magic ep71-75

 ตอนที่ 71 ผู้ล่วงรู้ความลับ

 

ซึ่งเหตุผลที่ซ่งจืออันและฟู่เซินสนิทกันมากนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ทั้งหมดเป็นเพราะฟู่เหมี่ยวนั่นเอง

 

ซ่งจืออันเรียนอยู่ชั้นเดียวกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว โดยปกติแล้วซ่งจืออันจะอาศัยอยู่ที่บ้านอาหญิงของเขา และไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ ส่วนฟู่เหมี่ยวเป็นคนที่มีรูปร่างสูง ทั้งยังมีบุคลิกที่ดูมีชีวิตชีวามากๆอีกด้วย ซึ่งทันทีที่เธอเข้าโรงเรียนมัธยม ซ่งจืออันรู้ว่าพวกเขามาจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่เขาก็ไม่ได้คุ้นเคยกับเธอเท่าไหร่นัก

 

เพราะซ่งจืออันไปอยู่กับอาหญิงของเขาตั้งแต่ยังเด็กและได้เรียนที่นั่น ดังนั้นเขาจึงจะได้กลับบ้านแค่ในช่วงวันหยุด ส่วนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ได้เรียนในโรงเรียนแถวบ้านมาตั้งแต่ยังเด็กเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

 

แต่ตอนนี้ ซ่งจืออันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากเจอฟู่เหมี่ยวบ่อยๆแบบนี้ และบางครั้งแค่เขาได้คุยกับเธอไม่กี่คำ กลับทำให้เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้คุยกับฟู่เหมี่ยวน้อยมาก ดังนั้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เขาจึงได้ตีสนิทกับฟู่เซินให้มากขึ้นเพื่อต้องการจะคุยกับฟู่เหมี่ยวให้มากกว่าเดิมนั่นเอง

 

แต่ฟู่เหมี่ยวยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเขาเลยด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ฟู่เหมี่ยวกลับจำชื่อหลิวผิงได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซ่งจืออันก็รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย

 

“ไหนล่ะ ปลาที่นายจับได้อยู่ที่ไหน? นี่นายใช้เวลาไปตั้งนานแต่กลับจับปลาได้แค่ตัวเดียวเองอย่างนั้นเหรอ? เสียเวลาจริงๆ!” ฟู่เหมี่ยวมองลงไปในถังที่วางอยู่ข้างๆ ก่อนจะมองไปฟู่เซินด้วยแววตาที่เยาะเย้ย

 

ฟู่เซินยังคงมีท่าทีที่ดูมั่นใจ หากเทียบกับหลิวผิงที่ไม่ได้อะไรเลย เขาดูเป็นคนที่มีความสามารถขึ้นมาทันทีเลย!

 

“ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว มันไม่ได้หาง่ายๆนะ ไม่เชื่อเธอก็ไปลองไปหาดูสิ!” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว

 

“ได้สิ เรามาเดิมพันกันหน่อยดีไหมล่ะ ถ้าฉันจับปลาได้มากกว่า นายต้องซักเสื้อผ้าให้ฉันหนึ่งเทอม แบบนี้ดีหรือเปล่า?” ขณะที่คิดถึงเรื่องนี้ แววตาของฟู่เหมี่ยวก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที เธอรู้ว่าเสี่ยวฮั่วเก่งอยู่แล้ว ดังนั้นเธอสามารถเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน!

 

“ฟู่เซิน กล้าเสี่ยงหรือเปล่าล่ะ?” ฟู่เหมี่ยวมีความเชี่ยวชาญในการกระตุ้นพี่ชายฝาแฝดของเธออยู่แล้ว

 

“ฉันกล้าอยู่แล้ว ฟู่เหมี่ยว เธอก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น หากเธอแพ้ เธอจะต้องเรียกฉันว่าพี่รอง และต้องซักเสื้อผ้าของฉันด้วย เอาไหมล่ะ?” ฟู่เซินที่โดนยั่วยุก็ทนไม่ไหวเช่นกัน

 

“ตกลง หากใครไม่ทำตามสัญญา คนนั้นจะต้องถูกเรียกว่าไอ้ลูกหมา!” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับจับมือฟู่เซินเพื่อทำข้อตกลง ก่อนจะดึงฟู่เยี่ยนวิ่งไปยังแม่น้ำ

 

ฟู่เยี่ยนแอบส่ายหน้าเงียบๆ ครั้งนี้เธอจะต้องทำให้พี่รองอับอายอีกครั้งอย่างแน่นอน กล้าดีอย่างไรถึงได้มาเดิมพันส่งเดชแบบนี้!

 

“ฟู่... ฟู่เหมี่ยว ให้ฉันช่วยเธอไหม ฉันช่วยเธอจับปลาได้นะ!” ซ่งจืออันพูดอย่างตะกุกตะกัก

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ได้เงยหน้าขึ้นมา ใครพูด? โอ้ หลานชายหัวหน้าหมู่บ้านนี่เอง!

 

“นายจับปลาเก่งหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งดูจากท่าทางแล้ว เขาดูเหมือนจะจับปลาไม่เก่งเอาเสียเลย

 

“ฉัน ฉันจับได้มากกว่าฟู่เซินด้วยนะ ฉันจับได้สองตัว!” ซ่งจืออันพูดพร้อมกับยื่นถังของเขาให้กับฟู่เหมี่ยวดู

 

“เฮ้ จืออัน ทำไมนายถึงทำแบบนั้นล่ะ? นายต้องเข้าข้างฉันไม่ใช่เหรอ? ฟู่เหมี่ยว หากเธอขอให้คนอื่นช่วย เธอจะต้องจับปลาให้ได้อย่างน้อยห้าตัว มิเช่นนั้นข้อตกลงของเราจะถือว่าเป็นโมฆะทันที!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความไม่สบายใจ

 

“ชิ นี่นายกำลังดูถูกฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ ฉันสามารถจับปลาห้าตัวโดยที่ไม่ต้องให้ใครช่วยได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว!” ฟู่เหมี่ยวปฏิเสธความช่วยเหลือของซ่งจืออันในทันที

 

ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้ลงไปที่แม่น้ำแล้ว ส่วนฟู่เวยและฟู่หรงก็กำลังเดินหาหอยอยู่ที่ริมแม่น้ำ เมื่อจับได้ พวกเธอก็ได้ชูมันให้ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวดูอย่างมีความสุข

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนยืนอยู่กลางแม่น้ำได้ครู่หนึ่ง เธอก็พบว่าบริเวณนี้ไม่มีปลาตัวใหญ่อยู่เลย ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้เหยื่อล่อให้ปลาเข้ามาหาเธอ

 

ทันใดนั้นเอง เธอจึงได้ยื่นมือลงไปในแม่น้ำราวกับว่ากำลังพยายามจับปลาอยู่ แต่แท้จริงแล้ว เธอกำลังปล่อยน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปในแม่น้ำต่างหาก

 

ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็ลงมาในแม่น้ำแล้วเช่นกัน โดยเธอกำลังมองไปรอบๆบริเวณนั้นอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบอะไรเลย

 

ทางด้านฟู่เซินที่ยืนมองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำก็ได้หัวเราะเยาะน้องสาวของเขา ทั้งยังพูดดูถูกว่าเธอต้องจับปลาไม่ได้อย่างแน่นอนอีกด้วย ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็เห็นฉากที่เขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

 

จู่ๆ ปลาฝูงใหญ่ก็ได้ว่ายทวนน้ำเข้ามาหาน้องสาวของเขาจนแม้แต่ผิวน้ำยังกลายเป็นสีดำ! ทันใดนั้น ฟู่เซินก็ขยี้ตาของตัวเอง พลางคิดว่าเขากำลังตาฝาดไปหรือเปล่า! แต่มันกลับเป็นเรื่องจริง สิ่งที่เขาเห็นนั้นมันคือปลาฝูงใหญ่จริงๆ และยังเป็นปลาที่มีขนาดตัวใหญ่มากอีกด้วย!

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกได้เช่นกัน เธอจึงรีบปล่อยน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้มากกว่าเดิม จึงส่งผลให้ปลาว่ายเข้ามาใกล้เธอและฟู่เหมี่ยวมากขึ้น ซึ่งตอนนี้พวกมันกำลังดื่มน้ำน้ำศักดิ์สิทธิ์อย่างตะกละตะกลาม

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมาทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน! เสี่ยวฮั่วช่างเป็นคนที่โชคดีมากจริงๆ!

 

ในตอนนี้ รอบตัวของฟู่เยี่ยนต่างก็ถูกรายล้อมไปด้วยฝูงปลาขนาดใหญ่ จึงทำให้เธอจับปลาตัวใหญ่หลายตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งปลาแต่ละตัวนั้นมีน้ำหนักอย่างน้อย5-6ชั่งเลยทีเดียว!

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เซินและคนอื่นที่ยืนอยู่บนฝั่งต่างก็ตกตะลึงไปตามกัน

 

“ฟู่เซิน เจ้าซื่อบื้อ รีบกลับบ้านไปเอาถังมาเพิ่มเร็วเข้าสิ มัวยืนรออะไรอยู่?!” ฟู่เหมี่ยวตะโกนออกไปทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินก็ได้สติกลับมาทันที ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็ว ส่วนซ่งจืออันก็ได้รีบลงไปช่วยจับปลาอีกแรง ก่อนที่เขาจะพบว่าปลาพวกนั้นไม่ได้ขัดขืนใดๆเลย ทั้งยังเอาแต่ดื่มน้ำในแม่น้ำและยอมให้เขาจับอย่างง่ายดายเสียด้วยซ้ำ

 

หลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เซินก็ได้กลับมาพร้อมกับถังใบใหญ่ จากนั้นเขาก็รีบกระโดดลงไปช่วยจับปลาเหล่านั้นทันที

 

เมื่อเห็นว่ามีปลาเยอะมากแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงแอบโยนปลาหายากทั้งหมดลงไปที่สระน้ำในดินแดนต่างมิติของเธอ และที่แปลกที่สุดก็คือ มีปลาหลีตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่มีสีสันสวยงามมาให้เธอจับด้วย

 

หลังจากนั้นไม่นาน ปลาเกือบจะทั้งหมดก็ถูกจับ และทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเต่าตัวใหญ่ค่อยๆว่ายมาอยู่ข้างๆฟู่เยี่ยน ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นเธอก็ได้จับมันทันที

 

ว้าว ที่นี่มีสิ่งนี้อาศัยอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ!

