magic ep631-640

ตอนที่ 631: ห่อเกี๊ยวส่งท้ายปีเก่า


ทันทีที่ทั้งสามคนเดินเข้ามา พวกเขาก็ได้ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในทันที ซึ่งหวังซู่เหมยก็ถึงกับตะโกนออกมาด้วยความดีใจ


“โอ้ ! ทุกคนกลับมาแล้ว ฉันเพิ่งจะคุยกับแม่และอาของเธอเมื่อกี้นี้เองว่าทุกคนจะกลับมาเมื่อไหร่ ? และทุกคนก็กลับมาพอดีเลย”


อาสะใภ้รองบอกเรื่องที่พวกเธอกำลังคุยกันเมื่อครู่นี้กับทั้งสาม และคนอื่นๆก็ได้หัวเราะออกมาทันที ในตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้ถือกระเป๋าเดินทางมาเลย เพราะทุกอย่างถูกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าเฉียนคุนแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเดินทางได้อย่างคล่องตัว


หวังซู่เหมยรีบบอกให้ทั้งสามคนไปอาบน้ำก่อน แล้วค่อยมากินมื้อกลางวันด้วยกัน ส่วนลุงหลิวนั้นอยากจะอุ้มลูกของเขามาก แต่ก็ถูกฟู่ต้านีปฏิเสธ


โดยธรรมชาติแล้ว เขาต้องไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนถึงจะเข้าใกล้เด็กๆได้ ลุงหลิวจึงได้หันไปให้ของขวัญกับเด็กๆก่อน และของขวัญที่เขาเตรียมเอาไว้ก็ได้ถูกนําออกมาทั้งหมด


เมื่อเห็นเช่นนั้น เด็กๆต่างก็มีความสุขเป็นอย่างมาก ตอนนี้พ่อของพวกเธอกลับมาแล้ว ทั้งยังมีของขวัญมาให้ทุกคนอีกด้วย เด็กๆทุกคนต่างก็กอดตุ๊กตาตัวใหญ่ที่ลุงหลิวซื้อมาอย่างไม่ยอมปล่อย


ส่วนฟู่เหยาก็รีบวิ่งเข้าไปหาฟู่เยี่ยนในทันที ก่อนจะมองไปที่พี่สาวของเขาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจความหมายจากสายตาของเขาได้เป็นอย่างดี


ฟู่เยี่ยนจึงได้เอื้อมมือไปแตะศีรษะของเขา เธอไม่รู้เลยว่าน้องชายของเธอเรียนไปถึงไหนแล้วบ้าง แต่เนื่องจากเธอเพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะยังไม่ถามเขาในวันนี้ เพราะอาจจะทำให้เขาหมดสนุกได้


“ฉันเองก็มีของขวัญเหมือนกัน แต่ฉันขอกลับไปที่ห้องของฉันก่อน แล้วจะเอามันมาให้ทุกคนทีหลัง ฉันเตรียมของขวัญสำหรับทุกคนเอาไว้แล้ว ไม่มีทางที่ฉันจะลืมเรื่องนี้หรอก ! ที่สำคัญยังมีช็อกโกแลตด้วยนะ”


ฟู่เหยาชอบกินช็อกโกแลตมากที่สุด แต่ในยุคสมัยนี้ ช็อกโกแลตเป็นของที่หาซื้อได้ยากมาก แต่ยังถือว่าโชคดีที่เธอสนิทกับหวังอันกั๋ว ดังนั้นจึงสามารถหาซื้อช็อกโกแลตได้ง่ายกว่าคนอื่น


ฟู่เยี่ยนกลัวว่าฟันของเขาจะผุ ในหนึ่งวันเธอกับหวังซู่เหมยจึงอนุญาตให้เขากินมันแค่ชิ้นเล็กๆเท่านั้น ซึ่งฟู่เหยาเองก็ยังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะออกไปเล่นกับน้องๆต่อ


มู่อี้อันที่เดินตามหลังมาก็ได้เข้าไปทักทายผู้เฒ่ามู่ ก่อนจะเดินไปหาเสิ่นรั่วหลิงและพูดคุยกับเธอ เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหน และรู้สึกเขินมาก จากนั้นเสิ่นรั่วหลิงก็ได้เร่งให้เขาไปอาบน้ำก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยกันทีหลัง


มู่อี้อันยังไม่รู้เลยว่าคุณปู่ได้พูดคุยเรื่องการแต่งงานของเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างเป็นกังวลใจ และไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้กับชายชราอย่างไร


แต่ถึงอย่างไร เขาก็ต้องคุยเรื่องนี้กับปู่ของเขาก่อน หลังจากที่มู่อี้อันคิดได้เช่นนั้น เขาก็ได้ไปอาบน้ำ เขาเป็นคนที่โง่เขลาในเรื่องนี้มาก จึงยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานอยู่เสมอ


ในระหว่างนั้น เขายังคงรู้สึกตื่นเต้นมาก และคิดว่าควรรีบเอาของขวัญทั้งหมดที่เขาเตรียมเอาไว้ออกมา


ฟู่เยี่ยนเองก็ได้กลับไปอาบน้ำที่ห้องของเธอเช่นกัน และทันทีที่เข้ามาในห้อง เธอก็รู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างขาดหายไป เธอคิดอยู่นานกว่าจะจำได้ว่าหลังจากที่แต่งงานแล้ว เธอก็ได้อาศัยอยู่ที่นี่น้อยลง


ในตอนนี้ เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เพราะข้างนอกมีเด็กอยู่หลายคน หากเธอไม่ใส่ใจเรื่องความสะอาด บางทีอาจจะทำให้เด็กๆป่วยได้


ทางด้านหวังซู่เหมย ทันทีที่ลูกสาวกลับมาถึงบ้านแล้ว เธอก็ดูจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบวิ่งไปหาฟู่ต้าหย่งเพื่อขอให้เขาไปตกปลามาเพิ่ม และยังมีแกะตัวหนึ่งอยู่ที่สวนหลังบ้านอีกด้วย เสี่ยวเฉินเป็นคนซื้อมันมา แต่วันนี้เธอคงเชือดมันไม่ทันแล้ว ดังนั้นเธอจึงวางแผนที่จะเชือดมันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแทน


หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้เข้าไปในครัวเพียงลำพัง โดยเธอตั้งใจว่าจะทำเมนูที่ฟู่เยี่ยนชอบกิน เนื่องจากช่วงนี้เป็นเทศกาลฉลองปีใหม่ จึงให้พี่เลี้ยงลากลับบ้าน และกลับมาอีกครั้งหลังจากฉลองปีใหม่เสร็จ ดังนั้นในช่วงเวลานี้พวกเธอต้องทำกับข้าวด้วยตัวเอง


หลังจากที่ฉือหมิ่นเตรียมกระเทียมสำหรับเทศกาลล่าปาเสร็จ เธอก็ได้ปิดฝาภาชนะที่ใช้ใส่กระเทียมเอาไว้ วันนี้เธอตั้งใจมาช่วยทุกคนทำอาหารที่นี่


“พี่สะใภ้ใหญ่ วันนี้เรามาทำเกี๊ยวกันดีไหม ? ฉันจะช่วยพี่เอง” ฉือหมิ่นเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้น แม้แต่ในห้องครัวเองก็ไม่ได้มีอากาศที่หนาวเย็นเท่าไหร่นัก


เนื่องจากเตาและกำแพงได้เชื่อมต่อกัน ดังนั้นจึงทำให้บ้านและห้องครัวอุ่นขึ้น ในตอนนี้เธอก็คิดว่าไม่อยากอยู่ที่บ้านของตัวเองอีกแล้ว


“ฉันอยากย้ายไปบ้านหลังเล็กๆของพวกเราแล้วสิ การอยู่ที่บ้านหลังใหญ่มันไม่ได้อบอุ่นเลย แต่ที่นั่นไม่ค่อยสะดวกสำหรับเด็กๆและต้าจวงเท่าไหร่ และฉันเองก็ยังต้องไปทำงานอีกด้วย” ฉือหมิ่นพูดออกมาอย่างเสียใจ 


“เอาไว้หลังจากที่ต้าจวงเกษียณอายุแล้ว เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ได้นะ เราจะได้อยู่ใกล้กันอย่างไรล่ะ หากเป็นแบบนั้นเราก็จะเจอกันได้บ่อยขึ้น ส่วนบ้านเก่าก็เก็บมันเอาไว้ก่อน ค่อยกลับไปที่นั่นเป็นครั้งคราวก็ได้ เรื่องทำความสะอาดไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย” หวังซู่เหมยพูดขณะที่สับเนื้อไปด้วย


“ตอนที่เขาเกษียณ ฉันเองก็คงจะกลายเป็นหญิงชราไปแล้ว ฉันไม่เลยรู้ว่าเขาจะเกษียณปีไหน !”


ทั้งสองช่วยกันทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก พวกเธอก็ทำบะหมี่และไส้เนื้อเสร็จ ก่อนจะออกไปจัดโต๊ะให้ทุกคนได้กินพร้อมกัน เมนูอาหารแบบนี้เข้ากับบรรยากาศปีใหม่มาก 


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนอาบน้ำเสร็จ เธอก็ได้มาช่วยห่อเกี๊ยว แต่ฟู่ต้านีกลับปฏิเสธ โดยให้เธอไปช่วยเฝ้าเด็กๆแทน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปนั่งที่โซฟาเพื่อเฝ้าดูลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนของเธอ


เนื่องจากเด็กทั้งสองคนไม่ได้เจอฟู่เยี่ยนเป็นเวลานาน พวกเขาจึงมีสีหน้าที่ดูประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้กลัวเธอ ทั้งสองคนต่างก็มองฟู่เยี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็น พี่คนโตถือของเล่นเอาไว้ในมือพร้อมกับมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ส่วนน้องคนเล็กยังคงเล่นของเล่นต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าใครนั่งอยู่บนโซฟา


เมื่อลุงหลิวเดินเข้ามา เขาก็ได้เข้าไปอุ้มลูกชายทั้งสองคนในทันที จากนั้นเขาก็กอดเด็กชายทั้งสองราวกับลูกบอล ซึ่งเด็กทั้งสองนั้นไม่ได้ร้องไห้เลย และสามคนพ่อลูกก็เล่นด้วยกันอย่าง.อบอุ่น


เมื่อฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าอาเขยมารับช่วงต่อแล้ว เธอจึงเข้าไปช่วยทำเกี๊ยวต่อ โดยไม่คาดคิด ทันทีที่ลุงหลิวนอนลงนั้น ลูกชายคนโตของเขาก็กัดลูกชายคนเล็กเข้าอย่างแรง จึงทำให้ลูกชายคนเล็กร้องไห้จ้าออกมาทันที


เมื่อลูกชายคนโตได้ยินเสียงร้องไห้ เขาก็เริ่มร้องไห้ตามเช่นกัน ฟู่ต้านี้ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเธอจึงหยุดห่อเกี๊ยวและรีบกลับมากล่อมเด็กๆก่อน


ขณะที่เสียงร้องไห้นี้ดังขึ้นนั้น ฟู่เวยกับฟู่หรงที่ได้ยินเสียงนี้ก็ได้รีบวิ่งมาทันทีเช่นกัน ทั้งสองเข้าไปกอดน้องชายเอาไว้ ก่อนจะเกลี้ยกล่อมเด็กทั้งสองให้กลับมายิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง


เมื่อฟู่ต้านีเห็นเช่นนั้น เธอจึงได้กลับไปนั่งห่อเกี๊ยวต่อ ซึ่งการห่อเกี๊ยวครั้งนี้ได้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของเธอไปแล้ว เพราะการดูแลเด็กเล็กนั้นยากกว่าห่อเกี๊ยวเสียอีก


เมื่อพ่อของเด็กๆกลับมา เขาก็ได้เล่นกับลูกชายอย่างมีความสุข ดังนั้นเธอจึงมีเวลาพักผ่อนบ้าง แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เธอจะได้รับความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ก็ตาม แต่เธอก็ยังคงเหนื่อยไม่น้อย


เมื่อทุกคนมาช่วยกัน ไม่นานนัก เกี๊ยวก็ถูกห่อเสร็จ และระหว่างมื้ออาหารนั้น หวังซู่เหมยก็ได้ถามกับฟู่เยี่ยนไปว่าไป๋โม่เฉินรู้หรือยังว่าเธอกลับมาแล้ว


“หนูยังไม่ได้โทรหาเขาเลย เอาไว้เขากลับมาในตอนบ่ายก็รู้เองนั่นแหละค่ะ” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับสามีของเธอ 


“ทำไมลูกถึงได้ใจร้ายขนาดนี้กัน ลูกจะรอให้เขากลับมาเจอในตอนบ่ายเหรอ ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ น้องเขยของลูกกำลังจะแต่งงาน ดังนั้นสามีของลูกจึงต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน แม่เองก็ไม่ได้ไปที่นั่นเลย รีบกินเถอะ เราจะได้ไปที่นั่นกัน” 


“หากจะพูดกันตามหลักการแล้ว ลูกเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปช่วยเตรียมงานด้วย หรือไม่ก็ไปช่วยดูแลผู้สูงอายุสักหน่อยก็ยังดี”


หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ เธอก็คิดว่าต้องไปช่วยงานที่นั่นจริงๆ แต่ก็ควรจะโทรไปถามก่อนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง !


“ทำไมเขาถึงได้รีบแต่งงานเร็วขนาดนี้กันล่ะคะ? ก่อนหน้านี้พวกเขาบอกว่าจะแต่งงานในปีหน้าไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 


“คือว่า เรื่องนี้น้องสะใภ้ของลูกรอไม่ไหวอีกแล้ว ส่วนปู่กับย่าของเขาก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปที่ลูกสาวของเธอราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รับรู้ได้ในทันที ชายหนุ่มคนนี้ค่อนข้างหุนหันพลันแล่นเลยทีเดียว...


“แม่คะ แล้วเรื่องงานแต่งงานของพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง ? ก่อนที่หนูจะออกเดินทาง เขายังบอกว่ารอให้หนูกลับมาก่อนแล้วค่อยพูดคุยกันเรื่องการแต่งงานไม่ใช่เหรอ ?” ฟู่เยี่ยนคิดถึงเรื่องการแต่งงานของพี่ใหญ่ขึ้นมาได้


“เรื่องนี้ไว้ค่อยพูดกันทีหลัง ลูกไปโทรถามก่อนว่าต้องให้ลูกไปช่วยวันนี้หรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยไม่อยากพูดถึงเรื่องแต่งงานของลูกชายคนโตในตอนนี้ คิดว่าจะพูดเป็นการส่วนตัวทีหลัง จึงเร่งให้ฟู่เยี่ยนไปโทรศัพท์ก่อน 


“ถ้าอย่างนั้นหนูขอไปโทรถามถึงเรื่องนี้ก่อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนวางตะเกียบลง ก่อนจะลุกออกไป


ตอนที่ 632: เรื่องไม่เป็นเรื่อง


เมื่อฟู่เยี่ยนโทรมา ไป๋โม่เฉินกำลังกินข้าวกับไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินอยู่ แม้ว่าเขาจะมาช่วยไป๋โม่อันเตรียมงานแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก


รูปแบบของงานแต่งงานในครั้งนี้เหมือนกับงานแต่งงานของเขาไม่มีผิด และยังมีงานเลี้ยงน้ำชาด้วย แต่เป็นงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆเท่านั้น ซึ่งมันเล็กกว่าตอนงานแต่งของเขากับฟู่เยี่ยนมาก 


เนื่องจากครอบครัวฝั่งเจ้าสาวและครอบครัวของเขาต่างก็เป็นทหารกันทั้งคู่ ดังนั้นงานเลี้ยงน้ำชาจึงไม่ได้ใหญ่โตมากนัก


ไป๋โม่เฉินมาที่นี่ และได้ติดต่อกับหวังอันกั๋วเรื่องของที่ระลึกสำหรับแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความช่วยเหลือที่ดีที่สุดจากพี่ชายแล้ว


ส่วนไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินได้เรียกไป๋โม่เฉินกลับมา เพื่อที่จะกระตุ้นให้เขากับฟู่เยี่ยนรีบมีลูกได้แล้ว ผู้เฒ่าทั้งสองเห็นว่าไป๋โม่อันกำลังจะแต่งงานแล้ว จึงไม่อยากให้น้องชายมีลูกก่อนพี่ชาย


ไป๋โม่เฉินรับปาก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดเรื่องการมีลูกกับฟู่เยี่ยนเลยก็ตาม แต่เขาก็เชื่อว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องมีลูกอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงต้องทำงานหนัก จึงดูไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะมีลูก


“ตอนที่ปู่กับย่าของหลานยังมีชีวิตอยู่ หลานควรจะรีบมีเหลนให้พวกเราได้แล้วนะ เพราะหากเราตายไปแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร ?” หลังจากที่ไป๋ซ่งพูดคำพูดเหล่านี้ออกมา ไป๋โม่เฉินก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาแล้วว่าคุณปู่กับคุณย่าจะมีอายุที่ยืนยาว 


“ปู่ครับ อย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลย ปู่จะต้องมีชีวิตอยู่จนลูกชายของผมแต่งงานอย่างแน่นอน” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ซึ่งไป๋ซ่งก็ได้ยกมือขึ้นมาทันที และต้องการที่จะสอนบทเรียนบางอย่างให้กับหลานชายของเขา แต่ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ได้ดังขึ้น 


“อย่าเพิ่งโกรธไปเลยครับ ผมขอไปรับโทรศัพท์ก่อน บางทีอาจจะเป็นพ่อของผมโทรมาก็ได้” ทันทีที่รับโทรศัพท์ ไป๋โม่เฉินก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว !


“ไม่เป็นไร เธอยังไม่ต้องมาที่นี่หรอก ฉันจะรีบกลับไปหาเธอตอนนี้แหละ เธอกลับไปรอฉันที่บ้านก็แล้วกัน” ในที่สุดคนที่เขาคิดถึงมาตลอดสามเดือนก็กลับมาแล้ว หลังจากที่วางสาย เขาก็ได้หยิบเสื้อคลุมและกำลังจะวิ่งออกไป 


“เฮ้ เด็กคนนี้นี่ ! ปู่ยังพูดไม่เสร็จเลยนะ จะรีบไปไหน ?” ไป๋ซ่งรีบลุกขึ้นยืน และตะโกนถามออกไปทันที 


ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ฟู่เยี่ยนกลับมาให้ปู่กับย่าของเขารู้เลย


“ปู่ครับ ฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว ผมต้องรีบกลับบ้านก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะพาเธอมาเยี่ยมปู่นะครับ!” ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้หันหลังกลับและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินได้สติกลับมาอีกครั้ง หลานชายของพวกเขาก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว 


“เจ้าหนูนี่! รอให้เสี่ยวฮั่วมาแล้ว ฉันต้องฟ้องเธอแน่ๆ ไม่มีความเคารพผู้ใหญ่เลย!” ไป๋ซ่งพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด 


“ตาเฒ่าคนนี้ยังไม่จบอีกเหรอ ? ไม่คิดบ้างหรือไงว่าคู่รักเขาไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว อีกอย่างนะ นิสัยใจร้อนแบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะได้มาจากคุณหรอกเหรอ ?”


