magic ep621-630

ตอนที่ 621: ไม่ขอยุ่งเกี่ยว


หลังจากที่ตามฟู่เยี่ยนออกไปตอนที่เธอไปช่วยภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเก็บผัก หลิวหม่านก็ได้กลับมา เขาได้บอกเบาะแสที่ได้จากการพูดคุยกับฟู่เยี่ยนเพียงไม่กี่คำให้หลิวหว่านซิ่วทราบ


“นายกำลังจะบอกว่าเป็นไปได้ที่คนพวกนั้นจะเป็นคนจากสาขาย่อยอย่างนั้นเหรอ ?” เมื่อหลิวหว่านซิ่วได้ยินสิ่งที่หลานชายพูด เธอก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นมาภายในใจ 


“อาครับ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีท่าทีที่ดูเหมือนจะโกหกเลย เธอบอกว่าพวกเธอมาจากเมืองหลวง และบอกว่าทางมหาวิทยาลัยส่งพวกเธอมา แต่เธอกลับเรียกอาจารย์ว่าปรมาจารย์ ซึ่งคำว่าปรมาจารย์มักจะใช้แค่ในแวดวงอภิปรัชญาของเราเท่านั้น”


หลิวหม่านรู้สึกว่าหญิงสาวคนนั้นดูไร้เดียงสามาก และคิดว่าเธอไม่น่าจะโกหกเขา


“ถ้าอย่างนั้น นายรีบกลับไปที่บ้านคุณตาเดี๋ยวนี้เลย แล้วพยายามคุยกับพี่สะใภ้รองเพื่อให้เธอหาข้ออ้างอยู่ที่นี่ต่อ แม่ของนายกับฉันจะอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงอีกสักสองสามวัน” หลิวหว่านซิ่วมองไปรอบๆ ก่อนจะกระซิบกับหลานชายของเธออย่างระแวดระวัง ซึ่งหลิวหม่านก็พยักหน้ารับในทันที 


“หว่านซิ่วเองหรือ ? เร็วเข้า มากินข้าวกันก่อนเถอะ”  ภรรยาของเฉินเล่าหวู่เรียกทุกคนให้เข้ามากินข้าวในบ้าน 


“ได้เลยค่ะ !” หลิวหว่านซิ่วตอบตกลงอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะกระตุ้นให้หลานชายของเธอไปคุยกับพี่สะใภ้รอง 


“ทำไมหลานชายทั้งสองคนถึงไม่อยู่กินข้าวด้วยกันกับเราล่ะ ? หรือว่าพวกเขาไม่อยากกินอาหารที่หน้าตาบ้านๆแบบนี้” หลิวฉินพูพติดตลกออกไป


“พี่สาว ทำไมถึงพูดแบบนั้น ? กับข้าวที่พี่ทำขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยอยู่แล้ว แต่หลานชายทั้งสองอยากกลับไปหาตายายของพวกเขา อย่ากังวลไปเลย เรามาคุยกันหน่อยดีกว่า”


“พี่ ช่วงนี้ฉันอยู่บ้านเบื่อๆ ที่บ้านพี่พอจะมีห้องว่างไหม ? ฉันคิดว่าจะอยู่ที่นี่สักสองวัน”


หลิวหว่านซิ่วรู้เรื่องของค่ายกลอยู่แล้ว เธอจึงไม่อาจผ่อนคลายได้ ครั้งนี้ไม่มีชายชรามาคอยจับตา เธอต้องทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นก่อนจะกลับไป ดังนั้นเธอจึงขอพักอยู่ที่บ้านเฉินเหล่าหวู่สักสองสามวัน


“เยี่ยมไปเลย เราสองคนไม่ได้เจอกันเกือบหนึ่งปีแล้ว ที่สำคัญช่วงนี้พี่เขยของเธอก็ออกไปทำงานพอดี กว่าเขาจะกลับมาก็อีกครึ่งเดือนเลยล่ะ เธอสามารถอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่เธอต้องการ พวกเธอสองคนจะได้ไม่ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนฉันตอนกลางคืนด้วย”


หลิวฉินพูดพร้อมกับมองไปที่ลูกสะใภ้ทั้งสองคนของเธอ และยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ส่วนหลิวหว่านซิ่วก็พยักหน้ารับด้วยความยินดีเช่นกัน


“ลุงหัวหน้าหมู่บ้านครับ ไม่ต้องต้อนรับพวกเราอย่างเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้ เรามากินข้าวกันเถอะ ส่วนไก่และเป็ดเหล่านี้พวกเราตั้งใจที่จะมอบมันให้คุณอยู่แล้ว คุณเลี้ยงมันเอาไว้จะดีกว่า อย่าฆ่ามันเพื่อเอามาปรุงอาหารให้กับพวกเราเลยครับ” ลุงหลิวพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านอย่างสุภาพ 


“พวกคุณทุกคนเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ ทั้งยังลำบากเอาของขวัญมากมายมาให้เราอีก ภรรยาของผมมีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ เอาไว้พรุ่งนี้พวกคุณกลับมากินข้าวที่นี่อีกสิ ผมจะขอให้ภรรยาตุ๋นซุปเป็ดและหัวไชเท้าดองให้พวกคุณกิน ไม่ต้องห่วง ผมจะใช้เป็ดที่ไม่สามารถวางไข่ได้แล้วมาทำอาหารให้กับพวกคุณกิน รับรองว่ามันต้องอร่อยถูกปากทุกคนอย่างแน่นอน”


“ผมรู้สึกยินดีมากที่พวกคุณมาที่นี่ มากินกันเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยไปทำงาน พวกคุณกำลังพยายามแก้ไขปัญหาให้กับพวกเราเลยนะ หากเทียบกันแล้ว อาหารพวกนี้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น !” 


ตั้งแต่ที่ลุงหลิวบอกกับหัวหน้าหมู่บ้านไปเมื่อวานนี้ว่าพวกเขาสามารถฟื้นฟูสถานที่แห่งนั้นให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ ก็ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านดูกระตือรือร้นขึ้นมาเป็นอย่างมาก


หลังจากกินเสร็จ ฟู่เยี่ยนพร้อมกับทุกคนก็ได้มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้นทันที เมื่อมาถึง พวกเขาก็ได้สำรวจรอบๆอีกครั้ง ก่อนจะเก็บตัวอย่างดิน และทำเหมือนกับว่ากำลังจะลงมือทำงานใหญ่อย่างไรอย่างนั้น


ตอนนี้ละครฉากหนึ่งได้เริ่มขึ้นแล้ว เธอไม่กลัวว่าตระกูลหลิวจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนี้เลยสักนิด และหลังจากที่เก็บตัวอย่างดินเสร็จ พวกเธอก็กลับที่พักในทันที


ขณะที่กำลังเดินกลับนั้น หลิวหม่านและน้องชายของเขายังคงจับตาดูทุกคนทุกฝีก้าว สองพี่น้องสะกดรอยตามทุกคนอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปจากหมู่บ้านแล้ว ทั้งสองคนก็ได้เดินเลี้ยวตรงหัวมุมเพื่อกลับไปที่บ้าน


ฟู่เยี่ยนวางแผนอยู่ในใจเอาไว้แล้วว่าพวกเธอจะแสร้งทำทีเป็นว่าดูหละหลวมจากภายนอก แต่ภายในยังคงมีความระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หากวันนี้ตระกูลหลิวยังอยู่ที่นี่ พวกเธอจะแอบออกไปสำรวจในตอนกลางคืนแทน


ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างมั่นใจว่าพบตัวคนตั้งค่ายกลแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขาเห็นหลิวหว่านซิ่วครั้งแรก ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าคุณป้าผู้ยังไม่ได้แต่งงานคนนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับค่ายกลที่เหลืออยู่นั้นอย่างแน่นอน !


ตอนนี้หลิวหม่านกับน้องชายคงกลับไปรายงานข่าวนี้แล้ว ดังนั้นในช่วงสองสามวันต่อจากนี้ พวกเขาต้องจับตาดูตระกูลหลิวอย่างใกล้ชิด


หลิวหม่านและหลิวฉางกลับไปที่บ้านของพวกเขาเพื่อรายงานกับหลิวเอ้อร์หู่ตามที่หลิวหว่านซิ่วสั่ง


“คุณปู่ครับ คุณอาให้ผมกลับมาส่งข่าวว่าถ้าค่ายกลไม่ได้รับการซ่อมแซมโดยเร็ว หากมีคนรู้เรื่องค่ายกลที่เรากำลังสร้างขึ้นนั้น ทุกอย่างอาจจะพังทลายลงได้ คุณอาจึงอยากขอให้คุณปู่รีบทำอะไรสักอย่างครับ” หลิวหม่านถ่ายทอดคำพูดของหลิวหว่านซิ่วให้หลิวเอ้อร์หู่ทราบ 


ตอนนี้หลิวเอ้อร์หู่กำลังเดินเล่นในลานบ้าน หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลานชาย เขาก็ชะงักฝีเท้าลงและเงียบไปครู่หนึ่ง


ตั้งแต่ที่ลูกสาวได้ขโมยบันทึกลับของเขาและไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหวางจวงเพื่อสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา เขาก็ได้บอกกับเธอไปว่าเขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับค่ายกลนี้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นค่ายกลที่ชั่วร้ายเกินไป


ถ้าเขาไปช่วยเธอ แบบนั้นจะยิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น กฎแห่งกรรมจะย้อนคืนมาหาอย่างไม่ผิดพลาด เขามีหลานและเหลนแค่ไม่กี่คนเท่านั้น และจะไม่มีทางเอาพวกเขาไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด !


ทางด้านลูกคนโต ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เขาก็ได้สั่งสอนจนมีคนฝีมือดีออกมาหลายคน ส่วนลูกคนรองกลับมีนิสัยแบบนี้ จะให้เสียคนเพิ่มอีกไม่ได้แล้ว !


ตอนที่สาขาย่อยรับสมัครคนในตอนแรก เขาเสนอให้หลิวมี่ไป แต่หว่านซิ่วไม่ยอมเด็ดขาด สุดท้ายหลิวฝานที่เชื่อฟังเธอกลับทำเรื่องพังไม่เป็นท่า แถมยังถูกคนของสาขาย่อยจับตามองอีกด้วย !


ในเวลานั้น หลิวเอ้อร์หู่ก็รู้แล้วว่าจะปล่อยให้หว่านซิ่วเข้ามาแทรกแซงบ้านหลังนี้อีกไม่ได้ ตอนนี้มีบ้านหลังนั้นแล้ว เขาตั้งใจไว้ว่าก่อนเขาตาย เขาจะสั่งเสียหลานๆไว้ เขาเชื่อว่าพวกหลานๆจะดูแลเธออย่างแน่นอน!


เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลิวเอ้อร์หู่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ช่วยหลิวหว่านซิ่วซ่อมแซมค่ายกลให้สมบูรณ์


“คุณปู่......” เมื่อหลิวหม่านเห็นว่าหลิวเอ้อร์หู่ไม่มีท่าทีตอบสนองใดเลย เขาจึงรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับทัศนคติของปู่ขึ้นมา 


“ปู่ช่วยเรื่องนี้ไม่ได้” หลิวเอ้อร์หู่พูดขึ้น “กลับไปบอกอาของนายให้รีบกลับมา อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับค่ายกลนั้นอีก ถ้าเธอไม่ฟัง ปู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ปู่ไม่มีความสามารถมากถึงขนาดนั้น”


หลิวเอ้อร์หู่พูดพร้อมกับโบกมือไปมา เขาไม่สนใจสิ่งที่หลานชายพูดเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะบอกให้หลิวหม่านออกไป


ทันทีที่หลิวหม่านออกมาจากบ้านของคุณปู่ เขาก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเขาโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะทำอะไรบางอย่างในตอนนี้


“พี่ใหญ่ เราจะไม่สนใจเรื่องนี้จริงๆเหรอ ?” หลิวฉางมองไปยังใบหน้าที่บูดบึ้งของพี่ชาย ก่อนจะกระซิบเงียบๆ 


ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ ใบหน้าของหลิวหม่านก็ยิ่งดูแย่ลงกว่าเดิม คุณปู่ของเขาแก่มากแล้ว ก็เลยรู้สึกอายที่จะทำสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ


“แม้ว่าคุณปู่จะไม่สนใจ แต่คุณอาก็ยังเป็นลูกสาวของเขา และพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นศัตรูต่อกันได้ และเราก็เป็นหลานชายของตระกูลหลิว สิ่งที่คุณอากำลังทำอยู่ก็เพื่อตระกูลของพวกเรา หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ลูกๆของเราในอนาคตจะอยู่อย่างไรกัน ?” หลิวหม่านพูดความรู้สึกของเขาออกมา 


“พี่ใหญ่ พี่กำลังหมายความว่า......” หลิวฉางมีท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย 


“รีบไปช่วยคุณอากันดีกว่า ลองให้คุณอาอ่านตำราอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะนายกับฉันไม่สามารถทำมันได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นนายรีบกลับไปหาหลิวมี่เถอะ ฉันจะไปหาหลิวลู่เอง” หลิวหม่านเริ่มวางแผนกับหลิวฉางอีกครั้ง 


หลิวฉางเองก็เห็นด้วยกับความคิดของพี่ใหญ่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบกลับไปที่บ้านในทันที


ในสายตาของชายชรา ตระกูลหลิวยังคงมีคนที่โดดเด่นอยู่ และคนๆนั้นก็คือหลิวมี่นั่นเอง ส่วนหลิวหม่านและเด็กชายคนอื่นก็ได้ตามหลิวเอ้อร์หู่ไปที่ชั้นเรียนเช่นกัน แต่พวกเขาไม่เคยทำให้ชายชรารู้สึกประทับใจได้เลยสักครั้ง


ทว่าหลิวหม่านกลับมั่นใจว่าเขามองออกอย่างชัดเจน นั่นจึงทำให้เขามักจะมองตัวเองเป็นผู้ที่จะเป็นหัวหน้าตระกูลหลิวในอนาคต


ส่วนหลิวฝานที่ได้รับความสนใจจากคุณปู่ก็แค่เป็นเครื่องมือที่คุณปู่ใช้ปิดปากคนในตระกูล แต่คุณปู่ไม่ได้สอนแก่นแท้วิชาลับของตระกูลหลิวให้กับเขา


และยังมีหลานชายอย่างหลิวลู่อยู่อีกคน แต่คุณปู่ก็ยังรู้สึกว่าหลิวมี่มีทักษะดีกว่า


คุณปู่มีความเชื่อในเรื่องครอบครัวและสายเลือดอย่างเข้มงวด และไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวเท่านั้น แม้แต่เรื่องสายเลือดก็สำคัญ แม้ว่าเฉียนห่าว หลานชายทางฝั่งครอบครัวลุงของเขาจะมีทักษะที่เหนือกว่าทุกคนก็ตาม แต่คุณปู่ก็ยังคงเลือกที่จะไม่สอนวิชาลับของตระกูลหลิวให้


ส่วนทางฝั่งบ้านของลุงใหญ่ เป็นเพราะตอนนั้นคุณปู่ไม่สามารถขัดคำขอของคุณย่าได้ เขาจึงต้องสอนเรื่องการกดจุดฝังเข็มให้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าคุณปู่ไม่อยากถ่ายทอดวิชานี้ให้อีกฝ่าย เพราะหลังจากคุณย่าเสียชีวิตไป เขาก็ไม่เคยไปที่นั่นอีกเลย จึงพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น


ตอนที่ 622: มันคือหน้าที่


ส่วนพ่อของเขาไม่เคยสนใจเรื่องอะไรเลย นอกจากอยากทำงานไม้อยู่บ้าน แม้ว่าในบ้านจะไม่ขาดแคลนเงินทองแล้ว แต่พ่อของเขาก็ยังคงทำอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อเขาชอบก็ให้เขาทำเถอะ ใครจะว่าอะไรได้ ใครใช้ให้เขาเป็นพ่อล่ะ !


นอกจากนี้ ที่อาหญิงของเขาได้รับความรักจากคุณปู่นั้น เป็นเพราะเธอคือลูกสาวของเขา หากเขาไม่รักและเอาใจเธอ ก็คงไม่มีใครเอาใจเธอแล้ว ตอนนี้คุณปู่อาจจะยังไม่ตอบรับคำขอของอาหญิง แต่เขาเชื่อว่าสุดท้ายคุณปู่จะต้องยอมรับอย่างแน่นอน


เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอาหญิงของเขาไม่เพียงแต่ได้รับมรดกทั้งหมดจากคุณปู่เท่านั้น แต่ยังได้รับการสืบทอดตำราลับของตระกูลหลิวทั้งหมดด้วย


เมื่อคุณปู่ของเขาจากโลกนี้ไป ทุกอย่างก็จะถูกส่งมอบให้กับอาหญิงของเขา แต่หากในอนาคตอาหญิงของเขาไม่สามารถทำให้ทุกคนยอมรับได้ ด้วยความที่เธอไม่มีลูก เธอก็อาจจะส่งมอบทุกอย่างให้กับหลิวมี่ ลูกชายของเขา


หลังจากที่ส่งมอบมรดกของตระกูลหลิวให้กับหลิวมี่ ก็เท่ากับว่าเธอได้ส่งมอบมรดกให้กับเขาเช่นกัน และเมื่อถึงตอนนั้น ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลหลิวก็จะตกเป็นตัวเขาเองไปโดยปริยาย !