 

ในที่สุด พวกเขาก็จับปลาได้จนเต็มถังใบใหญ่ และตอนนี้หลิวผิงก็ได้ถือถังหลายใบกลับบ้านอย่างมีความสุข ส่วนซ่งจืออันก็ได้ช่วยขนถังไม้ที่เต็มไปด้วยปลากลับไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง

 

หวังซู่เหม่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงชวนซ่งจืออันทานข้าวที่บ้านของเธอ!

 

“ป้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เสี่ยวอันนี่เอง ป้าสนิทกับแม่ของเรามากๆเลยนะ เสี่ยวฉุ่ย ลูกช่วยไปที่บ้านของป้าจางทีสิ บอกเธอว่าวันนี้เสี่ยวอันจะทานข้าวที่บ้านของเรานะ! อ้อ อย่าลืมเอาปลาไปฝากเธอด้วยล่ะ” หวังซู่เหมยรีบไหว้วานให้ฟู่เหมี่ยวจัดการเรื่องนี้แทนเธอทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามเท่านั้น

 

ทันทีที่เห็นปลาพวกนั้น ป้าจาง แม่ของซ่งจืออันก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก และที่สำคัญไปกว่านั้น ในที่สุดลูกชายของเธอก็รู้วิธีการผูกมิตรกับผู้อื่นแล้ว ซึ่งการที่ลูกชายของเธอไปเล่นกับลูกๆของหวังซู่เหมยนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีมากด้วย

 

จากนั้น เธอจึงได้มอบซุปข้าวโพดให้ฟู่เหมี่ยวนำกลับไปทานที่บ้านอีกด้วย

 

ตอนนี้ซ่งจืออันทั้งรู้สึกเป็นกังวลและมีความสุขในเวลาเดียวกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขมากกว่า เพราะวันนี้เขามีโอกาสได้เจอฟู่เหมี่ยว ทั้งยังได้ทานข้าวกับเธออีกด้วย

 

“เสี่ยวอัน ในช่วงเปิดเทอม เรายังพักที่บ้านอาอยู่หรือเปล่า?”

 

หวังซู่เหมยพอจะรู้เรื่องของตระกูลซ่งอยู่บ้าง ด้วยความที่น้องสะใภ้ของจางอิงไม่มีลูก ดังนั้นเธอจึงรักซ่งจืออันเสมือนกับลูกชายแท้ๆของเธอมาโดยตลอด ส่วนจางอิงนั้นมีลูกชายถึง3คนและลูกสาวอีก1คน เธอจึงยินดีที่จะให้น้องสะใภ้ช่วยเลี้ยงดูลูกๆของเธอ

 

ซึ่งหวังซู่เหมยเองก็รู้จักซ่งเจียเหอ น้องสาวสามีของจางอิงด้วยเช่นกัน ทั้งยังรู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใจดีอีกด้วย!

 

“ใช่แล้วครับ อาของผมดีกับผมมากๆ และการที่ผมอยู่บ้านของอามันก็ใกล้กับโรงเรียนอีกด้วยครับ” ซ่งจืออันไม่รู้ถึงความคิดของหวังซู่เหมยแต่อย่างใด

 

“เอาไว้ว่างๆแวะมาที่บ้านของป้าได้ทุกเมื่อเลยนะ ถึงยังไงเราก็เป็นเพื่อนของฟู่เซิน จะได้มาเล่นกับเขายังไงล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับคีบปลาให้กับเขา

 

“ได้เลยครับคุณป้า” ซ่งจืออันพูดพร้อมกับแอบชำเลืองมองไปยังฟู่เหมี่ยวเงียบๆ เธอช่างดูดีมากจริงๆ แม้แต่ขณะที่กำลังทานข้าวก็ยังดูดี เขาจะต้องหาโอกาสมาที่บ้านของเธอบ่อยๆเสียแล้ว...

 

ส่วนฟู่เยี่ยนที่สังเกตเห็นเช่นนั้นก็ได้แอบชำเลืองมองไปยังพี่สาวของเธอเงียบๆเช่นกัน ทว่าฟู่เหมี่ยวกลับไม่รู้อะไรเลย และยังคงทานข้าวต่ออย่างมีความสุข ซึ่งไม่ต่างอะไรกับฟู่เซินเลย ตอนนี้เขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยทั้งยังคอยแย่งกินตาของปลากับฟู่เหมี่ยวอีกด้วย!

 

พวกเขาใจร้าย! ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอเหนื่อยมากๆ หลังจากที่เฝ้ามองพวกเขาแบบนี้! ถ้าเป็นไปได้ อย่าปล่อยให้เธอเห็นออร่าสีชมพูนี้เลย!

 

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ฟู่เซินก็ได้ออกไปเล่นข้างนอกกับซ่งจืออันอีกครั้ง ส่วนฟู่เหมี่ยว หลังจากที่เก็บโต๊ะอาหารเสร็จ เธอก็ได้มองไปยังน้องสาวที่ตอนนี้กำลังมองมาที่เธออยู่ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปว่า

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอกำลังคิดอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามพร้อมกับโบกมือไปมา

 

“ไม่มีอะไร พี่ เราจะทำยังไงกับปลาที่กินไม่หมดพวกนี้ดีล่ะ? เราหาถังมาเลี้ยงมันดีหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนหยุดคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ และรีบเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที

 

“เอาล่ะ เย็นนี้เรามากินปลาย่างกันเถอะ!” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เหมี่ยวก็น้ำลายสอขึ้นมาทันที

 

ได้เลย อยากกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น!



ตอนที่ 72 ครูใหญ่หลี่

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ปลาก็ถูกปล่อยลงในสระแล้ว และน้ำในสระก็ใสมากจนสามารถมองเห็นก้นสระได้อย่างชัดเจน ส่วนเต่าตัวใหญ่ตัวนั้นก็ได้ยึดตำแหน่งเจ้าแห่งสระนี้ไปครองเช่นกัน

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าหย่งก็ได้ช่วยฟู่ต้าอันซ่อมแซมบ้านหลังใหม่จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่ฟู่ต้าอันทำเข้าไปวางในบ้านเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ฟู่ต้าอันซ่อมแซมบ้านเสร็จ งานแต่งงานของเขาก็จะถูกจัดขึ้นและจะได้ดำเนินการเรื่องเอกสารสิทธิ์ต่างๆต่อไป

 

ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงใช้โอกาสในตอนที่โรงเรียนของเด็กๆ ยังไม่เปิดภาคเรียนเชิญตระกูลหลี่มาที่บ้านของเขา เพื่อที่จะหารือเรื่องการจัดงานแต่งงานครั้งนี้

 

สืบเนื่องมาจากครั้งที่แล้วที่ฟู่ต้าจวงและฟู่เซินได้ว่ากล่าวตักเตือนจู่จื่อไปแล้วนั่นเอง จึงส่งผลให้ตอนนี้เขาดูเป็นคนที่ดูมีความซื่อสัตย์มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งไม่ว่าเขาจะเจอฟู่เซินที่ไหนก็ตาม เขามักจะหลบหน้าและพยายามอยู่ให้ห่างเสมอ ทว่าฟู่เซินก็ได้บอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนไปแล้วเช่นกัน เพราะเขายังคงกังวลว่าจู่จื่ออาจจะกำลังเก็บงำสิ่งชั่วร้ายเอาไว้เบื้องหลังอยู่ดี

 

ทันใดนั้น แววตาของฟู่เยี่ยนก็เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน คนอย่างจู่จื่อสมควรที่จะได้รับการดัดนิสัยเพื่อให้เขาประพฤติตัวดีขึ้นอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเธอจะแอบใช้ยันต์สายฟ้ากับเขาอย่างแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินไม่เคยมั่นใจในเรื่องนี้เลย และพวกเขาก็ยังคงมุ่งความสนใจไปที่การกระทำของฟู่เหล่าซวน ซึ่งฟู่เหล่าซวนเองก็รู้ตัวดี แต่ทว่าในตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่มองเรื่องนี้อยู่ห่างๆเท่านั้น

 

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายใช้ได้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่หลายวันเลยทีเดียว

 

อีกด้านหนึ่ง หลี่ชุ่นลี่นั้นต้องการที่จะมาเยี่ยมฟู่ต้าหย่งที่บ้านตระกูลฟู่อยู่แล้ว เพราะเขาอยากมาดูกล้วยไม้ของเขา ดังนั้นฟู่ต้าอันจึงได้ไปหาพวกเขาที่บ้านและพามาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่

 

เพื่อต้องการที่จะแสดงให้ตระกูลฟู่เห็นว่าทุกคนเห็นความสำคัญของการแต่งงานในครั้งนี้มากๆ ดังนั้นพี่ชายและพี่สะใภ้ของหลี่โม่ลี่จึงได้เดินทางมาด้วย หลี่ซ่งไป๋พี่ชายของหลี่โม่ลี่ทำงานในสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเขาทำงานได้เป็นอย่างดี และเมื่อผู้อำนวยการไป๋เห็นว่าเขาทำงานหนักมาโดยตลอด ทั้งยังไม่เคยบ่นอีกด้วย ดังนั้นผู้อำนวยการไป๋จึงให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมาก และไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องงานที่เขารับผิดชอบอีกต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ หลี่ซ่งไป๋ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นสำหรับบ้านหลังใหม่ของฟู่ต้าอัน และยังได้ไปช่วยงานเป็นครั้งคราวอีกด้วย ซึ่งเมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกสบายใจมาก การเข้ากันได้ดีระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่ายช่างเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ

 

เมื่อมาถึง หลี่ชุ่นลี่ก็มองไปยังกล้วยไม้ของเขา ก่อนจะพบว่ามันเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว ตอนนี้ใบของมันได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเริ่มแตกหน่อออกมา มันทำให้เขารู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนเป็นอย่างมาก ทว่าขณะที่กำลังรู้สึกมีความสุขนั้น เขาก็ได้แสดงความวิตกกังวลออกมาด้วยเช่นกัน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอได้เตรียมตัวแล้วหรือยัง? ในช่วงต้นภาคเรียนนี้จะมีการสอบด้วยนะ หากเธอมีสิ่งไหนที่ไม่เข้าใจ ก็ถามฉันมาได้เลย!”