แม่เฒ่าเฉินนั่งอยู่บนโซฟา ตอนนี้เธอกำลังถักเสื้อให้กับเหลนๆที่ยังไม่เกิด เธอขยับขาแว่นตาลง ก่อนจะชำเลืองมองไปที่ไป๋ซ่ง แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป


“ทำไมคุณถึงได้พูดแบบนั้น ! ถักเสื้อผ้าของคุณต่อไปเถอะ !” ไป๋ซ่งลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปยังห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนด้วยความหงุดหงิด 


ไป๋โม่เฉินรีบขับรถกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาไม่สามารถระงับความตื่นเต้นในใจได้เลย ในที่สุดเสี่ยวฮั่วก็กลับมาเสียที เขาไม่รู้เลยว่าเธอจะผอมลงหรือเปล่า หากน้ำหนักของเธอลดลง เขาจะต้องหาของอร่อยมาบำรุงเธอ


เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ไป๋โม่เฉินก็ได้กลับรถ เขาตั้งใจว่าจะไปหาหวังอันกั๋วเพื่อซื้อของก่อน จากนั้นเขาค่อยกลับบ้านพร้อมกับอาหารแสนอร่อยเต็มท้ายรถ


ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนกำลังคุยกับอาของเธอและคนอื่น พวกเธอต่างก็พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นที่บ้านในตอนที่เธอไม่อยู่ มันนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มีช่วงเวลาสบายๆแบบนี้


“แม่คะ ช่วงนี้พี่รองกับพี่สามยังยุ่งอยู่หรือเปล่า ? ช่วงนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว คงเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะว่าง” ฟู่เยี่ยนหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาหนึ่งกำมือ ก่อนจะถามถึงพี่ชายและพี่สาวของเธอ


“ใช่แล้ว เธอยังไม่รู้สินะ ! ช่วงนี้พี่สามกับพี่รองของเธอทำเงินได้มากมายเลยล่ะ ไอ้ที่เรียกว่ากางเกงยีนส์นั่น ขายดีถล่มทลายเลย สองคนนั้นยังเอาของมาขายต่ออีก กำไรก็ไม่น้อยเลยล่ะ !”


ฉือหมิ่นรู้ดีว่าหลานสาวทั้งสองคนของเธอมีความสามารถ และในปีนี้เธอยังได้รับเสื้อผ้าหลายชุดเป็นของขวัญจากหลานสาวอีกด้วย !


“จริงเหรอคะ ? ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอให้พี่สามเลี้ยงข้าวสักมื้อหนึ่งแล้ว” ฟู่เยี่ยนมีความสุขมากๆที่พี่สาวและพี่รองของเธอประสบความสำเร็จในธุรกิจแบบนี้ ! 


“ใช่แล้ว ช่วงนี้เหมือนทางโรงงานกำลังเคลียร์สต็อกอยู่ พอถึงฤดูหนาวก็ยังทำเสื้อโค้ทขนแกะมาอีกชุดนึงด้วย ดีไซน์สวยมากเลย” ฟู่ต้านีรู้ดีว่าฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินกำลังทำอะไรอยู่ และเสื้อโค้ทขนแกะพวกนั้นก็เป็นดีไซน์ที่เธอออกแบบเองทั้งหมด


“เอาแต่ทำธุรกิจอยู่นั่นแหละ แม่บอกให้รีบมีลูกได้แล้วก็ไม่ยอมฟัง จะรีบทำธุรกิจไปทำไมกัน เหอะ หากจื่อหยวนกลับมา แม่จะจับพวกเขามัดเข้าด้วยกัน และบังคับให้พวกเขายอมมีลูกให้ได้เลยคอยดู” หวังซู่เหมยพูดแทรกขึ้นมา 


“จริงสิ ช่วงนี้อาสะใภ้เล็กกำลังอยู่ไฟหลังคลอดอยู่ใช่ไหม เอาไว้วันพรุ่งนี้หนูจะไปเยี่ยมเธอสักหน่อย ไม่รู้ว่าเธอจะสะดวกหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนแกะเมล็ดแตงโมและเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงความสนใจแม่ของเธอกลับมาอีกครั้ง 


ไม่ได้ ขืนพูดถึงเรื่องพี่สาวของเธอต่อไป เรื่องนี้จะต้องย้อนมาที่เธออย่างแน่นอน !


“พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่เธอต้องอยู่ไฟหลังคลอด เอาไว้อีกสองสามวันค่อยไปจะดีกว่า อย่าเพิ่งไปรบกวนเธอตอนนี้เลย” หวังซู่เหมยเองก็ให้ความสำคัญกับทารกแรกเกิดมากเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปมากนัก แค่พยักหน้าให้กับลูกสาวเบาๆเท่านั้น


“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปเยี่ยมอาสะใภ้เล็กสัปดาห์หน้าก็แล้วกัน แล้วตอนนี้ใครเป็นคนดูแลอาสะใภ้เล็กเหรอคะ ?” ฟู่เยี่ยนจำได้ว่าก่อนหน้านี้อาเล็กได้บอกกับเธอว่าเขาจะหาพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลภรรยาของเขา 


“ตอนนี้แม่ของเธอมาช่วยดูแลอยู่ ! ฉันไปเยี่ยมเธออยู่สองสามครั้ง เด็กคนนั้นแข็งแรงมาก และอาสะใภ้เล็กของเธอก็แข็งแรงดีเช่นกัน อย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลย”


ฉือหมิ่นบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอย่างละเอียดนัก แต่ฟู่เยี่ยนก็พอจะเข้าใจถึงความหมายที่อาสะใภ้รองพยายามจะสื่อ


“ดีแล้วล่ะค่ะ ไม่มีใครห่วงใยลูกได้ดีเท่าคนเป็นแม่อีกแล้ว หนูจะโทรหาอาเล็ก และขอให้เขามาที่นี่ในตอนบ่าย พอดีหนูมีของขวัญมาให้เขาด้วย จะได้ฝากเขาเอาไปให้อาสะใภ้เล็กเลยทีเดียว”


หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปหยิบของขวัญที่ห้องของเธอ เธอเริ่มให้ของขวัญกับเด็กๆก่อน แล้วค่อยให้แม่กับอาสะใภ้รอง จากนั้นก็ได้เดินไปโทรศัพท์หาอาเล็ก


แม้ว่าฟู่ต้าอันจะมีลูกชายตัวน้อยอยู่ที่บ้าน แต่เขาก็ยังต้องออกไปทำงาน และโรงงานของเขาจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าก่อนปีใหม่ ซึ่งเมื่อฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นหลังปีใหม่เริ่มขึ้น เขาจะรับสมัครคนงานในทันที


ตอนนี้โรงงานของเขายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคำสั่งซื้อจำนวนมากเข้ามาแล้ว และนั่นก็คือเงินทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้ ! ตอนนี้ฟู่ต้าอันเต็มไปด้วยพลังความมุ่งมั่น เขาต้องรีบเก็บเงินให้กับภรรยาและลูกชายของเขา เพราะเด็กเติบโตเร็วมาก ที่สำคัญในอนาคตลูกชายของเขาก็ต้องแต่งงาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว


“กริ๊ง กริ๊ง ~ ......” ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของเขาก็ได้ดังขึ้น เมื่อฟู่ต้าอันรับโทรศัพท์ เขาก็ได้ยินเสียงของหลานสาวดังขึ้นมา เธอได้ขอให้เขากลับไปที่บ้านของเธอนั่นเอง 


ฟู่ต้าอันจึงตอบตกลงในทันที และยังบอกอีกว่าจะกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้านของพี่ใหญ่ เพราะเขายังต้องไปคุยกับเสี่ยวฮั่วเรื่องงานในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่แล้ว


ชวนจื่อมีส่วนช่วยในธุรกิจของเขาได้มากจริงๆ แม้ว่าชวนจื่อจะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องขอบคุณในการช่วยเหลือครั้งนี้ 


เมื่อเขากลับมาถึงบ้านก็พบว่าลูกชายของเขากำลังหลับอยู่ เมื่อเห็นว่าแม่ยายไม่อยู่บ้าน เขาจึงได้เข้าไปในห้อง ตอนนี้หลี่โม่ลี่กำลังหลับอยู่เช่นกัน เธอต้องอยู่ไฟหลังคลอดจนถึงวันพรุ่งนี้และเขาก็ต้องดูแลเธอเป็นอย่างดี 


“คุณกลับมาแล้วเหรอ ?” ทันใดนั้นเอง หลี่โม่ลี่ก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมา จึงทำให้ฟู่ต้าอันตกใจเป็นอย่างมาก


“คือว่า ผมนึกว่าเธอกำลังหลับอยู่ ก็เลยจะเขียนข้อความฝากไว้ ! พอดีเสี่ยวฮั่วกลับมาแล้ว ก็เลยขอให้ผมไปเอาของฝากที่บ้าน เสี่ยวฮั่วมีของฝากสำหรับคุณด้วยนะ ผมก็เลยคิดว่าจะไปกินมื้อเย็นที่บ้านพี่ใหญ่ด้วยเลย คุณอยู่บ้านกับแม่ได้ใช่ไหม !” ฟู่ต้าอันพูดออกไปตรงๆ 


“อืม” หลี่โม่ลี่พูดอย่างไม่ได้ใส่ใจ 


“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? ทำไมคุณถึงได้ดูอารมณ์เสียแบบนี้ล่ะ ? ถ้าอย่างนั้นผมไม่อยู่กินมื้อเย็นก็ได้ ผมจะรีบกลับมากินข้าวกับคุณก็แล้วกันนะ” ฟู่ต้าอันรีบเอาใจภรรยาของเขาทันที 


“ไม่เป็นไรหรอก ฉันแค่อยากให้คุณหาพี่เลี้ยงเด็กให้สักคนหนึ่งเท่านั้นเอง นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว แม่คงต้องกลับบ้าน”


ก่อนหน้านี้หลี่โม่ลี่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว แม้ว่าแม่ของเธอจะมาดูแลเธอและเธอก็ซาบซึ้งในน้ำใจนั้น แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม่พูดเป็นนัยๆว่าอยากให้พี่ชายคนโตย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงด้วย ซึ่งเรื่องนี้เธอไม่สามารถตอบตกลงได้เลย !


ตอนที่ 633: ถึงเวลาที่ต้องมีลูกแล้ว


หลี่โม่ลี่บอกกับฟู่ต้าอันว่าเธอต้องการให้เขาหาใครสักคนมาดูแลเธอเพื่อให้แม่ของเธอกลับบ้าน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันก็เงียบไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่าภรรยาของเขาไม่ฟังคำพูดของแม่ยายแล้ว แต่กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสุดโต่งแทน !


“ที่รัก วันนี้คุณกับแม่มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ? ทำให้คุณถึงได้ดูอารมณ์ไม่ดีแบบนี้กันล่ะ ?” ฟู่ต้าอันถามด้วยความเป็นห่วง


“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเท่านั้น แม่อยากให้ครอบครัวของพี่ใหญ่ย้ายมาที่เมืองหลวงและทำงานในโรงงาน พอฉันบอกว่าไม่เห็นด้วย แม่ก็ทำหน้าบึ้งตลอดทั้งช่วงบ่ายเลย” หลี่โม่ลี่รู้สึกโกรธมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอได้ตัดสินใจว่าจะไม่โกรธแม่ของเธออีกแล้ว


“อย่าโกรธไปเลย เรื่องนี้เป็นเพียงความปรารถนาที่แม่ของคุณมีเท่านั้น คุณเคยบอกกับผมแล้วไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้พี่ใหญ่มีงานที่ดีทำแล้ว ? และพี่สะใภ้ใหญ่ก็ทำงานในร้านขายของ ซึ่งเป็นร้านขายของที่ขายดีมาก นั่นก็เท่ากับว่าชีวิตของพวกเขาตอนนี้ไม่ได้ลำบากอะไรอีกแล้ว บางทีพวกเขาสองคนอาจไม่ได้อยากย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ได้”


ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก แม่ยายของเขาแค่อยากทำตามที่ใจตัวเองต้องการเท่านั้น ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้เขาคงต้องโทรไปหาพ่อตาของเขาสักหน่อยแล้ว !


“ฉัน ฉันเข้าใจผิดไปเองอย่างเหรอ ?” ตอนนี้จิตใจของหลี่โม่ลี่กำลังสับสน 


“คุณต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองให้มากๆนะ อย่าโกรธไปเลย นอกจากนี้เราเองก็มีเงินจ้างพี่เลี้ยงเด็กอยู่แล้ว อีกอย่างลูกของพี่ใหญ่ยังต้องมีคนช่วยดูแลเลยไม่ใช่เหรอ ? คุณลองพูดเรื่องนี้กับแม่ดูก่อนสิ บางทีแม่อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ ?”


หลังจากที่ฟู่ต้าอันพูดแบบนี้ออกไป หลี่โม่ลี่ก็ได้มองเขาด้วยใบหน้าที่ซาบซึ้ง แต่ฟู่ต้าอันกลับแทบจะสำลักออกมากับคำพูดของตัวเอง


“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองหาเวลาคุยกับแม่ดูอีกทีก็แล้วกัน ว่าแต่แม่จะกลับเมื่อไหร่กันนะ”


“ที่รัก ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ไป ผมจะลองโทรไปคุยกับพ่อของคุณดู” ฟู่ต้าอันคิดว่าหากพูดเรื่องนี้กับแม่ยายของเขาโดยตรง เธอคงไม่ยอมและโวยวายออกมาแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อตาของเขานั่นเอง!


“อืม ดีเลย ฉันรู้สึกง่วงนิดหน่อย ขอนอนพักสักหน่อยก็แล้วกันนะ” ช่วงนี้หลี่โม่ลี่เหนื่อยง่ายมาก ดังนั้นเธอจึงหลับไปอย่างง่ายดาย 


ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ขยับผ้าห่มให้กับเธอ ก่อนจะออกจากห้องไป เขายังต้องไปที่บ้านของพี่ใหญ่ต่อ!


อีกด้านหนึ่ง ไป๋โม่เฉินรีบตรงไปที่บ้านในทันที ซึ่งฟู่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าเขาจะต้องกลับบ้านก่อนเวลาอย่างแน่.นอน ดังนั้นเธอจึงกลับไปที่บ้านเช่นกัน โดยบอกว่าจะนํากระเป๋าไปเก็บ


“อย่าลืมรีบกลับมากินมื้อเย็นด้วยล่ะ!” หวังซู่เหมยที่เห็นลูกสาวกำลังเดินออกไปก็ได้ก็ได้ตะโกนจากด้านหลัง 


“ชีวิตวัยหนุ่มสาวช่างดีมากจริงๆ!” เมื่อฟู่เยี่ยนเดินออกไป หวังซู่เหมยก็ได้ถอนหายใจ เธอไม่รู้เลยว่าลูกสาวเหนื่อยมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เธอรู้ได้ในทันทีก็คือฟู่เยี่ยนกำลังรีบกลับบ้านเพื่อไปหาไป๋โม่เฉินนั่นเอง 


“พี่สะใภ้ใหญ่ เสี่ยวฮั่วไม่ใช่เด็กแล้ว! คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันใหม่ๆก็แบบนี้แหละ เราควรจะมีความสุขกับพวกเขานะ!” ฟู่ต้านีเองก็พูดถึงหลานสาวของเธอเช่นกัน 


“ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้รีบมีหลานให้กับพวกเราสักที ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินพวกเด็กๆพูดกันว่ายังไม่อยากมีลูกตอนนี้” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมา 


“หืม? พวกเธอยังไม่อยากมีลูกอย่างนั้นเหรอ? แล้วพี่มีแผนอะไรบ้างหรือเปล่า?” ฟู่ต้านีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ 


“ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน เอาเถอะ ฉันคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เสี่ยวฉุ่ยกับเสี่ยวฮั่วจะมีลูกได้สักที เรามาพูดถึงเรื่องนี้กันหน่อยดีกว่า” ฉือหมิ่นมีข้อมูลที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ และเธอก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว 


“เดี๋ยวพอกลับมา ฉันจะรีบเร่งพวกเธอสักหน่อยแล้ว ลูกสาวสองคนนี้ไม่มีใครทำให้สบายใจได้เลยสักคน!” หวังซู่เหมยคิดว่าตัวเองยังต้องรีบเข้าไปจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว


ในเวลานี้ ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนต่างก็จามออกมาพร้อมกัน พวกเธอขยี้จมูก ก่อนจะกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น วันนี้เป็นวันที่อากาศดี และไม่หนาวเท่าไหร่นัก


ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้กลับมาถึงบ้านพร้อมกับขนมเต็มท้ายรถ ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูรั้ว เขาก็ต้องยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าประตูบ้านถูกเปิดอยู่ ก่อนจะเดินไปหยิบของที่อยู่ท้ายรถออกมา


หลังจากนั้นเขาก็ปิดประตูรั้ว ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว


ตอนนี้ฟู่เยี่ยนอยู่ในโรงเรือนกระจก วันนี้ดวงอาทิตย์สาดแสงอ่อนๆกำลังดี จึงทำให้ภายในเรือนกระจกอบอุ่นขึ้นมา เมื่อมีแสงแดดที่เพียงพอ จึงทำให้ดอกไม้ในเรือนกระจกบานสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมตลบอมอวล


ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ก่อนจะแอบหยิบต้นดอกคามิเลียที่สวยที่สุดในดินแดนต่างมิติของเธอออกมา และปลูกมันลงไปในกระถางดอกไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆเธอนั่งลง พร้อมกับทำสวนอย่างมีความสุข


เธอพบดอกคามิเลียในเทือกเขาเอ๋อเหมย์ เมื่อมันบาน สีของมันจะกลายเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายากมาก ฟู่เยี่ยนรู้สึกประทับใจทันทีเมื่อเห็นมัน ดังนั้นเธอจึงขุดมันกลับมาด้วยหนึ่งต้น


หลังจากที่ไป๋โม่เฉินมาถึง เขาก็ได้ตรงไปที่ลานหลังบ้านในทันที เมื่อไม่เห็นว่าฟู่เยี่ยนอยู่ที่นั่น เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่าเธอจะต้องไปดูดอกไม้ในเรือนกระจกอย่างแน่นอน 


แน่นอนว่าเมื่อเขาเข้ามา ฟู่เยี่ยนกำลังจดจ่ออยู่กับการปลูกดอกไม้อยู่ ไป๋โม่เฉินจึงได้เดินไปอยู่ข้างหลังเธออย่างเงียบๆ โดยตั้งใจว่าจะเข้าไปกอดเธอเพื่อแกล้งให้เธอตกใจ


ทว่าเขายังไม่ทันได้ทำในสิ่งที่เขาคิดเลย ฟู่เยี่ยนก็ได้หันกลับมาเสียก่อนแล้ว


เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ต้องตกตะลึงไปทันที จากนั้นเข้าก็ได้กอดฟู่เยี่ยนเอาไว้ และใช้มือแตะไปที่ปลายจมูกของเธอเบาๆ


“เจ้าเล่ห์จริงๆเลยนะ! เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันแอบเดินเข้ามา?”