ดังนั้น ตอนนี้เขาต้องช่วยเหลืออาหญิงของเขาทุกวิถีทาง  ไม่สามารถนิ่งดูดายได้ เพราะในอนาคตเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้ด้วย


อีกอย่าง เมื่อค่ายกลนั้นทำงานได้สำเร็จ อาหญิงของเขาก็จะสามารถฝึกฝนได้ และบางทีเธออาจจะสามารถสอนเขาบ้าง เขาคิดว่าเมื่อก่อนตัวเองก็คงเสียโอกาสไป ถ้าคุณปู่สอนเขาอย่างจริงจังตั้งแต่แรก เขาก็อาจจะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน


หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ หลิวหม่านก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และคิดว่าต้องช่วยเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จากนั้นเขาก็ได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินไปที่บ้านของเขาเพื่อไปหาหลิวมี่


ไม่ว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม หลิวหม่านก็ไม่เคยรู้สึกว่าหลิวมี่จะปฏิเสธสิ่งที่เขาพูดเลย


เพราะหลิวมี่กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก และตอนนี้แม่เลี้ยงคนใหม่ก็ไม่ค่อยสนิทกับเขาเลย อาหญิงของเขาคือผู้เลี้ยงดูหลิวมี่มาตั้งแต่เล็ก ในเมื่อคุณปู่เลือกหลิวมี่ นั่นหมายความว่าชายชราคงพิจารณาถึงเรื่องนี้แล้ว


และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลิวหม่านคาดเดาเอาไว้จริงๆ ทันทีที่เขาพูดจบ หลิวมี่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง


หลังจากบอกเรื่องนี้กับหลิวมี่เสร็จ เขาก็ได้ไปที่บ้านของหลิวกวงเพื่อถามหลิวลู่ว่าเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ แน่นอนว่าเด็กชายทั้งสองเห็นด้วยกับเรื่องนี้


หลังจากที่แยกกัน ใครจะไปคิดว่าหลิวมี่กลับไปหาหลิวเอ้อร์หู่อีกครั้ง และเล่าทุกอย่างให้ชายชราฟัง


หลิวเอ้อร์หู่เงียบไปครู่หนึ่ง เขาคิดอยู่เสมอว่าหลานๆของเขาต้องไม่ฟังสิ่งที่คนแก่อย่างเขาพูดอย่างแน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดก่อกบฏแบบนี้


“หากนั่นเป็นความต้องการของเหลนก็ไปเถอะ แต่ทวดยังคงคัดค้านเหมือนเดิม ถ้าเหลนไปที่นั่นก็อย่าไปช่วยย่าเล็กซ่อมแซมค่ายกลเด็ดขาด พวกเหลนไม่มีความสามารถนี้ ระวังจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ”


“ปล่อยให้ย่าเล็กทำตามความปรารถนาเดิมที่เธอฝันเอาไว้เถอะ เหลนแค่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยของเธอก็พอ ที่สำคัญหากเหลนยังไม่อยากตาย ก็อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เด็ดขาด”


หลังจากที่หลิวเอ้อร์หู่พูดจบแล้ว เขาก็เงียบไปทันที เขานั่งพิงเก้าอี้โยกด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่อยากให้ใครเข้าใกล้แล้ว


“ทวดอย่ากังวลไปเลยครับ ผมสัญญาว่าผมกับย่าเล็กจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน” หลิวมี่กำหมัดแน่น เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทวดไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของเขา


“ไปเถอะ ! เหลนได้เรียนรู้ทักษะทุกอย่างของตระกูลหลิวไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องใช้มันสักที” หลิวเอ้อร์หู่พูดขณะที่หลับตา 


“ทวดครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หลังจากพูดจบ หลิวมี่ก็ได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินออกไป 


ในเวลาเดียวกันนั้น หลิวเอ้อร์หู่ก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาเป็นคนที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต และยังคอยสอนให้ลูกหลานของเขาเข้มแข็งอีกด้วย ไม่คิดเลยว่าคำสอนของเขาจะกลับมาทำร้ายตัวเขาเองแบบนี้


ไม่มีใครไม่อยากต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง ! และนั่นก็คือเหตุผลทั้งหมด ! ตราบใดที่สามารถช่วยชีวิตของตัวเองได้จากอันตรายทั้งปวง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

…….


ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้กินมื้อเย็นเสร็จแล้ว และพวกเขาทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันที่ห้องของลุงหลิวเพื่อหารือเกี่ยวกับภารกิจในค่ำคืนนี้


“ฉันคิดว่าต้องเป็นฝีมือของอาหญิงหลิวคนนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากเธอเป็นคนสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา เธอจึงต้องมาที่นี่เพื่อไม่ให้ค่ายกลถูกพวกเราทำลาย”


“เราต้องหาทางได้แน่นอน ไม่แน่ว่าบางทีเราอาจล่อชายชราของตระกูลหลิวออกมาได้” หูจินวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างจริงจัง 


“เมื่อวานนี้ตอนที่เราบังเอิญเจอกับหลิวหว่านซิ่ว ฉันสังเกตเห็นโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเธอแล้ว เธอเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ฉันก็เลยให้เบาะแสบางอย่างกับหลานชายของเธอไป และฉันก็เชื่อด้วยว่าคืนนี้หลิวหว่านซิ่วยังพักอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนเชื่อว่าในคืนนี้ เรื่องทั้งหมดจะต้องถูกแก้ไข 


“จริงอย่างที่พูด ตามที่ทุกคนเล่ามา ชายชราของตระกูลหลิวก็มีฝีมืออยู่บ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะลงมือหรือเปล่า ถ้าเขาลงมือแล้ว พวกเราควรจะใจอ่อนไหม ?” ฉางหยู่เซิงพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา 


“ถ้าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แน่นอนว่าเราไม่สามารถแสดงความเมตตาต่อเขาได้อยู่แล้ว มันคือหน้าที่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก ถึงเวลานั้นต้องตัดสินตามสถานการณ์ จะให้คนอื่นสงสัยในวิธีการของเราไม่ได้”


ลุงหลิวเตือนทุกคนด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมว่าถึงเวลาแล้วต้องระมัดระวังและไม่ทำอะไรที่รุนแรงเกินไป พวกเขาต้องรักษามาตรฐานและไม่ทำให้สถานการณ์บานปลาย


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มทำนายโดยการนับนิ้วมือของตัวเองเพียงสามนิ้ว คืนนี้ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี และการกระทำในคืนนี้จะต้องได้ผลลัพธ์ที่เธอต้องการอย่างแน่นอน !


“คืนนี้ไม่น่ามีอันตรายอะไร คนในตระกูลหลิวพวกนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเราเลยสักนิด ถือเสียว่าเป็นการไปเที่ยวที่หมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงแล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก 


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเตรียมเผื่อเอาไว้ หลังจากที่หารือกันเสร็จ ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้อง เตรียมตัวออกไปปฏิบัติภารกิจในคืนนี้


ในช่วงสามทุ่ม ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้ง ก่อนจะโรยตัวลงมาจากหน้าต่างอย่างเงียบๆ และรีบมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงในทันที


พวกเขาใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากทุกคนต่างก็เร่งฝีเท้า จึงทำให้มาถึงที่หมายเร็วกว่าปกติถึงยี่สิบนาที


ตามแผนที่วางไว้ พวกเขาจะไปทางทิศเหนือของค่ายกลโดยตรง เพราะถ้าหลิวหว่านซิ่วจะซ่อมแซมค่ายกลให้สมบูรณ์และทำให้มันใช้งานได้จริงๆ เช่นนั้นหลิวหว่านซิ่วก็จะต้องอยู่ที่ทิศใต้


ส่วนตำแหน่งดวงตาของค่ายกลอยู่ที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ต้องระวังให้ดี เพราะหากหลิวหว่านซิ่วซ่อมค่ายกลจนสำเร็จ และค่ายกลอันชั่วร้ายนี้เริ่มทำงานขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องตกเป็นเหยื่อทันที


ด้วยเหตุนี้ ฟู่เยี่ยนและทุกคนจึงต้องขัดขวางค่ายกลนี้ เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงได้รับความเสียหายใดๆ นี่คือหน้าที่ของพวกเขา !


จากนั้น ทุกคนก็ได้ทำการซ่อนตัวเพื่อรอให้คนตระกูลหลิวปรากฏตัว


อีกด้านหนึ่ง หลิวมี่และคนอื่นก็ได้มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวหวังจวงแล้ว หลิวหม่านอาสาไปเรียกหลิวหว่านซิ่วและยังนำเครื่องรางของเธอมาให้เธอมาด้วย


“ก๊อก ก๊อก ก๊อก......” ทันทีที่หลิวหม่านเคาะหน้าต่างจากด้านนอก หลิวหว่านซิ่วก็พลิกตัวขึ้นมาทันที ซึ่งตอนนี้หลิวฉินได้หลับไปแล้ว 


“คุณอาครับ” หลิวหม่านยื่นเครื่องรางให้กับหลิวหว่านซิ่ว ตอนนี้เธอสวมชุดสีดำ ซึ่งเป็นชุดที่สามารถพรางตัวในความมืดได้เป็นอย่างดี


“ปู่ของนายไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ใช่ไหม ?” เมื่อหลิวหว่านซิ่วเห็นหลานชายเดินเข้ามาเพียงคนเดียว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อของเธอปฏิเสธการช่วยเหลือในครั้งนี้


“คุณปู่บอกว่าเขาไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้ครับ แต่อาครับ, ผมได้บอกเรื่องนี้กับหลิวมี่และหลิวลู่แล้ว และพวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนอาด้วยครับ หากอาต้องการให้พวกเขาทำอะไรก็สั่งผมมาได้เลย” หลิวหม่านพูดอย่างประจบประแจง 


หลิวหว่านซิ่วชำเลืองมองไปที่หลานชายคนโตของเธอ ก่อนหน้านี้เธอประเมินเขาต่ำเกินไปจริงๆ ดูตอนนี้สิ เขาเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก 


“ไม่เป็นไร ตอนนี้สุขภาพของพ่อไม่เหมือนตอนหนุ่มๆแล้ว หากเขามาที่นี่มันคงจะเสี่ยงเกินไปจริงๆ ไปหาหลิวมี่กันเถอะ” หลิวหว่านซิ่วหยิบเข็มทิศของเธอ ก่อนจะเดินออกไป 


เมื่อมาพบกัน หลิวมี่ หลิวลู่ และหลิวหว่านซิ่วไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ก่อนจะเดินนําเข้าไปในค่ายกล ซึ่งค่ายกลที่เธอสร้างขึ้นมานี้เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว !


หลิวหว่านซิ่วในใจตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ เธอศึกษาวิชานี้มาหลายปีแล้ว ครั้งนี้จะต้องสำเร็จให้ได้ ! หากไม่สำเร็จ คงจะไม่สามารถให้อภัยตัวเองที่ไม่ยอมแต่งงานมาตลอดหลายปี และยิ่งไม่สามารถให้อภัยตัวเองที่ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นต้องผิดหวัง


เมื่อเดินมาถึงทางทิศใต้ของค่ายกล หลิวหว่านซิ่วก็จำได้ทันทีว่าที่นี่คือตำแหน่งของดวงตาค่ายกล ตอนที่เธอได้ตั้งค่ายกลนี้ขึ้นมา เธอได้ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาหาวิธีและวางข่ายอาคมไว้ถึงเก้าชั้นเพื่อสิ่งนั้น และมันก็ทำให้เธอเสียเวลาหลายปีไปกับมัน


เพียงแต่เธอไม่คาดคิดว่านอกจากค่ายกลนี้จะไม่ประสบความสำเร็จไม่พอ เธอยังต้องมาถูกพลังสะท้อนของค่ายกลโจมตีอีก แต่ถ้าเธอสามารถซ่อมแซมค่ายกลให้สมบูรณ์ได้ อาการเจ็บป่วยที่แฝงอยู่ในร่างกายของเธอก็จะหายไป หลิวหว่านซิ่วในตอนนี้ตาเป็นประกายขึ้นมาจนไม่อาจปกปิดความบ้าคลั่งที่อยู่ภายในแววตาคู่นั้นได้


ตอนที่ 623: กลอุบายของฟู่เยี่ยน


เมื่อหลิวหว่านซิ่วและพวกมาถึง ฟู่เยี่ยนและพวกเขาก็เห็นทันที แต่พวกเขายังไม่เคลื่อนไหว เพราะรู้ว่าถ้าศัตรูไม่ทำอะไร พวกเขาก็ไม่ควรทำอะไร และยังคงหลบซ่อนอยู่ในความมืดเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ


“อย่าเพิ่งทำอะไร ดูก่อนว่าเธอต้องการทำอะไร ต้องมีหลักฐานถึงจะจับกุมพวกเธอได้ คืนนี้อาจไม่ใช่มาเพื่อวางค่ายกล บางทีเธอแค่มาดูสถานการณ์เฉยๆ”


ลุงหลิวรีบห้ามทุกคนเอาไว้และบอกให้ทุกคนระวังตัว ตอนนี้พวกเขายังไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอในการตัดสินความผิด จึงยังไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็พยักหน้าเข้าใจ


ตอนนี้หลิวหว่านซิ่วกำลังดูเข็มทิศหลอแกอยู่ ก่อนจะพบว่าประตูอาคมที่เธอตั้งเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว อีกทั้งพลังของค่ายกลก็อ่อนแรงลงไปเล็กน้อยด้วย


“ไม่สิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ?” หลิวหว่านซิ่วเดินไปรอบๆค่ายกลพร้อมกับพึมพำออกมา


หลิวลู่มองไปที่ย่าเล็กของเขา ก่อนจะใช้ศอกสะกิดไปที่หลิวมี่เบาๆ


“เฮ้ เจ้าสาม เรื่องนี้...... คุณปู่ไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งไม่ใช่เหรอ ?” หลิวลู่ถูกพ่อกับลุงของเขาหลอกมา โดยบอกว่าหลิวเอ้อร์หู่มอบหมายให้เขามาที่นี่


หลิวมี่ชำเลืองมองไปยังหลิวลู่ เห็นได้ชัดเลยว่าพี่รองไม่ใช่คนโง่ แล้วยังจะมาถามแบบนี้อีกหรือ ?


ตอนนี้เขายังไม่สามารถพูดออกไปตรงๆได้ เพราะตัวเขาเองก็มาเพราะมีภารกิจเช่นกัน จึงได้แค่พูดอย่างคลุมเครือไปหนึ่งคำ แต่สายตาของเขากลับจ้องหลิวหว่านซิ่วอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าเธอจะตกอยู่ในอันตราย


ส่วนหลิวหว่านซิ่วยังคงหมุนเข็มทิศหลอแกพลางเดินไปรอบๆ เป็นเวลานานพอสมควร จนในที่สุดก็เธอก็หาประตูอาคมเจอ ที่แท้แล้วค่ายกลของเธอถูกปิดผนึกไว้นั่นเอง ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะไม่รู้สึกถึงพลังชั่วร้ายจากค่ายกลที่เคยแผ่ออกมา


เมื่อค้นพบต้นตอแล้ว เธอจึงตะโกนเรียกหลิวมี่และหลิวลู่ในทันที


“พวกนายสองคนดูนั่นสิ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปิดผนึกที่นี่เอาไว้ พอจะมีวิธีแก้ไขมันไหม ?” แม้ว่าพรสวรรค์ของหลิวหว่านซิ่วจะอยู่ในขั้นที่ดีแล้วก็ตาม แต่มรดกของตระกูลหลิวนั้นยังไม่แข็งแกร่งมากพอ และยันต์ของฟู่เยี่ยนก็ยังแข็งแกร่งเกินไปอีกด้วย เธอจึงไม่สามารถแก้ไขมันด้วยตัวเองได้


หลิวมี่และหลิวลู่มองไปที่ยันต์ปิดผนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาเบาๆ พวกเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน ในความเป็นจริง หลิวมี่เข้าใจกลไกของค่ายกลได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับความสามารถของเขา ยันต์ปิดผนึกนี้จึงดูเป็นเรื่องที่เกินกว่าเขาจะจัดการได้


“พวกนายทั้งสองคนอย่าปิดกั้นตัวเองอีกเลย ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่บ้าน พวกนายอย่าคิดว่าคุณปู่ไม่เต็มใจกับการที่พวกนายมาที่นี่สิ หากเขาไม่เต็มใจ เขาจะยอมให้พวกนายมาที่นี่ได้อย่างไร” หลิวหว่านซิ่วพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เธอเปิดเผยเรื่องที่พ่อของเธอไม่ยอมรับให้ฟัง


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวลู่ก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที แท้จริงแล้วปู่ของเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้หรอกอย่างนั้นหรือ ? เขาหันไปมองหลิวมี่อีกครั้ง และพบว่าน้องสามยังคงไม่ยอมพูดอะไรออกมา จากนั้นหลิวมี่ก็ได้ขยิบตาเพื่อส่งสัญญาณให้เขาอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไป


หลิวลู่จึงไม่พูดอะไรอีก และหลิวมี่ก็ได้บอกไปว่าเขาไม่สามารถแก้ไขมันได้จริงๆ หลิวหว่านซิ่วจึงทำได้เพียงมองไปที่พวกเขาสองคนอย่างจนปัญญาเท่านั้น


หลิวมี่มีความสามารถสูงกว่าหลิวหลู่ และอีกอย่างขนาดเธอเองยังไม่สามารถทำอะไรได้ เจ้าเด็กสองคนนี้ก็คงจะมองไม่ออกเช่นกัน


“ย่าเล็กครับ พวกเราไม่สามารถแก้ไขมันได้จริงๆ ผมคิดว่าเราควรกลับไปศึกษามันก่อนดีกว่าครับ อย่าเพิ่งตัดสินใจทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นเลย การเคลื่อนไหวใหญ่โตอาจทำให้คนในหมู่บ้านรู้ตัวได้” หลิวมี่พูดเตือนอย่างระมัดระวัง


งานของหลิวมี่คือการพาหลิวหว่านซิ่วกลับบ้านอย่างปลอดภัย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องค่ายกลนี้เท่าไหร่นัก


“ไม่ได้ ต่อให้วันนี้ที่นี่ต้องระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”


ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของหลิวหว่านซิ่ว เธอคิดว่าจะต้องเป็นกลุ่มคนที่เจอเมื่อตอนกลางวันแน่ๆ ที่เป็นคนทำเรื่องนี้ เธอไม่มีวันยอมแพ้คนพวกนั้นอย่างเด็ดขาด


ถ้าหากต้องยอมแพ้ไปแบบนี้ ความพยายามที่เธอลงแรงไปตลอดครึ่งชีวิตก็จะสูญเปล่า การที่เธออยู่บ้านพ่อแม่และไม่ได้แต่งงานมาหลายปี มันจะมีความหมายอะไรอีกล่ะ ?


เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอก็ได้โยนยันต์ออกไปแผ่นหนึ่งในทันที แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่ได้ผล


“ย่าเล็ก ! ลองคิดให้ดีอีกครั้งเถอะครับ หากมีคนจากสาขาย่อยมาที่นี่จริงๆ จะไม่มีใครรอดพ้นจากการทำผิดไปได้อย่างแน่นอน และถ้าเป็นแบบนั้น ครอบครัวของเราอาจจะตกอยู่ในความลำบาก ! ที่สำคัญเราได้ลงนามในข้อตกลงนี้ไปแล้วด้วย !”


หลิวมี่ยังคงไม่ยอมแพ้และพยายามเกลี้ยกล่อมให้หลิวหว่านซิ่วใจเย็นลงก่อน หากเธอถูกจับกุมตัวไป แล้วในอนาคตใครจะอยากคบหากับตระกูลหลิวอีก เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้อย่างแน่นอน !


หลิวหว่านซิ่วเริ่มรู้สึกหวั่นไหวบ้างแล้ว เธอกำลังคิดว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี หากไม่สามารถเปิดผนึกนี้ได้ เธอก็ไม่สามารถเร่งให้ค่ายกลทำงานได้ หากจะบังคับไป อาจทำให้ประตูอาคมและสิ่งที่อยู่ข้างในเสียหายไปด้วย


ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลย ดังนั้นเธอจึงกำลังคิดว่าหากไม่ได้ผลจริงๆ เธอก็ควรจะกลับไปก่อน


อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนเองก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขาแล้วเช่นกัน ในวันที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ การที่ต้องมาแอบรออยู่ที่นี่เป็นเวลานานช่างเป็นอะไรที่ทรมานมากจริงๆ ดังนั้นคงไม่ดีแน่หากหลิวหว่านซิ่วจะยอมแพ้และกลับไปง่ายๆ


เธอไม่มีเวลามาเล่นกับหลิวหว่านซิ่วอีกแล้ว เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ


ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในใจของฟู่เยี่ยน เธอรีบขยับข้อมือเบาๆ และดีดยันต์แผ่นหนึ่งไปยังยันต์ปิดผนึกที่อยู่ใกล้ๆ หลิวหว่านซิ่วอย่างรวดเร็ว


แน่นอน ด้วยเหตุนี้ยันต์ปิดผนึกจึงอ่อนกำลังลงเล็กน้อย จึงทำให้พลังชั่วร้ายที่อยู่ด้านในรั่วไหลออกมาราวกับกระแสน้ำ สิ่งนี้ทำให้หลิวหว่านซิ่วที่กำลังใช้ความคิดอยู่ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ซึ่งทั้งเธอและหลิวมี่ต่างก็รู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน


“มันก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เราคิดเลยนี่! ลองไปดูกันดีกว่า บางทียันต์ของฉันอาจจะสัมฤทธิ์ผลแล้วก็ได้!”


หลิวหว่านซิ่วพูดพร้อมกับมองไปที่ยันต์ปิดผนึก ก่อนจะเห็นว่ายันต์ที่เธอใช้ในก่อนหน้านี้ได้ทำลายยันต์ปิดผนึกลงไปจนค่ายกลเริ่มทำงานอีกครั้งแล้ว และเมื่อยันต์ปิดผนึกบางส่วนถูกทำลาย พลังชั่วร้ายที่อยู่ภายในก็ได้รั่วไหลออกมาจนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน


หลังจากที่เห็นฉากนี้ หลิวมี่และหลิวลู่ก็ยังคงเงียบอยู่ พวกเขาคิดอะไรไม่ออกเลย บางทียันต์ที่ย่าเล็กของพวกเขาใช้อาจจะได้ผลจริงๆก็ได้


ในตอนนี้ ความมั่นใจของหลิวหว่านซิ่วได้เพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างมาก เธอกำลังหลงระเริงกับความสามารถของตัวเองจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ดังนั้นเธอจึงหยิบยันต์ของเธอออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปยังจุดต่างๆในทันที


ด้วยความช่วยเหลือของฟู่เยี่ยน หลิวหว่านซิ่วจึงได้ใช้ยันต์ของเธอทำลายยันต์ปิดผนึกไปทีละจุด จนในที่สุดค่ายกลทั้งหมดก็ได้กลับมาสู่สภาพปกติเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง 


ลุงหลิวชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน ก่อนจะจิ้มหน้าผากเธอเบาๆ หลานสาวของเขาช่างเจ้าเล่ห์มากจริงๆ คิดว่าเขาไม่เห็นอย่างนั้นหรือ ? บนโลกใบนี้มีคนที่ทำลายยันต์ปิดผนึกของเสี่ยวฮั่วได้ที่ไหนกัน ?


แม้แต่อาจารย์ของเขาก็ยังไม่สามารถทำลายยันต์ปิดผนึกนี้ได้เลย ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าไม่มีใครสามารถทำลายมันได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงตระกูลเล็กๆอย่างตระกูลหลิวเลย คนพวกนั้นแทบจะไม่ได้ศึกษาทักษะด้านอภิปรัชญาอย่างถ่องแท้เลยด้วยซ้ำ


ฟู่เยี่ยนส่งยิ้มให้กับอาเขย เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่สามารถซ่อนสิ่งที่เธอทำจากสายตาของลุงหลิวได้ แต่ลุงหลิวก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าหากหลิวหว่านซิ่วยอมแพ้ งานของพวกเขาก็จะล่าช้าตามไปด้วย


สิ่งสำคัญคือฟู่เยี่ยนมีความคิดของตัวเอง ตอนที่เธอสำรวจค่ายกลนี้ เธอได้สังเกตเห็นว่ามันไม่เหมือนกับโครงสร้างค่ายกลแบบดั้งเดิมของประเทศจีน ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาร้ายบางอย่างที่ถูกส่งเข้ามาจากภายนอกประเทศ


ดังนั้นเธอก็เลยอยากให้หลิวหว่านซิ่วเริ่มลงมือสร้างค่ายกลต่อ เพื่อที่เธอจะได้เห็นชัดไปเลยว่าสิ่งนี้คืออะไร และจะได้มีหลักฐานการทำผิดของหลิวหว่านซิ่วอีกด้วย


แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือแหล่งที่มาของค่ายกลนี้ ฟู่เยี่ยนรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นพลังงานที่ค่ายกลนี้แผ่ออกมา เพราะเธอได้สัมผัสกับกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง


หลังจากที่ยันต์ปิดผนึกทั้งหมดถูกทำลายลงไป หลิวหว่านซิ่วจึงได้ขอให้หลิวมี่และหลิวลู่เข้ามาช่วยเธอ เพื่อที่จะทำให้ค่ายกลนี้สมบูรณ์แบบได้เร็วขึ้น


หลิวมี่และหลิวลู่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าย่าเล็กของพวกเขามีทักษะแบบนี้อยู่ และเห็นได้ชัดเลยว่ายันต์เหล่านี้ได้ถูกเตรียมเอาไว้ตั้งนานแล้ว


และยังมีของเล็กๆที่บรรจุอยู่ในถุงหลายใบนั้นอีก พวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เมื่อถือไว้ในมือ กลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน


ในตอนนี้ หลิวลู่และหลิวมี่ต่างก็คาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่ด้วยความที่พวกเขาทั้งคู่ไม่ใช่คนธรรมดา และได้ศึกษาทักษะด้านอภิปรัชญามาหลายปี จึงคุ้นเคยกับสิ่งนี้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว


ค่ายกลในวันนี้เป็นสิ่งที่หลิวลู่ไม่เคยเห็นในตำราของตระกูลหลิวมาก่อน เขาเริ่มมีความคิดบางอย่างในใจ และเกรงว่าการถ่ายทอดความรู้นี้อาจจะถูกมอบให้กับย่าเล็กของเขาไปแล้ว


ส่วนหลิวมี่กลับรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่สามารถควบคุมได้ เขากำของในมือเอาไว้แน่น ก่อนจะใส่มันลงไปในหลุมที่ขุดเอาไว้ พลางคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ย่าเล็กของเขาเลิกทำสิ่งนี้ไปด้วย !


ตอนที่ 624: เข้าจับกุม


หลิวมี่และหลิวลู่ใช้เวลาไม่นานนักในการจัดการกับงานที่หลิวหว่านซิ่วมอบหมายให้ และหลังจากที่กลับไปยังจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งสองคนก็เห็นว่าหลิวหว่านซิ่วได้เปิดเสื้อของเธอและฉีกบางอย่างออก


พวกเขาทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ด้วยความที่ตอนนี้มันมืดมาก ดังนั้นทั้งสองจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก


แต่สัญชาตญาณของหลิวมี่บอกว่า สิ่งนี้คือกุญแจสำคัญของทั้งหมด ค่ายกลจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้เท่านั้น


มันเป็นค่ายกลที่แม้แต่ทวดของเขาก็ยังไม่อยากมีส่วนร่วม ค่ายกลแบบนี้จะเป็นค่ายกลที่ดีได้อย่างไร ? ขนาดทวดของเขารักย่าเล็กขนาดนั้น แต่ทวดก็ยังไม่อยากยุ่งด้วยเลย


หากพิจารณาจากพลังชั่วร้ายที่รั่วไหลออกมาจากค่ายกลแล้ว จะรู้ได้ทันทีเลยว่านี่คือค่ายกลที่น่ากลัวมาก ในตอนนี้หลิวมี่กำลังรู้สึกราวกับว่ามีกลองถูกตีอยู่ในหัวใจของเขา แต่เขาก็ยังคงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหลิวหว่านซิ่ว หากเป็นแบบนั้น เขาจะอธิบายเรื่องนี้กับคุณทวดอย่างไร


ในทางกลับกัน เขาก็เป็นกังวลด้วยว่าค่ายกลนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ดี พ่อของเขาเคยบอกเอาไว้เพียงแค่ว่าค่ายกลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของตระกูลหลิวเท่านั้น แต่ไม่มีใครบอกเลยว่าสิ่งที่อยู่ในค่ายกลมีความชั่วร้ายมากขนาดไหน ! 


ตอนนี้หลิวมี่ได้ค้นพบแล้วว่ามีบางอย่างที่ดูคล้ายกับกระดูกอยู่ในถุงใบเล็กๆเหล่านั้น เขาจึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าหลิวหว่านซิ่วได้รับอันตรายใดๆหรือเปล่า เพราะหากมีอะไรเกิดขึ้น เขาจะได้เข้าไปช่วยเธอได้ทันท่วงที


ในเมื่อเขาไม่สามารถหยุดย่าเล็กของเขาเอาไว้ได้ ก็เพียงแค่ต้องรอช่วยชีวิตเธอเท่านั้น !


หลิวหว่านซิ่วฝังถุงสีดำเอาไว้ใกล้ๆกับตำแหน่งดวงตาของค่ายกลด้วยตัวเอง และหลังจากที่ฝังมันเสร็จแล้ว ถัดออกมาอีกเล็กน้อยเธอก็ได้ฝังยันต์แผ่นหนึ่งเพิ่มลงไปอีก


วินาทีต่อมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวของค่ายกลที่ยังไม่สมบูรณ์ ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะพุ่งออกมาอย่างรุนแรง


ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าหลิวหว่านซิ่วพอจะมีทักษะทางด้านนี้อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้คาดหวังเลยว่าหลิวหว่านซิ่วจะซ่อมแซมค่ายกลนี้ได้จริงๆ


“เราควรทำอย่างไรต่อไปดี ? ดูเหมือนว่าจะมีการกระตุ้นค่ายกลนี้ขึ้นมาแล้วสิ” แม้แต่เยี่ยนโหลวเองก็ยังรู้สึกว่าค่ายกลนี้กำลังค่อยๆถูกเปิดใช้งานเช่นกัน 


“อย่าเพิ่งขยับ รออีกเพียงแค่สามนาทีเท่านั้น ฉันเดาว่ามันไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอน”


ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้ว หากค่ายกลนี้บรรลุผลจริงๆ เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เพราะสวรรค์คงไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อยู่แล้ว 


ในตอนนี้เธอแค่ต้องการดูว่าแกนกลางและโครงสร้างของการก่อตัวนี้มีพื้นฐานมาจากอะไร !


หลังจากที่ผ่านไปสามนาที ค่ายกลก็ได้เงียบลง ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฟู่เยี่ยนคาดการณ์เอาไว้ มันล้มเหลวจริงๆ


“เป็นไปไม่ได้ ! ไม่มีทาง ! มันจะล้มเหลวได้อย่างไร ? ไม่มีทาง !” หลิวหว่านซิ่วยังคงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ เธอเดินไปที่ด้านข้างของค่ายกลอีกครั้ง พร้อมกับโยนยันต์ออกไปหลายแผ่น


ค่ายกลเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆเงียบลงไป เมื่อหลิวหว่านซิ่วจะลองทำมันอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว


ทุกคนต่างก็ช่วยกันโยนยันต์ไปยังจุดทั้งเก้าของค่ายกลในทันที วินาทีต่อมา ค่ายกลก็ได้ถูกปิดผนึกลงอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง


เมื่อหลิวหว่านซิ่วมองไปยังค่ายกลที่ถูกปิดผนึกตรงหน้า เธอก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที !


ในตอนนี้ เธอรู้แล้วว่าตัวเองถูกหลอก เพราะยันต์ปิดผนึกของฟู่เยี่ยนนั้นเหมือนกับยันต์ที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเลยว่าคนพวกนี้หลอกเธอ !


“พวกแกเป็นใคร ? กล้าดีอย่างไรถึงได้มาทำลายเรื่องดีๆของฉัน บอกชื่อของพวกแกมา !” หลิวหว่านซิ่วเป็นคนที่มีทักษะอยู่พอสมควร ดังนั้นเธอจึงได้โยนยันต์ไปที่ทุกคนอย่างไม่รอช้า 


ทว่าทุกคนต่างก็หลบมันได้อย่างง่ายดาย และไม่แม้แต่จะสนใจทักษะเล็กๆน้อยๆนี้เลยด้วยซ้ำ


ทันใดนั้น หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้เดินเข้ามา คืนนี้พวกเขาไม่ได้ปลอมตัว เพียงแค่สวมเสื้อผ้าที่พอจะพรางตัวในตอนกลางคืนได้เท่านั้น


ในที่สุด หลิวหว่านซิ่วก็เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน เธอคุ้นเคยกับผู้คนในสาขาย่อยของแผนกอภิปรัชญาเป็นอย่างดี เพราะเธอได้ศึกษาข้อมูลส่วนตัวของทุกคน โดยเฉพาะหูจินและฉางหยู่เซิงมาแล้วนั่นเอง


ในตอนแรก หลิวหว่านซิ่วตั้งใจที่จะดึงสองคนนี้มาเป็นพันธมิตร แต่เธอไม่คิดว่าหลิวฝานจะโง่เกินไป ทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลหลิวในสายตาของพวกเขาพังไปหมด


หลิวหว่านซิ่วไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเฝ้าสังเกตสถานการณ์ของสาขาย่อยอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาว่าหูจินและฉางหยู่เซิงกลับบ้านไปแต่งงานแล้ว


เธอได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้วเช่นกัน และพบว่าทั้งสองคนได้ซื้อตั๋วรถไฟเอาไว้แล้วจริงๆ ดังนั้นเธอจึงไม่เอะใจอะไร แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะแสดงละครเพื่อหลอกเธอแบบนี้


“เป็นพวกคุณเองเหรอ ? หัวหน้าหู หัวหน้าฉาง ? พวกคุณมีภารกิจที่นี่อย่างนั้นเหรอ ?” หลิวหว่านซิ่วเป็นคนที่ลื่นไหลได้ในทุกสถานการณ์ ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนอารมณ์และใบหน้าในทันที ก่อนจะกล่าวทักทายทั้งสองคน 


“คุณหลิว คุณเป็นคนฉลาด โปรดให้ความร่วมมือกับเราด้วย ตามเรามาแต่โดยดีเถอะ ! เราจะไปที่สำนักงาน และพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดกันอีกครั้ง” หูจินไม่ต้องการจะพูดอะไรที่นี่ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องนำตัวทุกคนไป 


ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์มาก เธอจึงไม่อยากจะเสียเวลาคุยกันที่นี่


“หัวหน้าหู คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ฉันละเมิดข้อตกลงตรงไหน ? กฎหมายข้อไหนกันที่บอกว่าฉันห้ามอยู่ที่นี่” หลิวหว่านซิ่วเป็นคนที่ฉลาดมากจริงๆ เธอไม่ได้นําทักษะด้านอภิปรัชญามาเผยแพร่ และบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎข้อตกลงใดอีกด้วย


ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้ามาด้วย ขณะที่กำลังจะพูดนั้น เธอก็ได้วางยันต์สายฟ้าเอาไว้ในตำแหน่งดวงตาของค่ายกลแล้ว เพียงแค่รอให้ทุกคนออกไปจากที่นี่ สายฟ้าก็จะฟาดลงมาทำลายค่ายกลในทันที


ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนต้องการจะใช้ยันต์สายฟ้า แต่หากไม่ทำลายมัน ทุกสิ่งที่อยู่ข้างในค่ายกลจะต้องถูกขุดออกมา ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้สึกขยะแขยง เลยตัดสินใจใช้วิธีระเบิดทิ้งไปเลยจะดีกว่า!


ตราบใดที่เธอทำลายค่ายกลนี้และสร้างค่ายกลใหม่ขึ้นมาแทนที่ สถานที่แห่งนี้ก็จะค่อยๆฟื้นตัวกลับมาอุดมสมบูรณ์ตามปกติได้ในที่สุด และเมื่อถึงตอนนั้น ชาวบ้านก็จะสามารถปลูกพืชผักที่นี่ได้


หลิวมี่และหลิวลู่ยังคงยืนดูอยู่ข้างๆโดยไม่พูดอะไร แต่พวกเขายังคงให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของฟู่เยี่ยนอย่างใกล้ชิด และเห็นว่าฟู่เยี่ยนได้ฝังบางอย่างลงไปในดินแล้วเช่นกัน


พวกเขาทั้งสองรู้แล้วว่าย่าเล็กของพวกเขาอาจจะตกเป็นเป้าหมายของคนกลุ่มนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว และในวันนี้ พวกเขาก็ตกหลุมพรางเข้าแล้วเต็มๆ!


เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทั้งคู่ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ตอบตกลงตามมาที่นี่ในครั้งนี้ !


“คุณหลิว หากคุณไม่เห็นโลงศพ คงจะไม่ยอมเสียน้ำตาสินะ ! แต่ความจริงก็คือความจริง ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามคุณหน่อยก็แล้วกัน คุณหลิว ที่คุณมาที่นี่กลางดึกแบบนี้ ก็เพื่อจะกระตุ้นให้ค่ายกลนี้ทำงานอย่างสมบูรณ์ใช่ไหม ? แบบนี้มันไม่ได้เรียกว่าก่ออาชญากรรมหรอกหรือ ?” 


“คุณต้องการให้ฉันขุดทุกอย่างที่อยู่ใต้ดินออกมาวางตรงหน้าคุณทีละอย่างเลยไหม ? มาถกเถียงกันสักหน่อยไหม ?”


“เนื่องจากที่นี่มีการวางค่ายกลขนาดใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นก็เท่ากับว่าตระกูลหลิวของคุณเพิกเฉยต่อข้อตกลงที่เรามีร่วมกัน นั่นก็หมายความว่าคุณต้องการจะต่อต้านเราใช่ไหม ?”


หูจินตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดบนโต๊ะอย่างตรงไปตรงมา กับคนแบบนี้ การแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่มีทางได้ผล ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานก็ชัดเจน และทุกคนต่างก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว


น่าเสียดายก็แต่สองหนุ่มนี้ หากพวกเขาไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สักวันหนึ่งพวกเขาก็ยังมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้


“เอาล่ะ ฉันจะไปกับพวกคุณ แต่ว่า... คุณช่วยปล่อยหลานชายทั้งสองคนของฉันไปได้ไหม พวกเขาแค่ทำตามที่ฉันสั่งเท่านั้น ไม่ได้รู้เรื่องค่ายกลนี้เลย ฉันทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา !”


เมื่อหลิวหว่านซิ่วเห็นว่าหูจินไม่ใช่คนที่จะต่อปากต่อคำด้วยได้ เธอจึงต้องพูดความจริงออกไปและวิงวอนขอความเมตตาให้กับหลานชายทั้งสอง แต่ดวงตาของเธอยังคงกลิ้งกลอกไปมา ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเธอไม่ได้สำนึกผิดอะไรเลย


“ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถกลับไปได้ทั้งนั้น พวกเขาต้องไปให้ปากคำกับพวกเราก่อน ฉันจะส่งคนไปแจ้งเรื่องนี้กับครอบครัวของคุณเอง” หูจินปฏิเสธข้อเสนอนี้ และต้องการที่จะคุมตัวเด็กหนุ่มทั้งสองคนเอาไว้ก่อน 


“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” เมื่อไม่สามารถต่อรองอะไรได้ หลิวหว่านซิ่วจึงทำได้แค่ให้ความร่วมมือเท่านั้น 


จากนั้นหูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้เดินนําทางออกไป ทว่าเมื่อตอนที่พวกเขาไม่ทันได้ระวังตัวนั้น หลิวหว่านซิ่วก็ได้แอบล้วงเข้าไปในกระเป๋าของเธอเงียบๆ


ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันต่างก็สังเกตเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่าคนๆนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เพราะไม่ว่าเธอคิดจะทำอะไรก็ตาม ผลการการกระทำนี้ก็จะย้อนกลับไปที่เธอเอง


และในวันนี้ ค่ายกลทั้งหมดจะต้องถูกทำลาย !


หลังจากที่เดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ฟู่เยี่ยนก็เห็นว่าหลิวหว่านซิ่วกำลังหยิบอะไรบางอย่างออกมา เธอจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว และเปิดใช้งานยันต์สายฟ้าในทันที เพียงแค่เสี้ยววินาที เสียงระเบิดก็ได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา !


ตอนที่ 625: การสอบปากคำที่ยากลำบาก


ในตอนนี้ ไม่ว่าหลิวหว่านซิ่วจะคิดแผนการชั่วร้ายอะไรอยู่ ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้แล้ว ! แต่ไม่นึกเลยว่าเธอกลับเหมือนคนเสียสติ วิ่งตรงไปทางค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง !


“ค่ายกลของฉัน !” หลิวหว่านซิ่ววิ่งไปที่นั่นอย่างสิ้นหวัง ส่วนหลิวมี่และหลิวลู่ก็ได้รีบเข้าไปหยุดเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว แต่พวกเขากลับคิดไม่ถึงเลยว่าหลิวหว่านซิ่วจะแข็งแรงถึงขนาดนี้ เธอแข็งแรงมากจนหลานชายทั้งสองดึงเธอเอาไว้ได้เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น 


เมื่อเห็นฉากนี้ มู่อี้อันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงได้ใช้ยันต์แผ่นหนึ่งแปะไปบนตัวของเธอ ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปในที่สุด ส่วนฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา แม้ว่าหลิวหว่านซิ่วจะวิ่งเข้าไปตอนที่สายฟ้าฟาดลงมา เธอก็ยังคงยืนมองอย่างเฉยเมย


เหตุผลนั้นง่ายมาก ตอนที่หลิวหว่านซิ่วกระตุ้นค่ายกลเมื่อครู่นี้ ฟู่เยี่ยนมองเห็นโครงสร้างของค่ายกลนี้อย่างชัดเจนแล้ว ค่ายกลนี้ไม่ได้ใช้แนวคิดตามหลักค่ายกลทั่วไป แม้ว่าค่ายกลในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากตำแหน่งในแผนผังแปดทิศไปได้เลย


แต่ค่ายกลนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น ค่ายกลนี้เต็มไปด้วยความอำมหิตและชั่วร้ายยิ่งนัก มันดูเหมือนกับใช้แก่นของค่ายกลจากประเทศ T ซึ่งใช้ ‘เด็กทารก’ ที่เสียชีวิตมาเป็นแกนกลางในการจัดตั้งค่ายกล และยังต้องเป็นทารกที่เสียชีวิตจากการแท้ง ไม่ว่าจะเป็นการแท้งโดยตั้งใจหรืออุบัติเหตุก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักแห่งสวรรค์ทั้งสิ้น ! 


หากค่ายกลนี้สำเร็จลุล่วง หมู่บ้านในรัศมีร้อยลี้โดยรอบจะต้องประสบเคราะห์กรรมกันถ้วนหน้า โชคยังดีที่หลิวหว่านซิ่วเพียงแค่เลียนแบบผิวเผินเหมือนเสือที่กลายเป็นแมว และไม่ได้เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้อย่างแท้จริง


จากหลักฐานที่บ่งบอกว่าหลิวหว่านซิ่วเป็นคนสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอติดคุกไปตลอดชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ค่ายกลที่เธอสร้างขึ้นยังดูเหมือนเป็นการก่ออาชญากรรมเสียมากกว่าอีกด้วย


ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเพิกเฉยต่อเสียงร้องไห้ของเธอ ก่อนจะส่งสัญญาณให้หลิวมี่และหลิวลู่จับตัวเธอเอาไว้ ส่วนหูจินและฉางหยู่เซิงจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ต่อไป รวมถึงลุงหลิวก็ตามไปด้วยเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นถึงผู้นําของทุกคนในที่นี่


ส่วนฟู่เยี่ยน มู่อี้อัน และคนที่เหลือนั้นไม่เหมาะที่จะปรากฏตัวในสาขาย่อย ดังนั้นพวกเธอจึงอยู่ที่นี่เพื่อสร้างค่ายกลต่อ


“ฟู่เยี่ยน ยังมีอะไรที่เราไม่รู้เกี่ยวกับค่ายกลนี้อีกหรือเปล่า ?” มู่อี้อันเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี เขารู้จักฟู่เยี่ยนมานานแล้ว ทั้งยังสนิทกันมากอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะลงโทษใครจนถึงแก่ชีวิตแบบนี้หากไม่มีเหตุผล


มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตและความตาย โดยทั่วไปแล้ว ฟู่เยี่ยนจะปฏิบัติตามกฎของสวรรค์อย่างเคร่งครัด เธอจะไม่ลงโทษผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต เพราะคนๆนั้นจะได้รับผลกรรมในอนาคตเอง แต่ครั้งนี้เธอกลับดูแปลกไปจนน่าประหลาดใจ ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าอารมณ์ของฟู่เยี่ยนนั้นไม่ปกติ


“นายรู้หรือเปล่าว่าอะไรถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินของค่ายกลทั้งเก้าชั้นนี้ ?” ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ข้างเขา ก่อนจะพูดพร้อมกับมองไปยังเศษซากที่หลงเหลืออยู่หลังจากถูกยันต์สายฟ้าทำลาย 


“อะไรเหรอ ?” มู่อี้อันถามฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัย หลังจากที่ปิดผนึกมันแล้ว เธอก็ได้ทำลายมันทันที โดยไม่ได้บอกเลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร 


ฟู่เยี่ยนจึงได้หันไปมองเขา ก่อนจะบอกว่าใต้ดินนั้นมีอะไรถูกฝังอยู่ ซึ่งมู่อี้อันก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง จริงอยู่ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาได้เห็นโลกภายนอกมาพอสมควร และยังได้รู้ถึงศาสตร์ด้านมืดมามากมาย


แต่ก็ยังคงประเมินความสามารถของหลิวหว่านซิ่วต่ำเกินไป สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำช่างเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ทั้งยังปกปิดเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย เธอเป็นคนที่โหดเหี้ยมและไร้ยางอายที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง เธอทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ


“เธอสมควรตายแล้ว เมื่อกี้นี้เราไม่น่าหยุดเธอเอาไว้เลย น่าจะปล่อยให้เธอวิ่งเข้าไปถูกฟ้าผ่าตายเสียก็ดี!” เยี่ยนโหลวพูดแทรกขึ้นมาด้วยความโกรธ เขาอยากพูดประโยคนี้ตั้งนานแล้ว 


ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรต่อ คงจะเป็นเรื่องที่แปลกมากหากแกนหลักของค่ายกลนี้ไม่ได้มาจากประเทศ T เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่าหลิวหว่านซิ่วไปเรียนรู้ทักษะนี้มาจากที่ไหนเท่านั้น


แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ครั้งนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะหากที่นี่ไม่ได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงที ที่ดินบริเวณนั้นก็จะแห้งแล้งตลอดไป และจะไม่สามารถกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกแล้ว


“ให้หูจินกับฉางหยู่เซิงจัดการกับเธอเถอะ ตอนนี้เราไปสร้างค่ายกลเพื่อเสริมพลังให้กับที่นี่กันดีกว่า ภายในระยะเวลาสิบวันหรือไม่ก็ครึ่งเดือน สถานที่แห่งนี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง วัชพืชทุกชนิดก็จะเจริญเติบโตขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านก็จะสามารถปลูกพืชผลเอาไว้กินได้”


หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินนำออกไป โดยมีมู่อี้อันและเยี่ยนโหลวตามมาติดๆ จากนั้น ทั้งสามคนก็ได้เริ่มจัดวางตำแหน่งต่างๆของค่ายกลเสริมพลังขึ้นมาทันที


อีกด้านหนึ่ง หูจินก็ได้กลับมาถึงสำนักงานสาขาย่อยแล้ว เธอได้ขังหลิวหว่านซิ่วเอาไว้ในห้องขังชั่วคราวก่อน ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ เธอจึงเริ่มสอบปากคำหลิวมี่และหลิวลู่เป็นอันดับแรก


เมื่อทุกคนมาทำงานในตอนเช้า คนจากตระกูลหลิวก็จะต้องถูกเชิญให้มาที่นี่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหลิวเอ้อร์หู่ เนื่องจากลูกสาวของเขาได้สร้างค่ายกลชั่วร้ายนี้ขึ้นมา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่รู้เห็นเรื่องนี้


สิ่งนี้ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่จะเป็นการไขข้อสงสัยต่างๆไปในตัวด้วย ตอนนี้ตระกูลหลิวยังมีข้อตกลงร่วมกันกับสาขาอภิปรัชญาอยู่ ซึ่งเรื่องของตระกูลหลิวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง


ตอนนี้ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ ส่วนหลิวหม่านก็ได้ตามมาดูอาหญิงของเขาด้วยความอารมณ์ดี แต่เขากลับไม่พบใครอยู่ที่นี่เลย และเมื่อเขามองไปยังค่ายกลตรงหน้า ก็พบว่าค่ายกลนั้นได้หายไปแล้ว


เนื่องจากเขาไม่ได้ทำมันตั้งแต่ต้น ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขารู้เพียงแค่ว่าค่ายกลนี้สามารถเพิ่มพลังและเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายได้เท่านั้น เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากมัน !


เมื่อไม่พบใครอยู่ที่นี่เลย เขาจึงรีบวิ่งกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก และไม่ได้สนใจเลยว่าแม่ของเขายังคงอยู่ในหมู่บ้านกับคุณตาคุณยาย แต่ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้านนั้น ก็ได้ถูกคนจากสาขาย่อยพาตัวไป


เมื่อหูจินได้พบกับหลิวเอ้อร์หู่ ก็ได้มีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นมาในใจของเธอ: ‘แก่ปูนนี้แล้วแต่ไม่อยากตาย นั่นย่อมไม่ต่างอะไรจากหัวขโมย !’


แม้ว่าหลิวเอ้อร์หู่จะมีอายุมากกว่าแปดสิบปีแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังดูดี เขาดูมีสุขภาพที่แข็งแรงมากกว่าลูกชายคนรองที่รักงานช่างไม้ของเขาเสียอีก


ยังไม่ทันถามอะไรมากนัก หูจินก็โกรธจนกระโดดโลดเต้น ไม่ว่าใครจะซักไซ้อะไร เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง อ้างว่าค่ายกลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน และเรื่องของลูกสาวเขาก็ไม่ขอยุ่ง บอกว่าสิ่งที่เธอทำเป็นความรับผิดชอบของเธอเอง จะเกิดอะไรขึ้นก็ให้เธอจัดการเองตามแต่เวรกรรม !


หูจินรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ชายชราคนนี้ช่างปากแข็งจริงๆ !


พอพูดด้วยเหตุผล เขาก็เถียงกลับว่าทุกอย่างในตระกูลหลิวนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบทั้งหมด แต่พอพูดด้วยความเห็นใจ เขาก็ร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาไหลพรากทันที บอกว่าลูกสาวของเขาทำผิดทั้งต่อประเทศและต่อประชาชน แต่ไม่ยอมปริปากพูดถึงความผิดของตัวเองแม้แต่น้อย !


หูจินออกมาจากห้องสอบสวนด้วยความโกรธ เธอเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง อีกด้านหนึ่ง ลุงหลิวก็ได้ช่วยสอบปากคำหลิวหว่านซิ่วอยู่เช่นกัน แต่ไม่ว่าเขาจะถามอย่างไร เธอก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาทั้งนั้น


ดังนั้นลุงหลิวจึงทำได้เพียงปล่อยให้เธออยู่ที่นั่น ก่อนที่เขาจะกลับไปที่ห้องทำงานของหูจิน


“ลุงหลิวคะ หลิวเอ้อร์หู่ไม่ยอมพูดอะไรเลย แบบนี้เราควรทำอย่างไรต่อไปดี ?” นี่เป็นครั้งแรกที่หูจินรู้สึกว่าตัวเองสิ้นหวัง 


“มันไม่ได้สำคัญหรอกนะว่าพวกเขาจะยอมรับสารภาพหรือไม่ เพราะหลักฐานที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอที่จะเอาผิดพวกเขาแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมพูด ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นการจับกุมไปได้” ลุงหลิวพูดออกมาด้วยท่าทีที่เรียบเฉย 


“ไม่ได้ค่ะ ฉันอยากรู้ว่าเธอไปเรียนรู้ค่ายกลแบบนี้มาจากไหนกันแน่ ! ตอนนี้เรามีศัตรูที่แฝงตัวอยู่ เรื่องนี้มันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ” ฟู่เยี่ยนได้บอกทุกอย่างกับหูจินแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้หูจินไม่สามารถอยู่เฉยได้ เธอจะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง 


“ค่อยๆคิดหาวิธีเถอะ อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป เราออกไปเดินเล่นกันสักหน่อยดีกว่า แล้วค่อยมาพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลัง” ลุงหลิวเป็นหัวหน้าที่ดีมาก และหูจินเองก็มีแนวโน้มที่จะเป็นหัวหน้าที่ดีในอนาคตเช่นกัน 


“ก็ดีเหมือนกันค่ะ หลิวหว่านซิ่วเองก็ยังไม่ยอมพูดอะไรเหมือนกันเหรอคะ ?” หูจินถามขึ้นมาอีกครั้ง


ลุงหลิวที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับเบาๆ เขาเองก็เป็นกังวลกับเรื่องนี้มากเช่นกัน สองพ่อลูกคู่นี้ช่างปากแข็งมากจริงๆ ใครจะเชื่อกันว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ !


หูจินกัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง เธอไม่เคยรู้สึกโกรธมากขนาดนี้มาก่อนเลย ! แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นได้ การที่จะฝ่าสถานการณ์นี้ไปได้นั้น เธอต้องคิดหาวิธีอย่างรอบคอบ


มีชีพจรมังกรอยู่บนภูเขาเอ๋อเหมย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องออกเดินทางไปที่นั่นภายในสองวัน ดังนั้นลุงหลิวจึงได้โทรหาผู้อำนวยการหลี่ ให้ส่งคนจากเมืองหลวงมารับช่วงต่อ ซึ่งพวกเขาจะมาถึงที่นี่อย่างช้าที่สุดก็อีกสองวันข้างหน้า


เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็คงจะสามารถปล่อยวางเรื่องนี้ลงไปได้บ้าง แต่ก่อนที่จะออกเดินทางนั้น เขาคงต้องอดหลับอดนอนทำงานหนักเพื่อจัดการกับสิ่งที่ตระกูลหลิวก่อขึ้นมาเสียก่อน


ทางด้านหูจินเองก็แอบตัดสินใจเช่นกันว่าเธอจะต้องทำให้สองพ่อลูกคู่นี้ยอมรับสารภาพให้ได้ !