 

ฟู่เยี่ยนตกตะลึงไปเล็กน้อย: นี่มันวิธีทักทายแบบไหนกัน?

 

เมื่อเห็นว่าพ่อของเธอกำลังทำให้เสี่ยวฮั่วรู้สึกกลัว หลี่โม่ลี่ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา

 

“พ่อคะ ตอนนี้ก็ยังไม่เปิดเทอมเลย เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการสอบเถอะค่ะ เสี่ยวฮั่ว ฉันได้ยินมาว่าคะแนนของเธอค่อนข้างดีเลยไม่ใช่เหรอ?” หลี่โม่ลี่หันไปถามฟู่เยี่ยนด้วยรอยยิ้ม

 

“ใช่แล้วล่ะ ดูสิว่าเธอเป็นหลานสาวของใคร แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าเธอต้องเก่งอย่างแน่นอน!” ฟู่ต้าอันพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้ต้องการที่จะฟังคำพูดของเขาเลย อาเล็กของเธอไม่ได้เรียนเก่งเลยแม้แต่น้อย กว่าจะจบชั้นมัธยมต้นมาได้ เขาแทบจะร้องไห้ทุกวันเพราะไม่อยากไปเรียน

 

“หนูไม่ได้เป็นเหมือนกับคนที่เรียนชั้นมัธยมต้นแล้ว แต่ยังคงร้องไห้เพราะไม่อยากไปเรียนหรอกนะคะ!” ฟู่เยี่ยนพูดจี้จุดอ่อนของเขาไปทันที

 

“เธอ! เธอไปฟังมาจากใครกัน?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันก็มีท่าทีที่ดูวิตกกังวลขึ้นมา และตอนนี้แววตาที่พ่อตาของเขามองมาก็ได้เต็มไปด้วยความดูถูก

 

“ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่พ่อเล่าให้กับหนูฟังค่ะ พ่อบอกว่าอาเล็กไม่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ทุกครั้งที่อาเล็กอ่านหนังสือ อาเล็กก็มักจะง่วงนอนอยู่เสมอ อาสะใภ้คะ อย่าให้เขาหลอกได้ง่ายๆนะคะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เดินออกไปทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่โม่ลี่ก็ได้ยิ้มมากขึ้นกว่าเดิม อันที่จริงเธอรู้จักกับฟู่ต้าอันมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นตอนเรียนมัธยมต้นนั่นเอง เมื่อเห็นว่าฟู่ต้าอันถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คนแบบนี้ หลี่โม่ลี่ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าความลับของเขาคืออะไร ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า เธอจะใช้ความทรงจำนี้มาหยอกฟู่ต้าอันบ้างอย่างแน่นอน

 

เมื่อครู่นี้ที่ฟู่เยี่ยนเดินออกมา เธอไม่ได้ไปเล่นแต่อย่างใด เธอเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยทำกับข้าว แม้ว่าในครั้งนี้จะไม่ได้มีแขกมากมายอะไร แต่อาหญิงของเธอก็ดูยุ่งเป็นอย่างมาก

 

ทันทีที่เข้ามาในครัว ฟู่เยี่ยนก็พบว่าฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็อยู่ที่นี่ด้วย ก่อนที่เธอจะหันออกไปมองข้างนอกอีกครั้ง และเข้าใจได้ทันทีว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อตั้งใจที่จะหลบหน้าหลี่ชุ่นลี่นั่นเอง

 

“ทำไมครูใหญ่หลี่ถึงได้น่ากลัวขนาดนี้กันนะ เวลาที่เห็นเขายิ้ม ฉันนี่อยากจะร้องไห้เลย!” ก่อนหน้านี้ ฟู่เซินมักจะถูกหลี่ชุ่นลี่ดุอยู่บ่อยๆ เพราะเขาเป็นคนที่พูดมากนั่นเอง

 

“ฉันคิดว่าครูใหญ่หลี่เป็นคนที่ใจดีมากๆเลยนะ แต่นายอย่าให้เขาได้ยินสิ่งที่นายพูดเด็ดขาดเลยล่ะ! และที่สำคัญ ระวังอาเล็กตีนายด้วยก็แล้วกัน” ฟู่เหมี่ยวเป็นเด็กดีมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่เคยถูกครูใหญ่หลี่ดุเลย

 

“………” ฟู่เซินรู้สึกถึงแรงอาฆาตพยาบาทนั้นขึ้นมาทันที

 

เมื่อเตรียมวัตถุดิบต่างๆเสร็จ ทุกคนก็ได้ช่วยกันปรุงอาหารตามลำดับ ส่วนฟู่ต้าหย่งก็ได้หยิบเหล้าองุ่น และเหล้าบลูเบอร์รี่ที่เขาได้บ่มเอาไว้เป็นเวลานานที่สุดออกมา โดยทันทีที่เขาเทมันลงในแก้ว กลิ่นหอมของเหล้าก็ได้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน แม้แต่หลี่ชุ่นลี่ผู้ที่ไม่ใช่นักดื่มก็ยังต้องตกตะลึงกับกลิ่นหอมของมัน

 

“ต้าหย่ง เหล้าของนายน่าสนใจจริงๆ มันมีกลิ่นขององุ่นที่เข้มข้นมาก!” หลี่ชุ่นลี่หยิบแก้วเหล้าขึ้นมา ก่อนจะดมกลิ่นเหล้าในแก้วอย่างระมัดระวัง

 

“ลุงหลี่ ลองชิมมันดูหน่อยไหมครับ?” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้ถ่อมตัวแต่อย่างใด เพราะเขามั่นใจในเหล้าของเขามากๆนั่นเอง

 

“เหล้าของนายถือได้ว่าเป็นเหล้าชั้นดีเลยทีเดียว!” หลี่ชุ่นลี่จิบเหล้าเข้าไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดชื่นชมออกมา

 

“คุณป้าคะ คุณป้าเองก็ลองชิมด้วยเถอะค่ะ! นี่คือเหล้าบลูเบอร์รี่ที่ฉันทำขึ้นมาเอง ซึ่งมันดีสำหรับผู้หญิงอย่างพวกเรามากๆเลยล่ะคะ ทุกคน มาเถอะ มาลองชิมเหล้าของฉันดูหน่อย! มาสิน้องติง ทั้งหมดนี้เป็นอาหารที่พวกเราทำเองเลยนะ” หวังซู่เหมยกล่าวทักทายไฉเฉี่ยวเหอและคนอื่นอย่างเป็นกันเอง

 

“อ่า คุณคะ ฉันชอบเหล้านี้มาก มันมีรสหอมหวานมากเลยล่ะ!” ไฉเฉี่ยวเหอหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาชิม พร้อมกับพูดชมด้วยอีกคน

 

“หากคุณป้าชอบมัน เอาไว้ขากลับ ผมจะให้เหล้ากับคุณป้าและคุณลุงคนละถังเพื่อเป็นของฝากก็แล้วกันครับ” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปอย่างใจกว้าง

 

“ขอบคุณมากนะ” ทางด้านไฉเฉี่ยวเหอเองก็ตอบรับอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยเช่นกัน

 

“พี่สะใภ้ เหล้าของพี่ดีมากจริงๆ พี่มีเคล็ดลับอะไรอย่างนั้นเหรอ ช่วยแนะนำฉันบ้างได้หรือเปล่า เอาไว้ฉันจะลองไปทำที่บ้านดู” เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ของหลี่โม่ลี่พูดมาแบบนี้ ไฉเฉี่ยวเหอก็แทบจะสำลักออกมา

 

“น้องติง ทำไมถึงชอบพูดอะไรที่ตลกแบบนี้กันล่ะ เคล็ดลับในการทำเหล้าอย่างนั้นเหรอ? ก็แค่ใส่ผลไม้ที่เราอยากทำเหล้าลงไปเท่านั้นเอง!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ

 

“แต่ว่าพี่สะใภ้คะ เหล้าที่พี่ทำนั้นรสชาติดีมากจริงๆ พ่อของฉันเองก็เคยทำเหล้าเหมือนกัน แต่เหล้าที่เขาทำไม่ได้มีรสชาติดีเท่าเหล้าของพี่เลย!”

 

“หรือว่าจะเป็นเพราะผลไม้พวกนั้นมีคุณภาพที่ไม่ดี แสดงว่าผลไม้ของพี่สะใภ้จะต้องมีคุณภาพที่ดีมากแน่ๆ”

 

“พี่สะใภ้ พี่ไปเก็บผลไม้จากที่ไหนอย่างนั้นเหรอคะ ช่วยพาฉันไปเก็บด้วยได้หรือเปล่า?” ติงฮวาพยายามตื๊อหวังซู่เหมยอย่างสุดความสามารถ

 

“อย่าไปรบกวนพี่สะใภ้เลย ทุกวันนี้แค่ดูแลเรื่องต่างๆในบ้าน คุณยังทำได้ไม่ดีพอเลย คุณยังคิดที่จะไปเก็บผลไม้มาทำเหล้าอีกเหรอ ผมว่ารอให้คุณทำเรื่องพวกนี้ให้ดีก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า!” หลี่ซ่งไป๋รีบพูดขัดจังหวะขึ้นมาทันที

 

“เรื่องนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ตอนนี้เรื่องงานบ้านเราก็มีแม่คอยดูแลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เวลาที่ฉันอยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำมันก็เบื่อเหมือนกันนะ” ติงฮวาพูดพร้อมกับทำหน้ามุ่ย

 

ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของไฉเฉี่ยวเหอก็มืดลงไปทันที และขณะที่เธอกำลังจะตำหนิลูกสะใภ้อยู่นั้น ฟู่ต้าอันก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“พี่สะใภ้ ที่บ้านของพวกเราไม่ได้มีผลไม้หรอกครับ ผลไม้พวกนั้นเสี่ยวฮั่วเป็นคนขึ้นไปเก็บมันมาจากบนภูเขา ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก หากพี่สะใภ้อยากได้มันจริงๆ เอาไว้เสี่ยวฮั่วขึ้นไปเก็บมันอีกครั้ง ผมจะให้เธอแบ่งมันให้กับพี่ก็แล้วกัน แต่มันคงจะไม่ได้มีปริมาณมากมายอะไรหรอกนะครับ!”