ไป๋โม่เฉินใช้โอกาสนี้อุ้มเธอขึ้นมา ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ในเรือนกระจกโดยมีฟู่เยี่ยนนั่งอยู่บนตักของเขา เขากอดเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ในที่สุดภรยาของเขาก็กลับมาแล้ว!


“ฉันจะไม่รู้ได้อย่างไร ฝีเท้าของพี่หนักขนาดนี้ ฉันรู้ตั้งแต่ที่พี่เปิดประตูเข้ามาแล้ว และยังได้ยินเสียงรถของพี่อย่างชัดเจนอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ 


“จริงเหรอ? เสี่ยวฮั่วของฉันเก่งขนาดนั้นเชียวเหรอ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าปรมาจารย์ฟู่แข็งแกร่งมากแค่ไหนอย่างไรอย่างนั้น 


เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ฟู่เยี่ยนก็ฮึดฮัดขึ้นมาทันที นี่เขากำลังหัวเราะเยาะเธออยู่อย่างนั้นหรือ! เธอโกรธเขาเล็กน้อย กล้าดีอย่างไรถึงได้มาหัวเราะเยาะเธอแบบนี้? เธอจึงได้เอื้อมมือไปเกาบริเวณหน้าท้องของไป๋โม่เฉินทันที


หลังจากที่เกาอยู่สองสามครั้ง ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกจั๊กจี้จนเริ่มทนไม่ไหว และรีบกดมือเล็กๆแสนซุกซ่อนของภรรยาเอาไว้


“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ หากเธอยังไม่หยุด ฉันจะเป็นคนทำให้เธอหยุดเอง! รอให้ถึงคืนนี้ก่อนเถอะ” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา และลมหายใจของเขาก็ได้ทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว 


ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้กันล่ะ!


จากนั้น ทั้งสองก็ได้ผละตัวออกจากกัน และใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อสงบอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองลง จากนั้นพวกเขาก็ได้มองไปยังดอกไม้ที่ฟู่เยี่ยนนํากลับมาด้วย ก่อนจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของไป๋โม่อัน


“เธอรู้หรือเปล่า ตอนนี้ปู่กับย่าเริ่มเร่งเร้าให้ฉันมีลูกแล้ว เพราะโม่อันกำลังจะแต่งงาน ดังนั้นฉันในฐานะหลานชายคนโตจึงตกเป็นเป้าหมายให้มีลูกก่อน หากเธอไปที่บ้าน ฉันเชื่อว่าปู่กับย่าจะต้องพูดเรื่องนี้กับเธอแน่ๆ”


หลังจากที่ไป๋โม่เฉินพูดจบ เขาก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง


“แล้วพี่มีความคิดเห็นยังไงบ้างถ้าเราจะมีลูกในตอนนี้ ? ฉันได้คำนวณดูแล้ว จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ฉันจึงไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก อีกอย่าง ตอนนี้มู่อี้อันก็มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการเรื่องต่างๆคนเดียวได้แล้ว เขาสามารถนําทีมออกไปแทนฉันได้”


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็เงียบไปครู่หนึ่ง


“งั้นเรา, มีลูกสักคนดีไหม?” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น 


“ฉันได้ตัดสินใจแล้ว เราปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมแล้วที่เราจะมีลูก” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้ว เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว 


ฟู่เยี่ยนเลือกที่จะพูดถึงเรื่องนี้กับสามีของเธอก่อน โดยที่ไม่ปล่อยให้พ่อแม่ของเธอและปู่ย่าของไป๋โม่เฉินมาเร่งเร้าเธอ


ดังนั้น เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้าน ก่อนที่หวังซู่เหมยจะทันได้พูดอะไร ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกทุกคนถึงการตัดสินใจครั้งนี้ของเธอ


“ช่วงนี้ลูกรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?” เมื่อลูกสาวตัดสินใจที่จะมีลูกจริงๆ หวังซู่เหมยกลับรู้สึกประหลาดใจ เสี่ยวฮั่วพูดความจริงหรือแค่หลอกให้ทุกคนดีใจกันแน่ ? 


“หนูสบายดีค่ะ และหนูก็ได้จัดการเรื่องสำคัญต่างๆที่ต้องทำแล้ว แม้ว่าหลังจากนี้หนูต้องออกไปทำงานบ้าง แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่สำคัญอะไรแล้วล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนมั่นใจว่าตัวเองปกติและมีสุขภาพที่แข็งแรงพอ


“เหลวไหล หากลูกตั้งครรภ์ แม่ไม่ยอมให้ลูกออกไปไหนหรอกนะ! ลูกต้องอยู่แต่บ้านเท่านั้น” หวังซู่เหมยเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สุด หากยังออกไปทำงานข้างนอกและมีบางอย่างเกิดขึ้น ด้วยตัวตนของเสี่ยวฮั่ว เธอจะต้องเข้าไปช่วยอย่างแน่นอน 


“เอ่อ หนูจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่างค่ะ และจะลดงานลงไปก่อน!” ฟู่เยี่ยนพูดกับแม่ของเธออย่างว่าง่าย 


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก ตอนนี้เสี่ยวฮั่วได้ตอบตกลงแล้ว เหลือแค่เสี่ยวฉุ่ยเท่านั้น ! เมื่อฟู่เหมี่ยวเดินเข้ามา เธอก็ต้องรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินใจของน้องสาว และรู้สึกสับสนมากกับแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้เป็นแม่


ตอนที่ 634: ตัดสินใจมีลูกพร้อมกัน


สิ่งนี้ไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของฟู่เยี่ยน แต่เธอก็ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว และคิดว่าตอนนี้เป็นเวลาเหมาะที่จะมีลูก


ตอนนี้ชีพจรมังกรทางตอนใต้และตะวันออกของจีนทั้งหมดได้รับการฟื้นฟูแล้ว ดังนั้นพวกเธอจึงทำได้แค่รอให้พลังปราณที่ได้รับการฟื้นฟูนี้ถ่ายเทไปยังชีพจรมังกรในภูมิภาคอื่นต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร


มันอาจใช้เวลานานถึงปีครึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นในช่วงนี้งานของเธอจึงน้อยมาก และเมื่อถึงตอนนั้น เธอก็คงจะคลอดบุตรแล้ว ที่สำคัญเธอยังไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะที่ตั้งครรภ์อีกด้วย เธอทำได้เพียงแค่ให้คำปรึกษาเล็กๆน้อยๆเท่านั้น


แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด เพราะตอนนี้มู่อี้อันเองก็สามารถจัดการเรื่องต่างๆคนเดียวได้แล้ว และเธอก็ควรปล่อยให้พวกเขาทำแทนบ้าง อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าสาขาอภิปรัชญานั้นยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ รวมไปถึงเทือกเขาคุนหลุนก็ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด


เธอยังสามารถหาเวลาให้กับตัวเองและวางแผนการก่อตัวของที่นั่นล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะเทือกเขาคุนหลุนมีความสำคัญที่สุด


เมื่อหวังซู่เหมยรู้ว่าฟู่เยี่ยนตกลงที่จะมีลูกแล้ว เธอจึงได้บังคับให้ฟู่เหมี่ยวมีลูกพร้อมกันด้วย จึงทำให้ฟู่เหมี่ยวรู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาทันที ก่อนจะมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง


“เราเคยตกลงเรื่องนี้กันตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมจู่ๆ เธอถึงได้ทำแบบนี้กับฉันกันล่ะ ?” ฟู่เหมี่ยวนั่งลงข้างฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดพร้อมกับบีบไปที่แขนน้องสาว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เธอพยายามลดน้ำหนัก และมันก็กำลังเป็นไปได้ด้วยดี 


ฟู่เยี่ยนมองไปที่พี่สาวอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดเกลี้ยกล่อมเธอ


“การที่มีลูกเร็วก็เท่ากับว่าพี่สามารถทำงานได้โดยที่แม่ไม่ต้องมาบ่นเราอีกไม่ใช่เหรอ ?” สิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดนั้นก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง 


ฟู่เหมี่ยวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน รีบมีลูกอย่างนั้นหรือ ? บางทีหากเธอมีลูกฝาแฝดเหมือนกับอาเล็กได้ก็คงจะดีเหมือนกัน เพราะหลังจากที่คลอดแล้ว เธอยังคงมีเวลาทำงานอีกตั้งเยอะ 


“ใช่แล้ว เสี่ยวฮั่วพูดถูก ลูกต้องรีบมีลูกได้แล้ว ตอนนี้ลูกอายุ24แล้วนะ” หวังซู่เหมยเริ่มเร่งเร้าลูกสาวของเธออีกครั้ง


“แต่อายุ24ก็ยังถือว่าเป็นเด็กอยู่นะคะ !” ฟู่เหมี่ยวยังคงรู้สึกไม่พอใจที่ได้ยินคำพูดนี้ ก่อนจะดุหวังซู่เหมย 


“มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะลูกยังเด็กไงล่ะ ถึงต้องรีบมีลูก มันจะดีสำหรับตัวลูกเอง !”


“ก็ได้คะ หนูยอมมีลูกก็ได้ ! ในเมื่อเสี่ยวฮั่วตัดสินใจแล้ว หนูก็คงจะทำอะไรไม่ได้ แต่การคลอดลูกดูเจ็บปวดมากเลยนะคะ....” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่แม่ของเธอ และรู้ได้ทันทีว่าเธอพูดผิด เพราะแม่ของเธอมีลูกถึงห้าคนเลยทีเดียว ! 


“ลูกก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าแม่คลอดลูกทั้งห้าคนออกมา ทำไมแม่ถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ ? หากแม่คิดเหมือนลูก ลูกจะได้มาอยู่ตรงนี้อย่างนั้นเหรอ ?” หลังจากที่พูดจบ หวังซู่เหมยก็ได้กลอกตามองไปยังลูกสาวของเธอ เพราะเธอรับไม่ได้จริงๆ กับคนที่เลือกงานเบาและกลัวงานหนักแบบนี้ 


“ใช่แล้วค่ะ แม่เปรียบเหมือนผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ! แม่พูดถูก หนูผิดเองล่ะค่ะ” ฟู่เหมี่ยวตอบอย่างประชดประชัน ก่อนจะหันไปถามฟู่เยี่ยน “จริงสิ เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้เธอไปไหนหรือเปล่า ? หากเธอว่าง เราไปที่โรงงานของฉันกันดีไหม ?” 


ฟู่เหมี่ยวต้องการให้ฟู่เยี่ยนเห็นถึงความสำเร็จล่าสุดของเธอ 


“ได้สิ ฉันอยากไปที่นั่นอยู่พอดีเลย ! ได้ยินว่าช่วงนี้ธุรกิจของพี่ทำเงินได้มากมายเลยไม่ใช่เหรอ ? แบบนี้ฉันจะได้เงินส่วนแบ่งเท่าไหร่กันนะ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับใช้ศอกสะกิดไปที่แขนของพี่สาว 


“ลองนับตัวเลขเอาเองก็แล้วกัน !” ฟู่เหมี่ยวไม่เคยแสดงสิ่งนี้ต่อหน้าครอบครัวของเธอมาก่อนเลย แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเธอสามารถทำเงินได้จำนวนมาก


“หนึ่งพันหยวน ?” หวังซู่เหมยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้เก่งมากจริงๆ! 


“ดูสิ ขนาดแม่ยังดูถูกหนูขนาดนี้ มันจะน้อยขนาดนั้นได้อย่างไร ! หนูเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อพัฒนาสินค้าของหนู ส่วนพี่รองส่งสินค้าไปทั่วทุกที่ คิดเป็นสิบเท่ายังน้อยไปเลยค่ะ !”


ทันทีที่ฟู่เหมี่ยวพูดจบ หวังซู่เหมยก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก ลูกสาวของเธอเก่งมากจริงๆ ! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกสาวของเธอถึงยังไม่อยากมีลูกในตอนนี้ ! เพราะธุรกิจกำลังไปได้สวยนั่นเอง !


“แม่เข้าใจลูกแล้ว หากแม่สามารถหาเงินได้เองแบบนี้ แม่ก็คงไม่อยากมีลูกและเลือกที่จะหาเงินก่อนเหมือนกัน” เมื่อหวังซู่เหมยพูดประโยคนี้ออกมา จึงทำให้ทั้งสองพี่น้องหัวเราะด้วยความขบขันในทันที 


“หากเป็นแบบนี้ ลูกควรรีบมีลูกหลายๆคนเลยนะ เพราะตอนนี้พี่รองของลูกยังดูแลโรงงานแทนได้ หลังจากที่ลูกคลอด แม่กับแม่สามีของลูกจะช่วยดูแลหลานเอง ถึงตอนนั้นลูกก็สามารถทำงานได้ตามที่ลูกต้องการ อย่ามัวแต่รอช้าอยู่เลย หากลูกอายุมากขึ้น การตั้งครรภ์ก็จะยากขึ้นตามไปด้วยเหมือนกัน”


คำพูดของหวังซู่เหมยสะกิดหัวใจของฟู่เหมี่ยวโดยตรง


“แม่คะ สิ่งที่แม่พูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด หนูเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน นอกจากนี้เสี่ยวฮั่วก็เป็นน้องสาวของหนู ! ดังนั้นหนูคงไม่สามารถมีลูกทีหลังน้องสาวได้ !”


ฟู่เหมี่ยวคิดเช่นนั้น เพราะหากอนาคตธุรกิจขยายตัวใหญ่ขึ้น พี่รองอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงได้ ตอนนี้ตนเองดูแลเรื่องการผลิต ส่วนพี่รองรับหน้าที่ออกไปทำธุรกิจ ยังพอจัดการได้ไหว แต่ถ้าถึงตอนนั้น ทั้งสองคนต่างดูแลคนละส่วนกันก็จะสบายใจทั้งคู่


นอกจากนี้ ในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่นั้น เธอยังพอจะคอยช่วยให้คำแนะนำและเฝ้าดูโรงงานได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไปแล้ว ! ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้เธอกับพี่รองได้ตกลงกันแล้ว พวกเขาวางแผนที่จะขยายธุรกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งหลังจากที่พิจารณาเรื่องนี้แล้ว เธอก็เห็นว่าถึงเวลาที่เธอต้องมีลูกแล้วจริงๆ


ในตอนนี้ ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนต่างก็ตัดสินใจได้แล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับหวังซู่เหมยมาก 


เช้าตรู่ของวันถัดมา ขณะที่ทุกคนเพิ่งจะตื่นนอน จู่ๆ ชวนจื่อก็ได้โทรมา ก่อนจะบอกว่าปู่ของหวังอันกั๋วเสียชีวิตแล้ว


ไป๋โม่เฉินมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหวังอันกั๋ว จึงรีบไปที่นั่นทันที ฟู่เยี่ยนเองก็ตามไปด้วยเช่นกัน เพราะตั้งแต่กลับมาเธอยังไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านตระกูลไป๋เลย จึงถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าด้วย


เมื่อมาถึง ไป๋ซ่งก็ได้อยู่ที่นี่แล้ว ต้องบอกเลยว่าสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว เขาก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย


ไป๋โม่เฉินนั่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปที่บ้านตระกูลหวังเพื่อดูว่ามีอะไรที่เขาสามารถช่วยได้หรือไม่ ส่วนฟู่เยี่ยนยังคงอยู่พูดคุยกับไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินต่อ


“เฮ้อ เมื่อวานนี้ฉันยังเล่นหมากรุกกับผู้เฒ่าหวัง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้กันล่ะ ?” ไป๋ซ่งดูเศร้าไปเล็กน้อย เขากับผู้เฒ่าหวังเคยเป็นสหายร่วมรบกันตั้งแต่ตอนหนุ่มๆ และพวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมากๆอีกด้วย 


“คุณไม่ได้ฟังที่กั๋วจื่อพูดเหรอ ? ตอนดึกเขาเข้าห้องน้ำแล้วล้มลงไปในห้องน้ำ หมอบอกว่าเป็นอาการหัวใจวายเฉียบพลัน” แม่เฒ่าเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ


“เฮ้อ ในบรรดาพวกเราหลายคน ผู้เฒ่าหวังมีสุขภาพที่ดูแข็งแรงที่สุดแล้ว แม้แต่ผู้เฒ่าเมิ่งยังไม่สามารถเทียบกับเขาได้เลยด้วยซ้ำ ! ไม่นึกเลยว่าเขาจะด่วนจากไปก่อน” ไป๋ซ่งยังคงดูมีหน้าตาที่เศร้าสร้อย การที่ต้องเสียเพื่อนสนิทไปนั้นช่างเป็นอะไรที่ยากจะรับไหวจริงๆ


“คุณปู่คะ สุขภาพของคุณปู่ก็ดีมากเหมือนกัน หนูตรวจดูชีพจรของคุณปู่เป็นประจำ และไม่พบว่าคุณปู่มีโรคประจำตัวอะไรเลย” ฟู่เยี่ยนรีบพูดปลอบใจชายชราทันที 


“ใช้แล้วล่ะ ผู้เฒ่าหวังคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรก็เลยไปเข้าห้องน้ำคนเดียว ต่อจากนี้เป็นต้นไป คุณเองก็ห้ามประมาทอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ให้เรียกฉันทุกครั้ง เข้าใจหรือเปล่า ?” แม่เฒ่าเฉินพูดแทรกขึ้นมา 


“นี่คุณ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาโต้เถียงกันหรอกนะ !” ไป๋ซ่งพูดพร้อมกับกลอกตาไปมา ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกขบขันกับผู้เฒ่าทั้งสองไม่น้อย 


“เรียกฉันเถอะน่า อย่ากลัวว่าจะรบกวนฉันนักเลย” แม้จะดูเหมือนว่าทั้งสองเอาแต่ทะเลาะกัน แต่พวกเขาก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมาก 


