ตอนที่ 611: ทิศใต้ของมณฑลเจียงซี
เมื่อพวกเขาลงจากรถไฟก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนทั่วไปเลิกงานพอดี ตอนนี้พวกเขาต้องไปหาหูจินและฉางหยู่เซิงก่อน แล้วค่อยวางแผนกันอีกครั้ง
“เราจะไปที่สำนักงานหรือไปที่บ้านของหูจินและฉางหยู่เซิงดีล่ะ ?” แม้ว่าลุงหลิวจะอาวุโสเยอะที่สุด แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงเป็นผู้นำในภารกิจนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องขอคำแนะนําจากเธอ
“เราตรงไปที่บ้านของพวกเขาทั้งสองคนเลยดีกว่าค่ะ หนูรู้ที่อยู่ของพวกเขาและมีแผนที่แล้ว หากหาไม่เจอก็ค่อยถามคนที่สัญจรไปมาแถวนั้นก็แล้วกัน”
นั่นถือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว ! เนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้แค่ตรงไปที่บ้านของทั้งสองคนก่อนเท่านั้น
หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างหูจินและฉางหยู่เซิงได้พัฒนาขึ้นแล้ว ทั้งสองก็ได้ซื้อบ้านหลังเล็กๆที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน แม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเมือง แต่คาดว่าหลังจากที่แบ่งเขตให้เป็นใจกลางของเมืองแล้ว บ้านหลังนี้อาจจะต้องถูกรื้อถอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อคำนวณดูแล้ว มันก็ยังคงคุ้มค่าอยู่ดี
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งสองคนเนื่องจากเรื่องการซื้อบ้าน จึงได้ไปจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดงานแต่งงาน
ด้วยวิธีนี้ การที่ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกันจึงไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาเลย และยังถือได้ว่าสิ่งนี้เป็นคำอธิบายให้กับครอบครัวของทั้งสองฝ่ายได้อีกด้วย ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงอาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างสะดวกสบาย
การที่ต้องมาประจำอยู่สาขารอบนอกแบบนี้ ต้องเช่าห้องพักถือเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นหูจินและฉางหยู่เซิงจึงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และตัดสินใจว่าการซื้อบ้านก่อนคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ฟู่เยี่ยนหยิบแผนที่ขึ้นมา ก่อนที่หลายคนจะเข้ามาดูและกำหนดสถานที่ จากนั้นพวกเขาก็ได้เริ่มออกเดินไปที่บ้านหลังนั้น หลังจากที่เดินมานานกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็พบที่อยู่ที่หูจินให้ไว้แล้ว
เมื่อมาถึง ทั้งสามคนก็ได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะมองไปที่ประตูเพื่อดูว่ามันถูกล็อคอยู่หรือไม่ มีใครกลับมาที่บ้านแล้วหรือยัง
ในเวลานี้ หูจินและฉางหยู่เซิงเลิกงานแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้าน ซึ่งตามปกตินั้น ทั้งสองคนจะแวะไปซื้อผักที่ตลาดก่อน ด้วยความที่ทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคเหนือ จึงไม่ค่อยคุ้นชินกับอาหารการกินของที่นี่สักเท่าไหร่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำกับข้าวกินเอง
แต่สิ่งที่ดีในการมาอยู่ที่นี่ก็คือ ที่นี่มีผักสดหลากหลายกว่าในบ้านเกิดของพวกเขา ในฤดูกาลนี้ ที่บ้านเกิดของเธอมีเพียงแค่กะหล่ำปลี มันฝรั่ง และหัวไชเท้าเท่านั้น ไม่ได้มีผักใบเขียวให้กินเหมือนที่นี่
“เสี่ยวจิน วันนี้เธออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ? เราทำบะหมี่ผัดกันดีไหม ? มันทำง่ายและใช้เวลาทำไม่นานอีกด้วย” หลังจากที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน ฉางหยู่เซิงก็ได้กลายเป็นพ่อครัวหลักของบ้านไปเสียแล้ว
นี่เป็นเพราะหูจินทำอาหารไม่ค่อยเก่ง หากให้เธอทำอาหาร ห้องครัวก็จะกลายเป็นเหมือนสนามรบในทันที เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉางหยู่เซิงจึงต้องเป็นคนทำแทนไปโดยปริยาย
“อืม กินบะหมี่ผัดก็ได้ แต่ฉันคิดว่าหากเราใส่ผักใบเขียวลงไปด้วยน่าจะดีนะ” เนื่องจากตอนเด็ก เธอเติบโตมาในภาคเหนือที่ไม่ค่อนมีผักใบเขียวเท่าไหร่นัก ดังนั้นเธอจึงชอบเวลาที่ได้เห็นผักสีเขียวอยู่ในเมนูอาหาร
“ไม่มีปัญหา วันนี้เราทำบะหมี่ผัดไก่ เรามีไก่ตุ๋นครึ่งตัวที่เหลือจากเมื่อวานนี้อยู่ในหม้อด้วยนี่นา”
ทั้งสองพูดคุยกันขณะที่กำลังซื้อผักในตลาด พวกเขาหยอกล้อกันด้วยเสียงหัวเราะที่มีมีชีวิตชีวาไม่ต่างไปจากคู่รักหนุ่มสาวทั่วไปเลย
ทันทีที่พวกเขาเดินมาถึงหน้าซอย หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้ชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ที่ประตูหน้าบ้านของพวกเขามีคนแปลกหน้าสี่คนยืนอยู่ ทำไมคนพวกนั้นถึงได้มายืนอยู่ที่นั่นกันล่ะ ? ทั้งสองเริ่มระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที ก่อนจะหันมามองหน้ากันแล้วเดินเข้าไป
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินเข้ามา ทุกคนจึงได้หันกลับไปมอง ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเห็นทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมกับถือผักมากมายอยู่ในมือ เธอก็หัวเราะออกมา นั่นคือมื้อเย็นของพวกเขาสินะ
“น้องสาว เธอกับน้องเขยเพิ่งกลับบ้านอย่างนั้นเหรอ ? พ่อกับพี่ๆทั้งสามมารอเธอตั้งนานแล้ว” ฟู่เยี่ยนมองไปที่หูจินพร้อมกับขยิบตาให้
หูจินตกตะลึงไปชั่วขณะ เธอมองดูท่าทางของทั้งสี่คน จนแทบจะกลั้นขำไม่ไหว แต่สุดท้ายก็กลืนลงไป ในเมื่อพวกเขามาในสภาพแบบนี้ นั่นหมายความว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ
“พ่อ ! พี่ใหญ่ ! ทำไมถึงไม่บอกหนูก่อนล่ะคะว่าจะมาหา ที่รัก รีบไปเปิดประตูเร็วเข้า จะได้ให้ทุกคนไปพัก เดินทางมาคงจะเหนื่อยน่าดูเลยใช่ไหม ? ทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะ หนูจะได้ไปรับ !” หูจินรีบทักทายทุกคนทันที ก่อนจะหันไปมองฉางหยู่เซิงและขอให้เขารีบไปเปิดประตู
ฉางหยู่เซิงเองก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งเช่นกัน เขาคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าครอบครัวของหูจินมีญาติตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ทว่าเมื่อเห็นหูจินขยิบตาให้ แม้ว่าเขาจะยังคิดอะไรไม่ออก แต่ก็ยังคงเดินไปเปิดประตูอย่างเชื่อฟัง
ตอนนี้ทุกคนในซอยต่างก็รู้แล้วว่าญาติของเสี่ยวหูและเสี่ยวเซิงมาเยี่ยม ซึ่งดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพ่อและพี่ชายของเสี่ยวหูนั่นเอง
หลังจากที่เข้าไปข้างใน หูจินก็ได้ปิดประตูบ้านอย่างแน่นหนา และทั้งสี่คนก็ได้ไปนั่งพัก ไม่นานนัก ฉางหยู่เซิงก็รู้แล้วว่าคนเหล่านี้คือใคร เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทุกคนยอมแต่งตัวแบบนี้เลยหรือ ?
“เอ่อ...... หัวหน้า ทำไมถึงได้ยอมทำตามพวกเขากันล่ะครับ” ฉางหยู่เซิงรีบไปชงชา ก่อนจะยื่นมันให้กับลุงหลิว
“เด็กคนนี้ ! นายไม่รู้สถานการณ์ของพวกเราหรอก ! ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานี้ มีคนไม่น้อยเลยที่กำลังจับตาดูพวกเราอยู่ จะให้พวกเราเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีการปลอมตัวปิดบังสายตาเลยได้อย่างไร ? แค่รับมือก็ทำให้พวกเราวุ่นวายจนแทบทนไม่ไหวแล้ว แบบนั้นเราจะไปมีแรงทำภารกิจหลักได้อย่างไร”
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเลือกที่จะไม่ไปหาพวกนายสองคนที่สำนักงานอย่างไรล่ะ” ลุงหลิวพูดพร้อมกับถอดเสื้อคลุมและหมวกออก ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกสบายตัวขึ้นมาก
“อย่างที่เราได้รายงานกลับไป สถานการณ์ในสถานที่แห่งนี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก ก่อนที่เราจะมาตั้งสาขาอยู่ที่นี่ ผมไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลที่มีทักษะด้านอภิปรัชญาอยู่ในท้องถิ่นนี้เลย แต่หลังจากที่เราสองคนมาที่นี่ได้ไม่นาน ก็พบว่าที่นี่มีตระกูลหลิวอยู่ ซึ่งชาวลัทธิเต๋าทางตอนใต้ของเจียงซีต่างก็ให้ความเคารพตระกูลหลิวเป็นอย่างมาก”
“ทันทีที่เรามาถึง เสี่ยวจินก็เริ่มเคลื่อนไหว และสามารถจัดการกับลูกชายคนโตของตระกูลหลิวลงได้ ตอนนั้นผมรู้สึกตกใจมาก จากนั้นเราก็ไม่ยอมให้ตระกูลหลิวเข้าร่วมแผนกย่อยของเราอีกเลย”
“ถึงแม้เราทั้งสองคนจะเป็นตำแหน่งรอง แต่เรื่องงานประจำเราทั้งคู่เป็นคนจัดการทั้งหมด แต่ตระกูลหลิวก็ไม่ได้นิ่งเฉย ทำให้เราปวดหัวไม่ใช่น้อย” พอพูดจบ ฉางหยูเซิงก็ถอนหายใจออกมา ทำอะไรก็ไม่ง่ายเลย !
“มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอ ? ฉันเองก็พอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลหลิวอยู่บ้าง ตอนที่เราก่อตั้งสาขาย่อยที่นี่ ตระกูลหลิวก็มาด้วยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ? แต่ครอบครัวของพวกเขามีเด็กที่โดดเด่นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และพวกเขาก็ไม่ตรงตามเกณฑ์การคัดเลือกของเราอีกด้วย”
ลุงหลิวทราบถึงสถานการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างดี
“ไม่ว่าตระกูลหลิวกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ก็ตาม ลูกชายคนโตของตระกูลหลิวก็ไม่มีทางสู้ฉันได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่เพียงจากไปอย่างสิ้นหวังเท่านั้น ตอนนี้ฉันได้คัดเลือกคนเข้ามาช่วยงานในสาขาย่อยได้แล้ว แม้ว่าในสายตาของตระกูลหลิว เขาจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเสมอ” หูจินพูดอย่างไม่ยี่หระ
หลังจากอยู่กินกับฉางหยู่เซิงฉันท์สามีภรรยา อารมณ์ของหูจินก็ดูร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นคนเงียบขรึมมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครเห็นท่าทีแบบนี้ของเธอมาก่อนเลย
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวฉาง ดูจากบุคลิกของเสี่ยวหูตอนนี้ ฉันก็พอจะเดาได้แล้วว่าพวกนายทั้งสองคนเข้ากันได้ดีมากจริงๆ” ลุงหลิวพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา หากไม่ใช่เพราะฉางหยู่เซิงรักและเอาใจเธอ หูจินจะเป็นแบบนี้ได้อย่างนั้นหรือ ?
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ทั้งสองคนช่างเข้ากันได้ดีมากจริงๆ ทำให้ตอนนี้ใบหน้าของฉางหยู่เซิงก็ดูมีความสุขขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“อย่ามาล้อเลียนกันแบบนี้เลยค่ะ ฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีกับหัวหน้าที่ได้ลูกชายฝาแฝดเลย ฟู่เยี่ยนก็ด้วย ฉันไม่ได้ไปร่วมงานแต่งงานของเธอ จริงสิ ฉันมีของขวัญให้เธอด้วยนะ ฉันจะไปหยิบมันออกมาเดี๋ยวนี้แหละ รอสักครู่นะ”
แม้ว่าหูจินจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เธอก็ยังคงติดต่อกับทุกคนอยู่เสมอ ดังนั้นเธอจึงรู้ถึงความเคลื่อนไหวของทุกคนดี
“อืม ฉันจะรอก็แล้วกัน ว่าแต่ที่บ้านของเธอมีอะไรกินหรือเปล่า ? หลังจากที่เดินทางมาเหนื่อยๆ ทุกคนคงจะเริ่มหิวกันแล้ว” ฟู่เยี่ยนเบี่ยงเบนหัวข้อนี้ไปทันที เพื่อที่จะแยกเรื่องส่วนตัวออกไปก่อน
“ทุกคนนั่งพูดคุยกันไปก่อนเถอะ ฉันจะไปทำกับข้าวเอง วันนี้ฉันอยากให้ทุกคนได้ลองชิมบะหมี่ผัดฝีมือของฉันดูหน่อย” ทันทีที่พูดจบ ฉางหยู่เซิงก็ได้ลุกขึ้นและเดินเข้าไปในครัว
“ไม่เลวเลยนี่ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่หูจิน ซึ่งหูจินไม่ได้พูดอะไร และทำได้เพียงแค่ยิ้มออกมาเท่านั้น
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะซื้อบ้านหลังเล็กๆ แต่ก็มีห้องนอนเพียงพอ โดยมู่อี้อัน ลุงหลิวและเยี่ยนโหลวจะพักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นพักอยู่อีกห้องคนเดียว
ตอนเย็น ฟู่เยี่ยนกับพวกก็เอาของกินที่แต่ละคนพกมาด้วยออกมา ทุกคนร่วมกันกินดื่มอย่างสนุกสนาน ราวกับย้อนกลับไปยังวันวานที่พวกเขาเคยออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่ด้วยกันอีกครั้ง
เมื่อเห็นกระเป๋าเฉียนคุนของทั้งสามคน หูจินและฉางหยู่เซิงก็อยากได้มันเช่นกัน
หลังจากที่กินเสร็จ ก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องหารือกันเรื่องภารกิจแล้ว ทุกคนจึงเปลี่ยนท่าทีมาดูจริงจังขึ้นมาทันที
ตอนที่ 612: ตกลงเรื่องการแต่งงาน
ฟู่เยี่ยนบอกกับทุกคนว่าภารกิจนี้จะต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนถึงวันตรุษจีน เธอต้องซ่อมแซมและฟื้นฟูชีพจรมังกรทางตอนใต้ของจีนที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อนให้สำเร็จ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ยากมาก เพราะมีทั้งปัญหาภายในและภายนอกรอเธออยู่มากมาย
“ช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เมื่อมีเวลาว่างพวกเราสองคนก็จะออกไปสำรวจเทือกเขาใกล้เคียงทั้งหมด ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้เผยพิรุธใดออกไป ดังนั้นแค่ทำตามแผนที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
หูจินและฉางหยู่เซิงเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ว่างเท่าไหร่นัก ดังนั้นในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา หากว่างเว้นจากการดูแลเรื่องต่างๆในสำนักงานแล้ว พวกเขาก็มักจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ชวนกันไปปีนเขา
“ฉันก็รู้ว่าเธอมีแผนในใจอยู่แล้ว แบบนี้ยิ่งดีใหญ่เลย ตอนนี้เวลาเราไม่พอ ต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ ส่วนสำคัญอยู่ที่ฝั่งเจียงไห่ ถึงตอนนั้นพวกเราต้องไปที่นั่นกันหมด”
“พรุ่งนี้เราจะพักผ่อนกันก่อน พวกเราจะอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหน ส่วนเธอสองคนก็ออกไปทำงานตามปกติ จัดการมอบหมายงานในคนในสำนักงานให้เรียบร้อย ให้บอกกับพวกเขาไปว่าพวกเธอต้องกลับบ้านไปจัดการเรื่องงานแต่งงาน โดยได้ขอลาพักร้อนแล้ว และจะกลับมาหลังจากจัดการธุระเสร็จ”
“เมื่อเธอไปถึงสำนักงานในวันพรุ่งนี้ ให้โทรหาผู้อำนวยการหลี่และบอกเขาว่าพวกเรามาถึงแล้ว ส่วนที่เหลือเขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรต่อไป”
“หลังจากที่พวกเธอสองคนกลับมาที่บ้าน เราจะพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดของภารกิจกันอีกครั้ง และออกเดินทางในวันถัดไปทันที” ฟู่เยี่ยนสั่งการโดยเริ่มจากพวกเขาสองคน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เธอได้ตกลงกับผู้อำนวยการหลี่เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ได้เลย ฉันเข้าใจแล้ว เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ นั่งรถไฟนานๆคงจะเหนื่อยมากแล้ว” หูจินพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง
“พรุ่งนี้เรายังมีเวลาอีกเยอะ ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตอนนี้ แยกย้ายกันไปนอนพักกันเถอะ” ลุงหลิวพูดสั้นๆ
จากนั้น พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปอาบน้ำและกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง ฟู่เยี่ยนทำทีว่าไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนจะกลับเข้าไปในห้อง ด้วยความที่เธอพักอยู่คนเดียว เธอจึงล็อคประตูและปิดไฟภายในห้อง ก่อนจะเข้าไปในดินแดนต่างมิติ
จนถึงตอนนี้เสี่ยวเฮยยังคงหลับใหลอยู่ มันยังจำศีลอยู่บนศิลาสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่เดิม ฟู่เยี่ยนมองไปที่มันก่อนจะเอื้อมมือไปคลำตำแหน่งหัวใจของมันช้าๆ และพบว่าหัวใจของมันยังคงเต้นอยู่ เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงได้รีบวิ่งไปที่บ้านบนภูเขาเพื่ออาบน้ำ และหลังจากที่แช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้กลับออกมา
คืนนี้เธอยังต้องรีบวาดยันต์เพิ่ม ตอนที่ลงจากรถไฟ เธอก็รู้สึกถึงบางอย่างขึ้นมาในใจ เธอเดาว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องนําบางอย่างมาให้เธออย่างแน่นอน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้เม้มริมฝีปากของเธอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นพรหรือคำสาปก็ตาม เธอจะต้องผ่านมันไปให้ได้ ! เธอเชื่อว่าตัวเองสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างแน่นอน และนี่ก็คือความมั่นใจทั้งหมดของเธอ !
