magic ep66-70

 ตอนที่ 66 บ้านหลังใหม่

 

ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ล่าสุดของไป๋โม่เฉิน และวันนี้จางเหว่ยก็ได้มาที่บ้านของเธออีกครั้งเพื่อบอกว่าแผนกสูติของโรงพยาบาลได้เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้แค่รอให้หวังซูเหม่ยเดินทางไปที่นั่นเท่านั้น ซึ่งจางเหว่ยจะต้องมารับเหล้าในสุดสัปดาห์นี้พอดี ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะพาหวังซู่เหมยนั่งรถไปพร้อมกับเขาด้วยเลย

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณจางเหว่ยมากสำหรับความรอบคอบของเขา ดังนั้นเธอจึงให้ยันต์แคล้วคลาดระดับสูงกับจางเหว่ยไป ซึ่งมันสามารถปกป้องเขาจากอันตรายได้ถึงห้าครั้ง

 

ส่วนจางเหว่ยก็ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขากำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะขยายธุรกิจยันต์ของฟู่เยี่ยนในเมืองหลวงอย่างไรดี แต่ทว่าวินาทีต่อมา จางเหว่ยก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

 

“อะไรนะ? เราจะไม่ขายยันต์แคล้วคลาดแล้วอย่างนั้นเหรอ? ทำไมกันล่ะ?” จางเหว่ยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ขายยันต์แคล้วคลาดต่อ เพราะมันเป็นวิธีที่หาเงินได้ง่ายมาก!

 

“เรายังขายมันเหมือนเดิม แต่แค่จะไม่ขายมันให้กับลูกค้าใหม่เท่านั้นเอง เพราะหากทำแบบนั้น มันอาจเป็นการดึงดูดความสนใจมากเกินไป ซึ่งพวกเราเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองอะไรมากขนาดนั้นเลยไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกลอกตาไปมา

 

“และที่สำคัญ ของที่หายากมักมีราคาเสมอ ยิ่งมีคนต้องการมันมากเท่าไหร่ ราคาของมันก็จะแพงตามไปด้วยไม่ใช่หรือไง? อีกอย่างพี่คิดว่าจะไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้เลยอย่างนั้นเหรอ? ตอนนี้พ่อของพี่ยังมีตำแหน่งใหญ่โตอีกด้วย อย่าทำให้พ่อของพี่ต้องมาเดือดร้อนเพียงเพราะเงินแค่เล็กน้อยแบบนี้เลย……” จางเหว่ยเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็พอที่จะเข้าใจแล้ว

 

“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับต่อไปดีกว่า มิเช่นนั้นหากพวกเราตกเป็นเป้าของคณะกรรมการตรวจสอบ แบบนั้นคงจะลำบากมากแน่ๆ!” จางเหว่ยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำตามคำแนะนำของฟู่เยี่ยนและทิ้งความคิดก่อนหน้านี้ของเขาไป

 

“ส่วนเรื่องเหล้าก็เช่นกัน ตอนนี้เราไม่ควรขยายตลาดให้ใหญ่จนเกินไป เพราะหากทางหมู่บ้านรู้เรื่องนี้ คงจะเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก ดังนั้นต้องควบคุมปริมาณการขายเหล้าด้วยนะ”

 

“เฮ้อ เป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน?” จางเหว่ยมีท่าทีที่ดูหดหู่ลงไปเล็กน้อย

 

“อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พี่จะต้องประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อย่างแน่นอน!” ฟู่เยี่ยนตบไปที่ไหล่ของจางเหว่ยเบาๆ พร้อมกับพูดปลอบใจเขาราวกับตนเองเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

 

ทำเอาจางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกสลดลงไปมากกว่าเดิม นี่เขาดูอ่อนไหวกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเสียอีกอย่างนั้นหรือ!

 

เมื่อได้ยินว่าจางเหว่ยกำลังจะไปที่เมืองหลวงพร้อมกับรถขนเหล้าในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เธอจึงต้องการที่จะขอให้เขาสอบถามถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของบ้านในเมืองหลวงของครอบครัวเธอ

 

แต่หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว เธอก็สรุปได้ว่าคงจะเป็นเรื่องยากมากหากเธอได้มันกลับมาในตอนนี้ ดังนั้นเธอจึงได้ล้มเลิกความคิดดังกล่าวลงไป

 

ตอนนี้ใกล้จะถึงวันที่ครอบครัวของฟู่ต้าจวงจะกลับไปแล้ว ซึ่งพวกเขาจะกลับในอีก3วันข้างหน้านั่นเอง

 

เมื่อรู้ว่าวันหยุดของพ่อใกล้จะหมดลงแล้ว ฟู่เจี๋ยฟ่างก็รู้สึกว่าเขายังไม่อยากกลับ เขายังอยากเล่นกับพี่ๆทุกคนต่อ เพราะเขาเป็นลูกคนเดียวของบ้าน ดังนั้นจึงไม่มีเพื่อนเหมือนกับอยู่ที่นี่

 

เสี่ยวเจี๋ยฟ่างที่รู้ว่าตัวเองต้องกลับก็มีสีหน้าที่เศร้าสร้อยลงไปเป็นอย่างมาก แต่ฟู่ต้าหย่งได้ทำของเล่นที่ทำจากไม้ให้กับเขา จึงทำให้เขากลับมามีความสุขอีกครั้ง

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าอันก็ได้มาทานมื้อเช้าที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง โดยเขาได้จัดการเรื่องซื้อบ้านเรียบร้อยแล้ว

 

“บ้านหลังนั้นเป็นของคนที่ทำงานในสำนักงานหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้เขาจะขายมันเพื่อกลับไปดูแลญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเกิด และผมก็ได้ไปดูบ้านมาแล้วด้วย มันตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับถนนบ้านของโม่ลี่ ทั้งยังมีเนื้อที่พอกันกับบ้านตระกูลหลี่อีกด้วย ส่วนเรื่องราคา ทั้งหมดนี้ผมจ่ายไปเพียง 1,000หยวนเท่านั้น”

 

“ที่นั่นยังมีลานหน้าบ้านที่กว้างใช้ได้เลยทีเดียว พี่ใหญ่ เอาไว้พรุ่งนี้ตอนที่พี่ใหญ่ไปส่งพี่รองที่สถานีรถไฟ พี่ช่วยแวะไปดูหน่อยสิ! จะได้ให้เสี่ยวฮั่วไปช่วยดูให้ผมด้วย”

 

“บอกตามตรงว่าผมยังคงเป็นกังวลเรื่องนี้อยู่ หากพรุ่งนี้พี่ใหญ่ช่วยไปดูที่นั่น ผมจะให้เงินค่าเสียเวลากับพี่ใหญ่ด้วยนะ” ตอนนี้ฟู่ต้าอันมีเงิน เขาจึงพูดออกไปตามตรง

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรอกนะ?” ฟู่ต้าหย่งเองก็เป็นกังวลเกี่ยวกับขั้นตอนพวกนั้นเช่นกัน

 

ในตอนนี้ บ้านพร้อมที่ดินแปลงนี้ยังไม่ได้มีการประกาศขาย ดังนั้นบ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลอยู่

 

“เขายังพอจะมีเส้นสายในหมู่บ้านอยู่บ้าง ซึ่งเขาได้บอกกับผมว่าหลังจากที่เราตกลงกันแล้ว เขาจะไปที่สำนักงานจัดการที่ดินของหมู่บ้าน เพื่อโอนกรรมสิทธิ์บ้านเป็นชื่อของผม ว่าแต่เสี่ยวฮั่ว เรื่องที่อาฝากให้เธอเอาทองคำแท่งไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินเป็นยังไงบ้าง?”

 

จางเหว่ยรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้แล้ว วันก่อนฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาไปว่าเธอต้องการนำทองคำแท่งไปแลกเงิน ซึ่งจางเหว่ยเองที่คุ้นเคยกับตลาดมืดเป็นอย่างดีได้รับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้กับเธอ

 

และจางเหว่ยก็นำเงินที่ได้จากการแลกทองคำแท่งมาให้ฟู่เยี่ยนตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ซึ่งทองคำแท่ง1แท่งนั้นสามารถแลกเป็นเงินได้ถึง 2,620หยวน

 

ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นก็ได้รับเงินมาอย่างมีความสุข ตอนนี้เขามีเงินพอที่จะซื้อบ้านได้โดยไม่ต้องหยิบยืมเงินใครแล้ว

 

ส่วนฟู่ต้าจวงเองก็ได้แลกด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาได้เอาเงินทั้งหมดให้กับฉือหมิ่นเก็บเอาไว้ เพื่อที่เธอจะได้นำมันไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเธอ โดยปกติฟู่ต้าจวงมักจะส่งเงินให้กับครอบครัวสหายของเขาอยู่เสมอ ดังนั้นเงินเดือนในแต่ละเดือนของเขาจึงแทบจะไม่เหลือเลย

 

ทางด้านฟู่เยี่ยน เธอรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจน บางทีบ้านหลังนั้นอาจจะมีวิญญาณร้ายอยู่ก็เป็นได้ จึงทำให้เจ้าของบ้านยอมขายมันในราคาถูกขนาดนี้

 

แน่นอน เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปในลานบ้าน เธอก็ได้รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติจริงๆ แม้ว่าขนาดและตำแหน่งของบ้านจะดีก็จริง แต่ทันทีที่เธอเดินเข้ามากลับรู้สึกถึงความอึดอัดและหดหู่เป็นอย่างมาก

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้ลองเดินออกไปจากลานบ้านและวนดูรอบๆกำแพง ซึ่งเธอก็พบบางอย่างที่มันดูแปลกไปจริงๆ

 

ที่ดินผืนนี้ถูกสร้างค่ายกลบางอย่างทับเอาไว้ ซึ่งหากอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้

 

ฟู่เยี่ยนได้กลับเข้าไปในลานบ้านอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอได้พบว่าสิ่งที่ผิดปกตินั้นอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หืม? สิ่งนั้นถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้ ทั้งยังฝังไว้ลึกมากอีกด้วย

 

จากนั้น เธอก็ได้เดินเข้าไปในตัวบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เจ้าของบ้านหลังนี้ไปทำอะไรให้ใครต้องขุ่นเคืองใจเข้าหรือเปล่า? ทำไมบ้านหลังนี้ถึงได้เป็นแบบนี้กันล่ะ?

