้เขาเอามันกลับไปให้ครอบครัวชิมด้วย” ฟู่ต้าหย่งมองไปยังจางเหว่ย ก่อนจะตระหนักถึงความดีของเขาในก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
“คุณลุงครับ อย่าทำแบบนั้นเลย! ถึงผมจะเอาเนื้อหมูป่ากลับไป แต่ก็เอามันไปปรุงอาหารไม่เป็นอยู่ดี ผมเกรงว่าจะเสียของเปล่าๆนะครับ!”
นับตั้งแต่ที่จางเหว่ยเรียกเขาว่าลุงเมื่อครั้งที่เจอกันล่าสุด จางเหว่ยก็เรียกเขาแบบนั้นมาโดยตลอด ซึ่งฟู่ต้าหย่งเองก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรเนกัน ดังนั้นพวกเขาสองคนจึงดูสนิทกันเร็วมาก ซึ่งการที่เรียกแบบนี้ก็ทำให้ช่วยตัดปัญหาอื่นๆออกไปได้อีกด้วย
ฟู่เยี่ยนมองไปที่พวกเขาทั้งสอง ก่อนจะชื่นชมในความมีมนุษยสัมพันธ์ของจางเหว่ย ซึ่งวันนี้เขายังทำให้แม่ของเธอหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขมากอีกด้วย
“อาจารย์ฟู่ ตอนนี้อาจารย์ฟู่มียันต์แคล้วคลาดอยู่กี่แผ่น? รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้มีคนจองคิวรับยันต์จนถึงสิ้นปีแล้วนะ!” จางเหว่ยพูดอย่างตื่นเต้น
“โอ้?” ฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าจางเหว่ยจะมีความสามารถในการขายมากขนาดนี้!
“นอกจากนี้ ฉันยังต้องจำกัดจำนวนการซื้อต่อคนอีกด้วย โดยกำหนดให้ซื้อได้คนละไม่เกิน2แผ่นเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้มีคนหนึ่งมาขอซื้อฉันไปถึงหนึ่งโหลเลยนะ หากเป็นแบบนั้น คนอื่นก็จะไม่ได้มันน่ะสิ แล้วฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?” จางเหว่ยวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างจริงจัง
“ว่าแต่อาจารย์ฟู่ ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถาม อาจารย์มียันต์สำหรับผู้หญิงบ้างหรือเปล่า?” จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเช่นนั้น เธอก็ยังคงไม่เข้าใจว่ามันคือยันต์อะไร? คงต้องโทษจินตนาการอันอ่อนแอของเธอ เพราะเธอคิดไม่ออกจริงๆว่าผู้หญิงอยากได้ยันต์อะไร
“คุณพูดถึงยันต์แบบไหนกัน ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย?”
“เฮ้ อาจารย์ฟู่ อาจารย์ไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างนั้นเหรอ ยันต์ที่ผู้หญิงอยากได้คือยันต์ที่ช่วยคืนความเยาว์วัยยังไงล่ะ!” หลังจากนั้น สีหน้าของจางเหว่ยก็ได้ดูเปลี่ยนไป ก่อนจะคิดขึ้นมาในใจว่าเธอยังเด็ก คงจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะให้ฟู่เยี่ยนวาดยันต์ดังกล่าวไป
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็แอบพูดอยู่ในใจเช่นกัน: ทำไมล่ะ! เขาคิดว่าเธอเป็นพระเจ้าหรืออย่างไรกัน!?
“เอาล่ะ... ลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ อาจารย์ฟู่ ตอนนี้อาจารย์ฟู่เขียนยันต์แคล้วคลาดได้เท่าไหร่แล้ว ฉันต้องการมันทั้งหมดเลย อันที่จริงหากมีสัญญาซื้อขายด้วยก็จะดีมากๆเลยล่ะ!”
“สำหรับคนธรรมดาทั่วไป แค่มียันต์แคล้วคลาดก็เพียงพอแล้ว หากมีเรื่องอื่นที่ยันต์แคล้วคลาดไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องให้ฉันเป็นคนแก้ไขมันด้วยตัวเองเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แทนที่จางเหว่ยจะรู้สึกท้อ แต่ไม่เลย เขาได้เดินเข้าไปหาฟู่ต้าหย่งเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเหล้าหมักต่อทันที เพราะตอนนี้คุณปู่ของเขาที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้บ่นถึงเรื่องนี้แล้ว จึงทำให้จางเหว่ยต้องรีบดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านและพักผ่อนกันครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าจวงก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาลืมอะไรบางอย่างไป!
จู่จื่อยังอยู่ในหลุมพราง และยังไม่รู้ด้วยว่าเด็กนั่นจะปีนขึ้นมาได้หรือเปล่า
ก่อนหน้านี้ ฟู่ต้าจวงเองก็ไม่ได้คัดค้านเรื่องที่ฟู่เซินและฟู่เยี่ยนจะสอนบทเรียนให้กับจู่จื่อแต่อย่างใด เพราะการทำให้จู่จื่อหวาดกลัวนั้นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาไม่กล้าสร้างปัญหาอีกในอนาคต
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำให้คนอื่นตกอยู่ในอันตรายจนถึงชีวิตได้ หากเรื่องทั้งหมดเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที
ในตอนนี้ ฟู่เซินกำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง จู่ๆเขาก็ถูกอารองเรียกให้ลุกขึ้น โดยบอกว่าให้เขาไปช่วยขนเนื้อแกะบนภูเขากลับมา
ตอนที่ 63 คำเตือน
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าฟู่ต้าจวงกำลังพาพี่รองของเธอขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้งเพื่อขนเนื้อแกะ และตอนนี้เธอก็กำลังนับเหล้าที่จะให้กับจางเหว่ยอยู่
ซึ่งจางเหว่ยนั้นเป็นมืออาชีพในด้านการค้าขายอยู่แล้ว และแน่นอนก่อนที่เขาจะมาขนเหล้าไป ตอนนี้ได้มีคนจองมากกว่าสิบคนแล้ว ซึ่งแต่ละคนยังสั่งเหล้าหลายถังอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนมองไปยังเหล้าที่ถูกบ่มอยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอ ก่อนจะเด็ดองุ่นที่เหลือเพียงลูกเดียวออกมา ตอนนี้องุ่นของเธอถูกเก็บจนหมดแล้ว ซึ่งมันจะให้ผลผลิตในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า
เธอคิดว่าตอนนี้ต้องเพิ่มการผลิตให้มากขึ้น คงต้องฝากเอาไว้กับพ่อและแม่ของเธอ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าบนโลกใบนี้จะมีคนที่ฝึกอภิปรัชญาเหมือนกับคุณย่าของเธออีกหรือเปล่า
ตอนนี้รสชาติเหล้าของเธอเป็นรสชาติที่ไม่เคยมีในโลกนี้มาก่อน ซึ่งมันน่าจะเป็นเพราะองุ่นที่ถูกปลูกในดินแดนต่างมิติ ทั้งยังถูกบ่มเอาไว้ในดินแดนต่างมิติอีกด้วย
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนสังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ ทุกกรรมวิธีในการทำจะต้องถูกทำข้างนอก
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้วางแผนที่ทำเหล้าในสวนหลังบ้านของเธอแทน
ตอนนี้จางเหว่ยได้เอาเหล้าทั้งหมดที่มีไปแล้ว จึงทำให้ที่บ้านของฟู่เยี่ยนไม่เหลือเหล้าเลยแม้แต่หยดเดียว ส่วนเหล้าขาวที่มีอยู่ยังคงต้องใช้เวลาบ่มถึงสองเดือน และก่อนหน้านี้เหล้าที่จางเหว่ยได้ชิมคือเหล้าที่ฟู่เยี่ยนได้ทำในดินแดนต่างมิติของเธอนั่นเอง
เมื่อได้ยินว่ามีเหล้าเหลือแค่ 500ชั่งเท่านั้น จางเหว่ยก็ได้เม้มริมฝีปากพร้อมกับสีหน้าที่เป็นทุกข์ เพราะมันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเขานั่นเอง!