 

เมื่อได้ยินสิ่งที่น้องเขยพูด เธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่ทว่าบรรยากาศนั้นกลับดูอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย

 

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูตึงเครียด หลี่ชุ่นลี่จึงไม่มีทางเลือกอื่น ก่อนจะจะถามถึงเรื่องฟู่ซินเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ ซึ่งไม่คาดคิดเลยว่าหลี่เทียนซื่อนั้นจะเป็นหลานชายของหลี่ชุ่นลี่

 

“หลี่เทียนซื่อเป็นคนที่มีชีวิตชีวามากเลยครับ ส่วนฟู่ซินเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างดูมั่นคง พวกเขาช่างเข้ากันได้ดีจริงๆ” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมา

 

“ใช่แล้วล่ะ เขาเป็นรุ่นที่ห้าของตระกูล ซึ่งเขาเองก็อยากเข้ารับราชการทหารมาก แต่ถ้าหากปู่ของเขายังอยู่ล่ะก็ คงจะไม่ยอมเห็นด้วยอย่างแน่นอน” หลี่ชุ่นลี่พูดออกมาอย่างทอดถอนใจ

 

“มีเรื่องแบบนี้อยู่อีกอย่างนั้นเหรอ? ก็ว่าทำไมครั้งที่แล้วพ่อของเทียนซื่อดูไม่ดีใจเลย!”

 

“ใช่แล้วล่ะ พี่สะใภ้ของฉันรักหลานชายของเธอมากๆ เทียนซื่ออดอาหารประท้วงอยู่ที่บ้านตั้งหลายวัน ถึงได้ยอมให้เขาไป” หลี่ชุ่นลี่รู้เรื่องราวภายในเป็นอย่างดี

 

“ทุกคนย่อมมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง อย่ากังวลไปเลยครับ! เด็กทั้งสองล้วนเป็นเด็กฉลาด ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยดีอย่างแน่นอน! มาเถอะครับลุงหลี่ เรามาดื่มกันต่อดีกว่า!”



ตอนที่ 73 สอนบทเรียน

 

หลี่ชุ่นลี่และครอบครัวของเขาได้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการมาเยี่ยมบ้านของฟู่ต้าหย่งครั้งนี้ ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปพร้อมกับถังเหล้าในมือ เนื่องจากวันนี้หลี่ชุ่นลี่ดื่มเหล้าเยอะไปหน่อย ดังนั้นฟู่ต้าอันจึงอาสากลับไปกับพวกเขาด้วย ซึ่งตอนนี้บ้านของเขาได้รับการซ่อมแซมเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ได้แล้ว ฟู่ต้าหย่งจึงไม่ได้ห้ามเขา

 

ถึงอย่างไรการแต่งงานก็ได้รับการตัดสินใจแล้ว ซึ่งตระกูลฟู่ต่างก็เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขาจึงเลือกที่จะให้ไฉเฉี่ยวเหอเป็นคนตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเอง

 

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ของติงฮวาในก่อนหน้านี้ หลังจากที่ตระกูลหลี่กลับมาถึงบ้านและรอให้หลี่โม่ลี่กับฟู่ต้าอันออกไปแล้ว ทันใดนั้นเอง สีหน้าของไฉเฉี่ยวเหอก็เปลี่ยนไปในทันที โดยปกติเธอเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว และจะไม่มีทางยอมให้เรื่องที่ค้างคาใจผ่านไปง่ายๆอย่างเด็ดขาด

 

“สายตาเธอสั้นหรืออย่างไรกัน! แค่ดูก็รู้แล้วว่าเหล้าพวกนี้เป็นของมีราคา แค่ถังเล็กๆแค่นี้มันคงจะมีมูลค่ามากกว่า10หยวนอย่างแน่นอน! แล้วใครจะกล้าบอกสูตรลับให้กับเธอ!” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปด้วยความโกรธ

 

“แล้วมันแปลกตรงไหนกันล่ะคะ? ตอนนี้น้องเล็กก็กำลังจะแต่งงานกับครอบครัวของพวกเธอแล้ว แค่สูตรเหล้าจะเป็นอะไรไป? อีกอย่างตอนนี้หนูก็ไม่มีงานทำ หากหนูสามารถทำเหล้าขายได้ นั่นก็เท่ากับว่าลูกชาย และหลานชายของแม่ก็จะได้เงินไปด้วยไม่ใช่เหรอคะ?” ติงฮวายกเหตุผลขึ้นมาพูดกับแม่สามีของเธอ

 

“เจ้าใหญ่ นี่เป็นความคิดของแกหรือเปล่า?” หลี่ชุ่นลี่ที่ตอนนี้รู้สึกเมาเล็กน้อยก็ได้พูดแทรกขึ้นมา

 

“เปล่านะครับ วันนั้นผมได้คุยกับพี่ต้าหย่ง ซึ่งเขาบอกกับผมว่าพี่สะใภ้ทำเหล้าเป็น จึงอยากชวนผมไปดื่มด้วยสักครั้ง ผมก็เลยกับมาเล่าให้เธอฟัง ใครจะไปคิดว่าเธอจะถามออกไปแบบนั้น!” หลี่ซ่งไป๋พูดเลี่ยงความผิด

 

“คุณไม่ได้บอกว่าหากครอบครัวของเราทำเหล้าเป็น เราจะนำมันไปขายได้เงินมากมาย! คุณพูดเองนะ!” ติงฮวารู้สึกเหลือเชื่อมากๆที่ได้ยินคำพูดนี้

 

“ไอ้หยา ผมก็แค่พูดเล่นเอง ทำไมคุณถึงได้จริงจังขนาดนี้กันล่ะ? แล้วยังไปถามคำถามแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นอีก! คุณรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกอายมากแค่ไหน!”

 

“หยุดพูดทั้งสองคนนั่นแหละ ดูสิว่าพวกนายสองคนทำอะไรลงไป! ช่างน่าอายเสียจริงๆ” ไฉเฉี่ยวเหอกอดหลานชายวัยขวบเศษของเธอเอาไว้ พร้อมกับพูดออกไปด้วยความโกรธ

 

“แม่คะ หนูก็แค่อยากจะหางานทำบ้างก็เท่านั้นเอง เราจะหวังพึ่งแค่พ่อคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ! ด้วยวิธีนี้ หนูเองก็จะได้หารายได้เข้ามายังครอบครัวของพวกเราได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้โม่ลี่ก็กำลังจะแต่งงาน เธอควรจะทิ้งงานของเธอไป มีผู้หญิงที่ไหนบ้างที่พกงานไปยังบ้านสามีด้วย!”

 

“ซึ่งเมื่อเธอแต่งงาน เธอก็จะกลายเป็นคนสองครอบครัว!”

 

คำพูดของติงฮวาทำให้ไฉเฉี่ยวเหอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เธอมีความคิดแบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

“ทำไมล่ะ? ติงฮวา เธอกำลังจะยึดบ้านของฉันเหรอ! ว่ากันตามที่เธอพูด ลูกสาวที่แต่งงานไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป แล้วทำไมเธอถึงมักจะเอาสิ่งของในบ้านของเราไปให้ครอบครัวของเธอเป็นประจำล่ะ!” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปอย่างไม่สนใจ เดิมทีเธออยากจะเมินเฉยต่อเรื่องนี้ แต่ทว่าติงฮวากลับมีท่าทีที่ดูจริงจังมากกว่าเดิม

 

“ในเมื่อหนูแต่งงานกับซ่งไป๋แล้ว ทุกอย่างก็ต้องเป็นของหนูสิคะ!” ก่อนหน้านี้ติงฮวาได้จิบเหล้าไป2-3แก้ว ดังนั้นจึงทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น และพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเธอออกมา!

 

“อะไรนะ ทุกอย่างจะต้องเป็นของเธออย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราก็แยกกันอยู่เถอะ เราต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมาทานข้าวด้วยกัน แล้วเงินเดือนของหลี่ซ่งไป๋ก็ไม่ต้องเอามาให้ฉัน ส่วนฉันเองก็จะไม่ให้อะไรกับพวกเธอเหมือนกัน จากนี้เป็นต้นไปเธอสามารถมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการได้เลย”

 

“ส่วนเรื่องบ้าน เธออย่าได้กังวลไปเลย แม้ว่าลูกสาวของฉันจะแต่งงานแล้วก็ตาม แต่ลูกสาวของฉันก็ยังคงเป็นลูกสาวของฉันเหมือนเดิม และฉันเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชายอีกด้วย ซึ่งเธอเองก็จะไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน!” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปตามตรง

 

ในตอนนี้ หลี่ซ่งไป๋รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากคนหนึ่งก็เป็นแม่ของเขา ส่วนอีกคนก็เป็นภรรยาที่ให้กำเนิดลูกชายแก่เขา ดังนั้นเขาจึงทำอะไรไม่ได้เลย

 

“เจ้าใหญ่เห็นด้วยหรือเปล่า หากเห็นด้วย เรามาทำข้อตกลงกันเลย ในอนาคตฉันจะยกบ้านหลังนี้ให้กับใครก็ได้ตามที่ฉันต้องการ!”

 

“ทำไมกันล่ะ! ทั้งที่ซ่งไป๋เป็นลูกชายคนเดียวของแม่ไม่ใช่เหรอคะ! ส่วนหลี่โม่ลี่เป็นแค่ลูกสาว ซึ่งตอนนี้เธอกำลังจะแต่งงานแล้ว และในอีกไม่ช้าก็เร็ว ลูกของเธอก็ต้องใช้แซ่ฟู่ ไม่ใช่แซ่หลี่! แม่กำลังลำเอียงเกินไปหรือเปล่าคะ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ติงฮวาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

 

เพียะ!

 

หลี่ซ่งไป๋ตบไปที่ใบหน้าของเธอทันที

 

“คุณรู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกไป? ติงฮวา สงบสติอารมณ์ของคุณหน่อย!”

 

“หลี่ซ่งไป๋ คุณมันขี้ขลาด กล้าดีอย่างไรมาถึงได้มาทำร้ายร่างกายฉันแบบนี้! ฉันไม่มีทางยอมหรอกนะ!”