 

นอกจากนี้ ตรงกลางของห้องโถงก็ยังมีกระจกแปดเหลี่ยมที่มีสัญลักษณ์หยินหยางแขวนอยู่ ซึ่งกระจกนี้สามารถป้องกันไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายเข้ามาที่นี่ได้ และยังเป็นการเสริมฮวงจุ้ยอีกด้วย แต่การที่มันถูกแขวนเอาไว้ที่นี่ กลับให้ผลตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ซึ่งการทำแบบนี้เป็นพฤติกรรมที่แปลกมาก

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกคุ้ยเคยกับออร่านี้มากๆ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลี่โม่ลี่ในก่อนหน้านี้มาก ดูเหมือนว่าคนที่ทำจะเป็นคนเดียวกัน

 

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบ้านหลังนี้ถึงมีราคาถูก! ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังเจ้าของบ้านอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ดวงตาของเขามีออร่าสีเขียวและสีดำจางๆปรากฏขึ้นมา ทั้งยังมีพลังหยินปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเขาอีกด้วย ที่ผ่านมาหากไม่มีแสงสีทองแห่งศีลธรรมบนร่างกายของเขาที่เลือนรางจนแทบจะมองไม่เห็นแล้วนั้น ป่านนี้เขาอาจตายไปแล้วก็ได้

 

ฟู่ต้าอันเฝ้าดูหลานสาวของเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ซึ่งเธอก็ยังคงเดินวนไปรอบๆโดยไม่พูดอะไรออกมา จึงทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลขึ้นเล็กน้อย

 

มีอะไรผิดปกติกับที่นี่หรือเปล่า?

 

ตอนนี้เขาอยากจะถามคำถามนี้กับหลานสาวมากๆ แต่ก็ยากที่จะถามต่อหน้าเจ้าของบ้านแบบนี้ได้

 

“คุณลุง คุณลุงเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ชายคนนั้น ซึ่งเธอต้องการที่จะช่วยเขาจากหายนะครั้งนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่มีแสงสีทองแห่งศีลธรรมนั้นย่อมไม่ใช่คนเลว เหมือนกับบรรพบุรุษของเธอนั่นเอง ซึ่งพวกเขานั้นเป็นคนที่มีศีลธรรมเช่นกัน

 

“ใช่แล้ว นี่คือพี่จี้ เขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้” ฟู่ต้าอันแนะนำชายคนนั้นให้ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งรู้จัก

 

“ลุงจี้ ตอนนี้สุขภาพของลุงไม่ค่อยดี ทั้งยังนอนไม่ค่อยหลับมานานแล้วใช่ไหมคะ? และที่สำคัญลุงจี้ยังพบเจอกับเรื่องร้ายๆอยู่บ่อยๆด้วยใช่หรือเปล่า?”

 

“สาวน้อย เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?!”

 

เจ้าของบ้านชื่อจี้หงเซิง เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน เขาก็ตกตะลึงทันที เขาเป็นนักบัญชีในสำนักงานหมู่บ้าน ซึ่งเหตุผลที่เขาตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ก็คือในช่วง6เดือนที่ผ่านมา เขามีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทั้งยังนอนไม่หลับจนส่งผลให้งานของเขาเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้งอีกด้วย

 

เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะขายบ้านหลังนี้แต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน เขาได้พาลูกๆของเขากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขา โดนจะพักที่นั่นหนึ่งคืน จึงทำให้ตัวเขาเองได้มีโอกาสนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ซึ่งมันรู้สึกดีมากๆ

 

แต่หลังจากที่เขากลับมา เขาก็กลับมานอนไม่หลับอีกครั้ง และเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นกับภรรยาของเขาอีกด้วย

 

เมื่อเขานำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนอื่น ลูกพี่ลูกน้องของเขาจึงได้แนะนำอาจารย์ท่านหนึ่งให้เขาได้รู้จัก ซึ่งอาจารย์ท่านนั้นก็ได้บอกให้เขาแปะยันต์เอาไว้ทั่วบ้าน รวมไปถึงกระจกปากว้าชิ้นนั้นที่ถูกแขวนเอาไว้ด้วย

 

และในคืนนั้นเองเขาก็ได้นอนหลับอย่างสบาย แต่ทว่าเมื่อเขาตื่นขึ้นมาในเช้าของวันรุ่งขึ้น จิตใจของเขากลับดูแย่ลงไปกว่าเดิม

 

ในตอนนั้น เขารู้สึกว่าบ้านของเขาไม่ได้น่าอยู่เลย ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายมันและตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับไปสร้างบ้านอยู่ที่บ้านเกิดของเขาแทน โชคดีที่บ้านเกิดของเขาคือหมู่บ้านกวงอันซึ่งเป็นหมู่บ้านถัดไปนี้เอง การเดินมางมาทำงานของเขาจึงไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะหากปั่นจักรยานก็จะใช้เวลาในการเดินทางเพียง30นาทีเท่านั้น

 

ด้วยความที่กลัวว่าจะขายบ้านไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงได้ตั้งราคาที่ต่ำเอาไว้ก่อน เพราะเขาอยากจะขายมันให้ได้โดยเร็วที่สุด



ตอนที่ 67 ถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต

 

เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด สีหน้าของจี้หงเซิงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อทันที เขาไม่คิดเลยว่าจู่ๆปัญหาในบ้านของเขาจะถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้สังเกตเห็นมันได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้

 

“โอ้ สาวน้อย มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ค่อนข้างแปลก ฉันจะไม่ขายมันอีกแล้ว ต้องขอโทษด้วย!” จี้หงเซิงคิดว่าฟู่เยี่ยนไม่ต้องการที่จะซื้อมัน จึงรีบขอโทษพวกเขาทันที

 

“พี่จี้ หลานสาวของผมพอรู้เรื่องอภิปรัชญาอยู่บ้าง หากพี่มีปัญหาอะไร พี่ลองบอกเธอได้เลยนะครับ บางทีเธออาจช่วยพี่ได้ ส่วนเรื่องบ้านเราค่อยมาคุยกันทีหลังก็ได้” เมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของจี้หงเซิง ฟูต้าอันจึงได้พูดแทรกขึ้นมาทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้หงเซิงจึงหันไปมองฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัย ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้จะเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย แต่เขาก็รู้ว่าโลกใบนี้มักจะมีเรื่องที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย

 

“อาจารย์ฟู่... อาจารย์ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านของฉันได้ไหม?” จี้หงเซิงเป็นคนที่มีทัศนคติดีมากๆ เมื่อเทียบกับหลายคนที่รู้ว่าฟู่เยี่ยนเข้าใจในเรื่องของอภิปรัชญาแล้ว เขาดูไม่ได้มีท่าทีต่อต้านใดๆเลย

 

“ไม่มีปัญหาค่ะ อันดับแรกลุงจี้ต้องบอกหนูก่อนว่าใครเป็นคนแนะนำให้ลุงแขวนกระจกปากั๊วเอาไว้ตรงนี้?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับคนๆนั้นมาก

 

“ฉันเองก็ไม่รู้จักเขาเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ลูกพี่ลูกน้องของฉันเป็นคนแนะนำให้ฉันรู้จักกับเขา หากจำไม่ผิดล่ะก็ อาจารย์ท่านนั้นน่าจะแซ่หม่า เขาเชี่ยวชาญในเรื่องการวางฮวงจุ้ยมาก แต่หลังจากที่ฉันทำตามที่เขาแนะนำแล้ว กลับไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ในทางกลับกัน ฉันมักจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันยิ่งดูแย่ลงเสียด้วยซ้ำ!” จี้หงเซิงพูดพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับอาจารย์ท่านนั้นมากเท่าไหร่นัก

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ทั้งที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ แต่ทำไมเขาถึงได้แก้ไขปัญหาด้วยวิธีแบบนี้กันล่ะ

 

“กระจกปากั๊วและยันต์ที่อยู่ในห้องพวกนั้น หากรวมมันเข้าด้วยกันแล้วมันไม่ได้เสริมเรื่องโชคดีเลย ในทางกลับกัน มันเป็นตัวการที่ดึงดูดความโชคร้ายเข้ามาเสียมากกว่า หนูเห็นว่าลุงจี้มีแสงสีทองแห่งศีลธรรมเปล่งอยู่รอบตัว นั่นแสดงว่าเป็นเพราะพ่อแม่ของลุงจี้เป็นคนที่มักจะทำความดีอยู่เสมอ ซึ่งมันได้สะสมและส่งต่อมาถึงลุงจี้ หากไม่เป็นแบบนั้น จากสิ่งที่ลุงจี้ได้เจอมา ลุงจี้คงจะตายไปตั้งนานแล้วค่ะ!”

 

เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดออกมา จี้หงเซิงก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากของเขาไปหมด!

 

“อาจารย์ฟู่ แล้วตอนนี้อาจารย์สามารถแก้ไขสิ่งนี้ได้หรือเปล่า?”

 

“ด้วยพลังของแสงสีทองแห่งศีลธรรมบนร่างกายของลุงจี้ หนูเชื่อว่าหนูสามารถช่วยชีวิตของลุงจี้ได้อย่างแน่นอน แต่มันต้องแลกมาด้วยอายุขัยของลุงจี้อย่างน้อยๆ ประมาณ10ปี!”

 

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น จี้หงเซิงก็คุกเข่าลงไปกับพื้นในทันที ก่อนจะรีบขอร้องให้อาจารย์ฟู่ช่วยชีวิตเขา!