หลังจากที่วาดยันต์เสร็จ เธอก็ได้หยิบแผนที่ทางตอนใต้ของจีนขึ้นมาศึกษา ก่อนจะพบว่าที่นี่มีชีพจรมังกรเพียงสามเส้นเท่านั้นที่พวกเธอต้องจัดการ
โดยชีพจรมังกรทั้งสามเส้นนี้อยู่บนภูเขาที่เธอไม่รู้จักทั้งหมด ส่วนภูเขาที่มีชื่อเสียงบางแห่งนั้นกลับไม่มีชีพจรมังกรอยู่เลย ตัวอย่างเช่น ภูเขาหลูซาน ที่นั่นไม่มีชีพจรมังกรอยู่เลยสักนิด แต่กลับมีการไหลเวียนของอากาศดีกว่าที่อื่นมาก
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชีพจรมังกรบนพื้นที่ภูเขาเอ๋อเหมย ฟู่เยี่ยนและคนอื่นเคยไปสำรวจที่นั่นมาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้แตะต้องอะไร เพราะรู้สึกว่าชีพจรมังกรนี้มีบางอย่างผิดปกติ ราวกับว่ามันปนเปื้อนด้วยพลังอาฆาตหรือความชั่วร้ายบางอย่าง
หูจินเพิ่งบอกกับเธอเมื่อครู่นี้นี่เอง และฉางหยู่เซิงก็ได้พบว่ามีคนสร้างค่ายกลขึ้นมาเพื่อดูดกลืนพลังปราณของชีพจรมังกรอีกด้วย ค่ายกลนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายมาก ! ทั้งคู่จึงทำอะไรไม่ได้
ฟู่เยี่ยนดูแผนที่แล้ว และพบว่าตำแหน่งของค่ายกลนี้อยู่ห่างจากเทือกเขาเอ๋อเหมยเพียงหนึ่งลี้เท่านั้น บางทีชีพจรมังกรอาจจะได้รับผลกระทบจากค่ายกลชั่วร้ายนี้ก็เป็นได้
แต่เธอยังจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีพจรมังกรค่อยๆสลายตัวไปอย่างช้าๆก็เป็นได้
ครั้งนี้ชีพจรมังกรอาจจะถูกทำลายลงไปแบบถอนรากถอนโคน หากต้องการจัดการกับค่ายกลชั่วร้ายนี้ จำเป็นต้องค้นหาก่อนว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา เพื่อจะได้รู้วิธีจัดการกับมัน
สำหรับตระกูลหลิวที่ฉางหยู่เซิงพูดถึงนั้น ฟู่เยี่ยนมีลางสังหรณ์ว่าพวกเขาไม่ใช่คนดี และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังแอบทำเรื่องบางอย่างที่ไม่ดีอยู่ด้วย !
เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เซ็นสัญญา ตระกูลหลิวก็ส่งคนมาด้วย สิทธิพิเศษต่างๆที่ทางหน่วยงานมอบให้นั้นล้วนมาจากการที่ตระกูลหลิวตรวจสอบความผิดปกติต่างๆในเขตพื้นที่ของพวกเขาแล้วถึงจะได้รับการอนุมัติ
หลังจากที่หูจินและฉางหยู่เซิงมาที่นี่ได้ครึ่งปี พวกเขาถึงได้ค้นพบค่ายกลเจ้าปัญหานี้
แน่นอน ตระกูลหลิวปักหลักอยู่ในพื้นที่นี้มานานถึงร้อยปีแล้ว เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนไม่เคยหลุดรอดสายตาของพวกเขาไปได้ แล้วคนแบบไหนกันที่จะสามารถวางค่ายกลขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ต่อหน้าต่อตาพวกเขาโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ ?
ถ้าไม่อย่างนั้นก็แปลว่าพวกตระกูลหลิวทั้งหมดเป็นพวกโง่เง่าสิ้นดี หรือไม่ก็เป็นเพราะพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับอาชญากรอย่างแน่นอน ไม่มีความเป็นไปได้อื่นอีกแล้ว
ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนได้วางแผนว่าจะเริ่มจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และค่อยๆกระจายไปทั่วประเทศ หากชีพจรมังกรทั้งหมดของที่นี่ได้รับการฟื้นฟูสำเร็จ ก็จะมีการสร้างพลังปราณขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพลังปราณถูกสร้างขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะส่งผลต่อชีพจรมังกรในสถานที่อื่นต่อไป
แต่ตอนนี้ ต้องรอจนกว่าการซ่อมแซมส่วนอื่นสำเร็จก่อน ถึงจะสามารถย้ายไปซ่อมแซมในส่วนที่อยู่ทางเจียงไห่ได้ ส่วนชีพจรมังกรที่เทือกเขาคุนหลุนนั้นเป็นจุดที่สำคัญที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นเธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ จะล้มเหลวไม่ได้อย่างเด็ดขาด
สำหรับคนที่กำลังจับตามองดูความเคลื่อนไหวของเธออยู่นั้น เธอจะทำให้พวกเขาเห็นเอง แม้ว่าคนเหล่านั้นจะพยายามสร้างปัญหาก็ตาม แต่จะไม่มีอะไรมาหยุดพวกเธอได้อย่างแน่นอน !
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็มีแผนในใจ แต่เธอรู้ดีว่าความรีบร้อนจะทำให้ทุกอย่างพัง จึงต้องค่อยๆดำเนินการไปอย่างมั่นคงและรอบคอบ เพื่อให้เรื่องทุกอย่างเสร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบ
กว่าจะเรียบเรียงแผนการและปัญหาทั้งหมดเสร็จก็ดึกมากแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติและไปนอนที่เตียง ในตอนนี้เธอรู้สึกคิดถึงไป๋โม่เฉินขึ้นมาแล้ว เพราะหลังจากแต่งงาน เธอมักจะหลับไปในอ้อมกอดของเขาในทุกๆคืน แม้ว่าหน้าอกของเขาจะแข็งไปหน่อย แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมอ
แม้ว่าทางใต้นั้นจะไม่หนาว แต่ความชื้นของที่นี่กลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ฟู่เยี่ยนนอนพลิกไปพลิกมา ใจคิดถึงไปถึงไป๋โม่เฉิน ตอนนี้เขาน่าจะเข้านอนแล้วสินะ…… ฟู่เยี่ยนรู้สึกคิดถึงเขาขึ้นมาแล้ว…...
จู่ๆ เธอก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนก่อนที่เธอจะเดินทาง คืนนั้นเธอแทบไม่ได้นอนเลย เธอถูกไป๋โม่เฉินกวนใจจนดึกราวกับว่าเขาต้องการจะชดเชยในช่วงที่เธอออกมาปฏิบัติภารกิจอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ พวงแก้มของฟู่เยี่ยนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมเธอถึงไปคิดถึงเรื่องนี้ได้ล่ะ แต่จะว่าไปแล้วผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็เหมือนจะทนไม่ไหวกับความคิดพวกนี้เลยจริงๆ !
ทางด้านหูจินและฉางหยู่เซิงก็ยังไม่หลับเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง ซึ่งเรื่องนั้นไม่ใช่อื่นเลย แต่เป็นเรื่องงานแต่งงานของพวกเขาเอง
“เสี่ยวจิน เมื่อภารกิจทุกอย่างสิ้นสุดลง เราสองคนคงต้องกลับไปที่บ้านและจัดงานแต่งงานให้เรียบร้อยแล้วล่ะ พ่อของฉันถามถึงเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว” ฉางหยู่เซิงรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
“พ่อของนายพูดเร่งเร้าอะไรมาบ้าง ? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” หูจินพูดพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็คิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่จะพูดถึงเรื่องนี้
“พ่อของฉันบอกว่าฉันควรคิดเรื่องจัดงานแต่งงานได้แล้ว เพราะหากเรามีลูกขึ้นมาเสียก่อน มันจะดูไม่ดี แม้ว่าเราจะจดทะเบียนสมรสแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีเลยไม่ใช่เหรอ ? อีกอย่างญาติๆที่บ้านเกิดของฉันก็ให้ความสำคัญกับงานแต่งงานมากกว่าทะเบียนสมรสอีกด้วย”
นอกจากนี้ เขายังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่จะพูดถึงเรื่องงานแต่ง หากไม่ทำให้ถูกต้องตามประเพณี ทะเบียนสมรสจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ ? และเขาก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความต้องการของพ่อกับแม่ได้
“เพื่อให้พ่อมั่นใจ ฉะนั้นตอนนี้เราอย่าเพิ่งมีลูกเลย ช่วงนี้เรายังมีเรื่องให้ต้องทำ อย่างน้อยๆ เราก็ยังต้องรอจนกว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงเสียก่อน ถึงจะลางานได้”
“อย่ากังวลไปเลย ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่รักครอบครัวมาก และเธอก็อยากกลับไปฉลองปีใหม่กับครอบครัวอีกด้วย และเมื่อตอนนั้น เราสองคนก็จะกลับไปที่บ้านเหมือนกัน และใช้โอกาสในงานฉลองปีใหม่ปีนี้จัดงานแต่งงานของเราไปด้วยเลย”
หูจินรู้ถึงนิสัยของฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดี
“ความคิดของเธอฟังดูไม่เลวเลย! พรุ่งนี้ฉันจะเขียนจดหมายไปบอกเรื่องนี้กับพ่อของฉัน หากฟู่เยี่ยนบอกว่ามีคนกำลังจับตาดูพวกเราอยู่ คงไม่ดีแน่ถ้าฉันจะใช้โทรศัพท์ และฉันควรต้องบอกให้ที่บ้านเตรียมความพร้อมรอพวกเราก่อน เธอคิดว่าอย่างไรบ้าง ?”
“ตกลงตามนี้ ! ฉันเองก็ต้องส่งจดหมายถึงครอบครัวของฉันด้วยเหมือนกัน เพราะแม่ของฉันก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้บ้างแล้ว แม่ของฉันพูดเหมือนกับพ่อของนายไม่มีผิดเลย แม่มักจะถามอยู่บ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่พวกเราจะจัดงานแต่งงานเสียที ทำไมถึงเอาแต่บ่ายเบี่ยงแบบนี้ ! ตอนนี้เราสองคนได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ก็เท่ากับว่าเราเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทำไมถึงยังไม่แต่งงานกันอีก ?”
หูจินรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อยเกี่ยวกับความคิดของคนรุ่นเก่าแบบนี้ ดูเหมือนว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเธอเอง แต่เพื่อครอบครัวของเธอต่างหาก
หลังจากที่ได้ข้อสรุปของเรื่องนี้แล้ว ทั้งสองก็ได้เข้านอน เพราะพรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย !
ตอนที่ 613: เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จ หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้ไปที่สำนักงานตามปกติ และยังคงทำงานและติดตามผลการทำงานต่างๆอย่างที่เคยทำในทุกวัน ตอนนี้ที่นี่มีคนของพวกเขามากกว่าสิบคนแล้ว และทุกคนก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะไม่อยู่ก็ตาม
และที่สำคัญก็คือไม่มีความผิดปกติใดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่พวกเขารับผิดชอบเลย ในช่วงไม่กี่ปีก่อนมีการกำจัดความเชื่อแบบโบราณ จึงส่งผลให้ชาวลัทธิเต๋าในหมู่บ้านมีบทบาทน้อยมาก และไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือข้อบังคับใดเลยอีกด้วย
ดังนั้นฟู่เยี่ยนและคนอื่นจึงพักผ่อนในช่วงเช้า ก่อนจะแต่งตัวและออกไปซื้อของข้างนอก ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผักและวัตถุดิบในการทำอาหารต่างๆ
ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันแยกตัวไปซื้อผัก ส่วนลุงหลิวก็ได้ไปกับเยี่ยนโหลว ทั้งสองคนได้ไปซื้อเครื่องเทศ เกลือ และเครื่องปรุงรส รวมถึงของใช้ส่วนตัวของแต่ละคน
แม้ว่าของที่เตรียมมาจากบ้านนั้นจะมีเยอะมากแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงต้องเตรียมเสบียงเผื่อเอาไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะได้ไม่ลำบาก
ฉางหยู่เซิงและหูจินมีหม้อและกระทะในครัวอยู่แล้ว และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องแบกมันติดตัวไปด้วยเลย แค่ใส่มันลงไปในกระเป๋าเฉียนคุนเท่านั้น ด้วยความที่พวกเขาอยู่บนภูเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถหาฟืนแห้งได้ง่ายมาก และทุกคนก็จะได้กินข้าวร้อนๆได้ทุกมื้ออีกด้วย
แม้ว่าช่วงนี้อากาศทางตอนใต้ของประเทศจะไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ความชื้นสูงในอากาศก็ทำให้คนรู้สึกไม่สบายตัวได้ง่ายเช่นกัน การได้กินอาหารร้อนๆสักคำก็ทำให้คนเรารู้สึกสบายตัวได้ เพราะทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่คนเหล็ก จะให้อดทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายไปตลอดได้อย่างไร
ฟู่เยี่ยนอยากเห็นวิถีชีวิตพื้นบ้านของผู้คนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเจียงซี ว่ากันว่าที่นี่มีโจรชุกชุมมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงชราหรือเด็กสาวที่เดินบนท้องถนนทุกคนต่างก็ดูระวังตัวเป็นพิเศษ
เมื่อครั้งการปฏิวัติในอดีต ที่นี่ถือเป็นพื้นที่เก่าแก่ และทุกคนล้วนมีจิตสำนึกสูงมาก ! ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเดินไปเดินมาไม่นาน ก็มีหลายคนเริ่มจับจ้องมาที่พวกเขาแล้ว
แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้มีสาขาของลัทธิเต๋าอยู่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่นัก และตระกูลที่มีรากเหง้าของลัทธิเต๋าเกือบทั้งหมดในบริเวณนี้ก็ได้ย้ายออกไปแล้ว
มีเพียงครอบครัวเล็กๆอย่างตระกูลหลิวเท่านั้นที่ยังสามารถอยู่รอดมาได้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีรากฐานในด้านนี้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีชื่อเสียงที่ดี
หลังจากเดินสำรวจจนทั่วแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เริ่มมีความคิดในใจแล้ว ดูเหมือนว่าตระกูลหลิวจะไม่ได้ไร้ความสามารถอย่างที่คิด เมื่อคืนนี้ความคิดของเธอถูกต้องแล้ว เธอควรตรวจสอบสถานการณ์ของตระกูลหลิวให้ละเอียดก่อนเป็นอันดับแรก
หลังจากที่ทุกคนซื้อของเสร็จ พวกเขาก็ได้กลับมาที่บ้าน ส่วนหูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้กลับมาก่อนมื้อเที่ยงเช่นกัน
พรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว และภารกิจครั้งนี้อาจกินเวลายาวนานกว่าครึ่งเดือน ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนบอกให้พวกเขาเตรียมหม้อ กระทะ และผ้าห่มไปด้วย พวกเขาทั้งสองก็ยินดี
ในช่วงนี้ หากไม่ได้กินอาหารร้อนๆ พวกเขาคงจะรู้สึกไม่สบายท้องอย่างแน่นอน ทั้งสองได้ยัดกระเป๋าเดินทางของพวกเขาลงไปในกระเป๋าเฉียนคุน ทำให้พวกเขาไม่ต้องแบกสัมภาระ และสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย
ก่อนที่จะออกเดินทางจากเมืองหลวง ไป๋โม่เฉินได้เตรียมสิ่งของที่จำเป็นให้กับฟู่เยี่ยนแล้ว เพื่อที่เธอจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในตอนกลางคืน เขาพยายามอำนวยความสะดวกให้กับภรรยาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เธอสะดวกสบายที่สุด
เมื่อเห็นอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องนุ่งห่มได้ถูกเตรียมเอาไว้อย่างครบครัน ทุกคนถึงได้รู้สึกมั่นใจและมีความกระตือรือร้นยิ่งขึ้น
“ฟู่เยี่ยน มีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่แน่ใจว่าสำคัญหรือเปล่า เมื่อเช้านี้ตอนที่เราไปถึงสำนักงาน เราเจอคนของตระกูลหลิวด้วย ทุกครั้งที่เราสองคนเลิกงาน เราก็เห็นเขาอยู่แถวๆนั้น”
“ดูเหมือนว่าเขาจะแอบสะกดรอยตามเรามา แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ ?”
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังทำกับข้าวมื้อเที่ยงอยู่นั้น หูจินก็ได้ตามเข้าไปในครัว และเล่าเรื่องนี้ให้กับฟู่เยี่ยนฟัง
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตระกูลหลิวจะต้องรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้คนในตระกูลของพวกเขายังไม่สามารถเข้าร่วมกับสาขาแยกได้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคอยติดตามดูการเคลื่อนไหวของทุกคนเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
“ไม่ต้องกังวลกับเขาหรอก ฉันเดาว่าเขาไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรเลย แล้วทุกคนในสำนักงานของเธอเชื่อใจได้ใช่ไหม ?”