“มีแค่ 500ชั่งเองเหรอ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องขึ้นราคาแล้วล่ะ ฉันจะต้องขายเหล้าหนัก 500ชั่งให้ได้เงินเท่ากับขายเหล้าหนัก 800ชั่งถึงจะคุ้ม!” ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันจะพูดอะไร เธอก็ได้ยินจางเหว่ยพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
สิ่งนี้คือความสามารถพิเศษของเขา! และความคิดทั้งหมดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแทบจะทันทีเลยด้วยซ้ำ
“อาจารย์ฟู่ ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอตัวกลับก่อน เอาไว้ฉันจะกลับไปบอกคุณปู่ว่าเหล้าพวกนี้เป็นผลผลิตสุดท้ายของปี และเหลือเพียงเท่านี้แล้ว ฉันจะขายมันในราคาชั่งละ 25หยวน เพราะมันจะไม่สามารถหาได้ที่ไหนอีกแล้ว!”
จางเหว่ยกลับบ้านพร้อมจักรยานและข้าวของต่างๆเต็มคันรถ เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่านายกเทศมนตรีจางไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้เอาขาหมูป่าเข้าไปเก็บในครัว ก่อนจะขึ้นไปชั้นบนของบ้านเพื่อโทรหาปู่ของเขา
“คุณปู่ครับ ตอนนี้มีเหล้าเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ดังนั้นราคาของมันจึงได้ขยับขึ้นตามไปด้วย พวกเขาบอกว่าตอนนี้ราคาของมันจะอยู่ที่ชั่งละ 25หยวนครับ เนื่องจากเหล้าทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตสุดท้ายของปีแล้ว หากต้องการที่จะซื้อมันอีก ก็คงต้องเป็นปีหน้าเลย!”
ด้วยความที่ปู่ของจางเหว่ยเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้รีบโทรไปบอกกับเหล่าเพื่อนเก่าของเขาทันที ทำเอาชายชราหลายคนถึงกับบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเลยทีเดียว แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่พวกเขานอนหลับอย่างเต็มอิ่ม รวมไปถึงอาการป่วยและการบาดเจ็บต่างๆ ได้บรรเทาลงหลังจากที่ได้ดื่มเหล้านี้เข้าไป อารมณ์ของพวกเขาก็ได้ผ่อนคลายลง และยอมรับเรื่องนี้ได้ในที่สุด
ในตอนนี้ จางเหว่ยกำลังรอด้วยท่าทีที่สบายๆ ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง เสียงของโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น ซึ่งหลังจากที่รับสาย เขาก็มีเสียงปู่ของเขาดังขึ้นมา
“เฮ้ เสี่ยวเหว่ย เรื่องราคาของเหล้าไม่มีปัญหา อย่าเพิ่งขายเหล้าชุดสุดท้ายของปีให้กับคนอื่นไปจนหมดนะ ปู่จะซื้อมัน 50ชั่ง ห้ามขาดแม้แต่น้อย หากให้มันมาไม่ครบล่ะก็ ปู่จะไปถลกหนังของแก!”
“อย่ากังวลไปเลยครับคุณปู่! ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้กับคุณปู่เอง! ดูแลตัวเองดีๆนะครับ เอาไว้สุดสัปดาห์นี้ผมจะเอามันไปให้คุณปู่ คุณปู่ช่วยบอกคุณย่าให้ผมด้วยนะครับว่าผมอยากกินบะหมี่ฝีมือคุณย่า! รบกวนคุณย่าเตรียมมันให้ผมด้วยนะ!” หลังจากที่พูดจบ จางเหว่ยก็ได้วางสายโทรศัพท์ก่อนจะเดินลงไปยังชั้นล่างอย่างอารมณ์ดี
แม้ว่าในปีนี้จางเหว่ยจะทำเงินได้มากมายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงวางแผนที่จะไปยังเมืองหลวงเพื่อขยายธุรกิจยันต์แคล้วคลาดเพิ่ม เพราะตอนนี้ธุรกิจในเมืองของเขาเริ่มอิ่มตัวแล้ว
ขณะที่เขากำลังฮัมเพลงพร้อมกับเดินลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดีอยู่นั้น นายกเทศมนตรีจางก็ได้เปิดประตูเข้ามาพอดี
“พ่อครับ เย็นนี้เรามีขาหมูป่าด้วยล่ะครับ วันนี้ผมจะเข้าครัวทำอาหารเอง ผมได้เรียนรู้วิธีทำทุกอย่างมาแล้ว เลยคิดว่าจะลองทำดูสักหน่อย!” ขณะที่พูดนั้น จางเหว่ยก็ได้พับแขนเสื้อขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปในครัวทันที เพื่อพาตัวเองออกไปให้ห่างจากพ่อที่กำลังจะถามบางอย่างจากเขา
เมื่อนายกเทศมนตรีจางเห็นเช่นนั้น เขาก็ได้กลืนคำพูดต่างๆนานาของเขาลงไป ลืมมันไปเสียเถอะ ไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ในฐานะของพ่อ เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกชายอยู่ดี
อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าจวงและฟู่เซินก็ได้เดินมาถึงหลุมกับดักแล้ว ซึ่งตอนนี้จู่จื่อยังคงนั่งอยู่ที่ก้นหลุม เขาเงยขึ้นมาเห็นฟู่ต้าจวงพอดี
“พะ... พี่รอง ทำไมพี่ถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ?” จู่จื่อหมดสติไปทันทีที่เขาตกลงมายังหลุมพรางนี้ ซึ่งเขาเองก็เพิ่งตื่นเช่นกัน จึงดูมีท่าทีที่งุนงงอยู่เล็กน้อย และทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นฟู่ต้าจวงเข้าพอดี ทำให้หัวใจของจู่จื่อนั้นหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะความตกใจ
ความชอบธรรมอันน่าเกรงขามของฟู่ต้าจวงทำให้จู่จื่อรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัว
“นายยังมาที่นี่ได้เลย แล้วทำไมฉันถึงจะมาที่นี่บ้างไม่ได้? ว่าแต่นายเถอะ ลงไปอยู่ในนั้นทำไม?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไร
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยมาเดินเล่นบนภูเขา เลยเผลอพลัดตกลงมาในหลุมนี้ครับ” จู่จื่อไม่กล้าพูดว่าที่เขาตกลงมาในหลุมพรางแห่งนี้เป็นเพราะแอบสะกดรอยตามฟู่เซินและฟู่เยี่ยนมา
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนนายดีกว่า เดินเล่นชมทิวทัศน์ให้สนุกก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบ เขาก็หันหลังกลับและทำท่าจะเดินจากไป
“พี่... พี่รอง ผมยอมบอกความจริงก็ได้ แต่พี่ต้องช่วยดึงฉันขึ้นไปก่อนนะครับ” จู่จื่อมองดูสภาพของหลุมพรางนี้แล้ว และรู้ดีว่าเขาไม่สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างแน่นอน!