 

ก่อนที่ติงฮวาจะทันพูดจบ ประตูก็ถูกเปิดออก ตอนนี้หลี่โม่ลี่กำลังยืนอยู่ด้านนอกประตูพร้อมกับใบหน้าที่ขุ่นเคืองใจ เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพี่สะใภ้ของเธอที่ดูเป็นคนซื่อสัตย์มาโดยตลอดจะกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้

 

“โม่ลี่ ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไปส่งต้าอันกลับบ้านแล้วอย่างนั้นเหรอ?” ไฉเฉี่ยวเหอไม่คิดว่าหลี่โม่ลี่จะกลับมาเร็วขนาดนี้

 

“พอดีเขาต้องกลับบ้านเพื่อไปซื้อของค่ะ และเขายังบอกอีกว่าตอนเย็นเขาจะกลับมาทำอาหารดีๆ และดื่มกับพ่อด้วย” หลี่โม่ลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย

 

“โม่ลี่ เธอกลับมาได้ทันเวลาพอดีเลย เธอลองมาฟังสิ่งที่แม่ของเธอพูดสิ! พี่ชายของเธอยังกล้ามาตบหน้าฉันอีกด้วย!”

 

“พี่สะใภ้ แม้ว่าฉันจะแต่งงานไปแล้วก็ตาม แต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นบ้านของฉันเสมอ และพ่อกับแม่ของฉันก็ยังคงจะเป็นพ่อกับแม่ของฉันตลอดไปด้วย ส่วนทรัพย์สินที่พวกเขาหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนั้น หากพวกเขาต้องการที่จะมอบให้กับพี่ชายของฉัน ฉันเองก็ไม่คัดค้านเช่นกัน”

 

“หรือไม่ ถ้าพ่อจะมอบให้ฉันทั้งหมด ฉันเองก็จะรับมันเอาไว้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว อีกอย่างพ่อกับแม่ของฉันไม่ได้ติดหนี้อะไรพี่เลย ดังนั้นพี่เองก็ไม่ควรมาเรียกร้องแบบนี้ พี่ใหญ่ พี่คิดว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่า?” หลี่โม่ลี่มองไปยังพี่ชายของตัวเองด้วยแววตาที่เย็นชา เธออยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะแสดงท่าทีแบบไหนออกมา

 

ในตอนนี้ ทัศนคติของหลี่ซ่งไป๋นั้นดูคลุมเครือเป็นอย่างมาก และสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นก็ได้ทำให้หลี่โม่ลี่รู้สึกอึดอัดมากเช่นกัน

 

“โม่ลี่ พี่สะใภ้ของเธอเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา อย่าไปถือสานักเลย พ่อครับ แม่ครับ ผมขอพาเธอไปสงบสติอารมณ์ก่อนก็แล้วกันนะครับ” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้ลากติงฮวาออกไปทันที

 

“เฮ้อ ฉันไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้กัน ถึงได้มาเจอลูกสะใภ้แบบนี้!” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าใจ

 

“ทั้งหมดเป็นความตั้งใจของลูกชายคุณนั่นแหละ แต่เขาแค่ให้ภรรยาของเขาพูดแทนเท่านั้น!” ในตอนนี้ หลี่ชุ่นลี่เองก็ทั้งรู้สึกโกรธและเศร้ามากเช่นกัน ในช่วยไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เขาได้ละเลยไม่อบรมลูกชายของเขา และนี่ก็คือสิ่งที่ตามมา

 

“โม่ลี่ ส่งต่องานของลูกให้กับพี่สะใภ้เถอะ” ทันทีที่หลี่ชุ่นลี่พูดคำนี้ออกไป ไฉเฉี่ยวเหอก็รู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง

 

“คุณกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน!?”

 

“ไม่ต้องห่วง ผมเพิ่งจะได้รับข่าวดีจากเพื่อนเก่ามา ตอนนี้โรงเรียนประถมในหมู่บ้านกำลังขาดแคลนครู และเขาก็อยากให้โม่ลี่ไปลองสอนดู เดิมทีผมกะจะบอกคุณหลังจากที่จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โม่ลี่ก็กำลังจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งการที่เธอเป็นคุณครูนั้นจะทำให้เธอมีเวลาว่างมากขึ้นด้วย” หลี่ชุ่นลี่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กับภรรยาของเขาฟังอย่างใจเย็น

 

“จริงเหรอ? ทำไมคุณไม่รีบอธิบายให้มันเร็วกว่านี้หน่อยล่ะ ปล่อยให้ฉันคิดว่าคุณแก่แล้วเลยสติเลอะเลือนอยู่ตั้งนาน!” ไฉเฉี่ยวเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

 

“พ่อคะ อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับพี่สะใภ้นะคะ หนูอยากจะสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเธอก่อน มิเช่นนั้นในอนาคตหากมีอะไรที่เธอไม่พอใจ เธอก็จะมาโวยวายอีกแน่ ซึ่งหากเป็นแบบนั้น พวกเราจะมีความสุขได้อย่างไรกันล่ะคะ?”

 

“ส่วนพี่ใหญ่ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว หากเขาเงียบไปก็แสดงว่าเขายอมรับนั่นแหละค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาถูกคุณย่าคอยเอาใจมากจนเกินไป! หากพวกเขาไม่ได้รับบทเรียน ชีวิตคู่ของพวกเขาจะต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน”

 

“ใช่แล้ว ลูกพูดถูก เรายังต้องคอยรับมือกับปัญหาครอบครัวในครั้งนี้อยู่ หากรีบพูดเรื่องนี้ออกไป มันก็จะดูเหมือนว่าเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปหน่อย!” ลูกสาวที่เธอเลี้ยงดูมาเองกับมือนั้นย่อมได้รับความชื่นชมมากกว่าลูกชายที่ถูกเลี้ยงโดยแม่สามีอยู่แล้ว

 

“ตกลง พ่อจะทำตามที่ลูกบอกก็แล้วกัน หากเราไม่ทำแบบนี้ ทุกอย่างก็คงจะไม่ได้การแน่!” หลี่ชุ่นลี่เองก็เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน

 

ในตอนเย็น ฟู่ต้าอันก็ได้กลับมาเพื่อทานมื้อเย็นกับพวกเขา ซึ่งเขาเองก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไปได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะพ่อตาและพี่เขยของเขา แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก และนอกจากนี้ เขาก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองใจกับพฤติกรรมของติงฮวาอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

 

ซึ่งหลังจากที่ทานข้าวเสร็จ หลี่โม่ลี่ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันให้กับฟู่ต้าอันฟัง เพื่อให้เขาช่วยคิดหาวิธีที่จะสอนบทเรียนให้กับติงฮวา

 

ด้วยความที่ฟู่ต้าอันนั้นเป็นคนเจ้าแผนการอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้ถ่ายทอดแผนการให้กับว่าที่ภรรยาของเขาในทันทีเป็นฉากๆในทันที!

 

ไม่กี่วันต่อมา ติงฮวาก็ได้รู้ข่าวจากเพื่อนบ้านว่าน้องสะใภ้ของเธอกำลังจะได้เป็นครูในโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน



ตอนที่ 74 อยากได้งาน

 

เมื่อติงฮวาได้ยินข่าวนี้ เธอกลับบ้านทันทีโดยไม่แม้แต่จะบอกลาเพื่อนบ้านเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็ว และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เธออยากจะถามเรื่องนี้กับไฉเฉี่ยวเหอมาก แต่ทันใดนั้น เธอก็นึกถึงการที่แม่สามีไม่แยแสเธอในช่วงนี้ ติงฮวาจึงหยุดความคิดที่จะถามแม่สามีของเธอ

 

คงจะไม่ดีหากเธอทำให้แม่สามีต้องขุ่นเคืองใจขึ้นมาอีกครั้ง และงานที่เธอต้องการก็จะต้องหลุดลอยไปอย่างแน่นอน

 

ติงฮวาจึงตัดสินใจที่จะรอสามีของเธอเลิกงาน เธอตั้งหน้าตั้งตารอสามีอย่างอดทน และมีอยู่หลายครั้งที่แทบจะทนไม่ไหว

 

ในที่สุด หลี่ซ่งไป๋ก็ได้เลิกงานแล้ว วันนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้ามาก ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ผู้อำนวยการไป๋ถึงได้ย้ายเขาไปทำงานเป็นคนขนของ โดยบอกว่าในโกดังมีคนไม่เพียงพอ จึงต้องให้เขาไปช่วยสักระยะหนึ่งก่อน

 

ซึ่งทันทีที่เขาเดินผ่านประตูเข้ามานั้น ภรรยาของเขาก็รีบดึงเขาเข้าไปในห้องด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น

 

“คุณกำลังจะทำอะไรกัน มีอะไรก็ค่อยพูดกันทีหลังก็ได้ ตอนนี้ผมเหนื่อยมากเลย ดูสิ เหงื่อผมออกเต็มตัวไปหมดแล้ว ผมขอไปล้างหน้าล้างตาหน่อยก็แล้วกัน!”  หลี่ซ่งไป๋พูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

 

“คุณคะ วันนี้ฉันได้ยินป้าหวังพูดว่าโม่ลี่กำลังจะได้เป็นครูที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้านด้วยล่ะ! และเธอจะได้เริ่มสอนในอีกไม่กี่วันนี้แล้วด้วย!”

 

“อะไรนะ คุณพูดจริงอย่างนั้นเหรอ?” หลี่ซ่งไป๋รู้สึกสงสัยในความถูกต้องของเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อย

 

“เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องโกหกแน่นอน ป้าหวังออกจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือขนาดนั้น!” ติงฮวาไม่ได้สนใจเลยว่าคนอื่นจะเชื่อหรือเปล่า แต่เธอเชื่อเรื่องนี้อย่างสนิทใจเลยทีเดียว

 

“แบบนี้ก็แสดงว่าพ่อจะต้องรู้เรื่องนี้มาจากพี่ห้าของเขาอย่างแน่นอน เอาไว้ผมจะไปถามพ่อดูก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบ หลี่ซ่งไป๋ก็กำลังจะออกไปอาบน้ำ

 

ทว่าก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องไปนั้น ติงฮวาก็ได้คว้าตัวเขาเอาไว้อีกครั้ง “ไปถามตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ หากโม่ลี่ได้เป็นครูจริงๆ ตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าของเธอก็จะสามารถมอบให้กับคนอื่นได้ ฉันอยากให้เธอมอบตำแหน่งให้กับฉัน! แต่ฉันเพิ่งจะทะเลาะกับแม่ไป หากฉันไปถามด้วยตัวเองล่ะก็ แม่คงไม่ยอมให้ฉันทำหรอกใช่ไหม?”