“เราสามารถเชื่อใจพวกเขาได้ ฉันมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่พูดเรื่องของฉันอย่างแน่นอน” หูจินรู้นิสัยคนของเธอเป็นอย่างดี เพราะเธอเป็นคนคัดเลือกพวกเขาด้วยตัวเอง
“ตระกูลหลิวคงจะย้ายออกไปไม่ช้าก็เร็ว เรามาทำตามแผนการที่วางเอาไว้กันเถอะ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนสร้างปัญหานี้ขึ้นมาหรือไม่ก็ตาม แต่การมีค่ายกลขนาดใหญ่แบบนี้ในพื้นที่รับผิดชอบของพวกเขา สิ่งนี้ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอยู่แล้ว”
“ตอนนั้นพวกเขาก็ส่งคนไปที่เมืองหลวงเพื่อเซ็นสัญญา ถ้าหากพวกเขาไม่ระวังตัว นั่นก็แปลว่าพวกเขาขาดความสามารถ แต่ถ้าพวกเขาจงใจทำแบบนี้...เช่นนั้นหน่วยของเราก็ไม่ควรประมาทพวกเขา”
นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าไหร่ และข้อตกลงเดิมก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ด้วยความที่ประเทศของพวกเขานั้นใหญ่มากๆ และคนในสาขาอภิปรัชญาก็มีน้อย จึงไม่สามารถตรวจสอบทุกคนได้อย่างทั่วถึง
ผู้อำนวยการหลี่ก็เข้าใจความจริงข้อนี้เช่นกัน เพียงแต่การเซ็นสัญญานั้นไม่ได้หมายความว่าจะให้สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากมาย ส่วนกฎที่ว่าเยาวชนที่มีความสามารถสามารถเข้าร่วมกับหน่วยงานได้นั้นก็มีข้อยกเว้นและความยืดหยุ่นอยู่มาก
คำว่า ‘ยอดเยี่ยม’ นั้นหมายถึงอะไร ? มาตรฐานของความยอดเยี่ยมคืออะไร ? มันก็ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินของหน่วยอยู่ดี
มันก็เหมือนกับลาที่ถูกแขวนแครอทเอาไว้ข้างหน้า หากมันสามารถเดินไปถึงโรงสีข้าวได้ ก็จะได้รับแครอทเป็นรางวัลตอบแทน แต่หากมันทำได้ไม่ดีพอ แครอทก็จะถูกนำไปให้ลาตัวอื่น ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่าไปสนใจเขาเลย ว่าแต่การเดินทางของพวกเราในวันพรุ่งนี้ ฉันต้องปลอมตัวด้วยหรือเปล่า ? หากตระกูลหลิวกำลังสะกดรอยตามเราสองคนจริงๆก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดพวกเขารู้เส้นทางของเราล่ะ แบบนั้นก็คงไม่ดีน่ะสิ ?”
หูจินรู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพราะเธอกลัวว่าคนพวกนั้นจะรู้
“หากพวกเขาสามารถตามจับร่องรอยของพวกเราได้ ก็ถือว่าความพยายามตลอดหลายปีของฉันเสียเปล่าแล้วล่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้จริงจังมากนัก ตระกูลหลิวไม่ใช่คนฉลาดอะไรอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกจับได้ถึงหลายครั้งได้อย่างไร
“แต่เราก็ยังต้องระวังตัวให้มากขึ้น ฉันกลัวว่าตระกูลหลิวจะรู้ถึงจุดประสงค์ของพวกเรา และข่าวนี้จะรั่วไหลออกไป” ตอนนี้หูจินดูจะระมัดระวังตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เธอพูดถูก แต่เขาจะไม่รู้จุดประสงค์ของเรา ตราบใดที่เราไม่พูด ก็จะไม่เป็นไร ส่วนเรื่องค่ายกลนั้น......”
“เราต้องตรวจสอบให้ละเอียด ค้นหาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะลงมือ พรุ่งนี้ค่อยไปเดินรอบๆที่นั่นก่อน จัดการกับชีพจรมังกรเล็กๆพวกนั้นให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาจัดการเรื่องนี้” ฟู่เยี่ยนมีแผนในใจแล้ว
“ตกลง งั้นเรากินข้าวก่อนเถอะ พอกินเสร็จช่วงบ่ายค่อยมาคุยกันอีกที ที่นี่ภูเขาสูงชันมาก ต้องเตรียมรองเท้าเพิ่มอีกหลายคู่”
หลังจากที่ได้ข้อสรุป พวกเขาก็ตั้งใจว่าจะไปยังภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันตกก่อน แล้วค่อยอ้อมกลับไปดูที่ค่ายกลบริเวณระหว่างภูเขาหยูฮวาและภูเขาจิ่วฮวาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ต่อไป
“ดูเหมือนว่าตอนนี้ค่ายกลของที่นั่นยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่แท้จริง แต่ถ้าเราต้องการทำลายค่ายกลนั้น ลำพังแค่ฉันกับหูจินคงไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน” ฉางหยู่เซิงอธิบายถึงสถานการณ์ของค่ายกลนี้พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
ทางด้านลุงหลิวเองก็รู้สึกได้ว่าค่ายกลนี้ยังไม่สมบูรณ์จริงๆ และทั้งสองคนก็ไม่สามารถช่วยกันทำลายมันได้ ดังนั้นเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไป ทำไมคนที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาถึงไม่ทำมันให้เสร็จสมบูรณ์กันล่ะ ?
ฟู่เหยี่ยนก็คิดในใจว่า คนที่วางค่ายกลอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนค่ายกลต่อได้ หรืออาจจะเป็นแค่ค่ายกลที่ถูกทิ้งร้างไว้ ไม่ใช่สิ่งที่คนในปัจจุบันตั้งขึ้นมา แต่เป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากอดีต
เธอแสดงความกังวลนี้ผ่านสีหน้า ก่อนที่หูจินและฉางหยู่เซิงจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ
“ค่ายกลนี้ไม่ใช่มรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างน้อยฉันก็ไม่คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น เราต้องตรวจสอบมันอย่างละเอียดก่อน เพราะบริเวณที่ค่ายกลตั้งอยู่นั้นแทบจะไม่มีหญ้าขึ้นเลย และชาวบ้านต่างก็บอกว่าที่นั่นมีวิญญาณชั่วร้ายสิงอยู่ จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ที่นั่น”
“ฉันได้ถามกับคนแถวนั้นแล้ว และพวกเขาก็บอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว”
หูจินและฉางหยู่เซิงเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำลายค่ายกลนั้นได้ แต่พวกเขาก็ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์นี้อย่างละเอียดแล้ว
ตอนที่ 614: สำรวจภูเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เราจะไปตรวจดูชีพจรมังกรบนภูเขาทางทิศตะวันตก และกลับมาดูค่ายกลนี้อีกครั้ง ว่าแต่ตระกูลหลิวอาศัยอยู่ที่ไหนเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมาอีกครั้ง หากไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้หรือไกลจากจุดนั้น ก็คงเป็นไปได้ยากในการสืบหาว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
แน่นอน ตระกูลหลิวปักหลักอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ทั้งยังมีคฤหาสน์เก่าแก่ของพวกเขาตั้งอยู่ที่นี่อีกด้วย
“ฉันได้ยินคนในสำนักงานพูดกันว่าครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่หมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกลจากจุดที่มีค่ายกลพอสมควร” ฉางหยู่เซิงทำงานนี้อย่างรอบคอบ และเขาก็ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลหลิวมาแล้วด้วย
เรื่องนี้ดูน่าสงสัยเล็กน้อย หากเป็นแบบนี้ แสดงว่าตระกูลหลิวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายกลนี้อย่างนั้นหรือ ? แต่ทุกคนต่างก็เห็นว่าตระกูลหลิวไม่ใช่คนดีเลย
“อืม อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย เรามาพูดถึงเรื่องชีพจรมังกรกันก่อนดีกว่า ฉันกับมู่อี้อันได้ไปตรวจสอบค่ายกลขนาดใหญ่นั่นมาแล้ว เราต้องจัดการมันก่อน ถือว่าเป็นการฝึกมือของทุกคนไปในตัวก็แล้วกัน ทุกคนน่าจะทำได้อยู่แล้ว เราจะแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อที่จะได้ประหยัดเวลา และลดความกังวลลงด้วย”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดถึงขอบเขตของค่ายกลนี้ ทุกคนต่างก็พยักหน้ารับในทันที สิ่งนี้เป็นเหมือนแม่แบบในการฝึกของพวกเขาจริงๆ แค่ทำตามที่พวกเขาได้ศึกษามาเท่านั้น และทุกอย่างก็จะผ่านไป
ทุกคนต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันด้วยความขอบคุณ โดยเฉพาะเยี่ยนโหลวและฉางหยู่เซิง เพราะทักษะการวางค่ายกลของพวกเขาไม่ได้สูงมากนัก ซึ่งสำคัญที่สุดในการวางค่ายกลก็คือขอบเขตและโครงสร้างของค่ายกลนั่นเอง
การแบ่งปันที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนเช่นนี้ แท้จริงแล้วคือการบอกความลับของตัวเองให้พวกเขาฟัง
ส่วนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันนั้นรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรเลย เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างยังคงอยู่ในหลักการเดิม หากพวกเขาสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ก็สามารถทำลายมันและเริ่มสร้างค่ายกลใหม่ขึ้นมาทดแทนได้
สำหรับพวกเขา การมีความสามารถรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตราบใดที่เข้าใจถึงแก่นแท้แล้ว มันก็จะกลายเป็นแค่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากไปในทันที
“พวกนายต้องเพิ่มความคิดของตัวเองเข้าไปด้วย จากนั้นก็พยายามมองหาดวงตาของค่ายกลนี้ให้เจอ แล้วทำการปิดมัน พยายามสังเกตตามสภาพภูมิประเทศโดยรอบให้ละเอียด ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับโบกมือไปมาเพื่อบอกกับทุกคนว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณเธอ เพราะสิ่งนี้จะทำให้เธอและมู่อี้อันประหยัดเวลาไปได้มากเลยทีเดียว มันดีกว่าที่พวกเธอต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาก เพราะทั่วประเทศยังมีชีพจรมังกรทั้งใหญ่และเล็กอีกมากมายที่กระจายตัวอยู่ทั่ว หากเธอและมู่อี้อันต้องทำทั้งหมดนี้เพียงลำพัง ผ่านไปหลายปีก็คงยังฟื้นฟูเส้นชีพจรมังกรไม่เสร็จ และคงไม่ต้องทำธุระเรื่องอื่นกันพอดี
“พี่ฟู่ พี่เสียสละเวลาของตัวเองมามากแล้ว และเราก็ไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรได้ มันเหมือนกับเราเอาเปรียบพี่เกินไป ฉันต้องขอบคุณพี่มากสำหรับคำสอนในครั้งนี้”
เยี่ยนโหลวเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา คำพูดของเขาทำให้ทุกคนขบขัน แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง
“ถูกต้องแล้ว ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หากพวกเธอทั้งสองคนไม่แบ่งปันทักษะนี้ให้กับพวกเรา ฉันคงไม่รู้ว่าจะจัดการกับค่ายกลนี้ได้อย่างไร ดังนั้นเราจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด และเรียนรู้จากมันให้มากที่สุด”
ฉางหยู่เซิงพยักหน้า บ่งบอกว่าเขาเห็นด้วยกับคำพูดของเยี่ยนโหลว
“หากพวกนายทั้งสองคนอยากขอบคุณฉัน ถ้าอย่างนั้นในช่วงเวลาที่เหลือ พวกนายก็รับหน้าที่เป็นพ่อครัวในภารกิจครั้งนี้ด้วยก็แล้วกัน การก่อกองไฟและทำอาหารไม่ได้ยากสำหรับพวกนายใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนมอบหน้าที่ทำอาหารให้กับพวกเขาทั้งสองพร้อมกับหัวเราะออกมา และทั้งสองก็ตกลงทำตามแต่โดยดี
เรื่องเล่นก็คือเรื่องเล่น เรื่องงานก็คือเรื่องงาน หลังจากหารือและพูดคุยแผนการกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน วันนี้พวกเขาต้องพักให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางแล้ว
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง ฟู่เยี่ยนก็ได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง และหลังจากที่ไม่พบปัญหาอะไรแล้ว เธอจึงได้เข้านอน ตอนนี้เธอรู้สึกสบายใจมากขึ้นแล้ว
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาประมาณตีสี่ครึ่งแล้ว ตอนนี้ฟ้ายังมืดอยู่ ทุกคนตกลงกันแล้วว่าหลังจากตื่นขึ้นมา พวกเขาจะกินอาหารแห้งง่ายๆ แล้วรีบออกเดินทางทันที หากเร่งฝีเท้าสักหน่อย ก็น่าจะไปถึงเทือกเขาจิ่วหลิง เทือกเขาที่อยู่ใกล้ที่สุดในช่วงบ่ายนี้
ชีพจรมังกรบนภูเขาจิ่วหลิงนั้นมีพลังปราณของมังกรหนาแน่นพอสมควร เนื่องจากมีแม่น้ำไหลมาจากด้านข้าง ดังนั้นเทือกเขาแห่งนี้จึงมีฮวงจุ้ยที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งเป็นปกติของสภาพแวดล้อมโดยรอบของชีพจรมังกรอยู่แล้ว
แต่เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นชีพจรมังกรขนาดใหญ่อยู่แล้ว เพราะอย่างมากมันก็แค่ช่วยให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟู่เยี่ยนได้ออกค้นหาชีพจรมังกรไปทั่วประเทศ และยังคงศึกษาชีพจรมังกรทุกขนาดมาอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นทันทีที่ปีนขึ้นมาบนภูเขาแห่งนี้ เธอจึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เธอคิดว่ามังกรสีขาวที่พบบนภูเขาไท่ผิงนั้นคือมังกรที่ยังคงสติสัมปชัญญะของตัวเองได้ และด้วยระดับการฝึกฝนที่ค่อนข้างสูงของเธอ จึงทำให้เธอสามารถสื่อสารกับมันได้ แต่ชีพจรมังกรบางเส้นนั้นเป็นเพียงแค่ลมหายใจของมังกรที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น ไม่ได้มีกระดูกของมังกรถูกฝังเอาไว้
ในตอนนี้ ความคาดหวังของฟู่เยี่ยนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเสี่ยวเฮยโตขึ้น ความคิดของมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นด้วยเช่นกัน หากเสี่ยวเฮยสามารถอยู่บนภูเขาคุนหลุนได้ นั่นก็แสดงว่ามันคือผู้สืบทอดสายเลือดมังกรของประเทศจีน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยๆ ทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่ามังกรก็จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ร่วมกัน
ประเทศจีนใช้โชคชะตาเพื่อหล่อเลี้ยงเสี่ยวเฮย และเสี่ยวเฮยก็ใช้ตัวเองหล่อเลี้ยงโชคชะตาของของประเทศจีน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายก็จะได้รับผลประโยชน์จากการร่วมมือครั้งนี้ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายแยกจากกัน ก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งคู่อย่างร้ายแรง
เพียงแต่เสี่ยวเฮยต้องโตขึ้นกว่านี้ก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน และฟู่เยี่ยนเองก็ยังคงมีคำถามอยู่ภายในใจมาโดยตลอด ซึ่งก็คือเสี่ยวเฮยสามารถออกมาจากดินแดนต่างมิติได้หรือไม่ ? หากมันออกมาจากดินแดนต่างมิติได้ สภาพแวดล้อมภายนอกจะสามารถรองรับการดำรงอยู่ของมันได้หรือไม่ ?
เมื่อพิจารณาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต จะเห็นได้ชัดเลยว่ามังกรไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับมนุษย์ หากจะพูดตามเหตุและผลก็คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ฟู่เยี่ยนเลี้ยงดูเสี่ยวเฮยด้วยแสงสีทองแห่งบุญกุศลมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเสี่ยวเฮยน่าจะอยู่รอดบนโลกภายนอกได้
และครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อปีนขึ้นมาบนภูเขาที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนแห่งนี้ เธอก็มีความรู้สึกว่าจะได้รับบางอย่างจากที่นี่
แม้จะยังไม่ทราบถึงรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจง แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังมั่นใจแบบนั้น
เมื่อพวกเขาขึ้นมาบนภูเขาได้ก็เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจที่จะตั้งที่พักบนภูเขาลูกนี้ก่อนหนึ่งคืน แล้วค่อยเริ่มสร้างค่ายกลในเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ และหลังจากที่ค่ายกลเริ่มทำงาน พวกเขาถึงจะลงจากภูเขาได้
นอกจากนี้ยังมีภูเขาอีกห้าถึงหกลูกที่รอให้พวกเขาไปจัดการต่อ
ทุกคนจัดการที่พักของตัวเอง จากนั้นก็ได้ตั้งค่ายกลเล็กๆขึ้นมา ก่อนจะนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ การทำแบบนี้จะทำให้พวกเขานอนหลับสนิทไปจนถึงรุ่งสาง
ฟู่เยี่ยนพกเต็นท์ของเธอมาด้วย เธอหยิบผ้านวมที่เตรียมมาจากบ้านออกมาห่ม และหลับไปในทันที ต้องบอกเลยว่าการปีนเขานั้นต้องใช้พละกำลังเป็นอย่างมาก โชคดีที่ในช่วงสองปีก่อนหน้านี้ พวกเขาทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้บ้างแล้ว
ขณะที่หลับอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ฝันว่าครั้งหนึ่งเคยมีมังกรสีครามอยู่บนภูเขาแห่งนี้ และเผ่ามังกรของมันกำลังจะบินขึ้นไปบนสวรรค์ แต่มันยังเด็กเกินกว่าที่จะไปที่นั่น ดังนั้นมันจึงต้องอยู่ฝึกตบะตัวเองบนภูเขาแห่งนี้
ต่อมาวันหนึ่ง สวรรค์ก็ต้องการที่จะกำจัดเผ่ามังกร จึงมีทัณฑ์สายฟ้าจากสวรรค์ฟาดลงมาถึงเก้าครั้ง จนมังกรสีครามตัวนั้นก็ได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด การฝึกฝนตลอดหลายปีและสติสัมปชัญญะบางส่วนของมันได้หลุดออกมาจากร่าง และตกลงมาที่ภูเขาแห่งนี้ เวลาผ่านไปนานเข้า สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นชีพจรมังกรคอยปกปักษ์ดูแลภูเขา
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทือกเขาแห่งนี้จึงเกิดเหตุดินถล่มครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งก็เกิดจากลมหายใจที่เหลืออยู่ของมังกรได้อ่อนแรงลง จึงไม่สามารถช่วยปกป้องเทือกเขาแห่งนี้เอาไว้ได้นั่นเอง
มันตั้งใจเข้าไปในความฝันของฟู่เยี่ยน เพราะมันรู้สึกได้ถึงพลังมังกรจากตัวเธอ จึงต้องการขอความช่วยเหลือ โดยจะให้รางวัลเป็นกระดูกมังกรชิ้นนั้น และในความฝันนั้น ฟู่เยี่ยนเห็นร่างของมังกรสีครามค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆ และสลายไปในที่สุด
ฟู่เยี่ยนจึงสะดุ้งและลุกขึ้นมานั่งในทันที ก่อนจะนึกถึงคำพูดของมังกรสีครามตัวนั้น ตราบใดที่ค่ายกลของเธอสามารถปกป้องเทือกเขาแห่งนี้เอาไว้ได้ กระดูกมังกรก็จะตกอยู่ในมือของฟู่เยี่ยนไปโดยปริยาย
เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูเหนือธรรมชาติมาก แต่เธอก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาตีสอง แต่เธอนอนไม่หลับแล้ว ดังนั้นเธอจึงออกมาจากเต็นท์ และเมื่อเธอใช้เนตรสวรรค์มองไปรอบๆ ก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่กำลังเปล่งแสงสีฟ้าครามอยู่ใต้พื้นดิน
ฟู่เยี่ยนขยี้ตา ดูเหมือนความฝันเมื่อครู่จะคล้ายกับตอนที่มังกรขาวเตือนเธอ ดูเหมือนว่าค่ายกลจะต้องเพิ่มระดับไปอีกขั้น
หากได้รับของจากคนอื่นแล้ว ก็ต้องทำให้เขาพึงพอใจด้วย !