 

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ตราบใดที่หนูสามารถทำลายค่ายกลนี้ลงไปได้ ลุงจี้ก็จะไม่เป็นอะไร แต่ลุงจี้ก็ควรที่จะใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองด้วยนะคะ ส่วนนี่เป็นยันต์แห่งความสงบค่ะ ลุงจี้พกมันติดตัวเอาไว้นะคะ ลุงจี้พกมันติดตัวเอาไว้อย่าให้ห่าง เพราะมันจะช่วยทำให้สุขภาพของลุงจี้ดีขึ้นค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรีบประคองจี้หงเซิงให้ลุกขึ้นมา

 

“ขอบคุณอาจารย์ฟู่มากๆ หากต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกฉันมาได้เลยนะ! ตอนนี้ฉันไม่กล้าอยู่ในบ้านหลังนี้แล้วล่ะ ฉันขอมอบมันให้กับอาจารย์ฟู่ฟรีๆเลยก็แล้วกัน!” จี้หงเซิงไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว เพรามันทำให้เขารู้สึกแย่มากจริงๆ!

 

“อย่าทำถึงขนาดนั้นเลย หากหนูจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จแล้ว ลุงจี้จ่ายเงินให้กับหนู 100หยวนก็พอ ส่วนเรื่องซื้อขายบ้านหลังนี้ ลุงจี้ก็ซื้อขายกับอาสามของหนูตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้เถอะค่ะ!” ฟู่เยี่ยนปฏิเสธข้อเสนอของจี้หงเซิงในทันที

 

เมื่อได้ยินว่าต้องจ่ายเงินให้กับเธอ 100หยวน จี้หงเซิงไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินก้อนนี้เลย แต่เขากลับรู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนมากๆเสียด้วยซ้ำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้เขาก็ได้พูดสิ่งที่เขาต้องการจะพูดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้แล้วจริงๆ

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบลงมือจัดการเรื่องนี้ทันที เธอดึงยันต์สายฟ้าออกมา ก่อนจะแปะยันต์แผ่นนั้นเอาไว้บนผนัง วินาทีต่อมา ยันต์ที่ถูกแปะเอาไว้ในบ้านก่อนหน้านี้และกระจกปากั๊วที่ถูกแขวนเอาไว้ในห้องโถงก็ถูกทำลายลงไปทันที

 

แม้ว่าเธอจะสามารถใช้วิธีที่อ่อนโยนกว่านี้ได้ก็ตาม แต่ด้วยวิธีนี้ ยันต์สายฟ้าจะส่งผลต่อผู้ที่สร้างค่ายกลนี้โดยตรงอีกด้วย เพราะเขาจะถูกของตีกลับ ในอนาคตเขาอาจจะไม่กล้าทำแบบนี้อีก หรือไม่ก็อาจใช้ค่ายกลที่เป็นอันตรายแบบนี้น้อยลง ทว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้คาดหวังว่าพลังของยันต์สายฟ้าจะได้ผลเกินกว่าที่เธอคาดเอาไว้

 

“ลุงจี้ ตอนนี้บ้านของลุงไม่มีอันตรายอะไรแล้วค่ะ ลุงจี้วางใจได้เลย” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หันหลังกลับและกำลังจะเดินจากไป

 

ด้วยความที่ว่าจี้หงเซิงนั้นเป็นคนมีหน้ามีตาในหมู่บ้านอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงปล่อยฟู่เยี่ยนกลับไปแบบนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

 

“อาจารย์ฟู่ รอเดี๋ยวก่อน นี่คือค่าตอบแทนสำหรับอาจารย์!” จี้หงเซิงมอบเงิน 100หยวนให้กับฟู่เยี่ยน

 

“น้องชาย บ้านหลังนี้เป็นของนายแล้ว นายไม่จำเป็นต้องซื้อมันหรอก ถึงยังไงฉันก็เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานชุมชนอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับฉัน ส่วนเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ ฉันจะรีบจัดการให้กับนายโดยเร็วที่สุด” จี้หงเซิงพูดออกไปตามตรง เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมอบบ้านหลังนี้ให้กับฟู่ต้าอันโดยไม่ขอรับเงินแม้แต่หยวนเดียว ซึ่งหลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้หันหลังเดินออกไปทันที

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็ได้หันมามองหน้ากัน แต่เมื่อฟู่ต้าอันได้สติกลับมาอีกครั้ง เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าถึงอย่างไรบ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นของจี้หงเซิง ซึ่งเขาไม่ควรได้รับมันมาฟรีๆแบบนี้

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่ต้าอันจึงตั้งใจว่าจะเอาเงินไปให้จี้หงเซิงในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่เขาจะรีบไปยังลานบ้านเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆต่อ

 

ส่วนฟู่ต้าหย่งก็ได้พาฟู่เยี่ยนเดินสำรวจไปรอบๆบ้านเช่นกัน ซึ่งบ้านหลังนี้มีทั้งหมด 5ห้อง ทั้งยังมีห้องครัวที่ดีมากๆอีกด้วย แต่เพียงแค่ต้องจัดข้าวของให้เป็นระเบียบอีกหน่อยเท่านั้น

 

ซึ่งโดยรวมแล้วบ้านหลังนี้ยังดูค่อนข้างใหม่มาก แม้แต่ผนังก็ยังดูเหมือนว่าเพิ่งจะถูกทาสีไปไม่นาน ส่วนพื้นเป็นพื้นอิฐ แม้ว่าจะไม่ได้ทำจากอิฐสีฟ้าเหมือนกับบ้านของพวกเขาก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นงานที่ค่อนข้างดูดี

 

ในส่วนของลานบ้าน ยังมีต้นพลับที่ดูแก่แล้วอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มันก็ได้ออกผลแล้ว คาดว่าหากเก็บมัน คงจะได้น้ำหนักเกือบ 50กิโลกรัมเลยทีเดียว จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังแสงๆหนึ่งที่เปล่งประกายออกมาจากใต้ต้นพลับต้นนั้น ใช่แล้ว ที่นี่ยังมีสิ่งที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่อีกด้วย!

 

“อารอง รีบปิดประตู! แล้วเอาพลั่วมาเร็วเข้า” ฟู่เยี่ยนเองกระซิบที่ข้างหูของฟู่ต้าอันเบาๆ

 

“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ดูนี่สิคะ อิฐพวกนี้ดูบิดเบี้ยวแปลกๆ บางทีมันอาจมีบางอย่างถูกฝังเอาไว้ใต้ต้นพลับต้นนี้ก็ได้นะคะ เรามาขุดดูกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันก็รู้สึกว่าเขานั้นโชคดีมากจริงๆ ที่มีหลานสาวแบบฟู่เยี่ยน ดังนั้นเขาจึงทำตามที่เธอบอกในทันที ส่วนฟู่ต้าหย่งเองก็เข้ามาช่วยขุดด้วยเช่นกัน พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็ได้ขุดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมาได้สำเร็จ

 

“อาสามหยุดก่อนค่ะ หนูเห็นสิ่งนั้นแล้ว” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดอาสามของเธอ ก่อนจะรีบกระโดดลงไปในหลุมนั้นอย่างกระตือรือร้น แล้วใช้มือของเธอค่อยๆขุดดินบริเวณนั้นออกเบาๆ

 

ซึ่งหากดูจากขนาดของสิ่งนั้นแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเป็นโถกระเบื้อง และเมื่อหยิบมันขึ้นมา เธอก็พบว่ามันค่อนข้างมีน้ำหนักพอสมควรเลยทีเดียว

 

โถใบนั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยโคลน ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบไปตักน้ำมาหนึ่งถังทันที ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ค่อยๆล้างโคลนพวกนั้นออก จนในที่สุดสิ่งที่ถูกโคลนพอกอยู่นั้นก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาสู่สายตาของทุกคน มันคือโถลายครามที่มีลวดลายสีน้ำเงินและสีขาว

 

ฟู่เยี่ยนจึงรู้ได้ทันทีเลยว่าสิ่งนี้เป็นของโบราณ มิเช่นนั้นมันคงจะไม่ถูกฝังเอาไว้ลึกถึงขนาดนี้!

 

เมื่อมองไปยังด้านใต้ของโถใบนั้น เธอก็พบว่ามีจารึกบางอย่างที่ถูกสลักเอาไว้อย่างลวกๆอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงได้พยายามสะกดมันอย่างระมัดระวัง ‘ผลิตปีเฉิงฮวา’

 

“ผลิตปีเฉิงฮวา? มันคือไหนกัน?” หลังจากที่อ่านจบ ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดถึงสิ่งนี้อยู่นาน ก่อนที่เธอจะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของโบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องโบราณวัตถุเลย เธอจึงต้องล้มเลิกการพยายามที่จะระบุปีของโถใบนั้นไป

 

“อาสาม หนูคิดว่ามันต้องเป็นของโบราณอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ถูกฝังเอาไว้ลึกขนาดนี้ มันต้องเป็นของที่มีราคาแน่ๆค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

 

“ฉันไม่ต้องการสิ่งนี้หรอก เธอเก็บมันเอาไว้เถอะ” ฟู่ต้าอันไม่ได้เป็นคนที่ชอบสะสมของโบราณอยู่แล้ว

 

“อาสาม ไม่อยากได้มันจริงๆเหรอคะ? มันเป็นวัตถุโบราณที่มีมูลค่าสูงมากเลยนะคะ!” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ฟู่ต้าอันด้วยความประหลาดใจ

 

“ฉันไม่อยากได้มันจริงๆ อีกอย่างเธอก็เป็นคนที่หามันเจอ มันก็ควรจะเป็นของเธอสิ นอกจากนี้หากไม่ใช่เพราะเธอ วันนี้ฉันก็คงจะไม่ได้บ้านที่ปลอดภัยแบบนี้ คิดเสียว่ามันคือของตอบแทนก็แล้วกัน!”