ตอนที่ 626: เบาะแสที่น่าตกใจ


อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนก็ได้มาถึงในเช้าของวันรุ่งขึ้น ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันได้พาตัวหลิวชุน ลูกคนโตของตระกูลหลิวที่อาศัยอยู่ในบ้านเกิดของตระกูลหลิวมาที่นี่ด้วย


ซึ่งเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมามาก เขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ และยังให้ความร่วมมือกับทุกคนอย่างเต็มที่อีกด้วย


“เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลิวหว่านซิ่วสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา ในตอนนั้นชายชราไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ แต่ค่ายกลกลับล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า หว่านซิ่วจึงได้กลับไปหาชายชราเพื่อขอร้องให้เขาช่วยสร้างค่ายกลนี้ให้สำเร็จ”


“แต่ใครจะรู้ หลังจากที่ชายชราไปที่นั่นและเห็นว่าค่ายกลนี้เป็นค่ายกลที่ชั่วร้าย เขาก็โกรธหว่านซิ่วมาก และปฏิเสธที่จะซ่อมแซมค่ายกลให้เธอ แต่จากที่ฉันรู้จักชายชรามา ที่เขาไม่อยากซ่อมค่ายกลนี้ น่าจะเป็นเพราะไร้หนทางมากกว่า”


“พวกเธอคงไม่รู้สินะเขาปฏิบัติกับหว่านซิ่วดีกว่าน้องรองของฉันเสียอีก ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าเธอจะขอเดือนหรือดาว เขาก็พร้อมที่จะหามาให้ เธอคือลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขา”


“แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉันกับเขาไม่ใช่พ่อลูกแท้ๆกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เห็นฉันอยู่ในสายตาเลย เพราะตอนที่แม่ของฉันแต่งงานกับชายชรา เธอก็ได้ตั้งท้องฉันอยู่แล้ว และฉันก็ยังไม่รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของฉันเป็นใครอีกด้วย”


“ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หว่านซิ่วก็ได้มาหาฉันเหมือนกัน และฉันก็ได้ไปดูค่ายกลนี้มาแล้ว ฉันรู้ดีว่ามันทั้งชั่วร้ายและอันตรายเกินไป ด้วยความสามารถของฉัน ฉันคิดว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้อย่างแน่นอน ดังนั้นฉันจึงได้เกลี้ยกล่อมเธอให้หยุดเรื่องนี้ จนหว่านซิ่วตัดขาดการติดต่อกับฉันไปในที่สุด เธออาจจะคิดว่าฉันเป็นพี่ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่องไปแล้วก็ได้”


“เรื่องที่หว่านซิ่วยังไม่ยอมตัดใจนั้น ฉันก็รู้มาจากน้องรองของฉันนี่แหละ ในตอนนั้นเขาไม่ยอมเรียนรู้มรดกตระกูล เขาชอบงานช่างไม้มาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยฝีมือของเขา จึงทำให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย”


“ส่วนฉันนั้นไม่ได้ติดต่อกับพวกเขามานานหลายปีแล้ว สมัยก่อนตอนอยู่บ้านก็แค่แวะไปทักทายเขาบ้างตามมารยาท เพราะถึงอย่างไรชายชราก็เลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เด็ก”


“ช่วงหลายปีมานี้ บ้านหลังนั้นถูกคืนกลับมาแล้ว พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง เราเลยไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น น้องชายคนรองยังแอบติดต่อกับฉันอยู่ตลอดในช่วงหลายปีมานี้”


หลิวชุนไม่ได้ปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเขาเลย เขาพูดความจริงทั้งหมดออกมาโดยตรง


“ฉันมีคำถามอยากถามคุณสักหน่อย คุณรู้ที่มาของค่ายกลนี้ไหม ? แล้วหลิวหว่านซิ่วไปรู้เรื่องค่ายกลนี้มาจากที่ไหน ?” หูจินสนใจประเด็นนี้มาก ส่วนเรื่องความผิดของหลิวหว่านซิ่วกับหลิวเอ้อร์หู่ นั่นมันชัดเจนและเป็นหลักฐานแน่นหนา ไม่มีข้อสงสัยใดๆเลย 


“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่เท่าที่ฉันเคยดูตำราเก่าแก่ของตระกูลหลิว ก็ไม่เคยเห็นค่ายกลนี้มาก่อนเลย เมื่อสมัยฉันยังเด็ก ตอนที่แม่ของฉันยังมีชีวิตอยู่ ชายชราปฏิบัติต่อพวกเราอย่างเท่าเทียมกันทุกคน”


“ในตอนนั้นฉันสามารถอ่านตำราเก่าแก่ได้ทุกเมื่อตามที่ฉันต้องการ ซึ่งฉันยังคงจำสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้เกือบจะทั้งหมดได้ เพียงแต่...” หลิวชุนดูลังเลเล็กน้อย สีหน้าของเขาบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขามีบางอย่างที่อยากจะพูด แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน 


“คุณหลิว อย่ากังวลไปเลย พูดมันออกมาเถอะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่คุณนึกขึ้นมาได้ในตอนนี้ บางทีมันอาจเป็นประโยชน์สำหรับเราก็ได้” ลุงหลิวชำเลืองมองไปที่เขา ก่อนจะรีบพูดเกลี้ยกล่อมออกไปทันที 


“อย่างที่ทุกคนรู้ จนถึงตอนนี้หว่านซิ่วยังไม่ได้แต่งงาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นเพราะเธอไม่อยากแต่งงานหรอกนะ ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น เธอเองก็มีคนรักเหมือนกัน”


“ชายคนนั้นเป็นคนงานที่ทำงานในบ้านของเรามานานมากแล้ว ใช่แล้ว พ่อกับแม่ของฉันไม่มีทางเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะแยกทั้งสองออกจากกัน ไม่นานนักคนงานคนนั้นก็ได้ขอลาออก และจากไปในที่สุด” 


“หลังจากนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปสักเจ็ดแปดปี น้องสาวของฉันก็ยังไม่ยอมแต่งงาน ตอนที่เธออายุสักยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้าปี ฉันเคยได้ยินมาลางๆ ว่าคนงานคนนั้นเหมือนจะกลับมาครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่าเขากลับมาเพื่อตามหาน้องสาวของฉัน”


“ในตอนนั้นชายชรารู้สึกไม่พอใจมาก และคนงานคนนั้นก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา น้องสาวของฉันก็ไม่คิดที่จะแต่งงานอีกเลย”


ซึ่งไม่นานหลังจากที่เขาหายตัวไป หว่านซิ่วก็ได้ขอให้ชายชราช่วยซ่อมแซมค่ายกลนี้ให้


“ตอนนั้นฉันแต่งงานแล้ว ดังนั้นชายชราจึงได้ให้ฉันแยกออกไปอยู่กับครอบครัว ฉันจึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีก แต่ฉันคิดว่าน้องรองต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน พวกคุณลองไปถามเขาดูได้นะ”


หลังจากที่หลิวชุนพูดจบ ทุกคนต่างก็รู้อยู่ในใจแล้วว่าต้องทำอะไรต่อ พวกเขาต้องถามเรื่องนี้กับหลิวเซี่ย เพราะบางทีคนงานคนนั้นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องทั้งหมดก็เป็นได้ 


“แล้วคุณรู้ถึงผลของค่ายกลนี้หรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนถามแทรกขึ้นมา 


“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ฉันรู้เพียงแค่ว่าตราบใดที่ค่ายกลนี้ยังทำงานอยู่ หลิวหว่านซิ่วจะได้รับพลังอย่างมหาศาลจากมัน แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันเป็นพลังแบบไหน เพราะหว่านซิ่วไม่เคยพูดเรื่องนี้กับฉันมาก่อน”


หลิวชุนพูดพร้อมกับส่ายศีรษะ เขาไม่ทราบถึงคุณสมบัติเฉพาะของค่ายกลนี้เลยจริงๆ


“แล้วคุณรู้ชื่อของคนงานคนนั้นไหม ?”


“ฉันรู้จักเขาดี เราสองคนมีอายุเท่ากัน เขาแก่กว่าหว่านซิ่วสิบปี เขามีแซ่ว่าเฉิน และชื่อจริงของเขาก็คือเฉินเหว่ยเหอ”


ทันทีที่หลิวชุนพูดจบ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ต้องตกใจไปตามๆกัน พวกเขารู้สึกว่าชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก จากนั้นหลิวชุนก็ได้กลับไป ส่วนหูจินและทุกคนก็ได้กลับเข้ามาหารือกันในสำนักงานอีกครั้ง


“เป็นไปได้ไหมว่าเฉินเหว่ยเหอคนนี้จะเป็นอาจารย์เฉินที่เราเจอบนเกาะฮ่องกง ?” ฉางหยู่เซิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย อาจารย์เฉินคนนั้นเสียชีวิตมานานหลายปีแล้ว และเขาก็ไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อนี้อีก 


“จะใช่หรือไม่ใช่นั้น แค่ถามหลิวหว่านซิ่วก็รู้แล้ว” หูจินมีท่าทีที่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาอีกครั้ง คงจะดีไม่น้อยหากตอนนี้เธอมีภาพเหมือนของเฉินเหว่ยเหออยู่ 


“ลองคิดดูให้ดีๆเถอะว่าเฉินเหว่ยเหอนั้นมีลักษณะเด่นอะไรบ้าง ? แบบที่เห็นแล้วสะดุดตาเลย เพราะถ้าฉันไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลที่ชัดเจน ก็คงยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อได้”


“ดูเหมือนว่าเฉินเหว่ยเหอคนนั้นจะมีใบหูที่ใหญ่มาก และมีไฝขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังใบหูซ้ายของเขาด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่นึกถึงรูปลักษณ์ของบุคคลนี้อยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พูดถึงจุดสังเกตของคนๆนั้นออกมา 


“อืม เอาไว้ฉันจะไปถามหลิวหว่านซิ่วดูว่าเธอรู้จักกับเฉินเหว่ยเหอหรือเปล่า” หลังจากที่พูดจบ หูจินก็ได้เดินออกไปทันที เมื่อคืนนี้ เธอได้หลับไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่งมาจากความเชื่อในหัวใจของเธอนั่นเอง 


ทางด้านฉางหยู่เซิงที่เห็นว่าภรรยาของเขาทำงานหนักขนาดนั้น เขาจึงรีบตามไปดูด้วยเช่นกัน เผื่อมีอะไรพอช่วยเธอได้


ลุงหลิวไม่สนใจพวกเขา เพราะที่นี่ไม่ได้ต่างไปจากบ้านของหูจินเลย ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้ทั้งสองช่วยกันแก้ปัญหาเอง วินาทีนี้ หูจินได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากยังไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน เธอจะต้องไม่สบายใจมากแน่ๆ


ทางด้านฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกจากสำนักงานไป เธอมายืนอยู่ในลานของสาขาย่อย เดินไปเดินมาภายในลานอยู่หลายรอบ เมื่อสักครู่เหมือนจะมีแสงวาบขึ้นในสมอง ราวกับว่าเธอตรวจจับบางอย่างได้


ฟู่เยี่ยนจึงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด


หากค่ายกลนี้เกี่ยวข้องกับอาจารย์เฉินคนที่ตายไปแล้วล่ะก็ งั้นการที่เธอได้ช่วยฟื้นฟูชีพจรมังกรในเกาะฮ่องกงเมื่อปีนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่น่าจะเป็นการที่เธอเผลอทำลายแผนการชั่วร้ายของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว


ผู้เฒ่าเหอได้เสียชีวิตลงไปเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งผู้เฒ่าเฮ่อเป็นคนเขียนจดหมายนี้มาแจ้งข่าวเธอเอง ผู้เฒ่าเหอตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนต่อความทรมานในใจได้ เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของตัวเอง คิดว่าจะมีคนมาทำร้ายเขาอยู่ตลอดเวลา


หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง ตระกูลเหอก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที ซึ่งก็เป็นเพราะไม่มีใครสามารถสืบทอดกิจการขนาดใหญ่ของตระกูลเหอได้นั่นเอง


ส่วนทางด้านผู้เฒ่าเฮ่อและลุงห่าวนั้นมีวิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด พวกเขาได้รวมตระกูลต่างๆบนเกาะฮ่องกงเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะแบ่งหุ้นส่วนจำนวนมากของตระกูลเหอออก ดังนั้นตอนนี้ลูกหลานของตระกูลเหอได้รับแค่เงินปันผลจากหุ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น และพวกเขาก็ได้ถอนตัวออกจากสังคมชนชั้นสูงบนเกาะฮ่องกงไปนานมาแล้ว


เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะได้ทดลองไปแล้ว และมันก็เกี่ยวข้องกับชีพจรมังกรบนภูเขาไท่ผิงบนเกาะฮ่องกงอีกด้วย


เมื่อคิดว่าชีพจรมังกรบนภูเขาเอ๋อเหมย์ก็มีบางอย่างที่ดูแปลกไปเช่นกัน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงแทบรอไม่ไหวที่จะขึ้นไปสำรวจที่นั่นแล้ว


ตอนที่ 627: เรื่องราวที่วุ่นวายได้จบลงแล้ว


แน่นอนว่าเมื่อหูจินพูดชื่อของเฉินเหว่ยเหอขึ้นมา หลิวหว่านซิ่วก็มีท่าทีที่ดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด


นี่คือความลับที่เธอเก็บเอาไว้ภายในใจมานานมาก และความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอก็เพื่อเฉินเหว่ยเหอทั้งนั้น เขาได้บอกกับเธอว่าวันที่ค่ายกลนี้เสร็จสมบูรณ์ เขาจะมาพาเธอไปจากที่นี่


พวกเขาทั้งสองจะไปอาศัยอยู่ด้วยกันที่อื่น และการย้ายไปอยู่ที่เกาะฮ่องกงนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างแย่ที่สุด พวกเขาก็ยังสามารถหนีไปอยู่ที่ทะเลทางตอนใต้ได้


เพียงแต่ว่าหลังจากที่เธอพยายามอย่างหนักมานานกว่าสิบปี ค่ายกลนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เธอยังคงพยายามทำมันอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลวทุกครั้งไป จนมาถึงตอนนี้ ค่ายกลของเธอถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว


จึงทำให้ความหวังของเธอเองก็พังทลายลงไปเช่นกัน หากเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเขาคงจะไม่กลับมารับเธอไปอยู่ด้วยแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลิวหว่านซิ่วไม่ยอมพูดอะไรเลยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา


“คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ ? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ? ขอร้องล่ะ คุณช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ?” ตอนนี้ใบหน้าของเหลิวหว่านซิ่วดูทุกข์ใจมาก


ทว่าหูจินกลับไม่ได้สงสารเธอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเธอก็ไม่สมควรที่จะได้รับความสงสารจากใครเลยจริงๆ


“แล้วคุณรู้ไหม ? คนที่คุณพูดถึงว่าเขาจะมารับคุณไปนั้น เขาสร้างครอบครัวใหม่อยู่ที่เกาะฮ่องกงมานานแล้ว ลูกก็มีเป็นโขยง ! เขาไม่มีทางมารับคุณไปได้อีกแล้ว เพราะเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่สามปีที่แล้ว !”


หูจินบอกเรื่องนี้กับหลิวหว่านซิ่ว ซึ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิวหว่านซิ่วก็เหมือนถูกดึงเอาพลังชีวิตทั้งหมดออกไป ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรงในทันที


แท้จริงแล้ว สิ่งที่ตัวเองยึดมั่นมาตลอดหลายปี กลับกลายเป็นเพียงคำลวง คนที่เคยพูดว่าจะกลับมารับเธอไปนั้น กลับเป็นคนหลอกลวงมาตลอด เขามีภรรยาและลูกคนใหม่ตั้งนานแล้ว น่าสงสารตัวเองที่ตลอดเวลานี้ยังรักษาตัวเองไว้เพื่อเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ


หลิวหว่านซิ่วหลับตาลง น้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวด การยึดมั่นที่เธอรักษาไว้ตลอดหลายปี ราวกับถูกตบกลับมาที่ใบหน้าของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในใจ โชคชะตาช่างไม่ยุติธรรมกับเธอเอาเสียเลย !