ไป๋ซ่งทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง และมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยความเขินอาย


“เอาล่ะ เอาล่ะ เรามาคุยกันก่อนดีกว่า ! เสี่ยวฮั่ว อย่าไปฟังที่ย่าของเธอพูดเลย ย่าของเธอก็แค่เป็นห่วงฉันเท่านั้นเอง”


ฟู่เยี่ยนจึงบอกกับเขาไปว่าไม่เป็นอะไร และเธอเองก็ค่อนข้างเต็มใจที่จะดูเรื่องนี้ ทันทีที่ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินเปลี่ยนเรื่องคุย ทั้งสองก็ได้พูดเข้าประเด็นในทันที


“เสี่ยวฮั่ว ตอนนี้แม่สามีของเธอก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว ในฐานะที่ฉันเป็นย่าของเธอ ฉันขอพูดบางอย่างกับเธอหน่อยก็แล้วกันนะ ตอนนี้เธอกับเสี่ยวเฉินวางแผนที่จะมีลูกแล้วหรือยัง ?” แม่เฒ่าเฉินถามออกไปตรงๆ 


ฟู่เยี่ยนรู้สึกขบขันอยู่ในใจ การคาดเดาของไป๋โม่เฉินนั้นแม่นยำมากจริงๆ


“คุณย่าคะ เรากำลังวางแผนที่จะมีลูกเร็วๆนี้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบออกไปด้วยรอยยิ้ม เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไม่สามารถพูดได้ เพราะทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วนั่นเอง 


“จริงเหรอ ! เยี่ยมไปเลย ! เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เจียเจียกำลังตั้งครรภ์แล้ว ฉันอยากให้ลูกของพวกเธอคลอดในปีเดียวกัน หากเป็นแบบนั้น พวกเขาก็จะเป็นเพื่อนกันยังไงล่ะ”


เมื่อมีอายุมากขึ้น ทุกคนก็จะต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ไม่ว่าผู้เฒ่าทั้งสองจะพูดอะไร ฟู่เยี่ยนก็ตอบตกลงทุกอย่าง เพื่อที่จะให้แม่เฒ่าเฉินและไป๋ซ่งผ่อนคลายและหลุดพ้นจากความเศร้าในก่อนหน้านี้


ตอนที่ 635: ผู้อาวุโสจินกำลังแย่


การมีลูกก็ต้องดูจังหวะเวลา ไม่ใช่อยากมีเมื่อไรก็มีได้ ฟู่เยี่ยนเองก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางชีวิตที่มั่นคงแล้ว ตอนนี้ได้ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเรียบร้อย


“ก็อก ก็อก ก็อก....” ฟู่เยี่ยนเคาะประตูห้องทำงานของศาสตราจารย์หวง 


“เชิญเข้ามาได้เลย !” ตอนนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของภาคเรียนแล้ว ดังนั้นศาสตราจารย์หวงจึงกำลังเตรียมข้อสอบปลายภาคอยู่


“ศาสตราจารย์คะ หนูกลับมาแล้ว มีงานอะไรให้หนูช่วยหรือเปล่า ?” เมื่อฟู่เยี่ยนเข้ามา เธอก็ได้ถามศาสตราจารย์หวงทันทีว่าเขาต้องการให้เธอช่วยทำงานอะไรหรือเปล่า 


“เธอกลับมาแล้วเหรอ ? พอดีเลย ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยจัดเรียงเอกสารเล่มนี้ให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน ฉันยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะเลย ! ส่วนพรุ่งนี้เธอช่วยมาคุมสอบด้วยนะ และหลังจากที่คุมสอบเสร็จ ฉันจะมาช่วยตรวจคำตอบและนับคะแนน ภาคเรียนนี้ใกล้จะจบลงแล้ว !”


ทันทีที่ศาสตราจารย์หวงกลับมาทำงานหลังจากฉลองปีใหม่ เขาก็ถูกงานที่เขาสั่งสมเอาไว้รุมจนไม่มีเวลาว่างไปไหนอีกเลย และในที่สุดตอนนี้ผู้ช่วยของเขาก็ได้กลับมาแล้ว เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นเป็นอย่างมาก


“ได้เลยค่ะ ศาสตราจารย์คะ คุณมีงานใหม่มาด้วยอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังโบราณวัตถุชำรุดที่วางอยู่บนโต๊ะ 


“ไม่ใช่หรอก อาจารย์ของเธอขอให้ฉันเอามันกลับมาให้เธอช่วยดูหน่อย ซึ่งมันถูกค้นพบเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นฉันก็เลยเอามันกลับมาที่นี่ ว่าแต่หลังจากที่เธอกลับมา เธอยังไม่ได้ไปหาอาจารย์ของเธอเลยเหรอ ?”


เมื่อเห็นศาสตราจารย์หวงดูลังเลที่จะพูด ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย


“ใช่แล้วค่ะ วันนี้หนูต้องมาทำงาน ก็เลยคิดว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์หลังเลิกงานแทนค่ะ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับอาจารย์ของหนูหรือเปล่าคะ ? ช่วยบอกหนูหน่อยได้หรือเปล่า”


“เฮ้อ จริงๆแล้วฉันไม่ควรพูดเรื่องนี้ อาจารย์ของเธอได้ขอให้ฉันปิดบังเรื่องนี้จากเธอ ลูกชายคนเล็กของเขาไม่รู้ว่าไปโดนใครหลอกมา หรือเอาเงินไปเล่นของโบราณจนขาดทุน ตอนนี้ถึงขั้นต้องขายบ้านกันเลย เขาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่บ้านอาจารย์ของเธอแล้ว” 


“เมื่อวานนี้เราได้พบกันโดยบังเอิญ และฉันก็เห็นว่าผู้อาวุโสจินดูไม่ดีเอาเสียเลย หลังเลิกงาน เธอช่วยแวะไปเยี่ยมเขาสักหน่อยก็แล้วกันนะ” ศาสตราจารย์หวงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน 


“ขอบคุณศาสตราจารย์มากเลยนะคะ ถ้าคุณไม่บอกหนู หนูก็คงจะไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณศาสตราจารย์หวง 


ซึ่งศาสตราจารย์หวงก็ได้โบกมือไปมาเบาๆ เพื่อบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นทั้งสองก็ได้แยกย้ายกันไปทำงาน โดยฟู่เยี่ยนได้กลับไปที่ห้องทำงานของเธอ


เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโทรหาไป๋โม่เฉิน ถ้าตามปกติแล้วเขาคงบอกเธอไปตั้งแต่แรกถ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่น่าจะเป็นเพราะอาจารย์ปิดบังเขาเองด้วย


“เสี่ยวฮั่ว มีอะไรหรือเปล่า” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินเองก็ช่วยจัดเอกสารอยู่เช่นกัน 


“ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ พี่ได้ไปที่บ้านอาจารย์ของฉันบ้างหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถามเขาไปตรงๆ 


“ไปสิ แต่ฉันไม่ได้ไปที่นั่นมาประมาณครึ่งเดือนแล้วล่ะ อาจารย์บอกว่าช่วงนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านของเขา ก็เลยให้ฉันมาดูแลคนที่บ้านแทน หากมีเรื่องด่วนอะไรเขาจะโทรหาฉัน มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นเหรอ ?”


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนถามคำถามนี้ ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เป็นไปได้หรือเปล่าว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัวของอาจารย์ ?


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกสิ่งที่ศาสตราจารย์หวงเล่าให้เธอฟังกับไป๋โม่เฉินอย่างละเอียด


“อีกนานหรือเปล่ากว่าเธอจะทำงานเสร็จ ? รีบทำงานให้เสร็จแล้วไปดูที่บ้านอาจารย์กันหน่อยดีกว่า ตั้งแต่ที่เธอกลับมา เรายังไม่ได้ไปเยี่ยมอาจารย์เลย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับก้มลงไปมองดูนาฬิกา และคิดว่างานของเขาน่าจะเสร็จภายในครึ่งวัน 


“ถ้าอย่างนั้น หากพี่ทำงานเสร็จแล้ว มาหาฉันที่ห้องทำงานก็แล้วกัน แล้วเราค่อยไปที่นั่น” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้วางสายและรีบเรียงเอกสารในทันที 


ศาสตราจารย์หวงมอบข้อสอบทั้งหมดตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสามให้ ระดับความยากนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เกินความสามารถ ศาสตราจารย์หวงได้เตรียมโจทย์ไว้เรียบร้อยแล้ว ตัวเธอแค่ใช้กระดาษสำเนามาทำสำเนาข้อสอบเท่านั้นเอง


ฟู่เยี่ยนทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในครึ่งวัน และไป๋โม่เฉินเองก็ทำงานของเขาเสร็จแล้วเช่นกัน


“เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่าไหม ?” ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี และทั้งคู่ก็ไม่อยากไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านของอาจารย์ หากลูกชายคนเล็กของเขาย้ายมาอยู่ที่นั่นจริงๆ การไปกินข้าวที่นั่นก็ถือว่าเป็นการรบกวน


“เราไปกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนร้านที่อยู่ระหว่างทางไปบ้านอาจารย์กันเถอะ ฉันไม่ได้กินนานมากแล้ว ฉันคิดถึงรสชาติของมันมากจริงๆ” ฟู่เยี่ยนอยากกินอาหารข้างนอกมาตลอดหลายเดือน แม้ว่าเธอจะมีหม้อและกระทะติดตัวไปด้วยก็ตาม แต่เธอก็ยังไม่สามารถทำหมั่นโถวได้เลยด้วยซ้ำ ! 


“ได้เลย ! ขึ้นมาสิ ฉันจะพาเธอไปทุกที่ที่เธอต้องการ” วันนี้อากาศค่อนข้างอบอุ่น ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงเลือกที่จะไม่ขับรถไป ทั้งสองตั้งใจว่าจะปั่นจักรยานไปแทน 


จากนั้น ทั้งสองก็ได้ปั่นจักรยานตรงไปยังร้านจ๋าเจี้ยงเมี่ยนทันที พวกเขายังคงสั่งเมนูเดิม ซึ่งก็คือบะหมี่คนละหนึ่งชามนั่นเอง หลังจากที่กินเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้ดูนาฬิกาเพื่อจะประเมินว่าที่บ้านของอาจารย์กินมื้อเที่ยงแล้วหรือยัง เพื่อที่พวกเขาจะไปที่บ้านของอาจารย์


ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในบ้าน ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านใน พวกเขาจึงหันมามองหน้ากัน และดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นจริงๆ


แต่เมื่อวานนี้อาหญิงกลับไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย อีกทั้งฟู่เวยและฟู่หรงก็ยังมาเรียนการประดิษฐ์อักษรตามปกติอีกด้วย เอาไว้หลังจากที่กลับบ้าน เธอจะลองถามเรื่องนี้กับอาหญิงดูว่าเธอรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า


เมื่อได้ยินว่าไม่มีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้อง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงกำลังจะเดินเข้าไป แต่พวกเขากลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินหญิงชราอุทานบางอย่างออกมา !


“เหวินจง ! มีใครอยู่แถวนี้บ้าง รีบเข้ามาเร็วเข้า ! เหวินจง คุณตื่นขึ้นมาก่อนสิ !”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นอีกต่อไป เธอรีบผลักประตูเปิดให้ออก ก่อนจะวิ่งเข้าไปข้างในด้วยความตื่นตระหนก ในตอนนี้ผู้อาวุโสจินกำลังนอนอยู่บนพื้น ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น !


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไป เธอก็เห็นจินฮ่วนซินยืนอยู่ข้างๆเธอจึงเข้าไปเตะเขาอย่างไม่ลังเล เพราะเมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ด้านนอก เธอได้ยินสิ่งที่เขาพูดอย่างชัดเจน หากวันนี้อาจารย์ของเธอเป็นอะไรขึ้นมา เธอไม่มีวันปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน !


ซึ่งก่อนที่จินฮ่วนซินจะทันได้ตั้งตัว เขาก็ถูกใครบางคนเตะเข้ามาอย่างจัง และเมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง เขาก็ต้องการที่จะแก้แค้น แต่ไป๋โม่เฉินก็ได้เข้ามาบังฟู่เยี่ยนเอาไว้เสียก่อน


ฟู่เยี่ยนรีบหยิบเข็มทองคำออกมาและรีบทำการฝังเข็มลงไปบนตัวของอาจารย์สามจุด ซึ่งก็คือจุดเน่ยกวาน เหอกู่ และเหรินจง ซึ่งหลังจากที่ทำการฝังเข็ม เปลือกตาของผู้อาวุโสจินก็เริ่มกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย


ส่วนภรรยาของอาจารย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้เสียงดัง แต่น้ำตาก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังไม่มีเวลาที่จะปลอบหญิงชรา เธอยังคงทำการรักษาต่อไป ซึ่งแทนที่จะดึงเข็มออก เธอกลับค่อยๆหมุนปลายเข็มช้าๆแทน


ภายในระยะเวลาไม่กี่นาทีต่อมา ผู้อาวุโสจินก็ค่อยๆลืมตาขึ้นและได้สติกลับมาอีกครั้ง


“อาจารย์คะ อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้าง ?” ฟู่เยี่ยนเข้าไปประคองผู้อาวุโสจินเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา 


“เสี่ยวฮั่ว เธอกลับมาแล้วเหรอ ? ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วล่ะ แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยเท่านั้น” ผู้อาวุโสจินพยายามจะบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง 


“อาจารย์ อาจารย์นอนพักผ่อนสักครู่ก่อนดีกว่าค่ะ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของหนูเถอะ” ฟู่เยี่ยนเริ่มหมุนปลายเข็มอีกครั้ง และผู้อาวุโสจินก็ได้หลับไป 


ฟู่เยี่ยนขอให้ไป๋โม่เฉินเข้ามาช่วยอุ้มอาจารย์ไปนอนที่เตียง ก่อนจะเริ่มตรวจดูชีพจรของอาจารย์อย่างละเอียด ในกระบวนการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้ ฟู่เยี่ยนได้กดจุดฝังเข็มสองสามจุดของอาจารย์เอาไว้แล้ว ดังนั้นอาจารย์ของเธอจึงหลับไป


หากได้นอนหลับพักผ่อนสักครู่หนึ่ง บางทีมันอาจจะเป็นผลดีสำหรับอาจารย์ก็ได้


หลังจากจับชีพจรแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ยืนยันได้ว่านี่เป็นอาการโกรธจนเกินขีดสุด ถึงขั้นทำให้ความโกรธกระทบกระเทือนหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ทัน ส่งผลให้อาจารย์ของเธอหมดสติไปทันที


ครั้งก่อนฟู่เยี่ยนเคยกำชับกับอาจารย์หญิงไว้แล้วว่าอาจารย์ของเธอห้ามโกรธเด็ดขาด เพราะถึงแม้เขาจะเป็นคนอดทนอดกลั้น แต่เขาดันมีลูกชายที่ทำตัวไม่น่าปลื้มอยู่ตลอด แถมยังทำให้เขาโกรธซ้ำแล้วซ้ำเล่า


โรคทั้งหมดนี้เกิดมาจากความโกรธทั้งนั้น จากนี้เป็นต้นไปอาจารย์จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น หลังจากที่ผู้อาวุโสจินปลอดภัยแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินออกไปข้างนอก


เมื่อพวกเขาออกมา ก็พบว่าภรรยาของอาจารย์ยังคงนั่งเช็ดน้ำตาบนโซฟา ผู้เฒ่าทั้งสองต่างก็รู้ดีว่าครอบครัวของพวกเขากำลังมีปัญหา ดังนั้นเธอจึงได้นั่งอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่พูดอะไร


เมื่อเห็นท่าทีของแม่เฒ่าไป๋ ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปหาหญิงชรา และตรวจชีพจรในทันที ก่อนหน้านี้เธอวิตกกังวลกับอาการของอาจารย์มากเกินไป จนไม่ทันได้สังเกตเลยว่าใบหน้าของหญิงชราก็ดูไม่ค่อยดีเช่นกัน


แน่นอน ตอนนี้อาการของหญิงชรายังคงน่าเป็นห่วง และเมื่อครู่นี้เป็นเพราะพวกเขาประคองเอาไว้ เธอจึงไม่ได้ล้มลงไปกับพื้น 


“อาจารย์คะ อาจารย์กินยานี้ก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนค่อยๆลูบไปที่แผ่นหลังของหญิงชราอย่างอ่อนโยน ก่อนจะขอให้เธอกินยา


ตอนที่ 636: ถูกหลอกจนหมดตัว


หลังจากที่หญิงชราค่อยๆจิบน้ำร้อนไปถ้วยหนึ่ง สีหน้าของเธอก็ได้ดูดีขึ้นมาบ้างแล้ว ลูกชายของผู้อาวุโสจินและภรรยามองไปยังแม่ของพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้ และตอนนี้ใบหน้าของทั้งสองก็ซีดเผือดจนไม่มีเลือดแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกโล่งใจไม่น้อย ฟู่เยี่ยนคนนี้เป็นคนที่พวกเขาไม่อาจเข้าไปยุ่งด้วยได้จริงๆ


ในตอนนี้ จินฮ่วนซินยังรู้สึกอึดอัดอยู่ เขาแค่ทะเลาะกับภรรยาสองสามคำ บอกว่าจะขอหย่ากับเธอ แต่พ่อของเขากลับหมดสติล้มลงไปซะก่อน แล้วเขายังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร ฟู่เยี่ยนก็เตะเขาไปสองที ตอนนี้เขาจะไปหาเหตุผลที่ไหนมาพูดแก้ตัวล่ะ ?


“อาจารย์คะ มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กัน ?” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าอาจารย์ทั้งสองของเธอให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตาในสังคมมากจนเกินไป และโดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะไม่ค่อยพูดเรื่องในบ้านให้คนภายนอกรู้ 


“เธอลองถามลูกชายสารเลวคนนั้นดูเถอะ ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาสร้างแต่เรื่องให้เราโกรธแทบจะทุกวันเลย !” ภรรยาของผู้อาวุโสจินโกรธจนมือของเธอสั่นไปหมด 


ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ปรายตามองไปยังจินฮ่วนซิน ผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนที่มีจิตใจไม่ค่อยสงบเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีอายุ สี่สิบปีแล้ว ! หลังจากที่คิดแบบนี้ เธอก็ได้เผลอเตะเขาไปแล้ว !


เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย !


ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่ไป๋โม่เฉิน ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็พยักหน้าเบาๆ ตอนนี้เขาเองก็รู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอาย รีบคลี่คลายเรื่องนี้โดยเร็วจะดีกว่า แต่ไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเสี่ยวฮั่วต้องเป็นคนแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตัวเอง 


“พี่ชาย เมื่อกี้นี้ฉันตกใจไปหน่อย อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันจะจ่ายเงินชดเชยให้กันพี่แทนก็แล้วกัน !” ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับผิดชอบเรื่องนี้เพื่อเป็นการขอโทษจินฮ่วนซิน เพราะอย่างน้อยเธอก็ต้องให้เกียรติเขาด้วย และไม่ควรทำแบบนั้นโดยที่ไม่พูดพล่ามอะไรเลย


ทันทีที่จินฮ่วนซินได้ยินคำขอโทษของฟู่เยี่ยน เขาก็มีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อยเช่นกัน เขาอายุมากแล้ว หากไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ฟู่เยี่ยนเข้ามาเมื่อครู่นี้ ตอนนี้พ่อของเขาอาจจะต้องถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลแล้วก็ได้


ยิ่งเขาคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้น เขาสมควรที่จะถูกทุบตีจริงๆนั่นแหละ


“ผมมันไม่เอาไหนเองครับ ! ผมสนใจแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป ! แม่อย่าโกรธผมเลยนะครับ ลูกชายของแม่คนนี้ผิดไปแล้ว ผมไม่ควรทำให้ครอบครัวของเรามาอยู่ในจุดนี้......ผม ! ผมขอโทษครับ !”


จินฮ่วนซินเดินเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นและเอามือตีไปที่ศีรษะของตัวเองด้วยความรู้สึกผิด


“กี่ครั้งแล้วที่พ่อของลูกห้ามไม่ให้ลูกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องโบราณวัตถุ เขาไม่อยากให้ลูกไปยุ่งกับมัน ทำไมลูกไม่เชื่อฟังเขาบ้าง ? ดูสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง นี่หรือคือสิ่งที่ลูกอยากเห็น !”


คนที่อยู่ในวงการนี้ต่างก็มีสายตาที่เฉียบแหลมกันทั้งนั้น! ส่วนลูก แค่มองของพวกนั้นยังมองไม่ออกเลยไม่ใช่เหรอ ? ลูกทำลายชื่อเสียงของพ่อเขาไปหมดสิ้นแล้ว ! เงินที่เสียไปก็ช่างมันสิ เห็นพ่อเขาทำเพื่อเงินหรือไง ?”


“ช่างเป็นเรื่องที่น่าอายมากหากจะบอกว่าลูกชายของจินเหวินจงซื้อโบราณวัตถุปลอม ทั้งยังนำมันไปจัดนิทรรศการเพื่อเปิดเผยในที่สาธารณะอีก ! แบบนี้ลูกคิดว่าพ่อของลูกจะมีหน้าไปพบใครเขาได้อีก ลูกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเขาเป็นคนที่มีหน้ามีตาในแวดวงนี้ ?” 


แม่เฒ่าไป๋โกรธมากจนน้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง ซึ่งฟู่เยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบปลอบเธอในทันที


“แม่ครับ ผมเองก็อยากจะทำเพื่อพ่อเหมือนกัน ! แต่ใครจะรู้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นหายนะ ! ผมไม่รู้ตัวเลยว่าครั้งนี้ผมจะต้องเป็นเป้าหมายของคนเหล่านั้น แม่ครับ ผมจะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้อีกแล้ว ผมจะหางานอื่นทำ และจะพาครอบครัวย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอกเองครับ”


หลังจากที่จินฮ่วนซินพูดจบ เขาก็ได้พาภรรยาของเขาลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป แต่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกลับหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเขาถูกหลอกจริงๆ


“พี่ชาย ฉันคิดว่าเรื่องนี้ฟังดูคลุมเครืออยู่ไม่น้อยเลยนะ เกิดอะไรขึ้นกับพี่เหรอคะ ? ช่วยเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม บางทีฉันอาจจะแนะนําพี่ได้นะ”


ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อย จินฮ่วนซินเป็นคนซื่อคนหนึ่ง ซึ่งเธอได้ขอให้ชวนจื่อและเฒ่าแก่โจวช่วยดูแลเขาแล้ว เพราะเธอไม่อยากให้เขาเสียเงินเปล่านั่นเอง


ไม่ใช่แค่เธอกำลังรักษาหน้าตาของผู้อาวุโสจินเท่านั้น แต่ที่เธอทำก็เพราะไม่อยากให้อาจารย์ต้องมากังวลกับเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา จินฮ่วนซินจึงค่อนข้างสนิทกับชวนจื่อ และเขามักจะพาผู้คนไปที่นั่น ทั้งยังให้ของบางอย่างกับชวนจื่ออีกด้วย


แต่ครั้งนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เขาถูกหลอกได้อย่างไร ?


เมื่อถูกฟู่เยี่ยนหยุดเอาไว้ จินฮ่วนซินก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากขึ้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมา น้องสาวคนนี้เป็นคนที่คอยดูแลเขามาโดยตลอด ตอนแรกเขาคิดว่าเธอและพรรคพวกต้องการที่จะหลอกลวงเขา แต่ต่อมาเขาก็ได้รู้ว่าเธอคือศิษย์ที่พ่อของเขายอมรับ


ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นเพราะความทะเยอทะยานที่อยากจะทำกำไรได้มากของเขา จึงทำให้เขาถูกหลอกให้ซื้อของปลอม จนต้องสูญเสียทั้งเงินและบ้านไป


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงของจินฮ่วนซินในย่านโรงงานหลิวหลี่นั้นเป็นที่กล่าวถึงของผู้คนไม่น้อยเลยทีเดียว และเขายังถือว่าเป็นนายหน้าจัดหาโบราณวัตถุอีกด้วย ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังตามหาโบราณวัตถุที่ต้องการอยู่ เขาก็สามารถติดต่อคนที่มีมันอยู่ได้


ด้วยการทำแบบนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เขาจึงทำเงินได้มากมายโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ เขาแค่ติดต่อคนทั้งสองฝ่าย และเก็บเงินส่วนต่างเท่านั้น


ซึ่งในความเป็นจริง จินฮ่วนซินไม่ได้มีความรู้เรื่องโบราณวัตถุอย่างลึกซึ้งเลย เขาแค่เป็นคนที่ช่างเจรจาและได้รับความนิยมจากคนรอบข้างอย่างแพร่หลายเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เขาได้พบกับชวนจื่อ เขาก็มักจะพาผู้คนไปดูโบราณวัตถุที่ร้านของชวนจื่อเป็นประจำ เพราะชวนจื่อทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว จึงทำให้พวกเขาเข้ากันได้เป็นอย่างดี


ซึ่งบางครั้ง เขายังเก็บสะสมโบรารวัตถุบางชิ้นด้วยเช่นกัน ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งของเล็กๆ โดยเขาได้ซื้อมาและขายไปวนเวียนอยู่แบบนั้น เขาสามารถสร้างสมดุลของรายได้และรายจ่าย ทั้งยังทำกำไรได้ดีมากอีกด้วย


จนวันหนึ่งชายชราที่ชื่อเหล่าหยวนก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งจินฮ่วนซินได้แนะนําให้เขามาซื้อของอยู่ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้งที่โรงน้ำชา


เหล่าหยวนคนนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องหนักใจอะไรสักอย่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล จินฮ่วนซินเป็นคนที่มีมิตรภาพดี เพราะเขามักจะช่วยเพื่อนเสมอ เขาพร้อมที่จะเสี่ยงและทุ่มเทให้สุดความสามารถเมื่อช่วยเหลือคนอื่น


ดังนั้น เมื่อจินฮ่วนซินเห็นว่าชายชรากำลังเศร้าอยู่ เขาก็เลยรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา จึงได้เข้าไปถามเหล่าหยวนว่าต้องการให้เขาช่วยอะไรหรือเปล่า ? หากมีอะไรก็สามารถเล่าให้เขาฟังได้


เหล่าหยวนจึงได้ยอมเล่าให้ฟัง โดยบอกว่าที่บ้านมีผู้ใหญ่สูงอายุอยากได้หมอนเซรามิกแบบโบราณมาวางในห้องนั่งเล่นที่บ้าน เมื่อก่อนเคยมีอยู่ใบหนึ่ง แต่ในช่วงการทำลายสี่สิ่งเก่าแก่ทั้งหลาย หมอนใบนี้ถูกทำลายไปแล้ว


เขาหาไปหลายที่แล้วแต่ก็ไม่พบหมอนแบบนั้นเลย เขากังวลมาก เพราะคุณยายที่บ้านไม่ค่อยมีความสุข เอาแต่บ่นอยู่ตลอด เขารู้สึกหนักใจและไม่สบายใจที่ทำให้ท่านไม่พอใจแบบนี้


ในตอนแรก จินฮ่วนซินไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เขาพยายามคิดว่าของสิ่งนี้อยู่ที่ไหน เพราะคนทางเหนือไม่ได้ชอบใช้ของสิ่งนี้เท่าไหร่นัก


ต่อมา เหล่าหยวนคนนี้ก็ได้บอกว่าหากเขาได้พบกับหมอนลายครามแบบที่ต้องการ ไม่ว่ามันจะมีราคาที่สูงมากแค่ไหน เขาก็ยินดีที่จะจ่าย เมื่อจินฮ่วนซินได้ยินเช่นนั้น เขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว !


ดังนั้น เขาจึงได้เริ่มมองหาของสิ่งนั้นในตลาด และภายในครึ่งเดือนต่อมา เขาก็ได้พบมันจริงๆ เขาจึงซื้อมันมาในราคาห้าร้อยหยวน ก่อนจะรีบไปที่บ้านของเหล่าหยวนในทันที


เมื่อมาถึง เหล่าหยวนก็ได้มองไปที่ของสิ่งนั้นโดยที่ไม่ได้พูดอะไร และซื้อมันไปในราคาที่สูงถึงหนึ่งพันหยวนเลยทีเดียว ทั้งยังเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่กับจินฮ่วนซินอีกด้วย เขามองดูสิ่งต่างๆภายในบ้านของเหล่าหยวนคนนี้ ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ได้ด้อยไปกว่าบ้านของฟู่เยี่ยนเลย


แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในลานบ้านก็ตาม แต่ก็ยังพอสังเกตเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งของเหล่านั้นล้วนเป็นของโบราณทั้งหมด ส่วนภรรยาของเหล่าหยวนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย สร้อยคอทองคำที่เธอสวมอยู่นั้นดูหนาพอๆกับโซ่ที่ใช้สำหรับล่ามสุนัขเลยด้วยซ้ำ


หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองก็ได้มาดื่มชาด้วยกันบ่อยขึ้น และบางครั้งจินฮ่วนซินก็ยังช่วยหาซื้อโบราณวัตถุบางอย่างให้กับชายชราอีกด้วย หากใครมีของสะสมที่น่าสนใจ พวกเขาก็มักจะช่วยแนะนําซึ่งกันและกันอยู่เสมอ


เหล่าหยวนเป็นคนที่ใจกว้าง เขามักจะจ่ายเงินในทันทีและไม่เคยค้างชําระเลยสักครั้ง ดังนั้นจินฮ่วนซินจึงคิดว่าเหล่าหยวนเป็นคนที่ร่ำรวยมาก จึงได้ไว้เนื้อเชื่อใจอย่างสนิทใจในที่สุด


มีอยู่ครั้งหนึ่ง เหล่าหยวนต้องการจะซื้อขวดโหลโบราณสีน้ำเงินและสีขาวที่จินฮ่วนซินเป็นคนแนะนำให้ แต่เหล่าหยวนพกเงินมาไม่พอ จึงได้ขอให้จินฮ่วนซินช่วยจ่ายไปก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และยังถือว่าเป็นความร่วมมือกันระหว่างพวกเขาทั้งสองคน หากสิ่งนี้ถูกขายไปในอนาคต พวกเขาจะมาหักลบต้นทุนและแบ่งกำไรกันอีกที


จินฮ่วนซินคิดว่าเงินหนึ่งพันหยวนไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาอยู่แล้ว จึงได้ตอบตกลงไปทันที ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ขวดโหลสีน้ำเงินและสีขาวก็ได้ถูกขายไป โดยเหล่าหยวนเป็นคนขายมันได้นั่นเอง


ไม่นานนัก พวกเขาก็สามารถทำเงินมากมายได้จากการซื้อมาและขายไปแบบนี้ และทั้งสองก็ได้แบ่งเงินกันตามสัดส่วนที่ต้องได้รับ จึงทำให้จินฮ่วนซินสามารถเปลี่ยนเงินหนึ่งพันหยวนของเขาให้กลายเป็นเงินสองพันหยวนได้ภายในระยะเวลาอันสั้น


“ด้วยวิธีนี้ เรามักจะซื้อโบราณวัตถุด้วยกันอยู่เสมอ เขาเป็นคนที่ใจดีมากๆ และครั้งนี้เขาก็ได้พบพระพุทธรูปที่ทำจากไม้จันทน์ในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่เขาตั้งตารอมานานมากแล้ว แต่ของสิ่งนั้นมีราคาที่สูงเกินไป เราจึงยังไม่ตกลงที่จะซื้อในตอนนั้น”


“อีกไม่กี่วันต่อมา คนที่เคยซื้อขวดโหลก็กลับมาพูดว่าอยากจะซื้อพระพุทธรูปสักองค์ในราคาห้าหมื่นหยวน และต้องเป็นพระพุทธรูปจากราชวงศ์หมิงเท่านั้น ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นการล่อลวง เหล่าหยวนได้บอกกับฉันว่าเขาเพิ่งจะซื้อของอย่างอื่นไป และเหลือเงินเพียงแค่หนึ่งพันหยวนเท่านั้น”


“ฉันคิดว่าโอกาสแบบนี้หายากมากๆ จึงได้เอาบ้านของตัวเองไปจำนองกับเพื่อนและระดมทุนทั้งหมดได้แปดพันหยวน ก่อนจะนำเงินจำนวนนั้นไปซื้อพระพุทธรูปมา”


หลังจากที่จินฮ่วนซินพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย...


ตอนที่ 637: เล่นกับความโลภของคน


สุดท้ายฟู่เยี่ยนก็ไม่อยากถามอะไร เพราะเขารู้ดีว่าเขาถูกหลอกไปงานนิทรรศการ โดยบอกว่าสามารถทำให้ราคาสูงขึ้นได้ แต่ไม่คิดว่าจะถูกคนเปิดเผยว่าสิ่งนั้นเป็นของปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์


ฟู่เยี่ยนบอกเรื่องนี้กับจินฮ่วนซินแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่เชื่อเธอ


“เป็นไปไม่ได้หรอก เหล่าหยวนเป็นคนที่ใจดีกับฉันมาก และเขาจะไม่โกหกฉันเพียงแค่เรื่องเงินเล็กๆน้อยๆนี้อย่างแน่นอน”


ฟู่เยี่ยนทำได้แค่กลอกตามองไปที่เขา ก่อนหน้านี้เขามีบ้าน แต่ต้องมาเสียมันไปก็เพราะต้องการเงินไม่ใช่หรือ? แล้วบ้านที่เขาเสียไปมันคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้คืนมาหรือเปล่า ! 


“พี่ชาย ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ตอนนี้พี่ได้จัดการเรื่องบ้านเสร็จแล้วหรือยัง ?” ฟู่เยี่ยนหยุดโต้เถียงเรื่องก่อนหน้านี้กับเขา เพราะเธอไม่สามารถทนฟังสิ่งที่เขาพูดต่อไปได้อีกแล้ว 


การช่วยเหลือเดียวที่พอทำได้ในตอนก็คือต้องทำให้จินฮ่วนซินตระหนักขึ้นมาให้ว่าหากเขาไม่ใช่ลูกชายของผู้อาวุโสจิน จะไม่มีใครดูแลเขาอย่างแน่.นอน


“มันคงจะสายไปแล้วล่ะ ฉันเอามันไปแลกเงินแล้ว !” จินฮ่วนซินดูกระดากอายเล็กน้อย ตอนนี้เขาได้ย้ายมาอยู่บ้านของพ่อกับแม่ ทั้งยังทำให้พ่อของเขาโกรธจนล้มป่วยอีกด้วย ! 


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้ลุกขึ้น และตบไปที่ใบหน้าของตัวเองอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครห้ามเลย


“พี่ชาย พี่อยากได้บ้านของพี่คืนหรือเปล่า ฉันพอจะแนะนำพี่ได้นะ ฉันสัญญาว่าพี่จะได้บ้านคืนอย่างแน่นอน แต่พี่ต้องทำตามเงื่อนไขบางอย่างก่อน”


ฟู่เยี่ยนไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นตลอดเวลา ที่เธอยอมช่วยจินฮ่วนซินนั้นก็เพราะอาจารย์ของเธอมีลูกชายที่ไม่เอาไหนต่างหาก ชายคนนี้ไม่ฉลาดเอาเสียเลยที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับวงการโบราณวัตถุโดยไม่มีความรู้แบบนี้


ตอนที่อยู่ข้างนอก เขาไม่เคยถ่อมตัวเลย และยังพูดอยู่เสมอว่าตัวเองคือลูกชายของจินเหวินจง ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าอาจารย์ผู้ที่เชี่ยวชาญที่สุดในวงการจะมีลูกชายแบบนี้


ถ้าไม่เข้าไปแทรกแซงตอนนี้ ชื่อเสียงของผู้อาวุโสจินก็จะโดนคนคนนี้ทำให้เสื่อมเสียหมด ถ้าเป็นสมาชิกในครอบครัวฟู่ ฟู่เยี่ยนก็คงปล่อยไป แต่เนื่องจากเขาคือลูกชายของอาจารย์ เธอจึงไม่สามารถปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ได้


“น้องสาว ตราบใดที่เธอสามารถช่วยฉันเอาบ้านกลับคืนมา และทำให้ครอบครัวของฉันคลายความกังวลลงไป ฉันพร้อมจะทำตามเงื่อนไขของเธอทุกอย่าง !”


ในตอนนี้ จินฮ่วนซินรู้สึกราวกับว่าเขาได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อย่างไรอย่างนั้น ก่อนหน้านี้พ่อของเขาได้บอกว่าไม่สามารถช่วยเรื่องนี้ได้ หากช่วยเขาตอนนี้ ในอนาคตพวกเขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย 


ส่วนพี่ใหญ่ของเขาก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ดังนั้นเขาจึงต้องหาเงินด้วยตัวเอง และทิ้งความคิดที่จะขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่ไปในที่สุด


“เอาล่ะ  ในเมื่อฉันเป็นศิษย์ของอาจารย์ ก็เท่ากับว่าฉันเป็นน้องสาวของพี่ด้วยเช่นกัน ในฐานะน้องสาว ฉันก็ควรจะช่วยเหลือพี่ในยามลำบาก ฉันจะให้เงินกับพี่เพื่อไปไถ่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน และพี่จะต้องชําระบัญชีกับฉันอย่างชัดเจน”


“ฉันช่วยพี่ได้แค่นี้ ที่เหลือก็จะให้พี่ดูเองว่าพวกเขากำลังหลอกพี่อยู่หรือเปล่า แต่มีข้อแม้ว่าจากนี้ไปพี่จะต้องไม่กลับมายุ่งเกี่ยวกับวงการนี้อีกเด็ดขาด”


“ฉันได้ยินมาว่าพี่เคยเป็นช่างไม้มาก่อนใช่ไหม ตอนนี้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของอาเล็กฉันกำลังขาดคนอยู่พอดี พี่อยากไปทำงานที่นั่นหรือเปล่า ?”