 

“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูจะรับมันเอาไว้ก็ได้ แต่อาสามอย่างมาเสียใจทีหลังนะคะ!” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ฟู่ต้าอัน หากอาสามรู้ว่าโถชิ้นนี้มีมูลค่าสูงกว่าทองคำแท่งของเขาแล้วนึกอยากจะได้มันคืน เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะไม่คืนให้เขาอย่างเด็ดขาด

 

หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบโถลายครามสีน้ำเงินขาวใบนั้นขึ้นมา ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกับฟู่ต้าหย่ง

 

อีกด้านหนึ่ง ณ สนามหญ้าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่ถัดออกไป หม่ากังที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ได้ถูกสายฟ้าฟาดลงมาใส่ตัวเขาโดยตรง ! ซึ่งสายฟ้าได้ฝ่าลงมาในตอนกลางวันแสกๆ ทั้งที่ตอนนี้ท้องฟ้ายังคงสดใสเป็นปกติ ทำให้เขาตายคาที่ในตอนนั้นเลย ทำเอาข่าวนี้โด่งดังไปทั่วทั้งเมือง!

 

โดยผู้คนมักจะพูดอยู่เสมอว่าหากใครก็ตามที่ทำความชั่ว คนๆนั้นจะถูกฟ้าผ่าจนถึงแก่ความตาย ซึ่งไม่คิดเลยว่าคำพูดนั้นจะเป็นความจริง!

 

ในฐานะที่จี้หงเซิงเป็นถึงนักบัญชีของสำนักงานหมู่บ้าน ดังนั้นเขาจึงได้รู้ข่าวนี้ทันทีที่เขาไปทำงาน ซึ่งหลังจากที่ได้ยิน เขาก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะสอบถามกับเพื่อนร่วมงานของเขาว่าชายคนนั้นเสียชีวิตตอนไหน เวลาเท่าไหร่ และปรากฏว่ามันเป็นเวลาเดียวกันกับที่อาจารย์ฟู่ใช้ยันต์นั่นเอง!

 

ทันใดนั้น เขาก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนไม่ได้ทำอะไรให้อาจารย์ฟู่ต้องขุ่นเคือง เขาจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

ส่วนในช่วงบ่ายของวันนั้น ฟู่ต้าอันก็ได้นำเงินมาให้กับจี้หงเซิง โดยเขาได้ขอให้ใครบางคนโทรหาจี้หงเซิงเพื่อที่เขาจะได้จ่ายเงินค่าบ้านและกลับไปทำงานต่อ

 

ทว่ากลับมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทันใดนั้นเอง จี้หงเซิงก็ได้คว้าไปที่แขนของฟู่ต้าอัน ก่อนจะพูดออกไปอย่างลังเลว่าเมื่อวานนี้มีชายคนหนึ่งที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ ได้เสียชีวิตลงเพราะถูกฟ้าผ่าตาย!



ตอนที่ 68 ความกลัว

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันจึงตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปทำงาน และรีบกลับไปยังหมู่บ้านอันผิงทันที

 

ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและหวังซู่เหมยกำลังเตรียมข้าวของต่างๆ เพื่อจะเดินทางไปตรวจสุขภาพในวันพรุ่งนี้ และเมื่อเห็นอาสามวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น เธอก็รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที

 

“อาสาม ทำไมอาสามถึงมาที่นี่ได้กันล่ะคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง

 

“ต้าอัน ทำไมต้องรีบถึงขนาดนี้ด้วย ดูสิเหงื่อท่วมตัวนายไปหมดแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?” ฟู่ต้านีรีบเข้าไปเช็ดเหงื่อให้กับเขา พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา

 

ในตอนนี้ ฟู่ต้าอันแทบจะหายใจไม่ทัน ซึ่งหลังจากที่เขานั่งพักดื่มน้ำจนหายเหนื่อยแล้ว เขาก็ได้พูดขึ้นว่า

 

“เสี่ยวฮั่ว เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าอันก็ได้ดึงฟู่เยี่ยนเดินออกไป มันไม่ง่ายเลยที่จะพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของเขาก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย

 

“มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงเล่าต่อหน้าฉันกับพี่สาวของนายไม่ได้กันล่ะ?”

 

“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่สะใภ้ใหญ่ ผมขอตัวไปคุยกับเสี่ยวฮั่วสักครู่นะครับ”

 

จากนั้น ฟู่ต้าอันและฟู่เยี่ยนก็ได้ไปนั่งคุยกันใต้ต้นไม้ในลานบ้าน ซึ่งขณะนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้กลับมาจากข้างนอกพอดี และเมื่อเขาเห็นฉากตรงหน้า เขาเองก็รู้สึกประหลาดเช่นกัน

 

“นายกลับมาที่นี่ทำไมกัน? วันนี้นายต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอ?”

 

“พี่ใหญ่ ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว จะให้ฉันไปทำงานได้ยังไงกันล่ะ” ฟู่ต้าอันพูดออกมาด้วยด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล

 

“มันเกิดอะไรขึ้นกัน? รีบบอกฉันมาเร็วเข้า!”

 

“เมื่อตอนสาย ฉันนำเงินค่าบ้านไปให้พี่จี้ แต่ตอนที่ฉันกำลังจะกลับ เขาก็ได้รั้งฉันไว้และบอกกับฉันว่าเมื่อวานนี้มีชายคนหนึ่งที่อยู่หมู่บ้านถัดไปถูกฟ้าผ่าตาย ทั้งยังถูกฟ้าผ่าในตอนกลางวันแสกๆที่ไม่มีเค้าลางฝนตกอีกด้วย!” ฟู่ต้าอันพูดด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับยันต์สายฟ้าของเธอหรือเปล่า?

 

“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพวกเรากันล่ะ? เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย! ทำไมนายต้องเป็นกังวลมากขนาดนั้นด้วยล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูสับสน

 

“พี่ใหญ่ พี่ลืมเรื่องยันต์สายฟ้าของเสี่ยวฮั่วเมื่อวานนี้ไปแล้วอย่างนั้นเหรอ พี่จี้บอกฉันว่ามันเกิดจากยันต์ของเสี่ยวฮั่ว!”

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็ได้มองไปยังฟู่เยี่ยนอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่มีทาง? ยันต์ของเสี่ยวฮั่วมีประสิทธิภาพขนาดนั้นเลยหรือ?

 

“พ่อคะ พ่อกับอาสามคงไม่คิดว่าเป็นเพราะหนูหรอกใช่ไหมคะ? มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง?” ฟู่เยี่ยนยังคงกัดฟันแน่นและไม่ยอมรับในเรื่องนี้ เธอจะไม่ยอมตกเป็นจำเลยในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

“สิ่งนั้นไม่ได้เป็นเพราะยันต์ของลูกจริงๆใช่ไหม?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

 

“พ่อคะ พ่อคิดว่าหนูเป็นเทพเซียนหรอคะ หนูทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้หรอก! หนูดูเหมือนเทพเซียนที่ลงมาจุติบนโลกอย่างนั้นเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนหันไปมองพ่อของเธอ ก่อนจะมองไปรอบๆ

 

ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันต่างก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

 

จากนั้น ทั้งสองก็ได้สติกลับมา และคิดว่าเสี่ยวฮั่วคงจะไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายขนาดนั้นตามที่เธอพูดจริงๆ!

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ก่อนจะหันไปคุยกับฟู่ต้าอัน โดยเขาได้ถามกับฟู่ต้าอันไปว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์หาไม้โอ๊คจากที่ไหน เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถขึ้นไปตัดต้นไม้บนภูเขาได้บ่อยแล้ว

 

ฟู่ต้าอันครุ่นคิดอยู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปว่า “ไม้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์รับมาเป็นไม้ที่มาจากไร่ต่างๆหลายแห่ง เอาไว้ฉันจะกลับไปถามให้ก็แล้วกัน แต่ฉันคิดว่าหากจะสั่งในปริมาณน้อย มันคงไม่คุ้ม พี่คงต้องจ้างคนมาช่วยทำถังแล้วล่ะ ฉันคิดว่าแบบนี้ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว”

 

หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งได้ยินคำแนะนำของฟู่ต้าอัน ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจจะให้เอ้อขุยช่วยเรื่องนี้ ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้ไปหาเอ้อขุยทันที

 

ส่วนฟู่ต้าอันยังคงต้องกลับไปทำงานในตอนบ่าย เขาจึงได้รีบปั่นจักรยานออกไปทันที

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้แอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ

 

เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ายันต์สายฟ้าจะทรงพลังมากถึงขนาดนี้! ดูเหมือนว่าเธอจะต้องประเมินยันต์ที่ตัวเองวาดอีกครั้งเสียแล้ว

 

บางทีเรื่องนี้มันอาจจะใหญ่เกินกว่าที่เธอคิดเอาไว้เสียแล้ว

 

เนื่องจากยันต์สายฟ้าของเธอสามารถทำให้คนๆหนึ่งเสียชีวิตได้อย่างง่ายดาย นั่นก็เท่ากับว่าเธอได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านยันต์สังหารไปแล้วใช่ไหม เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ถึงกับสั่นไปทั้งตัว แล้วแบบนี้เธอจะไม่ถูกจับตัวไปลงโทษอย่างนั้นหรือ!