 

“แม่ของผมไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นหรอกนะ นอกจากนี้ ผมเองก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านอีกด้วย แบบนี้พวกเขาจะไม่เข้าข้างผมได้อย่างไรกัน ส่วนคุณเองก็เป็นถึงพี่สะใภ้ของโม่ลี่ ดังนั้นเธอจะต้องมอบตำแหน่งให้กับคุณอยู่แล้วล่ะ!” หลี่ซ่งไป๋ยังคงเชื่อว่าการที่เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านนั้น จะทำให้พ่อกับแม่ยอมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้กับเขา

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน แล้วเราค่อยไปถามพ่อของคุณทีหลังก็ได้” หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ติงฮวาก็มีท่าทีที่ดูสงบลงไม่น้อย ใช่แล้ว แม่สามีของเธอมีเธอเป็นลูกสะใภ้เพียงคนเดียวเท่านั้น และในอนาคตแม่สามีก็คงยังต้องพึ่งพาเธอในบั้นปลายของชีวิตอยู่แล้ว!

 

วันนี้เป็นวันแรกที่หลี่โม่ลี่ไปทำงานที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ซึ่งพ่อของหลี่เทียนซื่อเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาในชุมชน ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่ดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้หลี่โม่ลี่ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและผ่านการสอบเพื่อเป็นครูมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใด

 

เธอไม่รู้เลยว่าฟู่ต้าอันทำอะไรลงไป เธอรู้แค่ว่าทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้าน พี่สะใภ้ของเธอดูกระตือรือร้นกว่าปกติมาก ไม่เพียงแค่ล้างผลไม้ให้เธอเท่านั้น ทั้งยังนำเนื้อสัตว์และผักมาทำอาหารให้เธอทานอีกด้วย ซึ่งปกติแล้วพี่สะใภ้ของเธอแทบจะไม่เคยซื้อของพวกนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ทว่าหลี่โม่ลี่ยังคงไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆออกมา หลังจากที่พี่สะใภ้ทะเลาะกับแม่ของเธอในวันนั้น วันรุ่งขึ้นพี่สะใภ้ก็ได้มาขอโทษแม่ของเธอไปแล้ว แต่วันนี้แม้แต่ไฉเฉี่ยวเหอก็ยังดูมีท่าทีที่เย็นชามาก

 

หลังจากที่ไฉเฉี่ยวเหอฟังการวิเคราะห์ของหลี่ชุ่นลี่แล้ว เธอจึงตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าลูกชายของเธอเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ติงฮวาพูดแบบนั้นออกมา ก็เป็นเพราะพูดแทนในสิ่งนั้นลูกชายของเธอไม่กล้าพูดนั่นเอง

 

แน่นอน หลังจากทานมือเย็นเสร็จแล้ว หลี่ซ่งไป๋และติงฮวาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงได้เริ่มถามหลี่โม่ลี่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอได้เป็นครูของโรงเรียนประถมทันที

 

“โม่ลี่ ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้เธอได้เป็นครูสอนโรงเรียนประถมอย่างนั้นเหรอ?” ติงฮวาพูดออกมาอย่างระมัดระวัง

 

“พี่สะใภ้ พี่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกันเหรอคะ? ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพ่อและแม่เลยด้วยซ้ำ ฉันกะว่าจะรอให้ขั้นตอนต่างๆเสร็จสิ้นก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยบอกกับทุกคน เพื่อให้ทุกคนประหลาดใจ!” หลี่โม่ลี่แสร้งทำเป็นว่าเธอกำลังรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ชุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอก็ให้ความร่วมมือกับการแสดงของเธออย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน

 

“อะไรนะ? ทำไมลูกถึงไม่บอกเรื่องที่น่ายินดีแบบนี้กับพวกเราล่ะ ทั้งหมดนี้ต้าอันทำเพื่อลูกอย่างนั้นเหรอ?” ไฉเฉี่ยวเหอพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปยังติงฮวาและหลี่ซ่งไป๋ผ่านหางตาของเธอ เพราะอยากจะเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา

 

“ครั้งนี้ต้าอันทำได้ดีมากจริงๆ เอาไว้พรุ่งนี้เราชวนเขามาดื่มที่บ้านกันดีกว่า!” หลี่ชุ่นลี่เองก็พูดออกไปอย่างให้ความร่วมมือเช่นกัน

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฟู่ต้าอันนั้นมีส่วนร่วมกับความสำเร็จทั้งหมดนี้จริงๆ ซึ่งแม้ว่าหลี่ชุ่นลี่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อของหลี่เทียนซื่อ และเขาก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือก็ตาม แต่ไม่คิดเลยว่าหลังจากที่ฟู่ต้าอันได้ยินเรื่องนี้ เขาจะไปขอให้ฟู่ต้าหย่งไปที่บ้านของหลี่เทียนซื่อ และมอบเนื้อตากแห้งและของต่างๆอีกมากมายให้เป็นของขวัญแบบนี้

 

ซึ่งพ่อของหลี่เทียนซื่อก็ได้รับมันไปอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน ก่อนที่เขาจะนำมันไปแจกให้กับคนที่จัดการเรื่องนี้ รวมไปถึงครูใหญ่ของโรงเรียนประถมอีกด้วย ซึ่งในตอนนี้ขั้นตอนทั้งหมดก็ได้เสร็จเรียบร้อยไปหมดแล้ว ต้องบอกเลยว่าการที่ได้เป็นครูสอนในโรงเรียนของหมู่บ้านนั้นเป็นงานที่ดีมากๆ ดังนั้นจึงมีคนมากมายที่สนใจงานนี้

 

เมื่อหลี่ชุ่นลี่พูดแบบนี้ออกไป หลี่ซ่งไป๋และติงฮวาต่างก็รู้สึกงุนงงไปเล็กน้อย เรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเพราะพ่อของเขาหรอกหรือ? แต่ทว่าติงฮวานั้นยังคงไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป ดังนั้นเธอจึงกัดฟันพูดออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว

 

“น้องเล็ก แล้วงานที่โรงงานทอผ้าของเธอล่ะ เธอจะให้ใครทำแทน? ช่วงนี้ฉันว่างอยู่พอดีเลย ให้ฉันทำแทนเธอได้ไหม ฉันสามารถเริ่มทำงานได้ทันทีเลยนะ!”

 

“พี่สะใภ้ พี่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน?” หลี่โม่ลี่เอ่ยถามออกไปด้วยท่าทีที่ดูสับสนเล็กน้อย

 

“โม่ลี่ ตอนนี้เธอก็ได้เป็นครูสอนโรงเรียนประถมของหมู่บ้านแล้ว ก็เท่ากับว่าเธอต้องสละตำแหน่งในโรงงานทอผ้าไปด้วยไม่ใช่เหรอ?” หลี่ซ่งไป๋พูดออกไปตามความเป็นจริง

 

หลี่โม่ลี่มองไปที่พี่ชายของเธอ ซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งเขาได้เรียนรู้ทุกอย่างมาจากคุณย่าของเธอนั่นเอง โดยเขามักจะรู้สึกว่าตราบใดที่เขาชอบสิ่งไหนก็ตาม ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นของใคร เขาก็จะคิดว่ามันเป็นของเขาอยู่เสมอ

 

“ฉันคิดว่าคงจะทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ ครั้งนี้พี่ชายของต้าอันช่วยให้ฉันรับตำแหน่งครูสอนโรงเรียนประถม ดังนั้นตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าก็ควรที่จะมอบให้พี่ต้านี พี่สาวของฟู่ต้าอัน เพราะการที่เธอต้องเลี้ยงลูกถึงสองคนเพียงลำพังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” หลี่โม่ลี่เริ่มทำตามสิ่งที่ฟู่ต้าอันบอกเธอในก่อนหน้านี้ทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซ่งไป๋ก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก และทำได้เพียงส่งสัญญาณให้ติงฮวาพูดต่อเท่านั้น แต่ทว่าติงฮวากลับไม่รู้เลยว่าหลี่ซ่งไป๋กำลังหมายถึงอะไร ดังนั้นเธอจึงนั่งนิ่งๆไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย

 

“โม่ลี่ ดูสิ แม้ว่าต้าอันจะช่วยเธอในเรื่องนี้ก็ตาม แต่มันดูไม่เหมาะสมเลยไม่ใช่เหรอที่เธอจะทำแบบนี้? การที่เธอจะแต่งงานกับเขา ครอบครัวของเขาก็จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือเธออยู่แล้วนี่? เธอช่วยคุยกับต้าอันเพื่อของานนี้ให้กับพี่สะใภ้ของเธอไม่ได้เหรอ? หากพี่สะใภ้ของเธอได้งานนี้ เมื่อได้รับเงินเดือน ฉันจะขอให้พี่สะใภ้ให้เงินเดือนกับเธอเดือนละ10หยวนเลยก็ได้ นอกจากนี้จือจือก็เป็นหลานชายของเธอ เธอไม่สงสารหลานเลยเหรอ?”

 

ไฉเฉี่ยวเหอที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็กำลังพยายามอดทนกับคำพูดเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เธออยากจะกระโดดเข้าไปตีลูกชายเห็นแก่ตัวของเธอเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย! ตอนนี้ความดีที่เขาได้สร้างขึ้นมาได้หายไปจนหมดแล้ว เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเห็นแก่ตัวถึงขั้นที่ขอให้น้องสาวทำเรื่องที่น่าอายแบบนี้ เขาไม่คิดเลยหรืออย่างไรว่ากำลังจะสร้างความขัดแย้งให้ครอบครัวสามีของน้องสาว!