เมื่อจินฮ่วนซินได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าจริงๆ แล้วฟู่เยี่ยนไม่ต้องการช่วยเหลือเขา แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางอื่นอีกแล้ว จึงได้ตอบตกลงไปในทันที


“ได้เลย น้องสาว หลังจากนี้ฉันจะตั้งใจทำงาน เธอไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ทำให้ใครต้องมาผิดหวังในตัวของฉันอีกต่อไปแล้ว !”


“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เงินเดือนของพี่จะเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ พร้อมกับสวัสดิการอื่นๆอีกมากมาย พี่วางใจเรื่องนี้ได้เลย”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น จินฮ่วนซินและหวังเฟิ่งเซียงก็ได้หันมามองหน้ากัน เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะออกไปหางานที่พอจะทำได้ทำไปก่อน ไม่คิดเลยว่าจู่ๆพวกเขาจะได้พบกับงานที่ดีแบบนี้ ดังนั้นทั้งสองจึงรู้สึกพอใจกับมันไม่น้อย


“อีกสักพัก ฉันจะให้เงินแปดพันหยวนกับพี่ พี่รีบเอามันไปไถ่บ้านคืนก่อนเถอะ หากชายคนนั้นถามว่าพี่ไปเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหน ก็ให้บอกเขาไปว่าอาจารย์ได้ให้เงินก้อนหนึ่งกับพี่ ก่อนจะไล่พี่ออกจากบ้านและตัดความสัมพันธ์กับพี่ไปแล้ว ให้พวกเขารู้แค่ว่าพี่ได้เงินมาจากอาจารย์เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ต้องบอกจำนวนเงินให้เขารู้”


แผนของฟู่เยี่ยนก็คือการฆ่านกสองตัวด้วยหินเพียงก้อนเดียวนั่นเอง และก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ ตอนนี้จินฮ่วนซินรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อยจริงๆ


“เขาจะเชื่อที่ฉันพูดหรือเปล่า ?”


“เรื่องนี้พี่ต้องพูดตามนี้นะ หลังจากนั้นพี่ต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพี่สนใจของบางอย่าง และต้องเอาบ้านไปจำนองอีกครั้งเพื่อซื้อของนั้นกลับมา ให้พวกเขาคิดว่าพี่จะทำกำไรได้มหาศาล และถ้าเขาพูดว่าให้พี่จำนองบ้านต่อไป พี่ก็อย่าไปยอมรับ ให้หันหลังเดินออกไปเลย”


ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา พร้อมกับอธิบายแผนการของเธอ 


“แล้วมันคือของอะไรล่ะ ?” จินฮ่วนซินคิดว่าเรื่องหลอกลวงนี่ เขายังทำได้อยู่แหละ


“อย่ากังวลไปเลย หลังจากที่พี่ไถ่บ้านคืนมาได้แล้ว แค่พาพี่สะใภ้กลับไปอยู่ที่บ้านตามปกติ จากนั้นให้พี่เดินทางไปต่างจังหวัดทุกวัน สำหรับสถานที่นั้น ฉันจะบอกพี่อีกที และจะส่งคนไปรับพี่อีกด้วย”


แผนการนี้ไม่สามารถบอกกับจินฮ่วนซินได้ และบทบาทของเขาก็ได้จบลงไปแล้ว แต่สิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดออกไปนั้นเป็นแผนการที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อครู่นี้นั่นเอง


“แล้วฉันควรจะซื้ออะไรดีล่ะ ?” จินฮ่วนซินยังคงมีท่าทีลังเล 


“ไม่ต้องสนใจเรื่องนั้น แค่ไปตามที่ฉันบอกก็พอ พี่ต้องทำแบบนี้ไปอีกหนึ่งสัปดาห์ติดต่อกัน หลังจากนั้นก็ให้อยู่แต่บ้าน อย่าออกไปข้างนอก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนที่ต้องการซื้อขายกับพี่จะมาหาพี่ที่บ้านเอง” 


“แต่พี่ต้องห้ามซื้อขายอะไรกับพวกเขา แค่บอกไปว่าพี่ไม่ได้ต้องการของที่พวกเขานำมา และยังไม่มีลูกค้าคนไหนติดต่อมา แค่นี้ก็พอ”


“แบบนั้น....” หลังจากที่ได้ฟังแผนการนี้ จินฮ่วนซินก็รู้สึกสับสนขึ้นมาทันที 


เธอจะให้เขาทำแบบนี้ไปทำไมกัน ? 


ถึงกระนั้น เขาก็ยังจดจำแผนการนี้ให้ขึ้นใจ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ


ส่วนหวังเฟิ่งเซียงที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งนั้นไม่ได้ยินอะไรเลย เธอรู้แค่ว่าสามีของเธอได้เงินมาแปดพันหยวนโดยที่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย แม้ว่าเงินแปดพันหยวนนี้จะเป็นเพียงการให้ยืม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเธอจะไม่จ่ายคืนให้กับฟู่เยี่ยน แม้จะจ่ายคืนทีละเล็กละน้อยก็ต้องทำ เพราะพวกเขาต้องรักษาหน้าของชายชราด้วย


เธอเชื่อว่าฟู่เยี่ยนไม่ใช่เจ้าหนี้ที่โหดร้าย และตอนนี้เธอสามารถถอนหายใจออกมาได้ความโล่ง.อกแล้ว หลังจากนี้เธอจะบอกให้สามีตั้งใจทำงาน อย่างน้อยเขาก็ได้ทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์แล้ว สามีของเธอเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อบื้อ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขาได้มาพบเจอเรื่องดีๆแบบนี้


หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ จินฮ่วนซินก็ได้ตามไป๋โม่เฉินไปรับเงิน ซึ่งระหว่างทางนั้น จินฮ่วนซินอยากถามมากว่าฟู่เยี่ยนรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกับดัก


ไป๋โม่เฉินก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่เขารู้แค่ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ถ้าไม่โลภเกินไป เกมนี้มันก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้


เฉพาะมีคนโลภอย่างจินฮ่วนซินอยู่มากมาย ดังนั้นแค่ความโลภเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้คนติดกับดักได้แล้ว


“ไม่ว่าฟู่เยี่ยนต้องการจะทำอะไร ผมไม่เคยเห็นเธอทำผิดพลาดมาก่อนเลยครับ ดังนั้นผมคิดว่าพี่ควรทำตามที่เธอบอกจะดีกว่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับพี่ อีกอย่างเรายังมีหุ้นในโรงงานของอาเล็กด้วย ตราบใดที่พี่ทำมันได้ดี พี่จะต้องได้รับเงินโบนัสและสวัสดิการที่ดีอย่างแน่นอน”


ไป๋โม่เฉินพูดปลอบใจจินฮ่วนซินแค่สั้นๆ ซึ่งจินฮ่วนซินก็ได้ละทิ้งข้อสงสัยภายในใจของเขาไปทันที เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้เขาก็มีเงินสำหรับไถ่บ้านคืนแล้ว เมื่อกลับมาที่บ้านของผู้อาวุโสจินอีกครั้ง จินฮ่วนซินก็ได้รีบพาภรรยากลับไปที่บ้านของเขาทันที


เมื่อสามารถไถ่บ้านคืนกลับมาได้แล้ว พวกเขาก็อยากจะกลับไปที่บ้านของตัวเองโดยเร็วที่สุดนั่นเอง


“เสี่ยวฮั่ว ครั้งนี้เขาถูกหลอกจริงๆเหรอ ?” เมื่อทั้งสองคนกลับไป แม่เฒ่าก็ได้ถามขึ้นมาทันที 


“อาจารย์ นี่คือกับดักค่ะ ทุกอย่างได้ถูกวางแผนเอาไว้หมดแล้ว หนูคิดว่าเรื่องทั้งหมดน่าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เรื่องหมอนลายครามแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ก็ได้เกิดขึ้นมาจากความโลภของพี่ชายเอง เมื่อเขาถูกความโลภครอบงำ คนเหล่านั้นจึงสามารถล่อลวงเขาได้ง่ายขึ้น”


ฟู่เยี่ยนพูดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแม่เฒ่าไป๋ก็พยักหน้ารับเช่นกัน


“ตอนที่เขายังเด็ก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พ่อกับแม่อาจารย์ของเธอป่วยพร้อมกันพอดี ฉันจึงต้องไปดูแลผู้เฒ่าทั้งสองจนละเลยเขาไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนี่ก็คือผลที่ตามมา นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์ของเธอกับฉันเสียใจมาโดยตลอด”


ฟู่เยี่ยน เธอทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ในฐานะอาจารย์ ฉันไม่สามารถให้เธอต้องมาเสียเงินกับเรื่องนี้ได้หรอกนะ”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็กำลังจะแก้ตัว แต่ผู้อาวุโสจินก็ได้ตื่นขึ้นมาเสียก่อน ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงรีบเข้าไปดูอาการของเขาในทันที แน่นอนว่าตอนนี้อาการของผู้อาวุโสจินดีขึ้นมากแล้ว อาการวิงเวียนศีรษะของเขาก็ได้หายไปแล้วด้วย”


“อาจารย์คะ อาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนรีบตรวจดูชีพจรของเขาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และไม่มีปัญหาใหญ่อะไร


จากนั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้ลุกขึ้นมานั่ง ตอนนี้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว


ตอนที่ 638: เผชิญหน้ากับความวุ่นวายอีกครั้ง


“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ แล้วลูกชายสารเลวคนนั้นล่ะ !” เมื่อพูดถึงลูกชาย ผู้อาวุโสจินก็กัดฟันกรอด 


ทันใดนั้นเอง แม่เฒ่าไป๋ก็ได้เข้าไปปลอบผู้อาวุโสจิน ก่อนจะบอกเรื่องที่ฟู่เยี่ยนทำทั้งหมดไป ซึ่งผู้อาวุโสจินก็ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด


“เสี่ยวฮั่ว เธอกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ ?” ผู้อาวุโสจินเองก็ไม่เข้าใจว่าฟู่เยี่ยนกำลังทำอะไรเช่นกัน เธอตั้งใจจะทำอะไรกับคนพวกนั้นกันนะ 


“อาจารย์คะ อาจารย์เคยบอกกับหนูอยู่เสมอว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนได้สูญหายไปจำนวนมากแล้ว และโบราณวัตถุจำนวนมากในประเทศของเราก็ยังถูกนำออกไปจากประเทศอีกด้วย” 


“ในฐานะที่หนูเป็นศิษย์ของอาจารย์ หนูจะกอบกู้ชื่อเสียงของอาจารย์กลับมาเองค่ะ อาจารย์รอดูได้เลย !”


ไม่ว่าผู้อาวุโสจินจะพยายามถามอย่างไรก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ยอมบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอบอกแค่ว่าเมื่อทุกอย่างจบลง ทุกคนก็จะรู้เองเท่านั้น


หากกษัตริย์เก็บความลับเอาไว้ไม่ได้ ก็จะสูญเสียองค์รักษ์ข้างกายไปอย่างง่ายดาย ดังนั้น ถ้าหากเธอบอกเรื่องนี้กับพวกเขาไป พวกเขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ !


“ก็ได้ ก็ได้ ฉันจะรอดูว่าพี่ชายของเธอเป็นอย่างไรบ้างเมื่อตัดความสัมพันธ์กับฉันไปแล้ว ต่อจากนี้ เขาจะไม่สามารถใช้ชื่อของฉันไปหากินได้อีกแล้ว”


ในชีวิตนี้ ผู้อาวุโสจินไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อนเลย ซึ่งเขาก็ได้สอนลูกชายทั้งสองคนเป็นอย่างดีเช่นกัน สำหรับลูกชายคนโตของเขานั้นยังสามารถหาเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่กับลูกชายคนเล็กนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งที่อายุมากขนาดนี้แล้ว ยังถูกหลอกได้อีก


หลังจากที่อธิบายทุกอย่างกับอาจารย์แล้ว เธอก็ได้ให้ยากับเขา ก่อนจะบอกให้เขาพักผ่อนสักสองสามวัน อย่าเพิ่งทำงานในช่วงนี้ และอย่าเพิ่งออกไปไหน เพราะการตัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกนั้น แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง เพราะช่วงนี้เขากำลังป่วยอยู่พอดี จะได้ถือโอกาสหลบเลี่ยงไปด้วย


จากนั้น ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ขอตัวกลับบ้าน


“เธอจะทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องนี้ ?” ไป๋โม่เฉินไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็พอเดาออกว่ามันต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน


“พี่ยังจำขวดโหลลายครามทั้งสองใบที่นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อนำมาให้ฉันได้หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังเดินอยู่ และไป๋โม่เฉินก็ได้เดินตามมาติดๆ 


“เธอกำลังหมายถึง....” เขาเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว เครื่องลายครามยุคหยวนทั้งสองชิ้นนั้นเป็นของผู้เฒ่าหลัว ซึ่งฟู่เยี่ยนเคยเห็นมันตอนที่ไปเกาะฮ่องกง 


ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ นั่นคือสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ ครั้งล่าสุดที่ได้พบกับนายน้อยรองตระกูลเฮ่อ เธอได้ชําระเงินบัญชีทั้งหมดในช่วงสองปีที่ผ่านมาแล้ว และพบว่ามีการขายเครื่องลายครามยุคหยวนไปทั้งหมด5ชิ้น โดยหนึ่งในนั้นได้ถูกส่งไปยังประเทศ Y และอีกสี่ชิ้นที่เหลือถูกส่งไปยังประเทศ R


ซึ่งการขายโบราณวัตถุห้าชิ้นนี้ทำให้ได้รับเงินทุนทั้งหมดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคืน และทุกคนก็ได้ส่วนแบ่งตามหุ้นส่วนไปแล้ว ฟู่เยี่ยนยังได้ขอให้นายน้อยรองตระกูลเฮ่อซื้อโบราณวัตถุที่ถูกขายไปในปีนั้นคืนมาอีกด้วย


เขามีข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ตราบใดที่มีเงิน เขาสามารถซื้อได้ทุกอย่างอยู่แล้ว


ผู้เฒ่าหลัวเผาขึ้นมาทั้งหมด9ชิ้น ขายไปแล้ว5ชิ้น ที่ฝั่งเขายังมีขวดโหลใบเล็กอยู่อีก2ใบ และขวดโหลใบใหญ่อีก2ใบอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ เมื่อได้พบกับนายน้อยรองของตระกูลเฮ่อ ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกกับเขาไปว่าให้ผู้เฒ่าหลัวปิดเตาเผา และหยุดเผาไปก่อน


ผู้เฒ่าหลัวรู้มานานแล้วว่าเขาไม่สามารถเผามันได้อีกแล้ว และเทคนิคนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ไม่เสียแรงเลยที่เขาศึกษามันมา 


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดเสร็จ เธอก็ให้เขาไปศึกษาเทคนิคอื่นเพิ่ม ฟู่เยี่ยนมีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้อย่างมาก เธอต้องการสร้างผลงานที่เป็นหนึ่งเดียวในประเทศ และแม้กระทั่งเป็นหนึ่งเดียวในโลก


เธอต้องการให้พวกเขาซื้อมันโดยคิดว่ามันเป็นของแท้ แม้พวกเขาจะรู้ว่ามันเป็นของปลอมก็ตาม ในตอนนี้เทคโนโลยีของผู้เฒ่าหลัวก้าวหน้าไปมาก หากไม่บอกว่ามันเป็นของปลอม ไม่มีทางที่ใครจะจับได้อย่างแน่นอน ต่อให้เป็นผู้อาวุโสจินก็ยังไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้


“เรากลับไปโทรหาพี่ชวนจื่อ และขอให้เขามากินมื้อเย็นที่บ้านกันดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ก่อนจะยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นฟันสีขาวที่เรียงตัวอย่างสวยงามของเธอ 


ไป๋โม่เฉินจึงได้ยิ้มตอบเธออย่างทำอะไรไม่ถูก ภรรยาของเขาจะต้องมีแผนการบางอย่างในใจแน่ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเธอสามารถจัดการเรื่องราวทุกอย่างได้อยู่แล้ว 


เมื่อเมิ่งอ้ายชวนมาถึง ฟู่เยี่ยนก็ได้เตรียมกับข้าวเสร็จพอดี วันนี้ที่บ้านของเธอได้เชือดแกะและนำมันไปตุ๋นในหม้อ เธอจึงได้แบ่งเนื้อดิบกลับมา เธอนำมันลงไปผัดในหม้อเพื่อทำเป็นมื้อเย็น


“กว่าเราจะได้เจอกันแต่ละครั้งนั้นยากมากเลยจริงๆ เธอไม่อยู่ตั้งสามเดือนเลย ถึงขนาดไม่ได้มาร่วมงานแต่งของฉันกับชานชานเลย แต่วันนี้มื้ออาหารนี่ดูพิเศษเชียว มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงต้องเลี้ยงกันโต๊ะใหญ่แบบนี้ ?”


“นี่ไม่ใช่อาหารที่ดีอย่างนั้นเหรอ พี่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมันเลยด้วยซ้ำ ! แล้วชานชานล่ะ ? ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้เธอยุ่งมากเลยใช่ไหม ?” ฟู่เยี่ยนวางจานและตะเกียบลงบนโต๊ะ สำหรับเรื่องในวันนี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น 


“เธอยุ่งจนหัวหมุนเลย ช่วงปลายปีงานยิ่งเยอะไปใหญ่ ปีนี้เธอเพิ่งเริ่มทำงาน ทุกอย่างเลยถูกโยนมาที่เธอทั้งหมด วันนี้เธอกลับบ้านไปแล้ว เพราะว่าคุณปู่ของเธอไม่ค่อยสบาย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นโรคอะไรหนักหรอก แค่แอบอึดอัดใจเพราะอยากเร่งให้เรามีเหลนให้นั่นแหละ !”