 

ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ เธอคงจะต้องใจเย็นลงบ้างแล้ว ไม่ว่าเจอกับปัญหาใดก็ตาม เธอจะต้องพยายามแก้ไขมันด้วยตัวของเธอเองอย่างถึงที่สุด เธอจะพยายามไม่ใช้ยันต์แก้ไขปัญหาเหล่านั้นอีก มิเช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้น เธออาจจะต้องเดือดร้อนไปด้วยได้

 

ซึ่งฟู่ต้าอันเองก็รู้สึกกลัวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ขณะที่เขากำลังปั่นจักรยานอยู่นั้น เขาก็ได้สงบสติอารมณ์ของตัวเองลงและคิดทบทวนสิ่งที่ฟู่เยี่ยนได้พูดออกมาเมื่อครู่นี้อย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ซึ่งเขามักจะรู้สึกว่าเสี่ยวฮั่วกำลังโกหกเขาอยู่ บางทีเหตุการณ์ฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นอาจมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับหลานสาวของเขาจริงๆก็ได้

 

เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฟู่ต้าอันก็ได้ปั่นจักรยานไปยังหมู่บ้านของเขาอีกครั้ง เขาต้องการที่จะกลับไปบอกจี้หงเซิงว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับคนอื่น

 

เมื่อมาถึงสำนักงานหมู่บ้าน ฟู่ต้าอันก็ได้บอกกับจี้หงเซิงถึงเหตุผลที่เขากลับมาที่นี่อีกครั้งทันที

 

“พี่จี้ ผมได้กลับไปถามหลานสาวของผมมาแล้วครับ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับยันต์ของเธอเลย พี่ช่วยอย่าพูดถึงมันอีกเลยนะครับ หากใครมาได้ยินเข้าแล้วคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็ได้!”

 

“ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเราหรอก ฉันแค่ได้ยินข่าวมา ก็เลยอยากจะเล่าให้นายฟังเท่านั้นเอง” จี้หงเซิงพูดออกมาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังมีท่าทีที่ดูสบายๆอีกด้วย

 

“พี่จี้ ผมคงต้องขอตัวก่อนแล้วครับ แต่ก่อนที่ผมจะไป มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะบอกกับพี่ พี่ควรระวังลูกพี่ลูกน้องของพี่ดีๆด้วยนะครับ! บางทีเขาอาจทำแบบนั้นเพื่ออยากซื้อต่อบ้านของพี่ในราคาถูกก็ได้” ขณะที่ฟู่ต้าอันกำลังจะเดินออกไปนั้น เขายังไม่ลืมที่จะพูดเตือนจี้หงเซิง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จู่ๆ จี้หงเซิงก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ทันที ซึ่งสิ่งนี้เขาไม่มีวันลืมมันอยู่แล้ว! จี้หงเซิงมีสีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเขาจำได้ว่าหลังจากที่เขาไม่สบาย เขาเคยพูดถึงเรื่องขายบ้านจริงๆ

 

และตอนนั้นเอง ลูกพี่ลูกน้องของเขาก็ได้เข้ามาถามว่าเขาอยากจะขายบ้านจริงๆหรือเปล่า ทั้งยังบอกว่าต้องการที่จะซื้อบ้านในราคาต่ำจนแทบจะเหมือนแจกฟรีอีกด้วย

 

จี้หงเซิงรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก จึงตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ทันที ทั้งยังได้ตักเตือนเขาถึงเรื่องที่เขาทำอีกด้วย เมื่อลูกพี่ลูกน้องของจี้หงเซิงรู้เรื่องที่อาจารย์หม่าถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต เขาก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย

 

ส่วนทางด้านฟู่ต้าหย่งก็ได้ติดต่อเอ้อขุยให้ช่วยเขาทำถังเหล้าอีกแรง ซึ่งก่อนหน้านี้ครอบครัวของเอ้อขุยมีภาระที่หนักอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่าครอบครัวของเขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เขาจึงรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก

 

หลังจากนี้ ฟู่ต้าหย่งตั้งใจที่จะจดจ่อกับการทำเหล้าอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว และมีกำหนดมาแล้วว่าจะเริ่มในเดือนหน้า เพราะจะมีการเก็บเกี่ยวข้าวโพดพอดี

 

ซึ่งนั่นก็หมายความว่าฟู่เยี่ยนและเด็กคนอื่นใกล้จะเปิดเทอมแล้วนั่นเอง เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนในครอบครัวต่างก็ตื่นขึ้นมาและใช้ชีวิตอย่างปกติ โดยฟู่เยี่ยนกำลังอ่านหนังสืออยู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เธอทำตอนมีเวลาว่างอยู่แล้ว ฟู่เยี่ยนจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายในปีหน้า ส่วนตอนนี้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5

 

“เฮ้อ ฉันไม่รู้ว่าทำไมเราถึงต้องรีบอ่านมันในตอนนี้ เราไม่ได้กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยสักหน่อย” ฟู่เซินวางหนังสือลงบนโต๊ะ พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ

 

“จริงด้วย ฉันคิดว่าเราพอแค่นี้ก่อนดีกว่า อีกอย่างตอนนี้อากาศก็ร้อนจนฉันทนไม่ไหวแล้วด้วย” ฟู่เหมี่ยวเองก็รู้สึกหงุดหงิดมากเช่นกัน

 

มีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ เธอเริ่มอ่านทบทวนความรู้ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 จนตอนนี้เธอได้ทบทวนบทเรียนถึงชั้นมัธยมต้นศึกษาปีที่3แล้ว เธอจะไม่ยอมให้เวลาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเธอต้องขยันให้มากขึ้น

 

“ทำไมถึงไม่เอาเสี่ยวฮั่วเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง มัวแต่คุยอะไรกันอยู่ ดูสิเสียงดังออกไปถึงข้างนอกแล้ว!” วันนี้หวังซู่เหมยได้ไปตรวจร่างการและสุขภาพของเด็กในครรภ์ที่โรงพญาบาล ซึ่งตอนที่กลับมาถึง ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา เธอก็ได้ยินเสียงบ่นของฟู่เซินเข้าโดยบังเอิญ

 

“แม่คะ น้องชายของพวกเราเป็นยังไงบ้าง?” ฟู่เหมี่ยวรีบวิ่งเข้าไปหาแม่ของเธอพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น

 

“หมอบอกว่าทุกอย่างปกติดี และให้แม่ไปตรวจครรภ์เดือนละ1ครั้ง เพราะแม่ของเธอมีอายุเยอะแล้ว พี่ใหญ่ หมอบอกว่ายังไงนะ ฉันลืมมันไปแล้ว?” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้านีที่เดินตาหลังมาพร้อมกับลี่ลี่และเฟินเฟินก็ได้พูดขึ้น

 

“การตั้งครรภ์ในสตรีที่มีอายุมาก” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นพร้อมกับจัดของที่เขานำกลับมาไปด้วย

 

“ใช่แล้ว เนื่องจากแม่ของเธอตั้งครรภ์ตอนที่อายุเยอะแล้ว ดังนั้นอย่าทำให้แม่ของเธอโกรธอย่างเด็ดขาด และต้องเชื่อฟังแม่ของเธอให้มากๆด้วย” ฟู่ต้านีพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ เธอคิดว่าฉันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือยังไง?” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 

“แม่ครับ ตอนนี้แม่คือสัตว์ป่าคุ้มครองที่หายากที่สุดเลยล่ะครับ!” ฟู่เซินที่เป็นคนขี้เล่นอยู่แล้วก็ได้พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

 

“หยุดพูดมากแล้วไปอ่านหนังสือได้แล้ว การศึกษาไม่มีประโยชน์อะไรกัน ดูอย่างพี่ใหญ่ของลูกสิ เขาโชคดีมากที่มีโอกาสได้เรียนจนจบชั้นมัธยมปลาย หากเขาไม่ได้เรียนชั้นมัธยมปลายล่ะก็ เขาคงไม่ได้ถูกคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มของทหารที่สำเร็จการศึกษามาแล้วหรอกใช่ไหม?” หวังซู่เหมยมองไปที่ฟู่เซินพลางรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย

 

“ผมเข้าใจแล้วครับแม่! แม่อย่าอารมณ์เสียสิครับ ตอนนี้แม่กำลังตั้งครรภ์นะ ระวังน้องชายของผมจะกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายไปด้วยนะครับ!”

 

“อยากถูกตีมากเลยหรือยังไง!”

 

กริ้ง กริ้ง~

 

ทันใดนั้นเอง บุรุษไปรษณีย์ก็ได้มาที่หน้าบ้านของพวกเขา

 

“ฟู่ต้าหย่ง วันนี้มีจดหมายถึงครอบครัวคุณด้วย”

 

“ฟู่เยี่ยน มีจดหมายของเธอด้วยนะ และยังมีพัสดุชิ้นใหญ่ส่งมาถึงบ้านของเธออีกด้วย!”



ตอนที่ 69 ฟู่เวยฟู่หรง

 

ฟู่เยี่ยนได้รับจดหมายจากไป๋โม่เฉิน ทั้งยังมีพัสดุขนาดใหญ่ส่งมาอีกด้วย ส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นก็ได้รับจดหมายจากฟู่ซินเช่นกัน

 

เมื่อเห็นว่าเป็นจดหมายของลูกชาย ฟู่ต้าหย่งก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่านมัน เขาอ่านจดหมายของลูกชายคนโตจบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนขึ้นมาว่าคืนนี้เขาจะจัดงานฉลองขึ้นที่บ้าน ในที่สุดเสี่ยวจินก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาแล้ว! ตอนนี้เขาได้สัมผัสกับสิ่งที่แม้แต่พ่อของเขาเองก็ยังไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน

 

จากนั้น ทุกคนก็ได้อ่านจดหมายของฟู่ซินต่อ ก่อนที่พวกเขาจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

 

จากนั้น ทุกคนก็หันไปมองยังกล่องพัสดุอีกครั้ง

 

“พัสดุกล่องนั้นคืออะไร ใครเป็นคนส่งมันมาอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผู้เป็นแม่ ก่อนที่เธอจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแกะกล่องพัสดุ

 

เมื่อกล่องพัสดุถูกเปิดออก ทุกคนก็พบว่ามีของเกรดพรีเมี่ยมจากเมืองหลวงถูกบรรจุอยู่ข้างในนั้น ซึ่งมันถูกส่งมาโดยไป๋โม่เฉิน โดยในกล่องพัสดุใบนั้นมีเป็ดย่าง5ตัว ลูกกวาดรูปกระต่ายขาวอีก1โหล นมมอลต์สองกระป๋อง นมผงสำหรับเด็ก2กระป๋อง รวมไปถึงของทานเล่นต่างๆ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อจากหมู่บ้านเต้าเซียง