“โอ้? นี่นายยังมีความจริงที่ยังไม่ได้บอกกับฉันอีกอย่างนั้นเหรอ?”
“ผมแอบตามฟู่เซินและฟู่เยี่ยนมาที่นี่ จนพลัดตกลงมาในหลุมพรางอย่างที่พี่รองเห็นนี่แหละครับ” จู่จื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะสารภาพความจริงออกมา
ฟู่ต้าจวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้สร้างปัญหาใดให้กับเขา ก่อนจะยื่นมือลงไปและดึงเขาขึ้นมาโดยมีฟู่เซินช่วยอยู่ข้างๆ
“จู่จื่อ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไปเสียเถอะ ถือว่านายยังโชคดีนะที่ฉันสังเกตเห็นนายตั้งแต่แรก หากฉันไม่เห็นว่านายแอบตามมา นายคงจะได้ค้างคืนที่นี่คนเดียวแล้วล่ะ และที่นี่ในตอนกลางคืนก็น่ากลัวมากอีกด้วย ต่อไปก็อย่าเผลอวิ่งเข้ามาอีกล่ะ!”
“หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นกับนาย แม่ของนายจะต้องออกตามหานายจนไม่ยอมพักผ่อนอย่างแน่นอน ใช่หรือเปล่า?” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่จู่จื่อกลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามมหาศาลจากคำพูดของเขา
“ครับพี่รอง ผมจะไม่มาที่นี่อีก ขอตัวก่อนนะครับ” หลังจากที่พูดจบ จู่จื่อก็รีบวิ่งออกไปทันทีโดยไม่รอคำตอบใด
“อารองครับ อารองไม่น่าช่วยเขาเลย น่าจะปล่อยให้เขาอยู่ในหลุมพรางนั่นนานหน่อย เขาจะได้สำนึกกับสิ่งที่ตัวเองทำ!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความโกรธ
“เสี่ยวมู่ หากเขาต้องมาเจอกับสัตว์ร้ายตอนที่อยู่ในหลุมพราง เขาอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็อาจจะเสียชีวิตได้เลยนะ หลานจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้หรือเปล่า? แม้ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับผู้ชาย เราต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องถึงจะถูก เข้าใจที่อาพูดหรือเปล่า?” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับมองไปยังหลานชายของตัวเองด้วยสายตาจริงจัง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เซินก็รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาเล็กน้อย ใช่แล้ว บนภูเขาแห่งนี้มีสัตว์ป่าอยู่มากมาย ซึ่งแม้ว่าเขาจะเกลียดจู่จื่อมากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้อยากให้จู่จื่อเป็นอันตรายถึงชีวิตเช่นกัน
“เข้าใจแล้วครับ อารอง!” ฟู่เซินตอบกลับอารองของเขาไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง
หลังจากที่คุยกันเสร็จ สองอาหลานก็ได้รีบไปยังที่ที่พวกเขาได้ซ่อนเนื้อแกะเอาไว้ทันที และถือว่ายังโชคดีที่มันยังอยู่ตรงนั้น
ในคืนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมด โดยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงนั้นได้เรียกฟู่เยี่ยนออกไปข้างนอกเป็นการส่วนตัว ก่อนจะบอกถึงผลที่ตามมาของเหตุการณ์นี้ให้กับเธอฟัง ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าอารองจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อของเธอด้วย!
หลังจากที่ฟู่ต้าจวงพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ เพราะเธอเองก็รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดจริง
“ในเมื่อเธอได้เรียนรู้ทักษะบางอย่างที่พวกเราไม่สามารถเรียนรู้มันได้ ก็ควรที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอามันมากลั่นแกล้งคนอื่นแบบนี้ สำหรับคนอย่างจู่จื่อ การที่เธอทิ้งเขาเอาไว้ตามลำพังนั้นไม่ได้ต่างอะไรกับการเฝ้ามองดูเขาตายอย่างช้าๆเลย ซึ่งหากเขาตายไปจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าเธอได้ทำร้ายตัวเองไปด้วย เธอเข้าใจความจริงข้อนี้หรือเปล่า?”