ทุกครั้งที่มาที่นี่ ชวนจื่อไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแขก ก่อนจะช่วยเทน้ำอย่างเป็นกันเอง


“ว่าแล้วเชียว ฉันยังคิดว่าจะไปเยี่ยมพ่อบุญธรรมอยู่เลย แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันคงไม่ไปแล้วล่ะ เพราะบนหัวฉันตอนนี้ยังมีภูเขาใหญ่อีกสามลูกให้จัดการอยู่ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมหัวเราะ


ตอนนี้อาหารและเครื่องดื่มก็ได้พร้อมแล้ว ทั้งสามคนจึงได้นั่งลง แต่ชวนจื่อยังคงไม่ขยับตะเกียบ เขารู้สึกว่าทั้งสองคนกำลังมีบางอย่างอยากคุยกับเขา


“พวกนายสองคนต้องพูดให้เคลียร์นะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่กล้ากินจริงๆ”


“มันไม่ได้มีอะไรเลย ฉันก็แค่เบื่อๆเท่านั้นเอง ก็เลยอยากเจอนายสักหน่อย ได้ยินมาว่าช่วงนี้ธุรกิจกำลังไปได้สวยอย่างนั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินขยับตะเกียบในมือของเขาเพื่อส่งสัญญาณให้ชวนจื่อเริ่มกินได้แล้ว


“ธุรกิจไปได้สวยเลยนะ แต่ว่าเราก็ต้องสรุปยอดตอนสิ้นปีไม่ใช่เหรอ ? พวกนายสองคนจะเอาแต่เป็นเจ้าของร้านที่โยนงานให้คนอื่นทำตลอดแบบนี้เลยหรือไง ?”


ชวนจื่อพูดพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะขึ้นมา !


“เรื่องธุรกิจน่ะ พี่จัดการไปก็แล้วกัน แต่พี่รู้เรื่องของศิษย์พี่ฉันหรือเปล่า ?” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้น เพราะเขาคิดว่าถ้าแม้แต่ชวนจื่อยังไม่รู้เรื่องนี้ นั่นก็คงมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ๆ คนพวกนั้นต้องรู้ภูมิหลังของจินฮ่วนซินอย่างแน่นอน


“หือ ฉันเองก็กำลังจะพูดเรื่องนี้อยู่พอดีเลย เธอรู้เรื่องนี้แล้วเหรอ ตอนนี้จินฮ่วนซินมีชื่อเสียงมากเลยนะ และเขาก็ยังพาลูกค้ามาที่ร้านของเรามากมายเลยทีเดียว” 


“เมื่อไหร่ที่เขามา ฉันมักจะชวนเขาดื่มชาด้วยกันตลอดเลย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาที่ทำให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างรวดเร็วแบบนี้ และฉันยังจ่ายค่านายหน้าให้ทุกครั้งที่เขาแนะนำลูกค้ามาที่ร้านของเราอีกด้วย”


“ส่วนเรื่องที่เขาซื้อพระพุทธรูปนั้น ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกัน เลยไม่ได้รู้ถึงรายละเอียดมากนัก แต่ช่วงหลังเขาไม่ได้มาที่ร้านของเรานานมากแล้ว ที่ฉันรู้เรื่องนี้ก็เพราะโหวซานเป็นคนบอก”


“เขาไปชมนิทรรศการในวันนั้น และได้เห็นเหตุการณ์นี้เข้า ฉันก็เลยขอให้เขาไปสอบถามเรื่องนี้อย่างละเอียด ฉันเดาว่าอีกไม่กี่วันเขาน่าจะส่งข่าวมาแล้ว ทำไมเหรอ ? มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า ?”


ชวนจื่อใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในย่านโรงงานหลิวหลี่ ดังนั้นหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่นี่ เขาต้องรู้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั่นก็หมายความว่าผู้ชายคนนั้นต้องหลีกเลี่ยงที่จะมาที่นี่อย่างแน่นอน


ฟู่เยี่ยนคิดไปคิดมา แล้วก็สงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับของล้ำค่าที่อยู่ในบ้านของอาจารย์ก็ได้ ทุกคนคงคิดว่าอาจารย์ทำงานในสายนี้มานานขนาดนี้ คงต้องมีของมีค่าบางอย่างในมือ ไม่ต้องพูดถึงอะไรอื่นเลย แค่ของที่พ่อของอาจารย์ทิ้งมรดกไว้ให้ ต่อให้มีแค่ชิ้นเดียวก็อาจกลายเป็นของล้ำค่าได้เช่นกัน !


ไป๋โม่เฉินจึงได้บอกเรื่องทั้งหมดกับชวนจื่อไป และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ชวนจื่อก็ได้ตบไปที่ต้นขาของตัวเองด้วยความโมโห


“แผนการมันชัดขนาดนี้ เขายังกล้าเข้าไปหลงเชื่อเหรอ ? เขาคนนี้ช่าง... เฮ้อ, ทำไมผู้อาวุโสจินถึงมีลูกชายแบบนี้ได้นะ ?”


เรื่องนี้ฟู่เยี่ยนก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน แต่เธอก็เข้าใจว่าแต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน ไอ้ประโยคที่ว่า ‘พ่อเป็นฮีโร่ ลูกก็ต้องเป็นวีรบุรุษ’ นั่นมันใช้ได้แค่ในหนังสือเท่านั้น ในชีวิตจริงลูกที่จะเก่งกว่าพ่อนั้นหาได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพ่อมีผลงานยอดเยี่ยมขนาดนี้


“ใช่แล้ว ดังนั้นฉันจึงอยากให้ประโยชน์ให้เขาทำบางอย่างให้” ฟู่เยี่ยนอธิบายเรื่องนี้ให้เมิ่งอ้ายชวนฟังทันที


“ของอยู่ที่ไหนล่ะ ? เอามาให้ฉันดูหน่อยได้ไหม ?” ชวนจื่อรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนคนนี้ช่างคิดได้แปลกดี แต่ถ้าพูดตามตรง เกมนี้มันยากจะคาดเดา ถึงอย่างไรสุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายเขาที่ได้ประโยชน์


“กินข้าวกันก่อนเถอะ แล้วฉันจะไปดูเอง” ไป๋โม่เฉินพูดแทรกขึ้นมา จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ปล่อยให้ทั้งสองคนนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ก่อนเธอจะออกไปดูดอกไม้ในลานบ้าน


ตอนที่ 639: สืบหาความจริงที่ซับซ้อน


ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินออกไปส่งเมิ่งอ้ายชวนที่หน้าบ้าน จากนั้นพวกเขาก็ได้โทรหานายน้อยรองของตระกูลเฮ่อ เพื่อจะขอความช่วยเหลือจากเขาบนเกาะฮ่องกง เพราะข่าวลือนี้จะต้องเริ่มขึ้นบนเกาะฮ่องกงก่อน แล้วค่อยให้ข่าวนี้แพร่กระจายมายังเมืองหลวง


ฟู่เยี่ยนจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง และเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น จินฮ่วนซินกับหวังเฟิ่งเซียงก็ไปที่บ้านของคนที่รับจำนองบ้านของพวกเขาด้วยความมั่นใจ


เหล่าหยวนเป็นคนแนะนำชายคนนี้ให้พวกเขารู้จัก โดยชายคนนี้มีชื่อว่าเซี่ยงไห่ ซึ่งตามเงื่อนไขนั้น พวกเขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยหลังจากที่ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน แต่ตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งเดือน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยได้ ตราบใดที่ทั้งสองเอาเงินมาคืนก่อน


จินฮ่วนซินคิดหาวิธีแล้ว  เขาไม่ได้ไปพบคนที่นัดไว้เพียงลำพัง แต่กลับพาภรรยาของเขาไปด้วย โดยที่หวังเฟิ่งเซียงเองก็รู้สึกกังวล เธอกลัวว่าเงินที่จินฮ่วนซินนำออกมาในครั้งนี้จะถูกหลอกลวงไปจนหมดอีกครั้ง


เมื่อวานนี้แม่สามีของเธอไม่ได้หยุดฟู่เยี่ยนเลย ซึ่งเธอเองก็รู้ดีอยู่ในใจแล้วว่าถ้าจินฮ่วนซินยังไม่ปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างมั่นคงอีก ต่อไปพ่อแม่ของเขาก็จะจริงจังและไม่สนใจเขาแล้ว


ตอนนี้เธอยังมีลูกชายที่ต้องดูแล และเขากำลังจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นในอีกไม่ช้า ซึ่งเธอเองก็ยังต้องการให้ชายชราช่วยสอนเขาในอนาคตด้วย ดังนั้นครั้งนี้เธอต้องจับตาดูสามีของเธอเป็นพิเศษ เธอจะปล่อยให้เขาทำพลาดอีกไม่ได้


เมื่อมาถึงบ้านของเซี่ยงไห่ พวกเขาทั้งสองก็ได้เคาะประตูบ้านของเขาทันที เซี่ยงไห่เป็นพวกเดียวกับเหล่าหยวน เนื่องจากเซี่ยงไห่เคยเป็นผู้อำนวยการของโรงงานเครื่องจักรมาก่อน ส่วนพ่อของเขาก็เป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งเขากับเหล่าหยวนได้เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทั้งสองจึงสนิทกันดี


ทั้งสองคนโตมาด้วยกันและมีนิสัยที่ไม่ดีนัก ถ้าจะพูดถึงกลยุทธ์นี้ พวกเขาได้หลอกลวงคนมาไม่น้อยแล้ว ตอนนี้เขากำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ได้มาจากการจำนองจากคนอื่นเช่นกัน


เมื่อจินฮ่วนซินมาถึง เซี่ยงไห่ก็ได้รออยู่ที่นี่แล้ว พวกเขาคิดว่าจินฮ่วนซินจะต้องได้โบราณวัตถุล้ำค่าสองสามชิ้นมาจากพ่อของเขาอย่างแน่นอน และตอนนี้ของพวกนั้นกำลังจะถูกนํามาเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินที่จินฮ่วนซินยืมไป ซึ่งหากพวกเขาได้มันมาและเก็บรักษามันเอาไว้สักสองสามปี ราคาของมันจะต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน


ดังนั้นเซี่ยงไห่จึงดูมีความสุขมากที่จู่ๆ จินฮ่วนซินบุกมาถึงที่นี่ เพราะหากไม่มีของที่พอจะมาแลกเปลี่ยนกับเขาได้ จินฮ่วนซินจะไม่มาที่นี่อย่างแน่นอน


“เป็นน้องชายนี่เอง เฮ้ นี่คือน้องสะใภ้ของฉันสินะ เข้ามาก่อนเถอะ เรามาดื่มชากันก่อนดีกว่า ข้างนอกมันหนาวเกินไป คงไม่เหมาะที่เราจะยืนคุยกันตรงนี้ !”


“พี่ชาย อย่าลำบากเลยครับ ต้องขอโทษด้วยที่ผมพูดแบบนี้ แต่ตอนนี้ผมเองก็ไม่มีบ้านอยู่เหมือนกัน ดังนั้นที่ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อเอาเงินมาคืนครับ”


ทันทีที่จินฮ่วนซินพูดแบบนี้ออกไป มือของเซี่ยงไห่ก็ต้องชะงักลงทันที เขาพาเงินจำนวนมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหน พวกเขารวยมากเลยอย่างนั้นหรือ ?


เป็นไปไม่ได้ เขาได้สอบถามกับเหล่าหยวนอย่างชัดเจนแล้ว และคิดว่าทางครอบครัวจะไม่ให้เงินกับเด็กคนนี้อย่างแน่นอน และด้วยนิสัยของผู้อาวุโสจิน เขาต้องไม่ยอมเสียเงินมากมายเพียงเพราะความโง่เขลาของลูกชายแน่ๆ


“น้องชาย อย่าเกรงใจไปเลย มันเป็นเพียงการช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ตราบใดที่น้องชายคืนเงิน ฉันก็พร้อมที่จะคืนโฉนดที่ดินให้อยู่แล้ว” เซี่ยงไห่ยังคงแสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมา


ทันทีที่เขาพูดแบบนี้ จินฮ่วนซินก็ได้ชำเลืองมองไปที่หวังเฟิ่งเซียง ซึ่งตอนนี้หวังเฟิ่งเซียงเป็นคนถือเงิน แต่หวังเฟิ่งเซียงก็ได้มองไปที่เซี่ยงไห่เช่นกัน เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะให้เงินกับเขาโดยที่ไม่เห็นสัญญากู้ยืมในก่อนหน้านี้ได้


เมื่อเซี่ยงไห่เห็นว่าทั้งสองคนชะงักไป เขาจึงได้ลุกขึ้นเพื่อไปหยิบบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก ก่อนจะนำมันมาวางลงบนโต๊ะ จินฮ่วนซินจึงได้โน้มตัวเข้าไปดู และเห็นว่ามันคือสัญญากู้ยืมเงินของเขานั่นเอง


“นี่คือสัญญาที่คุณทำในวันนั้นใช่ไหม คุณตรวจดูมันก่อนเถอะ นี่คือเงินก้อนสุดท้ายของเราแล้วนะ หากเสียเงินหมดตัวอีก พ่อของคุณจะไม่ช่วยอะไรอีกแล้วนะ !” หวังเฟิ่งเซียงมองไปที่สามีของเธอ ก่อนจะพูดเตือนสติเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ให้เขากลายเป็นคนโง่อีก ! 


จินฮ่วนซินเกือบจะสำลักออกมา ! ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจชะมัด ! แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงได้ตรวจสอบสัญญาอีกครั้ง ก่อนจะปาดเหงื่อบนใบหน้าพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ


“ไม่มีปัญหา พี่เซี่ยงเป็นคนที่รักษาคำพูดอยู่แล้ว และครั้งนี้เขาก็ยินดีที่จะช่วยผมจริงๆ รีบคืนเงินให้กับพี่เซี่ยงเถอะ เราจะได้กลับบ้านกัน ผมสัญญาว่าต่อจากนี้เป็นต้นไป ผมจะดูแลบ้านของเราเป็นอย่างดี” จินฮ่วนซินเกลี้ยกล่อมภรรยาของเขา 


ทั้งสองต่างก็ช่วยกันแสดงละครอย่างเต็มที่ จากนั้นหวังเฟิ่งเซียงก็ได้หยิบเงินออกมาจากกระเป๋า เมื่อเห็นเช่นนั้น เซี่ยงไห่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรับเงินคืนมา และหลังจากที่หวังเฟิ่งเซียงได้สัญญามาแล้ว เธอก็จัดการเผามันทิ้งทันทีเช่นกัน


“ตอนนี้ หนี้สินระหว่างเราได้ถูกชําระแล้วล่ะ น้องจิน หากในอนาคตพี่มีปัญหา ก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อเลยนะ ฉันไม่เคยตระหนี่กับพี่น้องอยู่แล้ว”


ขณะที่จินฮ่วนซินกำลังจะพูดบางอย่างนั้น หวังเฟิ่งเซียงก็ได้กลอกตามองไปที่เขา และดึงเขาออกไปทันที ก่อนจะมาที่นี่ พวกเขาสองคนได้คุยกันแล้ว เธอจึงไม่ยอมให้จินฮ่วนซินประมาทอีก เพราะหลังจากฟังที่ฟู่เยี่ยนพูดนั้น เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูแปลกไปจริงๆ


จินฮ่วนซินฝืนยิ้มออกมาด้วยความอึดอัดใจ ก่อนจะกล่าวลา ซึ่งทำให้เซี่ยงไห่ยังคงรู้สึกว่าตัวเองยังดูน่าไว้วางใจกับคนทั้งสอง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สงสัยอะไรเลย


เมื่อเดินพ้นจากประตูออกมา เสียงของหวังเฟิ่งเซียงก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาทันที


“พ่อของคุณบอกว่าเขาจะตัดความสัมพันธ์กับคุณ และนี่ก็คือเงินก้อนสุดท้ายที่เขาจะให้เรา หากคุณทำพลาดอีก ก็เท่ากับว่าเราไม่เหลืออะไรแล้วไม่ใช่เหรอ ?”


“ที่รัก อย่ากังวลไปเลย ผมมั่นใจว่าผมต้องทำได้แน่ๆ ! ขอแค่คุณเชื่อมั่นในตัวผม ผมจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง !”


“ถ้าคุณทำพลาดอีก ฉันจะหย่ากับคุณ !....”


เสียงทะเลาะกันของคู่สามีภรรยาดังเข้ามาถึงหูของเซี่ยงไห่ เขากำลังหลบอยู่หลังประตูบ้านของตัวเอง การที่จินฮ่วนซินเอาเงินมาคืนนั้นทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย แต่เท่าที่ฟังสองสามีภรรยาคุยกัน ดูเหมือนเขาจะมีทางออกใหม่ที่สามารถทำได้หรือ ?


ทันใดนั้น เซี่ยงไห่ก็ได้รีบกลับเข้าไปในห้องเพื่อแต่งตัว เขาต้องไปหารือเรื่องนี้กับเหล่าหยวน ตราบใดที่จินฮ่วนซินยังไม่รู้ตัว เขาก็สามารถหลอกเอาเงินของจินฮ่วนซินได้อีกครั้งอย่างแน่นอน ! ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกอย่างนั้นหรือ ? เขาไม่เชื่อว่าพ่อลูกจะตัดกันได้ขาดจริงๆหรอก ! 


จินฮ่วนซินให้หวังเฟิ่งเซียงกลับบ้านไปก่อน ส่วนเขายังคงยืนแอบดูบ้านของเซี่ยงไห่จากระยะไกล ตอนนี้เขาเริ่มมีความสงสัยขึ้นมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องที่จะสืบว่าทั้งสองคนโกงเขาจริงๆหรือเปล่า


เขาแอบสะกดรอยตามเซี่ยงไห่ไปที่บ้านของเหล่าหยวน เมื่อเห็นเซี่ยงไห่เข้าไปข้างในกับตาของตัวเอง เขาก็กัดฟันด้วยความแค้นใจ รู้สึกว่าสองคนนี้ต้องหลอกลวงเขาเข้าแล้วแน่ๆ


จินฮ่วนซินจึงได้กลับออกมาจากที่นั่น แต่เขายังไม่ได้กลับไปที่บ้าน เขาเลือกไปที่โรงน้ำชาของฟู่เยี่ยนแทน ซึ่งที่นี่ได้รับความนิยมจากผู้คนมากมายตั้งแต่เปิดกิจการวันแรกแล้ว


ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ชาของที่นี่เป็นชาชั้นเยี่ยม ซึ่งไม่สามารถซื้อกลับบ้านได้ ทุกคนสามารถดื่มมันได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น และยังสามารถจองที่นั่งได้อีกด้วย ดังนั้นผู้คนจึงมาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลโบราณวัตถุของตัวเอง และหากใครก็ตามที่มีสินค้าชั้นดี ก็มักจะเอามาอวดกันที่นี่ด้วยเช่นกัน


เช้าวันนี้ ชวนจื่อได้บอกเรื่องนี้กับโหวซานตั้งแต่เช้า โหวซานที่เห็นจินฮ่วนซินมาที่นี่จึงรีบไปชงชา พร้อมกับคิดว่าต้องคอยจับตาดูเจ้าหมอนี่ให้ดี วันนี้จะปล่อยให้เขามาทำเรื่องเสียหายไม่ได้เด็ดขาด !