 

“พี่เสี่ยวฮั่ว หนูขอกินลูกกวาดนี้ได้ไหม?” เฟินเฟินมองไปยังลูกกวาดรูปกระต่ายขาวด้วยแววตาที่เป็นประกาย

 

“ได้สิ ของพวกนี้ถูกส่งมาจากพี่ไป๋ หากจะกินมันก็อย่าลืมขอบคุณเขาด้วยล่ะ ขอบคุณในใจก็ได้นะ!” ฟู่เยี่ยนแกะห่อลูกกวาดรูปกระต่ายขาวออก ก่อนจะยื่นมันให้กับลี่ลี่และเฟินเฟิน

 

“เด็กหนุ่มคนนี้สุภาพกับพวกเราเกินไปแล้ว แค่ดูก็รู้ว่าของพวกนี้มีราคาแพงขนาดไหน” ฟู่ต้านีมองไปยังของที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเม้มริมฝีปากด้วยความประหลาดใจ

 

“อาหญิงครับ เป็นเพราะเสี่ยวฮั่วเคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ดังนั้นเขาก็เลยส่งของพวกนี้มาให้เสี่ยวฮั่วเพื่อแทนคำขอบคุณ หากเทียบของพวกนี้กับชีวิตของเขาแล้ว มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!” ฟู่เซินพูดพร้อมกับหยิบห่อขนมขึ้นมาแกะ และหลังจากที่เขาทานมันเข้าไป ก็พบว่ามันมีรสชาติที่อร่อยมาก!

 

ทว่าฟู่ต้านีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงได้เล่าให้กับอาหญิงของเธอฟังถึงตอนที่เสี่ยวฮั่วได้ช่วยชีวิตไป๋โม่เฉินเอาไว้

 

หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ฟู่ต้านีจึงได้เข้าใจถึงเหตุผลนี้

 

“จิตใจของคนที่อยู่ในเมืองหลวงทำไมถึงโหดเหี้ยมแบบนี้กันล่ะ! น่ากลัวมากจริงๆ!”

 

“อาหญิงคะ คนในเมืองหลวงไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคนหรอกค่ะ มีคนดีมากมายเลยที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง เพียงแต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนพวกเราเท่านั้น ครอบครัวของไป๋โม่เฉินเป็นทหาร ซึ่งปู่และพ่อของเขาต่างก็เป็นทหารยศใหญ่กันทั้งคู่ ส่วนครอบครัวฝั่งคุณตาก็เป็นครอบครัวที่มีความรู้ทางวัฒนธรรมมากๆ พวกเขาต่างก็เป็นปัญญาชน”

 

“หนูเดาว่าครอบครัวของพวกเขาจะต้องมีธุรกิจที่ใหญ่โตมากแน่ๆ มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่คิดที่จะเอากันถึงตายแบบนี้หรอก จริงไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนแสดงทัศนคติเชิงวิทยาศาสตร์ของเธอออกมาในทันที เพราะในอนาคตเธอตั้งใจที่จะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ดังนั้นเธอจึงไม่อยากให้คนในครอบครัวของเธอมีความรู้สึกไม่ประทับใจเมืองหลวง จะเกิดอะไรขึ้นกันหากคนในครอบครัวของเธอมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเมืองหลวง?

 

“ใช่แล้วล่ะต้านี เธอยังไม่เคยพบกับเสี่ยวไป๋มาก่อน เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูดีมากๆเลยล่ะ แต่เขาแค่โชคร้ายที่ต้องมาเจอกับปัญหาครอบครัวที่ยุ่งเหยิงจนทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเท่านั้นเอง เสี่ยวฮั่ว ลูกอย่าลืมตอบจดหมายเขาด้วยนะ แม่ฝากขอบคุณเขาด้วยก็แล้วกัน” หวังซู่เหมยยังคงชื่นชมในตัวของไป๋โม่เฉินอยู่

 

“เข้าใจแล้วค่ะ” หลังจากที่อ่านจดหมายของไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากที่แม่ของไป๋โม่เฉินจากไปแล้ว พ่อของเขาก็ได้กลายเป็นคนอื่นไปทันที แต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่เขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และตอนนี้เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ในกองทัพหรือยัง ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงทำได้เพียงแค่รอจดหมายฉบับต่อไปของเขาเท่านั้น

 

โดยไป๋โม่เฉินได้บอกในช่วงท้ายของจดหมายว่าหลังจากที่เขาไปถึงยังกองทัพ เขาจะเขียนจดหมายถึงฟู่เยี่ยนและแจ้งที่อยู่ของเขาให้เธอทราบอีกครั้ง เพื่อที่หลังจากนั้นเธอจะสามารถติดต่อกับเขาได้นั่นเอง

 

หลังจากที่คิดเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงความฝันของเธอขึ้นมา และไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดจู่ๆเธอก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา…

 

ไม่ ไม่ได้! เธอต้องหยุดคิดถึงเรื่องนี้!

 

ฟู่เยี่ยนพูดกับตัวเองในใจว่า: บนโลกใบนี้มีคนที่หน้าตาดีกว่าเขาอีกมากมายเลย…

 

ในตอนเย็น ฟู่ต้านีก็ได้ปรุงอาหารหลากหลายเมนูเลยทีเดียว ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีเป็ดย่างอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ที่บ้านของพวกเธอไม่ได้มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเนื้อสัตว์เลย จึงทำให้เด็กๆทุกคนต่างก็มีความเป็นอยู่ที่ดี ลี่ลี่กับเฟินเฟินก็สูงขึ้นมาเล็กน้อยแล้วหลังจากที่พวกเธอย้ายมาอยู่ที่นี่กว่าครึ่งเดือน

 

“ลุงใหญ่คะ เป็ดย่างอร่อยมากๆเลยค่ะ เอาไว้ถ้าหนูโตขึ้นและมีเงินเยอะๆ หนูจะซื้อเป็ดย่างให้ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ทานทุกวันเลย” หลังจากที่พูดจบ ลี่ลี่ก็กัดเป็ดย่างเข้าไปคำโต

 

“เอาล่ะ เอาไว้ป้าจะรอก็แล้วกันนะ! หากลี่ลี่ประสบความสำเร็จในอนาคต แม่ของหนูคงจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับหยิบเป็ดย่างให้กับลี่ลี่อีกหนึ่งชิ้น

 

“กินเยอะๆจะได้ตัวโตและสูงเหมือนกับพี่เสี่ยวฉุ่ย!” ฟู่ต้านีที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวให้ลูกสาวทั้งสองคนของเธอด้วยเช่นกัน

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย ก่อนจะหยิบเนื้อมาเติมให้กับหลานสาวทั้งสองคนอีก ตอนที่หลานสาวสองคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ลี่ลี่ที่เป็นเด็กอายุ10ขวบกลับตัวเล็กเหมือนเด็กอายุ7ขวบ เฟินเฟินยิ่งแล้วใหญ่

 

ตอนนี้หลานสาวตัวน้อยทั้งสองดูร่าเริงขึ้นมากกว่าตอนที่มาถึงที่นี่วันแรกมากๆ ซึ่งตอนนั้นทั้งสองดูเป็นเด็กเงียบๆไม่ค่อยกล้าพูด แต่ตอนนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นและค่อยๆหลุดพ้นออกจากความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนต่ำต้อยอย่างช้าๆ เด็กน้อยมักจะอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ง่ายอยู่แล้ว และทัศนคติของคนรอบข้างที่มีต่อพวกเธอก็จะทำให้พวกเธอหวาดกลัวด้วยเช่นกัน

 

ในตระกูลฟู่นั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างก็เป็นคนที่จิตใจดีอยู่แล้ว ซึ่งพวกเขายังปฏิบัติต่อหลานสาวทั้งสองคนได้ดีกว่าฟู่เยี่ยนเสียอีก ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฟู่ต้านีรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก ดังนั้นในช่วงที่หวังซู่เหมยตั้งครรภ์ ฟู่ต้านีจึงตั้งใจที่จะทำงานบ้านแทนเธอทุกอย่างโดยไม่ให้เธอต้องทำอะไรเลย

 

“พี่สะใภ้ใหญ่คะ บอกตามตรง ฉันไม่กล้าจินตนาการเลยว่าลี่ลี่และเฟินเฟินจะเป็นอย่างไรหากฉันจากโลกไปนี้ไปแล้ว” ฟู่ต้านีพูดกับหวังซู่เหมยพร้อมกับปาดน้ำตาบนแก้มของเธอ

 

“อย่ากังวลไปเลย ตอนนี้เธอก็มีชีวิตที่ดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่เหรอ? พี่ได้ยินมาว่าตอนนี้เก่อหงจวินกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสังเวชมาก เมื่อเร็วๆนี้ เป็นเพราะน้องสะใภ้ของเขาหายตัวไป ยังตามหาตัวไม่เจอ ผลปรากฏว่าเก่อหงปิงกลับมาและรู้เรื่องแล้ว เขาก็ได้ขอแยกบ้านกับพี่ใหญ่ของเขาทันที”

 

“จึงทำให้แม่เฒ่าเก่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแยกครอบครัวไปด้วย ซึ่งพี่ได้ยินมาว่าตอนนี้เก่อหงจวินได้ย้ายเข้าไปอยู่กับแม่หม้ายหวังแล้ว ส่วนครอบครัวอดีตสามีของแม่หม้ายหวังยังไล่พวกเขาทั้งสองออกจากบ้านอีกด้วย พวกเขาจึงไปขออาศัยอยู่ที่วัดในหมู่บ้านของพวกเขาแทน!”