“ฉันบอกทุกอย่างกับพวกคุณแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อฉัน หรือคนอื่นๆเลย”


“ฉันเป็นคนสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยเฉินเหว่ยเหอเป็นคนสอนทักษะนี้กับฉัน เขาหลอกให้ฉันทำแบบนี้”


“เมื่อหลายปีก่อน หลังจากที่เขาหายไปเจ็ดถึงแปดปี อยู่มาวันหนึ่งเขาก็กลับมาหาฉันอย่างลับๆ เขาบอกว่าเขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่ง และต้องการหาสถานที่เพื่อทำการทดลองบางอย่าง เขาขอให้ฉันช่วยตั้งค่ายกลให้เขา พร้อมให้คำสัญญาว่า เมื่อค่ายกลเสร็จแล้ว เขาจะพาฉันไปด้วย”


“ฉันยอมช่วยเขาด้วยความรัก และทุ่มเทอย่างหนักเพื่อหาสิ่งต่างๆ ในการสร้างค่ายกลนี้ ฉันต้องทนต่อความรู้สึกผิดในใจ ช่วยเขาทำเรื่องสกปรกทุกอย่างโดยไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ”


“ต่อมา เมื่อเราสองคนสามารถสร้างค่ายกลขึ้นมาได้ เขาพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนในที่สุดเขาก็เริ่มท้อแท้ขึ้นมา ไม่นานนัก ครอบครัวของฉันรู้ว่าเขากลับมาหาฉัน พ่อกับแม่ของฉันจึงได้ต่อต้านทุกวิถีทาง”


“ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดหาวิธีซ่อนตัว เขาได้สร้างภาพลวงตาขึ้นมาและแสร้งว่าเขาได้หายตัวไปแล้ว ก่อนจะขอให้ฉันไปขอร้องให้พ่อมาช่วยสร้างค่ายกลนี้ต่อ”


“เขาบอกกับฉันว่าจะเฝ้ามองดูฉันอยู่เงียบๆ และเมื่อค่ายกลนี้สำเร็จ เราสองคนจะหนีไปอยู่ด้วยกัน เขาจะพาฉันไปหาอาจารย์ของเขาที่เกาะฮ่องกง และเราก็จะแต่งงานกันที่นั่น”


“ตอนนั้นฉันเลือกที่จะเชื่อเขา ฉันไปหาพ่อตามที่เขาบอกจริงๆ แต่พ่อของฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ทั้งยังดุฉันและขังฉันเอาไว้อีกด้วย ฉันขอร้องอยู่นานกว่าพ่อจะยอมปล่อยฉันออกมา แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย”


“หนึ่งปีต่อมา ฉันได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งมาจากเกาะฮ่องกง ในจดหมายเขาได้บอกสิ่งที่พูดไปแล้วและยังวาดสัญลักษณ์ไว้มากมาย ฉันยังเก็บจดหมายเหล่านั้นไว้ทั้งหมด”


หลังจากที่หลิวหว่านซิ่วพูดออกมาแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเหมือนกับได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่าง ที่ต้องรอคอยมาหลายปี ความมุ่งมั่นที่ยืนยาวมาหลายปี แท้จริงแล้วมันก็แค่เรื่องตลกหนึ่งเรื่อง


เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้หันมามองหน้ากัน ข้อมูลที่หลิวหว่านซิ่วพูดเหมือนกับที่พวกเขารู้ทุกอย่าง ดูเหมือนว่าครั้งนี้ หลิวหว่านซิ่วจะไม่ได้โกหก


ค่ายกลนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหลิวเอ้อร์หู่จริงๆ อย่างมากที่สุดเขาก็แค่ช่วยปกปิดมันเอาไว้เท่านั้น


เขาไม่พูดเพราะต้องการปกป้องลูกสาวของตัวเอง ยอมรับความผิดไว้เอง เพื่อให้ลูกสาวต้องรับผิดน้อยลง


ในฐานะพ่อ เขาเป็นพ่อที่ดีมาก แต่ในฐานะคนของลัทธิเต๋า เขากลับลืมหลักแห่งความเมตตากรุณาต่อสรรพชีวิต และลืมปณิธานที่จะช่วยเหลือปวงประชาให้พ้นทุกข์


ในที่สุด เรื่องของตระกูลหลิวก็ได้รับการแก้ไข โดยหลิวเอ้อร์หู่ถูกตัดสินว่าไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องการสร้างค่ายกล ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหลิวหว่านซิ่วแต่เพียงผู้เดียว และข้อตกลงที่ลงนามระหว่างตระกูลหลิวกับสาขาย่อยนั้นจะถือว่าเป็นที่สิ้นสุดด้วยเช่นกัน


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เสนอความคิดเห็นบางอย่างให้กับลุงหลิว เพราะสถานที่แห่งนี้ยังต้องมีคนคอยดูแลในอนาคต


ลุงหลิวได้ไปพบหลิวชุนอีกครั้ง ก่อนจะให้เขาลงนามในข้อตกลง โดยในอนาคต เด็กที่มีความโดดเด่นทุกคนในครอบครัวของหลิวชุนจะสามารถเข้ารับการทดสอบที่สาขาย่อยได้


หากพวกเขามีความโดดเด่นที่มากพอก็สามารถไปที่สาขาใหญ่ในเมืองหลวงได้เลย ส่วนเงื่อนไขอื่นนั้นจะเป็นเหมือนกับที่ตระกูลหลิวได้รับในก่อนหน้านี้ทุกอย่าง


หลิวชุนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับข้อเสนอนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนตระกูลหลิวโดยสายเลือดก็ตาม แต่เขาก็ได้ศึกษาศาสตร์ด้านอภิปรัชญามานานหลายปีแล้ว และเขาก็ไม่ต้องการให้มรดกของตระกูลหลิวสูญหายไปอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลงนามในข้อตกลง เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาอยู่แล้ว


ทว่าหลังจากที่หลิวเอ้อร์หู่รู้เรื่องนี้ เขาก็ได้ล้มป่วยหนัก เขารับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ ตอนนี้ตระกูลหลิวที่เขาภาคภูมิใจไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปแล้ว !


หลังจากที่แก้ไขปัญหานี้เสร็จ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้ออกเดินทางอีกครั้ง เพราะพวกเธอยังต้องไปจัดการเรื่องชีพจรมังกรบนภูเขาเอ๋อเหมย์


พวกเขาได้ศึกษาและเห็นพ้องต้องกันว่าบางที ค่ายกลที่เพิ่งเจอมานี้อาจจะไม่ใช่ค่ายกลแห่งเดียวที่เฉินแหว่ยเหอสร้างขึ้นก็ได้


แต่หากเจอค่ายกลนั้นอีกครั้ง พวกเขาก็รู้วิธีจัดการมันแล้ว แต่การเดินทางไปยังภูเขาเอ๋อเหมย์ในครั้งนี้ พวกเขาไม่สามารถเดินเท้าไปได้ พวกเขาต้องนั่งรถไปที่เล่อเฉิงก่อน


เมื่อขึ้นมาถึงยอดภูเขาเอ๋อเหมย์ ก็เป็นเวลาเช้าพอดี พวกเขามาถึงเล่อเฉิงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และเลือกที่จะเริ่มปีนเขาทันทีโดยที่ไม่พัก หลังจากที่เดินขึ้นภูเขากันทั้งคืน ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงยอดเขาพร้อมกับแสงแรกของวัน


เมื่อเห็นแสงของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏขึ้นมาตามแนวทิวเขา ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็สัมผัสถึงไออุ่นจากแสงพระอาทิตย์พร้อมกับเห็นสถานการณ์ทั้งหมดของภูเขาเอ๋อเหมย์ได้อย่างชัดเจน


ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ที่นี่มีลมหายใจของชีพจรมังกรหลงเหลืออยู่จริงๆ แต่มันไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไหร่นัก และยังดูเหมือนว่ามันจะได้รับผลกระทบจากบางสิ่งบางอย่างอยู่อีกด้วย


ฟู่เยี่ยนสงบจิตใจลง เปิดเนตรสวรรค์ ยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเทือกเขา มองออกไปยังภูเขาไกลลิบตา ค่อยๆสำรวจและค้นหาทีละน้อย


เพียงไม่นานหลังจากมองสำรวจ ฟู่เยี่ยนก็สัมผัสได้ว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่เต็มไปด้วยพลังงานมืดสีดำ บรรยากาศที่นั่นอบอวลไปด้วยพลังหยิน ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอย่างมาก


ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในที่แห่งนั้น เธอต้องไปตรวจสอบที่นั่นก่อน เพราะหากไม่แก้ไขสถานการณ์นี้ เธอก็จะไม่สามารถตั้งค่ายกลขึ้นมาได้ 


ฟู่เยี่ยนเล่าให้พวกเขาฟังถึงการค้นพบนี้ และทุกคนก็ได้ออกเดินทางไปยังภูเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในทันที


“ทำไมที่นี่ถึงมีงูเยอะขนาดนี้ ปกติช่วงนี้มันควรจะจำศีลแล้วไม่ใช่เหรอ ?” ฉางหยู่เซิงรู้จักกับพฤติกรรมของงูเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะครอบครัวของเขามีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแต่โบราณ 


ฟู่เยี่ยนสังเกตดูสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียด ซึ่งการที่งูเหล่านี้ไม่จำศีลนั้น อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้มีอากาศที่อบอุ่นนั่นเอง


“ลองเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ข้างหน้าดูเหมือนจะมีน้ำพุร้อน” ฟู่เยี่ยนพูดเมื่อมองเห็นน้ำพุร้อนข้างหน้า น้ำเดือดพล่านและมีไอพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้กลับไม่ได้มีปริมาณน้ำที่เยอะเลย มันไม่เพียงพอที่จะใช้อาบเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีสำหรับงูเหล่านี้นั่นเอง


สถานที่แห่งนี้ดูแห้งและอบอุ่น ดังนั้นจึงมีงูหลายสายพันธุ์ที่ห้อยลงมาตามต้นไม้เต็มไปหมด


“ไปกันเถอะ ดูสิ มีงูอยู่เต็มไปหมดเลย ฉันขนลุกไปทั่วทั้งตัวแล้ว” หูจินรีบเร่งเร้าให้ทุกคนรีบเดินต่อด้วยความหวาดผวา 


เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็ได้หัวเราะออกมา แต่หลังจากที่ออกเดินไปได้สักพัก พวกเขาก็ต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นร่างที่ใหญ่มากร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้า


หูจินรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทันที เมื่อเห็นงูหลามตัวหนึ่งที่ลำตัวมีความหนาถึงหนึ่งเมตร ! ยิ่งไปกว่านั้น มันดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากอะไรบางอย่าง ทำให้เกล็ดของมันส่องประกายแปลกตาเป็นสีสันหลากหลายอย่างน่าพิศวง


ตอนที่ 628: อัพเกรดอีกแล้ว! 


“อ่ะ อ๊าย!!” ในที่สุดหูจินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอกำลังจะร้องออกมา ซึ่งฉางหยู่เซิงก็ได้รีบเข้าไปยืนขวางอยู่ข้างหน้าของเธอเอาไว้ แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นมัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่กลัวงูมากๆ อย่างภรรยาของเขาเลย ! 


ถึงเวลาที่ผู้กล้าจะต้องออกมาปกป้องดอกไม้งามแล้ว ! ฉางหยู่เซิงในตอนนี้เต็มไปด้วยความฮึกเหิม ไม่หวาดกลัวงูยักษ์เลยแม้แต่น้อย !


“ทุกคนระวังด้วย แม้ว่างูหลามจะไม่มีพิษ แต่สำหรับงูตัวนี้ ฉันไม่แน่ใจเลย ฉันคิดว่ามันน่าจะกลายพันธุ์ไปแล้ว ดูที่เกล็ดหลากสีของมันนั่นสิ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เห็นสิ่งนี้ !”


เขาเอ่ยเตือนทุกคนให้ระมัดระวัง เพราะหากถูกมันรัดเข้าเมื่อไหร่ มันจะไม่หยุดจนกว่าจะบีบเหยื่อให้ตาย !


“จะมีพิษหรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้ แต่ที่แน่ๆคือมันเกิดการกลายพันธุ์ไปแล้ว ดูเกล็ดของงูตัวนี้สิ ทำไมถึงใหญ่ขนาดนี้ ? ยังไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้มันเปลี่ยนไปแบบนี้”


ฟู่เยี่ยนมองเห็นอย่างชัดเจนว่าในท้องของงูยักษ์ตัวนี้มีอะไรบางอย่างที่แข็งมากอยู่ข้างใน ดูเหมือนวันนี้เธอคงต้องฆ่าสัตว์เสียแล้ว ! เธอกำลังคิดหาข้ออ้างที่จะทำให้การผ่าท้องงูครั้งนี้ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด 


แต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรออกไปนั้น งูหลามก็เริ่มขยับตัว หลังจากที่มันคอยสังเกตคู่ต่อสู้ตรงหน้าอยู่นาน และเมื่อไม่มีการโจมตีใดเกิดขึ้น มันจึงเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีในทันที


“ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ” มันส่งเสียงขู่ออกมา ก่อนจะบิดตัวและพุ่งเข้าไปหาทุกคนอย่างรวดเร็ว มันเร็วมากจนทุกคนหลบแทบจะไม่ทัน และอาวุธเดียวที่ทุกคนมีอยู่ตอนนี้ก็คือไม้ค้ำยันในการปีนเขาเท่านั้น 


งูหลามสีดำตัวนี้ไม่ได้สนใจคนอื่น มันสนใจแค่ฟู่เยี่ยนเท่านั้น ซึ่งดวงตาของฟู่เยี่ยนก็เปล่งประกายขึ้นมาในทันที งูตัวนี้ได้กลิ่นลูกแก้วมังกรจากเธออย่างนั่นหรือ ! ทันใดนั้นเอง เธอก็คาดเดาถึงการกลายพันธุ์ของมันได้แล้ว


เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบลูกปัดห้าธาตุซึ่งทำมาจากลูกแก้วมังกรของเธอออกมา ในสายตาของงูยักษ์ ลูกแก้วนี้มีแรงดึงดูดมหาศาล ในตอนนี้ ภายนอกของลูกแก้วดูคล้ายลูกบอลมือที่ทำจากสแตนเลสแวววาว สะกดสายตาของงูยักษ์จนมันแทบละสายตาไม่ได้ !


เธอมักจะหยิบมันออกมาเล่นอยู่บ่อยๆ ทุกคนจึงคิดว่ามันคือลูกบอลนวดมือของฟู่ต้าหย่ง ที่ถูกฟู่เยี่ยนขอเอามาใช้นั่นเอง !


วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้ขว้างมันไปยังทิศทางตรงกันข้าม เมื่อลูกปัดห้าธาตุถูกขว้างออกไป งูหลามตัวนั้นก็ได้ว่ายน้ำตามลูกปัดห้าธาตุไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมันอ้าปากเพื่อที่จะกลืนลูกปัดห้าธาตุเข้าไปนั้น ฟู่เยี่ยนก็เริ่มเคลื่อนไหว 


ดังคำกล่าวที่ว่า “ตีงูต้องตีไปที่กระดูกสันหลังชิ้นที่เจ็ด” ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์มองไปที่มัน ก่อนจะขว้างกริชตรงไปยังกระดูกสันหลังชิ้นที่เจ็ดของมันโดยตรง


เมื่อกริชสัมผัสกับเกล็ดแข็งของงูหลาม ก็ได้เกิดประกายไฟปะทุขึ้นมาในทันที


ฟู่เยี่ยนจึงมองไปที่มันอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปและใช้กริชแทงไปที่กระดูกสันหลังชิ้นที่เจ็ดของมันอย่างรุนแรงพร้อมกับถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นทุกคนก็ได้มองไปยังงูหลามตัวใหญ่ที่ตอนนี้กำลังบิดตัวไปมาไม่หยุด ส่วนกริชก็ยังคงคงปักอยู่ที่หลังของมันอย่างแน่นหนา 


ไม่นานนัก งูหลามก็ได้จะหยุดการเคลื่อนไหวลง ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะตายแล้ว ส่วนลูกปัดห้าธาตุที่ยังไม่ถูกมันกลืนลงไปก็ลอยกลับเข้าไปในกระเป๋าของฟู่เยี่ยนด้วยตัวเอง


แต่ทุกคนกลับคิดว่าลูกปัดห้าธาตุถูกงูหลามตัวนี้กลืนลงไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงเข้ามาช่วยฟู่เยี่ยนด้วยความกังวล และตอนนี้เธอก็มีข้ออ้างที่จะผ่าท้องงูตัวนี้แล้ว


“ฟู่เยี่ยน... ลูกปัดนั้นมีความสำคัญกับเธอมากหรือเปล่า ?” หูจินกลัวงูมาก และต้องการที่จะหนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด 


“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธอกลัว ก็แค่อยู่ห่างๆก็พอ ให้ฉางหยู่เซิงพาเธอล่วงหน้าขึ้นไปก่อนก็แล้วกัน ที่นี่มีงูอาศัยอยู่ชุกชุมมาก ให้เขาดูแลเธอจะดีที่สุด พ่อของฉันเป็นคนให้ลูกปัดนั่นมา ถึงอย่างไรฉันก็จะต้องเอามันกลับคืนมาให้ได้อยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะสกปรกแค่ไหนก็ตาม”


ขณะที่พูดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงกริชของเธอที่ปักอยู่บนตัวงูหลามออกมา และเลือดสีดำของมันก็ไหลนองไปทั่วพื้นในทันที


งูหลามตัวนี้ได้รับผลกระทบจากบางอย่างจริงๆ มิเช่นนั้นมันไม่มีทางเป็นแบบนี้ได้อย่างแน่นอน ถือว่าโชคดีมากที่เธอพบกับมันเข้าเสียก่อน หากยังปล่อยมันเอาไว้แบบนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า การกลายพันธุ์ของมันจะต้องเป็นอันตรายต่อผู้คนอย่างแน่นอน


ฟู่เยี่ยนเดินไปบริเวณท้องของงูหลาม ช่างน่าเสียดายจริงๆที่ตอนนี้มันคว่ำตัวลง และสิ่งที่เธอต้องการนั้นอยู่ใต้ลำตัวของมัน ดังนั้นมู่อี้อันกับลุงหลิวจึงช่วยกันพลิกตัวมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก


“เอาล่ะ ทั้งสองคนถอยออกมาได้แล้ว วันนี้ฉันคงต้องเสียสละชุดของฉันแล้ว ระวังเลือดของมันกระเด็นไปเปื้อนเสื้อผ้าด้วยล่ะ” ฟู่เยี่ยนหยิบผ้าคลุมศีรษะออกมาสวม โดยตอนนี้เห็นเพียงแค่ดวงตาของเธอเท่านั้น 


พวกเขาจึงได้ถอยออกไปอย่างว่าง่าย เนื่องจากทุกคนต่างก็รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนแข็งแกร่งมากแค่ไหน ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะโต้แย้งเธอในเรื่องนี้


เมื่อเห็นว่าลุงหลิวและคนอื่นถอยออกไปแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้แทงกริชเข้าไปที่ท้องของงูโดยตรง และกรีดหน้าท้องของมันเป็นแนวยาว ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีบางอย่างปรากฏขึ้นมา มันเป็นลูกปัดสีดำสนิท


บนลูกแก้วยังมีพลังมังกรหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงเข้าใจทันทีว่าทำไมนงูตัวนี้ถึงกลายพันธุ์จนเกล็ดของมันดูเหมือนเกล็ดของเสี่ยวเฮยแบบนี้ ขนาดตอนที่เห็นครั้งแรก ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก!