ตอนที่ 615: เสี่ยวเฮยโตขึ้นแล้ว
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ประมาท เธอเดินตามแสงที่เห็นไปช้าๆ หลังจากมาถึงที่นี่เมื่อช่วงบ่าย เธอยังไม่ได้สำรวจภูเขาลูกนี้อย่างละเอียดเลย
แต่ถึงแม้ว่าที่นี่จะมืดมากก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนด้วยเนตรสวรรค์ของเธอ กระดูกมังกรชิ้นนั้นถูกฝังอยู่ที่จุดตัดระหว่างเทือกเขาและแม่น้ำ คงเป็นเพราะกระดูกมังกรชิ้นนี้นี่เองที่ทำให้บริเวณที่ภูเขาและแม่น้ำมาบรรจบกันนั้นปลอดภัยไร้ความทุกข์
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่มก่อนหน้านี้ เป็นเพราะกระดูกมังกรชิ้นนี้เอง จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ฟู่เยี่ยนกำลังคิดว่าทั้งที่เธอเองก็มาที่นี่เพื่อสร้างค่ายกลปกป้องที่นี่อยู่แล้ว แต่ทำไมกระดูกมังกรชิ้นนี้ถึงยังปรากฏให้เธอเห็นอีกล่ะ ?
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้การคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก็เป็นการเสียเวลาเปล่า เปรียบเสมือนทำไปก็ไม่ได้ผล สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำภารกิจตรงหน้าให้สำเร็จลุล่วงก่อน เธอเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างฟ้าดิน เธอจะต้องสามารถนำกระดูกมังกรชิ้นนี้มาได้สำเร็จแน่นอน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง ก่อนหน้านี้มังกรขาวมอบมรดกให้เธอ ซึ่งเป็นความรู้ทั้งหมดที่มังกรควรจะรู้ และในครั้งนี้เธอก็ได้พบกระดูกมังกรอีก ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่ามันจะส่งผลดีต่อเสี่ยวเฮยอย่างแน่นอน
เธอไม่รู้ว่าต่อไปจะต้องเผชิญกับอะไร แต่เธอรู้แค่ว่าสิ่งทั้งหมดนี้กำลังชี้ทางให้เธอเดินไปยังเส้นทางที่ตัวเองคาดหวังไว้
ตอนนี้เธอเข้าใจทุกอย่างอย่างลึกซึ้งแล้ว ทุกเรื่องย่อมมีทางออกเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่เธอค่อยๆทำตามแผนการที่วางเอาไว้ทีละขั้นตอน เธอจะต้องประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน !
ระหว่างนี้อาจมีปัญหาบ้างเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญ เธอมั่นใจว่าเธอสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนเดินวนรอบภูเขามาหนึ่งรอบ ในใจของเธอเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่าจะวางค่ายกลอย่างไรต่อไป จากนั้นเธอก็กลับเข้าไปในเต็นท์เพื่อพักผ่อนต่ออีกสักพัก
เธอหลับไปประมาณสองชั่วโมง และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาหารเช้าได้ถูกเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้ว ฉางหยู่เซิงและเยี่ยนโหลวยังคงทำตามสัญญา พวกเขาตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อก่อไฟและทำอาหารเช้าให้กับทุกคน
“เมื่อคืนนี้เธอได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า ? ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคำรามบางอย่างด้วยนะ” มู่อี้อันถามฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่มู่อี้อัน เขาเองก็สัมผัสถึงสิ่งนี้ได้ด้วยหรือ แม้จะดูเป็นแค่การสัมผัสได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีความก้าวหน้าขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยทีเดียว
ทุกคนต่างก็ส่ายหน้าปฏิเสธ และบอกว่าพวกเขาต่างก็นอนหลับอย่างสบายและไม่มีเสียงอะไรมารบกวนเลย ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ส่ายหน้าด้วยเช่นกัน มู่อี้อันจึงได้ชำเลืองมองไปที่เธอด้วยความสงสัย
มู่อี้อันยังคงไม่เชื่อเรื่องนี้ เธอไม่ได้ยินอะไรเลยอย่างนั้นหรือ ?
ตอนที่พวกเขาขึ้นไปบนภูเขาไท่ผิง เขารู้สึกว่าฟู่เยี่ยนจะรู้เรื่องบางอย่างที่เขาไม่รู้ และตอนนี้ความรู้สึกนั้นก็ได้เกิดขึ้นกับเขาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ฟู่เยี่ยนทำได้แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถอธิบายได้ และไม่สามารถให้คนอื่นรู้ได้เช่นกัน มันเป็นเรื่องอัศจรรย์เกินกว่าจะบอกกับใครได้ ดังนั้นเธอจึงต้องเก็บมันเอาไว้เป็นความลับ หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย เรื่องเสี่ยวเฮยก็ต้องถูกเปิดเผยด้วยเหมือนกัน
ฟู่เยี่ยนสามารถพูดเรื่องนี้กับไป๋โม่เฉินได้ แต่เธอไม่สามารถบอกคนทั้งโลกและทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายได้ การทำแบบนั้นเป็นเรื่องที่สิ้นคิดเกินไป
“เธอไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆเหรอ เป็นไปไม่ได้ ! ฉันได้ยินเสียงนั่นอย่างชัดเจนเลย !” มู่อี้อันพูดด้วยท่าทีที่ไม่พอใจเล็กน้อย
“ฉันตื่นสายกว่านายเสียอีก และเมื่อคืนฉันก็ไม่ได้ฝันอะไรเลยด้วย คงเป็นเพราะเมื่อวานนี้ฉันเหนื่อยเกินไป นายไม่เหนื่อยบ้างเลยเหรอ ? บางทีมันอาจเป็นภาพหลอนก็ได้นะ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างมีเหตุผล และปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องนี้
มู่อี้อันยังคงจ้องไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตา และรู้สึกลังเลเล็กน้อย นี่เขาหลอนไปเองจริงๆหรือ ?
เขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นแบบนั้น และรับความจริงที่ฟู่เยี่ยนพูดไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ต้องลืมเรื่องนี้ไปเท่านั้น ฟู่เยี่ยนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก การที่เขาถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันยากมากที่จะหาเหตุผลมาตอบคำถามของเขา
หลังจากทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาก็เริ่มลงมือทำงานสำคัญกันทันที รูปแบบคร่าวๆของค่ายกลได้ถูกสอนให้ทุกคนแล้ว เมื่อทุกคนมารวมตัวกันก็เข้าใจทันทีว่าจะต้องวางค่ายกลอย่างไร สำหรับพวกเขาแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายดายมาก
ภารกิจครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนยังคงรับหน้าที่จัดการในส่วนสำคัญที่สุดอยู่ เธอได้ให้ทุกคนกระจายออกไปจัดการในส่วนที่ไม่ค่อยยากนัก จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ไปยืนอยู่ข้างๆ จุดที่เธอพบกระดูกมังกรเมื่อคืนนี้
เธอคิดอยู่ในใจว่าเมื่อค่ายกลนี้เสร็จสมบูรณ์ กระดูกมังกรก็จะปรากฏขึ้นมาบนพื้นโดยตรงเลยหรือไม่ ? ดังนั้นเธอจึงมายืนอยู่ใกล้ๆตำแหน่งที่มันอยู่ เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้น !
กระบวนการวางค่ายกลเป็นไปอย่างง่ายดายและราบรื่น โดยเธอยังคงใช้ยันต์แผ่นหยกเพื่อให้แน่ใจว่าค่ายกลจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมั่นคง
เมื่อค่ายกลก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นแสงสีทองแห่งบุญกุศลที่กำลังไหลซึมเข้าไปในร่างกายของทุกคน เธอเป็นคนที่ได้รับแสงสีทองแห่งบุญกุศลมากที่สุด วินาทีต่อมา ภูเขาลูกนี้ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งหากยืนอยู่ในค่ายกลนี้ก็จะสามารถสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในฝ่ามือของเธอ เธอจึงได้กางมือออกและพบว่ามันคือกระดูกมังกรที่เธอเห็นเมื่อคืนนี้นั่นเอง
เธอกำมือ ก่อนจะโยนกระดูกมังกรเข้าไปในดินแดนต่างมิติอย่างรวดเร็ว
ด้วยสถานการณ์นี้ เสี่ยวเฮยน่าจะตื่นจากการจำศีลแล้ว จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ปรบมือ และทุกคนจึงได้มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าค่ายกลนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องลงจากภูเขาแล้ว
ภูเขาลูกถัดไปอยู่ห่างจากที่นี่พอสมควร และเมื่อพวกเขามาถึงเชิงเขาก็ดึกมากแล้ว ครั้งนี้จะเป็นการปีนเขาที่สูงชันตลอดทาง ถือเป็นการทดสอบความแข็งแรงและความอดทนไปในตัวด้วย
พวกเขาเดินทางโดยเลี่ยงการใช้ถนนสายหลัก และเลือกที่จะเดินลัดเลาะไปตามภูมิประเทศของภูเขา ในช่วงนี้มีสัตว์ป่าอยู่มากมาย แต่พวกมันดูไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่นัก ส่วนสัตว์มีพิษมากมายก็ยังไม่ถึงช่วงจำศีลเช่นกัน เธอจึงใช้ยันต์เพื่อไล่งูหรือสัตว์มีพิษเหล่านั้นออกไปให้พ้นทาง
บางครั้งหูจินรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเหมือนคลังสมบัติเคลื่อนที่ ไม่ว่าเธอต้องการอะไร ฟู่เยี่ยนก็จะสามารถเสกออกมาได้เสมอ เช่นเดียวกับกระดาษยันต์แผ่นนี้ หากไม่มีฟู่เยี่ยน ตัวเธอเองคงจะตกใจกลัวจนแทบขาดใจ เพราะระหว่างทางเธอเจองูมาหลายตัวแล้ว
ตั้งแต่เด็กจนโต เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เพราะที่บ้านเกิดของเธอนั้น พวกงูมักจะซ่อนตัวอยู่ลึกมาก แต่พอเธอย้ายมาประจำการทางใต้ได้เพียงครึ่งปี กลับเจองูในบ้านไปแล้วหลายตัว
เพราะครอบครัวของฉางหยู่เซิงเคยบูชาเทพเซียนงูมาก่อน จึงทำได้เพียงไล่ไปเท่านั้น ไม่สามารถทำร้ายงูได้ ซึ่งสำหรับหูจินแล้ว นี่เป็นความทรมานอย่างยิ่ง เพราะเธอกลัวงูที่สุด !
ดังนั้นเธอจึงคิดว่าจะขอยันต์นี้จากฟู่เยี่ยนสักสองสามแผ่น ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน หวาดระแวงในทุกๆวันอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าเมื่อพวกเขามาถึงเทือกเขาลั่วเซียวก็เป็นช่วงเช้าตรู่ของอีกวันหนึ่งแล้ว ทุกคนรู้สึกเหนื่อยมาก หลังจากแวะดื่มน้ำและนั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้กางเต็นท์ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน
เมื่อแน่ใจว่าทุกคนหลับไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที ซึ่งหลังจากที่เข้ามา เธอกลับไม่พบกระดูกมังกรอยู่ที่นี่ แต่เสี่ยวเฮยได้ตื่นขึ้นมาแล้ว และเมื่อมันเห็นฟู่เยี่ยนเข้ามา มันก็รีบกระโจนเข้าไปหาเธออย่างมีความสุข
ฟู่เยี่ยนเอื้อมมือไปกอดเสี่ยวเฮยเอาไว้ และรู้สึกว่าน้ำหนักของมันเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงมองไปที่เสี่ยวเฮยอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าหัวของเสี่ยวเฮยดูเหมือนจะมีหนวดเพิ่มขึ้นมาสองเส้น มันเกิดอะไรขึ้น ? ก่อนหน้านี้มันไม่มีหนวดนะ ?
หรือว่ามันจะอายุมากขึ้นเหมือนมนุษย์ ? ฟู่เยี่ยนคิดไม่ตก วิธีที่ดีที่สุดคงเป็นการให้เสี่ยวเฮยเผยร่างจริงออกมาให้เธอเห็น ตอนนี้เสี่ยวเฮยกำลังย่อขนาดร่างกายของตัวเองอยู่
“ช่วยแสดงให้ฉันเห็นร่างที่แท้จริงของแกหน่อยได้ไหม ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับตีไปที่หัวของเสี่ยวเฮย
เสี่ยวเฮยเอียงหัวเล็กน้อย แต่มันก็เข้าใจดีว่าฟู่เยี่ยนหมายถึงอะไร
จากนั้น เสี่ยวเฮยก็ได้ผละออกจากอ้อมแขนของเธอ และวินาทีต่อมา ร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้น ฟู่เยี่ยนยังคงยืนอยู่ข้างๆ และมองไปที่เสี่ยวเฮยด้วยความตกตะลึง เธอไม่คิดเลยว่ามันจะตัวใหญ่ได้ถึงขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เสี่ยวเฮยยังเป็นมังกรตัวน้อยที่ไม่มีเขาอยู่เลย ตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้ว่าเขาของมันจะไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ก็ดูใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
ฟู่เยี่ยนเคยเห็นสิ่งนี้ในหนังสือโบราณ และพลังของมังกรก็จะอยู่ในเขาทั้งคู่ของพวกมัน ยิ่งเขาของมังกรมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ปราณของมันก็จะยิ่งหนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แม้ว่าร่างของเสี่ยวเฮยจะเติบโตขึ้นแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังมีพลังปราณไม่มากนัก
“เอาล่ะ แกกลับคืนร่างเมื่อกี้นี้ได้แล้ว” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เสี่ยวเฮยก็หดตัวลงมาเหมือนเดิม ก่อนจะกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 616: ตระกูลหลิว
ฟู่เยี่ยนตรวจสอบดูตามร่างกายของเสี่ยวเฮยอีกครั้ง เพื่อดูให้แน่ใจว่ากระดูกมังกรอยู่บนตัวของมันหรือไม่ จนในที่สุดเธอก็พบว่ากระดูกมังกรได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเสี่ยวเฮยไปแล้ว เธอถึงได้วางใจลง
ตอนนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าแสงสีทองแห่งบุญกุศลและมรดกที่ได้รับจากชีพจรมังกรในก่อนหน้านี้ก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเสี่ยวเฮย ดังนั้นเส้นทางในอนาคตของเธอจึงมีเป้าหมายแล้ว
เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในใจ และฟื้นฟูชีพจรมังกรให้เสร็จสมบูรณ์ ฟู่เยี่ยนต้องปล่อยให้เสี่ยวเฮยเจริญเติมโตไปจนถึงจุดสูงสุดของมันก่อน
ฟู่เยี่ยนต้องการให้เสี่ยวเฮยมาทำหน้าที่แทนชีพจรมังกรเหล่านั้น และไม่ได้ต้องการให้เสี่ยวเฮยต้องสังเวยชีวิต
การอยู่บนสวรรค์มันดีจริงหรือ ? และการอยู่ในโลกมนุษย์ไม่สนุกกว่าหรอกหรือ ? ฟู่เยี่ยนคิดในใจ ต้องทำให้เสี่ยวเฮยยินดีที่จะอยู่ที่นี่
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลูบไปที่เกล็ดใต้คอของเสี่ยวเฮยอีกครั้ง ตอนนี้เกล็ดใต้คอของมันมีสีดำเงางาม และยังดูเงางามขึ้นกว่าก่อนหน้านี้อีกด้วย ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันกำลังค่อยๆเติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าเกล็ดใต้คอนั้นเป็นเกล็ดที่มีปลายย้อนไปในทางตรงข้ามของเกล็ดบนลำตัวมังกร ซึ่งมังกรทุกตัวจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องอย่างเด็ดขาด แต่เธอสามารถสัมผัสมันได้ เห็นได้ชัดเลยว่ามันไว้ใจเธอมากขนาดไหน
หลังจากที่เข้ามาได้สักพัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปแช่ตัวที่บ่อน้ำพุร้อนเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า พร้อมกับอ่านหนังสือโบราณไปด้วย เธอใช้เวลาอยู่ในดินแดนต่างมิติอยู่นานพอสมควร ก่อนจะกลับออกไป
บนภูเขาลูกนี้ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ที่นี่เป็นเพียงการสร้างค่อยกลเพื่อฟื้นฟูเทือกเขาตามปกติเท่านั้น และฟู่เยี่ยนก็ไม่พบอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเสี่ยวเฮยเลย
อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ย่อท้อ เพราะทุกที่ที่เธอไปนั้น ไม่ใช่ว่าจะพบกับสิ่งที่เธออยากได้เสมอไป ในเรื่องนี้ยังมีปัจจัยของโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง ครั้งนี้ถือว่าดีมากแล้ว เธอเชื่อว่าเมื่อเดินทางสำรวจภูเขาและแม่น้ำไปทั่วประเทศจีนแล้ว เธอจะต้องเจอสิ่งดีๆเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน
หลังจากที่พวกเขาฟื้นฟูภูเขาหลายลูกเสร็จและมาถึงที่ตั้งของค่ายกลกลืนกินวิญญาณนั้น ตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่วันที่พวกเขาออกเดินทาง จากการที่ต้องนอนกลางป่าติดต่อกันมาหลายวัน ตอนนี้ทุกคนจึงเริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว
“วันนี้เราหาที่พักดีๆกันหน่อยดีกว่า ตอนนี้ฉันอยากอาบน้ำมากเลย” หูจินกระซิบกับฟู่เยี่ยน
“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แถวนี้ไม่มีที่ให้เรากางเต็นท์เลย ฉันพกใบอนุญาตทำงานติดตัวมาด้วย เราไปหาที่พักที่ดีที่สุดในระแวกนี้กันเถอะ”
ฟู่เยี่ยนเองก็คิดถึงเตียงนุ่มๆมากเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจว่าจะไปหาที่พักดีๆเพื่อจะได้อาบน้ำล้างตัวให้สะอาด แล้วค่อยกลับไปหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ายกลต่อ
ก่อนออกเดินทางจากเมืองหลวง ฟู่เยี่ยนได้วางแผนการเอาไว้มากมาย ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอเดินทางไปแก้ปัญหาให้เหวินเฉียง เธอไปในนามทีมสำรวจทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยตี้ตู ซึ่งตอนนั้นมันใช้ได้ผลดีมาก ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงจะใช้ชื่อนั้นอีกครั้ง
ตอนนี้เธอมีใบอนุญาตอยู่แล้ว แค่ใส่ชื่อของตัวเองลงไปก็พอ ซึ่งครั้งนี้ลุงหลิวจะรับหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ควบคุมดูแลทีมสำรวจจากมหาวิทยาลัยตี้ตู
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นๆล้วนเป็นนักศึกษาและผู้ช่วยของลุงหลิว และพวกเขาก็ได้ใช้ชื่อนี้ในการติดต่อห้องพัก
เมื่อพนักงานที่โรงแรมเห็นว่าเป็นคนที่มาจากเมืองหลวงก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่เพียงแค่ให้ห้องที่ดีที่สุดกับพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำร้อนให้ใช้ตามสบาย และยังแนะนำร้านอาหารใกล้เคียงให้ด้วย
หลังจากทุกคนย้ายเข้าที่พักและอาบน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมตัวออกไปหาอะไรกิน แต่ละคนล้วนเป็นพวกที่ไม่ขาดแคลนเงินทองอะไร ทว่าคาดไม่ถึงว่าในระหว่างมื้ออาหารจะพบว่ามีคนแอบสะกดรอยตามอยู่ และยังไม่แน่ใจว่าคนพวกนั้นจะเป็นคนของตระกูลหลิวหรือไม่
“ดูนั่นสิ คนที่นั่งโต๊ะตรงหัวมุมกำลังมองมาที่เราด้วยล่ะ เขามองมาที่โต๊ะของเราไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว” มู่อี้อันกระซิบกับทุกคนเบาๆ แค่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของพวกเขาไปได้อย่างแน่นอน
“ฉันสังเกตเห็นเขามาสักพักแล้ว เขาตามมาตั้งแต่ตอนที่เราออกจากที่พักแล้ว แต่ฉันไม่เคยเห็นเขามาก่อน จึงไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนของตระกูลหลิวหรือเปล่า” ฉางหยู่เซิงเองก็กระซิบบอกข้อมูลนี้กับทุกคนเช่นกัน
“ไม่ว่าจะเป็นคนจากตระกูลไหนก็ตาม ตราบใดที่กล้ามาปรากฏตัวอยู่ใต้จมูกของเรา ก็เท่ากับว่าคนคนนั้นหมดหนทางที่จะหนีรอดไปไหนได้แล้ว” ฟู่เยี่ยนกำลังกลุ้มใจว่าจะคลี่คลายสถานการณ์นี้อย่างไรดี ? แต่แล้วคนผู้นี้ก็ดันมาปรากฏตัวตรงหน้าเสียเอง !
แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำแบบนี้ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ฟู่เยี่ยนจะปล่อยให้เขาหนีไปได้ ฟู่เยี่ยนได้มอบยันต์ติดตามตัวให้กับเยี่ยนโหลว พร้อมกับกระซิบบางอย่างและขอให้เขาแอบเอายันต์ของเธอไปแปะบนตัวชายคนนั้นอย่างเงียบๆ
หลังจากที่ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้น พวกเขาก็เพียงแค่รอ และแอบติดตามเขาไปเท่านั้น
วินาทีต่อมา เยี่ยนโหลวก็ทำทีว่าจะเดินไปหยิบกาน้ำ ขณะที่ชายคนนั้นไม่ทันได้มอง เขาก็ได้ดีดยันต์ไปที่แผ่นหลังของชายคนนั้นโดยตรงแล้ว
เมื่อยันต์แผ่นนั้นสัมผัสกับร่างกายของชายแปลกหน้า มันก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงแค่ฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นว่ากระดาษยันต์ของเธอยังคงแปะอยู่บนผิวหนังของเขาอย่างแน่นหนา
ฟู่เยี่ยนยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเลิกสนใจชายคนนั้น และสั่งอาหารกับทุกคนต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทางด้านชายคนนั้นยังคงแอบมองมายังกลุ่มของฟู่เยี่ยนอยู่เป็นระยะระยะ โดยเขาสั่งแค่บะหมี่ชามเดียวเท่านั้น แต่ก่อนที่เขาจะกินเสร็จ เขาก็พบว่าพวกฟู่เยี่ยนกำลังจะออกไปแล้ว เขาจึงรีบวางชามลง และเดินตามออกไปในทันที
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจงใจหลอกเขาโดยเดินไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง พวกเธอยังถือโอกาสนี้เดินไปที่ตลาดสดอีกด้วย หลังจากที่เดินจนทั่วตลาดแล้ว เธอก็ได้ซื้อผักต่างๆเพื่อเก็บเอาไว้เป็นเสบียงเพิ่ม
เนื่องจากผักทั้งหมดที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ได้ถูกนำไปทำอาหารหมดแล้ว เธอจึงจำเป็นต้องซื้อเพิ่ม
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นยังคงเดินไปตามถนนตลอดทั้งวัน พวกเขาไปห้างสรรพสินค้า และร้านค้าเล็กๆทุกประเภท ชายคนนั้นก็ยังคงแอบตามพวกเขาอยู่ห่างๆในช่วงบ่าย เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนและคนอื่นกลับเข้าไปในที่พักแล้ว เขาจึงได้กลับไป
แต่สิ่งที่เขาไม่ทันได้สังเกตก็คือ กลังจากที่เขากลับไปนั้น ฉางหยู่เซิงและเยี่ยนโหลวได้แอบสะกดรอยตามเขาไปอย่างเงียบๆ ซึ่งชายคนนั้นไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะถูกคนที่ตัวเองกำลังสะกดรอยตามอยู่แอบตามเขากลับแบบนี้
ฉางหยู่เซิงและเยี่ยนโหลวเดินตามเขาไปห่างๆ เขาเดินลัดเลี้ยวไปตามตรองซอกซอยต่างๆ จนมาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์เก่าหลังหนึ่ง เดิมทีเยี่ยนโหลวต้องการจะตามเข้าไปข้างใน แต่ฉางหยู่เซิงได้เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
“พอแค่นี้ก่อนเถอะ เราตามเขาเข้าไปข้างในไม่ได้ หากเราเข้าไปข้างใน คงถูกจับได้อย่างแน่นอน แบบนั้นคงไม่ดีแน่ ! ฉันว่าเรากลับกันก่อนดีกว่า” หลังจากที่พูดจบ ทั้งสองก็ได้กลับไปยังที่พักอย่างเงียบๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง ? เขาไปที่ไหนแล้ว ?” หูจินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด ที่นั่นต้องเป็นบ้านของลูกชายคนรองตระกูลหลิวอย่างแน่นอน ที่นั่นเป็นทรัพย์สินของลูกชายคนรองตระกูลหลิว ซึ่งมันได้ถูกส่งคืนเมื่อไม่กี่ปีก่อน และลูกชายคนรองก็มีลูกชายทั้งหมด4คน ส่วนเด็กคนนั้น ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามาจากบ้านไหน ?”
“อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้เลย มาหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ายกลรอบๆที่นั่นกันก่อนดีกว่า หลังจากที่เราได้ข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว ค่อยไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลิวเพื่อสอบถามว่าเขาเป็นใคร เราจะได้รู้ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลิวมากขึ้นสักที”
ฟู่เยี่ยนคิดว่าควรต้องทำความเข้าใจให้มากกว่านี้เสียแล้ว เพราะเมื่อครอบครัวใหญ่ขึ้น คนในครอบครัวย่อมมีความคิดแตกแยกกันเป็นธรรมดา หากอยากจะลงมือทำอะไร ก็ต้องรู้เขารู้เราให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
ฉางหยู่เซิงและหูจินรู้ข้อมูลบางอย่างมาบ้างแล้ว แม้ว่าข้อเท็จจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ยังไม่ถูกค้นพบก็ตาม แต่สถานการณ์โดยรวมยังถึงว่าพอเข้าใจได้
“ตอนนี้ชายชราแห่งตระกูลหลิวยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้อาศัยอยู่กับลูกชายคนโต และเลือกที่จะมาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังเก่ากับลูกชายคนรองแทน”
“ส่วนครอบครัวของลูกชายคนโตอาศัยอยู่ในเขตชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่รวมตัวของญาติพี่น้องตระกูลหลิว ส่วนทางลูกชายครอบครัวคนรองนี้เป็นครอบครัวที่มีทะเบียนบ้านในเขตเมือง”
“ชายชราคนนี้ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดจริงๆ !” ลุงหลิวพูดแทรกขึ้นมา โดยปกตินั้นชายชรามักจะอาศัยอยู่กับลูกชายคนโต และมอบทรัพย์สินของตระกูลให้กับลูกชายคนโตเป็นคนจัดการ แต่การที่เขาไปอาศัยอยู่กับลูกชายคนรองแบบนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกจากความลำเอียง
“ฉันได้ยินมาว่าลูกชายคนโตไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของเขา แต่เป็นลูกติดของภรรยา ส่วนบางคนก็บอกว่าเขาเป็นลูกบุญธรรมของทั้งสอง แต่นี่ก็เป็นแค่เรื่องที่ฉันได้ยินมาจากคนอื่น ซึ่งก็อาจเชื่อถือไม่ได้ และตระกูลหลิวเองก็เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอีกด้วย”
“แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เฒ่าหลิวก็ไม่ได้สนิทสนมกับทางสายนั้นเท่าไรนัก ผู้เฒ่าหลิวยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ ได้ยินมาว่าผู้เฒ่าหลิวรักลูกสาวคนนี้ที่สุดเลยทีเดียว”
“ซึ่งเธอคนนี้คือตัวปัญหาของตระกูลเหลิวเลยก็ว่าได้ แม้แต่ลูกชายคนรองของตระกูลหลิวก็ยังต้องฟังคำสั่งของเธอ”
“ในตระกูลหลิวมีไม่กี่คนที่อยู่ในแวดวงอภิปรัชญา และก็ไม่มีผู้สืบทอดรุ่นหลัง ดังนั้นตราบใดที่มีลูกหลานในตระกูลหลิวที่มีแววโดดเด่น ผู้เฒ่าหลิวก็มักจะลงมือสั่งสอนด้วยตัวเองเสมอ”
หูจินให้ความสนใจไปที่ป้าหลิวคนนี้เป็นพิเศษ เพราะในครอบครัวของเธอมีธรรมเนียมสืบทอดมรดกพลังสู่ผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย
ตอนที่ 617: เริ่มแผนการภายใต้ชื่อทีมสำรวจอีกครั้ง
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่หูจินจะรู้จักกับหญิงวัยกลางคนจากตระกูลหลิวคนนี้ นั่นเป็นเพราะเธอเคยเจอกับหลิวฝาน หลานชายคนโตจากบ้านรอง ตอนที่เธอย้ายมาประจำการณ์ที่นี่ใหม่ๆ และเปิดรับสมัครคน หลิวฝานคนนี้เคยมาสมัครเข้าร่วมหน่วยงาน แต่ถูกหูจินปัดตกไปในทันที
ซึ่งเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถเพียงพอนั่นเอง แต่พวกเขากลับไม่ยอมรับผลการคัดเลือก และพวกเขายังบอกอีกว่าอาหญิงของพวกเขาเก่งกว่าเธอมาก
หูจินจึงได้จัดการพวกเขา ก่อนจะปล่อยให้กลับบ้านไปด้วยความอับอาย และเธอก็เริ่มเกิดความสนใจในตัวของอาหญิงคนนั้นขึ้นมาเล็กน้อย ตระกูลหลิวในแถบจีนตอนใต้ถือเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุด ดังนั้นคนที่ไม่มีภูมิหลังหรือไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงต้องยอมติดตามตระกูลหลิวเป็นธรรมดา
หลิวฝานภูมิใจในความสามารถของเขามาก ดังนั้นเมื่อมีสาขาของแผนกอภิปรัชญามาเปิดสำนักงานที่นี่ เขาจึงถูกส่งไปที่นั่นทันที เขาไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีตระกูลหลิวคอยสนับสนุนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กังวลอะไรเลย
ทันทีที่หูจินพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าคนในตระกูลหลิวไม่ได้ไร้สมอง ในทางกลับกันดูเหมือนว่าพวกเขาจะตั้งใจมาที่นี่ หากหลานชายคนโตของตระกูลหลิวสามารถเข้าร่วมสาขาย่อยของแผนกอภิปรัชญาได้ เขาก็จะเป็นที่ยอมรับของผู้คนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่หากเขาไม่ผ่านการคัดเลือก นั่นก็เป็นปัญหาของเขาเองเช่นกัน
คำพูดของเขากลับกลายเป็นการวางรากฐานสถานะของตระกูลหลิวไว้ได้ แม้จะจากไปอย่างน่าอับอาย แต่ทุกคนก็ไม่กล้าดูถูกพลังของตระกูลหลิว
“เธอรู้ไหมว่ามีใครในรุ่นของพวกเขาที่ดูน่าสนใจบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนเองก็เริ่มสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วเช่นกัน เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ตระกูลหลิวจะไม่มีภูมิหลังอะไรเลย และเหล่าลูกหลานของพวกเขาจะต้องไม่ได้มีแต่คนแบบนี้แน่ๆ
“ฉันได้ยินมาว่าคนที่มีฝีมือโดดเด่นที่สุดก็คือหลานชายที่เกิดจากลูกชายคนโตจากตระกูลหลิว แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักระหว่างบ้านลูกคนรองกับบ้านลูกคนโต ผู้เฒ่าหลิวจึงไม่ได้สอนเด็กคนนั้นเป็นการส่วนตัว แต่เป็นลูกชายคนโตของตระกูลหลิวสอนแทน”
“และฉันก็ยังได้ยินมาอีกว่าเขาคนนี้มีความสามารถเหนือกว่าหลิวฝานเสียอีก ตระกูลหลิวเชี่ยวชาญในเรื่องของศาสตร์แปดทิศและคัมภีร์อี้จิง และยังมีความรู้ในการวางกลยุทธ์ค่ายกลอีกด้วย แต่เรายังไม่ทราบถึงพัฒนาการในปัจจุบันของพวกเขา”
ในฐานะที่ฉางหยู่เซิงและหูจินเป็นผู้นํา ย่อมมีคนคอยประจบสอพลอพวกเขาโดยการส่งข่าวสารมาให้เพื่อเอาใจ แต่ความจริงแท้ของข่าวเหล่านั้น ยังต้องรอการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง
คำบอกเล่านั้นไม่จำเป็นต้องไร้ซึ่งเหตุผล มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถคัดกรองและใช้ข้อมูลนี้ได้อย่างไรมากกว่า
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราไปดูที่บ้านตระกูลหลิวก่อนดีกว่าว่ามีค่ายกลอะไรอยู่ที่นั่นบ้าง แล้วค่อยมาคุยกันอีกครั้ง พรุ่งนี้เราจะปลอมตัว และแอบออกไปทางประตูหลังของที่พัก
“หูจิน เธอกับฉางหยู่เซิงก็ต้องปลอมตัวด้วยเหมือนกันนะ เราจะไปที่นั่นและกระจายตัวกันออกไปเพื่อสำรวจค่ายกลที่นั่นอย่างละเอียด ที่สำคัญทุกคนต้องระวังตัวให้มากๆด้วย”
“เธอต้องแสร้งทำเป็นว่าเรื่องที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเป็นความลับขั้นสุดยอด แต่เธอกลับถูกจับได้โดยไม่ตั้งใจ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ หูจินก็เข้าใจในทันที ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะออกไปสืบหาข้อมูลก่อน เพราะตอนนี้เธอกับสามีตกเป็นคนที่น่าสงสัยไปแล้ว แค่รอให้คนพวกนั้นเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาก็จะเห็นถึงจุดประสงค์ของค่ายกลนี้แล้ว
“อืม ฉันเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้เรามาทำตามแผนกันเลยดีกว่า !” หูจินและฉางหยู่เซิงพยักหน้ารับ จากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันเข้านอน
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตระกูลหลิวเป็นปัญหาที่ใหญ่มากจริงๆ เพราะหากไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีทางที่ตระกูลหลิวจะส่งคนมาสะกดรอยตามพวกเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นนี่จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าตระกูลหลิวกำลังพยายามปกปิดความจริงบางอย่างอยู่
อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก แม้ว่าจะมีการสมรู้ร่วมคิดกันจริงๆ แต่เธอก็ยังสามารถแก้ไขมันได้
เนื่องจากวันนี้ทั้งวันเธอไม่ได้ทำอะไรเลย จึงทำให้ฟู่เยี่ยนนอนไม่หลับ ดังนั้นเธอจึงเข้าในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง เธอไปเล่นกับเสี่ยวเฮย พร้อมกับเก็บรวบรวมอาหารและผักที่อยู่ในดินแดนต่างมิติไปด้วย
เมื่อเข้ามาที่นี่ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกคิดถึงไป๋โม่เฉินขึ้นมาเล็กน้อย หากเขาอยู่ที่นี่กับเธอ เขาคงทำสิ่งเหล่านี้แทนเธอไปแล้ว ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าตอนนี้ไป๋โม่เฉินกำลังทำอะไรอยู่
อีกด้านหนึ่ง ในเวลานี้ไป๋โม่เฉินไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากคิดถึงภรรยาของเขาเท่านั้น...... เขายังคงขีดตัวเลขลงบนกระดาษอย่างเงียบๆ
บนโต๊ะของเขาเต็มไปด้วยแผนที่ และวันนี้ก็เป็นวันที่17 แล้วที่ฟู่เยี่ยนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ......