 

หวังซู่เหมยที่เห็นว่าฟู่ต้านีมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว จึงได้เล่าสิ่งที่เธอได้ยินมาจากกุ้ยหลันให้ฟู่ต้านีฟัง

 

“ที่เขายกงานให้กับเก่อหิงปิงเป็นเพราะเขารักน้องชายของเขาไม่ใช่หรือ และเขาก็เชื่อฟังคำของแม่ตัวเองที่สุดไม่ใช่หรือไง? แต่พอเกิดเรื่องกับแม่ของเขา เขากลับคิดถึงแต่ตัวเอง ตอนนี้ฉันหวังเพียงว่าเขาจะไม่มาหาลี่ลี่และเฟินเฟินอีก พี่สะใภ้ใหญ่ จะเป็นอะไรหรือเปล่าหากฉันอยากจะเปลี่ยนชื่อของลูกๆ ฉันไม่เพียงแค่จะเปลี่ยนมาใช้แซ่ฟู่เท่านั้น แต่จะเปลี่ยนชื่อให้กับลูกๆของฉันด้วย”

 

ฟู่ต้านีพูดความในใจของเธอทั้งหมดกับหวังซู่เหมย ส่วนหวังซู่เหมยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่ทว่าเธอก็ยังคงลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะใช้ชื่อไหนดี

 

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกคนในครอบครัวจึงได้ช่วยกันระดมความคิดทันที ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน แต่ก็ยังคิดไม่ออก จนในที่สุดฟู่เหมี่ยวก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่า

 

“ตอนนี้เป็นช่วงเดือนสิงหาคม ดอกจื่อเวยกำลังบานพอดี ทำไมเราไม่ใช้ชื่อฟู่เวยล่ะคะ เพราะลี่ลี่เองก็เกิดในเดือนสิงหาคมเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

 

“เป็นชื่อที่ดีมากๆเลย ฟู่เวย! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปก็เรียกลี่ลี่ว่าฟู่เวยก็แล้วกัน! แล้วเฟินเฟินล่ะ?” ฟู่ต้านีเองก็คิดว่า ‘เวย’ นั้นเป็นชื่อที่ดีเช่นกัน

 

“หากใช้แนวคิดเดียวกันกับเสี่ยวฉุ่ย เฟินเฟินเกิดในเดือนมิถุนายน ถ้าอย่างนั้นเราก็เรียกเธอว่าฟู่เหอสิ!” หลังจากที่คำพูดนี้ถูกพูดออกไป ฟู่เซินก็ถูกดีดหน้าผากทันที!

 

“เรียกเธอว่าฟู่หรงดีกว่า เพราะคำว่า เวย และ หรง ต่างก็เป็นคำที่อยู่ในบทกวีที่ชวีเหวียนได้เขียนเอาไว้ในบทกวีที่ชื่อหลี่เซา ตอนรวมดอกบัวมาทำเสื้อผ้า เมื่อเพิ่มคำว่าฟู่ของตระกูลเราเข้าไป มันก็จะยิ่งดูเสริมความหมายของดอกบัวให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น! เป็นชื่อที่สวยงามมากจริงๆ!”

 

“เสี่ยวฮั่วพูดได้ดีมากจริงๆ ฟู่เวย ฟู่หรง นับจากนี้เป็นต้นไปให้เรียกลี่ลี่ว่าฟู่เวย ส่วนเฟินเฟินก็ให้เรียกว่าฟู่หรง!” ฟู่ต้านีพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น

 

“เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะไปหาฟู่เฉิงเพื่อขอให้เขาช่วยเปลี่ยนชื่อในทะเบียนบ้านให้ เพราะอีกไม่กี่วันทั้งสองก็จะได้ไปโรงเรียนแล้ว จะได้ใช้ชื่อใหม่ไปสมัครเรียนด้วยเลย!” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

“พี่เสี่ยวฉุ่ย พรุ่งนี้พี่ช่วยสอนหนูเขียนชื่อใหม่ของตัวเองหน่อยได้ไหมคะ?” ฟู่เวยมองไปยังฟู่เหมี่ยวพลางพูดขึ้นมาอย่างมีความสุข

 

“พี่เสี่ยวฉุ่ย หนูก็อยากจะฝึกเขียนชื่อใหม่ของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ และหนูยังอยากฝึกเขียนชื่อของแม่ ลุงใหญ่ และป้าสะใภ้ใหญ่เพิ่มอีกด้วย!” ฟู่หรงที่ได้ยินพี่สาวของตัวเองอยากจะลองเขียนชื่อ จึงรีบยกมือขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

ฟู่ต้านีมองไปยังลูกสาวทั้งสองคนของเธอ ก่อนจะรู้สึกได้ทันทีว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาคือเด็กสองคนนี้ ดังนั้นเธอจึงหวังเพียงแค่ว่าฟู่เวยและฟู่หรงจะเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง มีความสุข และตั้งใจเรียน แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว



ตอนที่ 70 ดินแดนต่างมิติขยายอาณาเขต

 

และแล้วเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะหนีความร้อนและความวุ่นวาย ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งจึงได้ขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้สองพ่อลูกได้เดินขึ้นไปยังยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปกว่าเดิมมาก ก่อนจะพบกับพืชพันธุ์และสมุนไพรอายุเก่าแก่หลายต้น

 

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เหอโส่วอูที่มีอายุถึงหลายร้อยปีอยู่ด้วย โดยฟู่เยี่ยนได้เก็บมันเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอทันที และเธอยังพบต้นชาเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าต้นชาที่เธอเคยเจอในครั้งล่าสุดอีกด้วย หลังจากที่เปรียบเทียบกับต้นชาในครั้งที่แล้ว ฟู่เยี่ยนก็พบว่าใบของมันดูแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย

 

ต้นชาที่เธอหาเจอในครั้งที่แล้ว เธอนำมันมาปลูกเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ ซึ่งทำให้มันโตเร็วมาก ก่อนที่ฟู่ต้าจวงจะกลับ ฟู่เยี่ยนได้เก็บใบชาจำนวนหนึ่ง และขอให้ฟู่ต้าหย่งนำมันไปทำใบชาตากแห้ง ไว้ให้มันเป็นของฝากกับอารองของเธอนั่นเอง

 

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ใบชาที่ดีและมีราคาแพงอะไรมากนัก แต่กลิ่นของมันนั้นถือว่าหอมไม่ต่างจากชาชั้นดีที่มีราคาแพงด้วยซ้ำ

 

และครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้ตัดสินใจที่จะปลูกต้นชาเอาไว้บริเวณข้างกำแพงในลานบ้านของเธอ ซึ่งใบของมันมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการชงมาก

 

ก่อนหน้านี้ บันทึกในหนังสือของบรรพบุรุษได้ระบุเอาไว้ว่ามีชาชนิดหนึ่งที่พอดื่มเข้าไปแล้วจะรู้สึกสดชื่นมากๆอยู่ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะลองนำใบชาที่เธอเพิ่งเจอกลับไปลองทำใบชาตากแห้งดู หากมันได้ผล เธอจะได้ให้จางเหว่ยลองนำมันไปขาย

 

ก่อนหน้านี้ จางเหว่ยได้อยู่ที่เมืองหลวงนานกว่า10วัน ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะกลับก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเปิดเทอมสัก2-3วัน และทันทีที่กลับมา เขาก็รีบไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่งเป็นอันดับแรก

 

“คุณลุง คุณป้าครับ เหล้าของเราได้รับผลตอบรับที่ดีมากเลยล่ะ! ไม่ต้องพูดถึงปู่ของผมและสหายของเขาเลย ทุกคนต่างชื่นชอบในรสชาติเหล้าของพวกเราเป็นอย่างมาก ผมอยากให้ทุกคนเห็นฉากที่ชายชราเหล่านั้นกำลังแย่งกันชิมเหล้าจริงๆเลยครับ” จางเหว่ยเล่าถึงประสบการณ์การขายเหล้าเขา ซึ่งมันอาจจะดูเกินจริงไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกที่มีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“คุณลุงครับ ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย พวกเขาชื่นชมเหล้าของเราจริงๆ โดยเฉพาะเหล้าถังเล็กที่บรรจุเหล้าปริมาณ2ชั่ง ตอนนี้มันได้กลายเป็นตัวเลือกแรกในการใช้เป็นของขวัญของคนในเมืองหลวงไปแล้ว! ผมคิดว่าต่อจากนี้ไป เราควรจะออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และสลักชื่อของคุณลุงเอาไว้บนถังเหล้าเหล่านั้นด้วยคงจะดีมากๆเลยนะครับ” จางเหว่ยรีบเสนอความคิดของเขาทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนที่กำลังนั่งกินแตงโมอยู่ก็เกือบจะสำลักออกมา ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากจริงๆ ถือว่าเขาเป็นอัจฉริยะทางด้านการค้าเลยก็ว่าได้! ซึ่งนี่เป็นวิธีการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ดูดีและเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อีกด้วย

 

แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูแล้ว เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเหล้าของเธอนั้นเป็นเหล้าชั้นเยี่ยมอย่างที่เขาพูดจริง

 

“แต่น่าเสียดายที่อาจารย์ฟู่ไม่อนุญาตให้ผมขยายตลาดยันต์แคล้วคลาด มิเช่นนั้นล่ะก็ ครั้งนี้ผมจะต้องทำเงินได้มากกว่านี้แน่นอน!” จางเหว่ยพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเสียดาย แต่ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้พูดก็คือ เขาได้แอบมอบยันต์แคล้วคลาดระดับสูงให้กับคุณย่าของเขาไปแล้ว

 

“อาจารย์ฟู่…...”