คำสอนของฟู่ต้าจวงที่มีต่อฟู่เยี่ยนและฟู่เซินนั้นแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะฟู่เซินไม่ได้มีความสามารถพิเศษเหมือนกับเธอ ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เหตุผลเดียวกันได้
“อารองของลูกพูดถูกแล้ว ในเมื่อลูกเองก็ไม่อยากถูกคนอื่นทำร้าย ดังนั้นลูกก็ไม่ควรทำร้ายคนอื่นด้วยเช่นกัน!” ฟู่ต้าหย่งพูดเสริมขึ้นมา
ในคืนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
นับตั้งแต่ที่เธอมายังโลกนี้และค้นพบดินแดนต่างมิติ บางครั้งเธอเองก็ทำตัวเย่อหยิ่งไปบ้างเหมือนกัน ซึ่งจดหมายที่คุณย่าทิ้งเอาไว้ให้กับเธอก็ได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าควรทำอย่างไร เพราะบนโลกใบนี้ยังมีคนที่เก่งกว่าเธออยู่อีกมากมายนั่นเอง
ดังนั้น ในอนาคตเธอจะต้องวางตัวอย่างระมัดระวังให้มากขึ้นกว่านี้แล้ว เพราะท้ายที่สุด ตอนนี้เธอยังมีอะไรที่ต้องดูแลอีกมากมาย ซึ่งการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังคือทางออกที่ดีที่สุด
ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจได้ในทันที ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะทำตัวให้สมถะมากขึ้น หากไม่ใช่คนที่จางเหว่ยพามา หรือคนที่เธอรู้จัก เธอจะไม่เข้าไปยุ่งอย่างเด็ดขาด และเธอยังคิดว่าต้องบอกเรื่องนี้กับจางเหว่ยด้วยว่าต่อไปนี้เธอจะไม่เพิ่มจำนวนยันต์แคล้วคลาดอีกแล้ว
รวมไปถึงธุรกิจเหล้าของเธอด้วย เธอตั้งใจที่จะไม่เพิ่มปริมาณอีกแล้ว เธออยากจะใช้ชีวิตธรรมดาธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็น เธอไม่ได้อยากมีเงินเยอะไปมากกว่านี้อีกแล้ว จึงคิดว่าจะใช้เงินกำไรทีได้จากการทำธุรกิจร่วมกับจางเหว่ยมาเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวเท่านั้น
ตอนที่ 64 คิดถึง
ฟู่เยี่ยนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างสมถะ ตอนนี้ความสามารถที่เธอมียังถือว่าอ่อนแออยู่พอสมควร ดังนั้นเธอต้องเสริมความสามารถของตัวเองเสียก่อน มิเช่นนั้นเธอคงจะเป็นได้แค่เพียงคนที่ไร้ประโยชน์ที่หลงยุคมาเท่านั้น
ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างเห็นด้วยกับการตัดสินใจของฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน
“เสี่ยวฮั่ว หลังจากนี้แม่คงจะทำงานหนักไม่ได้สักพักเลยล่ะ โดยเฉพาะเรื่องทำเหล้า หากเราไม่ลดปริมาณเหล้าลงก่อน ก็คงต้องหาซื้อวัตถุดิบมาทำเหล้าแทนการออกไปหามันด้วยตัวเอง”
“แม่คะ หนูคิดว่าเรื่องนี้แม่กับพ่อควรเป็นคนตัดสินใจนะคะ หากแม่อยากทำเหล้าแบบไหน หนูกับพ่อจะไปหาซื้อวัตถุดิบมาให้แม่เอง”
“คุณคะ คุณยังจำเหล้าที่พี่สะใภ้ของฉันเอามาฝากครั้งก่อนได้หรือเปล่า? มันเรียกว่าอะไรไถๆนะคะ? ฉันคิดว่าฉันน่าจะทำเหล้าที่มีรสชาติดีกว่านั้นได้นะ” หวังซู่เหม่ยจำชื่อของมันไม่ได้
ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย แม่ของเธอกำลังพูดถึงเหล้าเหมาไถอยู่หรือเปล่า?
“เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะไปถามพี่สะใภ้ให้แล้วกันว่าชื่อของมันคืออะไร เพราะผมเองก็ลืมชื่อของมันไปแล้ว จำได้แค่ว่ามันมีรสชาติแตกต่างจากเหล้าของเรามากๆ มันทำมาจากเมล็ดพืชอะไรกันนะ?”
“มันคือเหล้าขาวใช่ไหม จะต้องทำมาจากข้าวฟ่างแน่นอน มิเช่นนั้นรสชาติของมันคงไม่เป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่ฉันคิดว่าข้าวฟ่างที่ใช้ทำจะต้องไม่เหมือนกับของเรา เพราะตอนที่ฉันดื่มมันเข้าไป มันมีรสชาติที่หวานมาก เอาไว้วันหลังฉันจะลองใช้ข้าวฟ่างทำดูบ้างดีกว่า มันอาจได้รสอร่อยก็ได้นะ!”
“อีกอย่างตอนนี้เราก็มีน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ? หากใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ มันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หวังซู่เหมยได้ลูบไปที่ริมฝีปากของตัวเอง
“แม่ แม่ดื่มเหล้าไม่ได้นะคะ!” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดแม่ของเธอเอาไว้ทันที
“อืม แม่ก็แค่คิดถึงรสชาติของมันเท่านั้นเอง เอาล่ะ ไปนอนกันได้แล้ว มันยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจะต้องมาดูแลแม่หรอกนะ!” หญิงตั้งครรภ์มักมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากกว่าคนปกติเป็นพิเศษอยู่แล้ว
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพ่อของเธอ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับเข้ามาในห้อง เธอก็พบว่าฟู่เหมี่ยวไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เดินออกไปยังลานหลังบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเห็นว่าฟู่เหมี่ยวกำลังนั่งดูโสมอยู่
หลังจากที่กลับเข้ามาในห้อง ฟู่เยี่ยนก็ได้ล้มตัวลงนอนบนเตียง เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าพี่ใหญ่ของเธอออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าเขาจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เป็นความผิดของเธอเองที่ขี้เกียจจนเกินไป มิเช่นนั้น หากเธอศึกษาทักษะของบรรพบุรุษให้เร็วกว่านี้ เธอคงจะได้สอนมันให้กับพี่ใหญ่ของเธออีกคน
แล้วไป๋โม่เฉินล่ะ เขาได้เข้าร่วมกับกองทัพด้วยหรือเปล่า? เธอกำลังสงสัยว่าเรื่องที่ดูยุ่งเหยิงในครอบครัวของเขานั้นได้รับการแก้ไขไปแล้วแล้วหรือยัง?
“ไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวจินจะเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่านะ?” หวังซูเหม่ยที่ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องโถงก็ได้คิดถึงลูกชายคนโตของเธอเช่นกัน
ในตอนนี้ ฟู่ต้าหย่งกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ถังเหล้าของเขาแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ทว่าหลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ เขาเองก็คิดถึงลูกชายคนโตขึ้นมา
“จริงสิ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะเขียนจดหมายกลับมาบ้างหรือเปล่า”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อก็กำลังคิดถึงครอบครัวของพวกเขาอยู่เช่นกัน
ทั้งสองได้ขึ้นรถไฟมาด้วยกัน ซึ่งตลอดการเดินทางนั้นก็ค่อนข้างราบรื่นเลยทีเดียว เมื่อมาถึง พวกเขาก็ได้ถูกพาตัวไปยังโรงพยาบาลทหารเพื่อตรวจร่างกายทันที ตอนนี้มีทหารเกณฑ์ทั้งหมด 200กว่านาย โดยมีเพียง 120นายเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ ก่อนที่ทุกคนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ
ซึ่งฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อได้รับมอบหมายให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และพวกเขายังเป็นคู่หูกันอีกด้วย
ส่วนเสื้อผ้านั้นจะถูกแจกจ่ายในวันที่สองหลังจากที่พวกเขามาถึง โดยช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หัวหน้าหน่วยแต่ละคนจะเริ่มสอนและแนะนำสิ่งต่างๆกับทหารที่เข้ามาใหม่ จากนั้นในวันที่สาม การฝึกอบรมที่จะใช้เวลาถึงสามเดือนก็ได้เริ่มขึ้น
ในกลุ่มของฟู่ซินนั้นจะเป็นกลุ่มที่พิเศษกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากพวกเขาทั้งหมดได้ผ่านการศึกษาในชั้นมัธยมปลายมาแล้ว และยังมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นนอกเหนือจากการฝึกความอดทนทางร่างกายตามปกติแล้ว พวกเขายังได้รับการอบรมหลักสูตรเทคนิคทางการทหารเพิ่มอีกด้วย
ดังนั้นฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อจึงได้ใช้ประโยชน์จากเวลาว่างเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะปิดไฟเข้านอนเขียนจดหมายส่งกลับไปที่บ้าน อันที่จริงแล้ว ทหารใหม่นั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับคนภายนอก แต่ตอนนี้กฎข้อนั้นได้รับการยกเว้นแล้ว และอนุญาตให้พวกเขาเขียนจดหมายถึงที่บ้านได้นั่นเอง
ฟู่ซินเขียนจดหมายด้วยความตั้งใจ โดยเขาได้ถามถึงความเป็นอยู่ของทุกคนที่บ้านว่าเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น และไม่ได้เขียนอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ซึ่งหลี่เทียนซื่อเองก็เขียนแบบนั้นเช่นกัน หลังจากนี้ พวกเขาก็แค่รอครอบครัวของพวกเขาทั้งสองติดต่อกลับมาเท่านั้น
ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้เขียนจดหมายถึงฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน โดยเนื้อความในจดหมายได้บอกว่า หลังจากที่เขากลับไปที่บ้าน เขาก็ได้พบกับเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่ระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลเหม่ยถึงสองครั้ง หลังจากนั้นเขาจึงไม่กลับไปที่บ้านอีกเลย แต่ตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ได้คลี่คลายลงไปแล้ว ทั้งยังบอกว่าเขาก็คิดถึงฟู่เยี่ยนอีกด้วย
ทางด้านปู่ของเขา เนื่องจากเขาต้องการที่เข้าร่วมกองทัพ และยังเป็นหน่วยรบพิเศษอีกด้วย แม้ว่าเขาจะไม่จำเป็นต้องเลือกเดินทางนี้ก็ตาม แต่ตามเงื่อนไขแล้ว ในฐานะที่เขาเป็นหลานชายของผู้ที่รับราชการทหารอยู่แล้ว เขาจึงสามารถเข้ารับราชการทหารได้เลย
“เสี่ยวเฉิน หลานจะทิ้งย่าเพื่อไปเป็นทหารจริงๆอย่างนั้นเหรอ? ทำไมกัน เป็นทหารมันดียังไง? ทั้งปู่และพ่อของหลานต่างก็เป็นทหารแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมหลานจะต้องเป็นอีกคนล่ะ? หากคิดว่าจะไปเป็นทหารเพื่อหนีปัญหาครอบครัว แบบนั้นมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอกนะ!” แม่เฒ่าเฉิน ย่าของไป๋โม่เฉินจับมือของหลานชายเอาไว้พร้อมกับเช็ดน้ำตาของเธอไปด้วย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ถึงกับพูดไม่ออก นี่เป็นทางเลือกเดียวที่เขาสามารถทำได้ หากเขาไม่มีอาชีพที่มั่นคงเป็นของตัวเอง ในอนาคตเขาคงจะไม่มีที่ยืนในครอบครัวอย่างแน่นอน!
ใช่แล้ว คำพูดเหล่านี้เขาไม่สามารถพูดกับคุณย่าได้ ท้ายที่สุดแล้วพ่อของเขาก็เป็นลูกชายของเธอ และน้องชายของเขาก็เป็นหลานชายของเธอด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าคุณย่าก็ค่อนข้างชอบน้องชายของเขาด้วยเช่นกัน
“นั่นเป็นเพราะลูกชายตัวดีของคุณเองไม่ใช่เหรอ? คุณกำลังคิดอะไรอยู่กัน! ไม่เห็นสิ่งที่เสี่ยวเฉินถูกกระทำบ้างเลยหรือ! เขาอยากจะให้เสี่ยวเฉินไปรับหน้าที่ในชนบทแทนไป๋โม่อัน! และให้ไป๋โม่อันไปเป็นทหารพื้นที่ที่สบายๆ ช่างน่าไม่อายเสียจริงๆ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!”
ไป่ซงเป็นคนเลือดร้อนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเขาโกรธ แม่เฒ่าเฉินจึงไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป เธอทำได้เพียงแค่แอบบีบมือของตัวเองเงียบๆเท่านั้น!
หลังจากที่พูกแบบนั้นออกไป ไป๋ซงก็ได้เรียกไป๋โม่เฉินไปที่ห้องหนังสือ ในช่วงปีแรกๆนั้นไป๋โม่เฉินไม่ได้รับการศึกษาใดๆเลย เขาได้รู้วิธีแค่ทักษะการต่อสู้เท่านั้น และเมื่อเขาโตขึ้น เขาจึงได้ค้นพบว่าตัวเองชอบเขียนอักษรด้วยพู่กัน และยังฝึกฝนมันด้วยตัวเองอีกด้วย
“หลานอยากเป็นทหารอย่างนั้นเหรอ? ทำไมถึงคิดแบบนั้นกันล่ะ? หลานต้องการที่จะหนีปัญหาหรือเปล่า หรือว่า...” ไป๋ซงปรายตามองไปยังไป๋โม่เฉินด้วยสายตาที่เฉียบคม
“คุณปู่ครับ ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอดว่าผมอยากจะเป็นทหาร ผมไม่ได้อยากเป็นทหารเพียงเพราะว่าไม่อยากอยู่กับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายหรอกนะครับ ดูจากการที่ผมอยากไปเข้าค่ายลูกเสือตอนอายุ15 ก็พอจะรู้แล้วนะครับ!”