จินฮ่วนซินตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อกระจายข่าวว่าเขาถูกพ่อตัดขาดความสัมพันธ์และไล่ออกจากบ้านแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฟู่เยี่ยนมอบหมายให้เขาทำนั่นเอง


ต้องบอกเลยว่า คนคนนี้มีความฉลาดแกมโกงไม่เป็นสองรองใครเลยจริงๆ เพียงแต่ว่าเขายังหาทางที่ถูกต้องไม่เจอ ดันเลือกที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่วงการซื้อขายวัตถุโบราณเสียอย่างนั้น !


ทันทีที่เข้ามา เขาก็สังเกตเห็นว่าหลิวเหล่าเอ้อร์ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ชายคนนี้คือคนที่เหล่าหยวนบอกว่าต้องการซื้อพระพุทธรูปตอนนั้นนั่นเอง ทั้งยังบอกอีกว่าชายคนนี้เป็นคนที่มีประสบการณ์ในแวดวงโบราณวัตถุมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้ว


ตอนนี้ หากจะบอกว่าใครในแวดวงโบราณวัตถุโง่เขลาที่สุด ก็คงจะเป็นเขาอย่างแน่นอน เพราะผู้ชายคนนี้ดูไม่ได้มีความรู้อะไรเลย


เขาเดาว่าเหล่าหยวนจะต้องจ้างชายคนนี้มาอย่างแน่นอน ดังนั้นคนที่โกงเขาจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นพวกเหล่าหยวน เซี่ยงไห่ และคนที่ปลอมแปลงพระพุทธรูปขึ้นมา ซึ่งไม่แน่ว่าคนที่ถูกหลอกอาจจะไม่ใช่เขาคนเดียว !


จินฮ่วนซินคิดมาถึงตรงนี้ก็เดินเข้าไปตีสนิททันที สิ่งที่ศิษย์น้องพูดว่าเป็นของดี เขาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ยิ่งพูดให้น่าพิศวงเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดใจเขามากขึ้นเท่านั้น !


หลิวเหล่าเอ้อร์รู้เรื่องที่จินฮ่วนซินโดนหลอกมานานแล้ว ส่วนเรื่องที่ตัวเองจะซื้อพระพุทธรูปนั้น ก็เป็นข่าวแพร่ออกไปก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะคุณยายที่บ้านจะฉลองวันเกิดในช่วงครึ่งปีหลัง เขาเองก็ป่าวประกาศเรื่องนี้ตั้งแต่หนึ่งหรือสองปีก่อนแล้วเช่นกัน !


เจ้าหมอนั่นโดนหลอกก็สมควรแล้ว เพราะเขาไม่ซื่อตรงเอง หลิวเหล่าเอ้อร์ถึงแม้จะไม่รู้จักผู้อาวุโสจินเป็นการส่วนตัว แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียง และรู้สึกดูแคลนจินฮ่วนซินไม่น้อยเลยทีเดียว !


แต่หากหมอนี่มีของดี ตัวเขาเองก็ยังสามารถเก็บสะสมมันเอาไว้ด้วยตัวเองได้ เพราะโบราณวัตถุนั้นไม่เคยราคาตกอยู่แล้ว


ตอนที่ 640: วางหลุมพราง


จินฮ่วนซินนั่งลงข้างหลิวเหล่าเอ้อร์ ก่อนจะมองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นว่ามีใครสังเกตเห็นเขา ดังนั้นเขาจึงเริ่มขยับเข้าไปใกล้หลิวเหล่าเอ้อร์


“พี่หลิว ผมได้ยินมาว่าพี่สะสมโบราณวัตถุมานานแล้ว เป็นความจริงหรือเปล่า ?”


หลิวเหล่าเอ้อร์ชำเลืองมองไปที่ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ชายคนนี้ยังไม่เข็ดอีกหรือ ? ยังอยากอยู่ในแวดวงนี้อีกอย่างนั้นหรือ ? แม้ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่แบบนี้ แต่พวกเขาก็พูดความจริง หากโบราณวัตถุชิ้นนั้นดีจริงๆ พวกเขาก็ต้องการสะสมมันอย่างแน่นอน


“แน่นอน น้องจิน คุณมีของดีอะไรบ้างหรือเปล่า ? เรามาคุยกันหน่อนดีกว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลย ตราบใดที่คุณมีของดี ฉันก็พร้อมที่จะจ่าย”


ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น จินฮ่วนซินก็รู้ได้ทันทีว่าเหล่าหยวนและคนอื่นได้ใช้ชื่อของชายคนนี้ในการหลอกลวงเขา อืม มาดูกันดีกว่าว่าครั้งนี้ใครจะมีแผนการที่เหนือกว่า !


ตอนนี้เขาได้รับการสนับสนุนจากศิษย์น้องหญิง และพร้อมที่จะทำตามแผนแล้ว ดังนั้นเขาจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่ไร้สาระ !


“พี่หลิว พี่คงรู้แล้วว่าครั้งนี้ผมเจอกับปัญหาที่หนักมากจริงๆ อีกทั้งพ่อของผมก็ได้ไล่ผมออกจากบ้านแล้วด้วย แต่พ่อของผมมีของดีอยู่มากมายเลยทีเดียว และตอนนี้เขากำลังจะมอบมันให้กับผมอีกด้วย !”


“ถ้าผมไม่ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันล่ะก็ พ่อผมคงไม่มีทางหายโกรธแน่ๆ เพราะงั้นแหละ ผมเลยพยายามเสาะหาทุกวิถีทาง จนตอนนี้ใกล้จะสำเร็จแล้ว !”


“หากพี่อยากได้ ผมจะเอามันมาให้พี่ดูก่อน เพราะถึงอย่างไร พี่ก็มีชื่อเสียงในด้านนี้ ! ผมยังคงเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และความจริงใจของพี่เสมอ”


หลังจากที่จินฮ่วนซินพูดจบ หลิวเหล่าเอ้อร์ก็ได้หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ตราบใดที่ผู้ชายคนนี้นําโบราณวัตถุชั้นดีมาได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ?


“ของสิ่งนั้นคืออะไรกัน ? แต่ฉันไม่ได้ต้องการขยะหรอกนะ! อย่าเอาของที่ไม่มีค่ามาให้ฉันดูก็แล้วกัน” หลิวเหล่าเอ้อร์พูดออกไปด้วยความเย่อหยิ่ง 


“อย่ากังวลไปเลยครับ ตอนนี้ผมกำลังลำบาก ผมไม่กล้าทำให้ตัวเองเดือดร้อนแน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ ผมกล้าบอกกับคุณเลยว่าหากผมนำสิ่งนั้นออกมา ผู้คนครึ่งหนึ่งในเมืองหลวงจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน”


“ไม่เคยมีใครเห็นและมีมันในครอบครองมาก่อน ! แม้แต่คนที่อยู่ในแวดวงนี้มานานยังไม่เคยมีใครได้ครอบครองสิ่งนี้เลยครับ !”


จินฮ่วนซินพูดอย่างลึกลับว่า ตามที่เขารู้ ผู้เล่นรุ่นเก่าในเมืองหลวงนี้สะสมของทุกอย่างที่หาได้ แต่มีอยู่สองสิ่งที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหาพบเลย


โดยของอย่างแรกคือถ้วยลายไก่สีสันจากสมัยเฉิงฮั่วแห่งราชวงศ์หมิง และอย่างที่สองคือ เครื่องลายครามสีน้ำเงิน-ขาวจากสมัยราชวงศ์หยวน


หากฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้ เธอคงจะคิดในใจว่า: เขารู้ได้อย่างไรว่าฉันไม่มี


จินฮ่วนซินแค่ต้องการพูดให้ใหญ่โตขึ้นมาเท่านั้น เพราะในที่สุดแล้ว ศิษย์น้องของเขาก็ไม่ได้บอกเขาว่าควรทำอย่างไร เธอแค่ให้เขาเอาให้มันเว่อร์เข้าไว้ เพื่อที่ปลาที่จะติดเบ็ดจะได้ออกมาเร็วขึ้น


แน่นอนว่าหลิวเหล่าเอ้อร์ก็คิดถึงจุดนี้เช่นกัน ทรัพย์สมบัติของเขาคือสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ วิธีการเก็บรักษาของเขานั้นไม่เหมือนใครและถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้นของล้ำค่าหลายชิ้นจึงยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีจนถึงปัจจุบัน 


ในชีวิตนี้สิ่งที่เขารักและทะนุถนอมที่สุดคือเครื่องเคลือบลายคราม ทุกชิ้นที่เขาเก็บมา ถ้ามีใครสนใจและเสนอราคาที่เหมาะสม เขาก็จะขายออกไปทันที


มันเป็นเครื่องเคลือบดินเผาซึ่งได้รับการบันทึกเอาไว้เป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่พบเครื่องเคลือบดินเผาที่ดีที่สุด ซึ่งเขาก็มักจะไปที่พระราชวังต้องห้ามเพื่อดูนิทรรศการอยู่บ่อยครั้ง ทว่าก็ยังไม่เคยเจอสิ่งที่เขาถูกใจ 


“สิ่งนั้นเป็นเครื่องลายครามหรือเปล่า ?” เมื่อหลิวเหล่าเอ้อร์สังเกตเห็นท่าทางที่ดูลึกลับของจินฮ่วนซิน ความสนใจเดิมของเขาก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที 


“ผมยังไม่สามารถเปิดเผยเรื่องนี้ได้ พี่ชาย ช่วยอดทนรอผมอีกหน่อยเถอะ ผมจะพยายามเอามันมาให้ได้โดยเร็วที่สุด” คำพูดของจินฮ่วนซินนั้นฟังดูสมเหตุสมผลมาก และมันยิ่งทำให้หลิวเหล่าเอ้อร์เชื่อมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 


จินฮ่วนซินอยู่ที่นี่ต่ออีกไม่นานนัก ก่อนจะขอตัวกลับไป ที่เขามาโรงน้ำชาในวันนี้ เป็นเพราะเหล่าหยวนเองก็ชอบมาที่นี่บ่อยๆเช่นกัน ซึ่งเหล่าหยวนมักจะมาดื่มชากับหลิวเหล่าเอ้อร์ที่นี่ ดังนั้นที่นี่ก็เหมือนสถานที่พบปะสำหรับสุภาพบุรุษนั่นเอง


แน่นอนว่าหลังจากที่จินฮ่วนซินกลับไป หลิวเหล่าเอ้อร์ก็พึมพําบางอย่างในใจทันที สิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูดเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ ?


ในเวลาเดียวกันนั้น โหวซานที่อยู่ด้านข้างก็ได้ยินทุกอย่างแล้วเช่นกัน เขาแอบไปที่ร้านหรงเป่าไจเงียบๆ เขาต้องรายงานเรื่องนี้ให้เถ้าแก่ของเขารู้ ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยเรื่องนี้ไปได้อย่างแน่นอน


หลังจากที่จินฮ่วนซินเดินออกไป เขาก็ตรงกลับบ้านไป เพราะยังไม่ได้รับการติดต่อจากศิษย์น้องตามที่เธอบอกไว้ เขาต้องกลับบ้านไปรอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ


แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เขาก็เห็นหวังเฟิ่งเซียงกำลังตากผ้าอยู่


“ในที่สุดคุณก็กลับมาสักที ฟู่เยี่ยนเพิ่งมาที่นี่เมื่อกี้นี้เอง เธอให้ซองจดหมายกับฉันด้วยนะ แต่ฉันไม่กล้าเปิดมัน เลยวางเอาไว้บนโต๊ะ !”


“อืม ผมจะอ่านมันดูก็แล้วกัน แต่ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย คุณช่วยหาอะไรให้ผมกินหน่อยได้ไหม ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมแทบจะไม่ได้กินข้าวเต็มอิ่มเลยสักมื้อ”


จินฮ่วนซินหยิบจดหมายขึ้นมา ก่อนจะเห็นว่ามีที่อยู่ถูกเขียนเอาไว้บนกระดาษ ซึ่งที่นั่นก็คือหมู่บ้านซ่งเจี๋ยในเขตชานเมืองนั่นเอง เขาต้องไปหาซ่งเหล่าหวู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน และด้านหลังยังได้ระบุเอาไว้อีกว่าเขาต้องนั่งรถอย่างไร ไปต่อรถที่จุดไหน ฯลฯ


เขาจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะขยำกระดาษในซองจดหมายให้เป็นก้อนเล็กๆ ก่อนจะโยนเข้าปากและกลืนมันลงไป ใครจะไปคิดว่าหวังเฟิ่งเซียงที่กำลังเดินเข้ามาก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าโดยบังเอิญ


“นี่คุณ รีบกินบะหมี่ก่อนเถอะ คุณหิวมากจนต้องกินกระดาษเลยอย่างนั้นเหรอ !” 


“สิ่งนี้เป็นความลับ ผมจึงต้องทำลายมัน คุณเข้าใจอะไรบ้างหรือเปล่า ? พรุ่งนี้หลังจากไปส่งลูกที่โรงเรียนเสร็จ คุณกลับบ้านไปอยู่กับพ่อของผมก่อนนะ ครั้งนี้ผมทำให้พ่อโกรธมาก คุณช่วยไปทำหน้าที่แทนผมหน่อยเถอะ”


ถ้าไม่มีพ่อของเขา ฟู่เยี่ยนก็คงจะไม่ช่วยเขาอย่างแน่นอน ครั้งนี้จินฮ่วนซินรู้แล้วว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แต่ที่สำคัญก็คือแม้ว่าเขาจะหลงทางแค่ไหนก็ตาม พ่อแม่ก็ยังพร้อมให้อภัยเขาเสมอ


“แล้วฉันควรจะทำตัวแบบไหน ? พ่อกับแม่ของคุณคงจะเกลียดฉันไปแล้วแน่ๆ” หวังเฟิ่งเซียงพูดพร้อมกับมองไปที่สามีของเธอ 


“คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย และพรุ่งนี้ผมก็มีบางอย่างที่ต้องทำด้วย คุณไปช่วยแม่ทำกับข้าว หรือทำงานบ้านสักหน่อยก็แล้วกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ดุแต่ผมคนเดียวเท่านั้น เธอไม่เคยดุคุณเลยไม่ใช่เหรอ ?”


แน่นอนว่าจินฮ่วนซินกำลังพยายามทำให้ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างครอบครัวของเขาผ่อนคลายอยู่ ในอนาคตเขาจะไปทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งนั่นจะทำให้เขามั่นคงขึ้น ดังนั้นเขาจึงอยากให้ความสำคัญกับพ่อแม่ของเขามากขึ้นด้วย !


“ที่คุณพูดก็ฟังดูสมเหตุสมผลนะ ที่ผ่านมามีแต่คุณเท่านั้นที่ถูกพ่อกับแม่ดุ แต่ไม่ว่าพ่อกับแม่จะดีกับคุณ คุณก็ไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขาอยู่ดี การที่คุณต้องเป็นทุกข์แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จดจำบทเรียนครั้งนี้เอาไว้ และอย่าทำมันอีก !”


สิ่งที่หวังเฟิ่งเซียงพูดตักเตือนจินฮ่วนซินนั้นคือความจริงทั้งหมด ซึ่งจินฮ่วนซินก็ไม่ได้ปฏิเสธเลย ตอนนี้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ภรรยาของเขาพูดนั้นถูกต้องจริงๆ ! เขามันคนขี้ขลาด ดังนั้น ครั้งนี้เขาจึงตั้งใจแล้วว่าจะทำตามที่ศิษย์น้องบอกอย่างสุดความสามารถ


เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เขาก็ได้ออกมาจากบ้านแต่เช้า และมาถึงที่อยู่ที่ถูกเขียนเอาไว้ในจดหมายช่วงบ่าย ทันทีที่ลงจากรถ เขาก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน หากคาดเดาจากสายตาแล้ว ชายคนนั้นน่าจะมีอายุราว40-45ปี เขาจึงได้เดินเข้าไปหาชายคนนั้นด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยแน่ใจ


แต่ก่อนที่จินฮ่วนซินจะทันได้พูดอะไรออกไป ชายคนนั้นก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน


“คุณคือเถ้าแก่จินใช่หรือเปล่า ? ผมมารอรับคุณ ตามผมมาเถอะ คุณยังไม่ได้กินข้าวเลยใช่หรือเปล่า เรากลับไปกินข้าวที่บ้านของผมกันก่อนดีกว่า”


“คุณคือคุณซ่ง......”


“ผมชื่อซ่งเหล่าหวู่ ในช่วงสองสามวันนี้ คุณจะอาศัยอยู่ที่บ้านของผม อย่ากังวลไปเลย ผมจะอธิบายทุกอย่างให้คุณเข้าใจเอง”


ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงน้ำชา โหวซานได้บอกทุกอย่างกับเมิ่งอ้ายชวนไปแล้ว และเมิ่งอ้ายชวนก็ได้อธิบายทุกอย่างให้กับเขาฟัง ก่อนจะเขาขอให้เขากลับไปที่โรงน้ำชาและอย่าเพิ่งทำอะไรในช่วงสองสามวันนี้


เมื่อได้ยินเช่นนั้น โหวซานต้องเชื่อฟังคำสั่งของเฒ่าแก่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ดังนั้นเหล่านักสะสมโบราณวัตถุต่างก็ดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก พวกเขาจะต้องหาโบราณวัตถุดีๆสักชิ้นมาอวดกันในช่วงปีใหม่ หากของที่หามาได้ไม่ดีเท่ากับของคนอื่น ก็จะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองป่นปี้ได้ง่ายๆเลยทีเดียว


เมื่อผู้เฒ่าหยวนมาถึงโรงน้ำชา เขาได้ยินคนสองสามคนกำลังพึมพําบางอย่างอยู่ ซึ่งข่าวได้กระจายออกไปทั่วย่านโรงงานหลิวหลี่แล้วว่าลูกชายของผู้อาวุโสจินได้พบสมบัติชิ้นใหญ่ และเขากำลังจะนำมันมาขายเพื่อชดเชยการขาดทุนในก่อนหน้านี้


แต่หลิวเหล่าเอ้อร์กลับได้จองของสิ่งนั้นเอาไว้แล้ว ตราบใดที่ของสิ่งนั้นมีราคาที่เหมาะสม ตระกูลหลิวก็พร้อมที่จะซื้อมัน ว่ากันว่าตอนนี้หลิวเหล่าเอ้อร์ได้เริ่มเตรียมเงินแล้ว !


จบตอน

Comments