เธอหยิบลูกปัดห้าธาตุออกมาอย่างเงียบๆ และถือมันเอาไว้ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ซึ่งทันทีที่โยนมันเข้าไป ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในดินแดนต่างมิติ


ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะไม่ใช่แค่ลูกแก้วมังกรเสียแล้ว มันน่าจะเป็นชิ้นส่วนบางอย่างที่อยู่บนร่างกายของมังกรด้วยอย่างแน่.นอน


“เจอแล้ว !” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นยืนพร้อมตะโกนออกมาด้วยความดีใจ แต่ตอนนี้ทั้งใบหน้าและมือของเธอเต็มไปด้วยเลือดของงูยักษ์ เธอเข้าใจสาเหตุของการกลายพันธุ์ของงูตัวนี้แล้ว จึงมั่นใจว่าเลือดของมันไม่มีพิษ ทว่าความเหนอะหนะและสีดำคล้ำของมันก็ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย !


“โชคดีที่ตรงนี้มีตาน้ำเล็กๆอยู่ด้วย” หูจินพูดขึ้น “พวกเธอเดินล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวฉันเฝ้าตรงนี้เอง ฟู่เยี่ยน เธอรีบไปล้างตัวในบ่อน้ำพุร้อนเถอะ ฉันดูแล้ว น้ำเยอะและลึกพอสมควร ล้างตัวให้สะอาดก่อนแล้วค่อยไปกันต่อ”


นี่เป็นทางเดียวที่จะทำได้ในตอนนี้ ดังนั้นลุงหลิวและคนอื่นจึงได้เดินล่วงหน้าไปก่อน ทิ้งให้หูจินอยู่เฝ้าดูแลฟู่เยี่ยนอยู่ข้างหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครผ่านมาอีก


ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนดูกระตือรือร้นที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติมาก เธออยากเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่สามารถพาหูจินเข้าไปด้วยได้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย


“ว้าย !!” ทันใดนั้นเอง หูจินก็ได้กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง เพราะมีงูตัวหนึ่งตกลงมาที่เท้าของเธอ 


“เธอไม่ต้องห่วงฉันหรอก ฉันสบายดี เธอเอายันต์ไล่แมลงนี่ไปสิ มันเหลือแค่แผ่นเดียวเท่านั้นนะ และจำกัดเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ถือมันเอาไว้แล้วรีบตามทุกคนไปเถอะ”


ฟู่เยี่ยนยื่นยันต์แผ่นหนึ่งให้กับหูจิน แต่หูจินก็ยังคงดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอกลัวว่าหากไม่อยู่เฝ้าระวังให้กับฟู่เยี่ยน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา จะทำอย่างไร ?


“ไม่เป็นไรหรอก ฉันคงต้องซักเสื้อผ้าอีกนานเลย เธอรีบตามทุกคนไปเถอะ ไปหาฉางหยู่เซิงและคนอื่นได้แล้ว พวกเขามียันต์ไล่แมลงอยู่ นอกจากนี้เธอเองก็รู้ถึงความสามารถของฉันดีไม่ใช่เหรอ ? เอาไว้ฉันทำทุกอย่างเสร็จแล้ว จะรีบตามไปนะ”


“ถ้าอย่างนั้น... หากเธอต้องการอะไรก็ตะโกนเรียกฉันได้เลยนะ ฉันจะรีบมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” ครั้งนี้หูจินไม่สามารถเอาชนะความกลัวของเธอได้เลยจริงๆ ดังนั้นเธอจึงรีบออกไปทันที 


ฟู่เยี่ยนเฝ้าดูหูจินเดินออกไปจนลับตา เมื่อไม่มีใครอยู่ที่นี่ เธอก็เข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที ตอนนี้เธอจำเป็นต้องตรวจสอบสถานการณ์ของเสี่ยวเฮยก่อนเป็นอันดับแรก


ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่พื้นที่ในดินแดนต่างมิติของเธอขยายเพิ่มขึ้น ไม่เคยมีการสั่นสะเทือนที่รุนแรงแบบนี้มาก่อนเลย


ใครจะไปคิดว่าทันทีที่เข้าไปในดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เพราะดินแดนต่างมิติของเธอมันอัพเกรดขึ้นมาอีกครั้งแล้ว !


ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเป็นเพราะลูกปัดสีดำที่เธอเพิ่งได้มันมา แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่มีเวลาตรวจสอบมันอย่างละเอียดนัก ตอนนี้เธอต้องตามหาเสี่ยวเฮยก่อน


หลังจากที่มองหามันอยู่นาน เธอก็ได้พบว่ามันกำลังถือลูกปัดสีดำเอาไว้ และกำลังงีบหลับอย่างสบายอยู่ที่ริมทะเลสาบ ฟู่เยี่ยนจึงเอื้อมมือไปสัมผัสตัวของเสี่ยวเฮยเบาๆ ซึ่งมันก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา


ทันใดนั้นเอง ลูกปัดสีดำลูกนั้นก็ร้อนขึ้นเล็กน้อยราวกับว่ามันกำลังส่งพลังงานไปยังเสี่ยวเฮยอยู่


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปอาบน้ำในบ่อน้ำพุร้อน ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบเดิมเหมือนตอนที่เธอเข้ามาอีกครั้ง


วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับออกไปจากดินแดนต่างมิติไปทันที ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งตรวจสอบดินแดนต่างมิติ เธอเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไปพบกับทุกคน


ตอนที่ 629: เหตุการณ์สำคัญในชีวิต


ฟู่เยี่ยนรีบกลับไปหาทุกคน แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่ก็ไม่มีใครสงสัยอะไรเลย เพราะฟู่เยี่ยนมีกระเป๋าเฉียนคุน เธอจะพกเสื้อผ้ามากี่ชุดก็ได้


“ฉันรู้สึกว่าเราเริ่มเข้าใกล้พลังหยินมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว !” ทุกคนรีบเดินทางต่อทันที ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าจะได้พบกับงูหลามตัวใหญ่ตัวนั้นเลย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสถานที่ที่มีหมอกสีดำนั่นต่างหาก


หลังจากที่เดินไปกว่าสิบลี้ พวกเขาก็ได้มาถึงค่ายกลดังกล่าวแล้ว ซึ่งเมื่อมาถึง ทุกคนต่างก็มองหน้ากัน ค่ายกลที่นี่เป็นเหมือนค่ายกลก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ซึ่งมันเป็นค่ายกลที่ยังไม่สมบูรณ์ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นค่ายกลที่เฉินเหว่ยเหอสร้างขึ้นมา


ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนยิ่งมั่นใจว่าแผนการของตระกูลเหอเริ่มขึ้นตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว แต่ตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะคนในตระกูลเหอไม่สามารถทำอะไรได้มากมายอีกต่อไป


“ฉันดูไม่ออกเลยว่าค่ายกลนี้มีพลังที่ชั่วร้ายแบบไหนซ่อนอยู่ ฟู่เยี่ยน ฉันคิดว่าเราควรระเบิดมันโดยตรงเลยดีไหม !” หูจินแนะนําขึ้นมา 


“ใช่ เราทุกคนสนับสนุนให้เธอจัดการมันเลย เราจะจัดการให้เร็วที่สุด แล้วหลังจากนั้นก็กลับไปตั้งค่ายกลกันใหม่” มู่อี้อันเองก็เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน 


ฟู่เยี่ยนมองไปที่ทุกคนอีกครั้ง ในตอนนี้แม้แต่ลุงหลิวเองก็ยังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน คนเหล่านี้ต่างก็คุ้นเคยกับการทำงานแบบนี้ดี แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ หากมีเครื่องมือที่สามารถช่วยย่นระยะเวลาได้ ทำไมไม่ใช้มันกันล่ะ ? 


วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบถุงใบเล็กที่ข้างในบรรจุกระดาษยันต์เอาไว้ออกมา ซึ่งตอนนี้เธอมียันต์สายฟ้าไม่เพียงพอ ค่ายกลนี้ต้องใช้ยันต์สายฟ้าอย่างน้อย3แผ่น แต่ก็ไม่เป็นไร ด้วยกระเป๋าเฉียนคุน เธอสามารถหยิบอะไรก็ได้ตามที่ต้องการอยู่แล้ว


ฟู่เยี่ยนคลำหาบางอย่างในกระเป๋าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบหินฝนหมึกอันเล็กที่เธอมักจะพกติดตัวอยู่เสมอออกมา และข้างในนั้นมีชาดที่ถูกบดแล้วบรรจุอยู่ด้วย ในกลุ่มของพวกเขา คนที่เคยเห็นฟู่เยี่ยนวาดยันต์บ่อยๆ มีเพียงมู่อี้อันเท่านั้น


แม้แต่ลุงหลิวยังเคยเห็นแค่ครั้งเดียว ตอนนี้ทุกคนต่างก็แสดงความสนใจ ล้อมรอบเพื่อดูการสอนของปรมาจารย์ในสถานที่จริง เพราะนี่เป็นโอกาสที่หายากและไม่ใช่ทุกคนจะได้เจอ


ฟู่เยี่ยนหาก้อนหินที่ค่อนข้างเรียบแล้ววางกระดาษยันต์เปล่าไว้บนหินนั้น จากนั้นเธอยกพู่กันจุ่มกับน้ำหมึกสีแดง ดึงสมาธิให้มั่นคงในใจแล้วลงมือเขียนอย่างรวดเร็วและไม่หยุดพัก เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ยันต์แผ่นนั้นก็เปล่งแสงสีทองระยิบระยับ และการวาดยันต์สายฟ้าแผ่นนี้ก็ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์


หลังจากที่วาดเสร็จ เธอก็ได้แจกจ่ายมันให้กับทุกคน เพื่อไม่ให้ชาดที่ผสมแล้วเสียเปล่า ฟู่เยี่ยนจึงได้วาดยันต์ต่ออีกแปดเก้าแผ่น เธอให้มันกับทุกคน โดยให้แค่คนละหนึ่งแผ่นเท่านั้น พร้อมกับบอกพวกเขาให้ใช้มันอย่างระมัดระวังเพราะพลังของมันนั้นรุนแรงมาก 


ตอนนี้ สิ่งจำเป็นที่จะใช้ทำลายค่ายกลชั่วร้ายตรงหน้าก็เพียงพอแล้ว เธอจึงได้ลุกขึ้นเพื่อที่จะไปจัดเรียงยันต์สายฟ้า และทุกคนก็ได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน


“พี่ฟู่ ฉันจะไปเอง พี่อยู่ที่นี่เถอะ เรื่องเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือพี่เลย ฉันจะทำแทนพี่เอง !” เยี่ยนโหลวรับยันต์สายฟ้ามาจากฟู่เยี่ยน ก่อนจะเดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว 


“ใช่แล้ว เธอดูพวกเราจากที่นี่เถอะ งานเล็กน้อยแค่นี้เราทำได้อยู่แล้ว” หูจินและฉางหยู่เซิงเองก็เข้ามาหยิบยันต์สายฟ้าจากเธอเช่นกัน ก่อนจะเดินออกไป ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ฟู่เยี่ยนกับลุงหลิวเท่านั้นที่ยืนอยู่ที่นี่ 


ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้กลับมา เพราะการสั่งการยันต์สายฟ้านั้นต้องทำโดยฟู่เยี่ยนนั่นเอง


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บีบไปที่กลไกของยันต์ด้วยมือทั้งสองข้าง และจุดชนวนยันต์สายฟ้าโดยตรง จากนั้นสายฟ้าก็ได้ค่อยๆฟาดลงมาทีละจุด จนทำให้ค่ายกลชั่วร้ายนี้ถูกทำลายลงไปในทันที


เวลาไม่เคยคอยใคร ตอนนี้ที่นี่ได้รับการแก้ไขแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงได้เร่งสร้างค่ายกลเสริมพลังขึ้นมาครอบที่นี่เอาไว้ทันที และระหว่างทางที่เดินกลับ พวกเขาก็ได้เดินผ่านซากของงูหลามตัวนั้นอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งฟู่เยี่ยนจึงได้ใช้ยันต์แผ่นหนึ่งแปะไปที่มัน และเพียงแค่พริบตาเดียว ซากของงูตัวนั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย 


ในบริเวณนี้ยังมีสัตว์ป่าอยู่อีกมากมาย ซึ่งสัตว์ที่มักจะพบได้บ่อยที่สุดก็คือลิง เดิมทีจะพบเห็นพวกมันได้ยากมาก เพราะพวกมันมักจะอาศัยอยู่ในป่าลึก


ภูเขาที่พวกเขาจัดวางค่ายกลนั้นอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลที่สุดของเทือกเขาเอ๋อเหมย์ ซึ่งแทบไม่มีใครเหยียบย่างมาถึงที่นี่ การเลือกสถานที่แห่งนี้มีสองเหตุผล หนึ่งคือกระแสพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของชีพจรมังกรอยู่ที่นี่ สองคือเพราะไม่มีผู้คนมาเยือน โอกาสที่ค่ายกลจะถูกทำลายจึงต่ำที่สุด


ในช่วงเที่ยง พวกเขาก็ได้ล่าไก่ฟ้ามาสองสามตัวเพื่อทำอาหาร หลังจากที่ถอนขนเสร็จ พวกเขาก็ได้นำมันไปตุ๋นในหม้อ


ในวันที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ การนำผักมาทำหม้อไฟทานพร้อมกับซุปร้อนๆ นั้นเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงเข้ามาล้อมวงกันและกินอย่างเอร็ดอร่อย


“เฮ้อ มันทำให้ฉันคิดถึงหม้อไฟเนื้อแกะในเมืองหลวงมากจริงๆ ! อีกนานแค่ไหนกันนะกว่าที่พวกเราจะได้กลับ” ขณะที่กำลังกินหม้อไฟอยู่กลางป่านั้น เยี่ยนโหลวก็คิดถึงบ้านขึ้นมา


“พื้นที่แถบนี้จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่เหลืออีกไม่กี่แห่ง เราก็ได้จัดการไปหมดแล้วเช่นกัน ขอเพียงไปที่ภูเขาอวี้ฮวาเพื่อเชื่อมโยงค่ายกลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็จะสามารถกลับไปได้ แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องไปพื้นที่ตะวันออกของประเทศก่อน”


“เราจะไปหาลุงเชอ และจัดการเทือกเขาแห่งเดียวในภาคตะวันออกของจีนให้เสร็จทันกลับไปฉลองปีใหม่”


ฟู่เยี่ยนคำนวณเวลาในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เอาไว้แล้ว และเธอจะสามารถกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ที่บ้านได้อย่างแน่นอน


“จริงหรือ ? แบบนี้ก็ดีมากเลยสิ ! แล้วที่อื่นล่ะ พวกเราจะไปเมื่อไหร่ดี ?” ทันทีที่เยี่ยนโหลวถาม ทุกคนก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างพร้อมเพรียงกัน 


“เรื่องนี้บอกนายไม่ได้หรอก มันเป็นงานที่ยาวนาน กลับไปดูแลเรื่องของนายที่จินกังให้ดีเถอะ ดูแลงานของนายให้เรียบร้อย” ลุงหลิวพูดขัดจังหวะขึ้นมา เรื่องนี้เป็นความลับ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยเรื่องนี้ได้ 


“ผมรู้ครับ จินกังอยู่ใกล้กับเมืองหลวง ไม่มีใครกล้าทำอะไรแผลงๆที่นั่นหรอก แค่ที่นั่นมีช่างฝีมือกับศิลปินพื้นบ้านเยอะ เวลาว่างก็ไปโรงน้ำชา ฟังคนเล่าเรื่องขำขัน เดี๋ยวนี้คนพูดเรื่องพวกนี้น้อยลงแล้ว” เยี่ยนโหลวพูดถึงชีวิตของเขาที่จิงกัง


“ชีวิตของนายค่อนข้างดีเลยทีเดียวนะ ! มีเวลาไปนั่งที่โรงน้ำชาด้วย” มู่อี้อันพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา หลังจากที่ได้ยินเยี่ยนโหลวพูดแบบนี้ เขาก็รู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้ทั้งเขาและลุงหลิวต่างก็ออกมาข้างนอก ดังนั้นปู่ของเขาจึงได้ไปอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ ซึ่งเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปีนี้จะได้กลับไปฉลองปีใหม่อย่างพร้อมหน้าหรือเปล่า


หากเขากลับบ้านทันฉลองปีใหม่ เขาคิดว่าคงถึงเวลาที่จะหารือเรื่องการแต่งงานของตัวเองแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณปู่ของเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง


รั่วหลิงเป็นคนที่ไร้เดียงสามาก ในเรื่องของการแต่งงานนั้น เธอต้องเชื่อฟังชายชราอย่างแน่นอน และเขาก็ได้ยินมาว่าตอนนี้ชายชรากำลังมองหาบ้านในเมืองหลวงอยู่ แบบนี้หมายความว่าชายชราเองก็ประทับในในตัวเขาเช่นกันใช่ไหม ?


มู่อี้อันจมอยู่ในความคิดของตัวเองพร้อมกับกินไก่ฟ้าตุ๋นไปด้วย เขาไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนใส่เครื่องปรุงรสอะไรลงไปบ้าง เพราะเนื้อไก่ที่เขากำลังกินนั้นอร่อยมาก 


ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา เขาจะใช้สิ่งนี้เป็นของขวัญในวันที่หารือเรื่องงานแต่งงาน ซึ่งมันเป็นของขวัญที่ดีไม่น้อยเลย เพราะถึงจะมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้ !