“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมก็ไม่เคยกลัวและจะสู้ไม่ถอยอีกด้วย!” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นและทรงพลัง ซึ่งทำเอาไป๋ซงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
“อืม! ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษพ่อของหลานเลย มันยากมากสำหรับเขาที่ต้องทำตัวเป็นกลางแบบนี้ เสี่ยวเฉิน ในเมื่อตอนนี้หลานได้ตัดสินใจไปแล้วก็เดินหน้าทำสิ่งที่ฝันอย่างเต็มที่เถอะ! ปู่จะสนับสนุนหลานเอง อย่ากังวลเรื่องย่าเขาเลย”
“ขอบคุณครับ ผมจะไม่ทำให้คุณปู่ต้องเสียหน้าอย่างแน่นอนครับ!”
“ไปนอนเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยไปที่บ้านตาเพื่อบอกเรื่องนี้กับพวกเขา สำหรับเรื่องสร้อยข้อมือนั้น ก็เอามันไปด้วยนั่นแหละ จะได้บอกให้พวกเขารู้ด้วยว่าหลานชายของพวกเขาเจอกับอะไรมาบ้าง! ฮึ่ม! ช่างกล้ามากเลยนะเหม่ยชิง! กล้าดียังไงมาแย่งสิ่งที่แม่ของหลานทิ้งเอาไว้ให้หลานแบบนี้!”
“คุณปู่ครับ ผมไม่ได้อยากให้เรื่องมันใหญ่โตอะไรหรอกนะครับ ตอนนี้คุณปู่กับคุณย่าก็แก่มากแล้ว อย่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องแย่ๆพวกนี้มากนักเลย ผมคิดว่าพวกเราแค่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว!” เมื่อนึกถึงสร้อยข้อมือเส้นนั้นที่เกือบจะฆ่าเขา มือของไป๋โม่เฉินก็สั่นเทาขึ้นมาด้วยความเกลียดชัง
“แน่นอน เหม่ยชิงไม่สามารถทำรื่องนี้ได้เพียงลำพังหรอก เพราะไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ยังมีตระกูลชุยรวมไปถึงลุงของหลานก็อาจจะมีส่วนร่วมอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าหลานจะทำอะไรก็ตาม ก็จงทำให้เต็มที่ ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น แล้วที่เหลือปู่จะจัดการให้เอง!” ไป๋ซงเป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว และเขาก็ได้พูดตรงประเด็นอีกด้วย
“ใช่แล้วล่ะครับ ลุงของผมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน ตอนนี้ผมได้ขอให้คนแอบตรวจสอบตระกูลชุยแล้วล่ะครับ คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะได้ข้อมูลแล้ว เอาไว้หากได้ข้อมูลมาแล้ว ผมจะมาคุยเรื่องนี้กับคุณปู่อีกครั้ง ผมไม่มีวันยอมเรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ”
ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่มั่นใจ เขาไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆอย่างแน่นอน! ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องรับผิดชอบ และจะไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!
สำหรับทรัพย์สินทั้งหมดที่แม่ของเขาทิ้งเอาไว้ โดยธรรมชาติแล้วทุกอย่างจะต้องตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว แต่เดิมเขาก็ไม่ได้สนใจทรัพย์สินเหล่านั้น ทว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาจะไม่ยอมให้ใครเอามันไปทั้งนั้น! ยิ่งมีคนอยากได้มันมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากทำลายมันลงมากเท่านั้น!
ตอนที่ 65 ตัดขาดความสัมพันธ์
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้อ่านจดหมายของไป๋โม่เฉิน เธอก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ทำไมน้าและลุงของเขาถึงได้ทำเรื่องแบบนั้นได้กันนะ
ในตอนนั้น เมื่อไป๋โม่เฉินกลับบ้าน เขาก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านของคุณตาคุณยายอีกเลย จนกระทั่งเขาได้หลักฐานครบถ้วนแล้ว จึงได้ไปที่บ้านของตระกูลเหม่ย
เหม่ยมี่ถิง ตาของไป๋โม่เฉินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม เขาเน้นศึกษาอาคารโบราณเป็นหลัก ซึ่งตระกูลเหม่ยนั้นถือว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยทางตอนใต้เลยก็ว่าได้ บรรพบุรุษของพวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็ประกอบอาชีพที่มั่นคง ดังนั้นตระกูลของพวกเขาจึงเป็นตระกูลที่ร่ำรวย ด้วยเหตุนี้ชายชราแห่งตระกูลเหม่ยจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองเลย
เนื่องด้วยฐานะที่ร่ำรวย ผู้เฒ่าเหม่ยจึงได้บริจาคทรัพย์สินส่วนหนึ่งของตระกูลให้กับประเทศ ดังนั้นเขาจึงได้รับความคุ้มครองจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีไป๋ซงเป็นพ่อสามีของลูกสาวคนรองอีกด้วย จึงทำให้ธุรกิจของเขาได้รับการสนับสนุนมากยิ่งขึ้นไปอีก
ส่วนยายของไป๋โม่เฉินก็มาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายก็ตาม แต่หากตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าสถานะของพวกเขานั้นไม่ได้ธรรมดาเลย
ในรุ่นแม่ของไป๋โม่เฉิน ทั้งสองเฒ่ามีลูกสาวลูกชายสี่คน โดยมีเหม่ยเจ๋อเป็นพี่ชายคนโต เหม่ยหยูแม่ของไป่โม่เฉินเป็นลูกสาวคนที่สอง เหม่ยเหยี่ยนเป็นลูกชายคนที่สาม และเหม่ยชิงเป็นลูกสาวคนสุดท้อง
ซึ่งคนที่ทำเรื่องนี้ก็คือลุงเหม่ยเจ๋อ และน้าเหม่ยชิงนั้นเอง