 

“พี่จางเหว่ย นับจากนี้เรียกฉันด้วยชื่อของฉันเถอะ อย่าเรียกฉันว่าอาจารย์เลย”

 

“ตกลง ถ้าอย่างนั้นฉันจะถือว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน และต่อจากนี้ฉันจะเรียกเธอว่าน้องฟู่เยี่ยนก็แล้วกันนะ” จางเหว่ยพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก

 

แม้ฟู่เยี่ยนจะรู้สึกว่าน้องฟู่เยี่ยนนั้นฟังดูแปลกๆไปบ้างก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่โต้แย้งใดออกมา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เธอก็อายุน้อยกว่าจางเหว่ยถึง 6ปี

 

“ว่าแต่ เธอช่วยมอบยันต์แคล้วคลาดเหมือนครั้งที่แล้วให้ฉันสักแผ่นได้ไหม?” จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ประจบประแจง

 

“ทำไมกัน? พี่ทำมันหายอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา พลางรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติไปอย่างชัดเจน

 

“พอดีตอนที่กลับไปเมืองหลวง ฉันได้มอบมันให้กับคุณย่าไปแล้ว” จางเหว่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูเก้อเขิน

 

“แบบนี้นี่เอง ไม่เป็นไร ฉันจะเอาอันใหม่ให้กับพี่ก็แล้วกัน แต่จะให้เพียงแค่แผ่นเดียวเท่านั้นนะ” ฟู่เยี่ยนพูดกับจางเหว่ยแค่สั้นๆ

 

“ได้เลย ได้เลย ขอบใจมากนะ อาจารย์...เอ้ย น้องฟู่เยี่ยน”

 

จากนั้น จางเหว่ยก็ได้หันไปคุยกับฟู่ต้านี เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ตกลงกับฟู่ต้านีเอาไว้ว่าจะให้เธอตัดชุดให้กับแม่ของเขาเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด

 

ทันใดนั้นเอง จางเหว่ยก็ได้นำผ้าหลายผืนออกมา ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นผ้าลายดอกไม้ และลวดลายบนผ้าเหล่านั้น แม้แต่เด็กๆก็สามารถสวมใส่ได้ ทำเอาฟู่ต้านีที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที ทั้งยังต้องการที่จะปฏิเสธอีกด้วย

 

“คุณป้าครับ คิดเสียว่านี่เป็นของขวัญสำหรับการพบกันของเราก็แล้วกัน ผมรู้สึกประทับใจในฝีมือของคุณป้ามากจริงๆ มันสวยมากครับ หากคุณป้าไม่ยอมรับของพวกนี้เอาไว้ ผมคงรู้สึกละอายใจมากแน่ๆ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้านีจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับของจากเขาเท่านั้น และเธอก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำมันอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบแทนน้ำใจของจางเหว่ย

 

นอกจากนี้ จางเหว่ยยังได้นำเป็ดย่างและอาหารขึ้นชื่อมากมายจากเมืองหลวงมาฝากทุกคนอีกด้วย ส่วนเขานั้นได้กินเนื้อแกะกระทะร้อนที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง ก่อนจะกลับไปอย่างมีความสุข

 

ในช่วงนี้ ฟู่ต้าหย่งยุ่งอยู่กับการช่วยฟู่ต้าอันจัดการเรื่องทำความสะอาดบ้านหลังใหม่ เขาจะต้องทาสีผนัง รวมไปถึงซ่อมแซมส่วนต่างๆของบ้านที่ชำรุดลงไป ก่อนจะนำเฟอร์นิเจอร์เข้าไปติดตั้ง ดังนั้นเขาจึงต้องไปที่นั่นตั้งแต่เช้า

 

ส่วนฟู่ต้าอันทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในบ้าน เขาจึงเป็นคนลงมือทำมันเอง ซึ่งเขาจ่ายเพียงค่าวัสดุต่างๆให้กับโรงงานเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น จึงทำให้ประหยัดเงินได้มากพอสมควรเลย

 

ทางด้านหวังซู่เหมยยังคงใช้ชีวิตตามปกติ เธอยังคงออกไปเดินเล่น และช่วยฟู่ต้านีทำกับข้าว แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นฟู่ต้านีมากกว่าที่คอยรับผิดชอบเรื่องนี้ ส่วนฟู่เวยและฟู่หรงได้ตามติดฟู่เหมี่ยวราวกับปลาท่องโก๋ เพราะทั้งสองต้องเรียนกับพี่สาวนั่นเอง

 

ทางด้านฟู่เซินก็ได้ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าเช่นกัน โดยเขาได้บอกว่าวันนี้จะชวนเพื่อนร่วมชั้นของเขาไปตกปลาที่แม่น้ำ

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้ไปไหน หลังจากที่เธอตรวจชีพจรของหวังซู่เหมยเสร็จ ก็ได้ให้แม่ของเธอเข้าไปนอนพักในห้อง ส่วนเธอก็ได้กลับมาที่ห้องของตัวเองเช่นกัน ก่อนจะแอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง

 

เนื่องจากช่วงเช้านี้ เธอสัมผัสถึงคลื่นพลังงานบางอย่างที่ไม่ค่อยชัดเจนนักเกิดขึ้นในดินแดนต่างมิติ ซึ่งมันอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นเธอจึงอยากจะเข้าไปดูจนแทบจะทนรอต่อไปไม่ไหว

 

ทันทีที่เข้าไปในดินแดนต่างมิติ เธอก็พบว่าพื้นที่ด้านในนั้นเพิ่มขึ้นมามากกกว่าเดิมสองเท่า! โดยเขตแดนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกก่อนหน้านี้ ตอนนี้หมอกเหล่านั้นได้หายไปจนหมด และเผยให้เห็นถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือมีสระน้ำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาด้วย

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ค่อยๆเดินไปที่ริบสระน้ำ ก่อนจะพบว่าน้ำในสระเหมือนกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไม่มีผิด ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเชื่อมต่อกันจากใต้ดินนั่นเอง โดยน้ำในสระนั้นใสมากๆ และไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ฟู่เซินไปตกปลา ดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจที่จะขอให้พี่รองพาเธอไปยังแม่น้ำในช่วงบ่าย เพื่อที่เธอจะได้หาปลามาปล่อยลงในสระน้ำแห่งนี้

 

นอกจากสระน้ำแล้ว ยังมีผืนดินที่กว้างมากๆเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย แต่ทว่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาแตกต่างไปจากดินที่เธอใช้ปลูกโสมในก่อนหน้านี้อยู่พอสมควร และดูเหมือนว่ามันจะอุดมสมบูรณ์มากๆอีกด้วย

 

ก่อนหน้านี้ เธอไม่ได้ปลูกพืชผักที่นำมาทำอาหารเลย เพราะพื้นที่กว้างไม่พอ แต่ตอนนี้เธอมีที่ดินเพียงพอแล้ว ดังนั้นเธอจึงวางแผนที่จะขอเมล็ดพันธุ์พืชผักต่างๆจากแม่ของเธอมาปลูกที่นี่ ในอนาคตครอบครัวของเธอไม่จำเป็นต้องซื้อผักมาประกอบอาหารแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนคิดว่าไม่สามารถนำไก่มาเลี้ยงในดินแดนต่างมิติได้ แต่ในเมื่อมีสระน้ำแล้ว ดังนั้นการเลี้ยงสัตว์ในที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่ทว่า ทำไมจู่ๆอาณาเขตของดินแดนต่างมิติถึงได้ขยายขึ้นแบบนี้ล่ะ?

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาไม่น้อย ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็ได้เดินไปนั่งบนม้านั่งหิน เมื่อเห็นโสมที่กำลังเบ่งบาน เธอก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ได้ในทันที

 

เมื่อไม่นานมานี้ เธอได้นำต้นเหอโส่วอูอายุหลายร้อยปี และต้นชามาปลูกในดินแดนต่างมิติ ซึ่งมันได้ส่งกลิ่นหอมโชยออกมา และกลิ่นของมันก็ได้กระตุ้นให้ดอกของโสมเบ่งบานขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่ดอกโสมเริ่มบานแล้ว มันก็จะกลายเป็นสีเหลืองจางๆ

 

หลังจากที่ดอกโสมเหี่ยวเฉาลง ก็จะมีเมล็ดของโสมเมล็ดเล็กๆ พร้อมที่จะขยายพันธุ์ต่อไป ซึ่งทำให้ระบบนิเวศของที่นี่ดูอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ขยายเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

หากเป็นไปอย่างที่เธอคิดจริงๆ การที่เธอนำปลามาเลี้ยงในสระและปลูกดอกบัวเอาไว้ บางทีพื้นที่ในดินแดนต่างมิติของเธออาจจะขยายอีกครั้งก็เป็นได้

 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เธอจะไปหาพี่รองเดี๋ยวนี้เลย

 

เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนกำลังจะเดินออกไป ฟู่เวยและฟู่หรงก็เห็นเข้าพอดี จึงได้ขอตามไปด้วย ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็รู้สึกเหนื่อยกับการสอนหนังสือน้องๆแล้วเช่นกัน จึงได้ตามไปด้วยอีกคน

 

วินาทีต่อมา เด็กสาวทั้งสี่คนก็ได้เดินออกไปจากบ้านพร้อมกับถือถังใบเล็กสองใบไปด้วย โดยที่ฟู่เหมี่ยวยังบ่นอยู่เลยว่าถังที่พวกเธอนำมามีขนาดเล็กเกินไป มันเล็กจนแทบจะไม่พอใส่อะไรเลยเสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อพวกเธอเดินมาถึงแม่น้ำ เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ของฟู่เซินก็ได้กลับบ้านไปแล้ว มีเพียงแค่ฟู่เซินและเพื่อนร่วมชั้นของเขาอีกสองคนเท่านั้นที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้

 

“เฮ้อ ฟู่เซิน น้องสาวของนายมาทำอะไรที่นี่กัน!” คนที่พูดก็คือหลิวผิงนั่นเอง หลังจากที่เขาช่วยฟู่เซินเปิดโปงหลิวต้านีในครั้งนั้น เขาก็รู้สึกว่าตัวเองสนิทกับฟู่เซินมากขึ้นกว่าเดิม

 

ส่วนอีกคนคือซ่งจืออัน หลานชายของผู้นำหมู่บ้านนั่นเอง



จบตอน

Comments