“เธอคิดว่าถ้าเราเก็บไก่ฟ้าตัวนี้เอาไว้ในกระเป๋าเฉียนคุน มันจะสามารถคงความสดของไก่เอาไว้ได้หรือเปล่า ? เราจะไปล่ามันเพิ่มอีกสักสองสามตัว จะได้เอากลับไปเป็นของฝาก !” ในตอนนี้มู่อี้อันคิดว่าฟู่เยี่ยนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการล่าสัตว์ไปแล้ว เพราะไก่ฟ้าตัวนี้เป็นสัตว์ที่หายากมาก 


ทันทีที่เขาพูดจบ หูจินและฉางหยู่เซิงต่างก็หัวเราะออกมาทันที ที่บ้านเกิดของพวกเขาทั้งสองคนมีสัตว์ป่าพวกนี้เยอะมาก แค่ถือไม้เข้าป่าไปก็ได้วัตถุดิบกลับมาทำอาหารแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไข่ เนื้อสัตว์อื่นๆรวมถึงปลา ที่นั่นไม่ได้ขาดแคลนของเหล่านี้เลย ดังนั้นพวกเขาทั้งสองคนจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้


“นี่พวกนายสองคน ไม่รู้เลยหรือว่าในเมืองหลวงนั้นหาของแบบนี้ยากแค่ไหน !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับกลอกตามองไปที่พวกเขา 


“ฉันเก่งเรื่องล่าสัตว์พวกนี้อยู่แล้ว ถ้านายต้องการมันจริงๆ ฉันจะไปล่ากระต่ายมาให้นายเอง ใช้เวลาไม่นานหรอก” ฉางหยู่เซิงเติบโตมากับป่ากับเขา ดังนั้นการล่าสัตว์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย 


ฟู่เยี่ยนเองก็อยากจะหัวเราะออกมาเช่นกัน เธอคิดว่าเขาจะต้องมีความคิดบางอย่างในใจอย่างแน่นอน แต่เธอก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ หลังจากที่จัดการเรื่องค่ายกลเหล่านี้เสร็จ เธอคงต้องเตรียมชุดสำหรับงานมงคลสักสองสามชุดเสียแล้ว 


“อนาคตของฉันขึ้นอยู่กับนายแล้วล่ะ !” มู่อี้อันพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของฉางหยู่เซิงเบาๆ เขาชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยนผ่านทางหางตา ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้เธอกำลังแอบยิ้มอยู่ 


ทันทีที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฉางหยู่เซิงก็เกือบจะสำลัก แท้จริงแล้วผู้ชายคนนี้ต้องการหาของขวัญนี่เอง ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดบางอย่าง หรือว่าชายคนนี้จะเอามันไปฝากผู้อาวุโสฝั่งภรรยาของเขาในวันฉลองปีใหม่กันนะ ?


นอกจากนี้ สัตว์ป่าที่นี่ก็ยังสดใหม่และดูแตกต่างจากสายพันธุ์ที่บ้านของเขาอีกด้วย


มองดูทั้งสองคนที่เริ่มจริงจังกันขึ้นมา ฟู่เยี่ยนอดหัวเราะไม่ได้ คนสองคนนี้ดูจะไม่กังวลอะไรเลยสักนิด !


ตอนที่ 630: เทศกาลล่าปา


นอกเหนือจากค่ายกลที่ไม่ค่อยเสถียรเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีอุปสรรคใดๆต่อค่ายกลอีกแล้ว พวกเขาคุ้นเคยกับค่ายกลนี้เป็นอย่างดี และยังรู้ถึงวิธีการที่จะใช้ประโยชน์จากมันให้สูงที่สุดอีกด้วย


หลังจากที่จัดการกับสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเขาจะใช้เวลาอีกสองสามวันเพื่อติดตามผล ส่วนเรื่องทางฝั่งเชอต้าไห่นั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เสียด้วยซ้ำในการแก้ไขปัญหาที่นั่น


เมื่อฟู่เยี่ยนและคนอื่นกลับไปที่เมืองหลวงอีกครั้ง ก็เป็นวันที่แปดของเดือนจันทรคติแล้ว ซึ่งทุกคนต่างก็รับรู้ถึงบรรยากาศของปีใหม่ได้ในทันทีที่หลังจากที่ลงจากรถไฟ


หลังจากที่ลงจากรถไฟ เยี่ยนโหลวก็ได้แยกตัวออกไป ทางด้านหูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้กลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขาและจะกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งหลังปีใหม่ ส่วนเชอต้าไห่นั้นไม่ได้ไปไหน


“ตอนที่พวกเรากำลังจะออกเดินทาง ตอนนั้นกำลังจะเข้าฤดูหนาว ดูตอนนี้สิ เราได้เข้าสู่ฤดูหนาวจริงๆแล้ว” มู่อี้อันและคนอื่นยืนอยู่นอกสถานีรถไฟพร้อมกับมองไปยังผู้คนที่เดินผ่านไปมา 


“ใช่แล้ว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้ทำสิ่งต่างๆมากมายเลยทีเดียว” ลุงหลิวพูดเสริมขึ้นมา ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสามคนต่างก็ยุ่งมาก แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย ดวงตาของพวกเขายังคงดูสดใสเป็นปกติดี


ประสบการณ์ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทำให้จิตใจของทั้งสามคนเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังฝีมือหรือวิสัยทัศน์ ล้วนเปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้ทั้งสามคนดูราวกับดาบที่ถูกชักออกจากฝัก เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น !


“เอาล่ะ เรารีบกลับบ้านกันดีกว่า !” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมา เพราะจุดหมายปลายทางของทั้งสามคนอยู่ที่เดียวกันอยู่แล้ว 


วันนี้เป็นวันล่าปา ที่บ้านกำลังยุ่งอยู่กับการทำโจ๊กเทศกาลล่าปาและกระเทียมล่าปา ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำอย่างขะมักเขม้น หวังซู่เหมยกับฟู่ต้านีดูแลฝาแฝดไปพร้อมกับปอกกระเทียมไปด้วย


ทางด้านฟู่เวยและฟู่หรงก็ได้พาฟู่เหยา ฟู่ปัน และฟู่ปังออกไปเล่นด้วยกัน พวกเขาออกไปวิ่งเล่นรอบๆ ก่อนจะมานั่งร้องเพลงอย่างมีความสุข


ส่วนเสิ่นรั่วหลิงก็ได้มาช่วยปอกเปลือกกระเทียมเช่นกัน บนเกาะฮ่องกงไม่ได้มีบรรยากาศอันแสนอบอุ่นในช่วงปีใหม่แบบนี้เลย ซึ่งตอนนี้พี่ใหญ่ของเธอได้ทำงานของปีนี้เสร็จหมดแล้ว และจะเดินทางมาที่นี่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


ส่วนคุณปู่ทวดของเธอก็กำลังพูดคุยกับผู้เฒ่ามู่เรื่องการแต่งงานของเธอกับมู่อี้อันแล้ว เสิ่นรั่วหลินรู้ดีว่าตอนนี้เขาได้เดินทางไปทำธุรกิจบางอย่าง ซึ่งเขาต้องไปเป็นเวลานาน และไม่รู้เลยว่าจะกลับมาเมื่อไหร่


“พี่สะใภ้, รั่วหลิง ฉันปอกกระเทียมเกือบจะเสร็จแล้วนะ แล้วพวกพี่เป็นอย่างไรบ้าง ? ให้ฉันช่วยไหม ?” ฉือหมิ่นพูดพร้อมลงมือปอกกระเทียมจนเสร็จ จากนั้นก็เริ่มแช่กระเทียมลงในน้ำส้มสายชูเทศกาลล่าปา (น้ำส้มสายชูที่ใช้ในช่วงเทศกาลล่าปา) เพื่อเตรียมไว้จิ้มกับเกี๊ยวในคืนวันส่งท้ายปีเก่า บอกเลยว่าเมนูนี้อร่อยจนไม่ต้องบรรยาย !


“ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ เหลืออีกนิดเดียว ปีนี้เราปอกกระเทียมมากกว่าปีก่อนเยอะเลย ฉันทำเผื่อเธอกับต้าอันด้วยนะ จะได้ไม่ต้องกลับไปทำที่บ้านอีก” หวังซู่เหมยพูดขณะที่มือของเธอก็ยังคงปอกกระเทียมไม่หยุด 


“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะปอกเพิ่มอีกสักหน่อย จะได้ไม่ต้องกลับไปทำที่บ้านอีก จริงสิ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ได้ไปหาโม่ลี่บ้างหรือเปล่า ?” ฉือหมิ่นเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ 


“ฉันเพิ่งไปมาเมื่อวานนี้เอง ลูกของเธอแข็งแรงมากเลยนะ เดือนนี้น้ำหนักขึ้นมาตั้งหนึ่งกิโลแน่ะ !” หวังซู่เหมยพูดขึ้น


“เมื่อวันก่อนฉันก็ไปเยี่ยมเธอเหมือนกัน วันนั้นฉันเห็นแม่ของเธออยู่ที่นั่นด้วยนะ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร ฉันสังเกตเห็นสีหน้าของโม่ลี่แล้ว เธอดูมีความสุขดี คิดว่าไม่ว่าใครจะดูแลดีแค่ไหน ก็สู้แม่แท้ๆที่ใส่ใจไม่ได้หรอก ว่าแต่ต้าอันได้วางแผนอย่างไรบ้าง ? ตอนแรกพวกเขาบอกว่าจะจ้างพี่เลี้ยงไม่ใช่เหรอ ?”


ฉือหมิ่นรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อมาที่นี่ เธอจึงอดที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้


“อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้เฉินก็มาทำงานอยู่หลายวันแล้ว แต่พอแม่ของโม่ลี่มา ก็เรื่องนั้นทีเรื่องนู้นที ! พี่สะใภ้เฉินจึงไม่อยากทำงานต่อ เพราะใครๆก็อยากให้เธอไปเลี้ยงลูกให้ทั้งนั้น เธอจึงบอกว่าให้แม่ของโม่ลี่ดูแลเรื่องนี้เองจะดีกว่า”


“ส่วนต้าอันเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน เขาไม่อยากทำให้โม่ลี่โกรธ แม้ว่าตัวเขาจะรู้สึกอึดอัดมากก็ตาม อย่าไปสนใจเลย อย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่าทั้งสองคนมีวิธีรับมือกับเรื่องนี้แบบไหน !”


“ฉันเองก็ไม่ค่อยได้ไปที่นั่นเลยเหมือนกัน เพราะต้องอยู่ช่วยต้านี อีกอย่างฉันก็ยังต้องดูแลเสี่ยวถู่ด้วย ปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองเถอะ ! เมื่อเป็นพ่อแม่คนแล้ว พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะวางแผนสำหรับลูกๆของตัวเอง”


หวังซู่เหมยวางมือลง เธอทำได้แค่ไปเยี่ยมพวกเขาทุกๆสองสามวันเท่านั้น เพราะนี่คือสิ่งที่พี่สะใภ้พอจะทำได้ แม้ว่าเธอจะเป็นห่วงต้าอันมากก็ตาม แต่เขาก็เป็นแค่น้องเขย ไม่ใช่ลูกชายของเธอ


“พี่สะใภ้ใหญ่ ขนาดฉันยังขาดพี่ไม่ได้เลย สองคนนั้นก็ขาดพี่ไม่ได้เหมือนกัน” ฟู่ต้านีพูดแซวเธอจากด้านหลัง 


หวังซู่เหมยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้หัวเราะออกมา ทำไมน้องสาวสามีถึงได้ชมเธออย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้


“อย่ามาชมฉันให้มากนักเลย คอยดูเถอะ ถ้าเสี่ยวหลิวกลับมา เธอเองก็จะไม่ต้องการใครอีกแล้ว !” หลังจากที่ถูกแซวกลับ ใบหน้าของฟู่ต้านีก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที และทุกคนต่างก็หัวเราะด้วยความชอบใจ


“จะว่าไปแล้ว มีใครรู้บ้างหรือเปล่าว่าเสี่ยวฮั่วกับอาเขยของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ นี่พวกเขาก็ไปนานกว่าสองเดือนแล้วนะ” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวังซู่เหมยก็รู้สึกคิดถึงลูกสาวของเธอขึ้นมา


“ตอนที่ไปก็บอกไว้ว่าจะกลับมาช่วงปีใหม่ ตอนนี้ก็น่าจะใกล้กลับมาแล้ว พอวันนี้ผ่านไปก็ถือว่าเข้าสู่ช่วงปีใหม่แล้ว” ฟู่ต้านีพูดพลางคิดถึงคนที่อยู่ข้างนอก ใจยังคงคอยเฝ้ารออยู่เสมอ


“ถ้าอย่างนั้นอีกสักพักพวกเขาก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ เพราะครั้งสุดท้ายที่เสี่ยวฮั่วโทรมา เธอบอกฉันว่าอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ! อย่ากังวลไปเลย พวกเขาจะต้องกลับมาทันฉลองปีใหม่อย่างแน่นอน เพราะเธอเป็นคนติดบ้านมาก” หวังซู่เหมยรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนรักษาคำพูด ฟู่เยี่ยนไม่อยู่นิ่งเฉย ยังอาศัยโอกาสขายบ้านเล็กสไตล์ยุโรปที่เซี่ยงไฮ้ด้วย คนที่ซื้อก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลานชายของฉือหมิ่นเอง


“ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ น่าเสียดายจริงๆเลยนะที่บ้านหลังนั้นถูกขายไปแล้ว” ฉือหมิ่นรู้เรื่องราวภายในเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้


“ถึงอย่างไรมันก็ถูกขายไปแล้ว อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ฉันจะให้เงินส่วนแบ่งกับทุกคน และให้พวกเขาจัดการมันด้วยตัวเอง ตอนนี้งานแต่งงานของเสี่ยวจินก็ใกล้เข้ามาแล้ว ฉันไม่อยากให้คนอื่นพูดถึงว่าฉันหวงทรัพย์สินของครอบครัว และไม่มอบมันให้กับลูกชายของตัวเอง”


เมื่อหวังซู่เหมยพูดแบบนี้ ฉือหมิ่นก็ได้ตบไปที่ไหล่ของพี่สะใภ้เบาๆ


“เสี่ยวจินเป็นคนดี เพียงแต่กวงหยุนไม่ได้รับการสอนที่ดีเท่านั้น พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็ก ก็เลยถูกลุงกับป้านิสัยเสียเลี้ยงดูมาอย่างผิดๆ ในอนาคตพี่กับพี่เขยยังสามารถสอนเธอได้”


“เมื่อเสี่ยวจินได้ตัดสินใจแล้ว เราก็คงจะห้ามเขาไม่ได้ หากทำแบบนั้น ครอบครัวของเราก็มีแต่จะแตกแยก ขอแค่พวกเขาทั้งสองรักกัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ !” ฉือหมิ่นพูดปลอบใจพี่สะใภ้ของเธออย่างมีเหตุผล 


“ฉันรู้ แม้ว่าฉันจะไม่ได้สนิทกับผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่ แต่เธอก็ยังวางตัวได้ดี เพียงแต่ฉันแค่กลัวว่าเสี่ยวจินจะดีไม่พอสำหรับเธอเท่านั้นเอง !”


หวังซู่เหมยแค่รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้เธอกำลังจะกลายเป็นแม่สามีแล้ว ! ซึ่งฟู่ต้าหย่งก็รู้ถึงเรื่องนี้ดี และพวกเขาก็ยังคงต้องพูดคุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง


ทุกคนต่างก็พูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา เสิ่นรั่วหลิงก็ได้นั่งฟังอยู่ข้างๆ เธอรู้สึกได้ทันทีว่าการแต่งงานของเธอนั้นดีมาก เพราะเธอไม่มีแม่สามี ! ดังนั้นหลังจากที่แต่งงาน เธอก็จะไม่ต้องรู้สึกอึดอัดกับเรื่องแบบนี้ !


“คุณทวด คุณปู่ ให้พวกเราร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังดีไหมคะ ?” ฟู่เวยและฟู่หรงสอนน้องๆของเธอร้องเพลงตลอดช่วงเช้า และตอนนี้พวกเธอกำลังจะทำการแสดงเล็กๆขึ้น 


ในตอนนี้ ผู้เฒ่ามู่และเสิ่นกั๋วเฉียงกำลังนั่งดื่มชาด้วยกัน ทั้งสองเล่นหมากล้อมไปด้วย เกมเดินอย่างช้าๆ ไม่มีใครเร่งรีบใคร แต่พอได้ยินคำพูดนี้ ทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นทันที


“ได้สิ หากทุกคนแสดงได้ดี ปู่มีรางวัลให้ด้วยนะ !” ผู้เฒ่ามู่ชอบเด็กๆอยู่แล้ว และเมื่อดูจากท่าทางของเด็กสาวทั้งสอง พวกเธอโตขึ้นมากจริงๆ อีกไม่นานพวกเธอคงจะไม่มาเล่นแบบนี้อีกแล้ว 


“ใช่ๆ หากทุกคนแสดงได้ดี ทวดเองก็มีรางวัลให้ด้วย !” เสิ่นกั๋วเฉียงเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน 


เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเด็กๆต่างก็ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบยืนต่อแถวและเริ่มร้องเพลงกล่อมเด็กที่พี่สาวทั้งสองคนสอนทันที


“เด็กน้อยเอ๋ย เด็กน้อย อย่าเพิ่งน้ำลายสอไปนะ


หลังล่าปาก็จะถึงปีใหม่แล้ว !


ข้าวต้มล่าปา กินไปสักสองสามวัน


แล้วก็มาถึงวันที่ยี่สิบสาม กินขนมเหนียวหนึบ


ยี่สิบสี่ก็ถึงเวลาทำความสะอาดบ้านกัน !


ยี่สิบห้า ทำเต้าหู้แช่แข็ง


ยี่สิบหก ออกไปซื้อเนื้อ


ยี่สิบเจ็ด ฆ่าไก่โต้ง


ยี่สิบแปด หมักแป้ง


ยี่สิบเก้า นึ่งหมั่นโถว


คืนวันที่สามสิบ อดหลับอดนอนทั้งคืน


วันปีใหม่ วันที่หนึ่ง วันที่สอง ออกไปเดินเล่นทั่วถนน !”


ทันทีที่ฟู่เยี่ยน ลุงหลิว และมู่อี้อันเดินเข้ามา พวกเขาก็ได้ยินฟู่หรงกำลังสอนเพลงคล้องจองสำหรับเด็กอยู่ ในตอนนี้ยังไม่มีใครพูดอะไร พวกเขายืนฟังอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไปข้างใน


จบตอน

Comments