แน่นอนว่าแรงจูงใจของลุงเหม่ยเจ๋อนั้นชัดเจนมาก เขาไม่ต้องการมอบทรัพย์สินต่างๆของตระกูลเหม่ยให้กับไป๋โม่เฉิน ทว่าไป๋โม่เฉินนั้นยังคงไม่เข้าใจแรงจูงใจของน้าเหม่ยชิงเลย ในตอนที่แม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าตอนนั้นไป๋โม่เฉินจะยังเด็กมากก็ตาม แต่เขาก็มักจะเห็นแม่พาน้าของเขามาเที่ยวเล่นอยู่ที่บ้านเสมอ
แม้ว่าจะมีหลักฐานที่พิสูจน์ถึงแรงจูงใจของน้าเหม่ยชิงแล้วก็ตาม แต่ไป๋โม่เฉินก็ยังอยากได้ยินจากปากของเธอเองมากกว่า
ซึ่งผู้เฒ่าเหม่ยเองก็รู้สึกเสียใจกับหลานชายคนโตของเขาที่ต้องสูญเสียแม่ไปตั้งแต่อายุยังน้อยเสมอมา ดังนั้นนอกเหนือจากสินสอดของเหม่ยหยูแล้ว เขาก็ยังได้มอบทรัพย์สินบางส่วนให้กับไป๋โม่เฉินอีกด้วย
เดิมทีสินสอดติดตัวของเหม่ยหยูนั้นก็มากมายอยู่แล้ว แม้ว่าตอนที่เธอแต่งงาน ตระกูลเหม่ยจะไม่ได้เรียกร้องสินสอดใดจากตระกูลไป๋เลยก็ตาม แต่ทางฝั่งพ่อแม่สามีของเธอก็ยกสินสอดให้เธอมากมาย ทว่าเมื่อเหม่ยชิงแต่งงาน สินสอดของเธอกลับเทียบไม่ได้กับของพี่สาวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไป๋โม่เฉินนำหลักฐานทั้งหมดมาวางต่อหน้าผู้เฒ่าเหม่ย เขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกสาวคนเล็กของเขาจะทำเรื่องแบบนี้ลงได้
เหม่ยชิงเป็นลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลเหม่ย ดังนั้นผู้เฒ่าเหม่ยและภรรยาจึงค่อนข้างเอาใจเธอเป็นพิเศษ รวมไปถึงเหล่าพี่ๆของเธอเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน จึงทำให้เหม่ยชิงเคยชินกับการได้รับการเอาใจจากทุกคน ต่อมาเธอได้แต่งงานและย้ายไปอยู่กับตระกูลชุย แม้ในตอนแรกเธอจะไม่สนใจเรื่องเงิน แต่ต่อมาเธอก็เริ่มรู้สึกเริ่มไม่พอใจต่อชีวิตหลังแต่งงานของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
ชุยหยวนเฟิงเป็นเพียงแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อยเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เหม่ยชิงต้องการ ในทางกลับกัน พี่เขยของเธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพแล้ว และด้วยความสัมพันธ์ของตระกูลไป๋ที่มีต่อกองทัพ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่สามีของเธอกลับยังคงย่ำอยู่ที่เดิม ด้วยความไม่พอใจของเหม่ยชิงบวกกับการยุยงของคนบางกลุ่ม จึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาในที่สุด
“ไป! ไปโทรศัพท์! และเรียกทุกคนให้มาที่นี่เดี๋ยวนี้! ฉันอยากรู้ว่าเธอต้องการอะไรกันแน่!” ผู้เฒ่าเหม่ยตะคอกออกมาด้วยความโกรธ โดยสั่งให้ภรรยาของเขาไปโทรเรียกลูกๆมาที่นี่
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่เฒ่าเหม่ยก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ว่าหลานชายของเธอก็ได้นำหลักฐานทั้งหมดมาวางเอาไว้ตรงหน้าแล้ว แม้ว่าเธอจะไม่อยากเชื่อก็ตาม แต่เธอก็เป็นคนที่มีเหตุผลมากพอ และการวางแผนพรากชีวิตของคนอื่นที่ลูกสาวคนเล็กของเธอได้ทำลงไปนั้น มันก็โหดเหี้ยมเกินกว่าที่มนุษย์จะทำอีกด้วย หากครั้งนี้เธอปกป้องลูกสาว มันคงจะไม่ต่างอะไรกับการที่เธอกำลังผลักตัวเองลงสู่ก้นเหวดำมืดเช่นกัน
หลังจากที่จัดการกับความวุ่นวายภายในใจของตัวเองลงได้แล้ว แม่เฒ่าเหม่ยก็ได้โทรเรียกลูกๆทุกคนของเธอให้มาที่นี่
เหม่ยเจ๋อเป็นเพียงพนักงานของโรงงานเหล็กในเมืองเท่านั้น และแม้ว่าเขาจะทำงานที่นี่มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งใดๆเลย ซึ่งขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ ก็ได้มีโทรศัพท์ถึงเขา
ส่วนเหม่ยเหยี่ยนได้รับการสืบทอดตำแหน่งมาจากผู้เฒ่าเหม่ย โดยเขาได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ในขณะที่เหม่ยชิงได้ทำงานในสำนักงานทางหลวงแห่งหนึ่ง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย แม้ในตอนแรกเหม่ยชิงจะปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ทำ แต่ไป๋โม่เฉินตามตัวคนที่ทำสร้อยข้อมือเส้นนั้นเจอแล้ว และยังพบว่าเขาก่ออาชญากรรมอื่นอีกด้วย ตอนนี้เขาคนนั้นถูกจับเข้าคุกแล้ว
“ฉันไม่ยอมหรอกนะ ทำไมพี่สาวของฉันถึงได้แต่งงานกับพี่เขยที่มีอนาคตสดใส แต่ฉันกลับได้แต่งงานกับเสมียนกระจอกๆแบบนั้น! อีกอย่างสินสอดของพี่รองก็มีเรือนสี่ประสานตั้งสองหลัง ส่วนฉันมันไม่ได้มีอะไรเลย!” เหม่ยชิงพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
เมื่อผู้เฒ่าเหม่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธจนสั่นไปทั้งตัว จนพูดอะไรไม่ออก ในขณะที่แม่เฒ่าเหม่ยก็ไม่มีคำจะพูดเช่นกัน
“ลืมไปแล้วเหรอว่าเธอเป็นคนเลือกสามีเอง! ครอบครัวของเราไม่ได้บังคับในเรื่องนี้เลย! ขนาดตอนนั้นพ่อกับแม่ไม่เห็นด้วย แต่ก็เป็นเธอเองไม่ใช่เหรอที่ยืนกรานว่าจะแต่งงานกับเขา! แล้วพี่รองไปเกี่ยวอะไรด้วยกันล่ะ?”
“ส่วนเรื่องสินสอดพวกนั้น หากพี่รองไม่ได้แต่งงานกับพี่เขยรอง และพ่อของเราไม่ได้บริจาคทรัพย์สินของครอบครัวให้กับประเทศ คิดว่าตอนนี้ตัวของเธอจะได้ทำงานดีๆในเมืองหลวงแบบนี้หรือเปล่า? แล้วชุยหยวนเฟิงสามีของเธอจะมีชีวิตที่ดีถึงขนาดนี้ได้ไหม?”
เหม่ยเหยี่ยนพูดออกไปด้วยความโกรธ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าน้องสาวของเขาจะทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ได้!