ในช่วง2-3วันแรกนั้น เขารู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย เพราะทุกคืนเขาจะต้องนอนกอดภรรยาเอาไว้ และในทุกๆเช้าเขาก็จะได้ยินเสียงอันอ่อนหวานของเธอคอยบอกอรุณสวัสดิ์อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่เขากับเธอแต่งงานกันแล้ว จึงสามารถไปหาพ่อกับแม่ของฟู่เยี่ยนได้ ดังนั้น ทุกวันหลังเลิกงาน ไป๋โม่เฉินจึงไปที่บ้านตระกูลฟู่ทันที เขาต้องไปช่วยสอนฟู่เหยา เพราะฟู่เยี่ยนได้ขอให้เขาสอนกังฟูให้กับน้องชายเธอ และเขาก็ไม่อยากกินข้าวคนเดียวด้วย
หากวันไหนเขายุ่งมากจนไม่ได้กลับบ้าน พ่อตาและแม่ยายจะเป็นห่วงเขาและเป็นกังวลว่าเขาจะไม่ได้กินข้าว ดังนั้นเขาจึงไปที่นั่นหลังเลิกงานทุกวัน และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาก็มักจะไปสอนศิษย์ทั้งสองคนของฟู่เยี่ยนอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยซื้อของบางอย่างไปฝากทุกคนอีกด้วย เขามีชีวิตที่เรียบง่ายมากๆ
ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าการมีชีวิตที่ธรรมดานั้นก็มีข้อดีเหมือนกัน และความอบอุ่นที่พ่อตากับแม่ยายมีต่อเขานั้นก็ไม่มีอะไรที่สามารถมาแทนที่ได้อีกด้วย
ในบางครั้ง หากเขาว่าง เขาก็จะกลับไปเยี่ยมคุณปู่กับคุณย่าที่บ้าน หลังจากที่ไป๋โม่อันหมั้นหมายไปแล้ว เขาก็มักจะไปๆมาๆ ระหว่างที่นี่กับบ้านของเขาเช่นกัน และตอนนี้ก็ถือว่าเขาดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
ส่วนไป๋โม่ฉิงยังคงถูกไป๋จวินสั่งให้อยู่ที่บ้าน และเธอยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกในวันหยุดอีกด้วย ดังนั้นในช่วงนี้ผู้เฒ่าทั้งสองจึงไม่เงียบเหงาเลย
หากเธอต้องอยู่ตามลำพัง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้เฒ่าทั้งสองจะคิดว่าหลานสาวของพวกเขาได้มีชีวิตที่สุขสบายหรือเปล่า ในวันที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ ทุกครัวเรือนในเมืองหลวงต่างก็เริ่มผิงไฟกันแล้ว ซึ่งทางด้านตระกูลฟู่ก็ได้ก่อกองไฟด้วยเหมือนกัน
เขาเคยไปทางตอนใต้มาแล้ว และก็รู้ด้วยว่าอุณหภูมิของที่นั่นกำลังดี แต่ช่วงนี้อากาศยังคงชื้นและหนาวเย็นอยู่เล็กน้อย โชคดีที่พวกเขาได้เตรียมสิ่งของอำนวยความสะดวกเอาไว้ให้กับเสี่ยวฮั่วแล้ว ดังนั้นจึงสบายใจเรื่องนี้ได้
หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ไป๋โม่เฉินก็เห็นว่าได้เวลาที่เขาต้องเข้านอนแล้ว พรุ่งนี้เขายังต้องตื่นแต่เช้า เพราะชวนจื่อกำลังจะแต่งงาน และไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาก็ไปช่วยเตรียมงานทุกวันอีกด้วย
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างตื่นนอนกันตั้งแต่เช้า และรีบออกจากที่พักไปทั้งที่ยังไม่ได้กินมื้อเช้าเสียด้วยซ้ำ ส่วนหูจินและฉางหยู่เซิงเองก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อดึงดูดความสนใจเช่นกัน
วันนี้พวกเขามาในนามของทีมสำรวจที่มหาวิทยาลัยตี้ตูส่งมาสำรวจหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงมาดูด้วยความตื่นเต้น พวกเขาไม่เคยเห็นคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างไปจากพวกเขาแบบนี้มาก่อน และเมื่อได้เห็น ทุกคนก็ถึงกับต้องอ้าปากค้าง !
ทางด้านหัวหน้าหมู่บ้านก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ แต่กลับได้รับโอกาสที่สำคัญขนาดนี้เลยหรือ ว่ากันว่าทีมที่เข้ามาสำรวจนี้คือทีมสำรวจทางด้านธรณีวิทยา แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าธรณีวิทยานั้นคืออะไร
“หัวหน้าหมู่บ้านครับ ผมต้องขอรบกวนเวลาของคุณสักครู่หนึ่งแล้ว เราไปดูกันเถอะ ผมได้ยินมาว่าที่นี่มีพื้นที่ที่หญ้าไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้เหรอครับ ?” ลุงหลิวพูดออกไปด้วยสีหน้าที่ดูเป็นธรรมชาติ เนื่องจากตอนนี้เขาได้สวมบทเป็นอาจารย์ผู้ควบคุมทีมสำรวจอยู่นั่นเอง
“ใช่แล้วล่ะครับ มันเป็นแบบนั้นมาหลายปีแล้ว และยังไม่มีใครกล้าไปที่นั่นอีกด้วย ดังนั้นมันจึงถูกทิ้งเอาไว้แบบนั้นโดยที่ไม่มีใครสนใจ แต่มันก็เป็นเรื่องแปลกจริงๆนั่นแหละ ไม่มีอะไรที่สามารถเติบโตที่นั่นได้เลย!”
“ที่แห่งนั้นมีพื้นที่ที่กว้างขวางมาก ! มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพียงแค่ในหมู่บ้านของเราเท่านั้น แต่ยังกินพื้นที่ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย ทางทีดีพวกคุณอย่าไปที่นั่นเลยนะครับ เพราะแม้แต่ตอนกลางวัน ยังเคยมีคนหลงทางเพราะไปที่นั่นมาแล้ว !”
หัวหน้าหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงถึงกับทำอะไรไม่ถูก ที่ดินบริเวณนั้นเคยเป็นที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก่อน แม้ว่ามันจะอยู่ติดกับเชิงเขา แต่ก็เป็นพื้นที่ราบเรียบและมีแม่น้ำสายเล็กๆไหลผ่าน
แต่จู่ๆ มันก็กลายเป็นแบบที่หัวหน้าหมู่บ้านบอก และไม่มีใครกล้าไปที่นั่นอีก ทุกคนต่างก็บอกว่าที่นั่นมีวิญญาณร้ายสิงอยู่ ! จากนั้น ข่าวลือก็เริ่มแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ จนชาวบ้านไม่อยากไปที่นั่นอีก
“หัวหน้าหมู่บ้าน คุณช่วยบอกทางไปที่นั่นให้กับเราหน่อยได้ไหม เราจะไปที่นั่นเอง ช่วยบอกให้คนในหมู่บ้านอย่าตามเราไปด้วยนะครับ” ลุงหลิวรู้ดีอยู่แล้วว่าการหลงทางและวิญญาณชั่วร้ายที่ชาวบ้านพูดถึงนั้นล้วนเกิดมาจากค่ายกลทั้งสิ้น
“คุณอย่าไปที่นั่นเลยดีกว่า มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย ถึงอย่างไรพวกคุณก็เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อประเทศของเรา ไม่ควรเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้น !” เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินคำพูดของลุงหลิว เขาก็รีบหยุดทีมสำรวจเอาไว้ในทันที
“อย่ากังวลไปเลยครับ อย่าหาว่าเราอวดดีเลย มันคืองานของเรา นอกจากนี้การสำรวจของเราจะช่วยไขข้อสงสัยของทั้งสองหมู่บ้านได้ ฉะนั้นได้โปรดอย่ามองว่าพวกเราก้าวร้าวเลยนะครับ !”
หลังจากพูดจบ ลุงหลิวก็ได้ลุกขึ้นยืนและบอกลาหัวหน้าหมู่บ้าน ตราบใดที่หัวหน้าหมู่บ้านรู้เรื่องนี้ ก็คงจะไม่เป็นไรแล้ว
ตอนที่ 618: เสี่ยวหวังจวง
ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงไม่อยากเข้าใกล้สถานที่แห่งนั้นอยู่แล้ว ส่วนฟู่เยี่ยนและทีมสำรวจของเธอก็ได้เดินไปที่นั่นทันทีหลังจากบอกลากับหัวหน้าหมู่บ้าน
“ฉันคิดว่าค่ายกลที่หลงเหลืออยู่นี้ส่งผลกระทบที่แย่มากต่อผู้คนในหมู่บ้าน หากเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เราก็ควรจะทำลายมันไปเลยเสียดีกว่า”
ลุงหลิวคิดว่าค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เศษเสี้ยวของค่ายกลที่หลงเหลืออยู่ก็ตาม แต่มันได้สร้างปัญหาให้กับคนในหมู่บ้านไม่น้อย
“เราดูสถานการณ์ไปก่อน อย่างไรก็ตามหนูเห็นแล้วว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก คาดว่าน่าจะเป็นเพราะค่ายกลยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจะทำลายมันก็ทำได้ แต่ถ้าเราทำทันทีอาจจะทำให้คนอื่นสงสัยได้ คงต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”
ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกว่าหากค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์นี้ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน มันจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนเกินไป ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาแค่คิดว่าสถานที่แห่งนั้นมีวิญญาณชั่วร้ายสิงอยู่ และความเข้าใจผิดนี้ก็ไม่สามารถอธิบายได้ ดังนั้นพวกเขาจึงสรุปว่าที่นั่นมีวิญญาณชั่วร้ายสิงอยู่นั่นเอง
“ทุกคน...... รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างหรือเปล่า ?” ทันใดนั้นเอง ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมู่อี้อันก็เริ่มตอบสนองมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้สถานที่แห่งนั้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่กำลังคุกคามจิตใจของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น
ทุกคนพยักหน้ารับ ฟูเยี่ยนรู้สึกได้ชัดเจนจริงๆ เธอถึงกับสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายมืดมิดนี้กำลังค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของพวกเธอ ดูเหมือนว่าค่ายกลนี้จะมีประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งไม่น้อย และมันจะส่งผลกระทบแค่กับคนในวงการอภิปรัชญาเท่านั้น
“มันเป็นเพียงค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์จริงๆ แต่กลับสร้างแรงกดดันออกมาได้อย่างมหาศาล หากค่ายกลนี้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ มันจะสร้างปัญหาได้มากมายขนาดไหนกันนะ ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ตระกูลหลิวจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน หลังจากที่เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ค่ายกลที่พูดถึงนั้นก็ได้อยู่ตรงหน้าของพวกเขาแล้ว ที่นี่ไม่มีต้นไม้ใบหญ้างอกขึ้นมาจริงๆ มันเป็นเพียงผืนดินที่ว่างเปล่าและไร้ซึ่งชีวิตชีวา
พวกเขาแค่เดินวนไปรอบๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบด้านในค่ายกลเลย เพราะมันเป็นเพียงค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น
“ดูนั่นสิ มีอะไรอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ?” ดวงตาของมู่อี้อันเฉียบคมมาก เขารู้สึกได้ว่าในหลุมข้างหน้ามีสิ่งที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่
“นั่นน่าจะเป็นความลับของค่ายกลนี้ เราไปดูกันหน่อยดีว่าว่ามันคืออะไร”
พวกเขาทั้งสี่คนเดินไปที่นั่นพร้อมกัน และยิ่งเข้าใกล้มันมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าขนลุกมากขึ้นเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์มองไปที่สิ่งนั้น ก่อนจะมองลึกลงไปยังใต้ดินจนพบว่ามีบางอย่างถูกฝังอยู่ ซึ่งมันถูกฝังเอาไว้ลึกกว่าหนึ่งเมตร
เธอเพ่งสายตาไปที่ตรงนั้นอย่างระมัดระวัง คนพวกนั้นกล้าใช้สิ่งชั่วร้ายแบบนี้มาสร้างค่ายกลเลยหรือ ? หากค่ายกลนี้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่กว่าหนึ่งร้อยลี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตไปทันที ! ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ?
ช่างเป็นการกระทำที่น่าเกลียดมาก ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม เธอจะต้องหาเขาให้เจอ !
และเมื่อเธอเห็นว่าเยี่ยนโหลวกำลังจะเดินไปที่นั่น ฟู่เยี่ยนก็ได้คว้าตัวเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“อย่าเพิ่งไปที่นั่น ระวังจะมีแผนลวง” ฟู่เยี่ยนพูดพลางหยิบกระดาษมนุษย์สองตัวออกมาแล้วโยนไปทางนั้น พอกระดาษมนุษย์ตกลงพื้น มันก็ขยายตัวเป็นขนาดเท่าคนจริงในทันที แล้วเริ่มเดินเซไปทางนั้นอย่างช้าๆ
เมื่อเข้าใกล้สิ่งนั้นมากขึ้น จู่ๆก็ดูเหมือนกับว่ามันได้เหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง และทันใดนั้นเอง มนุษย์กระดาษก็ถูกเข็มเหล็กที่พุ่งขึ้นจากพื้นฝังทะลุร่างไปทันที
อันตรายมาก !
“มันคือ...... กับดักอย่างนั้นเหรอ ?”
ทุกคนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที !
หากฟู่เยี่ยนไม่ดึงเยี่ยนโหลวเอาไว้ ตอนนี้เขาคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงหลิวก็ได้ก้าวออกไปข้างหน้า เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะนำมันไปห่อเข็มเหล็กเอาไว้และหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ที่ทำแบบนี้เพราะเขาไม่รู่ว่ามันมีพิษหรือไม่
หลังจากตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้ว เขาก็พบว่ามันไม่มีพิษ แต่เข็มเหล็กนี้ดูจะมีความคมที่ผิดปกติไปเล็กน้อย หากถูกมันเจาะทะลุเข้าไปในร่างกาย อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
“หากดูจากงานฝีมือแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของช่างตีเหล็กที่เชี่ยวชาญมาก ดูนี่สิ ตอนที่ตีเหล็กจะมีแสงสีน้ำเงินและม่วงเปล่งออกมา อาวุธชิ้นนี้น่าจะไม่เก่าเกินไป คาดว่าไม่น่าจะเกินสิบปี”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ ก่อนหน้านี้หูจินและฉางหยู่เซิงได้บอกว่าค่ายกลนี้มีมานานกว่าสิบปีแล้ว
“ตอนนี้เรายังไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะปิดผนึกมันเอาไว้ก่อน ช่วงนี้อย่าให้คนในหมู่บ้านมาที่นี่ เพราะพวกเขาอาจได้รับบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจได้ จากนั้นเราค่อยมาสืบหาดูว่าใครอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ และหลังจากที่จัดการคนเหล่านั้นเสร็จ เราค่อยกลับมาเก็บกวาดค่ายกลนี้กันอีกที”
ทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด นี่ไม่ใช่ค่ายกลที่สมบูรณ์ หากเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์ การสืบหาคนที่สร้างมันขึ้นมานั้นจะไม่ใช่เรื่องยากเลย
ถ้าเป็นค่ายกลที่สร้างไม่สำเร็จ แน่นอนว่ามันจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้วางค่ายกล เพราะมันถูกทำลายไปแล้ว แต่ถ้าเป็นค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์ ค่ายกลแบบนี้ได้ยกเลิกความสัมพันธ์กับผู้วางค่ายกลไปนานแล้ว ดังนั้นการไปยุ่งกับค่ายกลในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก
ฟู่เยี่ยนหยิบกระดาษยันต์ของเธอออกมา และวางมันลงบนขอบเขตเมื่อครู่นี้ ตราบใดที่เธอไม่เป็นคนถอดยันต์นี้ออกด้วยตัวเอง เธอเชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถทำลายมันได้อย่างแน่นอน
“เรามาสำรวจรอบๆค่ายกลให้เสร็จเถอะ จะได้ดูว่าดวงตาของค่ายกลนี้อยู่ที่ไหน เพราะสิ่งนั้นมักจะมีร่องรอยเอกลักษณ์ของคนที่สร้างมันขึ้นมาเอาไว้เสมอ สิ่งนั้นอาจทำให้เราหาตัวคนทำได้ง่ายขึ้น”
ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้อยู่ในใจแล้วว่าคนที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาได้นั้นต้องเป็นคนที่ฉลาดและชั่วร้ายมากๆ
เป็นจริงตามที่คิด พวกเขาเดินสำรวจรอบๆ จนพบกับกับดักแบบนี้ถึงเจ็ดแปดจุด รอบๆกับดักเหล่านั้นมักจะมีวิธีการหรือกลไกซ่อนอยู่เสมอ
ฟู่เยี่ยนเห็นกับดักทั้งหมดอย่างชัดเจน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธออยากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามธรรมชาติ เนื่องจากมันเป็นเรื่องชั่วร้าย และขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎของสวรรค์อีกด้วย !