 

“พี่ใหญ่ พี่พูดแบบนี้ได้อย่างไร พี่ชายของต้าอันได้ให้งานที่ดีมากๆกับฉันเลยนะ พี่จะให้ฉันทำแบบนั้นหรือ? ทั้งที่จริงเขาจะให้งานนี้กับน้องสาวของเขาก็ได้ แต่ก็ยังคงนึกถึงฉันเป็นคนแรก เขาช่วยฉันทั้งที่ฉันยังไม่ได้แต่งงานกับน้องชายของเขาเสียด้วยซ้ำ พี่ก็เห็นไม่ใช่หรือ?”

 

“พี่ไม่เห็นแก่น้องสาวคนนี้บ้างเลยเหรอ? หลังจากที่ได้งานดีๆจากคนอื่น พี่กลับจะให้ฉันทรยศพวกเขา และมอบตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าให้กับพี่สะใภ้ใหญ่ของตัวเอง พี่อยากให้คนอื่นมาว่าฉันเป็นคนเนรคุณหรือไง!”

 

เดิมทีฟู่ต้าอันแค่อยากจะให้เธอลองใจพี่ชายของตัวเองเท่านั้น หากพี่ชายของเธอมีเหตุผลพอ เธอจะหาข้ออ้างโดยบอกว่าพี่สาวว่าที่สามีต้องดูแลลูกๆจึงไม่สามารถมาทำงานได้ และจะมอบตำแหน่งงานนั้นให้กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอนั่นเอง

 

แต่ตอนนี้หลี่โม่ลี่ได้เปลี่ยนใจแล้ว แม้ว่าเธอจะได้งานใหม่แล้วก็ตาม แต่เธอจะไม่ยกงานเดิมให้กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเด็ดขาด

 

“พ่อครับ แม่ครับ! ช่วยพูดอะไรหน่อยสิครับ!” เมื่อเห็นว่าน้องสาวของเขาไม่ยอม หลี่ซ่งไป๋จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดกดดันพ่อกับแม่ของเขา

 

“ฉันช่วยอะไรไม่ได้หรอก เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับฉัน หากแแกอยากจะได้งานนี้ คนที่แกควรจะไปพูดด้วยคือน้องเขยของแกต่างหากล่ะ” หลี่ชุ่นลี่พูดออกไปตามตรงโดยไม่สนใจแรงกดดันจากลูกชายของเขาแม้แต่น้อย

 

นั่นเป็นสิ่งที่หลี่ซ่งไป๋เองก็ต้องการเช่นกัน แต่เขาคิดว่าหากพ่อของเขาช่วยพูดกับฟู่ต้าอัน คงจะได้ผลดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ฟู่ต้าอันยังไม่ได้แต่งงานกับน้องสาวของเขา ดังนั้นคำพูดของญาติผู้ใหญ่จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

 

แต่ไม่คิดเลยว่าหลี่ชุ่นลี่จะไม่ยอมให้ความร่วมมือแบบนี้ จึงทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้ไปในที่สุด

 

“พ่อคะ แม่คะ หนูขอตัวไปหาต้าอันก่อนนะคะ เพราะพรุ่งนี้หนูยังต้องไปที่โรงงานทอผ้าเพื่อจัดการเรื่องต่างๆให้เรียบร้อย” หลี่โม่ลี่พูดพร้อมกับลุกขึ้นและเดินออกไป

 

“โม่ลี่ ฉันจะไปกับเธอด้วย ฉันจะไปคุยกับต้าอัน” หลี่ซ่งไป๋ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบตามออกไปด้วยเช่นกัน

 

แต่ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่หลี่ซ่งไป๋คาดเอาไว้ ฟู่ต้าอันยังคงยืนกรานที่จะทำตามที่ได้พูดเอาไว้ โดยบอกไปว่าเขาจ่ายเงินอย่างน้อย 100หยวนเพื่อเป็นค่าเปลี่ยนตำแหน่งงานให้ติงฮวา ทั้งยังควรจ่ายเงินชดเชยให้กับฟู่ต้านี เพราะหากฟู่ต้านีได้ทำงาน เธอก็จะมีรายได้มากกว่า 20หยวนต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูลูกๆของเธอแล้ว

 

หลังจากคำนวณแบบคร่าวๆแล้ว หลี่ซ่งไป๋ต้องจ่ายเงินให้กับเขาอย่างน้อย 700หยวนก่อน แล้วเขาถึงจะสละตำแหน่งงานนี้ให้ หลี่ซ่งไป๋ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับกัดฟันแน่น เขาไม่คิดเลยว่าน้องเขยของเขาจะเป็นคนแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีโต้แย้งใดๆ เพราะเขารู้ดีว่าพ่อกับแม่ของเขามีเงินอยู่แล้ว



ตอนที่ 75 ลูกกวาดรูปกระต่ายขาว

 

กว่าที่ตระกูลฟู่จะรู้เรื่องนี้ เวลาก็ได้ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยน ฟู่เซิน และฟู่เหมี่ยวก็ได้เปิดภาคเรียนแล้วเช่นกัน

 

โดยวันนี้ฟู่เยี่ยนจะต้องไปรายงานตัว และวันนี้ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่ก็ได้มาที่บ้านของพวกเธอ โดยเขาได้นำกระเป๋านักเรียนใบใหม่มาให้ฟู่เยี่ยน และยังได้ซื้อเครื่องเขียนต่างๆมาให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวด้วย

 

โดยเขาได้เล่าว่า หลังจากที่หลี่ซ่งไป๋กลับไปถึงบ้าน เขาก็ได้ไปหาหลี่ชุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอเพื่อขอยืมเงิน ทว่าหลี่ชุ่นลี่รู้สึกผิดหวังกับลูกชายของเขามาก จึงได้ปรึกษาเรื่องนี้กับไฉเฉี่ยวเหอและตัดสินใจให้หลี่ซ่งไป๋ยืมเงิน แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือครอบครัวของพวกเขาจะต้องแยกบ้านออกไป

 

หลี่ซ่งไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากไม่นับเงินก้อนนี้ พ่อของเขาคงจะมีเงินเหลือไม่มากแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะยอมรับเงื่อนไขนั้นโดยไม่คาดคิดเลยว่าวันรุ่งขึ้น พ่อของเขาจะบังคับให้เขาย้ายออกไปจากบ้านทันที โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องทำตามเงื่อนไขที่ให้ไว้

 

เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ หลี่ซ่งไป๋จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อหาห้องพักของพนักงาน แต่เนื่องจากเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพักในหอพักพนักงานได้ เขาและครอบครัวจึงต้องไปเช่าบ้านหลังเล็กๆที่ครอบครัวของเขาทั้งสามคนจะพออาศัยอยู่ได้แทน

 

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นครอบครัวของหลี่ซ่งไป๋ก็มักจะกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ของเขาที่บ้านอยู่บ่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเขากำลังพยายามที่จะทำดีเพื่อที่อยากจะกลับมาอยู่ที่บ้านเดิมหรือเปล่า

 

ส่วนฟู่เยี่ยนนั้น ยังคงไม่รู้ว่ามีเรื่องวุ่นวายนี้เกิดขึ้น เพราะเธอยังต้องไปโรงเรียน ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมปลายประจำหมู่บ้านที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเรียนอยู่เล็กน้อย ด้วยความที่ทั้งสองโรงเรียนไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก พวกเขาจึงไปโรงเรียนด้วยกันทุกวัน

 

ส่วนเพื่อนร่วมชั้นของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว หลายคนที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลนั้นก็ได้เลือกที่จะมาอาศัยอยู่ในหอพักของโรงเรียน ทว่าฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่ได้ทำแบบนั้น ระยะทางจากหมู่บ้านอันผิงไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากนัก โดยใช้เวลาเดินแค่เพียง 40นาทีเท่านั้น หากใช้จักรยาน ก็จะใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 20นาที

 

เมื่อต้องแยกกัน ฟู่เยี่ยนจึงได้กล่าวลากับพี่ชายและพี่สาวของเธอ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงเรียน โดยโรงเรียนมัธยมต้นในหมู่บ้านนั้นมีนักเรียนไม่เยอะอยู่แล้ว เธอจึงเดินหาห้องเรียนของตัวเองได้ไม่ยากนัก เพราะที่นี่ก็มีเพียง 2ชั้นเรียนเท่านั้น

 

ซึ่งบนหน้าปกหนังสือของเธอก็ได้เขียนเอาไว้ว่าห้อง1 ดังนั้นเธอจึงได้เดินไปยังอาคารเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงประตูของห้องเรียน และวินาทีต่อมา เธอก็ได้ถูกใครบางคนตบที่ไหล่เบาๆ

 

“ฟู่เยี่ยน เธอมาเรียนได้แล้วอย่างนั้นเหรอ! แล้วอาการบาดเจ็บของเธอล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง? คุณครูบอกว่าเธอประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บ ก็เลยไม่สามารถมาสอบได้ ฉันอยากไปเยี่ยมเธอมากเลยล่ะ แต่พี่ชายของฉันก็ไม่ยอมไปส่ง ฉันรู้สึกแย่มากเลยจริงๆที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอที่จะเจอกับเธอตอนเปิดเทอมแบบนี้!”

 

ฟู่เยี่ยนจึงหันกลับไปมองตามเสียงนั้น ก่อนจะพบกับโจวชิวลู่เพื่อนสนิทของเสี่ยวฮั่ว ฟู่เยี่ยนจึงได้กล่าวทักทายออกไปด้วยท่าทีที่ดูไม่ค่อยมั่นใจนัก

 

“ชิวลู่?”