“น้องสาม น้องเล็กอาจจะถูกหลอกก็ได้ อย่าพูดอย่างนั้นเลย” เหม่ยเจ๋อรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเหม่ยเหยี่ยน
“ถูกหลอกอย่างนั้นเหรอ ใครจะหลอกเธอได้ เงินต่างหากล่ะที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้!” เหม่ยเหยี่ยนมองไปยังพี่ใหญ่ของเขา และเข้าใจได้ทันทีว่าพี่ใหญ่ก็มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน!
“คุณตาครับ เนื่องจากปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะสินสอดที่แม่ของผมได้รับ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะเอาโฉนดนั่นมาให้คุณตาก็แล้วกัน ผมไม่อยากได้มันแล้ว ผมจะคืนมันให้กับคุณตาทั้งหมดครับ”
ไป๋โม่เฉินพูดออกไปตามตรง ในเมื่อมีแต่คนที่อยากได้มัน ถ้าอย่างนั้นก็เอามันไปเลย เขาไม่อยากได้เงินร้อนพวกนี้อยู่แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหม่ยชิงก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองไป๋โม่เฉินด้วยความตกใจ
ทว่าผู้เฒ่าเหม่ยและแม่เฒ่าเหม่ยนั้นไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย
“นายแน่ใจแล้วอย่างนั้นเหรอว่าอยากจะคืนสินสอดของแม่นายทั้งหมด?” เหม่ยเจ๋อเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ เพราะสินสอดพวกนั้นเป็นเงินก้อนใหญ่มาก ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่คิดทำแบบนี้แน่นอน
“แน่ใจครับ แแต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องการจะทำร้ายผม ผมจะไม่ปล่อยให้คนๆนั้นลอยนวลอย่างแน่นอน และผมก็เชื่อด้วยว่าตระกูลไป๋จะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเหมือนกัน!” ไป๋โม่เฉินมองไปยังเหม่ยเจ๋อ พร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารของเขาออกมาอย่างจงใจ
“นี่นาย! นาย…..นายไม่คิดถึงหน้าแม่ตัวเองบ้างหรือ?” เหม่ยเจ๋อพูดออกมาด้วยความตกใจ
“แม่ของผมจากผมไปตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะผมโชคดี ป่านนี้ผมคงได้ตายตามแม่ไปแล้วเหมือนกัน! ฉะนั้นลุงอย่ามาพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวกับผมเลย!” ขณะที่พูดนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้แผ่จิตสังหารออกมารุนแรงมากกว่าเดิม
“พ่อครับ ทำไมพ่อไม่พูดอะไรบ้างล่ะ? หรือพ่อยังคิดจะปกป้องลูกสาวสุดที่รักของตัวเองอยู่?” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหม่ยเหยี่ยนก็ได้สาปแช่งเหม่ยชิงและเหม่ยเจ๋ออยู่ในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ต้องให้ทั้งสองรับผลที่ตัวเองก่อ หากตระกูลไป๋ตัดขาดกับพวกเขาขึ้นมาจริงๆ ทั้งสองคนจะต้องจบเห่แน่นอน
“เหม่ยเหยี่ยน ไปเชิญผู้อาวุโสของตระกูลมาเป็นพยาน แล้วพาผู้หญิงอกตัญญูและน่ารังเกียจคนนี้ออกไปจากที่นี่ด้วย! ต่อจากนี้ไปฉันไม่มีลูกสาวแบบแก พรุ่งนี้ฉันจะไปที่โรงพิมพ์แล้วสั่งให้หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ว่าเหม่ยชิงกับฉัน เราไม่ได้เป็นพ่อลูกกันอีกต่อไปแล้ว!” หลังจากผู้เฒ่าเหม่ยพูดจบ เขาก็อ่อนแรงราวกับว่าพลังงานทั้งหมดหายไปชั่วขณะหนึ่ง
“พ่อคะ อย่า อย่าไล่หนูเลยนะคะ! หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ! เสิ่นหยูหลอกให้หนูทำ เธอบอกว่าหากเสี่ยวเฉินเป็นอะไรไป สินสอดของพี่รองก็จะตกเป็นของหนู และหลังจากนั้น ชีวิตของหนูก็จะดีขึ้น หนูไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้นจริงๆนะคะ”
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ พี่ใหญ่เป็นคนหาคนทำสร้อยข้อมือมาไม่ใช่หรือ? มันไม่ใช่ความคิดของฉัน!”
“เสี่ยวเฉิน เสี่ยวเฉิน เห็นแก่น้าสักครั้งเถอะ ได้โปรดช่วยพูดอะไรกับคุณตาหน่อยได้ไหม! หากคุณตาไล่น้าออกจากบ้าน ตระกูลชุยก็คงจะทอดทิ้งน้าไปอีกคนแน่ๆ!”
เหม่ยชิงร้องขอความเมตตาออกมาอย่างสิ้นหวัง จนถึงขั้นเอ่ยถึงชื่อเหม่ยเจ๋อและเสิ่นหยูออกมาแล้ว
เมื่อผู้เฒ่าเหม่ยได้ยินว่าลูกชายคนโตของเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขาก็กลั้นลมหายใจของตัวเองจนหน้าแดงหน้าดำ กระทั่งถูกพาตัวไปส่งโรงพยาบาล
ส่วนไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเหม่ยอีกต่อไป เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อไปนี้นอกจากน้าสามและคุณยายที่ยังถือว่ามีความยุติธรรมอยู่บ้าง เขาจะไม่ไปมาหาสู่กับคนตระกูลเหม่ยอีกแล้ว
จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยมาถึงวันที่ไป๋โม่เฉินจะต้องไปรายงานตัวกับกองทัพ ผู้เฒ่าเหม่ยก็ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เขายอมทอดทิ้งหลานชายเพื่อช่วยเหลือลูกสาว เรื่องนี้ทำให้ไป๋ซงรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก กล้าดีอย่างไรถึงไม่รักษาสัญญาที่ให้เอาไว้กับหลานชายของเขาแบบนี้!
และชั่วพริบตาเดียวนี้เอง ทุกคนในตระกูลเหม่ย ยกเว้นเหม่ยเหยี่ยนก็ได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ เสิ่นหยูเองก็ถูกไป๋ซ่งจัดการจนแทบจะตรอมใจ เพราะตอนนี้ลูกชายของเธอก็ได้ถูกชายชราส่งตัวไปประจำการในเขตทุรกันดาร ทั้งยังถูกหัวหน้าที่นั่นกลั่นแกล้งและทุบตีอยู่เป็นประจำด้วย
ทางด้านไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกแล้ว ส่วนสินสอดที่เป็นของแม่เขาทั้งหมดนั้น เขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันตกไปเป็นของคนอื่นอย่างแน่นอน!
จบตอน
Comments
Post a Comment