ตอนนี้ทุกอย่างถูกปิดผนึกเอาไว้ด้วยยันต์ของเธอ หลังจากที่เดินสำรวจรอบๆค่ายกลเสร็จ พวกเขาก็ได้กลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอต้องไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง เธออยากรู้ว่าเมื่อสิบปีก่อน มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านนี้หรือเปล่า
วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านได้เชิญทุกคนไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านของเขา เขาได้เชือดไก่และตุ๋นเป็ดต้อนรับทุกคน ทั้งยังได้เชิญเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านมาร่วมโต๊ะด้วยกันอีกด้วย
“ลุงหัวหน้าหมู่บ้านครับ เราเห็นสถานที่แห่งนั้นแล้ว และตอนนี้เราก็ได้ดำเนินการบางอย่างไปเล็กน้อยแล้วเช่นกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะขอให้คุณช่วยบอกกับชาวบ้านว่าในช่วงนี้อย่าเพิ่งเข้าไปที่นั่น เรากำลังพยายามที่จะพัฒนาที่ดินบริเวณนั้นให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับจนกว่าจะถึงวันนั้นนะครับ”
ลุงหลิวพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านอย่างสมเหตุสมผล แน่นอนว่าเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินว่าพวกเขาสามารถฟื้นฟูสถานที่แห่งนั้นได้ เขาก็ดูมีความสุขขึ้นมาทันที เพราะคนในหมู่บ้านจะได้มีพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นนั่นเอง
“ต้องขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ หากสามารถฟื้นฟูสถานที่แห่งนั้นขึ้นมาได้ เราก็จะมีอาหารมากขึ้น คุณเองก็คงจะรู้ดีว่าเกษตรกรอย่างพวกเรานั้นมีวิถีชีวิตแบบไหน ! พวกเราลำบากมากจริงๆ ! ด้วยสภาพอากาศและพื้นที่ที่จำกัด จึงทำให้พวกเรามีอาหารไม่เพียงพอตลอดทั้งปี นี่ยังไม่นับปีที่เกิดภัยพิบัตินะ”
“ที่นั่นเป็นนาข้าวที่ดีที่สุดของพวกเรา มันติดกับแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่ตอนนี้น้ำในแม่น้ำกลับแห้งเหือดไปหมดแล้ว มันต่างจากก่อนหน้านี้ที่มีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา”
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และยังเชิญชวนพวกเขากินข้าวอย่างอบอุ่น ความซื่อสัตย์และความเป็นมิตรของชาวบ้านชัดเจนจนสัมผัสได้
“ลุงหัวหน้าหมู่บ้านครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะถามคุณ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของคุณ มันเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วใช่หรือเปล่าครับ ? คุณพอจะจำเรื่องราวในตอนนั้นได้บ้างไหม ?” ขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอย่างมีความสุขนั้น ลุงหลิวก็ได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา
“หากจะพูดถึงเรื่องนี้ ฉันเองก็พอจะจำได้อยู่บ้าง ! แต่ไม่ใช่คนแปลกหน้าอะไร เธอเป็นญาติทางฝั่งภรรยาของเฉินเล่าหวู่ เธอเป็นม่าย หลังจากสามีเสียชีวิตก็เลยมาที่บ้านเขาเพื่อเยี่ยมญาติ และช่วยดูแลเด็กๆอยู่ที่นี่ประมาณครึ่งปี”
“ต่อมามีคนจากบ้านของเธอมาที่นี่เป็นกลุ่มใหญ่ เขาพยายามลากตัวเธอกลับไป ทั้งยังบอกว่าหมั้นหมายกับคนที่จัดหาให้แล้ว แต่สาวน้อยไม่ยอมกลับไปอย่างเด็ดขาด ได้ยินมาว่าเธอหนีการแต่งงานมาที่นี่”
“เมื่อเธอไม่ยอมกลับ คนพวกนั้นจึงพักอยู่ที่นี่ประมาณครึ่งเดือน และหลังจากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็ดูวุ่นวายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา”
ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะทันได้พูดอะไรออกไป ภรรยาของเขาก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ให้ตายเถอะ ! คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกไป ? เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พ่อแม่จะเป็นกังวลเรื่องนี้ อาจารย์ คุณอย่าไปฟังเธอเลย ผู้หญิงในชนบทไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่แล้ว”
“แต่ฉันก็จำเรื่องนี้ได้ ตอนนั้นบ้านของพวกเขาป่วนกันใหญ่โตเลยทีเดียว สุดท้ายก็พาลููกสาวตระกูลหลิวคนนั้นกลับไปได้ ! ได้ยินมาว่าครอบครัวของเธอฐานะดีพอสมควรเลยล่ะ !”
หัวหน้าหมู่บ้านรีบอธิบายให้ภรรยาฟังเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทันที
“ลุงหัวหน้าหมู่บ้านครับ อย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลย สิ่งที่คุณป้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว คุณป้าช่างมีความจำที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆครับ !” ลุงหลิวรู้ถึงเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว และทุกคนก็ได้หันมามองหน้ากัน พลางรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ครอบครัวนี้ต้องถูกตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้น
ลูกสาวของตระกูลหลิวอย่างนั้นหรือ ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นอาหญิงแซ่หลิวคนนั้น ?
ตอนที่ 619: อาหลิว
ขณะที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ทางด้านหูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตามปกติ จากนั้นทั้งสองก็ได้ลงไปกินมื้อเช้าที่ทางที่พักได้จัดเอาไว้ให้ ก่อนจะออกไปเดินเล่นรอบๆหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง
“เป็นอย่างไรบ้าง ? ชายคนเมื่อวานนี้ยังตามเรามาอยู่หรือเปล่า ?” หูจินแอบถามฉางหยู่เซิงเงียบๆ
“เปลี่ยนคนแล้ว เขาคือคนละคนกับชายคนเมื่อวานนี้ ระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ”
ฉางหยู่เซิงรู้แล้วว่าคนที่แอบสะกดรอยตามพวกเขาไม่ใช่ชายคนเมื่อวานนี้ แต่ก็ดูมีบุคลิกคล้ายกันพอสมควร เขาจึงเดาว่าพวกเขาอาจจะเป็นพี่น้องกัน
ตระกูลหลิวไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายเลยจริงๆ เรื่องนี้เริ่มดูซับซ้อนขึ้นมาแล้วสิ ! บางทีฟู่เยี่ยนอาจจะพูดถูกก็ได้
“ไปกันเถอะ ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มแผนการแล้ว เร่งฝีเท้าหน่อย และแสร้งทำเป็นว่าเรากำลังจะสลัดพวกเขาออกไปกันดีกว่า”
หลังจากที่หูจินพูดจบ ทั้งสองคนก็ได้เดินเร็วขึ้นราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนรู้แล้วว่ามีคนแอบตามมาด้านหลัง จึงทำให้คนจากตระกูลหลิวไม่กล้าตามพวกเขาไป และเปลี่ยนวิธีมาเป็นสะกดรอยตามอยู่ห่างๆแทน แต่ก็ยังคงจับตามองทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา
หลังจากที่ทำแบบนี้อยู่นานพอสมควร หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้หันมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีใครตามพวกเขามาหรือไม่
จากนั้น ทั้งสองก็ได้เดินไปยังหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงด้วยท่าทีที่ดูเร่งรีบ เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายคนที่ตามพวกเขาก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขากล้าไปที่นั่นได้อย่างไร? แต่เขาก็ไม่ประมาท ก่อนจะเดินตามทั้งสองไป
เมื่อหูจินและฉางหยู่เซิงเดินมาจนใกล้จะถึงหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง พวกเขาก็เลือกที่จะไม่เข้าไปในหมู่บ้าน ก่อนจะหันหลังกลับและเดินกลับที่พักในทันที
ซึ่งจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือต้องการจะจัดการกับคนที่สะกดรอยตามมาด้านหลังนั่นเอง เมื่อเห็นเช่นนั้น คนที่สะกดรอยตามมาก็ไม่กล้าตามไปอีก และทำได้เพียงแค่มองดูทั้งคู่เดินเข้าไปในที่พักของพวกเขาเท่านั้น
เขายังคงเฝ้าดูอยู่ด้านนอกของที่พักนานกว่าหนึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่มีท่าทีว่าจะกลับออกมาแล้ว เขาจึงรีบกลับไปที่บ้านตระกูลหลิวเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวนี้ทันที
ไม่นานหลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็กลับมา
“การสืบหาข้อมูลวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? มีเบาะแสดีๆบ้างหรือเปล่า ?” ด้วยความที่หูจินไม่สามารถตามทุกคนไปได้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เมื่อเห็นว่าพวกฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว เธอจึงรีบเข้าไปถามในทันที
“ค่ายกลนี้ชั่วร้ายกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก แม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์ แต่กลับส่งผลให้พืชพันธุ์ในบริเวณนั้นไม่สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้แม้แต่ต้นเดียว แต่ตอนนี้ฉันได้ปิดผนึกค่ายกลนั่นเอาไว้แล้ว”
และเราก็พบว่ามีครอบครัวหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสงสัย ดังนั้นเราจึงจะไปตรวจสอบที่นั่นดูในวันพรุ่งนี้” ฟู่เยี่ยนบอกรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้หูจินฟังสั้นๆ
“มันเกี่ยวข้องกับตระกูลหลิวด้วยใช่หรือเปล่า ? วันนี้ยังคงมีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่ และเราสองคนก็ได้ทำทีเป็นเดินไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงแล้ว ฉันคิดว่าชายคนนั้นจะต้องกลับไปรายงานว่าเรากำลังคิดจะทำอะไรแล้วแน่ๆ หากพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องจริง อีกไม่นานเบาะแสทั้งหมดจะต้องถูกเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน”
ในตอนนี้ ความคิดของฉางหยู่เซิงนั้นดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก และเขายังมีความมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย
“ถูกต้องแล้วล่ะ ! พรุ่งนี้เราจะไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงด้วยกัน และพวกนายทั้งสองคนก็ต้องปลอมตัวเพื่อตามพวกเราไปด้วย แต่ตอนนี้เราไปกินมื้อเย็นกันดีกว่า จะได้ไปซื้อผักที่ตลาดด้วย วันนี้เราได้กินทั้งไก่และเป็ดที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว เราไปซื้อของเพิ่มอีกสักสองสามอย่างแล้วไปเป็นของฝากให้กับหัวหน้าหมู่บ้านกันเถอะ”
เย็นนี้พวกเขาได้ตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะไปกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารเล็กๆสักร้านหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ชายคนที่ถูกส่งไปเป็นสายสืบได้ยืนอยู่ในห้องโถงของบ้านตระกูลหลิวแล้ว เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะรายงานทุกอย่างที่เขาเห็นในวันนี้ให้กับผู้เฒ่าหลิวและหลิวหว่านซิ่วที่นั่งอยู่ข้างๆฟัง
“วันนี้ผมได้ตามพวกเขาไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ตัวว่าผมกำลังสะกดรอยตามอยู่เสียก่อน พวกเขาจึงรีบกลับไปที่พักทันที และไม่ออกไปไหนอีกเลย ผมเดาว่าพวกเขาทั้งสองคงจะไปที่นั่นอีกครั้งในวันพรุ่งนี้แน่นอนครับ”
คนที่เป็นสายลับในวันนี้ก็คือหลิวมี่ เขาเป็นหลานชายจากครอบครัวลูกชายคนรองของผู้เฒ่าหลิวนั่นเอง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาหลิวชาง คนที่สะกดรอยตามฟู่เยี่ยนเมื่อวานนี้
หลิวเอ้อร์หู่ในปีนี้อายุ86ปีแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรงดี เรื่องราวเล็กใหญ่ในบ้านล้วนเป็นเขาที่ตัดสินใจเป็นหลัก นอกจากเขาแล้ว ก็มีลูกสาวของเขา หลิวหว่านซิ่วเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัวนี้
“นายกำลังหมายถึง...... คนจากสาขาย่อยกำลังจะไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง แต่ไม่เข้าไปในหมู่บ้านเหรอ ? แล้วพวกเขาได้ติดต่อกับใครก่อนที่จะกลับหรือเปล่า ?” หลิวหว่านซิ่วเป็นคนที่รอบคอบมาก ดังนั้นเธอจึงได้ถามถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ขึ้นมา
“ไม่เลยครับ พวกเขาไม่ได้คุยกับใครเลย พวกเขาแค่เดินไปที่นั่นและกลับที่พักเท่านั้น” หลิวมี่พูดพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปพักผ่อนเถอะ” หลิวหว่านซิ่วสั่งการอีกครั้ง
“ครับคุณอา คุณปู่ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” หลังจากพูดจบ หลิวมี่ก็ได้เดินออกไป
“ลูกหมายความว่าอย่างไร คนของสาขาย่อยกำลังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงงั้นเหรอ ?” ทันทีที่หลิวมี่ออกไป ผู้เฒ่าหลิวที่แกล้งหลับตาอยู่ก็ได้ลืมตาขึ้นมา
“นั่นคือสิ่งที่หนูกำลังกลัวค่ะ หนูคิดว่าหนูคงต้องไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงเพื่อตรวจดูที่นั่นสักหน่อยแล้ว ดูว่าในช่วงไม่กี่วันนี้ มีใครไปที่นั่นบ้างหรือเปล่า ? เรื่องนี้ยังต้องไปหาพี่รอง เพราะบ้านเดิมของพี่สะใภ้อยู่ที่เสี่ยวหวังจวง”
“พ่อคะ เรื่องค่ายกลนั้นเรายังต้องคิดหาวิธีอยู่ ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นได้ พวกเราเสียแรงกายแรงใจไปมากมายขนาดนี้ จะให้ทุกอย่างสูญเปล่าก็คงไม่ได้ !”
หลิวหว่านซิ่วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา และนี่ก็คือแผนการทั้งหมดที่เธออยากบอกกับผู้เฒ่าหลิว
“เอาล่ะ ทำตามที่ลูกพูดเถอะ พ่อขอพักผ่อนก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องค่ายกล ให้ลูกเฝ้าดูมันอย่างใกล้ชิดและลงมือได้เลย”
หลิวเอ้อร์หู่หลับตาลงอีกครั้ง ท่าทีเหมือนไม่อยากพูดอะไรมากนัก หลิวหว่านซิ่วค่อยๆถอยออกไปที่หน้าประตูอย่างเงียบๆ เมื่อหลิวเอ้อร์หู่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกว่าแต่ละวันนั้นช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน
เมื่อเดินออกมาจากบ้านของผู้เป็นพ่อ ถัดออกไปทางทิศตะวันตกแค่เพียงไม่กี่ก้าวก็จะเป็นบ้านพี่รองและพี่สะใภ้รองของเธอ หลังจากที่บ้านมากกว่าสิบหลังในบริเวณนี้ได้รับคืนมาแล้ว พี่รองของเธอก็ได้แบ่งมันให้กับคนในครอบครัวและลูกชายของเขา ดังนั้นทุกคนจึงมีบ้านเป็นของตัวเอง
ตอนที่แบ่งสมบัติกันในตอนแรก บ้านทางฝั่งตะวันออกถูกแบ่งให้กับเธอด้วย แต่พี่สะใภ้รองกลับไม่ค่อยพอใจนัก
หลิวหว่านซิ่วแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ในใจคิดว่าตัวเองได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับตระกูลหลิว ขอบ้านสักหลังยังน้อยไปด้วยซ้ำ !
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเดินเข้าไป เธอก็ได้ขจัดความโกรธบนใบหน้าของตัวเองออกไป และเดินเข้าไปพร้อมกับรอยยิ้มแทน
ตอนนี้หลิวเซี่ยกำลังทำงานไม้อยู่ในลานบ้าน นี่คืองานอดิเรกที่เขาชอบที่สุด เมื่อเขายังเด็ก พ่อของเขามักจะทุบตีเขาเป็นประจำเพราะเรื่องนี้
พ่อไม่พอใจที่เขาไม่ทุ่มเทความตั้งใจให้กับการสืบทอดมรดกของตระกูล แต่ถึงอย่างนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาฝีมือของเขาในการเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว
ถึงพี่ใหญ่จะเก่งกาจแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ใช่คนตระกูลหลิว ถึงแม้จะเป็นพี่ใหญ่ที่เกิดจากแม่คนเดียวกันก็ตาม แต่ของใครก็คือของคนนั้นอยู่ดี !
ตอนนี้ครอบครัวพี่ใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งบ้านในหมู่บ้านนั้นเป็นสินเดิมของแม่ ตามเหตุผลแล้ว ก็ควรมีส่วนแบ่งเป็นของเธอและพี่รองด้วย !
จะไปโทษใครได้ ในเมื่อพ่อไม่ชอบพี่ใหญ่ แม่ถึงได้ยกบ้านเก่าหลังนั้นทั้งหมดให้พี่ใหญ่ก่อนจะสิ้นใจ เธอกับพี่รองเลยไม่ได้อะไรติดมือมาเลยสักนิด !
“พี่รอง พี่กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ? แล้วพี่สะใภ้รองล่ะ ?” หลิวหว่านซิ่วเดินเข้าไปพร้อมกับกล่าวทักทายพี่ชายของตัวเอง
หลิวเซี่ยตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นไปมองว่าภรรยาของเขาอยู่ข้างในบ้าน ส่วนหลิวหว่านซิ่วที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้เดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง สะใภ้รองของตระกูลหลิวก็ได้ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าเป็นน้องสาวของสามี เธอก็ได้เบะปากเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงแสร้งทำเป็นกระตือรือร้น ใครใช้ให้ผู้หญิงคนนี้เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อสามีกันล่ะ ?
ว่ากันว่า ‘ผู้หญิงโตแล้วไม่ควรอยู่บ้าน’ อยู่ไปก็กลายเป็นความขัดแย้ง เธอเองก็ไม่ได้อายุมากขนาดนั้น ยังสามารถแต่งงานกับใครสักคนแล้วมีลูกได้ ทำไมถึงต้องเอาแต่อยู่บ้านหลังนี้ด้วย ? คงไม่ใช่เพราะเธออยากได้บ้านหลังใหญ่นี้หรอกนะ ?