 

“ใช่ ฉันเอง! เราไม่ได้เจอฉันมาแค่หนึ่งเดือนเอง เธอจำฉันไม่ได้แล้วเหรอ?” โจวชิวลู่ถามด้วยความประหลาดใจ

 

“ไม่ใช่ ฉันจำเธอได้ พอดีศีรษะของฉันได้รับการกระทบกระเทือนนิดหน่อย จึงทำให้ความทรงจำในก่อนหน้านี้ของฉันพร่ามัวไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง” ฟู่เยี่ยนรีบหาข้อแก้ตัวเพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ ทว่ามันกลับสร้างความตื่นตระหนกในกับเพื่อนสนิทของเธอเป็นอย่างมาก

 

“อะไรนะ? แล้วตอนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง? เธอยังจำเพื่อนร่วมชั้นของเธอได้อยู่หรือเปล่า!” ทันใดนั้นเอง ดวงตาของโจวชิวลู่ก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ

 

“ได้สิ แต่ฉันก็ยังคงจำได้ไม่หมดหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนกะพริบตาปริบๆ พลางเริ่มพูดโกหกอีกครั้ง

 

“โอ้ แบบนี้แสดงว่าเธอคงจะได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสเลยสินะ! ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มีฉันอยู่นี่ทั้งคน เดี๋ยวฉันจะช่วยแนะนำทุกคนให้กับเธอเอง” โจวชิวลู่พูดพร้อมกับยืดหน้าอกของเธอขึ้น เธออาสาที่จะช่วยเพื่อนสนิทด้วยความเต็มใจ

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ!” หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เผยรอยยิ้มที่ดูไร้เดียงสาออกมา ตอนนี้เธอยังคงรู้สึกผิดที่กำลังหลอกเด็กคนหนึ่งอยู่ งั้นเอาของอร่อยให้เธอกินเป็นการขอโทษแล้วกัน

 

“เธอถ่อมตัวเกินไปแล้วนะ เราเป็นเพื่อนสนิทกัน อย่าพูดแบบนั้นเลย!” ทันทีที่พูดจบ โจวชิวลู่ก็รีบคว้าไปที่แขนของฟู่เยี่ยนทันที ก่อนจะดึงเธอวิ่งเข้าไปที่ในห้องเรียน

 

จึงทำให้อาจารย์ฟู่ผู้ซึ่งไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอดทนกับเหตุการณ์นี้เท่านั้น เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลยนั่นเอง!

 

“ทางนี้ ทางนี้ นั่นคืออู๋จื่อเฉิง เป็นหัวหน้าชั้นของพวกเราเอง เขาเรียนเก่งพอกันกับเธอเลยนะ ซึ่งภาคเรียนที่แล้ว เขายังทำคะแนนสอบได้ที่หนึ่งอีกด้วย ผู้ชายคนนี้ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ!”

 

“ส่วนนี่คือเจิ้งฮุ่ย เธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีที่สุดในชั้นเรียนของเราเลยก็ว่าได้ แต่ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอหรอกนะ เพราะเธอบอกว่าพี่ชายของเธอเป็นสมาชิกของคณะปฏิวัติ!”

 

“ยังมีอีกนะ...”

 

ฟู่เยี่ยนฟังโจวชิวลู่คอยแนะนำเพื่อนทุกคนในชั้นเรียนด้วยความตั้งใจ และไม่นานนักเธอก็จำเพื่อนทุกคนในชั้นเรียนได้แล้ว นอกจากนี้เธอยังแยกคนบางคนที่ควรจะอยู่ให้ห่างได้อีกด้วย

 

เช่น เจิ้งฮุ่ย ที่บอกว่าตอนนี้มีสมาชิกของคณะปฏิวัติอยู่ที่บ้าน ดังนั้นจึงควรระวังเธอคนนี้เอาไว้ให้ดีเป็นพิเศษ

 

เมื่อลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหล่านักเรียนต่างก็เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบไปก่อน เพราะที่นั่งจะถูกจัดใหม่ตอนที่คุณครูประจำชั้นมาถึงอีกครั้งนั่นเอง

 

ซึ่งคุณครูประจำชั้นของฟู่เยี่ยนเป็นชายหนุ่มที่ดูจะมีอายุใกล้เคียงกับพี่ใหญ่ของเธอ เมื่อเขาเข้ามาในห้องเรียน เขาก็เริ่มจัดที่นั่งตามความสูงของนักเรียนทันที

 

ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั้น ฟู่เยี่ยนได้ทานแต่ของดีๆ ดังนั้นจึงทำให้ส่วนสูงของเธอพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งด้วยความที่เธอและโจวชิวลู่นั้นมีความสูงที่ใกล้เคียงกัน จึงได้ถูกจัดให้นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ซึ่งเธอนั่งอยู่ในแถวที่สี่

 

และด้วยความบังเอิญ คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าของพวกเธอก็คือเจิ้งฮุ่ยนั่นเอง เธอได้นั่งกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

 

ด้วยความที่วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก คุณครูประจำชั้นจึงเพียงแค่บอกถึงข้อควรระวังต่างๆ และสิ่งที่จำเป็นสำหรับบทเรียนในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ก่อนจะจัดตารางเวลาให้กับทุกคน พร้อมกับให้เด็กทุกคนกลับบ้านได้

 

ครอบครัวของโจวชิวลู่เองก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก โดยใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 10นาทีเท่านั้น ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อรอกลับบ้านพร้อมกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวดีหรือเปล่า

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ถูกชวนให้ไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อซื้อเครื่องเขียน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองยังไม่รู้ว่าฟู่ต้าอันได้ซื่อเครื่องเขียนมาให้เธอที่บ้านแล้ว ทั้งยังซื้อมาเยอะมากอีกด้วย

 

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดูเหมือนกับว่าเธอยังไม่มีปากกาเลย แต่เธอแค่ไม่รู้ว่าปากกามีราคาเท่าไหร่ เธอจึงตัดสินใจที่จะไปดูพร้อมกับโจวชิวลู่

 

เมื่อพวกเธอทั้งสองมาถึงสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ก็พบว่ามีผู้ปกครองหลายคนได้พาลูกๆ มาซื้อดินสอด้วยเช่นกัน ซึ่งโจวชิวลู่เองก็มาที่นี่เพื่อซื้อดินสอด้วย แม้ว่าเธอจะเรียนชั้นมัธยมต้นแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงเขียนการบ้านด้วยดินสออยู่

 

ดังนั้น เมื่อฟู่เยี่ยนบอกว่าเธอต้องการที่จะซื้อปากกา สีหน้าของโจวชิวลู่จึงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

 

“เราใช้ดินสอไม่ได้เหรอ ปากกามันมีราคาแพงเกินไป! มันมีราคาถึง5หยวนเลยนะ! แม้แต่ครูใหญ่เองก็ยังมีแค่ด้ามเดียวเลย! พ่อของฉันบอกว่าจะซื้อให้ฉันตอนที่ฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายเลยด้วยซ้ำ!”

 

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของโจวชิวลู่ ฟู่เยี่ยนจึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะซื้อปากกาลงไปทันที

 

ไม่ได้ หากเธอซื้อปากกาล่ะก็ มีหวังคงจะได้ถูกคนทั้งโรงเรียนจับตามองอย่างแน่นอน! เธอควรทำตัวให้สมถะเอาไว้จะดีกว่า

 

เมื่อตัดสินใจว่าจะไม่ซื้อมันแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ซื้อดินสอและสมุดบันทึกที่มีลาดลายเหมือนกับของโจวชิวลู่แทน ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปดูลูกกวาดรูปกระต่ายขาวต่อ

 

แม้ว่าโจวชิวลู่จะเป็นเด็กผู้หญิงที่โตแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงน้ำลายสออยู่ดีเมื่อเห็นลูกกวาดที่น่ากินแบบนี้

 

“เอาไว้ถ้าฉันเก็บเงินได้มากพอ ฉันจะซื้อลูกกวาดรูปกระต่ายมาลองชิมดูสักครั้ง ฉันอยากรู้จริงๆว่ารสชาติของมันจะอร่อยแค่ไหน!”

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงลูกกวาดที่ฟู่เซินใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอเมื่อเช้าขึ้นมาได้ เธอจึงได้ล้วงมือเข้าไปหยิบมันออกมา ก่อนจะยื่นมันให้กับโจวชิวลู่

 

“อ่ะ ลูกกวาดรสนมรูปกระต่ายขาวที่เธออยากชิม ลองชิมมันดูสิ!”

 

“ว้าว! ฟู่เยี่ยน สุดยอดไปเลย แม่ของฉันไม่เคยซื้อมันให้กับฉันเลยสักครั้ง มันดูน่ากินมากเลย เธอจะยกมันให้ฉันจริงๆเหรอ?” โจวชิวลู่รู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอจริงๆ แม้แต่ลูกกวาดรูปกระต่ายขาวที่ดูแสนอร่อยนี้ ฟู่เยี่ยนยังยอมแบ่งมันให้กับเธอ

 

“พอดีลุงรองของฉันกลับมาเยี่ยมบ้าน เลยซื้อมันกลับมาฝากฉันด้วย เธอกินมันเถอะ ที่บ้านของฉันยังมีอีกเยอะเลย” ฟู่เยี่ยนทนไม่ได้เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ยังคงดูเด็กมากจริงๆ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวชิวลู่ก็ได้เก็บลูกกวาดรูปกระต่ายขาวเอาไว้ในกระเป๋าของตัวเองอย่างทะนุถนอม พร้อมกับบอกว่าเธอจะเก็บมันเอาไว้กินตอนก่อนนอน

 

ถึงแม้ฟู่เยี่ยนอยากจะบอกว่าการทานขนมหวานในตอนกลางคืนจะทำให้ฟันผุก็ตาม แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ดูปลาบปลื้มใจของโจวชิวลู่ ฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา ให้เธอมีความสุขแบบนี้แหละดีแล้ว!

 

หลังจากที่ออกจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ฟู่เยี่ยนก็อยากไปที่ร้านรับซื้อของเก่าขึ้นมา ทว่าโจวชิวลู่กลับรู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายว่าที่นั่นมีหนังสือน่าสนใจอยู่มากมายเลยทีเดียว

 

เมื่อโจวชิวลู่ถูกล่อลวงด้วยคำพูดที่ว่าเธอสามารถซื้อหนังสือได้ในราคาถูกมากๆ เธอจึงตัดสินใจที่จะตามฟู่เยี่ยนไปด้วยทันที

 

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็เลิกเรียนแล้วเช่นกัน พวกเขาจึงได้เดินมารอที่ประตูโรงเรียนของฟู่เยี่ยน แต่ทว่ากลับไม่มีใครอยู่ในโรงเรียนเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าเสี่ยวฮั่วคงจะเดินกลับบ้านไปก่อนแล้ว พวกเขาจึงได้เดินทางกลับบ้านด้วยเช่นกัน



จบตอน

Comments