ดูท่าทางของน้องสาวสามีสิ ช่างเหมือนเจ้าของบ้านนี้มากกว่าตัวเธอเองเสียอีก !
“ฉันก็นึกว่าใคร ? ที่แท้ก็หว่านซิ่วนั่นเอง เข้ามาคุยกันข้างในก่อนเถอะ อย่าไปสนใจพี่รองของเธอเลย เขาก็เป็นของเขาแบบนั้นแหละ ! การได้ทำงานไม้เป็นความสุขของเขา ทุกวันนี้ฉันแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย ฉันต้องทำอาหาร ซักผ้า และทำงานบ้านทุกอย่างด้วยตัวเอง”
“ดูสิ คนเรานี่ พอแก่ตัวลงทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ มีลูกสะใภ้สี่คน แต่ไม่มีคนไหนยื่นมือมาช่วยเลย ต้องให้ฉันมาคอยดูแลเรื่องพวกนี้แทน หลานสี่คนมีคนไหนที่ฉันไม่ได้เลี้ยงมาบ้าง ? พอโตมาทุกคนกลับกลายเป็นลูกหมาป่าที่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ! ”
ตอนที่ 620: เผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ
พี่สะใภ้รองพูดพึมพำอยู่สักพัก เมื่อเห็นน้องสามีไม่ตอบกลับ เธอก็หยุดพูดไป ถ้าน้องสามีทะเลาะกับเธอสักสองสามคำก็ยังดูมีชีวิตชีวามากกว่า แต่ตอนนี้ดูน้องสามีที่ยังไม่แต่งงาน แต่กลับทำตัวเหมือนหญิงม่าย มันช่างน่าหงุดหงิดใจจริงๆ
“พี่สะใภ้รอง วันนี้ฉันยังมีธุระจึงมาหา พ่อขอให้ฉันมาบอกพี่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวง ฉันคิดว่า...... พรุ่งนี้เรากลับไปเยี่ยมบ้านพ่อกับแม่ของพี่สักหน่อยดีไหม ?”
สะใภ้รองของตระกูลหลิวเองก็รู้เรื่องในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงมาในระดับหนึ่ง เธอคิดในใจว่าผู้เฒ่าหลิวและหลิวหว่านซิ่ว รวมไปถึงคนอื่นในครอบครัวนี้ได้สูญเสียมโนธรรมไปแล้ว แต่เธอก็ไม่กล้าปฏิเสธเช่นกัน
“นั่นเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย พรุ่งนี้เราไปที่นั่นตั้งแต่เช้าตรู่เลยดีกว่า ฉันจะหาคนไปส่งเราที่นั่นเอง นานกว่าครึ่งปีแล้วที่ฉันไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน เธอไปทำธุระของเธอก่อนเถอะ ฉันเองก็จะไปเตรียมของฝากให้กับตายายของเด็กๆก่อน”
แท้จริงแล้วสะใภ้รองของตระกูลหลิวกำลังรำคาญที่ตัวเองต้องทำตัวเป็นมิตรกับน้องสาวสามีคนนี้
ทางด้านหลิวหว่านซิ่วที่เดินพ้นประตูออกไปแล้วก็ได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพราะทุกครั้งที่ต้องมาเจอพี่สะใภ้รอง เธอมักจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่เสมอ
จากนั้น เธอก็ได้มองไปรอบๆบ้านหลังเก่าของเธอ และภาพช่วงเวลาตอนที่เธอยังเด็กก็หวนคืนมาอีกครั้ง คงจะดีมากหากเวลาหยุดไว้ที่ช่วงเวลานั้นตลอดไป !
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น พี่สะใภ้รองก็ได้กลับไปที่บ้านพ่อกับแม่ของเธอพร้อมกับหลิวหว่านซิ่ว โดยเธอได้เอาของฝากมากมายกลับไปด้วย ซึ่งมีหลิวหม่าน ลูกชายคนโตของพี่สะใภ้รองและหลิวฉางลูกชายคนรองไปส่งพวกเธอ
พวกเขาเดินทางโดยจักรยาน คันหนึ่งซ้อนท้ายโดยพี่สะใภ้รองของเธอ ส่วนอีกคันมีหลิวหว่านซิ่วซ้อนท้าย
เมื่อมาถึงบ้านพ่อกับแม่ของพี่สะใภ้รอง หลิวหว่านซิ่วกลับไม่ได้เข้าไปข้างใน เพราะเธอยังมีงานอื่นที่ต้องทำ
“พี่สะใภ้ ฉันขอไปคุยธุระที่บ้านพี่ฉินก่อนนะ ฉันคงจะอยู่กินมื้อเที่ยงที่นั่นเลย พี่อยู่พูดคุยกับคุณลุงคุณป้าตามสบายเถอะ !”
พี่สะใภ้รองดูจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูดเป็นอย่างดี ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ส่วนลูกชายทั้งสองนั้นไม่ได้ตามเข้าไปด้วย พวกเขาเลือกที่จะเดินตามอาของพวกเขาไป จึงทำให้สะใภ้รองตระกูลหลิวรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้
ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงแล้วเช่นกัน แต่ก่อนที่จะถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เธอก็ได้พบกับหลิวหว่านซิ่วและหลานชายทั้งสองเข้าเสียก่อน
หลิวหว่านซิ่วรู้ได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเห็นหญิงสาวที่ดูดีตรงหน้า ซึ่งแค่ดูก็รู้แล้วว่าหญิงสาวคนนี้มาจากเมืองหลวง
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็สังเกตเห็นหลิวหว่านซิ่วและหลานชายทั้งสองคนที่เคยสะกดรอยตามพวกเขาแล้วเช่นกัน โดยที่สังเกตได้ง่ายๆเลยก็คือชุดของหลิวหว่านซิ่ว.........
มันไม่ได้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่นี่เลยจริงๆ
แม้ว่าในช่วงนี้ผู้คนจะนิยมสวมชุดที่มีสีสันสดใส หรือชุดลายดอกไม้ แต่ส่วนมากผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนั้นมักจะสวมชุดสีน้ำเงินกรมท่าหรือสีเข้มมากกว่า เพราะในชนบท ผู้หญิงทุกคนต่างก็แต่งตัวกันแบบนี้
แต่หลิวหว่านซิ่วกลับสวมแจ็คเก็ตบุนวม ซึ่งแค่มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าการแต่งตัวแบบนี้เป็นที่นิยมกันเมื่อ30ปีผ่านมาแล้ว มันแตกต่างไปจากการแต่งตัวของคนในสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง ส่วนหลานชายทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังของเธอนั้นยังคงแต่งตัวปกติ
คนทั้งสองกลุ่มเดินมาเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ ก่อนที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนหลิวหว่านซิ่วก็ได้พาหลานชายทั้งสองคนไปที่บ้านของเฉินเหล่าหวู่
หลิวฉิน ภรรยาของเฉินเหล่าหวู่เป็นลูกพี่ลูกน้องของหลิวหว่านซิ่ว ซึ่งคนที่หลบหนีงานแต่งงานมาที่นี่ในตอนนั้นก็คือหลิวหว่านซิ่วนั่นเอง
หลิวฉินไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของหลิวหว่านซิ่วเลย เธอคิดว่าที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอมาที่นี่ก็เพื่อต้องการจะหนีปัญหาเท่านั้น แต่ก็มารู้ในภายหลังว่าสาเหตุของที่ดินที่ไร้หญ้างอกขึ้นมาในหมู่บ้านนั้นเกี่ยวข้องกับหลิวหว่านซิ่ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะหากเธอพูดมันออกไป เธอคงถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านอย่างแน่นอน
และที่สำคัญ เธอก็ไม่กล้าทำให้หลิวหว่านซิ่วโกรธอีกด้วย ในบรรดาสมาชิกของตระกูลหลิว ทุกคนต่างก็กลัวหว่านซิวทั้งนั่น เพราะหว่านซิวเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย
ซึ่งการมาถึงของหลิวหว่านซิ่วทำให้บ้านของหลิวฉินดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อยเช่นกัน หลิวฉินรีบขอให้ลูกสะใภ้ของเธอไปเชือดไก่เพื่อมาทำอาหารรับแขกในทันที โดยสะใภ้เล็กของเธอเป็นคนรับหน้าที่นี้ และลูกสะใภ้ใหญ่ของเธอก็ได้ตามเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณน้า ! ฉันเพิ่งไปที่บ้านลุงกับป้าของฉันมา ทั้งสองให้ไข่เป็ดกับฉันหลายฟองเลย เอาไว้ฉันจะนำมันไปทำมื้อเที่ยงให้กับทุกคนก็แล้วกันนะคะ เมื่อเร็วๆนี้เขาได้เลี้ยงต้อนรับเหล่าอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง และพวกเขาก็ได้นำเป็ดหลายตัวมาให้เป็นของขวัญ ซึ่งมันก็วางไข่ทันทีที่มาถึงเลยล่ะค่ะ !”
ลูกสะใภ้ใหญ่ของหลิวฉินเป็นหลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เมืองหลวง’ หลิวหว่านซิ่วก็ขมวดคิ้วขึ้นมา ก่อนจะตระหนักได้ว่าคนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่ายนัก เธอจึงได้สอบถามถึงเรื่องนี้ในทันที
“ช่างเป็นเกียรติมากจริงๆ ที่ได้ต้อนรับคนจากเมืองหลวง ว่าแต่ ทำไมพวกเขาถึงได้มาหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลของพวกเราแบบนี้กันล่ะ พวกเขามาทำอะไรกัน ?” หลิวหว่านซิ่วนั่งลงข้างๆหลานสะใภ้ใหญ่ ก่อนจะถามพร้อมกับช่วยเด็ดผัก
“ฉันได้ยินมาว่า...... พวกเขามาที่นี่เพื่อสำรวจทางธรณีวิทยา และได้ไปดูพื้นที่ในหมู่บ้านที่ไม่มีหญ้าแล้ว ! พวกเขาบอกว่ามีทางแก้ไขเรื่องนี้ แต่คุณป้าอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนนะคะ หากทุกคนรู้เรื่องนี้ คงจะเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่ๆ”
“แต่ที่น่าสนใจก็คือ ในบรรดานักศึกษาเหล่านั้นมีคนที่ดูแตกต่างจากคนอื่นอยู่ด้วย ! มีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มของพวกเขาที่หน้าตาดีมากๆ ขนาดฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันยังอดชื่นชมเธอไม่ได้เลย”
“ที่สำคัญ พวกเขาทุกคนเป็นคนที่ใจดีมาก ในอนาคตฉันเองก็จะให้ลูกสาวของฉันตั้งใจเรียนให้มากๆ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตูได้ เพราะพวกเขาทุกคนดูดีมากจริงๆ !”
หลิวหว่านซิ่วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินหลานสะใภ้ใหญ่พูดถึงเรื่องลูก เธอจึงได้หาข้ออ้างและเดินออกไป
หลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านเบ้ปากแล้วคิดในใจว่า: ตัวเองไม่มีลูก ยังจะไม่ให้คนอื่นพูดถึงลูกเหรอ ? ดูท่าทางสิ ! อายุสี่สิบแล้ว แต่งตัวเหมือนพวกเศรษฐินีรวยๆเลย ตอนนี้แม่ป้าคนไหนเขาจะแต่งตัวแบบนั้นกัน”
หลิวหว่านซิ่วกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอเกรงว่าสาเหตุที่คนเหล่านี้มาที่นี่ก็เพราะมีเจตนาแอบแฝง ซึ่งตอนนี้คนในหมู่บ้านยังไม่รู่ถึงสาเหตุว่าทำไมที่ดินผืนนั้นถึงแห้งแล้ง คนพวกนั้นต้องการจะทำอะไรกันแน่ ?
สิ่งนั้นเกิดจากการก่อตัวของค่ายกล และตอนนี้คนเหล่านั้นก็ได้บอกว่าพวกเขาสามารถปรับปรุงพื้นที่นั้นได้ อย่าบอกนะว่าคนพวกนั้นเป็นคนที่มาจากสาขาย่อยของแผนกอภิปรัชญา
หากพวกเขาเห็นกลอุบายของค่ายกลนี้เข้าล่ะก็ จะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน !
หลิวหว่านซิ่วรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะกินอะไรแล้ว ดังนั้นเธอจึงเรียกหลานชายคนโตมาพบ และสั่งการบางอย่างในทันที
หลิวหม่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำสั่งจากอาของเขา และเขาก็คิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคนจากเมืองหลวงพวกนั้นเกี่ยวข้องกับครอบครัวของเขาอย่างไร ?
แต่เขาก็ยังเชื่อฟังคำสั่งทุกคำของอา ไม่ว่าเธอจะสั่งให้เขาทำอะไร เขาก็พร้อมที่จะทำตามเสมอ
เมื่อเดินไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เขาก็นึกถึงคำพูดของอาขึ้นมาได้ เขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสืบหาที่มาของคนเหล่านั้น แต่คนเหล่านั้นรู้แล้วใช่ไหมว่ากำลังถูกพวกเขาสะกดรอยตามอยู่ ? ดังนั้นเขาจึงคอยจับตามดูคนเหล่านั้นจากระยะไกล เมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวตัวเล็กๆอยู่ในกลุ่ม เขาจึงวางแผนว่าจะลักพาตัวเธอมา และถามถึงสิ่งที่เขาอยากรู้ เขาคิดว่าหากข่มขู่ให้หญิงสาวคนนั้นรู้สึกหวาดกลัว เธอก็จะยอมบอกเขาทุกอย่าง
หลิวหม่านไม่ได้เข้าไปข้างใน เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาจึงได้ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ และรอโอกาสลงมือ
เมื่อครู่นี้หลานสาวและลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านเพิ่งจะมาเยี่ยม ซึ่งหลังจากที่รู้ว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ของเฉินเหล่าหวู่ ฟู่เยี่ยนจึงใช้ประโยชน์ตอนที่กำลังพูดคุยกันแอบแปะยันต์ติดตามไปที่เสื้อของเธอ
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ยินสิ่งที่เธอพูดคุยกับหลิวหว่านซิ่วได้อย่างชัดเจน
ตอนนี้ หูจินจำคนจากตระกูลหลิวได้แล้ว ดังนั้นเมื่อเธอได้ยินว่าหลิวหว่านซิ่วถามถึงพวกเธอ จึงคาดเดาได้ไม่ยากแล้วว่าหลิวหว่านซิ่วกำลังมีความคิดที่ไม่ดี !
ในเมื่อมีความคิดไม่ดี เช่นนั้นก็จัดการได้ง่ายแล้ว เพราะหลิวหว่านซิ่วยอมเปิดเผยพิรุธออกมาเองแล้ว และเมื่อเห็นคนที่แอบอยู่ด้านนอก ฟู่เยี่ยนก็เริ่มวางแผนบางอย่างขึ้นมาในใจอีกครั้ง
ด้วยความบังเอิญ ทันใดนั้นเอง ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้หยิบตะกร้าขึ้นมา และทำท่าเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก
“คุณป้าคะ คุณป้ากำลังจะไปเก็บหัวหอมใช่หรือเปล่า ? หนูขอไปด้วยคนนะคะ ตั้งแต่มาที่นี่ หนูยังไม่ได้เห็นแปลงผักเลย หนูอยากไปดูมันสักหน่อยค่ะ”
ฟู่เยี่ยนรีบอาสาตามภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านออกไปที่แปลงผักในทันที
“แม่หนู หนูรอฉันที่ทุ่งนาก็แล้วกัน อย่าวิ่งไปไหนไกลล่ะ ฉันจะไปเก็บผักที่ทุ่งนาข้างหน้านี้สักหน่อย เราจะได้เอามันไปทำกับข้าวอร่อยๆตอนเที่ยงกัน หากมีอะไรเกิดขึ้น ก็ตะโกนเรียกฉันดังๆได้เลยนะ”
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านมองไปที่เธอพร้อมกับพูดอย่างอ่อนโยน เธอไม่อยากให้เด็กสาวจากเมืองหลวงต้องลำบาก จึงไม่วายกำชับแล้วกำชับอีก
“หนูเข้าใจแล้วค่ะคุณป้า ทิวทัศน์ที่นี่สวยมากเลยค่ะ หนูจะรอคุณป้าอยู่ที่นี่นะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังหลิวหม่านที่แอบอยู่ไกลๆผ่านทางหางตา
แน่นอน ตอนนี้ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านได้เดินไปยังทุ่งนาด้านหน้า โดยทิ้งให้เธออยู่ที่นั่นเพียงลำพังเท่านั้น
ในตอนนี้ หลิวหม่านจึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะข่มขู่เธอไป เมื่อไม่ได้อยู่ในที่สาธารณะ เขาจึงตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับเธอโดยตรงเลย เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะไม่ได้ระมัดระวังตัวเลยสักนิด !
“สาวน้อย เธอมาทำอะไรที่นี่ ? แล้วเธอมาจากไหนเหรอ ?” หลิวหม่านเดินตรงเข้าไปหาเธอ ก่อนจะถามออกไปด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
“เรามาจากมหาวิทยาลัยตี้ตู และมาที่นี่เพื่อทำการสำรวจทางธรณีวิทยา พอดีวันนี้ ปรมาจารย์ ไม่สิ อาจารย์ได้พาพวกเราไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ฉันก็เลยอาสามาเก็บผักกับคุณป้า และตอนนี้คุณป้าก็กำลังไปเก็บผักข้างหน้า อีกสักพักก็คงจะกลับมาแล้ว”
ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นพูดผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ และจงใจเน้นว่า ‘ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้อยู่ที่นี่’ พร้อมกับมองไปยังหลิวหม่านด้วยสีหน้าที่ดูประหม่า
หลิวหม่านรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ดูโง่เขลามาก แค่เขาพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถได้ข้อมูลตามที่เขาต้องการแล้ว ดังนั้นเขาจึงเดินจากไปแต่โดยดี
แต่เขากลับไม่ทันสังเกตว่าคนที่เขาคิดว่า ‘โง่เขลา' ได้แสดงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต้องได้มันมา !
จบตอน
Comments
Post a Comment